สมชาย แสวงการ ระบุว่า รัฐธรรมนูญปี 2540 มีข้อบกพร่องและแก้ไขไม่เพียงพอ โดยเฉพาะในหมวดที่เกี่ยวข้องกับศาล องค์กรอิสระ และการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ และหวังว่ารัฐธรรมนูญที่จะถูกสร้างขึ้นจะดีที่สุดและไม่ถูกเปลี่ยนแปลงในอนาคต
ขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ ผมยังอยู่ในประเด็นนะครับ หน้า ๒๔๑ ชัดเจนนะครับ ผมขอให้ กรรมาธิการรับฟังความคิดเห็นของกระผม ซึ่งผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ประชาชนคนไทยอย่างน้อยก็ ๑๕ ล้านเสียงที่เขารับประชามติ รัฐธรรมนูญฉบับนี้เขาอยากให้มีนะครับ เอาละครับ ท่านจะ แก้ไขอย่างไรก็ตาม ผมก็ไม่ว่ากัน เพราะถ้าท่านแก้แล้วประชาชนเขารับไม่ได้ เขาก็ไม่รับ ประชามติ หรือว่าท่านแก้ครึ่ง ๆ กลาง ๆ แล้วทําท่าจะหมิ่นเหม่ ผมคิดว่าวันนั้นก็ตัวใครตัวมัน นะครับ แต่ผมเรียนครับว่าด้วยความปรารถนาดี หมวด ๑๐ เรื่องศาล หมวด ๑๑ และหมวด ๑๒ นั้น ผมคิดว่าจําเป็นครับ ถึงแม้ผมมาจากสื่อมวลชนและผมเองก็อยากจะให้คงไว้ในหมวด ๓ ก็ตาม แต่ว่าเพื่อความสําคัญของเรื่องที่ผมคิดว่ามีความจําเป็นต้องคงไว้บางส่วน ในเรื่องของหมวด ๑๐ เรื่องศาล เรื่องศาลรัฐธรรมนูญ เรื่องศาลยุติธรรม เรื่องศาลปกครองและสุดท้ายคือศาลทหาร เรื่องหมวด ๑๐ ตามองค์กรรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะเป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการการเลือกตั้ง ผู้ตรวจการแผ่นดิน คณะกรรมการป้องกันและปราบปราม การทุจริตแห่งชาติ คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน องค์กรอื่นตามรัฐธรรมนูญ ได้แก่ องค์กรอัยการ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ รวมถึง หมวด ๑๒ เรื่องการตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐ ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบทรัพย์สิน การกระทําที่เป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ การถอดถอนจากตําแหน่ง การดําเนินคดีอาญา ของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ๓ หมวดที่ผมขอให้คงไว้เป็นหลักประกัน หลายส่วนครับ ท่านประธานครับ ผมกราบเรียนว่าได้ปรับปรุงแก้ไขช่องว่าง ช่องโหว่มาจากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ซึ่งท่านประธานคณะกรรมาธิการก็เคยเป็นอดีต สสร. ปี ๒๕๔๐ หลายคนในห้องนี้ก็เป็น อดีต สสร. ปี ๒๕๔๐ ผมเองก็ชื่นชอบรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ครับ เราช่วยกันร่างแบบมีกรอบ มีกติกา มีความเห็นพ้องของทั้งสังคม ขณะนั้นมีคณะของ อาจารย์ประเวศ วะสี มีคณะของอาจารย์ชุมพล ศิลปอาชา ขออภัยที่เอ่ยนาม ได้ตกผลึก ร่วมกันกับคนทั้งสังคมว่าถึงเวลาที่เราจะร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน เราก็เอาแบบจาก ต่างประเทศ อันไหนที่ว่าดี เหมือนที่ท่านประธานกรรมาธิการได้เอ่ยแล้ว ก็ไปลอกมา อันไหนดี เราก็ไปคัดมาเอามาใส่ แต่พอใช้ไปแล้วครับท่านประธานครับ โดยเนื้อหาส่วนใหญ่ ๘๐-๙๐ เปอร์เซ็นต์ดีครับ แต่ช่องว่าง ช่องโหว่ที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องจริงครับว่ามันมีความรั่วไหล ๑. เกิดเรื่องของการฉ้อราษฎร์บังหลวงเยอะแยะไปหมด ๒. เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชน ไม่ว่าจะเป็นการฆ่าตัดตอน ๒,๐๐๐ ศพ ไม่ว่าจะเป็นคดี นายสมชาย นีละไพจิตร ล้วนเกิดขึ้น ส่วนหนึ่ง และเป็นช่องว่างไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการคัดหรือเลือกองค์กรอิสระที่มีการ ไปแทรกแซงจากการเมือง จากสภา จากผู้มีอํานาจ ทําให้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ นั้น กลายเป็นรัฐธรรมนูญที่มีปัญหา ท้ายสุดนําประเทศไปสู่ความขัดแย้งทางการเมือง มีการชุมนุมขับไล่รัฐบาลในปี ๒๕๔๘ สิ่งที่ไม่ได้คาดคิดแล้วไม่คาดว่าจะเกิดอีกคือ การรัฐประหาร ปี ๒๕๔๙ แล้วก็นํามาสู่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ซึ่งหลายท่านก็บอกว่ามาจาก มดลูกเผด็จการ คมช. แต่ผมกราบเรียนครับว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ก็เป็นรัฐธรรมนูญ ที่แก้ไขข้อบกพร่องของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ นั่นเอง อย่างไรก็ตามครับ มีความเห็นต่างได้ครับ ถ้าท่านจะร่างรัฐธรรมนูญใหม่แล้ว ท่านลองดูสิครับว่าอะไรที่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ทําไว้ดี อะไรที่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ทําไว้ดี ท่านก็ต้องเก็บสิ่งนั้นไว้ ผมขอให้ท่านเก็บในสิ่งที่ผมคิดว่า จะทําให้บ้านเมืองเดินต่อไปได้ใน ๓ หมวดเท่านั้นเอง ก็คือเรื่องของศาล เรื่องขององค์กรอิสระ และเรื่องของการตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐ ที่ขอให้ไม่แก้ไขเลยนี้ มิได้หมายความว่าท่านจะไม่ให้มี ซึ่งผมก็ไม่เชื่อครับว่าท่านจะไม่กล้าไม่ให้มี แต่การไปแก้ไขที่มาซึ่งเราก็เคยมีบทเรียนครับว่า วุฒิสภาที่ผมสังกัดอยู่นั้นเคยถูกกล่าวหาต่าง ๆ นานา ไม่ว่าจะเป็นสภาบริวาร สภาทาสบ้าง ซึ่งเป็นความเจ็บช้ําของวุฒิสภา เพราะวุฒิสภาในขณะนั้นต้องทําหน้าที่เลือกองค์กรอิสระ และท่านก็แทรกแซงจนสามารถทําให้องค์กรอิสระที่จะมีหน้าที่ในการตรวจสอบรัฐบาล อ่อนแอลง และท้ายที่สุดนําไปสู่วิกฤติการเมือง เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมขอในหมวด ๑๐ หมวด ๑๑ และหมวด ๑๒ เป็นหลักประกันครับว่าถ้าท่านไม่แก้ไขเลย ให้คงอยู่ทั้งหมวด ทั้ง ๓ หมวด รวมถึงหมวด ๑ หมวด ๒ อันนี้ครับผมคิดว่าเป็นหลักประกันที่ดีสําหรับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือการร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่ ส่วนอื่นไม่ว่ากันครับ ท่านจะร่างอย่างไรก็ยินดี แล้วผมคิดว่า ก็อาจจะมีเสียงของประชาชนขานรับการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ก็ได้เพราะเขามีหลักประกัน เพียงพอ
ส่วนสุดท้ายครับท่านประธานครับ ในเรื่องของวรรคท้ายที่ให้รัฐสภาวินิจฉัย ร่างรัฐธรรมนูญที่มีลักษณะตามวรรคห้าให้ร่างรัฐธรรมนูญเป็นอันตกไป ผมขอกราบเรียน ท่านประธานครับว่าในส่วนนี้ผมคิดว่ายังคงต้องให้ความสําคัญกับศาลรัฐธรรมนูญในการ วินิจฉัย มิใช่รัฐสภาซึ่งมีส่วนได้เสียนะครับ ไม่ว่าท่าน สสร. จะร่างมาอย่างไร สภาไปพิจารณา แก้ไขอย่างไรแล้ว เมื่อเกิดการขัดกันนะครับ เราต้องมีสิ่งที่เราพึ่งได้และเราเชื่อถือได้นะครับ ก็หวังว่าสิ่งนี้ที่ผมพูดมาด้วยความปรารถนาดี และผมคิดว่าท่านกรรมาธิการลองพิจารณาดูครับ ไม่เช่นนั้นมันจะเกิดการขัดกันหลาย ๆ เรื่องแล้วก็เกิดความไม่ไว้วางใจในการที่จะลงมติ รับหลักการในวาระที่สาม ไม่ว่าจะเป็นการเลือก สสร. ซึ่งเขาบอกว่ามีการล็อกสเปก รวมถึง พอร่างรัฐธรรมนูญไปแล้ว ครึ่ง ๆ กลาง ๆ อาจจะเกิดอุบัติเหตุขึ้นได้เพราะว่าความไม่ไว้วางใจ ก็กราบเรียนครับว่าอยากเห็นรัฐธรรมนูญ ไหน ๆ จะร่างรัฐธรรมนูญทั้งทีแบบที่ผมไม่เห็นด้วยนี่นะครับ ทําให้ดีที่สุดและทําให้เราถูกแก้หรือถูกฉีกไม่ได้ในอนาคต ก็ฝากความปรารถนาดีมา ขอบพระคุณครับท่านประธาน