อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หารือเรื่องงบประมาณปี 2556 โดยกล่าวถึงปัญหาการบริหารงบประมาณที่ไม่สามารถตอบโจทย์ปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เช่น ปัญหาภาวะเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณที่ไม่รองรับความท้าทายของประเทศในอนาคต และปัญหาความเหลื่อมล้ำใน sociedad นอกจากนี้ยังหารือเรื่องงบประมาณที่ขาดดุล 300,000 ล้านบาท และการก่อหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นถึง 1,000,000 ล้านบาทในระยะเวลาไม่ถึง 1 ปี และเรียกร้องให้รัฐบาลมีความชัดเจนในการดำเนินนโยบายงบประมาณและเศรษฐกิจ
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรครับ ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปี งบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๖ ก็ถือเป็นกฎหมายงบประมาณฉบับแรกของรัฐบาลที่มีการนําเสนอ ในภาวะที่ปกติ ผมกราบเรียนอย่างนี้เพราะผมเข้าใจดีว่ารัฐบาลนี้เข้ามาบริหารราชการ แผ่นดินนั้นเป็นช่วงเวลาเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว ซึ่งตามวงรอบปฏิทินของงบประมาณก็ทําให้ งบประมาณปี ๒๕๕๕ คือปีปัจจุบันซึ่งต้องเริ่มต้นตั้งแต่เดือนตุลาคมนั้น รัฐบาลก็ไม่สามารถ ที่จะจัดทํากฎหมายงบประมาณได้ทันตามเวลาปกติ ซึ่งเข้าใจดีว่าทําให้การบริหารงบประมาณนั้น ก็จะผิดไปจากสภาวะที่เราดําเนินการโดยทั่ว ๆ ไป และอย่างที่ได้มีการแถลงไปเมื่อสักครู่ การบริหารในช่วงแรกและการจัดทํางบประมาณปีที่แล้วก็ต้องคํานึงถึงเหตุการณ์ผิดปกติ ที่เกิดขึ้นก็คือเหตุการณ์น้ําท่วม ซึ่งก็ทําให้มีความจําเป็นที่จะต้องปรับลดงบประมาณ ในบางส่วนเพื่อไปเพิ่มในการที่จะมาดูแลแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบ รวมไปจนถึงการลงทุนเพื่อป้องกันปัญหาการน้ําท่วมในอนาคตต่อไป
ดังนั้นงบประมาณในปีนี้ซึ่งเกิดขึ้นในภาวะปกติ ผมคิดว่าเป็นงบประมาณ ที่พี่น้องประชาชนย่อมต้องมีสิทธิที่จะตั้งความคาดหวังเอาไว้สูงว่าจะเป็นเครื่องมือสําคัญ ของรัฐบาลในการผลักดัน ไม่ว่าจะเป็นยุทธศาสตร์ นโยบาย หรือการที่จะทําให้ชีวิตความเป็นอยู่ ของพี่น้องประชาชนดีขึ้น และแน่นอนที่สุดผมพูดเสมอว่างบประมาณทุกบาททุกสตางค์ไม่ใช่ เงินของพวกเรา ไม่ว่าพวกเราที่จะนั่งอยู่ข้างล่างในฐานะที่จะเป็นผู้อนุมัติ หรือท่านทั้งหลาย ที่นั่งอยู่ข้างบนที่จะเป็นผู้บริหารนําเงินเหล่านี้ไปใช้จ่าย แต่เงินทุกบาททุกสตางค์ไม่ใช่ของ พวกเรา เป็นของพี่น้องประชาชนที่เสียภาษีอากร ดังนั้นสิ่งที่กระผมคาดหวังจะเห็นจากการ จัดทํางบประมาณในครั้งนี้ ก็คือต้องการที่จะเห็นเงินภาษีอากรเหล่านั้นกลับคืนสู่พี่น้องประชาชน เพื่อสร้างความเป็นอยู่ที่ดี สร้างเศรษฐกิจ สังคมที่ดี ซึ่งน่าจะประกอบไปด้วยการที่จะทําให้ พี่น้องประชาชนนั้นสามารถที่จะหลุดพ้นจากปัญหาความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจ ซึ่งกําลัง เผชิญอยู่ในปัจจุบัน ไปจนถึงการส่งเสริมให้เศรษฐกิจของเรามีการเติบโตอย่างยั่งยืน สามารถที่จะ รองรับสถานการณ์ความผันผวนทางเศรษฐกิจในเศรษฐกิจโลกได้ เตรียมความพร้อม สําหรับประเทศ สําหรับโลกในอนาคต แล้วที่สําคัญก็คือเครื่องมืองบประมาณนี้ก็ควรจะเป็น เครื่องมือที่มีความสําคัญในการสร้างความเป็นธรรมในสังคม แก้ปัญหาในเชิงโครงสร้าง ของพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ํา ซึ่งถ้าหากว่าทั้งหมดนี้ดําเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดําเนินการอย่างโปร่งใส ก็จะนํามาสู่ ความสงบสุข ความผาสุกของพี่น้องประชาชน และความเรียบร้อย และความเจริญก้าวหน้า ของประเทศ ผมอยากกราบเรียนว่าเมื่อได้อ่านร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปี งบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๖ ฉบับนี้ต้องบอกว่างบประมาณฉบับนี้ไม่ได้ตอบโจทย์ที่กระผมได้ตั้งขึ้น เมื่อสักครู่ ซึ่งวันนี้สิ่งที่กระผมอยากจะกราบเรียนชี้ให้เห็นก็คือปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ในแง่ของภาวะเศรษฐกิจ ปัญหาการจัดสรรงบประมาณที่ไม่ได้รองรับความท้าทายของประเทศ ในอนาคต ปัญหาการจัดสรรงบประมาณที่ไม่ได้คํานึงถึงปัญหาความเหลื่อมล้ํา ความไม่เป็นธรรม ในสังคม และที่สําคัญที่สุดก็คือความห่วงใยที่เรามีต่อการใช้จ่ายและการจัดสรรงบประมาณ ที่ขาดความโปร่งใส กระผมขอเริ่มต้นจากเรื่องของภาวะเศรษฐกิจครับ ในคําแถลงของท่านนายกรัฐมนตรีก็ดี ในเอกสารที่เป็นบันทึกวิเคราะห์งบประมาณก็ดี ถ้าดูผิวเผินก็เหมือนกับว่าขณะนี้เศรษฐกิจ ก็สามารถที่จะขยายตัวไปได้ดีพอสมควร ท่านนายกรัฐมนตรีเองก็เพิ่งแถลงไปเมื่อสักครู่ว่า การจัดทํางบประมาณครั้งนี้ก็อยู่บนสมมุติฐานที่ว่าเศรษฐกิจไทยในปีนี้จะขยายตัวที่ร้อยละ ๕.๕-๖.๕ ซึ่งถือว่าเป็นอัตราที่สูงพอสมควร แล้วก็โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเปรียบเทียบกับ ปีที่แล้ว ซึ่งต้องถือว่าเศรษฐกิจก็สะดุดหรือชะงักลงจากการที่เราประสบกับปัญหาน้ําท่วม ในช่วงไตรมาสที่ ๓ ไตรมาสที่ ๔ ก็ทําให้หลายคนก็อาจจะวางใจว่าทุกสิ่งทุกอย่างนั้นกลับเข้าสู่ ภาวะปกติ แต่ผมอยากจะกราบเรียนครับว่าตัวเลขหลายตัวที่เราพูดกันในวันนี้มันเหมือน ภาพลวงตา ทําไมผมกล่าวอย่างนั้นก็เพราะว่าการประมาณการว่าเศรษฐกิจจะขยายตัว ร้อยละ ๕.๕-๕.๖ นั้น แม้แต่ในคําแถลงของท่านนายกรัฐมนตรีก็ดี หรือเอกสารงบประมาณ โดยสังเขปก็ดี เขียนไว้ชัดครับว่า มันเกิดขึ้นจากแรงขับเคลื่อนทางด้านอุปสงค์ จากการ บริโภคและการลงทุนของภาคเอกชน เพื่อฟื้นฟูทรัพย์สินที่เสียหายภายหลังสถานการณ์ อุทกภัยรุนแรงเมื่อปลายปี ๒๕๕๔ และภาคอุตสาหกรรมที่เร่งกลับมาทําการผลิต อย่างต่อเนื่อง ประกอบกับการเร่งรัดการใช้จ่าย หรือการกระตุ้นการใช้จ่ายของรัฐบาล ความหมายตรงนี้คืออะไรครับ ความหมายตรงนี้ก็คือว่า ที่เศรษฐกิจขยายตัวในอัตรา ค่อนข้างสูงในปีนี้ คําว่า เศรษฐกิจขยายตัวในอัตราสูงก็หมายความว่าเงินทองหมุนเวียนมาก เหตุผลก็เพราะว่ามันเป็นการหมุนเวียนเงินที่มีความจําเป็นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จากคนที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาน้ําท่วม พี่น้องประชาชนที่บ้านเรือนเสียหาย ธุรกิจ โรงงานที่ถูกน้ําท่วมทรัพย์สินเสียหายก็ต้องไปหาเงินมาเพื่อที่จะมาลงทุนซ่อมแซมบ้าน ซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าเพื่อฟื้นฟูสภาพความเป็นอยู่ของตนเอง ในแง่ของธุรกิจก็เป็นการลงทุน เพื่อที่จะสามารถนําเครื่องจักร หรือซ่อมแซมเครื่องจักรให้กลับมาสู่การผลิตได้ เงินทุกบาท ทุกสตางค์ที่มีการใช้จ่ายในเรื่องนี้มันก็ถูกนับไปเป็นเงินที่หมุนเวียนทางเศรษฐกิจ ก็ทําให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจนั้นดูสูง แต่มันไม่ได้สะท้อนชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ของประชาชนหรือฐานะที่ดีขึ้นของภาคธุรกิจ เพราะเป็นเพียงการกลับคืนสู่สถานภาพเดิม ก่อนน้ําท่วมนั่นเอง ดังนั้นสิ่งที่รัฐบาลพึงจะต้องระมัดระวังก็คือว่าอัตราการขยายตัว ทางเศรษฐกิจที่ดูสูงว่าร้อยละ ๕.๕-๖.๕ นั้น แท้ที่จริงแล้วไม่ได้สะท้อนคุณภาพชีวิต หรือความเป็นอยู่ของประชาชนที่ดีขึ้น แต่เป็นภาวะชั่วคราวในแง่ของการที่จะต้องฟื้นฟู จากความเสียหายที่เราประสบเมื่อปีที่แล้ว เราจะเห็นนะครับว่าเมื่อพูดถึงการขยายตัวของ เศรษฐกิจในปี ๒๕๕๖ ต่อไป การคาดการณ์ในเรื่องการขยายตัวก็จะปรับตัวลดลงมา ในเอกสารที่รัฐบาลนําเสนอก็บอกว่าจะเป็นประมาณร้อยละ ๔ ถึงร้อยละ ๕ นั่นเป็นตัวเลขหนึ่ง ซึ่งกระผมอยากจะกราบเรียนเตือนในการวิเคราะห์ภาวะเศรษฐกิจ และในการจัดทํานโยบาย งบประมาณนะครับว่ามันเสมือนเป็นภาพลวงตา
ประการที่ ๒ งบประมาณที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้แถลงไปเมื่อสักครู่ว่า ปีนี้ขาดดุล ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เป็นงบประมาณรวมทั้งสิ้น ๒.๔ ล้านล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้น จากปีที่แล้วเพียงเล็กน้อย แล้วก็เป็นการขาดดุลลดลง ตรงนี้เช่นเดียวกันครับ ถ้าดูจาก ตัวเลขตรงนี้ก็เสมือนกับว่าเรากําลังสามารถที่จะบริหารจัดการให้การขาดดุลงบประมาณ และการก่อหนี้สาธารณะนั้นกลับเข้าสู่ภาวะที่มีเสถียรภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งที่จริงในรัฐบาลที่แล้ว ได้ตั้งเป้าเอาไว้ครับว่าภายใน ๕ ปี จะต้องมีการจัดทํางบประมาณที่สมดุล การที่การขาดดุล งบประมาณปีนี้ลดลงก็ดูจะเป็นสัญญาณที่ดี แต่สิ่งที่กระผมอยากจะกราบเรียนท่านประธาน ก็คือว่าเราจะต้องไม่ลืมนะครับว่าการขาดดุลงบประมาณขณะนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการ ก่อหนี้สาธารณะ สิ่งที่สําคัญก็คือว่าเรามีเงินกู้ที่รัฐบาลได้ออกกฎหมายเป็นพระราชกําหนดหลังจากที่เกิด ภาวะน้ําท่วม แล้วจะต้องมีการกู้เงินอีก ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งถ้านับรวมตรงนี้ก็จะเห็นว่า ภาวะการขาดดุลหรือภาวะการก่อหนี้ไม่ได้ลดลง ในรัฐบาลที่แล้วตอนที่เราเผชิญกับ วิกฤติเศรษฐกิจโลกที่รุนแรงจําเป็นที่จะต้องกระตุ้นให้เศรษฐกิจนั้นฟื้นตัวขึ้นมา ขณะนั้น พรรคฝ่ายค้านต่อว่ารัฐบาลชุดที่แล้วว่ากู้เงินเป็นจํานวนมาก แต่ ๒ ปี ๖ เดือนของรัฐบาล ชุดที่แล้วปรากฏว่าจะก่อหนี้น้อยกว่ารัฐบาลชุดนี้ทําภายในปีเดียว การขาดดุลงบประมาณ ทั้งปี ๒๕๕๕ ปี ๒๕๕๖ บวกกับการกู้เงินตามพระราชกําหนดอีก ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท บวกกับหนี้ที่กําลังเกิดขึ้นจากนโยบายที่ผมถือว่าผิดพลาด ไม่ว่าจะเป็นทางด้านพลังงาน หรือทางด้านพืชผลทางการเกษตร ถ้ารวมกันแล้วจะทําให้มีการก่อหนี้เพิ่มขึ้นถึงกว่า ๑,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทในระยะเวลาเพียงไม่ถึง ๑ ปี นี่คือข้อเท็จจริงที่เราจําเป็นจะต้อง ตระหนักในการวิเคราะห์นโยบายงบประมาณแล้วก็ภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน ผมจึงอยากจะ กราบเรียนครับว่าเบื้องต้นผมยังขอแสดงความห่วงใยต่อการดําเนินนโยบายงบประมาณ ที่ยังขาดความชัดเจนว่าจะทําให้เรากลับเข้าสู่ภาวะที่มีเสถียรภาพมีความเป็นปกติ และทําให้ เกิดความมั่นใจว่าการขยายตัวหรือการพัฒนาประเทศเราจะมีความยั่งยืนนั้น ขณะนี้ยังไม่ได้รับ การตอบสนองในแง่ของความชัดเจนที่เป็นรูปธรรมของนโยบายทางด้านการเงินการคลัง ผมกราบเรียนเรื่องนี้เพราะเรายังเห็นตัวอย่างของปัญหาที่เกิดขึ้นในสหภาพยุโรป กราบเรียน เรื่องนี้เพราะว่าภาวะเศรษฐกิจโลกยังไม่เป็นที่น่าวางใจ ดังนั้นตรงนี้ก็คือจุดที่ผมคิดว่า เรายิ่งจําเป็นจะต้องดูแลว่าการใช้จ่ายงบประมาณทุกบาททุกสตางค์ ซึ่งเป็นเงินภาษีอากร ของพี่น้องประชาชนนั้นจะต้องใช้จ่ายแล้วเกิดประโยชน์สูงสุดอย่างแท้จริง สร้างความเติบโต เพิ่มความเข้มแข็งให้กับประเทศ สร้างความเป็นธรรมและเป็นหลักประกันให้กับพี่น้อง ประชาชนในแง่ของการมีคุณภาพชีวิตที่ดี แต่สถานการณ์วันนี้มันไม่ได้เป็นอย่างนั้นครับ ภาวะเศรษฐกิจที่พี่น้องประชาชนพูดกันในวันนี้คงไม่ได้มานึกถึง ๒.๔ ล้านล้านบาท ที่สภากําลังอภิปราย แต่มันมีคําพูดขณะนี้ซึ่งโต้เถียงกันไปกันมาว่าตกลงมันแพงทั้งแผ่นดิน หรือมันถูกทั้งแผ่นดิน ท่านประธานที่เคารพครับ ปัญหาของเศรษฐกิจไทยของพี่น้อง ประชาชนในวันนี้ที่เรารอคอยรัฐบาลเข้ามาแก้ไขนั้นมันทั้งแพงและทั้งถูกทั้งแผ่นดิน ทําไมกระผมกราบเรียนอย่างนั้น วันที่ท่านนายกรัฐมนตรีเดินทางไปจังหวัดระยอง เพื่อไปติดตามปัญหาที่มาบตาพุดซึ่งสักครู่ก็มีเพื่อนสมาชิกทวงถามด้วยนะครับว่า การจัดงบประมาณที่ไปดูแลเรื่องของสิ่งแวดล้อมมาบตาพุดไม่เป็นไปตามแผนซึ่งเคย มีการกําหนดไว้เดิม แต่สิ่งที่ผมสนใจวันนั้นก็คือว่าท่านนายกรัฐมนตรีหลังจากเสร็จภารกิจ ในเรื่องของมาบตาพุดก็ไปสํารวจตลาดผลิตภัณฑ์ชุมชนและภายใต้คําพูดที่ว่าแพงทั้งแผ่นดิน เกิดขึ้นอยู่ ท่านนายกรัฐมนตรีก็บอกว่ามันมีของที่ไม่แพง วันนั้นท่านเอาเงาะกลับมา ๔ กิโลกรัม ๑๐๐ บาท แล้วก็บอกว่าราคาก็มีแนวโน้มจะลดลงไปอีก วันนี้เงาะเหลือกิโลกรัมละ ๕ บาท สําหรับชาวสวน ที่ไม่แพงทั้งแผ่นดิน ที่ถูกทั้งแผ่นดิน ขณะนี้ก็คือพืชผลทางการเกษตร ไม่ได้เป็นเรื่องที่ดีเลยครับ เป็นความเดือดร้อนซึ่งกําลังเกิดขึ้นแล้วทําไมถึงเป็นถูกทั้งแผ่นดิน ภาคอีสานเพิ่งมีการรวมตัวประท้วงกันไปเรื่องหอมแดงเน่า ภาคกลางจะเป็นทางตะวันออก อย่างจังหวัดปราจีนบุรี หรือทางตะวันตกอย่างจังหวัดกาญจนบุรีก็เพิ่งมาประท้วงอย่างต่อเนื่อง ในเรื่องของปัญหาราคามันสําปะหลัง ภาคเหนือก็มีลิ้นจี่ ภาคใต้ก็มีกุ้ง ทั้งแผ่นดินครับ ถ้าเราคาดหวังที่จะให้เศรษฐกิจดีเราต้องทําให้เกษตรกรซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ มีฐานะที่ดี แต่วันนี้ที่ถูกทั้งแผ่นดินคือสิ่งที่เกษตรกรขาย และนโยบายของรัฐบาลที่พยายาม ตอบโจทย์ในเรื่องนี้ ผมย้ําอีกครั้งครับว่าเป็นนโยบายที่กําลังประสบกับปัญหามากมาย ถ้าท่านประธานดูจากกฎหมายงบประมาณในปีนี้ งบประมาณที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของถูก คือของที่พี่น้องประชาชนขายนี่ล่ะครับ จะไปเห็นอยู่