สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๓๓ · ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๕๕

จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ อภิปรายเรื่องงบประมาณปี 2556 โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของงบประมาณในปีนี้ เนื่องจากเป็นเครื่องมือสำคัญในการนำนโยบายไปปฏิบัติใช้จริง และยืนยันว่ารัฐบาลของยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ทำได้และทำจริงในนโยบายที่ได้มอบให้กับประชาชน โดยมีการลดภาษีเงินได้นิติบุคคลเพื่อดึงดูดนักลงทุน ต่างประเทศและในประเทศให้เข้ามาลงทุนในประเทศไทย และเรียกร้องให้มีการพิจารณาปรับเปลี่ยนอัตราภาษีเพื่อให้เกิดความสมดุล และหาคำตอบว่าทำไมสัดส่วนการจัดเก็บรายได้ลดลง และควรปรับแก้ไขเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและประโยชน์ต่อประชาชน

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ เชียงใหม่

ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ จากพรรคเพื่อไทย ต้องกราบขอบพระคุณ ในโอกาสที่จะได้อภิปรายในงบประมาณประจําปี ๒๕๕๖ ผมต้องกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ ด้วยงบประมาณประจําปี ๒๕๕๖ ที่นําเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรโดยคณะรัฐมนตรีของ ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร นั้น แบ่งออกเป็น ๙ ยุทธศาสตร์หลัก ๆ ยุทธศาสตร์ การสร้างรากฐานการพัฒนาที่สมดุลสู่สังคม ยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งรัฐ ยุทธศาสตร์ การสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างมีเสถียรภาพและยั่งยืน ยุทธศาสตร์การศึกษา คุณธรรมจริยธรรม คุณภาพชีวิตและความเท่าเทียมกันในสังคม ยุทธศาสตร์การจัดการ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ยุทธศาสตร์การพัฒนาวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี การวิจัย และนวัตกรรม ยุทธศาสตร์การต่างประเทศและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ยุทธศาสตร์ การบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี เมื่อดูในรายละเอียดแล้วจะต้องกราบเรียนท่านประธานว่า เป็นการตั้งงบประมาณที่มีความครอบคลุมในทุกมิติเพื่อการพัฒนาสังคม พัฒนาคุณภาพชีวิต ให้กับพี่น้องประชาชน กระผมนั้นได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ครั้งนี้เป็นครั้งที่ ๓ เมื่อการเลือกตั้งที่ผ่านมาก็หาเสียงพร้อมกันกับพรรคเพื่อไทยกับท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้รับความไว้วางใจจากพี่น้องประชาชนเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จนพรรคเพื่อไทย ได้เป็นรัฐบาล ก็เพราะนโยบายที่เราได้มอบให้กับพี่น้องประชาชน ไม่ว่าจะเป็นนโยบาย เกี่ยวกับการพักหนี้การปรับค่าแรง ๓๐๐ บาท เงินเดือนปริญญาตรี ๑๕,๐๐๐ บาท เบี้ยผู้สูงอายุ แบบขั้นบันได รถคันแรก บ้านหลังแรก ปรับเพิ่มกองทุนหมู่บ้าน การตั้งกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี การกลับมาของเอสเอ็มแอล กองทุนตั้งตัวได้ โอทอป (OTOP) การพัฒนาระบบประกันสุขภาพ ถ้วนหน้า คอมพิวเตอร์แท็บเล็ตและอีกหลายนโยบาย การพิจารณางบประมาณรายจ่าย ประจําปี ๒๕๕๖ ในครั้งนี้จึงมีความสําคัญมากสําหรับกระผม ในฐานะที่เป็นหนึ่งในบุคคล ที่ไปให้คํามั่นกับพี่น้องประชาชนในนโยบายที่ได้หาเสียงไว้ และสําคัญยิ่งกว่ากับพี่น้อง ประชาชนที่จะเป็นผู้ได้รับประโยชน์จากนโยบายเหล่านั้นอย่างแท้จริง งบประมาณ ปี ๒๕๕๖ ครั้งนี้จึงเป็นงบประมาณที่สําคัญอย่างยิ่งยวดครับ เพราะจะเป็นเครื่องมือ เป็นกลไกอันสําคัญ ที่จะให้รัฐบาลสามารถนํานโยบายที่ได้มอบให้ไว้กับสังคมไปสู่การปฏิบัติใช้จริง จากสิ่งที่เรียกว่า โพลีซี (Policy) ไปสู่สิ่งที่เรียกว่าการอิมพลีเมนเทชัน (Implementation) หรือการปฏิบัติใช้ ปรับใช้นั้น ผมต้องกราบเรียนว่าการอภิปรายใน ๓ วันข้างหน้านี้ รวมวันนี้ด้วย เพื่อนสมาชิก ทุกคนต้องให้ความใส่ใจและตั้งใจฟัง ผมเองได้รับมอบหมายจากพรรคเพื่อไทยให้อภิปราย ในภาพรวมของงบประมาณในปีปัจจุบันครับ ผมคงไม่ลงในรายละเอียดของนโยบายเร่งด่วน นโยบายที่เป็นแฟลชชิฟ (Flagship) ของรัฐบาลแต่ละตัว แต่จะมีเพื่อนสมาชิกจากพรรคเพื่อไทย อีกหลายท่านได้ขึ้นมาอภิปรายแล้วก็ลงในรายละเอียดเพื่อให้ความเข้าใจ แล้วก็นําเสนอต่อ สภาผู้แทนราษฎร แต่ผมอยากจะเชิญชวนให้พี่น้องประชาชนทางบ้านได้รับฟังการอภิปราย ทั้ง ๓ วันอย่างดี เพราะจะเป็นสิ่งซึ่งกระทบกับความเป็นอยู่กับการพัฒนาในคุณภาพชีวิต ในนโยบายที่จะลงไปกระทบกับท่านอย่างโดยตรงที่สุด เพื่อนสมาชิกพรรคเพื่อไทยก็คง อภิปราย ฝากฝั่งฝ่ายค้านแน่นอนก็คงจะหยิบยกในนโยบายต่าง ๆ ในงบประมาณ ในเม็ดเงิน ต่าง ๆ ที่รัฐบาลตั้งขึ้นมาพูดในสภา ซึ่งแน่นอนครับอาจจะมีมุมมองที่แตกต่าง อาจจะมี ข้อคิดเห็นที่ต่างกันบ้าง นั่นเป็นเรื่องความสวยงามของประชาธิปไตย ผมอยากจะให้รัฐบาล รับฟังในข้อคิดเห็น ในข้อเสนอแนะทุกข้อทุกประเด็น แต่สิ่งหนึ่งซึ่งผมสามารถยืนยันได้ ไม่ว่าใครจะเป็นคนอภิปราย นั่นก็คือรัฐบาลของท่านยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ทําแล้ว ทําได้และ ทําจริง ๆ ในนโยบายที่ได้มอบให้กับพี่น้องประชาชนผ่านทางงบประมาณประจําปี ๒๕๕๖ นี้

ในส่วนการอภิปรายของผมนั้นผมจะลงเป็นเรื่องของรายจ่ายและรายรับ เป็นหลัก เพราะเป็นเรื่องของงบประมาณครับ รายจ่ายแน่นอนครับในงบประมาณประจําปีนี้ ตั้งไว้ ๒.๔ ล้านล้านบาท ผมต้องชื่นชมรัฐบาลก่อนเป็นประการแรก เพราะรัฐบาลพยายาม ที่จะทํางบประมาณที่เข้าสู่ความเป็นงบประมาณที่มีความสมดุล สมดุลหมายความว่า ไม่ต้องขาดดุล ไม่ต้องกู้มาเพิ่ม ปีนี้ขาดดุลลดลงเหลือ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมกราบเรียน ท่านประธานด้วยความเคารพ ตั้งแต่ปี ๒๕๕๒ เป็นต้นมาประเทศไทยตั้งงบประมาณขาดดุล โดยเฉลี่ยประมาณ ปีละ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาททุกปีครับ ต่อเนื่องมา ๔-๕ ปี มาปีนี้ลดลงมา เหลือ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งเป็นทิศทางที่ดี กระผมได้รับฟังจากท่านรองนายกรัฐมนตรี กิตติรัตน์ ณ ระนอง ผ่านการชี้แจงในเวทีต่าง ๆ ว่าท่านมีวิสัยทัศน์ในการที่จะนําพางบประมาณ ของประเทศไปสู่ความสมดุลในที่สุด ตรงนี้เป็นจุดที่ยอดเยี่ยมมาก ที่ผมต้องชมเป็นพิเศษ ก็เพราะว่าอะไรครับ งบประมาณปีนี้มันมีสัดส่วนที่ทําให้รัฐบาลสามารถเอางบประมาณมา บริหารจัดการเพิ่มขึ้นอีกหลายส่วน ไม่ว่าจะเป็นการโอนหนี้เอฟไอดีเอฟ (FIDF) หรือกองทุน เพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินไปให้ธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นผู้บริหารจัดการ ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มขึ้นของการจัดเก็บงบประมาณประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ไม่ว่า จะเป็นการที่ไม่ต้องตั้งงบประมาณชดเชยเงินคงคลังเพราะรัฐบาลบริหารจัดการงบประมาณ ที่ผ่านมาด้วยวินัยทางการเงินการคลังอย่างดีเยี่ยม จนกระทั่งปีนี้ไม่จําเป็นต้องตั้งการชดเชย เงินคงคลัง ผมกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับ ปีนี้ถ้ารัฐบาลจัดตั้งงบประมาณการจ่าย เพิ่มขึ้นสัก ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ๑๕๐,๐๐๐ ล้านบาท สังคมไม่มีใครสามารถท้วงติงได้ครับ เพราะทุกคนทราบดีถึงภาวะน้ําท่วมเมื่อปลายปี ๒๕๕๔ ปัจจุบันเริ่มมีปัญหาภาวะฝนแล้ง พอสมควร การฟื้นฟูเศรษฐกิจจากปัญหาต่าง ๆ เหล่านั้นเป็นสิ่งสําคัญ ต้องใช้เงินงบประมาณ ที่ขยายตัวขึ้น จะไม่มีใครท้วงติงเด็ดขาดถ้ารัฐบาลตั้งงบประมาณรายจ่ายเพิ่มสูงกว่าเดิม ๑๐๐,๐๐๐-๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เป็นเรื่องธรรมดา แต่รัฐบาลของท่านยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เลือกที่จะขยายการใช้จ่ายจากปีก่อนเพียงแค่ ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท หรือว่าเพิ่มเพียงแค่ ๐.๘ เปอร์เซ็นต์ นี่คือสิ่งที่ต้องชื่นชม เพราะท่านทราบดีว่าทุกบาทที่ขาดดุลเพิ่มขึ้นนั้น หมายถึงภาระของหนี้สาธารณะที่จะตกกับพี่น้องประชาชน ตกกับรัฐบาลในอนาคตข้างหน้า จึงต้องใช้จ่ายอย่างประหยัด อย่างพอเหมาะ แต่จําเป็น เพื่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ อย่างมีเสถียรภาพเท่านั้น อันนี้เป็นสิ่งต้องชื่นชม มาดูโครงสร้างของงบประมาณปี ๒๕๕๖ นั้น ผมต้องกราบเรียนว่ามีตัวเลขที่น่าสนใจบางประการ นั่นก็คือสัดส่วนต่องบประมาณของงบลงทุน และงบรายจ่ายประจํา ทั้ง ๒ ตัวเพิ่มขึ้นครับ งบลงทุนเพิ่มขึ้นมาจาก ๑๘.๔ เปอร์เซ็นต์ เป็น ๑๘.๗ เปอร์เซ็นต์ ส่วนงบรายจ่ายประจํา เป็นที่น่าเสียดายว่าเพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน จาก ๗๗.๔ เปอร์เซ็นต์ เป็น ๗๙.๒ เปอร์เซ็นต์ แต่รับได้ในเหตุผลครับ เพราะสาเหตุของการ ที่งบรายจ่ายประจําเพิ่มขึ้นนั้นมาจากการปรับฐานเงินเดือนเป็น ๑๕,๐๐๐ บาท ของภาคราชการ อันนี้เป็นสิ่งซึ่งรับได้ แต่ผมอยากจะฝากประเด็นไปยังรัฐบาลว่าท่านจะต้องไปดูให้ละเอียด และวางแนวทางในระยะยาวเพื่อที่จะปรับลดสัดส่วนทั้ง ๒ ตัวนี้ โดยเพิ่มสัดส่วนของงบลงทุน และลดสัดส่วนของงบรายจ่ายประจํา เพราะงบลงทุนนั้นจะเป็นประโยชน์ จะเป็นสาธารณูปโภค ต่าง ๆ จะเป็นนโยบายที่ลงไปยังพี่น้องประชาชนและเกิดประโยชน์อย่างยิ่งยวด ก็อยากจะให้ เพิ่มงบลงทุนในอนาคตให้เพิ่มมากขึ้นกว่านี้ ในส่วนของรายจ่ายรับได้ ในส่วนของรายรับ เช่นเดียวกันครับ หลายคนเป็นห่วง เมื่อสักครู่ก็มีการอภิปรายเป็นห่วงถึงรายรับว่าในที่สุด รัฐบาลจะสามารถจัดเก็บเงินรายรับผ่านทางรูปแบบของภาษีอากร ผ่านทางรูปแบบของ รายรับต่าง ๆ ได้ถึง ๒.๑ ล้านล้านบาทจริงหรือไม่ ผมต้องกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับ ประเด็นที่หลายคนในสังคมเขาสงสัยก็คือเรื่องของการที่รัฐบาลมีนโยบายในการลดภาษีเงินได้ นิติบุคคล จาก ๓๐ เปอร์เซ็นต์เป็น ๒๓ เปอร์เซ็นต์ และในปีถัดไปเหลือ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ผมต้อง กราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับ ต้องชี้แจงทําความเข้าใจว่าเงินได้ของรัฐในรูปของ ภาษีนิติบุคคล จริง ๆ เป็นเพียงแค่ประมาณ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ของรายได้ของรัฐ นั่นคือตกปีละ ประมาณ ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ไม่ใช่ทั้งหมด

๒. การที่รัฐบาลลดภาษีเงินได้นิติบุคคลนั้นจะเป็นแรงจูงใจอันสําคัญ อย่างยิ่งยวดที่จะดึงเอาพี่น้องประชาชนในภาคธุรกิจที่ในอดีตอาจจะเคยอยู่นอกระบบฐานภาษี หลบเลี่ยงภาษีในรูปแบบต่าง ๆ เข้ามาสู่ระบบให้มากขึ้น

และ ๓. ประเด็นที่สําคัญก็คือการลดภาษีเงินได้นิติบุคคลนั้นจะทําให้ประเทศไทย เพิ่มศักยภาพในการแข่งขันกับประเทศต่าง ๆ ในโลก และที่สําคัญกับประเทศในภูมิภาค เดียวกัน ผมจะยกตัวเลขมาให้ท่านประธานดูนะครับ ภาษีเงินได้นิติบุคคลของไทยถ้าปรับลดลง เหลือ ๒๓ เปอร์เซ็นต์ เปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน ประเทศลาวเขาอยู่ที่ ๓๕ เปอร์เซ็นต์ ประเทศพม่าอยู่ที่ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ประเทศเวียดนาม ประเทศมาเลเซีย และประเทศอินโดนีเซีย อยู่ที่ ๒๕ เปอร์เซ็นต์ เราจะเป็นประเทศที่อยู่ในระดับที่มีภาษีเงินได้นิติบุคคลต่ํากว่าเขา จะดึงดูดนักลงทุนต่างชาติและนักลงทุนในประเทศให้สนับสนุนให้เกิดการจ้างงาน การลงทุน ภายในประเทศ ในที่สุดเมื่อมีการลงทุน มีการพัฒนาทางเศรษฐกิจ เศรษฐกิจดีขึ้นฐานภาษี ในส่วนนี้ก็จะขยายตัว และผมมีความเชื่อมั่นว่าในที่สุดแล้วรัฐบาลจะสามารถจัดเก็บเงินภาษี จากส่วนของนิติบุคคลนี้ได้มากกว่าเก่าด้วยซ้ํา ผมต้องกราบเรียนด้วยความเคารพว่าในรอบ ๑๐ ปีที่ผ่านมานะครับ มีเพียงปีเดียวกระมังที่รัฐบาลจัดเก็บภาษีได้ไม่ตรงเป้า หมายความว่า ได้ต่ํากว่าที่ได้ประมาณการเอาไว้ ซึ่งปีนั้นสาเหตุหลักมาจากต่างประเทศครับ เป็นวิกฤติเศรษฐกิจ แฮมเบอร์เกอร์ (Hamburger) ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ปี ๒๕๕๒ ช่วงนั้น นอกนั้นรัฐบาล สามารถจัดเก็บได้เกินกว่าเป้า บางปีได้เกินเป็นแสนล้านบาท จนต้องมาตั้งงบประมาณกลางปี เพราะฉะนั้นผมให้ความมั่นใจได้ว่าการจัดเก็บของรัฐบาลคงจะไม่มีปัญหา ในส่วนการจัดเก็บ ที่น่าสนใจกับเป็นอีก ๒ ประเด็นที่ผมอยากจะฝากผ่านไปยังรัฐบาล

ประเด็นแรกนั้น ผมกราบเรียนอย่างนี้ครับ เขาเรียกว่าการจัดเก็บในส่วนของ ภาษีการขายเฉพาะ ภาษีการขายเฉพาะ เช่น ภาษีน้ํามัน ภาคหลวงแร่ ก๊าซ ทรัพยากรธรรมชาติ ต่าง ๆ ทําไมผมถึงบอกว่าน่าสนใจในตัวนี้ ปีนี้กะว่าจะจัดเก็บได้ประมาณ ๔๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ในส่วนของภาคหลวงน้ํามันและก๊าซธรรมชาติ แต่บริษัทเอกชนเองมีอยู่ไม่กี่เจ้าในประเทศไทย ประกาศผลประกอบการออกมากําไรเป็นหมื่น ๆ ล้านบาท บางเจ้าเป็นแสนล้านบาท และทรัพยากรธรรมชาติเหล่านี้ที่คนไทยทุกคนเป็นเจ้าของเท่าเทียมกันหมดนี่ ผลประโยชน์ ที่ตกกับภาครัฐมีแค่ ๔๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ผมถามว่ามันคุ้มค่าหรือไม่ เราต้องมีการพิจารณา ในส่วนของอัตราที่เราจัดเก็บหรือเปล่า เพื่อที่จะให้ผลประโยชน์ที่ตกกับพี่น้องประชาชน มันคุ้มกว่าที่เป็นอยู่ บางตัวหนักกว่านั้น ค่าภาคหลวงในส่วนของแร่ ในส่วนของทรัพยากรอื่น เช่นป่าไม้เก็บได้รวมกันประมาณ ๑,๒๐๐ ล้านบาทเท่านั้นครับ มูลค่าในภาคเอกชนที่เขาเอา ไปทํากําไรกันนี่มันมหาศาล แต่ทําไมรัฐบาลเราถึงเก็บภาษีในส่วนนี้ได้เพียงแค่ ๑,๐๐๐ กว่าล้านบาท ไม่ใช่โทษว่ารัฐบาลปัจจุบัน เพราะเป็นมาตลอด อาจจะเป็นสิ่งหนึ่งที่ในที่สุดแล้วฝ่ายจัดเก็บ จะต้องไปพิจารณาในการปรับเปลี่ยนเพื่อให้มันเกิดความสมดุลมากขึ้น

อีกส่วนหนึ่งที่น่าสนใจ นั่นก็คือการจัดเก็บในปีนี้ ตัวเลขการจัดเก็บภาษี ๒.๑ ล้านล้านบาท การจัดเก็บทั้งหมด ๒.๑ ล้านล้านบาท เทียบกับสัดส่วนของจีดีพี เป็น ๑๖.๗ เปอร์เซ็นต์ สัดส่วนของจีดีพีกับการจัดเก็บรายได้ของภาครัฐมันจะต้องแปรผัน ตามกัน หมายความว่าจีดีพีขยายตัว การจัดเก็บก็ต้องขยายตัวตามไปด้วย จีดีพีมันหดตัว หรือทรงตัวการจัดเก็บอาจจะไม่สามารถขยายตัวได้ นี่คือสภาพปกติตามหลักเศรษฐศาสตร์ แต่วันนี้ต้องกราบเรียนด้วยความเคารพ รัฐบาลในอดีตสมัยพรรคไทยรักไทยเป็นรัฐบาล ตั้งแต่ปี ๒๕๔๔ ปี ๒๕๔๔ รัฐบาลจัดเก็บอัตราส่วนในส่วนของจีดีพีต่อการจัดเก็บรายได้ เป็น ๑๕.๑ เปอร์เซ็นต์ จนกระทั่งมาปี ๒๕๔๘ เป็น ๑๗.๗ มีแนวโน้มที่ดีขึ้นจากเศรษฐกิจที่ดี จากการจัดเก็บที่ทั่วถึงและเป็นธรรม ปรากฏว่ารัฐบาลชุดปัจจุบันต้องนําเสนอข้อมูลให้ ทางรัฐบาลได้ทราบ เมื่อตอนที่ท่านเข้ามารับตําแหน่งตอนนั้นจัดเก็บได้อยู่ ๑๘ เปอร์เซ็นต์ ของจีดีพี แต่ปัจจุบันตกมาอยู่ที่ ๑๖.๗ ซึ่งตัวเลขนี้อาจจะเป็นตัวเลขหนึ่งที่ในที่สุดทางรัฐบาล ต้องไปหาคําตอบว่าทําไมสัดส่วนมันถึงต่ําลง มันควรจะมีการปรับแก้อย่างไร เพื่อให้ การจัดเก็บเกิดประสิทธิภาพและในที่สุดเกิดประโยชน์กับพี่น้องประชาชน นําภาษีมาพัฒนา ประเทศ ประเด็นรายได้ก็ยอมรับได้

ประเด็นสุดท้ายที่อยากจะฝาก การทํางบประมาณนั้นมันก็แค่การทําบัญชี การเขียนบัญชีขึ้นมาก่อน วางแผนว่าเราจะใช้จ่ายอย่างไร มันไม่ใช่การนําเงินไปใช้จริง ในทางหลักเศรษฐศาสตร์แล้วนี่นะครับการทํางบดุลบัญชีมีความสําคัญ แต่สิ่งที่สําคัญกว่า คือระยะเวลา กําหนดเวลา และเม็ดเงินที่ลงไปใช้จริงในระบบเศรษฐกิจ ผมต้องกราบเรียน ท่านประธานอย่างนี้ครับ รัฐบาลในอดีตบางชุดมีทั้งการกู้เงินจากการขาดดุลงบประมาณ มีทั้งการกู้เงินผ่านพระราชกําหนดต่าง ๆ เป็นล้านล้านบาท มาถึงวันนี้ปัจจุบัน เม็ดเงิน เหล่านั้นบางบาท บางส่วนยังใช้ไม่หมด รัฐบาลกู้เงินมาแล้วเสียดอกเบี้ยทุกวัน แต่เงินที่ควร จะมากระตุ้นเศรษฐกิจ มาพัฒนายังไม่ได้ใช้ สิ่งตรงจุดนี้ละครับเป็นประเด็นสําคัญที่อยากจะ ฝากกับรัฐบาลชุดปัจจุบันว่าอย่าให้ซ้ํารอยเก่า เมื่อรัฐบาลได้รับความเห็นชอบในพระราชบัญญัติ งบประมาณนี้ จากสภาผู้แทนราษฎร จากวุฒิสภา เงินทุกบาทที่เรามอบหมายให้รัฐบาลไปใช้ ไปบริหารจะต้องเกิดประโยชน์สูงสุดกับพี่น้องประชาชน จะต้องลงไปสู่พี่น้องประชาชน อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย และที่สําคัญอย่างทันท่วงทีต่อเวลาในการใช้ อันนี้เป็นสิ่งสําคัญ ที่อยากจะฝากผ่านรัฐบาลไป สิ่งที่ได้อภิปรายมาทั้งหมดนั้น ทั้งรายรับ รายจ่ายของรัฐบาล ที่ตั้งงบประมาณมาในปี ๒๕๕๖ นั้น ผมเห็นชอบด้วย ผมจึงให้ความเห็นชอบต่อหลักการของ ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณประจําปี ๒๕๕๖ ด้วยเหตุและผลที่ได้ชี้แจงมาทั้งหมดครับ ขอบคุณครับท่านประธาน