สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๓๓ · ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๕๕

(ที่ประชุมรับทราบ)

ระเบียบวาระที่ ๓ รับรองรายงานการประชุม

รับรองรายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๔ ปีที่ ๑ (สมัยสามัญทั่วไป) จํานวน ๔ ครั้ง

ครั้งที่ ๒๐ วันพุธที่ ๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๔

ครั้งที่ ๒๑ วันพฤหัสบดีที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๔

ครั้งที่ ๒๒ (เป็นพิเศษ) วันอาทิตย์ที่ ๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๔

ครั้งที่ ๒๓ (เป็นพิเศษ) วันจันทร์ที่ ๒๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๔ ซึ่งได้วางไว้ให้ ท่านสมาชิกตรวจดูแล้วก่อนที่จะเสนอให้สภารับรองครับ

(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ไม่มีผู้ใดเห็น เป็นอย่างอื่นนะครับ ถือว่าที่ประชุมรับรองรายงานการประชุมทั้ง ๔ ครั้งนะครับ

ระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว ไม่มี

ต่อไปเป็นการพิจารณาเรื่องด่วน

ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๖ (คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ)

เชิญท่านนายกรัฐมนตรีแถลงหลักการและเหตุผล เชิญครับ

นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี 🔗

เรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ ดิฉัน นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในนามของคณะรัฐมนตรีขอเสนอ ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๖ มีหลักการและเหตุผล ดังนี้

หลักการ ตั้งงบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๖ เป็นจํานวน ไม่เกิน ๒,๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท

เหตุผล เพื่อให้ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานอื่นได้มีงบประมาณ รายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๖ สําหรับใช้เป็นหลักในการใช้จ่ายเงินแผ่นดิน

ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ นับตั้งแต่รัฐบาลนี้ได้เข้ามาบริหาร ราชการแผ่นดิน เมื่อวันอังคารที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๕๔ เป็นเวลาที่ประเทศไทยเผชิญกับ มหาอุทกภัยครั้งรุนแรงที่สุดครั้งหนึ่ง รัฐบาลได้ดําเนินการทุกวิถีทางในการเร่งแก้ไขปัญหา ทั้งในระยะเร่งด่วนและระยะยาวรวมทั้งกําหนดแนวทางและมาตรการเพื่อจัดการความเสี่ยง จากภัยธรรมชาติและสถานการณ์วิกฤติต่าง ๆ และด้วยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ในการเร่งดําเนินการฟื้นฟูเศรษฐกิจและสภาพความเป็นอยู่ของประชาชนที่ได้รับผลกระทบ จากปัญหาอุทกภัย ส่งผลให้เกิดความเชื่อมั่นของประชาชนและนักลงทุนรวมทั้งระบบ เศรษฐกิจมีการฟื้นตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในขณะเดียวกันรัฐบาลให้ความสําคัญกับการยกระดับ รายได้ของประชาชนให้เกิดความเป็นธรรมและทั่วถึงผ่านมาตรการและโครงการต่าง ๆ อาทิ การเพิ่มรายได้ของแรงงานและผู้จบปริญญาตรี โครงการรับจํานําสินค้าเกษตร เป็นต้น ควบคู่กับการพัฒนาสังคมและเสริมสร้างความเข้มแข็งทางวัฒนธรรมเพื่อให้ประเทศและสังคมไทย สามารถพัฒนาไปพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงและความเป็นไปของโลก แม้ว่าผลกระทบจาก สถานการณ์มหาอุทกภัยจะได้คลี่คลายลงและกลับเข้าสู่ภาวะปกติแล้วก็ตาม รัฐบาลก็ยัง ตระหนักอยู่เสมอว่าปัจจัยเสี่ยงทางด้านเศรษฐกิจทั้งภายในและภายนอกประเทศยังคงมีอยู่ ดังนั้นร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๖ ที่รัฐบาล นําเสนอต่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้ทรงเกียรติพิจารณาในวันนี้ จึงกําหนดเป็นนโยบาย งบประมาณแบบขาดดุลในลักษณะที่ลดลงต่อเนื่องจากปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๕ เพื่อเข้าสู่ งบประมาณสมดุลในอนาคตโดยมีจุดมุ่งหมายสําคัญ ๒ ประการ คือ

ประการแรก เพื่อขับเคลื่อนนโยบายสําคัญเร่งด่วนของรัฐบาลที่มีผลต่อการแก้ไข ปัญหาและฟื้นฟูกลไกทางเศรษฐกิจและสังคม ให้สามารถดําเนินการอย่างมีประสิทธิภาพ ต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา และเร่งรัดให้เศรษฐกิจขยายตัวกระจายผลประโยชน์สู่ประชาชน โดยตรงและทั่วถึง

ประการที่ ๒ เพื่อวางรากฐานต่อการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนในระยะยาว ให้ประเทศและสังคมไทยมีความเข้มแข็งทั้งในด้านเศรษฐกิจและสังคม และรองรับการเปลี่ยนแปลง ของสถานการณ์ภายนอกประเทศได้อย่างเหมาะสมและเท่ากัน

และเพื่อเป็นข้อมูลสําหรับใช้ประกอบพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณ รายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๖ ดิฉันขอรายงานให้ทราบถึงสภาวะเศรษฐกิจทั่วไป ฐานะและนโยบายการเงินการคลังของประเทศดังต่อไปนี้

ภาวะเศรษฐกิจทั่วไป เศรษฐกิจไทยในปี ๒๕๕๕ มีแนวโน้มขยายตัวที่ร้อยละ ๕.๕-๖.๕ อัตราเงินเฟ้อประมาณร้อยละ ๓.๕-๔.๐ โดยมีปัจจัยด้านอุปสงค์ภายในประเทศ เป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สําคัญ อันเกิดจากการบริโภคและการลงทุนของภาคเอกชน เพื่อฟื้นฟูทรัพย์สินที่เสียหายและภาคอุตสาหกรรมที่กลับมาเร่งทําการผลิต ประกอบกับนโยบาย ของรัฐบาลที่เร่งรัดการจ่ายเงินเพื่อเยียวยาผู้รับผลกระทบและฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานที่ได้รับ ความเสียหายควบคู่กับการดําเนินมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายโดยรวมของประเทศ เช่น การเพิ่มรายได้แรงงานและค่าตอบแทนของผู้จบปริญญาตรี มาตรการภาษีรถยนต์คันแรก และดําเนินโครงการรับจํานําสินค้าเกษตร เป็นต้น นอกจากนี้การใช้จ่ายตามแผนการกู้เงิน ตามพระราชกําหนดให้อํานาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อวางระบบบริหารจัดการน้ําและ สร้างอนาคตประเทศที่คาดว่าจะเริ่มเบิกจ่ายในปี ๒๕๕๕ และเป็นแรงสนับสนุนเศรษฐกิจ ให้สามารถขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง สําหรับแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี ๒๕๕๖ คาดว่าจะขยายตัวประมาณร้อยละ ๔.๐-๕.๐ อัตราเงินเฟ้อประมาณร้อยละ ๓.๘ โดยปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สําคัญยังคงมาจาก อุปสงค์ภายในประเทศทั้งการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง สําหรับการใช้จ่ายและการลงทุนของภาครัฐยังคงมีบทบาทสําคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยเฉพาะมาตรการด้านการฟื้นฟูประเทศ การบริหารจัดการน้ํา การพัฒนาโครงสร้าง พื้นฐานด้านการขนส่งและโลจิสติกส์ (Logistics) การยกระดับคุณภาพชีวิตและเพิ่มศักยภาพ ในการแข่งขันของประเทศ รวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่มุ่งเน้นการเพิ่มรายได้ ของประชาชนอย่างต่อเนื่อง สําหรับภาคการส่งออกคาดว่าจะเป็นแรงสนับสนุนเพิ่มขึ้น จากการที่เศรษฐกิจประเทศคู่ค้าปรับตัวดีขึ้น โดยเฉพาะประเทศในภูมิภาคเอเชีย (Asia) ฐานะและนโยบายการคลังในงบประมาณปี พ.ศ. ๒๕๕๖ รัฐบาลประมาณการว่าจะสามารถ จัดเก็บรายได้สุทธิทั้งสิ้น ๒,๑๙๗,๙๐๐ ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ ๖.๓ จากปีก่อน และเมื่อหัก การจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามพระราชบัญญัติกําหนดแผน และขั้นตอนการกระจายอํานาจแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ จํานวน ๙๗,๙๐๐ ล้านบาทแล้ว คงเหลือเป็นรายได้สุทธิที่สามารถนํามาจัดสรรเป็นรายจ่ายของ รัฐบาลจํานวน ๒,๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท หรือร้อยละ ๑๖.๗ ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ

สําหรับการบริหารจัดการรายจ่ายรัฐบาลได้กําหนดแนวทางในการจัดทํา งบประมาณและนโยบายงบประมาณรายจ่ายประจําปีดังนี้

ประการที่ ๑ ให้ความสําคัญกับการดําเนินงานที่สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล ที่ได้แถลงไว้ต่อรัฐสภา โดยเฉพาะนโยบายสําคัญเร่งด่วน ๑๖ ข้อ และการดําเนินงานที่มีผล ในการกระตุ้นเศรษฐกิจและเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของประเทศ

ประการที่ ๒ ให้ความสําคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้จ่ายงบประมาณ ของหน่วยงานควบคู่กับการพิจารณาแหล่งเงินอื่น

ประการที่ ๓ ส่งเสริมการสร้างศักยภาพทางการคลังขององค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นเพื่อให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น

ประการที่ ๔ ดําเนินนโยบายงบประมาณขาดดุลภายใต้กรอบความยั่งยืน ทางการคลังเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้ขยายตัวอย่างมีเสถียรภาพแล้วเข้าสู่สมดุลในอนาคต ปัจจุบันฐานะเงินคงคลัง ณ วันที่ ๑๘ พฤษภาคม ๒๕๕๕ มีจํานวนทั้งสิ้น ๒๒๘,๔๔๗.๕ ล้านบาท

ฐานะและนโยบายการเงิน ด้วยเศรษฐกิจไทยสามารถกลับมาฟื้นตัวได้ ในทุกภาคเศรษฐกิจในไตรมาสที่ ๑ ของปี ๒๕๕๕ และมีแนวโน้มฟื้นตัวได้อย่างต่อเนื่อง หลังจากปัญหาอุทกภัยคลี่คลายลง ขณะที่แรงกดดันเงินเฟ้อในระยะต่อไปมีแนวโน้ม เพิ่มสูงขึ้นจากอุปสงค์ภาคเอกชนที่ฟื้นตัวเร็วกว่าที่คาดและต้นทุนด้านพลังงานและค่าใช้จ่าย ค่าจ้างที่ปรับสูงขึ้น อีกทั้งการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกในระยะต่อไปยังมีความไม่แน่นอนสูง โดยเฉพาะปัญหาหนี้สาธารณะในยุโรปจึงเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย คณะกรรมการนโยบายการเงินจึงมีมติให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุม ๒ ครั้ง ล่าสุดอยู่ที่ร้อยละ ๓ ต่อปี ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่เหมาะสมเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของ เศรษฐกิจสอดคล้องกับการดูแลความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ

สําหรับฐานะการเงินของประเทศอยู่ในฐานะมั่นคงจากดุลบัญชีเดินสะพัด ที่เกินดุล ทุนสํารองระหว่างประเทศที่อยู่ในระดับสูงโดยคิดประมาณ ๓ เท่าของหนี้ต่างประเทศ ระยะสั้น

สาระสําคัญของงบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๖ ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๖ ที่คณะรัฐมนตรี นําเสนอต่อสมาชิกผู้ทรงเกียรติในวงเงินงบประมาณทั้งสิ้น ๒,๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เป็นการ ดําเนินนโยบายงบประมาณแบบขาดดุลโดยใช้จ่ายจากรายได้สุทธิ จํานวน ๒,๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท และเงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ จํานวน ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท วงเงินงบประมาณดังกล่าวจําแนกเป็นรายจ่ายประจํา จํานวน ๑,๙๐๑,๙๑๑.๗ ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ ๙๗.๒ ของวงเงินงบประมาณ รายจ่ายลงทุน จํานวน ๔๔๐,๙๓๘.๘ ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ ๑๘.๗ ของวงเงินงบประมาณ และรายจ่ายชําระคืนต้นเงินกู้ จํานวน ๔๙,๑๔๙.๕ ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ ๒.๑ ของวงเงินงบประมาณ ทั้งนี้รัฐบาลได้กําหนด ยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณไว้ ๘ ยุทธศาสตร์ และ ๑ รายการ ค่าดําเนินการภาครัฐ โดยมีรายละเอียดการดําเนินการที่สําคัญและวงเงินงบประมาณในแต่ละยุทธศาสตร์การจัดสรร ดังนี้

ยุทธศาสตร์ที่ ๑ การสร้างรากฐานการพัฒนาที่สมดุลสู่สังคม รัฐบาลได้จัดสรร งบประมาณรายจ่ายไว้ จํานวน ๔๙๑,๔๘๒ ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ ๒๐.๕ ของวงเงิน งบประมาณทั้งสิ้นเพื่อดําเนินงานตามนโยบายเร่งด่วนสําคัญดังนี้

๑.๑ การสร้างความปรองดองสมานฉันท์และฟื้นฟูประชาธิปไตย ได้จัดสรร งบประมาณ จํานวน ๔๑๓ ล้านบาท เพื่อเสริมสร้างความปรองดองสมานฉันท์และความสามัคคี เป็นอันหนึ่งอันเดียวของคนในชาติ โดยสนับสนุนกิจกรรมส่งเสริมให้ความรู้ สร้างความเข้าใจ ของประชาชนเกี่ยวกับระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

๑.๒ การป้องกันปราบปรามและบําบัดรักษายาเสพติด ได้จัดสรรงบประมาณ จํานวน ๑๑,๕๘๒.๘ ล้านบาท เพื่อลดความรุนแรงของปัญหายาเสพติด เสริมสร้างสังคมไทย ให้เข้มแข็ง มีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน โดยใช้มาตรการทางกฎหมายและกระบวนการ ยุติธรรมอย่างเป็นระบบ ปราบปราม ลงโทษผู้ผลิต ผู้ค้า ผู้นําเข้า และเครือข่ายยาเสพติด สกัดกั้นยาเสพติดในพื้นที่ตอนในและตามแนวชายแดน ควบคู่กับการส่งเสริมให้ทุกภาคส่วน เข้าร่วมป้องกันไม่ให้ประชาชนกลุ่มเสี่ยงมีโอกาสเข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติด

๑.๓ การป้องกันและปราบปรามการทุจริต ได้จัดสรรงบประมาณ จํานวน ๔๒๐.๕ ล้านบาท เพื่อส่งเสริมการป้องกันแก้ไขปัญหาทุจริตและประพฤติมิชอบ อย่างเป็นระบบ โดยจัดทํายุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต เสริมสร้างคุณธรรมจริยธรรม ธรรมาภิบาลในสถานศึกษา สร้างความตระหนักถึงผลเสีย ของการทุจริตในทุกภาคส่วน รวมทั้งปรับปรุงกฎหมายและบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด และเป็นธรรม

๑.๔ การบริหารจัดการน้ําอย่างบูรณาการ ได้จัดสรรงบประมาณ จํานวน ๔๓,๔๐๒.๔ ล้านบาท เพื่อเชื่อมโยงการบริหารจัดการโครงข่ายลุ่มน้ําอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ต้นน้ํา กลางน้ํา และปลายน้ํา ในการป้องกันอุทกภัยและแก้ไขปัญหาภัยแล้ง ให้บริการ ระบบประปาที่มีคุณภาพเพื่ออุปโภคบริโภคเพิ่มขึ้น สนับสนุนปฏิบัติการฝนหลวงในพื้นที่ เป้าหมาย ตลอดจนป้องกันและบรรเทาปัญหาอุทกภัยโดยสนับสนุนระบบป้องกันน้ําท่วม ในพื้นที่การเกษตร พื้นที่ชุมชนเมืองสําคัญ รวมทั้งแก้ไขปัญหาน้ําอุปโภคบริโภคกรณีเร่งด่วน ในระดับท้องถิ่นไม่น้อยกว่า ๔๘๐ หมู่บ้าน

๑.๕ การแก้ไขปัญหาและพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้จัดสรร งบประมาณ จํานวน ๒๐,๗๓๑.๙ ล้านบาท เพื่อเร่งนําสันติสุข ความมั่นคงปลอดภัยในชีวิต และทรัพย์สินของประชาชนและความสงบเรียบร้อยกลับสู่พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้ความร่วมมือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบและอํานวยความยุติธรรม อย่างทั่วถึงเป็นธรรม รวมทั้งสนับสนุนความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจควบคู่กับการพัฒนา ด้านสังคมที่มุ่งเน้นการเพิ่มโอกาสทางการศึกษา การให้บริการสาธารณสุข และการยกระดับ คุณภาพชีวิตบนพื้นฐานความหลากหลายทางศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรมของวิถีชีวิต ของประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

๑.๖ การฟื้นฟูความสัมพันธ์และพัฒนาความร่วมมือกับประเทศ ในภูมิภาค ได้จัดสรรงบประมาณ จํานวน ๔,๑๑๗.๕ ล้านบาท เพื่อสนับสนุนการเจริญเติบโต ทางเศรษฐกิจในภูมิภาค โดยดําเนินโครงการส่งเสริมความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน ในระดับรัฐกับรัฐ รัฐกับประชาชน ประชาชนกับประชาชน ตลอดจนเร่งดําเนินการ ตามข้อผูกพันในการรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียนในปี ๒๕๕๘ ทั้งมิติด้านเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคง

๑.๗ การลดภาระค่าครองชีพ ส่งเสริมและรักษาเสถียรภาพราคาพลังงาน ได้จัดสรรงบประมาณ จํานวน ๑,๔๕๙.๗ ล้านบาท เพื่อลดภาระค่าครองชีพของประชาชน ด้านราคาสินค้าอุปโภคบริโภคและราคาพลังงานให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมและเป็นธรรม กํากับดูแลธุรกิจพลังงาน การค้า คุณภาพ ความปลอดภัยและราคาพลังงาน โดยจัดทําแผน และมาตรการเพื่อบริหารจัดการด้านพลังงานและกองทุนน้ํามันเชื้อเพลิงที่เหมาะสม

๑.๘ การยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ได้จัดสรรงบประมาณ จํานวน ๖๘,๑๓๗.๒ ล้านบาท เพื่อให้ประชาชนกลุ่มเป้าหมายมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น อัตราการบริโภคภายในประเทศเพิ่มสูงขึ้น โดยการเพิ่มรายได้ให้แรงงานและผู้จบการศึกษา ระดับปริญญาตรี พักหนี้ครัวเรือนเกษตรกรรายย่อยและผู้มีรายได้น้อย รวมทั้งสนับสนุน การสร้างหลักประกันด้านรายได้แก่ผู้สูงอายุให้ได้รับเบี้ยยังชีพแบบขั้นบันได

๑.๙ การส่งเสริมให้ประชาชนเข้าถึงแหล่งทุน ได้จัดสรรงบประมาณ จํานวน ๘๓,๕๑๗.๔ ล้านบาท เพื่อเสริมสร้างศักยภาพและขีดความสามารถในการพัฒนา ระดับรากฐานให้แก่หมู่บ้านและชุมชนโดยน้อมนําปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการ พัฒนาศักยภาพตามขนาดของหมู่บ้านและชุมชน และเพิ่มทุนเพิ่มเติมให้กองทุนหมู่บ้าน และชุมชนเมืองแห่งชาติ รวมทั้งสนับสนุนกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีในทุกจังหวัดเพื่อพัฒนา ศักยภาพสตรีให้มีบทบาทในการพัฒนาครอบครัว ชุมชน สังคมและการเมือง

๑.๑๐ การเสริมสร้างเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตร ได้จัดสรรงบประมาณ จํานวน ๔๐,๑๕๒.๒ ล้านบาท เพื่อสร้างความมั่นคงในอาชีพ รายได้และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ให้กับเกษตรกรโดยยกระดับราคาสินค้าเกษตรผ่านโครงการจํานําผลผลิตทางการเกษตร และสามารถขยายเป้าหมายไปยังผลผลิตอื่น ๆ เพิ่มเติมเพื่อให้ราคาสินค้าเกษตรได้รับจํานํา มีมูลค่าเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่าร้อยละ ๑๐

๑.๑๑ การสนับสนุนสินเชื่อเพื่อการเกษตร ได้จัดสรรงบประมาณ จํานวน ๑,๖๕๐ ล้านบาท เพื่อให้เกษตรกรผู้เข้าร่วมโครงการจํานวน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ราย ได้รับบัตรสินเชื่อเกษตรกรเพื่อนําไปหาปัจจัยการผลิตอันจะส่งผลให้สามารถปรับปรุง และเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรได้อย่างมีคุณภาพ

๑.๑๒ การเพิ่มรายได้จากการท่องเที่ยว ได้จัดสรรงบประมาณ จํานวน ๘,๖๖๒.๒ ล้านบาท เพื่อให้ภาคการท่องเที่ยวเป็นกลไกสําคัญในการสร้างรายได้ของประเทศ มุ่งเน้นดําเนินการตลาดเชิงรุก โดยประชาสัมพันธ์ยกระดับภาพลักษณ์ของประเทศไทย ทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชื่อมโยงกลุ่มอาเซียน การท่องเที่ยวช่วงนอกฤดูกาล พร้อมทั้งอํานวยความสะดวกและเพิ่มประสิทธิภาพการรักษา ความปลอดภัยให้นักท่องเที่ยว

๑.๑๓ การพัฒนาศิลปหัตถกรรมและผลิตภัณฑ์ชุมชน ได้จัดสรรงบประมาณ จํานวน ๑,๗๗๓.๓ ล้านบาท เพื่อส่งเสริมและพัฒนางานศิลปาชีพ ยกระดับและสนับสนุน การสร้างมูลค่าเพิ่มผลิตภัณฑ์ชุมชนให้สามารถเชื่อมโยงตลาดฐานรากสู่ตลาดอาเซียน และตลาดโลก พัฒนางานศิลปหัตถกรรมและผลิตภัณฑ์ชุมชนเพื่อการสร้างเอกลักษณ์ และการผลิตสินค้าในท้องถิ่น รวมทั้งสนับสนุนผลิตภัณฑ์ศิลปหัตถกรรมพื้นบ้านและการตลาด ตามโครงการส่งเสริมศิลปาชีพ

๑.๑๔ การพัฒนาระบบประกันสุขภาพ ได้จัดสรรงบประมาณ จํานวน ๑,๙๐๖,๔๘๕ ล้านบาท เพื่อให้ประชาชนทุกคนได้รับบริการสุขภาพที่มีคุณภาพรวดเร็ว สะดวกทั่วถึงและเป็นธรรมโดยพัฒนาให้บริการรักษาพยาบาลของระบบประกันสุขภาพ ให้มีคุณภาพสูงขึ้นตลอดจนสนับสนุนการพัฒนาระบบบริการแพทย์ฉุกเฉินและระบบส่งต่อ ให้มีคุณภาพ ได้มาตรฐานและมีความเท่าเทียมกันทุกระบบ ทั้งระบบ ทั้งระบบประกันสุขภาพ ๓๐ บาทรักษาทุกโรค ระบบประกันสังคมและระบบสวัสดิการในการรักษาพยาบาลข้าราชการ ลูกจ้างและพนักงานของรัฐ

๑.๑๕ การสนับสนุนเครื่องคอมพิวเตอร์พกพาเพื่อการศึกษา ได้จัดสรร งบประมาณ จํานวน ๘,๘๗๕.๙ ล้านบาท เพื่อการสนับสนุนการจัดการเรียนการสอน ด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์พกพา แท็บเล็ต (Tablet) ให้แก่นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ และนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ ทุกคน พร้อมทั้งจัดหาอุปกรณ์ที่จําเป็นเพื่อใช้ประกอบ การเรียนการสอนควบคู่กับการจัดหาและพัฒนาสื่ออิเล็กทรอนิกส์เพื่อการศึกษา รวมทั้ง จัดให้มีระบบโครงข่ายอินเทอร์เน็ตไร้สายในสถานศึกษา

๑.๑๖ การส่งเสริมและปฏิรูปการเมือง ได้จัดสรรงบประมาณ จํานวน ๑๐๑ ล้านบาท เพื่อประชาชนมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนและกําหนดกลไกการปฏิรูป การเมืองและการกําหนดนโยบายสาธารณะอย่างเป็นรูปธรรมตามหลักธรรมาภิบาล

ยุทธศาสตร์ที่ ๒ ความมั่นคงแห่งรัฐ รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณรายจ่าย เอาไว้ จํานวน ๒๐๔,๕๓๗.๑ ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ ๘.๕ ของวงเงินงบประมาณทั้งสิ้น เพื่อดําเนินงานที่สําคัญดังนี้

๒.๑ การเทิดทูนพิทักษ์และรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ ได้จัดสรร งบประมาณ จํานวน ๑๒,๕๐๖.๘ ล้านบาท เพื่อเทิดทูนพิทักษ์และธํารงไว้ซึ่งสถาบัน พระมหากษัตริย์มิให้มีการล่วงละเมิด การพัฒนาระบบถวายความปลอดภัย ส่งเสริม การสร้างจิตสํานึกให้มีความจงรักภักดี เทิดทูนปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ ตลอดจน ส่งเสริมและเผยแพร่โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดําริเพื่อให้ประชาชนตระหนัก ในพระมหากรุณาธิคุณและน้อมนําการดําเนินชีวิตตามแนวพระราชดําริเศรษฐกิจพอเพียง

๒.๒ เสริมสร้างระบบป้องกันประเทศ โดยจัดสรรงบประมาณ จํานวน ๑๗๗,๒๕๗.๔ ล้านบาท เพื่อเสริมสร้างและพัฒนาระบบป้องกันประเทศให้มีความพร้อม มีศักยภาพในการพิทักษ์รักษาเอกราช อธิปไตย ความมั่นคงและผลประโยชน์ของชาติ มีความปลอดภัยจากภัยคุกคามทั้งภายในและภายนอกประเทศ มุ่งพัฒนายุทโธปกรณ์ เพื่อเสริมสร้างกําลังกองทัพ ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาองค์ความรู้และเทคโนโลยี ที่มีประโยชน์ต่อกิจการอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ เสริมสร้างความร่วมมือทางทหาร กับประเทศเพื่อนบ้านและมิตรประเทศ รวมทั้งสนับสนุนสิทธิและหน้าที่ และจัดสวัสดิการ ของกําลังพลทุกระดับให้มีมาตรฐานการดํารงชีวิตที่ดียิ่งขึ้น

๒.๓ การรักษาความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ ได้จัดสรรงบประมาณ จํานวน ๑๔,๗๗๒.๙ ล้านบาท เพื่อรักษาผลประโยชน์ของชาติและความสงบเรียบร้อย ภายในประเทศ โดยเสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างประเทศและประชาคมโลก ในการอํานวยความปลอดภัย เตรียมความพร้อมและจัดการวิกฤตการณ์ที่เกิดจากภัยก่อการร้าย อาชญากรรมข้ามชาติและภัยคุกคามทุกรูปแบบ รักษาผลประโยชน์ของชาติทั้งทางบก และทางทะเล ป้องกันปราบปรามและแก้ไขปัญหาผู้หลบหนีเข้าเมืองและแรงงานต่างด้าว ที่ผิดกฎหมาย รวมทั้งส่งเสริมการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องและกฎหมายการป้องกัน และปราบปรามการฟอกเงินอย่างเข้มงวด

ยุทธศาสตร์ที่ ๓ การสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างมีเสถียรภาพ และยั่งยืน รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณรายจ่ายเอาไว้ จํานวน ๒๒๘,๓๙๕.๘ ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ ๙.๕ ของวงเงินงบประมาณทั้งสิ้นเพื่อดําเนินงานที่สําคัญดังนี้

๓.๑ การบริหารจัดการเศรษฐกิจมหภาคให้เกิดความยั่งยืน ได้จัดสรร งบประมาณ จํานวน ๒๖,๑๘๙.๘ ล้านบาท เพื่อสนับสนุนความยั่งยืนทางเศรษฐกิจ และสร้างเสถียรภาพทางการคลังโดยดําเนินนโยบายการเงินการคลังให้เกิดความสมดุล เพื่อประสิทธิภาพในด้านงบประมาณและการบริหารจัดการหนี้สาธารณะ พัฒนาระบบ สถาบันการเงินให้เข้มแข็งเพื่อพัฒนาไปสู่ความยั่งยืนและมีเสถียรภาพในระยะยาว

๓.๒ การส่งเสริมประสิทธิภาพการผลิตและสร้างมูลค่าภาคการเกษตร ได้จัดสรรงบประมาณ จํานวน ๖๓,๓๔๕ ล้านบาท เพื่อส่งเสริมประสิทธิภาพการผลิต และสร้างมูลค่าเพิ่มภาคการเกษตร เพื่อให้ฐานการผลิตภาคการเกษตรมีความเข้มแข็ง สามารถผลิตอาหารที่มีคุณภาพเพียงพอสําหรับผู้บริโภคภายในประเทศ และมีเหลือสําหรับ ผลิตพลังงานทางเลือกและส่งออกอย่างสมดุล

๓.๓ การยกระดับความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม ได้จัดสรรงบประมาณ จํานวน ๖,๖๗๔.๔ ล้านบาท เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าอุตสาหกรรม และอุตสาหกรรมแปรรูปการเกษตร โดยใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเชิงสร้างสรรค์ สนับสนุน การผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ในลักษณะเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศน์ที่สามารถ อยู่ร่วมกับชุมชนได้อย่างยั่งยืน ฟื้นฟูความเชื่อมั่นทางด้านการลงทุน หรือกํากับดูแล สถานประกอบการให้มีการแข่งขันอย่างมีคุณภาพ เป็นธรรมและได้มาตรฐาน

๓.๔ การเพิ่มประสิทธิภาพภาคการตลาด การค้าและการลงทุน ได้จัดสรรงบประมาณ จํานวน ๖,๖๕๔.๑ ล้านบาท เพื่อพัฒนาและส่งเสริมการค้าภายใน และระหว่างประเทศให้ขยายตัวอย่างมั่นคงและยั่งยืน มีการแข่งขันอย่างเสรีและเป็นธรรม เจรจาขยายตลาดการค้า การลงทุนและสร้างความสัมพันธ์กับประเทศคู่ค้า ส่งเสริมการค้า และการดําเนินธุรกิจในต่างประเทศ โดยมุ่งเน้นการเพิ่มศักยภาพด้านการตลาด การส่งออก สินค้าอาหารไทยให้ขยายตัวไม่น้อยกว่าร้อยละ ๑๐

๓.๕ การพัฒนาการท่องเที่ยวและบริการ ได้จัดสรรงบประมาณ จํานวน ๒,๙๐๓.๖ ล้านบาท เพื่อพัฒนาการท่องเที่ยวและบริการของประเทศไทยให้มีศักยภาพ และได้มาตรฐาน โดยการส่งเสริมพัฒนาบูรณะและฟื้นฟูแหล่งท่องเที่ยวที่มีศักยภาพ ในด้านโครงสร้างพื้นฐาน และสิ่งอํานวยความสะดวกเพื่อการท่องเที่ยว และส่งเสริมศักยภาพ ปัจจัยสนับสนุนการท่องเที่ยวและบริการอันนําไปสู่การเติบโตทางการท่องเที่ยวอย่างสมดุล และยั่งยืน

๓.๖ การส่งเสริมและพัฒนากีฬาและสันทนาการ ได้จัดสรรงบประมาณ จํานวน ๙,๑๘๖.๙ ล้านบาท เพื่อส่งเสริมให้เด็ก เยาวชน ผู้พิการ และประชาชนได้ออกกําลังกาย เล่นกีฬาและเข้าร่วมกิจกรรมนันทนาการ เพื่อเสริมสร้างสุขภาพและสมรรถภาพทางกายที่ดี ตลอดจนการบริหารจัดการด้านกีฬาและนันทนาการให้มีคุณภาพและมาตรฐาน เพื่อสนับสนุน การพัฒนาทักษะด้านกีฬา ความเป็นเลิศและอาชีพในระดับภูมิภาคเอเชีย และระดับนานาชาติ

๓.๗ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ได้จัดสรรงบประมาณ จํานวน ๑๘๐,๖๓๙.๑ ล้านบาท เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางบก ทางราง ทางน้ําและทางอากาศ ในการขนส่งสินค้าและบริการต่าง ๆ ให้มีความสะดวก ปลอดภัย ประหยัด และมีคุณภาพ ตามมาตรฐานสากล สามารถเชื่อมโยงเครือข่ายต่าง ๆ ทั้งภายในและระหว่างประเทศ ลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์พัฒนา บูรณะและบํารุงรักษาโครงข่ายทางหลวง และทางหลวงชนบท ในองค์รวมให้เป็นศูนย์กลางเชื่อมต่อการเดินทางและขนส่งของภูมิภาค เพื่อให้ผู้ใช้โครงข่ายทาง ได้รับความสะดวก รวดเร็ว และเชื่อมต่อระบบขนส่งอื่น ขยายพื้นที่การบริการขนส่งทางราง และทางด่วนพิเศษให้ครอบคลุมพื้นที่เป้าหมาย

๓.๘ การพัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ได้จัดสรรงบประมาณ จํานวน ๖๙๔.๙ ล้านบาท เพื่อจัดหาพลังงานให้เพียงพอต่อการพัฒนาและความมั่นคง ทางพลังงานของประเทศ โดยสนับสนุนดําเนินงานสํารวจและผลิตปิโตรเลียมในเขตสัมปทาน จัดทํานโยบายด้านพลังงานและแผนพลังงานระดับชุมชนเพื่อลดการใช้พลังงาน ตลอดจน ส่งเสริมให้มีการผลิตและใช้พลังงานทดแทนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

๓.๙ การพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศและสื่อสาร ได้จัดสรรงบประมาณ จํานวน ๔,๑๐๘ ล้านบาท เพื่อเสริมสร้างพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสาร โดยพัฒนาโครงข่ายการสื่อสารความเร็วสูงให้มีความครอบคลุมมากขึ้น เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศและส่งเสริมให้ภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนมีทักษะความรู้และสามารถใช้ประโยชน์จากข้อมูลสถิติและสารสนเทศ ได้อย่างมีคุณภาพ จัดให้มีระบบโครงสร้างพื้นฐานเชื่อมโยงเครือข่ายข้อมูลข่าวสารภาครัฐ เพื่อให้เกิดการบูรณาการไปสู่หน่วยงานในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค

ยุทธศาสตร์ที่ ๔ การศึกษาคุณธรรมจริยธรรม คุณภาพชีวิตและความเท่าเทียมกัน ในสังคม รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณรายจ่ายไว้ จํานวน ๖๒๕,๔๔๓.๓ ล้านบาท หรือคิดเป็น ร้อยละ ๒๖.๑ ของวงเงินงบประมาณทั้งสิ้นเพื่อดําเนินงานที่สําคัญดังนี้

๔.๑ การสนับสนุนการจัดการศึกษาตั้งแต่ปฐมวัยจนจบการศึกษา ขั้นพื้นฐานได้จัดสรรงบประมาณ จํานวน ๘๘,๘๘๑.๔ ล้านบาท เพื่อประชากรวัยเรียน ตั้งแต่ระดับปฐมวัยจนถึงมัธยมศึกษาตอนปลาย ทั้งสายสามัญและสายอาชีพไม่น้อยกว่า ๑๒.๘ ล้านคน ได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานที่มีคุณภาพและมาตรฐานโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย รวมทั้งสนับสนุนการจัดหาหนังสือเรียน อุปกรณ์การเรียน เครื่องแบบนักเรียนและค่าใช้จ่าย ที่จําเป็นอื่น ๆ และลดภาระค่าใช้จ่ายในด้านการศึกษาของผู้ปกครอง

๔.๒ การสร้างและกระจายโอกาสทางการศึกษาให้ทั่วถึงและเป็นธรรม ได้จัดสรรงบประมาณ จํานวน ๓๗๒,๒๓๒.๔ ล้านบาท เพื่อให้คนไทยทุกกลุ่มทุกวัย ได้มีโอกาสเข้าถึงบริการทางการศึกษาและแหล่งความรู้ในสาขาต่าง ๆ ที่มีคุณภาพ และมาตรฐานตั้งแต่ระดับปฐมวัยต่อเนื่องไปจนตลอดชีวิต โดยมีนักเรียนเป็นศูนย์กลาง สร้างสรรค์นวัตกรรมและองค์ความรู้ใหม่ ๆ ที่เป็นประโยชน์ พัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศ และเครือข่ายเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษาให้ทัดเทียมนานาชาติ พัฒนาครู และบุคลากรทางการศึกษาให้มีความรู้ความสามารถ ปรับปรุงหลักสูตรและระบบการจัดการ การเรียนการสอนทั้งในระบบ นอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย รวมทั้งจัดสรรกองทุน เงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาแก่นักเรียน นิสิตนักศึกษาที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ สนับสนุนให้ สถาบันอาชีวศึกษาและสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ ผลิตบุคลากรที่มีคุณภาพและมาตรฐาน สอดคล้องตรงตามความต้องการของประเทศ

๔.๓ การพัฒนาและยกระดับมาตรฐานมาตรฐานแรงงาน ได้จัดสรร งบประมาณ จํานวน ๑๒,๓๐๒.๗ ล้านบาท เพื่อให้ประชากรวัยแรงงานและประชาชนทุกกลุ่ม ได้รับบริการและโอกาสในการทํางานและประกอบอาชีพเพิ่มมากขึ้น โดยแรงงานที่ถูกเลิกจ้าง ผู้ว่างงาน แรงงานใหม่ ผู้สูงอายุ ผู้พิการและแรงงานนอกระบบได้รับการพัฒนาทักษะฝีมือ ที่เหมาะสมในการประกอบอาชีพ และแรงงานไทยได้รับการพัฒนายกระดับฝีมือเป็นแรงงานทักษะ หรือแรงงานกึ่งทักษะ สอดคล้องตามความต้องการของตลาดแรงงาน ทั้งในและต่างประเทศ รวมทั้งจัดระบบการทํางานของแรงงานต่างด้าวไม่น้อยกว่า ๗๐๐,๐๐๐ ราย ให้มีการจ้าง แรงงานโดยถูกต้องตามกฎหมาย

๔.๔ การพัฒนาด้านสาธารณสุข ได้จัดสรรงบประมาณ จํานวน ๑๑๘,๒๑๒.๒ ล้านบาท เพื่อประชาชนแต่ละช่วงวัยมีสุขภาพดีในทุกมิติ ได้รับการบริการ ทางการแพทย์และสาธารณสุขที่มีคุณภาพ มีพฤติกรรมสุขภาพที่ถูกต้อง มีสภาพแวดล้อม ที่เหมาะสม ได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้ เทคโนโลยี นวัตกรรม และแจ้งเตือนภัยด้านสุขภาพ เพื่อลดภาระโรคและภัยคุกคามต่อสุขภาพ เร่งให้การคุ้มครองพัฒนาและถ่ายทอดองค์ความรู้ ภูมิปัญญาทางการแพทย์แผนไทย การแพทย์ทางเลือกและสมุนไพรควบคู่กับการพัฒนา แผนผลิตภัณฑ์สุขภาพ ให้มีสุขภาพปลอดภัยและสมประโยชน์ สนับสนุนการศึกษาวิจัย เพื่อพัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการรักษาพยาบาลและส่งเสริมสุขภาพ สนับสนุน การผลิตและพัฒนาบุคลากรด้านการแพทย์และสาธารณสุข ตลอดจนสนับสนุนการดําเนินงาน ของสภากาชาดไทย ในการบริการทางการแพทย์และสาธารณสุขที่เป็นเลิศครบวงจร

๔.๕ การอนุรักษ์ส่งเสริมและพัฒนาศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม ได้จัดสรรงบประมาณ จํานวน ๙,๒๕๙.๗ ล้านบาท เพื่อให้สังคมและคนไทยมีคุณภาพ จริยธรรมจิตสํานึกค่านิยมที่ดีงาม โดยสนับสนุนพุทธศาสนาและศาสนาอื่นให้ได้รับการทํานุบํารุง เผยแพร่หลักธรรม เสริมสร้างวิถีชีวิตที่ดีงามภายใต้ธรรมะทั้งแผ่นดิน เพื่อนําหลักธรรม ทางศาสนาไปใช้เป็นแนวทางในการดํารงชีวิตและอยู่ร่วมกันกับผู้อื่นได้อย่างเอื้ออาทร และมีความสุข สนับสนุนให้คนไทยมีความภาคภูมิใจและร่วมฟื้นฟูรักษาสืบสานศิลปะ ภูมิปัญญาวัฒนธรรมท้องถิ่นและวัฒนธรรมของชาติให้คงอยู่อย่างยั่งยืน

๔.๖ การเสริมสร้างความมั่นคงของชีวิตและสังคม ได้จัดสรรงบประมาณ จํานวน ๒๐,๓๓๒.๙ ล้านบาท เพื่อประชาชนทุกกลุ่มทุกวัยมีคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ ที่ดีขึ้น โดยสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพครอบครัวให้เข้มแข็ง พัฒนาขีดความสามารถ และการพึ่งพาตนเอง เสริมสร้างคุณภาพชีวิตและความมั่นคงของชุมชนท้องถิ่น เสริมสร้าง ความเสมอภาค และพัฒนาศักยภาพของสตรีให้เข้มแข็งและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น รวมทั้งการให้ การคุ้มครองคนพิการหรือทุพพลภาพ สนับสนุนกองทุนและเงินทุนหมุนเวียนเพื่อส่งเสริม การจัดสวัสดิการสังคมคุ้มครองเด็ก ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ ส่งเสริมและพัฒนา คุณภาพชีวิตคนพิการหรือทุพพลภาพ

๔.๗ การป้องกันและแก้ไขปัญหาอุบัติภัยทางถนน ได้จัดสรรงบประมาณ จํานวน ๔,๒๒๒ ล้านบาท เพื่อสนับสนุนมาตรการและนโยบายลดการเกิดอุบัติเหตุ และความสูญเสียทางจราจร โดยอํานวยการจราจรเพื่อให้ประชาชนมีความปลอดภัย จากการใช้ยานพาหนะ รณรงค์ป้องกันและแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสําคัญ ประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ความรู้ด้านอุบัติภัย

ยุทธศาสตร์ที่ ๕ การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รัฐบาล ได้จัดสรรงบประมาณรายจ่ายไว้ จํานวน ๕๗,๖๘๒.๑ ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ ๒.๔ ของวงเงิน งบประมาณทั้งสิ้นเพื่อดําเนินงานที่สําคัญดังนี้

๕.๑ การอนุรักษ์และจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ได้จัดสรรงบประมาณ จํานวน ๒๓,๘๗๙.๔ ล้านบาท เพื่อการคุ้มครองป้องกันอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรป่าไม้ สัตว์ป่า สัตว์น้ํา ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และทรัพยากรธรณีให้มีความสมดุล ของการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน ภายใต้การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน

๕.๒ การจัดการสิ่งแวดล้อม ได้จัดสรรงบประมาณ จํานวน ๓,๔๐๕.๗ ล้านบาท เพื่อบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมและมลพิษได้อย่างเหมาะสม เอื้อต่อการมีคุณภาพชีวิตที่ดี ของประชาชนตามเกณฑ์มาตรฐานที่รัฐกําหนด โดยการป้องกัน ควบคุม ลด และกําจัด มลพิษโดยรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมทางอากาศ น้ํา กลิ่น เสียง และกําจัดขยะทุกประเภท อย่างถูกสุขลักษณะ พัฒนาเครือข่ายด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ไม่น้อยกว่า ๓๕๐ เครือข่าย

๕.๓ การจัดการทรัพยากรน้ํา ได้จัดสรรงบประมาณ จํานวน ๑๑,๔๘๑.๓ ล้านบาท เพื่อพัฒนาอนุรักษ์และใช้ทรัพยากรน้ําอย่างมีประสิทธิภาพ โดยการสร้างกลไกการบริหาร จัดการทรัพยากรน้ําอย่างมีส่วนร่วม สอดคล้องกับความจําเป็นในการดํารงชีวิตและภาคการผลิต อนุรักษ์ ฟื้นฟู ปรับปรุงแหล่งน้ําเพื่อบรรเทาและแก้ไขปัญหาภัยแล้งและอุทกภัย รวมทั้งเฝ้าระวัง และเตือนภัยแก่ประชาชนในพื้นที่ภัยเสี่ยงด้านน้ํา

๕.๔ การจัดการภัยพิบัติ ได้จัดสรรงบประมาณ จํานวน ๑๘,๘๐๘.๓ ล้านบาท เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในระบบการป้องกันเตือนภัยให้มีความรวดเร็ว แม่นยํา และทันเหตุการณ์ สามารถช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนแก่ผู้ประสบภัยทางธรรมชาติ สาธารณภัย โดยกําหนดมาตรฐานป้องกันและเตือนภัยจากสาธารณะ บูรณะ ฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐาน หลังจากภัยพิบัติผ่านพ้นไปแล้ว สร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งเพื่อแก้ไขปัญหาด้านการกัดเซาะชายฝั่ง และป้องกันการสูญเสียดินแดนชายฝั่งแม่น้ําระหว่างประเทศ ติดตามการเปลี่ยนแปลงพื้นที่เสี่ยง ในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ พื้นที่ธรณีธรรมชาติ ตลอดจนเพิ่มประสิทธิภาพการรายงานพยากรณ์อากาศ และรายงานแผ่นดินไหว

๕.๕ การแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาวะภูมิอากาศ ได้จัดสรรงบประมาณ จํานวน ๑๐๗.๔ ล้านบาท เพื่อเฝ้าระวังและเตรียมพร้อมรองรับผลกระทบการเปลี่ยนแปลง สภาวะภูมิอากาศของโลก โดยการจัดทําแผนและกําหนดมาตรการแก้ไขปัญหาอย่างมีส่วนร่วม ของทุกภาคส่วน พัฒนาศักยภาพในการจัดการก๊าซเรือนกระจกให้แก่ผู้ประกอบการภาคเอกชน ภาครัฐ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

ยุทธศาสตร์ที่ ๖ การพัฒนาวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี การวิจัย และนวัตกรรม รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณรายจ่ายไว้ จํานวน ๑๙,๖๓๖.๓ ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ ๐.๘ ของวงเงินงบประมาณทั้งสิ้น เพื่อดําเนินงานที่สําคัญดังนี้

๖.๑ การพัฒนาวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรม ได้จัดสรรงบประมาณ จํานวน ๘,๗๐๘.๘ ล้านบาท เพื่อเสริมสร้างพัฒนาให้ประเทศไทยเป็นสังคมที่อยู่บนพื้นฐาน ขององค์ความรู้ สามารถยกระดับคุณภาพผลิตภัณฑ์และการบริการให้ได้มาตรฐาน มีระบบสนับสนุนและการบริหารจัดการที่มีคุณภาพ จัดให้มีแหล่งความรู้สาธารณะเพิ่มขึ้น และนําความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการวิจัย พัฒนา หรือปฏิบัติงานด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี และนวัตกรรม สนับสนุนนักเรียนทุนไม่น้อยกว่า ๑,๕๐๐ ทุน สนับสนุนการจัดตั้งห้องเรียน วิทยาศาสตร์ และส่งเสริมพัฒนากําลังคน และผู้มีความสามารถพิเศษด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีให้ได้รับการเสริมสร้างขีดความสามารถ

๖.๒ ส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัย ได้จัดสรรงบประมาณ จํานวน ๑๐,๙๒๗.๕ ล้านบาท เพื่อสนับสนุนและส่งเสริมให้เกิดการลงทุนและความร่วมมือระหว่าง ภาครัฐและเอกชน สถาบันการศึกษาขั้นสูงให้มีการวิจัย พัฒนา และถ่ายทอดเทคโนโลยี รวมทั้งจัดระบบบริหารงานวิจัยให้เกิดประสิทธิภาพสูง โดยสนับสนุนทุนการวิจัยเพื่อนําผล ไปสู่การใช้ประโยชน์ทางด้านการเกษตร อุตสาหกรรม สิ่งแวดล้อม และป้องกันสาธารณภัย เพื่อสร้างความเข้มแข็งของท้องถิ่น ตลอดจนการถ่ายทอดองค์ความรู้และสร้างนวัตกรรม ที่นําไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมทั้งในระดับท้องถิ่นและประเทศ

ยุทธศาสตร์ที่ ๗ การต่างประเทศและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ รัฐบาล ได้จัดสรรงบประมาณรายจ่ายไว้ จํานวน ๗,๙๘๒.๒ ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ ๐.๓ ของวงเงินงบประมาณทั้งสิ้น เพื่อดําเนินงานที่สําคัญดังนี้

๗.๑ การรักษาพัฒนาและคุ้มครองสิทธิคนไทยและผลประโยชน์ ของประเทศ ได้จัดสรรงบประมาณ จํานวน ๗,๙๘๒.๒ ล้านบาท เพื่อส่งเสริมให้ประเทศไทย ได้รับการยอมรับจากนานาประเทศ เสริมสร้างความเชื่อมั่นด้านเศรษฐกิจของประเทศไทย และได้รับประโยชน์จากการเป็นภาคีของความตกลงระหว่างประเทศ โดยส่งเสริมให้มีบทบาท และมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือด้านการพัฒนาเศรษฐกิจแก่ประเทศเพื่อนบ้าน ส่งเสริม สถานะความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับประเทศต่าง ๆ ที่เอื้อประโยชน์ต่อประเทศไทย สนับสนุนความสัมพันธ์ฉันท์มิตรกับประเทศเพื่อนบ้าน และประเทศหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ และนานาประเทศ รวมทั้งมีปฏิสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับโลกมุสลิม สนับสนุนความร่วมมือ ระหว่างประเทศเพื่อช่วยส่งเสริมผลประโยชน์และสถานะของไทยในเวทีระหว่างประเทศ

ยุทธศาสตร์ที่ ๘ การบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี ได้จัดสรรงบประมาณรายจ่าย จํานวน ๓๓๐,๖๘๖.๔ ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ ๑๓.๘ ของวงเงินงบประมาณทั้งสิ้น เพื่อดําเนินงานที่สําคัญดังนี้

๘.๑ การพัฒนาประสิทธิภาพการบริหารราชการแผ่นดิน ได้จัดสรร งบประมาณ จํานวน ๔๕,๑๙๔.๘ ล้านบาท เพื่อยกระดับการบริหารงานระบบราชการ ให้มีการดําเนินงานที่มีคุณภาพมาตรฐานระดับสากล และเพิ่มคุณภาพให้บริการของ หน่วยงานภาครัฐแก่ประชาชน ปรับปรุงการให้บริการเชิงรุกของภาครัฐ บริหารทรัพยากรบุคคล และเพิ่มสมรรถนะข้าราชการไปสู่ระบบสากลอย่างมีประสิทธิภาพ มีคุณธรรมจริยธรรม และธรรมาภิบาล รวมทั้งเผยแพร่ข่าวสารของทางราชการสู่สาธารณชนได้อย่างรวดเร็ว ถูกต้องและเป็นธรรม

๘.๒ การส่งเสริมการกระจายอํานาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้จัดสรรงบประมาณ จํานวน ๑๔๙,๕๓๔.๔ ล้านบาท เพื่อสนับสนุนการกระจายอํานาจ ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีอิสระ มีการจัดบริการสาธารณะที่เหมาะสมตามความต้องการ ของประชาชน นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาบุคลากรของท้องถิ่นให้มีศักยภาพพร้อมเพื่อรองรับ การถ่ายโอนภารกิจจากส่วนกลาง รวมทั้งให้ความสําคัญกับการส่งเสริมให้องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นดําเนินการตามภารกิจถ่ายโอนที่กําหนดไว้ในแผนและขั้นตอนการกระจายอํานาจ ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

๘.๓ การส่งเสริมและพัฒนาจังหวัดและกลุ่มจังหวัด ได้จัดสรรงบประมาณ จํานวน ๑๘,๕๐๕.๖ ล้านบาท เพื่อสนับสนุนให้จังหวัดและกลุ่มจังหวัดดําเนินโครงการ ภายใต้แผนพัฒนาจังหวัดและกลุ่มจังหวัดอย่างบูรณาการร่วมกันในทุกภาคส่วน ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และการรักษา ความมั่นคง

๘.๔ การสนับสนุนการจัดการของรัฐสภา ศาล และองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ได้จัดสรรงบประมาณ จํานวน ๓๗,๖๖๘.๒ ล้านบาท เพื่อสนับสนุนการบริหารงาน ของรัฐสภา ศาล และองค์กรตามรัฐธรรมนูญให้สามารถดําเนินงานได้ตามบทบัญญัติ ของรัฐธรรมนูญและมีประสิทธิภาพเพิ่มโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมืองมากขึ้น สามารถให้ความคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพและอํานวยความยุติธรรมให้แก่ประชาชนอย่างเสมอ ภาคทั่วถึงและเป็นธรรม

๘.๕ การพัฒนากฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ได้จัดสรรงบประมาณ จํานวน ๗๙,๗๘๓.๔ ล้านบาท เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนมีความรู้ทางกฎหมายและเสริมสร้าง ความเข้มแข็งของกลไก การบังคับใช้กฎหมายที่มีประสิทธิภาพ โปร่งใส รวดเร็วและเป็นธรรม พัฒนากระบวนการยุติธรรมและอํานวยความยุติธรรม รวมทั้งให้ความช่วยเหลือทางกฎหมาย แก่ประชาชนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมด้วยมาตรการเชิงรุก เพิ่มประสิทธิภาพในการคุ้มครอง สิทธิและเสรีภาพของประชาชน โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนให้มากขึ้น

๙. รายการค่าดําเนินการภาครัฐ รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณรายจ่ายไว้ จํานวน ๔๓๔,๑๕๔.๘ ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ ๑๘.๑ ของวงเงินงบประมาณทั้งสิ้น เพื่อดําเนินงานที่สําคัญดังนี้

๙.๑ การบริหารเพื่อรองรับกรณีฉุกเฉินหรือจําเป็น ได้จัดสรรงบประมาณ จํานวน ๗๖,๗๐๐ ล้านบาท เพื่อสํารองไว้เป็นค่าใช้จ่ายในการแก้ปัญหาในสภาวะฉุกเฉิน ให้แก่ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานอื่นสามารถนําไปใช้ตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยมิได้คาดหมาย เพื่อรัฐบาลสามารถแก้ไขปัญหาสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

๙.๒ การบริหารบุคลากรภาครัฐ ได้จัดสรรงบประมาณ จํานวน ๑๗๙,๕๐๗ ล้านบาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายสําหรับบุคลากรภาครัฐตามสิทธิทางกฎหมาย ที่เกี่ยวข้อง

๙.๓ การบริหารจัดการหนี้ภาครัฐ ได้จัดสรรงบประมาณ จํานวน ๑๗๗,๙๔๗.๘ ล้านบาท เพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการหนี้ภาครัฐให้เกิดเสถียรภาพ ทางการเงิน การคลังของประเทศ การดําเนินการและติดตามการชําระหนี้ของรัฐบาล และรัฐวิสาหกิจให้เป็นไปตามเงื่อนไขที่ผูกพันไว้

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ และท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ สาระสําคัญ ของงบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๖ ตามที่รัฐบาลได้แถลงมานั้น เป็นเพียงส่วนสําคัญที่ควรนํามาแถลงให้ทราบ สําหรับรายละเอียดปรากฏอยู่ในเอกสาร งบประมาณที่ได้นําเสนอต่อท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านแล้ว ดิฉันและคณะรัฐมนตรี เชื่อมั่นว่าร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๖ ที่นําเสนอนี้ได้แสดงให้เห็นถึงเจตนาอันแน่วแน่ของรัฐบาลในการใช้จ่ายงบประมาณรายจ่าย เป็นเครื่องมือสําคัญเพื่อแก้ไขปัญหาเร่งด่วนที่สําคัญของชาติให้เกิดผลเป็นรูปธรรมและพัฒนา สังคมไทยให้เข้มแข็ง สามารถพึ่งตนเองและแข่งขันในเวทีโลกได้ รวมทั้งเกิดความยั่งยืน ในการพัฒนาประเทศทุกภาคส่วนบนพื้นฐานของความพอเพียงในระยะยาว ทั้งนี้คํานึงถึง ความกินดีมีสุขและประโยชน์ที่จะตกอยู่กับประชาชนผู้เป็นเจ้าของประเทศเป็นสําคัญ จึงหวังว่าท่านประธานและสมาชิกผู้ทรงเกียรติจะได้ให้การสนับสนุนและพิจารณา รับหลักการของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ เพื่อรัฐบาลจะได้ยึดถือเป็นหลักในการใช้จ่าย งบประมาณแผ่นดินให้เกิดประโยชน์แก่ประเทศชาติและประชาชนสืบไป ขอบคุณค่ะ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านสมาชิกครับ การอภิปรายงบประมาณ เราจะอภิปรายเป็นภาพรวมตามที่เราเคยปฏิบัติกันมา ตามที่วิป (Whip) ๒ ฝ่ายได้ตกลงกันนะครับ แบ่งเวลากันฝ่ายละ ๑๓ ชั่วโมง เพราะฉะนั้นก็เป็นหน้าที่ ของแต่ละฝ่ายที่จะควบคุมเวลาของฝ่ายตัวเองให้อยู่ในกรอบ ๑๓ ชั่วโมง เชิญท่านผู้นําฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎรครับ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร 🔗

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรครับ ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปี งบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๖ ก็ถือเป็นกฎหมายงบประมาณฉบับแรกของรัฐบาลที่มีการนําเสนอ ในภาวะที่ปกติ ผมกราบเรียนอย่างนี้เพราะผมเข้าใจดีว่ารัฐบาลนี้เข้ามาบริหารราชการ แผ่นดินนั้นเป็นช่วงเวลาเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว ซึ่งตามวงรอบปฏิทินของงบประมาณก็ทําให้ งบประมาณปี ๒๕๕๕ คือปีปัจจุบันซึ่งต้องเริ่มต้นตั้งแต่เดือนตุลาคมนั้น รัฐบาลก็ไม่สามารถ ที่จะจัดทํากฎหมายงบประมาณได้ทันตามเวลาปกติ ซึ่งเข้าใจดีว่าทําให้การบริหารงบประมาณนั้น ก็จะผิดไปจากสภาวะที่เราดําเนินการโดยทั่ว ๆ ไป และอย่างที่ได้มีการแถลงไปเมื่อสักครู่ การบริหารในช่วงแรกและการจัดทํางบประมาณปีที่แล้วก็ต้องคํานึงถึงเหตุการณ์ผิดปกติ ที่เกิดขึ้นก็คือเหตุการณ์น้ําท่วม ซึ่งก็ทําให้มีความจําเป็นที่จะต้องปรับลดงบประมาณ ในบางส่วนเพื่อไปเพิ่มในการที่จะมาดูแลแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบ รวมไปจนถึงการลงทุนเพื่อป้องกันปัญหาการน้ําท่วมในอนาคตต่อไป

ดังนั้นงบประมาณในปีนี้ซึ่งเกิดขึ้นในภาวะปกติ ผมคิดว่าเป็นงบประมาณ ที่พี่น้องประชาชนย่อมต้องมีสิทธิที่จะตั้งความคาดหวังเอาไว้สูงว่าจะเป็นเครื่องมือสําคัญ ของรัฐบาลในการผลักดัน ไม่ว่าจะเป็นยุทธศาสตร์ นโยบาย หรือการที่จะทําให้ชีวิตความเป็นอยู่ ของพี่น้องประชาชนดีขึ้น และแน่นอนที่สุดผมพูดเสมอว่างบประมาณทุกบาททุกสตางค์ไม่ใช่ เงินของพวกเรา ไม่ว่าพวกเราที่จะนั่งอยู่ข้างล่างในฐานะที่จะเป็นผู้อนุมัติ หรือท่านทั้งหลาย ที่นั่งอยู่ข้างบนที่จะเป็นผู้บริหารนําเงินเหล่านี้ไปใช้จ่าย แต่เงินทุกบาททุกสตางค์ไม่ใช่ของ พวกเรา เป็นของพี่น้องประชาชนที่เสียภาษีอากร ดังนั้นสิ่งที่กระผมคาดหวังจะเห็นจากการ จัดทํางบประมาณในครั้งนี้ ก็คือต้องการที่จะเห็นเงินภาษีอากรเหล่านั้นกลับคืนสู่พี่น้องประชาชน เพื่อสร้างความเป็นอยู่ที่ดี สร้างเศรษฐกิจ สังคมที่ดี ซึ่งน่าจะประกอบไปด้วยการที่จะทําให้ พี่น้องประชาชนนั้นสามารถที่จะหลุดพ้นจากปัญหาความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจ ซึ่งกําลัง เผชิญอยู่ในปัจจุบัน ไปจนถึงการส่งเสริมให้เศรษฐกิจของเรามีการเติบโตอย่างยั่งยืน สามารถที่จะ รองรับสถานการณ์ความผันผวนทางเศรษฐกิจในเศรษฐกิจโลกได้ เตรียมความพร้อม สําหรับประเทศ สําหรับโลกในอนาคต แล้วที่สําคัญก็คือเครื่องมืองบประมาณนี้ก็ควรจะเป็น เครื่องมือที่มีความสําคัญในการสร้างความเป็นธรรมในสังคม แก้ปัญหาในเชิงโครงสร้าง ของพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ํา ซึ่งถ้าหากว่าทั้งหมดนี้ดําเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดําเนินการอย่างโปร่งใส ก็จะนํามาสู่ ความสงบสุข ความผาสุกของพี่น้องประชาชน และความเรียบร้อย และความเจริญก้าวหน้า ของประเทศ ผมอยากกราบเรียนว่าเมื่อได้อ่านร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปี งบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๖ ฉบับนี้ต้องบอกว่างบประมาณฉบับนี้ไม่ได้ตอบโจทย์ที่กระผมได้ตั้งขึ้น เมื่อสักครู่ ซึ่งวันนี้สิ่งที่กระผมอยากจะกราบเรียนชี้ให้เห็นก็คือปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ในแง่ของภาวะเศรษฐกิจ ปัญหาการจัดสรรงบประมาณที่ไม่ได้รองรับความท้าทายของประเทศ ในอนาคต ปัญหาการจัดสรรงบประมาณที่ไม่ได้คํานึงถึงปัญหาความเหลื่อมล้ํา ความไม่เป็นธรรม ในสังคม และที่สําคัญที่สุดก็คือความห่วงใยที่เรามีต่อการใช้จ่ายและการจัดสรรงบประมาณ ที่ขาดความโปร่งใส กระผมขอเริ่มต้นจากเรื่องของภาวะเศรษฐกิจครับ ในคําแถลงของท่านนายกรัฐมนตรีก็ดี ในเอกสารที่เป็นบันทึกวิเคราะห์งบประมาณก็ดี ถ้าดูผิวเผินก็เหมือนกับว่าขณะนี้เศรษฐกิจ ก็สามารถที่จะขยายตัวไปได้ดีพอสมควร ท่านนายกรัฐมนตรีเองก็เพิ่งแถลงไปเมื่อสักครู่ว่า การจัดทํางบประมาณครั้งนี้ก็อยู่บนสมมุติฐานที่ว่าเศรษฐกิจไทยในปีนี้จะขยายตัวที่ร้อยละ ๕.๕-๖.๕ ซึ่งถือว่าเป็นอัตราที่สูงพอสมควร แล้วก็โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเปรียบเทียบกับ ปีที่แล้ว ซึ่งต้องถือว่าเศรษฐกิจก็สะดุดหรือชะงักลงจากการที่เราประสบกับปัญหาน้ําท่วม ในช่วงไตรมาสที่ ๓ ไตรมาสที่ ๔ ก็ทําให้หลายคนก็อาจจะวางใจว่าทุกสิ่งทุกอย่างนั้นกลับเข้าสู่ ภาวะปกติ แต่ผมอยากจะกราบเรียนครับว่าตัวเลขหลายตัวที่เราพูดกันในวันนี้มันเหมือน ภาพลวงตา ทําไมผมกล่าวอย่างนั้นก็เพราะว่าการประมาณการว่าเศรษฐกิจจะขยายตัว ร้อยละ ๕.๕-๕.๖ นั้น แม้แต่ในคําแถลงของท่านนายกรัฐมนตรีก็ดี หรือเอกสารงบประมาณ โดยสังเขปก็ดี เขียนไว้ชัดครับว่า มันเกิดขึ้นจากแรงขับเคลื่อนทางด้านอุปสงค์ จากการ บริโภคและการลงทุนของภาคเอกชน เพื่อฟื้นฟูทรัพย์สินที่เสียหายภายหลังสถานการณ์ อุทกภัยรุนแรงเมื่อปลายปี ๒๕๕๔ และภาคอุตสาหกรรมที่เร่งกลับมาทําการผลิต อย่างต่อเนื่อง ประกอบกับการเร่งรัดการใช้จ่าย หรือการกระตุ้นการใช้จ่ายของรัฐบาล ความหมายตรงนี้คืออะไรครับ ความหมายตรงนี้ก็คือว่า ที่เศรษฐกิจขยายตัวในอัตรา ค่อนข้างสูงในปีนี้ คําว่า เศรษฐกิจขยายตัวในอัตราสูงก็หมายความว่าเงินทองหมุนเวียนมาก เหตุผลก็เพราะว่ามันเป็นการหมุนเวียนเงินที่มีความจําเป็นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จากคนที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาน้ําท่วม พี่น้องประชาชนที่บ้านเรือนเสียหาย ธุรกิจ โรงงานที่ถูกน้ําท่วมทรัพย์สินเสียหายก็ต้องไปหาเงินมาเพื่อที่จะมาลงทุนซ่อมแซมบ้าน ซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าเพื่อฟื้นฟูสภาพความเป็นอยู่ของตนเอง ในแง่ของธุรกิจก็เป็นการลงทุน เพื่อที่จะสามารถนําเครื่องจักร หรือซ่อมแซมเครื่องจักรให้กลับมาสู่การผลิตได้ เงินทุกบาท ทุกสตางค์ที่มีการใช้จ่ายในเรื่องนี้มันก็ถูกนับไปเป็นเงินที่หมุนเวียนทางเศรษฐกิจ ก็ทําให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจนั้นดูสูง แต่มันไม่ได้สะท้อนชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ของประชาชนหรือฐานะที่ดีขึ้นของภาคธุรกิจ เพราะเป็นเพียงการกลับคืนสู่สถานภาพเดิม ก่อนน้ําท่วมนั่นเอง ดังนั้นสิ่งที่รัฐบาลพึงจะต้องระมัดระวังก็คือว่าอัตราการขยายตัว ทางเศรษฐกิจที่ดูสูงว่าร้อยละ ๕.๕-๖.๕ นั้น แท้ที่จริงแล้วไม่ได้สะท้อนคุณภาพชีวิต หรือความเป็นอยู่ของประชาชนที่ดีขึ้น แต่เป็นภาวะชั่วคราวในแง่ของการที่จะต้องฟื้นฟู จากความเสียหายที่เราประสบเมื่อปีที่แล้ว เราจะเห็นนะครับว่าเมื่อพูดถึงการขยายตัวของ เศรษฐกิจในปี ๒๕๕๖ ต่อไป การคาดการณ์ในเรื่องการขยายตัวก็จะปรับตัวลดลงมา ในเอกสารที่รัฐบาลนําเสนอก็บอกว่าจะเป็นประมาณร้อยละ ๔ ถึงร้อยละ ๕ นั่นเป็นตัวเลขหนึ่ง ซึ่งกระผมอยากจะกราบเรียนเตือนในการวิเคราะห์ภาวะเศรษฐกิจ และในการจัดทํานโยบาย งบประมาณนะครับว่ามันเสมือนเป็นภาพลวงตา

ประการที่ ๒ งบประมาณที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้แถลงไปเมื่อสักครู่ว่า ปีนี้ขาดดุล ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เป็นงบประมาณรวมทั้งสิ้น ๒.๔ ล้านล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้น จากปีที่แล้วเพียงเล็กน้อย แล้วก็เป็นการขาดดุลลดลง ตรงนี้เช่นเดียวกันครับ ถ้าดูจาก ตัวเลขตรงนี้ก็เสมือนกับว่าเรากําลังสามารถที่จะบริหารจัดการให้การขาดดุลงบประมาณ และการก่อหนี้สาธารณะนั้นกลับเข้าสู่ภาวะที่มีเสถียรภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งที่จริงในรัฐบาลที่แล้ว ได้ตั้งเป้าเอาไว้ครับว่าภายใน ๕ ปี จะต้องมีการจัดทํางบประมาณที่สมดุล การที่การขาดดุล งบประมาณปีนี้ลดลงก็ดูจะเป็นสัญญาณที่ดี แต่สิ่งที่กระผมอยากจะกราบเรียนท่านประธาน ก็คือว่าเราจะต้องไม่ลืมนะครับว่าการขาดดุลงบประมาณขณะนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการ ก่อหนี้สาธารณะ สิ่งที่สําคัญก็คือว่าเรามีเงินกู้ที่รัฐบาลได้ออกกฎหมายเป็นพระราชกําหนดหลังจากที่เกิด ภาวะน้ําท่วม แล้วจะต้องมีการกู้เงินอีก ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งถ้านับรวมตรงนี้ก็จะเห็นว่า ภาวะการขาดดุลหรือภาวะการก่อหนี้ไม่ได้ลดลง ในรัฐบาลที่แล้วตอนที่เราเผชิญกับ วิกฤติเศรษฐกิจโลกที่รุนแรงจําเป็นที่จะต้องกระตุ้นให้เศรษฐกิจนั้นฟื้นตัวขึ้นมา ขณะนั้น พรรคฝ่ายค้านต่อว่ารัฐบาลชุดที่แล้วว่ากู้เงินเป็นจํานวนมาก แต่ ๒ ปี ๖ เดือนของรัฐบาล ชุดที่แล้วปรากฏว่าจะก่อหนี้น้อยกว่ารัฐบาลชุดนี้ทําภายในปีเดียว การขาดดุลงบประมาณ ทั้งปี ๒๕๕๕ ปี ๒๕๕๖ บวกกับการกู้เงินตามพระราชกําหนดอีก ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท บวกกับหนี้ที่กําลังเกิดขึ้นจากนโยบายที่ผมถือว่าผิดพลาด ไม่ว่าจะเป็นทางด้านพลังงาน หรือทางด้านพืชผลทางการเกษตร ถ้ารวมกันแล้วจะทําให้มีการก่อหนี้เพิ่มขึ้นถึงกว่า ๑,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทในระยะเวลาเพียงไม่ถึง ๑ ปี นี่คือข้อเท็จจริงที่เราจําเป็นจะต้อง ตระหนักในการวิเคราะห์นโยบายงบประมาณแล้วก็ภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน ผมจึงอยากจะ กราบเรียนครับว่าเบื้องต้นผมยังขอแสดงความห่วงใยต่อการดําเนินนโยบายงบประมาณ ที่ยังขาดความชัดเจนว่าจะทําให้เรากลับเข้าสู่ภาวะที่มีเสถียรภาพมีความเป็นปกติ และทําให้ เกิดความมั่นใจว่าการขยายตัวหรือการพัฒนาประเทศเราจะมีความยั่งยืนนั้น ขณะนี้ยังไม่ได้รับ การตอบสนองในแง่ของความชัดเจนที่เป็นรูปธรรมของนโยบายทางด้านการเงินการคลัง ผมกราบเรียนเรื่องนี้เพราะเรายังเห็นตัวอย่างของปัญหาที่เกิดขึ้นในสหภาพยุโรป กราบเรียน เรื่องนี้เพราะว่าภาวะเศรษฐกิจโลกยังไม่เป็นที่น่าวางใจ ดังนั้นตรงนี้ก็คือจุดที่ผมคิดว่า เรายิ่งจําเป็นจะต้องดูแลว่าการใช้จ่ายงบประมาณทุกบาททุกสตางค์ ซึ่งเป็นเงินภาษีอากร ของพี่น้องประชาชนนั้นจะต้องใช้จ่ายแล้วเกิดประโยชน์สูงสุดอย่างแท้จริง สร้างความเติบโต เพิ่มความเข้มแข็งให้กับประเทศ สร้างความเป็นธรรมและเป็นหลักประกันให้กับพี่น้อง ประชาชนในแง่ของการมีคุณภาพชีวิตที่ดี แต่สถานการณ์วันนี้มันไม่ได้เป็นอย่างนั้นครับ ภาวะเศรษฐกิจที่พี่น้องประชาชนพูดกันในวันนี้คงไม่ได้มานึกถึง ๒.๔ ล้านล้านบาท ที่สภากําลังอภิปราย แต่มันมีคําพูดขณะนี้ซึ่งโต้เถียงกันไปกันมาว่าตกลงมันแพงทั้งแผ่นดิน หรือมันถูกทั้งแผ่นดิน ท่านประธานที่เคารพครับ ปัญหาของเศรษฐกิจไทยของพี่น้อง ประชาชนในวันนี้ที่เรารอคอยรัฐบาลเข้ามาแก้ไขนั้นมันทั้งแพงและทั้งถูกทั้งแผ่นดิน ทําไมกระผมกราบเรียนอย่างนั้น วันที่ท่านนายกรัฐมนตรีเดินทางไปจังหวัดระยอง เพื่อไปติดตามปัญหาที่มาบตาพุดซึ่งสักครู่ก็มีเพื่อนสมาชิกทวงถามด้วยนะครับว่า การจัดงบประมาณที่ไปดูแลเรื่องของสิ่งแวดล้อมมาบตาพุดไม่เป็นไปตามแผนซึ่งเคย มีการกําหนดไว้เดิม แต่สิ่งที่ผมสนใจวันนั้นก็คือว่าท่านนายกรัฐมนตรีหลังจากเสร็จภารกิจ ในเรื่องของมาบตาพุดก็ไปสํารวจตลาดผลิตภัณฑ์ชุมชนและภายใต้คําพูดที่ว่าแพงทั้งแผ่นดิน เกิดขึ้นอยู่ ท่านนายกรัฐมนตรีก็บอกว่ามันมีของที่ไม่แพง วันนั้นท่านเอาเงาะกลับมา ๔ กิโลกรัม ๑๐๐ บาท แล้วก็บอกว่าราคาก็มีแนวโน้มจะลดลงไปอีก วันนี้เงาะเหลือกิโลกรัมละ ๕ บาท สําหรับชาวสวน ที่ไม่แพงทั้งแผ่นดิน ที่ถูกทั้งแผ่นดิน ขณะนี้ก็คือพืชผลทางการเกษตร ไม่ได้เป็นเรื่องที่ดีเลยครับ เป็นความเดือดร้อนซึ่งกําลังเกิดขึ้นแล้วทําไมถึงเป็นถูกทั้งแผ่นดิน ภาคอีสานเพิ่งมีการรวมตัวประท้วงกันไปเรื่องหอมแดงเน่า ภาคกลางจะเป็นทางตะวันออก อย่างจังหวัดปราจีนบุรี หรือทางตะวันตกอย่างจังหวัดกาญจนบุรีก็เพิ่งมาประท้วงอย่างต่อเนื่อง ในเรื่องของปัญหาราคามันสําปะหลัง ภาคเหนือก็มีลิ้นจี่ ภาคใต้ก็มีกุ้ง ทั้งแผ่นดินครับ ถ้าเราคาดหวังที่จะให้เศรษฐกิจดีเราต้องทําให้เกษตรกรซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ มีฐานะที่ดี แต่วันนี้ที่ถูกทั้งแผ่นดินคือสิ่งที่เกษตรกรขาย และนโยบายของรัฐบาลที่พยายาม ตอบโจทย์ในเรื่องนี้ ผมย้ําอีกครั้งครับว่าเป็นนโยบายที่กําลังประสบกับปัญหามากมาย ถ้าท่านประธานดูจากกฎหมายงบประมาณในปีนี้ งบประมาณที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของถูก คือของที่พี่น้องประชาชนขายนี่ล่ะครับ จะไปเห็นอยู่

(จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านผู้นําฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎรครับ มีผู้ประท้วงครับ

จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สุรินทร์

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ ผมต้องขอประท้วงผู้อภิปรายตามข้อบังคับ ข้อ ๖๑ ตอนนี้เรากําลังอภิปราย เรื่องงบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๖ ไม่ได้อภิปรายเรื่องการ ไม่ไว้วางใจรัฐบาลนะครับ ดังนั้นให้ท่านประธานควบคุมการอภิปรายด้วยครับ ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณครับ ท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรยังอภิปรายอยู่ในประเด็นอยู่นะครับ ก็เชิญท่านต่อเลยครับ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร 🔗

ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผมกําลังจะบอกกับรัฐบาลว่าผมต้องการเห็นการจัดงบประมาณที่ไป ตอบสนองคนส่วนใหญ่ของประเทศคือเกษตรกร ถ้าผู้ประท้วงเห็นว่าไม่ควรจัดนอกประเด็น งบประมาณ ไม่ควรไปช่วยเกษตรกรเลยก็ประท้วงต่อไปเถอะครับ แต่ผมอยากกราบเรียนว่า นี่คือหัวใจครับว่า ถ้ารัฐบาลยืนยันว่าอยากให้เศรษฐกิจเติบโตมันต้องจัดเงินไปช่วยพี่น้อง เกษตรกร ผมกําลังจะกราบเรียนว่างบประมาณที่เราเห็นเกี่ยวกับการช่วยเหลือเกษตรกร วันนี้มันจะไปปรากฏอยู่ที่การจัดสรรงบประมาณให้ ธ.ก.ส. ครับ ซึ่งตามรายการนี้จะเป็นเงิน อยู่ประมาณ ๖๙,๐๐๐ ล้านบาท แต่ท่านประธานทราบไหมครับว่าเงินที่จัดให้ ธ.ก.ส. ในขณะนี้เป็นการจัดงบประมาณเพื่อที่จะมาแก้ปัญหาของ ธ.ก.ส. ที่ดําเนินนโยบาย การจํานําพืชผลมาตั้งแต่ปีประมาณ ๒๕๔๗ จนถึงปัจจุบัน ส่วนที่รัฐบาลได้ประกาศนโยบาย จํานําข้าวทุกเม็ด ๑๕,๐๐๐ บาท และนโยบายจํานําอื่น ๆ ในขณะนี้ยังไม่ปรากฏงบประมาณ แต่ให้ ธ.ก.ส. นั้นดําเนินการจ่ายเงินไปก่อนเกือบ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาทครับ สิ่งที่กระผม อยากจะกราบเรียนก็คือว่าสุดท้ายไม่ช้าไม่นาน ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาทที่ออกไปแล้วจะต้อง ขาดทุนซึ่งอาจจะถึงประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทในระยะเวลาเพียงปีเดียว และถ้าหากว่า รัฐบาลยังยืนยันเดินหน้าโครงการจํานําอย่างนี้ต่อไป จะต้องเป็นภาระงบประมาณในอนาคต ปีละหลักแสนล้านบาทอะไรจะเกิดขึ้นกับฐานะการเงินการคลัง กระผมจะไม่ว่าเลยนะครับ ถ้าหากว่าการขาดดุลหรือว่าต้องขาดทุนแสนล้านบาททุกปี ๆ ทําให้พี่น้องเกษตรกรนั้น มีฐานะที่ดีขึ้นจริง แต่วันนี้ที่ท่านบอกทุกเม็ด ๑๕,๐๐๐ บาทต่อตัน ผมอยากจะทราบว่า มีเกษตรกรกี่รายที่ไปจํานําข้าวแล้วได้ ๑๕,๐๐๐ บาท ผมเดินทางเยอะแล้วครับในช่วงของ การทํางานในฐานะ ส.ส. ในฐานะผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ไม่มีหรอกครับโครงการจํานํา ซึ่งเคยล้มเหลวมาในอดีตไม่เพียงแต่ในแง่ของการขาดทุนที่เกิดขึ้น แต่มีปัญหาว่าในที่สุด มีเกษตรกรจํานวนมากไม่สามารถเข้าร่วมโครงการได้ เกษตรกรที่ปลูกข้าวกินเอง เกษตรกร ที่ปลูกข้าวแล้วมีข้าวเหลือไว้ขายน้อยรายย่อยไม่ได้ประโยชน์หรอกครับ ส่วนคนที่พอจะ มีกําลังเอาพืชผลเหล่านี้ไปจํานําก็เจอกับปัญหาที่เพื่อนสมาชิกฝ่ายค้านตั้งกระทู้ถามสด เกือบทุกสัปดาห์ มีปัญหาเรื่องน้ําหนัก มีปัญหาเรื่องความชื้นแล้วก็ยืนยันได้เลยครับว่า มีปัญหาการทุจริตที่เกิดขึ้น มันสําปะหลังพี่น้องเกษตรกรชาวไร่มันสําปะหลังเดินทางมา ที่สภานี้ก็หลายครั้งครับ รัฐบาลประกาศโครงการจํานําบอกมีงบประมาณไว้รองรับ แต่ปรากฏว่าความพร้อมไม่มี เหมือนเรื่องข้าว ลานมันสําปะหลังไม่พร้อม ถึงเวลาพอเกษตรกรจะพยายามไปจํานําก็เจอกับ เงื่อนไขมากมาย สุดท้ายจํานําไม่ได้แต่ต้องจํานนกับการขายถูก มีเกษตรกรจังหวัดกาญจนบุรี มาพบผมที่สภาหลายครั้ง พยายามยื่นหนังสือถึงท่านนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่ที่รัฐบาลประกาศว่า จะจํานํามันสําปะหลังปลายปีที่แล้ว เริ่มต้นเดือนกุมภาพันธ์จนถึงปัจจุบันก็ยังจํานํา มันสําปะหลังไม่ได้ อย่างอื่นจํานําหมดแล้วครับ สร้อย แหวน นาฬิกา จํานําหมดแล้วครับ แต่มันสําปะหลังยังจํานําไม่ได้ นี่คือปัญหาที่กําลังเกิดขึ้นที่เราใช้คําว่าถูกทั้งแผ่นดิน พี่น้องเกษตรกรสับปะรด มีมติ ครม. บอกอนุมัติงบประมาณต่าง ๆ ที่จะไปดําเนินการแก้ไข ปัญหา จนถึงวันนี้สุดท้ายไม่ได้รับการช่วยเหลือ กระผมไม่พูดเพิ่มเติมละครับ เพียงแต่จะ บอกว่างบประมาณที่จะจัดขึ้นในงบประมาณปีนี้ชดเชยการขาดทุนในอดีตหรือที่จะทําขึ้น ในอนาคตเพื่อมารองรับความเสียหายที่จะเกิดขึ้นนับแสนล้านบาท สุดท้ายไม่ได้ลงไปถึง มือพี่น้องประชาชนที่เป็นเกษตรกร ซึ่งถ้าสามารถทําให้ไปถึงมือได้ จะเป็นพื้นฐานที่แข็งแกร่ง สําหรับเศรษฐกิจ กระผมเข้าใจครับว่ารัฐบาลทําใจยากที่จะทบทวนนโยบายนี้เพราะว่า นําเสนอนโยบายนี้มาเพื่อเลิกโครงการประกันรายได้ ซึ่งกระผมกราบเรียนว่าเป็นโครงการ ที่มีเป้าหมายในการช่วยเกษตรกรเหมือนกัน แต่งบประมาณที่ตั้งขึ้นโปร่งใส ชัดเจน ในแต่ละปี ว่าต้องใช้เงินเท่าไร มีหลักเกณฑ์อย่างไร และที่สําคัญงบประมาณเหล่านั้นทุกบาททุกสตางค์ ถึงมือพี่น้องประชาชน ๓๐,๐๐๐-๔๐,๐๐๐ ล้านบาท ทุกบาททุกสตางค์คือเงินที่ไปจ่ายให้กับ เกษตรกร แต่โครงการอย่างโครงการจํานํา ลําพังเฉพาะค่าบริหารก็หลายหมื่นล้านบาทแล้ว กระผมจึงกราบเรียนครับว่าปัญหานี้ยังเป็นปัญหาที่พี่น้องส่วนใหญ่ของประเทศรอคอย ในเรื่องของการแก้ไข ซึ่งเป็นปัญหาเฉพาะหน้า ส่วนปัญหาแพงทั้งแผ่นดินก็เป็นปัญหา ที่พี่น้องประชาชนสัมผัสอยู่ตลอดเวลา ร้องเรียนเข้ามาตลอดเวลา ผมเห็นรัฐบาลได้แถลง แล้วก็จัดสรรงบประมาณเขียนเอาไว้ในเอกสารงบประมาณโดยสังเขปว่าในเรื่องนี้ได้จัดเงิน เอาไว้ ๑,๔๕๙.๗ ล้านบาท โดยบอกว่าเพื่อกํากับดูแลราคาสินค้าอุปโภคบริโภคและราคา พลังงานให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมและเป็นธรรม โดยการจัดงานจําหน่ายสินค้าราคาประหยัด ที่มีความจําเป็นแก่การครองชีพกระจายทั่วทั้งประเทศ จัดทํามาตรการเพื่อบริหารจัดการ ด้านพลังงานและกองทุนน้ํามันเชื้อเพลิงที่เหมาะสม ตลอดจนส่งเสริมการใช้พลังงาน อย่างประหยัด พัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานรูปแบบอื่น ท่านประธานที่เคารพครับ ผมแปลกใจนะครับว่าท่านจัดงบประมาณ ๑,๔๕๙.๗ ล้านบาท ทําไมแปลกใจครับ เพราะว่า ผมเห็นคนในรัฐบาลปฏิเสธตลอดเวลาว่าไม่มีปัญหาของแพง ถ้าไม่มีปัญหาของแพง กรุณาอย่าเอาเงิน ๑,๔๕๙.๗ ล้านบาท ไปแก้ปัญหาซึ่งไม่มีอยู่ ผมกราบเรียนนะครับว่า ถ้าจะเอาเงินก้อนนี้ไปทําการตลาดเพื่อโฆษณาว่าของไม่แพง อย่าทําเลยครับ เอาเรื่องจริงว่า เราจะทําอย่างไรกับสภาวะค่าครองชีพของพี่น้องประชาชนในปัจจุบันมาว่ากัน ผมกราบเรียนว่า ตอนหาเสียงนี้ ท่านนายกรัฐมนตรีโดยเฉพาะประกาศชัดครับว่าต้องการที่จะกระชาก ค่าครองชีพของพี่น้องประชาชนลงมาและเครื่องมือสําคัญที่ท่านนายกรัฐมนตรีประกาศ ในวันนั้นก็คือบอกว่าจะยกเลิกใช้คําว่ายกเลิกกองทุนน้ํามัน แต่ว่าผ่านมาไม่ถึง ๑ ปีครับ สิ่งที่กําลังเกิดขึ้นและเป็นต้นเหตุของปัญหาแพงทั้งแผ่นดิน ที่กระผมกราบเรียนมาตลอดก็คือปัญหาการบริหารจัดการทางด้านพลังงานที่ผิดพลาด จากเดิมซึ่งเข้ามาแล้วในภาวะซึ่งราคาน้ํามันในตลาดโลกต่ํากว่าในสมัยรัฐบาลที่แล้ว กลับตัดสินใจไปลดราคาน้ํามันเบนซิน แล้วก็ทําให้มีหนี้ที่เกิดขึ้นในกองทุนน้ํามัน ๒๐,๐๐๐-๓๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วสุดท้ายก็ไปไม่ได้ จนตั้งแต่ต้นปีเป็นต้นมาก็เริ่มเก็บเงิน เข้ากองทุนน้ํามัน แล้วก็ทําให้ราคาน้ํามันดีเซล ราคาน้ํามันเบนซินขยับขึ้น ไปจนถึงการอ้างว่า ไม่สามารถที่จะดูแลในเรื่องของเอ็นจีวี (NGV) แอลพีจี (LPG) คือก๊าซธรรมชาติได้อีกต่อไป แล้วก็ปล่อยให้มีการขยับตัวลอยขึ้นมาที่เป็นราคา ที่เป็นพลังงานที่มีความจําเป็นและ เป็นต้นทุนสําคัญของระบบเศรษฐกิจ นี่คือการบริหารจัดการที่ผิดพลาด ผมไม่ทราบว่า ๑,๔๐๐ กว่าล้านบาทที่บอกว่าจะขอนําไปบริหารจัดการดูแลราคาพลังงานนั้นหมายความว่า จะมีการทบทวนนโยบายเหล่านี้หรือไม่ ผมกราบเรียนในสมัยรัฐบาลที่แล้วรัฐบาลประกาศว่า ไม่ให้ดีเซลขยับเกิน ๓๐ บาท ช่วงไหนที่มันต่ํากว่า ๓๐ บาท ก็เก็บเงินเข้ากองทุน ช่วงไหน ที่มันจะสูงกว่าก็เอาเงินกองทุนมาบริหารเพื่อดูแลราคาน้ํามันดีเซลให้อยู่ในระดับนั้น ถามว่า ทําไมต้องทําอย่างนั้น คําตอบก็คือว่าเพราะดีเซลเป็นต้นทุนพื้นฐานที่สําคัญของระบบเศรษฐกิจ แล้วก็โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้อง เช่นผู้ประกอบการทางด้านขนส่ง เขาเสมือนกับมีข้อตกลงกับรัฐบาลอยู่แล้วว่า ถ้าราคาน้ํามันดีเซลไม่ขยับเกิน ๓๐ บาท เขาก็ไม่ปรับค่าบริการ แต่เมื่อรัฐบาลนี้ยกเลิกนโยบายนั้นนะครับ แล้วสุดท้ายดีเซลขยับเกิน ๓๐ บาท สุดท้ายอย่างไร กระทรวงคมนาคมก็ต้องอนุมัติให้มีการขึ้นค่าขนส่ง ซึ่งจนถึงปัจจุบันนี้ ก็ยังต้องมีการเจรจาต่อรองกันอย่างต่อเนื่อง ค่าขนส่งเหล่านั้นก็กลายเป็นต้นทุนที่เพิ่มราคา สินค้าทุกประเภทครับ นี่คือสิ่งที่เป็นผลพวงที่ตามมาที่ทําให้เกิดภาวะแพงทั้งแผ่นดิน แล้วถ้าต่อมามีความเปลี่ยนแปลง มีความผันผวนในราคาน้ํามันในตลาดโลก หรือนโยบาย ของรัฐบาลนี่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะย้อนกลับไปสู่สภาพเดิมได้ง่าย ๆ ที่จริงวันนี้จะเป็น วันทดสอบ เพราะว่าหลังจากที่ราคาน้ํามันตลาดโลกขยับลดลงในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา วันนี้ดีเซลจะลดลงมาต่ํากว่า ๓๐ บาทอีกครั้งหนึ่ง ผมถามรัฐบาลผ่านท่านประธานครับว่า กระทรวงคมนาคมจะดําเนินการให้มีการปรับลดค่าขนส่งหรือไม่ ตอนนี้ต้องไม่ใช่ตรึง อย่างมติ ครม. แล้วนะครับ เมื่อดีเซลขยับต่ําลงมากว่า ๓๐ บาท ท่านจะปรับค่าขนส่งกลับไป อยู่ในอัตราเดิมก่อนหน้านี้หรือไม่ ทําได้หรือไม่ ถ้าทําได้ต้องทําทันที ถ้าทําไม่ได้นี่ล่ะครับ คือจุดที่เป็นหลักฐานชัดเจนถึงความล้มเหลวของการบริหารจัดการในการดูแลไม่ให้พี่น้อง ประชาชนต้องประสบกับภาวะความเดือดร้อนจากค่าครองชีพที่สูงขึ้น การบริหารจัดการ อย่างนี้ต่างหากครับ มากกว่าการที่จะมาบอกว่าจะมีการไปใช้เงิน ๑,๔๐๐ กว่าล้านบาท ถึงจะแก้ปัญหาได้ เหมือนกับสินค้าตัวอื่น ๆ ซึ่งกระผมเรียกร้องมาตลอด ก็เพิ่งได้รับการขานรับ ว่าจะเริ่มไปดูมากขึ้นว่าต้นทุนต้นทางเป็นอย่างไร ราคาปลายทางเป็นอย่างไร ควบคุม กํากับ ดูแล ไม่ให้เกิดการค้ากําไรเกินควร แต่ท่านประธานครับ การจะไปควบคุมดูแลกําหนดนโยบาย อย่างนั้นนี่ครับ ถ้าทําอย่างมีประสิทธิภาพ ผมกราบเรียนว่าไม่ต้องใช้งบประมาณ ไม่ต้องมา รบกวนเงินภาษีอากรของพี่น้องประชาชน แต่แนวทางที่เสนอมาในวันนี้ที่บอกว่าจะไปกระจายสินค้าราคาถูก ๑,๔๐๐ กว่าล้านบาทนี่ มันก็เท่ากับว่าไปลดราคาให้พี่น้องประชาชนที่มาซื้อของในโครงการ แต่เอาเงินจากประชาชน ที่เสียภาษีอากรไปนั่นเอง แล้วท่านประธานผมเชื่อนะครับว่าผู้รับผิดชอบโดยตรงท่านคงต้อง ยอมรับ ธงฟ้านี่อย่างไรก็ไปไม่ถึงพี่น้องประชาชนทุกคนนะครับ แล้วร้านถูกใจที่ทําขึ้นภายใต้ งบประมาณเกือบ ๒,๐๐๐ ล้านบาทนี่ครับ ถึงท่านทําครบตามเป้าหมายก็ไม่ทั่วถึง แล้ววันนี้ ก็ต่ํากว่าเป้าหมายมากนะครับ ที่บอกว่าจะมีขึ้นจะเป็น ๑,๐๐๐ แห่ง ๒,๐๐๐ แห่ง หรือเป็น ๑๐,๐๐๐ แห่ง เพียงเมื่อ ๒ สัปดาห์ที่แล้วยังเปิดได้แห่งเดียวครับ คือที่กระทรวงพาณิชย์ นี่ไม่ใช่คําตอบสําหรับความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนที่จะต้องเผชิญกับภาวะค่าครองชีพ ที่สูงขึ้น และค่าครองชีพที่สูงขึ้นบวกกับนโยบายรัฐบาลในเรื่องค่าแรงก็กําลังจะทําให้ภาวะ เงินเฟ้อนั้นสูงขึ้น ซึ่งต่อไปก็อาจจะมีผลกระทบกับฐานะในเรื่องของการบริหารจัดการ เศรษฐกิจในภาพรวมด้วย กระผมจึงกราบเรียนครับว่าวันนี้ผมอยากได้ยินรัฐบาลลุกขึ้นมา ยอมรับว่าถึงเวลาที่ต้องทบทวนนโยบายที่เกี่ยวกับราคาสินค้า ไม่ว่าจะเป็นถูกหรือแพง ทั้งแผ่นดินจะทําให้เราสามารถมีการบริหารงบประมาณที่จะไปตอบโจทย์ปัญหาความเดือดร้อน ของพี่น้องประชาชนได้ดีกว่านี้ ก่อนที่กระผมจะผ่านไปในประเด็นต่อไป ก็อยากจะย้ํา เป็นประเด็นสุดท้ายว่าภาวะค่าครองชีพที่สูงขึ้นอีกประเด็นหนึ่งซึ่งไม่พูดในวันนี้คงไม่ได้ ก็คือปัญหาภาระค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับการศึกษาด้วย ซึ่งหลังจากที่รัฐบาลที่แล้วผลักดัน นโยบายเรียนฟรี รัฐบาลนี้กระผมไม่ทราบว่าการสานต่อนโยบายเป็นอย่างไร แต่ต้องยอมรับว่า เสียงบ่นจากพ่อแม่ผู้ปกครองในเรื่องของภาระที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นว่าไม่ได้มีการสานต่อ นโยบายเรียนฟรีตามเจตนารมณ์ ไม่นับถึงปัญหาความวุ่นวายที่กําลังเกิดขึ้นกับนโยบาย การรับนักเรียนในการเปิดภาคเรียนในครั้งนี้ด้วย ท่านประธานที่เคารพ เมื่อภาวะความเป็นอยู่ ของประชาชนเป็นอย่างนี้และภาวะเศรษฐกิจเป็นอย่างนี้ กระผมก็ไปดูต่อว่างบประมาณ ฉบับนี้ตอบโจทย์ในเรื่องของการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างไร การกระตุ้นเศรษฐกิจ ความจริงในเอกสารงบประมาณของรัฐบาลเองจะเน้นอยู่นโยบายบางตัว ซึ่งบางเรื่องกระผม ก็ไม่คิดว่ามันเป็นเรื่องที่ถูกต้องนัก เช่น ผมไม่เคยเห็นด้วยกับการเอาเงินภาษีของพี่น้อง ประชาชนกลุ่มหนึ่งไปช่วยคนกลุ่มเล็ก ๆ ได้ซื้อรถยนต์ อย่างนี้เป็นต้น การเพิ่มรายได้ที่กําลัง เกิดขึ้นในปัจจุบันก็ไม่ได้เกิดขึ้นจากงบประมาณของรัฐบาลแต่เป็นเรื่องของการใช้กฎหมาย ค่าแรงขั้นต่ําให้เอกชนต้องจ่ายเพิ่มขึ้น ผมเห็นด้วยกับการเพิ่มค่าแรง ที่จริงผมเป็นคนที่เสนอว่า ค่าแรงงานในประเทศไทยควรจะเพิ่มขึ้น ผมใช้คําว่า อย่างก้าวกระโดด แต่ปรากฏว่าถึงวันนี้ จากการประกาศนโยบายของรัฐบาลมันมีปัญหาทั้ง ๒ ด้าน ด้านหนึ่งท่านก็ไม่สามารถ ทําตามที่ท่านประกาศไว้ได้ว่าจะเพิ่มค่าแรงขึ้นเป็น ๓๐๐ บาททั่วประเทศทันที เพราะขณะนี้ ค่าแรง ๓๐๐ บาทที่ใช้อยู่ก็ ๗ จังหวัด แต่อีกด้านหนึ่งก็คือว่าการเตรียมความพร้อมสําหรับ ภาคธุรกิจที่จะต้องปรับตัวเพื่อรองรับค่าแรงนี่ก็ไม่ได้สามารถดําเนินการได้อย่างเป็นระบบ ตรงจุด ถ้าเดินหน้าแบบนี้มันไม่ได้ช่วยให้ฐานะความเป็นอยู่ของคนส่วนใหญ่หรือเศรษฐกิจดีขึ้น ผมเชื่อว่ารัฐบาลก็ต้องแปลกใจว่าการสํารวจความคิดเห็นของผู้ใช้แรงงานในช่วงก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะในช่วงใกล้วันแรงงานกลับสะท้อนให้เห็นว่าทั้ง ๆ ที่มีการเพิ่มขึ้นค่าแรงนี่แต่ว่า ความเป็นอยู่ในฐานะของพี่น้องผู้ใช้แรงงานส่วนใหญ่กลับไม่ได้มีความรู้สึกว่าดีขึ้น แต่ทางตรงกันข้ามคนที่ไม่ได้ประโยชน์จากนโยบายเหล่านี้ก็ต้องเผชิญกับภาวะของแพง อย่างที่ได้กราบเรียนมาแล้ว ส่วนการปรับตัวของธุรกิจนะครับ มาตรการที่รัฐบาลชูธงว่า เป็นตัวแก้ปัญหานี้ก็คือการลดภาษีเงินได้นิติบุคคล จาก ๓๐ เปอร์เซ็นต์ เหลือ ๒๓ เปอร์เซ็นต์ ต่อไปจะเหลือ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเฉพาะปีนี้ ก็ทําให้ท่านขาดรายได้ไป ๗๕,๐๐๐ ล้านบาท ไม่ใช่เงินน้อย ๆ ถ้าเอามาใช้อย่างอื่น แต่ถามว่า คนที่ได้ประโยชน์หลัก ๆ จากมาตรการนี้คือใคร ผมตอบได้เลยว่าคือธุรกิจขนาดใหญ่ สาขาหลัก ๆ ที่ได้ประโยชน์จากมาตรการนี้ เช่นพลังงาน อย่าง ปตท. นี่ครับก็จะได้ประโยชน์ บางทีผมก็อดน้อยใจแทนพี่น้องประชาชนไม่ได้ว่าถ้ารัฐบาลห่วงใย ใส่ใจฐานะความเป็นอยู่ ของประชาชนเท่ากับที่ใส่ใจฐานะของ ปตท. นี่ผมเชื่อว่าวันนี้ปัญหาหลายปัญหาของพี่น้อง ประชาชนจะได้รับการแก้ไขได้ดีกว่านี้ โทรคมนาคมครับ ธุรกิจขนาดใหญ่ได้ประโยชน์ จากการลดภาษีเงินได้นิติบุคคลแบบนี้ ระบบธนาคารได้จากตรงนี้แต่ว่าไปเสียตรงที่ท่านไป โอนหนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินไปให้เขาแบกรับ แต่ธุรกิจ เหล่านี้เมื่อท่านลดภาษีให้เขาแล้ว เราขาดรายได้มาพัฒนา ๗๕,๐๐๐ ล้านบาท เขาเองผมเชื่อว่า ไม่มีมาตรการนี้ก็ปรับตัวได้กับปัญหาเรื่องค่าแรง แล้วถามว่าเมื่อลดให้เขาแล้วเขาจะมีแรงจูงใจ ขยายธุรกิจหรือไม่ ผมว่ามีผลน้อยมาก แต่คนที่กระทบจากค่าแรงจริง ๆ นี่คือธุรกิจขนาดกลาง ขนาดย่อมที่เรียกว่าเอสเอ็มอี (SME) ซึ่งธุรกิจเหล่านี้แทบไม่ได้ประโยชน์จากตรงนี้เลย ส่วนมาตรการที่รัฐบาลเพิ่งอนุมัติไปให้เขานี่น้อยมากครับ ถ้าเขาต้องเสียค่าแรงเพิ่ม ๑๐๐ บาทนี่ รัฐบาลช่วยเขาผมว่าไม่ถึง ๒๐ บาท ไม่ง่ายครับ แล้วสุดท้ายผมก็ได้ยินคนในรัฐบาลบอกว่า ที่สุดธุรกิจหลายธุรกิจที่แบกรับตรงนี้ไม่ได้นี่ทางออกก็คือย้ายฐานการผลิตไปที่อื่น นี่ไม่ใช่ คําตอบในแง่ของความเป็นอยู่ของพี่น้องคนไทย นี่ไม่ใช่คําตอบสําหรับการที่จะมีรากฐานที่ดี สําหรับระบบเศรษฐกิจครับ ผมจึงอยากจะกราบเรียนย้ํานะครับว่าตรงนี้เป็นสิ่งที่อยากจะให้ รัฐบาลทบทวนว่ามาตรการที่เป็นลักษณะของการกระตุ้นในขณะนี้ ในแง่ของการลดภาษี ให้กับธุรกิจขนาดใหญ่ ในแง่ของมาตรการที่เป็นลักษณะของประชานิยมคือเอาเงินภาษีอากร จากคนกลุ่มหนึ่งไปแจกให้คนอีกกลุ่มหนึ่ง มันไม่ใช่คําตอบที่เป็นคําตอบที่มีความยั่งยืน แล้วกระผมก็อยากจะถือโอกาสนี้สอบถามด้วยนะครับว่าถ้าทําอย่างนี้ไป แล้วการขาดดุล ก็ยังเป็นอยู่อย่างนี้ นโยบายภาษีที่ท่านจะทบทวนมันจะมีอะไรบ้าง ประมาณการรายได้ ที่ออกมาเป็น ๒.๑ ล้านล้านบาท ต้องตอบให้ชัดนะครับว่ามีการขึ้นภาษีน้ํามันจากปัจจุบัน หรือไม่ ผมเข้าใจว่ามีนะครับ ซึ่งถ้ามีการหมายความว่างบประมาณฉบับนี้ซึ่งต้องดูทั้งรายรับ และรายจ่ายก็กําลังจะต้องมีการเพิ่มภาระให้กับพี่น้องประชาชนอีก และเมื่อไม่นานมานี้ ก็มีคนในแวดวงรัฐบาลบอกว่าอาจจะต้องมีการปรับเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม เช่นเดียวกันครับ ก็อยากได้คําตอบว่าจะมีการเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มหรือไม่ เพราะภาษีเหล่านี้เป็นภาษีที่จะ ไปซ้ําเติมปัญหาเรื่องค่าครองชีพ และภาวะความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนโดยตรง ท่านประธานที่เคารพ ถ้าอยากจะส่งเสริมในเรื่องของการเติบโตทางเศรษฐกิจที่เป็นนโยบาย ในภาพรวมไม่ใช่ลักษณะของประชานิยม กระผมกราบเรียนว่าเรายังมองไม่ค่อยเห็นนะครับว่า เรากําลังจะเพิ่มขีดความสามารถของเราให้สามารถที่จะรองรับความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น ได้อย่างไร อีกประมาณ ๓ ปีไม่ถึงนะครับ เราเป็นส่วนหนึ่งของประชาคมอาเซียน (ASEAN) โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ถ้าท่านประธานไปดูงบประมาณฉบับนี้ว่า ที่รองรับเรื่องประชาคมอาเซียนนี่งบประมาณมีมากน้อยแค่ไหน ท่านประธานจะพบนะครับว่า ส่วนใหญ่จะเป็นการของบประมาณไปจัดทําเรื่องของโครงการอบรมเป็นหลัก ไม่พอละครับ เหลืออีกประมาณ ๒ ปีกว่า ๆ เรากําลังต้องการที่จะเห็นงบประมาณที่จะไปรองรับการปรับตัว ของภาคธุรกิจ ผู้ประกอบการและประชาชนต่อสภาพการแข่งขันที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อรองรับประชาคมอาเซียน แต่ว่าตรงนี้ในงบประมาณฉบับนี้เราไม่เห็นมีการดําเนินการ อย่างเป็นระบบ และในแง่ของการที่จะทําให้บ้านเมืองของเรา เศรษฐกิจของเราพัฒนา ในอนาคตนั้น เรื่องของคุณภาพคน เรื่องของการพัฒนาทักษะก็เป็นหัวใจที่จําเป็นที่จะต้องมี การลงทุน ผมเสียดายครับ ความสนใจของรัฐบาลชุดนี้ในเรื่องของการศึกษามุ่งไปในเรื่องของ แท็บเล็ตเป็นหลักครับ มีงบประมาณอยู่ประมาณ ๒,๐๐๐ กว่าล้านบาท ที่จะเอาแท็บเล็ต ไปแจกให้กับเด็ก ป. ๑ เด็ก ม. ๑ ซึ่งมีปัญหาอีกเยอะนะครับ แต่คงไม่ใช่เวลาที่จะพูดกันในวันนี้ แต่มันมีงานในเรื่องของการพัฒนาคุณภาพการปฏิรูปการศึกษา การดึงภาคเอกชนเข้ามา มีส่วนร่วม ซึ่งการจัดงบประมาณตรงนี้สนับสนุนหน่วยงานที่รัฐบาลที่แล้วตั้งขึ้นอย่าง สศค. ก็ดี หรือการทําโครงการที่เกี่ยวกับการปฏิรูป เราเห็นไม่มากนัก และที่กระผมอยากจะฝากไว้ ๒ เรื่องโดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาคนและทักษะซึ่งไม่ได้สะท้อนออกมาในงบประมาณ ฉบับนี้ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษานั้นอยากจะให้เน้น ๒ เรื่องนะครับ

๑. คือเรื่องงานวิจัย ซึ่งไม่ควรดูเฉพาะงบประมาณที่จัดสําหรับหน่วยงานวิจัย อย่างเช่น สกว. หรือกองทุนที่เกี่ยวข้อง แต่ว่ารัฐบาลที่แล้วบอกว่าเรากําลังจะพัฒนาเครือข่าย ของมหาวิทยาลัยให้เป็นมหาวิทยาลัยวิจัย ซึ่งงบประมาณซึ่งเดิมมีการกําหนดไว้จะเรียกว่า เป็นพันล้านบาทหรือหลายพันล้านบาท แต่ว่าพอมาถึงรัฐบาลชุดนี้ก็ปรับลดลงเป็นจํานวนมาก ผมอยากให้มีการทบทวนตรงนี้นะครับ เพื่อนําไปสู่การพัฒนาความพร้อมทางด้านการวิจัยพัฒนา ในมหาวิทยาลัย

ส่วนที่ ๒ ที่ผมอยากจะขอให้รัฐบาลได้ทบทวนสนับสนุนเพิ่มเติมก็คือ เรื่องอาชีวศึกษาครับ ซึ่งนอกเหนือจากปัญหาว่าได้รับการสนับสนุนไม่เพียงพอแล้วต้องมา เผชิญกับภาวะที่มีนโยบายของรัฐบาลที่ให้ความสําคัญกับการให้ค่าตอบแทนคนที่จบปริญญา เข้ามาซ้ําเติมในเรื่องของอาชีวศึกษาด้วย เพราะฉะนั้นตรงนี้เป็น ๒ ส่วนที่ผมอยากจะขอฝาก รัฐบาลนะครับ ในแง่ของการที่จะดูแลเพื่อให้งบประมาณของรัฐบาลและการบริหารงานนั้น มาตอบสนองเรื่องการเตรียมความพร้อมของประเทศสําหรับอนาคตให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น

ท่านประธานที่เคารพครับ นอกเหนือจากเรื่องการเติบโตทางเศรษฐกิจ การช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่เป็นปัญหาเฉพาะหน้าแล้ว สิ่งที่กระผมไม่เห็นในแง่ของ การจัดงบประมาณในครั้งนี้ก็คือการดูแลพัฒนาโครงสร้างของประเทศและเศรษฐกิจ ให้มีความชัดเจนในเรื่องของความเป็นธรรมด้วย ที่จริงการเติบโตที่จะทําให้เกิดการสนับสนุน ความเป็นธรรมมากที่สุด สําหรับประเทศไทยผมมองนะครับว่าเรื่องการเกษตรเรื่องหนึ่ง ผมพูดไปแล้ว อีกเรื่องหนึ่งก็คืออุตสาหกรรมบริการซึ่งส่วนหนึ่งก็คือการท่องเที่ยว ก็แปลกใจ นิดหน่อยครับ ตั้งเป็นข้อสังเกตไว้ว่างบประมาณ ถ้าท่านประธานไปดูจําแนกรายกระทรวง นะครับ เข้าใจว่ามีกระทรวงที่ได้งบประมาณลดลงอยู่ ๒-๓ กระทรวงเท่านั้นเองครับ แต่ ๒ ในนั้นก็คือกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬากับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ไม่ทราบว่า เป็นเพราะว่าท่านรัฐมนตรีว่าการเป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดที่แล้วหรือเปล่าครับ เลยถูกลงโทษ ได้งบประมาณลดลง ก็อยากจะกราบเรียนว่าอนาคตของประเทศนะครับ ทั้งภาคการเกษตร และภาคการท่องเที่ยวมีความสําคัญมาก ก็อยากจะให้ไปดูแลกระทรวงเหล่านี้นะครับ เพราะว่าจะเป็นกระทรวงที่จะนํารายได้ ไม่ใช่เข้าสู่ประเทศนะครับ แต่ว่าทั้งการเกษตรก็ดี การท่องเที่ยวก็ดี เวลารายได้เข้ามาแล้วจะกระจายลงไปถึงชุมชน ถึงพี่น้องประชาชน ค่อนข้างที่จะทั่วถึง แต่ในเรื่องความเป็นธรรมครับ เป็นสิ่งที่กระผมอยากจะขอกราบเรียน เพื่อติงการจัดสรรงบประมาณ ผมแปลกใจเพราะว่ารัฐบาลชุดนี้ก็เป็นรัฐบาลที่มักจะพูดเสมอว่า ต้องการที่จะต่อสู้เพื่อคนยากคนจน นําเอาปัญหาความเหลื่อมล้ําที่มีอยู่ในเศรษฐกิจ ต้องใช้คําว่า มาเป็นเงื่อนไขในการเคลื่อนไหวทางการเมืองมาในอดีตอย่างค่อนข้างรุนแรง แต่เมื่อที่จะต้องตอบโจทย์ในเรื่องความเหลื่อมล้ําและแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบในเชิง โครงสร้างโดยอาศัยเครื่องมือในด้านภาษีและงบประมาณไม่ทํา ภาษีที่ดินและทรัพย์สิน ซึ่งรัฐบาลที่แล้วเสนอเป็นกฎหมายเตรียมที่จะเข้าสู่สภา รัฐบาลนี้บอกว่าไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนที่จะทํา ทั้งที่ความเป็นจริงตรงนี้จะเป็นเครื่องมือสําคัญในการสร้างความเป็นธรรมมากขึ้นในสังคม แล้วก็จะเป็นรายได้สําคัญทั้งของรัฐบาลกลาง และทั้งขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แล้วก็จะเป็นการไปแก้ไขปัญหาพื้นฐานของความเหลื่อมล้ําที่สําคัญที่สุดก็คือปัญหา ทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของที่ดิน งบประมาณฉบับนี้สะท้อนให้เห็นว่า รัฐบาลไม่ได้เข้าไปให้ความสําคัญกับความเหลื่อมล้ําที่เกิดขึ้นตรงนี้ที่มีความพยายามแก้ไข กันมาก่อนหน้านี้ ผมยกตัวอย่างครับ กรณีของที่ดิน เครื่องมือสําคัญนอกเหนือจากภาษีที่ดิน ที่เราเคยหวังว่าจะมีการประกาศใช้ก็คือตัวธนาคารที่ดิน งบประมาณที่จัดสรรให้เรื่องการทํา ธนาคารที่ดินนะครับ ปีนี้เหลือ ๔๘.๒ ล้านบาท ส่วนที่จัดสรรไปปีที่แล้ว ๗๐๐ กว่าล้านบาท ก็เดินไม่ไปถึงไหนครับ การตั้งคณะกรรมการการดําเนินการตามกฎหมายซึ่งรัฐบาลชุดที่แล้ว ตราขึ้นเพื่อหวังว่าตรงนี้จะเป็นฐานสําคัญในการเข้ามาแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ําในเรื่อง ทรัพยากรธรรมชาติพื้นฐานคือที่ดินมันไม่เดิน ไม่นับว่าโครงการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับที่ดิน และที่อยู่อาศัย เช่น โครงการโฉนดชุมชน โครงการบ้านมั่นคง ที่ทําผ่านหลายองค์กร ยกตัวอย่างเช่นกรณีของ พอช. ผมสังเกตครับว่าหน่วยงานเหล่านี้งบประมาณที่จัดสรรให้ ในปีนี้ลดลงทั้งสิ้น และงบประมาณที่จัดสรรไปปีที่แล้วก็ไม่ได้มีการขับเคลื่อนดําเนินการ อย่างจริงจัง ผมไม่คิดหรอกครับว่าเราจะแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ํา ความไม่เป็นธรรมได้ ถ้าเรายังเพิกเฉย ละเลยต่อสิ่งเหล่านี้ เช่นเดียวกันครับ การสร้างหลักประกันความมั่นคง ในชีวิตให้กับพี่น้องประชาชนโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการรองรับการเป็นสังคมผู้สูงอายุ ของประเทศไทยในอนาคต เราต้องการเห็นระบบสวัสดิการสังคมมีการพัฒนาอย่างเป็นระบบ ก็เช่นเดียวกันครับผมก็พบว่ารัฐบาลไม่ได้ดําเนินการจัดสรรงบประมาณให้กับการเตรียมการ หรือโครงการเหล่านี้อย่างจริงจัง กองทุนเงินออมแห่งชาติซึ่งจะต้องเป็นกลไกสําคัญในการ รองรับสังคมผู้สูงอายุในอนาคต กฎหมายตราขึ้นในสมัยรัฐบาลที่แล้วบอกให้จัดงบประมาณ ให้ ๑,๐๐๐ ล้านบาท งบประมาณปีที่แล้ว งบประมาณปีนี้ ท่านจัดสรรให้รวมกันก็ยังไม่ถึง ตามที่กําหนดในกฎหมายและเราก็เห็นการทํางานในเรื่องนี้น้อยมากครับ ในแง่การรณรงค์ ประชาสัมพันธ์ ชักชวนให้พี่น้องประชาชนออมเงิน และมารับเงินสมทบจากรัฐบาล เพื่อให้เขาได้มีบําเหน็จบํานาญบ้าง ผมอยากให้รัฐบาลทบทวนเอาจริงเอาจังกับเรื่องนี้ เช่นเดียวกันกับโครงการในรัฐบาลที่แล้วที่เริ่มต้นไว้ในเรื่องของการที่จะดึงคนเข้าสู่ระบบ ประกันสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งแรงงานผมว่ากว่า ๑๐ ล้านคน ซึ่งเป็นแรงงานอิสระบ้าง ไม่มีนายจ้าง เป็นเศรษฐกิจซึ่งบางคนก็เรียกว่านอกระบบแต่ไม่ได้หมายความว่าผิดกฎหมาย รัฐบาลที่แล้วก็จัดเงินงบประมาณเพื่อที่จะมาสมทบเชิญชวนคนเข้ามาประกันตนและกําลังจะ มีการปรับปรุงสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ แต่ว่ารัฐบาลนี้จัดงบประมาณเอาไว้เพื่อรณรงค์ในเรื่องนี้ ๙๓ ล้านบาท ใน ๙๓ ล้านบาท ๘๘ ล้านบาท เป็นงบประมาณด้านบุคลากรอย่างเดียว ตรงนี้ ก็ไม่เดินต่อครับท่านประธานที่เคารพครับ ซึ่งไม่ว่าจะเป็นกองทุนเงินออมก็ดี ประกันสังคมก็ดี ตรงนี้ล่ะครับจะต้องเป็นหัวใจหลักในการที่จะดูแลชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน การออมเพื่อดูแลในยามชราต่อไปในอนาคต เพราะถ้าเรายังหวังพึ่งโครงการในลักษณะประชานิยมไปเรื่อย ๆ เราก็จะเผชิญกับปัญหาเดียวกับ หลายประเทศในสหภาพยุโรปซึ่งกําลังประสบอยู่ในขณะนี้ นอกจากนั้นครับท่านประธาน ผมก็แปลกใจว่ากลุ่มคนหลายกลุ่มซึ่งต้องการดูแลได้รับการช่วยเหลือเป็นพิเศษ ปกติแต่ละปี ก็มีกองทุนของเขา เงินไม่มากครับ แต่รัฐบาลนี้ ในปีนี้ ปี ๒๕๕๖ ก็ยังอุตส่าห์ไปปรับลดลงครับ กองทุนผู้สูงอายุ ๑๘๐ ล้านบาท เหลือ ๑๗๔.๖ ล้านบาท กองทุนคุ้มครองเด็ก ๓๖ ล้านบาท ตัดลงไปอีกเหลือ ๓๔.๙ ล้านบาท กองทุนส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคม ๙๐ ล้านบาท เหลือ ๘๗.๓ ล้านบาท แม้กระทั่งกองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ เดิมมีเพียง ๒๗ ล้านบาท ก็ยังอุตส่าห์ไปปรับลดเหลือ ๒๖.๒ ล้านบาท อย่าทําเลยครับ ขอความกรุณาว่า ในคณะกรรมาธิการ เงินไม่กี่ล้านบาทสําหรับคนที่ต้องการได้รับการดูแล การช่วยเหลือมากที่สุด ในสังคมไปปรับลดงบที่อื่น แล้วก็มาเพิ่มให้กับคนเหล่านี้จะเป็นการยืนยันว่าเรามีความจริงจัง ในการที่จะดูแลในเรื่องของการกระจายทรัพยากรให้เกิดความเป็นธรรมมากขึ้น และเราใส่ใจ ความเป็นอยู่ของคนที่ถือว่าด้อยโอกาสที่สุดในสังคม

ท่านประธานที่เคารพ นอกจากปัญหาในเรื่องของการไม่สนับสนุนสวัสดิการ ซึ่งรวมไปถึงกองทุนสวัสดิการชุมชนที่รัฐบาลที่แล้วมีนโยบายชัดเจน สมทบเงินระบบสวัสดิการ ที่แต่ละชุมชนเขาทําขึ้นเอง เช่นออมวันละ ๑ บาท รัฐบาลก็สมทบให้ ๑ บาท ขอท้องถิ่นสมทบ อีก ๑ บาท ขอให้สานต่อนโยบายเหล่านี้เถอะครับ มันไม่ได้ช่วยในแง่ของการไปมีเงื่อนไข ทางการเมืองหรืออะไร แต่มันจะเป็นสิ่งที่ทําให้เรามีระบบสวัสดิการ สร้างความเป็นธรรม สร้างหลักประกันความมั่นคงให้กับชีวิตของคนของเราอย่างเป็นระบบ ผมอยากจะเห็น การทํางานอย่างนี้มากกว่าการทุ่มเงินไปสู่โครงการซึ่งจะมีปัญหาในเรื่องของการเมือง ในเรื่องของมวลชนตามมา ซึ่งกระผมจะได้กราบเรียนต่อไป

ประเด็นที่เกี่ยวกับการกระจายสุดท้ายที่อยากจะกราบเรียนก็คือว่า งบประมาณที่ไปองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สัดส่วนตอนนี้ก็ยังอยู่ที่ประมาณร้อยละ ๒๗ ร้อยละ ๒๘ ก็ใกล้เคียงเดิมนะครับ เพิ่มขึ้นไม่มาก แต่ปัญหาก็คือว่าที่จริงแล้วท่านรัฐมนตรี บางท่านในรัฐบาลชุดนี้ทราบดีนะครับ เพราะตอนท่านเป็นฝ่ายค้านท่านก็ทวงถามจากผม แล้วผมก็เห็นด้วย ก็คือว่างบประมาณที่ไปนับว่าเป็นส่วนของท้องถิ่นนั้น เราเคยบอกกับ ท้องถิ่นว่าอะไรที่เป็นนโยบายที่ถูกกําหนดไปจากรัฐบาลส่วนกลางอย่าไปนับว่าเป็นเงินของ ท้องถิ่น แต่ว่าเดิมนั้นที่รัฐบาลชุดที่แล้วเตรียมไว้ ถอดนโยบายเหล่านี้ออกจากงบที่ไปนับว่า เป็นของท้องถิ่นจะทําให้เสร็จ งบปี ๒๕๕๖ นี้ครับ แต่ปรากฏว่าขณะนี้งบปี ๒๕๕๖ ก็ยังไป รวมนโยบายเรื่องเบี้ยยังชีพคนชรา เบี้ยยังชีพคนพิการ ผู้ป่วยเอดส์ (AIDS) ค่าตอบแทน อาสาสมัคร สาธารณสุขประจําหมู่บ้าน และอีกหลาย ๆ เรื่องรวมอยู่ ให้ไปนับเป็นงบของ ท้องถิ่นซึ่งที่สุดแล้วมันไม่ได้เป็นเรื่องที่ท้องถิ่นสามารถตัดสินใจได้ด้วยตนเอง เพราะฉะนั้น ผมก็อยากจะเรียกร้องนะครับว่า ต้องเดินหน้าในการที่จะถอดรายการเหล่านี้ออกจากการนับ งบประมาณไว้เป็นส่วนหนึ่งของงบท้องถิ่น และเพิ่มโอกาสให้กับท้องถิ่นในการที่จะไปพัฒนา ตนเองได้อีกมากกว่านี้

ท่านประธานที่เคารพครับ ประเด็นที่ผมอยากจะกราบเรียนต่อไปก็คือว่า การจัดงบประมาณในครั้งนี้ซึ่งไม่ตอบโจทย์ทางเศรษฐกิจ ไม่ตอบโจทย์ทางด้านความเป็นธรรม อย่างที่กราบเรียนไปแล้วก็อยากให้ไปดูว่าจะเป็นงบประมาณซึ่งนําไปสู่ความปรองดองหรือไม่ รัฐบาลจัดงบประมาณ ผมตรวจสอบดูนะครับว่า เขียนว่าใช้เงินประมาณ ๔๐๐ กว่าล้านบาท เรื่องความปรองดอง แต่ความจริงความปรองดองจะเกิดขึ้นหรือไม่ผมว่าไม่ได้อยู่ที่ว่าจะใช้เงิน เท่าไร แต่ว่าอยู่ที่การกําหนดแนวนโยบาย ท่าที และการมีทัศนคติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในการจัดสรรทรัพยากรให้เกิดความเป็นธรรม ผมกราบเรียนไปเมื่อสักครู่ให้ท่านประธานเห็นว่าระบบสวัสดิการแบบสากลที่เราพยายาม พัฒนาขึ้นเริ่มต้นในสมัยรัฐบาลที่แล้ว โครงการเหล่านั้นถูกลดความสําคัญลงหมด แต่เราจะ มีกองทุนใหญ่ ๆ ที่เข้ามาขณะนี้ เช่น การเพิ่มทุนกองทุนหมู่บ้าน ไม่ว่ากัน กับกองทุนพัฒนา บทบาทสตรี แล้วเงินอีกจํานวนมากที่ไม่ปรากฏเป็นรายการนี่นะครับ เช่น เรื่องการเยียวยา ผู้ชุมนุม ซึ่งเป็นหลักพันล้านบาท การใช้เงินเหล่านี้ผมอยากจะกราบเรียนว่าขอให้ใช้แล้ว นําไปสู่ความปรองดอง อย่าใช้หรือกําหนดแล้วนําไปสู่ความแตกแยกเพิ่มขึ้น ผมเคยกราบเรียน ท่านประธานในวาระซึ่งมีการถามกระทู้ถามท่านรองนายกรัฐมนตรี ท่านรองนายกรัฐมนตรีเฉลิม วันนั้นมาตอบกระทู้ถามเรื่องภาคใต้ กระผมก็ได้เสนอไปบอกว่าเงินเยียวยาและเกณฑ์ การเยียวยาขณะนี้ยังไม่ส่งเสริมให้เกิดความปรองดอง เพราะไปจํากัดเงื่อนไขเอาไว้ ทําให้พี่น้องประชาชนซึ่งเป็นเหยื่อของความรุนแรงในหลายเหตุการณ์ หลายกรณียังไม่ได้ และยิ่งถ้ามาเทียบเคียงว่าเงินที่ได้กับกรณีการชุมนุมทางการเมืองก็ยังแตกต่างอยู่ สิ่งเหล่านี้ ไม่ส่งเสริมความปรองดอง ความสมานฉันท์ ขอให้รีบไปดูแลนะครับ เพราะผมเชื่อว่า ท่านรองนายกรัฐมนตรีเฉลิมวันนั้นก็แสดงท่าทีเห็นด้วย แล้วก็บอกว่าจะนําไปเรียน ท่านรองนายกรัฐมนตรียงยุทธเพื่อที่จะได้ดําเนินการต่อไปนะครับ ตรงนี้เป็นสิ่งที่ผมอยากจะ กราบเรียน กองทุนพัฒนาบทบาทสตรีขณะนี้กระบวนการยังไม่เสร็จในเรื่องการตั้งกรรมการ ต่าง ๆ แต่ก็ต้องกราบเรียนนะครับว่าหลายพื้นที่มีลักษณะที่เอาการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้อง เข้าไปแฝง ผมไม่อยากให้การจัดสรรงบประมาณซึ่งเป็นเงินภาษีอากรของพี่น้องประชาชน นําไปสู่การเลือกปฏิบัติและความแตกแยก เพราะถ้าทําอย่างนั้น ๔๐๐ กว่าล้านบาทที่บอกว่า เป็นงบประมาณเรื่องความปรองดองก็สูญเปล่า ไม่มีประโยชน์อะไร ขณะเดียวกันครับ ต้องกราบเรียนครับว่าความเข้าไปเกี่ยวข้องของภาคราชการหรือรัฐบาลที่เกี่ยวข้องกับ การจัดตั้งหมู่บ้านเสื้อแดง ก็เป็นคําถามที่กําลังเกิดขึ้น คืออยากจะกราบเรียนนะครับว่า การเคลื่อนไหวทางการเมือง การจัดตั้งกลุ่มต่าง ๆ เป็นสิทธิที่ทําได้ครับ แต่ถ้ารัฐบาลบอก มีนโยบายชัดเจนเรื่องความปรองดองก็ต้องถามรัฐบาลอีกครั้งว่าสนับสนุนลักษณะของ การจัดตั้งองค์กรซึ่งเหมือนกับเป็นการแบ่งแยกประชาชนหรือไม่ ท่านรองนายกรัฐมนตรี ยงยุทธคงจําได้นะครับในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทยก็นั่งประชุมอยู่กับหัวหน้าพรรคอื่น ๆ ในวันที่คณะกรรมาธิการการปรองดองเชิญไปรับประทานอาหาร ก็พูดตรงกันนะครับว่า กรณีอย่างเช่นการขยายหมู่บ้านเสื้อแดงมันน่าจะช่วยกันบอกว่ามันไม่น่าจะจําเป็น ถ้าอยากจะส่งเสริมประชาธิปไตย อยากจะแก้ปัญหายาเสพติด ไม่ต้องมีสีล่ะครับ คนไทย ทุกคนต้องสนับสนุนเรื่องการพัฒนาประชาธิปไตยและการต่อต้านยาเสพติดอยู่แล้ว ท่านรองนายกรัฐมนตรีเฉลิมก็ขึงขังเอาจริงเอาจังเรื่องยาเสพติดอยู่แล้ว ที่เข้าไปดูเครือข่าย ในคุกถูกแล้วครับ ทําต่อเถอะครับ แต่ขอทําให้สําเร็จนะครับ อย่าปราบไปเรื่อย ๆ นะครับ เพราะยิ่งปราบไปเรื่อย ๆ แล้วมีข่าวว่ามียาเยอะขึ้นเรื่อย ๆ คงไม่ไหวเหมือนกัน อยากให้เอาจริง เอาจัง แล้วเราสนับสนุนงบประมาณในเรื่องนี้ แล้วถ้าท่านทําเรื่องประชาธิปไตยสําเร็จ ก็ไม่ต้องไปรบกวนพี่น้องเสื้อแดงหรอกครับว่าต้องไปตั้งหมู่บ้านเสื้อแดงมาสนับสนุน ประชาธิปไตยกับยาเสพติด มันควรจะเป็นเรื่องของคนไทยทั้งหมด มันไม่ควรจะเป็นเรื่อง ที่จะไปแบ่งแยกว่าจะต้องมีสีนั้น สีนี้แล้วสุดท้ายก็นํามาสู่ความขัดแย้งมากขึ้นในสังคม ท่านประธานที่เคารพครับ สุดท้ายไม่พูดไม่ได้นะครับ ทุกปีเราพูดกันเสมอ งบประมาณ เป็นภาษีอากรของพี่น้องประชาชนเวลาคืนไปสู่พี่น้องประชาชนอย่าให้รั่วไหล อย่าให้เกิด การทุจริต ปีที่แล้วพวกกระผมยืนตรงนี้ ติงรัฐบาลว่างบกลาง ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่บอกว่า จะต้องไปฟื้นฟูเรื่องน้ําท่วมจะมีหลักประกันความโปร่งใสอย่างไร ทําเหมือนรัฐบาลที่แล้ว ได้ไหม ทุกโครงการถ่ายรูปมาดู สถานที่จริงเป็นอย่างไร ทําเหมือนรัฐบาลที่แล้วได้ไหม มีเว็บไซต์ (Website) ตรวจสอบได้ ในเรื่องไทยเข้มแข็งว่าโครงการอยู่ที่ไหน ราคากลางเท่าไร ใครประมูลได้ ราคาเท่าไร งานคืบหน้าไปถึงไหน เปิดโอกาสให้ร้องเรียนได้ วันที่รัฐบาลมาขออนุมัติ พ.ร.ก. เงินกู้ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อจะไปทําเรื่องน้ําท่วม จัดซื้อจัดจ้างวิธีพิเศษทั้งนั้นนะครับเรื่องน้ําท่วม ท่านก็ลุกขึ้นยืนให้ความมั่นใจว่า จะตรวจสอบได้ แต่ว่าหลายเดือนที่ผ่านมาไม่ได้เป็นอย่างที่ท่านพูด วันนี้ความจริงท่านโชคดี นะครับ ภาคเอกชนเขาลุกขึ้นมาเพื่อที่จะมาทํางานเรื่องนี้อย่างจริงจังมากขึ้น เพราะเขา ก็ยอมรับว่าปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันมันไม่ใช่เรื่องการเมืองฝ่ายเดียว มันการเมือง มันราชการบวกกับธุรกิจ วันนี้ภาคธุรกิจเอกชนเขาลุกขึ้นมาอยากจะช่วยตรวจสอบ ทําไมท่านไม่ตอบสนองในเรื่องการให้ข้อมูลที่โปร่งใสเกี่ยวกับโครงการต่าง ๆ ในเรื่องนี้ ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาทนั่นผ่านไปแล้วนะครับ ในที่สุดไม่ได้เป็นอย่างมาตรฐานที่เราเคยคาดหวัง ว่าจะเปิดโอกาสให้มีการตรวจสอบในรายละเอียดของโครงการต่าง ๆ วันนี้ผมไม่ทราบว่า จะมีอะไรเปลี่ยนแปลงเพื่อนสมาชิกหลายคนก็คงจะได้ลุกขึ้นอภิปรายเกี่ยวกับการใช้จ่ายเงิน ทั้งในส่วนของเงินงบกลาง ทั้งในส่วนของเงินกู้ เพราะอย่างที่กระผมกราบเรียนนะครับ เราพูดกัน ๒.๔ ล้านล้านบาทตรงนี้ ต้องบอกว่าเงินส่วนใหญ่ไม่ค่อยต่างจากปีที่แล้วหรอกครับ โครงสร้างงบประมาณ แต่ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทที่เป็นเงินกู้จาก พ.ร.ก. นี่ครับ ณ วันที่ ๘ พฤษภาคม ที่จริงท่านเพิ่งอนุมัติไป ๒๔,๐๐๐ กว่าล้านบาท เท่ากับที่บอกว่าเร่งด่วน เพื่อที่จะต้องมาทํารองรับปัญหาน้ําท่วมปีนี้นี่ครับ ๓๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทอนุมัติไปจริง ขณะนี้ ๒๔,๐๐๐ ล้านบาท สุดท้ายเงินกู้ตัวนี้ ๓๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทนี่ครับ จะเป็นโครงการ ที่ไปลงทุน ผมว่าเกี่ยวกับน้ําท่วมบ้าง ไม่เกี่ยวบ้าง เพราะว่าท่านก็เปิดช่องไว้อยู่แล้วว่า เป็นเรื่องการสร้างอนาคตของประเทศ นี่นอกระบบงบประมาณทั้งสิ้น ผมยังยืนยันเรียกร้องว่า ถ้ารัฐบาลมีความจริงใจในเรื่องของการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน ท่านต้องเป็นตัวอย่าง ในการเปิดข้อมูลต่าง ๆ ให้เกิดความโปร่งใส ท่านต้องเดินหน้าดําเนินการตามมาตรการ ที่ ป.ป.ช. เขาเสนอนะครับ ซึ่งท่านยังไม่ทํา หรือทําแบบมีเงื่อนไข ก็คือการเปิดเผยที่มาของ ราคากลางในรายการโครงการต่าง ๆ ของรัฐบาล เพื่อให้พี่น้องประชาชนสามารถเข้าไป ตรวจสอบได้ ถ้าท่านทําอย่างนี้ครับถึงจะเป็นความบริสุทธิ์ใจถึงการยอมรับการตรวจสอบ การทํางานของรัฐบาล ให้ประชาชนมั่นใจว่าเงินทุกบาททุกสตางค์ถ้าเป็นงบประมาณ ก็มาจากภาษีของประชาชน ถ้าเป็นเงินกู้ก็มาจากภาษีของประชาชนในอนาคต ถูกใช้จ่ายไป อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยเพื่อประโยชน์สุขของพี่น้องประชาชน ตรงนี้เท่านั้นละครับ ที่จะทําให้เราหลุดพ้นจากข้อครหามาตลอดว่า รัฐบาลชุดต่าง ๆ เข้ามาบริหารงบประมาณ แล้วก็เกิดการทุจริตคอร์รัปชันขึ้น เราต้องส่งสัญญาณให้ชัดครับว่า เราเอาจริงเอาจังกับ เรื่องการทุจริตคอร์รัปชัน และเรื่องนี้ก็อย่างที่ผมกราบเรียนว่ามันไม่ใช่เรื่องงบประมาณ อย่างเดียว แต่เป็นทัศนคติของรัฐบาลด้วยนะครับ ซึ่งกระผมก็รอดูนะครับว่า ถ้าบอกว่า ความปรองดองหมายถึงการไปลบล้างความผิดเกี่ยวกับการทุจริตคอร์รัปชัน ไม่ว่าจะ ผิดกฎหมายหรือกฎหมายห้าม เราก็คงไม่สามารถที่จะพูดกับลูกหลานของเราได้หรอกครับว่า เราต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันอย่างจริงจัง ทั้งหมดที่กระผมกราบเรียนท่านประธานครับ ไม่ใช่อย่างที่ผู้ประท้วงบอกละครับ ไม่ไว้วางใจ ไม่ใช่หรอกครับ ไม่ไว้วางใจจะหนักกว่านี้ครับ แต่วันนี้ต้องการจะบอกว่าการบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาลยังมีปัญหา ประชาชนยังมี ความคาดหวังต่อรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งว่าจะนํางบประมาณซึ่งเป็นเครื่องมือสําคัญนั้น ตอบโจทย์ของเขาอย่างแท้จริง ไปแก้ให้ถูกจุด ถูกทั้งแผ่นดิน แพงทั้งแผ่นดิน ความเหลื่อมล้ํา ในสังคม แล้วก็เตรียมประเทศชาติของเราเพื่อรองรับอนาคตที่เป็นส่วนหนึ่งของประชาคมโลก อย่างยั่งยืน ผมไม่ต้องการที่จะเห็นปีหน้าเรากลับมาเป็นโครงสร้างงบประมาณที่ยังต้อง ขาดดุลเรื้อรังจากนโยบายประชานิยมมาค้นพบว่านโยบายอย่างจํานําข้าวทําให้เราสูญเสีย แชมป์ (Champ) ของการส่งออกข้าวไปแล้ว และไม่ต้องการที่จะเห็นการมาต่อว่าต่อขาน เรื่องการทุจริตคอร์รัปชันกับการใช้เงินของประชาชนในปีหน้า ขอบพระคุณครับ

(การประชุมดําเนินมาถึงตอนนี้ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธาน สภาผู้แทนราษฎร ได้ลงจากบัลลังก์ โดยมอบให้ นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธาน สภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง ปฏิบัติหน้าที่แทน)
นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญ ท่านรองนายกรัฐมนตรี

นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลัง 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ผมจะขออนุญาตใช้โอกาสนี้ ที่จะกราบเรียนเสริมการนําเสนองบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๖ ของ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี และจะขอถือโอกาสนี้ที่จะได้เรียนชี้แจงในบางประเด็นที่ ท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรได้กรุณาหยิบยกขึ้นนะครับ ความจริงเป็นความตั้งใจ ของรัฐบาลที่จะขอรับฟังข้ออภิปรายของท่านสมาชิกทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลให้มีจํานวน ที่มากพอที่จะรวบรวมการตอบชี้แจงและใช้เวลาอย่างมีประสิทธิภาพนะครับ อย่างไรก็ตาม ผมจะขอถือโอกาสนี้ที่จะได้เรียนชี้แจง ด้วยเกรงว่าหากไม่ชี้แจงในโอกาสนี้แนวทางในเรื่อง การใช้เวลาอันมีค่าของสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ในการอภิปรายงบประมาณประจําปี ๒๕๕๖ อาจจะดําเนินไปในทิศทางซึ่งไม่ตรงกับเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติ และอาจจะทําให้ โอกาสที่จะได้ใช้เวลาแห่งนี้ในการปรึกษาหารือกันเพื่อที่จะปรับปรุงแนวทางต่าง ๆ ซึ่งกระบวนการของงบประมาณยังมีอีกหลายขั้นตอนนอกเหนือจากในวาระแรกนี้นะครับ

ประการแรก ผมจะขออนุญาตเรียนชี้แจงในเรื่องของหลักการของงบประมาณ รายจ่ายประจําปี ๒๕๕๖ ซึ่งได้ดําเนินโดยให้ความสําคัญกับวินัยการคลังเป็นอย่างยิ่ง ใน ๒ ปีงบประมาณก่อนซึ่งได้มีการกําหนดงบประมาณประจําปีในลักษณะขาดดุลเป็น ยอดเงินสูงถึง ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ๒ ปีซ้อน ในปีที่แล้วแม้ว่ารัฐบาลนี้จะมีเวลาจํากัด ก็ได้ดําเนินการตระเตรียมงบประมาณด้วยความรอบคอบ การขาดดุล ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ในปีที่แล้วก็เป็นทิศทางที่สอดคล้องกับที่รัฐบาลก่อนหน้านั้นได้มีความตั้งใจไว้ แล้วผมเอง ได้กราบเรียนชี้แจงไปในการชี้แจงงบประมาณประจําปี ๒๕๕๕ แล้ว ว่าที่จริงแล้วมีการให้ ความสําคัญในวินัยการคลังที่มากขึ้นเสียอีก เพราะมีการตั้งงบประมาณที่จะชดเชย เงินคงคลังสูงถึง ๕๔,๐๐๐ ล้านบาท ในขณะที่การขาดดุลในปีงบประมาณก่อนนั้น ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าเทียบกับจีดีพี (GDP) ของประเทศก็ถือว่ามีสัดส่วนการขาดดุลที่สูงกว่า ดังนั้นคําแถลงของท่านนายกรัฐมนตรีที่ได้เน้นว่านโยบายงบประมาณปีนี้ การขาดดุลยังคง อยู่ในระดับหนึ่งแต่เป็นการลดลงอย่างต่อเนื่อง ก็เป็นการลดลงจริงจากตัวเลขที่ได้มี การจัดทํางบประมาณใน ๒ ปีที่ผ่านมา และนอกจากนั้นถ้าหากว่าเทียบกับขนาดของจีดีพี ของประเทศก็จะเห็นได้ว่าเป็นการขาดดุลที่ลดลงอย่างมีนัยสําคัญ ข้อเป็นห่วงของ ท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนในเรื่องของภาษีต่าง ๆ ผมเองได้กราบเรียนในหลายโอกาสว่า รัฐบาลดําเนินนโยบายในเรื่องของภาษีต่าง ๆ ด้วยความรอบคอบ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าหากว่ามีข้อกังวลที่ว่าจะมีการปรับภาษีอะไรขึ้นนั้นขอให้ตัดความกังวลนั้นไปได้เลย ความจริงมีโอกาสได้เรียนชี้แจงในหลายโอกาสไปแล้ว แต่ว่าต้องขอยืนยันอีกครั้งหนึ่งว่า ถ้าหากกังวลเรื่องของภาษีมูลค่าเพิ่มนั้นรัฐบาลไม่มีนโยบายและถ้าหากท่านให้ความกังวลว่า ผู้ใดก็ตามที่มิได้มีความสนิทสนมใกล้ชิดกับฝ่ายค้านล้วนถูกหยิบยกอ้างอิงว่าเป็นบุคคล ในแวดวงรัฐบาลนั้นก็อาจจะทําให้รัฐบาลนี้ตกอยู่ในฐานะที่ลําบากสักนิดหนึ่งนะครับ เพราะว่าจะมีคนที่มีคุณวุฒิแล้วก็แสดงความคิดเห็นในโอกาสต่าง ๆ แต่ผมย้ําอีกครั้งนี่นะครับ ภาษีมูลค่าเพิ่มไม่มีเหตุผลที่จะต้องไปปรับขึ้น นอกจากนั้นที่ท่านได้หยิบยกข้อสังเกต เรื่องภาษีชนิดอื่น ๆ เช่นเรื่องของภาษีสรรพสามิตน้ํามันดีเซล ก็ขออนุญาตเรียนว่ารัฐบาล ยังไม่มีแผนที่จะนําเอาภาษีน้ํามันดีเซลกลับเข้าไปรวมในราคาน้ํามันดีเซล แล้วก็กล้ายืนยันว่า รายรับของปีงบประมาณรายจ่ายประจําปี ๒๕๕๕ ที่กําหนดไว้ที่ ๑.๙๘ ล้านล้านบาทนั้น รัฐบาลสามารถทําให้เกิดรายได้ถึงเป้าหมายอย่างแน่นอน ฉะนั้นแนวทางที่จะต้องไป ปรับอัตราภาษีใด ๆ เพื่อที่จะทําให้มีรายรับที่เพียงพอกับงบประมาณที่ได้นําเสนอต่อรัฐสภา ไปแล้ว แล้วรวมทั้งในงบประมาณประจําปี ๒๕๕๖ ซึ่งกําหนดเป้าหมายรายรับไว้ที่ ๒.๑ ล้านล้านบาทนั้น ท่านก็จะเห็นได้ว่ามีการอ้างอิง ถึงเป้าหมายการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ฉะนั้นแนวทางที่จะจัดเก็บรายได้ที่สูงกว่าเป้าเดิม จาก ๑.๙๘ ล้านล้านบาท เป็น ๒.๑ ล้านล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้น จึงเป็นเป้าหมายที่รัฐบาลสามารถดําเนินการได้ โดยไม่ต้องมีความกังวลว่าจะไปขยับ อัตราภาษีใด ๆ ให้เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตามถ้าหากว่ามีการคิดที่จะปรับอัตราภาษีใด ๆ ก็คงจะ เป็นการปรับไปเพื่อส่งเสริมภารกิจ ส่งเสริมกิจกรรมต่าง ๆ ที่สมควรที่จะได้เห็นอัตราภาษี ที่แตกต่าง ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มขึ้นหรือลดลง แต่มิใช่เป็นการดําเนินการเพื่อหวังที่จะต้อง มีรายได้ที่เพิ่มขึ้นจากอัตราภาษี ดังนั้นแนวทางที่ท่านได้หยิบยก ขออนุญาตตอบเป็นเรื่องรวม ๆ ท่านได้หยิบยกเรื่องของภาษีที่ดิน ภาษีโรงเรือน สิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ ซึ่งกระผมเองเป็นผู้ชี้แจง ว่าเรื่องนี้มิได้เป็นเรื่องเร่งด่วนของรัฐบาล รัฐบาลไม่ได้แถลงเป็นเรื่องเร่งด่วนของรัฐบาล ในนโยบายรัฐบาล แต่ขออนุญาตกราบเรียนเพื่อให้ท่านสมาชิกได้เกิดความมั่นใจนะครับว่า รัฐบาลนี้ให้ความสําคัญกับสิ่งดี ๆ ทั้งสิ้น หน้าที่ของรัฐบาลนี้นอกจากจะดําเนินตามนโยบาย ของรัฐบาลที่ได้มีการแถลงไว้ เราเองให้ความสนใจกับนโยบายหรือมาตรการที่เกิดขึ้น มีการดําริริเริ่มตั้งแต่รัฐบาลก่อน แล้วก็ขออนุญาตกราบเรียนในหลักการ จะด้วยเหตุผลใด ก็แล้วแต่ รัฐบาลอดีต รัฐบาลปัจจุบันย่อมมีเหตุผลต่าง ๆ ที่จะคิดแตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญ รัฐบาลนี้ได้ทบทวนดูและพบว่านโยบายบางเรื่องเราเห็นว่าเป็นนโยบายซึ่งจะขออนุญาต ไม่เดินต่อ ผมจะไม่ขอใช้คําว่าเป็นนโยบายที่ไม่ดีนะครับ แต่ว่าเป็นเรื่องซึ่งรัฐบาลก็เห็นว่า เป็นแนวคิดซึ่งไม่สอดคล้องกับทิศทางที่เรากําลังจะนําพาประเทศนี้ไปสู่สภาวะการ เจริญเติบโต การมีเสถียรภาพที่ดีและการกระจายรายได้ที่ดี ดังนั้นการดําเนินการในนโยบาย บางเรื่องจึงไม่ได้ดําเนินการต่อ การดําเนินการในนโยบายบางเรื่องจึงขอทบทวนให้เกิด ความรัดกุมรอบคอบ และในหลายเรื่องท่านจะเห็นได้ว่ามีความคืบหน้าไปแล้ว หลายเรื่องนั้น อยู่ในขั้นดําริ ก็มีการดําเนินการจนถึงขั้นนําเสนอต่อรัฐสภาในการพิจารณานะครับ ดังนั้น จะขออนุญาตชี้แจงรวม ๆ ก็คือเพียงแต่จะบอกว่าเรื่องใดที่เป็นเรื่องดีเราเดินต่อแน่นะครับ แต่เรื่องใดที่เป็นเรื่องซึ่งขอใช้เวลาในรายละเอียดให้เกิดความรัดกุมรอบคอบ ก็จะต้องดูให้ รอบคอบก่อนที่จะดําเนินการต่อ การอภิปรายในส่วนที่จะเป็นเรื่องของงบประมาณในกลุ่ม ของกลยุทธ์ต่าง ๆ ที่จะได้เกิดขึ้นนั้น ผมเชื่อว่าจะเป็นประโยชน์ รัฐบาลจะนําข้อสังเกต ของท่านสมาชิกนําไปพิจารณา และผมเชื่อว่าในชั้นกรรมาธิการเองก็จะมีการให้ความสําคัญ หลาย ๆ เรื่องจะมีการลงลึกในรายละเอียดด้วย อย่างไรก็ตามผมขออนุญาตกราบเรียนว่า ส่วนที่เกี่ยวข้องกับทุนหมุนเวียนรัฐบาลให้ความสําคัญนะครับว่า เรามีทุนหมุนเวียนอยู่ ในระบบของประเทศจํานวนมาก ทุนหมุนเวียนหลายทุนมีขนาดของทุนที่ยังคงเพียงพอ สามารถดําเนินการได้ตามภารกิจเป็นอย่างดี โดยมีการจัดเตรียมงบประมาณเข้าไปเสริมด้วย จํานวนที่ไม่จําเป็นต้องมากนักเพราะมีทุนเดิมที่มากพอ ดังนั้นการดําเนินการต่อนั้นอาจจะ สามารถดําเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สูงขึ้นนะครับ โดยการจัดงบประมาณที่ลดลง ผมขออนุญาตไม่เรียนในรายละเอียด

สําหรับเรื่องของกองทุนการออมแห่งชาตินั้นผ่านเป็นพระราชบัญญัติไปแล้ว รัฐบาลก็มีหน้าที่จะต้องดําเนินการต่อ แต่ก่อนที่จะดําเนินการต่อนั้นรัฐบาลก็จะดูให้เกิด ความรอบคอบว่าแนวทางที่ได้คิดไว้ในอดีตตามที่ท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ได้หยิบยกว่าควรจะมีการตั้งงบประมาณขึ้นมาสนับสนุนเป็นจํานวนหนึ่งนั้น ก็เห็นเป็นตัวเลขครับ แต่ในขณะเดียวกันผมได้เห็นว่างบประมาณจํานวนหนึ่งได้วางไว้สําหรับการบริหารจัดการ ซึ่งมากกว่าที่สมควรจะใช้ แล้วเราสามารถจะบริหารจัดการได้โดยการตั้งระบบการจัดการ โดยใช้งบประมาณที่น้อยลง ดังนั้นจํานวนเงินงบประมาณที่ได้มีการจัดตั้งไว้ทั้ง ๒ ปี จํานวนรวมกันทั้งสิ้น ๗๒๕ ล้านบาทนั้น จะมีความเพียงพอที่จะทําให้กองทุนการออม แห่งชาติสามารถเดินไปได้ในระดับเดียวกันกับที่มีความตั้งใจแต่เดิม โดยที่ค่าใช้จ่ายในการ บริหารจัดการจะถูกใช้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดลงอย่างมีนัยสําคัญ

ในเรื่องของการเงินนโยบายบางเรื่องนะครับ ผมเองเกรงว่าอาจจะไม่ใช่ เป็นโอกาสในการชี้แจง เช่นในเรื่องของการจํานําข้าวหรือการประกันราคาข้าว ซึ่งเราเองก็ได้ มีการปรึกษาหารือถกเถียงโต้แย้งกันในหลายโอกาสแล้วนะครับว่าโครงการใดดีกว่าโครงการใด ผมก็เข้าใจนะครับว่ารัฐบาลเดิมก็ยังเชื่อว่าสิ่งที่ปฏิบัติไว้เป็นเรื่องที่ท่านเห็นว่าดี อย่างไรก็ตามสิ่งที่ปฏิบัติไว้เดิมนั้นก็ใช้งบประมาณจํานวนมหาศาลเช่นเดียวกัน และในขณะเดียวกัน งบประมาณจํานวนมากที่ได้ใช้ก็กลายเป็นเรื่องซึ่งยังเรื้อรังคาราคาซังอยู่กับสถาบันการเงิน เฉพาะกิจของรัฐเช่น ธ.ก.ส. เช่นเดียวกัน การที่ใช้งบประมาณในการที่จะนําไปแก้ไขในส่วนนี้ ก็เกิดขึ้นในรัฐบาลปัจจุบันด้วย เพราะฉะนั้นงบประมาณที่ได้จัดตั้งเอาไว้นี้ก็เป็นงบประมาณ ที่จะต้องไปดูแลเรื่องเก่าที่มีการดําเนินการไว้ในอดีตและยังคงเป็นภาระให้กับธนาคารเฉพาะกิจ ของรัฐแห่งนั้นอยู่ ผมจึงขออนุญาตใช้โอกาสนี้ในการเพียงแต่ชี้แจงในประเด็นหลัก ๆ เพื่อให้ เกิดความมั่นใจกับท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ผ่านทางท่านประธานนะครับว่า การดําเนินการต่าง ๆ นั้น มีแนวทางที่มีบูรณาการ แล้วไม่ใช่เพียงแต่บูรณาการภายในกรอบ ของงบปี ๒๕๕๖ เท่านั้น แต่ยังคงบูรณาการกับสิ่งอื่น ๆ ที่เป็นการตระเตรียมการใช้จ่ายของ ประเทศด้วย การที่สภาแห่งนี้ร่วมกับท่านวุฒิสภาได้กรุณาให้ความเห็นชอบพระราชกําหนด ในการวางระบบบริหารจัดการน้ํา งบประมาณ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ในงบประมาณจํานวนนั้น ได้แบ่งแยก ขออนุญาตเรียนชี้แจงอีกครั้งหนึ่งครับ เป็นจํานวนเงิน ๓๔๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อที่จะเอาไปใช้ในการเตรียมระบบบริหารจัดการน้ํา ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่งบประมาณ ในการดูแลระบบน้ําจํานวนหนึ่ง ซึ่งมักจะอยู่ที่กรมชลประทาน สังกัดกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ การที่เราได้เตรียมงบประมาณจํานวนหนึ่งที่จะใช้เงินจากพระราชกําหนด จึงเป็นเหตุที่สามารถอธิบายได้ว่าเหตุใดงบประมาณของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการใช้ในงบประมาณประจําปี ๒๕๕๖ จึงไม่ได้รวมในส่วนที่ได้มีการเตรียมไว้สําหรับ การลงทุนโครงสร้างการบริหารจัดการน้ําแบบบูรณาการ ดังนั้นขอให้พี่น้องเกษตรกร หรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับวงการเกษตรกรรม หรือท่านที่แสดงความเป็นห่วงเป็นใย ถ้าหากว่า ท่านจะมองภาพรวมว่างบประมาณในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์นั้น ความจริงแล้วยังมีอีกส่วนหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นจากพระราชกําหนดนั้นด้วย การดําเนินการในส่วนนี้ รัฐบาลตระหนักดีว่าการที่จะปรับลดการขาดดุลลงก็ยังคงต้องมีการกู้เงินเพื่อชดเชย เงินคงคลังที่เกิดขึ้นจากการที่รายรับน้อยกว่ารายจ่ายอยู่ดี เพียงแต่ระดับของการลดลงนั้น ถือว่ามีนัยสําคัญทีเดียว แล้วก็การดําเนินการตรงนี้ถ้าหากจะถูกกล่าวหาว่าเป็นรัฐบาล ที่สนใจแต่จะกู้เงินนั้น ผมขอปฏิเสธ เพราะว่าการที่จะเป็นรัฐบาลที่สนใจแต่จะกู้เงินนั้น ก็จะมองแต่เรื่องกู้ แต่อาจจะไม่ได้ให้ความสําคัญในเรื่องของการบริหารจัดการหนี้ที่มีอยู่เดิม หรือไม่ได้มีการบริหารจัดการในส่วนของการที่จะกู้ให้สอดคล้องกับวินัย สิ่งที่เราเรียกว่า วินัยการคลัง การดําเนินการของรัฐบาลนี้ก่อนหน้านี้ได้มีการดูแลให้หนี้สาธารณะจํานวน ที่มากถึง ๑.๑๔ ล้านล้านบาท ไม่เป็นภาระของงบประมาณแผ่นดินอีกต่อไปในปี ๒๕๕๕ ซึ่งเป็นปีแรกที่รัฐบาลจําเป็นต้องนําเสนองบประมาณที่ยังคงรวมดอกเบี้ยที่จะดูแลหนี้ ในส่วนนี้อยู่ มียอดดอกเบี้ยที่จะต้องใช้สําหรับยอดหนี้จํานวนนี้สูงถึง ๖๘,๐๐๐ ล้านบาท ดังนั้นก็ขออนุญาตเรียนยืนยันครับว่ารัฐบาลของประเทศไทยตั้งแต่ปีงบประมาณ ๒๕๕๖ ซึ่งหมายถึงพระราชบัญญัติงบประมาณประจําปีฉบับนี้เป็นต้นไปในอนาคตไม่มีความกังวล จะต้องตั้งดอกเบี้ยเพื่อที่จะมาชดเชยการดูแลหนี้สินในจํานวนนี้ แล้วก็สามารถทําให้รัฐบาล ใช้จ่ายเพื่อการพัฒนาประเทศได้อย่างดีขึ้น ในส่วนของการดูแลเรื่องของราคาสินค้า หรือเรื่องของเงินเฟ้อ ผมเองไม่มีความตั้งใจที่จะชี้แจงอะไรที่ลงไปในรายละเอียดนัก แต่ถ้าหากไม่พูดถึงก็จะกลายเป็นการยอมรับในการถูกหยิบยกประเด็น ซึ่งผมขออนุญาตได้ เรียนยืนยันว่าประเด็นที่ผมได้เห็นท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรได้กรุณาหยิบยกนั้น ผมสามารถจะตอบชี้แจงได้ทุกกรณี เพียงแต่ไม่คิดว่าเป็นโอกาสที่เหมาะสมที่จะทําเช่นนั้น แต่ก็มีความจําเป็นนะครับ เราเองอยู่ในวงการเศรษฐกิจคงต้องตระหนักดีว่าการเพิ่มขึ้นของ ราคาสินค้า หรือสิ่งที่เรียกว่าเงินเฟ้อนั้นเป็นเรื่องซึ่งโลกยอมรับว่าเป็นปกติ อย่างไรก็ตามระดับของการเพิ่มขึ้นควรจะเป็นการเพิ่มขึ้นในอัตราเฉลี่ยที่สามารถควบคุมได้ และมีอัตราการเพิ่มขึ้นที่น้อยกว่าประเทศคู่แข่ง มีอัตราการเพิ่มขึ้นที่น้อยกว่าประเทศคู่ค้า มีอัตราการเพิ่มขึ้นที่น้อยกว่าการเพิ่มขึ้นของรายได้ของประชาชน ไม่ว่าจะเป็นโดยอัตราเฉลี่ย หรือหมายถึงกลุ่มประชาชนทั่ว ๆ ไปก็ตาม เพราะฉะนั้นรัฐบาลนี้ให้ความสําคัญในส่วนนี้ สินค้าหลายรายการอาจจะมีการแพงขึ้นในช่วงของภาวะอากาศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผักผลไม้ อย่างไรก็ตามการที่จะยอมรับว่ากลไกราคาเป็นตัวกําหนดนั้น ผมก็มีส่วนที่จะต้องยอมรับ เช่นเดียวกันกับที่ท่านอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของรัฐบาลที่แล้วก็เคยยอมรับว่า ราคาสินค้านั้นจะต้องถูกกําหนดโดยกลไกของราคา อย่างไรก็ตามการที่เราจะดูแลให้กลไก ราคาทํางาน การที่เราจะดูแลให้กลไกราคามีการแข่งขัน การที่เราจะทํางานร่วมกันเพื่อให้ การแข่งขันนั้นอยู่ในระดับที่เหมาะสมนั้น จึงเป็นภาระหน้าที่ของรัฐบาลอย่างแน่นอนนะครับ และผมขอเรียนว่าถ้าหากจะหยิบยกสินค้ามาเป็นรายการ ๆ ก็อาจจะเกิดความไม่สบายใจกัน จนเป็นปัญหา แต่ว่าก็จําเป็นต้องหยิบยก เช่นในปีที่แล้วผมยังจําได้ว่า ราคาน้ํามันปาล์มนั้น มีราคาที่กําหนดเป็นเพดาน โดยราคาควบคุมของกระทรวงพาณิชย์ในเวลานั้นที่สูงถึง ๔๗ บาท ฉะนั้นในราคาที่สูงถึง ๔๗ บาทนั้น พี่น้องประชาชนก็หาซื้อราคานั้นแทบไม่ได้ เกิดปัญหาในการบริหารจัดการ ในปีนี้สิ่งที่รัฐบาลทํา สิ่งที่กระทรวงพาณิชย์ทําจะมี ข้อวิพากษ์วิจารณ์กับผู้เกี่ยวข้องอย่างไรก็ตาม เราก็เล็งเห็นว่าราคาน้ํามันปาล์มยังอยู่ ที่ ๔๒ บาท และในบางตราสินค้ายังอยู่ที่ระดับที่ต่ํากว่านั้นเล็กน้อยเสียด้วยซ้ําไป และในขณะเดียวกันพี่น้องประชาชนก็สามารถหาซื้อน้ํามันปาล์มในราคาที่มีการควบคุมได้ เวลาที่เราพูดถึงเงินเฟ้อก็มีการอ้างอิงถึงสินค้าหลายรายการในอดีตมักจะอ้างถึงไข่ แล้วก็อ้างถึง ในลักษณะที่ไปผูกโยงกับชื่อท่านนายกรัฐมนตรีในอดีตเสียด้วยซ้ําไป หรือเป็นเพราะว่า ด้วยเหตุที่นายกรัฐมนตรีปัจจุบันเป็นสุภาพสตรีเลยไม่มีการเอาราคามาเทียบกันกับ ชื่อท่านนายกรัฐมนตรีปัจจุบัน ก็ไม่อาจจะทราบได้นะครับ อย่างไรก็ตาม ผมเองก็พบว่า ไม่มีการไปพยายามไปเทียบเคียงราคาไข่ไก่ ราคาไข่เป็ดในลักษณะที่มีการเทียบเคียงว่า เป็นเรื่องของการแพง ถ้าจะแพงทั้งแผ่นดินจริง ๆ ทําไมถึงยกเว้นไข่ซึ่งมักจะเป็นสินค้า ที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นโปรตีนราคาถูก ดังนั้นผมก็ยอมรับอีกครั้งนะครับว่าของแพงมี ของถูกมี ของจําเป็นรัฐบาลให้ความสําคัญ มีการบริหารจัดการ แต่เราอาจจะประชาสัมพันธ์ ไม่เก่งนักว่าเราได้ทําอะไร แต่ผมเชื่อว่าพี่น้องประชาชนก็เห็นว่าสินค้าหลายรายการ มีราคาเท่าเดิม สินค้าหลายรายการมีราคาถูกลง สินค้าบางรายการที่มีราคาเพิ่มขึ้นนั้น เป็นการเพิ่มขึ้นจากช่วงเดือนก่อน ๆ แต่ถ้าหากว่าเทียบกับการเพิ่มขึ้นจากปีก่อน ๆ นั้น อาจจะเป็นราคาที่เท่าเดิมหรือแม้แต่ลดลงด้วยซ้ําไป ดังนั้นการดําเนินการในส่วนที่จะเป็น เรื่องของการดูแล ถ้าหากว่าท่านทราบในกลไกของการดําเนินการ ท่านก็จะเห็นได้ว่า เรื่องของธงฟ้า เรื่องของการทําร้านถูกใจก็ดี มิได้เป็นเจตนาที่จะเข้าไปทําลายวงการธุรกิจ ที่ดําเนินอยู่โดยกลไกตลาด เพียงแต่สามารถที่จะทําให้เกิดการเปรียบเทียบ และสามารถทําให้ เพิ่มอัตราการแข่งขันให้กับกลไกตลาด ซึ่งผมเชื่อว่าท่านก็คงยอมรับว่าในบางโอกาสนั้น ภาคเอกชน ถ้าหากว่าท่านเห็นว่าเป็นโอกาสในการทํากําไร ท่านก็อาจจะทํากําไรได้ ดังนั้น งบประมาณที่จัดไว้นะครับ จึงมั่นใจนะครับว่าเพียงพอที่จะสามารถดูแลเสริมกลไกในการ แข่งขัน แล้วก็สามารถที่จะทําให้กลไกตลาดทํางานต่อไปได้ การดําเนินนโยบายของรัฐบาลนั้น สามารถชี้แจงได้ทุกกรณี แล้วก็การดําเนินนโยบายของงบประมาณในปีนี้ ผมมั่นใจว่า ท่านคณะรัฐมนตรีได้ให้ความสําคัญกับการดําเนินนโยบายตามกรอบของนโยบายของรัฐบาล ที่จะดําเนินไปสู่การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ทําให้เกิดเสถียรภาพและทําให้เกิด การกระจายรายได้ที่ดี ดังนั้นในประเด็นที่ผมอยากจะขออนุญาตเรียนชี้แจงนะครับว่า เรื่องใหม่ ๆ บางเรื่องนั้นที่ถูกหยิบยก เช่นเรื่องการศึกษา เรื่องเดิมยังทําอยู่นะครับ การดูแล ระบบโรงเรียนให้มีการศึกษาที่มีคุณภาพ เสียค่าใช้จ่ายที่ต่ํา เฉพาะเท่าที่เป็นเรื่องเสริม หน้าที่ของรัฐบาลจะต้องจัดการศึกษาฟรีให้ดําเนินการต่อไป ส่วนเรื่องใหม่ที่เกิดขึ้นนั้น เป็นเรื่องที่รัฐบาลนี้มั่นใจและกล้าคิด แล้วก็การที่จะทํางานกับเยาวชนตั้งแต่ยังอายุน้อย ๆ เป็นเรื่องที่รัฐบาลที่มีความมั่นใจว่าเราต้องเริ่มต้นกันใหม่ในหลาย ๆ เรื่อง ในขณะเดียวกันก็ไม่ได้ละทิ้งในส่วนที่ผู้เข้าระบบการศึกษาและกําลังอยู่ในระหว่างกลางของ การศึกษา บางท่านใกล้จะจบ รัฐบาลก็มีการทํางานร่วมกันกับโรงเรียน กับสถาบันการศึกษาต่าง ๆ เพื่อที่จะทําให้ผู้ที่จบการศึกษามีคุณภาพที่ดี แต่เรื่องใหม่ ๆ ที่จะเกิดขึ้นนั้นไม่ได้แปลว่า เราเติมเรื่องใหม่ ตัดเรื่องเดิม ท่านจะเห็นว่าหลายเรื่องนั้นยังคงอยู่อย่างเดิม และอีกหลายเรื่อง นอกจากจะอยู่อย่างเดิมแล้วยังคงดําเนินการให้ดีขึ้นได้ รวมทั้งการมีแนวทางเรื่องใหม่ ๆ เข้ามา

เรื่องสุดท้าย ที่จริงแล้วไม่น่าจะเกี่ยวกับผมมากนะครับ เรื่องปรองดอง เป็นเรื่องของท่านนายกรัฐมนตรีอื่น แต่ผมขออนุญาตกราบเรียนว่าการปรองดองก็คงเห็นด้วย กับท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรว่าไม่ใช่ใช้เรื่องงบอย่างเดียว แต่การปรองดองนั้น เป็นเรื่องทัศนคติ การหยิบ การชี้ประเด็นเพื่อที่จะทําให้แต่ละกลุ่มเกิดความรู้สึกว่ากลุ่มของตัวเอง ได้รับการดูแลน้อยกว่าอีกกลุ่มนั้น ผมเห็นว่าเป็นเรื่องซึ่งขัดต่อแนวทาง หรือทัศนคติของ การปรองดอง รัฐบาลปัจจุบันดําเนินโครงการหลายเรื่องเป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชน เป็นรายมุม รายกลุ่มก็จริง แต่การดําเนินการเหล่านั้นมิได้มีเจตนาที่จะนําเอาภาษีของรัฐ ไปเอื้อกับบางกลุ่มเพื่อที่จะทําให้ไม่มีการดูแลผู้ที่เกี่ยวข้องอีกหลายกลุ่ม แต่ถ้าหากว่า ท่านเห็นเป็นเรื่องรวม การที่เราจะช่วยกันให้พี่น้องประชาชนมีโอกาสที่จะมีบ้านหลังแรก ๆ ได้มีโอกาสมีรถคันแรก ได้มีโอกาสมีการศึกษาที่ดี ได้มีโอกาสที่เป็นผู้ที่มีรายได้ไม่มาก ไม่มีความสามารถที่จะได้ซื้อแท็บเล็ตใช้เอง แต่ท่านสามารถที่จะทําให้บุตรหลานของท่าน มีโอกาสได้รับการเรียนรู้ การดําเนินการที่จะทําให้พี่น้องประชาชนในกลุ่มที่อยู่ในสังคมเมือง มีรายได้ที่สูงขึ้น มีโอกาส มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น การจะดูแลพี่น้องเกษตรกรซึ่งปลูกสินค้า เกษตรหลากหลายชนิดได้มีราคาขายสินค้าเกษตรบางชนิดที่ดีขึ้น หลายชนิดที่อยู่อย่างเดิม หลายชนิดที่ยังต้องการการแก้ไข ปรับปรุงกลไก การดําเนินการเหล่านี้มิได้เป็นการดําเนินการ สิ่งที่เรียกว่าฝนตกไม่ทั่วฟ้า แต่เป็นการดําเนินการโดยที่เรามีความมั่นใจว่าการปล่อยให้ เป็นไปตามกลไกตลาดเสียทุกเรื่อง ทุกกรณี อาจจะไม่ใช่เป็นวิธีที่จะผลักดันให้ประเทศ เดินไปข้างหน้าได้ เพราะฉะนั้นการเข้าไปขยับขับเคลื่อนในบางกลุ่ม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กลุ่มซึ่งสามารถส่งผลต่อเนื่องได้เป็นลูกโซ่ ทําให้มีการผลิต ทําให้มีการดําเนินทางด้าน การบริการต่าง ๆ ที่ต่อเนื่อง แล้วเกิดผลทางเศรษฐกิจนั้น จึงเป็นสิ่งที่รัฐบาลนี้ทํา คล้าย ๆ กับสิ่งที่ผมอยากจะเรียนตอนสุดท้าย ท่านอาจจะสงสัยว่าอัตราภาษีก็ไม่ขึ้น อันนั้นก็ไม่ขึ้น ทําไมรัฐบาลเชื่อมั่นว่าจะมีรายรับที่สูงขึ้น คําตอบก็คือว่าเนื่องจากการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ ที่ได้ดําเนินมาแล้วเป็นระยะเวลาหนึ่ง แม้รัฐบาลนี้จะเข้ามาในหน้าที่ในเวลาไม่นานนัก แต่จะเห็นได้ว่าเศรษฐกิจขยับขับเคลื่อนไป ยอดของภาษีมูลค่าเพิ่มที่เกิดขึ้นและเป็นเรื่อง ของการตัดสินใจซื้อสินค้าของพี่น้องประชาชน ทําให้เราสามารถมีรายได้ที่สูงขึ้นมาชดเชย ในส่วนที่เราจะดูแลพี่น้องประชาชน ในส่วนของการที่ปรับลดในเรื่องของภาษีสรรพสามิต ของน้ํามันเชื้อเพลิงบางรายการได้ ดังนั้นรัฐบาลก็มีหน้าที่ที่จะดําเนินนโยบายโดยรวม ซึ่งแน่นอนถ้าหากว่ามีการถกกันเป็นเรื่อง ๆ ผมก็สามารถชี้แจงได้เป็นเรื่อง ๆ แต่ผมคิดว่า เป็นเรื่องที่สําคัญมากกว่าที่เราจะพูดกันให้เห็นเป็นภาพรวม แล้วก็การดําเนินนโยบาย ของงบประมาณรายจ่ายประจําปี ๒๕๕๖ นี้นะครับ สามารถที่จะเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ แล้วยังสามารถที่จะทําให้เกิดประโยชน์ทางสังคม เพราะการกระจายรายได้จะดีขึ้น ช่องว่าง ระหว่างผู้ที่มีฐานะสูงกับผู้ที่มีรายได้น้อยจะลดลง แล้วยังสามารถที่จะทําให้เกิดความเชื่อมั่น ได้ว่าในกระบวนการของการสร้างเสถียรภาพอื่น ๆ นั้น ในทางสังคมก็จะเกิดขึ้นควบคู่ไปด้วย นะครับ ผมจึงขออนุญาตใช้เวลาแต่เพียงจํากัดในชั้นนี้ที่จะได้ยืนยันในภาพรวมว่ารัฐบาล ให้ความสําคัญกับวินัยการคลัง หนี้สาธารณะที่จะเกิดขึ้นจากการกู้เงินเพื่อชดเชยงบประมาณ ขาดดุล ถือเป็นส่วนที่เราสามารถดูแลได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าหากว่านําไปเทียบเคียงกับ ระดับของจีดีพีของประเทศ และรวมทั้งการจัดตั้งงบประมาณที่จะดูแลเงินต้นและดอกเบี้ย ที่จะใช้หนี้เดิมที่ไม่รวมเรื่องของหนี้กองทุนฟื้นฟูซึ่งผมได้กราบเรียนไปแล้ว รวมทั้งหนี้ใหม่ที่จะเกิดขึ้นจากการจัดงบประมาณในครั้งนี้ สัดส่วนของการดูแลจะถือว่า อยู่ในระดับที่มีวินัยการคลังที่สูงอย่างยิ่ง เพราะเงินต้นบวกดอกเบี้ยจะสามารถดูแลให้อยู่ ในกรอบที่ดีเมื่อเทียบกับงบประมาณรายจ่ายประจําปีโดยรวมได้ จึงขออนุญาตกราบเรียน ยืนยันผ่านท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรไปยังท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกท่านว่า งบประมาณในภาพรวมแล้วลงไปถึงรายกระทรวง รวมถึงลงไปยังการกระจายในพื้นที่มิได้ มีเจตนาเคลือบแฝงใด ๆ ที่จะเลือกให้งบกระทรวงใดมาก กระทรวงใดน้อย มิได้มีเจตนา เคลือบแฝงใด ๆ ที่จะจัดเงินงบประมาณผ่านระบบกลไกเพื่อเข้าถึงพี่น้องประชาชนในพื้นที่ ต่าง ๆ ในภูมิภาคที่เป็นจังหวัดในลักษณะที่ไม่มีความเป็นกลาง และรวมทั้งสามารถที่จะ ยืนยันได้ด้วยว่าความตั้งใจของรัฐบาลที่จัดงบน้อยลงมิได้แปลว่าให้ความสําคัญน้อยลง แต่เพราะรัฐบาลนี้มั่นใจว่าสามารถบริหารจัดการจากงบประมาณที่มีจํานวนจํากัดลง ในบางภารกิจนั้นได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สูงขึ้น ขออนุญาตกราบเรียนแต่เพียงเท่านี้ครับ ขอบพระคุณครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เดี๋ยวนะครับท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร เดี๋ยวให้รัฐบาลชี้แจงให้จบก่อน มีอาจารย์ชุมพล อีก ๑ ท่าน เชิญอาจารย์ชุมพล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาครับ

นายชุมพล ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม ชุมพล ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระผมต้องขอขอบพระคุณท่านอดีตนายกรัฐมนตรี ท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรที่ได้ให้ความเมตตาแล้วก็ดูแลกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา มาด้วยดีโดยตลอด แม้กระทั่งวันนี้ก็ยังอุตส่าห์เป็นห่วง ก็ต้องขอขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่งทีเดียว สิ่งที่ผ่านมานั้นคือตัวพิสูจน์อย่างดีว่าได้รับความดูแลช่วยเหลืออย่างดีมากจนกระทั่งมาถึงบัดนี้ ที่จริงแล้วอยากจะกราบเรียนอย่างนี้ครับ ตัวเลขงบประมาณของกระทรวงเมื่อปี ๒๕๕๕ ของเรามี ๗,๐๐๐ กว่าล้านบาทเท่านั้นเอง แต่ว่าในขณะพิจารณางบประมาณได้เพิ่มมาอีก ๓,๖๐๐ ล้านบาท ด้วยความเมตตาของท่านสมาชิกต่าง ๆ ยอดตัวเลขมันถึงได้สูงขึ้นเป็น หมื่นกว่าล้านบาท ถ้าดูฐานจริง ๆ ปีนี้กับปีที่แล้วปีนี้ได้เพิ่มขึ้นมาอีก ๒,๐๐๐ กว่าล้านบาท แต่พอหลังจากแปรญัตติค่าใช้จ่ายงบประมาณแล้วคงจะเพิ่มขึ้นมากกว่าปีที่แล้วอีกนะครับ ขอกราบขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่ง ขอบคุณมากครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรครับ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร

ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ก็เคารพ ในความคิดเห็นที่แตกต่าง เพราะว่ารัฐบาลแต่ละชุดก็คิดต่างกันได้ อันนี้เรายอมรับกัน ผมไม่ประสงค์ ใช้เวลามาก สั้น ๆ นะครับว่าจริง ๆ ไม่ได้ต้องการจะโต้แย้งกันไปกันมา แต่บังเอิญตอนที่ท่านพูด เรื่องของแพง จริง ๆ ท่านพูดเองว่าต้องดูภาพรวม ผมก็อยากจะบอกว่าตัวเลขกระทรวงพาณิชย์ บอกว่าหมวดอาหารปีนี้แพงกว่าปีที่แล้วประมาณร้อยละ ๘ ถึงร้อยละ ๑๐ ส่วน ๒ ตัวที่ท่านหยิบมาพูด ปาล์มน้ํามันท่านต้องดูด้วยว่าสภาพการขาดแคลนปีที่แล้วกับปีนี้ต่างกันอย่างไร

ส่วนเรื่องไข่เป็นเพราะว่ารัฐบาลที่แล้วได้เปิดนําเข้าพันธุ์ไก่เสรีทําให้ราคาไข่ ขณะนี้แรงกดดันจึงน้อย ก็กราบเรียนให้ท่านทราบ

ส่วนประเด็นที่อยากจะถามท่านนะครับ เพราะว่าท่านชี้แจงว่าไม่มีนโยบาย ที่จะปรับเพิ่มภาษีดีเซล ผมก็เลยอยากจะถามให้ชัดเจนเพราะประชาชนเขาคงกังวลอยู่ คือทางกรมจัดเก็บมาชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจในเรื่องประมาณการรายได้ ของปี ๒๕๕๖ แล้วในตารางที่ส่งให้คณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจเขียนเอาไว้ว่า หมายเหตุปี ๒๕๕๖ จะต้องปรับเพิ่มภาษีดีเซลให้มีรายได้เพิ่มขึ้น ๑๗,๐๐๐ ล้านบาท ก็อยากให้ท่านชี้แจงให้ชัด ๆ ครับว่าตกลงจะมีการเพิ่มหรือไม่มีการเพิ่ม ปัจจุบันผมทราบว่า ครม. ใช้วิธี คือยืดอายุการไม่เก็บภาษีน้ํามันดีเซลไปทีละเดือน ที่ท่านตอบเมื่อสักครู่ หมายความว่าท่านยืนยันว่าตลอดปีงบประมาณ ๒๕๕๖ จะไม่มีการเพิ่มภาษีน้ํามันใช่หรือไม่

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านจะ ตอบไหมครับ เชิญครับ

นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง 🔗

ความจริงท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ท่านอดีตนายกรัฐมนตรีก็คงจะมีความเข้าใจ ที่ดีเช่นเดียวกันกับตัวกระผมว่าปกติแล้วเรื่องจะขึ้นภาษี ไม่ขึ้นภาษีเขาไม่มาถกกันในที่กว้าง ๆ แบบนี้ แล้วเมื่อไรก็ตามที่มีข้อสงสัยเรื่องภาษีนั้นมันจะมักนําไปสู่การอยากจะทําอะไรบางอย่างที่จะ เป็นประโยชน์กับใคร ผมก็ขออนุญาตย้ําอีกครั้งหนึ่งนะครับ การที่จะต้องขยับอัตราภาษีใด ๆ จากลําดับที่เป็นอยู่เพียงเพื่อให้เราสามารถจัดเก็บรายได้เพื่อให้ตรงกับเป้า ไม่ว่าจะเป็นเพื่อ งบประมาณรายจ่ายประจําปี ๒๕๕๕ ที่เรากําหนดไว้ที่ ๑.๙๘ ล้านล้านบาท หรือเพื่อที่จะให้ ถึงเป้ารายได้ ๒.๑ ล้านล้านบาท ในปี ๒๕๕๖ ที่ได้นําเสนอในพระราชบัญญัติงบประมาณ ประจําปี ๒๕๕๖ นั้น ไม่มีความจําเป็น แต่ถ้าหากว่าท่านคาดคั้นว่าตกลงจะบวกหรือไม่บวก ผมเองก็ได้เรียนไปแล้วเมื่อสักครู่นี้ว่าการจะกําหนดภาษีอะไรไปในรายการใด ไม่ว่าจะขึ้น หรือจะลดลงก็เป็นเรื่องซึ่งดําเนินการเพื่อให้เกิดความเหมาะสมในเรื่องของการบริโภคหรือว่า ในเรื่องของการสร้างความเป็นธรรม ดังนั้นผมเองไม่สามารถที่จะไปตอบยืนยันอะไรกับท่าน ได้ว่าตกลงภาษีน้ํามันดีเซลจะเก็บขึ้นมาอีกหรือไม่ เพราะภายใต้ข้อสมมุติว่าถ้าราคาน้ํามันดิบ ในตลาดโลกมันเกิดอ่อนตัวลงไปเสียจนกระทั่งเราเองก็สามารถที่จะดูแลในสิ่งที่เราเรียกว่า เสถียรภาพได้ดี นอกจากจะมีการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ํามันจนกระทั่งสามารถชดเชย เงินต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดีแล้วก็อาจมีเหตุผลอันสมควรที่จะมีการพิจารณาในส่วนนี้ ซึ่งที่จริงแล้ว ผมก็ไม่มีเจตนาที่จะไปพูดเรื่องน้ํามันมากนัก แต่ว่าในเมื่อถูกถามผมก็ต้องขออนุญาตเรียน อีกครั้งหนึ่งนะครับ เพราะว่าเมื่อสักครู่ท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรก็ได้พูดถึงเรื่อง ของราคาน้ํามัน การดูแลน้ํามันดีเซลครั้งหนึ่งซึ่งท่านทําได้อยู่ในระดับที่เรียกว่า ๒๙.๙๙ บาท อย่างมีความต่อเนื่องและมีเสถียรภาพซึ่งผมเองก็ต้องเรียนว่าประทับใจนะครับแล้วก็เรียน ชื่นชมแนวคิดตรงนั้นเพราะแนวทางที่การใช้เงินของกองทุนน้ํามันมาทําการดูแลให้ราคา น้ํามันมีเสถียรภาพนั้นเป็นหน้าที่อยู่แล้ว ทั้ง ๆ ที่ผมเองก็วิเคราะห์วิจารณ์นิดหน่อยว่า การที่จะใช้กองทุนน้ํามันนอกจากจะดูแลราคาให้มีเสถียรภาพแล้วที่จริงในอดีตนั้นถูกนําไป ช่วยชดเชยบางรายการซึ่งไม่น่าจะเป็นวัตถุประสงค์ที่ดีนักในระยะยาว แต่เนื่องจากเราทํากันมา เพราะฉะนั้นก็มีการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ํามันไปดูแลสินค้าบางรายการที่มีลักษณะของการอุดหนุน แต่ว่าขออนุญาตใช้โอกาสนี้ที่เรียนว่าเมื่อเดิมนั้นตอนที่เราสามารถรักษาระดับราคาน้ํามันดีเซลไว้ที่ ๒๙.๙๙ บาทนั้นก็มีการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ํามันจํานวนหนึ่งนะครับ แล้วก็มีการดําเนินการ ในเรื่องของภาษีที่แตกต่างไปจากนี้ แต่ในเวลานั้นราคาน้ํามันดิบในตลาดโลกอยู่ในระดับที่ต่ํากว่า ๙๐ เหรียญสหรัฐต่อ ๑ บาร์เรล ในช่วงเวลาที่มีการเปลี่ยนแปลงในภาวะความตึงเครียด ในตะวันออกกลาง ราคาน้ํามันดิบในตลาดโลกขยับขึ้นไปสูงกว่า ๑๒๐ เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ในช่วงเวลาหนึ่งซึ่งทุกท่านก็ทราบดี ถ้าหากว่าผมจะเอาสัดส่วนของการเปลี่ยนแปลง ๓๐ เหรียญ ที่เพิ่มขึ้นจาก ๙๐ เหรียญที่เป็นฐานนั้นก็คงจะได้การเปลี่ยนแปลงซึ่งสูงถึง ๑ ใน ๓ หรือร้อยละ ๓๓ เปอร์เซ็นต์เศษ ๆ นะครับ ถ้าหากว่าไม่มีการดูแลอะไรเลยขณะนั้นราคาน้ํามัน ดีเซลจะขยับสูงไปสักเท่าใดท่านลองจินตนาการดู แต่การที่รัฐบาลนี้ได้พยายามดูแลโดยการ ลดการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ํามัน และยังคงยืนยันที่จะไม่นําภาษีสรรพสามิตไปบวกกับใด ๆ ก็ทําให้ราคาน้ํามันดีเซลในช่วงหนึ่งที่ถือว่าสูงที่สุดขึ้นไปจากระดับที่เรียกว่า ๒๙.๙๙ บาท ประมาณร้อยละ ๑๐ ซึ่งก็เป็นการที่ช่วยกันดูแลจนกระทั่งทําให้ความเดือดร้อนนั้นแผ่วเบาลงไป เป็นอันมากนะครับ แต่ว่าจะไม่ให้เดือดร้อนเลยนั้นรัฐบาลก็เห็นว่าเป็นเรื่องที่อาจจะต้องใช้ เงินที่มากกว่าสมควร และในขณะเดียวกันรัฐบาลก็มั่นใจว่าการเพิ่มขึ้นคงจะเป็นระยะ ซึ่งสามารถดูแลได้ ในขณะนี้ราคาก็อ่อนตัวลงมาเพราะฉะนั้นการที่รัฐบาลจะดูแลในส่วนนี้ ก็เป็นเรื่องที่ให้ความสําคัญนะครับ ซึ่งความจริงแล้ววันนี้ก็เป็นวันที่ดีนะครับ เป็นวันแรกเลย ที่ราคาน้ํามันดีเซลมีโอกาสขยับลดต่ําลงมากว่าในระดับที่ผมอ้างถึงเมื่อสักครู่คือ ๒๙.๙๙ บาท เพราะฉะนั้นการจะดูแลให้น้ํามันตรงนี้มีเสถียรภาพนี้เป็นหน้าที่ของรัฐบาลในปัจจุบันอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นก็ขอให้ติดตามนะครับ แต่ว่าผมเองคงไม่ไปยืนยันอะไรว่าจะไม่ไปบวกอะไรกลับ แต่ว่าถ้าจะไปบวกอะไรกลับนั้นจะมีเหตุผลที่ดีแล้วก็เหตุผลที่ดี ไม่ใช่เรื่องของการบวกภาษีกลับ เพราะเพียงอยากมีรายได้ที่มากขึ้น เพราะนโยบายของรัฐบาลที่ดําเนินอยู่ในขณะนี้นะครับ สามารถทําให้เศรษฐกิจขยับขับเคลื่อนจนกระทั่งเรามีรายได้ทั้งในส่วนของภาษีสรรพสามิต ในรายการอื่น ๆ และรวมทั้งภาษีสรรพากรในรายการต่าง ๆ แล้วก็แม้แต่เป้าหมายที่รัฐบาล ยืนยันนะครับว่าภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ลดจากร้อยละ ๓๐ เหลือ ๒๓ นั้น เราเดินหน้าแน่นอน แล้วก็ไม่ได้เป็นการดําเนินการไปเพื่อเอื้อบริษัทขนาดใหญ่ใด ๆ เพราะถ้าท่านได้ตระหนัก ถึงกรอบของผู้รับประโยชน์ทางเศรษฐกิจของสิ่งที่ท่านเรียกว่าบริษัทใหญ่นั้นมันมีกรอบ ที่มากมายกว่าความเป็นผู้ถือหุ้น อย่างหมายถึงบุคลากร อย่างหมายถึงผู้ค้าที่เกี่ยวข้องด้วย เพราะฉะนั้นบริษัทใหญ่ ๆ เหล่านั้นมีการดําเนินธุรกิจที่ต้องแข่งขันกับอีกหลาย ๆ ประเทศ ในประเทศเพื่อนบ้าน เรามีประเทศเพื่อนบ้านบางประเทศเก็บภาษีในอัตราร้อยละ ๑๗ เท่านั้น บางประเทศเก็บที่ร้อยละ ๒๕ เท่านั้น ดังนั้นการที่เราจะยืนอยู่ที่ร้อยละ ๓๐ นั้น ผมคิดว่า ไม่เป็นเรื่องของการเตรียมตัวที่ดีที่จะเข้าสู่อาเซียน และยังยืนยันอีกด้วยว่าเป้าหมายในการ ดําเนินการต่อ ทุกอย่างยังมีความมั่นใจว่าเราจะสามารถลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลลง จากร้อยละ ๒๓ เหลือร้อยละ ๒๐ ในปีถัดไป และการดําเนินการตรงนี้ เอสเอ็มอีที่ท่านเป็น ห่วงเป็นใยว่าเราจะช่วยกันดูแลอย่างไรนั้น มีมาตรการที่ดูแลเอสเอ็มอีอยู่หลายเรื่องนะครับ สินเชื่อที่เอสเอ็มอีได้รับในปัจจุบันก็เสียดอกเบี้ยน้อยลงจากแนวทางที่รัฐบาลได้ทํางาน ร่วมกันกับธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งการที่ปรากฏในข่าวในสื่อมวลชนว่ามีความเห็น ที่แตกต่างกันนั้น ผมขอเรียนว่าไม่มีสิ่งใดที่รัฐบาลนี้จะไปสามารถบีบบังคับให้ธนาคาร แห่งประเทศไทยดําเนินนโยบายอะไรที่ท่านไม่เห็นด้วยได้ แต่ว่าจะเห็นได้ว่าอัตราดอกเบี้ย เขาลดลงแล้วในระดับที่ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถดําเนินการได้ แล้วก็ยังยืนยันอีกครั้งหนึ่งว่า งบประมาณขาดดุล ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาทตรงนี้ ท่านแรก ๆ ที่ผมได้ปรึกษาหารือด้วยก็คือ ท่านผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยนะครับ เพราะฉะนั้นนโยบายการคลังที่ใช้ในครั้งนี้ ก็มีความสอดคล้องกับนโยบายการเงินที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เราก็เรียนว่าจะสอดคล้องกับ เรื่องของการดําเนินการด้านรายรับด้วยไม่แต่เพียงเรื่องของการดูแลรายจ่ายให้มีประสิทธิภาพ ซื่อตรง โปร่งใส ตามที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้กรุณาให้ความสําคัญแล้วก็ได้ไปเป็นประธาน ในการประชุมเชิงปฏิบัติการในเรื่องของการแก้ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันซึ่งจะเป็นเรื่องแรก ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ผู้นํารัฐบาลได้ให้ความสําคัญถึงระดับนั้น แล้วก็ภาคเอกชน ต่างก็พร้อมที่จะให้ความร่วมมือ จึงขออนุญาตกราบเรียนชี้แจงครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญ ท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรครับ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร

นิดเดียวครับ ท่านประธานครับ ความจริงเรื่องราคาน้ํามันดิบไม่อยากจะตอบโต้นะครับ แต่ว่าท่านไปดูใหม่ นะครับไม่ได้เป็นอย่างที่ท่านพูด ผมเปลี่ยนคําถามครับ เพราะว่าไม่อย่างนั้นเดี๋ยวท่านจะไม่ตอบ ตกลงสมมุติฐานรายรับในเอกสารงบประมาณภาษีสรรพสามิตน้ํามันอยู่บนสมมุติฐานว่า มีการปรับเพิ่มหรือไม่ นี่คือคําถามผมนะครับ เพราะว่าทางกระทรวงได้ส่งกรมจัดเก็บมา ชี้แจงคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจว่าที่จะจัดเก็บภาษีน้ํามันได้ ๘๐,๐๐๐ ล้านบาท ตามเอกสาร หมายถึงจะต้องปรับเพิ่มภาษีดีเซลให้มีรายได้เพิ่มขึ้นครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญ ท่านรองนายกรัฐมนตรีครับ

นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลัง ก็ขออนุญาตเรียนชี้แจงยืนยันอีกครั้งหนึ่งนะครับว่าเป้าหมาย ๒.๑ ล้านล้านบาทนั้น สามารถดําเนินการได้ไม่ว่าจะมีการปรับอัตราภาษีสรรพสามิตน้ํามันดีเซลหรือไม่ ส่วนการที่ กรมจัดเก็บภาษีกรมหนึ่งคือกรมสรรพสามิตจะมีข้อสมมุติว่าท่านอาจจะเก็บภาษีในส่วนนี้ได้ ในระดับที่ท่านได้สมมุติไว้นั้น ย่อมเป็นสิทธิที่กรมจัดเก็บจะมีการสมมุติ ดังนั้นผมเรียนยืนยันว่า ในวันนี้กรมจัดเก็บคือกรมสรรพสามิตก็มีการดําเนินการจัดเก็บอยู่ตามปกติ แล้วก็ไม่ได้มีการ นําภาษีสรรพสามิตจากน้ํามันดีเซลมาเป็นรายได้เลยในช่วงเวลาที่ผ่านมานะครับ แต่ในขณะเดียวกันอย่างที่เรียนว่ากรมสรรพสามิตก็สามารถจัดเก็บภาษีจากรายการอื่น ๆ ได้มากขึ้นด้วยการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น ดังนั้นระดับรายได้ของกรมสรรพสามิต ในปีงบประมาณ ปี ๒๕๕๕ นั้นจึงต่ํากว่าเป้าไปเพียงเล็กน้อย ในขณะเดียวกันภาษีที่ได้จาก กรมจัดเก็บอื่นมีจํานวนที่เพียงพอ เพราะฉะนั้นการที่รัฐบาลจะทําหน้าที่ดูแลกรมจัดเก็บภาษี โดยผ่านกลไกของกระทรวงการคลัง ซึ่งมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังดูแลนะครับ ผมก็สามารถยืนยันกับท่านได้ว่าข้อสมมุติของกรมจัดเก็บภาษีที่มีอยู่ในกรอบงบประมาณ ก็เป็นเรื่องข้อสมมุติ แล้วก็ย่อมเป็นโอกาสเหมือนกันนะครับที่อาจจะมีการจัดเก็บ ถ้าหากว่า ราคาน้ํามันดิบในตลาดโลกมีการเปลี่ยนแปลงลง แล้วก็การจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ํามัน มีความจําเป็นน้อยหรือไม่มีความจําเป็นเลย กรมสรรพสามิตก็อาจจะถูกอนุญาตหรือร้องขอ ให้มีการจัดเก็บ แต่ยืนยันนะครับว่าถ้าจะเก็บก็ไม่ใช่ เพราะต้องการที่จะเก็บเพื่อให้ภาษี มีจํานวนมากเพื่อไปรวมกันแล้วเป็นเป้าที่มากกว่า ๒.๑ ล้านล้านบาท

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ต่อไป ผมจะลําดับสัก ๖ ท่าน เพื่อท่านจะได้เตรียมตัวได้ถูกนะครับ แต่ก่อนจะถึงลําดับแรกนะครับ ผมขอสอบถามนิดหนึ่ง มีชื่อส่งมา ท่าน ส.ส. ไชยา พรหมา แล้วก็ท่าน ส.ส. มานะ โลหะวณิชย์ จะเอาอย่างไรครับ เชิญท่าน ส.ส. มานะ จะให้ท่านไชยาพูดก่อนไหม ท่านไชยา นะครับ จะเป็นท่านไชยา พรหมา ท่านที่ ๒ จะเป็นท่านศุภชัย ใจสมุทร ท่านที่ ๓ จะเป็น ท่านจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ท่านที่ ๔ จะเป็นท่านประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ ท่านที่ ๕ ท่านวรชัย เหมะ ท่านที่ ๖ ท่านชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ เชิญท่านไชยา พรหมา ๑๕ นาทีครับ

นายไชยา พรหมา หนองบัวลําภู 🔗

ท่านประธานที่เคารพ กระผม ไชยา พรหมา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดหนองบัวลําภู พรรคเพื่อไทย ผมจะใช้เวลาในการ อภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๖ ที่ได้รับ มอบหมายจากพรรคเพื่อไทย และในฐานะที่เป็นประธานคณะกรรมาธิการการเงิน การคลัง การธนาคาร และสถาบันการเงิน สภาผู้แทนราษฎร ท่านประธานที่เคารพครับ งบประมาณ รายจ่ายประจําปี ๒๕๕๖ ซึ่งตั้งไว้ที่ ๒.๔ ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนต่อจีดีพีก็เป็นร้อยละ ๑๙.๑ การจัดงบประมาณปีนี้เป็นการจัดงบประมาณที่เรียกว่าเป็นการจัดงบประมาณขาดดุล จํานวน ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท โดยมีการคาดการณ์ว่าจะมีการเติบโตของเศรษฐกิจในภาพรวม อยู่ในระดับ ๔-๕ เปอร์เซ็นต์ มีอัตราเงินเฟ้อที่มีการคาดการณ์อยู่ที่ ๓.๘ เปอร์เซ็นต์ ท่านประธานที่เคารพ การจัดงบประมาณรายจ่ายประจําปี ๒๕๕๖ เป็นการจัดงบประมาณ ที่เป็นช่วงรอยต่อระหว่างงบประมาณ ปี ๒๕๕๕ ซึ่งในขณะนี้มีระยะเวลาในการบริหาร งบประมาณ ปี ๒๕๕๕ เหลือเวลาอีกประมาณ ๕ เดือน ในขณะที่แผนการจัดงบประมาณ ปี ๒๕๕๕ เป็นแผนการจัดงบประมาณที่เป็นการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจากภาวะวิกฤติน้ําท่วม ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อปลายปี ๒๕๕๔ ดังนั้นงบประมาณของปี ๒๕๕๖ จะเป็นการเชื่อมในสิ่ง ที่รัฐบาลมีความตั้งใจที่จะแก้ปัญหาภาวะน้ําท่วม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการฟื้นฟูเยียวยา สภาพความเสียหายที่เกิดขึ้นของประเทศ และได้ส่งผลต่อภาวะเศรษฐกิจที่มีการขยายตัว ดังนั้นจะเห็นได้ว่าการคาดการณ์ประมาณการการขยายตัวทางเศรษฐกิจในอัตราร้อยละ ๔-๕ เป็นการคาดการณ์ที่อยู่ในระยะฟื้นตัวที่ภาคการผลิต ภาคอุตสาหกรรมที่ได้รับการเยียวยา ไม่ว่าจะเป็นนิคมอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นการปรับเปลี่ยนเครื่องจักรและดําเนินการผลิต และนําไปสู่ของการส่งออกนั้นอยู่ในระยะของการขยายตัว จะเห็นได้ว่าสิ่งที่รัฐบาลได้จัด งบประมาณแบบขาดดุล จํานวน ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท และท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ก็มีความห่วงใยว่าจะก่อให้เกิดหนี้ของประเทศเกิดขึ้นซึ่งเป็นหนี้สาธารณะ ซึ่งรัฐบาลเมื่อช่วงหลังจากพิจารณางบประมาณ ปี ๒๕๕๕ แล้ว รัฐบาลได้ออกพระราชกําหนด เงินกู้ให้กระทรวงการคลังได้กู้เงินเพื่อการบริหารจัดการน้ําและสร้างอนาคตประเทศ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน สร้างความ เชื่อมั่นให้กับประชาชน สร้างความเชื่อมั่นให้กับนานาอารยประเทศ โดยเฉพาะนักลงทุน ต่างประเทศที่จะรักษาไม่ให้ฐานการผลิตในประเทศไทยนั้นจะต้องถูกขยับและย้ายฐาน การผลิตไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ดังนั้นการที่รัฐบาลได้ตัดสินใจใช้เงินงบประมาณทั้งงบปกติ แล้วก็พระราชกําหนดเงินกู้ให้กระทรวงการคลังได้แก้ไขปัญหาการบริหารจัดการน้ํา ที่ใช้เม็ดเงินจํานวนมาก เมื่อรวมกับการจัดงบประมาณปี ๒๕๕๖ ที่เป็นงบประมาณขาดดุล ความห่วงใยต่อหนี้สาธารณะที่เกิดขึ้นว่าจะทําให้เกิดภาระของประเทศอย่างมากนั้น ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานให้ได้รับทราบว่าในปัจจุบันนี้เรามีหนี้สาธารณะที่อยู่ ประมาณ ๔๗ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี ซึ่งความจริงแล้วก็อยู่ในวินัยการเงินการคลังที่จะต้อง รักษาสภาพหนี้สาธารณะไม่ให้เกิน ๖๐ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี ถึงแม้ว่าการจัดงบประมาณ ปี ๒๕๕๖ เมื่อรวมกับพระราชกําหนดเงินกู้ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทแล้วก็อยู่ในสัดส่วนที่ยังมี เหลือและมีช่องว่างที่จะชนเพดาน ๖๐ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพีอยู่เกือบ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ดังนั้นจึงตอบคําถามได้ว่าการจัดงบประมาณปี ๒๕๕๖ ของรัฐบาลได้ตอบโจทย์ของประเทศ ในการแก้ไขปัญหาในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ ต้องตอบคําถามอย่างนี้ครับว่าการที่รัฐบาลได้จัด งบประมาณขาดดุลหรือแม้แต่การออกพระราชกําหนดเงินกู้นั้นก็เป็นไปเพื่อการกระตุ้น เศรษฐกิจ การสร้างอํานาจซื้อในมือของประชาชน หรือเรียกว่าสร้างอุปสงค์ในประเทศ สร้างอํานาจซื้อเพื่อให้เกิดการหมุนเวียนการใช้จ่ายเงิน ไม่ว่าจะเป็นของภาครัฐที่มี งบประมาณในการแก้ไขปัญหาที่เม็ดเงินกําลังจะเบิกจ่ายเข้าไปสู่อยู่ในระบบ ในขณะเดียวกัน ก็เป็นการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานซึ่งอย่างน้อยก็เป็นการลดต้นทุนเพื่อให้ ผู้ประกอบการและกระบวนการผลิตสินค้าและบริการนั้นได้รับประโยชน์ การลงทุน ทางภาครัฐไม่ว่าจะเป็นกรอบเงินกู้หรือว่าการจัดงบประมาณขาดดุลนั้นมีตัวชี้วัดที่ชัดเจนว่า จะต้องเป็นไปเพื่อการกระตุ้นการเติบโตของจีดีพีของประเทศ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง การรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ การรักษาวินัยทางการเงินการคลังนั้นจะทําให้เม็ดเงิน ที่กระจายลงไปในระบบนั้นเกิดการหมุนเวียนและกระตุ้นอํานาจซื้อ นี่คือตัวชี้วัดที่ชัดเจนว่า การจัดสรรงบประมาณถึงแม้ว่าจะเป็นงบประมาณขาดดุลก็ตาม แต่ก็สามารถตอบโจทย์ ของประเทศในการที่จะทําให้การเติบโตทางเศรษฐกิจนั้นสามารถดําเนินต่อไปได้ เรามาดูภาพรวมเศรษฐกิจ เรามาดูภาพรวมในแผนงานงบประมาณปี ๒๕๕๖ รัฐบาลได้จัด งบประมาณที่เป็นรายจ่ายประจํา ๑.๙ ล้านล้านบาท เป็นสัดส่วน ๗๙.๒ เปอร์เซ็นต์ ของวงเงินงบประมาณ ท่านประธานครับจะเห็นได้ว่ารายจ่ายประจําไม่ว่าจะเป็นเงินเดือน ค่าตอบแทน เป็นสัดส่วนที่ค่อนข้างจะมากซึ่งเป็นในลักษณะเดียวกันกับการจัดงบประมาณ ในทุกปีที่ผ่านมา เป็นงบประมาณเพื่อการลงทุนอยู่ ๔.๕ แสนล้านบาท เป็นสัดส่วนที่ ๑๘.๗ เปอร์เซ็นต์ของวงเงินงบประมาณ ผมได้กราบเรียนท่านประธานแล้วว่าในเนื้อใน ของรายละเอียดซึ่งจะมีเพื่อนสมาชิกได้อภิปรายเป็นรายกระทรวงนั้น ผมขอกราบเรียนว่า ในภาพรวมเศรษฐกิจ และภาพรวมของการจัดงบประมาณปี ๒๕๕๖ ของรัฐบาลนั้น รัฐบาลได้จัดลําดับความสําคัญโดยเฉพาะนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลที่ได้แถลงไว้ ต่อสภาผู้แทนราษฎรและต่อรัฐสภา ก็เพื่อที่จะกระตุ้นอํานาจซื้ออย่างที่ผมได้กราบเรียน นโยบายเร่งด่วนใน ๑๖ ข้อ ซึ่งเป็นนโยบายที่รัฐบาลได้แถลงไว้ในสภานี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการจัดสรรกองทุนเอสเอ็มแอล (SML) ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการจัดสรรกองทุนหมู่บ้านที่เพิ่มวงเงินจากหมู่บ้านละ ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท เป็นหมู่บ้านละ ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท การจัดตั้งกองทุนพัฒนาสตรี การลดภาษีซึ่งถือว่าเป็นการลดต้นทุนให้ภาคการผลิตและบริการนั้นได้มีต้นทุนและสามารถ ที่จะขยายการเติบโตทางเศรษฐกิจได้ นั่นก็คือมาตรการในการลดภาษีเงินได้นิติบุคคล จาก ๓๐ เปอร์เซ็นต์ เป็น ๒๓ เปอร์เซ็นต์ ในปี ๒๕๕๖ และในปีต่อไปที่จะเหลืออยู่เพียง ๒๐ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ยังรวมถึงมาตรการในการปรับค่าแรง มาตรการในการปรับฐาน เงินเดือนข้าราชการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายในการปรับเงินเดือนคนที่จบปริญญาตรี และบรรจุเข้าทํางานใหม่ และนโยบายในเรื่องของการพักหนี้เกษตรกร ๓ ปี สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้อยู่ภายใต้ยุทธศาสตร์การยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ซึ่งถือว่าเป็น ยุทธศาสตร์แรก ๆ ที่รัฐบาลให้ความสนใจในการที่จะลดรายจ่ายและเพิ่มรายได้ หมายถึง การกระตุ้นอํานาจซื้อให้อยู่ในมือของประชาชนในภาวะที่เศรษฐกิจกําลังจะเติบโต เพราะว่า เรามีผลพวงจากการที่แก้ไขปัญหาน้ําท่วมเมื่อปลายปี ๒๕๕๔ และกําลังต่อเนื่องในปี ๒๕๕๕ ดังนั้นยุทธศาสตร์ดังกล่าวนั้นจึงสามารถตอบโจทย์ได้อย่างชัดเจนว่าเป็นเรื่องที่รัฐบาล ให้ความสนใจในการแก้ไขปัญหาในภาพรวม ท่านประธานที่เคารพครับ สิ่งสําคัญอย่างยิ่ง คือรัฐบาลได้ให้ความสนใจกับการเติบโตในเรื่องของการรองรับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน โดยจะเห็นได้ว่าเมื่อวันเสาร์ วันอาทิตย์ที่ผ่านมานั้นรัฐบาลได้ประชุม ครม. สัญจร ที่จังหวัดกาญจนบุรี โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นสิ่งที่มีความภาคภูมิใจที่ผมในฐานะที่ประธาน คณะกรรมาธิการการเงิน การคลัง การธนาคารและสถาบันการเงิน เราได้จุดประกายในเรื่อง ของการหาเงินเข้าประเทศ นโยบายที่ผมได้กราบเรียนท่านประธานที่เป็นนโยบายเร่งด่วน ของรัฐบาลใน ๑๖ ข้อ เป็นนโยบายที่พูดถึงเรื่องการใช้เงิน แต่เรื่องที่ผมขอสนับสนุนนั้น ก็คือเรื่องของการหาเงินเข้าประเทศ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่มีความสําคัญ ท่านประธานที่เคารพครับ นั่นก็คือรัฐบาลให้ความสนใจกับข้อเสนอของคณะกรรมาธิการการเงิน การคลัง การธนาคาร และสถาบันการเงิน นั่นก็คือในเรื่องของการเติบโตของเศรษฐกิจการค้าชายแดน วันนี้การที่ รัฐบาลได้จุดประกายและรองรับการเติบโต การเจริญเติบโตของประเทศเพื่อนบ้านไม่ว่าจะเป็น ประเทศพม่า ไม่ว่าจะเป็นประเทศลาว ไม่ว่าจะเป็นประเทศเวียดนาม ประเทศกัมพูชา และประเทศมาเลเซีย นี่คือการรองรับการเปิดเสรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในอีก ๓ ปีข้างหน้า การที่จะส่งเสริมให้ระบบขนส่ง ระบบโลจิสติกส์ในประเทศเพื่อให้เกิดการรองรับการเติบโต ในอีก ๓ ปีข้างหน้านั้นเป็นทิศทางที่มีความชัดเจน เพราะว่าอย่างน้อยในรายละเอียด ของงบประมาณนั้นจะมีเพื่อนสมาชิกได้พูดถึงว่าเราเตรียมการอย่างไร แต่ผมให้ความสนใจ ว่าในอีก ๓ ปีข้างหน้า อย่างน้อยการรองรับการเติบโตของอาเซียนที่จะเกิดขึ้นในอีก ๓ ปีนั้น เกิดขึ้นในรัฐบาลของ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์แน่นอน สิ่งที่รัฐบาลทําอะไรบ้างครับ ท่านประธานครับ ความสําคัญของอาเซียนไม่ได้อยู่ที่เศรษฐกิจแต่อยู่ในเรื่องของมิติต่าง ๆ มากมายไม่ว่าจะเป็นเรื่องของวัฒนธรรม สังคมอาเซียน ยังรวมถึงประชาคมความมั่นคงของ อาเซียน สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้คือการเปิดประเทศโดยเฉพาะเปิดพรมแดนที่อยู่รอบประเทศเรา เมื่อนั้นประเทศไทยจะเป็นเกทเวย์ (Gateway) ของภูมิภาค ในภูมิศาสตร์ ในแผนที่เราจะ เห็นได้ว่าประเทศไทยนั้นเราได้เปรียบมีศักยภาพในการแข่งขัน เราอยู่ศูนย์กลางของภูมิภาค เราอยู่ศูนย์กลางเชื่อมระหว่างอาเซียนเก่ากับอาเซียนใหม่ นั่นหมายความว่าถ้าไทยสามารถ เป็นเกทเวย์ในภูมิภาคนี้ นั่นหมายถึงการเคลื่อนย้ายทุน การเคลื่อนย้ายเครื่องจักร การเคลื่อนย้ายเทคโนโลยี ตลอดจนการเคลื่อนย้ายแรงงานนั้นจะเป็นไปโดยเสรี นี่คือ ช่องทางที่ประเทศเราจะเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากการเติบโตในอาเซียน ซึ่งอีก ๓ ปีข้างหน้าจะเกิดขึ้นท่านประธานครับ มองในเนื้อในที่รัฐบาลได้จัดงบประมาณ ปี ๒๕๕๖ เห็นอะไรบ้างครับ เห็นสัดส่วนของการจัดทํางบประมาณที่เน้นไปที่การให้ การศึกษา กระทรวงศึกษาธิการได้งบประมาณสูงสุด ซึ่งไม่เคยมีในประวัติศาสตร์ครับ แต่ก่อนนี้กระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย แต่ในปีงบประมาณ ๒๕๕๖ รัฐบาล ให้ความสําคัญที่กระทรวงศึกษาธิการ ได้รับงบประมาณรวมทั้งสิ้น ๔.๖ แสนล้านบาท ก็คือ ๔๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท นั่นหมายความว่าคือการเตรียมองคาพยพของประเทศ ในเรื่องของบุคลากร ในเรื่องของเทคโนโลยี ในเรื่องของการเตรียมความพร้อมในการรับ ในสิ่งที่จะเกิดขึ้นอีก ๓ ปีข้างหน้าของประชาคมอาเซียน สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ผมคิดว่า นี่คือคําตอบ และเป็นคําถามที่สามารถที่จะอธิบายต่อพี่น้องประชาชน เห็นได้ชัดว่า งบประมาณปี ๒๕๕๖ ที่รัฐบาลได้จัดสรรเป็นไปตามยุทธศาสตร์ที่ให้ความสําคัญหลัก ๆ ดังนี้ครับท่านประธานครับ ในยุทธศาสตร์การศึกษา คุณธรรมจริยธรรม คุณภาพชีวิตและ ความเท่าเทียมกันในสังคมนั้น ในสัดส่วนถึง ๖๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน ๒๖.๑ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณ

ยุทธศาสตร์ที่ ๒ คือยุทธศาสตร์การสร้างรากฐานการพัฒนาที่สมดุลสู่สังคม เป็นสัดส่วนถึง ๔๙๐,๐๐๐ ล้านบาท หรือประมาณร้อยละ ๒๐.๕ เปอร์เซ็นต์

ยุทธศาสตร์ที่ ๓ คือยุทธศาสตร์การบริหารจัดการบ้านเมืองที่ดี ในสัดส่วน ๓๓๐,๐๐๐ ล้านบาท หรือประมาณ ๑๓.๘ เปอร์เซ็นต์

ยุทธศาสตร์ที่ ๔ คือยุทธศาสตร์การสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ อย่างมีเสถียรภาพและยั่งยืน เป็นจํานวนถึง ๑๑๐,๐๐๐ ล้านบาท เป็นสัดส่วนของ งบประมาณ ๙.๕ เปอร์เซ็นต์ ในยุทธศาสตร์ ๔ ยุทธศาสตร์ที่ผมได้ยกตัวอย่างมานี้ เป็นทิศทางที่รัฐบาลได้ให้ความสําคัญของการจัดงบประมาณเพื่อรองรับการขยายตัว โดยเฉพาะมีตัวชี้วัดที่ชัดเจน นั่นก็คือการเติบโตของจีดีพีของประเทศ ผมได้กราบเรียน ท่านประธานตั้งแต่ตอนต้นว่าถึงแม้ว่าจะเป็นงบประมาณขาดดุล รวมแล้วกับพระราชกําหนด เงินกู้ที่รัฐบาลได้ออกไปแล้วมันสามารถตอบโจทย์ประเทศไทยได้ว่านี่คือทิศทางของการชี้วัด ในการขยายตัวทางเศรษฐกิจ เป็นตัวชี้วัดที่รัฐบาลได้ให้ความสําคัญกับนโยบายเร่งด่วน ที่ได้แถลงไว้ต่อสภา ในการสร้างอํานาจซื้อ สร้างกําลังซื้อ สร้างอุปสงค์ในประเทศให้เกิดขึ้น นี่คือทิศทางการเติบโตที่ผมคิดว่าได้จัดงบประมาณอย่างมีความเหมาะสมแล้ว จึงขอให้ การสนับสนุนงบประมาณรายจ่ายประจําปีของรัฐบาลในปี ๒๕๕๖ ดังเหตุผลที่ผมได้กราบเรียน ท่านประธานมาแล้วครับ ขอบคุณครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านศุภชัย ใจสมุทร

นายศุภชัย ใจสมุทร บัญชีรายชื่อ 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม ศุภชัย ใจสมุทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ท่านประธานครับ วันนี้เป็นวันที่รัฐบาลซึ่งมีหน้าที่ในการบริหารประเทศได้มาขอความเห็นชอบจากที่ประชุม ของผู้แทนของปวงชนชาวไทยในการที่จะนําเงินไปบริหาร เพื่อจะนําเงินซึ่งเก็บจากภาษีอากร ไปใช้เพื่อประโยชน์ของประชาชน พรรคภูมิใจไทยมีเวลาในการอภิปราย ๑๓๖ นาทีนะครับ ผมเองก็ได้รับโอกาสให้มีการอภิปรายในเวลา ๑๖ นาทีนะครับ แต่อย่างไรก็ตาม ก็เรียนท่านประธานว่า ถ้าไม่พอแล้วเราจะบริหารจัดการกันเอง ท่านอย่าเพิ่งตัดผม สิ่งที่อยากจะเรียนกับท่านประธาน ก็คือว่าวันนี้สมาชิกพรรคภูมิใจไทยหลายท่านก็คงจะมีการอภิปรายในหลายประเด็น ในสิ่งที่ เราได้พบได้เห็นในร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๖ เราได้พบว่างบประมาณในปีนี้มีการตัดงบประมาณของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ซึ่งเราก็สงสัยว่าเหตุใดถึงมีการตัดงบประมาณของ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทั้ง ๆ ที่เป็นงบประมาณที่ควรจะเข้าไปถึงในการช่วยเหลือ พี่น้องประชาชนเกษตรกรซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศหรือว่า แม้กระทั่งกระทรวง การท่องเที่ยวและกีฬา เราไม่คิดว่าการตัดมือตัดเท้าพรรคร่วมรัฐบาลตรงนี้แล้วจะทําให้ ผลกระทบต่อประชาชนคนส่วนใหญ่ของประเทศหรือไม่

เรื่องของบัตรทอง โครงการนโยบายของรัฐบาล เรื่องประกันสุขภาพถ้วนหน้า ซึ่งก็จะมีการพูดคุยกันว่าทําไมถึงไม่มีการเพิ่มงบประมาณเหมาจ่าย เรื่องการตั้งงบประมาณ เรื่องของแท็บเล็ต ซึ่งท่านตั้งงบประมาณไว้ประมาณ ๙,๐๐๐ ล้านบาท แต่ท่านไม่มีการตั้งเรื่อง งบเรื่องของสัญญาณวายฟาย (Wi-Fi) หรือว่าอินเทอร์เน็ตในโรงเรียน โรงเรียนทั้งประเทศ มีอยู่ ๗๐๐ แห่งเท่านั้นเองที่มีวายฟาย แต่มีโรงเรียนประมาณ ๓๐,๐๐๐ โรงเรียนที่ยังไม่มี แล้วทําไมท่านยังไม่ตั้ง รวมทั้งข้อสงสัยที่บอกว่างบการบริหารจัดการน้ํา ๔๓,๐๐๐ ล้านบาท ปีนี้ท่านก็ยังตั้งอยู่อีก และเป็นเรื่องของการขยายเขตชลประทานเสียจํานวนมากมาย ทั้ง ๆ ที่ ความจริงแล้วท่านเพิ่งมาขอจากสภาแห่งนี้ในการที่จะออก พ.ร.ก. กู้เงินไปตั้ง ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านบอกว่าการป้องกันและปราบปรามการทุจริตเป็นนโยบายหลักของรัฐบาล ท่านนายกรัฐมนตรี มีการไปประกาศที่ศูนย์ราชการวันก่อน แต่งบป้องกันและปราบปรามการทุจริต ท่านตั้งไว้ ๔๒๐ ล้านบาทเอง หรืองบปรองดอง ท่านบอกอยากปรองดองสมานฉันท์ ถ้ามีการชุมนุมกัน ก็มีการพูดเรื่องขอให้มีการปรองดองกัน แต่เอาเข้าจริง ๆ ท่านก็ไม่ได้ตั้งงบประมาณในการที่จะ ทําให้งานเกี่ยวกับเรื่องการปรองดองมันมีการบรรลุเป้าหมาย ท่านจะทําเรื่องสุนทรียสนทนา กันในทั่วประเทศกันอย่างไรโดยไม่มีเงินหรือแม้กระทั่งเมื่อท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ได้พูดไปเมื่อสักครู่นี้เรื่องของการดูแลปัญหาประชาชนจากเงินเฟ้อหรือราคาน้ํามันซึ่งท่านตั้ง งบประมาณไว้เพียงน้อยนิด สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้สมาชิกพรรคภูมิใจไทยก็จะมีการอภิปรายกัน ท่านประธานที่เคารพ รัฐบาลได้ตั้งเป้าในการจัดเก็บรายได้ในปีนี้สูงถึง ๒.๑ ล้านล้านบาท เรื่องนี้ พรรคภูมิใจไทยเราเป็นห่วงครับ ในการที่ท่านมองภาพรวมของการดําเนินนโยบายการเงิน ตามงบประมาณฉบับนี้เราจะพบว่าท่านมีการตั้งว่าจะมีการจัดเก็บรายได้สูงถึง ๒.๑ ล้านล้านบาท และท่านเป็นการดําเนินการนโยบายงบประมาณขาดดุล ซึ่งเราเองเราก็เป็นห่วงว่าจะมีการ สุ่มเสี่ยงเรื่องของการเพิ่มหนี้สาธารณะหรือไม่ ในส่วนเรื่องของการจัดเก็บเงินที่ท่าน บอกว่าจะมีการเก็บรายได้ประมาณการรายได้ไว้ ๒.๑ ล้านล้านบาท ท่านก็ได้มีการตอบไป เมื่อสักครู่นี้อะไรก็ตามนี้นะครับ จริง ๆ สิ่งที่พรรคภูมิใจไทยเราเป็นห่วงเราก็จะเห็นว่าวิธีคิด ของท่านก็คือว่าภายใต้การประมาณการไว้ในปี ๒๕๕๖ เศรษฐกิจไทยจะมีการขยายอัตรา ทางเศรษฐกิจที่ ๕.๕ ถึง ๖.๕ เปอร์เซ็นต์มีเงินเฟ้อ ๓.๕ หรือ ๓.๘ หรือ ๔ เปอร์เซ็นต์ ทั้ง ๆ ที่ความจริงแล้วต้องยอมรับว่าสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน สินค้าอุปโภคบริโภคมีการ ถีบตัวขึ้นอย่างมากมาย แต่รายได้ของประชาชนกลับไม่สูงขึ้น ประชาชนมีกําลังซื้อน้อยลง และรัฐบาลในใจได้อย่างไรครับว่าจะสามารถจัดเก็บรายได้ ๒.๑ ล้านล้านบาทดังที่ได้ระบุไว้ หรือท่านจะต้องมีมาตรการในการไปรีดเก็บภาษีจากพ่อค้าประชาชน นักธุรกิจ จะต้องถูกรีดกัน มากมายขนาดไหนครับ และตรงนี้ก็เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงว่าในที่สุดแล้วนี้จะทําให้ราคาแพงขึ้น หรือไม่ สิ่งที่อยากจะเรียนก็คือว่าความจริงที่มันต้องยอมรับก็คือปัจจุบันนี้ภาวะเศรษฐกิจโลกนี้ มันผันผวน ตั้งแต่ซับไพร์ม (Sub prime) ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ขยายมาจนถึงวิกฤติหนี้ ที่ประเทศกรีซจนขยายเป็นวิกฤติเศรษฐกิจในยุโรป ซึ่งมันมีย้อนผลกระทบในยุโรปทั้งยุโรป และแน่นอนมันต้องกระทบกับบ้านเรา นอกจากนี้ก็คือในประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียงของเรา มีการดึงดูดนักลงทุนมากกว่าประเทศเราไปมากมาย วันนี้คนที่ลงทุนบ้านเราก็ทําท่าจะขยับ ไปลงทุนที่อื่นซึ่งมันมีความพร้อมมากขึ้น เนื่องจากว่าปัญหาของบ้านเราไม่ว่าเรื่องน้ํา เรื่องความเชื่อมั่นในเรื่องของการแก้ปัญหาเรื่องของอุทกภัย เรื่องของค่าแรง ๓๐๐ บาท เงินเดือนปริญญาตรี ๑๕,๐๐๐ บาท สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ก็จะเป็นอุปสรรคในการที่จะทําให้ เขามาลงทุน รวมถึงวันนี้เราพูดเรื่องความขัดแย้งในประเทศก็ยังดํารงอยู่ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ มันล้วนแล้วแต่จะทําให้การตัดสินใจในการที่จะลงทุนในประเทศเพิ่มขึ้นหรือย้ายฐานการผลิต ไปที่อื่น มันเป็นปัจจัยสําคัญ สิ่งตรงนี้มันก็จะเป็นผลที่ทําให้ก่อให้เกิดความสงสัยล่ะครับว่า ในที่สุดแล้วท่านจะเก็บภาษี มีรายได้ ๒.๑ ล้านล้านบาทอย่างที่ท่านพูดหรือไม่

เรื่องของหนี้สาธารณะ เมื่อสักครู่ท่านสมาชิกท่านก็มีการอภิปรายสนับสนุน อยู่ว่ารัฐบาลคงทําได้ในเรื่องของสิ่งต่าง ๆ ตรงนี้ แต่สิ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนต่อท่านประธาน ก็คือว่าเรื่องการเพิ่มหนี้สาธารณะ พรรคภูมิใจไทยเราเห็นว่ามันเป็นความสุ่มเสี่ยงที่น่าเป็นห่วง ในปีนี้ท่านจัดงบประมาณเป็นงบประมาณขาดดุล โดยการเพิ่มสัดส่วนรายจ่าย ทั้งในส่วนของ การลงทุนและรายจ่ายประจํา ซึ่งเราเห็นว่าเป็นเรื่องความสุ่มเสี่ยงต่อการเพิ่มหนี้สาธารณะครับ วงเงินงบประมาณปี ๒๕๕๖ มีจํานวน ๒,๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ ๑๙.๑ ของจีดีพี ในขณะที่รัฐบาลประมาณการรายได้อย่างที่ผมเรียนไปเมื่อสักครู่ก็คือ ๒,๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ ๑๖.๗ ของจีดีพีก็จะทําให้ จําเป็นต้องกําหนดวงเงินผู้กู้เพื่อชดเชยการขาดดุล งบประมาณไว้ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ ๒.๔ ของจีดีพี การขาดดุลงบประมาณ ดังกล่าวเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง เนื่องจากภาวะหนี้ในปัจจุบันเราต้องยอมรับว่ามีมูลค่าสูง อยู่แล้ว ผลการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๑๓ มีนาคม ๒๕๕๕ แสดงให้เห็นชัดเจนครับ ท่านประธานครับว่าการปรับขึ้นเพดานก่อหนี้เมื่อ ครม. มีมติปรับเพิ่มวงเงินการก่อหนี้ของ กระทรวงการคลัง ปี ๒๕๕๕ ใหม่ เพิ่มขึ้นจาก ๔๔๗,๐๐๐ ล้านบาท เป็น ๑,๑๘๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งตรงนี้ก็มีการแบ่งเป็นการกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ การกู้ตาม พ.ร.บ. เรื่องจัดการน้ํา เรื่องของ พ.ร.ก. กองทุนประกันภัยพิบัติ การค้ําประกันวงเงินกู้ให้กับรัฐวิสาหกิจ ซึ่งตรงนี้เราจะเห็นว่าเมื่อรวมกันแล้วจะทําให้เพดานหนี้พุ่งสูงเป็นประวัติศาสตร์ เมื่อสักครู่ ท่านสมาชิกได้มีการพูดถึงว่าตัวเลขมันยังไม่ถึงมากมาย แต่อยากจะบอกว่าเมื่อรวมกันแล้ว มัน ๕๐.๔ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี แล้วมีภาระหนี้ต่องบประมาณอยู่ที่ ๗.๖ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเราเห็นว่ามาก ท่านเคยว่ากล่าวว่ารัฐบาลอื่นมีการกู้ ดีแต่กู้ ผมก็ยังเป็นห่วงว่าวันนี้ท่านเอง ท่านก็กู้มากเกินไปหรือเปล่าครับ แล้วท่านจะบริหารจัดการตรงนี้ได้อย่างไร เรื่องนี้เป็นเรื่อง ที่พรรคภูมิใจไทยเราเป็นห่วง

สิ่งที่อยากจะขอเรียนในเรื่องประเด็นต่อมา ซึ่งท่านสมาชิกของพรรคภูมิใจไทย ก็คงจะมีการอภิปรายด้วย แต่อยากจะเรียนต่อท่านประธานด้วยความรู้สึกเป็นห่วงต่อพี่น้อง ประชาชน อย่างที่ผมเกริ่นไปเมื่อสักครู่

อีกเรื่องหนึ่งที่อยากจะอภิปรายก็คือพรรคภูมิใจไทยเห็นว่าการจัดสรร งบประมาณฉบับนี้ไม่ได้มีความจริงใจในการดําเนินงานตามนโยบายของรัฐบาลที่ประกาศไว้ โดยเฉพาะเรื่องของการให้บริการสาธารณสุข ในงบประมาณปี ๒๕๕๖ ครม. เห็นชอบ ตั้งงบเหมาจ่ายรายหัวในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือที่ท่านนายกรัฐมนตรี เรียกว่า ๓๐ บาทรักษาทุกโรค อยู่ที่ ๒,๙๓๙.๗๓ บาทต่อคน โดยถูกปรับลดจากที่เสนอ ของบมา ๔.๙ เปอร์เซ็นต์ แล้วมีการลดงบส่งเสริมป้องกันโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูงอีก ๖.๓ เปอร์เซ็นต์ เป็นประวัติการณ์ เป็นครั้งแรกในรอบ ๑๐ ปี ซึ่งเรื่องนี้ข่าวคราวที่ปรากฏ ก็คือชมรมแพทย์ชนบทได้ออกมาเตือนว่าการอนุมัติงบเหมาจ่ายรายหัวปี ๒๕๕๖ ลดลง ประมาณ ๕ เปอร์เซ็นต์ตรงนี้ จะทําให้เกิดผลกระทบต่อฐานะการเงิน และการให้บริการ ของหน่วยบริการ เพราะมีค่าใช้จ่ายจากเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้น ผมได้ฟังผู้ที่เกี่ยวข้องได้มีการให้ สัมภาษณ์ว่าจะมีการบริหารเรื่องการจัดการเรื่องของการใช้ยา บางคนพูดเลยเถิดไปจนถึง ขนาดว่าจะส่งเสริมให้มีการใช้ยาแพทย์แผนไทย ผมก็เป็นห่วงว่าถ้าเป็นอย่างนี้ต่อไป แพทย์แผนปัจจุบันท่านจะสั่งจ่ายยาแก้ไข้เป็นฟ้าทะลายโจรเมื่อไรผมว่าประเทศไทยก็วุ่นวาย เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็เลยอยากจะถามว่านโยบายนี้ท่านก็เคยพูดว่าเป็นนโยบายเริ่มต้น ที่ท่านได้ทํามาตั้งแต่สมัยรัฐบาลเก่า ๆ ของท่าน ท่านควรจะต้องทําให้มันดี และผมก็ไม่เข้าใจ ว่าทําไมท่านไปตัดงบตรงนี้ ไม่ยอมให้มีการเพิ่มขึ้น ซึ่งสิ่งที่น่าแปลกใจก็คือในขณะที่ท่านตัด ไม่มีการให้เพิ่มตรงนี้ท่านกลับให้งบประมาณกระทรวงกลาโหมเพิ่มไป ทุกกองทัพเลยครับ ทุกกองทัพ ทุกหน่วยเลย แน่นอนครับ ท่านอาจจะมีความจําเป็นในเรื่องของความมั่นคง แต่ผมก็ไม่เข้าใจในขณะที่ท่านให้กองทัพไปปีที่แล้ว จํานวนประมาณ ๓๒,๐๐๐ ล้านบาทได้ แต่ท่านกลับไม่ให้งบตรงนี้ ซึ่งเป็นงบให้กับพี่น้องประชาชนคนรากหญ้า คนทุกคน ตรงนี้ มันก็ก่อให้เกิดมีปัญหา เพราะว่าในที่สุดแล้วกองทุนในเรื่องของการดูแล เรื่องข้าราชการก็ดี เรื่องของพนักงานเอกชนกลับไม่ได้รับการดูแลสวัสดิการที่เท่าเทียม ทั้ง ๆ ที่ท่านบอกว่า คนไทยทุกคนจะได้รับการดูแลในเรื่องของหลักประกันเรื่องสุขภาพมันจะต้องเท่าเทียมกัน นี่คือปัญหาที่ท่านจะต้องไปดําเนินการ

เรื่องต่อมา ไม่พูดไม่ได้ครับ เมื่อสักครู่เพื่อนสมาชิกมีการพูดเรื่องของการ ที่ประเทศไทยได้มีความพร้อมในการที่จะเข้าไปในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี (AEC) ซึ่งวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๕๘ แต่ความเป็นจริงแล้วท่านประธานที่เคารพ ผมได้เปิดเข้าไป ดูในร่างงบประมาณ มันไม่มีงบประมาณอะไรที่ตั้งไว้เลยว่ารัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณไว้ สําหรับในการเตรียมความพร้อมในการเปิดรับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี อย่างที่ว่าเลย แน่นอนจะมีการเคลื่อนย้ายแรงงานที่มีฝีมืออย่างเสรีในกลุ่มประเทศอาเซียน ด้วยกัน ซึ่งมันจะมีผลกระทบทั้งบวกทั้งลบ ในบวกก็ว่ากันไป แต่ในแง่ลบเราจะมีมาตรการ อย่างไรล่ะครับ เมื่อเขาจะจู่โจม มีอาชีพ ๖ สาขาอาชีพ ซึ่งต่างประเทศเพื่อนในอาเซียน ด้วยกันก็สามารถที่มาทํางานในบ้านเรา ไม่ว่าจะเป็นทันตแพทย์ แพทย์ พยาบาล นักบัญชี วิศวกร สถาปนิก ปรากฏว่าวันนี้แพทย์หรือกลุ่มอาชีพเหล่านี้ยังไม่เห็นประโยชน์ของการ เปิดเสรีอาเซียนหรือเขตเศรษฐกิจตรงนี้เลย มันจะมีผลกระทบในการที่จะทําให้ต่างชาติเข้ามา รุกเข้ามา ต่อไปบ้านเราจะมีทันตแพทย์ซึ่งมีการโอนสัญชาติไปอยู่เป็นสิงคโปร์แล้ว จากยุโรป อะไรต่าง ๆ ก็จะมาเป็นหมอฟันอยู่ในบ้านเรา จะมีพยาบาลจากฟิลิปปินส์เข้ามา คําถามก็คือ หลายสิ่งหลายอย่างที่ท่านจะต้องเตรียมพร้อม ท่านไม่ได้เตรียมเลยครับ ท่านไม่ได้มีการ ตั้งงบประมาณไว้เลยครับ ทั้ง ๆ ที่ว่าปี ๒๕๕๖ พอปี ๒๕๕๗ พอวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๕๘ ตูมมันก็มาแล้ว คําถามว่าวันนี้ไม่มีการเตรียมงบประมาณไว้ แล้วจะทําอย่างไร สิ่งที่ท่านต้อง เตรียมต่อก็คือ วันนี้ท่านได้ศึกษาหรือว่ายังว่ากรีซกําลังจะล่มสลายแล้วจะทําให้อียู (EU) ล่มสลายไปด้วย วันหนึ่งท่านคิดกันเป็นการบ้านหรือยังว่าไทยซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ เมื่อมีขนาดเศรษฐกิจเล็กอย่างประเทศใกล้เคียงบ้านเรา อย่างเขมรก็ดี ลาวก็ดี ถ้าเขาเกิด เป็นเหมือนกรีซแล้วประเทศไทยรองรับเตรียมอะไรไว้บ้างหรือยัง วันนี้ท่านต้องมีวิสัยทัศน์ เมื่อสักครู่เพื่อนสมาชิกบอกว่าอาเซียนเออีซีจะเป็นเกทเวย์อันยิ่งใหญ่สําหรับประเทศไทย ที่ไปเป็นอาเซียน แต่ท่านต้องเตรียมเผื่อด้วยครับ ท่านต้องมีวิสัยทัศน์ในทุก ๆ เรื่อง

เรื่องสุดท้ายครับ ก็คงจะต้องขออนุญาตเรียนในเวลาอันสั้นตรงนี้ว่าทุก ๆ ปี สิ่งที่เราเป็นห่วงก็คือเรื่องของความโปร่งใส เรื่องของการใช้จ่ายงบประมาณที่โปร่งใสและ มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอย่างเรื่องงบกลาง ปีที่แล้วพรรคภูมิใจไทยก็มีการได้เรียน ต่อทางรัฐบาลว่าเราอยากจะขอให้ท่านได้มีการทําทุกเรื่องให้โปร่งใส รัฐบาลควรกําหนด กลไกในการใช้จ่ายงบประมาณที่โปร่งใสและมีประสิทธิภาพ รัฐบาลต้องให้ความใส่ใจ ในการแก้ไขปัญหาเรื่องของประสิทธิภาพและการใช้จ่ายงบประมาณ อย่างงบน้ําท่วม ๑.๒ แสนล้านบาท ในปี ๒๕๕๕ ได้บอกว่ามีความจําเป็นเร่งด่วนต้องจัดเป็นงบกลาง แต่ถึงตอนนี้เพิ่งใช้ไปแค่ ๕.๔ หมื่นล้านบาทเท่านั้นเอง ยังไม่ถึงครึ่ง หรือ พ.ร.ก. เงินกู้ ๓.๕ แสนล้านบาท ครม. เพิ่งอนุมัติใช้งบไปตอนนี้เท่าไรครับ ๒.๖ หมื่นล้านบาทเอง แสดงว่า การใช้งบประมาณจนถึงวันนี้มีปัญหา ดังนั้นถ้างบปี ๒๕๕๖ มาถึง ถ้ายังไม่มีประสิทธิภาพ ในการใช้งบประมาณก็จะกระทบต่อการพัฒนาประเทศอย่างแน่นอน นั่นคือเรื่องของ ประสิทธิภาพ สิ่งที่เป็นห่วงก็คือเรื่องความโปร่งใสครับท่านประธาน การใช้งบประมาณมีการ ทักท้วงการใช้งบประมาณตาม พ.ร.ก. เงินกู้ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ว่าเกิดความไม่โปร่งใสกัน อย่างมากมาย โดยเฉพาะโครงการเร่งด่วนที่จะต้องดําเนินการภายในเดือนมิถุนายน ๒๕๕๕ จํานวน ๒๔๖ โครงการ วงเงินกว่า ๒๔,๐๐๐ ล้านบาท เนื่องจากว่าข้อเท็จจริงพบว่า หน่วยงานหลักที่เกี่ยวข้องมิได้มีการเสนอรายละเอียดความพร้อมของโครงการมาให้ ครม. อนุมัติ บางโครงการเขาบอกว่ามีเพียงแผ่นกระดาษแค่ ๑-๒ หน้า แต่ขออนุมัติวงเงิน หลายร้อยล้านบาท ซึ่งเรื่องนี้การดําเนินการอย่างไม่ถูกต้องจะเป็นบรรทัดฐานให้กับโครงการ ที่ใช้เงินกู้ต่อไปในอนาคตด้วย

ท่านประธานครับ ด้วยเวลาอันสั้นนี้ก็คงอยากจะบอกว่าโดยภาพรวม เราเอง เราอยากจะให้ท่านได้นําเงินทุกบาททุกสตางค์ที่เป็นเงินของพี่น้องประชาชนไปใช้ประโยชน์ อย่างแท้จริง แต่ด้วยความเป็นห่วงว่าถ้าท่านมุ่งเน้นแต่เรื่องของการที่จะของบประมาณไป และไม่ได้ใช้เงินด้วยความโปร่งใสและมีประสิทธิภาพ ตลอดจนการไม่ได้คํานึงถึงเรื่อง ผลกระทบจากเรื่องของหนี้สาธารณะก็ดีหรือเรื่องของการที่ท่านไม่มีเงินเพียงพอแล้วจะต้อง ไปรีดเอามา ก็จะทําให้พี่น้องประชาชนได้รับผลกระทบโดยรวม พรรคภูมิใจไทยเราก็เป็นห่วง เรื่องนี้ครับ ขอบพระคุณครับท่านประธานครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญท่านจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ครับ

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ เชียงใหม่ 🔗

ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ จากพรรคเพื่อไทย ต้องกราบขอบพระคุณ ในโอกาสที่จะได้อภิปรายในงบประมาณประจําปี ๒๕๕๖ ผมต้องกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ ด้วยงบประมาณประจําปี ๒๕๕๖ ที่นําเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรโดยคณะรัฐมนตรีของ ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร นั้น แบ่งออกเป็น ๙ ยุทธศาสตร์หลัก ๆ ยุทธศาสตร์ การสร้างรากฐานการพัฒนาที่สมดุลสู่สังคม ยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งรัฐ ยุทธศาสตร์ การสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างมีเสถียรภาพและยั่งยืน ยุทธศาสตร์การศึกษา คุณธรรมจริยธรรม คุณภาพชีวิตและความเท่าเทียมกันในสังคม ยุทธศาสตร์การจัดการ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ยุทธศาสตร์การพัฒนาวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี การวิจัย และนวัตกรรม ยุทธศาสตร์การต่างประเทศและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ยุทธศาสตร์ การบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี เมื่อดูในรายละเอียดแล้วจะต้องกราบเรียนท่านประธานว่า เป็นการตั้งงบประมาณที่มีความครอบคลุมในทุกมิติเพื่อการพัฒนาสังคม พัฒนาคุณภาพชีวิต ให้กับพี่น้องประชาชน กระผมนั้นได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ครั้งนี้เป็นครั้งที่ ๓ เมื่อการเลือกตั้งที่ผ่านมาก็หาเสียงพร้อมกันกับพรรคเพื่อไทยกับท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้รับความไว้วางใจจากพี่น้องประชาชนเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จนพรรคเพื่อไทย ได้เป็นรัฐบาล ก็เพราะนโยบายที่เราได้มอบให้กับพี่น้องประชาชน ไม่ว่าจะเป็นนโยบาย เกี่ยวกับการพักหนี้การปรับค่าแรง ๓๐๐ บาท เงินเดือนปริญญาตรี ๑๕,๐๐๐ บาท เบี้ยผู้สูงอายุ แบบขั้นบันได รถคันแรก บ้านหลังแรก ปรับเพิ่มกองทุนหมู่บ้าน การตั้งกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี การกลับมาของเอสเอ็มแอล กองทุนตั้งตัวได้ โอทอป (OTOP) การพัฒนาระบบประกันสุขภาพ ถ้วนหน้า คอมพิวเตอร์แท็บเล็ตและอีกหลายนโยบาย การพิจารณางบประมาณรายจ่าย ประจําปี ๒๕๕๖ ในครั้งนี้จึงมีความสําคัญมากสําหรับกระผม ในฐานะที่เป็นหนึ่งในบุคคล ที่ไปให้คํามั่นกับพี่น้องประชาชนในนโยบายที่ได้หาเสียงไว้ และสําคัญยิ่งกว่ากับพี่น้อง ประชาชนที่จะเป็นผู้ได้รับประโยชน์จากนโยบายเหล่านั้นอย่างแท้จริง งบประมาณ ปี ๒๕๕๖ ครั้งนี้จึงเป็นงบประมาณที่สําคัญอย่างยิ่งยวดครับ เพราะจะเป็นเครื่องมือ เป็นกลไกอันสําคัญ ที่จะให้รัฐบาลสามารถนํานโยบายที่ได้มอบให้ไว้กับสังคมไปสู่การปฏิบัติใช้จริง จากสิ่งที่เรียกว่า โพลีซี (Policy) ไปสู่สิ่งที่เรียกว่าการอิมพลีเมนเทชัน (Implementation) หรือการปฏิบัติใช้ ปรับใช้นั้น ผมต้องกราบเรียนว่าการอภิปรายใน ๓ วันข้างหน้านี้ รวมวันนี้ด้วย เพื่อนสมาชิก ทุกคนต้องให้ความใส่ใจและตั้งใจฟัง ผมเองได้รับมอบหมายจากพรรคเพื่อไทยให้อภิปราย ในภาพรวมของงบประมาณในปีปัจจุบันครับ ผมคงไม่ลงในรายละเอียดของนโยบายเร่งด่วน นโยบายที่เป็นแฟลชชิฟ (Flagship) ของรัฐบาลแต่ละตัว แต่จะมีเพื่อนสมาชิกจากพรรคเพื่อไทย อีกหลายท่านได้ขึ้นมาอภิปรายแล้วก็ลงในรายละเอียดเพื่อให้ความเข้าใจ แล้วก็นําเสนอต่อ สภาผู้แทนราษฎร แต่ผมอยากจะเชิญชวนให้พี่น้องประชาชนทางบ้านได้รับฟังการอภิปราย ทั้ง ๓ วันอย่างดี เพราะจะเป็นสิ่งซึ่งกระทบกับความเป็นอยู่กับการพัฒนาในคุณภาพชีวิต ในนโยบายที่จะลงไปกระทบกับท่านอย่างโดยตรงที่สุด เพื่อนสมาชิกพรรคเพื่อไทยก็คง อภิปราย ฝากฝั่งฝ่ายค้านแน่นอนก็คงจะหยิบยกในนโยบายต่าง ๆ ในงบประมาณ ในเม็ดเงิน ต่าง ๆ ที่รัฐบาลตั้งขึ้นมาพูดในสภา ซึ่งแน่นอนครับอาจจะมีมุมมองที่แตกต่าง อาจจะมี ข้อคิดเห็นที่ต่างกันบ้าง นั่นเป็นเรื่องความสวยงามของประชาธิปไตย ผมอยากจะให้รัฐบาล รับฟังในข้อคิดเห็น ในข้อเสนอแนะทุกข้อทุกประเด็น แต่สิ่งหนึ่งซึ่งผมสามารถยืนยันได้ ไม่ว่าใครจะเป็นคนอภิปราย นั่นก็คือรัฐบาลของท่านยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ทําแล้ว ทําได้และ ทําจริง ๆ ในนโยบายที่ได้มอบให้กับพี่น้องประชาชนผ่านทางงบประมาณประจําปี ๒๕๕๖ นี้

ในส่วนการอภิปรายของผมนั้นผมจะลงเป็นเรื่องของรายจ่ายและรายรับ เป็นหลัก เพราะเป็นเรื่องของงบประมาณครับ รายจ่ายแน่นอนครับในงบประมาณประจําปีนี้ ตั้งไว้ ๒.๔ ล้านล้านบาท ผมต้องชื่นชมรัฐบาลก่อนเป็นประการแรก เพราะรัฐบาลพยายาม ที่จะทํางบประมาณที่เข้าสู่ความเป็นงบประมาณที่มีความสมดุล สมดุลหมายความว่า ไม่ต้องขาดดุล ไม่ต้องกู้มาเพิ่ม ปีนี้ขาดดุลลดลงเหลือ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมกราบเรียน ท่านประธานด้วยความเคารพ ตั้งแต่ปี ๒๕๕๒ เป็นต้นมาประเทศไทยตั้งงบประมาณขาดดุล โดยเฉลี่ยประมาณ ปีละ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาททุกปีครับ ต่อเนื่องมา ๔-๕ ปี มาปีนี้ลดลงมา เหลือ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งเป็นทิศทางที่ดี กระผมได้รับฟังจากท่านรองนายกรัฐมนตรี กิตติรัตน์ ณ ระนอง ผ่านการชี้แจงในเวทีต่าง ๆ ว่าท่านมีวิสัยทัศน์ในการที่จะนําพางบประมาณ ของประเทศไปสู่ความสมดุลในที่สุด ตรงนี้เป็นจุดที่ยอดเยี่ยมมาก ที่ผมต้องชมเป็นพิเศษ ก็เพราะว่าอะไรครับ งบประมาณปีนี้มันมีสัดส่วนที่ทําให้รัฐบาลสามารถเอางบประมาณมา บริหารจัดการเพิ่มขึ้นอีกหลายส่วน ไม่ว่าจะเป็นการโอนหนี้เอฟไอดีเอฟ (FIDF) หรือกองทุน เพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินไปให้ธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นผู้บริหารจัดการ ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มขึ้นของการจัดเก็บงบประมาณประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ไม่ว่า จะเป็นการที่ไม่ต้องตั้งงบประมาณชดเชยเงินคงคลังเพราะรัฐบาลบริหารจัดการงบประมาณ ที่ผ่านมาด้วยวินัยทางการเงินการคลังอย่างดีเยี่ยม จนกระทั่งปีนี้ไม่จําเป็นต้องตั้งการชดเชย เงินคงคลัง ผมกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับ ปีนี้ถ้ารัฐบาลจัดตั้งงบประมาณการจ่าย เพิ่มขึ้นสัก ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ๑๕๐,๐๐๐ ล้านบาท สังคมไม่มีใครสามารถท้วงติงได้ครับ เพราะทุกคนทราบดีถึงภาวะน้ําท่วมเมื่อปลายปี ๒๕๕๔ ปัจจุบันเริ่มมีปัญหาภาวะฝนแล้ง พอสมควร การฟื้นฟูเศรษฐกิจจากปัญหาต่าง ๆ เหล่านั้นเป็นสิ่งสําคัญ ต้องใช้เงินงบประมาณ ที่ขยายตัวขึ้น จะไม่มีใครท้วงติงเด็ดขาดถ้ารัฐบาลตั้งงบประมาณรายจ่ายเพิ่มสูงกว่าเดิม ๑๐๐,๐๐๐-๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เป็นเรื่องธรรมดา แต่รัฐบาลของท่านยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เลือกที่จะขยายการใช้จ่ายจากปีก่อนเพียงแค่ ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท หรือว่าเพิ่มเพียงแค่ ๐.๘ เปอร์เซ็นต์ นี่คือสิ่งที่ต้องชื่นชม เพราะท่านทราบดีว่าทุกบาทที่ขาดดุลเพิ่มขึ้นนั้น หมายถึงภาระของหนี้สาธารณะที่จะตกกับพี่น้องประชาชน ตกกับรัฐบาลในอนาคตข้างหน้า จึงต้องใช้จ่ายอย่างประหยัด อย่างพอเหมาะ แต่จําเป็น เพื่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ อย่างมีเสถียรภาพเท่านั้น อันนี้เป็นสิ่งต้องชื่นชม มาดูโครงสร้างของงบประมาณปี ๒๕๕๖ นั้น ผมต้องกราบเรียนว่ามีตัวเลขที่น่าสนใจบางประการ นั่นก็คือสัดส่วนต่องบประมาณของงบลงทุน และงบรายจ่ายประจํา ทั้ง ๒ ตัวเพิ่มขึ้นครับ งบลงทุนเพิ่มขึ้นมาจาก ๑๘.๔ เปอร์เซ็นต์ เป็น ๑๘.๗ เปอร์เซ็นต์ ส่วนงบรายจ่ายประจํา เป็นที่น่าเสียดายว่าเพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน จาก ๗๗.๔ เปอร์เซ็นต์ เป็น ๗๙.๒ เปอร์เซ็นต์ แต่รับได้ในเหตุผลครับ เพราะสาเหตุของการ ที่งบรายจ่ายประจําเพิ่มขึ้นนั้นมาจากการปรับฐานเงินเดือนเป็น ๑๕,๐๐๐ บาท ของภาคราชการ อันนี้เป็นสิ่งซึ่งรับได้ แต่ผมอยากจะฝากประเด็นไปยังรัฐบาลว่าท่านจะต้องไปดูให้ละเอียด และวางแนวทางในระยะยาวเพื่อที่จะปรับลดสัดส่วนทั้ง ๒ ตัวนี้ โดยเพิ่มสัดส่วนของงบลงทุน และลดสัดส่วนของงบรายจ่ายประจํา เพราะงบลงทุนนั้นจะเป็นประโยชน์ จะเป็นสาธารณูปโภค ต่าง ๆ จะเป็นนโยบายที่ลงไปยังพี่น้องประชาชนและเกิดประโยชน์อย่างยิ่งยวด ก็อยากจะให้ เพิ่มงบลงทุนในอนาคตให้เพิ่มมากขึ้นกว่านี้ ในส่วนของรายจ่ายรับได้ ในส่วนของรายรับ เช่นเดียวกันครับ หลายคนเป็นห่วง เมื่อสักครู่ก็มีการอภิปรายเป็นห่วงถึงรายรับว่าในที่สุด รัฐบาลจะสามารถจัดเก็บเงินรายรับผ่านทางรูปแบบของภาษีอากร ผ่านทางรูปแบบของ รายรับต่าง ๆ ได้ถึง ๒.๑ ล้านล้านบาทจริงหรือไม่ ผมต้องกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับ ประเด็นที่หลายคนในสังคมเขาสงสัยก็คือเรื่องของการที่รัฐบาลมีนโยบายในการลดภาษีเงินได้ นิติบุคคล จาก ๓๐ เปอร์เซ็นต์เป็น ๒๓ เปอร์เซ็นต์ และในปีถัดไปเหลือ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ผมต้อง กราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับ ต้องชี้แจงทําความเข้าใจว่าเงินได้ของรัฐในรูปของ ภาษีนิติบุคคล จริง ๆ เป็นเพียงแค่ประมาณ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ของรายได้ของรัฐ นั่นคือตกปีละ ประมาณ ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ไม่ใช่ทั้งหมด

๒. การที่รัฐบาลลดภาษีเงินได้นิติบุคคลนั้นจะเป็นแรงจูงใจอันสําคัญ อย่างยิ่งยวดที่จะดึงเอาพี่น้องประชาชนในภาคธุรกิจที่ในอดีตอาจจะเคยอยู่นอกระบบฐานภาษี หลบเลี่ยงภาษีในรูปแบบต่าง ๆ เข้ามาสู่ระบบให้มากขึ้น

และ ๓. ประเด็นที่สําคัญก็คือการลดภาษีเงินได้นิติบุคคลนั้นจะทําให้ประเทศไทย เพิ่มศักยภาพในการแข่งขันกับประเทศต่าง ๆ ในโลก และที่สําคัญกับประเทศในภูมิภาค เดียวกัน ผมจะยกตัวเลขมาให้ท่านประธานดูนะครับ ภาษีเงินได้นิติบุคคลของไทยถ้าปรับลดลง เหลือ ๒๓ เปอร์เซ็นต์ เปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน ประเทศลาวเขาอยู่ที่ ๓๕ เปอร์เซ็นต์ ประเทศพม่าอยู่ที่ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ประเทศเวียดนาม ประเทศมาเลเซีย และประเทศอินโดนีเซีย อยู่ที่ ๒๕ เปอร์เซ็นต์ เราจะเป็นประเทศที่อยู่ในระดับที่มีภาษีเงินได้นิติบุคคลต่ํากว่าเขา จะดึงดูดนักลงทุนต่างชาติและนักลงทุนในประเทศให้สนับสนุนให้เกิดการจ้างงาน การลงทุน ภายในประเทศ ในที่สุดเมื่อมีการลงทุน มีการพัฒนาทางเศรษฐกิจ เศรษฐกิจดีขึ้นฐานภาษี ในส่วนนี้ก็จะขยายตัว และผมมีความเชื่อมั่นว่าในที่สุดแล้วรัฐบาลจะสามารถจัดเก็บเงินภาษี จากส่วนของนิติบุคคลนี้ได้มากกว่าเก่าด้วยซ้ํา ผมต้องกราบเรียนด้วยความเคารพว่าในรอบ ๑๐ ปีที่ผ่านมานะครับ มีเพียงปีเดียวกระมังที่รัฐบาลจัดเก็บภาษีได้ไม่ตรงเป้า หมายความว่า ได้ต่ํากว่าที่ได้ประมาณการเอาไว้ ซึ่งปีนั้นสาเหตุหลักมาจากต่างประเทศครับ เป็นวิกฤติเศรษฐกิจ แฮมเบอร์เกอร์ (Hamburger) ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ปี ๒๕๕๒ ช่วงนั้น นอกนั้นรัฐบาล สามารถจัดเก็บได้เกินกว่าเป้า บางปีได้เกินเป็นแสนล้านบาท จนต้องมาตั้งงบประมาณกลางปี เพราะฉะนั้นผมให้ความมั่นใจได้ว่าการจัดเก็บของรัฐบาลคงจะไม่มีปัญหา ในส่วนการจัดเก็บ ที่น่าสนใจกับเป็นอีก ๒ ประเด็นที่ผมอยากจะฝากผ่านไปยังรัฐบาล

ประเด็นแรกนั้น ผมกราบเรียนอย่างนี้ครับ เขาเรียกว่าการจัดเก็บในส่วนของ ภาษีการขายเฉพาะ ภาษีการขายเฉพาะ เช่น ภาษีน้ํามัน ภาคหลวงแร่ ก๊าซ ทรัพยากรธรรมชาติ ต่าง ๆ ทําไมผมถึงบอกว่าน่าสนใจในตัวนี้ ปีนี้กะว่าจะจัดเก็บได้ประมาณ ๔๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ในส่วนของภาคหลวงน้ํามันและก๊าซธรรมชาติ แต่บริษัทเอกชนเองมีอยู่ไม่กี่เจ้าในประเทศไทย ประกาศผลประกอบการออกมากําไรเป็นหมื่น ๆ ล้านบาท บางเจ้าเป็นแสนล้านบาท และทรัพยากรธรรมชาติเหล่านี้ที่คนไทยทุกคนเป็นเจ้าของเท่าเทียมกันหมดนี่ ผลประโยชน์ ที่ตกกับภาครัฐมีแค่ ๔๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ผมถามว่ามันคุ้มค่าหรือไม่ เราต้องมีการพิจารณา ในส่วนของอัตราที่เราจัดเก็บหรือเปล่า เพื่อที่จะให้ผลประโยชน์ที่ตกกับพี่น้องประชาชน มันคุ้มกว่าที่เป็นอยู่ บางตัวหนักกว่านั้น ค่าภาคหลวงในส่วนของแร่ ในส่วนของทรัพยากรอื่น เช่นป่าไม้เก็บได้รวมกันประมาณ ๑,๒๐๐ ล้านบาทเท่านั้นครับ มูลค่าในภาคเอกชนที่เขาเอา ไปทํากําไรกันนี่มันมหาศาล แต่ทําไมรัฐบาลเราถึงเก็บภาษีในส่วนนี้ได้เพียงแค่ ๑,๐๐๐ กว่าล้านบาท ไม่ใช่โทษว่ารัฐบาลปัจจุบัน เพราะเป็นมาตลอด อาจจะเป็นสิ่งหนึ่งที่ในที่สุดแล้วฝ่ายจัดเก็บ จะต้องไปพิจารณาในการปรับเปลี่ยนเพื่อให้มันเกิดความสมดุลมากขึ้น

อีกส่วนหนึ่งที่น่าสนใจ นั่นก็คือการจัดเก็บในปีนี้ ตัวเลขการจัดเก็บภาษี ๒.๑ ล้านล้านบาท การจัดเก็บทั้งหมด ๒.๑ ล้านล้านบาท เทียบกับสัดส่วนของจีดีพี เป็น ๑๖.๗ เปอร์เซ็นต์ สัดส่วนของจีดีพีกับการจัดเก็บรายได้ของภาครัฐมันจะต้องแปรผัน ตามกัน หมายความว่าจีดีพีขยายตัว การจัดเก็บก็ต้องขยายตัวตามไปด้วย จีดีพีมันหดตัว หรือทรงตัวการจัดเก็บอาจจะไม่สามารถขยายตัวได้ นี่คือสภาพปกติตามหลักเศรษฐศาสตร์ แต่วันนี้ต้องกราบเรียนด้วยความเคารพ รัฐบาลในอดีตสมัยพรรคไทยรักไทยเป็นรัฐบาล ตั้งแต่ปี ๒๕๔๔ ปี ๒๕๔๔ รัฐบาลจัดเก็บอัตราส่วนในส่วนของจีดีพีต่อการจัดเก็บรายได้ เป็น ๑๕.๑ เปอร์เซ็นต์ จนกระทั่งมาปี ๒๕๔๘ เป็น ๑๗.๗ มีแนวโน้มที่ดีขึ้นจากเศรษฐกิจที่ดี จากการจัดเก็บที่ทั่วถึงและเป็นธรรม ปรากฏว่ารัฐบาลชุดปัจจุบันต้องนําเสนอข้อมูลให้ ทางรัฐบาลได้ทราบ เมื่อตอนที่ท่านเข้ามารับตําแหน่งตอนนั้นจัดเก็บได้อยู่ ๑๘ เปอร์เซ็นต์ ของจีดีพี แต่ปัจจุบันตกมาอยู่ที่ ๑๖.๗ ซึ่งตัวเลขนี้อาจจะเป็นตัวเลขหนึ่งที่ในที่สุดทางรัฐบาล ต้องไปหาคําตอบว่าทําไมสัดส่วนมันถึงต่ําลง มันควรจะมีการปรับแก้อย่างไร เพื่อให้ การจัดเก็บเกิดประสิทธิภาพและในที่สุดเกิดประโยชน์กับพี่น้องประชาชน นําภาษีมาพัฒนา ประเทศ ประเด็นรายได้ก็ยอมรับได้

ประเด็นสุดท้ายที่อยากจะฝาก การทํางบประมาณนั้นมันก็แค่การทําบัญชี การเขียนบัญชีขึ้นมาก่อน วางแผนว่าเราจะใช้จ่ายอย่างไร มันไม่ใช่การนําเงินไปใช้จริง ในทางหลักเศรษฐศาสตร์แล้วนี่นะครับการทํางบดุลบัญชีมีความสําคัญ แต่สิ่งที่สําคัญกว่า คือระยะเวลา กําหนดเวลา และเม็ดเงินที่ลงไปใช้จริงในระบบเศรษฐกิจ ผมต้องกราบเรียน ท่านประธานอย่างนี้ครับ รัฐบาลในอดีตบางชุดมีทั้งการกู้เงินจากการขาดดุลงบประมาณ มีทั้งการกู้เงินผ่านพระราชกําหนดต่าง ๆ เป็นล้านล้านบาท มาถึงวันนี้ปัจจุบัน เม็ดเงิน เหล่านั้นบางบาท บางส่วนยังใช้ไม่หมด รัฐบาลกู้เงินมาแล้วเสียดอกเบี้ยทุกวัน แต่เงินที่ควร จะมากระตุ้นเศรษฐกิจ มาพัฒนายังไม่ได้ใช้ สิ่งตรงจุดนี้ละครับเป็นประเด็นสําคัญที่อยากจะ ฝากกับรัฐบาลชุดปัจจุบันว่าอย่าให้ซ้ํารอยเก่า เมื่อรัฐบาลได้รับความเห็นชอบในพระราชบัญญัติ งบประมาณนี้ จากสภาผู้แทนราษฎร จากวุฒิสภา เงินทุกบาทที่เรามอบหมายให้รัฐบาลไปใช้ ไปบริหารจะต้องเกิดประโยชน์สูงสุดกับพี่น้องประชาชน จะต้องลงไปสู่พี่น้องประชาชน อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย และที่สําคัญอย่างทันท่วงทีต่อเวลาในการใช้ อันนี้เป็นสิ่งสําคัญ ที่อยากจะฝากผ่านรัฐบาลไป สิ่งที่ได้อภิปรายมาทั้งหมดนั้น ทั้งรายรับ รายจ่ายของรัฐบาล ที่ตั้งงบประมาณมาในปี ๒๕๕๖ นั้น ผมเห็นชอบด้วย ผมจึงให้ความเห็นชอบต่อหลักการของ ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณประจําปี ๒๕๕๖ ด้วยเหตุและผลที่ได้ชี้แจงมาทั้งหมดครับ ขอบคุณครับท่านประธาน

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เดี๋ยวก่อนจะถึงท่านประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ ผมขอแจ้งนิดหนึ่งนะครับ ขอเชิญท่านสมาชิก ของพรรครักประเทศไทย ๔ ท่าน พรรครักษ์สันติ ๑ ท่าน พรรคประชาธิปไตย ๑ ท่าน พรรคมาตุภูมิ ๒ ท่าน พรรคมหาชน ๑ ท่าน ประมาณเวลา ๑๖.๐๐ นาฬิกา ขอเชิญพบผม ที่ห้องรับรอง ตึก ๓ ชั้น ๓ เพื่อกําหนดสัดส่วนคณะกรรมาธิการงบประมาณนะครับ เชิญท่านประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ ครับ

นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ ยะลา 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ กระผม นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ วันนี้เป็นอีกวันหนึ่งที่เรามีโอกาสได้มาพิจารณา งบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๖ กราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับ ว่างบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๖ ที่รัฐบาลชุดนี้ได้จัดทําขึ้น และนําเสนอต่อสภาในวันนี้ หลักสําคัญก็คือยุทธศาสตร์ในเล่มนี้นะครับ เหมือนยุทธศาสตร์ เมื่อปี ๒๕๕๕ ทุกประการครับ มีอยู่ด้วยกัน ๘ ยุทธศาสตร์ แล้วก็ ๑ รายการ คําถามก็คือ ถามว่าไม่มีอะไรใหม่ใช่หรือไม่ ก็ต้องตอบว่าใช่ครับ เพราะมันเป็นเอกสารยืนยันมาจาก ทางรัฐบาลเรียบร้อยแล้ว เงินงบประมาณที่ท่านเอามาจัดสรร เอามาใช้จ่ายในปี ๒๕๕๖ มีสูงมาก สูงถึง ๒.๔ ล้านล้านบาท ผมมาดูตัวเลขงบประมาณตามสังเขปนี้นะครับ หน้า ๔๗ เราจะเห็นว่า ๑๐ ปีมานี้งบประมาณของประเทศไทยในด้านรายจ่ายเพิ่มขึ้นถึง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์บวกหน่อย ๆ ท่านประธานครับ เนื่องจากรายจ่ายมันมีสูงเงินกู้ก็สูงตาม สิ่งที่น่าเป็นห่วงก็คือรัฐบาลชุดนี้บริหารประเทศชาติมาได้ ๑๐ เดือน ไม่เต็มดีครับ แต่รัฐบาล ชุดนี้เป็นรัฐบาลชุดที่มีงบประมาณรายจ่ายสูงที่สุดตั้งแต่มีประเทศไทยมา ไม่สามารถจะ ปฏิเสธได้ครับ แล้วก็เป็นรัฐบาลที่กู้เงินเร็วที่สุด มาถึงก็กู้ กู้ กู้ครับ แล้วก็เป็นรัฐบาลชุดที่กู้เงิน มากที่สุดในประเทศไทยชุดหนึ่ง ปฏิเสธไม่ได้จริง ๆ ถึงแม้เมื่อสักครู่ท่านรองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายเศรษฐกิจจะลุกขึ้นมาปฏิเสธในสภาแห่งนี้ แต่ความเป็นจริงหนีไม่พ้นละครับ ๑๐ เดือน ไม่เต็มครับ กู้ไปแล้ว ๑.๑ ล้านล้านบาท นอกงบประมาณไม่ทราบหลายแสนล้านบาท และยังผลักภาระ ถ้าทางภาษาบัญชีเขาเรียกว่าตกแต่งบัญชีครับ ความเป็นจริงรัฐบาลทุกชุด ต้องรับภาระนี้ครับ ภาระชดใช้ดอกเบี้ยให้กับกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบัน การเงินปีหนึ่ง ๕๐,๐๐๐-๖๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่รัฐบาลชุดนี้ก็ผลักภาระไปให้ธนาคารแห่งประเทศไทยรับผิดชอบ ปีนี้รัฐบาลชุดนี้ ก็สบายตัวไปอีก ๕๐,๐๐๐-๖๐,๐๐๐ ล้านบาท ความกังวลต่อมาก็คือ เมื่อมีการกู้เงินมาก ๆ ใช้เงินมาก ๆ กันขนาดนี้นะครับ ในอนาคตเงินสํารองของประเทศจะถูกล้วงออกมาใช้หรือไม่ เงินสํารองของประเทศจะถูกล้วงออกมาใช้หรือไม่ เป็นความกังวลครับ และมีคําถามต่อครับ ถามว่ารัฐบาลชุดนี้จะมีแผนลดหนี้ของประเทศไทยต่อไปในอนาคตได้อย่างไร มิฉะนั้น ก็จะต้องเข้ากับภาษิตครับ คนกู้เงินไม่ต้องจ่ายหนี้ คนจ่ายหนี้ก็ไม่ใช่คนก่อหนี้ครับ

ประการถัดมาครับ เนื่องจากการจัดทํางบประมาณรายจ่าย ปี ๒๕๕๖ มียุทธศาสตร์เหมือนปี ๒๕๕๕ สิ่งที่เราได้พบได้เห็นเมื่อปี ๒๕๕๕ ก็คือเรื่องปากท้อง ของประชาชนครับ เรื่องปัญหาของแพงครับ วันนี้เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าประชาชนตั้งแต่ จังหวัดเชียงใหม่จนถึงอําเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส ได้รับความเดือดร้อนกันถ้วนหน้า จากปัญหาราคาของแพงครับ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา พรรคประชาธิปัตย์ในฐานะฝ่ายค้านครับ แต่ด้วยความเป็นห่วงประชาชนคนยากคนจน ได้ส่งสัญญาณเตือนรัฐบาลมาหลายช่องทาง ยกตัวอย่างเช่น

ช่องทางที่ ๑ ส.ส. ของพรรคประชาธิปัตย์ทุกสัปดาห์ครับได้ลุกขึ้นหารือ ในสภาแห่งนี้ผ่านท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรว่าประชาชนได้รับความเดือดร้อนจาก ปัญหาของแพง

ช่องทางที่ ๒ พรรคประชาธิปัตย์ในฐานะซีกฝ่ายค้านก็ได้หยิบกระทู้ถามสด ลุกขึ้นถามรัฐบาลแทบทุกสัปดาห์ครับ ในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ ที่ผ่านมา มีการตั้งกระทู้ถามสด เรื่องของแพงผ่านมาถึง ๗ ครั้งครับ

ช่องทางที่ ๓ ทําผ่านสื่อเรื่องของแพงครับ แต่ต้องยอมรับครับว่ารัฐบาลชุดนี้ ก็ไม่ได้ฟังครับ รัฐบาลก็เอาหูไปนา เอาตาไปไร่ครับ เวลาเป็นรัฐบาลตาก็พร่ามัว ของแพง ทั้งแผ่นดินมองไม่เห็นครับ หูก็ตึงครับ ฝ่ายค้านส่งเสียงดัง ๆ ว่าของแพง ของแพง ของแพง ทุกวัน แต่ก็ไม่ได้ยินครับ ความจําก็เสื่อมครับ บอกว่าของแพง ๆ ก็จําไม่ได้สักทีครับ วันนี้ของแพง ทั้งแผ่นดินไปแล้วครับ วันนี้ของแพงทั้งแผ่นดินมาหลายเดือนแล้วครับ ท่านประธานครับ เมื่อสักครู่เราจะได้พบเห็นว่าท่านรองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจก็ลุกขึ้นยืนที่สภาแห่งนี้ล่ะครับ แล้วก็ยืนยันว่าสินค้าวันนี้ราคายังเท่าเดิมก็มี ถูกลงก็มี แพงขึ้นก็มี แต่เมื่อเทียบกับปีก่อน ๆ ท่านบอกว่าราคาถูกลงด้วยซ้ําไปครับ ถ้าราคาถูกลงจริงครับท่านประธาน ในช่วงที่ผ่านมา ทําไมคณะรัฐมนตรีถึงดิ้นรนแก้ปัญหาของแพงแบบออกอาการมาก นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ต้องสั่งรัฐมนตรีลงไปตรวจตลาดถึง ๒ ครั้ง ครั้งแรกลงไป ๑๑ ท่าน ครั้งที่ ๒ ลงไป ๖ ท่าน ถ้าจริงดิ้นรนไปแก้ปัญหาของแพงกันทําไมครับ แต่ช่วงที่ผ่านมาก็ต้องยอมรับครับว่า รัฐบาลแก้ปัญหาของแพงเหมือนกับลิงพันแหครับ เหมือนกับวัวพันหลักครับ แก้ไม่ถูก แก้ไม่ต้อง แก้ไม่ได้จริง ๆ ครับ ท่านประธานลองไปดูครับ เริ่มตั้งแต่ร้านโชห่วยช่วยชาติ หรือร้านถูกใจ เอางบประมาณไป ๑,๓๒๐ ล้านบาท เงินงบประมาณที่เอาไป ๑,๓๒๐ ล้านบาท มากกว่างบประมาณของกรมการค้าภายในทั้งปีของปี ๒๕๕๖ ที่ตั้งไว้เพียง ๑,๒๓๔ ล้านบาท มากกว่าถึง ๘๖ ล้านบาท แต่เอาไปแล้วตั้งเป้าว่าจะเปิด ๑๐,๐๐๐ แห่ง เมื่อสักครู่ผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร พูดแล้วครับ เปิดได้เพียงแห่งเดียวครับ ๒ เดือน เอาเงินไปแล้ว ๒ เดือน เปิดได้เพียง ๑ แห่ง เอาว่ายังอยู่ระหว่างเตรียมการ ผมให้เครดิตเพิ่มอีกหน่อยก็ได้ครับ ให้ถึง ๑๐๐ แห่งก็ได้ครับ ถ้าทําได้เพียง ๑๐๐ แห่ง ก็มีผลงานเพียง ๑ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นครับ ไม่ใช่ได้ที่ ๑ นะครับ ได้ ๑ เปอร์เซ็นต์ ยังห่างไกลความจริงอีก ๙๙ เปอร์เซ็นต์มาก และที่เปิดไปแล้วถ้าเราได้ ติดตามทางสื่อ เราก็จะพบจะเห็นว่ามีปัญหามากมาย ไม่ว่าสั่งของก็ยาก ส่งของก็ช้า ของที่สั่ง ก็ไม่มีครับ บางรายการก็แพงกว่าร้านทั่วไป นี่ดิ้นรนที่ ๑ นะครับ

ดิ้นรนที่ ๒ เปิดร้านถูกทั้งแผ่นดิน ผมก็ไปอ่านหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ประชาชน เขาร้องผ่านหนังสือพิมพ์ไทยรัฐครับ เขาบอกว่าสินค้าหลายอย่างแพงกว่าร้านทั่วไป นี่ถูกทั้งแผ่นดิน จริงหรือเปล่าครับ หนังสือพิมพ์ข่าวสดเขาบอกว่าผิดหวัง เพราะของน้อย นั่งรถมาตั้งไกล สุดท้ายก็ต้องกลับไปซื้อของในตลาดเดิมซึ่งมีราคาแพงกว่า

ดิ้นรนที่ ๓ ของแพงบอกว่าต้องใช้เงินเหรียญหมุนเวียนในระบบตลาดมากขึ้น จริงหรือเปล่าครับ คนของกระทรวงการคลังเขาออกมาโต้ทันทีครับ เขาบอกว่าเงินเหรียญ ไม่ใช่ตัวการทําให้ของแพง แปลว่าอะไรครับ แปลว่าแก้ผิดครับ ลิงพันแหไหมครับ ลิงแก้แห ไหมครับ วัวพันหลักไหมครับ ของแพงต่อไปบอกว่าต้องคุมราคาอาหารปรุงสําเร็จ ต่อไปนี้ แม่ค้าขายข้าวแกงถ้าขายไข่เจียว ข่าวไข่ดาวเกินราคาติดคุก ๗ ปีครับ คําถามถามว่าแก้ อย่างนี้แก้ได้จริงหรือไม่ครับ

แก้อย่างที่ ๕ รัฐมนตรีต้องไปขับแท็กซี่ครับ เพื่อตรึงราคาค่าโดยสารออกไป อีก ๓ เดือน คําถามถามว่าไปขับแท็กซี่แล้วตรึงราคาได้จริงหรือไม่ครับ ถ้าจริงให้รัฐมนตรี ไปขับทั้งปีเลยครับ ไปขับทั้ง ๔ ปี ครบอายุรัฐบาลนี้เลยครับ แท็กซี่จะได้ถูกครับ หรือว่าที่จริง มันเป็นเรื่องอื่นครับ

อย่างที่ ๖ อย่างนี้ลงทุนหนักครับ นายกรัฐมนตรีต้องสั่งรัฐมนตรีลงพื้นที่ ไปตรวจตลาด ๒ ครั้ง แบบเมื่อสักครู่ผมเรียนครับ แล้วนายกรัฐมนตรีก็ลงทุนหนักต้องลงไป ตลาดด้วยตัวเองครับ แต่ลงทุนหนักขนาดนี้ถามว่ากําไร ขาดทุนครับ รัฐบาลนี้ รัฐมนตรีนี้ นายกรัฐมนตรีคนนี้ขาดทุนป่นปี้ครับ เมื่อวานผมไปซื้อมะนาว ๖ ลูก ๔๘ บาท ลูกเล็กนะครับ ๔ ลูก ๔๔ บาท ลงทุนกันไปถึงขนาดนี้ไปได้แค่ดูราคาสินค้าครับ ทําให้สินค้าถูกลงไม่ได้ครับ ของแพงก็ยังแพงเหมือนเดิม อย่างนี้ขาดทุนไหมครับ ท่านประธานครับ มีคนเขาบอกครับว่า การแก้ปัญหาของแพงอย่างน้อยต้องทํา ๔ อย่างครับ อย่างน้อยนะครับ ไม่ใช่หมายถึงว่าทํา ๔ อย่างนี้แล้วพอนะครับ

อย่างที่ ๑ ครับ เขาบอกว่าของแพงเพราะต้นทุนการผลิตสูง ของก็เลยแพง แล้วจะทําอย่างไรครับ ก็ต้องลดต้นทุนการผลิตใช่ไหมครับ แทนที่จะให้รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงอุตสาหกรรม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงคมนาคมไปลงพื้นที่ ไปตรวจตลาด ลองเปลี่ยนวิธีดีไหมครับ ไปหาวิธีลดต้นทุน การผลิตให้กับโรงงานอุตสาหกรรม ให้กับเกษตรกร ให้กับภาคการขนส่งจะดีไหมครับ

อย่างที่ ๒ เขาบอกว่าของแพงเพราะสินค้าผลิตได้น้อยของก็แพงครับ อย่างนี้ ทําอย่างไร รัฐมนตรีก็ต้องไปดูหน่อยครับว่าสามารถเพิ่มผลผลิตภาคอุตสาหกรรมได้ไหม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงและสหกรณ์ที่ไปตรวจแปลงผักช่วยไปดูหน่อย ทําอย่างไร ให้ถั่วฝักยาวเพิ่มผลผลิตได้ คะน้าเพิ่มผลผลิตได้ แตงกวาเพิ่มผลผลิตได้ พอผลผลิตออกมามาก ราคาก็จะถูกลงครับ

ประการที่ ๓ เขาบอกว่าของแพงเพราะเกิดการกักตุนสินค้า ของก็แพงครับ ท่านรองนายกรัฐมนตรีเฉลิมเห็นนั่งยิ้มใหญ่ จับยาเสพติดดีนักครับ ลองไปตรวจสิครับ ลองไปจับคนกักตุนสินค้าดูบ้างครับ ของจะได้เลิกกักตุนชาวบ้านจะได้ซื้อของถูกครับ

อย่างที่ ๔ เขาบอกว่าของแพงเพราะมีการค้ากําไรเกินควร มีการเอาเปรียบ ผู้บริโภคครับ ท่านประธานครับ รัฐบาลยังไม่ได้ทําเลยครับ ถ้าทําก็ทําแบบผักชีโรยหน้า วันนี้ไม่ใช่เอาจริงเอาจังครับ เพราะรัฐบาลชุดนี้ชอบทําข่าวครับ ไม่ชอบทํางานครับ

ท่านประธานครับ อย่างที่ ๓ ที่ผมกังวลครับ ก็คือการจัดทํางบประมาณ รายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๖ ไม่ให้ความสําคัญกับเกษตรกรรายย่อยกับ ราคาสินค้าเกษตร ในระยะเวลา ๑๐ เดือนที่ผ่านมา ราคายางพารา ราคาปาล์มน้ํามัน ราคามันสําปะหลัง ราคาสับปะรด ราคาหอมแดงตกต่ําทุกตัวครับ ยังมีอีกหลายตัว แต่เวลาจํากัดเอามาสั้น ๆ ครับ ๑. ราคายางพารา ผมเทียบปีต่อปี เดือนพฤษภาคมปีนี้ ๑๐๑ บาท ปีก่อน ๑๓๙ บาท อย่างที่ ๒ ราคาปาล์มน้ํามัน ปีนี้ ๕ บาท ปีก่อน ๖ บาท ก่อนราคามันสําปะหลัง ปีนี้ ๑.๘๕ บาท ปีก่อน ๒.๕๕ บาท สับปะรด ปีนี้ ๒.๖๙ บาท ปีก่อน ๕.๐๓ บาท หอมแดงปีนี้รัฐบาลไปแทรกแซงแล้ว ราคา ๑๕ บาท ปีก่อน ๒๕ บาท ครับ

ท่านประธานครับ เนื่องจากเวลาจํากัดขอพูดอีกนิดเดียวว่าวันนี้เกษตรกร ก็มีปัญหาเรื่องหอมแดงที่จังหวัดศรีสะเกษ รัฐบาลจัดสรรเงินให้จังหวัดศรีสะเกษ เพียง ๓๓๔,๕๐๐,๐๐๐ บาท เขาเอาเงินไปซื้อ ๒๒ วันเงินหมด แต่ผลผลิตหอมแดง ทั้งประเทศอยู่ที่จังหวัดศรีสะเกษ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่รัฐบาลเอาเงินไปให้ที่ภาคเหนือ ซื้อหอมแดง ๑,๒๖๕ ล้านบาท ทําไมเป็นอย่างนี้ละครับ ที่ภาคอีสานเลือกพรรคเพื่อไทย มาทั้งแผ่นดิน ให้เงินเขาไป ๓๓๔ ล้านบาท ภาคเหนือเอาไป ๑,๒๖๕ ล้านบาท วันนี้รัฐบาล เป็นหนี้เกษตรกรนะครับ อยู่ที่อําเภอยางชุมน้อย อําเภอราศีไศล อําเภอวังหิน จังหวัดศรีสะเกษ จํานวน ๔,๘๐๐ รายเป็นเงิน ๓๐๐ กว่าล้านบาท คําถามคือรัฐบาลจะเอาเงินไปจ่ายเขา เมื่อไรครับ ท่านประธานครับ งบประมาณปี ๒๕๕๖ ไม่ตอบสนองความเดือดร้อนของ ประชาชนเรื่องของแพงครับ งบประมาณปี ๒๕๕๖ ไม่ตอบสนองความเดือดร้อนของ เกษตรกรรายย่อยเรื่องราคาสินค้าเกษตรตกต่ํา หัวหอมแดงที่ศรีสะเกษกิโลกรัมละ ๑๕ บาท ที่จังหวัดยะลา กิโลกรัมละ ๔๕ บาท แสดงให้เห็นถึงการบริหารงานที่ล้มเหลวของรัฐบาล ชุดปัจจุบัน ขอบคุณครับ

(การประชุมดําเนินมาถึงตอนนี้ นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธาน สภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง ได้ลงจากบัลลังก์ โดยมอบให้ นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง ปฏิบัติหน้าที่แทน)
นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

คืออย่างนี้ ท่านประเสริฐใช้เวลาเกินไป ๑.๔๙ นาที เพราะฉะนั้นตัดเวลาของฝ่ายค้าน จะได้รักษาเวลา ทั้ง ๓ ฝ่ายตามกติกา เชิญท่านวรชัย เหมะ ครับ

นายวรชัย เหมะ สมุทรปราการ 🔗

ท่านประธานที่เคารพ กระผม วรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ผมขอสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๖ เมื่อกี้ผู้อภิปรายฝ่ายค้านได้พูดถึงเรื่องของแพงครับ ผมมีคลิปอยู่แต่ผมไม่อยากโต้ครับ ผมมีรายละเอียดทั้งหมดเลย แต่ว่าผมขอพูดเรื่องรายจ่ายงบประมาณ วันหลังผมค่อยมาโต้ แล้วเรื่องจริงของจริงครับ ท่านประธานสภาที่เคารพครับงบประมาณปีนี้ของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ได้จัดทํางบประมาณเร็วกว่าปีที่แล้วครับ นี่คือการแก้ปัญหาของประชาชน การแก้ปัญหา ของประเทศชาติที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์เห็นความสําคัญของการจ่ายงบประมาณเพื่อที่จะให้ พี่น้องประชาชนได้สร้างงานสร้างรายได้ ปีนี้ช้าครับต้องยอมรับครับเพราะรัฐบาลนี้เข้ามา ล่าช้าครับ ท่านประธานสภาที่เคารพ งบประมาณ ๒.๔ ล้านล้านบาท รายจ่ายเพิ่มขึ้นครับ แต่ว่างบขาดดุลของรัฐบาลชุดนี้แค่ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แสดงให้เห็นถึงว่ารัฐบาลมีรายรับ ที่เพิ่มขึ้น แสดงให้เห็นถึงว่าเศรษฐกิจของประเทศดีขึ้นหรือเปล่าครับ เศรษฐกิจดีขึ้นครับ สามารถเก็บรายได้จากประเทศชาติ จากประชาชนที่เพิ่มขึ้น นี่แสดงให้เห็นถึงแนวโน้ม ของเศรษฐกิจของประเทศปี ๒๕๕๖ เพราะอะไรครับ ระยะเวลาการบริหารประเทศของ ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์มา ๙ เดือน วิกฤติของประเทศทางเศรษฐกิจจะเกิดวิกฤติ หรือว่าเศรษฐกิจของประเทศจะดีนั้นเกิดจากความเชื่อมั่น วันนี้เราจะเห็นว่าภาพของ ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ดีแต่ทํางานไม่ได้ดีแต่พูดจึงสร้างความเชื่อมั่นให้ประเทศไทยสูง ท่านไปต่างประเทศท่านไปสร้างความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านครับ ท่านทําให้ชายแดนไทย มีความสงบครับ มีการค้าขาย มีรายได้ในประเทศเพื่อนบ้านทํามาค้าขายกันอย่างมีความสงบครับ เพราะฉะนั้นในเมื่อประเทศมีความสงบครับท่านประธานรัฐบาลก็สามารถแก้ปัญหาสร้างรายได้ ให้คนไทยได้อย่างเต็มที่ครับ ผลที่ตามมาครับประเทศมีความเชื่อมั่น ท่านนายกรัฐมนตรี เอาความเชื่อมั่นกลับสู่ประเทศไทยครับ ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์เก่งแต่ทํางานไม่ได้เก่ง แต่พูดครับ เพราะฉะนั้นวันนี้เราจะเห็นครับว่าความเชื่อมั่นต่อการลงทุนต่อภาคอุตสาหกรรม ความเชื่อมั่นต่อการท่องเที่ยว ความเชื่อมั่นต่อผู้บริโภคและสําคัญที่สุดภาคการเกษตร ผลผลิตที่เพิ่มขึ้นครับท่านประธานครับ การลงทุนภาคอุตสาหกรรมนั้นโดยธรรมชาติแล้ว เราคิดว่าการเกิดปัญหาน้ําท่วมภายในประเทศจะต้องขยายตัวช้า ภาคการผลิตจะต้องช้าครับ ไม่สามารถดําเนินการผลิตได้ แต่วันนี้ความเชื่อมั่นในภาคอุตสาหกรรม ซึ่งตอนแรกนั้นกะว่า ความเชื่อมั่นจะกลับคืนมาในไตรมาสที่ ๓ แต่วันนี้ภาคอุตสาหกรรมขับเคลื่อนอย่างเต็มที่ ผมเห็นจังหวัดสมุทรปราการบ้านผมครับ โรงงานอุตสาหกรรมจังหวัดสมุทรปราการมีโรงงาน ทั้งหมด ๗,๐๐๐ กว่าโรง วันนี้โรงงานอุตสาหกรรมเกือบทุกโรงงานในจังหวัดสมุทรปราการ ขึ้นป้ายชื่อ ขึ้นป้ายรับสมัครงานเกือบทุกโรงงานเลยครับท่านประธาน นี่แสดงให้เห็นถึงว่า กระบวนการผลิตของภาคอุตสาหกรรมกําลังขยายตัวและดําเนินการอย่างเต็มที่ครับ แล้วก็ค่าแรง ๓๐๐ บาททําให้ผู้ใช้แรงงานนั้นมีรายได้ที่เพิ่มขึ้นครับ ๑๕,๐๐๐ บาทครับ พนักงานในบริษัทในโรงงานต่าง ๆ ก็ได้รับผลในส่วนนี้ทําให้เงินหมุนเวียนภายในประเทศ จากการที่ภาคอุตสาหกรรมขยายตัว ขยายกําลังการผลิต เดือนที่แล้วท่านประธานครับ ภาคอุตสาหกรรมขยายตัวถึง ๕ เปอร์เซ็นต์ นี่คือแนวโน้ม นี่คือความเชื่อมั่นของประเทศไทย ที่นายกรัฐมนตรีเดินทางไปต่างประเทศให้ความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนครับท่านประธาน นี่คือภาคอุตสาหกรรมครับ

ในภาคการท่องเที่ยวครับท่านประธาน วันนี้แสดงให้เห็นชัดเจนเลยครับว่า ในช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา เราจะเห็นว่าพี่น้องประชาชนไปเที่ยวกันภายในประเทศคึกคัก เต็มไปหมด นักท่องเที่ยวต่างประเทศเข้ามาในประเทศไทย เล่นสงกรานต์กันมากมายเต็มไปหมด ในครึ่งเดือนที่ผ่านมานั้นท่านประธานทราบไหมครับว่าสนามบินสุวรรณภูมิมีผู้ใช้สนามบิน ใช้บริการถึง ๓๒ ล้านคนครับ นี่คือความเชื่อมั่นเรื่องการท่องเที่ยว สนามบินสุวรรณภูมิปีนี้ จากหลังการยึดอํานาจนักท่องเที่ยวผ่านสนามบินสุวรรณภูมิแค่ ๓๘ ล้านคนแค่นั้นครับ วันนี้แนวโน้มของนักท่องเที่ยวที่ใช้สนามบินสุวรรณภูมิ ๕๒.๖ ล้านคนครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นการท่องเที่ยวถือว่าเป็นส่วนที่สร้างรายได้ให้กับประเทศ โรงแรมในขณะนี้ เมื่อ ๒ ปีที่แล้วที่ผ่านมาท่านทราบไหมครับว่า ๒๐ เปอร์เซ็นต์แค่นั้นครับที่มีห้องพักครับ วันนี้ห้องพักโรงแรม รีสอร์ท ที่พักต่าง ๆ นั้นกําลังขยายตัวครับ กําลังสร้างเพิ่มครับ ห้องทุก เต็มไปหมดครับท่านประธาน มีการสั่งจองล่วงหน้าครับ นี่คือความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยว ที่มีต่อประเทศไทยในวันนี้ เพราะมีความเชื่อมั่นต่อนายกรัฐมนตรีของเรา การท่องเที่ยว สร้างรายได้ทางตรงให้กับประเทศไทยมากที่สุด เพราะว่านักท่องเที่ยวมาพักโรงแรมครับ เดินทางไปไหนมาไหน ขึ้นรถเมล์ ขึ้นรถแท็กซี่ ขึ้นรถซาเล้ง พี่น้องประชาชนต่างจังหวัด สามารถเอาสินค้าโอทอปไปขายนักท่องเที่ยวได้ สร้างงานให้คนไทยต่างจังหวัดได้อย่างเต็มที่ นี่คือนักท่องเที่ยวมาเที่ยวประเทศไทยสร้างรายได้ให้คนไทยครับท่านประธาน

อีกส่วนหนึ่งภาคการเกษตรครับ เมื่อสักครู่นี้ฝ่ายค้านได้อภิปรายว่า ภาคการเกษตรวันนี้ราคาตกต่ําครับ ไม่จริงครับท่านประธานครับ เมื่อท่านเป็นรัฐบาล ท่านทราบไหมครับว่าเราต้องยอมรับว่าการเกิดภัยแล้งทําให้สินค้าเกษตรมันน้อยลง แต่วันนี้ สินค้าเกษตรเพิ่มขึ้นจากเมื่อ ๒ ปีที่แล้วเท่าตัวครับท่านประธานครับ ข้าว มันสําปะหลัง ทุกอย่างครับ สินค้าเกษตรได้รับน้ํา ได้รับฝน ผลผลิตเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน ราคาอาจจะถูกลง แต่ว่าผลผลิตที่เพิ่มขึ้น เกษตรกรมีรายได้ที่เพิ่มขึ้นครับ การจํานําราคาข้าวครับท่านประธาน ช่วงแรกอาจจะขลุกขลักครับ ช่วงหลังนั้นรัฐบาลสามารถแก้ปัญหาเรื่องรับจํานําข้าวได้สําเร็จ สร้างรายได้ให้เกษตรกรอย่างเต็มที่ครับท่านประธาน กําลังซื้อในชนบทนั้นมีส่วนช่วยกําลัง ผลิตในเมืองครับ ภาคอุตสาหกรรมขับเคลื่อนได้ถ้าภาคการเกษตรมีรายได้ครับท่านประธาน วันนี้รัฐบาลพยายามกระตุ้นรายได้ของเกษตรกร ซึ่งไปกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ ในภาพรวมทั้งหมด ซึ่งต่างกับหลายยุคที่ผ่านมา การกระตุ้นเศรษฐกิจบอกว่าต้องเอาเงิน ไปช่วยคนรวยก่อน แต่วันนี้รัฐบาลยิ่งลักษณ์ต้องบอกว่าเอาเงินไปช่วยคนจนก่อนครับ ให้คนจนมีกําลังซื้อ กําลังซื้อคนจนที่เพิ่มขึ้น กําลังผลิตในเมืองก็เพิ่มขึ้นครับ รายได้ของ ลูกหลานเราจบมามีงานทํา ภาคอุตสาหกรรมทุกภาคส่วนขับเคลื่อนได้หมดครับท่านประธานครับ

ส่วนต่อมาคือความเชื่อมั่นของผู้บริโภคครับ ตัวนี้เป็นตัวสร้างรายได้ เป็นตัวกระตุ้นเศรษฐกิจครับ ถ้าทุกภาคส่วนขับเคลื่อนที่ไปในแนวทางเดียวกัน ผู้บริโภค มีความเชื่อมั่นเขาก็สามารถที่จะใช้จ่าย สามารถที่คิดว่าถ้าซื้อของวันนี้ จ่ายวันนี้ อนาคต ก็ต้องมีรายได้กลับคืนมาครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นนี่คือการสร้างความเชื่อมั่น ของผู้บริโภคครับ รายได้ถ้าประเทศเดินไปอย่างนี้ครับ จีดีพีของประเทศมองแนวโน้มโต ๖ เปอร์เซ็นต์ครับ เพราะฉะนั้นรัฐบาลนี้สามารถเก็บภาษีได้อย่างแน่นอนครับ ท่านประธานสภาที่เคารพ นอกจากนั้นรัฐบาลนี้ควบคุมเงินเฟ้อครับ เงินเฟ้อ ๓.๕ เปอร์เซ็นต์ กับการขยายตัวเศรษฐกิจ ๖.๘ เปอร์เซ็นต์ถือว่าเยี่ยมยอด เยี่ยมยุทธแล้วครับท่านประธาน เพราะว่าถ้ารายได้การเติบโตทางเศรษฐกิจ ๖ เปอร์เซ็นต์ เงินเฟ้อต้องสูงกว่านี้ วันนี้เงินเฟ้อ ๓.๘ เปอร์เซ็นต์ ถือว่าน้อยนิดครับ เราจะเห็นว่าวันนี้สินค้าไม่มีตัวไหนที่ขาดแคลนเลยครับ ไม่มีสินค้าตัวไหนที่ต้องเข้าคิวซื้อเลยครับ เราจะเห็นว่ายุคที่ผ่านมาของแพงจริง ๆ ครับ ต้องเข้าคิวซื้อน้ํามันพืช นี่คือเกิดจากการกักตุนครับท่านประธาน รัฐบาลชุดนี้ไม่ยอมให้ พ่อค้ามีการกักตุนสินค้าอย่างแน่นอน ทําให้สินค้าถูกทั้งแผ่นดิน ไม่ใช่แพงตามวาทกรรม ที่สร้างขึ้นมาบอกว่าของแพงทั้งแผ่นดิน นี่คือความเป็นจริงครับท่านประธาน เพราะฉะนั้น วันนี้ของถูก เงินเฟ้อต่ํา รายได้จีดีพีโตครับ รัฐบาลต้องเก็บรายได้ตามเป้าอย่างแน่นอนครับ วันนี้ถึงจะเกิดวิกฤติเศรษฐกิจยุโรปครับ ในยุครัฐบาลที่ผ่านมาท่านกู้เงินครับ เพื่อแก้ปัญหา วิกฤติของประเทศ ที่จริงไม่เกี่ยวกันเลยครับ การเกิดวิกฤติของกรีซขยายลุกลามไปที่สเปน และลุกลามไปทั่วยุโรปครับ มีทั้งปัจจัยลบและปัจจัยบวกครับ ปัจจัยลบของประเทศกําลังซื้อ ที่อ่อนลงของยุโรป แต่ปัจจัยบวกคืออะไรครับ น้ํามันถูกลง น้ํามันถูกลงครับ เงินทุนไหล เข้าประเทศที่เพิ่มขึ้น นี่คือปัจจัยบวกครับ เพราะฉะนั้นวันนี้ด้วยความเชื่อมั่นต่อประเทศไทย ด้วยความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ท่านมีความสามารถ ท่านเก่งแต่ทําครับ ท่านไม่เก่งแต่พูด จึงสร้างความเชื่อมันต่อนักลงทุนทุกภาคส่วน นโยบายที่ทํามาทุกอย่างนั้น เป็นการกระตุ้น เป็นการมองให้เห็นชัดเจนว่างบประมาณปีนี้ ๒.๔ ล้านล้านบาทนั้นสามารถ ทําได้จริง งบประมาณนั้นทุ่มแก้ปัญหาถูกจุดของประเทศ นี่คือสิ่งความเป็นจริงครับ แล้วรับประกันได้เลยครับว่ารัฐบาลนี้ไม่มีการคอร์รัปชันอย่างแน่นอน ๙ เดือนครับ ไม่มีการคอร์รัปชันเลย ต่างกับที่ผ่านมาครับ ๘ เดือนคอร์รัปชัน รัฐมนตรีอยู่ ๒ คนครับ ขอบคุณครับท่านประธาน

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

หมดเวลา ครับท่านวรชัย เชิญท่านชูวิทย์ครับ

นายชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์ บัญชีรายชื่อ 🔗

กราบเรียนประธานสภาที่เคารพครับ ผม ชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรครักประเทศไทย ท่านประธานครับ ผมไม่อยากจะพูดให้มาก อยากจะเอาเข้าตรงประเด็นเลย มีทุจริต มีคอร์รัปชัน ข้าวของแพง พูดมากไปมันกว้างเกินไป ผมมีตัวอย่างให้ประธาน เอาคลิป (Clip) มาฝากท่านประธานด้วย ให้ประธานมองเห็นชัด ๆ ว่างบประมาณที่มันสูญเสียนี่มันมาจากทุจริต มาจากคอร์รัปชัน มาจากการบริหารงาน หรือมันเป็นปัญหาอะไรกันแน่ มันต้องเอาให้ชัดครับ พูดอย่างเดียวไม่พอ ชูวิทย์พูดต้องเอาคลิปมาฝาก ตอนบ่าย ๆ อย่างนี้ง่วงนอน ดูคลิปผมแล้วตื่นหมด โบราณเขาบอก ทางเตียนมันเวียนลงนรก ทางรกมันวกขึ้นสวรรค์ แต่ทางรถไฟนี่สิครับ ผมอยากจะให้ประธาน ดูว่าหน่วยงานรัฐวิสาหกิจแห่งนี้มีความสูญเสีย ต้องเอางบประมาณของประเทศเข้าไปจุนเจือ มากมายมหาศาล แล้วตอนท้ายนี่มีทีเด็ดมาฝากประธานอีก ชูวิทย์จะต้องเอาทีเด็ดมาฝากครับ ไม่อยากจะพูดมาก จะใช้เวลาอย่างรวดเร็ว ท่านประธานทราบหรือไม่ครับว่าทางรถไฟ มีทั่วประเทศไทยนี่อยู่แค่ประมาณ ๔,๐๐๐ กว่ากิโลเมตรเท่านั้น ต้องใช้งบประมาณมหาศาล ในการดูแลรางรถไฟ ๔,๐๐๐ กว่ากิโลเมตร ล่าสุดนั้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราชก็ตกราง ก่อนหน้านั้นก็ที่ดอนเมืองตกราง อากาศร้อนก็ตกราง อากาศหนาวก็ตกราง มีพื้นที่ที่ดินของ การรถไฟแห่งประเทศไทยกว่า ๓๐,๐๐๐ ไร่ หารายได้มาแค่ ๑,๒๐๐ ล้านบาท ท่านประธาน ลองดูคลิป ขอเจ้าหน้าที่เปิดคลิปวิดีโอของการรถไฟแห่งประเทศไทยให้เห็นสภาพบรรยากาศ ความน่ากลัวของหน่วยงานนี้

(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดคลิปภาพ)

ท่านประธานครับ งบประมาณ จะต้องถึงผลประโยชน์สูงสุด ประหยัดค่าใช้จ่าย ท่านประธานดูที่โรงงานมักกะสัน ดูสภาพ การรถไฟแห่งประเทศไทย ดูความรกร้างว่างเปล่า ดูสภาพภายในหัวรถจักร การไร้สภาพการดูแล รัฐบาลทุกยุคทุกสมัยปล่อยปละละเลยไม่มีความจริงใจที่จะพัฒนาการรถไฟแห่งประเทศไทย รถไฟประเทศไทยเป็นอันดับที่ ๒ ที่ตั้งมาในเอเชียรองจากประเทศญี่ปุ่น มีพื้นที่ อันนี้ที่สี่แยก มักกะสันอยู่ใจกลางเมืองแท้ ๆ ไม่ได้พัฒนาแล้วก็ของบประมาณมากมายทุก ๆ ปี ทุก ๆ ปี การรถไฟแห่งประเทศไทยขาดทุนมาตลอดถูกครอบงําโดยนักการเมืองร่วมกับฝ่ายบริหาร แสวงหาผลประโยชน์ ที่ดินมากมายมหาศาลการบริหารการจัดการไร้ประสิทธิภาพ มีการทุจริตคอร์รัปชัน การที่นักการเมืองเข้ามาแทรกแซงผู้บริหารหาประโยชน์ที่ดินให้เช่า ในราคาถูก ไร้จิตสํานึกความรับผิดชอบ การบริหารของผู้บริหารระดับสูงของการรถไฟแห่งประเทศไทย ปล่อยปละละเลยไม่พัฒนาองค์กร ทํางานอย่างขอไปที นี่ครับอุบัติเหตุเกิดทุกครั้งครับ เกิดโดยตลอด เกิดมาไม่รู้กี่ครั้งแล้วครับ แล้วลองไปดูของประเทศมาเลเซียสมัยก่อน เมื่อ ๒๕ ปีที่แล้วประเทศมาเลเซียมาดูงานการรถไฟแห่งประเทศไทย แล้วดูประเทศมาเลเซีย ทุกวันนี้สิครับ ดูความสวยงาม ดูความโมเดิร์น (Modern) ดูตัวอย่างของหัวลําโพงของ ประเทศมาเลเซีย ๒๕ ปีก่อนประเทศมาเลเซียมาดูงานการถไฟแห่งประเทศไทยครับ แต่ตอนนี้การรถไฟแห่งประเทศไทยต้องไปดูของประเทศมาเลเซีย เพราะประเทศมาเลเซีย พัฒนาอย่างก้าวกระโดด ประชาชนหันมาใช้รถไฟกว่า ๔๕ เปอร์เซ็นต์ แซงรถประเทศไทย ซึ่งก่อตั้งมาเป็นประเทศที่ ๒ ในเอเชียรองจากประเทศญี่ปุ่น อันนี้มาดูโครงการแอร์พอร์ตลิงค์ (Airport link) ดูสิครับดูโครงการ ๒๕,๐๐๐ ล้านบาทครับ ดูป้อมครับ ดูทางข้างในสิครับ ดูว่ามันน่ากลัว น่าจะเชิญรายการคนอวดผีมา ไม่มีผู้โดยสาร ไม่มีรถแท็กซี่ ไม่มีอะไรเลยครับ ห้องน้ําก็ชํารุด เคาน์เตอร์ (Counter) ก็ไม่มีใครอยู่ ที่เคลม (Claim) กระเป๋าก็ไม่มีใคร มาโหลด (Load) กระเป๋า ว่างตลอดทั้งวันทั้งเดือน นี่ที่หยอดเหรียญก็ใช้ไม่ได้ ผมถามว่า งบประมาณแบบนี้เราสูญเสียไหมครับ ร้านค้าว่างเปล่า ไปเทียบกับของประเทศมาเลเซีย เมื่อกี้นี้คนละประเทศ คนละโลกกันเลยครับ ผู้โดยสารไม่มีครับ โบกี้ว่างเปล่าเลยครับ ๒๕,๐๐๐ ล้านบาท คนรวยคือผู้รับเหมา ขาดทุนมาโดยตลอด ผมอยากจะเรียนให้ ท่านประธานทราบนะครับว่าโครงการแอร์พอร์ตลิงค์นี่การที่ให้การรถไฟแห่งประเทศไทย ซึ่งมีการพัฒนาองค์กรที่ชักช้าล้าหลังแล้วไปดูแลแอร์พอร์ตลิงค์ซึ่งมีความโมเดิร์นเป็น การพัฒนาที่ผิดพลาดอย่างยิ่ง ผมเชื่อว่าขบวนนี้ต้องไม่ใช่ครั้งสุดท้ายหรอกครับ แล้วยังมี โครงการของรัฐบาลอีกโครงการรถไฟความเร็วสูงอีก โครงการรถไฟความเร็วสูงนี่ไม่รู้จะให้ การรถไฟแห่งประเทศไทยดูแลอีกหรือเปล่า สูญเสียงบประมาณอย่างมหาศาลในแต่ละปี งบประมาณในปีนี้ก็เอาอีกจะเอาอีก ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท โลกสมัยเปลี่ยนไป โลกาภิวัตน์ เปลี่ยนไป แต่การรถไฟแห่งประเทศไทยไม่เคยเปลี่ยนแปลงครับ ผมไม่ใช่คนแรกที่พูด แล้วผมก็เชื่อว่าผมไม่ใช่คนสุดท้ายที่พูดอีก การรถไฟแห่งประเทศไทยไม่ไหวแล้วนะครับ ขาดทุนมาเกือบแสนล้านบาทแล้ว ปัญหาของการรถไฟแห่งประเทศไทยมีมากมาย แล้วท้ายสุดลองดูสิครับว่าการรถไฟแห่งประเทศไทยยังดันทุรัง ดันทุรังไปบริหารตลาดนัด จตุจักรอีก ลองดูตลาดนัดจตุจักรสิครับ หน่วยงานเยอะแยะมากมาย มีตั้งแต่เจ้าหน้าที่ ศุลกากร ตํารวจรถไฟ คณะทํางานด้านกฎหมายรถไฟ หน่วยงานมากมายเข้ามาบริหาร แทนที่จะดีขึ้นกลับย้ําแย่ลง นักท่องเที่ยวลดน้อยลง ร้านค้าต่าง ๆ ประสบปัญหาค้าขายไม่ได้ มีความพยายามที่จะทําตลาดนัดจตุจักรให้เป็นตลาดนัดติดแอร์ นี่ครับขยะกองเต็ม อยากจะ ทําแบบนี้ใช่ไหมครับ การรถไฟแห่งประเทศไทยอยากจะทําอย่างนี้ การที่เข้าใจผิดไม่มีวิชั่น (Vision) การที่ดันทุรังเข้าไปแย่งงานท้องถิ่นแทนที่จะส่งเสริมกระจายอํานาจกับเป็นการ รวมศูนย์อํานาจเข้าไปอีก การรถไฟแห่งประเทศไทยไม่ได้พัฒนา งบประมาณของชาติต่าง ๆ ที่ไปจุนเจือทุก ๆ ปี ขาดทุนตั้งแต่ปี ๒๕๑๗ จนถึง ๒๕๕๕ ยังขาดทุนและยังขาดทุนสะสมอีก เป็นปริมาณมาก และดูการทํางานสภาพแวดล้อม หัวรถจักร ความล้าหลังของราง การแทรกแซง ที่ดินก็มีตั้ง ๓๐,๐๐๐ กว่าไร่ นี่เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนให้รัฐบาลได้เห็นว่า ต้องถึงเวลาปรับปรุงการรถไฟแห่งประเทศไทยแล้วละครับ แบบนี้มันไม่ไหว และอย่างผมนี่ จะไปถ่ายเรื่องการรถไฟแห่งประเทศไทย เรื่องบริหารรถไฟ ท้ายสุดลองเปิดคลิปสิครับว่า ผมไปเจออะไร

(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดคลิปภาพ)
นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ บัญชีรายชื่อ

ไปเจออีกแล้วครับ บ่อนรถไฟ มักกะสัน สารวัตรเฉลิมต้องดูแลนะ ต้องดูแล อยู่การเมือง อยู่มักกะสันนี่เอง อยู่สถานีรถไฟเลย ไม่ได้อยู่ที่ไหนเลยครับ สถานีรถไฟมักกะสันอยู่กลางเมือง เปิดกันที่สถานีรถไฟเลยครับ สถานีรถไฟเป็นเจ้ามือ ผู้ว่าการคงจะเป็นเจ้าบ้าน นี่อย่างไรครับ ตํารวจรถไฟเดี๋ยวจะให้เห็น จะจะเลย แล้วสารวัตรเฉลิมช่วยดูแลด้วย ตรงนี้อาจจะห้ามบอกว่าไม่ให้ตํารวจเข้าไป หน่วยงานซ้ําซ้อน อันนี้ป้ายห้ามดื่มแอลกอฮอล์นั่นอย่างไรครับ ตั้งวงทั้งเบียร์ทั้งเหล้า ตั้งกันเรียบร้อยหน้าบ่อนนี่ครับ แล้วเข้าไปนี่ไม่ใช่เล็ก ๆ นะ บ่อนถั่วยี่แป๊ะ เข้าไปถึงก็ตั้งเล่น ถ่ายไม่ชัด นี่ไม่ชัดเพราะว่าไม่ได้ตั้งใจถ่าย แต่คนเล่นนี่ใกล้ ๆ ๑๐๐ คนเหมือนกัน มีอีกหลายห้อง เดี๋ยวจะถ่ายซูม (Zoom) ให้เห็นว่ากําลังเล่นเอาลูกเต๋ามา มีจอทีวี (TV) วงจรปิดอยู่ข้างบนนี่ แล้ววางลูกเต๋าอยู่ แบบนี้ผมถามว่าการรถไฟแห่งประเทศไทยนี่สงสัยรู้แล้ว การรถไฟ แห่งประเทศไทยทําขาดทุนนี่จะเปิดบ่อนใช่ไหม จะทําบ่อนเพราะบ่อนมันกําไร ออกไปเจอ รถตํารวจอีก มีรถตํารวจด้วย รถตํารวจมาดูแลให้ เดี๋ยวนี้บ่อนการพนันทุก ๆ ที่เลยครับ รับไปเลยว่าโรงพักมีรายได้จากบ่อนเอาไปจุนเจือพวกแฟลตตํารวจ เอาไปจุนเจือเลยหมดเรื่อง ไม่ต้องไปปราบหรอก เพราะปราบอย่างไรก็ปราบไม่หมด ไปปราบยาเสพติดแล้วกัน มันเยอะเยอะ จนแม้กระทั่งการรถไฟแห่งประเทศไทยเองยังเปิดบ่อนเลย เปิดที่สถานีแบบนี้มันไม่ไหว ทุกอย่างขาดทุนหมด กะว่าจะรวยเรื่องบ่อนการพนันใช่ไหมนี่ ผมเรียนท่านประธานสั้น ๆ เวลาที่ผมเหลือนี่ยกให้พรรคประชาธิปัตย์เขา เพราะว่าเขาเป็นฝ่ายค้านหลัก ผมนี่เจาะให้ ท่านเห็นเฉย ๆ เพื่อให้ชาวบ้านได้เห็นว่าปัญหาหลัก ๆ นี่ยังแก้ไม่ได้ การรถไฟแห่งประเทศไทย ยังแก้ปัญหาตัวเองไม่ได้ แล้วยังจะส่งเสริมการรถไฟแห่งประเทศไทย ไปดูแอร์พอร์ตลิงค์ ไปดูจตุจักร ดูไปทําไม ชาวบ้านเขาบอกหนีเสือปะจระเข้แท้ ๆ ดูไปดูมาทําอะไรก็ไม่ได้ เอางบประมาณไปใช้ สภาพจตุจักรแย่ลงกว่าเดิมอีก แล้วนี่ยังไม่พอยังไปเจอบ่อนอีก อย่างนี้ มันไม่ไหวนะครับท่านประธาน ดูคลิปผม เวลาที่เหลือผมยกให้พรรคประชาธิปัตย์ทั้งหมด ขอบคุณครับ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านเชิดชัย ตันติศิรินทร์

นายเชิดชัย ตันติศิรินทร์ บัญชีรายชื่อ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายแพทย์เชิดชัย ตันติศิรินทร์ ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ต้องขอขอบพระคุณครับ ที่ได้มีโอกาสอภิปราย พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจําปี งบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๖ ที่มีหลักการว่าตั้งงบเอาไว้ ๒.๔ ล้านล้านบาท เพื่อให้หน่วยราชการ เอาไปใช้ท่านประธานครับ ปีนี้งบประมาณท่านก็ทราบอยู่แล้วนะครับ งบ ๒.๔ ล้านล้านบาท มีรายได้ ๒.๑ ล้านล้านบาท กู้อีก ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท เขาเรียกว่างบประมาณขาดดุล แล้วถ้าเทียบกับจีดีพีอันนี้เป็นเครื่องชี้วัดที่ใช้ทั่ว ๆ ไปทุกประเทศ ของประเทศไทยประมาณ ๑๙.๓ หรือประมาณ ๑ ใน ๕ ของจีดีพี ถ้าประเทศอุตสาหกรรมก็ประมาณ ๓๐-๕๐ ถ้าประเทศที่มีรัฐสวัสดิการอาจจะถึง ๕๐ เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป แต่เขาเก็บภาษีสูง ของเรานี่ กําลังดีนะครับ งบประมาณนี้จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สร้างความเป็นธรรมในสังคม ขับเคลื่อนนโยบายที่รัฐบาลท่านยิ่งลักษณ์แถลงเอาไว้เมื่อวันที่ ๒๓ สิงหาคม ที่อยากจะเห็น เศรษฐกิจที่สมดุลโดยเฉพาะเศรษฐกิจภายในประเทศต้องเข้มแข็ง เติบโต มิใช่พึ่งพา การส่งออกและการลงทุนจากต่างประเทศอย่างเดียว ก็คือพึ่งภายนอก เศรษฐกิจไทยจะได้ เติบโตอย่างยั่งยืนแล้วไปเรื่อย ๆ เหมือนประเทศที่พัฒนา ยกตัวอย่างประเทศออสเตรเลีย เขามีพลเมืองน้อยกว่าประเทศ ๓ เท่า แต่เศรษฐกิจเขาโตกว่าเรา ๓ เท่า ส่งออกก็พอ ๆ กัน อันนี้เรียกว่าเศรษฐกิจแบบ ๒ ช่อง ดูเอิล แทรค (Dual track) ซึ่งท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณ ในอดีตเคยทํามาแล้ว บางคนก็ไม่พอใจเพราะเรียกว่าระบอบทักษิณ เรามีการกู้เงินมา ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท มีการกล่าวว่าผิดไหม ความจริงก็เป็นไปตาม พ.ร.บ. วิธีการงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๐๒ และที่แก้ไข ที่กู้ได้ไม่เกิน ๒๐ เปอร์เซ็นต์ของงบประจําปี แล้วถ้าจะใช้ชําระคืน ต้นเงินกู้อาจจะเพิ่มอีกได้ รัฐบาลเขายืนยันแล้วว่ามันไม่กระทบต่อวินัยและฐานะการคลัง ของประเทศในระยะยาว แล้วท่านรองนายกรัฐมนตรี ท่านนายกรัฐมนตรีก็ยังยืนยันว่าก่อนที่ จะหมดวาระรัฐบาลชุดนี้ งบประมาณจะเป็นงบประมาณสมดุลนะครับ

ท่านประธานครับ เอาไปทําอะไรบ้างครับ ๒.๔ ล้านล้านบาท ส่วนใหญ่ก็เป็น รายจ่ายประจํา ๑.๙ ล้านล้านบาท หรือเท่ากับ ๗๙ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็มีงบลงทุนอีกประมาณ ๔๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ประมาณ ๑๘ เปอร์เซ็นต์ แล้วที่สําคัญครับ มีการชําระคืนต้นเงินกู้ ประมาณ ๔๙,๑๙๙ ล้านบาท หรือประมาณ ๒.๑ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งจะได้ลดหนี้ลงเสียบ้างครับ ท่านประธานมีคนคํานวณว่าที่เรามีการปรับปรุง พ.ร.บ. โครงสร้างหนี้ ทําให้ภาระหนี้ ต่องบประมาณลดลงจาก ๙๓ เปอร์เซ็นต์ เป็น ๗๖ เปอร์เซ็นต์ อันนี้เป็นสิ่งที่ดีนะครับ

ท่านประธานครับ มีคนเป็นห่วงแล้วก็พูดกันมาเยอะนะครับว่าจะหาเงินได้ไหม ต้องมาดูคนทํางานสิครับ คุณสาธิต อธิบดีกรมสรรพากรได้เปิดเผยว่าเก็บภาษี ๖ เดือนแรก ของปี ๒๕๕๕ ได้เงินถึง ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาท สูงกว่าเป้า ๑.๘ ล้านบาทนะครับ แล้วล่าสุด คุณสมชัย สัจจพงษ์ ก็ยังบอกว่าเฉพาะเดือนเมษายนจัดเก็บได้ถึง ๑๓๙,๐๐๐ ล้านบาท สูงกว่างบประมาณอีก ๕,๐๐๐ ล้านบาท สรุปแล้วงบเก็บได้แน่ครับ เป้าที่เราตั้งไว้ ของปีที่แล้ว เขาตั้งไว้ ๑.๓ ล้านล้านบาท ตอนนี้ได้ ๗๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท คิดว่าทั้ง ๆ ที่ประเทศไทย ได้รับผลกระทบเรื่องเศรษฐกิจ ภาวะน้ําท่วม ที่มีอุทกภัย รัฐบาลก็มีมาตรการลดหย่อนภาษีอีก จาก ๓๐ เปอร์เซ็นต์ เป็น ๒๓ เปอร์เซ็นต์ ก็ยังเก็บได้ขนาดนี้ครับ เพราะฉะนั้นไม่มีปัญหา ที่จะเก็บภาษีได้ครับ

ท่านประธานครับ งบปีที่แล้ว ๒.๓๘ ล้านล้านบาท ขณะนี้จ่ายไปเมื่อ ข้อมูล วันที่ ๒๓ มีนาคม ๒๕๕๕ นะครับ จ่ายไป ๑.๑๑ ล้านล้านบาท คิดเป็น ๔๖.๘๔ เปอร์เซ็นต์ ตั้งเป้าไว้ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะว่างบรายจ่ายเราเพิ่งจะลงในราชกิจจานุเบกษาประมาณ เดือนมีนาคมนี้เอง ท่านประธานครับ ทุก ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท มันจะมีกระตุ้นเศรษฐกิจ ให้ขยายตัว ๐.๔ เปอร์เซ็นต์ต่อปี เห็นไหมครับ เพราะฉะนั้นอยากจะให้ทางรัฐบาลเร่งรัด การเบิกจ่ายเงินให้เร็วขึ้น เศรษฐกิจจะได้ขยายตัว การเก็บภาษีก็จะได้เป็นไปตามเป้า ก็เป็น ที่น่ายินดีนะครับ ทางกระทรวงการคลังโดยท่านรองนายกรัฐมนตรีก็มีการสัมมนาในเรื่องนี้ เมื่อเดือนเมษายนนี้เองเพื่อเตรียมการ แล้วการเตรียมการไปสู่เศรษฐกิจอาเซียนด้วย

ท่านประธานครับ เรามีฐานะการคลังที่ดีนะครับ สิ้นปีงบประมาณ ๒๕๕๔ มีถึง ๕๒๑,๒๙๐ ล้านบาท แล้วก็ยังมีนายธนาคารใหญ่มายืนยันว่าในปีนี้เศรษฐกิจขยายตัว แน่นะครับ เพราะฉะนั้นคนที่เป็นห่วงว่าจะเก็บภาษีหรือว่ารายได้ตามเป้าหรือเปล่านั้น คงไม่ต้องห่วง การเก็บภาษีได้ต้องขึ้นอยู่กับฝีมือนะครับ การประสานงานกับหน่วยราชการ เจ้าหน้าที่ ที่ต้องทําอย่างโปร่งใส ไม่ทุจริต รายได้ก็เกินเป้าเอง โดยไม่จําเป็นต้องไปขึ้นแวต (VAT) อย่างที่มีคนสงสัยนะครับ

ท่านประธานครับ รัฐบาลท่านยิ่งลักษณ์เอาเงินไปทําอะไร มีวิสัยทัศน์ ทําอะไร วิสัยทัศน์ของรัฐบาลท่านแถลงไว้เมื่อปีที่แล้วนะครับ ต้องการสร้างเศรษฐกิจที่สมดุล มีความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจภายในอย่างที่ผมเรียนให้ทราบ แล้วคุณภาพสุขภาพคนไทย ต้องดีด้วย อันที่ ๒ ทําให้ประเทศมีความปรองดอง สามัคคี แล้วก็มาตรฐานเดียว อันที่ ๓ ต้องทําประเทศไปสู่ประชาคมอาเซียนอย่างสมบูรณ์ใน ๓ ปีข้างหน้า ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม

ท่านประธานครับ การปรองดอง รัฐธรรมนูญก็ผ่านวาระที่สองไปแล้ว แล้วก็กําลังจะผ่านวาระที่สามประมาณต้นเดือนมิถุนายน เพราะฉะนั้นก็เป็นหนทางหนึ่ง ที่จะทําให้บ้านเมืองมีความปรองดอง เป็นประชาธิปไตย

ท่านประธานครับ ปีที่แล้วนี้รัฐบาลไม่ได้ตั้งงบเองนะครับ ปีนี้เพิ่มอีก ๑๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท แต่ได้ทํางบประมาณเอง ผมจะขอลําดับว่าเขาไปทําอะไรบ้างครับ แล้วเป็นสิ่งที่ดีจริง ๆ ครับ เพราะว่า

อันที่ ๑ มีการเน้นการศึกษาคุณธรรมจริยธรรม คุณภาพชีวิตและ ความเท่าเทียมกันถึง ๒๖ เปอร์เซ็นต์ การศึกษาเป็นสิ่งจําเป็นพื้นฐานในการพัฒนาคน ในโครงการนี้มีการพัฒนาครู กระจายโอกาส สร้างวิชาชีพ จะเป็นการพัฒนาชาติตามมา ทีนี้เมื่อพัฒนาคนมาแล้ว คนก็ต้องมีสุขภาพดี เพราะฉะนั้นงบสุขภาพของกระทรวงสาธารณสุข ก็ได้รับเพิ่มขึ้นด้วย กระทรวงศึกษาธิการก็ได้รับเพิ่มขึ้นด้วย ยังไม่พอนะครับ ยังมีงบที่ไป สนับสนุนทําให้เป็นคนดี ก็คือเรื่องศิลปวัฒนธรรมปลูกฝังตั้งแต่เด็ก แล้วก็ยังมีการเอื้ออาทร บ้านพักป้องกันอุบัติเหตุ เห็นไหมเป็นสิ่งที่ดี รวมไปถึงขั้นอุดมศึกษานะครับ มีการถ่ายทอด เทคโนโลยีด้วย

อันที่ ๒ เงินที่ใช้อีก ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ก็ประมาณ ๒ ใน ๓ สร้างความสมดุล ให้มาสู่สังคม ท่านประธานครับ การปราบปรามยาเสพติดก็ได้ผลมาแล้ว ก็อยู่ในงบนี้ด้วย แต่ที่สําคัญก็คือการกระจายรายได้ให้ไปยังประชาชนรากหญ้าก็คือการพักหนี้เกษตรกร รายย่อย ให้ประชาชนเข้าถึงแหล่งทุน กองทุนหมู่บ้าน กองทุนเอสเอ็มแอล กองทุนพัฒนา บทบาทสตรี กองทุนตั้งตัวได้ เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุซึ่งทําแบบขั้นบันได ประชาชนก็จะได้มีเงิน เอามาใช้จ่ายเศรษฐกิจก็จะได้หมุนขึ้น ดีขึ้น มีการรับจํานําข้าว สินค้าการเกษตร โอทอป เพิ่มรายได้ให้ประชาชน ๓๐ บาทรักษาทุกโรค แท็บเล็ตให้ประชาชนให้เด็ก ๆ มีความรู้เข้าใจ ในเรื่องคอมพิวเตอร์ แล้วก็มีการส่งเสริมงบท่องเที่ยว ซึ่งทํารายได้ให้ประเทศไทยอันดับหนึ่ง แต่ก็น่าจะเพิ่มขึ้นอีกนิดหนึ่งก็ดีนะครับ

อันดับ ๓ คือการบริการกิจการบ้านเมืองที่ดี อันนี้รัฐบาลไปเน้นการกระจาย อํานาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ถึง ๑๔๙,๕๓๑ ล้านบาท อันนี้จะทําให้มีการพัฒนา จังหวัดและกลุ่มจังหวัด รวมไปถึงสนับสนุนงบให้ศาล รัฐสภา องค์กรรัฐธรรมนูญครับ ไม่มีการลําเอียง อันนี้เป็นสิ่งที่ดีนะครับ ท่านประธานครับ ยังไม่พอนะครับ ยุทธศาสตร์ที่ ๓ ใช้เงินประมาณ ๙.๕ เปอร์เซ็นต์คือ ๒๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ยังไปเน้นหนักผลิตภัณฑ์สินค้า ทางการเกษตรให้มีคุณภาพ แล้วก็ส่งเสริมกีฬา แล้วก็สร้างโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ การขนส่งโลจิสติกส์ต่าง ๆ

อีกอันหนึ่งที่สําคัญคือความมั่นคงของรัฐ รัฐบาลชุดนี้ให้เงินงบประมาณ เทิดทูนพิทักษ์รักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ถึง ๑๒,๕๐๐ ล้านบาท เป็นโครงการ ตามพระราชดําริต่าง ๆ รักษาความปลอดภัย แสดงว่ารัฐบาลนี้มีความจงรักภักดีต่อประเทศ ต่อสถาบันนะครับ ยังมีการจัดการธรรมชาติสิ่งแวดล้อม ไม่มีการทําลายสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการบําบัดน้ําเสียลดมลพิษ และที่สําคัญก็คือการพัฒนาวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี มีการเพิ่มทุนวิจัยซึ่งอาจจะไม่มากแต่ก็ดีนะครับ ซึ่งเกี่ยวกับการวิจัยนี้อยากจะให้รัฐบาล สนับสนุนกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นกระทรวงเศรษฐกิจอย่างหนึ่งแล้วก็ ให้งบประมาณวิจัยมากขึ้น โดยมี พ.ร.บ. เกี่ยวกับการวิจัย ประเทศที่เจริญเขาก็ทําอย่างนี้ แล้วก็สนับสนุนภาษีของบริษัทที่สนับสนุนเงินวิจัย มาตรการทางภาษี การวิจัยจะได้แก้ไข ปัญหาของประเทศ ท่านประธานครับผมไม่พูดนะครับ

อีกอันสุดท้ายที่สําคัญคือค่าดําเนินการภาครัฐ เหมือนเป็นหลักประกัน ในกรณีฉุกเฉินต่าง ๆ นําไปใช้ได้ เมืองไทยมีภาวะอุทกภัยหรือว่าภัยพิบัติเกิดขึ้นได้ง่าย ถ้าไม่มีงบกลางฉุกเฉินได้ทําให้เสียหายเหมือนปีที่แล้วนะครับ ท่านประธานครับ โดยสรุป ผมมีความมั่นใจว่าประเทศไทยจะต้องดีขึ้นเป็นประชาธิปไตย คนรากหญ้า ชนชั้นกลาง มีรายได้จากการกระจายรายได้ ใช้เงินทําให้เศรษฐกิจหมุนเวียน ประเทศไทยก็จะมีความเจริญ รุ่งเรือง หนี้สินลดลง ลูกหลานจะได้ไม่เดือดร้อนนะครับ ประชาชนเขามั่นใจในรัฐบาลชุดนี้ เขาเลยมาใช้จ่าย ท่องเที่ยว ทําให้เงินมันหมุนในประเทศเพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้นผมขอสนับสนุน ร่าง พ.ร.บ. งบประมาณครั้งนี้ และขอให้กําลังใจรัฐบาลทําดีต่อไปนะครับ ขอบคุณครับ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านชินวรณ์ บุณยเกียรติ ๑๕ นาทีครับ

นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ นครศรีธรรมราช 🔗

ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม ชินวรณ์ บุณยเกียรติ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดนครศรีธรรมราช ท่านประธาน ที่เคารพครับ เมื่อตอนเช้ากระผมได้มีโอกาสฟังการอ่านคําแถลงประกอบงบประมาณ รายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๖ โดยท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผมอยากจะกราบเรียนกับท่านประธานว่าเมื่อได้ฟังท่านนายกรัฐมนตรีได้ย้ําเป็นประเด็น สุดท้ายว่าต้องการที่จะใช้งบประมาณดังกล่าวนี้เพื่อที่จะให้มีการพัฒนาประเทศทุกภาค ส่วนบนพื้นฐานความพอเพียงในระยะยาว ทั้งนี้โดยคํานึงถึงความอยู่ดีมีสุข และประโยชน์ ที่จะตกอยู่กับประชาชนผู้เป็นเจ้าของประเทศ ผมอยากเรียนกับท่านประธานว่างบประมาณ ๒.๔ ล้านล้านบาท เป็นเงินภาษีของพี่น้องประชาชนที่พวกเราในสภานี้จะต้องร่วมกันพิจารณา เพื่อที่จะให้การใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ได้เกิดประโยชน์สูงสุดกับพี่น้องประชาชน แต่เมื่อมาดูองค์ประกอบหลักแล้วก็พบความเป็นจริงว่างบประมาณที่รัฐบาลจัดตั้งในปีนี้ ก็เป็นไปตามยุทธศาสตร์เดิมเมื่อปีที่ผ่านมา ๘ ยุทธศาสตร์ และแน่นอนที่สุดครับ ผมคิดว่า เมื่อลงไปดูในรายละเอียดเราก็จะพบความเป็นจริงครับว่างบประมาณที่มีการจัดตั้งในปีนี้ ก็เหมือนที่หลายท่านเป็นห่วงว่าในท้ายที่สุดเงินภาษีของพี่น้องประชาชนจะสนองตอบ ต่อพี่น้องประชาชนโดยเฉพาะพี่น้องประชาชนที่มีรายได้น้อย พี่น้องประชาชนที่อยู่ในชนบท ห่างไกลมากน้อยเพียงไร ผมคิดว่ามีหลายท่านได้ลุกขึ้นมาพูดในสภานี้ ที่ต้องการเห็นเงินภาษี ของพี่น้องประชาชนกลับไปสู่พี่น้องประชาชนอย่างโปร่งใสและมีประสิทธิภาพสูงสุด แต่เมื่อผมมาดูการจัดตั้งงบประมาณรายจ่ายประจําปีของรัฐบาล เราก็พบความเป็นจริงว่า รัฐบาลไม่ได้มีอะไรเป็นพิเศษที่จะตอบโจทย์พี่น้องประชาชน บุคคลที่ต้องมีความจําเป็น ได้รับการพัฒนา วันนี้เรากลับพบว่าในช่วง ๑ ปีที่ผ่านมา พี่น้องต้องรับภาระในเรื่องสินค้า อุปโภค บริโภค จนได้ชื่อว่าแพงทั้งแผ่นดิน ในขณะเดียวกันสินค้าที่พี่น้องประชาชนผลิต ขึ้นมาได้เองจากเกษตรกรกลับราคาถูกลงทั้งแผ่นดิน สิ่งเหล่านี้ผมคิดว่าแน่นอนที่สุดครับ ก็ย่อมที่จะต้องเกิดจากนโยบายของรัฐบาล ผมจําได้ว่าท่านนายกรัฐมนตรีได้หาเสียงบอกว่า จะกระชากรายจ่ายให้ลดลง และเพิ่มรายได้ให้สูงขึ้น แต่วันนี้ท่านประธานครับ ผมคิดว่า ผลงานที่ออกมาคือกระชากรายได้ให้ลดลง แต่เพิ่มรายจ่ายให้สูงขึ้น ท่านประธานกลับไปดูว่า พี่น้องเกษตรกรของเราวันนี้ค่าปุ๋ยกระสอบละเท่าไร กระสอบ ๕๐ กิโลกรัม ๑,๒๐๐ บาท ค่าสารเคมีเพิ่มสูงขึ้น ๒๕ เปอร์เซ็นต์ ค่าขนส่งไม่ต้องพูดถึงนะครับ เมื่อน้ํามันดีเซลเพิ่มขึ้น ค่าขนส่งก็ต้องเพิ่มขึ้น แต่ในทางกลับกันผลผลิตทางการเกษตรทุกตัวราคาตกต่ําลง เพราะฉะนั้นผมจึงอยากจะเรียนกับท่านประธานว่าสิ่งที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้ปรารภในช่วง สุดท้ายของการอ่านคําประกอบแถลงงบประมาณนั้นเป็นเรื่องที่ผมคิดว่าท่านนายกรัฐมนตรี ต้องมาดูในความเป็นจริงครับว่า เงินภาษีของพี่น้องประชาชนที่เราจะได้อภิปรายต่อไปนี้ ทําอย่างไรที่จะให้มีผลโดยตรง ผมขออนุญาตที่จะไม่นําเรียนไปถึงเรื่องอื่นนะครับ ที่พี่น้องประชาชนพบความเป็นจริง วันนี้ลูกหลานเข้าโรงเรียนต้องรับภาระค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น ตั้งแต่ค่าชุดนักเรียน แต่ยังจัดเงิน รายหัวได้เท่าเดิม นโยบายที่ได้ให้มีการจัดตั้งตามกฎหมายรัฐธรรมนูญที่ให้เรียนฟรี เรียนดี อย่างมีคุณภาพ วันนี้ท่านก็มามุ่งเน้นแค่เรียนดี มีคุณภาพ ภาระที่จัดเงินรายหัวให้กับ นักเรียนกลับเท่าเดิม แต่ราคาสินค้าเพิ่มสูงขึ้น ไปดูที่โรงพยาบาลสิครับ คนยากคนจนอยู่ใน สภาพอย่างไรครับท่านประธาน วันนี้รัฐบาลกําลังจะเอาโครงการ ๓๐ บาทรักษาทุกโรค เข้ามา ทําไมต้องให้เขาไปเพิ่มรายจ่ายเวลาไปโรงพยาบาลอีกครั้งละ ๓๐ บาทละครับ เพราะที่ผ่านมาก็ใช้บัตรประชาชนใบเดียวก็สามารถรักษาพยาบาลฟรี แต่วันนี้สิ่งที่ผม อยากจะเรียนกับท่านประธานก็อยากจะกลับมาสู่กลุ่มพี่น้องเกษตรกรโดยเฉพาะครับ ผมอยากให้เห็นตัวเลขชัดเจนอีกครั้งหนึ่งว่าที่วันนี้พี่น้องเกษตรกรต้องรับภาระข้าวของแพง รับภาระปุ๋ยเคมีที่สูงขึ้น รับภาระเรื่องค่าขนส่งที่สูงขึ้น แต่ราคาผลผลิตทางการเกษตร ตกต่ําลงทุกตัวครับ ขอประทานโทษ มาดูราคาข้าวเปลือกเจ้านาปี พันธุ์ข้าวดอกมะลิ ปีที่ผ่านมาราคาโดยเฉลี่ย ๑๕,๒๘๙ บาท ปีนี้ ๑๕,๑๗๓ บาท ก็ลดลง มาดูข้าวเปลือกเจ้านาปี ชนิด ๕ เปอร์เซ็นต์ ปีที่แล้ว ๑๐,๘๐๙ บาท ปีนี้ ณ วันนี้ ๙,๖๘๓ บาท ท่านประธานครับ ลดลงครับ นี่คือพืชที่เป็นแชมป์เปียน โปรดักท์ (Champion product) ที่เป็นรายได้หลัก ของพี่น้องเกษตรกร ท่านประธานครับ มาดูราคายางพาราครับ ราคายางพาราแผ่นดิบ ชั้น ๓ ในช่วงเดือนพฤษภาคมปีที่ผ่านมา ๑๓๙ บาท วันนี้ราคายางพาราอยู่ที่กิโลกรัมละ ๙๗ บาท ท่านประธานทราบไหมครับว่าพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางพาราเราผลิตยางพาราได้เท่าไร ปีหนึ่งเราผลิตได้ ๓.๕ ล้านตัน ๓.๕ พันล้านกิโลกรัม ราคาตกต่ําลงมา ๑ บาท เท่ากับ ทํารายได้ของพี่น้องเกษตรกรหายไปทันที ๓,๕๐๐ ล้านบาท วันนี้ผมไม่อยากจะเปรียบเทียบ ที่พี่น้องเกษตรกรเคยขายได้ในช่วงเดือนเมษายน เดือนมีนาคมในปีที่ผ่านมาถึง ๑๕๓ บาท ผมเพียงแต่อยากจะเปรียบเทียบให้ท่านประธานได้เห็นว่าตั้งแต่รัฐบาลนี้เข้ามาท่านกระชาก รายได้ของพี่น้องเกษตรกรให้ลดลง ท่านเพิ่งได้ตั้งคณะกรรมการนโยบายยางเมื่อวันที่ ๑๗ มกราคม ๒๕๕๕ ท่านประกาศมติ ครม. ที่จะให้มีการแทรกแซงราคายาง ทําราคายางพารา ให้ไปสู่ราคาเป้าหมายนํากิโลกรัมละ ๑๒๐ บาท เมื่อวันที่ ๒๔ มกราคม ๒๕๕๕ จากวันนั้น ถึงวันนี้ยังไม่มีการดําเนินการตามโครงการนี้เลยครับ เพราะเป็นความผิดพลาดจากนโยบาย ของรัฐบาลเอง มีมติ ครม. ให้เข้าไปแทรกแซง แต่ไม่ให้มีการชดเชยการขาดทุนที่ต้องไป สนับสนุนให้กับพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางพารา แต่ในขณะเดียวกันเป็นนโยบายตามที่ท่าน หาเสียงไว้ ราคาข้าวท่านทําโครงการรับจํานํา ท่านต้องใช้เงินหมุนเวียนที่ให้ธนาคารของรัฐ ไปสนับสนุนไม่ต่ํากว่า ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ค่าบริหารจัดการไม่ต่ํากว่า ๑๒,๐๐๐ ล้านบาท และเมื่อครบรอบโครงการทั้งหมดแล้ว คาดว่าน่าจะต้องใช้เงินชดเชยถึง ๘๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ราคายางพาราท่านบอกว่าจะไม่ให้เงินชดเชยครับ อันนี้องค์การสวนยางไปทดลองซื้อ จากตลาดกลาง ซื้อได้ ๒ วันก็หยุดแล้วครับ เพราะราคามีแนวโน้มลดลง และผู้ค้ายางพารารายใหญ่ก็รู้ว่าเมื่อรัฐบาลไม่มีความจริงใจที่จะดําเนินการโครงกาแทรกแซงนี้ อย่างเอาจริงเอาจัง ก็ไม่มีผลต่อตลาดครับ ราคาวันนี้จึงลดลงมาเหลือ ๙๗ บาท ถ้าผมคิด เพียงแต่ราคาที่รัฐบาลประกาศเป้าหมายนํากิโลกรัมละ ๑๒๐ บาท วันนี้ราคาลดลง ๓๐ บาท ต่อ ๑ กิโลกรัม ท่านประธานลองคูณดูกับ ๓.๕ ล้านตัน พี่น้องเกษตรกรต้องสูญเสียรายได้ ต้นน้ําไป ๙๐,๐๐๐ ล้านบาทครับ ๙๐,๐๐๐ ล้านบาทครับ ผมจึงเรียนว่านี่ราคายางพารา มาดูราคามันสําปะหลังครับ ที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้พูดในช่วงตอนเช้าว่าจะดําเนินการ การเสริมสร้างเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตร โดยจัดสรรงบประมาณจํานวน ๔๐,๑๕๒ ล้านบาท จะมาดูแลข้าวเปลือก ๓๖ ล้านตัน มันสําปะหลัง ๑๕ ล้านตัน มันสําปะหลังเป็นอย่างไรครับ มันสําปะหลังราคาวันนี้ ๑.๘๐ บาท ถ้าเปรียบเทียบในช่วงปีที่ผ่านมาในเวลาเดือนเดียวกัน ราคา ๒.๗๗ บาท เท่ากับลดลงมา ๑ บาทต่อ ๑ กิโลกรัม แต่ว่าราคาจํานําของท่านและ มติ ครม. ครั้งหลังสุดที่ออกมา นอกจากท่านจะยืนยันให้มีการรับจํานําต่อไปแล้ว ให้ชดเชย ให้กับเกษตรกรที่ไม่ขุดมันสําปะหลังขึ้นมาขายก่อนในเวลาที่กําหนด แต่โดยความเป็นจริง เกษตรกรมาร้องเรียนที่คณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์บอกว่าไม่สามารถเก็บไว้ ได้ล่ะครับ เมื่อถึงเวลาจําเป็นต้องขุดนํามาขายเป็นหัวมันสําปะหลังสดแน่นอน และวันนี้ก็ได้ กิโลกรัมละ ๑.๘๐ บาท นี่คือสิ่งที่สะท้อนให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่า รายได้ของพี่น้องเกษตรกร ลดลง ลดลงไม่พอครับ ณ วันนี้มีการร้องเรียนเข้ามาว่า ไม่สามารถที่จะนํามันสําปะหลัง ไปที่ลานเทที่รับจํานําได้ครับ เพราะว่าไม่สามารถที่จะดําเนินการในการที่จะให้เงินชดเชยกับ พี่น้องเกษตรกรในการที่จะไม่ขุดมันสําปะหลังขึ้นมาขาย แน่นอนที่สุดครับถ้าพอถึงฤดูฝน ฝนตกลงมาก็จะทําให้มันสําปะหลังดังกล่าวนั้นเกิดความเสียหาย พี่น้องเกษตรกรก็ยิ่งขาดทุน ทั้งหมดนี้ผมอยากจะกราบเรียนกับท่านประธานว่า ยังมีตัวสินค้าทางด้านการเกษตรทุกตัว ลดลงหมดครับ สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เป็นความรู้สึกของพี่น้องประชาชนนะครับ พี่น้องเกษตรกรรู้ดี เมื่อกี้ท่านรองนายกรัฐมนตรีบอกว่าอย่างน้อยก็ยืนยันว่าราคาน้ํามันปาล์มไม่ขาด ก็ปีนี้มัน ไม่ขาดแคลนล่ะครับ มันไม่ขาดแคลน แต่ทําไมครับ ครม. จึงมีมติให้นําน้ํามันปาล์มเข้ามา ๔๐,๐๐๐ ตัน ก็ท่านพูดเองในสภาแห่งนี้บอกว่าไม่ขาดแคลน แต่ว่าท่านมีมติ ครม. ให้นํา น้ํามันปาล์มเข้ามา ๔๐,๐๐๐ ตัน มีผลทันทีครับ จากกิโลกรัมละ ๖.๓๐ บาท วันนี้ราคา ผลปาล์มน้ํามันทั้งทะลายเหลือกิโลกรัมละ ๕ บาทครับ ลดลงไปทันที ๑.๓๐ บาทครับ สามารถที่จะผลิตปาล์มน้ํามันได้ประมาณ ๔,๐๐๐,๐๐๐ ไร่ ๑๒ ล้านตัน ๑๒ พันล้านกิโลกรัม พี่น้องประชาชนมีรายได้ลดลงทันทีท่านประธาน ๑,๒๐๐ ล้านบาท ผมไม่นับสับปะรด เงาะที่ท่านไปพูดว่าราคาถูกลง ๔ กิโลกรัม ๑๐๐ บาท ทั้งหมดนี้ผมคิดว่าเป็นสิ่งสําคัญ ที่รัฐบาลเองจะต้องมาดูว่าเราจะทําอย่างไรครับที่จะนํางบประมาณที่ท่านประกาศไว้ไปให้ เกิดผลประโยชน์กับพี่น้องเกษตรกรอย่างแท้จริง ถ้าท่านไม่สามารถที่จะดําเนินการ ในการที่จะเข้าไปดูแลรักษาเสถียรภาพราคาได้ ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานครับว่า งบประมาณที่ตั้งไว้ปีนี้สําหรับที่จะสร้างเสถียรภาพราคาให้กับพี่น้องเกษตรกรก็เหมือนกับ การจัดตั้งงบประมาณที่หลอกคนจนอุ้มคนรวยเท่านั้นเอง เป็นการจัดตั้งงบประมาณที่หลอก คนจนอุ้มคนรวย เพราะในท้ายที่สุดราคาผลผลิตทุกตัวราคาก็ตกต่ํา แต่ว่าต้องรับภาระ จากเงินเฟ้อที่มาจากนโยบายของรัฐบาล ต้องรับภาระราคาน้ํามันแพง ก๊าซแพง จากนโยบาย ของรัฐบาล ต้องรับภาระในเรื่องของสินค้าตัวอื่น ๆ ที่แพงจากนโยบายของรัฐบาล ผมจึงกราบเรียนกับท่านประธานอีกครั้งหนึ่งว่าอยากจะฝากคณะกรรมาธิการครับ ต้องตามไปตรวจสอบอย่างแท้จริงว่าการจัดตั้งงบประมาณที่ไม่สามารถผ่านตรงไปยัง เกษตรกรและไม่มีผลต่อการที่จะเข้าไปช่วยเหลือในการยกระดับรายได้ต้นน้ําให้กับ พี่น้องเกษตรกรอย่างแท้จริงแล้ว ผมก็ยังคิดว่างบประมาณที่จัดตั้งในปีนี้ก็เป็นงบประมาณ ที่นอกจากว่าจะไม่กระชากรายได้ให้เพิ่มขึ้น ท่านกลับกระชากรายได้ให้ลดลง มีรายจ่าย เพิ่มขึ้นนั่นคืองบประมาณที่ท่านหลอกคนจนอุ้มคนรวยครับ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เชิญ ท่านรองนายกรัฐมนตรีเฉลิมชี้แจงนะครับ

ร้อยตํารวจเอก เฉลิม อยู่บํารุง รองนายกรัฐมนตรี 🔗

ท่านประธานที่เคารพ กระผม ร้อยตํารวจเอก เฉลิม อยู่บํารุง บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งท่านนายกรัฐมนตรีได้กรุณามอบหมายให้ชี้แจงบางภาคส่วน เดี๋ยวท่านผู้ชมทางบ้าน จะตกใจ แปลกใจว่าเอ๊ะ ผมรับผิดชอบสํานักงานตํารวจแห่งชาติ เป็นผู้อํานวยการ ศูนย์ปราบปรามยาเสพติด แล้วทําไมมาชี้แจงเรื่องงบประมาณ ในปี ๒๕๓๑ ผมเป็นรัฐมนตรี ประจําสํานักนายกรัฐมนตรี พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ เป็นนายกรัฐมนตรี ได้เคยมอบหมาย ให้ผมกํากับดูแลสํานักงบประมาณ แล้วเมื่อผมทําหน้าที่ฝ่ายค้าน เวลาผมอภิปราย งบประมาณถ้าข้าราชการสํานักงบประมาณนั่งอยู่ข้างหลังเขาจะรู้ ผมดูเอกสาร ๓ เล่มครับ เล่มแรกคือตัวร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๖ ซึ่งมี ๓๓ มาตรา มาตรา ๓๔ ให้นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ นี่ผมพูดเท่านี้ครับ และนโยบายทั้งหมดที่รัฐบาล แถลงไว้รัฐบาลไปจัดทํางบประมาณสอดคล้องกับนโยบายหรือไม่ แล้วก็เริ่มต้น มาตรา ๔ งบกลาง แล้วก็ดูเรื่อยไป อีกเล่มหนึ่งที่ผมดูคืองบประมาณโดยสังเขป จะมีรายละเอียดหมด อีกเล่มหนึ่งที่ช่วยเราก็คือบันทึกวิเคราะห์สรุปสาระสําคัญร่างพระราชบัญญัติงบประมาณ รายจ่ายประจําปีงบประมาณนั้น ๆ บรรดาสมาชิกส่วนใหญ่ท่านอภิปรายลักษณะปรับทุกข์ ผูกมิตรก็เป็นสิทธิ ผมจะขออนุญาตท่านประธานว่างบประมาณรายจ่ายแต่ละปีมันมี ๓ ลักษณะ ๑. ท่านได้เท่าไรใช้เท่านั้นก็ถือว่าสมดุล ได้น้อยใช้มากถือว่าขาดดุล ถ้าได้มาก ใช้น้อยก็ถือว่าเกินดุล วิธีทํางบประมาณมีเท่านี้ครับ สําหรับภาพรวมงบประมาณรายจ่าย ประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๖ ถ้าท่านสมาชิกที่มีใจเป็นธรรมท่านต้องยอมรับว่า ฯพณฯ นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้จัดทํางบประมาณโดยลดขาดดุลงบประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท อันนี้สิครับต้องได้รับคําชมเชย เพราะจากการวิเคราะห์ สังเคราะห์ กําหนดแผนยุทธศาสตร์ จัดทํางบประมาณขาดดุล ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ปี ๒ ปี ๓ ปีที่ผ่านมา ๔๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ปีที่แล้ว ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ปีนี้ขาดดุล ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท นี่เขาเรียกว่าเป็นการจัดทํางบประมาณที่สอดคล้องรองรับกับการเติบโตทางเศรษฐกิจ และการเก็บภาษีได้ ผมเรียนท่านประธานต่อไปว่ารัฐบาลได้พยายามจัดทํางบประมาณ ปี ๒๕๕๖ อย่างรอบคอบ ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ และขยายโอกาส รัฐบาลคํานึงข้อจํากัด ต่าง ๆ ด้านเศรษฐกิจ ความจําเป็นในการพัฒนา ด้านสังคม และฐานะทางการคลัง รัฐบาลปัจจุบัน จึงกําหนดงบประมาณเป็นตัวเลขกลม ๆ ๒.๔ ล้านล้านบาท เพิ่มเพียง ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ ๐.๘

เงื่อนไขสนับสนุนที่ ๒ ความพยายามเหล่านี้ได้แสดงถึงความมุ่งมั่นของ รัฐบาลในการรักษาวินัยทางการคลัง การเงินแบงก์ชาติว่าไป รัฐบาลรักษาวินัยทางการคลัง เพื่อให้ฐานะการเงินของรัฐบาลมีความยั่งยืนในระยะยาว โดยกําหนดวงเงินกู้ชดเชย การขาดดุล จํานวน ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ลดลง ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท จากงบประมาณ ปี ๒๕๕๕ ที่เราขาดดุล ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท

เหตุผลข้อที่ ๓ เหตุหนึ่งที่รัฐบาลกําหนดวงเงินงบประมาณรายจ่ายปี ๒๕๕๖ เพิ่มขึ้นจากปี ๒๕๕๕ เพียง ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท เนื่องจากรัฐบาลยังมีวงเงินที่สามารถ นํามาใช้เพิ่มอีกประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท จาก ๒ รายการสําคัญที่รัฐบาลไม่ต้อง ตั้งงบประมาณในปี ๒๕๕๖ ๒ รายการสําคัญ

รายการที่ ๑ คือการชดใช้เงินคงคลังที่ตั้งไว้ ๕๓,๙๑๘ ล้านบาท ในปีงบประมาณ ๒๕๕๕

รายการที่ ๒ ดอกเบี้ยชดใช้เงินกู้ของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบ สถาบันการเงิน หรือเอฟไอดีเอฟ ประมาณ ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ทําให้งบประมาณปี ๒๕๕๖ รัฐบาลมีวงเงินที่สามารถนํามาใช้เพื่อดําเนินนโยบายเร่งด่วนและนโยบายสําคัญอื่นเพิ่มขึ้น จากปี ๒๕๕๕ รวมทั้งสิ้นเรามีอีก ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ถ้ารัฐบาลไม่มีวินัยการคลัง ก็ตั้งขาดดุล ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท นี่อะไรที่มีแล้วเราก็ลดการขาดดุล เพราะการขาดดุล เป็นพันธะ เป็นภาระที่ต้องเป็นหนี้ในวันข้างหน้า ผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานต่อ นะครับว่าเมื่อท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติพิจารณาโครงสร้างงบประมาณรายจ่ายจะเห็นได้ว่า รัฐบาลได้ให้ความสําคัญในการลงทุน ที่ท่านบอกไม่ให้ความสําคัญ ไม่ใช่ ตัวเลขมันฟ้อง รัฐบาลให้ความสําคัญในการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ เพื่อรองรับการพัฒนาประเทศ ในระยะยาว รัฐบาลคํานึงถึงวันข้างหน้า เพราะรัฐบาลชุดนี้มั่นใจว่าอาจจะอยู่ ๔ ปี บวกอีก ๔ ปี และบวกอีก ๔ ปี เป็น ๑๒ ปี จึงต้องวางโครงสร้างระยะยาว สัดส่วนรายจ่ายลงทุน ต่อวงเงินงบประมาณในปี ๒๕๕๖ เพิ่มสูงขึ้นเป็นร้อยละ ๑๘.๗ เงินลงทุนมาก นี่ละเขาถือว่า จัดงบประมาณอย่างถูกต้อง เพราะถ้ารายจ่ายประจํามาก ไม่ได้ จ่ายแล้วสูญเปล่า แต่ลงทุนมาก มันกระตุ้นเศรษฐกิจ เงินลงทุนไปก็จะมีกําไร ประเทศชาติก็จะเจริญรุ่งเรืองสูงขึ้นเป็นร้อยละ ๑๘.๗ หรือเป็นเงินงบประมาณ ๔๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งสัดส่วนรายจ่ายลงทุนดังกล่าว มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเป็นลําดับในช่วงที่รัฐบาล ฯพณฯ นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร เข้ามาบริหารราชการแผ่นดิน หากเปรียบเทียบกับสัดส่วนรายจ่ายลงทุนในปีงบประมาณ ๒๕๕๔ จะเห็นได้ว่ากําหนดไว้เพียง ๑๖.๔ ปีนี้ ๑๘.๗ ลงทุนมากกว่า ตัวเลขชัดเจน ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานครับว่าเมื่อพิจารณาภาพรวมการจัดสรรงบประมาณแล้ว รัฐบาลได้ใช้ความพยายามอย่างมากในการสร้างรากฐานการพัฒนาที่มีความสมดุล โดยในปีงบประมาณ ๒๕๕๖ ได้จัดสรรรายจ่ายสูงถึง ๑ ใน ๕ ของวงเงินงบประมาณรวม หรือร้อยละ ๒๐.๕ หรือประมาณ ๔๙๑,๐๐๐ ล้านบาท ผ่านยุทธศาสตร์ที่ ๑ ที่บูรณาการ ตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล โดยมีแผนงานสําคัญต่าง ๆ อาทิ การสร้างความปรองดอง สมานฉันท์ ที่ท่านปรารภกันหนักหนาว่ารัฐบาลจะสร้างความปรองดองหรือไม่ ขอยืนยันว่า รัฐบาลได้ใส่งบประมาณไว้ในนโยบายเรื่องนี้ การป้องกันปราบปรามและบําบัดรักษายาเสพติด รัฐบาลกําหนดไว้ ๔๐๐,๐๐๐ คน ต้องบําบัดรักษาให้ได้ในปีนี้ การบริหารจัดการน้ํา อย่างบูรณาการ การยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน การส่งเสริมให้ประชาชนเข้าถึง แหล่งทุน และเสริมสร้างเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตร และการพัฒนาระบบประกันสุขภาพ เป็นต้น ย้ําอีกครั้งครับที่บอกว่าไม่ห่วงสินค้าการเกษตร ไม่ใช่ ท่านไปดูสิครับ ในงบประมาณ สังเขป ในพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย ๓๔ มาตรา เรามีใส่เรียบร้อย แต่ถ้าดูดีเทล (Detail) ก็อาจจะไม่เห็น แต่ดูภาพรวมมีไว้ครบถ้วน

ในด้านความมั่นคงและบริหารจัดการภาครัฐจัดสรรงบประมาณไว้ ๙๖๙,๓๗๘ ล้านบาท ของวงเงินรวม ซึ่งมีการจัดสรรงบประมาณลงในด้านที่สําคัญ ๆ

๑. การแก้ไขและป้องกันปัญหายาเสพติด ๑๑,๕๘๒ ล้านบาท เพิ่มจากงบประมาณ ปี ๒๕๕๕ ถึงร้อยละ ๒๒ รัฐบาลได้กําหนดการแก้ไขปัญหายาเสพติดเป็นวาระแห่งชาติ แล้วมายกระดับเป็นวาระภูมิภาคที่ท่านนายกรัฐมนตรีไปประชุมอาเซียนซัมมิท (ASEAN Summit) ที่ประเทศกัมพูชา เราจึงเพิ่มงบประมาณด้านแก้ปัญหายาเสพติด ๑๑,๕๘๒ ล้านบาท เพิ่มจากปีที่แล้วร้อยละ ๒๒ เปอร์เซ็นต์

การป้องกันและปราบปรามการทุจริต ผมเรียนท่านผู้ชมทางบ้าน ท่านสมาชิกซีกรัฐบาลให้ท่านสบายใจได้ ไม่มีรัฐบาลชุดไหนที่ให้ความสําคัญกับการป้องกัน และปราบปรามการทุจริต เมื่อวันที่ ๑๘ ที่ผ่านมา ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีได้ไปประชุม เชิงปฏิบัติการที่เรียกว่าเวิร์คชอพ (Workshop) ข้าราชการทุกภาคส่วน พ่อค้า พี่น้องประชาชน นักธุรกิจ ซึ่งเขาขมขื่น ในอดีตมีการประชุมสัมมนาที่โรงแรมเอราวัณ ราชประสงค์ นักธุรกิจ ๑๐,๐๐๐ กว่าคนบอกเราว่าในยุคหนึ่งเขาต้องเสียใต้โต๊ะ ร้อยละ ๒๕ เปอร์เซ็นต์ของเงิน งบประมาณที่เขาได้ไป ท่านนายกรัฐมนตรีห่วงเรื่องนี้จึงบูรณาการเป็นรูปธรรม เพราะฉะนั้น สมาชิกที่จะอภิปรายต่อไปถ้าบอกรัฐบาลชุดนี้ไม่แก้ปัญหาการทุจริต ไม่ขจัดทุจริต ท่านคิด ผิดคิดใหม่เสีย นายกรัฐมนตรีได้ตั้งงบประมาณเอาไว้ ๔๒๐,๕๐๐,๐๐๐ บาท เฉพาะงบ ปราบทุจริตของรัฐบาลท่านยิ่งลักษณ์เพิ่มร้อยละ ๘๒ เปอร์เซ็นต์ กระผมไม่เอาจริงได้อย่างไร ผมนั่งทําตัวเลขเมื่อคืนกลับจากเมืองกาญจนบุรี เวลาประชุม ครม. ที่เมืองกาญจนบุรี นายกรัฐมนตรีก็บอกท่านรองนายกรัฐมนตรีเอาหน่อยนะ บอกผมไม่ใช่นักเศรษฐศาสตร์ บอกเอาเถอะ ๆ ช่วยกัน ๆ ก็ไปดูตัวเลข เอ๊ะเขาบอกว่ารัฐบาลชุดนี้ไม่เร่งรัดปราบปราม การทุจริตเพิ่มเงิน ๘๒ เปอร์เซ็นต์ โดยเน้นให้มีการตรวจสอบการทุจริตในภาครัฐรวมทั้ง การสืบสวน สอบสวนการกระทําผิด สร้างความรู้และความตระหนักในสังคมเพื่อป้องกัน ปัญหาการทุจริต ยืนยันชัดเจน ปราศรัยหาเสียงผมพูดไว้ ๓ ส่วนสําคัญ ๑. ชนะเลือกตั้ง แก้รัฐธรรมนูญ ๒. แก้ปัญหาปากท้องพี่น้องประชาชน ๓. แก้ปัญหายาเสพติด ๔. แก้ปัญหา การทุจริตและจะดําเนินการตรวจสอบย้อนหลัง ถ้าใครทุจริตก็ต้องถูกดําเนินคดี ส่วนใคร ไม่ทุจริตก็กินข้าวร้อน นอนตื่นสายไม่มีปัญหาอะไร การแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ รัฐบาลจัดสรรงบประมาณจํานวน ๒๐,๗๓๑,๙๐๐,๐๐๐ บาท ให้หน่วยงานต่าง ๆ ดําเนินการ ท่านประธานครับ ผมเป็นประธานการค้ามนุษย์ ที่ผ่านมาคนต่างด้าวเท้าต่างแดนเขาไม่เชื่อถือ คนไทย ผมไปเปิดดูท่านนายกรัฐมนตรีจัดหนัก จัดเต็ม จัดงบประมาณให้ ๔๘๓,๕๐๐,๐๐๐ บาท เพิ่มขึ้นร้อยละ ๗๓ เพื่อให้ฮิวแมน ไรท์ Human rights) เพื่อให้ประเทศสหรัฐอเมริกาเขาได้ เชื่อมั่นรัฐบาลไทยว่าเราได้ดําเนินงานเรื่องนี้จริง ทีนี้มาถึงภารกิจของสํานักงานตํารวจ แห่งชาติได้งบประมาณ ๘๓,๕๐๑,๗๐๐,๐๐๐ บาท เพิ่มร้อยละ ๗ รัฐบาลรู้ ตํารวจเหนื่อย ทั้งตํารวจชายแดนภาคใต้ ตํารวจชายแดนภาคเหนือ ผมเป็นซีน บอร์เดอร์ (Seen border) ต้องสกัดสารตั้งต้น ต้องไล่จับขบวนการค้ายาเสพติดตํารวจตาย ทุพพลภาพ พิการ งบประมาณไม่พอใช้ ไม่ต้องไปขอเงินพ่อค้าเหมือนเมื่อก่อนที่ต้องไปเอาสตางค์มา แล้วมาเติมน้ํามัน พูดถึงตํารวจตรงนี้ใครดูโทรทัศน์ผมกําลังอภิปราย สถานีรถไฟมักกะสัน โรงพักไหน พญาไทหรือมักกะสันอย่าให้มีเรื่องนี้ อย่าให้เขาตําหนิติติง จะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ ไม่รู้ แต่ถ้ามีบ่อนในพื้นที่ท่านต้องรับผิดชอบ ผู้กํากับไม่รับผิดชอบไม่ได้ ท่านประธานครับ สิ่งที่กระผมกราบเรียนท่านประธาน แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นจริงใจของ รัฐบาลในการสร้างพัฒนาสังคมไทยให้เกิดความอยู่ดีมีสุข มีความสมานฉันท์ เท่าเทียมควบคู่ กับการพัฒนาเศรษฐกิจ ในปัจจุบันเศรษฐกิจมีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างรวดเร็วและชัดเจน อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจหรือจีดีพี โกรธ์ (GDP growth) ในปี ๒๕๕๕ ซึ่งเดิม คาดว่าจะขยายได้ประมาณร้อยละ ๕ ก็มีการปรับประมาณการขึ้นเป็นร้อยละ ๕.๕-๖.๕ ตามสภาพการณ์ทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน ที่กระผมเรียนอย่างนี้ ถ้าฝ่ายค้านฟังก็อาจจะมองว่า เต้าตัวเลข ไม่หรอกครับ บนพื้นฐานของความเป็นจริง ปัจจุบันนี้จากเศรษฐกิจเติบโตส่งผลให้ สถานะด้านการคลังของรัฐบาลในปัจจุบันมีความเข้มแข็ง รายได้ที่จัดเก็บในช่วง ๗ เดือนแรก ของปีงบประมาณ ๒๕๕๕ คือ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๔ ถึงเมษายน ๒๕๕๕ สูงกว่าเป้าหมาย ๓๗,๕๐๐ ล้านบาท ประมาณร้อยละ ๔.๑ เพราะในบรรดาสมาชิกที่ท่านคิดว่าเศรษฐกิจไม่โต เราเก็บภาษีได้เกินเป้า ๓๗,๕๐๐ ล้านบาท กับช่วงเดียวของปีก่อนผมไม่บอกว่ารัฐบาลไหน ในช่วงเดียวกันนี้จัดเก็บรายได้สูง เราสูงกว่า ๓.๓ กว่าเปอร์เซ็นต์ แนวโน้มดังกล่าวรัฐบาล ฯพณฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จึงมีความมั่นใจว่าเศรษฐกิจเติบโต แล้วเก็บมาแล้วเกินเป้า ๓๗,๕๐๐ ล้านบาท ก่อนผมอภิปรายตอบซึ่งไม่ใช่หน้าที่โดยตรง แต่เห็นเฉี่ยวไปเฉี่ยวมา เดี๋ยวพี่น้องประชาชนคนฟังทางบ้านจะเข้าใจผิดว่าเศรษฐกิจมันแย่ ไม่ครับ ผมถามตัวเลข จากสํานักงบประมาณเขายืนยันเลยว่าเก็บเกินเป้า ๓๗,๕๐๐ ล้านบาท ก่อนที่ผมจะนั่งลง ผมอยากเรียนท่านประธานให้เห็นชัดเจนว่างบประมาณปี ๒๕๕๕ จะเห็นว่าเราตั้งงบเอาไว้ ๒.๓๘ ล้านล้านบาท ปีนี้ ๒.๔ ล้านล้านบาท เพิ่ม ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ถ้ารัฐบาลสะเพร่า รัฐบาลเอาเงิน ๒ ยอด ใช้คืนเงินคงคลัง เงินต้องใช้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนา ระบบสถาบันการเงิน ๒ ยอด แสนกว่าล้านบาทครับ ก็ตั้งให้เป็นหนี้ให้เริดไปสิ ไม่ ตรงนั้นมี เราก็ลดขาดดุลไปถึง ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ต่อมาประเด็นปัญหาที่บอกกันว่าเปรียบเทียบ งบประมาณรายจ่ายจําแนกตามลักษณะงาน เอกสารงบประมาณสังเขปครับ ท่านจะว่า ไม่รัฐบาลเลย ในหน้า ๕๓ มีเรียบร้อยครบถ้วน จําแนกเอาไว้เรียบร้อยหมด ทุกรายการได้ เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสําคัญ เพิ่มหมด เพิ่มหมด เพิ่มหมด ที่บอกว่าไม่เพิ่ม ทิ้งตรงนั้นตัดตรงนี้ ไม่มีครับ งบประมาณด้านการป้องกันประเทศ การรักษาความสงบภายใน เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม สาธารณสุข ศาสนา วัฒนธรรม นันทนาการ การศึกษา การสังคมสงเคราะห์ ล้วนแต่เพิ่มขึ้นทั้งนั้นที่กลัวคนจะไม่มีเงินรักษาพยาบาล เพิ่มหมดแล้ว ท่านไปอ่านใหม่ครับ งบประมาณสังเขป หน้า ๕๓ ส่วนงบการเคหะชุมชนลดตัวเดียว ๔๐ เปอร์เซ็นต์ รัฐบาลรู้นี่ครับ รัฐบาลตั้งงบปี ๒๕๕๕ เอาไว้เยียวยาน้ําท่วม ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็ตัดงบปี ๒๕๕๖ ตัดงบการเคหะแห่งชาติลง ก็ ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าใช้ก็เอาไปสิครับ เงินมีนี่ครับเราตั้งไว้ ตั้งแต่ปีที่แล้ว เราไม่ใช้สุรุ่ยสุร่าย ทีนี้ถามว่าจะเอารายได้ตอนไหน ก็เศรษฐกิจมันดี ภาษีก็เก็บเกิน การประมาณการรายได้ ๒.๑ ล้านล้านบาท เรามีรายได้เพิ่มจากปีงบประมาณ ปี ๒๕๕๕ ที่มีรายได้ ๑.๙๘ ล้านล้านบาท เราจัดเก็บภาษีอากรรวมเพิ่มขึ้น มีรายรับจากการ ขายสิ่งของและการบริการเพิ่มขึ้น ต่างชาติมาเที่ยวมากขึ้นเพราะเมืองไทยไม่มีเหตุรุนแรง ผมสั่งตํารวจท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวมาเที่ยว มดไม่ให้ไต่ ไรไม่ให้ตอม บอกตํารวจอิมมิเกรชัน (Immigration) ตรวจคนเข้าเมือง ต้องยิ้มตลอด ต้องบริการอย่างดี ต้องมีที่พักพิง ถ้าแถวยาว แถวต่อ แถวยาวแถวต่อ ตั้งแถวคู่คนก็มาเที่ยวมากขึ้น ก็มีคนบอกกันว่าการลดภาษีนิติบุคคล จาก ๓๐ เปอร์เซ็นต์ เหลือ ๒๓ เปอร์เซ็นต์ ผมก็ปราศรัยไว้ ก็ท่านทักษิณคิด พรรคเพื่อไทยทํา ท่านยิ่งลักษณ์ นายกรัฐมนตรี เฉลิมปราศรัย ถ้าผมจําไม่ผิด ประเทศฮ่องกง ๑๗ เปอร์เซ็นต์ ประเทศมาเลเซีย ๒๕ เปอร์เซ็นต์ ประเทศไทยเรา ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ก็มาลดเหลือ ๒๓ เปอร์เซ็นต์ และในปีต่อไปจะลดเหลือ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ท่านก็อภิปรายกันเยอะ บางคน ก็บอกว่ารายได้โดยตรงรัฐบาลจะลดลง ไม่ครับ ถ้ามองในภาพรวมนะครับ ภาษีที่ลดลง จะเป็นการจูงใจให้ธุรกิจที่เคยหลบเลี่ยงภาษีก็จะเข้าระบบ ฐานภาษีมันกว้าง ได้น้อย แต่ปริมาณผู้เสียเยอะเท่ากับได้มาก ถ้าได้มากแต่คนหลบภาษีเยอะ เสียภาษีน้อย เท่ากับ ได้น้อย รัฐบาลคิดโกอินเตอร์ (Go inter) และเราจูงใจให้นักธุรกิจภาคอุตสาหกรรมขนาดเล็ก ขนาดกลาง ขนาดใหญ่ เขามาลงทุน และเรายังสามารถเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มได้ ภาษีนิติบุคคลลด แต่ฐานคนเสียมากขึ้น เคยหลีกเลี่ยงภาษี วันนี้ออกลูกจูงหลาน รัฐบาลนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ มีมาตรการลดภาษีรายได้นิติบุคคล เพราะฉะนั้นเราต้องเสียให้ตรงไปตรงมา คิดเป็นระบบ แล้วจัดทําเป็นระเบียบ ผมกราบเรียนท่านประธานนะครับว่ารัฐบาลมาจากคนยากคนจน เรากระจายอํานาจ เราต้องกระจายรายได้ พูดแต่ปากไหมครับ ไม่ แล้วทําอย่างไร ผมจะเรียน ท่านประธาน ปรากฏว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ หมวด ๑๔ การปกครองส่วนท้องถิ่น มาตรา ๒๘๓ วรรคสาม กําหนดให้มีกฎหมายกําหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอํานาจให้กับองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น รัฐบาลได้จัดสรรเงินอุดหนุนให้ อปท. เพิ่มจาก ๒๒๑,๐๙๑ ล้านบาท เป็น ๒๓๖,๕๐๐ ล้านบาท เพิ่มขึ้นอีกทั้งหมด ๑๕,๑๘๑ ล้านบาท เพราะฉะนั้น อบต. อบจ. เทศบาล ถ้าดูผมอภิปรายให้ท่านรับรู้ รัฐบาลที่มาจากคนชนบท รัฐบาลที่มาจากฐานท้องถิ่น ได้เพิ่มงบประมาณให้ อบต. ทั้งหมดปีนี้ ๑๕,๑๘๘,๑๐๐,๐๐๐ บาท เทศบาล อบต. และที่สําคัญที่สุด กทม. ก็ให้ ไม่ใช่มองว่าพรรคไหนหรอกครับ พัทยาก็ให้ นี่คือน้ําใจรัฐบาล ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ถ้าหากท่านคิดว่าผมไม่มีที่มาที่ไป ท่านเปิดตาราง ที่ ๑๓ หน้า ๒๓ ถึงหน้า ๙๕ มีอยู่ตรงนั้นครบถ้วนครับ สุดท้ายเลยครับ ก็มีคนคิดตัวเลขว่า ถ้าลดภาษีรายได้นิติบุคคลปีงบประมาณ ๒๕๕๕ เราจะขาดทุนไป ๕๒,๕๐๐ ล้านบาท ปี ๒๕๕๖ ก็ ๗๕,๐๐๐ ล้านบาท ต่อไปปี ๒๕๕๗ ก็ ๒๒,๕๐๐ ล้านบาท นั่นตัวเลขเราคิดจาก ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ลดมาเหลือ ๒๓ เปอร์เซ็นต์ จะหายไป แต่ถ้ามองถึงโมทีฟ (Motive) แรงจูงใจ การลงทุน ฐานภาษีขยายกว้างขึ้น สรุปแล้วเรากําไรครับ เมื่อมีการตั้งโรงงาน เขาเรียกว่า สร้างงาน สร้างงานก็มีการจ้างงาน จ้างงานคนก็มีรายได้ คนก็มีงานทํา อาชญากรรมก็ลดลง คนทํางานมีรายได้ มีเงินจับจ่ายใช้สอย ไปซื้อของ พ่อค้าแม่ขายขายของได้ รัฐเก็บภาษีได้ เบื้องต้นกราบเรียนท่านประธานนะครับ ส่วนอีกรอบหนึ่งผมอาจจะได้รับมอบหมายให้มาบอก กับบรรดาพี่น้องประชาชนที่ชมทางบ้าน ให้มาบอกกับบรรดาสมาชิกทั้งหมดว่าราคาสิ่งของ มันแพงไหม ยอมรับว่าแพง รายได้จาก ๒๒๕ บาท เป็น ๓๐๐ บาทต่อวัน จากละเกะละกะ ก็มาเป็น ๑๕,๐๐๐ บาท ส่วนจํานําราคาข้าวเปลือก มันสําปะหลัง เรียนตรง ๆ รัฐบาลคนยาก คนจนจะไม่ให้เกษตรกรขาดทุนโดยเด็ดขาด

สุดท้ายเลยครับ เป็นเรื่องของผมโดยตรง งานนี้ไม่ตอบไม่ได้ มีคนห่วงใย เรื่องนโยบายรัฐบาลอนุญาตให้จัดตั้งหมู่บ้านเสื้อแดงและมีการจ่ายเงินสนับสนุนจริงไหม ตอบว่าไม่จริง มีนโยบายไหม ไม่มี แต่ไม่ห้าม สิทธิของเขาขั้นพื้นฐาน และผมยังไม่เห็นว่า มีหมู่บ้านเสื้อแดงในเมืองไทยที่ถูกต้องแบบจดทะเบียนกับกรมการปกครอง มันเป็นเสื้อแดง ที่เขามีความรู้สึก ผมย้ําหลายครั้ง ท่านอย่าไปสงสัยเลย อย่าไปลือเลยว่าพรรคเพื่อไทย กับเสื้อแดงพวกกัน มันเรื่องจริง เขาพวกกัน แต่ไม่ได้สนับสนุนให้จัดตั้ง และไม่มีงบประมาณ ไปให้

เรื่องปัญหายาเสพติด ผมกราบเรียนนะครับ พี่น้องประชาชนสะท้อนกลับ โดยผ่านโพลล์ (Poll) ผมพยายามทํางานให้ดีที่สุดและจะไม่ใช้เวทีนี้พูดมาก เพราะผลโพลล์ มาเป็นอันดับหนึ่งเมื่อวานซืนนี้ เดี๋ยวประชาชนจะหมั่นไส้ที่ท่านให้เครดิตตัวผม ไม่ใช่ผมครับ ที่ผมทํางานได้ดีมีประสิทธิภาพก่อให้เกิดประสิทธิผล เพราะ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ท่านมอบหมายให้ปฏิบัติภารกิจอย่างเต็มที่ ทุกภาคส่วนให้ความร่วมมือ พี่น้องประชาชน ให้ความร่วมมือ การแก้ปัญหายาเสพติดลําพังผมหรือรัฐบาลมันแก้ไม่ได้ ต้องเป็นพลังแผ่นดิน เอาชนะปัญหายาเสพติด และที่สําคัญเป็นโชคดีของประเทศ เป็นโชคดีของรัฐบาลที่เรารู้แล้ว ว่าแก๊งอุบาทว์ที่มันนํายาซูโดอีเฟดรีนเข้ามาโดยทางสําแดงเท็จ ลักลอบนํายาซูโดอีเฟดรีนเข้ามา เรารู้เส้นทาง รู้กลุ่มแก๊ง จะดําเนินการจับกุมในเร็ววันนี้และถ้าเราซีน บอร์เดอร์ ปิดชายแดนได้ เราสกัดสารตั้งต้นได้ นั่นแปลว่าปัญหายาเสพติดซึ่งเป็นทุกข์ของมวลมนุษยชาติจะลดน้อย ถอยลง ๑ ปี ตั้งแต่รัฐบาลมาทํางานได้ ๘ เดือน ตั้งเป้า ๑ ปี จะให้ลดน้อยลง ลดลง ลดลง ลดลง และในที่สุดให้เหลือน้อยที่สุดจะบําบัดรักษาให้ครบ ๔๐๐,๐๐๐ จะเป็นมารผจญกับ นักโทษในคุกในเรือนจําที่ใช้เป็นฐานสั่งยาเสพติด จะสร้างคุกใหม่ สุดท้ายจะหาเกาะ เอาไป สร้างบนเกาะ แล้วตัดสัญญาณไฟ ตัดสัญญาณโทรศัพท์ ขอประทานโทษสัญญาณไฟตัดไม่ได้ เดี๋ยวละเมิดสิทธิ ตัดสัญญาณโทรศัพท์ และต้องขยายการยึดทรัพย์ ถ้าใครดูโทรทัศน์แล้วคิด จะค้ายาเสพติด ณ วันนี้กระบวนการของท่านได้ฆ่าตัดตอนกันแล้ว ตํารวจไม่ฆ่าแต่ท่านฆ่า เสียเองเพราะจับได้เยอะ อ้ายลูกพี่ก็นึกว่าลูกน้องหักหลัง ขอขอบคุณท่านประธานที่กรุณา อนุญาตให้เวลาผม ขอกราบขอบพระคุณครับ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เชิญท่าน ดอกเตอร์ธีรรัตน์ สําเร็จวาณิชย์ ๑๐ นาที ครับ

นางสาวธีรรัตน์ สําเร็จวาณิชย์ กรุงเทพมหานคร 🔗

ท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน ธีรรัตน์ สําเร็จวาณิชย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทย ขอบคุณท่านประธานที่ได้ให้โอกาสดิฉันในการร่วมอภิปรายเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ งบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๖ ในครั้งนี้ ซึ่งดิฉันถือว่ามีความสําคัญ และเป็นโอกาสอันดีที่พี่น้องประชาชนที่รับฟังรับชมอยู่ทางบ้านจะได้ทราบว่ารัฐบาล มียุทธศาสตร์ในการดําเนินงานในการกําหนดงบประมาณของประชาชนอย่างไร พี่น้อง ประชาชนจะได้รับทราบว่ารัฐบาลมีการจัดการบริหารงบประมาณที่เป็นภาษีของประชาชน ไปในทางไหน เพื่อให้ประชาชนมีชีวิตที่ดีขึ้น มีความก้าวหน้าทั้งในด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุนทั้งในภาพรวมของในและนอกประเทศต่อไปค่ะ ท่านประธานคะ ก่อนอื่นดิฉันต้องขออนุญาตในการที่จะใช้เอกสารที่ทางสภาได้จัดให้กับ เพื่อนสมาชิกในการประกอบการอภิปรายในครั้งนี้นั่นก็คือบันทึกวิเคราะห์สรุปสาระสําคัญ ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๖ ข้างในนี้ได้มีการ กําหนดวัตถุประสงค์และยุทธศาสตร์ในการจัดทํางบประมาณไว้อย่างชัดเจน ซึ่งเมื่อดิฉัน ได้ศึกษาดูแล้วก็พบว่าแนวทางหนึ่งในการที่รัฐบาลใช้น้อมนําในการกําหนดนโยบายก็คือ การน้อมนําปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นหลักในการพัฒนาประเทศ ให้ประชาชนสามารถ พึ่งพาตนเองได้ ควบคู่กับการเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันในระดับสากล ในปี ๒๕๕๖ นี้ รัฐบาลได้กําหนดงบประมาณรายจ่ายอยู่ที่ ๒.๔ ล้านล้านบาท ในขณะที่เป้าหมายการจัดเก็บ รายได้ของรัฐบาลอยู่ที่ ๒.๑ ล้านล้านบาท โดยกําหนดวงเงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุล งบประมาณจํานวน ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าเราลองเปรียบเทียบตัวเลขกับปี ๒๕๕๕ เราพบว่าเป็นการตั้งงบประมาณที่ขาดดุล ลดลงจาก ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เป็น ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท จึงเป็นเรื่องที่น่าชื่นชมรัฐบาลค่ะว่าภายใต้การนําของท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร นี้ มีนัยสําคัญของการจัดทํางบประมาณขาดดุลที่ลดลงจากปีก่อน ๆ จะนําไปสู่ความสมดุลของ การจัดทํางบประมาณในปีต่อ ๆ ไปในที่สุด และที่สําคัญยังแสดงถึงความมีวินัยทางการคลัง ของรัฐบาลซึ่งเราจะเห็นได้จากตัวเลขการจัดเก็บรายได้ที่เพิ่มขึ้นจาก ๑.๙๘ ล้านล้านบาท ในปี ๒๕๕๕ เป็น ๒.๑ ล้านล้านบาทในปี ๒๕๕๖ ท่านประธานคะตัวเลขตรงนี้นั้นแสดงถึง อะไรคะ แสดงถึงการจัดเก็บรายได้ที่เพิ่มขึ้น ๑.๒ แสนล้านบาท ทําให้เห็นว่าแม้รัฐบาล จะมีรายรับที่มากขึ้นแต่ก็ใช้จ่ายเฉพาะที่เป็นส่วนที่เป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชน อย่างแท้จริงและจริงจัง และเลือกที่จะกําหนดให้งบประมาณขาดดุลลดลงเพื่อให้เศรษฐกิจ ภาพรวมของประเทศมีความสมดุลมากที่สุดค่ะ ต่อไปดิฉันจะขอเรียนท่านประธานว่า จากการพิจารณายุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๖ นี้ ดิฉันพบว่ารัฐบาลได้มีการกําหนดรายจ่ายและมีความสอดคล้องกับนโยบายที่รัฐบาล ได้นําเสนอและเคยประกาศต่อประชาชนไว้ รวมถึงเป็นการกําหนดนโยบายและงบประมาณ ที่สนับสนุนและยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนของพี่น้องชาวไทยอย่างแท้จริง ดิฉันต้องขอ พูดถึงในเรื่องของการเพิ่มรายได้ของพี่น้องประชาชนที่ถือว่าเป็นนโยบายหนึ่งที่เป็นการ สนับสนุนให้คุณภาพชีวิตของประชาชนดีขึ้น ดังเช่นการปรับเงินเดือนผู้จบการศึกษาระดับ ปริญญาตรีเป็น ๑๕,๐๐๐ บาทต่อเดือน ซึ่งตรงนี้ต้องรวมถึงข้าราชการทุกหน่วยงานก็จะต้อง ได้รับสิทธิประโยชน์จากตรงนี้เช่นเดียวกัน ดิฉันต้องขอเรียนท่านประธานถึงรัฐบาลว่าขอให้ รัฐบาลกําหนดงบประมาณในส่วนนี้ครอบคลุมถึงข้าราชการทุกระดับชั้นและทุกหน่วยงาน เพื่อที่ว่าสิ่งดี ๆ จะไปถึงพี่น้องประชาชนจากการที่รัฐบาลได้กําหนดไว้และเป็นประโยชน์ ต่อประชาชนอย่างแท้จริงในครั้งนี้อย่างทั่วถึงด้วย ดิฉันต้องขออนุญาตเชื่อมโยงการเพิ่ม เงินเดือนเป็น ๑๕,๐๐๐ บาทต่อเดือน เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาของไทยอย่างไร เพราะจากการที่ดิฉันได้ศึกษาในระดับปริญญาเอกนั้นดิฉันได้มีโอกาสพบปะผู้เชี่ยวชาญ ทางด้านการศึกษาหลาย ๆ ท่านซึ่งก็พบว่าสาเหตุหนึ่งที่ทําให้การศึกษาไทยยังมีปัญหาอยู่ใน หลาย ๆ ปีที่ผ่านมานั้นเกี่ยวเนื่องกับอัตราค่าจ้างค่าตอบแทนของครูบุคลากรทางการศึกษา ครูบางครั้งต้องทํางานพิเศษเพื่อที่จะให้มีรายได้เพิ่มเติมนั่นก็เป็นเหตุผลให้การสอน ที่มีประสิทธิภาพนั้นอาจจะลดต่ําลง ฉะนั้นถ้าหากว่ารัฐบาลได้กําหนดค่าแรงหรือค่าตอบแทน สําหรับครูเพิ่มมากขึ้นดิฉันก็คิดว่าน่าจะเป็นส่วนหนึ่งและปัจจัยหนึ่งที่จะทําให้การศึกษา ของไทยนั้นมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นค่ะ ท่านประธานคะ ในด้านของการสร้างสรรค์นวัตกรรมและองค์ความรู้ใหม่ ๆ เพื่อเพิ่มศักยภาพ ครู อาจารย์และระบบการศึกษา หรือการจัดสรรเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษานั้นเพื่อให้เกิด ความเท่าเทียมกัน ทั้งในด้านโอกาสและการเข้าถึงการศึกษา ถือเป็นสิทธิที่ประชาชนต้องได้รับ และเป็นที่น่าชื่นชมรัฐบาลค่ะ เพราะทุกอย่างที่ดิฉันได้กล่าวมาข้างต้นรัฐบาลได้ให้ความสําคัญ และกําหนดไว้ในงบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๖ เพื่อตอบสนอง ความจําเป็นนั้น เพราะฉะนั้นงบประมาณจํานวน ๖๒๕,๔๔๓.๓ ล้านบาท ตามยุทธศาสตร์ที่ ๔ ในเรื่องของยุทธศาสตร์การศึกษาคุณธรรมจริยธรรม คุณภาพชีวิตและความเท่าเทียมกัน ในสังคม ที่ได้ระบุไว้ว่าเพื่อสนับสนุนด้านการศึกษาขั้นพื้นฐานที่มีคุณภาพและมีมาตรฐาน ให้แก่ประชากรในวัยเรียนโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย การสร้างการกระจายโอกาสทางการศึกษา ให้ทั่วถึงและเป็นธรรม ดิฉันมั่นใจว่าเราไม่มีเหตุผลใดที่จะปฏิเสธสิ่งดี ๆ ที่รัฐบาลได้มอบไว้ ให้กับประชาชนดังนี้ค่ะ

อีกตัวอย่างหนึ่งที่ดิฉันจะขอกล่าวถึงในฐานะที่ได้มีโอกาสในการเข้าไปทํางาน ในส่วนของคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ ดิฉันต้องพูดถึงยุทธศาสตร์การสร้างความ เจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างมีเสถียรภาพและยั่งยืนของรัฐบาลที่จัดสรรงบประมาณไว้ ที่ ๒๒๘,๓๙๕.๘ ล้านบาท จากการวิเคราะห์ของนักเศรษฐศาสตร์ต่อภาวะเศรษฐกิจโลก ที่มีความผันผวนและเปราะบางในปัจจุบันนี้ การสร้างความมั่นคงทางอาหาร การเสริมสร้าง ความเข้มแข็งของเกษตรกร เพื่อให้พี่น้องประชาชนสามารถพึ่งพาตนเองได้ เป็นเรื่องที่ดิฉัน ต้องชื่นชมรัฐบาลอีกครั้งที่ให้ความสําคัญกับเกษตรกรไทยโดยกําหนดไว้เป็นยุทธศาสตร์หลัก ที่สําคัญเอาไว้ด้วย และบวกกับแนวโน้มการขยายตัวของเศรษฐกิจที่เน้นเรื่องการลงทุน ทั้งการบริโภคและการลงทุนอย่างต่อเนื่อง ในเรื่องของมาตรการการฟื้นฟูประเทศหลังเหตุการณ์ ปัญหาน้ําท่วมในปีที่แล้ว รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณในส่วนนี้ไว้อย่างชัดเจนและลงตัว และมีความเหมาะสมที่สุด ท่านประธานคะ ยังมีงบประมาณในกระทรวงต่าง ๆ ที่ดิฉัน อยากจะกล่าวถึง เช่นในเรื่องของยุทธศาสตร์การต่างประเทศและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ จํานวน ๗,๙๘๒.๒ ล้านบาท ดิฉันเห็นว่าอาจจะเป็นจํานวนที่น้อยเกินไปเมื่อเทียบกับ ความจําเป็นที่เราจะต้องสร้างความสัมพันธ์อันดีกับประเทศเพื่อนบ้าน ในการที่เราจะต้อง เตรียมความพร้อมทางด้านการเมือง ความมั่นคงทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม เพื่อเตรียมตัวเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ภาพลักษณ์ที่ดีของประชาชนประเทศไทยเป็นสิ่งที่สําคัญ เราจะต้องใช้การประชาสัมพันธ์ให้ชาวต่างชาติได้ตระหนักรู้ถึงความมีเสถียรภาพของ ประเทศไทยในการที่จะเข้ามาลงทุนและการทําการค้าต่อไป งบประมาณในส่วนนี้ถ้าบางท่าน อาจจะมองว่ามากไป แต่ถ้าท่านลองเปรียบเทียบกับผลลัพธ์ที่จะกลับมาสู่ประเทศไทยที่จะ กลับมาสู่พี่น้องประชาชนชาวไทย ดิฉันก็เห็นว่าเป็นความจําเป็นอย่างยิ่งที่รัฐบาลจะต้องให้ ความสําคัญค่ะ ท่านประธานคะ ด้วยเวลาอันจํากัด ดิฉันไม่สามารถกล่าวถึงนโยบายต่าง ๆ ที่รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณไว้อย่างครบถ้วนต่อพี่น้องประชาชนนี้ แต่ก็เชื่อว่าสมาชิกที่อยู่ ณ ที่นี้จะได้รับทราบถึงการจัดสรรงบประมาณที่มีความรอบคอบและมีวินัยทางการคลังของ รัฐบาลอย่างน่าชื่นชมค่ะ

สุดท้ายนี้ด้วยเหตุผลทั้งหมดที่ดิฉันได้กล่าวมาข้างต้น ดิฉันขอสนับสนุน ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๖ นี้ ด้วยหวัง เป็นอย่างยิ่งว่าชีวิตความเป็นอยู่ เศรษฐกิจ สังคม ของประเทศไทยจะพัฒนาก้าวหน้าต่อไป ภายใต้รัฐบาลและการนําของ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ค่ะ ขอขอบคุณค่ะ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เชิญ ท่านสัมพันธ์ ตั้งเบญจผล ๗ นาทีครับ

นายสัมพันธ์ ตั้งเบญจผล สุโขทัย 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายสัมพันธ์ ตั้งเบญจผล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุโขทัย พรรคประชาธิปัตย์ ผมต้องขอบคุณต่อท่านประธานที่ให้โอกาสผมในการที่อภิปรายในร่างพระราชบัญญัติ งบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๖ ในปีนี้ ซึ่งทางรัฐบาลนั้นได้ตั้งงบไว้ ๒.๔ ล้านล้านบาทด้วยกัน ก็ถือว่างบประมาณในปีนี้รัฐบาลได้ตั้งมากขึ้นกว่างบปี ๒๕๕๕ แล้วเป็นกรอบงบประมาณที่ใกล้ชิดกันมากนะครับ เพราะว่าที่ผ่านมาในการพิจารณางบประมาณแล้วก็ในขั้นแปรญัตติในวาระที่สองที่ผ่านมา ก็เพิ่งผ่านไปไม่กี่เดือน แล้วผลสุดท้ายในการใช้งบประมาณในปี ๒๕๕๕ ที่ผ่านมาก็ค่อนข้าง ยังมีปัญหา แล้วงบประมาณนั้นก็ยังใช้ไปได้ไม่กี่เปอร์เซ็นต์ แต่ในวันนี้พวกเราก็จะได้มา พิจารณาในงบประมาณ ปี ๒๕๕๖ กันอีก แล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ผ่านมานอกจากพิจารณา ในงบประมาณ ๒๕๕๕ แล้วรัฐบาลก็ยังได้มีการกู้เงินที่จะมาพัฒนาประเทศตามที่นโยบาย ของรัฐบาลถึง ๓๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทที่ผ่านมา แล้วผลสุดท้ายปัญหาในงบประมาณ ที่รัฐบาลกู้มาใน ๑๓๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทที่ผ่านมานั้นการใช้งบประมาณก็ยังค่อนข้าง ไม่เข้าเป้า แล้วแผนงานต่าง ๆ ก็ยังไม่ชัดเจนนะครับ ส่วนใหญ่สมาชิกก็จะมาพูดกันเกี่ยวกับ เรื่องของปัญหาเรื่องของแพงทั้งแผ่นดินนะครับ ผมเองนั้นนอกจากว่าจะมองว่าของแพง ทั้งแผ่นดินแล้ว ผมว่าในยุคนี้ก็มีการโกงกันทั้งแผ่นดินเหมือนกัน เดี๋ยวผมเองนั้นก็จะได้ ชี้ให้เห็นนะครับว่าโกงกันอย่างไร อันนี้ก็ต้องกราบเรียนต่อท่านประธานครับ แล้วโดยเฉพาะ อย่างยิ่งในยุทธศาสตร์ซึ่งทางรัฐบาลได้มียุทธศาสตร์ที่ลอกเลียนแบบของงบประมาณ ปี ๒๕๕๕ ทั้ง ๘ หัวข้อยุทธศาสตร์ด้วยกันนั้นก็ถือว่าไม่มีอะไรที่เปลี่ยนแปลงเลย แต่ผมจะ หยิบยกในยุทธศาสตร์เกี่ยวกับเรื่องทางด้านเศรษฐกิจอย่างมีเสถียรภาพอย่างยั่งยืน ซึ่งรัฐบาลตั้งไว้ แต่ผมเองนั้นก็จะมองในเรื่องของยุทธศาสตร์ในเรื่องนี้เกี่ยวโยงกับ พวกกลุ่มเกษตรกรซึ่งถือว่าเป็นหัวใจหลัก เกษตรกรนั้นในประเทศไทยส่วนใหญ่ก็เป็น พวกประเภททําไร่ ทํานา เลี้ยงสัตว์ แล้วก็ทํากิจการในเรื่องของการเกษตรอื่น ๆ มากมาย แล้วก็เป็นอาชีพหลักของคนไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการทํานาของเกษตรกรไทยเรานั้นนะครับ สิ่งที่เขาต้องอาศัยมากที่สุดก็คือเกี่ยวกับเรื่องของแหล่งน้ํา แต่ปัญหาในเรื่องของแหล่งน้ํา ที่ผ่านมา ผมเองยังมองไม่เห็นว่ารัฐบาลชุดนี้จะแก้ปัญหาที่ผ่านมา อย่างเช่น เรื่องน้ําท่วม หรือว่าบูรณาการเรื่องน้ําท่วม ไม่ให้เกิดน้ําท่วมในปีนี้อีกได้อย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในงบของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ปีนี้ดูแล้วรัฐบาลไม่ได้ให้ความสําคัญเท่าไร แล้วตั้งงบไว้ น้อยมากนะครับ ซึ่งต่ํากว่างบปี ๒๕๕๕ ด้วยซ้ํา แล้วรัฐบาลหันกลับไปใช้นโยบายเกี่ยวกับ เรื่องของการกู้เงินเป็นหลัก ถึง ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทมาใช้ในการทําพัฒนาเกี่ยวกับเรื่อง ของแหล่งน้ํา แต่แผนของการใช้เงินตรงนี้ รัฐบาลนั้นค่อนข้างจะไม่ได้ผลเลยนะครับ แล้วก็โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาที่ผ่านมาก็คือเรื่องของการที่ใครจะได้งบประมาณจะต้อง มีการไปแลก เอาเงินสดไปแลกโครงการ อย่างนี้เป็นต้น แล้วผมดูแล้วในหน่วยงานต่าง ๆ ที่ไปทําแผนหรือว่าออกแบบไม่ได้มีเกี่ยวกับโครงการซึ่งจะไปสัมพันธ์เกี่ยวกับการแก้ปัญหา น้ําท่วม เป็นการที่จะไปเรื่องการทํามาหากินเอามาใส่ตัวเอง แล้วก็โดยเฉพาะในส่วนราชการ ที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับเรื่องโครงการต่าง ๆ นั้นก็เรียกเปอร์เซ็นต์ที่สูง ปัญหาของผู้รับเหมา ปัญหากับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นได้ร้องเรียนผมมาเยอะครับ เกี่ยวกับเรื่องปัญหาใคร ที่อยากจะได้โครงการ องค์การบริหารส่วนตําบลไหน หรือแม้ว่ากระทั่งหน่วยงานไหน ตําบลไหน อําเภอไหนอยากจะได้งบประมาณจะต้องมีเงินไปแลกนะครับ โครงการเหล่านี้ เกิดขึ้นในรัฐบาลชุดนี้ ผมถือว่าเป็นสิ่งที่ทําให้ประเทศนั้นชั่วร้ายยิ่งขึ้นไปกว่าเดิม ปัญหา ของประเทศเรายิ่งมีการคอร์รัปชันกันมากอยู่แล้ว แต่มายุคนี้เหมือนกลับมันมีมากเพิ่มขึ้นไปเรื่อย ๆ แล้วก็ทําให้การแก้ไขปัญหาที่รัฐบาลตั้งไว้นั้น ก็จะไม่บรรลุผลตามที่ตั้งไว้ในการที่จะแก้ปัญหาเรื่องน้ําท่วม และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในโครงการต่าง ๆ ซึ่งได้ไปนั้น ในแผนในแบบที่ออกมาก็ไม่สามารถที่จะแก้ได้ ผมเองก็ได้ ไปติดตามดูในหลาย ๆ ที่นะครับ ปัญหาตรงนี้ก็เกิดขึ้นมาก และโดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหา ซึ่งชาวไร่ชาวนานั้นก็ร้องเรียนกันมาเยอะเกี่ยวกับเรื่องโครงการของจํานําข้าว เพราะว่า มันมีการโกงกันเยอะครับ ที่ผ่านมาไม่ว่าจะเป็นปัญหาเรื่องโกงตาชั่ง ปัญหาเรื่องโกงความชื้น ปัญหาเรื่องที่การออกใบประทวนช้า และปัญหาเรื่องของการขึ้นทะเบียนของกรมส่งเสริม การเกษตรไม่ค่อยทํางานที่จะได้บรรลุผล ทําให้เกษตรกรนั้นค่อนข้างจะเหนื่อยใจ ลําบากใจ ในเรื่องการทําหน้าที่ในตรงนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผมฝากกับท่านประธานในเรื่องสุดท้ายครับว่า โดยเฉพาะในภาคเหนือ ภาคเหนือตอนล่างตอนนี้มีการปลูกข้าวที่จะหนีน้ํา เพราะถ้าหากว่า เขาไปปลูกข้าวในเดือนกรกฎาคม เดือนสิงหาคม เดือนตุลาคมในช่วงนี้น้ํามันท่วมไปแล้ว แต่ช่วงนี้เป็นช่วงที่เกษตรกรในพื้นที่ภาคเหนือนั้นเขาปลูกข้าวก่อน แต่ว่าในโครงการรับจํานํา ของรัฐบาลนั้นในช่วงนาปรังรอบแรกได้หมดไป เขาก็เรียกร้องมาอยากจะให้รัฐบาลนั้นได้ขยาย หรือเปิดในโครงการจํานําที่จะรับข้าวในช่วงก่อนที่น้ําจะท่วม ซึ่งจะมีการเก็บเกี่ยวในเดือนมิถุนายน เดือนกรกฎาคมนี้ ก็ฝากถึงทางรัฐบาลให้ช่วยดูตรงนี้ด้วยครับ ขอบคุณมากครับ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านครูมานิตย์ สังข์พุ่ม ๕ นาทีครับ

นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สุรินทร์ 🔗

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม ครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ ท่านประธานครับ ด้วยเวลาจํากัดจริง ๆ ๕ นาทีคงที่จะคุยอะไรไปมากไม่ได้ แต่เราต้องยอมรับทั้ง ๒ ฝ่าย ผมทําหน้าที่ทั้งฝ่ายนิติบัญญัติแล้วก็อยู่ซีกรัฐบาล เพื่อนผมที่อยู่อีกมุมหนึ่งเขาอยู่ฝ่ายค้าน ฉะนั้นวิธีคิดวิธีอภิปรายย่อมต่างกัน แต่ข้อเท็จจริงครับท่านประธานไม่มีรัฐบาลไหนตั้งแต่ มีการจัดตั้งประเทศไทยขึ้นมาที่ไม่ได้ตั้งงบประมาณแผ่นดินเพื่อใช้จ่ายในการบริหารจัดการ ของรัฐบาล เพราะงบประมาณแผ่นดินมันเป็นเครื่องไม้เครื่องมือในการจัดการบริหาร แต่ถามว่าใครมันมีวิธีคิด ใครมันมีวิธีเข้าใจประชาชน และใครมันสามารถนํามาแก้ปัญหา และใครมันสกัดการคอร์รัปชันได้มากกว่ากันเท่านั้น อย่าไปพูดเรื่องเงินกู้ รัฐบาลไหนขึ้นมาก็กู้ รัฐบาลผมก็หนีไม่พ้นที่จะต้องกู้ รัฐบาลที่แล้วก็กู้มาเพื่อไทยเข้มแข็งหรือใครเข้มแข็งก็ไม่ทราบ แต่นั่นเป็นข้อเท็จจริง แต่คอนเซพท์ (Concept) ของรัฐบาลเพื่อไทยมันก็ต้องยอมรับว่า มาจากรัฐบาลพรรคไทยรักไทยท่านประธาน แล้วก็มาจากรัฐบาลพรรคพลังประชาชน ที่มีนโยบายใกล้เคียงกันมาจนมาถึงพรรคเพื่อไทย วันนั้นตั้งคอนเซพท์ในการจัดตั้งของ ท่านอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร พี่ของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี คนปัจจุบันนี่ละครับ เราเขียนไว้ว่าลดรายจ่าย ลดรายจ่ายเพื่อพี่น้องให้มีโอกาสมีเงินเพิ่มขึ้น เพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกร ผมไม่ต้องยกตัวอย่างมากเรื่องข้าวเพิ่มรายได้เกษตรกร หรือว่า เพิ่มรายได้ให้กับพี่น้องข้าราชการโดยการเพิ่มเงินเดือน ๒ ครั้งต่อปีเป็นครั้งแรกของประเทศไทย ให้กับข้าราชการ เรื่องข้าวก็มีราคาเพิ่มขึ้น เรื่องยางพาราเป็นรัฐบาลแรกครับที่รวมกัน ๓ ประเทศมาตั้งกติกา ก็มีประเทศไทย มีประเทศอินโดนีเซีย มีประเทศมาเลเซีย แล้วก็ กําหนดราคาเอง วันนี้คนภาคใต้ได้มีราคาสูงขึ้นก็ตอนทักษิณ ชินวัตร พี่ของยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นี่ละครับ เมื่อก่อนประเทศสิงคโปร์ใบยางพาราไม่มีสักใบหนึ่ง ต้นยางพาราไม่มีสักต้นหนึ่ง แต่เป็นคนกําหนดราคายางพารา ทักษิณบอกว่ามันอย่างนี้ไม่ได้ นี่คือเป็นวิธีคิดของคนคิด เป็นอย่างไร ผมถึงบอกท่านประธานว่าทุกรัฐบาลตั้งงบประมาณหมด แต่ใครคิดเป็น ใครเข้าใจประชาชน ใครเข้าใจวัฒนธรรมประเพณีของคนไทยได้มากกว่ากัน นั่นคือประเด็น ที่จะแก้ไขปัญหา เพิ่มรายได้ก็เพิ่มรายได้ทุกอย่างท่านประธานก็เห็น เงินเดือนข้าราชการ ต้องการทําให้เหมือนกับรัฐวิสาหกิจ สมัยก่อนการรถไฟแห่งประเทศไทย การประปา การไฟฟ้า ทุกคนอยากเข้าไปหมด ท่านอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณบอกว่าอย่างนี้ไม่ได้ ต้องให้ข้าราชการปีละ ๒ ครั้ง ๒ ครั้ง ก็เลยเป็นที่มาและวันนี้ไม่ต่างกัน ผมไม่อยากไปลงรายละเอียดอุปทาน อุปสงค์ ดีมานด์ (Demand) ซัพพลาย (Supply) นี่ใครเขาก็รู้กันหมดละครับ ตาสีตาสา ยายมียายมาบ้านผม เริ่มเข้าใจแล้ว แต่เขาถามว่าทําอย่างไรให้เงินในกระเป๋านี่มันมี ล้วงกระเป๋าซ้ายเจอสตางค์ ล้วงกระเป๋าขวาเจอสตางค์ หนี้ ธ.ก.ส. ลดน้อยลง ราคาสินค้าทางการเกษตรเพิ่มขึ้น ข้าวหอมมะลิมีราคา นั่นเรื่องนี้อีกต่างหาก อสม. เพิ่มขึ้นมา ผู้สูงอายุเริ่มดีใจจัดเป็นขั้น ขั้น ขั้นปีหน้าเศรษฐกิจดีขึ้นมาเพิ่มขึ้นเป็นอีกขั้น ขั้น ขั้น ก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วเมื่อวันที่ ๓ กรกฎาคม แล้วจะพิสูจน์อีกปีหน้า ผมไม่กลัวว่ารัฐบาลนี้คอร์รัปชัน เพราะผมถือว่าพี่น้องผม ที่อยู่อีกซีกหนึ่งเขาตรวจสอบดี ท่านประธานจําได้ไหม ขนาดน้ําท่วมถุงยังชีพแจกคนน้ําท่วม กําลังจะแย่อยู่แล้ว เขายังตรวจสอบได้เลย นับประสาอะไรกับงบประมาณ ๒,๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่พี่น้องผมอีกข้างหนึ่งเขาจะปล่อยให้รัฐบาลลอยนวลในการคอร์รัปชัน แล้วรัฐบาลก็มี มาตรการแล้ววันนี้ในการแก้ปัญหาคอร์รัปชันประกาศเป็นยุทธศาสตร์ นี่คือความชัดเจน ผมก็บอกท่านประธานไว้ตั้งแต่เริ่มต้นแล้วว่างบประมาณนี่ทุกรัฐบาลตั้ง ทุกรัฐบาลแก้แต่ว่า ใครทําจริง แล้วใครเอานโยบายมาเป็นภาคปฏิบัติ สมัยก่อนเวลาไปหาเสียงเขียนนโยบายนี่ ใช้วาทกรรมสวยหรู ก็เพิ่งมาเป็นจริงเมื่อ ๒-๓ สมัยที่ผ่านมา แต่เผอิญในสมัยนั้นก็เป็น รัฐบาลของพรรค เท่าที่ผมจําได้ของพรรคไทยรักไทย แล้วก็มาพรรคพลังประชาชน แล้วก็มา พรรคเพื่อไทยนี่ละ เขาเรียกว่าเปลี่ยนแปลงทางวาทกรรมนํามาสู่ข้อปฏิบัติที่เป็นจริง แล้วชาวบ้านก็อยู่ดีมีสุข เป้าหมายของทุกคนเลยครับที่มาเล่นการเมือง แล้วผมก็ไม่เชื่อว่า พี่น้องผมที่อยู่ซีกโน้นไม่อยากจะเห็นชาวบ้านอยู่ดีมีสุข แต่คิดเป็นหรือไม่ นําพาทางปฏิบัติ สู่ภาคประชาชนนี่ประสบผลสําเร็จหรือไม่ นี่คือโจทย์ นี่คือคําตอบที่จะมีระหว่างโจทย์กับ คําตอบมันอยู่ด้วยกันต่างหาก ท่านประธานที่เคารพ ผมเข้าใจรัฐบาลในการตั้งงบประมาณ ๘ ยุทธศาสตร์ ผมคิดว่าสมบูรณ์ครบถ้วนและผมให้กําลังใจนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี แม้กระทั่งว่าฝนฟ้าอากาศ น้ําท่วม เธอมาเป็นนายกรัฐมนตรีครั้งแรก ก็แก้ปัญหาโดยต่างประเทศ ประเทศญี่ปุ่น ทุกประเทศก็ยอมรับ วันนี้วิกฤติของธรรมชาติไม่มี แค่แก้ปัญหาภาคพื้น ๆ อย่างนี้ทําไม่ได้หรือครับ แล้วผมเชื่อว่าทําได้ดีเสียด้วยซ้ําไป พวกผม ก็มีความสุขวันนี้ ผมให้กําลังใจ ผมฟังท่านอ่านตอนเช้า ท่านบอก ๘ ยุทธศาสตร์ แล้วก็ มีข้อปลีกย่อยมาอีก ผมว่าครบถ้วน แท็บเล็ต นักเรียน เงิน อสม. เงินผู้สูงอายุ ทุกอย่าง สินค้าทางการเกษตร ไม่มีอะไรจะขาดตกบกพร่อง ผมก็เลยกราบเรียนขอเวลาเถอะครับ ขอเวลาให้งบประมาณแผ่นดินปีนี้ผ่านไปได้สะดวก แล้วให้รัฐบาลทํางานสบาย ถ้าเกิดการ คอร์รัปชันท่านช่วยอภิปราย เอากันจะ ๆ ผมยินดีจะยกมือสนับสนุนกับพี่น้องฝ่ายค้านผมด้วย เพราะผมก็เกลียดเรื่องคอร์รัปชั่น ไม่มีใครหรอกครับที่ชอบ นี่เพื่อนผมตี๋ใหญ่ พูนศรีธนากูล หรือท่านประสิทธิ์จากจังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดเชียงรายนี่ ทุกคนนี่ธนเทพเขาเกลียดหมด สมหญิงก็บอกเบื่อที่สุดเรื่องของการคอร์รัปชั่น ฉะนั้นไม่ต้องห่วง เราช่วย เรายินดีจะให้การ ต่อต้านยาเสพติด ผมขอฝากและให้กําลังใจกับรัฐบาลยิ่งลักษณ์พร้อมคณะรัฐมนตรีทุกท่าน ให้ประสบผลสําเร็จในการบริหารจัดการงบประมาณปี ๒๕๕๖ ในเม็ดเงิน ๒,๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อนํามาซึ่งความสุขของพี่น้องประชาชนคนไทยอยู่ดีกินดี ทั้งเด็กนักเรียน ทั้งข้าราชการ ทั้งกลุ่มเกษตรกรทุกกลุ่มครับ ท่านประธานครับ ขอบคุณครับ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่าน สงกรานต์ จิตสุทธิภากร

นายสงกรานต์ จิตสุทธิภากร นครสวรรค์ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม สงกรานต์ จิตสุทธิภากร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๑ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดนครสวรรค์ วันนี้ผมมีโอกาสได้อภิปราย พ.ร.บ. งบประมาณประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๖ ซึ่งผมได้ดูจากเล่มงบประมาณโดยสังเขปแล้วนะครับ แล้วก็มีความเห็น ที่แตกต่างกับทางรัฐบาลในหลาย ๆ เรื่องนะครับ เรื่องที่ผมเห็นชัดที่สุด

ข้อ ๑ ก็คือการจัดงบในครั้งนี้นี่ทางรัฐบาลจัดงบลงทุนน้อยเกินไปนะครับ โดยผมอ้างจากเอกสารในหน้า ๓ ถ้าท่านประธานเห็นนะครับว่า ใน ๓.๑ ท่านบอกว่าปีนี้ งบประมาณเพิ่มขึ้น ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท

แต่ข้อ ๓.๒ ท่านเขียนไว้ว่ารายจ่ายประจําสําหรับปีนี้เพิ่มขึ้น ๖๑,๒๓๙ ล้านบาท นั่นหมายความว่าเพิ่มขึ้น ๓.๓ เปอร์เซ็นต์ครับ ท่านเห็นไหมครับว่างบโดยรวมนั้นขึ้นแค่ ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่งบรายจ่ายท่านขึ้นถึง ๖๐,๐๐๐ ล้านบาทนะครับ ซึ่งเป็นเปอร์เซ็นต์ ที่มากเกินไปนะครับ

แล้วก็มาดูในข้อ ๓.๓ รายจ่ายลงทุน ท่านเขียนไว้ว่ามีงบลงทุนเพิ่มขึ้นอีก ๑๐,๓๘๓ ล้านบาท เพิ่มขึ้น ๒.๔ เปอร์เซ็นต์ ท่านสังเกตไหมครับว่า ๓.๓ เปอร์เซ็นต์นั้น เป็นรายจ่ายประจํา ๒.๔ เปอร์เซ็นต์ เป็นรายจ่ายสําหรับงบลงทุนครับ ท่านประธานครับ การจัดงบประมาณที่ดีก็เหมือนการบริหารองค์กรหนึ่งนะครับ หลักง่าย ๆ ก็คือต้องหารายได้ เพิ่มขึ้นครับ แล้วการหารายได้เพิ่มขึ้นก็คือการต้องเตรียมงบลงทุนไปทําโครงการใหม่ ๆ เพื่อให้โครงการเหล่านั้นสร้างเงินขึ้นมาแล้วก็เอาเงินนั้นกลับเข้ามาในระบบอีกครั้งหนึ่ง แต่ที่ท่านจัดนั้น ท่านเอางบส่วนใหญ่ไปอยู่ในงบรายจ่ายประจําซึ่งเพิ่มขึ้น ซึ่งในแนวคิดแล้ว ใครก็พูดนะครับว่าหลักง่าย ๆ ก็คือเพิ่มรายรับแล้วก็ลดรายจ่ายครับ ปรากฏว่าเห็นได้ชัดว่า ในการจัดงบประมาณครั้งนี้นั้นท่านเพิ่มรายจ่ายมากเกินกว่ารายได้ คืองบลงทุนนะครับ นั่นคือข้อที่ ๑ ครับ

ข้อที่ ๒ ที่ผมมีความเห็นก็คือว่านโยบายของรัฐบาล ถ้าดูจากในงบนี้ท่านเห็น ไหมครับว่าจะใช้เงินกู้ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ในโลกของความเป็นจริงการที่เป็นรัฐบาลนั้น สามารถจะใช้งบประมาณได้อยู่ ๒ ก้อนคือในงบประมาณกับนอกงบประมาณ และผมเห็นว่า รัฐบาลนี้ค่อนข้างที่จะส่งเสริมให้คนเป็นหนี้ ไม่ได้ส่งเสริมให้คนมีรายได้นะครับ ท่านลองนึกดู ดี ๆ นะครับว่าแม้กระทั่งลูกค้าชั้นดีที่มีหนี้แล้วก็ผ่อนหนี้ตามเวลา ท่านยังไปบอกเขาว่า พักหนี้เถอะ ไม่ต้องจ่ายหนี้ แล้วดอกเบี้ยรัฐบาลจะจ่ายแทนให้ ทําให้รัฐบาลต้องหาเงินมา อุดหนุนในส่วนนี้เกือบ ๔๐,๐๐๐ กว่าล้านนะครับ ถามว่าเงินก้อนนี้ถ้าเอาไปใช้ด้านอื่นนั้น มีประโยชน์มากกว่าเยอะครับ นอกจากนั้นท่านเห็นไหมครับว่าเขาดีอยู่แล้วท่านยังลดนะครับ แล้วในขณะเดียวกันคนที่เป็นชาวบ้านธรรมดายังไม่มีหนี้ ท่านยังไปสร้างหนี้ให้เขาอีกครับ บอกว่าพี่น้องมีบัตรเครดิตพลังงานไปรูดก่อน จ่ายทีหลังได้ ก็ทราบดีครับว่าอัตราการจ่ายคืน ก็ค่อนข้างมีปัญหา แล้วตอนนี้กําลังจะมีเครดิตชาวนาขึ้นมาอีก ซึ่งหลายคนหนี้เก่าก็ไม่ต้องเสีย หนี้ใหม่ก็ก่อได้ แล้วสุดท้ายใครจะไปชดเชยครับ สุดท้ายก็ต้องเอางบรัฐบาล แย่ที่สุดก็ต้อง เอาเงินภาษีไปจ่ายดอกเบี้ยแทน นั่นคือการไปก่อหนี้ให้กับชาวบ้าน ซึ่งผมเห็นว่าไม่เป็นธรรม ในขณะเดียวกันท่านมีรายจ่ายเพิ่มขึ้น ท่านสร้างภาระเพิ่มขึ้น ท่านกลับไปลดรายได้ครับ อย่างที่เห็นนะครับ ท่านบอกว่านโยบาย ๓๐๐ บาททั้งประเทศทันที แต่พอใช้จริง ใช้ไม่ถึงครับ ใช้แค่ ๗ จังหวัดก่อน แต่เวลาท่านลดภาษีนิติบุคคลจาก ๓๐ เปอร์เซ็นต์ เหลือ ๒๓ เปอร์เซ็นต์ ท่านลดทันทีทั้งประเทศ นั่นหมายความว่าเงินที่จะเข้ามาเป็นภาษี เป็นงบประมาณของเรา จะได้รับน้อยลง โดยคนเหล่านั้นอาจจะไม่จําเป็นเลยก็ได้ครับ เหมือนท่านเอาเงินไปแถมเขา ฟรี ๆ นะครับ

ข้อที่ ๓ ผมว่าการจัดงบครั้งนี้ไม่เป็นไปตามธรรมชาติของที่ควรจะจัดนะครับ ถ้าท่านดูในเอกสาร มีอยู่ ๒ กระทรวงที่ได้รับงบมากผิดปกติคืองบของกระทรวงไอซีที (ICT) กับของกรมแรงงานนะครับ ผมมาดูในไอซีที ผมเห็นว่าเดิมมีอยู่ ๘,๐๐๐ กว่าล้านบาท แต่ตอนนี้ขึ้นไป ๓,๒๑๔ ล้านบาท ขึ้นไปเกือบ ๔ เท่านะครับ แล้วพอไปดูรายละเอียดแล้วก็ เห็นว่าเป็นงบซื้อแท็บเล็ตคอมพิวเตอร์ซึ่งผมไม่รู้รายละเอียดมาก ประมาณ ๘๐๐,๐๐๐ เครื่อง แล้วยังมีงบที่จะซื้อต่ออีกครับ ท่านประธานครับ ศัพท์ทางคอมพิวเตอร์เขาบอกอย่างนี้ครับ การ์เบจ อิน (Garbage in) การ์เบจ เอาท์ (Garbage out) ใช่ไหมครับ คือคอมพิวเตอร์ มันไม่มีสมอง ใส่ขยะเข้าไปก็ได้ขยะออกมาอย่างนั้น สิ่งที่ผมกังวลก็คือว่ารัฐบาลตระหนัก ไหมครับว่าฮาร์ดแวร์ (Hardware) มันหาง่ายครับ แต่ซอฟแวร์ (Software) คือคอนเทนท์ (Content) มันเป็นเรื่องใหญ่มากกว่านั้นครับ โดยหลักแล้วต้นทุนทางเรื่องของซอฟแวร์นั้น มากกว่าต้นทุนทางฮาร์ดแวร์ ๔ เท่า ตอนนี้มีใครจะพูดไหมครับว่าข้อมูลต่าง ๆ การจัดเตรียม บทเรียนต่าง ๆ นั้นค่าใช้จ่ายจะต้องเท่าไร ปีต่อ ๆ ไปเราจะต้องผูกพันกับมัน จะต้องจ่ายเงิน เป็นภาระกับประเทศชาติไปอีกเท่าไร แล้วมีใครการันตีครับว่าเครื่องคอมพิวเตอร์แท็บเล็ต สําหรับ ป. ๑ มันเกิดผลดีหรือผลเสียกันแน่ อันนั้นก็ฝากท่านประธานว่าเงินก้อนนี้ไม่ควรจะใช้ นะครับ เอาเงินไปทําด้านอื่นเถอะครับ ไปทําอะไรครับ

สุดท้ายเหลือนาทีเดียวนะครับ ผมพูดมาหลายครั้งครับ ตอนนี้ประเทศไทย เราสูญเสียความเป็นผู้นําไป ๒ เรื่องนะครับ ส่งออกอันดับ ๑ ข้าวก็ประเทศอินเดียเอาไปแล้ว ข้าวพันธุ์ดีที่สุดประเทศเวียดนามเอาไปแล้วครับ สิ่งที่ผมอยากให้ก็คือว่ากรมการข้าวครับ กรมการข้าวได้รับงบเพิ่มมาน้อยมาก ปีที่แล้ว ๑,๖๓๘ ล้านบาท ปีนี้ ๑,๗๐๐ ล้านบาท เกือบ ๆ จะไม่ถึง ๑๐๐ ล้านบาท ท่านเอาไปเยอะ ๆ สิครับ ให้เขา ๔๐๐-๕๐๐ ล้านบาทครับ เขาทําพันธุ์ข้าวดี ๆ เกษตรกรปลูกข้าวแล้วประหยัดต้นทุน สุดท้ายประเทศกําไรเป็นหมื่น เป็นแสนล้านบาทครับ แล้วก็กู้ศักดิ์ศรีของคนไทยกลับมาครับว่าประเทศไทยยังส่งออกข้าว เป็นลําดับ ๑ มีข้าวดีที่สุดในโลกนะครับ ก็คงใช้เวลาเพียงแค่นี้ครับ กราบขอบพระคุณครับ

(การประชุมดําเนินมาถึงตอนนี้ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธาน สภาผู้แทนราษฎร ได้กลับมาขึ้นบัลลังก์เพื่อดําเนินการประชุมต่อไป)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เชิญท่านอนันต์ ผลอํานวย ๕ นาทีนะครับ

นายอนันต์ ผลอํานวย กําแพงเพชร 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอนันต์ ผลอํานวย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกําแพงเพชร เขต ๓ พรรคเพื่อไทย ขออภิปรายสนับสนุนงบประมาณปี ๒๕๕๖ ของรัฐบาลในประเด็นเดียว ซึ่งเป็นประเด็นของคนส่วนใหญ่ทั้งประเทศคือพี่น้องเกษตรกร ผมเกือบจะมีความกังวลใจ อย่างมากถ้าหากรัฐบาลไปยกเลิกโครงการรับจํานําสินค้าทางการเกษตร ๓ ตัว ก็คือ ข้าว มันสําปะหลัง และข้าวโพด แต่วันนี้หลังจากที่เห็นได้ในแผนงานและงบประมาณของรัฐบาล ในการที่จะดูแลชาวนาไทย ๕,๐๐๐,๐๐๐ ครอบครัวเศษ ๆ แล้วชาวไร่มันสําปะหลังอีก ๑๕ ล้านตัน ผมกราบเรียนท่านประธานว่าพี่น้องเกษตรกรไทยหลายชั่วคนมาไม่เคยลืมตา อ้าปากได้ วันนี้ถ้าเราถามกันตรงไปตรงมา ถ้าเราปล่อยให้นโยบายเดิมเดินต่อไป พี่น้อง ชาวไร่มันสําปะหลังและเกษตรกรชาวนาก็ไม่มีทางที่จะลืมตาอ้าปากได้ ช่วงเวลาผ่านมาไม่ถึง ๑๐ เดือน ท่านจะเห็นความแตกต่างของวิถีชีวิตของเกษตรกรไทยอย่างชัดเจน ในอดีตข้าว ขายกันจริงจังก็ได้แค่ ๖,๐๐๐-๗,๐๐๐ บาท แล้วก็รอเงินส่วนต่างจากรัฐบาลไป ถ้าช่วงไหน รัฐบาลต้องการหาเสียงก็ใส่เข้าไป ๒,๙๐๐ บาท ๒,๘๐๐ บาท ช่วงไหนที่ไม่มีเงินพอก็ใส่ ๑,๔๐๐-๑,๕๐๐ บาท แล้วถ้าปล่อยให้มันสําปะหลังซึ่งมีอยู่ ๔๒ จังหวัด มีประมาณ ๒๕ ล้านตัน ถ้ารัฐบาลปล่อยให้เป็นไปตามนโยบายเดิม ๆ ก็คือประกันที่ ๑,๗๐๐ บาท มันเป็นการ กําหนดเพดานสินค้าขั้นสูง มันก็ไม่มีพ่อค้าคนไหนที่จะไปซื้อเกินกว่าที่รัฐบาลกําหนดได้ ทั้งในขณะนี้ถ้าเราต้องยอมรับความเป็นจริงกันว่าเกษตรกรที่ทํานาได้เกิน ๑๐,๐๐๐ บาท คนที่ทํามันสําปะหลังได้เกิน ๒,๕๐๐ บาท เหตุที่ผมพูดอย่างนี้เพราะว่านโยบายของรัฐ มันชัดเจนใน ๒ ประเด็น

ประเด็นที่ ๑ ต้องการสร้างสินค้าทางการเกษตรที่มีคุณภาพดีคือข้าว ถ้าเรา เอาข้าวอายุสั้นหรือข้าวไวแสงที่มีค่าอะมิโรส (Amylose) ต่ํา ๆ และมีเมล็ดข้าวสั้น ไปขายให้ ต่างชาติ ต่างชาติเขาก็ไม่บริโภค ดังนั้นชาวนาที่ไปขายข้าว ที่ได้ ๑๒,๐๐๐ บาท ๑๓,๐๐๐ บาท ๑๔,๐๐๐ บาทมันก็เป็นไปตามคุณภาพของข้าวก็คือมีความชื้น ๑๕ เปอร์เซ็นต์ มีสิ่งเจือปน ไม่มาก อย่างนี้เอาไปขายที่ไหนรัฐบาลก็อยู่ได้ เพราะฉะนั้นถ้าเอาข้าวไวแสงที่มีความสั้น ของเมล็ดข้าวต่ํากว่า ๐.๗๕ มิลลิเมตร มีปริมาณแป้งต่ํากว่า ๑๔.๕ เปอร์เซ็นต์ มันก็ได้ ๑๐,๐๐๐ กว่าบาทอยู่แล้ว

ประการที่ ๒ มันสําปะหลังที่บอกขายได้ ๑,๗๐๐-๑,๘๐๐ บาท มันสําปะหลัง ผมกราบเรียนท่านประธานว่ามันมีอยู่ ๒ ประเภท อยู่ในประเทศไทยขณะนี้รวมทั้งข้าวด้วย ประเภทหนึ่งคือนอกโครงการ ประเภทนอกโครงการมันได้ ๑,๗๐๐-๑,๘๐๐ บาท เราไม่เถียง เนื่องจากว่าพอเกษตรกรส่วนหนึ่งพอรู้ว่าจะมีนโยบายของรัฐว่าจะมีโครงการรับจํานํา ก็ไปปลูกในเขตป่าสงวนในที่ดินหวงห้ามของรัฐไปบุกรุกป่าเข้าไป ถ้าอย่างนี้เขาอยู่นอก โครงการอย่างไรเขาก็ต้องขาย ๑,๗๐๐-๑,๘๐๐ บาท แต่คนที่อยู่ในโครงการอย่างไรก็เกิน ๒,๕๐๐ บาท กราบเรียนท่านประธาน แล้วพอมาถึงขณะนี้มันเป็นต้นฤดูฝน ท่านทราบไหม ครับว่ามันเป็นเกือบจะข้ามปี ปริมาณแป้งในมันสําปะหลังมันก็ลดลง เพราะฉะนั้นราคา มันก็เป็นไปตามปริมาณของเนื้อแป้งที่เขาซื้อขายกัน วันนี้ถ้าท่านประธานลองดูสิครับว่า ร้านขายรถจักรยานยนต์ในจังหวัดที่มีเกษตรกรมาก ๆ หรือรถกระบะ วันนี้ขายดีเป็นประวัติการณ์ ขายให้ใครครับ ก็ขายให้ชาวไร่ชาวนา นี่เป็นการ เพิ่มรายได้ที่ชัดเจน ไม่ต้องปฏิเสธ เพราะนี่ไม่ได้เป็นการทํานาแล้วทํามันสําปะหลังปน บนกระดาษ เพราะฉะนั้นในอดีตเป็นการทํานาบนกระดาษ กราบเรียนท่านประธานว่า พอเขียนเอกสารครบก็เบิกเงินกันไป แต่ขณะนี้ต้องไปโชว์สินค้า

ประเด็นที่ ๒ ผมกราบเรียนท่านประธานในช่วงเวลาสั้น ๆ ว่าการมีส่วนร่วม ของเกษตรกรในการเข้าสู่ของรัฐ ขณะนี้ทําเต็มรูปแบบ ให้ประชาชนชาวเกษตรกรมีส่วนร่วม ในนโยบายของรัฐ เช่นท่านต้องไปขึ้นทะเบียน อันที่ ๒ ท่านต้องมาทําประชาคมว่าท่านทํานากี่ไร่ ทํามันสําปะหลังกี่ไร่ ต้องมาทําประชาคม

ในประเด็นที่ ๓ ในการออกหนังสือรับรองนั้นท่านต้องรับรองตัวเอง ดูหนังสือ รับรอง กระบวนการที่ ๓ ที่เป็นกระบวนการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนที่นโยบายพยายาม จะเน้นเข้าไปก็คือในโรงสีลานมันสําปะหลัง แล้วก็โรงแป้งจะมีตัวแทนของท้องถิ่น มีตัวแทน ขององค์การคลังสินค้า และมีตัวแทนเกษตรกรเข้าไปกํากับดูแลเป็นคนกลาง ไปทําหน้าที่ รักษาผลประโยชน์ของตัวเองไว้ครบทุกระบบ ครบทั้งระดับ

แล้วสิ่งสําคัญประการสุดท้ายรัฐบาลมีความมุ่งมั่นจะให้ผลิตสินค้าที่มีคุณภาพดี ที่ไปสู้กับต่างประเทศได้ นี่คือสิ่งเป็นประเด็นและเป็นหัวใจ มันก็เลยพยายามจะทําให้คน ที่ผลิตสินค้าที่ไม่ได้คุณภาพออกจากนอกระบบไป ให้ชาวนาพยายามผลิตข้าวคุณภาพดี มีปริมาณแป้งในเมล็ดข้าวสูง มีความยาวของเมล็ดได้ แล้วเป็นข้าวที่มีคุณภาพไปขาย ที่ต่างประเทศได้ เน้นกระบวนการการมีส่วนร่วม และเน้นกระบวนการเป็นผู้ผลิตจริง แล้วนําสินค้าจริง ๆ ไปสู่ท้องตลาด

สิ่งสําคัญฝากไว้สุดท้ายก็คือกระบวนการการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน อะไรที่รัฐบาลทําไปในเชิงปฏิบัติมันอาจจะมีผลบ้าง ไม่อํานวยความสะดวก หรือว่าไม่ได้รับ ความสะดวกบ้างสําหรับเกษตรกรบางส่วน บางรายที่ทําอะไรไม่ถูกต้อง ผมคิดว่ารัฐบาลก็คง ต้องเอาไปปรับปรุงแก้ไข ซึ่งขณะนี้การลดรายจ่ายของเกษตรกร ผมคิดว่าคนจนน่าเห็นใจ สิ่งที่รัฐบาลพยายามจะออกไปให้คือบัตรสินเชื่อเพื่อเกษตรกร โดยให้เป็นปัจจัยการผลิตไป ไม่ว่าปุ๋ย ยา แล้วโดยไม่คิดดอกเบี้ย การพักหนี้ของรัฐบาลในขณะนี้เริ่มไปพร้อม ๆ กับ โครงการให้บัตรสินเชื่อเพื่อการเกษตร มันจะทําให้เกษตรกรไทยได้ลดต้นทุนในการผลิตลง แล้วได้นําเงินเหล่านี้ไปลงทุน แล้วก็ไปปรับปรุงประสิทธิภาพของการผลิตให้ดีขึ้น ดังนั้น ผมขอสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลในภาคการเกษตร ในการยกระดับมาตรฐานคุณภาพชีวิต และราคาสินค้าทางการเกษตรอย่างเต็มที่ ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เชิญท่านยุคล ชนะวัฒน์ปัญญา ๑๐ นาที เชิญครับ

นายยุคล ชนะวัฒน์ปัญญา จันทบุรี 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายยุคล ชนะวัฒน์ปัญญา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดจันทบุรี ก่อนอื่นผมต้องกราบขอบพระคุณท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่ให้ผมได้อภิปราย พร้อมกับ ได้อนุญาตให้ผมเปิดคลิปประกอบการอภิปรายในครั้งนี้ ท่านประธานครับ ร่างพระราชบัญญัติ งบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๖ ด้วยวงเงินทั้งสิ้น ๒,๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งเป็นงบประมาณที่มากกว่าปีที่ผ่านมาถึง ๒๐,๐๐๐ ล้านบาททีเดียว ท่านประธานครับ วันนี้ผมจําเป็นจะต้องเจาะไปที่กระทรวงพาณิชย์เฉพาะ เพราะกระทรวงนี้ได้รับงบประมาณ มาตั้งไว้ถึง ๗,๔๕๙,๕๔๔,๐๐๐ บาท มากกว่าปี ๒๕๕๕ ถึงร้อยละ ๐.๓ หรือเพิ่มขึ้นถึง ๘๖๖,๖๙๒,๓๐๐ บาท เราตามไปดูวิสัยทัศน์ของกระทรวงนี้ว่าเศรษฐกิจการค้าของประเทศ มีความก้าวหน้าอย่างมั่นคง เป็นธรรม ยั่งยืน และมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลง เพื่อความอยู่ดีมีสุขของคนทั้งประเทศ ก็หมายความว่ากระทรวงนี้ต้องแก้ไขปัญหา ช่วยเหลือทั้งทางด้านการค้า การขาย การลงทุน อย่างยั่งยืน เพื่อให้พี่น้องประชาชนอยู่ดี กินดี มีสุขนั่นเอง ท่านประธานครับ ไม่ว่าปัญหาปาก ท้องก็ดี ข้าวยากหมากแพง หรือของแพง หรือปัญหาทางด้านพืชผลทางการเกษตรตกต่ําก็ดี เกี่ยวข้องกับกระทรวงพาณิชย์ทั้งนั้น ท่านประธานครับ วันนี้ผมจําเป็นจะต้องแสดงภาพประกอบ ถึงปัญหาของพี่น้องเกษตรกรและวิธีการแก้ไขปัญหาให้กับกระทรวงพาณิชย์กระทรวงนี้ ได้รับทราบเพื่อนําไปปฏิบัติและสนองต่อความต้องการของพี่น้องเกษตรกรหรือความต้องการ ของพี่น้องประชาชนทั้งประเทศตรงจุด เพื่อให้กระทรวงนี้ได้คิดสร้างจิตสํานึกว่างบประมาณ ที่ได้ไปบริหารจัดการในกระทรวงนี้เป็นงบภาษีของพี่น้องประชาชนทั้งสิ้น และไม่ใช่เป็นงบส่วนตัว ท่านประธานครับ ตัวอย่างปัญหาคือนโยบายตรึงราคาสินค้า ให้ราคาสินค้าถูกทั้งแผ่นดิน มีชาวบ้านฝากมาถามรัฐบาลว่าใครคิด คิดได้อย่างไรว่าให้สินค้าถูกทั้งแผ่นดิน รู้ไหม ท่านประธานทําให้เกษตรกรบ้านผมค้าขายขาดทุน เขาเข้าใจว่าสินค้าเกษตรขายแล้ว ต้องราคาถูกเลยเขาต้องขาดทุน มันเจ๊งทั้งแผ่นดินเลยนะครับ เพราะนโยบายชัด ๆ วันก่อน ท่านนายกรัฐมนตรีได้ไปซื้อเงาะที่ภาคตะวันออกเฉี่ยว ๆ กับบ้านผมคือจังหวัดระยอง ซื้อ ๔ กิโลกรัม ไม่ถึง ๑๐๐ บาท ท่านบอกว่าถูกดี บ้านผมเจ๊งกันไปตาม ๆ กัน เหลือกิโลกรัมละ ๓-๔ บาท เป็นเรื่องจริงครับท่านประธาน ทําให้พี่น้องเกษตรกรเดือดร้อนหนักจนปิดถนน ประท้วง อยากจะให้ท่านประธานได้ดูวีดิทัศน์นะครับ เชิญครับ

(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดคลิปเสียง)

เห็นไหมครับท่านประธาน นี่คือ ปัญหาจริง ๆ ครับ พี่น้องต้องมาประท้วงปิดถนนคือปัญหาภาคเกษตรและปัญหานโยบาย ของรัฐบาลที่ทําให้สินค้าการเกษตรถูกทั้งแผ่นดินครับ

“............................. : ผมว่าสเตป (Step) ที่ ๒ วันพรุ่งนี้มาปิดอีกผมก็ไม่ต้อง หากินแล้ว”

นี่คือผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านมาขอร้อง แต่พี่น้องก็ไม่ยอมครับ เพราะเขาขายราคาถูกจริง ๆ ทั้ง ๆ ที่เคยขาย ๑๕ บาท ๒๐ บาท แต่ตอนนี้เหลือ ๓ บาท ๔ บาท ราคาค่าปุ๋ย ค่ายาก็ไม่เพียงพออยู่แล้วครับ

“.......................... : วันนี้ราคาเงาะจริง ๆ อยู่เท่าไรพี่”

“......................... : จริง ๆ ๙ บาทครับ”

“........................ : แล้ววันนี้เขามาซื้อพี่เท่าไร”

“........................ : ๓ บาทครับ”

เงาะอย่างเดียวครับ เห็นไหมครับ ชาวสวนอยู่ไม่ได้เลยครับท่านประธาน เลยอยากเป็นการสะท้อนให้รัฐบาลได้รับทราบว่านี่คือ ปัญหาที่แท้จริงครับ ถูกทั้งแผ่นดินจริง ๆ ครับ ก็ขอเพียงเท่านี้ครับ ฝ่ายโสตทัศนูปกรณ์ครับ เดี๋ยวเวลาจะไม่พอครับ ท่านประธานครับ ผมในนามสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดจันทบุรี ผมเป็นผู้แทนราษฎรเหมือนกับท่านประธานครับ เป็นผู้รับใช้ครับ เหมือนกับท่านประธาน ผมจําเป็นจะต้องเอาปัญหาของพี่น้องเหล่านี้มาเป็นการสะท้อนให้กับรัฐบาลนี้ได้รับทราบว่า ปัญหาเกิดขึ้นจริง ๆ ในจังหวัดจันทบุรีดั่งข่าวได้แพร่ไปทั้งประเทศ หรือทั่วโลกก็ว่าได้ นี่คือ ปัญหาจริง ๆ และผมไม่เคยละเลย ผมเอาเรื่องนี้ตั้งกระทู้ถามในสภาผู้แทนราษฎรหลายครั้ง ถามท่านนายกรัฐมนตรี ถามท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เรื่องปัญหาภาคเกษตร การแก้ไขปัญหาและระบบการตลาด ท่านก็ตอบตรงไปตรงมาว่าเห็นด้วย เห็นชอบและ ต้องการแก้ไขปัญหา แต่แท้ที่จริงแล้วไม่ได้ดําเนินการเลย น่าเสียใจอย่างยิ่ง เสียใจแทนพี่น้องภาคตะวันออก เสียใจ แทนพี่น้องผู้ที่ประกอบอาชีพการเกษตร ท่านประธานครับ ผลจากการศึกษาสัมมนาหลายครั้ง เรื่องนี้นะครับ โดยมีคณะกรรมาธิการส่งเสริมราคาผลิตผลเกษตรกรรม สภาผู้แทนราษฎร เข้าไปร่วมสัมมนา สหกรณ์การเกษตรจังหวัด สภาเกษตรกรแห่งชาติจังหวัด ผู้นํากลุ่มเกษตรกร พาณิชย์จังหวัด การค้าภายใน ผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการ โดยเฉพาะดอกเตอร์กนก วงษ์ตระหง่าน ได้ไปร่วมสัมมนากันหลายครั้ง คณบดีมหาวิทยาลัยรําไพพรรณี บริษัทห้างร้านต่าง ๆ และ ไปศึกษาดูงานผู้ที่ประสบความสําเร็จ คือสหกรณ์ชาวสวนปาล์มน้ํามันที่จังหวัดกระบี่ที่ประสบ ความสําเร็จ เราได้เสวนากันหลายครั้ง ทุกครั้งมีข้อเสนอว่าให้กระทรวงพาณิชย์ดําเนินการ โดยมีข้อเสนอคือจัดตั้งกองทุนพัฒนาเกษตรกรชาวสวนเป็นงบกลางก็ได้ งบ คชก. ก็ได้ เป็นกองทุนไม่เกิน ๒๐๐-๓๐๐ ล้านบาท เพื่อซื้อสินค้าไปเก็บตุนไว้ เก็บตุนที่ไหนครับ คือจัดตั้งระบบการตลาด คือมีห้องเย็นแช่แข็ง โดยบรรจุ ๕,๐๐๐-๑๐,๐๐๐ ตันเท่านั้น ใช้งบประมาณไม่เกิน ๖๐๐-๗๐๐ ล้านบาทนะครับ แล้วก็หลังจากนั้นเก็บไว้ กักตุนไว้ พอหมดหน้าฤดูกาลจะได้ขายออกไป อย่างนี้การแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ ที่ผ่านมาแก้ไขปัญหา ปลายเหตุทั้งสิ้นนะครับ โดยเราเสียงบประมาณแผ่นดินไปปีหนึ่งเป็นหลายพันล้านบาท กับที่รัฐบาลเสียครั้งเดียว จบเลย ๑,๐๐๐ ล้านบาทเท่านั้นเอง แล้วก็ทําเป็นตัวอย่าง จังหวัดจันทบุรีมีความพร้อมและไปจังหวัดอื่น ๆ ด้วย อย่างนี้ไม่มีการประท้วง ไม่มีการปิดถนน แน่นอน ดั่งที่ท่านประธานได้เห็นพี่น้องทั่วทั้งประเทศได้เห็น วันนี้จะต้องบอกว่าจังหวัดจันทบุรี มีความพร้อมนะครับ แล้วนํารายได้เข้าสู่ประเทศปีหนึ่งขายผลผลิต ผลไม้อย่างเดียวเกือบ ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท ชาวจังหวัดจันทบุรีขอเพียง ๑,๐๐๐ ล้านบาทเท่านั้นเอง ทําไมไม่ให้เขา ทั้ง ๆ ที่คําแถลงนโยบายของท่านนายกรัฐมนตรีตั้งแต่เช้าว่า ส่งเสริมเสถียรภาพราคาสินค้า เกษตรมีงบประมาณถึง ๔๐,๑๕๒.๒ ล้านบาท เอางบตัวนี้มา ๑,๐๐๐ ล้านบาท แก้ไขปัญหา ให้กับพี่น้องชาวจังหวัดจันทบุรีภาคตะวันออกและที่จังหวัดอื่น ๆ น่าจะดีกว่าที่มีปัญหา ปลายเหตุที่ผ่านมานะครับ วันนี้ผมต้องถามกระทรวงพาณิชย์ว่า ท่านทําอะไรอยู่ ศึกษาปัญหา สัมมนาทุกอย่างเพื่อให้กระทรวงนี้แก้ไขปัญหา กระทรวงนี้มีทั้งหมด ๖ กรม มีงบประมาณศึกษา ดูงานศึกษามาทุกปี ปีหนึ่งเป็นพัน ๆ ล้านบาท วันนี้ต้องถามว่าปีงบประมาณ ปี ๒๕๕๖ นี้ครับ ช่วยบรรจุแผนการบริหารจัดการเรื่องการตลาดให้กับจังหวัดจันทบุรีไม่เกิน ๑,๐๐๐ ล้านบาท ถ้ายังทําไม่ได้ในแปรญัตติ ผมคิดว่าจะตัดถึง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์เพื่อให้กระทรวงนี้ให้รู้ว่าปัญหา พี่น้องทําไมไม่แก้ ขอขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านปวีณ แซ่จึง เชิญครับ ๕ นาทีนะครับ

นายปวีณ แซ่จึง ศรีสะเกษ 🔗

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ปวีณ แซ่จึง พรรคเพื่อไทย จังหวัดศรีสะเกษ ต่อญัตติของรัฐบาล ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย ประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๖

หลักการ ตั้งงบประมาณไม่เกิน ๒,๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ในหลักการผมเห็นด้วย เนื่องจากว่าปีนี้รัฐบาลตั้งงบขาดดุลไม่เกิน ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ในขณะเดียวกันก็ตั้งไว้ เกินกว่าปีที่แล้วมา ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท หลักการเห็นด้วย

เหตุผล เพื่อให้ส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐและรัฐวิสาหกิจมีงบประมาณ ใช้จ่ายและเป็นหลักในการบริหารราชการแผ่นดิน ส่วนในเรื่องของเหตุผลเนื่องจากว่า ได้ศึกษา ได้ดูในรายละเอียดแล้ว เห็นด้วย ขอสนับสนุนในหลักการและเหตุผล เพราะว่า การตั้งงบประมาณรายจ่ายในปีนี้ รัฐบาลได้ตั้งสนับสนุนทุกหน่วยงานอย่างครอบคลุม ตามความจําเป็นและความเหมาะสมซึ่งเพิ่มขึ้นเกือบทุกหน่วยงาน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ท่านตั้งเพิ่มขึ้นอีก ๑,๐๐๐ กว่าล้านบาท กระทรวงคมนาคมเดิมตั้งไว้ ๘๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ท่านตั้งปีนี้เป็น ๙๖,๐๐๐ กว่าล้านบาท ซึ่งเป็นการส่งเสริมด้านการสัญจรไปมาก็คือกรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบท ตลอดจน กรมการขนส่งทั้งหมดที่สังกัดกระทรวงคมนาคม เห็นด้วยครับ เพื่อที่พี่น้องในท้องถิ่น ในชนบทจะได้มีโอกาสสัญจรไปมาอย่างสะดวก กระทรวงมหาดไทย กระทรวงมหาดไทย นี่ผมเห็นด้วยในเรื่องของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นที่ผมเป็นประธานคณะกรรมาธิการอยู่ เนื่องจากท่านได้ตั้งงบเพิ่มขึ้นให้กับกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น จาก ๒๐๖,๐๐๐ กว่าล้านบาท เป็น ๒๒๐,๘๐๐ กว่าล้านบาท เพื่อให้ท้องถิ่นได้สามารถมีงบประมาณใช้จ่ายของตัวเอง อย่างพอเพียง

ส่วนอีกอันหนึ่งก็คือกรมที่ดิน กรมที่ดินท่านได้ตั้งงบไว้จากเดิม ๕,๔๑๑ ล้านบาท เป็น ๗,๔๔๒ ล้านบาท ซึ่งผมอภิปรายทุกปีว่าถ้าหากว่ากรมที่ดินไม่ได้รับการจัดสรรงบประมาณ เพิ่มเติม การออกโฉนดที่ดิน การให้บริการประชาชนก็จะล่าช้าและไม่เพียงพอ และไม่ทัน ต่อเหตุการณ์ ปีนี้ต้องขอบคุณรัฐบาลนะครับ

ส่วนนโยบายเร่งด่วน นโยบายเร่งด่วนก็คือการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด อันนี้เป็นความพึงพอใจของพี่น้องทุกคนทั่วประเทศ เพื่อให้ประเทศชาติคงอยู่ ประเทศชาติ จะต้องมีความมั่นคง จะต้องปราศจากยาเสพติดทั้งสิ้นและทั้งมวล นอกจากนั้นนโยบาย เร่งด่วนยังมีการส่งเสริมการบริหารจัดการน้ําโดยให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้จัดการเรื่องน้ําเป็นเงิน ๕๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท หลังจาก รัฐบาลได้กู้ไป ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เป็นการแก้ไขปัญหาเรื่องน้ําท่วม ตอนนี้จะเป็นการสร้าง ระบบกระจายน้ําให้ประชาชนได้มีพื้นที่เพื่อการเกษตรเพิ่มขึ้น

ต่อไปครับ เป็นเรื่องการยกระดับคุณภาพชีวิต การพักหนี้ครัวเรือนไม่เกิน ๕๐๐,๐๐๐ บาท เบี้ยเลี้ยงผู้สูงอายุแบบขั้นบันได ปีนี้ตั้ง ๕๘,๗๐๗ ล้านบาท เพื่อให้ผู้สูงอายุ ได้ใช้จ่ายเงินจํานวนนี้

ต่อไปครับ ข้อ ๓ การส่งเสริมประชาชนให้ได้เข้าถึงแหล่งเงินทุน นั่นก็คือ กองทุนหมู่บ้านและชุมชน ตั้งงบประมาณไว้ ๕๖,๑๑๒ ล้านบาท ขอสนับสนุน นอกจากนั้น ยังมีการตั้งงบกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีซึ่งเป็นงบใหม่ ตั้งไว้ ๖,๓๖๐ ล้านบาท นอกจากนั้น เงินเอสเอ็มแอล หรือเงินพัฒนาศักยภาพหมู่บ้านหรือชุมชน ๓๐๐,๐๐๐ บาท ๔๐๐,๐๐๐ บาท ๕๐๐,๐๐๐ บาท ได้ตั้งเพื่อให้ชุมชนทุกชุมชนจํานวน ๗๐,๐๐๐ กว่าชุมชนนี้ได้รับงบประมาณ ไปบริหารจัดการของตัวเอง กระทรวงศึกษาธิการครับ เราต้องการพัฒนาคนให้มีคุณภาพ ต้องการให้ความรู้ รัฐบาลได้อุตส่าห์ตั้งงบประมาณเพิ่มจาก ๔๒๐,๐๐๐ ล้านบาท เป็น ๔๖๐,๐๐๐ ล้านบาทครับ อันนี้ต้องขอขอบคุณและเห็นด้วย กระทรวงสาธารณสุข เป็นการให้การบริหารรักษาพยาบาล เป็นการส่งเสริมสุขภาพของประชาชน รัฐบาลชุดนี้ได้ ตั้งงบของกระทรวงสาธารณสุขเพิ่มจาก ๙๑,๙๙๖ ล้านบาท เป็น ๑๐๐,๑๕๑ ล้านบาท นอกจากนั้นสิ่งที่จําเป็นและสําคัญที่สุดก็คือการให้การสนับสนุนหลักประกันสุขภาพ ซึ่งได้ตั้งเพิ่ม จากของเดิม ๑๗๙,๔๕๘ ล้านบาท เป็น ๑๙๖,๔๘๕ ล้านบาท อันนี้เป็นเรื่องของการขยาย การรักษาพยาบาลตามหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ นอกจากนั้นกระทรวงสาธารณสุขแล้ว ยังมีนโยบายที่จะก่อสร้างโรงพยาบาลขนาดเล็กในอําเภอที่ยังไม่มี ที่ขาดอยู่ประมาณ ๓๐-๔๐ โรง ให้ทั่วถึงประเทศไทยและให้ทุกแห่งได้มีโรงพยาบาลครบทุกอําเภอ ขอสนับสนุนและเห็นด้วย ในหลักการและเหตุผลของร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๖

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เชิญท่านมานิต นพอมรบดี ๑๐ นาทีครับ

นายมานิต นพอมรบดี ราชบุรี 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร และท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติที่เคารพทุกท่าน ผม นายมานิต นพอมรบดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดราชบุรี พรรคภูมิใจไทย ท่านประธานครับ วันนี้ผมได้รับมอบหมายจากท่านหัวหน้า พรรคภูมิใจไทย ท่านชวรัตน์ ชาญวีรกูล ให้มาพูดย้ําเน้นในเรื่องของการที่จะหาเม็ดเงิน เข้าสู่ประเทศ เพราะว่าการร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๖ นั้นเราจัดแบบขาดดุลการค้า ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท จากที่ตั้งงบประมาณรายจ่ายประจําปี ๒๕๕๖ ๒,๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ตรงนี้เป็นประเด็นสําคัญ ท่านประธานที่เคารพ ผมได้นั่งอ่านดูในหน่วยงานทั้งหมด โดยเฉพาะกรมจัดเก็บทั้งหลาย หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกหน่วยงานในเรื่องของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี ตรงนี้เป็นสิ่งที่น่ากังวลครับท่านประธาน ในฐานะที่ผมอยู่คณะกรรมาธิการการเงิน การคลัง การธนาคารและสถาบันการเงิน ได้รับมอบหมายจากกรรมาธิการให้ทําหน้าที่เป็นประธาน คณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษของประเทศไทย เพื่อรองรับ ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ท่านประธานครับ ถ้าดูในเนื้อของเออีซีในการจัดงบประมาณ ปี ๒๕๕๖ เป็นที่น่ากังวลว่าการจัดงบประมาณเพื่อไปดูแลเขตเศรษฐกิจพิเศษของแต่ละจังหวัดนั้น ถ้าพูดกันตามภาษาชาวบ้านคือสะเปะสะปะครับ ผมยกตัวอย่างเลยที่เราไปสัมมนาของ คณะกรรมาธิการที่จังหวัดเชียงราย หน่วยงานที่เป็นแม่งานหลักที่ดูแลการออกแบบก่อสร้าง จัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ คือ สนข. หรือสํานักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร ของกระทรวงคมนาคม ปรากฏว่า สนข. ได้มอบหมายให้กรมการขนส่งทางบกเป็นผู้ว่าจ้าง หาผู้รับจ้าง ท่านประธานครับ ในการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษหรือจุดเปลี่ยนขนถ่ายสินค้า ซึ่งจะต้องรวมเบ็ดเสร็จบูรณาการเป็นวันสต็อปเซอร์วิส (One stop service) มีกรมศุลกากร ตม. ทุกหน่วยงาน ท่านประธานครับ ปรากฏว่าคนออกแบบไม่ได้ใช้ คนใช้สถานที่ไม่ได้ออกแบบ ผมขอดูในเนื้อรายละเอียดหน่วยงานต่าง ๆ บางหน่วยงานได้พื้นที่ครับ ๔ คูณ ๔ ตารางเมตร ซึ่งจะต้องรองรับการให้บริการขนส่งสินค้าข้ามแดน เอาเป็นว่าในปีที่แล้ว ที่เชียงของส่งออก ๑๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท อนาคตถ้าสะพานข้ามแม่น้ําโขงที่อําเภอเชียงของแล้วเสร็จ ท่านประธานครับ ยอดการส่งออกจะพุ่งอย่างสูง เพราะเส้นทางนี้ผ่านอาร์สามเอ (R3A) ผ่าน สปป. ลาว สู่คุนหมิงประเทศจีน ซึ่งเป็นแหล่งที่เราจะขายของให้กับประชากรชาวจีน อย่างมหาศาล ปรากฏว่าบางหน่วยงานขอยกตัวอย่างให้ท่านประธานเห็นภาพชัด อย. ครับ ท่านประธาน ที่อยู่ในความดูแลของกระทรวงสาธารณสุขไม่มีพื้นที่ใช้เลย ผมเชิญเจ้าหน้าที่ อย. มาประชุม เขาบอกถ้าไม่มีแล้วท่านจะทําอย่างไร ทั้ง ๆ ที่อยู่ในแบบนะครับ ยังไม่ได้ ออกแบบนะครับ เขาบอกผมก็ต้องตั้งตู้คอนเทนเนอร์ (Container) ไปบริการ ตรงนี้เป็นสิ่งที่ น่ากังวลอย่างยิ่ง ผมได้มอบหมายว่าถ้าอย่างนี้การออกแบบในครั้งต่อไปหน่วยงานที่จะต้อง มาให้บริการนั้นจะต้องมารวมเบ็ดเสร็จและมาร่วมออกแบบด้วย ท่านประธานครับ นี่เชียงของ ในความดูแลของกระทรวงคมนาคม ลงใต้มาอีกนิดหนึ่งครับ แม่สอดจังหวัดตากครับ ท่านประธานที่เคารพ มติ ครม. ในปี ๒๕๕๔ มอบหมายให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้าของ กระทรวงพาณิชย์จัดงบประมาณให้ ๑๔ ล้านบาทเศษ ดําเนินการจัดจ้างออกแบบการจัดตั้ง เขตเศรษฐกิจพิเศษ นี่ ๒ กระทรวงแล้วนะครับ ลงมาใต้อีกหน่อยครับท่านประธานที่เคารพ เมื่อวานนี้ที่ทาง ครม. สัญจรที่จังหวัดกาญจนบุรีลงไปที่ทวายโปรเจกฺท์ (Project) ซึ่งถือว่า เป็นอภิมหาโปรเจกท์ในภูมิภาคย่านนี้ ท่านประธานครับ ไปดูเม็ดเงินที่จังหวัดกาญจนบุรี โดยกรมโยธาธิการและผังเมือง จัดงบประมาณไว้ ๖,๐๐๐,๐๐๐ บาท เพื่อออกแบบการจัดตั้ง เขตเศรษฐกิจพิเศษหรือศูนย์ราชการของจังหวัดกาญจนบุรี ในเนื้อที่แค่ ๓๕๐ ไร่ ไปดูแค่ ๓ จังหวัด ๓ กระทรวง ตรงนี้ขาดการบูรณาการ ขาดการมีความเป็นเจ้าภาพที่เป็นหนึ่งเดียว ถ้าเราไม่มีเจ้าภาพที่แน่นอน ท่านประธานครับ เดินไปไม่ได้หรอกครับ ผมยกตัวอย่างแค่ ๓ จังหวัด ก็ ๓ กระทรวงแล้ว ยังไม่ได้ไปที่จังหวัดตราดนะครับ ยังไม่ได้ไปที่อําเภอสะเดา หาเจ้าภาพไม่เจอครับท่านประธาน ผมมองการใช้เม็ดเงินจะไม่เกิดประสิทธิภาพ ฝากท่านประธานไปเรียนท่านนายกรัฐมนตรีว่าสําคัญยิ่งคือเออีซี สําคัญต่อไปคือเจ้าภาพหลัก ตรงนี้จะเป็นการช่วยให้การใช้เงินในปี ๒๕๕๖ มีประสิทธิภาพสูงสุด และย้ําเน้นไป ทุกกระทรวงว่าเรื่องนี้สําคัญยิ่ง ท่านประธานครับ ผมยกตัวอย่างให้เห็นชัดเลยนะครับ การค้าภาพรวมชายแดนประเทศไทยในปี ๒๕๕๔ มูลค่าเฉพาะประเทศพม่า สปป. ลาว ประเทศกัมพูชา และประเทศมาเลเซีย ๔ ประเทศ มีมูลค่าการส่งออก ๕๘๗,๓๖๐ ล้านบาท มีการนําเข้า ๓๑๒,๔๒๓ ล้านบาท เราได้ดุลการค้า ๒๗๔,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธานที่เคารพ ท่านรองนายกรัฐมนตรีเฉลิม อยู่บํารุง นั่งอยู่ที่นี่ ในข้อสังเกตของหลายหน่วยงานเขาบอกว่า ตรงนี้เป็นตัวเลขบนโต๊ะนะครับ ถ้าเราสามารถที่จะสกัดสินค้าของเถื่อนได้ ผมคิดว่า เม็ดเงินที่จะเข้าสู่ประเทศที่จะผ่านกรมจัดเก็บของเราจะมีมูลค่าสูงขึ้น งานอย่างนี้ต้องใช้ รองนายกรัฐมนตรีเฉลิม ผมมั่นใจทําได้ครับ ยาบ้าเดี๋ยวนี้จับเป็นล้าน ๆ เม็ด ถ้าท่านไปจับ ของเถื่อนด้วยสิครับ เงินจะเข้าประเทศอีกมหาศาล ภารกิจหลัก ผมคิดว่าไม่ใช่จะไปให้ รองนายกรัฐมนตรีทําด้านเดียว นี่เป็นสิ่งที่ฝากท่านประธานไปยังท่านนายกรัฐมนตรี

อีกประการหนึ่ง เมื่อสักครู่ท่านหัวหน้าพรรคผมฝากย้ําเน้นว่าในเรื่องเออีซี สําคัญยิ่งคือกระทรวงศึกษาธิการท่านประธานที่เคารพ เด็กนักเรียนเราไม่ว่าระดับอาชีวศึกษา ระดับปริญญาตรีขึ้นไปจะต้องมีส่วนร่วมรับรู้ในเรื่องของเออีซี เพราะในอนาคตการค้าไร้พรมแดน ถ้าเราไม่เตรียมบุคลากรนักศึกษาทั้งหลายที่จะรองรับเราสู้เขาไม่ได้นะครับ ภาษาก็สําคัญ ความรู้ที่เราจะไปต่อยอดก็สําคัญ ตรงนี้อยากจะฝากท่านประธานไปยังหน่วยงานทุกกระทรวง เพราะว่าภาพนี้มันเป็นภาพรวมของประเทศมันไม่ได้ว่าเป็นของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง ท่านประธานครับ ผมนั่งอ่านงบประมาณไม่มีย้ําเน้นในเรื่องการหาเงินเข้าประเทศเลย ซึ่งตรงนี้หัวหน้าพรรคผมย้ําตลอด ถ้าเราไม่มีเงินเข้ากระเป๋าเราทําอะไรไม่ได้หรอกครับ เออีซี ก็คือแหล่งที่ในอนาคตเราจะต้องนําสิ่งนี้ให้เป็นประโยชน์ ถ้าเราไม่เริ่มสตาร์ท (Start) ตั้งแต่ วันนี้ ไม่เริ่มต้นตั้งแต่วันนี้เราจะช้าไปนะครับ ผมขอเข้าไปที่จังหวัดราชบุรี การค้าชายแดน ที่จังหวัดราชบุรีเป็นจุดหนึ่งที่อยากจะให้เสริมเติมจากทวายโปรเจ็กท์ เพราะอะไรครับ เพราะว่าถ้าเชื่อมไปที่มะริดที่นั่นเป็นท่าเรือที่มีอาหารทะเลหรือพวกสัตว์น้ําทางทะเล มหาศาล ถ้าเราเชื่อมโยงเปิดจุดผ่อนปรนที่อําเภอสวนผึ้งสินค้าต่าง ๆ เหล่านี้จะผ่านสู่ จังหวัดราชบุรีและไปสู่จังหวัดสมุทรสาครไปผลิตอาหารสู่ครัวโลกได้ ฝากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง การเชื่อมโยงเปิดประตูการค้าเพื่อนําเงินเข้าประเทศเป็นสิ่งสําคัญยิ่ง ทุกจังหวัดที่เอ่ยถึง รวมถึงจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ที่ด่านสิงขรก็มีความพร้อม เมื่อเราเปิดประตูสู่ด้านตะวันตก ทิศเหนือ ทิศตะวันออก ทิศใต้ตรงนี้จะทําให้เรามีเม็ดเงินเข้าสู่ประเทศได้อย่างมากยิ่งขึ้น ในอนาคตเราจะได้ไม่ต้องจัดงบประมาณรายจ่ายแผ่นดินแบบขาดดุลการค้า ขอบคุณครับ ท่านประธาน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เชิญท่านสุนทรี ชัยวิรัตนะ ๗ นาทีครับ

นางสาวสุนทรี ชัยวิรัตนะ บัญชีรายชื่อ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาวสุนทรี ชัยวิรัตนะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย จังหวัดชัยภูมิ

เรื่องแรก วันนี้ต้องบอกว่าสภาผู้แทนราษฎรของเราได้มีการพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๖ วงเงิน ๒,๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เข้าสู่การพิจารณาของเรานะคะ เป็นการจัดทํางบประมาณแบบขาดดุล น้อยกว่าปีที่ผ่านมา จํานวน ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ในสภาวะที่ประเทศของเรากําลังจะฟื้นฟู หลังจากที่ประสบกับอุทกภัย จําเป็นที่จะต้องใช้เงินเป็นจํานวนมากแต่ยังสามารถที่จะจัดทํา งบประมาณแบบขาดดุลได้น้อยลงกว่าในปีที่ผ่านมา ก็แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจของ ทางรัฐบาลที่จะพยายามลดการกู้เงินเพื่อมาใช้ในการพัฒนาประเทศ ในปี ๒๕๕๖ นี้ได้มีการ ตั้งวงเงินเพิ่มขึ้นมาเพียง ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่จริง ๆ แล้วต้องเรียนว่ารัฐบาลมีกรอบวงเงิน ในการพัฒนาประเทศเพิ่มขึ้นอีก ๑๒๔,๐๐๐ ล้านบาท เนื่องจากรัฐบาลมีการคิด มองการณ์ไกล เราไม่ต้องตั้งงบประมาณในการจ่ายรับภาระดอกเบี้ยให้กับธนาคารแห่งประเทศไทย ไม่ต้องตั้งงบประมาณเพื่อชดใช้เงินคงคลังก็ทําให้รัฐบาลมีวงเงินเพิ่มขึ้นอีก ถึงแม้ว่ารัฐบาล จะสามารถกู้ได้อีกเป็นจํานวนหลายแสนล้านบาทก็ตามที งบประมาณปีนี้รัฐบาลได้ ให้ความสําคัญในด้านคุณภาพของชีวิต และความเท่าเทียมกันในสังคมเป็นอันดับแรก โดยได้มีการจัดสรรงบประมาณไว้ถึงร้อยละ ๔๖ ของงบประมาณทั้งหมด หรือประมาณ ๑,๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็แสดงให้เห็นอีกเช่นกันว่ารัฐบาลให้ความสําคัญกับการลด ความเหลื่อมล้ําในสังคมผ่านนโยบายเร่งด่วนทั้ง ๑๖ นโยบาย ไม่ว่าจะเป็นการแจกแท็บเล็ต ให้เด็กนักเรียนในชั้น ม. ๑ ป. ๑ หรือว่าการให้เงินเอฟเอ็มแอลกับหมู่บ้านทุกหมู่บ้าน ในประเทศไทย เงินกองทุนหมู่บ้าน ๓๐ บาทรักษาทุกโรค โครงการรับจํานําพืชผล การเกษตร บัตรเครดิตพลังงาน บัตรเครดิตเกษตรกร หรือแม้กระทั่งโครงการพักชําระหนี้ ให้กับเกษตรกร เรามาดูกันที่งบประมาณในเรื่องการส่งเสริมให้มีการบริหารจัดการน้ํา เพื่อการแก้ไขปัญหาอุทกภัยที่เราประสบอยู่ทุกปี มีวงเงินอยู่ที่ ๔๔,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งตั้งไว้อยู่ใน หลายหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงคมนาคม ซึ่งเป็นการตั้งเท่ากับปีที่ผ่านมา แต่ก็จะไม่ก่อให้เกิดปัญหากับทางรัฐบาล เนื่องจากทางรัฐบาลได้มีการออกพระราชกําหนด การบริหารจัดการน้ํา วงเงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อรองรับการแก้ไขปัญหาเหล่านี้เอาไว้แล้ว ดิฉันเองก็ไม่ได้มองว่าจํานวนเงินงบประมาณที่ได้รับการจัดสรรนี้ แต่จะดูที่ความตั้งใจในการแก้ไข ปัญหาของรัฐบาลค่ะ วันนี้จะขอพูดถึงการแก้ไขปัญหาในแม่น้ําชี ซึ่งประชาชนที่อาศัยอยู่ จังหวัดชัยภูมิ จังหวัดขอนแก่น จังหวัดมหาสารคาม จังหวัดกาฬสินธุ์ จังหวัดร้อยเอ็ด จังหวัดยโสธร จังหวัดอุบลราชธานี จะเป็นผู้ที่ได้รับประโยชน์ หากจะพูดถึงการแก้ไขปัญหา ก่อนอื่นคงต้องพูดถึง ปัญหาให้ทราบเป็นคร่าว ๆ ก่อนค่ะท่านประธาน ปัญหาที่เกิดขึ้นก็ต้องเรียนว่าแม่น้ําชีเอง มีต้นกําเนิดอยู่ที่จังหวัดชัยภูมิ ตั้งอยู่บนที่ราบสูง บนจุดสูงสุดของที่ราบสูงโคราช ทําให้น้ํา ที่ไหลลงมาจากที่สูงสู่ที่ต่ําไหลลงมาอย่างรวดเร็ว ทําให้เกิดน้ําท่วมอย่างเฉียบพลันได้ ค่อนข้างมาก ประกอบกับการที่ยังขาดพื้นที่สําหรับกักเก็บน้ํา บึง หนองน้ําที่มีอยู่ตามธรรมชาติ ก็ไม่สามารถที่จะกักเก็บน้ําได้เต็มศักยภาพ แหล่งน้ําต่าง ๆ จึงมักมีความแห้งขอดในช่วงฤดูแล้ง ยิ่งหากปีไหนเกิดพายุฝนตกหนักเป็นช่วง ๆ เราก็จะพบเห็น โดยเฉพาะบ้านดิฉันก็จะไปถึง บ้านท่านประธานต่อนะคะ ก็จะพบอยู่ว่าลําน้ํานี้เมื่อน้ําชีลงมาแรงก็ไม่สามารถที่จะระบายได้ ก็จะล้นตลิ่ง ล้นแม่น้ําออกมาท่วมบ้านเรือนประชาชน ท่วมพื้นที่ทําการเกษตร ทําให้เกิด ความเสียหาย ตามสถิตินี้เขาบอกไว้ว่าแม่น้ําชีมีน้ําไหลผ่าน ๒,๕๐๐-๒,๗๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตร แต่ว่ามีแหล่งกักเก็บน้ําได้เพียง ๖๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตร ที่เหลือไม่สามารถที่จะกักเก็บเอาไว้ ได้เลย ก็จะไหลไปถึงบ้านท่านประธานคือที่จังหวัดขอนแก่น และจังหวัดอื่น ๆ แล้วก็ไปไหล ลงแม่น้ําโขงที่จังหวัดอุบลราชธานีก็ทําให้เกิดปัญหาอย่างที่เราทราบ คือน้ําท่วมทุกพื้นที่ ที่แม่น้ําชีไหลผ่าน และที่สําคัญจะเห็นได้จากการที่ทั้ง ๗ จังหวัดที่ดิฉันได้กล่าวมาจะได้รับ การประกาศเป็นพื้นที่ประสบอุทกภัย พื้นที่ภัยแล้งเป็นประจําในทุกปี ในแต่ละครั้งก็ต้องใช้ เงินเป็นจํานวนมาก แล้วก็ต้องเรียนว่ามากกว่าจํานวนที่จะใช้ในการมาขอสร้างแหล่งกักเก็บน้ํา จากการที่ดิฉันเองได้มีการสะท้อนปัญหาให้รัฐบาลทราบมาโดยตลอด ก็มาพบงวดนี้รัฐบาล ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ที่ท่านสามารถตอบสนองในการแก้ไขปัญหาในแม่น้ําชี โดยที่แม่น้ําชีนี้ปัญหาเกิดจากการที่ขาดแคลนแหล่งกักเก็บน้ําบริเวณต้นน้ํา คือที่จังหวัดชัยภูมิ ก็ได้มีการจัดสรรงบประมาณให้ในปี ๒๕๕๖ โดยที่กรมชลประทานได้จัดสรรเรื่องโครงการก่อสร้างประตูระบายน้ําพระอาจารย์จื่อ (ลําเชียงทา) ซึ่งเป็นการก่อสร้างประตูระบายน้ําแล้วก็แก้มลิง ในวงเงินงบประมาณ ๔๒๔ ล้านบาท โดยในปีงบประมาณ ๒๕๕๖ นี้จะได้งบประมาณอยู่ที่ ๑๓๗ ล้านบาท แล้วก็ผูกพัน ถึงปี ๒๕๕๘ อีก ๒๘๗ ล้านบาท ก็จะช่วยเพิ่มพื้นที่การผลิตได้ถึง ๒๔,๐๐๐ ไร่ แล้วก็ สามารถกักเก็บน้ําได้เพิ่มอีก ๕,๐๐๐,๐๐๐ ลูกบาศก์เมตร ซึ่งตรงนี้ก็เป็นการส่งสัญญาณ ให้กับพี่น้องประชาชนได้ทราบคะว่ารัฐบาลเองมีความสนใจ แล้วก็ให้ความตั้งใจในการที่จะ แก้ไขปัญหาเหล่านี้ หรือแม้แต่กระทั่งปัญหาที่พี่น้องได้รับจากการที่น้ําท่วมขังเป็นเวลานาน ก็ทําให้ตลิ่งบ้านเรือนพัง ทางกรมโยธาธิการและผังเมืองเองก็ได้มีการให้ตลิ่งบริเวณบ้านโนนโพธิ์ เพื่อไปแก้ไขปัญหาในเรื่องไม่ให้บ้านเรือนทรุดลงแม่น้ําเจ้าพระยา ในวงเงินถึง ๒๔ ล้านบาท

แต่ประเด็นสุดท้ายที่อยากจะฝากกับท่านประธานในวันนี้ก็คือ ประเด็นที่ดิฉันเป็นห่วง และอยากจะฝาก ก็คือปริมาณน้ําที่เราปล่อยทิ้งลงแม่น้ําเจ้าพระยาถึง ๒,๐๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตร จะดําเนินการอย่างไรให้สามารถเกิดประโยชน์อย่างมากที่สุดกับประชาชน การแก้ไขปัญหา ระยะสั้นก็จําเป็น ก็คงจะต้องมีการพัฒนาแหล่งน้ําตามธรรมชาติ แก้มลิง ประตูระบายน้ํา อ่างเก็บน้ํา ให้สามารถเพิ่มปริมาณการกักเก็บให้ได้มากยิ่งขึ้น หรือแม้กระทั่งการแก้ไขปัญหา ในระยะยาวก็คงจะไม่พ้นการก่อสร้างแหล่งกักเก็บน้ําขนาดใหญ่ที่สามารถกักเก็บน้ําได้เป็น ๑,๐๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตร ก็จะสามารถช่วยให้เรามีพื้นที่ทําการเกษตรเพิ่มอีก ๑๒๐,๐๐๐ ไร่ ขึ้นไป ก็อยากให้หน่วยงานได้มีการนําแผนพัฒนาลุ่มแม่น้ําชีที่ได้มีการศึกษาเอาไว้ตั้งแต่ ปี ๒๕๐๗ แล้วก็ปรับปรุงเรื่อยมา ไม่ว่าจะเป็นโครงการชีบน ยางนาดี ลําสะพุง หรือว่า แม้กระทั่งอ่างเก็บน้ําพระอาจารย์จื่อมาดําเนินการก่อสร้างตามแผนที่ได้มีการศึกษาเอาไว้ ก็คิดว่าจะเป็นการช่วยให้ประชาชนหายจากปัญหาความยากจน และมีรายได้ที่ดีขึ้น ที่สําคัญปัญหา ของการที่ถูกน้ําท่วม น้ําแล้ง ใน ๗ จังหวัดที่ดิฉันได้กล่าวมาก็คงจะหมดไป ถ้าหากได้รับ การดูแลแก้ไขในเรื่องเหล่านี้ที่ดิฉันได้กล่าวมา จากเหตุผลที่ดิฉันพูดมาทั้งหมดค่ะท่านประธาน จึงเป็นที่มาว่าดิฉันเอง แล้วก็เพื่อน ๆ ส.ส. ที่อยู่ในสภาแห่งนี้ ไม่ว่าจะเป็นท่านกฤษดาภรณ์ ท่านวไลพร ท่านนันทนา ท่านธนเทพ หรือว่าท่านอื่น ๆ จึงเห็นด้วย แล้วก็สนับสนุนในการรับ หลักการร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๖ ครั้งนี้ค่ะ กราบขอบพระคุณค่ะ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านสรรเสริญ สมะลาภา ๒๐ นาทีนะครับ

นายสรรเสริญ สมะลาภา กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม สรรเสริญ สมะลาภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ที่จริงก็มีหลายเรื่องที่ผมอยากจะพูดถึงในร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปี งบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๖ นี้ แต่วาระนี้ก็จะต้องขอเน้นมุ่งไปประเด็นที่พี่น้องประชาชน เดือดร้อนที่สุดก่อน ก็เป็นเรื่องของการจัดสรรเงินเพื่อที่จะให้รัฐบาลไปแก้ปัญหาของแพงครับ ที่ต้องยกเรื่องนี้ขึ้นมาก็เพราะว่าตลอด ๔ เดือนที่ผ่านมาดูเหมือนว่ารัฐบาลจะไม่เอาจริงเอาจัง กับเรื่องนี้แล้วรัฐบาลจะมีความรู้สึกว่าไม่ตื่นตัวเท่าที่ควร ดูจากคําพูดท่านนายกรัฐมนตรีได้ นะครับ ที่บอกว่าของแพงเพราะว่าประชาชนคิดไปเองบ้าง หรือว่าแพงเพราะว่าเงินในกระเป๋า ของคนน้อยลงบ้าง หรือแพงเพราะว่ากลไกตลาดบ้าง อากาศร้อนบ้าง หรือเป็นช่วงเปิดเทอมบ้าง มีการแห่กันไปตรวจตลาด แล้วก็เป็นการตรวจตลาดที่อยู่ในท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์ ว่าการไปตรวจของนายกรัฐมนตรีนั้น หรือของท่านรัฐมนตรีนั้นจะได้ราคาที่แท้จริงได้อย่างไร ที่เขาวิพากษ์วิจารณ์ก็คือท่านนายกรัฐมนตรีเอง ท่านรัฐมนตรีเอง ท่านแห่กันไปเป็นขบวน แล้วก็ไม่ได้ไปเฉพาะขบวนของข้าราชการ ยังมีขบวนของนักข่าวตามไปด้วย ก็แน่นอนที่สุด พ่อค้าแม่ขายที่อยู่แถวนั้นเขาก็ไม่กล้าที่จะบอกราคาความเป็นจริง เรื่องนี้พรรคประชาธิปัตย์ เราก็ตั้งทีมขึ้นมาดูแลเรื่องนี้ ตรวจสอบเรื่องนี้โดยเฉพาะ เราทําด้วยกัน ๒ ทางครับ ทางแรกเราก็ตรวจตลาดเหมือนอย่างที่รัฐบาลทํา แต่เราไปเงียบ ๆ เราไม่ได้แห่ไป ไม่ได้นํานักข่าวไป ทางที่ ๒ ก็มีการจัดทําดัชนีราคา ครั้งนี้ก็เป็นครั้งที่ ๓ เป็นการ นําราคาของแต่ละตลาดในช่วงระยะเวลาที่แตกต่างกันมาเทียบกัน สด ๆ ร้อน ๆ ครับ ราคาของตลาดยิ่งเจริญเมื่อวานนี้คือวันที่ ๒๐ พฤษภาคม เทียบกับวันที่ ๒๐ พฤษภาคม ปีที่แล้ว ไม่ได้เอาเฉพาะสินค้าบางรายการมาพูด ไม่ได้เอาเฉพาะของถูกมาพูด ไม่ได้เอา เฉพาะของแพงมาพูด แต่เอาทุกตัวมาถัวเฉลี่ยคํานวณเป็นดัชนีขึ้นมาทั้งหมด ๓๗ รายการ ปรากฏว่าราคาสินค้าสมัยท่านยิ่งลักษณ์เทียบกับสมัยท่านอภิสิทธิ์ สมัยท่านยิ่งลักษณ์แพงกว่า ๑๕ เปอร์เซ็นต์ ยังแพงอยู่ แล้วก็เรื่องนี้ผมไม่ได้คิดไปเองแน่นอน แล้วก็ที่ท่านนายกรัฐมนตรี บอกว่าเดือนหน้าราคาจะถูกลงนั้นเป็นไปได้อย่างไร ที่จริงพอมาพูดถึงในเรื่องของงบประมาณ ในการจัดสรรเพื่อแก้ปัญหาของถูกก็ดี หรือของแพงก็ดีก็ใช้เงินกันทั้งนั้นล่ะครับ จะแก้ปัญหา ของแพงเราก็ต้องใช้เงิน จะแก้ปัญหาของถูกเราก็ต้องใช้เงิน และโดยหลักการแล้วก็มี ๒ วิธี ก็คือแก้ที่ต้นทางหรือแก้ที่ปลายทางก็แล้วแต่รัฐบาลจะเลือก

(นายวรชัย เหมะ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านมีผู้ประท้วง เชิญท่านวรชัยครับ

นายวรชัย เหมะ สมุทรปราการ

ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม วรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ วันนี้บรรยากาศดีจริง ๆ ครับ แล้วผู้อภิปรายไม่น่าทําผิดข้อบังคับ ข้อ ๖๑ เพราะว่าท่านเอา เรื่องของแพง เอาเรื่องของตลาด ผมนี่อยู่ในตลาด ผมมีคลิปที่จะบอกว่าของถูก ผมยังไม่ อภิปรายเลยครับ แล้วท่านเอาเรื่องสินค้าในตลาดมาอภิปรายครับ คนละประเด็นเลยจริง ๆ ขอให้อยู่ในประเด็นงบประมาณท่านประธานครับ อย่าพูดในเรื่องนอกประเด็นเลยครับ ขอให้บรรยากาศที่ดีตั้งแต่เช้ามา ผมต้องการรักษาบรรยากาศจริง ๆ ครับ ไม่อย่างนั้น ผมไม่ประท้วงหรอกครับ ขอบคุณท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านวรชัยครับ ท่านผู้อภิปรายก็ยังอยู่ในประเด็นนะครับ ท่านเพียงแต่ขอให้กระชับสักนิดเถอะครับ เชิญต่อเลยครับ

นายสรรเสริญ สมะลาภา กรุงเทพมหานคร 🔗

ที่จริงผมก็พยายามจะอภิปราย ถึงปัญหาจําเป็นเร่งด่วนที่จะต้องแก้ไข แล้วก็จะเข้าถึงสู่งบประมาณที่จะต้องมาใช้ ส่วนท่าน มีคลิปในเรื่องของถูกก็เชิญครับ เราก็ยินดีจะรับฟัง ที่ผมนํามาก็เป็นข้อมูลของตลาดที่เปิดเผย อย่างเป็นทางการ ทุกคนก็เห็นครับ ที่จริงมีการแก้ปัญหาอยู่ ๒ เรื่องด้วยกัน ก็คือแก้ที่ต้นทาง หรือแก้ที่ปลายทาง ที่ผ่านมาเห็นตามหน้าข่าวหนังสือพิมพ์ก็ดี ตามทีวีก็ดี รัฐบาลมุ่งจะแก้ ในเรื่องของปลายทางครับ มีการจัดร้านถูกใจบ้าง มีการจัดขายของสินค้าราคาถูก บางที สื่อมวลชนก็นําเสนอว่าจะมีการเอารถไปวนขายของบ้าง อันนั้นก็เป็นการแก้สินค้าที่ปลายทาง ผมคิดว่าพวกเราทุกคนก็รู้ดีว่าการแก้ลักษณะนี้มันแก้ได้ไม่ทั่วถึงเท่าที่ควร ที่ประชาธิปัตย์ เรียกร้องมาตลอดคือให้แก้ที่ต้นทาง เราเรียกร้องมา ๒ เรื่องด้วยกัน

เรื่องแรก ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่สําคัญที่สุดก็คือในเรื่องของการชดเชยค่าแรง ๓๐๐ บาท กระทรวงพาณิชย์ออกข่าวมาครับ บอกว่าการขึ้นค่าแรง ๓๐๐ บาทก็ดี หรือว่า ๓๘ เปอร์เซ็นต์ในอีก ๗๐ จังหวัดก็ดี กระทบต้นทุนเพียงแค่ ๐.๒๕ เปอร์เซ็นต์ เป็นไปได้ อย่างไรครับ ผมคิดว่ากระทรวงพาณิชย์เองมีข้อเรียกร้อง มีข้อบกพร่องมาหลายเรื่อง โดยเฉพาะในเรื่องของการที่แถลงตัวเลขว่าราคาสินค้าเท่าไร เสร็จแล้วก็ไปตรวจตลาด ปรากฏว่าราคาในตลาดเป็น ๒ เท่าของราคาแนะนํา ก็ลงข่าวกันอย่างครึกโครมนะครับ บอกว่าที่แถลงเสร็จแล้วไปตรวจตลาดปรากฏว่าราคาสูงกว่าที่แถลง ๒ เท่าตัวก็หน้าแตกกันไปครับ แต่ว่าที่ผมจะนําเรื่องมาอ้างอิงก็คือสภาอุตสาหกรรม สภาอุตสาหกรรมเขาบอกว่าตัวเลขของ รัฐบาลไม่ตรง นี่ผมไม่ได้พูดเองนะครับ ท่านไปเปิดเทปในคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจได้ เขาบอกว่าตัวเลขในเรื่องนี้ของรัฐบาลไม่เคยตรงเลย เขาบอกว่าอย่างไรครับ อุตสาหกรรม ต่าง ๆ ที่ได้รับผลกระทบจากค่าแรง ๓๐๐ บาท ได้รับผลกระทบทางด้านต้นทุนอย่างมาก อาทิเช่นอุตสาหกรรมในเรื่องของแปรรูปอาหารโดนเข้าไป ๑๕ เปอร์เซ็นต์ เครื่องนุ่งห่มที่เป็น ประเด็นอยู่ตอนนี้ชุดนักเรียนนะครับ ค่าแรงโดยเฉลี่ยทําให้ต้นทุนเพิ่มขึ้น ๑๐ เปอร์เซ็นต์ อาหารก็ดีนะครับ รวมเบ็ดเสร็จถัวเฉลี่ยประมาณ ๗ เปอร์เซ็นต์ด้วยกัน ยังมีหลายต่อหลายเรื่อง แต่ขอพูดไม่หมดนะครับ เพราะว่าถ้าพูดหมดต้องใช้ระยะเวลานาน โรงแรมก็โดนครับ ๑๒ เปอร์เซ็นต์ ภาคขนส่งโดยสารต้นทุนเพิ่มขึ้น ๑๕ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็ในเรื่องของที่มา กระทบต่อราคาสินค้าก็คือขนส่งรถบรรทุกครับโดนเข้าไป ๘ เปอร์เซ็นต์ สภาพัฒน์เองก็บอก เมื่อเร็ว ๆ นี้บอกว่าค่าแรง ๓๐๐ บาทกระทบต่อต้นทุนของนักธุรกิจที่โดนมากที่สุดก็คือ ภาคเกษตรกรรมเพราะว่าใช้แรงงานมาก ภาคเกษตรกรรมต้นทุนเพิ่มขึ้น ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ก็ไม่แปลกใจหรอกครับว่าทําไมอาหารถึงแพงขึ้น ผมต้องขอเรียนท่านประธานก่อนครับว่า แต่ไหนแต่ไรมาเราไม่เคยคัดค้านการขึ้นค่าแรง พรรคประชาธิปัตย์เองก็มีนโยบายที่จะขึ้น ค่าแรงแต่เราไม่เห็นด้วยกับการชดเชยธุรกิจที่ไม่ถูกต้อง ผมพูดไว้ตั้งแต่อภิปรายนโยบายว่า การลดภาษีนิติบุคคลจาก ๓๐ เปอร์เซ็นต์มาเป็น ๒๓ เปอร์เซ็นต์แล้วก็ลงไปเป็น ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ไม่ได้ช่วยอะไร สาเหตุเพราะว่ามีธุรกิจรายเล็กรายย่อยทั้งหมดประมาณ ๓,๐๐๐,๐๐๐ ราย ด้วยกันที่กําไรไม่เกิน ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาทเขาเสียภาษีอยู่ ๒๓ เปอร์เซ็นต์อยู่แล้ว แล้วบอกด้วยว่า ในที่สุดราคาสินค้าจะเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะราคาอาหาร กิจการเขาก็มี ๒ ทางเลือก ทางเลือกแรก ก็ปิดกิจการไปแล้วเป็นอย่างไรครับ ไตรมาสแรกของปีนี้เทียบกับไตรมาสแรกของปีที่แล้ว ตัวเลขการปิดกิจการสูงขึ้นเป็น ๒ เท่าตัว จาก ๑,๔๐๐ รายกลายเป็น ๒,๘๐๐ ราย ๒ เท่าตัว แล้วราคาอาหารก็แพงขึ้น ซึ่งอันนั้นก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งของธุรกิจที่เขาจะต้องหาวิธี มาชดเชยต้นทุนที่เขาจ่ายแพงขึ้น สิ่งที่เราเรียกร้องมาตลอดก็คือต้องชดเชยให้ตรงหลัก ธุรกิจไหนจ่ายค่าแรงเพิ่มขึ้นมากก็ชดเชยให้เขามาก ธุรกิจไหนจ่ายค่าแรงน้อยก็ชดเชยน้อย แล้วก็ติดตามการทํางานของรัฐบาลมาโดยตลอด ล่าสุดได้ยินว่ารัฐบาลกําลังจะชดเชยธุรกิจ ที่จ่ายค่าแรงเพิ่มขึ้นก็หลงดีใจ แต่ปรากฏว่าพอทําเข้าจริงแล้ว ผมไม่อยากใช้คํานี้หรอกครับ แต่ว่ารัฐบาลทําแบบขอไปทีครับ ค่าแรงที่เพิ่มขึ้นเพิ่มตั้งแต่วันที่ ๑ เมษายน แต่รัฐบาลมีมติ ครม. วันที่ ๒๔ เมษายน ช้าไปอีกเกือบเดือน แล้วกว่าจะมีผลในทางปฏิบัติก็นับไปอีกเป็นเดือน เหมือนกัน ผมอยากจะเรียนให้ท่านประธานทราบก็คือว่ามติ ครม. ที่ออกมานั้นก็ไม่อยากจะใช้ คํานี้หรอกครับ แต่ว่ามันหลีกเลี่ยงไม่ได้จริง ๆ เป็นมติ ครม. ที่โกหกประชาชน เหมือนกับในเรื่องของค่าแรง ๓๐๐ บาทที่บอกว่าจะทําทันที เหมือนกับในเรื่องของการยกเลิกกองทุนน้ํามัน กระชาก ค่าครองชีพ เขียนไว้อย่างไร เขียนไว้ว่ายกเว้นภาษีเงินได้ครึ่งหนึ่งของค่าแรงที่จ่ายมากขึ้น ผมเป็นนักธุรกิจ ผมฟังอย่างนี้ฝันหวานนะครับ แต่พอทําเข้าจริงมันไม่ใช่ครับ เพราะว่า ที่เขียนไว้มันหมายความว่าถ้าจ่ายค่าแรงเพิ่มขึ้น ๑๐๐ บาท จะสามารถเอา ๕๐ บาทนั้น เป็นเงินภาษีที่ลดลง กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือว่ารัฐบาลจะลดภาษีให้ ๕๐ บาท ทําเข้าจริงไม่ใช่ครับ ทําเข้าจริงอย่างไรครับ ทําเข้าจริงคือจ่ายค่าแรงเพิ่มขึ้น ๑๐๐ บาท เอาไปคูณ ๑.๕ ก็คือ เท่ากับ ๑๕๐ แล้วเอา ๑๕๐ บาทนั้นไปหักจากกําไรครับ ทอนออกมาเป็นเงินภาษีที่ลดลง นิดเดียวครับ สําหรับธุรกิจที่จ่ายภาษี ๒๓ เปอร์เซ็นต์นั้น ลดลงแค่ ๓๔ บาท หรือสําหรับ ธุรกิจที่กําไรน้อยกว่า ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท ที่เขาจ่ายภาษี ๑๕ เปอร์เซ็นต์ ลดลง ๒๒ บาท อย่างที่ท่านหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ได้กล่าวไป อ่านดูได้เลยครับ ในมติ ครม. วันที่ ๒๔ เมษายน เป็นจริงอย่างที่ผมพูด ผมไม่ได้เอามาพูดเองนะครับ และยิ่งไปกว่านั้นการชดเชย นอกจากจะนิดเดียวแล้ว ทําไม่ทั่วถึงครับ ทําเฉพาะ ๗ จังหวัดที่ขึ้นค่าแรงเป็น ๓๐๐ บาท เท่านั้น อีก ๗๐ จังหวัดที่ขึ้น ๓๘-๔๐ เปอร์เซ็นต์ไม่ชดเชยให้เขาครับ แล้วอีก ๗๐ จังหวัด จะว่าอย่างไร แถมการชดเชยนั้นหมดเขตสิ้นปี ๒๕๕๕ นี้ แล้วปีหน้าล่ะครับ ปี ๒๕๕๖ ที่ท่านนายกรัฐมนตรีประกาศว่าจะต้องเป็น ๓๐๐ บาททั่วประเทศ ธุรกิจเขาจะอยู่ได้อย่างไรครับ เรื่องนี้ล่ะครับ ก็เป็นเรื่องหลักที่ทําให้ของแพงแล้วผมก็ไม่แปลกใจหรอกครับว่าในเรื่องของ ต้นทุนเอง ในเรื่องของการประเมินของภาครัฐเอง ในเรื่องของการดําเนินนโยบายชดเชยเอง มันผิดมาตั้งแต่แรกครับ

อย่างที่ ๒ ที่เราเรียกร้องนอกจากการชดเชยค่าแรง ๓๐๐ บาทนั้น เราเรียกร้อง ในเรื่องของราคาพลังงาน ก็กระทรวงพาณิชย์อีกล่ะครับท่านบอกว่าราคาพลังงานนั้นกระทบ ราคาสินค้านิดเดียว ก็แน่ล่ะสิครับ เพราะท่านคิดแต่ต้นทุนในการผลิต ท่านไม่ได้คิดในเรื่อง ของต้นทุนการขนส่ง เรื่องนี้ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งแล้วผมคิดว่าเป็นนโยบายที่โกหกประชาชน แล้วก็ล้มเหลวที่สุด เพราะว่ารัฐบาลมาเป็นรัฐบาลได้เพราะว่าประชาชนเขาคิดว่าราคาน้ํามัน ราคาพลังงานจะถูกลง ท่านบอกว่าอย่างไร ท่านบอกว่ายกเลิกกองทุนน้ํามัน พอทําเข้าจริง ไม่ใช่อีกครับ ท่านเลี่ยงไปเป็นไม่เก็บเงินเข้ากองทุนน้ํามันแค่ ๓ เดือน แล้วทําอย่างไรครับ กองทุนน้ํามันก็ติดลบ ๒๓,๐๐๐ ล้านบาท ที่จริงเรามีประสบการณ์ที่เจ็บปวดมาแล้วในเรื่องนี้ ตั้งแต่ตอนที่มีวิกฤติเศรษฐกิจ เอาเงินสํารองระหว่างประเทศไปสู้ค่าเงินบาทจนหมดหน้าตัก มันก็เกิดวิกฤติเศรษฐกิจครับ แล้วก็บ่งบอกให้ชัดว่านโยบายที่ดีก็ต้องมีเงินสํารองเอาไว้ ส่วนหนึ่ง เรื่องของกองทุนน้ํามันก็เป็นอย่างนี้ครับ ท่านไปลดราคาพลังงานตอนที่พลังงาน ไม่มีปัญหาทางด้านราคา พอลดเสร็จกองทุนก็ติดลบ พอติดลบเสร็จราคาพลังงานมีปัญหา ท่านไม่มีเงินเข้าไปช่วยเหลือ มิหนําซ้ําท่านยังซ้ําเติมประชาชนโดยการเก็บเงินเข้ากองทุน น้ํามัน ถ้ามีการยกเลิกเข้ากองทุนน้ํามันจริงหรือมีการยกเลิกกองทุนน้ํามันอย่างที่ท่านพูดจริง ป่านนี้ราคาเบนซิน ๙๑ ลดไปอีก ๔ บาทครับ แก๊สโซฮอล์ ๙๕ ลดไปอีก ๒.๒๐ บาท แก๊สโซฮอล์ ๙๑ ลดไป ๖๐ สตางค์ ดีเซลลดไป ๖๐ สตางค์ ก๊าซแอลพีจีที่เป็นปัญหาอยู่ตอนนี้ลดไป ๑ บาท ถ้าท่านทําอย่างที่ท่านพูดจริงนะครับ ป่านนี้ ราคาพลังงานลดลงไปมากกว่านี้ครับ พอติดลบมากเข้าก็แน่นอนที่สุดรัฐบาลก็ดิ้นล่ะครับ มีข่าวว่าจะไปกู้เงินมาชดเชยกองทุนน้ํามันบ้าง ตัวเลขประเมินไว้ประมาณ ๒๐,๐๐๐ ล้านบาทบ้าง อันนี้ก็แสดงให้เห็นชัดเจนว่าในที่สุดแล้วประชาชนก็ต้องมารับผิดชอบต่อการดําเนินนโยบาย ที่ล้มเหลวผิดพลาดของท่าน แล้วของจะไม่แพงได้อย่างไร ทั้งค่าแรงที่ชดเชยผิดหลัก ทั้งราคา น้ํามันกองทุนพลังงานที่ดําเนินนโยบายผิดพลาด ของก็แพงเพราะว่ารัฐบาลผิดพลาดบกพร่อง ดําเนินนโยบายผิดเองครับ อย่างที่ผมเรียนตั้งแต่แรกก็คือว่าไม่ว่าจะเป็นการแก้ปัญหาของแพง หรือไม่ว่าจะเป็นการแก้ปัญหาของถูกต้องใช้งบประมาณทั้งนั้น และเงินเหล่านี้โดยมาก จะไม่ตั้งอยู่ในงบประมาณประจําปี เงินเหล่านี้โดยมากเป็นกิจกรรมพิเศษก็จะไปกู้มาครับ

เรามาดูงบประมาณปี ๒๕๕๖ กันบ้างครับ งบประมาณปี ๒๕๕๖ ดูเผิน ๆ แล้วหน้าตาดีครับในเรื่องของการกู้ เพราะว่ากู้แค่ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท น้อยลงกว่าปีที่แล้ว ก็ดูกันเผิน ๆ ที่หน้าว่าหน้าตาดีเพราะกู้น้อย แต่หน้าตาดีนี่ที่ดีเพราะอะไรครับ ที่ดีเพราะว่า การกู้จริง ๆ นี่มันไม่ได้อยู่ในงบประมาณฉบับนี้ครับ การกู้จริงมันอยู่นอกงบประมาณอย่างที่ ท่านหัวหน้าอภิสิทธิ์พูดไปเมื่อเช้า มาดูกันเลยว่าการกู้จริง ๆ ของรัฐบาลชุดนี้ กู้อะไรไปบ้าง มีการออกมติ ครม. แผนบริหารหนี้สาธารณะรอบแรก รอบสอง ในนี้มีอยู่หลายเรื่องด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของรับจํานําข้าว เติมน้ํามัน ปรับโครงสร้างหนี้ มีอีกหลายต่อหลายเรื่อง รวมทั้ง พ.ร.ก. ต่าง ๆ พ.ร.ก. บริหารน้ํา พ.ร.ก. กองทุนประกันภัย รวมทั้งในเรื่องของการ ขาดดุลงบประมาณทั้งปี ๒๕๕๕ และปี ๒๕๕๖ ท่านประธานทราบไหมว่าตลอด ๙ เดือน การบริหารของรัฐบาลยิ่งลักษณ์มีแผนจะกู้เท่าไร ๑.๕ ล้านล้านบาทครับ ต้องขอย้ําตัวเลข ๑.๕ ล้านล้านบาท ล้าน ๒ ตัวครับ รัฐบาลอาจจะบอกว่าเรื่องน้ําท่วมจําเป็น เป็นภาระเร่งด่วน ยกประโยชน์ให้จําเลยไปเลยครับ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทที่กู้น้ําท่วมตัดออกไป ยังเหลือ ๑.๑ ล้านล้านบาท นี่ล่ะครับ ๙ เดือนการบริหาร มีแผนจะกู้ทั้งหมด ๑.๕ ล้านล้านบาท ผมจําได้สมัยที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล พรรคฝ่ายค้านสมัยนั้นซึ่งก็เป็นรัฐบาลสมัยนี้บอกว่า อภิสิทธิ์ดีแต่กู้ เก่งแต่กู้ แต่อยากจะเรียนซ้ํานะครับ ตลอด ๒ ปี ๖ เดือนที่บริหารมากู้จริงไป แค่ ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเท่านั้นนะครับ เทียบกันเลย ๒ ปี ๘ เดือน ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาท กับนี่ ๙ เดือน ๑.๕ ล้านล้านบาท ตอนนี้ท่านมาเป็นรัฐบาลแล้วท่านทําอย่างไรครับ ทั้งหมดที่ผมพูดมานะครับ ทั้งในเรื่องของงบประมาณที่ไม่เหมาะสมในการที่จะแก้ปัญหา ในเรื่องทั้งของแพงและของถูก และการกู้นอกงบประมาณที่มากมายมหาศาลไม่ผ่าน การตรวจสอบ ผมก็ต้องสรุปว่าไม่สามารถรับหลักการในงบประมาณฉบับนี้ได้ ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เชิญท่าน รองนายกรัฐมนตรีเฉลิมครับ

ร้อยตํารวจเอก เฉลิม อยู่บํารุง รองนายกรัฐมนตรี 🔗

ท่านประธานที่เคารพ ผม ร้อยตํารวจเอก เฉลิม อยู่บํารุง บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะรองนายกรัฐมนตรี พอดีท่านนายกรัฐมนตรีท่านมีบัญชาให้ผมเข้าสภา แล้วก็คอยตอบ ท่านสมาชิกเมื่อสักครู่ ก็อภิปรายมีเหตุมีผล โดยปกติเรื่องของแพงก็ต้องเป็นเรื่องของกระทรวงพาณิชย์เขา แต่ผมเมื่อเข้าเวรแล้วผมก็ต้องตอบชี้แจง เพราะเมื่อท่านอภิปรายเสร็จ ท่านผู้ชมที่ฟัง ทางบ้านก็คล้อยตาม แต่ถ้าผมขึ้นมาตอบท่านประชาชนจะมีข้อเปรียบเทียบ ตอนหาเสียงนี่พรรคใช้ผมไปหาเสียงปราศรัย ค่าแรงขั้นต่ํา ๓๐๐ บาท ปริญญาตรี ๑๕,๐๐๐ บาท บ้านหลังแรก รถคันแรก พักหนี้เกษตรกร ๕๐๐,๐๐๐ บาท พัก ๓ ปี นั่นมันเป็นนโยบาย ๔ ปี พวกผมไม่ได้โกหก แต่คิดเป็นแล้วทําเป็น ผมเป็นรองนายกรัฐมนตรีกํากับกระทรวงแรงงานเขาทํากันไปแล้ว ๗ จังหวัด แล้วก็จะทําต่อไป มันไม่ใช่พลิกฝ่ามือ ยืนยันกับท่านผู้ชมทางบ้านพรรคเพื่อไทยทําได้แน่ในสมัยที่เป็นรัฐบาล มันต้องค่อยเป็นค่อยไปนั่นเรื่องแรงงาน ๑๕,๐๐๐ บาท ท่านก็วิพากษ์วิจารณ์กัน บอกว่า เงินเดือนไม่ถึงมีเงินเพิ่มเข้าไป แต่รวมสรุปภาษาจีนเรียกว่าหลงโจ้ง ทั้งหมด ๑๕,๐๐๐ บาท ทําได้แล้ว เอสเอ็มอี เอสเอ็มแอล กําลังจะออกไป ผมเป็นกันมา ๙ เดือน ตัวเลขไม่ถึงหรอกครับ ๑.๕ ล้านล้านบาท ไม่ถึงนะครับ ยังไม่ไปไกลถึงนั่น แต่เป็นเพียงท่านวิเคราะห์ในฐานะ นักการเงินนักการคลังแต่ปฏิบัติจริงมันยังไม่ใช่ แล้วถ้าหากท่านมีความรู้สึกว่ารัฐบาล ปราศรัยโกหก พรรคเพื่อไทยโกหก รอบหน้าก็ไม่มีใครเลือกพวกผม แต่ระยะเวลามันต้อง ค่อยเป็นค่อยไป ผมยืนยันว่ารัฐบาลไม่โกหก พรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาลของคนยากคนจน กรณีของแพง บางครั้งท่านนายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์ ผมไม่ได้แก้ตัวแทนท่าน ท่านทําไมจะ ไม่ทราบท่านเป็นแม่บ้าน ท่านก็รู้ว่ามีของบางตัวแพง สินค้าบางชนิดแพง แต่ส่วนหนึ่งที่แพงนี่ เพราะเจ้าของร้านค้าหรือเจ้าของแผงเขาขึ้นราคาค่าเช่า บางครั้งสื่อไม่ตรงกันก็ไปบอกว่า นายกรัฐมนตรีบอกว่าของไม่แพง บางอย่างแพง บางอย่างไม่แพง ผมจะยกตัวอย่างให้ท่านฟัง ท่านฟังแล้วอย่าโกรธเอาม้าเร็วขี่มอเตอร์ไซค์ไปเลยว่าจริงอยู่ไหมที่ผมจะตอบ สมัยรัฐบาลที่แล้ว เนื้อสุกรสันนอกสันในนะครับ ปีที่แล้ว ๑๓๒.๗๘ บาทต่อ ๑ กิโลกรัม ปีนี้ ๑๒๓.๕๐ บาท ถูกกว่า ๙.๒๘ บาท แล้วทําไมท่านไม่พูดบ้างล่ะ ไก่สดทั้งตัวปีนี้ ๖๘.๙๙ บาท ปีที่แล้ว ๗๙.๖ บาท ปีรัฐบาลผมนี่ถูกกว่า ๑๐.๗ บาท ผมยอมรับผักกาดขาวแพง ถั่วฟักยาวแพง มะนาวแพง ท่านจะบอกว่าที่แพงเพราะว่ามันเกิดจากธรรมชาติ ไม่ครับ พรรคเพื่อไทยไม่ปฏิเสธ แพงเรารู้ แต่ถ้าผมจะบอกว่าผักกาดขาวปีที่ท่านเป็นรัฐบาล ๗๙.๖ บาท ปีนี้เท่าไรครับ ๓๑.๗๘ บาท ถูกกว่า ๑๐.๗ บาท ถ้าพี่น้องประชาชนจะไม่ใช้ถั่วผักยาวมาใช้ผักกาดขาวก็ถูกกว่าสมัย รัฐบาลของท่าน นอกจากนี้ผักบุ้งแตงกวา เห็ด คะน้า ถูกกว่าหมดเมื่อเทียบกับเดือนเมษายนที่แล้ว ส่วนราคาที่แพงขึ้น เช่น มะนาว พริกสด ยอมรับว่าแพง สินค้าสําเร็จรูปบางส่วนว่าแพง แต่สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากสถานที่ประกอบการค้าขึ้นราคา ถ้าท่านบอกไม่สนใจท่านเข้าใจผิด เมื่อวานนี้ประชุม ครม. ที่จังหวัดกาญจนบุรี ท่านนายกรัฐมนตรีได้มีบัญชาในที่ประชุม จากนี้ต่อไปรัฐบาลจะมีมาตรการแหล่งผลิต คือจากลานสินค้าราคาเท่าไร ตามมาดูคนกลาง เอากําไรเท่าไร แล้วมาดูปลายทางที่จําหน่าย ต้นทาง กลางทาง ปลายทาง จะหามาตรการ ถ้าหากไม่ลดราวาศอกจะถือว่าค้ากําไรเกินควร ต้องมีมาตรการทําอยู่ครับ มันพัฒนาไปเร็ว รัฐบาลก็ต้องพัฒนาให้เร็วเช่นเดียวกัน ท่านพูดถึงกรณีที่ว่าลดภาษีเงินได้นิติบุคคล มีผลกระทบต่องบประมาณ ท่านพูดน่ะเป็นมุมมองหนึ่ง แต่ละรัฐบาลก็มีแนวคิดแนวทาง ไม่เหมือนกัน รัฐบาลพรรคเพื่อไทยหาเสียงก่อนเป็นรัฐบาล ท่านเป็นรัฐบาล พวกผมเป็นฝ่ายค้าน ท่านเป็นรัฐบาลรักษาการ พวกผมเป็นฝ่ายค้าน เราบอกว่า ๓๐ เปอร์เซ็นต์มันมากไป เราจะลดเหลือ ๒๓ เปอร์เซ็นต์ แล้วต่อไปจะลดเหลือ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะพรรคเพื่อไทย ก็โกอินเตอร์ หันไปดูประเทศสิงคโปร์เขาว่าอย่างไร เขา ๑๖-๑๗ เปอร์เซ็นต์ ฮ่องกง ว่าอย่างไร ๑๗ เปอร์เซ็นต์ ประเทศมาเลยเซีย ๒๕ เปอร์เซ็นต์ ถ้าผมจําไม่ผิด เราลดมา ๒๓ เปอร์เซ็นต์ ผมย้ําอีกครั้งนะครับ รัฐบาลมีแนวคิดว่ามาตรการลดอัตราภาษีเงินได้ นิติบุคคลเป็นการจัดเก็บภาษีน้อยลง ทําให้ภาคธุรกิจมีแรงจูงใจในการขยายกิจการและ ลงทุนเพิ่มสําหรับธุรกิจที่ดําเนินการอยู่แล้วและเข้ามาเริ่มต้นธุรกิจใหม่ สําหรับนักธุรกิจ ที่ก่อนหน้านี้ยังไม่กล้าเข้ามาแข่งขันเนื่องจากเห็นผลตอบแทนจากการลงทุนที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะทําให้ในแต่ละอุตสาหกรรมเพิ่มการแข่งขันในตลาดจนทําให้สินค้ามีคุณภาพสูงขึ้น และราคาถูกลงทําให้เกิดการใช้จ่ายมากขึ้น ซึ่งทําให้รัฐสามารถจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มแวทได้ มากขึ้น รวมถึงเป็นการเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของประเทศในการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจ อาเซียน เออีซี อาเซียน อีคอนอมิค คอมมูนิตี้ (AEC ASEAN Economic Community) ในปี ๒๕๕๘ นี่วิธีคิด แต่กาลเวลาจะเป็นเครื่องตัดสิน ถ้ารัฐบาลพรรคเพื่อไทยเดินเกมนี้ก้าวพลาด อนาคตที่จะได้รับเลือกกลับมาก็ไม่มี ท่านก็ขึ้นมาเป็นรัฐบาล แต่ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร และทีมเศรษฐกิจรัฐบาลชุดนี้ได้วิเคราะห์ ผมนั่งฟัง ผมก็มีความเข้าใจ ถ้าเราเก็บมาก แล้วมันรั่วไหลเท่ากับเก็บได้น้อย แต่ว่าถ้าเก็บน้อยแล้วคนเข้าสู่ระบบมันก็ได้ปริมาณมาก เงินก็ได้มาก นี่วิธีคิดของท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์และวิธีคิดของพรรคเพื่อไทย กราบขอบพระคุณครับท่านประธาน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เชิญท่านชมภู จันทาทอง ๕ นาทีครับ เชิญครับ

นายสรรเสริญ สมะลาภา กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม สรรเสริญ สมะลาภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในเรื่องที่ท่านรองนายกรัฐมนตรีเฉลิม ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณที่ท่านกรุณาลุกขึ้นมาตอบ ในเรื่องของการทํานโยบายต่าง ๆ ว่าทําทันที หรือไม่ทําทันทีอย่างไร ผมเชื่อว่าพี่น้อง ประชาชนที่ฟังอยู่มีวิจารณญาณในการตัดสินได้ ในเรื่องของการลดภาษี ผมพูดถึงในประเด็น ที่พรรคเพื่อไทยได้นํามาหาเสียงเอาไว้ก็คือเป็นการลดภาษีเพื่อชดเชยค่าแรงที่จ่ายเพิ่มขึ้น แล้วก็เป็นประเด็นในการอภิปรายของผมนะครับว่าจะชดเชยได้ถูกต้องตรงหรือไม่ ส่วนในเรื่องราคาสินค้าครับ กราบเรียนท่านรองนายกรัฐมนตรี ที่ท่านพูดมาทั้งหมดอยู่ใน รายการของผมอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของเนื้อหมู หมูสามชั้น หมูเนื้อแดงล้วน สันนอก สันใน ในนี้อยู่ในรายการทั้งหมด ในข้าวเองผมมี ๓ รายการ ไข่ไกผมมีทุกเบอร์ เนื้อวัว ผมมี ๔ รายการ เบ็ดเสร็จนี่มีทั้งหมด ๓๗ รายการที่มีการแจ้งราคาในตลาด

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านสรรเสริญครับ ที่จริงท่านได้อภิปรายไปแล้วนะครับ ทีนี้ผมให้เกียรติ ขอให้ช่วยกระชับนะครับ แล้วนี่ไม่ได้ จับเวลาอีกต่างหาก

นายสรรเสริญ สมะลาภา กรุงเทพมหานคร

ก็ขอเรียนยืนยันนะครับว่า ผมไม่ได้เอาเฉพาะของแพงมาพูด แล้วก็ไม่ได้เอาเฉพาะของถูกมาพูด ถัวเฉลี่ยทุกตัว ๓๗ ตัว ด้วยกัน ออกมาสมัยนี้แพงกว่าสมัยที่แล้ว ๑๕ เปอร์เซ็นต์ครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เชิญท่านชมภูครับ ท่านชมภูขออภัยครับ เชิญท่านรองนายกรัฐมนตรี

ร้อยตํารวจเอก เฉลิม อยู่บํารุง รองนายกรัฐมนตรี

ท่านประธานที่เคารพ ผม ร้อยตํารวจเอก เฉลิม อยู่บํารุง บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย รองนายกรัฐมนตรี รัฐบาล ไม่ได้นิ่งนอนใจนะครับ พยายามแก้ไข ความทุกข์ยากของพี่น้องประชาชนโดยเฉพาะพี่น้อง คนยากคนจน พรรคเพื่อไทยทิ้งไม่ได้ครับ ฐานเสียงของพวกเรา เราต้องมีมาตรการแก้ไข แต่สิ่งใดก็ตามที่เราจะปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้นก็ต้องเร่งรีบดําเนินการ เมื่อวานก็ได้ช่องทางแล้ว ไปพิสูจน์ทราบผู้ผลิต พ่อค้าคนกลาง เอามาปลายทาง ขายเกินราคา ค้ากําไรเกินควรไหม แต่ยืนยันได้ว่าของแพงและของถูก รัฐบาลชุดนี้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องให้แพง ไม่ได้เอาไว้กักตุน ไม่ได้มีผลประโยชน์โดยเด็ดขาด แต่ถึงอย่างไรก็ตามไม่ปฏิเสธความรับผิดชอบ ก็ต้องแก้ไขกัน อย่างเร่งด่วนต่อไปครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณครับ เชิญท่านชมภูครับ

นางชมภู จันทาทอง หนองคาย 🔗

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางชมภู จันทาทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดหนองคาย เขต ๓ พรรคเพื่อไทยค่ะ ท่านประธานคะ วันนี้ดิฉันขอร่วมอภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปี งบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๖ ค่ะท่านประธาน ดิฉันสนใจและขอร่วมอภิปรายในการแก้ไข และป้องกันปัญหาเรื่องยาเสพติดค่ะ ซึ่งยาเสพติดนี้หมักหมมมานานแล้วค่ะท่านประธาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐบาลที่ผ่านมาทําให้ยาเสพติดนั้นได้กระจายอย่างมากมายไปทั่วประเทศ ตัวดิฉันเองขอยกตัวอย่างเช่นมีโรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่งอยู่ที่จังหวัดหนองคาย เขาได้ไปสุ่มตรวจ โดยเจ้าหน้าที่ตํารวจ โดยสุ่มตรวจฉี่ของเด็กนักเรียนค่ะ ขอโทษค่ะ พูดจาไม่สุภาพนะคะ ปรากฏว่าตรวจ ๑๐๐ คน เจอสารยาเสพติดเป็นสีม่วงประมาณ ๘๐ คนเลยนะคะ แล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นผู้หญิงประมาณ ๖๐ คน ดิฉันก็ตกใจมากเหมือนกันนะคะ ซึ่งได้รับข้อมูลอย่างนี้จากโรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่ง การแก้ไขและป้องกันปัญหายาเสพติดนั้น ดิฉันภูมิใจค่ะ และดีใจแทนพี่น้องประชาชนว่ารัฐบาลโดยการนําของท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร พรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นแกนนําของการจัดตั้งรัฐบาลได้ไปสัญญากับพี่น้องประชาชนว่า ถ้าหากเป็นรัฐบาลเราจะปราบปรามยาเสพติดอย่างเร่งด่วน วันนี้ก็ดีใจ ภูมิใจกับพี่น้องประชาชน ว่าท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ได้นํานโยบายตัวนี้มาเป็นนโยบายเร่งด่วนในการแก้ไขปัญหา ยาเสพติด งบประมาณในการแก้ไขปัญหายาเสพติดของปี ๒๕๕๕ ตั้งไว้ ๙,๔๗๑.๕ ล้านบาท แต่ปี ๒๕๕๖ นั้นตั้งไว้ ๑๑,๕๘๒.๙ ล้านบาท แสดงว่าจัดงบประมาณและเห็นความสําคัญ ของการแก้ไขปัญหายาเสพติดนั้นโดยรัฐบาลนี้มากขึ้นค่ะท่านประธาน เพิ่มจากปี ๒๕๕๕ ถึง ๒,๑๑๑.๔ ล้านบาท คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ก็ ๒๒.๒๙ เปอร์เซ็นต์นะคะ ดิฉันมาดูตามแผนงาน บูรณาการในการแก้ไขและป้องกันปัญหาด้านยาเสพติดแล้วสรุปมีอยู่ ๓ ด้านของรัฐบาลนี้ ก็คือด้านป้องกันแล้วก็ตั้งไว้ในปี ๒๕๕๖ ก็คือ ๔,๔๔๕.๘ ล้านบาทเศษ

อีกด้านหนึ่ง ด้านที่ ๒ ก็คือด้านปราบปราม ตั้งไว้ ๓,๐๑๑.๒๖ ล้านบาทเศษ ส่วนด้านบําบัดรักษานั้นได้ตั้งไว้ ๔,๑๒๕.๗๓ ล้านบาท ทั้ง ๓ ด้านนี้ รัฐบาลนี้ตั้งเพิ่มขึ้น ทุกด้านค่ะ เพราะทางรัฐบาลเห็นความสําคัญในการที่จะแก้ไขปัญหาเรื่องด้านยาเสพติด การแก้ไขและป้องกันปัญหายาเสพติดนั้นถูกละเลยอย่างมาก ๆ ค่ะ หมักหมมที่ดิฉันพูดมา ตั้งต้นแล้วนะคะว่ารัฐบาลที่ผ่านมานั้นปล่อยปละละเลย ดิฉันเป็น ส.ส. สมัยแรก ตอนนั้นเป็น ฝ่ายค้านค่ะ ท่านประธานคะ ดิฉันฟังดูแล้วก็ดูอยู่ว่ารัฐบาลที่ผ่านมานั้นไม่เคยประกาศ ในการที่จับยาเสพติดอย่างมากมายหรือว่าให้ความสําคัญในการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้เลย ทําให้ ยาเสพติดนั้นระบาดไปทั่วประเทศอย่างมากมาย ดิฉันตกใจมากนะคะในการที่ได้ทราบข่าว ในการที่ทางรัฐบาลที่ผ่านมานั้นไม่ได้แก้ไขนะคะ พอมาถึงรัฐบาลชุดนี้ โดยการนําของท่าน นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร พี่น้องประชาชนนั้นฝากมาค่ะท่านประธาน บอกว่าภูมิใจ ในรัฐบาลนี้มาก ได้ปราบปรามยาเสพติด โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านนายกรัฐมนตรีนั้นได้มอบให้ ร้อยตํารวจเอก ดอกเตอร์เฉลิม อยู่บํารุง นี้ ท่านรองนายกรัฐมนตรีที่นั่งยิ้มอยู่นี้ ท่านได้เป็น นักปราบอย่างฉกรรจ์ค่ะ โดยการจับยาเสพติดนั้นได้อย่างมากมายโดยออกข่าวแต่ละวัน อย่างเช่นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา วันที่ ๑ พฤษภาคมนี้ก็จับได้ถึง ๑,๐๐๐,๐๐๐ กว่าเม็ดเศษ วันที่ ๑๗ นี้ก็จับยาไอซ์ถึง ๒๖ กิโลกรัมค่ะท่านประธาน รัฐบาลนี้ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ท่านก็เน้นไม่ใช่ว่าปราบปรามอย่างเดียว ท่านได้เน้นประเด็นในการบําบัดรักษาด้วย เพราะว่า ผู้เสพนั้นจะต้องเป็นผู้ป่วยมารักษาให้หายกลับคืนมาสู่อ้อมกอดของพ่อแม่และชุมชน อย่างถาวรและไม่ได้กลับมาเสพอีก ปัญหายาเสพติดนั้นเป็นปัญหาระดับชาติที่ควรจะต้องรับ ในการแก้ไขและเร่งด่วน ดังนั้นการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด จึงมีความจําเป็น อย่างยิ่งที่จะมีมาตรการในการป้องกันปราบปรามและแก้ไขอย่างจริงจังตามเป้าหมาย รวมถึงจะต้องปราบปรามร่วมกับทุกภาคส่วนถึงจะปราบปรามได้นะคะ ซึ่งปัญหาดังกล่าวนี้ ถ้าหากหมดไปจากประเทศไทย การพัฒนาประเทศในด้านต่าง ๆ ย่อมเป็นไปได้อย่างคล่องตัว ก็จะทําให้เศรษฐกิจต่าง ๆ นั้นดีขึ้นอย่างแน่นอน ดิฉันขอสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติ งบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๖ ค่ะ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านรองนายกรัฐมนตรี เฉลิม ขอ ๑ นาที เชิญครับ

ร้อยตํารวจเอก เฉลิม อยู่บํารุง รองนายกรัฐมนตรี

ท่านประธานที่เคารพ ร้อยตํารวจเอก เฉลิม อยู่บํารุง บัญชีรายชื่อ รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งท่านนายกรัฐมนตรี มอบหมายให้ผมทําหน้าที่ผู้อํานวยการ ศพส. ขอบพระคุณท่าน ส.ส. ชมภู จันทาทอง แม่บักเสือแห่งหนองคาย เพื่อที่คนหนองคายจะได้สบายใจว่าแม่บักเสือห่วงปัญหายาเสพติด ในระยะเวลาที่รัฐบาลชุดนี้มาบริหารบ้านเมือง และท่านนายกรัฐมนตรีให้ผมทําหน้าที่ จับยาบ้าไปได้แล้ว ๕๒ ล้านเม็ด ยาไอซ์ ๑,๐๐๐ กิโลกรัม กัญชา ๑๐,๐๐๐ กว่ากิโลกรัม และยึดทรัพย์ได้นับพันล้านบาท และจะยึดต่อไป รัฐบาลจะดําเนินการเรื่องนี้อย่างจริงจัง จริงใจ โดยเอาความทุกข์ยากของพี่น้องประชาชนเป็นตัวตั้ง ปราบปรามเด็ดขาด ภายใต้ หลักนิติรัฐและนิติธรรมครับ ขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เชิญท่านปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ ๗ นาทีครับ

ร้อยตํารวจเอก ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ บัญชีรายชื่อ 🔗

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรครักษ์สันติ จากที่ได้อ่านเอกสารงบประมาณปี ๒๕๕๖ ผมได้ชั่งน้ําหนักประมาณ ๑๖ กิโลกรัมนะครับ ก็ขอแสดงความขอบคุณทุกฝ่ายที่จัดทํางบประมาณครั้งนี้ แต่กระนั้นผมก็ขอเน้นย้ําว่า งบประมาณไม่ได้เป็นเพียงแผนเงิน และแผนงานที่เป็นตัวเลขเท่านั้น แต่งบประมาณจะต้อง สอดประสานกับแผนงาน แผนคน และสถานการณ์ทั้งภายในและภายนอกประเทศด้วย การจัดสรรงบประมาณปี ๒๕๕๖ ถ้าจะมองดูภาพรวมแล้วก็คล้ายคลึงกับปี ๒๕๕๕ นั่นก็คือ เป็นการจัดทําเป็นงานประจําโดยที่ยังไม่ได้ใช้เป็นเครื่องมือทางการบริหารสําหรับกํากับและ ประเมินผลงานที่ผ่านมาว่ามีประสิทธิภาพและประสิทธิผลเพียงใด นอกจากนี้งบประมาณ ปี ๒๕๕๖ นั้นยังจัดทําภายใต้ระบบปิดค่อนข้างมาก จนไม่ได้ให้ความสําคัญต่อปัจจัย ภายนอกอย่างพอเพียง แผนงบประมาณของเรายังมีลักษณะแข็งตัวและไม่สอดประสาน กับอนาคตที่แปรปรวน ผันผวนอย่างมากมาย รวดเร็ว เพื่อสนับสนุนการอภิปรายของผมนั้น ขอยกตัวอย่างรูปธรรมสัก ๒ กรณี กรณีที่ ๑ ก็คือการเข้าร่วมเออีซี กรณีที่ ๒ ก็คือ การป้องกันปราบปรามการค้ามนุษย์ การเข้าร่วมเออีซี หรือประชาคมอาเซียนนั้น เรื่องนี้ปรากฏในยุทธศาสตร์การสร้างรากฐานการพัฒนาซึ่งได้จัดสรรงบประมาณไว้เกือบ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ในลําดับที่แปลงสู่รูปธรรม ปรากฏเรื่องนี้ในข้อ ๑.๖ โดยใช้ชื่อว่า แผนงานพัฒนาความร่วมมือกับประเทศในภูมิภาค ซึ่งแผนงานนี้ได้จัดวางวงเงินไว้ประมาณ ๔,๐๐๐ ล้านบาท แล้วกระจายเม็ดเงินไปสู่กระทรวงต่าง ๆ มากมาย เป็นต้นว่ากระทรวงมหาดไทย กระทรวงไอซีที กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงศึกษาธิการ แต่ข้อสังเกต ก็คือเกือบทุกกระทรวงใช้ชื่อโครงการเดียวกันครับว่าเตรียมความพร้อมสู่ประชาคมอาเซียน โดยไม่ทราบว่าเตรียมความพร้อมให้ใคร พื้นฐานภาษาอังกฤษระดับไหน นานเท่าไร ที่สําคัญที่สุด ก็คือไม่ปรากฏการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาใด ๆ มีแต่เพียงตัวชี้วัดอย่างหยาบ ๆ ที่ใช้ร้อยละของผู้รับการอบรม และร้อยละของความพอใจในการเข้ารับการอบรมเท่านั้น ภาษาอังกฤษที่สําคัญคือต้องอยู่ในระดับใช้การได้ ไม่ใช่เพียงว่าให้ผ่านหลักสูตรอะไรมาบ้าง ต้องผ่านการทดสอบมาตรฐาน อย่างเช่น โทเฟล (TOEFL) หรือไอเอล (IELTS) เป็นต้น การทดสอบต้องครอบคลุมทั้งด้านทักษะการฟัง การพูด การอ่าน และการเขียน บางประเทศ ในอาเซียนจึงได้กําหนดการเข้าสู่ตําแหน่งผู้บริหารระดับกลางและระดับสูงของทางราชการ โดยใช้ผลการสอบโทเฟลเป็นตัวประกอบ ในปี พ.ศ. ๒๕๕๒ ผมได้มีโอกาสรับเชิญจาก รัฐบาลเมียนมาร์ให้เข้าพบและสนทนาในฐานะแขกของรัฐบาลกับรัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ แล้วก็ผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติของ เมียนมาร์ ต้องยอมรับครับว่าผู้บริหารระดับชาติทั้ง ๒ ท่านของเมียนมาร์นั้นมีความสามารถ ใช้ภาษาอังกฤษได้ในระดับที่คล่องแคล่วและฉะฉาน สําหรับในประเทศไทยนั้นผู้แทนของ สํานักงานพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติได้มาชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ และผู้พิการ สภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๕๕ ก็คือเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว สํานักงานพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติยอมรับว่า ไม่มีสถิติข้อมูลว่าข้าราชการไทยในส่วนกลาง มีทักษะภาษาอังกฤษในระดับใช้การได้ ในปริมาณมากน้อยเท่าใด นี่ยังไม่กล่าวถึงข้าราชการในส่วนภูมิภาค ท้องถิ่น พนักงานรัฐวิสาหกิจ และองค์กรอิสระต่าง ๆ และจัดสรรงบประมาณกันแบบนี้แล้วจะทําให้เราทราบได้อย่างไรว่า ข้าราชการไทยนั้นพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียนหรือไม่ ที่กล่าวมานี้เพียงแค่ตัวอย่างการใช้ ภาษาอังกฤษอย่างเดียวนะครับ ถ้าผมจะถามต่อไปว่าแล้วประเทศของเราพร้อมหรือยัง ในด้านอื่น ๆ เป็นต้นว่าการสร้างทีมทางด้านทักษะอาชีพ การเคลื่อนย้ายของ ๘ วิชาชีพ การอพยพแรงงานต่างด้าว การแข่งขันสินค้าเกษตร การปกป้องประเทศจากภัยต่าง ๆ แผนงานและแผนเงินที่เสนอมานี้จะต้องตอบคําถามเป็นรูปธรรม ผมถามว่าตอบได้หรือไม่ ขอคําตอบด้วยนะครับ

ตัวอย่างที่ ๒ คือเรื่องการป้องกันปราบปรามการค้ามนุษย์ซึ่งท่านผู้รับผิดชอบ ก็อยู่ตรงนี้ล่ะครับ การค้ามนุษย์ถูกกล่าวใน ๒ ยุทธศาสตร์ ก็คือยุทธศาสตร์ความมั่นคง มีวงเงิน ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท มียุทธศาสตร์การศึกษา มีวงเงิน ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาท รวมแล้ว ๒ ยุทธศาสตร์นั้นมีวงเงิน ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่น่าเสียดายนะครับ กองทุนป้องกันและ ปราบปรามการค้ามนุษย์ซึ่งจัดเป็นวาระแห่งชาติตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๔๗ กลับได้รับงบประมาณ เพียง ๒๒ ล้านบาทเท่านั้น เพิ่มจากปีที่แล้ว หรือปี ๒๕๕๕ ๔,๐๐๐,๐๐๐ บาท อย่าลืมนะครับเรื่องการค้ามนุษย์นั้นประเทศไทยถูกจัดให้เป็นเทียร์ (Tear) ๒.๕ มา ๒ ปีซ้อน คือปี ๒๕๕๓ และปี ๒๕๕๔ และปีนี้ปี ๒๕๕๕ ถ้าไม่ปรากฏผลงานเป็นรูปธรรมไทยอาจจะ ถูกลดลําดับเป็นเทียร์ ๓ ก็คือชาติที่ล้มเหลวในการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ ซึ่งทิป รีพอร์ต (TIP Report) ย่อมาจากคําว่า ทราฟฟิคคิ้ง อิน เพอซัน รีพอร์ต (Trafficking In Person Report) รัฐบาลอเมริกันจะสรุปรายงานในเดือนหน้าซึ่งผมยังไม่ทราบว่าประเทศไทย จะถูกจัดลําดับรวมเป็นเทียร์ ๓ หรือไม่ ท่านประธานครับ แม้การค้ามนุษย์จะมีความเลวร้าย รุนแรงในระนาดเดียวกับยาเสพติด แต่ผลกระทบต่อประเทศไทยจากประชาคมโลกเกี่ยวกับ การป้องกันปราบปรามการค้ามนุษย์นั้นจะหนักหนาสาหัสยิ่งกว่ายาเสพติดหลายเท่าทวีคูณ ปีนี้ขอให้ตระหนักไว้ด้วยว่าถ้าเราถูกจัดเป็นเทียร์ ๓ อันดับแรกจะมีผลกระทบต่อความช่วยเหลือ ระหว่างประเทศในทันที

ประการที่ ๒ สินค้าไทยจะถูกต่อต้านในประชาคมโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สินค้าประมง ซึ่งเราเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่

ประการที่ ๓ ประเทศทั้งหลายจะไม่ลงทุนในประเทศไทย ท่านรองนายกรัฐมนตรี ที่รับผิดชอบทางด้านเศรษฐกิจขอให้ตระหนักไว้ด้วยว่าเศรษฐกิจและสังคมนั้นมันเชื่อมโยงกัน และที่ร้ายแรงที่สุดก็คือประเทศไทยนั้นจะถูกกระทบในแง่เกียรติภูมิของความเป็นชาติ คนไทยทั้งหลายจะเดินทางเข้าออกประเทศไทยคงไม่ยากหรอกครับ แต่เข้าประเทศอื่น ยากยิ่งขึ้น

สุดท้ายผมฝากข้อคิดว่ารัฐบาลต้องมีวิสัยทัศน์ มีนวัตกรรม มีความกล้าที่จะ ชี้นําในการจัดทํางบประมาณ ไม่ใช่อยู่เพียงแค่ภายใต้การครอบงําของข้าราชการประจําเท่านั้น ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านนริศร ทองธิราช ๕ นาทีครับ

นายนริศร ทองธิราช สกลนคร

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผม นริศร ทองธิราช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ผมขอสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย ประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๖ ตามคณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ เพื่อให้ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจและหน่วยงานอื่น ๆ ได้มีงบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๖ สําหรับใช้เป็นหลักในการจ่ายเงินแผ่นดิน ท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้เป็นการอภิปราย งบประมาณที่บรรยากาศดีมากครับ ไม่มีการประท้วงกันมากมาย ก็มีเนื้อหาสาระพอสมควร ด้วยหลักการและเหตุผล ท่านประธานครับ สําหรับผมนั้นคงจะเอาบรรยากาศที่ง่าย ๆ สบาย ๆ ในการฟัง เพราะเห็นทุกท่านตั้งอกตั้งใจในการอภิปราย สังคมไทยต้องยอมรับครับว่า หัวใจของการบริหารประเทศก็คืองบประมาณ งบประมาณก็คือเงิน คนไทยทุกคนนะครับ หลายปีผ่านมานี้ในอดีตไม่ได้เป็นหนี้เป็นสิน วันนี้ถ้าเกิดคนไทยไม่เป็นหนี้ ไม่ใช่คนไทยครับ คนไทยมีนิสัยโดยเฉพาะตัวผมนี่ก็คือชอบเป็นหนี้ ก็คือเงินเป็นตัวนําที่เลว สามารถเอาไปทํา ให้คนรักกันเกลียดกันได้ แต่เป็นผู้ใช้ที่ดี หูหนวก ตาบอด พิกลพิการ เด็กตัวเล็กใช้เงินเป็น มีก็ใช้มันนะครับ ไม่มีก็ไปเป็นหนี้มาใช้มัน ภาษาอังกฤษก็เลยเรียกว่า มันนี (Money) ครับ มันมีแต่หนี้ ก็เป็นการอภิปรายอีกรูปแบบหนึ่งนะครับท่านประธาน คงไม่ทําให้สภานี้เสียหาย ผมเองก็อยู่ในสภานี้มาก็หลายสมัย ท่านที่เคารพ สําหรับงบประมาณนั้นทุกรัฐบาลที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่าผู้ที่ได้ใช้อํานาจนิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการก็คือท่านบรรดาสมาชิกรัฐสภาก็ดี ท่านผู้บริหารประเทศก็ดี รวมถึงทางฝ่ายตุลาการก็ดี ทุกท่านทุกคนที่สามารถฟันฝ่าอุปสรรค มาถึงวันนี้ได้ พาประเทศชาติบ้านเมืองอยู่รอด ทุกรัฐบาลครับ อยากให้พี่น้องประชาชน ทุกคนอยู่ดีมีสุข แต่มันมีข้อจํากัดอย่างนี้ครับ ประเทศนี้เก็บภาษีมาได้ ๑๐๐ บาท มันจะต้อง เป็นงบประจําอยู่ ๗๐ กว่าบาท อีก ๓๐ บาท นั้นเอาไปพัฒนา ผมอยากจะให้ท่านลองนึกดู ว่าในอดีตที่ผ่านมาผมมีความเชื่ออย่างนั้น เมื่อปี ๒๕๔๔ การบริหารราชการแผ่นดิน โดยการนําของพรรคไทยรักไทย ขออนุญาตเท้าความ สมัยนั้นผมเป็นผู้แทนพรรคชาติไทยผมก็มีโอกาสเป็นพรรคร่วมรัฐบาล ผมก็ยังไม่เชื่อว่านโยบาย ๓ อย่างหลักที่สามารถทําให้ประเทศชาติบ้านเมืองเจริญรุ่งเรืองได้ ก็คือนโยบายสงครามกับยาเสพติด แล้วก็สงครามกับการทุจริตคอร์รัปชัน และต่อมาก็คือ สงครามกับความยากจน สามารถทําให้ปี ๒๕๔๔ ถึงปี ๒๕๔๘ ประสบผลสําเร็จนะครับ ผมก็เลยนึกมาถึงวันนี้ ปี ๒๕๕๕ หลังจากเหตุการณ์บ้านเมืองได้ผ่านวิกฤติ ทุกอย่างก็กลับมา สู่วงเวียนเดิม ก็คือปี ๒๕๕๕ นับอีก ๑๐ ปี รับประกันประเทศชาติบ้านเมือง ตอนนี้ขนาด ๑๑๑ ยังไม่ได้ออกมานะครับ ถ้า ๑๑๑ ออกมาวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ก็ยิ่งมีขุมกําลังมาช่วยกัน ทําให้นโยบายต่าง ๆ ของรัฐบาลชุดนี้ดําเนินการต่อไป ผมอยากจะนําเรียนท่านผู้มีเกียรติ ที่เคารพรักทุก ๆ ท่านว่า วงจรอุบาทว์มันจะเกิดอยู่แค่ฝ่ายพ่อค้ากับข้าราชการประจําเท่านั้น ส่วนนักการเมืองนั้นน้อยคนครับที่ได้รับการเลือกตั้ง ได้รับความไว้วางใจจากพี่น้องประชาชน จะไปวนเวียนอยู่กับสิ่งที่ไม่ดีไม่งาม ไม่ว่าจะเป็นยาเสพติด ไม่ว่าจะเป็นการทุจริตคอร์รัปชัน ไม่มีครับ ส่วนใหญ่แล้วความโลภละโมบนั้น มันเกิดจากพ่อค้ากับข้าราชการประจํา ดังนั้น นักการเมืองของเราไม่มีครับ ผมเชื่ออย่างนั้น แล้วก็มีความเชื่อมั่นว่าประเทศชาติบ้านเมือง ของเรานั้นจะต้องเจริญรุ่งเรืองไปเหมือนกับปี ๒๕๔๔ ถึงปี ๒๕๔๘ และปี ๒๕๕๕ งบประมาณ จะไม่มีคําว่าขาดดุล มีแต่ เกินดุล ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เชิญท่าน รองนายกรัฐมนตรีเฉลิมครับ ท่านนายกรัฐมนตรีมอบไม่ผิดคนนะครับ

ร้อยตํารวจเอก เฉลิม อยู่บํารุง รองนายกรัฐมนตรี

ท่านประธานที่เคารพ ร้อยตํารวจเอก เฉลิม อยู่บํารุง บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย รองนายกรัฐมนตรี ต้องขอขอบคุณ ท่านหัวหน้าพรรครักษ์สันติ ท่านร้อยตํารวจเอก ดอกเตอร์ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ ผมรีบเข้ามา ตอบแทนคําถามท่านไม่ทัน ในความเป็นจริงนะครับที่ผ่านมา ๒ ส่วน ทุกรัฐบาลให้ความสนใจน้อย คือการปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบและเรื่องการค้ามนุษย์ แต่รัฐบาล ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้ให้ความสําคัญการป้องกันและปราบปรามการทุจริต รัฐบาลตั้งงบให้ปีนี้ ๔๒๐,๕๐๐,๐๐๐ บาท เพิ่มขึ้นร้อยละ ๘๒ มียุทธศาสตร์ ยุทธวิธีขับเคลื่อนและท่านได้มอบหมาย ให้ผมเป็นประธานดูแลเรื่องการค้ามนุษย์ เราถูกต่อว่าจากต่างประเทศโดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา ไปขึ้นแบล็กลิสท์ (Blacklist) ประเทศไทย ปีนี้ท่านนายกรัฐมนตรีได้จัดสรรงบประมาณ ๔๘๓,๕๐๐,๐๐๐ บาท เพิ่มขึ้น ๗๓ เปอร์เซ็นต์ ขอยืนยันว่ารัฐบาลมีความห่วงใยเรื่องการค้ามนุษย์ โดยจะเน้นปรับระบบบริหารจัดการประชาชนกลุ่มเสี่ยงให้ได้รับการป้องกัน ไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของ กระบวนการค้ามนุษย์ เพราะเสียหายจะได้รับความคุ้มครอง ได้รับความช่วยเหลือกลับคืนสู่สังคม อย่างปลอดภัย และผู้กระทําผิดในการค้ามนุษย์จะต้องได้รับการลงโทษอย่างหนักซึ่งผมทําหน้าที่นี้ และนายกรัฐมนตรีตั้งงบประมาณ ๔๘๓,๕๐๐,๐๐๐ บาท เพิ่มขึ้นจากที่ผ่านมา ๗๓ เปอร์เซ็นต์ครับ ขอให้ท่านสบายใจได้ว่ารัฐบาลเอาจริง รัฐบาลเอาแน่ครับ ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เชิญท่านพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ ๑๐ นาทีครับ

นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ กรุงเทพมหานคร 🔗

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ต้องเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านรองนายกรัฐมนตรีนะครับ ตั้งแต่เช้าท่านนายกรัฐมนตรีได้แถลงเกี่ยวกับงบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๖ ผมเรียนว่าที่จริงแล้วได้ฟังท่านจนจบ แล้วก็มีโอกาสได้ฟังท่านผู้นําฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎรได้สอบถามในประเด็นหารือไป แล้วก็ท่านรองนายกรัฐมนตรีกิตติรัตน์ ณ ระนอง กรุณาลุกขึ้นมาตอบผมก็เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา ผมก็เรียนว่าผมก็ยังติดใจ อยู่ในเรื่องของงบประมาณในส่วนของรายรับของรัฐบาลประมาณ ๒.๑ ล้านล้านบาท ที่ทางท่านรองนายกรัฐมนตรีกิตติรัตน์บอกว่าไม่น่ามีปัญหา แล้วก็คิดว่าคงจะไม่มีการขึ้นภาษี โดยเฉพาะเพื่อจะทําให้เกิดความเดือดร้อนกับพี่น้องประชาชน ผมเรียนอย่างนี้ครับ เมื่อเช้า ผมต้องขออนุญาตย้อนสักนิดหนึ่งที่ท่านรองนายกรัฐมนตรีได้กรุณาบอกว่าในภาระต่าง ๆ จะไม่กระทบกับประชาชนแน่นอน รวมถึงในเรื่องของน้ํามันก็คือการขึ้นภาษีน้ํามัน ท่านก็บอกว่า ท่านยืนยันไม่ได้ว่าจะขึ้นราคาน้ํามันหรือไม่ แต่ว่าโดยตัวเลขกับฐานภาษีที่ควรจะเก็บเพื่อให้ มีการเข้าเป้าตามที่ท่านได้บอกเอาไว้นั้นนี่ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สําคัญมาก เหตุผลก็คือว่า ต้องยอมรับว่าที่ผ่านมา ๘-๙ เดือนรัฐบาลของท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ และ ครม. ชุดนี้นั้น มีหลายนโยบายที่เป็นความหวังของพี่น้องประชาชนตั้งแต่ตอนหาเสียงจนถึงได้เข้ามารับ ตําแหน่งใน ครม. ชุดนี้นะครับ ตัวอย่างเช่นในเรื่องของค่าแรง ๓๐๐ บาท ก็บอกว่าจะทําทันที ไม่ได้บอกว่าเป็นนโยบาย ๔ ปี อันนี้ผมยืนยันเพราะว่าก็ได้นั่งฟังอยู่ในการแถลงนโยบาย รัฐบาลในครั้งนั้นด้วย รวมไปถึงจะเห็นว่าค่าไฟ ค่ารถไฟฟ้าใต้ดิน ค่าแก๊ส น้ํามันดีเซลต่าง ๆ ฝากท่านประธานไปถึงรัฐบาลว่ากว่าที่จะต่ออายุให้ก็ต้องคอยจนถึงนาทีสุดท้าย ณ ตอนนี้ ประชาชนบอกว่าเป็นนโยบายของรัฐบาลชุดนี้เขาเรียกว่านโยบายเดือนต่อเดือน ที่บอกว่า อย่างนี้ก็คือว่าเมื่อเลื่อนก็เลื่อนเป็นเดือน ๆ ต่อให้ ก็บอกต่อให้ ๑ เดือน ๒ เดือน ๓ เดือน นั่นคือเหตุผลที่ย้อนกลับมาถึงในการเก็บภาษีหรือว่ารายรับของรัฐบาลที่ท่านรองนายกรัฐมนตรี กิตติรัตน์ได้บอกว่าไม่ต้องห่วง เนื่องจากว่าถ้ามีการปรับเปลี่ยนแบบนี้ไปเรื่อย ๆ พี่น้องประชาชน ก็จะรู้สึกว่าไม่มีอะไรที่เขาคาดหวังได้เลย ภาษีในการที่จะขึ้นน้ํามันจะขึ้นหรือไม่ ก็ไม่ทราบ และผมเรียนสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่เป็นประจําก็คือว่าเมื่อดําเนินการไปแล้วระดับหนึ่ง เมื่อถึงปลาย ๆ ปีงบประมาณก็จะเริ่มกลับเข้าไป เรียกว่ารีบเก็บภาษีจากพี่น้องประชาชน อย่างจริงจังและรุนแรงมาก ผมเชื่อว่าพี่น้องประชาชนที่อยู่ทางบ้านแล้วทํามาค้าขายจะได้ยิน แล้วก็จะเข้าใจเหตุการณ์นี้เป็นอย่างดี เพราะฉะนั้นผมเรียนว่าความกังวลในเรื่องของรายรับ ที่จะมาสู่รัฐบาลในครั้งนี้ผมคิดว่าเป็นสิ่งที่น่ากังวลมาก

ในอีกเรื่องหนึ่งที่ผมอยากจะเรียนฝากไปก็คือว่ารัฐบาลชุดนี้ได้ผ่านวิกฤติ มหาอุทกภัยรุนแรงเมื่อปีที่แล้วมา แล้วก็มีนักลงทุนทั้งต่างประเทศและในประเทศ โดยเฉพาะนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งผมเชื่อว่าคณะผู้บริหารที่นั่งอยู่ข้างหน้านี้ก็ทราบดีครับว่า มีโรงงานอุตสาหกรรมมากมายที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง ผมอยากจะเรียนข้อความ และข้อเท็จจริงไปถึงทางรัฐบาลผ่านท่านประธานรัฐสภาไปว่าผมเห็นว่าท่านนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางไปสร้างความเชื่อมั่นในต่างประเทศ แล้วก็ยืนยันว่าจะไม่มีใครที่ย้ายฐานการลงทุน แล้วก็นิคมอุตสาหกรรมต่าง ๆ ก็มีความรอบคอบ มีความพร้อมในการจะรับมือกับน้ําท่วม ในปีถัด ๆ ไป ผมเรียนอย่างนี้ครับว่าตัวเลขอาจจะคลาดเคลื่อนจากที่ท่านได้รับผมเรียน ตัวเลขที่ผมได้มาจริง ๆ นะครับ ยกตัวอย่าง อย่างนิคมอุตสาหกรรมโรจนะ พูดได้เพราะว่า ผมเชื่อว่าท่านรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีหลายท่านได้ไปเยี่ยม โรงงานอุตสาหกรรมมีอยู่ ทั้งหมดในนิคมอุตสาหกรรมโรจนะ ๒๑๓ โรง น้ําท่วมทั้งหมดครับ วันนี้มีการเปิดดําเนิน สายพานจริง ๆ ประมาณ ๕๖ โรงงานเท่านั้นเอง อีกร้อยกว่าเยอะ ๆ นี่เปิดบ้างนิด ๆ หน่อย ๆ หรือบางอันไม่ได้เปิดเลยคือปิดไปเลย เพราะสู้ไม่ไหว ยกตัวอย่างต่อไป นิคมอุตสาหกรรมไฮเทค ซึ่งก็มีผู้บริหาร ครม. หลายท่านแวะไปเยี่ยม มีอยู่ ๑๔๓ โรง วันนี้เปิดดําเนินการจริง ๆ ประมาณ ๗๒ โรงงาน นิคมอุตสาหกรรมนวนคร ๒๒๗ โรงงาน เปิดจริง ๆ ๕๕ โรงงาน ผมเรียนว่าตัวเลขพวกนี้มันปรับแต่งกันไม่ได้ครับ และผมเชื่อว่า นักลงทุนโดยเฉพาะชาวต่างประเทศหรือชาวไทยก็ตามที่ได้รับปัญหาหรือว่าผลกระทบจาก อุทกภัยที่ผ่านมานั้นเขาเดือดร้อนจริง ๆ แต่เสียงสะท้อนจากรัฐบาลมาว่าทุกอย่างรับมือได้ เดินทางไปโรดโชว์ (Road show) หรือว่าไปสร้างความเชื่อมั่นในต่างประเทศบอกว่า เขาไม่ย้ายฐานแน่นอน เขาย้ายไม่ได้หรอกครับ เพราะวันนี้บางโรงงานก็ยังเป็นซากแล้วก็ ยังไม่ได้ฟื้นฟู อย่าว่าแต่เดินสายพานเลยแค่เดินเข้าไปเยี่ยมก็ยังเจอซากปรักหักพัง แต่ถามว่า เขาได้ขยายโรงงานเพิ่มไหม เขาไม่ขยายแล้ว แต่ของเดิมเขายกหนีไปไม่ได้ครับ นี่คือสิ่งที่ ผมมาเทียบเคียงดูจากงบประมาณในปีนี้แล้ว กับสิ่งที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้แถลงเมื่อเช้านี้ว่า จะเดินหน้าเยียวยาแล้วแก้ไขปัญหานี้ รวมทั้ง พ.ร.ก. ที่ได้ผ่านไปในช่วงที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็น ๑.๒ แสนล้านบาทก็ดีไปช่วยน้ําท่วมยามวิกฤติแล้วก็ขออย่างฉุกเฉินมาก ตัวเลขที่ผมนําเรียนไป นี่คือตัวเลขข้อเท็จจริงครับ ว่าถ้าท่านยังบริหารงบประมาณแบบนี้ผู้ที่ได้รับความเดือดร้อน คือพี่น้องประชาชนเป็นแบบนี้ ผมถึงไม่เชื่ออย่างไรครับว่า ๒.๔ ล้านล้านบาทนั้น จะไปแก้ไข ปัญหาความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชนได้จริง และผมไม่ได้กล่าวหาท่านเพราะตัวเลข ทั้งหมดนี้เป็นตัวเลขที่ได้มาจริงครับ แล้วก็ได้แอบไปดูมาแล้วด้วยว่านิคมอุตสาหกรรม หลายนิคมอุตสาหกรรมก็เปิดกันอยู่ ๓-๔ โรงงาน ที่เหลือก็ปิดหมด เพราะฉะนั้นผมคิดว่า ความจริงต้องมาพูดกันนะครับ ท่านจะได้กลับไปแล้วก็ไปดูว่าสิ่งที่ความจําเป็นที่จะต้องทํา มันมีอะไรบ้าง

ในอีกเรื่องหนึ่งครับ ผมก็มีความกังวลในเรื่องของตัวเลขที่ทางรัฐบาลได้ทํามา ก็คือในตัวเลขของงบประมาณนอกจากกระทรวงอุตสาหกรรมแล้ว ก็จะมีในส่วนของกองทุน ที่สนับสนุนส่วนที่ส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ก็เป็นส่วนที่เพื่อนสมาชิก หลายคนได้มีความกังวลถึงในเรื่องของการเข้าเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในอีกไม่กี่ปี คนที่เดือดร้อนมากที่สุดก็จะเป็นผู้ประกอบการรายเล็ก รายย่อย ท่านทราบไหมครับว่า สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือว่าตัวเลขในปีที่แล้วมีการสนับสนุนโดยรัฐบาลในงบประมาณของกองทุน ส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม ๒,๑๒๒.๕ ล้านบาท ในปีนี้ท่านส่งเสริมอย่างดีมาก เพื่อให้เขาอยู่ได้ เหลือ ๘๘๓.๓ ล้านบาท ท่านลดเขาไป ๑,๒๓๗ ล้านบาท แต่สิ่งที่ท่าน นายกรัฐมนตรีแล้วก็ท่านรัฐมนตรีและท่านรองนายกรัฐมนตรีได้บอกว่ากําลังจะสร้างแขนขา ช่วยสนับสนุนให้บุคลากรเหล่านั้น พี่น้องประชาชนที่ทําขนาดเล็ก ขนาดกลางนั้นได้เติบโต และสู้เขาได้ในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนที่จะมาถึง มันไม่เป็นจริงตามที่สิ่งที่ท่านได้พูดไว้ ต้องเพิ่มให้เขาสิครับจะได้ให้เขาแข็งแรง กลายเป็นท่านลดให้เขากว่า ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ อันนี้ผมฝากทางกรรมาธิการและท่านรองนายกรัฐมนตรีไปดูนะครับว่าเหตุผลอะไรถึงได้ ยกเลิกไป

และในอีกเรื่องหนึ่งที่ไม่พูดก็คงไม่ได้ก็คือว่ามีการสนับสนุนงบประมาณ โดยรัฐบาลไปให้กับภาคอุตสาหกรรมบางส่วน โดยปล่อยเป็นเงินกู้ ๕,๒๐๐ กว่าล้านบาท ซึ่ง ๑ ใน ๓ ให้โรงงานอุตสาหกรรมกู้เอง ส่วน ๒ ใน ๓ เป็นการให้เปล่า ผมก็ฝากไปถึง ท่านรองนายกรัฐมนตรีและท่านรัฐมนตรีด้วยครับว่าลําดับในการอนุมัติให้ภาคอุตสาหกรรม ในเรื่องของเงินกู้ให้เปล่าให้อย่างไร ให้ใครบ้าง แล้วผมก็ฝากถามไปถึงว่าแล้วพี่น้องที่น้ําท่วม ตามหมู่บ้านต่าง ๆ ตามนิคมที่ไม่ได้อยู่ในนิคมอุตสาหกรรมเขาด้วย เขาไม่ได้รับเลยครับ เงินนั้นเป็นเงินภาษีของพี่น้องประชาชนทําไมถึงไปกระจุกตัวอยู่เฉพาะคนเพียงกลุ่มเดียว ยกตัวอย่างเช่นกรณีในเรื่องของการสร้างคันเขื่อนกั้นน้ําตามนิคมอุตสาหกรรมต่าง ๆ คนที่อยู่ ข้างนอกเขาก็เดือดร้อน แต่งบประมาณที่ให้ไปนั้นเป็นงบประมาณที่ให้กลุ่มคนกลุ่มเดียว และถามว่าคนยากคนจนพี่น้องชาวบ้านที่อยู่ข้างนอกทําไมเขาไม่ได้งบประมาณตรงนี้บ้างล่ะครับ แล้วไม่ใช่น้อย ๆ นะครับ ท่านบอกว่าให้เขา ๕,๐๐๐ บาทบ้าง ๘,๐๐๐ บาทบ้าง อุตสาหกรรมนี้ ๕,๒๒๕ ล้านบาท ความเป็นธรรมอยู่ที่ไหนครับ เขาก็เป็นเจ้าของเงิน เจ้าของภาษีนี้เช่นกัน

เรื่องสุดท้ายที่ฝากไป เนื่องจากเวลามันไม่เพียงพอก็คือว่ารัฐบาลได้พูดถึง พื้นที่ซับน้ําและงบประมาณที่นําไปใช้ในการแก้ไขปัญหาน้ําท่วม พี่น้องประชาชนกังวลมากครับ วันนี้ว่าพื้นที่ซับน้ําที่รัฐบาลจะใช้นั้นอยู่ตรงไหนบ้าง ผ่านจังหวัดอะไรบ้าง อยู่อําเภออะไรบ้าง เส้นทางของน้ําเป็นพื้นที่ทั้งหมดกี่ร้อยไร่ กี่ล้านไร่ เขาเดือดร้อนครับ เขาไม่ทราบเลยว่าแผนการณ์เป็นอย่างไร แต่ได้ยินรัฐบาลพูดถึงว่ามีการตั้งงบประมาณ มากมายไปทําพื้นที่ซับน้ําในแต่ละจังหวัด เพราะฉะนั้นผมคิดว่าจะเป็นประโยชน์มาก ถ้าตั้งงบประมาณแล้ว อยากให้เป็นประโยชน์พี่น้องประชาชนควรจะรับทราบในรายจังหวัด ว่าจะผ่านบ้านเขาไหม หรือถ้าผ่านจะดูแลเขาอย่างไร ผมคิดว่าด้วยเวลาอันจํากัด ผมขออนุญาต ท่านประธานแค่นี้ครับ ขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านสุรสาล ผาสุข ๕ นาทีครับ

นายสุรสาล ผาสุข สิงห์บุรี

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายสุรสาล ผาสุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสิงห์บุรี พรรคเพื่อไทย ข้อคิดเห็นที่มีต่อ ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๖ ฉบับนี้ ต้องขออนุญาต ชื่นชมรัฐบาลที่สามารถจัดสรรงบประมาณได้อย่างสมเหตุสมผล โดยดําเนินนโยบาย งบประมาณขาดดุลที่คํานึงถึงความเพียงพอต่อความจําเป็นในการใช้จ่ายของภาครัฐ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้ขยายตัวอย่างมีเสถียรภาพ ที่สําคัญก็คือการดําเนินนโยบาย งบประมาณดังกล่าวจะไม่ส่งผลกระทบต่อวินัยและฐานะการคลังของประเทศในระยะยาว และยังสามารถตอบสนองนโยบายเร่งด่วนที่สําคัญที่ได้แถลงไว้ต่อรัฐสภาได้อย่างครบถ้วน สมบูรณ์อีกด้วย ท่านประธานที่เคารพครับ นโยบายเร่งด่วนประการหนึ่งภายใต้ยุทธศาสตร์ การสร้างรากฐานการพัฒนาที่สมดุลสู่สังคมที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณในปีงบประมาณ ๒๕๕๖ เพิ่มขึ้นจากปี ๒๕๕๕ ถึง ๒๔๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ ก็คือการจัดหาเครื่องคอมพิวเตอร์พกพา งบประมาณจํานวน ๘,๘๗๕.๙ ล้านบาท ถูกจัดให้กับกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับการจัดหา เครื่องคอมพิวเตอร์และกระทรวงที่มีสถานศึกษาในสังกัดต่าง ๆ ซึ่งได้รับการสนับสนุน ให้จัดการเรียนการสอนด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์พกพาพร้อมทั้งจัดหาอุปกรณ์และเครื่องมือ ที่จําเป็นสําหรับครู เพื่อใช้ในการประกอบการเรียนการสอนได้อย่างมีคุณภาพควบคู่ ไปกับการจัดหาและพัฒนาหลักสูตรด้วยสื่ออิเล็กทรอนิกส์ที่เหมาะสมเพื่อบรรจุ ในเครื่องคอมพิวเตอร์พกพา ท่านประธานที่เคารพ กระผมทราบมาว่ากระทรวงศึกษาธิการ ได้มอบหมายให้มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ซึ่งถือเป็นมหาวิทยาลัยที่มีประสบการณ์ และมีความชํานาญในเรื่องการเรียนการสอนแห่งหนึ่ง ทําการวิจัยนําร่องเพื่อหาแนวทาง ที่เหมาะสมในการที่จะนําเครื่องคอมพิวเตอร์นั้นไปใช้ในการจัดการเรียนการสอนนะครับ นอกจากนี้ยังได้มอบหมายให้สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานจัดทําสื่อการเรียน การสอนเพื่อบรรจุลงเครื่องคอมพิวเตอร์พกพาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สิ่งนี้กระผมเห็นว่า เป็นความรอบคอบของกระทรวงศึกษาธิการและของรัฐบาลที่จะทําให้เชื่อมั่นได้ว่าการใช้ คอมพิวเตอร์พกพาในการเรียนการสอนนั้นจะประสบความสําเร็จลงได้ด้วยดี

อีกประการหนึ่ง กระผมได้เฝ้าติดตามการดําเนินการของกระทรวงศึกษาธิการ และรัฐบาลในเรื่องนี้มาอย่างต่อเนื่องครับ คือการมอบหมายงานให้เหมาะสมกับบทบาท และหน้าที่ของกระทรวงต่าง ๆ ซึ่งมีทั้งกระทรวงเทคโนโลยีและการสื่อสารที่ได้รับมอบให้ เป็นผู้จัดหาเครื่องคอมพิวเตอร์พกพาและกระทรวงที่ทําหน้าที่นําเครื่องคอมพิวเตอร์ไปใช้ ในการเรียนการสอนซึ่งมีหลายกระทรวงด้วยกัน ได้แก่ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวง การท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงวัฒนธรรม และกระทรวงมหาดไทย ซึ่งนับรวมกรุงเทพมหานคร ที่ได้รับการจัดสรรตามพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๖ ไว้ถึง ๒๐๓,๑๗๓,๗๐๐ บาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณที่ผ่านมากว่า ๔๗ เปอร์เซ็นต์ ท่านประธานที่เคารพครับ การที่รัฐบาลจัดสรรงบประมาณในการจัดหาเครื่องคอมพิวเตอร์ เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง กระผมเห็นว่ารัฐบาลภายใต้การนําของ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้ให้ความสําคัญกับนโยบายเร่งด่วนด้านการศึกษาเป็นอย่างยิ่ง ต้องการยกระดับคุณภาพการศึกษาของเด็กไทยให้ทัดเทียมกับนานาชาติ รวมถึงเป็นการ เตรียมเด็กไทยให้มีความพร้อมและมีความเข้มแข็งที่จะเปิดประตูสู่อาเซียนในปี ๒๕๕๘ ไปพร้อมกันด้วย ท่านประธานครับ กระผมเห็นด้วยกับการจัดสรรงบประมาณเพื่อการจัดหา คอมพิวเตอร์พกพาของรัฐบาลเป็นอย่างยิ่ง ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งเป็นผู้แทน ของพี่น้องประชาชนชาวจังหวัดสิงห์บุรีต้องขอขอบคุณรัฐบาลแทนเด็กนักเรียนชั้น ป. ๑ และชั้น ม. ๑ ทุกคนที่จะได้รับเครื่องคอมพิวเตอร์พกพา พร้อมทั้งแอพพิลเคชัน (Application) รวมถึงเด็กนักเรียนจะสามารถเข้าถึงบริการอินเทอร์เน็ตไร้สายโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายอีกด้วย กระผมจึงขอสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๖ ของรัฐบาล ขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เชิญคุณหมอสุกิจ ๑๐ นาทีครับ

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ ตรัง 🔗

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ขออภิปราย ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๖ ด้วยความเป็นห่วง และไม่มั่นใจ แล้วก็ไม่เชื่อมั่นว่ารัฐบาลนี้จะพาประเทศไปรอดเมื่อเห็นงบนี้

ประเด็นแรก รัฐบาลนี้ละครับคือนักกู้ตัวจริง หรือจะเรียกว่าเอาแต่กู้ก็ได้ เพราะว่าพวกท่านก็แผ่นเสียงตกล่องอยู่ตรงนี้สมัยที่แล้ว แต่ตอนนี้ท่านกู้มากกว่าสมัยผมครับ และที่สําคัญก็คือกู้เอามาแล้วส่วนใหญ่เอามาใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ไม่มีเหตุผล เอามาใช้กับ เรื่องประชานิยมแบบขาดสติ หวังจะเอาคะแนนนิยมอย่างเดียว

ประเด็นต่อไป เงินกู้บางโครงการ โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ํา ที่พวกเราติงกันหนักติงกันหนา ตอนนี้เริ่มจะส่อแววว่าหลายโครงการมีความไม่ชอบมาพากล เพราะว่าเกือบทุกโครงการมีความรีบเร่ง ใช้วิธีพิเศษ แล้วก็ปราศจากการตรวจสอบ ที่สําคัญ ก็คือขาดหลักวิชาด้วยครับ ทําให้ใช้เงินไม่คุ้มค่า เขาก็พูดกันว่ามันไม่ใช่เป็นการวางอนาคต ของประเทศหรอกครับ เป็นการวางอนาคตของพวกท่าน พรรคของท่าน หรือว่าพวกของท่าน นั่นเอง รัฐบาลนี้เป็นนักใช้เงินมือเติบที่ไม่มีความสามารถในการหาเงิน ผมกล้าพูดอย่างนี้ เพราะว่ายุคของท่านตอนนี้ดูสิครับ อะไรมันมีราคาบ้าง มันสําปะหลังมีราคาไหมครับ ยางพาราคุยว่าจะถึง ๑๒๐ บาท พวกผมก็รอ คนชาวใต้ก็รอ ไม่ได้ครับ ข้าวอาจจะมีราคา แต่ก็ขายไม่ออก ตอนนี้ไม่ได้เป็นแชมป์แล้ว ตกแชมป์แล้ว ปาล์มน้ํามันที่มันไม่ได้มีปัญหา อะไรเลย แต่ท่านกําลังจะทําให้เกิดปัญหา เรื่องนี้เดี๋ยวพูดกันอีกครับ ผมจะเริ่มเรื่องหนี้สิน ปีที่แล้วตั้งงบประมาณไว้ ๒.๓๘ ล้านล้านบาท กู้มา ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท อันที่กู้นี่กู้เต็ม ผมเชื่อรับรองท่านกู้เต็มแน่ แต่ที่บอกว่าจะมีรายได้ ๑.๙๘ ล้านล้านบาท ซึ่งหลายคนรวมทั้ง ผมด้วยที่อภิปรายเมื่องบประมาณคราวที่แล้วก็ติงว่าไม่น่าจะเป็นไปได้ท่านรัฐมนตรีครับ ผมยังยืนยันความคิดของผมนะครับ แล้วท่านไม่ต้องมาตอบหรอกครับ เพราะว่าสังคมเขา ไม่เชื่อตัวเลขของท่านแล้วตอนนี้ สิ่งที่ประชาชนเป็นห่วงก็คือหนี้สินของประเทศ ดูเหมือนว่า รัฐบาลไม่ได้ห่วงเลย ยังคงใช้เงินแล้วก็กู้อย่างเมามัน ไปกู้แล้วก็อ้างว่าบริหารจัดการน้ํา วางอนาคตของประเทศ รวม ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ทั้ง ๆ ที่ในงบกลางผมเป็นกรรมาธิการ นั่งพิจารณาอยู่ ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ตั้งเอาไว้บวกกับงบที่เรียกว่างบสํารองจ่ายเพื่อกรณี ฉุกเฉินหรือจําเป็นอีก ๖๖,๐๐๐ ล้านบาท อยู่ในงบประมาณงบกลาง ท่านยังไม่ได้ให้ รายละเอียดกับพี่น้องประชาชน ปีนี้ก็มาตั้งอีกไล่เลี่ยกันอีก พอ ๆ กันอีกครับ ก่อนที่จะ ผ่านงบไป ของเก่าตอบให้มันได้เสียก่อนว่ามันอยู่ในกระเป๋าใครตอนนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง งบกลางเป็นงบที่ตั้งไว้ในมือของท่านนายกรัฐมนตรี ท่านนายกรัฐมนตรีต้องมาตอบว่าตอนนี้ ใช้ไปแล้วเท่าไร อย่างไรครับ ที่สําคัญปีนี้ก็ตั้งงบขาดดุลอีกตั้ง ๒.๔ ล้านล้านบาท ต้องกู้มาอีก ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ใครจะเชื่อก็เชื่อผมว่าไม่ใช่ ต้องขาดดุลมากกว่านี้ เพราะไหนประเทศ คู่ค้า ตอนนี้เศรษฐกิจย่อยยับ ไหนจะมีคนที่ย้ายฐานการผลิตเพราะน้ําท่วม แล้วก็ไม่เชื่อมั่นในการ แก้น้ําท่วมของรัฐบาล ไหนจะลดภาษีนิติบุคคล ผมไม่เชื่อหรอกครับว่าจะหาเงินได้จํานวนนี้ จํานวนที่ท่านตั้งไว้ว่า ๒๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ๒.๑ ล้านล้านบาทใช่ไหมครับ แล้วยังกล้าเขียน ในบันทึกวิเคราะห์สรุปงบประมาณหน้าแรกเล่มนี้ บรรทัดสุดท้าย ท่านกล้าเขียนนะครับว่า หนี้ต่างประเทศอยู่ในระดับต่ํา จะหลอกใคร ในเมื่อนักวิเคราะห์ทั้งหลายตอนนี้เขาเชื่อว่า หนี้สินประเทศมันเกิน ๕๐ เปอร์เซ็นต์ไปแล้ว มันจะชนเพดานอยู่แล้ว นี่ล่ะครับที่เขาไม่เชื่อ ตัวเลขของท่าน หรือเป็นการเล่นคําว่าหนี้ต่างประเทศต่ํา ไม่รวมหนี้ในประเทศ ท่านอย่าลืม บวกหนี้ของรัฐวิสาหกิจเข้าไปด้วยนะครับ และที่สําคัญก็คือหนี้ที่ท่านไปซุกไว้ในกองทุนน้ํามัน ตอนนี้ ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท หรือ ๔๐,๐๐๐ ล้านบาทแล้วครับ ช่วยตอบด้วยนะครับ ผมจะลงไป ที่งบบางตัวที่ผมเคยอภิปรายไว้เที่ยวที่แล้ว ซึ่งปีนี้ก็ซ้ํารอยเดิมอีก คือที่เรียกว่างบปรองดอง ปีที่แล้วใช้คําว่าแผนงานสร้างความปรองดองสมานฉันท์ของคนในชาติ ฟื้นฟูประชาธิปไตย และปฏิรูปการเมือง ผมรวมดูแล้วงบนี้กระจายอยู่ในกระทรวงต่าง ๆ ในกรมต่าง ๆ ทั้งหมด ๑๓ หน่วยงาน ปีที่แล้วตั้งไว้ ๕๒๘,๑๐๕,๔๐๐ บาท ผมเคยเรียกว่าเป็นงบที่มันเฮตามกัน เพราะตั้งแบบไม่รู้เรื่องละครับ พอบอกว่าปรองดองก็ตั้งกันไปทุกกระทรวง ทุกกอง ทุกกรม ผมก็ถามในที่ประชุมเหมือนกันว่างบนี้เอาไปทําอย่างไร เอาไปดําเนินการอย่างไร ก็ตอบไม่ได้ ว่ามีวิธีการอย่างไร ช่วยตอบด้วยครับว่าตอนนี้มันไปกระจายอยู่ในกระเป๋าของใครแล้วครับ แล้วปีนี้ก็มาตั้งอีกครับ แต่ว่าปีนี้ตั้งเรียกชื่อว่าแผนงานสร้างความปรองดองสมานฉันท์ และฟื้นฟูประชาธิปไตย ตัดคําว่า ของคนในชาติ ออก เพราะว่าเดี๋ยวนี้ท่านไม่สมานฉันท์ เฉพาะในชาติแล้วครับ ไปเตะฟุตบอลกับประเทศเพื่อนบ้านแล้ว ปีนี้ตั้งอีกครับ ๔๑๓ ล้านบาท ก็แบบเดิมคือกระจายไปทุกที่ ท่านประธานครับ การปรองดองสมานฉันท์มันเป็นเรื่องดีครับ ที่ผมพูดเรื่องนี้ไม่ได้หมายความว่าผมไม่เห็นดีด้วย เห็นดีครับ เพียงแต่ว่าต้องจริงใจอย่าปากว่า ตาขยิบ โดยเฉพาะการที่รัฐบาลปล่อยให้พวกของตัวเองไปกระทําเรื่องบางอย่างที่มีวาระ ซ่อนเร้น แล้วนึกว่าคนอื่นเขาโง่ เขารู้ไม่ทัน เช่นการพยายามไปเปิดหมู่บ้านเสื้อแดง อย่าบอกว่า รัฐบาลไม่รู้เรื่อง เพราะท่านรองนายกรัฐมนตรีเฉลิม ตอนนี้ท่านไม่อยู่ ท่านก็ยอมรับแล้วว่า เสื้อแดงกับรัฐบาลคือพวกเดียวกัน แล้วตอนนี้เห็นไหมครับ ท่านบอกว่าปรองดอง นี่หรือครับ ปรองดอง ไปเปิดที่ไหนก็โดนเผา ไปเปิดที่ไหนทางภาคใต้ก็โดนไล่ครับ แล้วก็ยังตื้ออีก ยังประกาศอีกว่าจะไปเปิดอีก อ้างว่าเป็นหมู่บ้านต้านยาเสพติด และส่งเสริมประชาธิปไตย ผมพูดแทนคนจังหวัดตรังครับว่าอย่าไปที่จังหวัดตรัง เพราะว่าคนบ้านผมเขารู้จักประชาธิปไตย เขามีประชาธิปไตยสูงกว่าท่านอีกครับ เขาจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เขาไม่เคยคิดจะเผาบ้านเผาเมือง เพราะฉะนั้นตอบหน่อยสิครับว่างบที่เปิดหมู่บ้านเสื้อแดง เป็นงบปรองดองนี้หรือเปล่า

(นายวรชัย เหมะ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
(การประชุมดําเนินมาถึงตอนนี้ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธาน สภาผู้แทนราษฎร ได้ลงจากบัลลังก์ โดยมอบให้ นายเจริญ จรรย์โกมล ประธาน สภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง ปฏิบัติหน้าที่แทน)
นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

คุณหมอ มีผู้ประท้วง เชิญครับ ทดเวลาให้คุณหมอเขาด้วยนะ

นายวรชัย เหมะ สมุทรปราการ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม วรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสมุทรปราการ ที่จริงผมกับหมอ ก็คุยกันทุกวัน ผมประท้วงคุณหมอตามข้อ ๖๑ ครับ ขออย่าให้พูดนอกประเด็นเลยครับ อย่าเกี่ยวกับเสื้อแดงเลยครับท่านประธาน เพราะว่าคนเสื้อแดงเขาทําของเขาเอง ไม่ใช่ พรรคเพื่อไทยเปิด เป็นเรื่องของพื้นที่เขาครับ ขออย่าพูดในเรื่องของคนเสื้อแดงเลยครับ ขอให้อยู่ในประเด็นเถอะครับ เขาไม่ได้คิดไปทําร้ายใครหรอกครับ เขาต่อต้านยาเสพติดจริง ๆ คุณหมอช่วยพูดในประเด็นเถอะครับ ขอร้องครับ ขอบคุณครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

คุณหมอสุกิจต่อครับ

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ ตรัง

ท่านประธานครับ ผมพูดในประเด็นครับ แล้วท่านรองนายกรัฐมนตรีเฉลิมก็พูดเองนะครับเรื่องนี้ ผมถามว่างบปรองดองมันหายไปไหน เอาไปใช้เรื่องนี้หรือเปล่าเท่านั้น รัฐบาลถ้าบอกไม่ใช่ตอบว่าไม่ใช่ก็จบแล้วครับ แล้วปีนี้อย่าตั้ง อีกเลยครับงบปรองดอง เพราะว่าท่านก็สมใจแล้ว ตอนนี้ไม่กี่วันเห็นว่า พ.ร.บ. ปรองดอง ก็จะเข้าสภาแล้ว ไม่จําเป็นหรอกครับ อะไร ๆ ที่ท่านอยากได้ก็ได้หมดอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น ท่านหยุดเถอะครับ

ประเด็นสุดท้ายครับ ขอใช้เวลาสั้น ๆ ถึงกระทรวงพลังงานเป็นกระทรวง ที่ผมผิดหวังที่สุด รัฐมนตรีทั้ง ๒ ท่านที่ผ่านมา ทั้งคนปัจจุบันแล้วก็คนเก่าเพราะว่าบริหาร ผิดทิศผิดทาง มัวกังวลกับการบริหารกองทุนไม่ได้บริหารพลังงานของประเทศ และที่สําคัญ ก็คือมีความคิดพิลึกกลัวว่าคนไทยจะใช้พลังงานราคาถูก กลัวอย่างนี้ละครับ กลัวว่าคนไทย จะใช้แก๊สราคาถูก กลัวว่าจะน้อยหน้าคนต่างชาติคนเพื่อนบ้านเขาก็พยายามที่จะขึ้นราคา ตลอดเวลา แล้วเป็นอย่างไรครับ ในที่สุดทําให้ฉุดราคาสินค้าอย่างอื่นขึ้นทั้งหมดเลยครับ ค่าครองชีพของพี่น้องประชาชนที่บอกว่าจะกระชากท่านกระชากขึ้นได้หมดเลยครับ เรียบร้อยหมดเลยครับ ตอนนี้ขอเรียนว่าประสาทการรับรู้ของท่านนายกรัฐมนตรีและ ท่านรัฐมนตรีกับของพี่น้องประชาชนไม่เหมือนกัน เพราะพี่น้องประชาชน ๖๐ กว่าล้านคน เขาบอกว่าของแพง ท่านนายกรัฐมนตรีกับคณะรัฐมนตรีของท่านบอกว่าของถูกครับ เพราะฉะนั้นประสาทการรับรู้ของคน ๓๕ คน กับ ๖๐ กว่าล้านคน ของใครมันน่าเชื่อถือกว่ากัน ไม่ต้องเอาโพลล์รับจ้างมาทําหรอกครับ แค่นี้มันก็ตัดสินได้แล้วว่าใครน่าเชื่อถือกว่ากัน เพราะฉะนั้นป่วยการครับที่จะมาเถียงกับพี่น้องประชาชนว่าของถูกของแพง ไม่ต้องเอามาแฉ หรอกครับ พี่น้องประชาชนเขารู้สึกเพราะเขาสัมผัสอยู่ทุกวัน มันเป็นเรื่องจริงในชีวิตของเขา ท่านจะไปเถียงทําไม ท่านมีวิธีแก้ก็แก้เถอะครับ พวกผมก็อยากให้ท่านแก้ พูดเหมือน ท่านประเสริฐว่าทั้งกระทู้ถามทุกอย่าง เราพูดหมดแล้ว เราทําหมดแล้ว แต่รู้สึกว่าท่าน ไม่มีปัญญา ท่านไม่มีความสามารถที่จะแก้ท่านก็รับออกมาตรง ๆ แค่นั้นล่ะครับ พี่น้อง ประชาชนเขาก็จะให้อภัยท่าน วันนี้ผมไม่สามารถจะรับร่างงบประมาณนี้ได้ ขอบคุณครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านวิวัฒน์ชัย โหตระไวศยะ เดี๋ยวผมขอแจ้งรายชื่อก่อนท่านจะได้เตรียมตัว ท่านวิวัฒน์ชัย ท่านฮอชาลี และท่านดอกเตอร์จารุพรรณ และมาท่านนันทนา สงฆ์ประชา ท่านมานะ โลหะวาณิช เชิญท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังตอบ

นายทนุศักดิ์ เล็กอุทัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม ทนุศักดิ์ เล็กอุทัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุตรดิตถ์ พรรคเพื่อไทย ในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ผมขอตอบคําถามเพื่อนสมาชิก ซึ่งอาจจะไม่ใช่ของคุณหมอสุกิจ แต่ที่ผ่านมาแล้ว ๒-๓ ท่าน ความเป็นห่วงของเพื่อนสมาชิก มีอยู่หลายประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความรับผิดชอบของผม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการที่ รัฐบาลจะมีความสามารถในการจัดเก็บภาษีในปีงบประมาณ ๒๕๕๖ ได้หรือไม่ตามเป้านั้น ขอกราบเรียนเพื่อความสบายใจไปยังพี่น้องประชาชนทางบ้านด้วยว่า รัฐบาลมีความมั่นใจว่า เรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหามาก เนื่องจากว่าในปี ๒๕๕๕ ซึ่งเป็นปีที่มีปัญหามากที่สุด ตั้งแต่ ต้นปีงบประมาณเป็นต้นมา แต่ ณ ถึงเวลานี้ ณ สิ้นเดือนเมษายนเราสามารถเก็บเงินภาษีอากร ไม่ว่าจะเป็นกรมสรรพากร กรมสรรพสามิต หรือกรมศุลกากรที่ผมรับผิดชอบได้เกินเป้าทุกคน ยกตัวอย่างเช่นภาษีมูลค่าเพิ่มเมื่อเวลาเดียวกันของเมื่อปีที่แล้วเก็บได้ ๓๒๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่พอมาปีนี้เก็บได้ ๓๖๐,๐๐๐ ล้านบาท เกินไป ๓๙,๐๐๐ ล้านบาท เพราะฉะนั้น โดยภาพรวมเฉพาะของกรมสรรพากรอย่างเดียว ภาษีปีนี้เทียบกับปีก่อนเพิ่มมากกว่าเดิม ถึง ๑๐.๗๘ เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นเมื่อปี ๒๕๕๖ จะมาถึงภาวะวิกฤตการณ์ต่าง ๆ คลี่คลายไป แล้วก็งบประมาณที่รัฐบาลได้ผ่านสภาไปพร้อมทั้งงบกระตุ้นต่าง ๆ ก็น่าที่จะทําให้เศรษฐกิจ ในการเก็บภาษีอากรต่าง ๆ ไม่เป็นปัญหาและไม่เป็นภาระต่อพี่น้องประชาชน ผมขออนุญาต เพิ่มอีกประการหนึ่งก็คือเรื่องการพักชําระหนี้แล้วก็เรื่องบัตรเครดิตเกษตรกร สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้มันเป็นเรื่องที่ว่าพรรคเพื่อไทยโดยมีรัฐบาลชุดนี้ต้องการลดรายจ่ายเพิ่มรายได้ขยาย โอกาสให้กับพี่น้องประชาชนคนไทยทั้งประเทศ คนไทยในต่างจังหวัดหรือว่าคนที่มีรายได้ น้อยในประเทศนี้โอกาสในชีวิตมันมีน้อยแต่ว่าพอเวลาเขาได้รับโอกาสแล้วเขาจะไม่ทํา เสียหายหรอกครับ เมื่อปี ๒๕๔๔ รัฐบาลเคยมีโครงการลักษณะนี้มาแล้วในการพักชําระหนี้ มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการประมาณ ๒,๔๐๐,๐๐๐ ราย มีหนี้เสียอยู่ประมาณ ๑ เปอร์เซ็นต์ กว่า ๆ เท่านั้นเอง ในขณะที่ความพร้อมในการทํางานของเราตอนนั้นไม่มากนัก แต่ขณะนี้ ในปัจจุบันนี้เรามีความพร้อม มีมาตรการในการเตรียมการทุกประการ เพราะฉะนั้นพี่น้อง ประชาชนที่เข้าร่วมโครงการทั้งเอ็นพีแอล (NPL) ๔๐๐,๐๐๐ กว่าราย แล้วก็พีแอล (PL) นี้ อีกประมาณ ๓๘๐,๐๐๐ ราย มูลค่าหนี้ ๕๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทนะครับ ผมคิดว่าจะสร้าง เศรษฐกิจความหมุนเวียนในประเทศให้มากขึ้นให้ดีขึ้นและผมเชื่อว่าโอกาสที่พี่น้องประชาชน ชาวไร่ชาวนาแล้วก็คนยากคนจนในเมืองได้รับ ซึ่งนาน ๆ เขาจะได้รับครั้งหนึ่งเขาจะไม่ปล่อย โอกาสแล้วก็จะไม่ทําลายโอกาสนี้เป็นอันขาดครับ ขอยืนยันครับ ขอบพระคุณครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญท่านรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง 🔗

กราบเรียนท่านประธานครับ ผม นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังจะขออนุญาตใช้โอกาสนี้ชี้แจงอีก ๓-๔ ประเด็น ซึ่งท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงการคลัง ท่านทนุศักดิ์ เล็กอุทัย ได้กราบเรียนในเรื่องของความมั่นใจด้านรายรับ ของรัฐบาล เนื่องจากท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการเป็นผู้กํากับดูแลกรมจัดเก็บภาษีต่าง ๆ โดยตรง ในบางประเด็นซึ่งท่านผู้อภิปรายบางท่านได้หยิบยกประเด็นแล้วท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการ อาจจะยังไม่ได้ตอบครอบคลุมถึงนั้นผมถือโอกาสนี้ได้กราบเรียนเพื่อทําความเข้าใจนะครับ

ประการแรก เรื่องของการให้ความสําคัญในการปฏิบัติงานด้านต่าง ๆ ผมได้ กราบเรียนไปแล้ว ๑ ครั้งนะครับว่าการจัดงบประมาณที่น้อยลงโดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัด งบประมาณเพื่อมอบให้กับกองทุนหมุนเวียนนั้นมิได้แสดงว่าเป็นเรื่องของการให้ความสําคัญ ที่ลดลง แต่รัฐบาลได้สํารวจตรวจตราว่ากองทุนหมุนเวียนใดมีเงินอยู่ในความดูแลของ กองทุนหมุนเวียนเท่าไร แล้วการจัดงบประมาณเข้าไปเพื่อการสนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ ของกองทุนหมุนเวียนที่จะเหมาะสมเพื่อให้สามารถทํางานได้นะครับ บางกองทุนที่ท่านได้ให้ ความสําคัญ เช่นกองทุนส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ขอกราบเรียนว่า กองทุนนี้มีเงินทุนอยู่ในความดูแลอยู่ประมาณ ๓,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็เป็นที่น่าเสียดาย นะครับว่าในช่วงรัฐบาลก่อนการใช้จ่ายเงินของกองทุนหมุนเวียนส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลาง และขนาดย่อมมีการใช้จ่ายที่สนับสนุนภารกิจน้อยมาก ส่วนใหญ่ของค่าใช้จ่ายนั้นเป็นเรื่อง ของการบริหารจัดการเพื่อให้มีการดําเนินภารกิจไปในลักษณะของวันต่อวัน สัปดาห์ต่อสัปดาห์ เดือนต่อเดือน แต่ภารกิจในการที่จะดูแลส่งเสริมให้กิจการทางด้านวิสาหกิจขนาดกลาง และขนาดย่อมขับเคลื่อนไป โดยเฉพาะการสนับสนุนการร่วมลงทุนต่าง ๆ นั้น ปรากฏว่า มีการดําเนินการที่ติดขัดและไม่สามารถดําเนินการได้ ดังนั้นรัฐบาลปัจจุบันจึงเห็นว่าการจัด งบประมาณเพียงจํานวนหนึ่งเพื่อไปสมทบกับเงินที่เหลืออยู่ในกองทุนเป็นจํานวนมากนั้น มีจํานวนที่เพียงพอที่จะส่งเสริมภารกิจในการให้ความสําคัญเรื่องของเอสเอ็มอี ซึ่งขออนุญาต ยืนยันว่ารัฐบาลนี้ให้ความสําคัญกับผู้ประกอบกิจการขนาดกลางขนาดย่อมเป็นอย่างยิ่ง นโยบายต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับผู้ผลิตสินค้าในลักษณะที่เรียกว่าโอทอป นั้นก็ถือกําเนิดเกิดมาจาก รากฐานของรัฐบาลนี้และยังคงดําเนินหน้าต่อไป เพื่อให้การดําเนินการเพื่อกิจการขนาดกลาง และขนาดย่อมได้สามารถประสบความสําเร็จและเป็นรากฐานที่สําคัญของประเทศ ในเรื่องของการดําเนินการในบางโครงการนั้น ขออนุญาตเรียนว่าท่านผู้อภิปรายบางท่าน อาจจะเข้าใจผิด ยกตัวอย่างเช่นเรื่องของการที่จะมีการสร้างเขื่อนเพื่อป้องกันกลุ่มอุตสาหกรรม ซึ่งอยู่ในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม มิได้มีการจัดสรรงบอยู่ในงบประมาณประจําปี ๒๕๕๖ ฉบับที่กําลังเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้แม้แต่บาทเดียว การติดตามข่าวของท่านนั้น อาจจะปรากฏว่ามีข้อมูลว่าจะมีการดําเนินการ ซึ่งขออนุญาตยืนยันนะครับว่าการดําเนินการ เป็นอย่างที่ท่านได้ตั้งข้อสังเกตในเชิงหลักการจริง คือภาคเอกชนที่เป็นผู้ประกอบการ นิคมอุตสาหกรรม มีความรับผิดชอบโดยตรงต่อโรงงานอุตสาหกรรมที่อยู่ในเขตพื้นที่นิคม อุตสาหกรรม จากข้อมูลที่ได้แถลงต่อรัฐสภาแห่งนี้หลายครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขั้นตอน ที่ได้เสนอพระราชกําหนดเพื่อที่จะขอทําหน้าที่กู้เงินเพื่อสามารถสร้างระบบป้องกันอุทกภัย อย่างมีบูรณาการด้วยเงินกู้ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้น มีข้อมูลที่ชัดเจนว่าความเสียหายของ โรงงานอุตสาหกรรมที่อยู่ในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมจํานวนรวมกัน ๗ แห่ง มีความเสียหาย รวมกันทั้งสิ้นเป็นจํานวนเท่ากับครึ่งหนึ่งของความเสียหายทั้งหมดของทั้งระบบ ดังนั้น การที่นิคมอุตสาหกรรมที่กระจุกตัวอยู่ในพื้นที่ที่เราเรียกว่านิคมอุตสาหกรรมหรือเขตพื้นที่ อุตสาหกรรมนั้น จึงมีความคุ้มค่าเป็นอย่างยิ่งที่รัฐบาลจะหาวิธีทํางานร่วมกันกับภาคเอกชน เพื่อที่จะสามารถสร้างความมั่นใจให้กับผู้ประกอบการต่าง ๆ ซึ่งแน่นอนอาจจะถูกมองไปว่า มีการดูแลภาคเอกชนซึ่งเป็นโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ แต่แท้ที่จริงแล้วเป็นการพยายาม ดูแลบุคลากร พนักงานผู้ใช้แรงงานที่อยู่ในนิคมอุตสาหกรรมต่าง ๆ เหล่านั้น เป็นการพยายาม ดูแลการทํางานที่ให้เกิดความมั่นใจต่อเนื่องจนกระทั่งมีผลผลิตเพื่อนําไปสู่การจําหน่าย และส่งออกซึ่งเป็นภารกิจส่วนใหญ่ของนิคมอุตสาหกรรมของโรงงานอุตสาหกรรมที่อยู่ใน นิคมอุตสาหกรรม มีความพยายามเหมือนกันที่จะหยิบยกประเด็นว่าเป็นเรื่องของการที่เอา เงินงบประมาณภาครัฐไปช่วยเหลือเอกชน แต่ผมอยากชี้ว่าวิธีคิดแบบนั้นเป็นวิธีคิดซึ่งน่าเสียดาย ความจริงแล้วการดําเนินการตรงนี้รัฐบาลจําเป็นต้องสร้างระบบเขื่อนริมแม่น้ํา สร้างระบบ เขื่อนเพื่อเก็บกักน้ํา สร้างทางหลวงที่ยกระดับเพื่อที่จะผลักดันน้ําออกไปในระบบที่ต้องการ จัดการ แต่ขณะนี้เราสามารถจะดําเนินการร่วมกับภาคเอกชนได้ โดยที่รัฐบาลไม่จําเป็นต้อง เสียเงินสักบาทเดียวในการไปเวนคืนที่ใด ๆ เพื่อนํามาสร้างระบบป้องกันอุตสาหกรรมที่มี ความสําคัญและมีขนาดใหญ่ ๆ เหล่านั้น การทํางานนั้นภาคเอกชนยินดีสมทบด้วย ๑ ใน ๓ และภาคเอกชนก็ยินดีที่จะขอกู้เงินจากสถาบันการเงินที่เป็นธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ และภาคเอกชนเหล่านั้นก็เป็นผู้ที่จะพร้อมรับผิดชอบในการชําระทั้งดอกเบี้ยและเงินต้น ที่มีการกําหนดขึ้น ในขณะเดียวกันภาครัฐที่จะเสริมสร้างในส่วนนี้ เราสามารถทํางานได้ โดยใช้เงินเพียง ๒ ใน ๓ ของจํานวนเงินทั้งหมดที่จะมีการก่อสร้าง และในขณะเดียวกัน ยังมีการดําเนินการร่วมกันกับผู้เชี่ยวชาญด้านต่างประเทศ ซึ่งได้ช่วยให้คํายืนยันกับ ผู้ประกอบการทั่วโลกนะครับว่าเราจะสามารถดําเนินการทั้งในการสร้างระบบป้องกัน อุทกภัยขนาดใหญ่ครอบคลุมทั้งประเทศ รวมทั้งยังสามารถมีระบบซ้อนที่จะสามารถให้ ความมั่นใจกับโรงงานอุตสาหกรรมต่าง ๆ ที่มีการกระจุกตัวอยู่ในเขตพื้นที่อุตสาหกรรม เหล่านั้น ดังนั้นการดําเนินการตรงนี้จึงขออนุญาตเรียนยืนยันว่าเป็นการดําเนินการ อย่างซื่อตรง โปร่งใส ภายใต้กรอบและกระบวนการในการพิจารณาใช้งบประมาณ ในพระราชกําหนด ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทอย่างแน่นอน เพราะมีคณะกรรมการ มีหน่วยงาน ราชการในการดูแล มีการกลั่นกรองโครงการและกว่าจะนําเสนอสู่การอนุมัติต่าง ๆ ก็มีกระบวนการที่ดําเนินการอย่างซื่อตรงโปร่งใส ในขณะเดียวกันผมก็ไม่ค่อยแน่ใจนักครับว่า ท่านสมาชิกอยากจะเห็นเราช้าหรือท่านสมาชิกอยากจะเห็นเรารีบ ในบางขั้นตอนก็ดูเหมือน จะมีการอภิปรายว่าเราออกจะช้าไม่เป็นที่ทันใจท่านสักเท่าไร ในบางโอกาสก็ดูเหมือนจะ มีการอภิปรายว่าเราเร่งรีบจนท่านรู้สึกไม่ค่อยสบายใจหรือมีความสงสัย ก็ขออนุญาตเรียน ยืนยันนะครับว่ารีบครับ รีบเพราะว่าพระราชกําหนดที่สภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ได้กรุณา อนุมัติการกู้เงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้นมีการกําหนดเวลาว่าจะมีการดําเนินการ โดยดําเนินการกู้ให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๖ และการดําเนินการต่าง ๆ เหล่านี้มิใช่เป็นการดําเนินการเรื่องของโครงสร้างระยะยาว ที่ไม่มีปัจจัยภายนอกมาเร่งรัดเรา ฤดูฝนที่กําลังขยับขับเคลื่อนเข้ามาก็ดี ภาวะต่าง ๆ ซึ่งเป็นภาวะทางธรรมชาติที่ทําให้เกิดความเสี่ยงต่าง ๆ ก็ดี ดังนั้นการที่รัฐบาลจะต้อง ดําเนินการด้วยความเร่งรีบ แต่ในขณะเดียวกันกระบวนการในการเร่งรีบ ถ้าท่านสงสัยว่า เงินไปอยู่ในกระเป๋าใครนั้นนี่ท่านก็สามารถดูแลขั้นตอนต่าง ๆ ได้ เพราะกลไกในการที่จะ มีการกําหนดงบประมาณ กลไกในการเบิกจ่ายจากระบบบัญชีกลาง ทุกอย่างมีขั้นตอน ที่สามารถตรวจสอบได้ และหน่วยงานราชการต่าง ๆ ที่ทําหน้าที่ตรวจสอบการปฏิบัติของ รัฐบาลก็ยังครบถ้วนอยู่ทุกประการ ส่วนที่แตกต่างมีอย่างเดียวครับ คือเราไม่ปล่อยให้เวลา มันเป็นตัวที่ดึงให้เราเกิดความเนิ่นนานในการปฏิบัติ จนกระทั่งเกิดเป็นความเสี่ยงนะครับ ดังนั้นจึงขออนุญาตเรียนให้ความมั่นใจกับท่านในส่วนที่เป็นการปฏิบัติต่าง ๆ และถ้าท่าน ถามว่าแล้วโรงงานอุตสาหกรรมที่อยู่นอกเขตนิคมอุตสาหกรรม นอกเขตพื้นที่อุตสาหกรรม เราจะทําอย่างไร โรงงานเหล่านั้นมีการกระจัดกระจายอยู่ในพื้นที่ต่าง ๆ ดังนั้นการดําเนินการ ตามโครงการที่ได้มีการวางแผนไว้อย่างดีที่เราเรียกว่าแผนแม่บทการบริหารจัดการน้ํา ที่ได้รวมผลของการวางแผนจากแผนเดิมที่หน่วยงานในต่างประเทศได้ให้คําแนะนํากับเราไว้ ตั้งแต่ปี ๒๕๔๒ แต่เป็นที่น่าเสียดายนะครับว่าเรายังไม่พร้อมจะดําเนินการในเวลานั้น จนกระทั่งมีหน่วยงานภายในประเทศ คือสํานักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ก็ได้ ให้ข้อแนะนําในการดําเนินการตามแผนแม่บท เราได้รวมแผนแม่บททั้งสองมาเป็นแผนเดียว แล้วเป็นแผนที่มีความมั่นใจจากผู้ปฏิบัติทุกฝ่าย ตามข้อมูลที่ท่านสมาชิกบางท่านได้หยิบยกว่า ขณะนี้มีโรงงานอุตสาหกรรมเปิดดําเนินการในจํานวนเท่านั้นเท่านี้นะครับ ขออนุญาตเรียน ว่าไม่น่าจะเป็นข้อมูลที่จริงตามที่ท่านได้หยิบยกขึ้นมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนหนึ่ง ซึ่งผมไม่แน่ใจว่าท่านพูดโดยพลั้งไปหรือว่าท่านพูดโดยมีข้อมูล ท่านบอกว่านิคมอุตสาหกรรม บางแห่งเปิดกันอยู่ ๓-๔ โรงงานนั้น ขออนุญาตเรียนว่าทั้ง ๗ นิคมอุตสาหกรรมมีการเปิด การดําเนินการในระดับที่มีนัยสําคัญ แล้วก็การที่จะรายงานข้อมูลตามจํานวนโรงงานต่าง ๆ ตามเวลาต่าง ๆ นั้น รัฐบาลติดตามกันเป็นรายวัน รายสัปดาห์เลยนะครับเพราะว่าโรงงาน ต่าง ๆ มีการเปิดใหม่ขึ้นอย่างเต็มที่ แล้วโรงงานบางแห่งอาจจะมีการเริ่มดําเนินการ ในจํานวนซึ่งไม่เต็มกําลังการผลิตในระยะแรก แต่ว่าก็มีการขยายกําลังการผลิตเพิ่มขึ้นมา เรื่อย ๆ ข้อมูลที่มีการรายงานโดยที่เป็นยอดผลิตที่จะมีการจําหน่ายในประเทศและส่งออก สังเกตได้ชัดเจนนะครับว่ามีการเติบโตของยอดอย่างมีนัยสําคัญ และเป็นที่มั่นใจได้นะครับว่า ภายในไตรมาสที่ ๒ ของปีนี้ซึ่งหมายถึงเพียงไม่กี่สัปดาห์ที่จะถึงนี้ โรงงานอุตสาหกรรม เกือบทุกแห่งจะสามารถเปิดดําเนินการ แล้วก็มีการผลิตจนสามารถส่งออกได้ในระดับ ที่มีการเจริญเติบโตที่สูง โรงงานอุตสาหกรรมบางชนิด เช่น รถยนต์ มีการยืนยันว่า ในปี ๒๕๕๕ นี้จะมีการผลิตจนมียอดส่งออกเป็นประวัติการณ์ แล้วก็ยอดการผลิตรวมนั้น น่าจะเกิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ คันในปีนี้เป็นต้นนะครับ เพราะฉะนั้นก็ขออนุญาตเรียนให้ความมั่นใจ กับท่านนะครับว่าการกล่าวอ้างในตัวเลขที่รัฐบาลมีความมั่นใจนั้นมีที่มาที่ไปอย่างแท้จริง และการดําเนินการต่าง ๆ นั้นมีความก้าวหน้า มีความคืบหน้า ส่วนในแง่มุมอื่น ๆ ซึ่งผมเอง คงไม่ใช้โอกาสนี้ในการกราบเรียนแง่มุมทางเศรษฐกิจของรัฐบาลนี้ที่มีการดําเนินการ แต่เมื่อเช้านี้ ท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรก็ได้หยิบยกแล้วก็กรุณาให้การยอมรับว่า รัฐบาลต่างกัน ย่อมคิดต่างกัน การที่รัฐบาลนี้คิดอย่างนี้ ปฏิบัติอย่างนี้ รัฐบาลนี้มีความมั่นใจ และสิ่งที่รัฐบาลนี้ ดําเนินการในการวางแผนนโยบายทางเศรษฐกิจนั้นมีการไตร่ตรอง มีการเชื่อมโยงเป็นอย่างดีครับ ผมเองไม่อาจเป็นผู้เชี่ยวชาญในทุกแขนงได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเป็นแขนงที่เกี่ยวกับ การสาธารณสุขนั้นผมคงจะไม่สามารถจะให้ความเห็นได้มากมายนัก แต่ว่าในมุมที่เกี่ยวข้องกับ การวางแผนทางเศรษฐกิจ การขาดดุลงบประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ตามพระราชบัญญัติ ในปีนี้เป็นการขาดดุลที่ลดลงอย่างมีนัยสําคัญ และผมเองได้กราบเรียนยืนยันแล้วนะครับว่า ท่านแรก ๆ ที่ผมได้ปรึกษาหารือด้วยคือผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ดังนั้นการที่เราจะ ดําเนินการตามนโยบายงบประมาณขาดดุลในปีนี้จึงสามารถให้เกิดความมั่นใจได้นะครับว่า หนี้สาธารณะที่จะเกิดขึ้นนั้นอยู่ในระดับที่ควบคุมได้แน่นอน แล้วก็ข้อมูลหนึ่งซึ่งท่านผู้อภิปราย อาจจะมีข้อมูลที่ไม่ตรงนักนะครับ หนี้สาธารณะส่วนใหญ่ของประเทศในเวลานี้เป็นหนี้ ภายในประเทศ เป็นหนี้ในสกุลเงินบาท เป็นหนี้ที่กู้จากผู้ที่อยู่ในระบบ ไม่ว่าจะเป็นสถาบัน การเงินในประเทศ หรือผู้ที่ถือพันธบัตรในประเทศ ดังนั้นระดับหนี้ต่างประเทศนั้นจึงมีระดับ ต่ํามากจริง ขออนุญาตเรียนให้ความมั่นใจกับท่านได้ แล้วท่านที่อาจจะติดตามสภาวะ วิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจในยุโรปอย่างใกล้ชิดนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นในยุโรปนั้นมีรากฐานมีความเป็นมาที่แตกต่างกับสิ่งที่เป็นข้อกังวลของท่าน ดังนั้น การดําเนินการในส่วนนี้ของรัฐบาลไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการบริหารนโยบายการคลังที่มีการ ขาดดุลลดลงอย่างมีนัยสําคัญและจะลดลงเรื่อย ๆ จนกระทั่งสามารถเข้าสู่สมดุลได้ในเวลา อันเหมาะสมนัก ดังนั้นผมขออนุญาตเรียนว่าการดําเนินการของรัฐบาลจึงมีความมั่นใจ และในส่วนที่เป็นเรื่องของอัตราเงินเฟ้อเราก็พูดถึงเรื่องอัตราเงินเฟ้อรวม ไม่ได้อยากจะย้ํา ในการตอบเรื่องราคาสินค้ามากนะครับ แต่ถ้าหากท่านผู้อภิปรายยังหยิบเรื่องนี้ผมก็ต้องชี้แจง ในเรื่องนี้ แล้วก็เรียนว่าราคาสินค้าต่าง ๆ นั้นแน่นอนครับมีราคาสินค้าเพิ่มขึ้นหลายรายการ และมีราคาสินค้าซึ่งไม่เพิ่มขึ้นอีกหลายรายการและรวมทั้งยังมีราคาสินค้าที่ลดลงหลายรายการด้วย สิ่งที่เรากําลังพูดกันคืออัตราเงินเฟ้อเฉลี่ย และอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยนั้นก็คํานวณออกมา โดยหน่วยงานต่าง ๆ หลายหน่วยงาน บางหน่วยงานก็ถือว่าเป็นหน่วยงานซึ่งมีอิสระในการ บริหารจัดการอย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งธนาคารแห่งประเทศไทย ในขณะเดียวกันหน่วยงานต่าง ๆ ที่เป็นหน่วยงานในการกํากับดูแลที่รัฐบาลดูแลอยู่ ไม่ว่าจะเป็นสภาพัฒนาเศรษฐกิจและ สังคมแห่งชาติ หรือสํานักงานเศรษฐกิจ กระทรวงการคลัง หน่วยงานเหล่านี้ก็ทํางานใกล้ชิด กับหน่วยงานนานาชาติ ฉะนั้นการรายงานข้อมูลเรื่องของอัตราเงินเฟ้อ การรายงานข้อมูล ในเรื่องอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ การรายงานข้อมูลในเรื่องของระดับหนี้สาธารณะ การชี้แจงด้วยความมั่นใจว่าการปฏิบัติในเรื่องของระดับหนี้นั้นจะยังคงอยู่ในกรอบวินัยการคลัง ของอัตราจีดีพี เมื่อมีการเทียบเคียงหรือของงบประมาณประจําปีเมื่อมีการดูแลเรื่องของการ ชําระดอกเบี้ยและเงินต้นนั้นอยู่ในกรอบของวินัยการคลังอย่างแน่นอน ขออนุญาตกราบเรียน ในโอกาสนี้ครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมครับ

นายชัชชาติ สิทธิพันธ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ กระผม นายชัชชาติ สิทธิพันธ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ขอกราบเรียนชี้แจงประเด็นสั้น ๆ ๒ ประเด็นนะครับ ที่ท่านสมาชิกได้ให้ข้อกังวลไว้เกี่ยวกับการป้องกันน้ําท่วมของรัฐบาลในช่วงเวลาที่ผ่านมาครับ

ประเด็นแรก ท่านสมาชิกได้มีข้อกังวลว่าประชาชนที่อยู่รอบนิคมอุตสาหกรรม จะทําอย่างไรครับ ถ้าเราทําเขื่อนรอบนิคมอุตสาหกรรม ต้องกราบเรียนว่าการทําเขื่อนรอบ นิคมอุตสาหกรรมนี้เป็นเพียงแค่ ๑ องค์ประกอบในองค์ประกอบจํานวนมากของ แผนป้องกัน น้ําท่วม ตั้งแต่ระบบต้นน้ําคือการจัดการน้ําในเขื่อน การปลูกหญ้าแฝก การทําฝายชะลอน้ํา กลางน้ํา การทําแก้มลิง การขุดลอกคูคลอง การทําแนวประตูน้ํา แล้วก็ปลายน้ําคือการทําแนว ปิดล้อม ส่วนของกระทรวงคมนาคมรับผิดชอบด้านปลายน้ําคือเราทําแนวปิดล้อมป้องกันน้ํา ในพื้นที่สําคัญ เพราะเรารู้ว่าถึงแม้เราจะทําป้องกันนิคมอุตสาหกรรมได้ดี แต่ถ้าพื้นที่โดยรอบ ท่วมซัพพลาย เชน (Supply chain) ทั้งหมดขาด ประชาชน แรงงานเข้าถึงโรงงาน อุตสาหกรรมไม่ได้ก็ไม่มีประโยชน์นะครับ เพราะฉะนั้นจะกราบเรียนว่านอกจากตัวเขื่อน รอบนิคมอุตสาหกรรมแล้ว กระทรวงคมนาคมรับผิดชอบในการทําเขื่อนปิดล้อมพื้นที่จํานวน ๕,๐๐๐ ตารางกิโลเมตร ทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ําเจ้าพระยาเราไล่ตั้งแต่แม่น้ําเจ้าพระยา ขึ้นถึงแม่น้ําป่าสัก ไล่ลงมาคลองระพีพัฒน์แยกใต้ แยกมาคลองสิบสามลงมาถึงแนวคันกั้นน้ํา ตามพระราชดําริ ฝั่งตะวันตกของแม่น้ําเจ้าพระยาเราไล่จังหวัดนนทบุรี จังหวัดปทุมธานี ขึ้นถึงคลองพระยาบันลือ ไล่ไปถึงแม่น้ําท่าจีนแล้วลงมาบรรจบทะเลฝั่งอ่าวไทยด้านล่าง รวมระยะทางทั้งหมด ๕๐๐ กิโลเมตรที่ทําเป็นพื้นที่ปิดล้อมใหญ่ วงใหญ่นะครับ โดยที่นิคมอุตสาหกรรมอยู่เป็นไข่แดงอยู่ในวงเล็กนี้ เพราะฉะนั้นประชาชนทั้งหมดที่อยู่ใน พื้นที่สําคัญด้านเศรษฐกิจก็จะได้รับการปกป้องด้วยนะครับ เพราะฉะนั้นก็คงทําให้ประชาชน ที่ได้รับฟังอยู่คงบรรเทาความกังวลใจไปได้ว่าไม่ใช่เราดูแลเฉพาะนิคมอุตสาหกรรม แต่เรา ดูแลทุกพื้นที่นะครับ ตามแผนภาพรวมของการป้องกันน้ํา

ส่วนประเด็นที่ ๒ เรื่องการจัดจ้างวิธีพิเศษของการป้องกันน้ําท่วม ต้องกราบเรียน อย่างนี้ครับว่าเราต้องยอมรับแล้วก็มีบางโครงการที่ต้องจัดจ้างวิธีพิเศษ เนื่องจากเงื่อนไข ด้านเวลาที่เราต้องป้องกันน้ําท่วมที่อาจจะเกิดขึ้นกับปริมาณที่จะมามากในฤดูฝนนี้นะครับ แต่ว่าเราก็ต้องพยายามทําให้น้อยที่สุดถ้ามีเวลาเพียงพอเราก็จะทําตามระบบอีออกชัน (e-Auction) ปกติ แต่ถ้ามีเวลาจํากัดเราก็ใช้ระบบจัดจ้างวิธีพิเศษ ผมเองก็กังวลครับ เรื่องความทุจริตโปร่งใสทั้งหมดได้สั่งการ แล้วท่านนายกรัฐมนตรีก็ได้สั่งการว่าโครงการ ทุกโครงการที่กระทรวงคมนาคมรับผิดชอบอยู่นี้ต้องเอาขึ้นเว็บไซต์ มีพิกัดที่ชัดเจน มีก่อน และหลังการก่อสร้าง มีจํานวนยูนิตไพรซ์ (Unit price) มีปริมาณที่จัดซื้อจัดจ้างอย่างชัดเจน ประชาชนทุกคนเข้าไปตรวจสอบได้ ดูว่ามีการซ่อมจริงหรือไม่ มีการทํางานจริงหรือไม่นะครับ เพราะฉะนั้นความโปร่งใสผมก็ต้องกราบเรียนว่าผมกังวลยิ่งกว่าท่านสมาชิก เพราะว่าผมเป็น ผู้รับผิดชอบโดยตรงนะครับ แล้วเราต้องทําให้มั่นใจได้ว่าเราไม่ได้ซ้ําเติมประชาชนเพิ่มเติม ขอบพระคุณครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ต่อไป ท่านวิวัฒน์ชัย โหตระไวศยะ

นายวิวัฒน์ชัย โหตระไวศยะ ศรีสะเกษ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม วิวัฒน์ชัย โหตระไวศยะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดศรีสะเกษ พรรคเพื่อไทย ขออภิปรายแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปี งบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๖ ซึ่งคณะรัฐมนตรี เป็นผู้นําเสนอ เป็นงบประมาณรายจ่ายขาดดุล ซึ่งตั้งไว้ ๒,๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ขาดดุล ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท สูงกว่างบประมาณปี ๒๕๕๕ เพียง ๒๐,๐๐๐ ล้านบาทเท่านั้น ซึ่งกระผมขอตอกย้ํางบประมาณที่ตั้งไว้ ๒,๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ อีกครั้งหนึ่ง เป็นรายจ่ายประจําถึง ๗๙.๒ เปอร์เซ็นต์ เป็นรายจ่ายลงทุน ๑๘.๗ เปอร์เซ็นต์ เป็นรายจ่ายชําระคืนต้นเงินกู้ ๒.๑ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งงบประมาณรายจ่ายนี้ ถ้าพี่น้องประชาชน ผู้ที่รับชมรับฟังอยู่ทางบ้านอาจจะมองว่าเป็นงบประมาณที่สูง เกรงว่ารัฐบาลนั้นจะมีปัญหา ในการบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งบางครั้งก็ได้รับฟังจากทางเพื่อนสมาชิกซีกฝ่ายค้าน ได้บอกว่าขณะนี้เศรษฐกิจไม่ดีข้าวของแพงท่านประธานที่เคารพครับ กระผมขอกราบเรียน ท่านประธานผ่านไปยังพี่น้องประชาชน ผู้ที่รับชมรับฟังอยู่ทางบ้านว่าให้มั่นใจได้ รัฐบาลชุดนี้ โดยมีนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรีนั้นได้ชี้แจงแถลงเมื่อเช้านี้ว่าแนวโน้ม ภาวะเศรษฐกิจทั่วไปในปี ๒๕๕๕ นั้นมีแนวโน้มขยายตัวร้อยละ ๕.๕-๖.๕ และปี ๒๕๕๖ นั้น มีแนวโน้มขยายตัวร้อยละ ๔-๕ ที่สําคัญที่สุด ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านนายกรัฐมนตรี ว่าในอนาคตคาดว่าจะสามารถจัดทํางบประมาณแบบสมดุล สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ยืนยันให้กับ พี่น้องประชาชนคนทั้งประเทศได้รับทราบ และงบประมาณที่ตั้งไว้ ๒,๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้น คณะรัฐมนตรีชุดนี้ได้จัดงบประมาณรายจ่ายลงไปใน ๘ ยุทธศาสตร์ ๑ รายการ ค่าดําเนินการภาครัฐ ใน ๘ ยุทธศาสตร์นั้น ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมจะขออนุญาต ยกตัวอย่างในยุทธศาสตร์แรกคือยุทธศาสตร์การสร้างรากฐานการพัฒนาที่สมดุลสู่สังคม ซึ่งได้จัดไว้ถึง ๔๙๑,๔๘๒ ล้านบาท คิดเป็น ๒๐.๕ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณ

ในข้อ ๑.๙ จะเห็นได้ว่ารัฐบาลชุดนี้ได้ส่งเสริมให้ประชาชนเข้าถึงแหล่งเงินทุน โดยการพัฒนาศักยภาพขนาดของหมู่บ้านและชุมชนตามที่รัฐบาลได้แถลงนโยบายเอาไว้ก็คือ นโยบายเอสเอ็มแอล บ้านขนาดเล็ก ๓๐๐,๐๐๐ บาท บ้านขนาดกลาง ๔๐๐,๐๐๐ บาท บ้านขนาดใหญ่ ๕๐๐,๐๐๐ บาททุกหมู่บ้าน และเพิ่มกองทุนหมู่บ้านอีกหมู่บ้านละ ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท ชุมชนละ ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท เมื่อเช้านี้ผมได้นั่งฟังเพื่อนสมาชิก ในซีกฝ่ายค้านได้อภิปรายและมีความเป็นห่วงว่าประชาชนตั้งความคาดหวังเอาไว้สูงเกี่ยวกับ งบประมาณรายจ่าย ๒,๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ และเป็นห่วงว่างบประมาณนี้ทําอย่างไร จะคืนสู่ประชาชนให้มากที่สุด ผมยกตัวอย่างเมื่อสักครู่นี้นโยบายเอสเอ็มแอล นโยบายเพิ่มกองทุน หมู่บ้านเห็นได้ชัดเจนเลย อีกทั้งยังมีการเพิ่มทุนเพิ่มเติมให้กับกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี อีกทุกจังหวัด สิ่งเหล่านี้ได้เห็นชัดเจนแล้วว่าเป็นเครื่องชี้วัดว่างบประมาณดังกล่าวนั้นได้คืนสู่ พี่น้องประชาชน

และอีกข้อหนึ่งที่เพื่อนสมาชิกฝ่ายค้านได้อภิปรายเมื่อเช้าว่าทําอย่างไรจะสร้าง ความเป็นธรรมให้กับสังคมและจัดงบประมาณที่เป็นธรรม สิ่งเหล่านี้เป็นเครื่องชี้วัดแล้วครับ ท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นผมขออภิปรายในข้อ ๑.๑๐ อีก นั่นก็คือการเสริมสร้าง เสถียรภาพราคาสินค้าเกษตร นั่นก็คือมีการรับจํานําข้าวเปลือกหอมมะลิตันละ ๒๐,๐๐๐ บาท ข้าวนาปรังตันละ ๑๕,๐๐๐ บาท ในช่วงแรกนั้นอาจจะไม่ประสบผลสําเร็จเท่าที่ควร แต่ถามเกษตรกรแล้วบอกว่ายังดีกว่าที่ผ่านมา ขณะนี้เกษตรกรมีรายได้ดี มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ถ้าบอกว่าไม่ดีลองไปสังเกตดูครับ ขณะนี้เกษตรกรออกรถใหม่แทบทุกจังหวัด แทบทุกอําเภอ

และในข้อ ๑.๑๑ การสนับสนุนสินเชื่อเพื่อการเกษตร เห็นได้ชัดเจนว่า รัฐบาลได้จัดเงินงบประมาณ ๑,๖๕๐ ล้านบาทให้กับสมาชิกที่เข้าร่วมโครงการ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ไร่ นั่นก็แสดงให้เห็นแล้ว ท้ายที่สุดนี้ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมมั่นใจเหลือเกินว่า เมื่อรัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณแบบสมดุลแล้ว นั่นล่ะครับ ประเทศไทยของเราจะเดินเข้าสู่ ประชาคมอาเซียนในปี ๒๕๕๘ แบบสง่าผ่าเผย เพราะฉะนั้นขอให้กําลังใจคณะรัฐมนตรีชุดนี้ คณะรัฐบาลชุดนี้ที่ได้นําเสนอร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๖ ในจํานวนเงิน ๒,๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท และให้กําลังใจกับคณะรัฐมนตรีชุดนี้ด้วย ขอบคุณมากครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านฮอชาลี

นายฮอชาลี ม่าเหร็ม สตูล 🔗

ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายฮอชาลี ม่าเหร็ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสตูล พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมได้อ่านรายละเอียดของงบประมาณที่ทางท่านนายกรัฐมนตรีได้แถลงเมื่อตอนเช้า ประเด็น ที่ผมจะขออภิปรายในช่วง ๗ นาที ซึ่งได้รับจากทางวิปของซีกฝ่ายค้านนั้นก็เป็นเรื่องของที่ เกี่ยวข้องกับพี่น้องประชาชน นั่นก็คือเรื่องของราคาสินค้าที่เป็นผลิตผลทางด้านการเกษตร มีอยู่ ๒ อย่างที่อยากจะใช้เวลา ๗ นาทีนั้นก็คือเรื่องยางพาราแล้วก็ข้าว เรื่องของยางพารา แล้วก็ข้าวนั้นผมอยากจะขอใช้คําซึ่งติดปากพี่น้องประชาชน คําว่ายางพารานั้นเราเสียของ ส่วนข้าวนั้นเราเสียแชมป์ไปแล้ว เสียของอย่างไรครับ ในเรื่องของยางพาราท่านประธานครับ ท่านได้จัดงบประมาณในการที่จะดูแลเสถียรภาพของราคาสินค้าทางด้านการเกษตร แต่ยางพารานั้นเป็นพืชเศรษฐกิจหลักของประเทศไทยที่เป็นเจ้าแห่งการส่งออกในอาเซียน แล้วก็ในโลกก็ว่าได้ ปัจจุบันนี้ประเทศคู่ค้าที่ซื้อยางพาราเขาต้องการซื้อยางพาราที่มีคุณภาพ และมีปริมาณมากจากประเทศไทย และตัวซัพพลาย และตัวดีมานด์นั้น ซึ่งดีมานด์ความต้องการ จากจีนแล้วก็ประเทศคู่ค้าทั่วโลกนั้นเขามีความต้องการราคายางพาราจากประเทศไทย อย่างมาก แต่ด้วยเหตุที่การบริหารนโยบายที่ผิดพลาดของรัฐบาลชุดนี้ ผมขอย้ําคําว่ารัฐบาล ชุดนี้ ชุดที่แล้วนั้นท่านสุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นผู้ที่ดูแลเรื่องยางพารา เราเรียกผู้ส่งออกมา ทั้งหมด เจ้าใหญ่ของยางพาราทั้งหมดมานั่งคุยกันว่าเราจะไม่ขายถ้าหากว่าสต็อก (Stock) ในเมืองไทยไม่ได้ ๒๐๐,๐๐๐ กว่าตัน และรัฐบาลก็ได้ดูแลในเรื่องของวงเงินสินเชื่อต่าง ๆ ให้กับผู้ส่งออก เพราะฉะนั้นประเทศไทย ประเทศมาเลเซีย ประเทศสิงคโปร์ ประเทศอินโดนีเซีย จึงมีทิศทางเดียวกันในการที่จะทําสต็อกในประเทศเพื่อเป็นการต่อรองกําลังซื้อจาก ประเทศจีน ผลก็คือเมื่อเราสามารถที่จะรวมกันได้ ราคามันก็ไปที่ ๑๕๐ บาท ๑๗๐ บาท ๑๘๐ บาท แต่ด้วยนโยบายที่ผิดพลาดที่ท่านเข้ามาแล้วก็เปลี่ยนรัฐมนตรีถึง ๒ ท่าน ท่านแรก ได้พาบริษัทใหญ่ที่ค้ายางพาราไปทําสัญญากับประเทศจีนเอาไว้ ๑๐๕ บาท แล้วก็ปรับ ท่านนั้นออกไปนะครับ มาท่านใหม่บอกว่าจะให้ได้ถึง ๑๒๐ บาท ก็ในเมื่อท่านได้ทําสัญญา เอาไว้กับประเทศจีน ๑๐๕ บาท แล้ว ๑๒๐ บาท มันจะเป็นไปได้อย่างไรในรอบ ๑ ปีหรือ ๒ ปี ตามปริมาณที่เขาจะต้องส่งมอบให้กับประเทศจีนนั้นก็ต้องทําราคาเพื่อให้ได้ส่งออก ในราคา ๑๐๕ บาท เพราะฉะนั้นตอนนี้พี่น้องประชาชนในอีสาน ในภาคเหนือและทุกพื้นที่ รวมถึงภาคใต้บ้านของผมด้วยก็ยืนอยู่ที่ราคา ๙๕ บาท และ ๙๗ บาท เพราะว่าอย่างไรก็ต้องส่งมอบให้กับประเทศจีนในราคา ๑๐๕ บาทให้ได้ตามที่ท่านกรณ์ แล้วก็ ซึ่งคนในรัฐบาลชุดนี้ได้ไปทําสัญญาเอาไว้ นั่นคือทําให้เราเสียของ ทําให้ราคาที่มันควรจะได้ ๑๗๐ บาท ๑๘๐ บาท มันไม่ได้ตรงนั้นเพราะท่านไปทําสัญญาล่วงหน้าเอาไว้ นั่นคือสิ่งที่ ผมอยากจะบอกว่ายุทธศาสตร์ของท่านที่ต้องการจะให้สินค้า โดยเฉพาะยางพารานั้น มีเสถียรภาพ จึงไม่สามารถที่จะยืนอยู่ในราคาของมันได้

อีกประเด็นหนึ่งท่านประธานครับ ในเรื่องของข้าว เมื่อก่อนเราเคยภาคภูมิใจว่า ประเทศชาติบ้านเมืองของเรานั้น ประเทศไทยเราเรียนหนังสือตั้งแต่ชั้นประถมศึกษามา จนถึงชั้นมัธยมศึกษาก็คือไทยเป็นเจ้าในการส่งออก ในการขายข้าวเปลือก ขายข้าวสารให้กับ ประเทศพรีเมียม (Premium) แล้วก็ประเทศที่มีความต้องการทางด้านข้าวนะครับ แต่เนื่องจากด้วยนโยบายที่ท่านได้เขียนเอาไว้แล้วท่านได้ปฏิบัติบอกว่าทุกเม็ดต้อง ๑๕,๐๐๐ บาท ก็เลยทําให้ต้นทุนของข้าวในการที่จะไปแข่งกับประเทศเวียดนาม ไปแข่งกับประเทศจีน ตอนนี้เราไม่สามารถที่จะแข่งกับประเทศอินเดีย กับประเทศเวียดนามและประเทศคู่ค้าอื่น ๆ ได้ ตอนนี้ประเทศอินเดียมาแซงเราในเรื่องของข้าว ข้าวเปลือก ข้าวขาว ข้าวนึ่ง ส่วนประเทศเวียดนาม กําลังจะแซงเราในด้านของข้าวหอมมะลิ นั่นคือการเสียโอกาสซึ่งเกิดขึ้นได้ในรัฐบาลชุดนี้ ซึ่งท่านเองก็รู้ว่าข้อมูลตั้งแต่เดือนมกราคม เดือนกุมภาพันธ์ เดือนมีนาคมเป็นต้นมานั้น ยอดการส่งออกข้าวตกลงไปนะครับ ในสมัยพรรคประชาธิปัตย์เราเป็นรัฐบาลซึ่งเรามีนโยบาย ประกันรายได้แล้วก็เงินไปถึงเกษตรกรไม่ต้องพาข้าวเปลือกมาให้เพื่อนโกงค่าความชื้น เมื่อสักครู่นี้ เพื่อนสมาชิกบอกว่าดูแลเรื่องค่าความชื้น แต่จริง ๆ แล้วผมมีข้อมูลว่าชาวนาถูกโกงความชื้น ด้วยโรงสี ซึ่งมีใบประทวนชัดเจนนะครับว่า ๓๘ เปอร์เซ็นต์ ข้อมูลมีอยู่ในมือ อยู่ในซอง ข้างหน้าผมนะครับ ๓๘ เปอร์เซ็นต์โดนโกง แล้วก็โกงไปเป็นจํานวนหลายเกวียนก็คิดเป็นเงิน ก็หลายหมื่นบาท นั่นคือสิ่งที่มันเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นที่บอกว่า ๑๕,๐๐๐ บาท ทุกเม็ดมันจึง ไม่เป็นไปตามคําพูดที่ได้พูดเอาไว้ ชาวบ้านได้จริงเขาให้ ๙,๐๐๐ บาท หรือ ๑๐,๐๐๐ บาท หรือบางเจ้าก็อาจจะได้ ๑๐,๐๐๐ กว่าบาท นี่คือสิ่งที่โรงสีต้องการแต่ชาวบ้านถูกหลอกนะครับ นี่คือสิ่งที่อยากจะขอเรียนกับท่านว่านโยบายต่าง ๆ ที่วางเอาไว้นั้นจะต้องยืนอยู่บนพื้นฐาน ของข้อเท็จจริง เพราะว่าพี่น้องประชาชนนั้นเขามีความหวัง เมื่อท่านให้ความหวังไว้ว่า ๑๕,๐๐๐ บาททุกเม็ดก็จะต้อง ๑๕,๐๐๐ บาททุกเม็ด นั่นคือสิ่งที่จะต้องทําตามสัญญา แต่ข้อเท็จจริงนั้นมันไม่ได้เป็นอย่างนั้น ผลประโยชน์มันจึงไปตกอยู่กับผู้ประกอบการโรงสี ผลประโยชน์ชาวนาจะต้องถูกหักในเรื่องของค่าความชื้นถึง ๓๘ เปอร์เซ็นต์นะครับ กขช. ของท่านกําหนดเอาว่าเพียงแค่ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ข้อมูลที่ผมได้มา ๓๘ เปอร์เซ็นต์ซึ่งอยู่ ในมือของชาวนาแล้วก็ชาวนาให้มากับพรรคประชาธิปัตย์ของฝ่ายค้านของเราให้ได้ช่วยกัน ตรวจสอบเพื่อความเป็นธรรมให้กับพี่น้องประชาชน นอกเหนือจากนั้นยังมีหลายแนวทาง ที่ทําให้ชาวนานั้นถูกกีดกัน ไม่ว่าจะเป็นการไม่ให้เข้าร่วมโครงการในเรื่องของการสวมสิทธิ แล้วก็ในเรื่องของการที่หักสิ่งเจือปนมากมายนะครับ ทําให้ไม่ได้ตามที่ชาวนามีความต้องการ ผลก็คือว่าชาวนาก็ไม่ได้ตามสัญญา และการเป็นแชมป์ในการส่งออกข้าวของประเทศ เราจึงเสียแชมป์ เพราะฉะนั้นผมจึงอยากจะถามท่านประธานไปถึงรัฐบาลว่าแล้วสต็อกข้าว ที่มีอยู่ในประเทศตรงนี้ท่านจะปล่อยให้มอดกินหรือว่าจะจัดการอย่างไร ให้ระบายให้มันเป็น รายได้ของประเทศต่อไปครับ ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญท่านดอกเตอร์จารุพรรณ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์จารุพรรณ กุลดิลก บัญชีรายชื่อ 🔗

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ดิฉัน ผู้ช่วยศาสตราจารย์จารุพรรณ กุลดิลก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ภายในเวลา ๕ นาที ดิฉันจะพาครัวไทยสู่ครัวโลกด้วยรถไฟชินกังเซ็นนะคะ ท่านประธาน ภาพรวมแนวโน้มเศรษฐกิจ ปี ๒๕๕๖ นี้ เนื่องจากเศรษฐกิจในปี ๒๕๕๕ คาดว่าจะขยายตัวที่ร้อยละ ๕.๕ ถึงร้อยละ ๖.๕ และอัตราเงินเฟ้อ ซึ่งเราจะใช้อัตราเงินเฟ้อนี้ อธิบายเรื่องของแพง ของถูกนี้ ร้อยละ ๓.๕-๔ ซึ่งเป็นอัตราปกติของการขยายตัวของเศรษฐกิจ ก็คาดว่าในปี ๒๕๕๖ จะขยายตัวประมาณ ๔-๕ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็อัตราเงินเฟ้อประมาณ ๓.๘ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งก็จะเกิดขึ้นจากแรงสนับสนุนของประเทศคู่ค้าที่มีเศรษฐกิจที่ดีขึ้น โดยเฉพาะประเทศในเอเชียด้วยกัน เนื่องจากประเทศจีนนั้นมีกําลังบริโภคมาก แล้วก็ ประเทศไทยเป็นประเทศที่เพื่อนบ้านต้องการมาจับจ่ายใช้สอย ประชากรโลกท่านประธาน เมื่อเราเปรียบเทียบแล้ว ถ้าเราดูกันดี ๆ ประเทศไทยมีจํานวนประชากรอยู่ที่ ๑ เปอร์เซ็นต์ ของจํานวนประชากรทั้งหมด ทั้งโลก ๗,๐๐๐ ล้านคน แล้วก็อันดับ ๑ อันดับ ๒ อันดับ ๓ ของประเทศที่มีประชากรมากที่สุด ก็คือประเทศจีน อันดับ ๑ คือ ๑,๓๐๐ ล้านคน อันดับ ๒ คือประเทศอินเดีย ๑,๒๐๐ ล้านคน แล้วก็อันดับ ๓ คือประเทศสหรัฐอเมริกา ๓๐๐ ล้านคน และประเทศอินโดนีเซียมาอันดับที่ ๔ คือ ๓๐๐ ล้านคน อยู่ใกล้ ๆ ประเทศไทยกันทั้งนั้นเลย ทั้งประเทศจีน ประเทศอินเดีย แล้วก็ประเทศอินโดนีเซีย เพื่อนบ้านเขามาประเทศไทย เขามาจับจ่ายใช้สอยอะไร ดิฉันได้คุยกับนักการทูตท่านบอกว่าเขามาซื้อผัก ซื้อผลไม้ มาซื้อทอง จากประเทศไทย มาท่องเที่ยวที่ประเทศไทย ดิฉันก็ได้มีโอกาสไปสํารวจตลาด ได้ไปถาม พ่อค้าแม่ค้าว่าราคาข้าวของแพงขึ้นไหม ผัก ผลไม้แพงขึ้นไหม พ่อค้าแม่ค้าก็บอกมีบ้าง ดิฉันก็ถามว่าแล้วขายได้ไหม มีสินค้าผัก ผลไม้อันไหนที่ขายไม่ได้ไหม เนื่องจากราคาแพง ปรากฏว่าพ่อค้าแม่ค้าก็บอกไม่มี ขายหมดตลอด ก็แสดงว่าความต้องการมีเป็นอย่างมาก ดิฉันเห็นว่าประเทศไทยมีจุดแข็งในเรื่องการเป็นครัวไทยสู่ครัวโลก ซึ่งเป็นที่ประจักษ์ชัด แล้วเราสามารถเป็นผู้นําทั้งในเรื่องของครัวโลก แล้วก็อาหารฮาลาล ถ้าเรามีนโยบายเรื่อง เกี่ยวกับโลจิสติกส์ดี ๆ เราก็จะสามารถทําให้มองเป็นระบบได้ ซึ่งดิฉันเห็นแล้วว่ารัฐบาลเอง ก็ได้มองการจัดการเป็นระบบโลจิสติกส์ ก็คือคุณค่าเพิ่ม เขาเรียกว่าแวลู เชนจ์ (Value change) ในเรื่องฟูด โลจิสติกส์ (Food logistic) มีหลาย ๆ ประเทศไปร่ําเรียนกันแพง ๆ ก็คือการสร้าง มูลค่าเพิ่มในจุดต่าง ๆ ดิฉันเห็นว่าท่านให้ภาคการเกษตรตั้งแต่ต้นทางการผลิต คือว่า ภาคการเกษตรก็มีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ดูแลซึ่งท่านให้งบไว้ที่ ๒,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็ในส่วนของฟูด เซฟตี้ (Food safety) หรือว่าความปลอดภัยทางด้านอาหารท่านก็ให้ ทางกระทรวงสาธารณสุขดูแล ซึ่งอันนี้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์โลกนะคะ พอหลังจากนั้น เมื่อเราส่งไปยังภาคอุตสาหกรรมตรงนี้เราจะได้มูลค่าเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว ซึ่งท่านก็ได้ให้ งบประมาณกับกระทรวงอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นถึง ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เป็น ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ตรงนี้ก็มีอีกคอขวดหนึ่งซึ่งกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงวัฒนธรรม และกระทรวงการต่างประเทศ ท่านก็ให้ไปดูแลในการสร้างบิซิเนส แมชชิ่ง (Business matching) ซึ่งตรงนี้จะทําให้ชาวต่างชาติ รู้จัก ดิฉันได้มีโอกาสเดินทางไปต่างประเทศมา ประเทศสหรัฐอเมริกาคนอเมริกันบอกว่า ประเทศไทยนั้นฉลาดมากที่ได้ไปเปิดนโยบายโอทอป ทําให้ต่างประเทศมั่นใจกับสินค้าไทย และอยากที่จะมาเที่ยวเมืองไทยเพื่อที่จะให้มาหาความเป็นไทยที่แท้จริงด้วยตนเอง ตรงนี้ เราได้มูลค่าเพิ่มอย่างมหาศาล ดังนั้นดิฉันคิดว่าหากเรามองทุกอย่างเป็นเรื่องระบบโลจิสติกส์ หรือว่าแวลู เชนจ์ ก็คือห่วงโซ่ของคุณค่าต่าง ๆ ดิฉันคิดว่าตรงนี้เราจะไม่มองแค่ทื่อ ๆ ว่า สินค้านั้นมีราคาสูงขึ้นหรือไม่ สินค้าราคาสูงเราทราบว่าประเทศที่เจริญแล้วข้าวของแพงกว่า เราเยอะ แต่สิ่งที่เพิ่มขึ้นมาก็คือว่าคุณค่าของประชาชนนั้นเขามีคุณค่าชีวิตที่เพิ่มขึ้น ตรงนี้ ต่างหากที่เราอธิบายอีกระดับชั้นหนึ่งว่าประเทศไทยกําลังก้าวหน้าไปสู่ความเจริญ ไม่ใช่ ทําให้ประชาชนนั้นรู้สึกด้อยค่าหรือว่าชีวิตแทบจะไม่เหลือที่จะไปบริโภคแม้แต่ของถูก ของแพงในช่วง ๒-๓ ปีที่ผ่านมา ดังนั้นดิฉันเห็นว่าตรงนี้รัฐบาลมาถูกทางแล้ว ระบบโลจิสติกส์ ท่านก็จะสร้างทําให้นําครัวไทยไปสู่ครัวโลกได้ภายในเวลาอันรวดเร็วด้วยการขนส่งระบบ มวลชน แล้วก็การขนส่งวัสดุสิ่งของภายในเวลาอันรวดเร็ว ตรงนี้จะสอดคล้อง แล้วดิฉัน ขอสนับสนุนนโยบายงบประมาณของรัฐบาลที่จะนําให้ประเทศไทย คนไทยทั้งประเทศ แล้วก็ประเทศไทยไปสู่การเป็นผู้ชนะในระดับเวทีโลกค่ะ ขอบคุณค่ะท่านประธาน

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เดี๋ยวให้ ท่านนันทนา เพราะว่าจะได้ถามท่านดอกเตอร์ปลอดประสพทีเดียวเลย ท่านกําลังสนใจ เรื่องน้ําอยู่ เชิญท่านนันทนา สงฆ์ประชา แล้วเดี๋ยวท่านดอกเตอร์ปลอดประสพ สุรัสวดี จะได้ตอบข้อซักถาม

นางนันทนา สงฆ์ประชา ชัยนาท 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางนันทนา สงฆ์ประชา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชัยนาท พรรคภูมิใจไทย อันที่จริงท่านประธานมีน้ําใจที่ดีว่าตัวดิฉันเองห่วงใยเกี่ยวกับพี่น้องเกษตรกร โดยเฉพาะเรื่องน้ํา แต่วันนี้ดิฉันมาอีกแนวหนึ่งค่ะ มาในแนวของภาคการเกษตร เพราะดิฉันอยากจะกราบเรียนว่า ความตั้งใจแล้วต้องการอยากจะพูดในหลายกระทรวง ทบวง กรม แต่เห็นถึงความเดือดร้อน ของพี่น้องเกษตรกรไทย ดิฉันจึงจะสะท้อนปัญหาความเดือดร้อนในภาคการเกษตร ในการอภิปรายงบประมาณ ปี ๒๕๕๖ นี้ ก็คงไม่ได้สร้างความผิดหวังให้กับท่านประธานนะคะ การจัดสรรงบประมาณในปี ๒๕๕๖ ได้ตั้งงบประมาณไว้เป็นจํานวนไม่เกิน ๒,๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท และอยากจะกราบเรียนว่าในยุทธศาสตร์ที่ ๑ นี่รัฐบาลก็มีความตั้งใจจริงที่จะสร้างรากฐาน ให้สมดุลสู่สังคมในด้านเสถียรภาพ ด้านราคา โดยตั้งราคาหรือว่างบประมาณในส่วนของ การสร้างเสถียรภาพทางภาคการเกษตรไว้ถึง ๔๐,๑๕๒.๒ ล้านบาท

และในส่วนของยุทธศาสตร์ที่ ๓ ในการสร้างความเจริญเติบโตทางด้านเศรษฐกิจ ทางรัฐบาลก็มีความตั้งใจจริงว่าจะสร้างเสถียรภาพด้านการผลิตให้กับพี่น้องเกษตรกรโดยตั้ง งบประมาณไว้ถึง ๖๓,๓๔๕ ล้านบาท แต่ดิฉันอยากจะสะท้อนถึงปัญหาให้ท่านประธาน ได้รับทราบว่าการบริหารจัดการงบประมาณที่จะช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรทั้งด้านราคาและ ทั้งด้านผลผลิต โดยทางปฏิบัติตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาจะมีปัญหาในพืชเกษตรหลาย ๆ ตัว ไม่ว่าเป็นปัญหาราคายางพารา ปัญหาราคาส้ม ซึ่งน่ากลัวมาก แล้วก็มี ส.ส. ในสภาสะท้อนถึง ส้มที่เอามาเลี้ยงในสภา แม้แต่ส้มที่ให้พวก ส.ส. ที่รู้ปัญหาดีก็ยังเป็นส้มลูกเล็ก ๆ ซึ่งก็ทราบอยู่ว่า มาจากประเทศอะไร แม้แต่ปัญหาราคาไข่ไก่ล้นตลาด ปัญหาราคาสับปะรด ปัญหาราคาเงาะ มังคุด ทุเรียน ปัญหาราคากุ้ง ปัญหาราคาหอมแดง ดิฉันอยากจะกราบเรียนว่าเรื่องหอมแดง ซึ่งเป็นข่าวครึกโครม ข่าวไปทุก ๆ คืนในขณะนี้รัฐบาลก็มีความตั้งใจจริงที่จะได้บริหาร จัดการงบประมาณส่วนหนึ่งไปซื้อหอมแดง หรือไปพยุงราคาหอมแดงในภาคอีสานก็คือ ในส่วนของจังหวัดศรีสะเกษ แต่มันไปติดเรื่องการบริหารจัดการซึ่งรัฐบาลก็ทราบดีอยู่แล้ว ปัญหาการทุจริตในพื้นที่ซึ่งรัฐบาลก็กําลังที่จะพยายามจะแก้ปัญหาตรงนั้นอยู่ แต่ดิฉัน อยากจะกราบเรียนว่ายังมีหอมแดงอีกจํานวนหนึ่งที่ท่านจะต้องไปแก้ไข เพราะแขวนอยู่ใต้ถุน ของพี่น้องเกษตรกร ซึ่งวันนี้รอให้รัฐบาลไปแก้ไขอยู่ในขณะนี้ พืชเกษตรในแต่ละตัวในรอบ ๑ ปี ๑๒ เดือน ผลผลิตที่จะเก็บเกี่ยวได้โดยเฉพาะผลไม้แต่ละชนิดจะเก็บเกี่ยวได้เดือนไหน และจะออกสู่ตลาดเดือนใด จะเป็นเช่นฤดูจะหมุนรอบเป็นปฏิทินทั้งปีใน ๑๒ เดือน เช่น ดิฉันอยากจะกราบเรียนว่าท่านทราบดีอยู่แล้วว่าลิ้นจี่จะออกประมาณเดือนพฤษภาคม ถึงเดือนมิถุนายน ลําไยจะออกในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงเดือนสิงหาคม เงาะ มังคุด ทุเรียน จะออกประมาณเดือนเมษายนถึงเดือนพฤษภาคม ในแต่ละปีมีมากน้อยเพียงใด ดิฉันเชื่อเป็นอย่างยิ่งนะคะว่ารัฐบาลทราบข้อมูล โดยเฉพาะนโยบายรับจํานําเกษตรกร จะต้องขึ้นทะเบียนทราบจํานวนอยู่แล้ว เนื่องจากดิฉันมีเวลาน้อยดิฉันจะขอยกพืชผล ทางการเกษตรที่เป็นปัญหาใหญ่ในขณะนี้ที่จะต้องเร่งรีบในการแก้ไขก็คือปัญหาโครงการ รับจํานํามันสําปะหลังค่ะท่านประธาน ที่ผ่านมาดิฉันอยากจะกราบเรียนว่าโครงการรับจํานํา มันสําปะหลังรัฐบาลก็พยายามประกาศให้พี่น้องไปขึ้นทะเบียน และรัฐบาลก็ทราบดีอยู่แล้วว่า มันสําปะหลังจะออกภายในเดือนตุลาคมถึงเดือนธันวาคม แต่ท่านประธานทราบไหมคะว่า การประกาศรับจํานํามันสําปะหลังปีนี้ล่วงเลยเวลาไปถึง ๕ เดือน ขุดเดือนตุลาคมถึง เดือนธันวาคม แต่ไปประกาศรับจํานําในช่วงของเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนพฤษภาคมนี้ช้าไป ๕ เดือน ในสภาแห่งนี้ดิฉันเชื่อว่า ส.ส. ทุกพรรคตระหนักดีแล้วก็ตั้งกระทู้ถามในสภา เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาและข้อห่วงใยของตัวดิฉันนะคะ เดือนนี้เดือนพฤษภาคมแล้ว อีก ๕ เดือน ที่จะถึงคือเดือนตุลาคม ปี ๒๕๕๖ มันสําปะหลังรุ่นใหม่จะต้องขุดปัญหาเก่ายังไม่ได้รับ การแก้ไขและปัญหาใหม่จะทํากันอย่างไร ดิฉันรู้สึกทุกข์ใจแทนพี่น้องประชาชนจริง ๆ ถ้าเขาไม่เดือดร้อนจริง ๆ เขาไม่เดินทางมาเผามันสําปะหลังหน้าสภาเราแน่ ดิฉันอยากจะ กราบเรียนว่าแม้แต่เรื่องข้าวก็เหมือนกันนะคะ ในแต่ละพื้นที่อย่าประกาศรอบในการรับจํานํา เป็นชุดเดียว เพราะแต่ละพื้นที่ อย่างจังหวัดชัยนาทของดิฉันเขาเรียกว่าหว่านข้าวหนีน้ําท่วม หว่านกันไปตั้งแต่เดือนเมษายนแล้ว ถ้าเราไปประกาศข้างหลังเกี่ยวขึ้นมาก็ยังไม่ได้อยู่ใน โครงการรับจํานํา แล้วข้าวเหล่านั้นก็จะต้องเอาไปขายให้กับโรงสีโดยไม่ใช่อยู่ในราคาจํานํา ในราคา ๑๕,๐๐๐ บาท แล้วก็จะเกิดกรณีสวมสิทธิกันในโอกาสที่มันไม่สามารถเป็นไปตาม ครอพ (Crop) ที่รัฐบาลได้ประกาศในโครงการรับจํานําเหล่านั้นได้ ดิฉันอยากจะกราบเรียนว่า ดิฉันรู้สึกตระหนักดีนะคะว่ารัฐบาลต้องทราบถึงปฏิทินของพืชเกษตร ไม่ต้องทําให้พี่น้อง ประชาชนเดือดร้อนนะคะ เพราะอีกไม่นานประเทศเราก็จะเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน และเชื่อเป็นอย่างยิ่งนะคะว่า สินค้าทางการเกษตรจะเป็นตัวเดียวกันท่าน ไม่ว่าจะเป็นข้าว เป็นข้าวโพด เป็นมันสําปะหลังจะต้องหลั่งไหลเข้ามา ถ้าเราไม่สามารถแก้ไขปัญหาในบ้านเมือง ของเราเองได้แล้ว ถ้าเข้าสู่วันนั้นวิกฤติมันจะเกิดขึ้นนะคะ รู้สึกเป็นห่วงจริง ๆ ดิฉันอยาก จะกราบเรียนว่าเราช่วยกันนะคะ เพราะว่าพี่น้องเกษตรกรถ้าเขาเดือดร้อน โดยเฉพาะตอนนี้ เป็นช่วงที่จะต้องจ่ายเงินค่าเทอมลูกด้วย ก็อยากจะให้พวกเราทุกคน ณ ที่นี้ในฐานะเป็น ผู้แทนราษฎรได้ตระหนักถึงพี่น้องเกษตรกรด้วยค่ะ กราบขอบพระคุณค่ะ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ท่านดอกเตอร์ปลอดประสพครับ

นายปลอดประสพ สุรัสวดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยี

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพอย่างสูง กระผม ปลอดประสพ สุรัสวดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี แต่ที่ผมจะตอบนี้เป็นเรื่องของน้ํานะครับ กระผมขอใช้เวลาเพียงสัก ๒ นาทีเท่านั้นเอง สําหรับตอบท่านเพื่อน ๆ ฝ่ายค้าน ๓ ท่านนะครับ

ท่านแรกท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรที่ท่านกรุณาถามเมื่อเวลา ๑๑.๔๐ นาฬิกา ท่านได้บอกว่าเงินกู้ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้น รัฐบาลควรเปิดโอกาสให้มีการ ตรวจสอบการใช้เงินกู้ดังกล่าว กระผมขอบพระคุณท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร เป็นอย่างสูงนะครับ กระผมในฐานะที่ต้องดูแลเงินยอดนี้มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งและเมื่อไร ผมต้องการท่านผมก็จะกราบเรียนท่านด้วยซ้ําไปนะครับ ก็ขอบคุณไว้ล่วงหน้าครับ

ท่านที่ ๒ ท่านพุทธิพงษ์ถามเมื่อเวลา ๑๗.๒๐ นาฬิกา ท่านบอกว่าเอาเงินไป ให้เปล่ากับภาคอุตสาหกรรม และประชาชนที่ถูกน้ําท่วมเหมือนกันรัฐบาลช่วยเหลืออะไร ผมอยากเรียนอย่างนี้ครับ ก็คือช่วยทั้งอุตสาหกรรม ช่วยทั้งประชาชน ช่วยทั้งเกษตรกรรม แต่ผมจะตอบแบบตรง ๆ กับท่าน เรื่องนี้มันเป็นเรื่องของแนวคิดที่เรียกว่าโพรเทคชัน (Protection) เป็นการสร้างเขื่อนเพื่อไม่ให้น้ําท่วม เราช่วยภาคอุตสาหกรรม แล้วก็ช่วยชาวบ้าน ในแบบเดียวกันเลยนะครับ รัฐมนตรีชัชชาติอธิบายแล้วว่ายกถนนขึ้นสูงเป็นเขื่อน รัฐบาลใช้เงิน ๑๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ยกถนนจํานวนหลายสิบสายให้สูงขึ้นเพื่อป้องกันน้ําท่วม บ้านประชาชนที่อยู่ในบล็อก (Block) ของถนนนั้นนะครับ ผมได้ย้ําว่านี่เป็นแนวคิดเขื่อน แนวคิดของโพรเทคชัน เมื่อท่านถามแบบนี้ ผมก็ตอบแบบตรง ๆ กับท่านเลย ถาม ก ก็ถาม ก เพราะฉะนั้นตอบก็คือว่าช่วยประชาชน เหมือนภาคอุตสาหกรรมทุกอย่าง ทีนี้ท่านถามบอกว่าให้ภาคอุตสาหกรรมมันเป็นเงินภาษี อากรของประชาชนก็ใช่ครับ เพราะเงินภาษีอากรประชาชนละครับถึงไปช่วภาคอุตสาหกรรม เพราะภาคอุตสาหกรรมนี่มันเป็นการผลิตเพื่อส่งออกก็ทําให้รายได้สูงขึ้น แล้วก็น้ําท่วมไป คราวที่แล้วประชาชน ๑๐๐,๐๐๐ กว่าคนไม่มีงานทํา เพราะฉะนั้นจึงไปช่วย แต่ว่าก็ช่วยด้วย ความระมัดระวังมาก เพราะว่าเราไปสัญญาตอนนั้นว่าอยากเห็นการฟื้นฟูนิคมอย่างรวดเร็ว ทางภาคอุตสาหกรรมก็เข้าใจดีแล้วก็ใจป้ํา ก็สร้างเขื่อนทันที ก็ใช้เงินไป ๕,๐๐๐ กว่าล้านบาท เราก็สัญญาว่าจะออกให้ประมาณ ๒ ใน ๓ เวลานี้ทางเอกชนก็บอก โอเค ถึงเวลาแล้ว เพราะรัฐบาลกู้เงินแล้ว ก็ขอสตางค์มา ด้วยความที่ผมเป็นคนขี้เหนียวนะครับ ก็เลยบอกว่า คํานวณเสียใหม่ให้มันชัดเจนนะครับ ในการคํานวณครั้งแรกก็ทุ่มเงินไป ๓๐๐ ล้านบาท ทีนี้เนื่องจากว่าทั้ง ๗ แห่งทําก่อสร้างคนละบริษัท ออกแบบกันคนละที ความสูงต่ําของพื้นที่ ไม่เท่ากัน สภาพดินไม่เท่ากัน เพราะฉะนั้นยูนิตคอร์ส (Unit cost) จึงไม่เท่ากัน เนื่องจากเรา เป็นข้าราชการเราเป็นรัฐบาล บางทีก็ต้องยืนบนกฎระเบียบพอควร ก็เลยไปขอร้องเขาว่า คํานวณให้มันอยู่ในกรอบที่เป็นมาตรฐานมากที่สุดเท่าที่จะทําได้ เพราะฉะนั้นก็อยากเรียน ผ่านท่านประธานสภา แล้วก็ในภาคอุตสาหกรรมท่านอย่าได้กังวลนะครับ ตอนนี้ท่านสร้าง ด้วยเงินของท่านสร้างไปก่อนนะครับ สัญญาอย่างไรให้แน่นอน เพราะฉะนั้นก็เอาเป็นว่า ภาคอุตสาหกรรมจะได้รับการปกป้องจากรัฐบาล เท่า ๆ กับประชาชนก็ได้รับการปกป้อง จากรัฐบาล ในวิธีคิดเหมือนกันในเงินก้อนเดียวกันนะครับ ก็ขอให้เกิดความสบายใจ

ท่านที่ ๓ ท่านสุกิจ ถามเมื่อเวลา ๑๗.๓๕ นาฬิกา ว่ากู้เงินเกี่ยวกับการจัดการน้ํา ไปดําเนินการที่ไม่ปกติ ใช้วิธีพิเศษ ผมอยากกราบเรียนท่านสุกิจด้วยความเคารพนะครับ ผมว่าท่านพูดเรื่อยนะครับ ผมยังไม่ได้อนุมัติใครให้ใช้วิธีพิเศษเงินกู้นี้แม้แต่คนเดียว เอาไว้ ผมอนุมัติเมื่อไรผมจะบอกท่านนะครับ

สําหรับท่านนันทนา ท่านไม่ถามผมนะครับ ท่านไปถามเรื่องเกษตร บังเอิญ ผมตอบได้ เพราะอยู่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มานานนะครับ แต่ผมไม่กล้าตอบตอนนี้ครับ ผมจะตอบเรื่องน้ําอย่างเดียวก็แล้วกันนะครับ ขอบพระคุณมากครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ต่อไปอีก ๕ ท่าน มีท่านมานะ โลหะวณิชย์ แล้วก็ท่านยุพราช บัวอินทร์ แล้วท่านเยาวนิตย์ เพียงเกษ ท่านอนุรักษ์ บุญศล ท่านจักรัตน์ พั้วช่วย เชิญท่าน มานะ โลหะวณิชย์

นายมานะ โลหะวณิชย์ ชัยภูมิ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายมานะ โลหะวณิชย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชัยภูมิ พรรคเพื่อไทย ซึ่งวันนี้ก็ได้พิจารณาเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๖ กระผมก็ขอสนับสนุนและเห็นด้วยกับทางรัฐบาลที่ได้จัดตั้งงบประมาณรายจ่าย ประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๖ ด้วยเม็ดเงินงบประมาณถึง ๒.๔ ล้านล้านบาท ซึ่งก็เป็น งบประมาณที่มากกว่าปีที่แล้วเพียง ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่งบขาดดุลก็น้อยกว่าปีที่แล้วถึง ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็นี่ล่ะครับ ถือว่าเป็นความพยายามของรัฐบาลที่จะทําให้ประเทศไทยนั้น เดินได้ ซึ่งใครเข้ามาเป็นรัฐบาลในขณะนี้ยุคนี้อย่างไรก็แล้วแต่ก็จําเป็นครับที่จะต้องทํา งบประมาณขาดดุล เพราะอะไรครับ เพราะว่าการเมืองไทยมีอุบัติเหตุมาตั้งแต่ถูกยึดอํานาจปฏิวัติ นั่นเอง จะเห็นว่าความตั้งใจของนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ก็พยายามที่จะกระเบียดกระเสียร เม็ดเงินงบประมาณให้เกิดประโยชน์กับประเทศให้ได้มากที่สุด อันนี้เป็นความตั้งใจ ท่านประธานครับ สําหรับงบประมาณ ปี ๒๕๕๖ กระผมขอตั้งข้อสังเกตให้กับรัฐบาลและ คณะกรรมาธิการงบประมาณที่จะจัดตั้งขึ้นหลังจากรับหลักการในวาระแรกแล้วนะครับ ได้ศึกษาและพิจารณาหาแนวทางแก้ไขบ้างเล็กน้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งงบลงทุน งบลงทุน ปี ๒๕๕๖ เป็นงบลงทุนประมาณ ๔๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ในส่วนตัวของผมนั้นก็อยากให้ ทางรัฐบาลและคณะกรรมาธิการที่ปรับลดงบประมาณได้พิจารณาและคํานึงถึงผลประโยชน์ ในการลงทุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางกระทรวงต่าง ๆ ที่จะทําให้ก่อเกิดรายได้ให้กับประเทศ อย่างเช่นกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้รับจัดสรรเม็ดเงินงบประมาณ ซึ่งเหลือจาก การลงทุนเพียง ๑,๐๐๐ กว่าล้านบาท ซึ่งงบ ๑,๐๐๐ กว่าล้านบาทนี้มันก็อาจจะไม่เพียงพอ แต่รายรับของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาก็สามารถที่จะเอาเป็นรายรับให้กับประเทศ อย่างน้อยปีละหลายแสนล้านบาท ในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เมื่อเช้านี้ผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรก็ได้ตําหนิ ติติงเกี่ยวกับเรื่องกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ถูกปรับลด แต่ท่านไม่ได้สังเกตหรือครับ เมื่อเช้านี้ ทางรัฐมนตรีทั้ง ๒ กระทรวงนั่งติดกันเลย เขามีการคุยกัน มีการพูดถึง แล้ววิธีการแก้ไขมันต้อง แก้ไขแบบบูรณาการ อย่างเช่นงบประมาณของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก็ได้เป็นเงินลงทุน ประมาณ ๑๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท และส่วนของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ก็มีเพิ่มขึ้น ซึ่ง ๒ กระทรวงนี้ถือว่าเป็น ๒ กระทรวงหลักที่จะต้องดูแลให้กับพี่น้องเกษตรกร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ของผมนี่ล่ะครับ เป็นพื้นที่ต้นน้ํา เป็นพื้นที่ต้นน้ําที่หล่อเลี้ยง พี่น้องประชาชนคนอีสานในภาคอีสาน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งก็มีลําน้ําหลัก ลําน้ําสาขา ไม่ว่าลําน้ําชี ลําน้ําเจา ลําน้ําเจียง ซึ่งโดยเฉพาะอย่างยิ่งลําสะพุงพี่น้องประชาชนได้เรียกร้อง ของบประมาณมาหลายยุคหลายสมัยก็ยังไม่สําเร็จ แต่เมื่อเดือนที่แล้วโชคดีครับ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ท่านรัฐมนตรีปรีชาได้ลงไป สํารวจตรวจสอบดูพื้นที่ ถ้าเกี่ยวกับขอใช้พื้นที่ของกรมอุทยานสัตว์ป่าและพันธุ์พืชนะครับ ถ้าได้อนุมัติในพื้นที่อันนี้ก็จะเกิดประโยชน์ในการสร้างอ่างเก็บน้ําลําสะพุง ซึ่งจะใช้เม็ดเงิน งบประมาณถึง ๒,๕๐๐ ล้านบาทในส่วนต่อไปเกี่ยวกับเรื่องใช้งบประมาณขุดลอกลําน้ําชี มาดูงบของกรมเจ้าท่าก็น้อยนิดไม่สามารถที่จะพัฒนาทั้งประเทศได้ เพราะมีงบลงทุนเพียง ๔๐๐ กว่าล้านบาทเท่านั้นเอง อันนี้จะขอฝากท่านประธานผ่านไปยังรัฐมนตรีเกี่ยวกับเรื่อง การขุดลอกลําน้ําชี ซึ่งเป็นปัญหาอุปสรรคมากมาย

อีกส่วนหนึ่งครับ เรื่องของไฟฟ้าเพื่อการเกษตร ก็อยากให้ทางรัฐบาลได้จัด งบประมาณเกี่ยวกับการขยายไฟฟ้าเพื่อการเกษตร เพื่อเป็นประโยชน์สําหรับพี่น้องเกษตรกร เพราะว่าน้ํามันโลกมันก็แพง

ในส่วนสุดท้ายครับ การประปาส่วนภูมิภาคก็ค่อนข้างได้รับเงินงบประมาณ ลงทุนน้อยนิด จากปีที่แล้ว ๔,๐๐๐ กว่าล้านบาท แต่ปีนี้เหลือแค่ ๒,๐๐๐ กว่าล้านบาท โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตของท่านประธานเองก็เช่นกันนะครับ ขอประปาส่วนภูมิภาคที่ ส.ส. พรเพ็ญดูแล แล้วก็ของผมในพื้นที่ของอําเภอภักดีชุมพลก็ขอกันมาหลายรัฐบาลแล้ว ก็ยังไม่ได้รับการตอบสนองตรงนี้

สุดท้ายครับ งบประมาณของสํานักงานตํารวจแห่งชาติ อันนี้ต้องขอชื่นชมกับ ท่านรองนายกรัฐมนตรี ร้อยตํารวจเอก ดอกเตอร์เฉลิม อยู่บํารุง ที่ท่านได้บริหารจัดสรร งบประมาณและมีผลงานอย่างเต็มที่ ปี ๒๕๕๕ ๗.๗ หมื่นล้านบาท แล้วก็สามารถที่ผลิต หมวดใหม่ออกมาเกือบ ๒๐,๐๐๐ คน เดี๋ยวนี้พี่น้องประชาชนมีความสุขครับ เพราะว่าหมวดใหม่ มีการแอคทีฟ (Active) เหลือเกินว่าดูแลพี่น้องอย่างทั่วถึงนะครับ ขยันครับ ตื่นขึ้นมา ก็เห็นหมวดใหม่ออกมาดูแลพี่น้อง และโดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหายาเสพติดก็สามารถ ที่จะดําเนินการได้อย่างชัดเจน ซึ่งงบประมาณปี ๒๕๕๖ สํานักงานตํารวจแห่งชาติก็ได้รับ ปรับเพิ่มขึ้นแค่ ๖,๐๐๐ กว่าล้านบาท ก็อาจจะยังไม่เพียงพอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางรัฐมนตรี ท่านก็คงจะทราบนะครับว่านายร้อยสํารองที่สอบผ่านการคัดเลือกก็ยังไม่ได้รับบรรจุ ทั้งประเทศ รออีก ๘๐๐ กว่าท่านก็ขอฝากท่านรองนายกรัฐมนตรีเฉลิม อยู่บํารุง ด้วยนะครับ ขอบคุณครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านมีเอกสารด้วยหรือเปล่า ส่งมาที่ประธานเลยนะครับ เดี๋ยวจะฝากทีเดียวเลยครับ เชิญ ท่านยุพราช บัวอินทร์ ครับ

นายยุพราช บัวอินทร์ เพชรบูรณ์ 🔗

ท่านประธานที่เคารพ ผม ยุพราช บัวอินทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเพชรบูรณ์ พรรคประชาธิปัตย์ ขออนุญาต อภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๖ ซึ่งรัฐบาลได้กําหนดวงเงินในการบริหารราชการแผ่นดินไว้ที่ ๒.๔ ล้านล้านบาท รายได้สุทธิ ที่คาดว่าจะเก็บได้อีก ๒.๑ ล้านล้านบาท และแน่นอนครับ อีก ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้น รัฐบาลกู้ มีท่านสมาชิกหลายคนที่ได้อภิปรายต่อที่ประชุมว่ารัฐบาลนี้ ปี ๒๕๕๖ กู้ลดลง จากปี ๒๕๕๕ แต่พี่น้องประชาชนทราบดีครับว่ารัฐบาลเพิ่งจะกู้ ๑.๒ แสนล้านบาท และ ๓.๕ แสนล้านบาท เมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ท่านประธานที่เคารพครับ พี่น้องประชาชนหลาย พื้นที่หลายภาคส่วนได้มีเสียงสะท้อนต่อรัฐบาลนี้ว่ารัฐบาลนี้เก่งแต่กู้ กู้มาโกง ซึ่งผมไม่เห็นด้วย ท่านประธาน กู้มาโกงผมไม่เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง เพราะการที่จะแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลกู้มาโกงนั้น ต้องมีกระบวนการพิสูจน์กันในขั้นตอนต่อไป แต่เรื่องเก่งแต่กู้พี่น้องประชาชนคงทราบดี ท่านประธานที่เคารพครับ เศรษฐกิจ ปี ๒๕๕๖ คาดว่าจะขยายตัวประมาณ ๔-๕ เปอร์เซ็นต์ อัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ประมาณร้อยละ ๓.๘ ปัจจัยในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจนั้นก็อยู่ที่ดีมานด์ ของประชาชนในประเทศ ท่านประธานครับ นี่คือการวิเคราะห์ทางเศรษฐกิจจากนักเศรษฐศาสตร์ บางสํานักเท่านั้น ซึ่งเศรษฐกิจประเทศไทยนั้นมีเรื่องที่ละเอียดอ่อนซึ่งเป็นปัจจัยสําคัญมาก ๆ นั่นก็คือปัจจัยทางด้านการเมืองที่จะส่งผลโดยตรงต่อภาวะเศรษฐกิจของประเทศไทย ท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้งบประมาณแผ่นดินมิได้สะท้อนถึงยุทธศาสตร์ว่ารัฐบาลจะนํา ประเทศไทยไปสู่จุดไหน วันนี้ยุทธศาสตร์ของปี ๒๕๕๖ ท่านเหมือนเดิมครับ มีอยู่ ๘ ข้อ เหมือนปีที่แล้ว ท่านประธานครับ นี่แสดงให้เห็นถึงภูมิปัญญาของรัฐบาลชุดนี้ นี่แสดงให้เห็น ถึงระดับมันสมองของผู้นําของเรา ท่านประธานที่เคารพครับ ผมมิได้คัดค้านนะครับว่า ยุทธศาสตร์ ๘ ข้อหลักท่านคงไว้ ผมไม่ได้ติดใจ แต่ที่ผ่านมาปี ๒๕๕๔ ประเทศไทยของเรา เจอกับวิกฤติปัญหามหาอุทกภัยครั้งใหญ่ ปีนี้พี่น้องประชาชนพบกับวิกฤติปัญหาสินค้า อุปโภคบริโภคราคาแพง ข้าวของราคาแพงทั้งแผ่นดิน พี่น้องเกษตรกรพบกับปัญหาราคา สินค้าเกษตรตกต่ําทั้งประเทศ ท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้รัฐบาลดําเนินงานมาเป็น ระยะเวลาเกือบ ๑ ปี ผลงานที่ชัดเจนของท่านมากที่สุดที่ท่านทุ่มเทมากที่สุด พี่น้องประชาชน ทราบทั้งประเทศว่านั่นคือผลงานในการผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้งบประมาณกระทรวงเกษตรและสหกรณ์นั้นท่านจัดไว้ที่ ๗๓,๐๐๐ ล้านบาทเศษ ยุทธศาสตร์ไม่เห็นเป็นเด่นชัดครับ จับต้องไม่ได้ ที่ผ่านมาเราจะเห็นได้จากรัฐบาลนี้แก้ไข ปัญหาสินค้าเกษตรไปวัน ๆ แก้ไขปัญหาสินค้าเกษตรไปเฉพาะหน้า ท่านประธานครับ สังเกตได้จากราคามันสําปะหลังตกต่ํา พี่น้องเกษตรกรชาวไร่มันสําปะหลัง ก็นํามันสําปะหลังมาเทที่หน้าสภาผู้แทนราษฎร ราคาสับปะรดตกต่ํา พี่น้องชาวไร่สับปะรด ก็เทที่ถนนเพชรเกษม ท่านประธานที่เคารพครับ แล้วรัฐบาลก็ออกมารับปากและแก้ปัญหา ไปวัน ๆ ภาคเกษตรเราต้องมีเกษตรที่เข้มแข็ง เราต่างไม่อยากเห็นมันสําปะหลังมาเท สับปะรดมาเท โดยเฉพาะผมเองแล้วผมไม่อยากเห็นพี่น้องเกษตรกรชาวไร่ข้าวโพดบ้านผม จะต้องนําข้าวโพดมาเททิ้งที่ศาลากลางจังหวัดเพชรบูรณ์ จะต้องนําข้าวโพดมาเททิ้งที่สี่แยกราหุล เหมือนที่เกิดขึ้นมาในอดีต ท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้รัฐบาลต้องทําให้เกษตรกรไทยนั้น เข้มแข็ง เกษตรกรประกอบอาชีพแล้วมีกําไร ทําอย่างมีระบบโดยไม่มีการทุจริต เมื่อ ๒-๓ ปี ที่ผ่านมา พี่น้องประชาชนชาวไร่ข้าวโพดบ้านผมจังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งเป็นแหล่งเพาะปลูก ข้าวโพดที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย พี่น้องประชาชนบอกกับผมว่าเฮ็ดข้าวโพดมีกําไร ได้รถไถ จอดใต้ลานบ้าน ท่านประธานครับ นั่นแปลว่าปลูกข้าวโพดแล้วมีกําไร พี่น้องชาวไร่ข้าวโพด ซื้อรถไถมาจอดใต้ถุนบ้าน รถไถคันเล็ก ๆ เกือบจะทุกหลังคาเรือน แต่วันนี้ราคาข้าวโพด แม้จะดีอยู่แล้วตามกลไกตลาด รัฐบาลไม่ได้ช่วยเลยครับ เหงื่อสักหยดเดียวก็ไม่ได้ช่วยพี่น้อง เกษตรกรชาวไร่ข้าวโพด แถมยกเลิกนโยบายดี ๆ ในการประกันความเสี่ยงให้พี่น้องเกษตรกรอีก ท่านประธานครับ ท่านยกเลิกนโยบายประกันรายได้ข้าวโพดเป็นการตอบแทนทุกคะแนน เสียงที่เลือกท่านเข้ามา ชาวไร่ข้าวโพดจังหวัดเพชรบูรณ์หลายแสนคน และผมเชื่อว่าชาวไร่ ข้าวโพดในภาคเหนือและภาคอีสานหลายล้านคนที่เลือกพรรคเพื่อไทยมาบริหารราชการ แผ่นดิน แต่ท่านตอบแทนพี่น้องประชาชนที่เลือกท่านมาอย่างนี้หรือครับ ท่านตอบแทน ผู้ที่มีพระคุณกับท่านทางการเมืองอย่างนี้หรือครับ อย่างนี้ที่บ้านผมจังหวัดเพชรบูรณ์เรียกว่า เนรคุณ ประธานที่เคารพครับ อะไรเกิดขึ้นกับพี่น้องเกษตรกร

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านครับ ขอให้ถอนคําว่าเนรคุณ แล้วกันนะครับ คือท่านก็ใช้คําว่าตอบแทน ไปแล้วก็ขอให้ถอนนะครับ

นายยุพราช บัวอินทร์ เพชรบูรณ์

ท่านประธานครับ ผมขอถอนคําว่า รัฐบาลเนรคุณต่อพี่น้องเกษตรกรชาวไร่ข้าวโพด ท่านประธานครับ อะไรเกิดขึ้นกับเกษตรกร วันนี้ครับ ปุ๋ยราคาแพง ยาฆ่าแมลงราคาแพง

(จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เดี๋ยวครับ เชิญผู้ประท้วงครับ

จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สุรินทร์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ จริง ๆ แล้วไม่อยากจะประท้วงเนื่องจากท่านประธานได้ให้ถอนไปแล้ว

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

อย่างนั้น ท่านนั่งลงครับ เดี๋ยวจะได้พูดต่อ ถ้าไม่ประท้วงครับ

จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สุรินทร์

เดี๋ยวนิดเดียวครับท่านประธาน เพียงแต่ว่าวันนี้เราอภิปรายเรื่องงบประมาณ แต่ผู้อภิปรายเมื่อกี้นี้ส่วนมากไปเรื่องอื่นเสียมากกว่า แต่ก็ไม่อยากจะพูด แต่อย่างน้อยที่สุด คําว่ารัฐบาลเนรคุณประชาชน มันไม่ดีครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

คือท่าน ถอนไปแล้ว เชิญนั่งลงเถอะครับ เชิญท่านยุพราชต่อครับ

นายยุพราช บัวอินทร์ เพชรบูรณ์

ขอบพระคุณท่านประธานครับ วันนี้ ปุ๋ยราคาแพง ยาฆ่าแมลงราคาแพง วิธีการแก้ไขปัญหาของท่าน ท่านจะออกบัตรเครดิต ให้พี่น้องเกษตรกรนี่ไม่ใช่วิธีการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน วันนี้รัฐบาลต้องออกมายืนแถวหน้า ต้องออกมาแสดงถึงความรับผิดชอบและความกล้าหาญชาญชัยของท่านในการที่จะแก้ไข ปัญหาปุ๋ย ยาราคาแพง ราคาน้ํามันแพง ไฟฟ้าเกษตรท่านยกเลิก ท่านประธานที่เคารพครับ ทั้งนี้ยังไม่รวมค่าครองชีพของพี่น้องเกษตรกรซึ่งแพงขึ้น สรุปว่าวันนี้รัฐบาลมีนโยบาย มีงบประมาณอยู่ในมือ แต่ขาดยุทธศาสตร์ที่ดีพอ จนวันนี้มีเสียงสะท้อนว่าท่านหลอกคนจน อุ้มคนรวย ท่านประธานครับ วันนี้ใครที่ท่านอุ้ม พี่น้องประชาชนเข้าใจว่าท่านอุ้มบุคคล เหล่านี้ ๑. พ่อค้าคนกลาง ๒. เจ้าของโรงสี ๓. เจ้าของลานมัน ๔. บริษัทน้ํามัน และ ๕. นักการเมืองที่เอื้อผลประโยชน์ ท่านประธานที่เคารพครับ จะขอสรุปแล้วครับ แล้วคนจน ถูกหลอกอย่างไร วันนี้ผู้ใช้แรงงานถูกหลอกทั้งประเทศว่าจะได้รับค่าแรง ๓๐๐ บาทและทําทันที แต่ก็เป็นปาหี่ทางการเมืองครับ ได้รับเพียงบางจังหวัด แต่ผลกระทบจากสินค้าอุปโภค บริโภค ที่ขึ้นจากนโยบายนี้พี่น้องได้รับผลกระทบทั่วประเทศ ถูกหลอกว่าของแพงทั้งแผ่นดินคิดไปเองอีก ค่าไฟฟ้ากําลังจะขึ้น ปัญหาที่ดินทํากินงบปี ๒๕๕๖ ก็เพิ่มมาจากงบปี ๒๕๕๕ อีก ๑,๑๐๐ ล้านบาท เป็น ๕,๓๙๕ ล้านบาท แต่ที่ดินทํากินของพี่น้องประชาชนที่มีปัญหาที่อําเภอน้ําหนาว อําเภอหล่มสัก อําเภอหล่มเก่า จังหวัดเพชรบูรณ์ ยังไม่ได้รับการแก้ไขเหมือนเดิม ท่านประธานที่เคารพ วันนี้ผมขอสรุปอย่างนี้ครับว่าวันนี้ผมอยากให้รัฐบาลพึงระลึกไว้ว่า การที่อ้อมแขนของท่านกําลังโอบอุ้มคนรวยอยู่นั้น กําลังโอบอุ้มนายทุนอยู่นั้นส้นเท้า ของท่านก็กําลังเหยียบขยี้หัวใจของพี่น้องคนจนอยู่เช่นเดียวกัน ขอบพระคุณครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญท่านเยาวนิตย์ เพียงเกษ ครับ

นางเยาวนิตย์ เพียงเกษ บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางเยาวนิตย์ เพียงเกษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ดิฉันขอมีส่วนร่วม ในการที่จะได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับงบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๖ นี้ ซึ่งงบประมาณรายจ่ายประจําปีในปีนี้ก็มีงบถึง ๒.๔ ล้านล้านบาท ซึ่งก็ได้เพิ่มจากปีที่แล้ว ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าคิดเป็นเปอร์เซ็นต์แล้วก็ ๐.๘ เปอร์เซ็นต์ สําหรับวงเงินงบประมาณ คิดเป็นสัดส่วนแล้วร้อยละ ๑๙.๑ ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ทั้งนี้การจัดสรร งบประมาณก็เพื่อให้ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานอื่น ๆ ได้ไปจัดทํางบประมาณ แล้วก็ได้มีหลักในการที่จะใช้จ่ายเงินของแผ่นดินนะคะ เพราะว่าถ้ามีพระราชบัญญัติฉบับนี้ ก็จะเป็นแนวทางซึ่งจะสามารถดําเนินนโยบายของรัฐบาลให้ประสบความสําเร็จได้ด้วยนะคะ ท่านประธานคะรัฐบาลนี้ได้วางยุทธศาสตร์ในการจัดสรรงบประมาณไว้ถึง ๘ ยุทธศาสตร์ แล้วก็มีอีก ๑ รายการที่เป็นรายการดําเนินการภาครัฐ แล้วก็เพื่อให้ส่วนราชการและ รัฐวิสาหกิจใช้เป็นกรอบในการจัดทํางบประมาณ การที่วางยุทธศาสตร์แบบนี้ก็มีความจําเป็น อย่างยิ่ง สําหรับเวลาที่สั้น ๆ ดิฉันก็ไม่สามารถที่จะพูดได้ว่ายุทธศาสตร์ทั้ง ๘ ยุทธศาสตร์ มีความสําคัญทั้งนั้น แต่ว่าก็ขอพูดเพียงยุทธศาสตร์เดียวนะคะ ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์ที่ใช้เงิน จํานวนมากที่สุด นั่นก็คือร้อยละ ๒๖.๑ ท่านอาจจะสงสัยว่ายุทธศาสตร์ที่เท่าไรที่ใช้เงินมากที่สุด เพราะว่าใช้มากที่สุด คือ ๒๖.๑ เปอร์เซ็นต์ เป็นจํานวนเงินถึง ๖๒๕,๔๔๓ ล้านบาทเศษ ทั้งนี้ยุทธศาสตร์ที่ ๔ เกี่ยวกับเรื่องอะไรกันแน่ ถึงได้มีความสําคัญถึงขนาดนี้ ใช้เงินจํานวนมาก ถึงขนาดนี้ ก็คือยุทธศาสตร์ด้านการศึกษา คุณธรรมจริยธรรม คุณภาพชีวิต และความเท่าเทียมกัน ในสังคม ซึ่งยุทธศาสตร์นี้ก็ได้มีส่วนในการทําให้คนไทยเรามีคุณธรรมจริยธรรม จิตสํานึก และได้จัดสรรงบประมาณในส่วนนี้หลายข้อเหมือนกัน ได้จัดสรรไปเป็นหลายข้อ ซึ่งมีทั้งการ สนับสนุนการจัดการศึกษาตั้งแต่ปฐมวัยจนจบการศึกษาขั้นพื้นฐาน แล้วก็การกระจายโอกาส ทางการศึกษา ซึ่งก็ไม่สามารถพูดได้หมดนะคะ เพราะฉะนั้นก็อยากจะพูดในส่วนที่เป็น ยุทธศาสตร์ ข้อ ๔.๕ เป็นเรื่องการอนุรักษ์ส่งเสริมและพัฒนาศาสนาศิลปะและวัฒนธรรม ซึ่งจัดสรรเงินจํานวน ๙,๐๐๐ กว่าล้านบาท ในส่วนนี้รัฐบาลก็ได้วางแผนงานที่จะใช้งบประมาณอย่างเป็นรูปธรรมมาก คือมีการสนับสนุน การจัดการเรียนการสอนของศูนย์พระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ให้แก่เด็กและเยาวชน เป็นรูปธรรมจริง ๆ นะคะ เด็กถึง ๘๐๐,๐๐๐ กว่าคน แล้วก็จัดกิจกรรมพุทธชยันตี ๒๖๐๐ ปี แห่งการตรัสรู้แล้วก็สนับสนุนศาสนาอื่นด้วย เช่นศาสนาอิสลามก็ได้จัดให้มีการอบรม ด้านศาสนาเหมือนกัน แล้วก็สนับสนุนให้คนไทยสืบสานภูมิปัญญาวัฒนธรรมท้องถิ่น สนับสนุนเครือข่ายสภาวัฒนธรรมทุกระดับ ซึ่งดิฉันเห็นดีเพราะว่าได้ไปประสบกับปัญหา ด้วยตัวเองที่จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งสภาวัฒนธรรมเชียงใหม่ก็ได้ร้องเรียนมาเหมือนกันนะคะว่า เขาไม่ได้รับการดูแล ทั้งนี้เราก็จะเห็นว่ามันมีภารกิจซึ่งเป็นรูปธรรมมากเลย ซึ่งดิฉันสนับสนุน ให้รัฐบาลได้ทําตามแผนเหล่านี้ เวลาก็สั้นนิดเดียว เพราะฉะนั้นดิฉันก็ขอสนับสนุน การจัดสรรงบประมาณของรัฐบาลในทุก ๆ ด้านแล้วก็หวังว่าในชั้นกรรมาธิการก็คงจะไม่ได้ ไปตัดทอนอะไรลงมาก โดยเฉพาะยุทธศาสตร์ที่ ๔ และ ๑๐ (๔.๕) ขอบพระคุณอย่างยิ่งค่ะ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านสมบัติ ยะสินธุ์ เชิญครับ

นายสมบัติ ยะสินธุ์ แม่ฮ่องสอน 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายสมบัติ ยะสินธุ์ ส.ส. จังหวัดแม่ฮ่องสอน พรรคประชาธิปัตย์ วันนี้พิจารณา ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๖ ผมอ่านดูแล้วว่า รัฐบาลก็มี ๘ ยุทธศาสตร์เหมือนเดิม เหมือนปี ๒๕๕๕ ในการแก้ปัญหาผมจะมาดูเรื่อง ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แสดงว่าการแก้ปัญหาของพี่น้องประชาชนในปีที่ผ่านมา แก้ปัญหาไม่ได้ ปีนี้ผมคิดว่าแก้ปัญหาไม่ได้เหมือนกัน ซึ่งงบของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลดลงไปจํานวนมาก รัฐบาลชุดนี้บอกว่ามาจากพี่น้องประชาชนคนยากคนจน แต่ท่านกลับ จัดงบประมาณน้อยลง แสดงถึงความไม่จริงใจกับพี่น้องประชาชนคนยากคนจนอย่างที่กล่าวอ้างได้ รัฐบาลลองดูนะครับ ตั้งแต่พืชผลราคาตกต่ํา เพื่อน ๆ หลายคนจะพูดว่าพืชหลายชนิดว่า ราคาตกต่ํา เราจะพูดได้ว่าตกต่ําทั้งแผ่นดินก็ได้นะครับ ราคาพืชผล ไม่ว่าราคายางพารา ภาคใต้ก็เดือดร้อนกันจาก ๑๐๐ กว่าบาทไม่ถึง ๑๐๐ บาท มันสําปะหลังจาก ๒ บาทกว่า ก็เหลือ ๑ บาทกว่า ยิ่งสับปะรดก็มีปัญหา ในส่วนของภาคเหนือตอนบนซึ่งพี่น้องประชาชน เลือกพรรคเพื่อไทยเป็นจํานวนมาก พี่น้องประชาชนบอกว่ามีนายกรัฐมนตรีคนเหนือ แล้วพืชสวนของภาคเหนือน่าจะได้ราคาดี เริ่มตั้งแต่ปี ๒๕๕๕ เราดูหอมหัวใหญ่ก็ราคาตกต่ํา รัฐบาลก็ไปแทรกแซงโดยการซื้อ ซื้อก็ช้า เกษตรกรขายไปหมดแล้วครับ เหลือแต่พ่อค้า ที่เก็บไว้แล้วก็มาขายให้กับรัฐบาล เวลาแก้ปัญหาก็แก้ปัญหาไม่ถูกจุด ต่อมาก็มีอะไรละครับ หอมแดง หอมแดงจากปีที่แล้วกิโลกรัมละ ๒๕ บาท ปีนี้เหลือ ๒๕ บาท ภาคเหนือก็มี ทางภาคอีสานก็มี ตอนนี้ยังมีปัญหากันอยู่ เวลาจัดเก็บเวลาทําก็ล่าช้าและไม่ทั่วถึง การเก็บ รักษาก็เห็นมีข่าวว่าเน่าเสียเป็นจํานวนมากทําให้รัฐบาลเสียงบประมาณโดยใช่เหตุ วิธีการ ก็ไม่ดี ลิ้นจี่ซึ่งออกจากปีที่แล้วราคาประมาณ ๒๕ บาท ปีนี้เหลือ ๑๐ บาทจากในสวนครับ มีพืชผลอีกตัวหนึ่งซึ่งเป็นพืชหลักของภาคเหนือก็คือกระเทียม จากที่รัฐบาลท่านอภิสิทธิ์ราคา ๕๐ บาท ตอนนี้เหลือ ๒๕ บาท เรื่องนี้ผมเคยถามกระทู้ถามสดแล้ว แล้วท่านนายกรัฐมนตรีก็มาตอบ จากนี้รัฐบาลยังไม่เคย ทําอะไรให้คืบหน้าเลย พี่น้องประชาชนก็ฝากให้ผมถามว่าถามแล้วถามอีกว่าจะแก้ปัญหา หอม กระเทียมราคาตกต่ํานี้ได้อย่างไร พี่น้องทางภาคเหนือฝากถามผมมาว่าทําไมเวลา ทํานโยบายรับจํานําทําไมเวลาสูตรคํานวณทําไมไม่คํานวณเหมือนราคาข้าว ข้าวเราคํานวณ ต้นทุนแล้วก็บวกกําไรแต่เวลาพืชผลที่ไปรับจํานําของพี่น้องเกษตรกรทางภาคเหนือไม่ว่า ลําไย ลิ้นจี่ หอมแดง หอมหัวใหญ่ กระเทียม ทําไมคิดราคาที่ต่ํากว่าทุน ความเหลื่อมล้ํา ในการคิดคํานวณและคิดราคาจํานําแตกต่างกัน ทางคนเหนือเขาก็น้อยใจท่านนายกรัฐมนตรี ว่าเวลาพืชผลทางภาคเหนือเราตกต่ําคิดคํานวณก็ไม่เป็นธรรมกับเขา ไม่ยุติธรรมกับเขา การทํางานเองก็ล่าช้ากว่าจะมาจํานําของภาคเกษตร ของเกษตรกรก็ไม่เหลือ เหลือแต่ของนายทุน กับของคนที่พอมีรายได้เท่านั้นเอง ราคาพืชผลราคาตกต่ําไม่พอยังเจอกับต้นทุนผลิตนี่แพง ไม่ว่าปุ๋ย ยาปราบศัตรูพืช แล้วก็น้ํามัน ค่าแรงอีก โดนทั้ง ๒ ทางนะครับ ค่าแรงแพงแล้ว มิหนําซ้ําต้องมาเผชิญกับค่าครองชีพที่สูง พี่น้องประชาชนเขาก็เลยบอกว่าราคาสินค้าเกษตร ที่ผลิตได้ถูกทั้งแผ่นดิน แต่ราคาสินค้าที่พี่น้องประชาชนต้องซื้อนั้นแพงทั้งแผ่นดิน ก็แสดงว่า พี่น้องเกษตรกรทางภาคเหนือมีรายได้ที่ต่ําลงแต่มีค่าใช้จ่ายกลับสูงขึ้น เงินในกระเป๋า ก็น้อยลง ผมอยากฝากให้ทางรัฐบาลไปดูพืชตัวนี้หลาย ๆ ตัวที่ผมเอ่ยมาจัดงบประมาณไป ดูแลหน่อยท่านทราบดีนะครับว่าพืชตัวไหนจะออกช่วงไหนท่านก็มีการเตรียมการนะครับ ทางคนภาคเหนือเขาก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่ามีนายกรัฐมนตรีภาคเหนือแล้ว พี่น้องทางภาคเหนือ จะอยู่ดีกินดีกัน แล้วผมฝากอีกเรื่องว่าในปี ๒๕๕๘ ประเทศไทยเราต้องเข้าร่วมประชาคม เศรษฐกิจอาเซียนแล้ว ผมคิดว่าผลกระทบพืชผลทางการเกษตรของภาคเหนือซึ่งมีภูมิอากาศ คล้าย ๆ กับทางประเทศจีน ทางประเทศพม่ามีผลกระทบแน่นอน ทางโน้นเขาจะมีทางต่างประเทศ ที่เขาจะมาร่วมกับเรามีค่าแรงก็ต่ําปัจจัยการผลิตเขาก็ถูกกว่าบ้านเรา ผมเองอ่านดูงบประมาณ ก็ไม่เห็นมีงบประมาณที่จะมาช่วยเหลือตรงนี้ แล้วก็มีแผนรองรับของความพร้อม ของเกษตรกรอย่างไร สุดท้ายทางภาคเหนือเราผมคิดว่าถ้าเกิดว่าเราไม่มีแผนรองรับอย่างนี้ ทางภาคเหนือผมว่าเขาจะไม่มีอาชีพที่จะทําพืชไร่กันด้วยซ้ํานะครับ และสุดท้ายเขาก็อยู่ไม่ได้ รัฐบาลก็ควรจะจัดงบประมาณแล้วมีแผนรองรับอีก ๒ ปีข้างหน้าว่าเราจะมีผลกระทบกับ การประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนนี้อย่างไรครับ ขอบคุณครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านอนุรักษ์ บุญศล ครับ

นางอนุรักษ์ บุญศล สกลนคร

ท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางอนุรักษ์ บุญศล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร พรรคเพื่อไทย ท่านประธานที่เคารพคะ งบประมาณปีนี้ ๒.๔ ล้านล้านบาท ต้องบอกว่าน้อย หลายคนบอกว่ามากมายมหาศาล ดิฉันว่าน้อย ท่านประธานคะเวลา ๕ นาทีนั้นดิฉันอยากให้ท่านประธานผ่านไปถึง ท่านรัฐมนตรี มาที่หน้า ๑๐ ค่ะ ยุทธศาสตร์ที่ ๑ ๑.๔ การบริหารจัดการน้ําอย่างบูรณาการ เงินแค่ ๔๓,๔๐๒.๔ ล้านบาทนั้น ๔๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ถือว่าน้อยมากในการจัดการบริหารน้ํา ซึ่งดิฉันดีใจมากค่ะที่มีเงินกู้ ๓.๕ แสนล้านบาทเข้ามาบริหารบูรณาการน้ําอย่างเป็นระบบ อีกครั้งหนึ่ง เพราะว่าพี่น้องอีสานบ้านดิฉันนั้นต้องบอกว่าแล้ง ๗ เดือน แล้วดิฉันเห็นการบูรณาการ จัดการน้ําอย่างเป็นระบบของนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ภาคภูมิใจมากต้องบอกว่า อย่างนั้นนะคะ แค่บอกว่าเพิ่มปริมาณการกักเก็บน้ําขยายเขตพื้นที่ชลประทานไม่น้อยกว่าเกือบ ๒๐๐,๐๐๐ ไร่ ก็ถือว่าเป็นความภาคภูมิใจ แต่แค่นี้ท่านประธานคะ ยังมีความต้องการของ พี่น้องประชาชนอีกจํานวนมหาศาลมากเลยทีเดียว ขนาดไหนคะ ดูว่าหมู่บ้านในชนบท มี ๘,๖๙๙,๗๗๘ ครัวเรือน แล้วครัวเรือนที่ทํานาทั้งประเทศมี ๔,๔๔๑,๓๑๖ ครัวเรือน คิดเป็นพี่น้องประชาชนที่ทํานาในชนบทนี้ ๕๑.๐๕ เปอร์เซ็นต์ เห็นไหมคะ แล้วทีนี้จาก ครัวเรือนในชนบท ๘,๖๙๙,๗๗๘ ครัวเรือนนี้ รับจ้างเมื่อไม่มีอาชีพก็จะกลับไปทําไร่ทํานา เช่นเดิมนั้น ๓,๑๔๒,๒๓๓ ครัวเรือน นี่พี่น้องประชาชนเห็นแก่พี่น้องเกษตรกรขนาดไหนคะ ท่านประธานคะ เป็นความภาคภูมิใจของ ส.ส. ภาคอีสานอย่างดิฉันเป็นอย่างมากเลยทีเดียว ที่การบริหารจัดการน้ําปีนี้นั้นจะมีการบริหารจัดการน้ําที่ดีตั้งแต่ต้นน้ํา กลางน้ําและปลายน้ํา ท่านประธานคะ เพราะว่าประเทศไทยมีปัญหาเรื่องน้ํา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงรับสั่งว่าให้สร้างแก้มลิงไว้เยอะ ๆ แล้วพยายามสร้างฝายเก็บกักน้ําให้เยอะที่สุด เราต้องทําเยอะ ๆ เพื่อพี่น้องประชาชน ที่ดิฉันรายงานตัวเลขที่ทํานาให้ท่านประธานผ่านไป ถึงรัฐมนตรีได้รับทราบ ประเทศจีนมีความมั่งคั่งได้ทุกวันนี้ก็คือการจัดการน้ําอย่างเป็นระบบ สิ่งเดียวที่ทําให้ประเทศจีนมีเงินเหลือในทุกวันนี้ได้เพราะเขาวางระบบน้ําไว้ เหมา เจ๋อตุง วางระบบไว้ก่อนที่จะเสียชีวิตนะคะ เขียนคัมภีร์ไว้แค่ ๒ ข้อเท่านั้น ข้อ ๑ ก็คือเหมาเจ๋อตุง ให้ผู้บริหารของประเทศวางนโยบายของประเทศเพื่อพี่น้องประชาชน ข้อ ๒ ให้สร้างเขื่อน เช่น เขื่อนสามผา หรือเขื่อนซานเสียต้าป้า หรือเขื่อนสามหุบเขา ซึ่งเป็นเขื่อนเอนกประสงค์ ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ตัวเขื่อนกว้างเกือบ ๓ กิโลเมตร เป็นอ่างเก็บน้ําที่มีความยาวกว่า ๖๔๐ กิโลเมตร สร้างเสร็จเมื่อปี ๒๕๕๒ ใช้เวลาสร้าง ๑๕ ปี แล้วก็ใช้เงินประมาณ ๗๐๐,๐๐๐-๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาท บนแม่น้ําแยงซีเกียง หลังจากที่ประเทศจีนสร้างเขื่อนสามผาหรือซานเสียต้าป้า หรือเขื่อนสามหุบเขา เสร็จในปี ๒๕๕๒ ประเทศจีนก็เหลือเงินคงคลังเยอะที่สุดในโลก ดิฉันต้องการอย่างนั้นค่ะ ท่านประธานที่เคารพคะ ต้องการฝายกักเก็บน้ําขนาดใหญ่อยู่บนลําน้ําสงคราม บ้านดิฉัน ๒๘ อําเภอ ใช้ ๔ จังหวัดค่ะ และการบริหารจัดการน้ําที่ดีบนลําน้ํายาม มีลําน้ํายาม และลําน้ําสงคราม บ้านดิฉันค่ะ ท่านประธานที่เคารพคะ หมดเวลาพอดีค่ะ ๒.๔ ล้านล้านบาท ประชาชนคาดว่าจะพัฒนาทุก ๆ ด้านผสานไสว เงินงบประมาณจะหมุนพิเศษเพื่อเศรษฐกิจไทย แล้วก้าวไกลสู่อาเซียน วนเวียนรุ่งเรือง ขอบพระคุณค่ะ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านฉัตรพันธ์ เดชกิจสุนทร หลังจากท่านฉัตรพันธ์แล้วจะเป็นท่านจักรัตน์ พั้วช่วย แล้วก็ท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงพาณิชย์จะขอตอบข้อซักถาม ข้อสังเกตของท่านสมาชิก เชิญครับ

นายฉัตรพันธ์ เดชกิจสุนทร กาญจนบุรี 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม ฉัตรพันธ์ เดชกิจสุนทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกาญจนบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ วันนี้ผมได้ฟังท่านนายกรัฐมนตรีได้อ่านแถลงประกอบ งบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๖ แล้วผมมีความเป็นห่วงอย่างยิ่งครับว่า การจัดทํางบประมาณประจําปี ๒๕๕๖ นี้ งบประมาณนั้นจะกระจายไม่ทั่วถึงไปยังพี่น้อง คนรากหญ้า คนยากคนจน คือพี่น้องเกษตรกร ซึ่งถือว่าเป็นประชากรส่วนใหญ่ในประเทศนี้ เพราะว่าเกษตรกรของเรา ๕๖.๙ เปอร์เซ็นต์นั้นยังประสบกับความยากจน ยังมีรายได้น้อย ยังมีรายได้ไม่พอกับการจับจ่ายใช้สอยในชีวิตประจําวัน ผมแปลกใจเหลือเกินครับว่ารัฐบาล ที่กล่าวอ้างเหลือเกินว่ามาจากคนรากหญ้า ที่กล่าวอ้างเหลือเกินว่ามีคนยากคนจนสนับสนุน อยู่เป็นจํานวนมาก แต่การทํางบประมาณในครั้งนี้ โดยเฉพาะเมื่อผมได้ดูในหัวข้อที่ ๑.๔ การบริหารจัดการน้ําอย่างบูรณาการโดยจัดสรรงบประมาณ จํานวน ๔๓,๔๐๒ ล้านบาทนั้น เพื่อเชื่อมโยงการบริหารจัดการโครงข่ายลุ่มน้ําอย่างเป็นระบบตั้งแต่ต้นน้ํา กลางน้ํา และปลายน้ํา ในการป้องกันอุทกภัยและแก้ไขปัญหาภัยแล้งโดยการเพิ่มปริมาณการกักเก็บน้ําขยายเขต พื้นที่ชลประทาน ผมแปลกใจมากว่างบประมาณปีที่แล้วกับปีนี้มีความแตกต่างกันประมาณ ๗,๐๐๐ กว่าล้านบาท แล้วท่านบอกว่าท่านมีนโยบายที่ใส่ใจ ที่สนใจที่จะแก้ไขให้พี่น้องประชาชน คนยากคนจน ท่านทราบไหมครับว่า ณ เวลาขณะนี้ที่เรากําลังอภิปรายงบประมาณอยู่นี้ ผมเชื่อมั่นอย่างที่สุดว่ามีคนยากคนจนหลายล้านคนที่วันนี้เขาไม่มีโอกาสล่ะครับ ที่หลายท่าน อภิปรายว่าขณะนี้เกษตรกรออกรถใหม่ ขณะนี้เกษตรกรมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น แต่ผมเชื่อ เหลือเกินว่า ณ วันนี้ ขณะนี้มีพี่น้องเกษตรกรอีกหลายคน อีกหลายล้านคนที่กําลังนั่งชมอยู่ และกําลังครุ่นคิดว่าวันนี้ในครอบครัวจะกินอะไร พรุ่งนี้จะเอาเงินรายได้ที่ไหนให้ลูกไปโรงเรียน และวันมะรืนนี้หมวกกันน็อกที่วนเวียนมาอยู่หน้าบ้านทุกวันนั้นมันบอกว่าถ้าไม่มีจ่ายร้อยละ ๒๐ จะเอาไม้มาตี จะเอามีดมาแทงถึงหน้าบ้าน เพราะอะไรครับ เพราะคนเหล่านี้ไม่มีที่ดินทํากิน เพราะพี่น้องรากหญ้า พี่น้องคนจนเหล่านี้ แม้มีที่ดินก็มีเพียงหยิบมือ แต่โชคร้าย ที่ดินของ พี่น้องเหล่านี้เขาไม่มีน้ําที่จะใช้ทํานา เขาไม่มีน้ําเพียงพอที่จะทําในการเกษตร ที่จะสร้าง รายได้ ท่านประธานครับ ผมเข้าใจดีว่าท่านนายกรัฐมนตรี ครอบครัวของท่าน ตระกูลของท่าน คงไม่เคยมีความรู้สึกว่าการที่คนไม่มีจะกินมีความรู้สึกอย่างไร การที่คนไม่รู้ว่าพรุ่งนี้จะ เอาเงินที่ไหนมาใช้จ่ายในครอบครัวนั้นทุกข์ลําเค็ญใจขนาดไหน แต่ผมทราบครับ เพราะผม ก็เป็นคนรากหญ้าคนหนึ่งเหมือนกันแล้วก็เป็นคนรากหญ้าที่ไม่เคยลืมรากหญ้าและไม่เคย เหยียบย่ําคนรากหญ้าด้วยกัน แต่วันนี้ที่จะอภิปรายเพื่อสะท้อนให้รัฐบาลได้รับฟังปัญหาได้ เหลียวหลังมาดูกลุ่มรากหญ้าที่เคยอุ้มชูท่านที่วันนี้ท่าน ส.ส. ยุพราชบอกว่าอ้อมกอดของ รัฐบาลในวันนี้เปลี่ยนไปแล้ว อ้อมกอดของท่านไปโอบอุ้มนายทุน โอบอุ้มเจ้าของโรงสี โอบอุ้มเจ้าของโรงมันสําปะหลัง ท่านประธานครับ การที่พี่น้องเหล่านี้จะได้รับการจัดสรรน้ํา อย่างเป็นธรรมและทั่วถึงนั้น ถ้ารัฐบาลคิดไม่ได้ ถ้ารัฐบาลคิดไม่เป็น ไม่ต้องทําอย่างไรครับ มีแบบแผนอยู่แล้วครับ ท่านประธานครับ ผมเรียนฝากไปยังรัฐบาลแบบแผนที่ดีที่สุดที่มีอยู่แล้ว ก็คือโครงการพระราชดําริของพระองค์ท่าน ผมเชื่ออย่างที่สุดว่าทุกโครงการพระราชดําริ ของพระองค์ท่านในเรื่องแหล่งน้ํานั้น ฝ่าพระบาทของพระองค์ท่านได้เหยียบย่างลงไปทุกพื้นที่ พระเนตรพระกรรณของท่านได้ไปเล็งเห็นมาทุกพื้นที่ ทําไมล่ะครับงบประมาณในปีนี้ ทําไมล่ะครับ รัฐบาลไม่จัดสรรให้เพียงพออย่างเหมาะสม ท่านมองข้ามตรงนี้ได้อย่างไรครับ ตรงนี้ละครับ โครงการพระราชดําริเหล่านี้ละครับที่แหล่งน้ําจะกระจายทั่วถึงให้แก่เกษตรกรผู้ด้อยโอกาส ที่จะกระจายทรัพยากรซึ่งเป็นส่วนรวมของประเทศชาติได้อย่างเป็นธรรม ถ้าคิดไม่ได้คิดใหม่ ยังมีเวลาที่จะแก้ไขและปรับปรุง ตัดทอนงบประมาณส่วนที่ไม่จําเป็นออกไป ตัดทอน งบประมาณที่ไม่เร่งด่วนออกไป ไม่ว่าจะเป็นเรื่องแท็บเล็ต (Tablet) ผมฝากท่านประธานไปยัง รัฐบาลท่านทราบไหมครับว่าแท็บเล็ตนะที่จะแจกนักเรียนชั้น ป. ๑ นะ โรงเรียนในประเทศไทย หลายพันโรงเรียนที่เด็ก ป. ๑ นั่งเรียนอยู่ห้องเดียวกับเด็ก ป. ๒ และใช้ครูคนเดียวกันนี้สอน ท่านลองคิดดูบรรยากาศสิครับ เด็ก ป. ๒ นั่งมองเด็ก ป. ๑ เล่นแท็บเล็ต คิดออกไหมครับว่า รู้สึกแบบไหน หรือว่าคิดไม่เป็น หรือไม่มีความรู้สึกใด ๆ เลยครับ ถ้าพูดง่าย ๆ ก็ไม่มีความคิด นั่นละครับ ท่านประธานครับ ตอนนี้ก็มีปัญหาอีกเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะเกษตรกรคนยากคนจน คนรากหญ้า ผมเองก็เคยมีส่วนช่วยในการเจรจา ผมไม่คิดหรอกครับว่าผมเป็น ส.ส. ฝ่ายค้าน ถ้าจะมีม็อบ (Mob) ของเกษตรกรผมจะไปยุยง ปลุกปั่น ทําให้วุ่นวาย ไม่เคยคิดหรอกครับ ผมคิดอย่างเดียวครับ ผมจะพยายามเจรจากับทางรัฐบาล จะพยายามเจรจากับกระทรวง หลายครั้งหลายหนครับที่พยายามเจรจาประนีประนอมไม่ให้เกษตรกรผู้ปลูกมันสําปะหลัง ชาวจังหวัดกาญจนบุรีต้องปิดถนนสร้างความเดือดร้อนให้แก่คนอื่น แต่ที่พี่น้องเกษตรกร ผู้ปลูกมันสําปะหลังเหล่านี้เขาต้องทําแบบนี้เพราะอะไรครับ ท่านทราบไหมครับว่า โดยเฉพาะที่จังหวัดกาญจนบุรีจังหวัดเดียว ยังไม่รวมอีกหลายสิบจังหวัดที่ปลูกมันสําปะหลัง เกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนในโครงการรับจํานํานั้นประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ ไร่ ผลผลิตก็ตก ๖๐๐,๐๐๐ ตัน ที่ได้เข้าโครงการรับจํานําจริง ๆ นั้นมีเพียงครึ่งเดียวนะครับ ประมาณ ๒๐๐,๐๐๐-๓๐๐,๐๐๐ ล้านตัน แต่ปัญหาใหญ่ในขณะนี้ ราคาที่ท่านว่าจะประกันในเดือนพฤษภาคมที่ท่านบอกว่ากิโลกรัมละ ๓.๒ บาทนั้น ไม่เป็นจริงเลยครับ ผมท้าเลย ลงไปดูเลยว่าขณะนี้เกษตรกรผู้ปลูกมันสําปะหลัง ชาวจังหวัดกาญจนบุรีที่ขายมันสําปะหลังได้ราคาจริง ๆ ขณะนี้ได้ตันละไม่เกิน ๑,๘๐๐ บาท ท้าพิสูจน์เลยครับ เพราะอะไรหรือครับ เพราะว่าที่จังหวัดกาญจนบุรีเขามีลานมันสําปะหลัง ที่เข้าโครงการเพียงลานเดียว ๑๓ อําเภอมีลานมันสําปะหลังอยู่ที่อําเภอเลาขวัญลานเดียวครับ ท่านประธานครับ เมื่อวานคณะรัฐมนตรี ครม. สัญจรได้ไปประชุมสัญจรที่จังหวัดกาญจนบุรี

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านฉัตรพันธ์ ของท่านเกินมาประมาณ ๓ นาทีครึ่งแล้ว ผมเห็นท่านดอกเตอร์สามารถส่งสัญญาณมา หลายครั้งแล้ว

นายฉัตรพันธ์ เดชกิจสุนทร กาญจนบุรี

ผมกําลังจะสรุปแล้วครับ ท่านประธานครับ ผมก็หวังว่ารัฐบาลจะได้มีการปรับปรุงงบประมาณให้มีความคุ้มค่าและ เหมาะสม ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่ารัฐบาลจะหันมองกลุ่มเกษตรกรคนยากคนจน คนรากหญ้า และยกส้นเท้าที่ถูกขยี้ออกเสียทีครับ ขอบพระคุณมากครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านจักรัตน์ ๖ นาที แล้วก็ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์จะตอบข้อซักถาม

นายจักรัตน์ พั้วช่วย เพชรบูรณ์ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม จักรัตน์ พั้วช่วย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเพชรบูรณ์ พรรคเพื่อไทย จากเอกสาร งบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๖ ที่ทางรัฐบาลได้จัดทําขึ้นเพื่อเสนอต่อสภา เพื่อพิจารณาในวงเงินงบประมาณรวม ๒,๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งมากขึ้นกว่าปี ๒๕๕๕ ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท และเป็นการจัดทํางบประมาณแบบขาดดุล จํานวนเงิน ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งน้อยกว่าปี ๒๕๕๕ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลภายใต้การนําของท่าน นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้บริหารประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีประสิทธิผล ท่านประธานที่เคารพครับ ผมได้มีโอกาสพูดคุยกับทางสํานักงบประมาณว่าถ้ารัฐบาลบริหาร ประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพก็จะสามารถจัดงบประมาณแบบสมดุลได้ในปี ๒๕๕๙ ซึ่งก็อีกไม่กี่ปีนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ ถ้าดูในรายละเอียดในภาพรวมก็ถือว่าเหมาะสม และเกือบทุกกระทรวงก็จะได้รับเงินงบประมาณเพิ่มมากขึ้น ท่านประธานที่เคารพครับ ในรายละเอียดเอกสารงบประมาณผมจะขอพูดถึงงบกลาง ซึ่งในปี ๒๕๕๖ ได้ตั้งงบกลางไว้ ที่ ๓๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ส่วนในปี ๒๕๕๕ ที่ผ่านมาได้ตั้งงบกลางไว้ที่ ๔๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท จะสังเกตเห็นได้ว่าลดลงกว่า ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ถ้ามาดูรายละเอียดของงบกลางที่ลดลง ก็เนื่องจากปลายปี ๒๕๕๔ ที่ผ่านมา ประเทศไทยได้ประสบมหาอุทกภัยทางรัฐบาลจึงได้ตั้งเงิน เยียวยาฟื้นฟูและป้องกันความเสียหายจากอุทกภัยไว้ในจํานวนเงิน ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ในปี ๒๕๕๖ ที่จะถึงนี้ ไม่ได้ตั้งเงินในจํานวนนี้ไว้จึงทําให้ภาพรวมของงบกลางลดลง ท่านประธานที่เคารพครับ แต่ในส่วนเงินสํารองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉิน ในปี ๒๕๕๖ ตั้งไว้ ที่ ๗๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นกว่าปี ๒๕๕๕ เล็กน้อย ซึ่งผมมองว่ามีความจําเป็น เป็นอย่างมาก เพราะในสถานการณ์ปัจจุบันท่านประธานจะเห็นได้ว่าโลกเราเปลี่ยนแปลง ไปอย่างชัดเจน ฤดูกาลก็ผิดเพี้ยน อย่างเช่น การเกิดมหาอุทกภัยในปีที่ผ่านมา หรือว่าการเกิดสึนามิ ในประเทศรอบ ๆ ข้าง และบ้านเราก็เคยเกิดสึนามิซึ่งสร้างความเสียหายมาแล้ว ซึ่งปัญหา เหล่านี้ในอนาคตก็จะมีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น และยากที่จะคาดการณ์ จึงจําเป็นจะต้อง มีงบประมาณในกรณีนี้ไว้ และเป็นอํานาจของทางรัฐบาลที่จะบริหารจัดการ แล้วก็มีหลายหน่วยงานที่พร้อมที่จะเข้ามา ตรวจสอบเพื่อให้ใช้เงินได้อย่างโปร่งใส ด้วยเวลาอันจํากัดครับท่านประธาน ในรายกระทรวง ที่มีความสําคัญ ผมจะขอยกตัวอย่างสัก ๑ กระทรวง ก็คือกระทรวงศึกษาธิการในปี ๒๕๕๖ ได้เงินงบประมาณเพิ่มมากขึ้น ซึ่งผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง เพราะถือว่าเป็นกระทรวง ที่เป็นรากฐานของประเทศในการพัฒนาคน สังเกตได้จากประเทศที่มีความเจริญมาก ๆ ระดับของคนในประเทศนั้น ๆ ก็จะมีความเจริญมากขึ้นตามไปด้วย ส่วนในประเทศไทย กระทรวงศึกษาธิการถือได้ว่าเป็นกระทรวงที่ได้รับเงินงบประมาณสูงสุดทุกปี และ ในปี ๒๕๕๖ ก็ได้รับเงินงบประมาณทั้งสิ้น ๔๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ซึ่งมากขึ้นกว่าปีที่แล้ว ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งผมก็มองว่ายังไม่เพียงพอ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเป็น ส.ส. จังหวัดเพชรบูรณ์ อยู่ต่างจังหวัด เวลาไปลงพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นในอําเภอหล่มสัก อําเภอหล่มเก่า อําเภอเขาค้อ หรือว่าอําเภอน้ําหนาว ก็จะเห็นถึงสภาพของโรงเรียนที่มีความชํารุดทรุดโทรม เป็นอย่างมาก ต้องการใช้เงินงบประมาณเพื่อที่จะไปปรับปรุงเป็นจํานวนมาก และสมัยนี้โลกแคบลง เทคโนโลยีก้าวล้ํานําสมัยมากขึ้น มีคนเคยกล่าวไว้ว่าเราไม่ต้องก้าวไปข้างหน้า แค่เรายืนอยู่กับที่ เราก็เหมือนถอยหลัง เพราะฉะนั้นกระทรวงศึกษาธิการจะต้องพัฒนาองค์กรและบุคลากรอยู่ ตลอดเวลา และนโยบายรัฐบาลที่แจกแท็บเล็ตให้กับนักเรียน ป. ๑ และ ม. ๑ ทุกคน ผมเห็นด้วย เป็นอย่างยิ่งเพราะนั่นคือการก้าวทันโลก และโดยเฉพาะปี ๒๕๕๘ ประเทศไทยก็จะก้าว เข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ถ้าเราไม่พัฒนาคนในประเทศเราไว้ต่อไปเราจะสู้ประเทศ ในสมาชิกไม่ได้ เราควรที่จะเป็นศูนย์กลางของประชาคมอาเซียนเพราะว่าเราได้เปรียบ ในเรื่องของภูมิศาสตร์ แต่ถ้าคุณภาพของประชากรเราด้อยกว่าก็จะเกิดการแย่งงานกัน อย่างรุนแรง เพราะว่าแรงงานสามารถที่จะโยกย้ายได้อย่างเสรี ผมจึงเป็นห่วงเรื่องการศึกษานี้ มากครับ สรุปว่าผมขอสนับสนุนงบประมาณปี ๒๕๕๖ นี้ครับ ขอบคุณมากครับ

(การประชุมดําเนินมาถึงตอนนี้ นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธาน สภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง ได้ลงจากบัลลังก์ โดยมอบให้ นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง ปฏิบัติหน้าที่แทน)
นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เชิญท่าน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ครับ ท่านธนามีอะไรครับ

นายธนา ชีรวินิจ กรุงเทพมหานคร

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม ธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ผมก็มีประเด็นที่เกี่ยวเนื่องกับท่านเหมือนกัน ถ้าจะเป็นไปได้ให้ท่านมัลลิกาแล้วก็ผม แล้วท่านรัฐมนตรีตอบทีเดียวจะประหยัดเวลาสภาด้วย ขออนุญาตเรียนถามท่านประธาน นะครับ ผมใช้เวลานิดเดียวครับ ๕ นาที

นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

ท่านประธาน ที่เคารพครับ ด้วยความเคารพท่านสมาชิกนะครับ จริง ๆ แล้วผมตั้งใจจะรวบรวมประเด็น ทั้งหมดเอาไว้ตอบในคราวเดียว อาจจะเป็นพรุ่งนี้หรือมะรืนนี้นะครับ แต่ก็จะมีประเด็น ซึ่งอยู่ในความสนใจสัก ๑ เรื่องที่ผมจะขออนุญาตใช้เวลาในขณะนี้ได้ชี้แจงย่อ ๆ เสียก่อน ส่วนประเด็นอื่น ๆ ที่ท่านสมาชิกจะได้กรุณาชี้แนะหรือว่ามีคําถามก็จะขออนุญาตรวบรวม เอาไว้แล้วก็ใช้เวลาตอบในโอกาสอื่นต่อไป

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ถ้าอย่างนั้น เชิญท่านรัฐมนตรีตอบสั้น ๆ ก่อนนะครับ

นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ 🔗

ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม บุญทรง เตริยาภิรมย์ พรรคเพื่อไทย จังหวัดเชียงใหม่ ในฐานะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ จะขออนุญาตให้ข้อมูลประกอบการชี้แจงในประเด็นที่ ท่านสมาชิกได้สอบถามไว้แล้วก็ได้อภิปรายไว้เมื่อช่วงเช้าแล้วก็ช่วงกลางวันเฉพาะในประเด็น ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของโครงการรับจํานํา ประเด็นอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับเรื่องของราคาสินค้าก็ดี โครงการใด ๆ ที่อยู่ในความดูแลของกระทรวงพาณิชย์ก็ดี ก็จะขออนุญาตรวมประเด็นเอาไว้ ชี้แจงในตอนท้ายของการอภิปราย ท่านประธานที่เคารพครับ แม้ว่าท่านสมาชิกหลายท่าน ได้อภิปราย ส่วนใหญ่แล้วจะอภิปรายในภาพกว้าง ๆ ไม่ได้ลงลึกไปถึงรายละเอียดของ ตัวงบประมาณ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นหลายเรื่องก็เกี่ยวข้องกับทางกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งทางกระทรวง รับผิดชอบเกี่ยวกับเรื่องของการแก้ไขปัญหาสินค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นที่มีการได้อภิปรายแล้วก็ให้น้ําหนักค่อนข้างมากก็คือเรื่องของ โครงการรับจํานําข้าวของรัฐบาลปัจจุบันนี้นะครับ ผมจะขออนุญาตชี้แจงโดยใช้เวลาไม่มากนัก แล้วก็จะขออนุญาตได้ใช้ข้อมูลบางประเด็น สําหรับฤดูกาลรับจํานําข้าวเปลือกของรัฐบาล ในชุดปัจจุบันคือฤดูกาลปี ๒๕๕๔/๒๕๕๕ โดยที่รัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ได้เสนอ นโยบายเรื่องของการรับจํานําก่อนที่จะเข้ารับหน้าที่บริหารประเทศ จริง ๆ แล้วเราได้ศึกษา ดูความแตกต่างของนโยบายว่าข้อมูลจากโครงการรับประกันในรัฐบาลที่ผ่านมาเทียบกับ ข้อมูลโครงการที่เราจะทําโครงการรับจํานําข้าวก็พบว่าชาวนาผู้ปลูกข้าวนั้นไม่ได้รับเงินสูงสุด จากโครงการรับประกันราคา ดังนั้นหากว่าเรามีความต้องการที่จะเพิ่มรายได้ซึ่งอันนั้นเป็น วัตถุประสงค์หลักนะครับว่าเราต้องการให้เกษตรกรมีรายได้สูงที่สุดจากผลผลิตของตนเอง ที่ผลิตออกมาได้ในแต่ละฤดูกาล จึงจะเห็นว่าวิธีการรับจํานําน่าจะเป็นวิธีการที่เหมาะสมที่สุด โดยเฉพาะพี่น้องชาวไทยประมาณ ๒๐ กว่าล้านคนก็เป็นประชากรส่วนใหญ่แล้วก็เป็น รากฐานที่สําคัญของชาติซึ่งจะต้องได้รับการดูแล ยกระดับคุณภาพชีวิตให้มีความกินดีอยู่ดี มีรายได้เพียงพอที่จะดูแลตนเองและครอบครัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกษตรกรที่ปลูกข้าว ก็ควรจะขายข้าวได้ในราคาที่สูงแล้วก็จะต้องไม่ตกเป็นเหยื่อของการเอารัดเอาเปรียบ จากพ่อค้าคนกลางแล้วก็นายทุน ขออนุญาตกราบเรียนว่าขณะนี้รัฐบาลก็สามารถยกระดับ ราคาข้าวเปลือกผ่านทางโครงการรับจํานําสําหรับข้าวนาปี ปี ๒๕๕๔/๒๕๕๕ ซึ่งราคาขณะนี้ ที่ชาวนานําเข้ามารับจํานําก็สูงเกินหลักหมื่นบาท ก็เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ข้าว ของประเทศไทยที่ชาวนาขายข้าวได้ราคาเกิน ๑๐,๐๐๐ บาทต่อเกวียน ท่านประธานที่เคารพ ตัวเลขที่จะชี้วัดของโครงการในคราวนี้จะเห็นได้จากจํานวนชาวนาที่เข้าร่วมโครงการรับจํานํา ๑.๒๗ ล้านครัวเรือน แล้วก็มีปริมาณข้าวเปลือกเข้าโครงการ ๖.๘ ล้านตัน ทั้งนี้ก็ด้วยการที่ กลุ่มพ่อค้าต่าง ๆ ก็เห็นว่าโครงการรับจํานําของรัฐบาลนั้นจะทําให้ชาวนาได้รับรายได้ที่สูงขึ้น แล้วก็ทางกลุ่มพ่อค้าก็อาจจะต้องไปจ่ายสตางค์มากขึ้น ก็มีการเข้ามาแย่งซื้อ จึงทําให้ ราคาข้าวสูงขึ้นไปตามกลไกของตลาด ฉะนั้นข้าวที่เหลือขายได้จริง ๆ ก็คงเหลือไม่มากนัก ผลลัพธ์ก็คือว่าชาวนาขายข้าวได้สูงกว่าที่มีราคาเมื่อปีที่แล้วอย่างมาก เกษตรกรก็มีรายได้ เข้ากระเป๋าตนเองมากขึ้น มีเงินดูแลครอบครัวให้มีความอยู่ดีกินดีมากขึ้น ลดภาระหนี้สิน ได้รวดเร็วขึ้น

สําหรับงบประมาณที่ใช้ในโครงการรับจํานําข้าวเปลือกนาปีนั้นเป็นเงินกู้จาก ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร จํานวน ๑๑๖,๐๐๐ ล้านบาท แยกเป็นเงิน ที่รับจํานําข้าวขาว ๕ เปอร์เซ็นต์ จํานวน ๓.๗ ล้านตัน เป็นเงินประมาณ ๕๕,๕๐๐ ล้านบาท ข้าวหอมมะลิประมาณ ๓.๑ ล้านตัน เป็นเงิน ๖๒,๐๐๐ ล้านบาทโดยประมาณ จากตัวเลขนี้ หากเทียบกับราคาข้าวในโครงการประกันราคาเมื่อปีก่อนหน้าซึ่งราคาประกันสําหรับข้าว ๕ เปอร์เซ็นต์ปีที่แล้วเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ ๗,๖๐๐ บาทต่อตัน แล้วก็ข้าวหอมมะลิก็อยู่ที่ ประมาณ ๑๒,๐๐๐ บาทเศษ ๆ ต่อตัน ถ้านับรวม ๒ รายการตามจํานวนปริมาณข้าวเท่ากัน ในโครงการรับจํานําจะมีเงินเข้าสู่มือชาวนาเพิ่มขึ้นเป็นจํานวนถึงประมาณ ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าเป็นเช่นนี้ก็เป็นที่ชัดเจนนะครับว่าชาวนาได้รับเงินมากขึ้น และในขณะเดียวกันรัฐบาล ก็มีข้าวอยู่ในมือรัฐบาล ทุกเม็ดที่รับจํานําเข้ามาก็จะรอเวลาที่เหมาะสมในการจําหน่าย หรือระบายออกสู่ตลาดในต่างประเทศต่อไป ก็ขอให้ความมั่นใจด้วยนะครับว่าความเสียหาย ในโครงการนี้จะมีน้อยมาก ส่วนเรื่องการระบายข้าวนั้นกรณีที่มีการบอกว่าเราจะสูญเสีย แชมป์ของการส่งออก แต่ในขณะที่เราส่งออกแล้วราคาข้าวเราได้ไม่กี่พันบาทนั้น ผมคิดว่าเราให้ชาวนาได้รับราคาข้าวสูง ๆ จะเสียแชมป์การส่งออกแต่เราก็ขายข้าวได้ ในราคาดีขึ้นก็น่าจะเป็นโอกาสที่ชาวนาจะได้มีชีวิตความเป็นอยู่ยกระดับขึ้น ท่านประธาน ที่เคารพครับ จากที่ได้ชี้แจงแล้วก็จะเห็นว่าโครงการประกันนั้นโดยมีการกําหนดราคาอ้างอิง เพื่อใช้เป็นเกณฑ์ในการพิจารณาการจ่ายอัตราเงินชดเชยจะเป็นราคาที่ต่ํากว่าเกวียนละ ๑๐,๐๐๐ บาท ชาวนาก็จะถูกบีบให้ขายในราคาที่ต่ํา และถ้าหากว่าเราส่งออกเร่งระดม ให้ส่งออกมาก ๆ แล้วต้องไปสู้สงครามราคาเหลือตันหนึ่งประมาณ ๓๐๐-๔๐๐ เหรียญแข่ง กับประเทศอื่น ๆ สุดท้ายแล้วชาวนาก็จะถูกบีบให้ขายในราคาที่ตันละหรือเกวียนละไม่กี่พันบาท ก็ไม่สามารถที่จะแก้ปัญหาความยากจนของชาวนาเหล่านั้นได้ ผมก็ขออนุญาตกราบเรียน ชี้แจงในช่วงนี้เพียงสั้น ๆ เท่านี้ ส่วนในประเด็นอื่น ๆ ผมจะขออนุญาตรวบรวมแล้วก็ได้นํา ตอบคําถาม คําชี้แนะแล้วก็จะขออนุญาตได้เอามาชี้แจงในโอกาสต่อไป ต้องขอขอบคุณครับ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เชิญท่าน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมครับ

หม่อมราชวงศ์พงษ์สวัสดิ์ สวัสดิวัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม หม่อมราชวงศ์พงษ์สวัสดิ์ สวัสดิวัตน์ รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงอุตสาหกรรม อยากจะขอชี้แจงประเด็นที่ท่านสมาชิกได้ยกขึ้นมาสั้น ๆ เพียง ๑ ประเด็น ท่านได้อภิปรายว่าท่านนายกรัฐมนตรีได้เดินทางไปสร้างความเชื่อมั่นกับต่างประเทศ และแจ้งว่าผู้ประกอบการจะไม่ย้ายฐานการผลิตไปที่อื่นจะน่าเชื่อถือได้อย่างไร ซึ่งกระผม อยากจะขอชี้แจงประเด็นนี้ว่ามาตรการในการที่เราจะไปสร้างความเชื่อมั่นกับต่างประเทศนั้น จากมาตรการทั้งหมดที่รัฐบาลได้ดําเนินการเพื่อป้องกันอุทกภัยและส่งเสริมการลงทุนนั้น มีผลที่สามารถพิสูจน์ได้เป็นตัวเลขอย่างชัดเจนครับ จากสถิติการยื่นการขอส่งเสริมการลงทุน ของโครงการลงทุนจากต่างประเทศในเดือนมกราคมถึงเดือนเมษายนที่ผ่านมา เมื่อเปรียบเทียบ กับปีที่แล้วในช่วงเวลาเดียวกัน จํานวนโครงการและปริมาณเงินลงทุนนั้นเพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ ๒๑.๑ และร้อยละ ๔๓.๙ เป็นลําดับครับ โดยในปี ๒๕๕๔ นั้นมีผู้ที่เสนอขอโครงการลงทุน เพียง ๓๓๖ โครงการ แต่ในปี ๒๕๕๕ นั้นมีคําขอถึง ๔๐๗ โครงการ เพิ่มขึ้นร้อยละ ๒๑ ส่วนมูลค่า เงินลงทุนนั้นในปี ๒๕๕๔ มีผู้ขอส่งเสริมการลงทุน ๑๐๘,๐๐๐ ล้านบาท ในขณะที่ปี ๒๕๕๕ ในช่วงเวลาเดียวกันมีคําขอถึง ๑๕๕,๔๘๙ ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ ๔๓.๙ ซึ่งโครงการ ที่นักลงทุนจากต่างประเทศยื่นขอส่งเสริมการลงทุนนั้นจะทําให้เกิดการจ้างแรงงานเพิ่มขึ้น ถึง ๕๘,๐๐๐ ราย แล้วนอกจากนั้นแล้วประเทศที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้เดินทางไปสร้าง ความเชื่อมั่นในการลงทุน อาทิเช่น ประเทศญี่ปุ่นมีโครงการที่ยื่นขอ ๒๒๘ โครงการ เป็นจํานวน โครงการที่เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วถึงร้อยละ ๓๒.๖ และมูลค่าเงินลงทุน ๙๓,๐๐๐ ล้านบาท ยอดเงิน ลงทุนก็เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา ๑ เท่ากว่านะครับ ประเทศในกลุ่มอาเซียนก็เช่นเดียวกัน มีโครงการยื่นขอส่งเสริมถึง ๕๔ โครงการเพิ่มขึ้นร้อยละ ๒๕.๖ และเงินลงทุนก็เพิ่มขึ้นร้อยละ ๒๘.๗ ประเทศจีนก็เช่นเดียวกัน โครงการยื่นขอส่งเสริมเพิ่มขึ้น ๑๓ โครงการ มูลค่าการลงทุน เพิ่มขึ้น ๒,๕๓๖ ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่าเดิมร้อยละ ๔๔.๔ และสิ่งนี้ก็เป็นเครื่องพิสูจน์ว่ามาตรการ ที่ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีได้เดินทางไปสร้างความเชื่อมั่นกับต่างประเทศนั้นมั่นใจได้ว่า ยอดนักลงทุนจากต่างประเทศนั้นมีเพิ่มขึ้นโดยตลอด นอกจากนั้นแล้วดัชนีชี้วัดอุตสาหกรรม ที่สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยจัดทําขึ้น ดัชนีชี้วัดอุตสาหกรรมก็มีตัวเลขที่สูงขึ้นมา อย่างต่อเนื่องตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมา จากตัวเลขที่กระผมได้นําเสนอท่านประธาน ก็เป็นเครื่องยืนยันว่ามาตรการป้องกันอุทกภัยของรัฐบาล และมาตรการชักจูงส่งเสริมการลงทุน ที่มี ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีเป็นผู้นําไปสร้างความเชื่อมั่นกับต่างประเทศนั้นได้ดําเนินงานไป ในทิศทางที่ถูกต้องแล้วนะครับ ก็ขออนุญาตกราบเรียนชี้แจงมาในชั้นต้นนี้ก่อน ขอบพระคุณครับ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านภุชงค์ รุ่งโรจน์ ครับ ท่านภุชงค์ก่อนใช่ไหมตามลําดับครับ

นายธนา ชีรวินิจ กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานครับ ท่านภุชงค์ให้ผม พูดแทนเลยครับ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เชิญครับ

นายธนา ชีรวินิจ กรุงเทพมหานคร 🔗

เรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ ผม นายธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ผมกราบเรียนท่านประธานครับว่าวันนี้เรามีการพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจําปี งบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๖ วงเงิน ๒.๔ ล้านล้านบาท ผมขอให้คํานิยามของงบประมาณปีนี้ว่า เป็นงบประมาณแบบจัดสรรแบบเงินคือพระเจ้า กราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพครับว่า นับตั้งแต่รัฐบาลนี้ได้บริหารราชการแผ่นดินมา การตัดสินในการแก้ไขปัญหาทุกเรื่องของรัฐบาล มีความเชื่อมั่นว่าท้ายที่สุดเงินสามารถที่จะแก้ไขปัญหาทุกอย่างได้ และนโยบายเงินสามารถ แก้ไขปัญหาทุกอย่างได้ ของรัฐบาลซึ่งผ่านโครงการที่เราเรียกว่าประชานิยม ท้ายที่สุดได้ พยายามที่จะสร้างคะแนนเสียงของรัฐบาลด้วยการผันเงินไปสู่พี่น้องประชาชนในทุกหมู่เหล่า ทุกอาชีพ โดยไม่ได้คํานึงเลยครับว่าการจัดสรรงบประมาณในลักษณะอย่างนี้ ท้ายที่สุด ผลเสียจะเกิดกับประเทศชาติอย่างไร รัฐบาลนี้จะจัดสรรเงินอย่างไร เป็นนโยบายประชานิยม อย่างไร ผมยังคิดว่านั่นคือแนวทางทางการเมือง ผมพอจะรับได้ แต่การที่รัฐบาลใช้เงินมา เรื่องของการศึกษาผมรับไม่ได้ วันนี้แม้กระทั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการถึงขนาด กล้าพูดกับพี่น้องประชาชนว่าการจ่ายเงินเพื่อการเล่าเรียนนั้นเป็นสิ่งที่สามารถกระทําได้ และความเสมอภาคทางการศึกษาของลูกหลานของเราจะเป็นอย่างไร วันนี้ถ้าคนจนไม่มีสิทธิ ได้รับการศึกษาเท่ากับคนรวย สังคมนี้จะเป็นสังคม ๒ มาตรฐานอย่างแน่นอน และสังคม ๒ มาตรฐานทางการศึกษาที่คนจนไม่มีโอกาสเลือกเรียนเหมือนกับคนรวย จะเกิดปัญหา ตามมาในสังคมไทยอย่างแน่นอน วันนี้จึงไม่แปลกใจครับท่านประธานที่ท่านประธาน จะได้เห็นข่าวทางหน้าหนังสือพิมพ์ว่าเด็กไทยถึงขนาดอดข้าว อดน้ําประท้วง เราไม่เคยมีครับ ที่การศึกษาที่โรงเรียนต่าง ๆ ที่เรามุ่งเน้นที่จะให้มีคุณภาพมาตรฐานเพื่อให้เด็กและลูกหลาน ของเราสามารถที่จะไปเรียนโรงเรียนไหนก็ได้ พยายามที่จะส่งเสริมให้มีมาตรฐานทางการศึกษา ที่เท่าเทียมกัน แต่วันนี้รัฐบาลได้เปิดเผยแนวทางของรัฐบาลชัดเจนว่ามุ่งเน้นเรื่องการให้ เงินสนับสนุนสามารถเข้าเรียนได้ และสิ่งที่สําคัญก็คือว่าวันนี้ท่านไปเปิดโอกาสให้โรงเรียน คัดเด็กออก จาก ม. ๓ ขึ้น ม. ๔ ต้องผ่านเกณฑ์สอบนั่นหมายถึงท่านกําลังจะแยกโรงเรียน ที่มีมาตรฐานดีกับโรงเรียนที่จะรับเด็กที่มีคุณภาพทางการเรียนต่ํา และท้ายที่สุดก็จะเป็น ปัญหาทางสังคมว่าโรงเรียนที่มีคุณภาพดีคนก็จะแห่กันไปเรียน แต่โรงเรียนที่รับเกรด จากเด็กที่มีผลการเรียนไม่ดีก็จะเป็นแหล่งที่จะรวมของเด็กที่ไม่มีคุณภาพ แล้วสังคมไทยจะ มีมาตรฐานการศึกษาได้อย่างไร นั่นประเด็นที่ผมต้องกราบเรียนท่านประธาน แต่ผมกราบเรียน ท่านประธานครับว่าเรื่องการศึกษาท่านนําเงินมาใช้ผมรับไม่ได้

เรื่องที่ ๒ ที่ผมรับไม่ได้ก็คือท่านกําลังนําเงินมาใช้เรื่องของคนจน คนด้อย โอกาสในสังคม คนที่ถูกเอาเปรียบในสังคมตลอดมา วันนี้ผมได้เห็นงบของกระทรวง การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ท่านประธานที่เคารพ พี่น้องประชาชนคนไทย ที่ติดตามคงจะทราบดีว่าเมื่อไรก็ตามที่รัฐบาลนี้ไม่ว่าจะเปลี่ยนมาจากรัฐบาลเดิม ขออนุญาต เอ่ยนาม พรรคเพื่อไทย พรรคพลังประชาชน หรือแม้กระทั่งพรรคไทยรักไทย วันนี้คนดินแดง ที่เป็นพื้นที่ผมรับผิดชอบรัฐบาลของท่านขึ้นมาทีไร ทุบแฟลต ทุบบ้านของเขาทุกครั้ง วันนี้มาอีกแล้วครับ คนดินแดงเขาถามว่าจะข่มเหงคนจน คนที่ด้อยโอกาสในสังคม คนที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ตั้งขึ้นมาเพื่อรองรับและแก้ปัญหา ของคนยากจนในสังคมให้แฟลตอาศัยอยู่ ให้เขามีฐานะ มีคุณภาพชีวิตที่ดี แต่เพราะการบริหารจัดการที่ไม่มีประสิทธิภาพ ท่านไปบริหารโครงการบ้านเอื้ออาทรจนกระทั่ง เป็นหนี้เป็นสิน ๘๐,๐๐๐ ล้านบาท สถานะของการเคหะแห่งชาติวันนี้ถ้าเปรียบไปแล้วเหมือนกับ คนล้มละลาย ท่านก็พยายามที่จะหาเงินทุน หาการพัฒนาแหล่งทุนและท่านก็มองครับว่า ดินแดงเป็นพื้นที่ที่มีความสามารถในการที่จะพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ได้ดีที่สุด ท่านถึงไม่ยอมเลิก อย่างไรครับ ปี ๒๕๔๗ ผมก็สู้กับท่านมา ปี ๒๕๕๑ ปี ๒๕๕๒ ผมก็สู้กับท่านมา ถ้าปี ๒๕๕๕ ปี ๒๕๕๖ ผมจะสู้กับท่านอีกครั้งกับพี่น้องชาวดินแดง ผมก็ยินดีจะสู้ และผมเชื่อว่าพี่น้อง ประชาชนไม่ยอมให้รัฐบาลมาข่มเหง ไม่ยอมเอาเงินมาฟาดหัวแล้วก็ไล่เขาไป เอาคนที่รวยกว่า ฐานะดีกว่าเข้ามาอยู่แทน เขาเป็นคนที่ได้รับการยอมรับ เป็นคนบุกเบิกในสังคมยุคแรก บุกเบิกตั้งแต่ดินแดงเป็นที่รองรับเก็บขนขยะ อยู่ในสภาวะสิ่งแวดล้อมที่มันไม่เอื้ออํานวย ที่คนปกติจะอยู่ เขาทนอยู่มา ๓๐-๔๐ ปี จนกระทั่งความเจริญเข้ามา วันนี้ถ้ารัฐบาลคิดแต่เพียงว่า เงินคือพระเจ้า เงินคือสิ่งที่จะบันดาลทุกอย่าง เพราะฉะนั้นเมื่อเป็นคนจนก็ไม่สมควรที่จะอยู่ ในพื้นที่ทําเลทองอย่างนี้ ท่านจึงจะผลักไสเขาออกไปอีกครั้งหนึ่ง ผมกราบเรียนท่านประธาน ด้วยความไม่สบายใจครับว่าถ้ารัฐบาลยังคิดแต่เรื่องของการหาเงิน ทําเงิน แล้วเอาเงินมา เพื่อประโยชน์ทางการเมืองโดยไม่ได้คํานึงถึงคนยากคนจน สังคมของคนดินแดง และถ้าดินแดง ถูกรื้อย้าย ถูกขนย้ายออกไปสําเร็จ ไม่ต้องห่วงครับ แฟลตที่คลองเตยก็ดี คลองจั่นก็ดี ก็จะถูกขบวนการอย่างนี้รื้อย้ายออกไปอย่างแน่นอน เพราะฉะนั้นกราบเรียนท่านประธานครับ ว่าเราเคยต่อสู้กันมาแล้วครับ ปี ๒๕๔๗ เคยต่อสู้กันอย่างรุนแรง ปี ๒๕๕๒ ถึงขนาดท่านไป ยืมมือกระทรวงมหาดไทยมาประกาศพื้นที่แฟลตดินแดงเป็นเขตอันตรายต้องขนย้ายภายใน ๗ วัน ไม่อย่างนั้นตึกจะถล่ม เราก็สู้กัน เอาความจริงมาต่อสู้กันจนแน่ชัดว่าแฟลตดินแดง มีความมั่นคงถาวร ถ้าปีนี้ท่านยังจะหยิบโครงการนี้มาอีก พี่น้องประชาชนนอนกันไม่หลับ ผมก็จะสู้กับพี่น้องคนดินแดงต่อสู้กับท่าน ต่อสู้กับรัฐบาลที่คิดแต่ว่าเรื่องเงินเป็นเรื่องสําคัญ และผมเชื่อว่าการต่อสู้ของเรานั้นจะได้รับการตอบรับจากคนคลองเตย คนบ่อนไก่ เพราะนี่คือสเตป (Step) แรก นี่คือบันไดขั้นแรกที่ท่านจะทําเพื่อที่จะสร้างอสังหาริมทรัพย์ ที่มีผลประโยชน์มูลค่ามหาศาล ผมกราบเรียนท่านประธานครับว่า งบประมาณฉบับนี้ ผมจึงต้องเรียกว่าเป็นงบประมาณฉบับที่เรียกว่าเงินคือพระเจ้า ขอบคุณครับท่านประธาน

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านอนุรักษ์ ตั้งปณิธานนท์ ๕ นาที

นายอนุรักษ์ ตั้งปณิธานนท์ มุกดาหาร

กราบเรียนท่านประธานสภา ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม อนุรักษ์ ตั้งปณิธานนท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดมุกดาหาร พรรคเพื่อไทย จากเอกสารประกอบการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย ประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๖ นั้น ผมได้อ่านดูแล้วมีการจัดทํางบประมาณที่ครอบคลุม ทุกกระทรวง ทบวง กรม แล้วก็จากการอภิปรายของเพื่อนสมาชิกตั้งแต่เช้ามาก็จะเห็นว่า ตามนโยบายของพรรคเพื่อไทยนั้นได้วางนโยบายการหาเสียงแล้วก็จัดตั้งงบประมาณให้ เป็นไปตามที่นโยบายของพรรคเพื่อไทย หลายโครงการผมคงจะไม่กล่าวถึงเพราะจากเวลา อันน้อยนิด ๕ นาทีนั้น แต่ผมขอสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปี งบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๖ เนื่องจากว่าในงบประมาณปี ๒๕๕๖ นั้นมีการให้ดําเนินโครงการ จัดสร้างทางรถไฟไปอีสานกลาง ท่านประธานครับ รถไฟไปอีสานกลางนั้นมีประวัติอันยาวนาน กว่าจะได้รับงบประมาณนั้นเป็นเรื่องที่ยากยิ่ง จากรายงานฉบับที่อยู่ในมือผมนี้ รายงาน ให้เห็นว่าเมื่อปี ๒๕๓๒ ก็ได้มีการศึกษาความเหมาะสมให้สร้างรถไฟสายไปอีสานกลางนี้ มาปี ๒๕๓๗ การรถไฟแห่งประเทศไทยก็ได้ว่าจ้างทําการศึกษาความเหมาะสมในการ ก่อสร้างรถไฟสายนี้อีกครั้งหนึ่ง คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติทั้งนั้นนะครับ พอมาปี ๒๕๔๐ คณะรัฐมนตรีก็เห็นชอบให้สร้างรถไฟสายเส้นนี้อีกครับ เสร็จแล้วก็ไม่ได้สร้างอีก ผมก็ไม่ทราบ เป็นเพราะเหตุใด เพราะตอนนั้นผมก็ไม่ได้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พอมาปี ๒๕๔๘ ตอนสมัยท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณเป็นนายกรัฐมนตรี ครม. มีมติ ให้สร้างเส้นนี้ โดยเร่งด่วนเลยนะครับ เสร็จแล้วโครงการนี้ก็หายไปอันเนื่องมาจากมีการปฏิวัติรัฐประหาร จนมาถึงการเลือกตั้งที่ผ่านมาท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ได้เดินทางไปหาเสียงในภาคอีสาน หลายจังหวัด โดยเฉพาะไปที่จังหวัดมุกดาหาร พี่น้องประชาชนชาวจังหวัดมุกดาหารก็ร้องขอว่า อยากให้สร้างรถไฟสายมาอีสานกลางนี้ ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ก็รับปากว่าจะดําเนินการ โดยเร็ว แล้วท่านก็ได้ทําตามที่รับปากไว้ รถไฟสายนี้จะผ่าน ๑๔ อําเภอครับ ฝากผ่านไปถึง พี่น้องประชาชนชาวอีสานกลางว่าจะผ่านอําเภอไหนบ้าง รถไฟเส้นนี้จะออกจากอําเภอบ้านไผ่ ไปผ่านอําเภอกุดรัง ผ่านอําเภอบรบือ ผ่านอําเภอมหาสารคาม ผ่านอําเภอเมืองร้อยเอ็ด ผ่านอําเภอเชียงขวัญ อําเภอโพนทอง อําเภอหนองพอก และผ่านอําเภอนิคมคําสร้อย จังหวัดมุกดาหาร อําเภอหว้านใหญ่ จังหวัดมุกดาหาร ผ่านไปที่อําเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม อําเภอเรณูนคร อําเภอเมืองนครพนม รวมทั้งหมด ๑๔ อําเภอ ระยะทาง ๓๓๖ กิโลเมตร กราบเรียนให้พี่น้องชาวอีสานกลางได้เป็นที่ดีใจว่าโครงการนี้ได้เริ่มนับ ๑ แล้ว เพราะว่า งบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๖ ได้จัดตั้งค่าออกแบบศึกษาความเหมาะสม ซึ่งเป็นวงเงิน ๒๐๐ ล้านบาท กราบเรียนว่ารถไฟสายนี้อยากฝากผ่านไปถึงคณะรัฐบาลว่า อยากให้เร่งรีบสร้างให้พี่น้องชาวอีสานกลางด้วย เพราะว่าหลายจังหวัดที่จะได้รับผลประโยชน์ จากรถไฟเส้นนี้ แล้วก็โดยเฉพาะจังหวัดมุกดาหารและจังหวัดนครพนมนั้นก็มีท่าเทียบเรือขนส่ง ไปถึงสะหวันนะเขต แล้วก็ไปถึงดานัง ไปถึงประเทศเวียดนาม ผมเชื่อว่าเมื่อรถไฟเส้นนี้เกิดขึ้น แล้วจะทําให้เกิดเศรษฐกิจแก่พี่น้องชาวอีสานกลางเป็นอย่างยิ่ง และในหลายจังหวัดที่รถไฟ ไม่ผ่านนั้นกราบเรียนว่าเมื่อรถไฟเส้นเมน (Main) นี้ไปถึงจังหวัดร้อยเอ็ด จังหวัดมหาสารคาม จังหวัดมุกดาหาร จังหวัดนครพนม แล้วก็จะแตกออกเป็นก้างปลาไปที่จังหวัดสกลนคร จังหวัดกาฬสินธุ์ หรือจังหวัดยโสธร และจังหวัดอํานาจเจริญ ได้อีกนะครับ อันนี้จังหวัด ที่ยังไม่ได้ผ่านในช่วงแรกนั้นก็จะมีการดําเนินการก่อสร้างต่อไป และผมขอสนับสนุน ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๖ ในฐานะที่ ได้หาเสียงไว้ในการสนับสนุนให้โครงการนั้นเกิดอย่างจริงจังแล้วก็ได้เริ่มนับหนึ่งแล้ว ผมจึงขอสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๖ ซึ่งมีการก่อสร้างทางรถไฟไปอีสานกลางครับ ขอบคุณมากครับ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช ๘ นาทีครับ

นางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช ลพบุรี 🔗

เรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลพบุรี พรรคภูมิใจไทย ท่านประธานคะ งบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๖ จริง ๆ แล้วต้องบอกว่า ดีกว่าปีที่แล้วนะคะ เพราะว่ารัฐบาลนี้กู้น้อยลง แล้วก็บอกว่ามีแนวโน้มที่จะเข้าสู่งบประมาณ สมดุล ซึ่ง ณ วันนั้นก็คิดว่าประชาชนคนไทยคงจะได้รับประโยชน์ แต่จริง ๆ เลยในวันนี้ต้อง บอกว่าทุกคนห่วง ท่านประธานคะ ทุก ๆ คนห่วงมาก เพราะอะไร เพราะว่าทุกคนที่อยู่ใน ที่นี้ที่เป็น ส.ส. ได้รับการเลือกจากพี่น้องประชาชนมานี่ทุกจังหวัด ทุกพื้นที่มีปัญหา ตัวดิฉัน เองเมื่อมองยุทธศาสตร์ทั้ง ๘ ด้านของรัฐบาลแล้วทุกยุทธศาสตร์มีความสําคัญ เราไม่พูดนะคะว่า จะเลียนแบบใครหรือมาตั้งต้นใหม่ แต่วันนี้คนที่เป็นผู้นําของประเทศ คนที่เป็นนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยคณะรัฐมนตรีทุก ๆ ท่านต้องรับผิดชอบในการบริหารงาน ดีรับไป ถ้าไม่ดีก็ต้อง ปรับปรุงและแก้ไข ท่านประธานคะ แผนยุทธศาสตร์การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ถ้าหากว่าเทียบเป็นสัดส่วนของงบประมาณนั้นจะอยู่ที่ร้อยละ ๒.๔ แต่ถ้าหากว่าพูดถึงจํานวนเงิน ไม่น้อยไม่มากค่ะท่านประธาน ๕๗,๖๘๒.๑ล้านบาท รัฐบาลได้บอกว่ายุทธศาสตร์นี้ แบ่งออกเป็นทั้งหมด ๕ ด้าน เป็น ๕.๑ ๕.๒ ไปถึง ๕.๕ ถามว่าทําไมดิฉันถึงสนใจเกี่ยวกับ เรื่องทรัพยากรธรรมชาติ ถ้าทุกคนดูข่าวเมื่อคืนจะมีข่าวที่โรงงานปล่อยน้ําเสียซึ่งเป็นส่วนผสมของสารเคมีบริเวณ ซอยอ่อนนุช มีปัญหาขยะแล้วก็มีโรงงานที่เปิดเป็นโรงงานค้าของเก่า แต่จริง ๆ แล้ว คือข้างในนั้นเป็นการนําน้ํามันเอาผสมเป็นน้ํามันเครื่องแล้วเอามาขาย สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ มันเป็นสิ่งแวดล้อมที่อยู่ใกล้พี่น้องประชาชนของเรา แล้วก็ทําให้เกิดสุขภาพจิต สุขภาพกาย ไม่ดี แต่ถามว่ารัฐบาลมองเรื่องแค่นี้ เรื่องตรงนี้เป็นเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่ เพราะว่าส่วนหนึ่ง ที่บอกว่าเป็นแผนงานแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาวะภูมิอากาศท่านให้งบประมาณไว้ ๑๐๗.๔ ล้านบาท พูดมาแบบนี้บางทีชาวบ้านไม่เข้าใจ แต่ถ้าบอกว่าโลกร้อนชาวบ้าน พอเข้าใจ วันนี้สิ่งตรงนี้มันโยงมาที่ภาคการเกษตรค่ะท่านประธาน จังหวัดลพบุรีโดยเฉพาะ ในพื้นที่ของพี่น้องประชาชนอยู่ในเขตของดิฉัน อําเภอเมือง อําเภอท่าวุ้ง อําเภอบ้านหมี่ เป็นพื้นที่การเกษตรทั้งหมด ๔๕ ตําบล ส่วนใหญ่เลยปลูกข้าว ทําไมถึงเกี่ยว เพราะว่าวันนี้ ประชาชนทํานาเสร็จเผาตอซังค่ะท่านประธาน ทุกคนบอกว่าเผาตอซังเร็ว และสามารถ ที่จะเริ่มฤดูกาลเก็บเกี่ยวได้ใหม่ เขาไม่รู้นะคะว่าสิ่งที่เขาทํานั้นสร้างอะไรที่ทําให้เกิดมลพิษ ทําอะไรที่ทําให้พื้นนาของเขานั้นเสียหาย ซึ่งเขาทํากันต่อ ๆ มาเป็นรุ่นแล้ว หลาย ๆ ครั้ง ตรงนี้ก็ต้องบอกกับทางท่านนายกรัฐมนตรีและคณะว่าอย่าละเลยสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ เพราะว่าอะไร วันนี้ถ้าหากว่าเรามีการสนับสนุน เรามีการส่งเสริมให้ภาคเกษตรใช้ปุ๋ยที่มิใช่เป็นปุ๋ยไนโตรเจน หันกลับมา ซึ่งเราทุกคนก็พูดว่ามันเป็นสิ่งที่ดีกว่า ก็คือเป็นปุ๋ยอินทรีย์ เป็นการสลายตอซัง โดยใช้สารอินทรีย์ ซึ่งเกิดมาจากพวกเป็นชีวภาพ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้นักวิชาการหรือแม้กระทั่ง ผู้เชี่ยวชาญที่อยู่ในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ก็ได้บอกแล้วบอกว่ามันมีผลจริง ๆ และ สามารถที่จะลดปัญหาข้าวดีด ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาต้นทาง ไม่ใช่ปลายทาง เมื่อกี้นั่งฟัง ท่านรัฐมนตรีที่บอกว่าข้าววันนี้ท่านใช้โครงการรับจํานําแล้วได้ราคาดี ทําให้ประชาชนนั้น ไม่ยากจน เพราะขายแล้วได้ราคา ท่านลืมไปอีกจุดหนึ่งนะคะ วันนี้ราคาท่านดี ท่านบอกว่า ท่านจํานําที่ ๑๕,๐๐๐ บาท หักค่าความชื้นแล้วอาจจะอยู่ประมาณราว ๆ ๑๓,๐๐๐ บาท ๑๔,๐๐๐ บาท ตรงนี้ไม่เถียงค่ะ แต่จริง ๆ เราต้องย้อนกลับไปดูด้วยว่าผลผลิตต่อไร่นั้น เกษตรกรเขาทําได้มากขึ้นหรือเปล่า เราสนับสนุนเขาตรงนั้นไหม เกิดวันหนึ่งโครงการ รับจํานําราคาเกิดลดลง หรือถ้าเกิดว่ามีการเปลี่ยนผู้นํา เปลี่ยนนโยบาย ชาวนาได้ผลผลิต ต่อไร่น้อยและราคาต่อตันก็น้อย เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็เป็นสิ่งที่เป็นการบ้าน ซึ่งรัฐบาลจะต้อง นําไปปรับปรุงแล้วก็แก้ไข ท่านประธานคะ ที่พูดมาก็ไม่ได้หมายความว่าติทุกอย่างว่าไม่ดี แต่ว่าความที่ใกล้ชิดกับประชาชนอยู่กับท้องนาแล้วก็เห็นชาวบ้านเขาเดือดร้อนมากจริง ๆ วันนี้หลาย ๆ อย่าง หลาย ๆ ปัญหาลืมแก้นะคะท่านประธาน เพราะอะไร เพราะว่าจังหวัดลพบุรี ที่ผ่านมาเพิ่งเจอกับภาวะน้ําท่วม เพราะฉะนั้นภาครัฐเราก็ส่งเงินลงไปช่วยเยอะนะคะ ทั้งเงินเยียวยา ทั้งเงินชดเชย แล้วบ้านที่เสียหายจากบ้านพังน้ําท่วม วันนี้ประชาชนเพิ่งได้รับ เงินชดเชยจากการที่บ้านพังเสียหาย แต่การได้รับก็ไม่ได้หมายความว่าถูกต้อง เพราะว่า บางท่านก็ไม่ได้หรือว่าจะมีพี่น้องบางคนก็โวยวายมาว่าได้ไม่เป็นธรรม สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ มันก็เกิดจากความเหลื่อมล้ําในสังคม ซึ่งต้องฝากรัฐบาลนะคะ เพราะว่าไหน ๆ ท่านนายกรัฐมนตรีก็เป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรก น่าจะมีสิ่งอะไรที่ประทับใจ ชาวไทย ทําแล้วก่อให้เกิดรู้สึกว่านี่ล่ะคือนายกรัฐมนตรีที่เขารอคอย ดังนั้นวันนี้ดิฉันเอง ไม่ได้มาบอกว่าพูดเชียร์หรือว่าปฏิเสธนโยบายของรัฐบาล หรือมาคัดค้านงบประมาณปี ๒๕๕๖ มีรายจ่ายที่ต้องจ่าย มีรายรับที่ต้องได้ ทําให้สมดุล วันนี้ยังไม่สมดุลเพราะว่าประเทศเรานั้น ยังไม่ได้เป็นประเทศที่เจริญมากมาย ไม่ใช่ประเทศที่ร่ํารวยนะคะ แต่ว่าสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ทรัพยากรธรรมชาติต่าง ๆ อะไรที่มันเป็นสื่อและเป็นส่งผลแก่ภาคการเกษตรฝากรัฐบาล ฝากท่านนายกรัฐมนตรี ทุก ๆ ท่านต้องร่วมกันรับผิดชอบ และต้องแสดงความจริงใจมีจุดยืน ให้ประชาชนนั้นเชื่อมั่น แล้วก็คิดว่าท่านนั้นจะสามารถช่วยแก้ไขปัญหาเขาได้

สิ่งสุดท้ายที่ฝากกับท่านประธานไปถึงท่านนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี ทุกท่านคือขอความจริงใจในการที่จะบริหารงาน ในการที่จะนําพาพี่น้องประชาชนของ ประเทศไทยนั้นไปสู่ความกินดีอยู่ดี ลดภาระ ลดความเหลื่อมล้ําช่องว่างของสังคม ถ้าเขาทุกคน มีความสุขไม่จําเป็นต้องรวยค่ะท่านประธาน ชาวบ้านทุกคนนั้นขอใช้เศรษฐกิจพอเพียง ขอบคุณค่ะ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านอรรถกร ศิริลัทธยากร ๕ นาทีครับ

นายอรรถกร ศิริลัทธยากร บัญชีรายชื่อ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายอรรถกร ศิริลัทธยากร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย จังหวัดฉะเชิงเทรา วันนี้ต้องขอบคุณท่านประธานที่อนุญาตให้ผมนั้นได้อภิปรายแสดงความคิดเห็น แล้วก็สนับสนุนร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๖ ซึ่งทางรัฐบาลนั้นได้ตั้งงบประมาณไว้ที่ ๒.๔ ล้านล้านบาท ผมต้องย้ํานะครับว่า ๒.๔ ล้านล้านบาท ต้องยอมรับความจริงครับว่า ๒.๔ ล้านล้านบาท ไม่ใช่จํานวนเงินที่น้อยเลย ถึงกระนั้นก็ดีครับ กระผมยังมีความเชื่อครับว่ารัฐบาลนั้นจําเป็นที่จะต้องใช้เม็ดเงินจํานวนนี้ในการบริหาร พัฒนาประเทศให้ก้าวไปข้างหน้า หลังจาก ๒-๓ ปีที่ผ่านมาประเทศไทยของเรานั้นก้าวถอยหลัง ไปหลายก้าวแล้ว ไม่ว่าจะเป็นปลายปี ๒๕๕๔ เราโดนน้ําท่วมใหญ่ ความเสียหายนั้นมากกว่า หลายล้านล้านบาท ปี ๒๕๕๕ รัฐบาลนั้นก็ได้ใช้งบประมาณในปี ๒๕๕๕ ในการซ่อม สร้างสิ่งที่เสียหาย ดังนั้นส่วนตัวกระผมนั้นคิดว่างบประมาณปี ๒๕๕๖ นั้นจะเป็นจุดเปลี่ยน ที่สําคัญหลังจากที่พวกเรานั้นจะต้องมาสานงานต่อปี ๒๕๕๕ งบประมาณในปี ๒๕๕๖ นี้ จะต้องนํามาสร้างในสิ่งที่จําเป็น สร้างสิ่งอํานวยความสะดวกโดยเฉพาะในการที่พวกเรานั้น จะเรียกความมั่นใจจากนักลงทุน ไม่ว่าจะเป็นทั้งในหรือต่างประเทศให้มาลงทุนในประเทศ ของเรา โดยเฉพาะรัฐบาลนี้ภายใต้การนําของ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ซึ่งท่านนั้นเป็นอดีตนักธุรกิจที่มีความสามารถ มีความรู้มากครับ ผมเชื่อครับว่าเงินทุกบาท ทุกสตางค์ทางรัฐบาลนั้นจะใช้แล้วเกิดประโยชน์สูงสุดอย่างแน่นอน นอกจากนี้กระผมอยากจะ นําตัวเลขทางสถิติเอามาให้พวกเราได้ดูกัน ซึ่งก็คือสถานะหนี้สาธารณะของประเทศไทยนั่นเอง ปลายปี ๒๕๕๔ วันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๔ ก็มีการประเมินว่า ณ วันนี้ประเทศไทยนั้นเป็นหนี้อยู่ ประมาณ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ต้องกราบเรียนอย่างนี้ว่าธนาคารโลกนั้นได้ประเมินประเทศไทยนั้น สามารถเป็นหนี้ได้ไม่เกิน ๖๐ เปอร์เซ็นต์ ตรงนี้ที่ผมจะบอกว่าสถานะแล้วก็ระเบียบวินัย ทางการเงินการคลังของประเทศไทยนั้นยังอยู่ในระดับที่พอรับได้ นอกจากนี้สิ่งที่กระผม อยากนําเสนอก็คือประเทศคู่ค้าของเรานั้นที่เป็นหนี้สาธารณะอยู่ไม่ว่าจะเป็นประเทศญี่ปุ่น ประเทศสหรัฐอเมริกาหรือว่าประเทศทางยุโรป ประเทศญี่ปุ่นเป็นหนี้สาธารณะกว่า ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ประเทศสหรัฐอเมริกาช่วง ๑๐ ปีให้หลังกระโดดขึ้นจาก ๕๔.๗๕ เปอร์เซ็นต์ ทุกวันนี้ ๙๓ เปอร์เซ็นต์ครับ ยุโรปไม่ต้องพูดถึงตอนนี้เขาเป็นหนี้กันหัวโตเศรษฐกิจก็ไม่ดีครับ ที่ผมอภิปรายอย่างนี้ผมไม่ได้จะบอกว่าประเทศไทยนั้นควรจะกู้มาทําโน้นทํานี่ แต่สิ่งที่ อยากจะบอกก็คือว่าถ้าเรายังรักษาวินัยการเงินการคลังให้มีประสิทธิภาพอย่างนี้ระยะยาว เราก็ไม่ต้องกังวลถึงแม้ว่าจริง ๆ แล้วประเทศไทยสเกล (Scale) ทางเศรษฐกิจนั้นจะค่อนข้าง เล็กก็ตาม แต่ผมเชื่อครับว่าด้วยการบริหารการจัดการที่ดี การหารายได้ การเก็บภาษี หรือว่าหารายได้อื่น ๆ เข้าประเทศเพื่อจะนํามาใช้หนี้ปัญหาระยะยาวทางการเป็นหนี้ก็จะ ไม่เกิดขึ้นครับ เนื่องด้วยวันนี้ผมมีเวลาไม่มากก็อาจจะขอไปเร็วนิดหนึ่ง ยังมีอีกมิติหนึ่งที่วันนี้กระผมอยากจะอภิปรายสนับสนุน แล้วกระผมนั้นต้องขอขอบคุณ รัฐบาลที่ได้กําหนดนโยบายเร่งด่วน โดยเฉพาะเรื่องของการยกระดับราคาสินค้าเกษตรกร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของระบบรับจํานําก็ดี โครงการรับจํานําหรือแม้แต่กระทั่งบัตรสินเชื่อของ เกษตรกรก็ดีครับ แต่ผมเชื่อว่ามีท่านสมาชิกท่านอื่น ๆ คงจะพูดเรื่องเหล่านี้ ผมนั้นในฐานะ ที่เป็น ส.ส. สมัยแรก แล้วก็ถือว่าเป็นคนรุ่นใหม่คนหนึ่ง สิ่งที่กระผมอยากจะเห็นนั้นก็คือว่า รัฐบาลนั้นจะมีนโยบาย จะมีมาตรการอย่างไรในการช่วยเพิ่มมูลค่าทางสินค้าทางการเกษตร ของเกษตรกรไทยครับ ตรงนี้ผมฝากเป็นการบ้านให้ทางรัฐบาล ให้ทางรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ผมอยากเห็นจริง ๆ อาจจะช่วยในเรื่องของการวิจัยพืชผลพันธุ์ใหม่ ๆ ให้สินค้าเกษตรกร ของเรานั้นมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นก็ดี หรือว่าช่วยในการแปรรูป เพราะว่าสินค้าบางตัว ของประเทศไทยนั้นอาจจะเน่าเสียได้ง่าย ถ้าเราแปรรูปเพิ่มมูลค่าของมันเข้าไป ผมเชื่อ เหลือเกินว่ามันน่าจะไปได้ นอกจากนี้อยากจะให้รัฐบาลนั้นช่วยในการหาตลาดใหม่ ๆ หาประเทศใหม่ ๆ ไม่จําเป็นจะต้องเป็นยุโรป ไม่จําเป็นต้องเป็นประเทศญี่ปุ่น ประเทศจีน หรือประเทศสหรัฐอเมริกา บุกตลาดใหม่เลยครับ สินค้าเกษตรของเรานั้นมีมากมายอยู่แล้ว แล้วมีคุณภาพด้วย ผมจะขอยกตัวอย่างนิดหนึ่ง ผมรู้สึกอิจฉาประเทศบราซิลเล็กน้อย ทุกวันนี้ทั่วโลกเวลากินกาแฟ เขาจะพูดถึงประเทศบราซิล จริง ๆ ประเทศบราซิลก็มีคาร์นิวัล (Carnival) มีกาแฟ มีทีมฟุตบอล ผมอยากให้คนทั่วโลก เวลาอยากจะทานมะม่วง หรือว่า อยากจะทานผลไม้ดี ๆ ให้คิดถึงเมืองไทย ถ้ามะม่วงคิดถึงจังหวัดฉะเชิงเทราเลยยิ่งดี ถ้าเรา ทําตรงนี้ได้ ผมเชื่อว่ามาตรฐานของเกษตรกร ของประเทศไทยนั้นเราจะยกระดับ และสามารถ ก้าวไปข้างหน้าได้อย่างแน่นอน จริง ๆ วันนี้ผมยังมีอีกหลายมิติที่อยากจะอภิปราย แต่ด้วยเวลา ๕ นาที ก็ขออภิปรายไว้เท่านี้ ส่วนเรื่องมิติอื่น ๆ หรือว่าเรื่องรายละเอียดการใช้จ่ายเงินของ รัฐบาลนั้น จะขออภิปรายในวาระที่สองต่อไปครับ ขอกราบขอบพระคุณครับ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านเกียรติ เหลืองขจรวิทย์ ครับ ท่านณัฏฐ์มีอะไรครับ

นายณัฏฐ์ บรรทัดฐาน กรุงเทพมหานคร

ขอเปลี่ยนจากท่านเกียรติเป็น ท่านจุติ ไกรฤกษ์ มันข้ามครับ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ถ้าอย่างนั้น เชิญท่านจุติครับ

นายจุติ ไกรฤกษ์ พิษณุโลก 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม จุติ ไกรฤกษ์ พรรคประชาธิปัตย์ จากจังหวัดพิษณุโลก วันนี้ก็ขอขอบพระคุณ ท่านประธานที่อนุญาตให้ผมได้มีส่วนร่วมอภิปรายให้ความเห็นในเรื่องของบประมาณแผ่นดิน ซึ่งเป็นกฎหมายที่สําคัญที่สุดฉบับหนึ่งของประเทศไทย เพราะว่าจะเป็นกฎหมายที่อนุญาต ให้ฝ่ายบริหารนั้นนํางบประมาณที่ฝ่ายนิติบัญญัติได้พิจารณา ๒,๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท นําไปใช้ ต้องถามบอกว่างบประมาณที่จะเอาไปใช้นั้นเพื่ออะไร ประชาชนได้อะไร ได้ไป เปลื้องทุกข์ บําบัดทุกข์ อํานวยความสุขของเขาเพิ่มขึ้นหรือไม่ ท่านประธานครับ ผมอยากจะ กราบเรียนท่านประธานว่าทบทวนความจําสักนิดหนึ่ง เมื่อคณะรัฐมนตรีชุดนี้แถลงนโยบาย ต่อสภาผู้แทนราษฎรเมื่อเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว ในนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลที่ทําภายใน ๑ ปี

ข้อ ๑.๗ รัฐบาลจะแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนและผู้ประกอบการ เนื่องจากภาวะเงินเฟ้อและราคาน้ํามันเชื้อเพลิง แล้วรัฐบาลก็บอกอีกว่ารัฐบาลนั้นจะชะลอ การเก็บเงินเข้ากองทุนน้ํามันเชื้อเพลิงบางประเภทชั่วคราว แล้วก็จะแก้ไขปัญหาค่าครองชีพ โดยการดูแลราคาสินค้า และการมีรายได้เพิ่มเพื่อกําลังซื้อสุทธิของประชาชนโดยการป้องกัน แก้ไขผูกขาดทั้งทางอ้อมและทางตรง และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนโดยเพิ่มกําลังซื้อ นอกจากนั้นแล้วรัฐบาลจะปรับโครงสร้างราคาพลังงานทั้งระบบให้สะท้อนราคาต้นทุนพลังงาน ดูแลราคาสินค้าอุปโภคบริโภค และราคาพลังงานอยู่ในระดับที่เหมาะสม ท่านประธานครับ ถ้าตั้งโจทย์อย่างนี้ผมกราบเรียนท่านประธานว่า ๙ เดือนที่ผ่านมา รัฐบาลสอบตกทุกวิชา ที่พูดมานั้นต้องบอกว่าทําไม่ได้อย่างที่พูดเลย ถามว่าวันนี้สิ่งที่พี่น้องประชาชนอยากให้ ผมมาบอกรัฐบาลว่า ๙ เดือนสาหัสสําหรับคนยากคนจนมาก สินค้าแพง ค่าแรงถูก พืชผล ที่ปลูกไม่ได้ราคา นี่คือสิ่งที่พี่น้องประชาชนนั้นฝากบอกรัฐบาลมาว่าทนไม่ไหวแล้ว รีบทําอะไรสักอย่างหนึ่งเถอะ นอกจากนั้นแล้วสิ่งที่ประชาชนได้เรียนรู้ความรู้ใหม่ ๆ จากรัฐบาลชุดนี้เป็นทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ บัญญัติขึ้นมาใหม่ว่าวันนี้สินค้าราคาแพง รัฐบาลนั้นได้ชี้แจงให้กับพี่น้องประชาชนว่าสินค้า ราคาแพงนั้นเป็นเพราะว่าน้ําท่วม เป็นเพราะว่าอากาศมันร้อน แล้วก็สําคัญคือประชาชน คิดไปเอง ผมเชื่อมั่นครับว่าวันนี้ประชาชนนั้นไม่คิดไปเอง ท่านประธานไปดูนะครับว่า วันนี้ถ้าดูความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนคนยากคนจนซึ่งเป็นเกษตรกรค่อนประเทศ วันนี้มันสําปะหลังกิโลกรัมละ ๑.๘๐ บาท เจ๊งครับ คนปลูกเจ๊งครับ ข้าวโพดก็เจ๊งครับ ท่าน ส.ส. ยุพราชเล่าไปแล้ว หอม กระเทียมภาคเหนือเจ๊งครับ ท่านสมบัติ ยะสินธุ์ พูดไปแล้ว ข้าวเปลือกก็ไม่ได้ราคาตามที่ได้พูดไว้ว่า ๑๕,๐๐๐ บาทต่อเกวียน เจ๊งอีกเหมือนกันครับ ไม่เว้นแม้กระทั่งน้ํามันปาล์ม ราคาน้ํายางพารา เงาะ สับปะรด เกษตรกรเจ๊งหมด นี่คือ ๙ เดือนที่ผ่านมา ที่ผมยืนยันว่ารัฐบาลนั้นสอบตกในสิ่งที่ได้ให้สัญญาไว้กับประชาชน แต่สิ่งที่ มันเจ็บปวดก็คือว่ารัฐบาลนั้นกําลังบอกประชาชนว่าสิ่งต่าง ๆ นั้นคิดไปเอง การจะขึ้นค่าไฟ คณะรัฐมนตรีต้องเป็นคนอนุมัติให้ขึ้นค่าไฟนะครับ เงินไปช่วยเหลือค่าไฟคนยากคนจน คณะรัฐมนตรีต้องเป็นคนอนุมัตินะครับ แม้กระทั่งค่าขนส่ง ถามเกษตรกรสิครับ ผมถามคนที่ ทํามันสําปะหลัง คนที่ปลูกพืชผลเกษตรกร ท่านรัฐมนตรีก็เป็นเกษตรกรอยู่ในเขตพื้นที่ ที่ทําการเกษตรเยอะแยะ ท่านทราบใช่ไหมครับว่าวันนี้ปุ๋ยกระสอบละ ๕๐ กิโลกรัม ขึ้นจาก ๗๕๐ บาท เป็นกระสอบละ ๑,๐๐๐ บาทแล้ว แล้ววันนี้กระทรวงพาณิชย์มาบอกกับคน ทั้งประเทศว่าอัตราเงินเฟ้อลดต่ําลงแค่ ๒ เปอร์เซ็นต์กว่า ๆ ถ้าท่านดูนะครับ ๗๕๐ บาท ไปเป็น๑,๐๐๐ บาทนั้น มันขึ้นไป ๓๓ เปอร์เซ็นต์ครับ ๓๓ เปอร์เซ็นต์ นอกจากนั้นแล้ว ยาฆ่าหญ้า ยาปราบศัตรูพืชขึ้นไปประมาณ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วสิ่งหนึ่งซึ่งผมคิดว่ารัฐบาลนี้ กําลังไม่บอกความจริงกับพี่น้องประชาชนทั้งหมด คือบอกความจริงเพียงแค่ครึ่งเดียว ซึ่งผมดูว่าการบอกความจริงเพียงแค่ครึ่งเดียวนั้นคือการบอกความเท็จ พูดความจริงไม่หมด คือโกหกครับ ถามว่าอะไร วันนี้กระทรวงพาณิชย์บอกว่าตรึงราคาสินค้าแล้ว ถามว่าจริงไหม หลาย ๆ อย่างจริงครับ แต่วันนี้ท่านประธานผงซักฟอกไม่ขึ้นราคานะครับ แต่ลดปริมาณลง คนเคยซื้อถุง ๒,๐๐๐ กรัม วันนี้ลดเหลือ ๑,๘๐๐ กรัม มันหายไป ๑๐ เปอร์เซ็นต์ครับ นั่นก็หมายความว่าสินค้านั้นแพงขึ้นไป ๑๐ เปอร์เซ็นต์ครับ ไม่เว้นแม้กระทั่งน้ํายาปรับผ้านุ่ม ลดปริมาณลงมาเหมือนกัน ลดลงมาประมาณ ๗ เปอร์เซ็นต์ก็หมายความว่าวันนี้พี่น้อง ซื้อของราคาเดิมแต่ได้ของน้อยกว่าเดิม ๗ เปอร์เซ็นต์ในปริมาณครับ ของมันเพิ่มราคาครับ ฉะนั้นกรุณาไปบอกกระทรวงพาณิชย์ด้วยว่าวันนี้พี่น้องประชาชนไม่มีใครเขาโง่ครับ เขาแจ้งผมมาว่าช่วยมาบอกด้วยว่าราคาไม่ขึ้นก็จริง แต่ของมันได้น้อยลง นอกจากนั้นแล้ว สิ่งที่อยากจะบอกคือว่าชีวิตตั้งแต่ตื่นมาสําหรับคนยากคนจน ส่งลูกหลานมาเรียนในต่างจังหวัด เรียนในเมือง เรียนในกรุงเทพมหานคร ตื่นเช้าขึ้นมาเปิดไฟค่าไฟก็ขึ้นแล้วครับ ค่าเช่าห้อง อย่างน้อยประกาศแล้วครับขึ้นเดือนละ ๓๐๐ บาท สําหรับคนอยู่ห้องเล็ก ๆ เป็นอย่างน้อย ๕๐๐ บาท เป็นมาตรฐาน จ่ายเพิ่มแล้วครับ ค่ารถเมล์ ถ้าไม่รอรถเมล์ฟรีซึ่งเบียดเสียดกันมาก ค่ารถเมล์ก็ขึ้นครับ ค่าข้าวแกงก็ขึ้นครับ ขึ้นหมดเลย แต่ขณะที่รายรับนั้นลดลง พ่อแม่ที่ทํา มันสําปะหลังมีที่เพียงแค่ ๑๐ ไร่ เคยส่งให้ลูกเรียนได้เดือนละ ๑,๐๐๐ บาท ที่เหลือเอาเงิน กู้ยืมจากกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา วันนี้บอกส่งลูกไม่ไหวแล้วครับท่านประธาน หมดแรงแล้ว ลูกถ้าหาเงินอื่นไม่ได้ต้องลาออก เรียนต่อไม่ได้ นี่คือสิ่งที่กําลังเกิดขึ้น สิ่งที่ผมกําลังจะบอก ท่านประธานว่าเรื่องนี้ประชาชนไม่ได้คิดไปเองครับ ปวดแสบ ปวดร้อน ปวดหัวใจในเวลา เปิดเทอมอยู่ทุกวันนี้ สิ่งที่อยากจะบอกกับพี่น้องประชาชนก็ตามว่า

(นายวรชัย เหมะ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านจุติครับ ท่านวรชัยมีอะไรครับ

นายวรชัย เหมะ สมุทรปราการ

ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม วรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสมุทรปราการ ท่านประธานครับ วันนี้ผมขอประท้วงผู้อภิปรายตามข้อ ๖๑ ครับ ท่านประธานครับ ผมไม่อยากประท้วงจริง ๆ เสียบรรยากาศ เสียอารมณ์ แต่วันนี้ท่านมาพูดเสียดสีรัฐบาลเรื่องของแพง ไม่ได้มาพูดถึง งบประมาณว่างบประมาณตั้งไว้อย่างไร ผิดตรงไหน ขาดอย่างไร คนละประเด็นเลยจริง ๆ ท่านช่วยพิจารณาให้หน่อยนะครับ ถ้าปล่อยอย่างนี้ทุกคนก็ขึ้นของแพง ๆ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ผมเข้าใจ แล้วครับ ท่านจุติผมว่าท่านก็ยังพูดอยู่ในประเด็นที่พูดได้ แล้วก็มีเวลาจํากัดอยู่ทุกฝ่าย บรรยากาศกําลังเป็นไปด้วยดีครับ เชิญท่านจุติต่อครับ

นายจุติ ไกรฤกษ์ พิษณุโลก 🔗

กราบเรียนท่านประธานครับ กระผม จุติ ไกรฤกษ์ พรรคประชาธิปัตย์ จากจังหวัดพิษณุโลก พูดถึงเรื่องความยากลําบากความทุกข์ ของคนจนต่อ ถ้าทนไม่ได้ก็กลับไปนอนบ้าน แต่สิ่งที่อยากจะบอกว่าวันนี้คนจนยังจนต่อครับ ยังจนไม่เลิกแล้วก็จะจนต่อไปถ้ารัฐบาลนั้นไม่เปลี่ยนนโยบาย ไม่เปลี่ยนพฤติกรรมในการ แก้ไขปัญหาพี่น้องของคนจน และวันนี้สิ่งที่จะบอกได้ก็คือว่าวันนี้คนจนทนไม่ไหวแล้ว งบประมาณ ๒,๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท หรือ ๒.๔ ล้านล้านบาทนั้นไม่ได้ไปช่วยคนจนอย่างที่ เขาต้องการ ผมยกตัวอย่างให้ฟังเลย นโยบายรถคันแรกถามว่าคนจนมีเงินซื้อรถยนต์ไหม คันเป็นล้านบาท ไม่มีครับ แต่รถยนต์คันแรกรัฐบาลนั้นยอมเสียภาษีรายได้ ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท ให้คนที่มีสตางค์ซื้อรถเป็นล้านบาทนั้นสามารถซื้อรถยนต์ได้ ลดหย่อนภาษีได้ คนจนไม่มีเงิน ซื้อรถยนต์ครับ ต้องขึ้นรถเมล์ ขี่รถจักรยานยนต์ครับ วันนี้อยากจะบอกท่านประธานว่า เงินงบประมาณในการช่วยเหลือคนจนที่ใช้ไฟฟรี เคยใช้เดือนละ ๙๐ หน่วย วันนี้เหลือ ๕๐ หน่วย รัฐบาลดีใจครับว่าวันนี้คนจนเคยได้ใช้ไฟฟรีสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ ๗,๐๐๐,๐๐๐ หลังคาเรือน วันนี้ลดลงมาครับ มีคนเพียงแค่ ๔,๐๐๐,๐๐๐ หลังคาเรือนได้สิทธิใช้ไฟฟรี รัฐบาลก็ดีใจว่า ประหยัดเงินงบประมาณได้ถึง ๓,๐๐๐ ล้านบาท แต่อย่าลืมว่างบประมาณ ๓,๐๐๐ ล้านบาทนั้น เป็นเงินที่คนจนต้องจ่ายเพิ่ม คนจนต้องจ่ายเพิ่มดูแลตัวเอง ๓,๐๐๐ ล้านบาทนะครับ งบดําเนินงานออกโฉนดชุมชนให้คนจนมีที่อยู่อาศัยปีนี้ก็ลดลง มันเจ็บปวดนะครับ คนจน ไม่มีเงินที่จะซื้อบ้าน ผ่อนบ้าน อยากจะได้บ้านราคาถูก ๆ ที่เอกชนเขาไม่ได้พัฒนานั้น วันนี้งบอุดหนุนสร้างบ้านคนจนลดลง คนจนไม่มีที่ทํากิน ขอออกโฉนดชุมชนให้คนจนมีที่อยู่ อาศัยเพิ่มขึ้น วันนี้งบประมาณในการออกโฉนดชุมชนให้คนจนมีที่อยู่อาศัยก็ลดลงครับ เงินกองทุนช่วยเหลือผู้พิการวันนี้ก็ลดลง เงินกองทุนเงินออมแห่งชาติดูแลผู้สูงอายุก็ส่ง ไม่ครบตามที่กฎหมายกําหนด แต่สิ่งที่เจ็บปวดอยากจะบอกพี่น้องคนจนทั้งประเทศก็คือว่า สิ่งที่รัฐบาลนี้กําลังทําอยู่คือการเข้าไปช่วยเหลือภาระน้ําท่วม วันนี้คนจนต้องแบกภาระของ ตัวเอง วันนี้จ่ายครบหรือยัง บ้านละ ๓๐,๐๐๐ บาท บ้านละ ๕,๐๐๐ บาท ในขณะเดียวกัน ถ้าคนจนไปกู้ธนาคารออมสิน เงิน ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท เสียอัตราดอกเบี้ย ๖ เปอร์เซ็นต์ต่อปี ก็คือปีหนึ่งเท่ากับกู้ ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาทได้ ถ้ากู้ ธ.ก.ส. ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาทได้เสีย ๗ เปอร์เซ็นต์ต่อปี ปีหนึ่งจ่ายดอกเบี้ย ๗๐,๐๐๐ บาท ๗ เปอร์เซ็นต์ต่อปีจ่าย ๗๐,๐๐๐ บาท สําหรับคนจนที่อาชีพเกษตรกร แต่วันนี้กระทรวงการคลังรัฐบาลชุดนี้ให้เงินโรงงานในนิคมกู้ กู้ไปสร้างเรื่องป้องกันน้ําท่วม กู้ ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท จ่ายดอกเบี้ย ๑๐๐ บาท ผมไม่ได้พูดผิด นะครับ กู้ ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท จ่ายดอกเบี้ย ๑๐๐ บาทเท่านั้นครับ เพราะอัตราดอกเบี้ย ที่วันนี้เจ้าของโรงงานเป็นพัน ๆ ล้านบาท ซึ่งอาจจะเป็นคนต่างชาติด้วยเสียวันนี้คือ .๐๑ เปอร์เซ็นต์ .๐๑ เปอร์เซ็นต์ ถ้าเผื่อกู้ ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท จ่ายดอกเบี้ยทั้งปี ๆ ละ ๑๐๐ บาท แต่คนจนนั้นถ้ากู้ ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท จ่ายดอกเบี้ย ๗๐,๐๐๐ บาทครับ โถคนจนแต่ว่าต้อง จ่ายดอกเบี้ยมากกว่าคนรวยถึง ๗๐๐ เท่า ผมถามว่าสิ่งเหล่านี้เป็นไปได้อย่างไร รัฐบาลวันนี้ ได้ดีมาเพราะคนจนวันนี้ลืมหมดแล้ว ลืมหมดแล้วครับว่าคนจนที่เคยอุ้มชูท่านมาวันนี้เงิน ที่เคยช่วยเหลือคนจนนั้นลดลงตามดัชนีที่ผมบอกทุกประการ ผมอยากจะฝากคณะกรรมาธิการ วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๖ ไปดูด้วยว่าสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้อย่าให้ใครตราหน้าได้ว่ารัฐบาลนี้หลอกคนจนมาแล้วก็อุ้มคนรวย ไม่ช่วยคนจน กรรมาธิการนั้นต้องเข้าไปแก้ไขสิ่งใดที่ไม่สมควร อย่างที่ผมได้กราบเรียนมาแล้วว่า คนรวยนั้นจ่ายอัตราดอกเบี้ยล้านบาทจ่ายแค่ร้อยเดียว แต่คนจนนั้นล้านบาทจ่ายอัตรา ดอกเบี้ยถึง ๗๐,๐๐๐ บาทต่อปี เลิกเสียเถอะครับ ผมคิดว่าไม่สายไปสําหรับกระทรวงการคลัง ที่จะมองเห็นความยาก ความทุกข์ของคนยากคนจนมากกว่าไปกอดเอาใจเศรษฐีซึ่งอาจจะ มาจากต่างประเทศด้วย ฉะนั้นวันนี้งบประมาณ ๒,๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้นกระผมไม่เห็นด้วย ในทิศทางของการจัดสรรงบประมาณที่ว่าละเลย เมินเฉย ทุกข์ของคนยากคนจน ถึงเวลาแล้ว เงินต่าง ๆ เหล่านี้ครับเอามาช่วยคนทุกข์ยากให้พ้นความทุกข์ยากเสียทีหนึ่ง ขอให้เขานั้น ได้ลืมตาอ้าปากได้ ต้นทุนแพงหมดทุกอย่างในการทําเกษตร ขายก็เจ๊ง ทุกอย่างอย่างที่พูดมา ฉะนั้นวันนี้ผมคิดว่ารัฐบาลนั้นอย่าดื้อดึงครับ กลับไปแก้ไขเสียกรรมาธิการมีเวลาไปปรับลด เงินต่าง ๆ นั้นที่จะไปช่วยในกลุ่มที่ผิด กรุณาเข้าไปดูแลคนจนให้หายทุกข์หายยากด้วยครับ ขอบคุณท่านประธานครับ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านเปล่งมณี ๕ นาทีครับ

นางเปล่งมณี เร่งสมบูรณ์สุข เลย 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางเปล่งมณี เร่งสมบูรณ์สุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเลย เขต ๓ พรรคเพื่อไทย ดิฉันขอมีส่วนร่วมในการอภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๖ ซึ่งปีนี้ได้ตั้งงบประมาณไว้ ๒.๔ ล้านล้านบาท ซึ่งทางรัฐบาลตั้งงบมากกว่า ปีที่แล้ว ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท หลาย ๆ ท่านบอกว่าทําไมตั้งน้อยจังแต่ทางรัฐบาลมีเหตุผลว่า รัฐบาลไม่ต้องตั้งงบประมาณในการใช้ดอกเบี้ยเงินกู้ไอเอ็มเอฟ (IMF) ๕๐,๐๐๐ ล้านบาทค่ะ และเพื่อชดใช้เงินคงคลังถึง ๕๐,๗๑๘ ล้านบาทรวมเป็น ๑๓๐,๗๑๘ ล้านบาท เงินส่วนนี้ เอามารวมเป็น ๒.๔ ล้านล้านบาท ในการที่จะผลักดันการจัดสรรงบประมาณไปตาม ยุทธศาสตร์งบประมาณ ๘ ยุทธศาสตร์ครอบคลุมทุกนโยบายของรัฐบาลที่ได้ประกาศไว้ อย่างทั่วถึงและเหมาะสม ดิฉันขออภิปรายถึงนโยบายเร่งด่วนการส่งเสริมให้ประชาชน เข้าถึงแหล่งเงินทุนซึ่งตั้งเอาไว้ ๘๓,๕๑๗.๔ ล้านบาท ไม่ว่าจะเกี่ยวกับเรื่องกองทุนหมู่บ้าน และชุมชน กองทุนตั้งตัวได้รวมถึงกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี ตามยุทธศาสตร์ที่ ๑ ข้อ ๑.๙ กองทุนพัฒนาบทบาทสตรีซึ่งปีนี้ ปี ๒๕๕๖ ได้ตั้งไว้ ๖,๓๖๐ ล้านบาท มากกว่าปีที่แล้วที่ตั้งไว้ ๑,๗๒๐ ล้านบาท เป็นเงิน ๔,๖๔๐ ล้านบาท ถ้าคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ถึง ๒๖๙.๗๗ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ให้ความสําคัญและงบประมาณส่วนนี้ได้กระจายไป ทั่วถึง ๗๗ จังหวัดตามขนาดของจังหวัด ประชากร ๕๐๐,๐๐๐ คนจะได้ ๗๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท ไม่เกิน ๑,๐๐๐,๐๐๐ คนจะได้ ๑๐๐ ล้านบาท และถ้าเกิน ๑,๐๐๐,๐๐๐ คนก็จะได้ ๑๓๐ ล้านบาท เงินในส่วนนี้ก็ไปทั่วถึงและเป็นธรรม ดิฉันมั่นใจนะคะท่านนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ท่านทราบถึงปัญหาของสตรีที่มีมายาวนานไม่ว่าเกี่ยวกับเรื่องการกระทํา ความรุนแรงของคนที่ตนเองรักในครอบครัว การขาดโอกาสในสังคม การขาดโอกาสที่จะ เข้าถึงแหล่งเงินทุน ในส่วนนี้ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็ได้ทราบถึงและสตรี ก็มีบทบาทในสังคมมายาวนานไม่ว่าเกี่ยวกับเรื่องครอบครัว ดูแลสามี ดูแลลูก ดูแลบุพการี ยังไม่พอ ยังปันเวลาไปช่วยเหลือสังคมด้วยจิตอาสา แต่การได้โอกาสในด้านต่าง ๆ มีน้อย โดยเฉพาะการเข้าถึงแหล่งเงินทุน เพราะฉะนั้นเงินกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีที่ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้ให้ โอกาสให้กับสตรีนั้นทําให้สตรีได้เข้าถึงแหล่งเงินทุนที่มีดอกเบี้ยต่ําหรือปลอดดอกเบี้ย และสร้างสวัสดิการในการสร้างอาชีพ สร้างรายได้ สร้างงานเพื่อที่จะไปพัฒนาเข้าสู่สวัสดิภาพ และสวัสดิการให้กับสตรี รวมถึงในการพัฒนาศักยภาพของสตรีและเครือข่าย พัฒนาบทบาทสตรี การสร้างสภาวะผู้นําและการคุ้มครองและพิทักษ์สิทธิ ท่านประธานคะ การขับเคลื่อนกองทุน พัฒนาบทบาทสตรีให้สตรีได้ใช้ประโยชน์จากเงินกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีในการที่มีส่วนร่วม ในการสร้างสรรค์พัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศนี้ ในจังหวัดเลยของดิฉันนะคะ พี่น้องชาวจังหวัดเลยโดยเฉพาะสตรีได้มีการตื่นตัวในเงินกองทุนนี้เป็นจํานวนมาก มีการร่วมแรง ร่วมใจนะคะ ตอนนี้ในจังหวัดเลยของดิฉันจากประชากรกลุ่มเป้าหมายซึ่งเป็นสตรีอายุ ๑๕ ปี ขึ้นไป มีถึง ๒๕๒,๕๔๕ คน ได้มีการลงทะเบียนสมาชิกกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีถึง ๒๒๖,๕๔๖ คน รวมคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ ๘๙.๗๑ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งมียอดลงทะเบียนคิดเป็น เปอร์เซ็นต์เป็นอันดับ ๑ ของประเทศ เพราะฉะนั้นดิฉันมั่นใจนะคะว่าสตรีทั่วประเทศ ก็จะเป็นอย่างเช่นสตรีในจังหวัดเลย ท่านประธานคะ สตรีเปรียบเสมือนกระเป๋าเงินของคน ในครอบครัว ดิฉันมั่นใจ การจับจ่ายใช้สอยเงินทุกบาททุกสตางค์ สตรีต้องคิดแล้วคิดอีก เพราะฉะนั้นเงินกองทุนนี้สตรีจะต้องมีวินัยแล้วมีความรอบคอบในการใช้เงิน ไม่เป็นอย่างที่ คนบางคน กลุ่มบางกลุ่ม คิดโน่นคิดนี่กลัวจะเป็นเงินที่จะสร้างปัญหาให้กับสตรี ดิฉันมั่นใจ นะคะว่าเงินกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีนี้จะช่วยดูแลสตรีได้เป็นอย่างดี และดิฉันในฐานะ ที่เป็น ส.ส. สตรีคนหนึ่ง ในสตรี ๓๓.๓ ล้านคน ใน ๖๕ ล้านคนนี้ ดิฉันต้องขอขอบคุณแทน พี่น้องสตรีทุกคนที่นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้ให้โอกาสและเชื่อมั่นสตรีที่เป็นคนรากหญ้า ได้มีโอกาสได้จับจ่ายใช้สอยเงินภาษีอากรของตนเอง ในการที่จะเอามาแก้ไขปัญหาให้กับตนเอง ดังนั้นดิฉันจึงขอสรุปว่าดิฉันขอสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปี งบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๖ ค่ะ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ครับ

นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี กรุงเทพมหานคร 🔗

ท่านประธานที่เคารพ ผม นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ท่านครับ ปีนี้เป็นงบประมาณ ๒.๔ ล้านล้านบาท เป็นงบประมาณรายจ่ายที่มากที่สุด เป็นประวัติการณ์ ทางรัฐบาลนั้นคิดว่าปี ๒๕๕๖ ตัวเลขเศรษฐกิจจะบวก ๔-๕ เปอร์เซ็นต์ ต้องเรียนท่านประธานว่าเวลาเขาคํานวณวิธีการคิด (GDP) หรือการเจริญเติบโต ๒ ปัจจัยหลัก เป็นปัจจัยสําคัญ นั่นก็คือการบริโภคภายในประเทศและรายจ่ายภาครัฐ ปีนี้มันมีรายจ่าย ภาครัฐเทียม มันมีการบริโภคภายในประเทศเทียม ทําให้ตัวเลขเศรษฐกิจในปี ๒๕๕๖ นั้น ดูเหมือนจะโตที่ ๔-๕ เปอร์เซ็นต์ครับ เพราะว่าปีนี้นั้นเป็นปีที่น้ําท่วมจํานวนมาก ผู้ประกอบการเอกชนรวมถึงภาครัฐต่างก็ระดมทุนเพื่อไปสร้าง ไปซ่อมแซมโรงงานที่เสียหายไป เพราะฉะนั้นตัวเลขในงบประมาณปีนี้ซึ่งมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ ต้องบอกว่าอาจจะตั้ง อยู่บนสมมุติฐานที่เป็นตัวเลขที่เทียมครับ เพราะเป็นการโตที่ไม่ใช่เป็นการโตที่แท้จริง ท่านประธานครับ พอลงไปดูลึกกว่านั้นหน่อยปรากฏว่าเที่ยวนี้การจัดงบประมาณก็ขาดดุล งบประมาณก็คือหมายถึงว่ารายรับน้อยกว่ารายจ่ายอยู่ที่ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ปีที่แล้ว นายกรัฐมนตรีคนเดียวกัน ท่านยิ่งลักษณ์จัดก็คือว่ารายรับน้อยกว่ารายจ่าย ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ดูเหมือนจะดีว่าปีนี้ส่วนต่างน้อยลงครับ ต่างกันที่ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ท่านประธานครับ นั่นก็เป็นเพราะว่าในช่วงต้นสมัยของคุณยิ่งลักษณ์นั้นได้มีการกู้ กู้ กู้ ไปแล้วกว่าล้านล้านบาท ผมขอสไลด์ที่ ๑ ขึ้นให้ดูนะครับว่ารัฐบาลยิ่งลักษณ์นั้นกู้ไปแล้วอะไรบ้างครับ ท่านประธานครับ นอกเหนือจากงบประมาณ ๒.๔ ล้านล้านบาทในคราวนี้ คุณยิ่งลักษณ์เองนั้นกู้ไปแล้วนะครับ ในช่วง ๙ เดือนที่ผ่านมา ทําลายสถิติของทุกรัฐบาลในประเทศไทยไปแล้วครับ ไปกับผมช้า ๆ ครับ

ตัวแรกฟื้นฟูระบบน้ํา ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งเบิกจ่ายจริงก็ทําไปได้แค่ ๒๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทเท่านั้นเอง เอาเงินไปตั้งไว้ครับ ทํากองทุนประกันภัย ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท กู้ไป กู้ไปจํานําพืชผลเกษตร ๒๗๐,๐๐๐ ล้านบาท กู้ไปชดเชยผลขาดทุนของกองทุนน้ํามัน ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท วงเงิน ๓๐,๐๐๐ ล้านบาทนะครับ ตอนนี้ใช้ไปแล้ว ๒๓,๐๐๐ ล้านบาท แล้วคิดดูสิว่าตอนนี้น้ํามันยังแพงอีกขนาดไหน เดี๋ยวจะเล่าให้ฟังครับ ต่อมาอีกหน่อยครับ ปี ๒๕๕๕ นี่รายจ่ายมากกว่ารายรับ ก็แปลว่าต้องกู้ไปชดเชย ปี ๒๕๕๕ คุณยิ่งลักษณ์ มีรายจ่ายมากกว่ารายรับ เพราะฉะนั้นก็ต้องกู้ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทครับ เพื่อไปอุดช่องว่าง ปีนี้เช่นเดียวกัน รายจ่ายมากกว่ารายรับอีกแล้ว ก็ไปอุดช่องว่างอีก ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาทครับ เบ็ดเสร็จ ๙ เดือนขีดเส้นใต้ ๕๐๐ ครั้ง ๑,๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทครับ ๑.๔ ล้านล้านบาทครับ ใช้คําพูดอย่างนี้ดีกว่า ท่านประธานครับ นี่คือเหตุที่ผมบอกว่ารัฐบาลนี้ล่ะครับเก่งแต่กู้ของ จริงครับ แต่พอไปดูต่อมาครับ ผมอยากจะพาไปดูว่าโครงการที่เกี่ยวข้องกับงบประมาณ ที่เป็นโครงการที่ผิดพลาด ซึ่งไม่ได้ผิดพลาดเพราะเราเห็นต่างในฐานะฝ่ายค้าน มันผิดพลาด เพราะเป็นนโยบายสิ้นคิด มันผิดพลาดที่วิญญูชนทั่วไปก็มองได้ว่าเป็นโครงการที่ผิดพลาด มี ๓ โครงการดังต่อไปนี้ ขอสไลด์ (Slide) ที่ ๒ ขึ้นครับ

โครงการแรกพูดสั้น ๆ โครงการรถยนต์คันแรก ใช้เงิน ๓๐,๐๙๕ ล้านบาท ปีที่แล้ว ปี ๒๕๕๕ เราตั้งงบประมาณไว้ ๙๕ ล้านบาท ซื้อคอมพิวเตอร์มาใช้ในโครงการนี้ ในปีนี้ตั้งงบประมาณอีก ๕,๐๐๐ กว่าล้านบาท และปีต่อ ๆ ไปก็อีก ๒๕,๐๐๐ ล้านบาท รวมเบ็ดเสร็จ ๓๐,๐๐๐ ล้านบาทสําหรับโครงการรถยนต์คันแรกครับ ท่านประธานครับ ใครที่ใช้รถยนต์คันแรกได้รับส่วนลดในวงเงินไม่เกิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท รถยนต์ขนาดเล็ก รถยนต์ รถกระบะ ผมโฆษณาให้เสร็จเรียบร้อย แต่ท่านทราบไหมครับ ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท นี่เอาไปทําอะไรได้บ้าง ถ้าเป็นขนส่งที่เรียกว่ารางเดี่ยวนี่ ไปสร้างรถไฟฟ้าที่จังหวัดเชียงใหม่ ก็ได้ ไปจังหวัดอุดรธานีก็ได้ครับ มาต่อที่กรุงเทพฯ ยังได้อีกครับ ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ว่า ท่านเลือกที่จะไปทําโครงการรถยนต์คันแรกครับ

โครงการที่ ๒ โครงการพักหนี้ดี ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท การยกเลิกกองทุนน้ํามัน เดี๋ยวจะเล่าให้ฟังว่าทําไมยกเลิกกองทุนน้ํามัน ๓๐,๐๐๐ ล้านบาทนี่ถึงเป็นโครงการที่ ผิดพลาด จริง ๆ ก็ไม่เชิงจะยกเลิกกองทุนน้ํามัน แต่เป็นการยกเว้นการจัดเก็บกองทุนน้ํามัน เบ็ดเสร็จท่านมีโครงการที่พลาดจากรัฐบาลนี้ ๙๐,๐๐๐ ล้านบาท โดยที่วิญญูชนก็เข้าใจ เหมือนผมครับ เดี๋ยวผมจะเล่าให้ฟังว่านอกจากโครงการรถยนต์คันแรก ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่เปล่าประโยชน์ไปแล้วนี่ อีก ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านเอาใช้โครงการพักหนี้ดีครับ เดี๋ยวโฆษณา ให้ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเรียบร้อยนะครับว่า ในขณะนี้พี่น้องประชาชนลองฟัง โครงการนี้ดูดี ๆ นะครับ ใครที่เป็นหนี้ดีอยู่ ๔ ธนาคารรัฐ ได้แก่ ธ.ก.ส. ออมสิน เอสเอ็มอี อิสลาม ปกติดอกเบี้ยร้อยละ ๗ รัฐบาลนี้ลดให้ครับ ๓ เปอร์เซ็นต์เหลือแค่ร้อยละ ๔ นั่นหมายความว่าคนที่เขาเป็นหนี้ดีอยู่ทุกวันนี้ก็กลายเป็นหนี้เสียเสียเลยครับ เพราะรัฐบาล บอกว่าต้นไม่ต้องจ่ายก็ได้พักต้นไว้ก่อน แล้วก็ลดดอกให้อีกจาก ๗ เปอร์เซ็นต์เหลือ ๔ เปอร์เซ็นต์ครับ โครงการแบบนี้ไม่น่าเชื่อว่าคิดได้ ผมว่ามันสิ้นคิดจริง ๆ ครับ ผมอยาก พาท่านประธานไปดูในสไลด์นี้จะเปรียบให้ดูว่าเงินเขาใช้กันอย่างไร ท่านดูสไลด์ตามผมครับ โครงการพักหนี้ดีสีแดงของพรรคเพื่อไทย สมมุติว่าท่านเป็นคนดี ๆ กันอยู่นี่ครับ ผ่อนหนี้กันอยู่ ๑๐๐,๐๐๐ บาท ปกติดอกร้อยละ ๗ ต่อปีครับ แต่ว่าปกติต้องจ่ายดอก ๗,๐๐๐ บาทต่อปี รัฐบาลนี้ใจดีแจกแหลก ดอกเบี้ยลดลง ๓ เปอร์เซ็นต์ครับ เหลือว่าปีนี้ท่านก็จ่ายดอกแค่ ๔,๐๐๐ บาท ดีไหมครับ ได้ประโยชน์เท่าไรครับ ได้ประโยชน์ ๓,๐๐๐ บาท เห็นนะครับ ในชาร์ท (Chart) ครับ คนพวกนี้เขาสบายแล้วครับ เขากู้ได้ แต่พวกแม่ค้าหาบเร่ แผงลอย ที่ไม่มีประวัติทางการเงิน คนที่เขาเลือกท่านมา ๑๕ ล้านเสียงเขาอยู่ในกลุ่มนี้สักกี่คน ท่านมา ดูโครงการแก้หนี้นอกระบบที่พรรคประชาธิปัตย์เคยทํา ถ้าใช้เงิน ๑๐๐,๐๐๐ บาทเหมือนกันครับ ปกติเขาโดนดอกกันอยู่นี่ร้อยละ ๑๐ ต่อเดือน หรือว่าร้อยละ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ต่อปี เฉพาะจ่ายดอก ๑๒๐,๐๐๐ บาทครับ โครงการนั้น พรรคประชาธิปัตย์ทําให้จ่ายดอกเบี้ยถูกลงเหลือแค่ ๑๒๐,๐๐๐ บาทต่อปีครับ ประหยัดเงินไป ๑๐๘,๐๐๐ บาทต่อรายครับ เงินเท่ากันเลยครับ ๑๐๐,๐๐๐ บาทกับการแก้หนี้นอกระบบ ๑๐๐,๐๐๐ บาท ของท่านได้ประโยชน์แค่ ๓,๐๐๐ บาท ในขณะที่ของพรรคประชาธิปัตย์ ได้ประโยชน์เป็นแสนบาทในเงินจํานวนเท่ากัน เอาล่ะครับ พอเข้าใจครับ โครงการอย่างนี้ละครับ พักหนี้ดี คิดได้ คิดดี เพราะเป็นโครงการสิ้นคิด ผมพูดอย่างนี้เพราะว่าหลักฐานมันยันชัดเจน ที่พูดอย่างนี้เพราะวิญญูชนคงคิดเหมือนผมครับ โครงการนี้ใช้เงิน ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท ๑๕,๐๐๐ ล้านบาทมาจากเงินงบประมาณ อีก ๑๕,๐๐๐ ล้านบาทมาจากการยอมเจ๊งของ ๔ ธนาคารรัฐ เมื่อสักครู่นี้ครับ ๓๐,๐๐๐ ล้านบาทครับ คิดได้อย่างไรครับ โครงการแบบนี้ เป็นภาระงบประมาณ รัฐบาลท่านยิ่งลักษณ์ครับ

โครงการที่ ๓ สิ้นคิดเหมือนกัน คือโครงการเรื่องของการเข้าไปพยุงกองทุน น้ํามันครับ จริง ๆ แล้วท่านยิ่งลักษณ์เองพูดเอาไว้ในวันปราศรัยหาเสียงวันที่ ๑ กรกฎาคมว่า จะยกเลิกกองทุนน้ํามัน จริง ๆ แล้วท่านไม่ได้ยกเลิกกองทุนน้ํามันแต่เป็นการยกเว้นการ จัดเก็บกองทุนน้ํามันแค่ ๔ เดือนเท่านั้นครับ ตั้งเงินไว้ ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท หมดไปแล้ว ๒๓,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธานรู้ไหมครับได้อะไรมาบ้าง ลองเปิดคลิปเสียงนี้สิครับว่า ท่านยิ่งลักษณ์พูดไว้ว่าอะไรแล้วผมจะแสดงตัวเลขให้ดูครับวันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๕๔ ครับ

(เจ้าหน้าที่ดําเนินการเปิดคลิปเสียง)

“............... : พี่น้องคะ หากพรรคเพื่อไทยได้มีโอกาสในการจัดตั้งและ เป็นรัฐบาล สิ่งแรกที่เราจะทํานั่นคือการแก้ไขปัญหาค่าครองชีพและเศรษฐกิจของพ่อแม่ พี่น้อง คือการกระชากค่าครองชีพลงมาค่ะ”

กระชากค่าครองชีพนะครับ

“............... : ด้วยการยกเลิกกองทุนน้ํามันค่ะพ่อแม่พี่น้องคะ”

ยกเลิก ยกเว้นการจัดไป ได้แค่ ๔ เดือนครับท่านประธานครับ

“............... : จะทําให้น้ํามันนั้นมีราคาลดลงค่ะ น้ํามันเบนซิน ๙๕ จะลดลง ไป ๗.๕๐ บาทต่อลิตรค่ะ”

๗.๕๐ บาทนะครับ ลดลง ไปเดี๋ยวดูนะครับว่าจริงไหมครับ

“............... : เบนซิน ๙๑ จะลดลง ๖.๗๐ บาทต่อลิตรค่ะ”

๖.๗๐ บาทต่อลิตรนะครับ เดี๋ยวดูว่าจริงไหมนะครับ

“............... : น้ํามันดีเซลจะลดลงไป ๒.๒๐ บาทต่อลิตรค่ะพ่อแม่พี่น้อง”

ดีเซล ๒.๒๐ บาทต่อลิตร นะครับพี่น้อง ท่านประธานครับ ใช้เงินกู้ ๓๐,๐๐๐ ล้านบาทวงเงิน สตางค์หมดไปแล้ว ๒๓,๐๐๐ ล้านบาทกับกองทุนน้ํามันนี้ แล้วหวังว่าตัวเลขจะลดจริงอย่างที่คุณยิ่งลักษณ์บอก ว่ากระชากค่าครองชีพ ไปดูสไลด์ของผมต่อไปครับ

(เจ้าหน้าที่ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)

ต่อไปครับสไลด์ที่ ๔ ครับ ท่านประธานครับ ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท ใช้ไปแล้ว ๒๓,๐๐๐ ล้านบาท แล้วกระชากค่าครองชีพลงแบบที่นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์พูดจริงหรือไม่ครับ เมื่อสักครู่ดูเบนซิน ๙๕ ครับ เราจะกระชากราคาลง ๗.๕๐ บาทค่ะพี่น้องท่านประธานครับ มาดูราคาวันนี้กันหน่อยทั้ง ๆ ที่ว่าเมื่อเช้าตอนตีห้าน้ํามันลดราคาลงเรียบร้อยแล้วนะครับ ๔๖.๒๔ บาทครับ เพิ่มขึ้นไม่ได้กระชากลงอย่างที่คุณยิ่งลักษณ์บอกเลยครับ ๖.๐๖ บาท ถ้ากระชากลงจริงนี่เบนซิน ๙๕ จะต้องราคา ๔๐.๑๔ บาท นั่นคือในวันที่ ๑ กรกฎาคม และถ้าถูกลง ๗.๕๐ บาทจะต้องราคานั้นล่ะครับ ท่านนายกรัฐมนตรีครับ มันไม่ได้ถูกลง ๗.๕๐ บาทครับ มันแพงขึ้น ๖.๐๖ บาทครับสําหรับเบนซิน ๙๕ ครับ เบนซิน ๙๑ ครับ จะถูกลง ๖.๗๐ บาท ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์พูดไว้ครับ เงินหมดไปแล้ว ๒๓,๐๐๐ ล้านบาท ยังเหลือวงเงินต่ออีก ๗,๐๐๐ ล้านบาทจะครบ ๓๐,๐๐๐ ล้านบาทที่ต้องใช้ไป น้ํามันมันขึ้น ๖.๓๑ บาท ดีเซลครับ พี่น้องจะถูกลง ๒.๒๐ บาท ในวันที่คุณยิ่งลักษณ์บอกในวันหาเสียงครับ วันนี้มันแพงขึ้น ๒.๐๔ บาท ชัดเจนไม่ต้องอธิบายอีกแล้วครับ ล้มเหลวสิ้นเชิงใน ๓ โครงการ ที่ได้กล่าวไปครับ เอาล่ะครับ ตัดภาพมาได้เลยนะครับ เหลือเวลาสั้น ๆ ๒ นาที ขออนุญาตเรียน แบบนี้ครับ ท่านกู้เงินในคราวนี้มากที่สุดเป็นประวัติการณ์ประเทศไทย ๑.๔ ล้านล้านบาท ท่านใช้งบประมาณ ๒.๔ ล้านล้านบาท เป็นงบประมาณรายจ่ายที่มากที่สุดเป็นประวัติการณ์ ท่านประธานครับ เรามาเสียเวลากับโครงการสิ้นคิด ๓ โครงการเมื่อสักครู่นี้ โครงการแรก รถยนต์คันแรก ๓๐,๐๙๕ ล้านบาท รถไฟฟ้าใช้ได้อีกหลายจังหวัดครับ จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดอุดรธานี กรุงเทพมหานคร เราไปเสียเวลากับโครงการ

(จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เดี๋ยวครับ ท่านอรรถวิชช์ จ่าประสิทธิ์ประท้วงอะไรครับ จะจบอยู่แล้วครับ เหลือเวลาแค่ ๑ นาทีเองครับ เชิญครับประท้วงเรื่องอะไรครับ

จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สุรินทร์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ จริง ๆ แล้วก็ทนฟังมาตั้งนานแล้วนะครับ ไม่อยากจะประท้วง แต่ผู้อภิปรายทําผิดข้อบังคับ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านประท้วง ประเด็นไหนครับ ประท้วงข้อไหน ประท้วงเรื่องอะไรครับ

จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สุรินทร์

ทําผิดข้อบังคับ ข้อ ๖๑ เสียดสี ใส่ร้าย กล่าวหาว่ารัฐบาล หรือคุณยิ่งลักษณ์คิดโครงการแบบสิ้นคิด ถ้าเขาเป็นคนสิ้นคิด เขาไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรีหรอกนะครับ คณะรัฐบาลยังมีสติอยู่ ไปบอกคนข้าง ๆ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

พอแล้วครับ ผมเข้าใจแล้วครับ เดี๋ยวจะให้รัฐมนตรีตอบ ท่านพอแล้วครับ ท่านไม่ต้องตอบแทนเขา เชิญนั่งลงครับ พอแล้วครับ จะจบแล้วครับ ๑ นาทีเอง เชิญท่านอรรถวิชช์ครับ

นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี กรุงเทพมหานคร

ต้องขอประทานอภัย พี่ด้วยนะครับ บางทีคําพูดอาจจะรุนแรงไปหน่อย เพราะว่าผมเองต้องขอประทานอภัย ผมหมายความอย่างนั้น ท่านประธานครับ ๙๐,๐๐๐ ล้านบาท เป็นโครงการที่ไม่ควรจะทําเลย ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์คันแรก ๓๐,๐๙๕ ล้านบาท ซึ่งสามารถที่จะไปก่อให้เกิดประโยชน์ ในการสร้างระบบขนส่งมวลชน ไม่ว่าจะเป็นในจังหวัดใหญ่ ๆ อย่างจังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดภูเก็ต จังหวัดอุดรธานี หรือกรุงเทพมหานคร ๓๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้พอครับ

โครงการที่ ๒ โครงการพักหนี้ดี ๓๐,๐๐๐ ล้านบาทเช่นเดียวกัน ซึ่งผมก็ได้ บอกแล้วว่าทําไมไม่ไปทําเรื่องของการแก้หนี้นอกระบบ พักหนี้ดีถ้าเกิดเงิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท เขาได้ประโยชน์จากท่านแค่ปีละ ๓,๐๐๐ บาท แต่ถ้าเป็นการแก้หนี้เสีย หนี้นอกระบบ เขาได้ประโยชน์ปีละเป็น ๑๐๐,๐๐๐ บาท นี่คือสิ่งที่ประชาชนเดือดร้อนจากการใช้จ่าย งบประมาณ

โครงการที่ ๓ ที่ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ประกาศการยกเลิกกองทุนน้ํามัน แล้วก็ยกเว้นการจัดเก็บ สุดท้ายก็ทําได้แค่ ๔ เดือน เราผลาญเงินงบประมาณไปแล้วถึง ๒๓,๐๐๐ ล้านบาท และวงเงินกู้ของท่านมีถึง ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท ยังไปต่อได้อีก ๗,๐๐๐ ล้านบาท โครงการนี้ก็ไม่ได้ตอบโจทย์ว่าน้ํามันราคาถูกลง กระผมเองก็นําราคามาชี้แจงให้ดูว่า ราคาทุกตัวที่นายกรัฐมนตรีได้กล่าวเอาไว้ในวันปราศรัยหาเสียงแทนที่มันจะกระชากลง มันกระชากขึ้นในอัตรานั้นเลยครับ

ท่านประธานครับ มาสู่ช่วงท้ายของการอภิปราย ผมไม่อยากเห็นเงิน ๙๐,๐๙๕ ล้านบาท ต้องเสียไปกับโครงการสิ้นคิดครับ แล้วก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าท่านจะได้ มีโอกาสทบทวนโครงการต่าง ๆ เหล่านี้ด้วย ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์เองท่านเป็น ผู้นํารัฐบาลนี้ และไม่มีอํานาจไหนจะโค่นท่านลงได้ ยกเว้นตัวท่านเองละครับ ผมว่าต้อง ตอบโจทย์พี่น้องประชาชนที่เขาลําบาก เขาเลือกท่านมา แล้วผมเชื่อว่าถ้าท่านทําได้จริง เรายินดีให้การสนับสนุนงบประมาณปีนี้ครับ ขอบพระคุณครับ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เดี๋ยวผม จะให้รัฐมนตรีตอบ ท่านนั่งลงเถอะครับ จบแล้ว ให้ท่านรัฐมนตรีตอบได้ เชิญท่านรัฐมนตรี ตอบครับ

นายทนุศักดิ์ เล็กอุทัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม ทนุศักดิ์ เล็กอุทัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุตรดิตถ์ พรรคเพื่อไทย ในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ต้องขอกราบขอบพระคุณ ท่านผู้อภิปราย ที่เพิ่งอภิปรายจบลงไปนะครับ ผมจะพยายามตอบเท่าที่ผมจดทันนะครับ

ประการแรก กรณีที่ท่านพูดถึงรัฐบาลกู้เงินเป็น ๑,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ต้องขอกราบเรียนว่าถ้าจะให้ความเป็นธรรมกับรัฐบาลแล้วเรื่องนี้ได้มีการผ่านสภาไปแล้ว เมื่อตอนเป็นพระราชกําหนด ซึ่งพระราชกําหนด ๔ ฉบับนั้นก็ไม่ได้หมายความว่าเงินมันจะ หายไปไหนทั้งหมดนะครับ กองทุนประกันภัย ๕๐,๐๐๐ ล้านบาทก็วนเวียนอยู่ในระบบ กองทุนกู้ยืมเพื่อดอกเบี้ยต่ําเพื่อให้ผู้ประกอบการกู้ยืม ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็ไม่ได้หายไปไหน ส่วนการกู้ยืมเพื่อมาจํานําสินค้าทางการเกษตรนั้นผมก็คิดว่าเป็นเรื่องปกติของทุกรัฐบาล ที่ต้องทํา ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทก็เป็นเรื่องความจําเป็นในการป้องกันน้ําท่วม การชดเชย การขาดดุลงบประมาณ ๒ ปี ปี ๒๕๕๕ และปี ๒๕๕๖ ก็แน่นอนครับ ตั้งงบประมาณขาดดุล ก็ต้องกู้เงิน ทุกรัฐบาลก็ต้องทํากันแบบนี้นะครับ ยกเว้นมันจะมากหรือน้อยเท่านั้น

ผมขอพูดอีกอันเดียว ก็คือว่ากรณีเรื่องที่ท่านบอกโครงการที่ ๒ เป็นโครงการ สิ้นคิดเกี่ยวกับเรื่องการพักชําระเงินต้น ลดดอกเบี้ย ต้องขอกราบเรียนว่าลักษณะนี้ผมเคยเรียน เมื่อสักครู่ว่าเราเคยทํามาแล้วในสมัยปี ๒๕๔๔ ในสมัยพรรคไทยรักไทยเป็นรัฐบาล ตอนนั้น มีพี่น้องประชาชนเข้าร่วมโครงการ ๒,๔๐๐,๐๐๐ ราย แล้วก็มีหนี้เสียอยู่แค่ ๑ เปอร์เซ็นต์ กว่า ๆ วัตถุประสงค์ของโครงการนั้นไม่ใช่เพียงเพื่อต้องการให้ประชาชนนั้นได้มีโอกาสพัก ได้ดอกเบี้ยถูกลงอะไรต่าง ๆ เหล่านั้นเพียงเท่านั้น แต่ต้องการที่จะให้ประชาชนมีเงินทุน สํารองเพิ่มขึ้น ต้องการให้มีเงินทุนจากการที่ไม่ต้องส่งต้นระยะหนึ่ง ต้องการให้มีการประหยัด ดอกเบี้ยระยะหนึ่งเพียงเพื่อจะให้เขาเอาเงินเหล่านั้นไปทําการพัฒนาตนเอง พัฒนากิจการ พัฒนาธุรกิจอาชีพของเขา แล้วไม่แต่เพียงเท่านั้นนะครับ โครงการนี้เรายังตั้งงบประมาณไว้ อีก ๑,๒๐๐ ล้านบาท เพื่อที่จะฟื้นฟูอบรมให้ความรู้ ให้ผ่านทั้ง ๔ ธนาคาร ไม่ใช่หมายความว่า พักต้น พักดอกแล้วจบกัน ไม่ใช่ครับ พักต้นพักดอกแล้วเรายังมีการให้ความรู้ ให้ความสามารถ เพื่อให้เขากลับมาแข็งแรงเพิ่มขึ้นอีกภายใน ๓ ปีข้างหน้า สิ่งที่อยากกราบเรียนว่าเหตุที่มี โครงการเช่นนี้ก็เพราะว่าเรามักจะมีความคิดกันว่าการให้โอกาสอย่างนี้จะเป็นการเสียวินัย ทางการเงินการคลัง แต่รัฐบาลกลับคิดตรงกันข้ามครับ รัฐบาลกลับคิดว่านี่เป็นการให้โอกาส ประชาชน และที่สําคัญที่สุดเราพูดเสมอครับว่ารัฐบาลนี้จะให้โอกาสแต่คนรวย ช่วยคนรวย อะไรอย่างนี้เป็นต้น รัฐบาลที่เห็นแก่เงินอะไรอย่างนี้ เมื่อสักครู่ก็มีเพื่อนสมาชิกได้พูดถึง แต่คราวนี้กลับกลายเป็นตรงกันข้าม เราทําหลายโครงการ โดยเฉพาะโครงการนี้ต้องการทํา เพื่อให้พี่น้องประชาชนมีทางออกของชีวิตเพิ่มขึ้นนะครับ ให้แข็งแรงขึ้น ขอกราบเรียนว่า รัฐบาลทําเรื่องนี้ด้วยความเชื่อมั่นในประชาชน เรามีมาตรการรองรับเต็มที่ เมื่อปี ๒๕๔๔ นั้น เราไม่ได้มีมาตรการอะไรเลย ยังเสียหายแค่ ๑.๖ เปอร์เซ็นต์ แต่พอปีนี้มีผู้เข้าร่วมโครงการ ทั้งหมดที่เป็นเอ็นพีแอล ๔๐๐,๐๐๐ ราย มูลหนี้ ๕๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท แล้วเป็นพีแอล อย่างปัจจุบันนี้ ๓,๘๐๐,๐๐๐ ราย วงเงินต้นประมาณ ๔๕๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วดอกเบี้ย ไม่ใช่ ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท ดอกเบี้ยคือประมาณ ๔๕,๐๐๐ ล้านบาทครับ ช่วยกันออกระหว่าง แบงก์กับรัฐบาลคนละครึ่ง เพราะฉะนั้นวงเงินสะพัดตรงนี้ประมาณ ๕๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมมีความเชื่อว่าจะสร้างความเข้มแข็งให้ระบบเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งคาดกันว่าจะทําให้ จีดีพีประเทศเติบโตได้ถึง .๗ เปอร์เซ็นต์ ถ้ามองกันในแง่ดีนะครับ ส่วนจะเป็นอย่างไร จะเกิด ปัญหาจริงอย่างที่ท่านวิตกกังวล หรือว่าจะเป็นอย่างที่รัฐบาลให้ความไว้ใจประชาชน อนาคต จะเป็นเครื่องพิสูจน์ครับ ขอบคุณครับ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านวรวัจน์ ครับ

นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม วรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดแพร่ พรรคเพื่อไทย ในฐานะของรัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี จริง ๆ ขอบคุณท่านสมาชิก ท่านจุติ เห็นวิธีการอภิปรายของท่านก็ต้องพยายามทําความเข้าใจครับ เพราะบางเรื่อง ท่านพูดเหมือนกับเงินที่ใช้แล้วหมดลงไป แต่ผมขออนุญาตกราบเรียนนะครับ จริง ๆ แล้ว หลายโครงการเป็นเรื่องเงินหมุนเวียนเท่านั้นเอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการกู้เงินเพื่อจํานํา สินค้าเกษตร เงินก็ยังอยู่ สินค้าก็ยังอยู่ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือว่าปีนี้เกษตรกรมีรายได้ที่ดีขึ้น ผมอยากขออนุญาตเรียนท่านสมาชิกว่า โครงการของรัฐบาลนี้เรามุ่งเน้นไปในเรื่องของการกระตุ้นเศรษฐกิจ ก่อให้พี่น้องประชาชน เกิดรายได้ที่แท้จริงนะครับ ผมคิดว่าสุดท้ายแล้วนี่เรามาดูผลสัมฤทธิ์ของโครงการ โครงการ ของรัฐบาล ผมรับรองว่าเราดําเนินการในแต่ละโครงการด้วยความโปร่งใส ทําเพื่อผลประโยชน์ ของพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง อย่างโครงการที่เกี่ยวกับการกู้มาเพื่อใช้ในเรื่องของอุทกภัย แต่จริง ๆ แล้วเป็นการป้องกันปัญหาน้ําแล้ง แก้ปัญหาน้ําท่วมและนอกจากนั้นเองยังมีการ วางรากฐานทางการเกษตร ทําระบบน้ําเพื่อการเกษตรอีกด้วยคือเราจะพยายามวางทั้งระบบ จริง ๆ วันนี้ต้องเรียนว่ามีหลายประเด็นที่อยากจะตอบท่านนะครับ แต่ว่าจะขออนุญาต ท่านประธานนะครับว่าพรุ่งนี้เราจะรวบรวมทั้งหมดนี้ตอบท่านอีกทีหนึ่ง เพราะว่าตอนนี้ ทาง ครม. ใช้เวลาไปค่อนข้างจะมาก เกรงว่าถ้าใช้ตัวนี้หมดแล้วพอถึงสุดท้ายมีผู้อภิปรายมากนี่ เราจะตอบไม่เพียงพอนะครับ ก็ขออนุญาตติดท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติไว้นะครับ และขอตอบ ในคราวเดียวกันครับ ขอบคุณครับ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านเหวง โตจิราการ ๗ นาทีครับ

นายเหวง โตจิราการ บัญชีรายชื่อ 🔗

กราบท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายแพทย์เหวง โตจิราการ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ วันนี้ต้องกราบเรียนท่านประธานนะครับว่าผมยืนยันว่าผมสนับสนุน ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๖ ของรัฐบาล ก่อนอื่นต้องกราบเรียนท่านประธานว่างบประมาณเปรียบเสมือนแผนผังหรือแผนที่ที่จะให้ คนทั้งประเทศรวมทั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทราบว่ารัฐบาลจะใช้เงินในการสร้างสรรค์ ทํานุบํารุงประเทศชาติบ้านเมืองอย่างไร เพราะผมอ่านดูแล้วนี่ผมมีความจําเป็นต้องบอก ท่านประธานว่าเห็นชอบด้วยหรือไม่เห็นชอบด้วย ในเมื่อผมอ่านดูแล้วผมเห็นว่ามีแต่ประโยชน์ ต่อชาติบ้านเมืองอย่างยอดเยี่ยม ผมจึงมีความจําเป็นที่จะต้องกราบเรียนท่านประธานว่า ในความคิดเห็นส่วนตัวของผมนี่ผมสนับสนุนงบประมาณฉบับนี้ ท่านประธานก็จะบอกว่า เอ๊ะ คุณสนับสนุนตรงนี้ไม่เกี่ยวเพราะคุณเป็น ส.ส. พรรคเพื่อไทยใช่ไหมคุณเป็น ส.ส. รัฐบาล ใช่ไหม ไม่ใช่ครับท่านประธาน เพราะว่าผมนี้นะครับ ถึงแม้ว่าจะเป็น ส.ส. พรรคเพื่อไทย ส.ส. รัฐบาลก็ตาม แต่ขณะเดียวกันผมก็เป็นผู้แทนปวงชนชาวไทยทั้งประเทศด้วยเช่นกัน ดังนั้นการที่ผมจะให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ ผมต้องมีเหตุผลโดยเอาผลประโยชน์ของ ประเทศชาติบ้านเมืองเป็นหลัก ผมกราบเรียนอย่างนี้ครับ ต้องการที่จะให้ท่านประธานเห็นว่า งบประมาณฉบับนี้ เมื่อเช้านี้มีคนบอกแล้วนะครับว่าหนัก ๑๖ กิโลกรัม และมีจํานวนเล่ม ตั้งเยอะมาก แต่สามารถสรุปง่าย ๆ เป็น ๘ ยุทธศาสตร์ แล้วก็ ๑ รายการค่าดําเนินการ ภาครัฐ ลําพังเฉพาะในการพิจารณาจากยุทธศาสตร์นี้ท่านประธานก็คงจะเห็นด้วยกับผมแล้ว ว่ารัฐบาลชุดนี้เอาใจใส่ประเทศชาติบ้านเมืองอย่างดียิ่งเลยนะครับ ท่านประธานดูจัดเรียง ความสําคัญของยุทธศาสตร์ ท่านประธานจะเห็นเลยนะครับว่ารัฐบาลชุดนี้ให้ความสําคัญ กับยุทธศาสตร์การศึกษาคุณธรรมจริยธรรม คุณภาพชีวิตและความเท่าเทียมกันในสังคม เป็นอันดับ ๑ ครับ คือจัดสรรงบประมาณมากถึง ๖๒๕,๔๔๔.๓ ล้านบาท มากที่สุดครับ คิดเป็นสัดส่วน ๒๖.๑ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเรื่องนี้เดี๋ยวสักครู่ถ้ามีเวลาผมจะกราบเรียนท่านประธาน ในรายละเอียดปลีกย่อยลงไป

ถัดมาก็คือยุทธศาสตร์ในการสร้างรากฐานการพัฒนาที่สมดุลสู่สังคมเป็น จํานวนเงิน ๔๙๑,๔๘๒ ล้านบาท คิดเป็นจํานวนเปอร์เซ็นต์ ๒๐.๕ เปอร์เซ็นต์ ตรงนี้ก็มี รายละเอียดอยู่พอสมควรนะครับ ซึ่งเดี๋ยวสักครู่ผมจะกราบเรียนท่านประธานนะครับ

อันที่ ๓ ก็คือ ยุทธศาสตร์การบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี ท่านประธาน จะเห็นเลยนะครับว่าทั้ง ๓ ลําดับแรกนี้ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องที่ทําให้ประเทศชาติบ้านเมือง เพิ่มศักยภาพของมนุษย์ของคนทั้งสิ้น ท่านประธานครับ ประเทศที่สําคัญที่สุดก็คือคน ดังนั้นเมื่อรัฐบาลให้ความสําคัญกับคนแล้วย่อมแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลเอาใจใส่ประเทศนี้ อย่างดียิ่ง เพราะว่า ๓ ยุทธศาสตร์ดังกล่าวนี้ล้วนแล้วแต่เป็นการเพิ่มศักยภาพของคนทั้งสิ้น ผมขออนุญาตใช้เวลาที่เหลือสักนิดหนึ่งในเรื่องยุทธศาสตร์การศึกษาจริยธรรม คุณภาพชีวิต และความเท่าเทียมกันในสังคม ในนี้ภาพรวม ๆ ก็คือจัดการการศึกษาขั้นพื้นฐานที่มีคุณภาพ และมาตรฐาน ให้ประชาชนวัยเรียนโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายครับ ท่านประธานครับ รัฐบาลชุดนี้ จะทําให้ดูนะครับ รัฐบาลที่ผ่าน ๆ มาเพียงแต่โฆษณาเท่านั้นเองแต่เขาทําไม่ได้ครับ

ข้อต่อมาก็คือว่าแผนงานสนับสนุนการจัดการศึกษาตั้งแต่ปฐมวัยจนจบ การศึกษาขั้นพื้นฐาน รัฐบาลใช้งบทั้งสิ้น ๘๘,๘๘๑,๔๐๐,๐๐๐ บาท ตรงนี้ก็เพื่อประชากร วัยเรียนตั้งแต่ระดับก่อนประถมศึกษาจนถึงมัธยมตอนปลายทั้งสายสามัญอาชีพได้รับ การศึกษาขั้นพื้นฐานที่มีคุณภาพครับท่านประธาน

ข้อต่อมาคือว่าแผนงานสร้างและกระจายโอกาสทางการศึกษาให้ทั่วถึงและ เป็นธรรม จํานวนทั้งสิ้น ๓๗๒,๒๓๒.๔ ล้านบาท เพื่อให้คนไทยทุกกลุ่มทุกวัยได้มีโอกาส เข้าถึงบริการทางการศึกษาและแหล่งความรู้ในสาขาต่าง ๆ ท่านประธานเห็นไหมครับว่า รัฐบาลเอาใจใส่เรื่องการศึกษาเป็นอย่างยิ่ง ท่านประธานครับ ในคติของพุทธศาสนาเรา บอกว่า นัตถิ ปัญญา สมา อาภา คือแสงสว่างเสมอด้วยปัญญาไม่มีครับ นี่แสดงว่ารัฐบาล ใส่ใจในการที่จะติดอาวุธทางปัญญาให้ราษฎรทุกคนให้ประชาชนไทยทุกคนมีศักยภาพ ทางความคิดและศักยภาพทางปัญญา นอกจากนี้รัฐบาลยังใส่ใจในการพัฒนาและยกระดับ มาตรฐานแรงงานจํานวน ๑๒,๓๐๒.๗ ล้านบาท ทั้งนี้ทั้งนั้นสุขภาพก็เป็นเรื่องที่รัฐบาล ให้ความเอาใจใส่เป็นอย่างยิ่ง สุขภาพนอกจากปรากฏอยู่ในยุทธศาสตร์ในเรื่องการศึกษาคุณธรรม จริยธรรม คุณภาพชีวิตและความเท่าเทียมกันในสังคมจํานวนถึง ๑๑๘,๒๑๒.๒ ล้านบาท ยังไปปรากฏอยู่ในยุทธศาสตร์อันแรก ก็คือจัดทางด้านการสุขภาพจํานวนถึง ๑๙๖,๔๘๕ ล้านบาท รวม ๒ ยอดนี้ก็ร่วมประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท นี่แสดงว่ารัฐบาลให้ความเอาใจใส่ ในเรื่องสุขภาพเป็นอย่างยิ่ง ผมจํากัดด้วยเวลา เพราะฉะนั้นผมอยากจะกลับไปอีกประเด็นหนึ่ง เพราะว่าผมฟังเพื่อนสมาชิกผมรู้สึกไม่สบายใจ เพื่อนสมาชิกหลายท่านพยายามที่จะพูดว่า รัฐบาลชุดนี้สร้างหนี้สร้างสินให้ประเทศชาติบ้านเมือง ผมว่าตรงข้ามรัฐบาล ท่านประธานครับ รัฐบาลชุดนี้พยายามที่จะลดหนี้ลดสินของประเทศชาติบ้านเมืองแสดงออกที่ไหนครับ ก็คือว่า การขาดดุลงบประมาณจะลดลง เมื่อปีที่แล้วขาดดุลงบประมาณ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ปีที่แล้วก็เป็นการสืบเนื่องมาจากรัฐบาลชุดก่อนหน้านี้ด้วยเช่นกัน แต่พอมาปีนี้การขาดดุล งบประมาณเหลือแค่ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท และปีต่อไปผมต้องกราบเรียนท่านประธานนะครับ รัฐบาลชุดนี้มีเป้าแล้วครับ คือรัฐบาลชุดนี้มีวิสัยทัศน์ไม่ใช่มองแค่ปีนี้เท่านั้นเอง แต่รัฐบาล มองยาวไปจนถึงปี ๒๕๖๐ ซึ่งในปี ๒๕๖๐ ผมเชื่อมั่นว่ารัฐบาลชุดนี้ยังคงอยู่ ในปีนั้นจะไม่มี การขาดดุลงบประมาณ ผมต้องกราบเรียนท่านประธานนะครับว่า พรรคการเมืองพรรคนี้ สืบเนื่องมาจากพรรคการเมืองของพรรคไทยรักไทย และพรรคไทยรักไทยในสมัยที่เป็นรัฐบาล สร้างปรากฏการณ์ทางประวัติศาสตร์ ซึ่งไม่เคยปรากฏขึ้นในสังคมไทยเลยก็คือว่าเป็นรัฐบาล ชุดแรกที่งบประมาณเกินดุลทําให้ประเทศไทยเป็นเจ้าหนี้ไม่ใช่เป็นประเทศลูกหนี้ เพราะฉะนั้นผมต้องกราบเรียนรัฐบาลนะครับว่ามี ส.ส. หลายท่านทําให้พี่น้องประชาชน ที่ฟังอยู่ทางบ้านและเกิดความเข้าใจผิดว่ารัฐบาลชุดนี้สร้างหนี้สร้างสินเยอะแยะ ตรงกันข้าม ท่านประธานครับ รัฐบาลชุดนี้ถ้าหากว่าไปถึงปี ๒๕๖๐ ซึ่งผมเชื่อว่าถึงอย่างแน่นอน ในปีนั้น ประเทศจะไม่มีการขาดดุลงบประมาณ และปีถัดไปก็จะเป็นประเทศเจ้าหนี้คือหมายความว่า โดยรวมแล้วประเทศเราแข็งแรงทางเศรษฐกิจจนสามารถที่จะมีรายรับมากกว่ารายจ่าย นี่เป็นการลดข้อครหาโดยสิ้นเชิงที่ว่ารัฐบาลชุดนี้สร้างหนี้สร้างสินให้ลูกหลานไม่ใช่ครับ รัฐบาลชุดนี้จะทําให้ประเทศนี้กลายเป็นประเทศเจ้าหนี้ไม่ใช่เป็นประเทศลูกหนี้ ขอบคุณมาก ท่านประธานครับ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านนันทนา ทิมสุวรรณ ครับ

นางนันทนา ทิมสุวรรณ เลย 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นันทนา ทิมสุวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเลย พรรคเพื่อไทย ท่านประธานคะ ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๖ รัฐบาลได้ตั้ง งบประมาณรายจ่ายไว้ ๒.๔ ล้านล้านบาท คาดว่าจะเก็บรายได้ได้ประมาณ ๒.๑ ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นการตั้งงบประมาณแบบขาดดุล เพราะรัฐบาลยังต้องเร่งใช้จ่ายเพื่อที่จะกระตุ้น และฟื้นฟูเศรษฐกิจ ถึงแม้จะตั้งงบประมาณแบบขาดดุลแต่ก็ถือว่าขาดดุลลดลงจากปีที่แล้ว ซึ่งปีที่แล้วตั้งขาดดุลไว้ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ในปีนี้ตั้งงบประมาณขาดดุลเหลือ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งมีแนวโน้มในทางที่ลดลง ถ้ารัฐบาลสามารถที่จะบริหารประเทศได้ ประสบความสําเร็จเช่นนี้เรื่อย ๆ รัฐบาลก็มีแนวโน้มที่จะเข้าสู่งบประมาณแบบสมดุลได้ ในที่สุด ท่านประธานคะ จากการศึกษาเอกสารงบประมาณของรัฐบาลนั้น หากจะจําแนก งบประมาณตามลักษณะงานเป็น ๓ ประเภท คือการบริหารทั่วไป การเศรษฐกิจ และการบริการชุมชนและสังคม จะเห็นว่ารัฐบาลให้ ความสําคัญในเรื่องทางสังคมมาเป็นอันดับหนึ่ง โดยตั้งงบประมาณไว้ ๑,๑๐๕,๘๕๒.๔ ล้านบาท หรือคิดเป็น ๔๖.๑ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณทั้งหมด ดิฉันต้องขอชื่นชมค่ะว่ารัฐบาลนั้น ให้ความสําคัญในเรื่องของการพัฒนาคน พัฒนาสังคมและการดูแลพี่น้องประชาชน หลาย ๆ นโยบายที่รัฐบาลจัดให้เป็นสวัสดิการเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชน ไม่ว่าจะเป็นการพักหนี้ครัวเรือน ตามนโยบายพักชําระหนี้ ๓ ปี การเพิ่มรายได้แรงงาน ด้วยนโยบายค่าแรง ๓๐๐ บาท เงินเดือนปริญญาตรี ๑๕,๐๐๐ บาท การใช้มาตรการภาษี ทั้งนโยบายรถยนต์คันแรกและบ้านหลังแรก หรือแม้กระทั่งการสร้างหลักประกันรายได้ ให้แก่ผู้สูงอายุด้วยนโยบายเบี้ยยังชีพแบบขั้นบันได และอีกหลายนโยบายที่เป็นสวัสดิการ ที่รัฐจัดให้กับประชาชนเพื่อให้ประชาชนทุกกลุ่มทุกวัยมีคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น แม้กระทั่งผู้พิการรัฐบาลก็ให้ความสําคัญ โดยการเสนอร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมและ พัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ เพื่อให้คนพิการนั้นได้รับการดูแลคุ้มครองสิทธิอย่างเสมอภาค และเท่าเทียม ซึ่งตอนนี้ก็ได้บรรจุอยู่ในระเบียบวาระการประชุมแล้วและพร้อมที่จะให้สภาแห่งนี้ ได้พิจารณา และสามารถนําไปบังคับใช้เพื่อเป็นประโยชน์กับผู้พิการ ดังนั้นดิฉันจึงเห็นด้วย ที่รัฐบาลนั้นได้ให้ความสําคัญทางด้านสังคมมากกว่าทางด้านอื่น ๆ ประเทศของเราจะดํารง อยู่ได้อย่างสงบสุข ร่มเย็น สังคมมีแต่ความปรองดอง เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ซึ่งกันและกัน ดังนั้น จึงเป็นการถูกต้องค่ะที่เราจะต้องพัฒนาสังคมของเราโดยการพัฒนาคนในชาติ โดยเฉพาะ อย่างยิ่งคนไทยนั้นมีจิตใจที่เมตตากรุณา เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ มีจิตอันเป็นกุศลและมีจิตสาธารณะ โดยจะเห็นได้จากกลุ่มที่มีจิตอาสาที่เขามาทํางานเพื่อสังคมและชุมชน ไม่ว่าจะเป็น อาสาสมัครสาธารณสุขประจําหมู่บ้านหรือ อสม. อาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนหรือว่า อปพร. ซึ่งกลุ่มผู้ที่มีจิตอาสาทั้ง ๒ กลุ่มนี้มีจํานวนรวมกันประมาณ ๒.๕ ล้านคน จึงอยากจะ ฝากรัฐบาลให้ดูแลคน ๒ กลุ่มนี้ให้มากขึ้น ซึ่งในปัจจุบันนี้นั้น อสม. ก็ได้รับค่าตอบแทน เดือนละ ๖๐๐ บาท ก็อยากจะให้ทางรัฐบาลได้พิจารณาค่ะ ถ้าหากเป็นไปได้ก็อยากจะเพิ่ม ค่าตอบแทนให้ อสม. รวมทั้งการให้ อสม. นั้นได้มีสิทธิในการที่จะตรวจสุขภาพประจําปี เหมือนข้าราชการทั่ว ๆ ไป หรือในส่วนของ อปพร. ก็เช่นเดียวกัน ในปัจจุบันนี้ อปพร. ยังไม่ได้รับ แม้กระทั่งค่าตอบแทน ซึ่งภาระหน้าที่ของ อปพร. นั้นก็หนักไม่ยิ่งหย่อนไปกว่า อสม. เลยค่ะ ซึ่งถ้าหากทางรัฐบาลได้พิจารณาดูแล อปพร. เหมือน อสม. ก็คงจะเป็นการสร้างขวัญกําลังใจ ให้ผู้ที่มีจิตอาสาทั้ง ๒ กลุ่มนี้ที่ทํางานเสียสละเพื่อสังคมและเพื่อส่วนรวม ให้เขาได้มีกําลังใจที่ดี ซึ่งจากการที่ดิฉันได้ติดตามก็ได้ทราบว่าทางกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และกรมส่งเสริม การปกครองท้องถิ่นก็กําลังมีการร่างระเบียบในเรื่องของค่าตอบแทน อปพร. เพื่อที่จะนําเสนอ กับคณะรัฐมนตรีให้พิจารณานะคะ ดิฉันก็ขอฝากทางรัฐบาลว่าถ้าเรื่องนี้ได้เสนอเข้าไปสู่ การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีก็ได้ช่วยกรุณาดูแลในเรื่องนี้ให้พิจารณาเป็นพิเศษด้วยค่ะ ด้วยเหตุผลต่าง ๆ ที่ดิฉันกล่าวมาดิฉันก็จึงยินดีที่จะสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติงบประมาณ รายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๖ ฉบับนี้ ขอบคุณค่ะ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านสหรัฐ กุลศรี ครับ

นายสหรัฐ กุลศรี สุพรรณบุรี

ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม สหรัฐ กุลศรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุพรรณบุรี พรรคเพื่อไทย ท่านประธานที่เคารพครับ ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๖ นั้น ซึ่งคณะรัฐมนตรี ได้เสนอต่อสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นงบประมาณทั้งสิ้น ๒,๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งเป็น งบประมาณที่ใช้จ่ายในปี ๒๕๕๖ ซึ่งปี ๒๕๕๖ นั้นหลายท่านได้เป็นห่วงเป็นใยว่ากระทรวงเกษตร และสหกรณ์นั้นมีงบประมาณลดลง ผมเป็นลูกชาวนาท่านประธานที่เคารพ ผมเป็นห่วงชาวนา ชาวไร่ ชาวสวน ผมติดตามเรื่องงบประมาณของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มาโดยตลอด แต่สิ่งที่เห็นก็คือหลายท่านไม่เข้าใจ อภิปรายว่างบประมาณของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์นั้น ลดลง จริง ๆ แล้วงบประมาณมี ๒ ประเภท

ประเภทที่ ๑ เงินที่ใช้จ่ายในงบประมาณกับเงินที่ใช้จ่ายนอกงบประมาณ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์นั้นมีการใช้จ่าย ๒ งบ เพราะฉะนั้นงบที่อยู่ในปี ๒๕๕๖ มองเหมือนลด แต่ไม่ได้ลด สามารถไปหยิบยืมมาจากเงินกู้ได้ ชาวไร่ ชาวนา ชาวสวน ท่านฟังการอภิปรายไม่ต้องตกใจ รัฐบาลยิ่งลักษณ์นั้นไม่ทอดทิ้งชาวไร่ ชาวนา ชาวสวน อย่างเด็ดขาด

เรื่องที่ ๒ ครับท่านประธานที่เคารพ ผมได้รับมอบหมายให้พูดเรื่องยาเสพติด ยาเสพติดนั้นปัญหาปัจจุบันต้องยอมรับว่าทางฝ่ายค้านนั้นพูดจริง ว่าสินค้าที่ราคาแพง แพงจริง แต่เป็นยาบ้า ตอนนี้แพง แพงมาก ๆ สาเหตุที่แพงเพราะหาซื้อยาก มียุคหนึ่งที่แพง เหมือนยุคนี้ก็คือ ยุคที่ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีที่เรารักที่สุดคือ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ปราบยาเสพติด ปรากฏว่ายาเสพติดขายในต่างจังหวัดเม็ดละ ๔๐๐-๕๐๐ บาท ในช่วงนั้น ปัจจุบันก็ขายเม็ดละ ๔๐๐-๕๐๐ บาท เนื่องจากหาซื้อยาก รัฐบาลให้งบประมาณมา ในการปราบยาเสพติดนั้น จํานวนเพิ่มขึ้นกว่าปีที่แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งปีนี้เพิ่มกว่าปีที่แล้ว คือ ๒,๑๑๑ ล้านบาท ซึ่งการปรับปรุงแก้ไขในการปราบยาเสพติดนั้นเป็นเรื่องดี เป็นเรื่องงาม แต่สิ่งที่อยากจะฝากท่านประธานผ่านไปยังรัฐบาลก็คือ ปัจจุบันมียาเสพติดเพิ่มขึ้นหลายชนิด หลายยี่ห้อ เรารู้จักยาเสพติดครั้งแรกก็คือฝิ่น ต่อมาเป็นเฮโรอีน ต่อมาก็เป็นยาบ้า ปัจจุบัน มียาเสพติดที่พวกเราเองอาจจะไม่รู้จักอย่างมากมาย ท่านประธานครับ ยาเสพติดที่ผมจะ บอกกับท่านประธานผ่านไปยังรัฐบาลในขณะนี้มีหลายยี่ห้อ เช่น เอ็มซีพีพี (MCPP) ดีเอ็มเอ (DMA) ซินเทติก นิวเฮโรอีน แดร็ก แล้วก็มีแดร็กโท ไฟเช็คนี่เอง นี่ก็ใช่ยาเสพติดครับ แล้วก็ดูโฟ แล้วก็วันทูคอล ไม่ใช่วันทูคอลที่โทรศัพท์นะครับ วันทูคอล ๔ คูณ ๑๐๐ เป็นยาเสพติดรุ่นใหม่ ซึ่งในการปราบปรามนั้นสมควรที่จะต้องไปศึกษา ไปดู และยาเสพติด เดี๋ยวนี้โดยเฉพาะยาบ้านั้นเปลี่ยนแปลงรูปโฉมใหม่ ถ้าเป็นสีเขียวจะราคาแพงขึ้น เม็ดเขียว เขาเรียกเขียวมรกต เขียวมฤตยู หรือเขียวขี้ม้า นี่คือยาเสพติดรุ่นใหม่ เพราะฉะนั้นฝาก ท่านประธานผ่านไปรัฐบาลว่าช่วยดูแล ช่วยปราบ เนื่องจากในขณะนี้ยาเสพติดระบาดมาก ผมพูดอภิปรายในสภาเสมอโดยเฉพาะจังหวัดสุพรรณบุรี ท่านรัฐมนตรีก็นั่งอยู่นี่ ท่านดูครับ อย่าพึ่งแต่เรื่องกีฬายาเสพติดท่านดูด้วย ฝากด้วยครับ เพราะฉะนั้นวันนี้งบประมาณของ รัฐบาลผมให้การสนับสนุน และเชื่อว่าสามารถพัฒนาบ้าน พัฒนาเมืองไปสู่ความเจริญได้ สิ่งที่ฝากไว้ว่าขณะนี้ทุกอย่างดีหมด จะเป็นแท็บเล็ต ท่านดอกเตอร์สุรสาลก็พูดแล้วว่าดี แต่สิ่งที่อยากฝากก็คือปราบยาเสพติดให้หมดไปจากประเทศไทยด้วย ยุคทักษิณเขาไม่อยาก ให้มียาเสพติด ยุคยิ่งลักษณ์ก็ควรจะไม่ให้มียาเสพติดเช่นเดียวกันครับ ขอบคุณมากครับ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านนิยม เวชกามา ๕ นาที

นายนิยม เวชกามา สกลนคร

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผม นิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ด้วยเวลา ๕ นาทีที่สําคัญยิ่ง พี่น้องบ้านผมก็รอความหวังจากงบประมาณ ปี ๒๕๕๖ นี่ล่ะครับท่าน ท่านประธานครับ ผมสืบต่อนิดหนึ่ง ผมเจ็บปวดจากที่ผู้ทรงเกียรติท่านที่ผ่านมาได้บอกว่า พรรคเพื่อไทยหลอกคนจน อุ้มคนรวย ผมมีความคิดที่สวนทางกัน พรรคเพื่อไทยเป็น พรรคการเมืองที่คนจนอุ้มเข้ามาโดยเฉพาะคนจนอุ้มเลย เพราะฉะนั้นหลอกไม่ได้ครับ ผมนี่เป็น ส.ส. ที่ไม่ได้ซื้อเสียงแม้แต่บาทเดียว จนมีคํากล่าวอ้างว่าเอาเงินอีกเบอร์หนึ่ง เลือกเบอร์หนึ่ง ตอนนั้นนะครับ เพราะฉะนั้นวันนี้ผมต้องบอกว่า ๕ นาทีที่เหลือผมจะใช้เวลา เป็นประโยชน์ที่สุด นี่เหลือ ๔ นาที

ท่านประธานครับ เรื่องยาเสพติดเป็นเรื่องใหญ่ พี่น้องบ้านผมก็รอความหวัง พอเราเห็นนโยบายยุทธศาสตร์ที่ ๑ ท่านยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ประกาศออกมาชัดเจนอาจจะใช้ เงินนิดหน่อย โดยมอบหมายให้ท่านรองนายกรัฐมนตรี ท่านดอกเตอร์ ร้อยตํารวจเอก เฉลิม อยู่บํารุง วันนี้ใช้เวลา ๙ เดือนเศษ ๕๒ ล้านเม็ด ยาบ้านะครับ ผมถึงบอกว่า ๒ ปีกับ ๑๐ เดือน ต่างกันมากครับ ท่านประธานครับ ผมบอกว่าไม่ต้องพูด วันนี้แค่ชี้แจงบอกว่า ๒ ปี ๑๐ เดือน กับอีก ๙ เดือนที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์เข้ามาทํางานต่างกันฟ้ากับดิน

ท่านประธานครับ พี่น้องบ้านผมเป็นเรื่องใหญ่คือเรื่องน้ํา วันนี้ผมพูดอย่างอื่น ไม่ได้ พี่น้องบ้านผมรอความหวังว่างบประมาณ ปี ๒๕๕๖ งบประมาณผ่านสภา เพราะผม บอกว่าปี ๒๕๕๕ ยังไม่เต็มร้อย เพราะงบประมาณจากรัฐบาลหนึ่งเรามารับช่วงต่อ แต่วันนี้ ปี ๒๕๕๖ เราทํางานเพื่อพี่น้องประชาชน ใช้งบปี ๒๕๕๖ อาจจะน้อยนิดแค่ ๕๗,๐๐๐ กว่าล้านบาท ซึ่งมาดูแลเรื่องน้ํา ท่านประธานครับ อันดับแรก ปัญหาเรื่องใหญ่พี่น้องบ้านผมอยู่บนภูพาน พอเห็นงบประมาณนี้ผ่านมาผมดีใจ อาจจะใช้ไม่มาก ไม้พะยูงวันนี้ถูกตัดไปจนหมดภูพาน รัฐบาลท่านยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จัดงบประมาณมาให้ในการคุ้มครอง ๒๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท พี่น้องผมดีใจแล้ว อันนี้เวลาสั้นผมพูดไม่มาก จากเรื่องน้ําเป็นเรื่องใหญ่ผมบอกแล้ว ถึงแม้ รัฐบาลพอไปเห็นว่าปัญหาเรื่องหนองหานบ้านผมท่านจัดงบให้ ๑๑๐ กว่าล้านบาทที่มาดูแล แค่นี้พี่น้องบ้านผมดีใจ ผมจึงบอกว่าวันนี้ไม่มากไม่เป็นอะไร แต่แค่นี้จากที่ผ่านมาเราไม่ได้รับ ผมจึงบอกว่าการบริหารจัดการน้ําเป็นเรื่องใหญ่ วันนี้รัฐบาลพรรคเพื่อไทยนําโดยท่านยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ให้ ๑๑,๐๐๐ กว่าล้านบาทเข้าไปจัดการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ํา ผมบอกท่านประธาน แล้วว่าถ้าไม่ดูแลเรื่องน้ําเรื่องปากเรื่องท้องมีปัญหาหมด บ้านผมนี่เรื่องน้ําเป็นเรื่องใหญ่ แล้งกับท่วม ภาคอื่นก็มีปัญหา ทางภาคเหนือก็มีปัญหา ภาคอีสานเป็นเรื่องใหญ่คือแล้งกับท่วม พอหน้าแล้งไม่มีน้ําสักหยด แต่พอหน้าฝนท่วม อันนี้รัฐบาลจัดให้ ๑๑,๐๐๐ กว่าล้านบาท พี่น้องบ้านผมก็ดีใจแล้ว ผมจึงบอกว่าวันนี้ไม่สนับสนุนงบประมาณนี้ไม่ได้ ๒,๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ต่ํากว่างบขาดดุลเมื่อคราวที่แล้วอีก แต่ว่าผลประโยชน์จากเรื่องน้ําซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ของ พี่น้องบ้านผมที่ภาคอีสานจัดให้แค่นี้ผมดีใจ แล้วก็หวังว่างบประมาณส่วนนี้จะลงไปดูแล อย่างเต็มลูกสูบเลยครับในปี ๒๕๕๖ ผมบอกว่าเรื่องเกษตรกรรม พี่น้องบ้านผมเรื่อง ชลประทานมีน้อย ฟ้าฝนมีมาก เวลาอันสั้น ผมจึงบอกว่าทรัพยากรน้ําเป็นเรื่องใหญ่ ก็ฝากรัฐบาลว่าวันนี้ไปดูแลบ้านผม ไม่ว่าเรื่องหนองหาน เรื่องน้ําก่ําหรือเรื่องน้ําพุงซึ่งเป็น ต้นน้ําจากภูพาน ขอบคุณมากครับ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านลีลาวดี วัชโรบล นะครับ

นางสาวลีลาวดี วัชโรบล กรุงเทพมหานคร 🔗

ท่านประธานสภาที่เคารพคะ ดิฉัน นางสาวลีลาวดี วัชโรบล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทยค่ะ ดิฉันต้องขอขอบพระคุณท่านประธานที่ได้ให้โอกาสดิฉันนั้นอภิปรายร่างพระราชบัญญัติ งบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๖ ตามที่ท่านนายกรัฐมนตรี ฯพณฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้แถลงต่อสภาผู้แทนราษฎรไปเมื่อเช้านี้นะคะ ดิฉันได้อ่านในสาระสําคัญ ทั้งหมดแล้ว รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งเลยที่รัฐบาลชุดนี้โดยการนําของท่านนั้นได้ให้ความสําคัญ กับการศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปีนี้ได้จัดงบประมาณถึง ๔๖๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ให้กับ กระทรวงศึกษาธิการ คิดเป็นร้อยละ ๑๙.๒ ของงบประมาณทั้งหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ที่ดิฉันรู้สึกดีใจเป็นอย่างยิ่งก็คือยุทธศาสตร์ทางด้านการศึกษา คุณธรรมจริยธรรม คุณภาพชีวิต แล้วก็ความเท่าเทียมกันในสังคม รัฐบาลนี้ได้จัดสรรงบประมาณถึง ๖๒๕,๔๔๓.๓ ล้านบาท คิดแล้วถึงร้อยละ ๒๖.๑ ของงบประมาณทั้งหมดค่ะ ที่กล่าวมาดังนี้เพราะว่าดิฉันได้เล็งเห็น ว่าการสร้างแล้วก็การกระจายโอกาสทางการศึกษานั้นเป็นสิ่งสําคัญค่ะ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ได้จัดสรรงบประมาณถึง ๓๗๒,๒๓๒.๔ ล้านบาท เพื่อให้คนไทยทุกกลุ่มทุกวัยนั้นได้เข้าถึง บริการทางด้านการศึกษาอย่างทั่วถึง โดยให้นักเรียนนั้นเป็นศูนย์กลางตั้งแต่ระดับปฐมวัย ไปจนถึงตลอดชีวิต ที่สําคัญจะมีการพัฒนาครู บุคลากรทางการศึกษาให้มีความรู้ความสามารถ กว่า ๖๐,๐๐๐ คน สร้างครูมืออาชีพถึง ๑,๕๐๐ คน ที่โดนใจมากที่สุดก็คือบอกว่าจะสร้างครูเก่ง ครูดีที่มีคุณธรรมจริยธรรมถึง ๖๐,๐๐๐ คน รวมไปถึงการส่งเสริมให้มีครูอย่างพอเพียง เรียกว่าคืนครูให้นักเรียนที่ขาดแคลนไม่น้อยกว่า ๓๙,๕๐๐ คน ทั้งนี้ทั้งนั้นที่ดิฉันต้องกล่าวมา อย่างนี้เพราะว่า ท่านประธานทราบไหมคะว่าในปัจจุบันนั้นวงการการศึกษาของเรานั้น พบว่าเราขาดครูในวิชาหลัก ๓ วิชา ซึ่งเป็นวิชาที่สําคัญค่ะ ก็คือคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ แล้วก็ภาษาอังกฤษค่ะ ดิฉันได้เห็นว่า ๓ วิชาหลักนั้นเราไม่สามารถจะผลิตครูเก่งขึ้นมา พร้อม ๆ กันได้นะคะ จําเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องอาศัยวิสัยทัศน์ที่ชาญฉลาด ดิฉันเห็นว่ารัฐบาล ชุดนี้ได้มีวิสัยทัศน์ในการนําเอาคอมพิวเตอร์พกพาเพื่อการศึกษา หรือแท็บเล็ตมาแจกให้กับ นักเรียนใน ม. ๑ แล้วก็นักเรียน ป. ๑ ซึ่งหลายคนมีความกังวลนะคะว่าเด็ก ป. ๑ จะสามารถ นําแท็บเล็ตนั้นเพื่อใช้ในการเรียนการสอนได้หรือไม่ เรียนดังนี้นะคะท่านประธาน เด็ก ป. ๑ คือเด็กอายุ ๗ ขวบ เป็นวัยที่จะเกิดการเติบโตของสมองอย่างรอบทิศรอบทาง เราต้องเข้าใจ ว่าเด็กนั้นมีความแตกต่างระหว่างบุคคลสูง เด็กบางคนชอบเพลง เด็กบางคนชอบภาพ เด็กบางคนชอบพูดหรือเลียนแบบนะคะ เพราะฉะนั้นในแท็บเล็ตจะมีซอฟต์แวร์ที่สามารถ ทําให้เด็กนั้นได้เข้าสู่การเรียนรู้ได้อย่างครบทุกด้าน ทําให้เด็กนั้นสามารถวาดภาพจับโยงคู่ภาพ ซึ่งภาพนี้เป็นภาพที่เสมือนจริงสามารถออกเสียงเลียนแบบเจ้าของภาษา อย่างเช่นภาษาอังกฤษ ที่เราพบว่าขาดแคลนครูเป็นอย่างยิ่งได้ เนื้อหาสาระในแท็บเล็ตสามารถสอดแทรกเรื่องของ คุณธรรมจริยธรรม สร้างแรงจูงใจให้กับเด็กที่จะสนใจในการเรียน จะมีเสียงตอบรับเมื่อเด็ก ตอบถูกและตอบผิด ซึ่งถือได้ว่าเป็นการกระตุ้นให้เด็กนั้นเกิดความอยากรู้อยากเห็น อยากลอง แล้วก็อยากศึกษาค่ะ อีกหนึ่งระดับชั้นนะคะ ซึ่งเมื่อเช้านี้ดิฉันก็รู้สึกดีใจว่ารัฐบาลนี้ได้เห็น ความสําคัญในเด็ก ม. ๑ คือเด็กอายุ ๑๓ ปี ซึ่งวัยนี้เป็นวัยรุ่น วัยอยากรู้ วัยอยากลอง ดิฉันก็ดีใจ และรู้สึกปลื้มใจที่รัฐบาลชุดนี้มองการณ์ไกล แล้วก็กล้าคิด แล้วก็กล้าลงทุนต่อการศึกษาของ เด็กค่ะ

อีกหนึ่งนโยบายที่ดิฉันมองว่าเป็นนโยบายที่จะสร้างโอกาสให้กับสังคมไทย ก็คือการอนุรักษ์และส่งเสริมการพัฒนาศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม ซึ่งรัฐบาลนี้ได้จัด งบประมาณถึง ๙,๐๐๐ กว่าล้านบาท เพื่อที่จะให้เกิดการปลูกฝังขึ้นในเด็กและเยาวชน ดิฉันขอเป็นกําลังใจให้กับท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการคนปัจจุบัน เพราะทราบ มาจากหน้าข่าวหนังสือพิมพ์บอกว่าส่งเสริมเรื่องของคุณธรรมจริยธรรมอย่างเป็นรูปธรรม ที่สุด ดิฉันขออภิปรายสนับสนุนนโยบายต่าง ๆ ของรัฐบาลทุกข้อ ทุกอย่าง เพราะเล็งเห็น แล้วว่าเป็นนโยบายที่จะสามารถนําพาประเทศและเยาวชนของประเทศก้าวสู่อาเซียนและ ก้าวสู่ระดับสากลได้ ขอบคุณค่ะ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านขัตติยา สวัสดิผล ครับ

นางสาวขัตติยา สวัสดิผล บัญชีรายชื่อ 🔗

เรียนท่านประธานที่เคารพคะ ดิฉัน นางสาวขัตติยา สวัสดิผล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ต่อร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๖ นี้ ดิฉันเห็น ด้วยในสาระสําคัญที่ได้กําหนดเป็นวงเงินงบประมาณรายจ่ายที่จํานวน ๒.๔ ล้านล้านบาท และประมาณการรายได้สุทธิไว้ที่จํานวน ๒.๑ ล้านล้านบาท โดยกําหนดเป็นวงเงินกู้ เพื่อชดเชยงบประมาณขาดดุลที่จํานวน ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อพัฒนาประเทศและ กระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งถือว่างบประมาณขาดดุลในปีนี้เป็นที่น่าพอใจเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ที่ตั้งงบประมาณขาดดุลไว้อยู่จํานวนวงเงินกู้ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท และดิฉันคิดว่าถ้าการ บริหารงานของรัฐบาลชุดนี้ภายใต้การนําของนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ต่อไปเรื่อย ๆ งบประมาณขาดดุลของประเทศและวงเงินกู้ก็จะมีแนวโน้มที่จะลดลงไปเรื่อย ๆ และอาจจะ อยู่ในภาวะสมดุล ดิฉันจึงขอโอกาสนี้อภิปรายสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ค่ะ ท่านประธานค่ะ จากการที่ดิฉันได้ศึกษาเอกสารงบประมาณที่ทางสํานักงบประมาณได้จัดให้ โดยแยกตามแผนงานยุทธศาสตร์และกระทรวงต่าง ๆ ดิฉันพอใจมากกับการจัดสรร งบประมาณไปให้แก่กระทรวงสาธารณสุขเพื่อที่จะได้ขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลในส่วน ของยุทธศาสตร์การสร้างรากฐานการพัฒนาที่สมดุลสู่สังคม โดยในส่วนของกระทรวงสาธารณสุข จะต้องใช้งบประมาณเพื่อขับเคลื่อนแผนงานพัฒนาระบบประกันสุขภาพ สิ่งนี้สําคัญมาก เพราะจะต้องทํางานร่วมกับกระทรวงแรงงาน ซึ่งเขาได้รับการจัดสรรงบประมาณในส่วนนี้ เป็นจํานวน ๑๙๖,๔๘๕ ล้านบาท ซึ่งถือได้ว่าแผนงานส่วนนี้ได้รับการจัดสรรงบประมาณ มากที่สุดเมื่อเทียบกับแผนงานอื่น ๆ ในส่วนของยุทธศาสตร์การสร้างรากฐานการพัฒนา ที่สมดุลสู่สังคม เพื่อที่ว่าประชาชนทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย และทุกฐานะจะได้รับการบริการ สาธารณสุขที่มีคุณภาพและเท่าเทียมกันค่ะ โดยงบประมาณในส่วนนี้เราจะนําไปพัฒนา แพทย์รวมถึงอุปกรณ์การแพทย์เพื่อยกระดับการรักษาฟรีให้มีคุณภาพมากกว่าเดิมค่ะ ท่านประธาน ทําให้ประชาชนมีความมั่นใจและเชื่อมั่นได้ว่าเขาจะได้รับการรักษาสุขภาพ ที่มีคุณภาพเป็นไปตามความคาดหวังของเขาถึงแม้ว่าจะเป็นการรักษาฟรีก็ตาม แต่ทั้งนี้ค่ะ ท่านประธานลําพังงบประมาณที่จะลงไปในส่วนนี้อย่างเดียวไม่พอ ดิฉันคงต้องขอความร่วมมือ จากแพทย์ผู้ที่จะทําการรักษาด้วยขอให้เขารักษาโรคอย่างมีวินัย ทําให้ประชาชนมั่นใจได้ว่า แพทย์จะทําให้เขาไม่ตายฟรีค่ะท่านประธาน เขาจะต้องไม่ทําให้ประชาชนผิดหวัง สิ่งนี้สําคัญ ที่สุดค่ะท่านประธาน

และอีกส่วนหนึ่งนะคะ ดิฉันขอสนับสนุนการใช้งบประมาณเพื่อสนับสนุน การดําเนินงานฮาร์โมไนซ์ (Harmonize) ของ ๓ กองทุน คือ ๑. หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ๒. การประกันสังคม และ ๓. สวัสดิการข้าราชการ โดยใช้บัตรประชาชนเพียงใบเดียวในการรักษา ซึ่งกรณีนี้จะรวมถึงโรงพยาบาลเอกชนด้วยเพื่อให้ประชาชนได้รับการบริการที่เท่าเทียมกัน ลดความเหลื่อมล้ําทางสังคม มีความรวดเร็วและปลอดภัยโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ เลย ถึงแม้ตอนนี้นโยบายนี้จะขับเคลื่อนเป็นการรักษาโรคฉุกเฉิน แต่ดิฉันเชื่อว่าเมื่องบประมาณ ได้จัดสรรลงไปแล้ว กรณีนโยบายนี้จะรวมไปถึงโรคต่าง ๆ ด้วยไม่เฉพาะกรณีโรคที่จะต้อง รักษาฉุกเฉินเช่นปอดบวมเท่านั้นค่ะท่านประธาน ดิฉันมั่นใจว่ายิ่งมีงบประมาณในส่วนนี้ ลงไปมากเท่าไรประชาชนก็จะมีสุขภาพดีทั้งสุขภาพกาย สุขภาพจิต เมื่อประชาชนมีสุขภาพกาย และสุขภาพจิตที่ดีแล้วก็คงจะง่ายที่เราจะหันมาคุยเรื่องปรองดองกันค่ะท่านประธาน

อีกส่วนหนึ่ง ส่วนนี้สําคัญมากและดิฉันเชื่อว่าท่านประธานก็คงจะเห็นด้วยกับ ดิฉันคือการลดความแออัดของโรงพยาบาล โรงพยาบาลจํานวนมากมีคนไข้ไปรออยู่ประมาณ ๒๐๐-๓๐๐ คน แต่มีแพทย์ผู้รักษาหรือห้องรักษาเพียง ๒-๓ ห้องเท่านั้น ทําให้ภาพที่เราเห็น คือความแออัดของโรงพยาบาล บางคนป่วย คนไข้ป่วย แต่เอาลูกเอาหลานไปด้วย เอาพ่อเอาแม่ ไปด้วย เพราะไม่มีใครดูแลพวกเขาอยู่ที่บ้านปรากฏเด็กก็ไปร้องกระจองอแงอยู่ที่โรงพยาบาล ยิ่งช่วงที่มีโรคระบาดอันนี้สําคัญค่ะ โรงพยาบาลก็ทราบกันอยู่ว่ามีเชื้อโรคเยอะแยะไปหมด ยิ่งถ้าเกิดเป็นช่วงโรคระบาดแล้วคนยิ่งเยอะยิ่งแย่ เพราะฉะนั้นงบประมาณที่จะจัดสรร ให้แก่โรงพยาบาลนั้นควรจะนําไปขยายโรงพยาบาล ขยายพื้นที่ สร้างโรงพยาบาลใหม่ รวมถึงการพัฒนาโครงการหมอใกล้บ้านด้วยค่ะ ดิฉันจึงขอสนับสนุนที่จะใช้งบประมาณ ส่วนนี้ไปลดปัญหาเหล่านี้ในโรงพยาบาล

และอีกนโยบายหนึ่งคือการลดอัตราผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ไม่ว่าการจะใช้ งบประมาณในการรณรงค์หรือป้องกันสาเหตุของการเกิดโรคก็ตามค่ะ ดิฉันขอสนับสนุน ในส่วนนี้เพราะว่าปัจจุบันมีประชาชนไทยที่เสียชีวิตด้วยโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและโรคมะเร็ง ปีละ ๙๗,๙๐๐ ราย ซึ่งถ้าหากคนไทยทุกคนในส่วนนี้มีสิทธิเท่าเทียมกัน ที่จะเข้าถึงบริการสาธารณสุขและหลักประกันสุขภาพของรัฐ การสร้างเสริมสุขภาพด้านต่าง ๆ ก็คงจะมีคุณภาพไปด้วยค่ะ ดิฉันจึงขอใช้โอกาสนี้สนับสนุนร่างพระราชบัญญัติงบประมาณ รายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๖ ที่ดิฉันมั่นใจว่างบประมาณต่าง ๆ จะนําไปขับเคลื่อน นโยบายของรัฐบาลที่สามารถตอบโจทย์ประชาชนได้ และดิฉันเชื่อว่านโยบายเหล่านี้ที่คนจน จะได้รับประโยชน์มากที่สุด ขอบคุณค่ะ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านสมาชิกครับ ผมเห็นว่าควรเลื่อนไปพิจารณาต่อในวันพรุ่งนี้ สําหรับวันนี้ผมขออนุญาต ปิดการประชุมครับ

เลิกประชุมเวลา ๒๑.๓๕ นาฬิกา