รัฐสภา · ครั้งที่ ๑๑ · ๘ พฤษภาคม ๒๕๕๕

สาธิต ปิตุเตชะ หารือเรื่องรัฐธรรมนูญ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของมาตรา ๒๙๑/๑๑ และเรียกร้องให้คณะกรรมาธิการและรัฐบาลเคารพสิทธิของสภาผู้แทนราษฎรในการร่างรัฐธรรมนูญ พร้อมแสดงความกังวลเกี่ยวกับการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในการจัดทำรัฐธรรมนูญ และวิพากษ์วิจารณ์กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่กำลังดำเนินอยู่ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการตรวจสอบบทบัญญัติที่มีขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญ

นายสาธิต ปิตุเตชะ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายสาธิต ปิตุเตชะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จากจังหวัดระยอง ในฐานะของกรรมาธิการเสียงข้างน้อยนะครับ ผมได้สงวนความเห็นไว้ในมาตรา ๒๙๑/๑๑ ใน (๕) นะครับ แต่ก่อนที่จะไปตรงนั้นผมอยากจะขอเท้าความถึงความเป็นมาในมาตรา ๒๙๑/๑๑ ซึ่งมีความสําคัญเป็นอย่างยิ่งนะครับ มาตรา ๒๙๑/๑๑ นั้น ในวรรคแรกก็พูดถึงเรื่องกําหนด ระยะเวลาที่กรรมาธิการเสียงข้างมากได้แก้ไขจาก ๑๘๐ วัน เป็น ๒๔๐ วัน นั่นหมายความว่า สภาร่างรัฐธรรมนูญก็มีเวลาในการที่จะไปออกแบบ แก้ไข แล้วก็ร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ภายในระยะเวลา ๒๔๐ วัน กรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ก็ยังไปแก้ไขในวรรคห้าว่าการจัดทํา ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ หรือเปลี่ยนแปลงการแก้ไขบทบัญญัติ ในหมวดว่าด้วยพระมหากษัตริย์จะกระทํามิได้ อันนี้ก็เป็นหัวใจสําคัญในการพูดคุยกัน ในคณะกรรมาธิการ ผมเรียนกับท่านประธานว่าความจริงประเด็นที่มีการแก้ไขเพิ่มเติม ในประเด็นนี้นะครับ เป็นการต่อสู้เรียกร้องของกรรมาธิการเสียงข้างน้อยนะครับ ที่พยายามที่จะ ต่อรองให้คณะกรรมาธิการได้ใส่ถ้อยคําที่มีความหมายว่าการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จะไปแตะต้องบทบัญญัติในหมวดพระมหากษัตริย์มิได้ ก็ต้องขอขอบคุณทางกรรมาธิการ เสียงส่วนใหญ่ด้วยนะครับที่ได้เห็นความสําคัญ สุดท้ายก็ตกผลึกเป็น ถ้าผมจําไม่ผิดก็น่าจะเป็น เสียงค่อนข้าง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ว่าในส่วนนี้จะต้องไม่มีการไปแก้ไขเพิ่มเติมในสิ่งที่เกี่ยวกับ บทบัญญัติที่เกี่ยวด้วยกับหมวดพระมหากษัตริย์ มาตรา ๒๙๑/๑๑ ในวรรคสอง ถึงแม้ ไม่มีการแก้ไขก็มีการอภิปรายกันกว้างขวางก็คือประเด็นเรื่องการหยิบยกเอารัฐธรรมนูญ ฉบับหนึ่งฉบับใดมาเป็นต้นแบบ ที่สําคัญก็คือว่าการเขียนของคณะกรรมาธิการหรือร่างของ ครม. เขียนไว้ในลักษณะที่ผมคิดว่าจริง ๆ ไม่ต้องเขียนก็ทําได้นะครับ เขียนไว้ว่าให้ไปนําเอา รัฐธรรมนูญฉบับใดฉบับหนึ่งที่เห็นว่าเป็นประชาธิปไตยสูงมาเป็นต้นแบบในการยกร่างนะครับ อันนี้ก็เป็นสิทธิของ สสร. อยู่เองแล้วว่าเขาจะไปยกร่างแล้วเขาจะเอาร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ เคยใช้บังคับมากับประเทศนี้อย่างไร แบบไหนนะครับ

ส่วนในวรรคสามก็พูดถึง ผมเรียนกับท่านประธานว่าผมต้องอธิบายเป็นลําดับ นะครับ เพราะว่าแต่ละวรรคก็มีความเชื่อมโยงต่อกัน ในวรรคสามก็พูดถึงการที่สภาผู้แทนราษฎร สิ้นอายุหรือมีการยุบสภาผู้แทนราษฎรไม่เป็นเหตุกระทบกระเทือนการปฏิบัติหน้าที่ของ สภาร่างรัฐธรรมนูญตามวรรคหนึ่ง อันนี้เป็นหัวใจครับ และวรรคสามที่ผมจะอภิปรายต่อไป เพราะว่าวรรคสามไปเชื่อมโยงกับวรรคห้าแล้วก็วรรคหก ผมเรียนว่าประเด็นนี้เพื่อนสมาชิก หลายท่านได้พูดถึงอยู่แล้วนะครับว่ากรณีที่สภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้ให้กําเนิดสภาร่างรัฐธรรมนูญ เมื่อยุบ สิ้นสภาพไป ไฉนเลยสภาร่างรัฐธรรมนูญจึงมีสิทธิจะดําเนินการต่อไปในการ ร่างรัฐธรรมนูญ แล้วก็อาจจะเป็นปัญหาในทางปฏิบัติซึ่งผมจะนําเสนอกับท่านประธานต่อไป

ในวรรคสี่ การจัดทําร่างรัฐธรรมนูญนั้นสภาร่างรัฐธรรมนูญจะต้องจัดให้มี การรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในทั่วทุกภูมิภาคด้วย อันนี้ก็เป็นปัญหาครับ ความจริง ผมก็แอบไปเห็นท่านกรรมาธิการ ท่านหมอเหวงได้สงวนความเห็นในเรื่องนี้ไว้ ซึ่งน่ารับฟังมากครับ ก็คือท่านหมอเหวงบอกว่าการรับฟังความคิดเห็นจะต้องเป็นการทําประชาพิจารณ์แล้วก็ ต้องเริ่มต้นตั้งแต่มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ ต้องดําเนินการให้ครบถ้วนทุกหมู่บ้านและชุมชน ทั่วประเทศ รวมทั้งสถาบันการศึกษาทุกระดับ สมาคมอาชีพทุกสาขาอย่างทั่วถึง คือประเด็น ที่ท่านเขียนไว้ผมเห็นว่าเป็นเรื่องจําเป็นนะครับ ถึงแม้ว่ากรรมาธิการไม่ได้แก้ไขแล้วก็ไม่ได้ พูดถึงการทําประชาพิจารณ์ ผมยกตัวอย่างสั้น ๆ ครับท่านประธานว่าการทําประชาพิจารณ์ เดี๋ยวนี้เป็นการทําประชาพิจารณ์แบบรวบรัดตัดความ ทําแบบสรุป บางครั้งก็ไปทําประชาพิจารณ์ ยกตัวอย่างเช่นเรื่องสิ่งแวดล้อม การเปิดโรงงานอุตสาหกรรม บางกรณีก็ไปเอาชื่อที่เซ็น ในการเข้าประชุมมาเป็นมติในการเห็นชอบกับการทําประชาพิจารณ์ การทําแบบนี้ก็ถือว่า ไม่สมบูรณ์แบบ ยังไม่ได้รับฟังเสียงของประชาชนที่ได้รับผลกระทบ ฉันใดก็ฉันนั้นครับ เช่นเดียวกันในวรรคสี่ หมายความว่าถ้าท่านเขียนไว้เพียงว่าการจัดทําร่างรัฐธรรมนูญ สภาร่างรัฐธรรมนูญต้องจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนทั่วทุกภูมิภาค เขียนไว้แค่นี้ ก็ไม่ได้ก่อให้เกิดการปฏิบัติอย่างจริงจังครับ เราก็จะเห็นว่าความจริงประชากร ๖๗ ล้านคน เราเพียงแต่ไปทํารับฟังความคิดเห็นจังหวัดละครั้งก็แทบจะพูดได้ว่าไม่ได้ตอบโจทย์ว่า มันทั่วถึง กระจายทุกภูมิภาค ทุกจังหวัดหรือไม่ ที่สําคัญก็คือว่ามันต้องเอาจริงเอาจังครับ กับการรับฟังความคิดเห็น

ก็มาถึงวรรคห้า กรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ก็ยึดตามร่างเดิมนะครับ ก็คือในกรณีที่ให้รัฐสภาเป็นผู้วินิจฉัยว่าร่างรัฐธรรมนูญมีลักษณะตามวรรคห้า คือหมายความว่า ให้อํานาจรัฐสภาแห่งนี้เป็นผู้วินิจฉัยความไม่เป็นไปตามบทบัญญัติหมวดว่าด้วย พระมหากษัตริย์ ที่ไปกระทบกระเทือนในบทนี้นะครับก็ให้รัฐธรรมนูญฉบับนั้นตกไป ผมเรียนกับท่านประธานว่าวรรคนี้เป็นวรรคที่สําคัญครับ เพราะว่าเราก็พูดกันถึงเรื่องความไม่ไว้ใจ ความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจ ผมก็จะพูดให้เข้าใจง่ายนะครับว่าวรรคนี้ก็เปรียบเสมือนกับที่เรา อภิปรายในมาตรา ๒๙๑/๑ (๒) ก็คือว่าสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตอนเกิดก็ให้สภาแห่งนี้ เป็นผู้คลอด คลอดในมาตรา ๒๙๑/๑ (๒) ก็คือ ๒๒ สสร. นั่นก็ให้สภาแห่งนี้ไปคัดเลือก ๒๒ คน ซึ่งเราก็ไม่ทราบว่าจะไว้ใจได้แค่ไหนนะครับ แล้วก็พฤติกรรมที่ผ่านมาของกรรมาธิการ ก็เห็นได้ชัดว่ามันมีปัญหา ในขณะเดียวกันตอนตาย หมายความว่าการวินิจฉัยว่าเมื่อ ๙๙ สสร. ไปร่างรัฐธรรมนูญเสร็จแล้ว สิทธิในการวินิจฉัยการไม่ชอบของกฎหมายรัฐธรรมนูญก็เป็นอํานาจของรัฐสภาอีก สรุปรวมความก็ กินรวบครับ เสียงข้างมากซึ่งเป็นรัฐบาลก็สามารถที่จะดูแลทั้งตอนเกิด ทั้งตอนตาย ก็จะทําให้ เสียงข้างน้อยหรือคนอีกจํานวนมากไม่ได้มีส่วนร่วมในการที่จะทํารัฐธรรมนูญฉบับนี้ ผมต้อง อภิปรายในวรรคนี้ก็เพราะว่าผมขอเพิ่มเติมแก้ไข สงวนความเห็นไว้ในวรรคห้านะครับว่า ในขณะที่กรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ไม่แก้ไขในร่างเดิม โดยให้อํานาจรัฐสภาแห่งนี้ ที่ผมเรียนกับ ท่านประธานไปแล้วว่าทั้งเกิด ทั้งตายก็ขึ้นอยู่กับรัฐสภาแห่งนี้ เสียงข้างมากที่จะกําหนด ชี้เป็นชี้ตาย ผมก็แก้ไขขอ ให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้วินิจฉัยร่างรัฐธรรมนูญเป็นไปตามวรรคห้า หรือไม่ หากเป็นไปตามวรรคห้าก็ให้ร่างรัฐธรรมนูญเป็นอันตกไป ก็หมายความว่า ผมให้อํานาจในการวินิจฉัยความไม่ชอบนะครับ หรือความไม่เป็นไปตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ ในวรรคสี่ เป็นอํานาจของศาลรัฐธรรมนูญ ถามว่าการที่ผมเขียนให้เป็นอํานาจของ ศาลรัฐธรรมนูญนี้มันผิดปกติหรือไม่ ผมก็เรียนกับท่านประธานว่าอันนี้เป็นสิ่งที่เป็นปกติ อย่างที่สุดครับ เพราะว่ามันมีเหตุผลอย่างนี้ครับ ท่านประธานกรุณาได้เปิดดูกฎหมาย รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๔ ก็กําหนดไว้ชัดเจนครับว่า ความขัดแย้งขององค์กรสําคัญ เช่น รัฐสภา คณะรัฐมนตรีหรือองค์กรอื่นที่ไม่ใช่ศาล กฎหมายรัฐธรรมนูญเขียนชัดครับว่า ให้เป็นอํานาจของศาลรัฐธรรมนูญ นั่นหมายความว่าอะไรครับ หมายความว่า ศาลรัฐธรรมนูญอยู่เหนือองค์กรที่ผมเรียนมาทั้งหมด เช่น รัฐสภา คณะรัฐมนตรีหรือองค์กรอื่น ที่ไม่ใช่ศาล เขากําหนดไว้ชัดเจนครับในมาตรา ๒๑๔ ทําไมนักกฎหมายหรือว่า ครม. หรือกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ไม่เห็นตามนี้ ทําไมจะให้เสียงส่วนใหญ่ของรัฐสภามาใช้สิทธิ ในการมาวินิจฉัยบทบัญญัติที่ไม่เป็นไปตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ (๔)

ประเด็นถัดมาครับ ผมจะยกตัวอย่างอํานาจของศาลรัฐธรรมนูญ ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญที่เป็นอํานาจหน้าที่ที่ชัดเจนนะครับ นั่นหมายความว่าร่างกฎหมาย ประกอบรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๑๔๑ ไม่ว่าจะเป็นร่างพระราชบัญญัติตามมาตรา ๑๕๔ ร่างพระราชกําหนดตามมาตรา ๑๘๕ ไม่ว่าจะเป็นร่างพระราชบัญญัติ ร่างพระราชกําหนด หรือร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ อันไหนที่ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ กฎหมาย เขาเขียนชัดครับว่าเป็นอํานาจของศาลรัฐธรรมนูญ ทีนี้ถามว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญที่เรากําลัง จะร่างขึ้น ที่เรากําลังจะตั้ง สสร. ๙๙ คน ตามร่างแก้ไขเพิ่มเติมฉบับนี้ แล้วให้ ๙๙ คนที่มีข้อสงสัย ข้อกังขาไปร่างรัฐธรรมนูญ อันนั้นก็เป็นเพียงร่าง ซึ่งต้องรอกระบวนการให้เสร็จเรียบร้อย ประกาศในราชกิจจานุเบกษาจึงจะมีผลใช้บังคับ นั่นก็หมายความว่าที่ท่านกําลังทําเขาเรียก ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ถ้ามันขัดหรือแย้งของเดิมเขาก็ให้อํานาจศาลรัฐธรรมนูญในการวินิจฉัยครับ ทําไมท่านไม่ดูละครับ หรือท่านแกล้งไม่เข้าใจ

อีกประเด็นหนึ่งครับ ประเด็นถัดไปก็คือว่า ท่านประธานก็จะเห็นว่าเราร่างกฎหมาย กันมาเยอะ บทบัญญัติแห่งกฎหมาย ซึ่งเป็นกฎหมายอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายใด ที่ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ เวลาเราไปทํากฎหมายแต่ละครั้งเราก็จะเห็นนะครับว่า เราก็ต้องไปดูมาตรา ๒๙ แห่งรัฐธรรมนูญว่ากฎหมายที่จะเสนอหรือเป็นร่างกฎหมายแล้ว อันไหนไปขัดต่อสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน ไปขัดต่อสิทธิใด ๆ ก็ตาม อันนี้ก็ต้องยื่นให้ ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย บทบัญญัติที่เป็นกฎหมายที่เห็นว่ามันไปขัดหรือแย้งกับกฎหมายรัฐธรรมนูญซึ่งถือว่าเป็น กฎหมายที่สูงกว่า อํานาจทั้งหมดอยู่ที่ศาลรัฐธรรมนูญทั้งหมด เพราะฉะนั้นในวรรคสี่พูดถึงเรื่อง บทบัญญัติที่มีกระทบกับสิทธิเสรีภาพหรือไปกระทบกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข อันนี้ยิ่งสําคัญใหญ่เลยครับ แล้วทําไมไม่ส่งไปให้ ศาลรัฐธรรมนูญละครับ ก็เทียบเคียงได้ว่าไม่ว่าจะเป็นร่างกฎหมาย หรือกฎหมายแล้ว อันไหนที่มันขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญเป็นอํานาจโดยตรงที่ศาลรัฐธรรมนูญจะใช้อํานาจในการ วินิจฉัยครับ แต่ไฉนเลยกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ไม่ได้แก้ไขประเด็นนี้ เห็นชอบตามร่างของ ครม. ฉบับเดิม ไม่มีแก้ไขแม้แต่น้อย ผมเล่าบรรยากาศท่านประธานให้ฟังนิดหนึ่งว่ากว่าที่จะ ได้มาถึงการแก้ไขในมาตรา ๒๙๑/๑๑ ใน (๕) พวกเราเสียงข้างน้อยต้องประชุมหลายครั้งนะครับ ท่านประธานเป็นพยานได้ ท่านประธานคณะกรรมาธิการ ท่านสามารถเป็นพยานได้ ผมเอง พูดชัดว่าจริง ๆ ผมเสนอด้วยซ้ําไปว่าเรื่องตรงนี้เอาไปใส่ในหลักการจะผิดไหม แต่ว่า โดยเทคนิคอาจจะใส่ได้หรือไม่ได้ แต่อย่างน้อยกว่าจะต่อสู้ เสียงข้างน้อยกว่าจะต่อสู้สําเร็จ กรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่กว่าจะยินยอมเอาข้อความอันนี้ไปใส่ในวรรคห้าก็เหนื่อย พอสมควรเหมือนกัน ใส่เสร็จผมคิดว่าถ้าผมจําไม่ผิดยังมีคนไม่เห็นด้วยบางคน แต่ก็ถือว่า ตกผลึกแล้วละว่ากรรมาธิการเห็นตรงกันในประเด็นนี่นะครับว่าควรจะใส่ไว้ก็สบายใจ อันนี้ก็เรียนว่าเราต้องพยายามในการพูดคุยกัน ต้องพยายามอย่างมาก ซึ่งมันไม่เป็นเรื่องที่ ควรที่จะใช้ความพยายาม มันเป็นเรื่องที่ควรจะตกลงกันได้ตั้งแต่วันแรกที่จะประชุมกันแล้วนะครับ

ประเด็นถัดไปครับท่านประธานครับ ที่ผมพยายามที่จะอภิปรายในวรรคห้า วรรคหก ที่ผมเรียนท่านประธานตั้งแต่ตอนต้นว่ามันจะเชื่อมโยงกัน คือร่างของรัฐบาลและ กรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ได้พูดถึงว่า ในวรรคสามบอกว่าถึงแม้สภายุบไป ไม่มีสภาอยู่ สภาร่างรัฐธรรมนูญก็ยังคงอยู่ ยังทํางานต่อไป คือเขียนอย่างนี่ คือฟ้าจะถล่ม แผ่นดินจะทลาย แผ่นดินไหว มาบตาพุดจะระเบิด คนตายกี่คน สภาร่างก็ต้องร่างรัฐธรรมนูญไปให้ได้ จะมีข้อมูล จะแก้แบบไหน อันนั้นเดี๋ยวไปพิสูจน์กัน แต่ว่าจะอย่างไรก็ตามสภาร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้จะต้องอยู่ให้ได้ จะต้องแก้ให้ได้ ไม่รู้จะแก้เรื่องอะไรนะครับ

ไปโยงกับวรรคหกที่ผมพูดถึงก็คือว่า ถ้าท่านเขียนแบบนี้เดี๋ยวท่านประธาน สามารถต้องตอบผมนะครับ ว่าถ้าสมมุติท่านเขียนว่าให้อํานาจในวรรคหกให้รัฐสภา เป็นผู้วินิจฉัยความไม่เป็นไปตามบัญญัติในวรรคห้าว่า สมมุติว่า สสร. เขาไปร่างบทบัญญัติ ของรัฐธรรมนูญแล้วนี่มันมีบทบัญญัติหนึ่งบทบัญญัติใดไปกระทบเปลี่ยนแปลงหมวดพระมหากษัตริย์ ไม่ใช่เป็นหลักอย่างเดียวนะครับ กิ่งก้านสาขาที่เป็นไปลิดรอนสิทธิเหล่านั้น แล้วในขณะนั้น สภาผู้แทนราษฎรถูกยุบไป ไม่มีสภาผู้แทนราษฎร มันเกิดเดทล็อก (Date lock) อย่างไรครับ ถึงแม้วุฒิสภาจะอยู่ก็ตาม แล้วท่านจะทําอย่างไรครับ เพราะว่าสภาผู้แทนราษฎร ไม่มีรักษาการณ์ครับ มีแต่วุฒิสภา แล้วพอเขียนแบบนี้ แล้วอย่าตอบว่ามันไม่สามารถเกิดขึ้นได้ นะครับ มันเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาครับ ถ้าเหตุการณ์การเมืองเกิดพลิกผัน นายกรัฐมนตรี ประกาศยุบสภา และสภา สสร. ก็เกิดขึ้น แต่ก็เป็นไปตามวรรคสามว่าสภา สสร. ก็ยังอยู่นะครับ เพราะฉะนั้นการวินิจฉัยการไม่เป็นไปตามบทบัญญัติในวรรคห้าให้อํานาจรัฐสภา แล้ววินิจฉัย ไม่ได้ล่ะครับ ท่านจะทําอย่างไรละครับ ประเด็นนี้ยังไม่มีใครพูด ผมก็ฝากท่านประธานว่า ท่านประธานสามารถต้องตอบคําถามนี้ให้ได้ แล้วก็อย่ามาบอกว่าไม่เกิดขึ้น ไม่มีใครการันตี ได้หรอกครับ สถานการณ์การเมืองในประเทศไทยใครจะการันตีได้ว่าสภานี้จะคงอยู่ตลอดไป ครบวาระ เพราะฉะนั้นถ้าท่านเปลี่ยนไปเขียนว่าศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้วินิจฉัย เป็นผู้มีอํานาจ ในการดําเนินการ มันก็จะแก้ไขปัญหาทั้งหมดได้ครับ แล้วถามว่าผิดปกติไหม ไม่ได้ผิดปกติอะไรเลยครับ เป็นไปตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ เป็นไปตามหลักการ องค์กรที่เหนือกว่าที่เขาทํามา เป็นประเพณีปฏิบัติมานานแล้ว

ประเด็นสุดท้ายครับ ผมจําได้ว่าท่านอาจารย์พีรพันธุ์ พาลุสุข ที่เป็นกรรมาธิการ อยู่ด้วยกัน ท่านตอบคําถามของสมาชิกหลายท่านว่าชอบแล้ว เพราะว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญ ที่ไปร่างมาก็ถือว่าเป็นกฎหมายรัฐธรรมนูญเหมือนกัน ศักดิ์และสิทธิเท่ากับกฎหมายรัฐธรรมนูญ ที่ยังบังคับใช้อยู่คือปี ๒๕๕๐ เมื่อเป็นเช่นนั้นแทนที่จะให้ศาลรัฐธรรมนูญมาวินิจฉัย ก็ให้อํานาจไปที่รัฐสภา ผมว่าไม่ตรงข้อเท็จจริงครับ กฎหมายรัฐธรรมนูญที่กําลังจะไปร่างอยู่นี่นะครับ ยังไม่เกิดเลยนะครับ ต้องให้ สสร. เกิดก่อนและ สสร. ก็ไปร่าง กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนั้น เขาเรียกว่าเป็นร่างรัฐธรรมนูญ ศักดิ์และสิทธิยังไม่ใช่เป็นกฎหมายรัฐธรรมนูญจนกว่าจะมี การลงพระปรมาภิไธยและประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษา เหตุผลนั้นมาแก้ไม่ได้ครับว่า จะใช้อํานาจรัฐสภาเป็นคนวินิจฉัยการตกไป การไม่เป็นไปตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคห้า ผมก็ไม่เห็นด้วย เดี๋ยวท่านอาจารย์พีรพันธุ์อยู่ก็คงจะมาตอบ ๒ คําถามนี้ ท่านประธาน ที่เคารพครับ ด้วยเหตุผลที่ผมสงวนความเห็นแล้วก็แปรญัตติเป็นเหตุเป็นผลการเชื่อมโยงกัน ของทุกวรรคในมาตรานี้ แล้วก็มีคําถาม ๒ คําถามที่ฝากถามไปยังท่านประธานคณะกรรมาธิการ ความพยายาม เล่าให้ท่านประธานได้รับฟังนิดหนึ่งว่ากว่าจะมาเป็นวรรคห้าก็ไม่ได้เป็นง่าย ๆ นะครับ ผมเรียนว่าผมยังยืนยันจุดยืนเดิมครับว่าผมไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพราะผมเห็นว่ามันมีเรื่องที่สําคัญมากกว่านี้ ปัญหาข้าวของแพง ปัญหาราคาพืชผลเกษตรตกต่ํา ปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน