นคร มาฉิม เสนอเปรียบเทียบรัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐ กับฉบับปัจจุบันเพื่อชี้ให้เห็นความสำคัญของแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ โดยเฉพาะการกระจายรายได้อย่างเป็นธรรมตามมาตรา ๘๓ เพื่อลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำทางสังคม และยืนยันว่ารัฐธรรมนูญดังกล่าวมีจุดแข็งที่มาจากประชาชนก่อนถูกยกเลิกโดยคณะรัฐประหาร
กราบขอบพระคุณครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ก่อนที่จะแสดงเหตุผล ผมขออนุญาตที่จะเปรียบเทียบรัฐธรรมนูญ ที่มีบังคับใช้อยู่ในปัจจุบันก็คือฉบับปี ๒๕๕๐ แล้วก็รัฐธรรมนูญที่ถูกยกเลิกไปโดย คณะรัฐประหารเมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ก็คือรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ อันที่จริง ผมได้มีโอกาสเข้ามาทํางานการเมืองครั้งแรก เนื่องจากว่าได้ผ่านการเลือกตั้งมาเมื่อวันที่ ๖ มกราคม ๒๕๔๔ ซึ่งมีการบังคับใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ ก็คือฉบับนี้ ก่อนที่จะมีรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีที่มาที่ไปมากเหลือเกิน แล้วก็ถือว่า เป็นรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดที่ประเทศไทยเคยมีมา ท่านประธานที่เคารพครับ ผมยังชื่นชม ผมยังมีความหวังว่านับจากที่มีการบังคับใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ปี ๒๕๔๐ แล้ว การเมืองไทยจะมีการปฏิรูปกันครั้งใหญ่อย่างจริงจัง การเมืองไทยจะมีการพัฒนา เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนและประเทศชาติในฐานะเจ้าของประเทศก็คือประชาชน อย่างแท้จริง ที่ผมมุ่งหวังแล้วก็คาดหวังมากที่สุดก็คือการปฏิบัติหรือดําเนินนโยบายของ ทุกรัฐบาลตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานย่อ ๆ เพื่อที่จะให้พี่น้องประชาชนที่อาจจะได้ฟังบ้าง หรือว่าติดภารกิจการงานบ้าง ไม่ได้ฟังอย่างต่อเนื่อง ได้กราบเรียนว่าข้อดี ข้อด้อย แล้วก็จุดอ่อน จุดแข็งของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ คืออะไรบ้าง และเป็นเหตุเป็นผลที่ผมเองจะหยิบยกขึ้นมาเพื่อสนับสนุนความเห็นในการแปรญัตติ แล้วก็สงวนคําแปรญัตติต่อท่านประธาน และท่านสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติทุกท่าน ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ยกไว้ ๔ มาตรา ขออนุญาตยกตัวอย่าง อย่างแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ หมวด ๕ มาตรา ๘๓ รัฐต้องดําเนินการให้มีการกระจายรายได้อย่างเป็นธรรม มันสะท้อน ให้เห็นถึงว่าในปัจจุบันและในช่วงที่ผ่านมาความเหลื่อมล้ําทางสังคมยังมีอยู่มากครับ คนจนยิ่งจนลง จนลง จนลง แล้วก็ไม่มีโอกาสที่จะก้าวข้ามพ้นความยากจนและหนี้สินได้ แต่คนรวยจํานวนน้อยกลับยิ่งรวยขึ้น รวยขึ้น รวยขึ้น ช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวยมีมากเหลือเกิน นําไปสู่ความขัดแย้งทางสังคม นําไปสู่ปัญหาที่หมักหมมทางสังคมมาอย่างยาวนาน ผมขอชื่นชม ผลงานวิจัยของท่านศาสตราจารย์ผาสุก พงษ์ไพจิตร ท่านเป็นอาจารย์ที่ผมได้ชื่นชมว่า ท่านได้ทํางานวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์ ด้านรัฐศาสตร์อย่างเป็นกลางแล้วก็เป็นธรรม จึงมีอิทธิพลต่อการกําหนดมาตรา ๘๓ ก็คือรัฐจะต้องให้มีการกระจายรายได้อย่างเป็นธรรม เพื่อลดมาตรการความเหลื่อมล้ําทางสังคมให้แคบลง ไม่ใช่ว่าปล่อยให้ช่องว่างระหว่างคนจน กับคนรวยห่างกัน ห่างกัน ห่างกัน จนทรัพยากรหรือความมั่งคั่งของชาติไปกระจุกตัวอยู่กับ กลุ่มที่มีทุน กลุ่มที่มีอิทธิพล กลุ่มที่มีอํานาจไม่กี่คน ไม่กี่ตระกูล แต่คนส่วนใหญ่ของประเทศ ไม่มีโอกาสที่จะเข้าถึง ท่านประธานที่เคารพครับ อันนี้คือข้อดีข้อที่ ๑ ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ซึ่งมาจากประชาชนครับ แล้วก็กราบเรียนย้ํากับท่านประธานว่า ผมยังภูมิใจอยู่ลึก ๆ ว่า ก่อนที่จะมีการโค่นล้มรัฐบาลของ พลเอก สุจินดานั้น ผมเองเป็นคนหนึ่งครับ แม้ว่า จะไม่ปรากฏชื่อหรอก แต่ได้ร่วมเดินขบวน มีท่าน พลตรี จําลองเป็นหัวหน้าคณะที่ถนนราชดําเนิน ซึ่งเป็นสิ่งที่ภาคภูมิใจมาตลอดตั้งแต่ปี ๒๕๓๔
ในมาตรา ๒ ในข้อดีของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ก็คือมาตรา ๘๔ รัฐต้อง จัดระบบการถือครองที่ดินและการใช้ที่ดินอย่างเหมาะสม จัดหาแหล่งน้ําเพื่อเกษตรกรรม ให้เกษตรกรอย่างทั่วถึง และรักษาผลประโยชน์ของเกษตรกรในการผลิตและการตลาดสินค้าเกษตร ให้ได้รับผลตอบแทนสูงสุด รวมทั้งส่งเสริมการรวมตัวของเกษตรกรเพื่อวางแผนการเกษตรและรักษาผลประโยชน์ร่วมกัน ของเกษตรกร กําหนดไว้ชัดเจนท่านประธานที่เคารพครับ เป็นเหตุและผลที่ผมติดตามว่า รัฐบาลไม่ว่าจะเป็นอดีตท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณ ท่านสมชาย ท่านสมัคร ท่านอภิสิทธิ์ หรือรัฐบาลที่จะมีขึ้นในอนาคตว่า ในโอกาสต่อไปใครที่มาเป็นรัฐาธิปัตย์ ใครที่มาบริหารจัดการ เงินภาษีอากรของประชาชนในนามของรัฐบาล จะต้องถือกรอบหรือแนวนโยบายพื้นฐานของรัฐ ในการที่จะขับเคลื่อนประเทศและนําพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองในทุกด้าน ในทุกมิติ อย่างแท้จริง แต่น่าเสียดายครับ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาความขัดแย้งเป็นอุปสรรคต่อการ พัฒนาประเทศในแทบจะทุกด้าน นําไปสู่ความล้มเหลวในด้านเศรษฐกิจ ในด้านสังคม และการเมืองอย่างที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นสําหรับประเทศของเรา ซึ่งบรรพบุรุษได้สั่งสมสิ่งที่ดีงามไว้ จํานวนมาก แล้วก็ทรัพยากรมีความพรั่งพร้อมที่สุดในภูมิภาคแห่งนี้ แต่ตอนนี้ครับ สมัยก่อน ท่านประธานที่เคารพครับ ภาคการเกษตรของเราไม่ได้ด้อยกว่าที่ไหนเลย แต่ตอนนี้เรากลับ วิ่งตามหลัง และมีหลายประเทศกําลังแซงเราในภูมิภาค
มาตรา ๓ ขออนุญาตยกตัวอย่างทั้งหมดแค่ ๔ มาตรา ท่านประธานครับ ก็คือมาตรา ๘๕ รัฐต้องส่งเสริมสนับสนุนและคุ้มครองระบบสหกรณ์ ตอนนี้สหกรณ์อ่อนแอครับ ระบบสหกรณ์ยังอ่อนแออยู่ เสียดายที่รัฐบาลควรที่จะดําเนินการอย่างจริงจัง
อันที่ ๕ ก็คือ มาตรา ๘๖ รัฐต้องส่งเสริมให้ประชากรวัยทํางานมีงานทํา คุ้มครองแรงงาน โดยเฉพาะแรงงานเด็กและแรงงานหญิง จัดระบบแรงงานสัมพันธ์ การประกันสังคม รวมทั้งค่าตอบแทนแรงงานให้เป็นธรรม เป็นฉบับย่อ ๆ ที่ผมขออนุญาต หยิบยกสิ่งที่ดีของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐
ท่านประธานที่เคารพครับ ข้อดีอื่น ๆ มีอีกมาก ไม่ว่าจะเป็นการสร้างองค์กรอิสระ ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ป.ป.ช. ไม่ว่าจะเป็น คตง. ไม่ว่าจะเป็นศาลหรือองค์กรอื่น ๆ เพื่อที่จะ ช่วยกันพยุง คุ้มครองสิทธิหรือผลประโยชน์ของประชาชนอย่างต่อเนื่อง ท่านประธาน ที่เคารพครับ แต่เสียดาย แม้ว่าเราจะมี แต่ก่อนเป็น ป.ป.ป. ตอนนี้เป็น ป.ป.ช. แต่การทุจริต การคอร์รัปชันและการเอาผิดต่อผู้ที่กระทําการทุจริตคอร์รัปชันต่อเงินภาษีอากรของ พี่น้องประชาชนก็ยังไปไม่ถึงฝั่งฝัน ผมขออนุญาตยกตัวอย่างเป็นข้อเท็จจริง ท่านประธานที่เคารพ ผมเป็นรองประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาแก้ไขปัญหาที่ดินทํากิน การออกเอกสารสิทธิ และกฎหมายเกี่ยวกับที่ดินและป่าไม้ ได้ร่วมกับคณะกรรมาธิการ ขออนุญาตเอ่ยนาม คือท่าน พลตํารวจโท วิโรจน์ เปาอินทร์ อยู่ในซีกของรัฐบาล ท่านเป็นคนตรงจริง แล้วก็ได้พา คณะกรรมาธิการไปตรวจสอบการทุจริตการออกโฉนดที่ดินทับที่ป่าที่จังหวัดเชียงราย ก็คือดอยแม่สลองและกิ่วทัพยั้ง ท่านประธานที่เคารพครับ ผมก็เคยถูกขู่ปองร้ายเอาชีวิต แต่ผมไม่ได้สนใจ เพราะว่าถ้าเกิดผมตาย ผมก็เชื่อว่าคนอื่นจะมาสานต่อ และกฎกติกา หรือกลไกของกฎหมายจะถูกบังคับใช้ให้เกิดความศักดิ์สิทธิ์ ผิดก็ว่ากันไปตามผิด ถูกก็ว่ากันไปตามถูก แต่ท่านประธานเชื่อไหมครับว่า ป.ป.ป. ได้มีมติมาตั้งแต่ปี ๒๕๓๘ จนปัจจุบันเกือบ ๑๘ ปีเต็ม กระบวนการในการเพิกถอนการทุจริตที่ออกโฉนดผิดในการทับที่ป่านั้นยังไม่ดําเนินการไปถึงไหนครับ อันนี้คือความเสียหายอย่างใหญ่หลวงที่ประเทศได้รับ ท่านประธานที่เคารพครับ แม้กระทั่งสถิติ หรืออันดับในการจัดอันดับคอร์รัปชันของประเทศ ใน ๑๘๑ ประเทศ ประเทศไทย อยู่ที่อันดับ ๗๘ คะแนนเต็ม ๑๐ ประเทศไทยได้ ๓ กว่า ๆ ซึ่งประเทศเพื่อนบ้านไม่ว่าจะเป็นประเทศมาเลเซีย ประเทศสิงคโปร์ ประเทศฮ่องกง ประเทศอื่น ๆ มีการทุจริตน้อยมาก ก็ทําให้ประเทศของเขาพัฒนา ความเจริญ ความมั่งคั่ง ความอุดมสมบูรณ์เกิดขึ้นกับพี่น้องประชาชนอย่างมาก เพราะฉะนั้นรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ดีหลายอย่าง ซึ่งผมจะไม่อธิบายทุกหมวด ทุกประเด็น แต่จุดอ่อนของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ก็มี เช่น การตรวจสอบการทุจริตของนายกรัฐมนตรี ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ กําหนดไว้ว่า ถ้า ส.ส. จะยื่นญัตติเพื่ออภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี จะต้องใช้เสียง ส.ส. ไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๕ ก็คือ ๑๐๐ คน จาก ส.ส. ทั้งหมด ๕๐๐ คน แต่ถ้าเกิดว่านายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นผู้นํา ของรัฐบาลถูกกล่าวหาว่าทุจริตหรือคอร์รัปชัน จะต้องใช้เสียง ส.ส. ๒ ใน ๕ ก็คือ ๒๐๐ คน จาก ส.ส. ๕๐๐ คน ซึ่งถือว่าเป็นจุดอ่อน ทําให้กระบวนการในขณะนั้นมีการควบรวม พรรคการเมือง มีการดึงจํานวน ส.ส. เพื่อไม่ให้ถึงในซีกของฝ่ายค้านถึง ๒๐๐ เสียง หรือ ๒ ใน ๕ ทําให้มีกระบวนการในการทุจริตหลายอย่างที่ถูกกล่าวในขณะนั้น ซึ่งแน่นอนครับ หน่วยราชการที่เกี่ยวข้องก็คงจะต้องเข้าไปตรวจสอบตามวิถีของตนเอง แต่สุดท้ายครับ กลุ่มประชาชนจํานวนหนึ่งได้เรียกร้องขึ้นมา ก็คือกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย นํามาสู่การตรวจสอบทางสังคมโดยกลไกของฝ่ายนิติบัญญัติเป็นง่อยเปลี้ยเสียขา ไม่สามารถ ที่จะตรวจสอบเพื่อรักษาผลประโยชน์แทนพี่น้องประชาชนได้ นําไปสู่การแบ่งฝักแบ่งฝ่าย และความแตกแยกในสังคมอย่างไม่เคยมีมาก่อน ท่านประธานที่เคารพครับ หลังจากนั้น คณะรัฐประหารนําโดย พลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน ซึ่งตอนนี้ท่านก็เป็นสมาชิกรัฐสภาอยู่ด้วย ก็ได้ยึดอํานาจการปกครองเมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ท่านประธานที่เคารพครับ อันนี้ผมสรุปในส่วนของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ย่อ ๆ เพียงเท่านี้
ในขณะเดียวกันรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ จุดอ่อนก็มีครับ ในขณะเดียวกัน จุดแข็งก็มีปรากฏอยู่ไม่น้อย จุดแข็งผมถามผู้ร่างหลายท่านว่าทําไมท่านถึงยุบพรรคการเมือง ทั้ง ๆ ที่คณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองบางคนไม่ได้รู้เห็น ไม่ได้เป็นใจ ไม่ได้มีส่วนร่วม แต่ตามบทบัญญัติของมาตรา ๒๓๗ ของรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ กําหนดไว้ว่า ท่านประธานที่เคารพ ขออนุญาตวรรคสุดท้ายนิดเดียวนะครับ มาตรา ๒๓๗ วรรคสอง บอกว่า ถ้าการกระทําของบุคคลตามวรรคหนึ่ง ปรากฏหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าหัวหน้าพรรคการเมือง หรือคณะกรรมการบริหารของพรรคการเมืองผู้ใดมีส่วนรู้เห็น หรือปล่อยปละละเลย หรือทราบถึงการกระทํานั้นแล้วมิได้ยับยั้งหรือแก้ไขเพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริต และเที่ยงธรรม ให้ถือว่าพรรคการเมืองนั้นกระทําการเพื่อให้ได้มาซึ่งอํานาจในการปกครองประเทศ โดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ และในกรณีที่ ศาลรัฐธรรมนูญมีคําสั่งให้ยุบพรรคการเมืองนั้นให้เพิกถอนสิทธิการเลือกตั้งของหัวหน้าพรรคการเมือง และกรรมการบริหารพรรคการเมืองดังกล่าวมีกําหนดเวลา ๕ ปี นับแต่วันที่มีคําสั่งให้ ยุบพรรคการเมือง ผมถามว่าท่านเห็นเป็นอย่างไร ทําไมถึงใช้มาตรการนี้ในการยุบพรรคการเมือง ท่านประธานที่เคารพครับ เขาบอกว่าต้องใช้ยาแรงในการที่จะแก้ไขสภาพทางการเมือง