อภิสิทธิ์ วิพากษ์นโยบาย ธ.ก.ส. จำนำข้าว ขาดทุนมหาศาล เรียกร้องปรับแผน

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๓๓ · ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๕๕

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะวิพากษ์นโยบายรัฐบาลที่จัดสรรงบประมาณให้ ธ.ก.ส. เพื่อโครงการจำนำข้าว โดยชี้ว่าขาดทุนมหาศาลและเรียกร้องให้ปรับแผนเพื่อไม่ให้เป็นภาระทางการคลังในอนาคต

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร

ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผมกําลังจะบอกกับรัฐบาลว่าผมต้องการเห็นการจัดงบประมาณที่ไป ตอบสนองคนส่วนใหญ่ของประเทศคือเกษตรกร ถ้าผู้ประท้วงเห็นว่าไม่ควรจัดนอกประเด็น งบประมาณ ไม่ควรไปช่วยเกษตรกรเลยก็ประท้วงต่อไปเถอะครับ แต่ผมอยากกราบเรียนว่า นี่คือหัวใจครับว่า ถ้ารัฐบาลยืนยันว่าอยากให้เศรษฐกิจเติบโตมันต้องจัดเงินไปช่วยพี่น้อง เกษตรกร ผมกําลังจะกราบเรียนว่างบประมาณที่เราเห็นเกี่ยวกับการช่วยเหลือเกษตรกร วันนี้มันจะไปปรากฏอยู่ที่การจัดสรรงบประมาณให้ ธ.ก.ส. ครับ ซึ่งตามรายการนี้จะเป็นเงิน อยู่ประมาณ ๖๙,๐๐๐ ล้านบาท แต่ท่านประธานทราบไหมครับว่าเงินที่จัดให้ ธ.ก.ส. ในขณะนี้เป็นการจัดงบประมาณเพื่อที่จะมาแก้ปัญหาของ ธ.ก.ส. ที่ดําเนินนโยบาย การจํานําพืชผลมาตั้งแต่ปีประมาณ ๒๕๔๗ จนถึงปัจจุบัน ส่วนที่รัฐบาลได้ประกาศนโยบาย จํานําข้าวทุกเม็ด ๑๕,๐๐๐ บาท และนโยบายจํานําอื่น ๆ ในขณะนี้ยังไม่ปรากฏงบประมาณ แต่ให้ ธ.ก.ส. นั้นดําเนินการจ่ายเงินไปก่อนเกือบ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาทครับ สิ่งที่กระผม อยากจะกราบเรียนก็คือว่าสุดท้ายไม่ช้าไม่นาน ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาทที่ออกไปแล้วจะต้อง ขาดทุนซึ่งอาจจะถึงประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทในระยะเวลาเพียงปีเดียว และถ้าหากว่า รัฐบาลยังยืนยันเดินหน้าโครงการจํานําอย่างนี้ต่อไป จะต้องเป็นภาระงบประมาณในอนาคต ปีละหลักแสนล้านบาทอะไรจะเกิดขึ้นกับฐานะการเงินการคลัง กระผมจะไม่ว่าเลยนะครับ ถ้าหากว่าการขาดดุลหรือว่าต้องขาดทุนแสนล้านบาททุกปี ๆ ทําให้พี่น้องเกษตรกรนั้น มีฐานะที่ดีขึ้นจริง แต่วันนี้ที่ท่านบอกทุกเม็ด ๑๕,๐๐๐ บาทต่อตัน ผมอยากจะทราบว่า มีเกษตรกรกี่รายที่ไปจํานําข้าวแล้วได้ ๑๕,๐๐๐ บาท ผมเดินทางเยอะแล้วครับในช่วงของ การทํางานในฐานะ ส.ส. ในฐานะผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ไม่มีหรอกครับโครงการจํานํา ซึ่งเคยล้มเหลวมาในอดีตไม่เพียงแต่ในแง่ของการขาดทุนที่เกิดขึ้น แต่มีปัญหาว่าในที่สุด มีเกษตรกรจํานวนมากไม่สามารถเข้าร่วมโครงการได้ เกษตรกรที่ปลูกข้าวกินเอง เกษตรกร ที่ปลูกข้าวแล้วมีข้าวเหลือไว้ขายน้อยรายย่อยไม่ได้ประโยชน์หรอกครับ ส่วนคนที่พอจะ มีกําลังเอาพืชผลเหล่านี้ไปจํานําก็เจอกับปัญหาที่เพื่อนสมาชิกฝ่ายค้านตั้งกระทู้ถามสด เกือบทุกสัปดาห์ มีปัญหาเรื่องน้ําหนัก มีปัญหาเรื่องความชื้นแล้วก็ยืนยันได้เลยครับว่า มีปัญหาการทุจริตที่เกิดขึ้น มันสําปะหลังพี่น้องเกษตรกรชาวไร่มันสําปะหลังเดินทางมา ที่สภานี้ก็หลายครั้งครับ รัฐบาลประกาศโครงการจํานําบอกมีงบประมาณไว้รองรับ แต่ปรากฏว่าความพร้อมไม่มี เหมือนเรื่องข้าว ลานมันสําปะหลังไม่พร้อม ถึงเวลาพอเกษตรกรจะพยายามไปจํานําก็เจอกับ เงื่อนไขมากมาย สุดท้ายจํานําไม่ได้แต่ต้องจํานนกับการขายถูก มีเกษตรกรจังหวัดกาญจนบุรี มาพบผมที่สภาหลายครั้ง พยายามยื่นหนังสือถึงท่านนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่ที่รัฐบาลประกาศว่า จะจํานํามันสําปะหลังปลายปีที่แล้ว เริ่มต้นเดือนกุมภาพันธ์จนถึงปัจจุบันก็ยังจํานํา มันสําปะหลังไม่ได้ อย่างอื่นจํานําหมดแล้วครับ สร้อย แหวน นาฬิกา จํานําหมดแล้วครับ แต่มันสําปะหลังยังจํานําไม่ได้ นี่คือปัญหาที่กําลังเกิดขึ้นที่เราใช้คําว่าถูกทั้งแผ่นดิน พี่น้องเกษตรกรสับปะรด มีมติ ครม. บอกอนุมัติงบประมาณต่าง ๆ ที่จะไปดําเนินการแก้ไข ปัญหา จนถึงวันนี้สุดท้ายไม่ได้รับการช่วยเหลือ กระผมไม่พูดเพิ่มเติมละครับ เพียงแต่จะ บอกว่างบประมาณที่จะจัดขึ้นในงบประมาณปีนี้ชดเชยการขาดทุนในอดีตหรือที่จะทําขึ้น ในอนาคตเพื่อมารองรับความเสียหายที่จะเกิดขึ้นนับแสนล้านบาท สุดท้ายไม่ได้ลงไปถึง มือพี่น้องประชาชนที่เป็นเกษตรกร ซึ่งถ้าสามารถทําให้ไปถึงมือได้ จะเป็นพื้นฐานที่แข็งแกร่ง สําหรับเศรษฐกิจ กระผมเข้าใจครับว่ารัฐบาลทําใจยากที่จะทบทวนนโยบายนี้เพราะว่า นําเสนอนโยบายนี้มาเพื่อเลิกโครงการประกันรายได้ ซึ่งกระผมกราบเรียนว่าเป็นโครงการ ที่มีเป้าหมายในการช่วยเกษตรกรเหมือนกัน แต่งบประมาณที่ตั้งขึ้นโปร่งใส ชัดเจน ในแต่ละปี ว่าต้องใช้เงินเท่าไร มีหลักเกณฑ์อย่างไร และที่สําคัญงบประมาณเหล่านั้นทุกบาททุกสตางค์ ถึงมือพี่น้องประชาชน ๓๐,๐๐๐-๔๐,๐๐๐ ล้านบาท ทุกบาททุกสตางค์คือเงินที่ไปจ่ายให้กับ เกษตรกร แต่โครงการอย่างโครงการจํานํา ลําพังเฉพาะค่าบริหารก็หลายหมื่นล้านบาทแล้ว กระผมจึงกราบเรียนครับว่าปัญหานี้ยังเป็นปัญหาที่พี่น้องส่วนใหญ่ของประเทศรอคอย ในเรื่องของการแก้ไข ซึ่งเป็นปัญหาเฉพาะหน้า ส่วนปัญหาแพงทั้งแผ่นดินก็เป็นปัญหา ที่พี่น้องประชาชนสัมผัสอยู่ตลอดเวลา ร้องเรียนเข้ามาตลอดเวลา ผมเห็นรัฐบาลได้แถลง แล้วก็จัดสรรงบประมาณเขียนเอาไว้ในเอกสารงบประมาณโดยสังเขปว่าในเรื่องนี้ได้จัดเงิน เอาไว้ ๑,๔๕๙.๗ ล้านบาท โดยบอกว่าเพื่อกํากับดูแลราคาสินค้าอุปโภคบริโภคและราคา พลังงานให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมและเป็นธรรม โดยการจัดงานจําหน่ายสินค้าราคาประหยัด ที่มีความจําเป็นแก่การครองชีพกระจายทั่วทั้งประเทศ จัดทํามาตรการเพื่อบริหารจัดการ ด้านพลังงานและกองทุนน้ํามันเชื้อเพลิงที่เหมาะสม ตลอดจนส่งเสริมการใช้พลังงาน อย่างประหยัด พัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานรูปแบบอื่น ท่านประธานที่เคารพครับ ผมแปลกใจนะครับว่าท่านจัดงบประมาณ ๑,๔๕๙.๗ ล้านบาท ทําไมแปลกใจครับ เพราะว่า ผมเห็นคนในรัฐบาลปฏิเสธตลอดเวลาว่าไม่มีปัญหาของแพง ถ้าไม่มีปัญหาของแพง กรุณาอย่าเอาเงิน ๑,๔๕๙.๗ ล้านบาท ไปแก้ปัญหาซึ่งไม่มีอยู่ ผมกราบเรียนนะครับว่า ถ้าจะเอาเงินก้อนนี้ไปทําการตลาดเพื่อโฆษณาว่าของไม่แพง อย่าทําเลยครับ เอาเรื่องจริงว่า เราจะทําอย่างไรกับสภาวะค่าครองชีพของพี่น้องประชาชนในปัจจุบันมาว่ากัน ผมกราบเรียนว่า ตอนหาเสียงนี้ ท่านนายกรัฐมนตรีโดยเฉพาะประกาศชัดครับว่าต้องการที่จะกระชาก ค่าครองชีพของพี่น้องประชาชนลงมาและเครื่องมือสําคัญที่ท่านนายกรัฐมนตรีประกาศ ในวันนั้นก็คือบอกว่าจะยกเลิกใช้คําว่ายกเลิกกองทุนน้ํามัน แต่ว่าผ่านมาไม่ถึง ๑ ปีครับ สิ่งที่กําลังเกิดขึ้นและเป็นต้นเหตุของปัญหาแพงทั้งแผ่นดิน ที่กระผมกราบเรียนมาตลอดก็คือปัญหาการบริหารจัดการทางด้านพลังงานที่ผิดพลาด จากเดิมซึ่งเข้ามาแล้วในภาวะซึ่งราคาน้ํามันในตลาดโลกต่ํากว่าในสมัยรัฐบาลที่แล้ว กลับตัดสินใจไปลดราคาน้ํามันเบนซิน แล้วก็ทําให้มีหนี้ที่เกิดขึ้นในกองทุนน้ํามัน ๒๐,๐๐๐-๓๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วสุดท้ายก็ไปไม่ได้ จนตั้งแต่ต้นปีเป็นต้นมาก็เริ่มเก็บเงิน เข้ากองทุนน้ํามัน แล้วก็ทําให้ราคาน้ํามันดีเซล ราคาน้ํามันเบนซินขยับขึ้น ไปจนถึงการอ้างว่า ไม่สามารถที่จะดูแลในเรื่องของเอ็นจีวี (NGV) แอลพีจี (LPG) คือก๊าซธรรมชาติได้อีกต่อไป แล้วก็ปล่อยให้มีการขยับตัวลอยขึ้นมาที่เป็นราคา ที่เป็นพลังงานที่มีความจําเป็นและ เป็นต้นทุนสําคัญของระบบเศรษฐกิจ นี่คือการบริหารจัดการที่ผิดพลาด ผมไม่ทราบว่า ๑,๔๐๐ กว่าล้านบาทที่บอกว่าจะขอนําไปบริหารจัดการดูแลราคาพลังงานนั้นหมายความว่า จะมีการทบทวนนโยบายเหล่านี้หรือไม่ ผมกราบเรียนในสมัยรัฐบาลที่แล้วรัฐบาลประกาศว่า ไม่ให้ดีเซลขยับเกิน ๓๐ บาท ช่วงไหนที่มันต่ํากว่า ๓๐ บาท ก็เก็บเงินเข้ากองทุน ช่วงไหน ที่มันจะสูงกว่าก็เอาเงินกองทุนมาบริหารเพื่อดูแลราคาน้ํามันดีเซลให้อยู่ในระดับนั้น ถามว่า ทําไมต้องทําอย่างนั้น คําตอบก็คือว่าเพราะดีเซลเป็นต้นทุนพื้นฐานที่สําคัญของระบบเศรษฐกิจ แล้วก็โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้อง เช่นผู้ประกอบการทางด้านขนส่ง เขาเสมือนกับมีข้อตกลงกับรัฐบาลอยู่แล้วว่า ถ้าราคาน้ํามันดีเซลไม่ขยับเกิน ๓๐ บาท เขาก็ไม่ปรับค่าบริการ แต่เมื่อรัฐบาลนี้ยกเลิกนโยบายนั้นนะครับ แล้วสุดท้ายดีเซลขยับเกิน ๓๐ บาท สุดท้ายอย่างไร กระทรวงคมนาคมก็ต้องอนุมัติให้มีการขึ้นค่าขนส่ง ซึ่งจนถึงปัจจุบันนี้ ก็ยังต้องมีการเจรจาต่อรองกันอย่างต่อเนื่อง ค่าขนส่งเหล่านั้นก็กลายเป็นต้นทุนที่เพิ่มราคา สินค้าทุกประเภทครับ นี่คือสิ่งที่เป็นผลพวงที่ตามมาที่ทําให้เกิดภาวะแพงทั้งแผ่นดิน แล้วถ้าต่อมามีความเปลี่ยนแปลง มีความผันผวนในราคาน้ํามันในตลาดโลก หรือนโยบาย ของรัฐบาลนี่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะย้อนกลับไปสู่สภาพเดิมได้ง่าย ๆ ที่จริงวันนี้จะเป็น วันทดสอบ เพราะว่าหลังจากที่ราคาน้ํามันตลาดโลกขยับลดลงในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา วันนี้ดีเซลจะลดลงมาต่ํากว่า ๓๐ บาทอีกครั้งหนึ่ง ผมถามรัฐบาลผ่านท่านประธานครับว่า กระทรวงคมนาคมจะดําเนินการให้มีการปรับลดค่าขนส่งหรือไม่ ตอนนี้ต้องไม่ใช่ตรึง อย่างมติ ครม. แล้วนะครับ เมื่อดีเซลขยับต่ําลงมากว่า ๓๐ บาท ท่านจะปรับค่าขนส่งกลับไป อยู่ในอัตราเดิมก่อนหน้านี้หรือไม่ ทําได้หรือไม่ ถ้าทําได้ต้องทําทันที ถ้าทําไม่ได้นี่ล่ะครับ คือจุดที่เป็นหลักฐานชัดเจนถึงความล้มเหลวของการบริหารจัดการในการดูแลไม่ให้พี่น้อง ประชาชนต้องประสบกับภาวะความเดือดร้อนจากค่าครองชีพที่สูงขึ้น การบริหารจัดการ อย่างนี้ต่างหากครับ มากกว่าการที่จะมาบอกว่าจะมีการไปใช้เงิน ๑,๔๐๐ กว่าล้านบาท ถึงจะแก้ปัญหาได้ เหมือนกับสินค้าตัวอื่น ๆ ซึ่งกระผมเรียกร้องมาตลอด ก็เพิ่งได้รับการขานรับ ว่าจะเริ่มไปดูมากขึ้นว่าต้นทุนต้นทางเป็นอย่างไร ราคาปลายทางเป็นอย่างไร ควบคุม กํากับ ดูแล ไม่ให้เกิดการค้ากําไรเกินควร แต่ท่านประธานครับ การจะไปควบคุมดูแลกําหนดนโยบาย อย่างนั้นนี่ครับ ถ้าทําอย่างมีประสิทธิภาพ ผมกราบเรียนว่าไม่ต้องใช้งบประมาณ ไม่ต้องมา รบกวนเงินภาษีอากรของพี่น้องประชาชน แต่แนวทางที่เสนอมาในวันนี้ที่บอกว่าจะไปกระจายสินค้าราคาถูก ๑,๔๐๐ กว่าล้านบาทนี่ มันก็เท่ากับว่าไปลดราคาให้พี่น้องประชาชนที่มาซื้อของในโครงการ แต่เอาเงินจากประชาชน ที่เสียภาษีอากรไปนั่นเอง แล้วท่านประธานผมเชื่อนะครับว่าผู้รับผิดชอบโดยตรงท่านคงต้อง ยอมรับ ธงฟ้านี่อย่างไรก็ไปไม่ถึงพี่น้องประชาชนทุกคนนะครับ แล้วร้านถูกใจที่ทําขึ้นภายใต้ งบประมาณเกือบ ๒,๐๐๐ ล้านบาทนี่ครับ ถึงท่านทําครบตามเป้าหมายก็ไม่ทั่วถึง แล้ววันนี้ ก็ต่ํากว่าเป้าหมายมากนะครับ ที่บอกว่าจะมีขึ้นจะเป็น ๑,๐๐๐ แห่ง ๒,๐๐๐ แห่ง หรือเป็น ๑๐,๐๐๐ แห่ง เพียงเมื่อ ๒ สัปดาห์ที่แล้วยังเปิดได้แห่งเดียวครับ คือที่กระทรวงพาณิชย์ นี่ไม่ใช่คําตอบสําหรับความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนที่จะต้องเผชิญกับภาวะค่าครองชีพ ที่สูงขึ้น และค่าครองชีพที่สูงขึ้นบวกกับนโยบายรัฐบาลในเรื่องค่าแรงก็กําลังจะทําให้ภาวะ เงินเฟ้อนั้นสูงขึ้น ซึ่งต่อไปก็อาจจะมีผลกระทบกับฐานะในเรื่องของการบริหารจัดการ เศรษฐกิจในภาพรวมด้วย กระผมจึงกราบเรียนครับว่าวันนี้ผมอยากได้ยินรัฐบาลลุกขึ้นมา ยอมรับว่าถึงเวลาที่ต้องทบทวนนโยบายที่เกี่ยวกับราคาสินค้า ไม่ว่าจะเป็นถูกหรือแพง ทั้งแผ่นดินจะทําให้เราสามารถมีการบริหารงบประมาณที่จะไปตอบโจทย์ปัญหาความเดือดร้อน ของพี่น้องประชาชนได้ดีกว่านี้ ก่อนที่กระผมจะผ่านไปในประเด็นต่อไป ก็อยากจะย้ํา เป็นประเด็นสุดท้ายว่าภาวะค่าครองชีพที่สูงขึ้นอีกประเด็นหนึ่งซึ่งไม่พูดในวันนี้คงไม่ได้ ก็คือปัญหาภาระค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับการศึกษาด้วย ซึ่งหลังจากที่รัฐบาลที่แล้วผลักดัน นโยบายเรียนฟรี รัฐบาลนี้กระผมไม่ทราบว่าการสานต่อนโยบายเป็นอย่างไร แต่ต้องยอมรับว่า เสียงบ่นจากพ่อแม่ผู้ปกครองในเรื่องของภาระที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นว่าไม่ได้มีการสานต่อ นโยบายเรียนฟรีตามเจตนารมณ์ ไม่นับถึงปัญหาความวุ่นวายที่กําลังเกิดขึ้นกับนโยบาย การรับนักเรียนในการเปิดภาคเรียนในครั้งนี้ด้วย ท่านประธานที่เคารพ เมื่อภาวะความเป็นอยู่ ของประชาชนเป็นอย่างนี้และภาวะเศรษฐกิจเป็นอย่างนี้ กระผมก็ไปดูต่อว่างบประมาณ ฉบับนี้ตอบโจทย์ในเรื่องของการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างไร การกระตุ้นเศรษฐกิจ ความจริงในเอกสารงบประมาณของรัฐบาลเองจะเน้นอยู่นโยบายบางตัว ซึ่งบางเรื่องกระผม ก็ไม่คิดว่ามันเป็นเรื่องที่ถูกต้องนัก เช่น ผมไม่เคยเห็นด้วยกับการเอาเงินภาษีของพี่น้อง ประชาชนกลุ่มหนึ่งไปช่วยคนกลุ่มเล็ก ๆ ได้ซื้อรถยนต์ อย่างนี้เป็นต้น การเพิ่มรายได้ที่กําลัง เกิดขึ้นในปัจจุบันก็ไม่ได้เกิดขึ้นจากงบประมาณของรัฐบาลแต่เป็นเรื่องของการใช้กฎหมาย ค่าแรงขั้นต่ําให้เอกชนต้องจ่ายเพิ่มขึ้น ผมเห็นด้วยกับการเพิ่มค่าแรง ที่จริงผมเป็นคนที่เสนอว่า ค่าแรงงานในประเทศไทยควรจะเพิ่มขึ้น ผมใช้คําว่า อย่างก้าวกระโดด แต่ปรากฏว่าถึงวันนี้ จากการประกาศนโยบายของรัฐบาลมันมีปัญหาทั้ง ๒ ด้าน ด้านหนึ่งท่านก็ไม่สามารถ ทําตามที่ท่านประกาศไว้ได้ว่าจะเพิ่มค่าแรงขึ้นเป็น ๓๐๐ บาททั่วประเทศทันที เพราะขณะนี้ ค่าแรง ๓๐๐ บาทที่ใช้อยู่ก็ ๗ จังหวัด แต่อีกด้านหนึ่งก็คือว่าการเตรียมความพร้อมสําหรับ ภาคธุรกิจที่จะต้องปรับตัวเพื่อรองรับค่าแรงนี่ก็ไม่ได้สามารถดําเนินการได้อย่างเป็นระบบ ตรงจุด ถ้าเดินหน้าแบบนี้มันไม่ได้ช่วยให้ฐานะความเป็นอยู่ของคนส่วนใหญ่หรือเศรษฐกิจดีขึ้น ผมเชื่อว่ารัฐบาลก็ต้องแปลกใจว่าการสํารวจความคิดเห็นของผู้ใช้แรงงานในช่วงก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะในช่วงใกล้วันแรงงานกลับสะท้อนให้เห็นว่าทั้ง ๆ ที่มีการเพิ่มขึ้นค่าแรงนี่แต่ว่า ความเป็นอยู่ในฐานะของพี่น้องผู้ใช้แรงงานส่วนใหญ่กลับไม่ได้มีความรู้สึกว่าดีขึ้น แต่ทางตรงกันข้ามคนที่ไม่ได้ประโยชน์จากนโยบายเหล่านี้ก็ต้องเผชิญกับภาวะของแพง อย่างที่ได้กราบเรียนมาแล้ว ส่วนการปรับตัวของธุรกิจนะครับ มาตรการที่รัฐบาลชูธงว่า เป็นตัวแก้ปัญหานี้ก็คือการลดภาษีเงินได้นิติบุคคล จาก ๓๐ เปอร์เซ็นต์ เหลือ ๒๓ เปอร์เซ็นต์ ต่อไปจะเหลือ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเฉพาะปีนี้ ก็ทําให้ท่านขาดรายได้ไป ๗๕,๐๐๐ ล้านบาท ไม่ใช่เงินน้อย ๆ ถ้าเอามาใช้อย่างอื่น แต่ถามว่า คนที่ได้ประโยชน์หลัก ๆ จากมาตรการนี้คือใคร ผมตอบได้เลยว่าคือธุรกิจขนาดใหญ่ สาขาหลัก ๆ ที่ได้ประโยชน์จากมาตรการนี้ เช่นพลังงาน อย่าง ปตท. นี่ครับก็จะได้ประโยชน์ บางทีผมก็อดน้อยใจแทนพี่น้องประชาชนไม่ได้ว่าถ้ารัฐบาลห่วงใย ใส่ใจฐานะความเป็นอยู่ ของประชาชนเท่ากับที่ใส่ใจฐานะของ ปตท. นี่ผมเชื่อว่าวันนี้ปัญหาหลายปัญหาของพี่น้อง ประชาชนจะได้รับการแก้ไขได้ดีกว่านี้ โทรคมนาคมครับ ธุรกิจขนาดใหญ่ได้ประโยชน์ จากการลดภาษีเงินได้นิติบุคคลแบบนี้ ระบบธนาคารได้จากตรงนี้แต่ว่าไปเสียตรงที่ท่านไป โอนหนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินไปให้เขาแบกรับ แต่ธุรกิจ เหล่านี้เมื่อท่านลดภาษีให้เขาแล้ว เราขาดรายได้มาพัฒนา ๗๕,๐๐๐ ล้านบาท เขาเองผมเชื่อว่า ไม่มีมาตรการนี้ก็ปรับตัวได้กับปัญหาเรื่องค่าแรง แล้วถามว่าเมื่อลดให้เขาแล้วเขาจะมีแรงจูงใจ ขยายธุรกิจหรือไม่ ผมว่ามีผลน้อยมาก แต่คนที่กระทบจากค่าแรงจริง ๆ นี่คือธุรกิจขนาดกลาง ขนาดย่อมที่เรียกว่าเอสเอ็มอี (SME) ซึ่งธุรกิจเหล่านี้แทบไม่ได้ประโยชน์จากตรงนี้เลย ส่วนมาตรการที่รัฐบาลเพิ่งอนุมัติไปให้เขานี่น้อยมากครับ ถ้าเขาต้องเสียค่าแรงเพิ่ม ๑๐๐ บาทนี่ รัฐบาลช่วยเขาผมว่าไม่ถึง ๒๐ บาท ไม่ง่ายครับ แล้วสุดท้ายผมก็ได้ยินคนในรัฐบาลบอกว่า ที่สุดธุรกิจหลายธุรกิจที่แบกรับตรงนี้ไม่ได้นี่ทางออกก็คือย้ายฐานการผลิตไปที่อื่น นี่ไม่ใช่ คําตอบในแง่ของความเป็นอยู่ของพี่น้องคนไทย นี่ไม่ใช่คําตอบสําหรับการที่จะมีรากฐานที่ดี สําหรับระบบเศรษฐกิจครับ ผมจึงอยากจะกราบเรียนย้ํานะครับว่าตรงนี้เป็นสิ่งที่อยากจะให้ รัฐบาลทบทวนว่ามาตรการที่เป็นลักษณะของการกระตุ้นในขณะนี้ ในแง่ของการลดภาษี ให้กับธุรกิจขนาดใหญ่ ในแง่ของมาตรการที่เป็นลักษณะของประชานิยมคือเอาเงินภาษีอากร จากคนกลุ่มหนึ่งไปแจกให้คนอีกกลุ่มหนึ่ง มันไม่ใช่คําตอบที่เป็นคําตอบที่มีความยั่งยืน แล้วกระผมก็อยากจะถือโอกาสนี้สอบถามด้วยนะครับว่าถ้าทําอย่างนี้ไป แล้วการขาดดุล ก็ยังเป็นอยู่อย่างนี้ นโยบายภาษีที่ท่านจะทบทวนมันจะมีอะไรบ้าง ประมาณการรายได้ ที่ออกมาเป็น ๒.๑ ล้านล้านบาท ต้องตอบให้ชัดนะครับว่ามีการขึ้นภาษีน้ํามันจากปัจจุบัน หรือไม่ ผมเข้าใจว่ามีนะครับ ซึ่งถ้ามีการหมายความว่างบประมาณฉบับนี้ซึ่งต้องดูทั้งรายรับ และรายจ่ายก็กําลังจะต้องมีการเพิ่มภาระให้กับพี่น้องประชาชนอีก และเมื่อไม่นานมานี้ ก็มีคนในแวดวงรัฐบาลบอกว่าอาจจะต้องมีการปรับเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม เช่นเดียวกันครับ ก็อยากได้คําตอบว่าจะมีการเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มหรือไม่ เพราะภาษีเหล่านี้เป็นภาษีที่จะ ไปซ้ําเติมปัญหาเรื่องค่าครองชีพ และภาวะความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนโดยตรง ท่านประธานที่เคารพ ถ้าอยากจะส่งเสริมในเรื่องของการเติบโตทางเศรษฐกิจที่เป็นนโยบาย ในภาพรวมไม่ใช่ลักษณะของประชานิยม กระผมกราบเรียนว่าเรายังมองไม่ค่อยเห็นนะครับว่า เรากําลังจะเพิ่มขีดความสามารถของเราให้สามารถที่จะรองรับความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น ได้อย่างไร อีกประมาณ ๓ ปีไม่ถึงนะครับ เราเป็นส่วนหนึ่งของประชาคมอาเซียน (ASEAN) โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ถ้าท่านประธานไปดูงบประมาณฉบับนี้ว่า ที่รองรับเรื่องประชาคมอาเซียนนี่งบประมาณมีมากน้อยแค่ไหน ท่านประธานจะพบนะครับว่า ส่วนใหญ่จะเป็นการของบประมาณไปจัดทําเรื่องของโครงการอบรมเป็นหลัก ไม่พอละครับ เหลืออีกประมาณ ๒ ปีกว่า ๆ เรากําลังต้องการที่จะเห็นงบประมาณที่จะไปรองรับการปรับตัว ของภาคธุรกิจ ผู้ประกอบการและประชาชนต่อสภาพการแข่งขันที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อรองรับประชาคมอาเซียน แต่ว่าตรงนี้ในงบประมาณฉบับนี้เราไม่เห็นมีการดําเนินการ อย่างเป็นระบบ และในแง่ของการที่จะทําให้บ้านเมืองของเรา เศรษฐกิจของเราพัฒนา ในอนาคตนั้น เรื่องของคุณภาพคน เรื่องของการพัฒนาทักษะก็เป็นหัวใจที่จําเป็นที่จะต้องมี การลงทุน ผมเสียดายครับ ความสนใจของรัฐบาลชุดนี้ในเรื่องของการศึกษามุ่งไปในเรื่องของ แท็บเล็ตเป็นหลักครับ มีงบประมาณอยู่ประมาณ ๒,๐๐๐ กว่าล้านบาท ที่จะเอาแท็บเล็ต ไปแจกให้กับเด็ก ป. ๑ เด็ก ม. ๑ ซึ่งมีปัญหาอีกเยอะนะครับ แต่คงไม่ใช่เวลาที่จะพูดกันในวันนี้ แต่มันมีงานในเรื่องของการพัฒนาคุณภาพการปฏิรูปการศึกษา การดึงภาคเอกชนเข้ามา มีส่วนร่วม ซึ่งการจัดงบประมาณตรงนี้สนับสนุนหน่วยงานที่รัฐบาลที่แล้วตั้งขึ้นอย่าง สศค. ก็ดี หรือการทําโครงการที่เกี่ยวกับการปฏิรูป เราเห็นไม่มากนัก และที่กระผมอยากจะฝากไว้ ๒ เรื่องโดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาคนและทักษะซึ่งไม่ได้สะท้อนออกมาในงบประมาณ ฉบับนี้ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษานั้นอยากจะให้เน้น ๒ เรื่องนะครับ

๑. คือเรื่องงานวิจัย ซึ่งไม่ควรดูเฉพาะงบประมาณที่จัดสําหรับหน่วยงานวิจัย อย่างเช่น สกว. หรือกองทุนที่เกี่ยวข้อง แต่ว่ารัฐบาลที่แล้วบอกว่าเรากําลังจะพัฒนาเครือข่าย ของมหาวิทยาลัยให้เป็นมหาวิทยาลัยวิจัย ซึ่งงบประมาณซึ่งเดิมมีการกําหนดไว้จะเรียกว่า เป็นพันล้านบาทหรือหลายพันล้านบาท แต่ว่าพอมาถึงรัฐบาลชุดนี้ก็ปรับลดลงเป็นจํานวนมาก ผมอยากให้มีการทบทวนตรงนี้นะครับ เพื่อนําไปสู่การพัฒนาความพร้อมทางด้านการวิจัยพัฒนา ในมหาวิทยาลัย

ส่วนที่ ๒ ที่ผมอยากจะขอให้รัฐบาลได้ทบทวนสนับสนุนเพิ่มเติมก็คือ เรื่องอาชีวศึกษาครับ ซึ่งนอกเหนือจากปัญหาว่าได้รับการสนับสนุนไม่เพียงพอแล้วต้องมา เผชิญกับภาวะที่มีนโยบายของรัฐบาลที่ให้ความสําคัญกับการให้ค่าตอบแทนคนที่จบปริญญา เข้ามาซ้ําเติมในเรื่องของอาชีวศึกษาด้วย เพราะฉะนั้นตรงนี้เป็น ๒ ส่วนที่ผมอยากจะขอฝาก รัฐบาลนะครับ ในแง่ของการที่จะดูแลเพื่อให้งบประมาณของรัฐบาลและการบริหารงานนั้น มาตอบสนองเรื่องการเตรียมความพร้อมของประเทศสําหรับอนาคตให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น

ท่านประธานที่เคารพครับ นอกเหนือจากเรื่องการเติบโตทางเศรษฐกิจ การช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่เป็นปัญหาเฉพาะหน้าแล้ว สิ่งที่กระผมไม่เห็นในแง่ของ การจัดงบประมาณในครั้งนี้ก็คือการดูแลพัฒนาโครงสร้างของประเทศและเศรษฐกิจ ให้มีความชัดเจนในเรื่องของความเป็นธรรมด้วย ที่จริงการเติบโตที่จะทําให้เกิดการสนับสนุน ความเป็นธรรมมากที่สุด สําหรับประเทศไทยผมมองนะครับว่าเรื่องการเกษตรเรื่องหนึ่ง ผมพูดไปแล้ว อีกเรื่องหนึ่งก็คืออุตสาหกรรมบริการซึ่งส่วนหนึ่งก็คือการท่องเที่ยว ก็แปลกใจ นิดหน่อยครับ ตั้งเป็นข้อสังเกตไว้ว่างบประมาณ ถ้าท่านประธานไปดูจําแนกรายกระทรวง นะครับ เข้าใจว่ามีกระทรวงที่ได้งบประมาณลดลงอยู่ ๒-๓ กระทรวงเท่านั้นเองครับ แต่ ๒ ในนั้นก็คือกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬากับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ไม่ทราบว่า เป็นเพราะว่าท่านรัฐมนตรีว่าการเป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดที่แล้วหรือเปล่าครับ เลยถูกลงโทษ ได้งบประมาณลดลง ก็อยากจะกราบเรียนว่าอนาคตของประเทศนะครับ ทั้งภาคการเกษตร และภาคการท่องเที่ยวมีความสําคัญมาก ก็อยากจะให้ไปดูแลกระทรวงเหล่านี้นะครับ เพราะว่าจะเป็นกระทรวงที่จะนํารายได้ ไม่ใช่เข้าสู่ประเทศนะครับ แต่ว่าทั้งการเกษตรก็ดี การท่องเที่ยวก็ดี เวลารายได้เข้ามาแล้วจะกระจายลงไปถึงชุมชน ถึงพี่น้องประชาชน ค่อนข้างที่จะทั่วถึง แต่ในเรื่องความเป็นธรรมครับ เป็นสิ่งที่กระผมอยากจะขอกราบเรียน เพื่อติงการจัดสรรงบประมาณ ผมแปลกใจเพราะว่ารัฐบาลชุดนี้ก็เป็นรัฐบาลที่มักจะพูดเสมอว่า ต้องการที่จะต่อสู้เพื่อคนยากคนจน นําเอาปัญหาความเหลื่อมล้ําที่มีอยู่ในเศรษฐกิจ ต้องใช้คําว่า มาเป็นเงื่อนไขในการเคลื่อนไหวทางการเมืองมาในอดีตอย่างค่อนข้างรุนแรง แต่เมื่อที่จะต้องตอบโจทย์ในเรื่องความเหลื่อมล้ําและแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบในเชิง โครงสร้างโดยอาศัยเครื่องมือในด้านภาษีและงบประมาณไม่ทํา ภาษีที่ดินและทรัพย์สิน ซึ่งรัฐบาลที่แล้วเสนอเป็นกฎหมายเตรียมที่จะเข้าสู่สภา รัฐบาลนี้บอกว่าไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนที่จะทํา ทั้งที่ความเป็นจริงตรงนี้จะเป็นเครื่องมือสําคัญในการสร้างความเป็นธรรมมากขึ้นในสังคม แล้วก็จะเป็นรายได้สําคัญทั้งของรัฐบาลกลาง และทั้งขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แล้วก็จะเป็นการไปแก้ไขปัญหาพื้นฐานของความเหลื่อมล้ําที่สําคัญที่สุดก็คือปัญหา ทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของที่ดิน งบประมาณฉบับนี้สะท้อนให้เห็นว่า รัฐบาลไม่ได้เข้าไปให้ความสําคัญกับความเหลื่อมล้ําที่เกิดขึ้นตรงนี้ที่มีความพยายามแก้ไข กันมาก่อนหน้านี้ ผมยกตัวอย่างครับ กรณีของที่ดิน เครื่องมือสําคัญนอกเหนือจากภาษีที่ดิน ที่เราเคยหวังว่าจะมีการประกาศใช้ก็คือตัวธนาคารที่ดิน งบประมาณที่จัดสรรให้เรื่องการทํา ธนาคารที่ดินนะครับ ปีนี้เหลือ ๔๘.๒ ล้านบาท ส่วนที่จัดสรรไปปีที่แล้ว ๗๐๐ กว่าล้านบาท ก็เดินไม่ไปถึงไหนครับ การตั้งคณะกรรมการการดําเนินการตามกฎหมายซึ่งรัฐบาลชุดที่แล้ว ตราขึ้นเพื่อหวังว่าตรงนี้จะเป็นฐานสําคัญในการเข้ามาแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ําในเรื่อง ทรัพยากรธรรมชาติพื้นฐานคือที่ดินมันไม่เดิน ไม่นับว่าโครงการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับที่ดิน และที่อยู่อาศัย เช่น โครงการโฉนดชุมชน โครงการบ้านมั่นคง ที่ทําผ่านหลายองค์กร ยกตัวอย่างเช่นกรณีของ พอช. ผมสังเกตครับว่าหน่วยงานเหล่านี้งบประมาณที่จัดสรรให้ ในปีนี้ลดลงทั้งสิ้น และงบประมาณที่จัดสรรไปปีที่แล้วก็ไม่ได้มีการขับเคลื่อนดําเนินการ อย่างจริงจัง ผมไม่คิดหรอกครับว่าเราจะแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ํา ความไม่เป็นธรรมได้ ถ้าเรายังเพิกเฉย ละเลยต่อสิ่งเหล่านี้ เช่นเดียวกันครับ การสร้างหลักประกันความมั่นคง ในชีวิตให้กับพี่น้องประชาชนโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการรองรับการเป็นสังคมผู้สูงอายุ ของประเทศไทยในอนาคต เราต้องการเห็นระบบสวัสดิการสังคมมีการพัฒนาอย่างเป็นระบบ ก็เช่นเดียวกันครับผมก็พบว่ารัฐบาลไม่ได้ดําเนินการจัดสรรงบประมาณให้กับการเตรียมการ หรือโครงการเหล่านี้อย่างจริงจัง กองทุนเงินออมแห่งชาติซึ่งจะต้องเป็นกลไกสําคัญในการ รองรับสังคมผู้สูงอายุในอนาคต กฎหมายตราขึ้นในสมัยรัฐบาลที่แล้วบอกให้จัดงบประมาณ ให้ ๑,๐๐๐ ล้านบาท งบประมาณปีที่แล้ว งบประมาณปีนี้ ท่านจัดสรรให้รวมกันก็ยังไม่ถึง ตามที่กําหนดในกฎหมายและเราก็เห็นการทํางานในเรื่องนี้น้อยมากครับ ในแง่การรณรงค์ ประชาสัมพันธ์ ชักชวนให้พี่น้องประชาชนออมเงิน และมารับเงินสมทบจากรัฐบาล เพื่อให้เขาได้มีบําเหน็จบํานาญบ้าง ผมอยากให้รัฐบาลทบทวนเอาจริงเอาจังกับเรื่องนี้ เช่นเดียวกันกับโครงการในรัฐบาลที่แล้วที่เริ่มต้นไว้ในเรื่องของการที่จะดึงคนเข้าสู่ระบบ ประกันสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งแรงงานผมว่ากว่า ๑๐ ล้านคน ซึ่งเป็นแรงงานอิสระบ้าง ไม่มีนายจ้าง เป็นเศรษฐกิจซึ่งบางคนก็เรียกว่านอกระบบแต่ไม่ได้หมายความว่าผิดกฎหมาย รัฐบาลที่แล้วก็จัดเงินงบประมาณเพื่อที่จะมาสมทบเชิญชวนคนเข้ามาประกันตนและกําลังจะ มีการปรับปรุงสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ แต่ว่ารัฐบาลนี้จัดงบประมาณเอาไว้เพื่อรณรงค์ในเรื่องนี้ ๙๓ ล้านบาท ใน ๙๓ ล้านบาท ๘๘ ล้านบาท เป็นงบประมาณด้านบุคลากรอย่างเดียว ตรงนี้ ก็ไม่เดินต่อครับท่านประธานที่เคารพครับ ซึ่งไม่ว่าจะเป็นกองทุนเงินออมก็ดี ประกันสังคมก็ดี ตรงนี้ล่ะครับจะต้องเป็นหัวใจหลักในการที่จะดูแลชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน การออมเพื่อดูแลในยามชราต่อไปในอนาคต เพราะถ้าเรายังหวังพึ่งโครงการในลักษณะประชานิยมไปเรื่อย ๆ เราก็จะเผชิญกับปัญหาเดียวกับ หลายประเทศในสหภาพยุโรปซึ่งกําลังประสบอยู่ในขณะนี้ นอกจากนั้นครับท่านประธาน ผมก็แปลกใจว่ากลุ่มคนหลายกลุ่มซึ่งต้องการดูแลได้รับการช่วยเหลือเป็นพิเศษ ปกติแต่ละปี ก็มีกองทุนของเขา เงินไม่มากครับ แต่รัฐบาลนี้ ในปีนี้ ปี ๒๕๕๖ ก็ยังอุตส่าห์ไปปรับลดลงครับ กองทุนผู้สูงอายุ ๑๘๐ ล้านบาท เหลือ ๑๗๔.๖ ล้านบาท กองทุนคุ้มครองเด็ก ๓๖ ล้านบาท ตัดลงไปอีกเหลือ ๓๔.๙ ล้านบาท กองทุนส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคม ๙๐ ล้านบาท เหลือ ๘๗.๓ ล้านบาท แม้กระทั่งกองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ เดิมมีเพียง ๒๗ ล้านบาท ก็ยังอุตส่าห์ไปปรับลดเหลือ ๒๖.๒ ล้านบาท อย่าทําเลยครับ ขอความกรุณาว่า ในคณะกรรมาธิการ เงินไม่กี่ล้านบาทสําหรับคนที่ต้องการได้รับการดูแล การช่วยเหลือมากที่สุด ในสังคมไปปรับลดงบที่อื่น แล้วก็มาเพิ่มให้กับคนเหล่านี้จะเป็นการยืนยันว่าเรามีความจริงจัง ในการที่จะดูแลในเรื่องของการกระจายทรัพยากรให้เกิดความเป็นธรรมมากขึ้น และเราใส่ใจ ความเป็นอยู่ของคนที่ถือว่าด้อยโอกาสที่สุดในสังคม

ท่านประธานที่เคารพ นอกจากปัญหาในเรื่องของการไม่สนับสนุนสวัสดิการ ซึ่งรวมไปถึงกองทุนสวัสดิการชุมชนที่รัฐบาลที่แล้วมีนโยบายชัดเจน สมทบเงินระบบสวัสดิการ ที่แต่ละชุมชนเขาทําขึ้นเอง เช่นออมวันละ ๑ บาท รัฐบาลก็สมทบให้ ๑ บาท ขอท้องถิ่นสมทบ อีก ๑ บาท ขอให้สานต่อนโยบายเหล่านี้เถอะครับ มันไม่ได้ช่วยในแง่ของการไปมีเงื่อนไข ทางการเมืองหรืออะไร แต่มันจะเป็นสิ่งที่ทําให้เรามีระบบสวัสดิการ สร้างความเป็นธรรม สร้างหลักประกันความมั่นคงให้กับชีวิตของคนของเราอย่างเป็นระบบ ผมอยากจะเห็น การทํางานอย่างนี้มากกว่าการทุ่มเงินไปสู่โครงการซึ่งจะมีปัญหาในเรื่องของการเมือง ในเรื่องของมวลชนตามมา ซึ่งกระผมจะได้กราบเรียนต่อไป

ประเด็นที่เกี่ยวกับการกระจายสุดท้ายที่อยากจะกราบเรียนก็คือว่า งบประมาณที่ไปองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สัดส่วนตอนนี้ก็ยังอยู่ที่ประมาณร้อยละ ๒๗ ร้อยละ ๒๘ ก็ใกล้เคียงเดิมนะครับ เพิ่มขึ้นไม่มาก แต่ปัญหาก็คือว่าที่จริงแล้วท่านรัฐมนตรี บางท่านในรัฐบาลชุดนี้ทราบดีนะครับ เพราะตอนท่านเป็นฝ่ายค้านท่านก็ทวงถามจากผม แล้วผมก็เห็นด้วย ก็คือว่างบประมาณที่ไปนับว่าเป็นส่วนของท้องถิ่นนั้น เราเคยบอกกับ ท้องถิ่นว่าอะไรที่เป็นนโยบายที่ถูกกําหนดไปจากรัฐบาลส่วนกลางอย่าไปนับว่าเป็นเงินของ ท้องถิ่น แต่ว่าเดิมนั้นที่รัฐบาลชุดที่แล้วเตรียมไว้ ถอดนโยบายเหล่านี้ออกจากงบที่ไปนับว่า เป็นของท้องถิ่นจะทําให้เสร็จ งบปี ๒๕๕๖ นี้ครับ แต่ปรากฏว่าขณะนี้งบปี ๒๕๕๖ ก็ยังไป รวมนโยบายเรื่องเบี้ยยังชีพคนชรา เบี้ยยังชีพคนพิการ ผู้ป่วยเอดส์ (AIDS) ค่าตอบแทน อาสาสมัคร สาธารณสุขประจําหมู่บ้าน และอีกหลาย ๆ เรื่องรวมอยู่ ให้ไปนับเป็นงบของ ท้องถิ่นซึ่งที่สุดแล้วมันไม่ได้เป็นเรื่องที่ท้องถิ่นสามารถตัดสินใจได้ด้วยตนเอง เพราะฉะนั้น ผมก็อยากจะเรียกร้องนะครับว่า ต้องเดินหน้าในการที่จะถอดรายการเหล่านี้ออกจากการนับ งบประมาณไว้เป็นส่วนหนึ่งของงบท้องถิ่น และเพิ่มโอกาสให้กับท้องถิ่นในการที่จะไปพัฒนา ตนเองได้อีกมากกว่านี้

ท่านประธานที่เคารพครับ ประเด็นที่ผมอยากจะกราบเรียนต่อไปก็คือว่า การจัดงบประมาณในครั้งนี้ซึ่งไม่ตอบโจทย์ทางเศรษฐกิจ ไม่ตอบโจทย์ทางด้านความเป็นธรรม อย่างที่กราบเรียนไปแล้วก็อยากให้ไปดูว่าจะเป็นงบประมาณซึ่งนําไปสู่ความปรองดองหรือไม่ รัฐบาลจัดงบประมาณ ผมตรวจสอบดูนะครับว่า เขียนว่าใช้เงินประมาณ ๔๐๐ กว่าล้านบาท เรื่องความปรองดอง แต่ความจริงความปรองดองจะเกิดขึ้นหรือไม่ผมว่าไม่ได้อยู่ที่ว่าจะใช้เงิน เท่าไร แต่ว่าอยู่ที่การกําหนดแนวนโยบาย ท่าที และการมีทัศนคติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในการจัดสรรทรัพยากรให้เกิดความเป็นธรรม ผมกราบเรียนไปเมื่อสักครู่ให้ท่านประธานเห็นว่าระบบสวัสดิการแบบสากลที่เราพยายาม พัฒนาขึ้นเริ่มต้นในสมัยรัฐบาลที่แล้ว โครงการเหล่านั้นถูกลดความสําคัญลงหมด แต่เราจะ มีกองทุนใหญ่ ๆ ที่เข้ามาขณะนี้ เช่น การเพิ่มทุนกองทุนหมู่บ้าน ไม่ว่ากัน กับกองทุนพัฒนา บทบาทสตรี แล้วเงินอีกจํานวนมากที่ไม่ปรากฏเป็นรายการนี่นะครับ เช่น เรื่องการเยียวยา ผู้ชุมนุม ซึ่งเป็นหลักพันล้านบาท การใช้เงินเหล่านี้ผมอยากจะกราบเรียนว่าขอให้ใช้แล้ว นําไปสู่ความปรองดอง อย่าใช้หรือกําหนดแล้วนําไปสู่ความแตกแยกเพิ่มขึ้น ผมเคยกราบเรียน ท่านประธานในวาระซึ่งมีการถามกระทู้ถามท่านรองนายกรัฐมนตรี ท่านรองนายกรัฐมนตรีเฉลิม วันนั้นมาตอบกระทู้ถามเรื่องภาคใต้ กระผมก็ได้เสนอไปบอกว่าเงินเยียวยาและเกณฑ์ การเยียวยาขณะนี้ยังไม่ส่งเสริมให้เกิดความปรองดอง เพราะไปจํากัดเงื่อนไขเอาไว้ ทําให้พี่น้องประชาชนซึ่งเป็นเหยื่อของความรุนแรงในหลายเหตุการณ์ หลายกรณียังไม่ได้ และยิ่งถ้ามาเทียบเคียงว่าเงินที่ได้กับกรณีการชุมนุมทางการเมืองก็ยังแตกต่างอยู่ สิ่งเหล่านี้ ไม่ส่งเสริมความปรองดอง ความสมานฉันท์ ขอให้รีบไปดูแลนะครับ เพราะผมเชื่อว่า ท่านรองนายกรัฐมนตรีเฉลิมวันนั้นก็แสดงท่าทีเห็นด้วย แล้วก็บอกว่าจะนําไปเรียน ท่านรองนายกรัฐมนตรียงยุทธเพื่อที่จะได้ดําเนินการต่อไปนะครับ ตรงนี้เป็นสิ่งที่ผมอยากจะ กราบเรียน กองทุนพัฒนาบทบาทสตรีขณะนี้กระบวนการยังไม่เสร็จในเรื่องการตั้งกรรมการ ต่าง ๆ แต่ก็ต้องกราบเรียนนะครับว่าหลายพื้นที่มีลักษณะที่เอาการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้อง เข้าไปแฝง ผมไม่อยากให้การจัดสรรงบประมาณซึ่งเป็นเงินภาษีอากรของพี่น้องประชาชน นําไปสู่การเลือกปฏิบัติและความแตกแยก เพราะถ้าทําอย่างนั้น ๔๐๐ กว่าล้านบาทที่บอกว่า เป็นงบประมาณเรื่องความปรองดองก็สูญเปล่า ไม่มีประโยชน์อะไร ขณะเดียวกันครับ ต้องกราบเรียนครับว่าความเข้าไปเกี่ยวข้องของภาคราชการหรือรัฐบาลที่เกี่ยวข้องกับ การจัดตั้งหมู่บ้านเสื้อแดง ก็เป็นคําถามที่กําลังเกิดขึ้น คืออยากจะกราบเรียนนะครับว่า การเคลื่อนไหวทางการเมือง การจัดตั้งกลุ่มต่าง ๆ เป็นสิทธิที่ทําได้ครับ แต่ถ้ารัฐบาลบอก มีนโยบายชัดเจนเรื่องความปรองดองก็ต้องถามรัฐบาลอีกครั้งว่าสนับสนุนลักษณะของ การจัดตั้งองค์กรซึ่งเหมือนกับเป็นการแบ่งแยกประชาชนหรือไม่ ท่านรองนายกรัฐมนตรี ยงยุทธคงจําได้นะครับในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทยก็นั่งประชุมอยู่กับหัวหน้าพรรคอื่น ๆ ในวันที่คณะกรรมาธิการการปรองดองเชิญไปรับประทานอาหาร ก็พูดตรงกันนะครับว่า กรณีอย่างเช่นการขยายหมู่บ้านเสื้อแดงมันน่าจะช่วยกันบอกว่ามันไม่น่าจะจําเป็น ถ้าอยากจะส่งเสริมประชาธิปไตย อยากจะแก้ปัญหายาเสพติด ไม่ต้องมีสีล่ะครับ คนไทย ทุกคนต้องสนับสนุนเรื่องการพัฒนาประชาธิปไตยและการต่อต้านยาเสพติดอยู่แล้ว ท่านรองนายกรัฐมนตรีเฉลิมก็ขึงขังเอาจริงเอาจังเรื่องยาเสพติดอยู่แล้ว ที่เข้าไปดูเครือข่าย ในคุกถูกแล้วครับ ทําต่อเถอะครับ แต่ขอทําให้สําเร็จนะครับ อย่าปราบไปเรื่อย ๆ นะครับ เพราะยิ่งปราบไปเรื่อย ๆ แล้วมีข่าวว่ามียาเยอะขึ้นเรื่อย ๆ คงไม่ไหวเหมือนกัน อยากให้เอาจริง เอาจัง แล้วเราสนับสนุนงบประมาณในเรื่องนี้ แล้วถ้าท่านทําเรื่องประชาธิปไตยสําเร็จ ก็ไม่ต้องไปรบกวนพี่น้องเสื้อแดงหรอกครับว่าต้องไปตั้งหมู่บ้านเสื้อแดงมาสนับสนุน ประชาธิปไตยกับยาเสพติด มันควรจะเป็นเรื่องของคนไทยทั้งหมด มันไม่ควรจะเป็นเรื่อง ที่จะไปแบ่งแยกว่าจะต้องมีสีนั้น สีนี้แล้วสุดท้ายก็นํามาสู่ความขัดแย้งมากขึ้นในสังคม ท่านประธานที่เคารพครับ สุดท้ายไม่พูดไม่ได้นะครับ ทุกปีเราพูดกันเสมอ งบประมาณ เป็นภาษีอากรของพี่น้องประชาชนเวลาคืนไปสู่พี่น้องประชาชนอย่าให้รั่วไหล อย่าให้เกิด การทุจริต ปีที่แล้วพวกกระผมยืนตรงนี้ ติงรัฐบาลว่างบกลาง ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่บอกว่า จะต้องไปฟื้นฟูเรื่องน้ําท่วมจะมีหลักประกันความโปร่งใสอย่างไร ทําเหมือนรัฐบาลที่แล้ว ได้ไหม ทุกโครงการถ่ายรูปมาดู สถานที่จริงเป็นอย่างไร ทําเหมือนรัฐบาลที่แล้วได้ไหม มีเว็บไซต์ (Website) ตรวจสอบได้ ในเรื่องไทยเข้มแข็งว่าโครงการอยู่ที่ไหน ราคากลางเท่าไร ใครประมูลได้ ราคาเท่าไร งานคืบหน้าไปถึงไหน เปิดโอกาสให้ร้องเรียนได้ วันที่รัฐบาลมาขออนุมัติ พ.ร.ก. เงินกู้ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อจะไปทําเรื่องน้ําท่วม จัดซื้อจัดจ้างวิธีพิเศษทั้งนั้นนะครับเรื่องน้ําท่วม ท่านก็ลุกขึ้นยืนให้ความมั่นใจว่า จะตรวจสอบได้ แต่ว่าหลายเดือนที่ผ่านมาไม่ได้เป็นอย่างที่ท่านพูด วันนี้ความจริงท่านโชคดี นะครับ ภาคเอกชนเขาลุกขึ้นมาเพื่อที่จะมาทํางานเรื่องนี้อย่างจริงจังมากขึ้น เพราะเขา ก็ยอมรับว่าปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันมันไม่ใช่เรื่องการเมืองฝ่ายเดียว มันการเมือง มันราชการบวกกับธุรกิจ วันนี้ภาคธุรกิจเอกชนเขาลุกขึ้นมาอยากจะช่วยตรวจสอบ ทําไมท่านไม่ตอบสนองในเรื่องการให้ข้อมูลที่โปร่งใสเกี่ยวกับโครงการต่าง ๆ ในเรื่องนี้ ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาทนั่นผ่านไปแล้วนะครับ ในที่สุดไม่ได้เป็นอย่างมาตรฐานที่เราเคยคาดหวัง ว่าจะเปิดโอกาสให้มีการตรวจสอบในรายละเอียดของโครงการต่าง ๆ วันนี้ผมไม่ทราบว่า จะมีอะไรเปลี่ยนแปลงเพื่อนสมาชิกหลายคนก็คงจะได้ลุกขึ้นอภิปรายเกี่ยวกับการใช้จ่ายเงิน ทั้งในส่วนของเงินงบกลาง ทั้งในส่วนของเงินกู้ เพราะอย่างที่กระผมกราบเรียนนะครับ เราพูดกัน ๒.๔ ล้านล้านบาทตรงนี้ ต้องบอกว่าเงินส่วนใหญ่ไม่ค่อยต่างจากปีที่แล้วหรอกครับ โครงสร้างงบประมาณ แต่ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทที่เป็นเงินกู้จาก พ.ร.ก. นี่ครับ ณ วันที่ ๘ พฤษภาคม ที่จริงท่านเพิ่งอนุมัติไป ๒๔,๐๐๐ กว่าล้านบาท เท่ากับที่บอกว่าเร่งด่วน เพื่อที่จะต้องมาทํารองรับปัญหาน้ําท่วมปีนี้นี่ครับ ๓๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทอนุมัติไปจริง ขณะนี้ ๒๔,๐๐๐ ล้านบาท สุดท้ายเงินกู้ตัวนี้ ๓๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทนี่ครับ จะเป็นโครงการ ที่ไปลงทุน ผมว่าเกี่ยวกับน้ําท่วมบ้าง ไม่เกี่ยวบ้าง เพราะว่าท่านก็เปิดช่องไว้อยู่แล้วว่า เป็นเรื่องการสร้างอนาคตของประเทศ นี่นอกระบบงบประมาณทั้งสิ้น ผมยังยืนยันเรียกร้องว่า ถ้ารัฐบาลมีความจริงใจในเรื่องของการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน ท่านต้องเป็นตัวอย่าง ในการเปิดข้อมูลต่าง ๆ ให้เกิดความโปร่งใส ท่านต้องเดินหน้าดําเนินการตามมาตรการ ที่ ป.ป.ช. เขาเสนอนะครับ ซึ่งท่านยังไม่ทํา หรือทําแบบมีเงื่อนไข ก็คือการเปิดเผยที่มาของ ราคากลางในรายการโครงการต่าง ๆ ของรัฐบาล เพื่อให้พี่น้องประชาชนสามารถเข้าไป ตรวจสอบได้ ถ้าท่านทําอย่างนี้ครับถึงจะเป็นความบริสุทธิ์ใจถึงการยอมรับการตรวจสอบ การทํางานของรัฐบาล ให้ประชาชนมั่นใจว่าเงินทุกบาททุกสตางค์ถ้าเป็นงบประมาณ ก็มาจากภาษีของประชาชน ถ้าเป็นเงินกู้ก็มาจากภาษีของประชาชนในอนาคต ถูกใช้จ่ายไป อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยเพื่อประโยชน์สุขของพี่น้องประชาชน ตรงนี้เท่านั้นละครับ ที่จะทําให้เราหลุดพ้นจากข้อครหามาตลอดว่า รัฐบาลชุดต่าง ๆ เข้ามาบริหารงบประมาณ แล้วก็เกิดการทุจริตคอร์รัปชันขึ้น เราต้องส่งสัญญาณให้ชัดครับว่า เราเอาจริงเอาจังกับ เรื่องการทุจริตคอร์รัปชัน และเรื่องนี้ก็อย่างที่ผมกราบเรียนว่ามันไม่ใช่เรื่องงบประมาณ อย่างเดียว แต่เป็นทัศนคติของรัฐบาลด้วยนะครับ ซึ่งกระผมก็รอดูนะครับว่า ถ้าบอกว่า ความปรองดองหมายถึงการไปลบล้างความผิดเกี่ยวกับการทุจริตคอร์รัปชัน ไม่ว่าจะ ผิดกฎหมายหรือกฎหมายห้าม เราก็คงไม่สามารถที่จะพูดกับลูกหลานของเราได้หรอกครับว่า เราต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันอย่างจริงจัง ทั้งหมดที่กระผมกราบเรียนท่านประธานครับ ไม่ใช่อย่างที่ผู้ประท้วงบอกละครับ ไม่ไว้วางใจ ไม่ใช่หรอกครับ ไม่ไว้วางใจจะหนักกว่านี้ครับ แต่วันนี้ต้องการจะบอกว่าการบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาลยังมีปัญหา ประชาชนยังมี ความคาดหวังต่อรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งว่าจะนํางบประมาณซึ่งเป็นเครื่องมือสําคัญนั้น ตอบโจทย์ของเขาอย่างแท้จริง ไปแก้ให้ถูกจุด ถูกทั้งแผ่นดิน แพงทั้งแผ่นดิน ความเหลื่อมล้ํา ในสังคม แล้วก็เตรียมประเทศชาติของเราเพื่อรองรับอนาคตที่เป็นส่วนหนึ่งของประชาคมโลก อย่างยั่งยืน ผมไม่ต้องการที่จะเห็นปีหน้าเรากลับมาเป็นโครงสร้างงบประมาณที่ยังต้อง ขาดดุลเรื้อรังจากนโยบายประชานิยมมาค้นพบว่านโยบายอย่างจํานําข้าวทําให้เราสูญเสีย แชมป์ (Champ) ของการส่งออกข้าวไปแล้ว และไม่ต้องการที่จะเห็นการมาต่อว่าต่อขาน เรื่องการทุจริตคอร์รัปชันกับการใช้เงินของประชาชนในปีหน้า ขอบพระคุณครับ