ประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ แสดงความกังวลเกี่ยวกับปัญหาการบริหารประเทศของรัฐบาล โดยเฉพาะเรื่องการกู้เงินและการบริหารหนี้ของประเทศ นอกจากนี้ยังหารือเกี่ยวกับปัญหาค่าอาหารที่แพงและราคาสินค้าในตลาดที่แพงเกินไป และเรียกร้องการแก้ไขปัญหานี้ โดยมีคำถามต่อว่าการจัดการของรัฐบาลนี้มีประสิทธิภาพหรือไม่
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ กระผม นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ วันนี้เป็นอีกวันหนึ่งที่เรามีโอกาสได้มาพิจารณา งบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๖ กราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับ ว่างบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๖ ที่รัฐบาลชุดนี้ได้จัดทําขึ้น และนําเสนอต่อสภาในวันนี้ หลักสําคัญก็คือยุทธศาสตร์ในเล่มนี้นะครับ เหมือนยุทธศาสตร์ เมื่อปี ๒๕๕๕ ทุกประการครับ มีอยู่ด้วยกัน ๘ ยุทธศาสตร์ แล้วก็ ๑ รายการ คําถามก็คือ ถามว่าไม่มีอะไรใหม่ใช่หรือไม่ ก็ต้องตอบว่าใช่ครับ เพราะมันเป็นเอกสารยืนยันมาจาก ทางรัฐบาลเรียบร้อยแล้ว เงินงบประมาณที่ท่านเอามาจัดสรร เอามาใช้จ่ายในปี ๒๕๕๖ มีสูงมาก สูงถึง ๒.๔ ล้านล้านบาท ผมมาดูตัวเลขงบประมาณตามสังเขปนี้นะครับ หน้า ๔๗ เราจะเห็นว่า ๑๐ ปีมานี้งบประมาณของประเทศไทยในด้านรายจ่ายเพิ่มขึ้นถึง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์บวกหน่อย ๆ ท่านประธานครับ เนื่องจากรายจ่ายมันมีสูงเงินกู้ก็สูงตาม สิ่งที่น่าเป็นห่วงก็คือรัฐบาลชุดนี้บริหารประเทศชาติมาได้ ๑๐ เดือน ไม่เต็มดีครับ แต่รัฐบาล ชุดนี้เป็นรัฐบาลชุดที่มีงบประมาณรายจ่ายสูงที่สุดตั้งแต่มีประเทศไทยมา ไม่สามารถจะ ปฏิเสธได้ครับ แล้วก็เป็นรัฐบาลที่กู้เงินเร็วที่สุด มาถึงก็กู้ กู้ กู้ครับ แล้วก็เป็นรัฐบาลชุดที่กู้เงิน มากที่สุดในประเทศไทยชุดหนึ่ง ปฏิเสธไม่ได้จริง ๆ ถึงแม้เมื่อสักครู่ท่านรองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายเศรษฐกิจจะลุกขึ้นมาปฏิเสธในสภาแห่งนี้ แต่ความเป็นจริงหนีไม่พ้นละครับ ๑๐ เดือน ไม่เต็มครับ กู้ไปแล้ว ๑.๑ ล้านล้านบาท นอกงบประมาณไม่ทราบหลายแสนล้านบาท และยังผลักภาระ ถ้าทางภาษาบัญชีเขาเรียกว่าตกแต่งบัญชีครับ ความเป็นจริงรัฐบาลทุกชุด ต้องรับภาระนี้ครับ ภาระชดใช้ดอกเบี้ยให้กับกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบัน การเงินปีหนึ่ง ๕๐,๐๐๐-๖๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่รัฐบาลชุดนี้ก็ผลักภาระไปให้ธนาคารแห่งประเทศไทยรับผิดชอบ ปีนี้รัฐบาลชุดนี้ ก็สบายตัวไปอีก ๕๐,๐๐๐-๖๐,๐๐๐ ล้านบาท ความกังวลต่อมาก็คือ เมื่อมีการกู้เงินมาก ๆ ใช้เงินมาก ๆ กันขนาดนี้นะครับ ในอนาคตเงินสํารองของประเทศจะถูกล้วงออกมาใช้หรือไม่ เงินสํารองของประเทศจะถูกล้วงออกมาใช้หรือไม่ เป็นความกังวลครับ และมีคําถามต่อครับ ถามว่ารัฐบาลชุดนี้จะมีแผนลดหนี้ของประเทศไทยต่อไปในอนาคตได้อย่างไร มิฉะนั้น ก็จะต้องเข้ากับภาษิตครับ คนกู้เงินไม่ต้องจ่ายหนี้ คนจ่ายหนี้ก็ไม่ใช่คนก่อหนี้ครับ
ประการถัดมาครับ เนื่องจากการจัดทํางบประมาณรายจ่าย ปี ๒๕๕๖ มียุทธศาสตร์เหมือนปี ๒๕๕๕ สิ่งที่เราได้พบได้เห็นเมื่อปี ๒๕๕๕ ก็คือเรื่องปากท้อง ของประชาชนครับ เรื่องปัญหาของแพงครับ วันนี้เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าประชาชนตั้งแต่ จังหวัดเชียงใหม่จนถึงอําเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส ได้รับความเดือดร้อนกันถ้วนหน้า จากปัญหาราคาของแพงครับ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา พรรคประชาธิปัตย์ในฐานะฝ่ายค้านครับ แต่ด้วยความเป็นห่วงประชาชนคนยากคนจน ได้ส่งสัญญาณเตือนรัฐบาลมาหลายช่องทาง ยกตัวอย่างเช่น
ช่องทางที่ ๑ ส.ส. ของพรรคประชาธิปัตย์ทุกสัปดาห์ครับได้ลุกขึ้นหารือ ในสภาแห่งนี้ผ่านท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรว่าประชาชนได้รับความเดือดร้อนจาก ปัญหาของแพง
ช่องทางที่ ๒ พรรคประชาธิปัตย์ในฐานะซีกฝ่ายค้านก็ได้หยิบกระทู้ถามสด ลุกขึ้นถามรัฐบาลแทบทุกสัปดาห์ครับ ในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ ที่ผ่านมา มีการตั้งกระทู้ถามสด เรื่องของแพงผ่านมาถึง ๗ ครั้งครับ
ช่องทางที่ ๓ ทําผ่านสื่อเรื่องของแพงครับ แต่ต้องยอมรับครับว่ารัฐบาลชุดนี้ ก็ไม่ได้ฟังครับ รัฐบาลก็เอาหูไปนา เอาตาไปไร่ครับ เวลาเป็นรัฐบาลตาก็พร่ามัว ของแพง ทั้งแผ่นดินมองไม่เห็นครับ หูก็ตึงครับ ฝ่ายค้านส่งเสียงดัง ๆ ว่าของแพง ของแพง ของแพง ทุกวัน แต่ก็ไม่ได้ยินครับ ความจําก็เสื่อมครับ บอกว่าของแพง ๆ ก็จําไม่ได้สักทีครับ วันนี้ของแพง ทั้งแผ่นดินไปแล้วครับ วันนี้ของแพงทั้งแผ่นดินมาหลายเดือนแล้วครับ ท่านประธานครับ เมื่อสักครู่เราจะได้พบเห็นว่าท่านรองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจก็ลุกขึ้นยืนที่สภาแห่งนี้ล่ะครับ แล้วก็ยืนยันว่าสินค้าวันนี้ราคายังเท่าเดิมก็มี ถูกลงก็มี แพงขึ้นก็มี แต่เมื่อเทียบกับปีก่อน ๆ ท่านบอกว่าราคาถูกลงด้วยซ้ําไปครับ ถ้าราคาถูกลงจริงครับท่านประธาน ในช่วงที่ผ่านมา ทําไมคณะรัฐมนตรีถึงดิ้นรนแก้ปัญหาของแพงแบบออกอาการมาก นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ต้องสั่งรัฐมนตรีลงไปตรวจตลาดถึง ๒ ครั้ง ครั้งแรกลงไป ๑๑ ท่าน ครั้งที่ ๒ ลงไป ๖ ท่าน ถ้าจริงดิ้นรนไปแก้ปัญหาของแพงกันทําไมครับ แต่ช่วงที่ผ่านมาก็ต้องยอมรับครับว่า รัฐบาลแก้ปัญหาของแพงเหมือนกับลิงพันแหครับ เหมือนกับวัวพันหลักครับ แก้ไม่ถูก แก้ไม่ต้อง แก้ไม่ได้จริง ๆ ครับ ท่านประธานลองไปดูครับ เริ่มตั้งแต่ร้านโชห่วยช่วยชาติ หรือร้านถูกใจ เอางบประมาณไป ๑,๓๒๐ ล้านบาท เงินงบประมาณที่เอาไป ๑,๓๒๐ ล้านบาท มากกว่างบประมาณของกรมการค้าภายในทั้งปีของปี ๒๕๕๖ ที่ตั้งไว้เพียง ๑,๒๓๔ ล้านบาท มากกว่าถึง ๘๖ ล้านบาท แต่เอาไปแล้วตั้งเป้าว่าจะเปิด ๑๐,๐๐๐ แห่ง เมื่อสักครู่ผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร พูดแล้วครับ เปิดได้เพียงแห่งเดียวครับ ๒ เดือน เอาเงินไปแล้ว ๒ เดือน เปิดได้เพียง ๑ แห่ง เอาว่ายังอยู่ระหว่างเตรียมการ ผมให้เครดิตเพิ่มอีกหน่อยก็ได้ครับ ให้ถึง ๑๐๐ แห่งก็ได้ครับ ถ้าทําได้เพียง ๑๐๐ แห่ง ก็มีผลงานเพียง ๑ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นครับ ไม่ใช่ได้ที่ ๑ นะครับ ได้ ๑ เปอร์เซ็นต์ ยังห่างไกลความจริงอีก ๙๙ เปอร์เซ็นต์มาก และที่เปิดไปแล้วถ้าเราได้ ติดตามทางสื่อ เราก็จะพบจะเห็นว่ามีปัญหามากมาย ไม่ว่าสั่งของก็ยาก ส่งของก็ช้า ของที่สั่ง ก็ไม่มีครับ บางรายการก็แพงกว่าร้านทั่วไป นี่ดิ้นรนที่ ๑ นะครับ
ดิ้นรนที่ ๒ เปิดร้านถูกทั้งแผ่นดิน ผมก็ไปอ่านหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ประชาชน เขาร้องผ่านหนังสือพิมพ์ไทยรัฐครับ เขาบอกว่าสินค้าหลายอย่างแพงกว่าร้านทั่วไป นี่ถูกทั้งแผ่นดิน จริงหรือเปล่าครับ หนังสือพิมพ์ข่าวสดเขาบอกว่าผิดหวัง เพราะของน้อย นั่งรถมาตั้งไกล สุดท้ายก็ต้องกลับไปซื้อของในตลาดเดิมซึ่งมีราคาแพงกว่า
ดิ้นรนที่ ๓ ของแพงบอกว่าต้องใช้เงินเหรียญหมุนเวียนในระบบตลาดมากขึ้น จริงหรือเปล่าครับ คนของกระทรวงการคลังเขาออกมาโต้ทันทีครับ เขาบอกว่าเงินเหรียญ ไม่ใช่ตัวการทําให้ของแพง แปลว่าอะไรครับ แปลว่าแก้ผิดครับ ลิงพันแหไหมครับ ลิงแก้แห ไหมครับ วัวพันหลักไหมครับ ของแพงต่อไปบอกว่าต้องคุมราคาอาหารปรุงสําเร็จ ต่อไปนี้ แม่ค้าขายข้าวแกงถ้าขายไข่เจียว ข่าวไข่ดาวเกินราคาติดคุก ๗ ปีครับ คําถามถามว่าแก้ อย่างนี้แก้ได้จริงหรือไม่ครับ
แก้อย่างที่ ๕ รัฐมนตรีต้องไปขับแท็กซี่ครับ เพื่อตรึงราคาค่าโดยสารออกไป อีก ๓ เดือน คําถามถามว่าไปขับแท็กซี่แล้วตรึงราคาได้จริงหรือไม่ครับ ถ้าจริงให้รัฐมนตรี ไปขับทั้งปีเลยครับ ไปขับทั้ง ๔ ปี ครบอายุรัฐบาลนี้เลยครับ แท็กซี่จะได้ถูกครับ หรือว่าที่จริง มันเป็นเรื่องอื่นครับ
อย่างที่ ๖ อย่างนี้ลงทุนหนักครับ นายกรัฐมนตรีต้องสั่งรัฐมนตรีลงพื้นที่ ไปตรวจตลาด ๒ ครั้ง แบบเมื่อสักครู่ผมเรียนครับ แล้วนายกรัฐมนตรีก็ลงทุนหนักต้องลงไป ตลาดด้วยตัวเองครับ แต่ลงทุนหนักขนาดนี้ถามว่ากําไร ขาดทุนครับ รัฐบาลนี้ รัฐมนตรีนี้ นายกรัฐมนตรีคนนี้ขาดทุนป่นปี้ครับ เมื่อวานผมไปซื้อมะนาว ๖ ลูก ๔๘ บาท ลูกเล็กนะครับ ๔ ลูก ๔๔ บาท ลงทุนกันไปถึงขนาดนี้ไปได้แค่ดูราคาสินค้าครับ ทําให้สินค้าถูกลงไม่ได้ครับ ของแพงก็ยังแพงเหมือนเดิม อย่างนี้ขาดทุนไหมครับ ท่านประธานครับ มีคนเขาบอกครับว่า การแก้ปัญหาของแพงอย่างน้อยต้องทํา ๔ อย่างครับ อย่างน้อยนะครับ ไม่ใช่หมายถึงว่าทํา ๔ อย่างนี้แล้วพอนะครับ
อย่างที่ ๑ ครับ เขาบอกว่าของแพงเพราะต้นทุนการผลิตสูง ของก็เลยแพง แล้วจะทําอย่างไรครับ ก็ต้องลดต้นทุนการผลิตใช่ไหมครับ แทนที่จะให้รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงอุตสาหกรรม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงคมนาคมไปลงพื้นที่ ไปตรวจตลาด ลองเปลี่ยนวิธีดีไหมครับ ไปหาวิธีลดต้นทุน การผลิตให้กับโรงงานอุตสาหกรรม ให้กับเกษตรกร ให้กับภาคการขนส่งจะดีไหมครับ
อย่างที่ ๒ เขาบอกว่าของแพงเพราะสินค้าผลิตได้น้อยของก็แพงครับ อย่างนี้ ทําอย่างไร รัฐมนตรีก็ต้องไปดูหน่อยครับว่าสามารถเพิ่มผลผลิตภาคอุตสาหกรรมได้ไหม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงและสหกรณ์ที่ไปตรวจแปลงผักช่วยไปดูหน่อย ทําอย่างไร ให้ถั่วฝักยาวเพิ่มผลผลิตได้ คะน้าเพิ่มผลผลิตได้ แตงกวาเพิ่มผลผลิตได้ พอผลผลิตออกมามาก ราคาก็จะถูกลงครับ
ประการที่ ๓ เขาบอกว่าของแพงเพราะเกิดการกักตุนสินค้า ของก็แพงครับ ท่านรองนายกรัฐมนตรีเฉลิมเห็นนั่งยิ้มใหญ่ จับยาเสพติดดีนักครับ ลองไปตรวจสิครับ ลองไปจับคนกักตุนสินค้าดูบ้างครับ ของจะได้เลิกกักตุนชาวบ้านจะได้ซื้อของถูกครับ
อย่างที่ ๔ เขาบอกว่าของแพงเพราะมีการค้ากําไรเกินควร มีการเอาเปรียบ ผู้บริโภคครับ ท่านประธานครับ รัฐบาลยังไม่ได้ทําเลยครับ ถ้าทําก็ทําแบบผักชีโรยหน้า วันนี้ไม่ใช่เอาจริงเอาจังครับ เพราะรัฐบาลชุดนี้ชอบทําข่าวครับ ไม่ชอบทํางานครับ
ท่านประธานครับ อย่างที่ ๓ ที่ผมกังวลครับ ก็คือการจัดทํางบประมาณ รายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๖ ไม่ให้ความสําคัญกับเกษตรกรรายย่อยกับ ราคาสินค้าเกษตร ในระยะเวลา ๑๐ เดือนที่ผ่านมา ราคายางพารา ราคาปาล์มน้ํามัน ราคามันสําปะหลัง ราคาสับปะรด ราคาหอมแดงตกต่ําทุกตัวครับ ยังมีอีกหลายตัว แต่เวลาจํากัดเอามาสั้น ๆ ครับ ๑. ราคายางพารา ผมเทียบปีต่อปี เดือนพฤษภาคมปีนี้ ๑๐๑ บาท ปีก่อน ๑๓๙ บาท อย่างที่ ๒ ราคาปาล์มน้ํามัน ปีนี้ ๕ บาท ปีก่อน ๖ บาท ก่อนราคามันสําปะหลัง ปีนี้ ๑.๘๕ บาท ปีก่อน ๒.๕๕ บาท สับปะรด ปีนี้ ๒.๖๙ บาท ปีก่อน ๕.๐๓ บาท หอมแดงปีนี้รัฐบาลไปแทรกแซงแล้ว ราคา ๑๕ บาท ปีก่อน ๒๕ บาท ครับ
ท่านประธานครับ เนื่องจากเวลาจํากัดขอพูดอีกนิดเดียวว่าวันนี้เกษตรกร ก็มีปัญหาเรื่องหอมแดงที่จังหวัดศรีสะเกษ รัฐบาลจัดสรรเงินให้จังหวัดศรีสะเกษ เพียง ๓๓๔,๕๐๐,๐๐๐ บาท เขาเอาเงินไปซื้อ ๒๒ วันเงินหมด แต่ผลผลิตหอมแดง ทั้งประเทศอยู่ที่จังหวัดศรีสะเกษ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่รัฐบาลเอาเงินไปให้ที่ภาคเหนือ ซื้อหอมแดง ๑,๒๖๕ ล้านบาท ทําไมเป็นอย่างนี้ละครับ ที่ภาคอีสานเลือกพรรคเพื่อไทย มาทั้งแผ่นดิน ให้เงินเขาไป ๓๓๔ ล้านบาท ภาคเหนือเอาไป ๑,๒๖๕ ล้านบาท วันนี้รัฐบาล เป็นหนี้เกษตรกรนะครับ อยู่ที่อําเภอยางชุมน้อย อําเภอราศีไศล อําเภอวังหิน จังหวัดศรีสะเกษ จํานวน ๔,๘๐๐ รายเป็นเงิน ๓๐๐ กว่าล้านบาท คําถามคือรัฐบาลจะเอาเงินไปจ่ายเขา เมื่อไรครับ ท่านประธานครับ งบประมาณปี ๒๕๕๖ ไม่ตอบสนองความเดือดร้อนของ ประชาชนเรื่องของแพงครับ งบประมาณปี ๒๕๕๖ ไม่ตอบสนองความเดือดร้อนของ เกษตรกรรายย่อยเรื่องราคาสินค้าเกษตรตกต่ํา หัวหอมแดงที่ศรีสะเกษกิโลกรัมละ ๑๕ บาท ที่จังหวัดยะลา กิโลกรัมละ ๔๕ บาท แสดงให้เห็นถึงการบริหารงานที่ล้มเหลวของรัฐบาล ชุดปัจจุบัน ขอบคุณครับ