สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๓๓ · ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๕๕

ไชยา พรหมา อภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายปี ๒๕๕๖ โดยเน้นย้ำว่าการจัดงบประมาณปีนี้เป็นการแก้ปัญหาภาวะน้ำท่วม โดยเฉพาะการฟื้นฟูสภาพความเสียหายที่เกิดขึ้น และเสนอแผนการบริหารจัดการบ้านเมืองที่ดี พร้อมเรียกร้องการสนับสนุนงบประมาณของรัฐบาล

นายไชยา พรหมา หนองบัวลําภู

ท่านประธานที่เคารพ กระผม ไชยา พรหมา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดหนองบัวลําภู พรรคเพื่อไทย ผมจะใช้เวลาในการ อภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๖ ที่ได้รับ มอบหมายจากพรรคเพื่อไทย และในฐานะที่เป็นประธานคณะกรรมาธิการการเงิน การคลัง การธนาคาร และสถาบันการเงิน สภาผู้แทนราษฎร ท่านประธานที่เคารพครับ งบประมาณ รายจ่ายประจําปี ๒๕๕๖ ซึ่งตั้งไว้ที่ ๒.๔ ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนต่อจีดีพีก็เป็นร้อยละ ๑๙.๑ การจัดงบประมาณปีนี้เป็นการจัดงบประมาณที่เรียกว่าเป็นการจัดงบประมาณขาดดุล จํานวน ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท โดยมีการคาดการณ์ว่าจะมีการเติบโตของเศรษฐกิจในภาพรวม อยู่ในระดับ ๔-๕ เปอร์เซ็นต์ มีอัตราเงินเฟ้อที่มีการคาดการณ์อยู่ที่ ๓.๘ เปอร์เซ็นต์ ท่านประธานที่เคารพ การจัดงบประมาณรายจ่ายประจําปี ๒๕๕๖ เป็นการจัดงบประมาณ ที่เป็นช่วงรอยต่อระหว่างงบประมาณ ปี ๒๕๕๕ ซึ่งในขณะนี้มีระยะเวลาในการบริหาร งบประมาณ ปี ๒๕๕๕ เหลือเวลาอีกประมาณ ๕ เดือน ในขณะที่แผนการจัดงบประมาณ ปี ๒๕๕๕ เป็นแผนการจัดงบประมาณที่เป็นการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจากภาวะวิกฤติน้ําท่วม ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อปลายปี ๒๕๕๔ ดังนั้นงบประมาณของปี ๒๕๕๖ จะเป็นการเชื่อมในสิ่ง ที่รัฐบาลมีความตั้งใจที่จะแก้ปัญหาภาวะน้ําท่วม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการฟื้นฟูเยียวยา สภาพความเสียหายที่เกิดขึ้นของประเทศ และได้ส่งผลต่อภาวะเศรษฐกิจที่มีการขยายตัว ดังนั้นจะเห็นได้ว่าการคาดการณ์ประมาณการการขยายตัวทางเศรษฐกิจในอัตราร้อยละ ๔-๕ เป็นการคาดการณ์ที่อยู่ในระยะฟื้นตัวที่ภาคการผลิต ภาคอุตสาหกรรมที่ได้รับการเยียวยา ไม่ว่าจะเป็นนิคมอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นการปรับเปลี่ยนเครื่องจักรและดําเนินการผลิต และนําไปสู่ของการส่งออกนั้นอยู่ในระยะของการขยายตัว จะเห็นได้ว่าสิ่งที่รัฐบาลได้จัด งบประมาณแบบขาดดุล จํานวน ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท และท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ก็มีความห่วงใยว่าจะก่อให้เกิดหนี้ของประเทศเกิดขึ้นซึ่งเป็นหนี้สาธารณะ ซึ่งรัฐบาลเมื่อช่วงหลังจากพิจารณางบประมาณ ปี ๒๕๕๕ แล้ว รัฐบาลได้ออกพระราชกําหนด เงินกู้ให้กระทรวงการคลังได้กู้เงินเพื่อการบริหารจัดการน้ําและสร้างอนาคตประเทศ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน สร้างความ เชื่อมั่นให้กับประชาชน สร้างความเชื่อมั่นให้กับนานาอารยประเทศ โดยเฉพาะนักลงทุน ต่างประเทศที่จะรักษาไม่ให้ฐานการผลิตในประเทศไทยนั้นจะต้องถูกขยับและย้ายฐาน การผลิตไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ดังนั้นการที่รัฐบาลได้ตัดสินใจใช้เงินงบประมาณทั้งงบปกติ แล้วก็พระราชกําหนดเงินกู้ให้กระทรวงการคลังได้แก้ไขปัญหาการบริหารจัดการน้ํา ที่ใช้เม็ดเงินจํานวนมาก เมื่อรวมกับการจัดงบประมาณปี ๒๕๕๖ ที่เป็นงบประมาณขาดดุล ความห่วงใยต่อหนี้สาธารณะที่เกิดขึ้นว่าจะทําให้เกิดภาระของประเทศอย่างมากนั้น ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานให้ได้รับทราบว่าในปัจจุบันนี้เรามีหนี้สาธารณะที่อยู่ ประมาณ ๔๗ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี ซึ่งความจริงแล้วก็อยู่ในวินัยการเงินการคลังที่จะต้อง รักษาสภาพหนี้สาธารณะไม่ให้เกิน ๖๐ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี ถึงแม้ว่าการจัดงบประมาณ ปี ๒๕๕๖ เมื่อรวมกับพระราชกําหนดเงินกู้ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทแล้วก็อยู่ในสัดส่วนที่ยังมี เหลือและมีช่องว่างที่จะชนเพดาน ๖๐ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพีอยู่เกือบ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ดังนั้นจึงตอบคําถามได้ว่าการจัดงบประมาณปี ๒๕๕๖ ของรัฐบาลได้ตอบโจทย์ของประเทศ ในการแก้ไขปัญหาในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ ต้องตอบคําถามอย่างนี้ครับว่าการที่รัฐบาลได้จัด งบประมาณขาดดุลหรือแม้แต่การออกพระราชกําหนดเงินกู้นั้นก็เป็นไปเพื่อการกระตุ้น เศรษฐกิจ การสร้างอํานาจซื้อในมือของประชาชน หรือเรียกว่าสร้างอุปสงค์ในประเทศ สร้างอํานาจซื้อเพื่อให้เกิดการหมุนเวียนการใช้จ่ายเงิน ไม่ว่าจะเป็นของภาครัฐที่มี งบประมาณในการแก้ไขปัญหาที่เม็ดเงินกําลังจะเบิกจ่ายเข้าไปสู่อยู่ในระบบ ในขณะเดียวกัน ก็เป็นการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานซึ่งอย่างน้อยก็เป็นการลดต้นทุนเพื่อให้ ผู้ประกอบการและกระบวนการผลิตสินค้าและบริการนั้นได้รับประโยชน์ การลงทุน ทางภาครัฐไม่ว่าจะเป็นกรอบเงินกู้หรือว่าการจัดงบประมาณขาดดุลนั้นมีตัวชี้วัดที่ชัดเจนว่า จะต้องเป็นไปเพื่อการกระตุ้นการเติบโตของจีดีพีของประเทศ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง การรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ การรักษาวินัยทางการเงินการคลังนั้นจะทําให้เม็ดเงิน ที่กระจายลงไปในระบบนั้นเกิดการหมุนเวียนและกระตุ้นอํานาจซื้อ นี่คือตัวชี้วัดที่ชัดเจนว่า การจัดสรรงบประมาณถึงแม้ว่าจะเป็นงบประมาณขาดดุลก็ตาม แต่ก็สามารถตอบโจทย์ ของประเทศในการที่จะทําให้การเติบโตทางเศรษฐกิจนั้นสามารถดําเนินต่อไปได้ เรามาดูภาพรวมเศรษฐกิจ เรามาดูภาพรวมในแผนงานงบประมาณปี ๒๕๕๖ รัฐบาลได้จัด งบประมาณที่เป็นรายจ่ายประจํา ๑.๙ ล้านล้านบาท เป็นสัดส่วน ๗๙.๒ เปอร์เซ็นต์ ของวงเงินงบประมาณ ท่านประธานครับจะเห็นได้ว่ารายจ่ายประจําไม่ว่าจะเป็นเงินเดือน ค่าตอบแทน เป็นสัดส่วนที่ค่อนข้างจะมากซึ่งเป็นในลักษณะเดียวกันกับการจัดงบประมาณ ในทุกปีที่ผ่านมา เป็นงบประมาณเพื่อการลงทุนอยู่ ๔.๕ แสนล้านบาท เป็นสัดส่วนที่ ๑๘.๗ เปอร์เซ็นต์ของวงเงินงบประมาณ ผมได้กราบเรียนท่านประธานแล้วว่าในเนื้อใน ของรายละเอียดซึ่งจะมีเพื่อนสมาชิกได้อภิปรายเป็นรายกระทรวงนั้น ผมขอกราบเรียนว่า ในภาพรวมเศรษฐกิจ และภาพรวมของการจัดงบประมาณปี ๒๕๕๖ ของรัฐบาลนั้น รัฐบาลได้จัดลําดับความสําคัญโดยเฉพาะนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลที่ได้แถลงไว้ ต่อสภาผู้แทนราษฎรและต่อรัฐสภา ก็เพื่อที่จะกระตุ้นอํานาจซื้ออย่างที่ผมได้กราบเรียน นโยบายเร่งด่วนใน ๑๖ ข้อ ซึ่งเป็นนโยบายที่รัฐบาลได้แถลงไว้ในสภานี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการจัดสรรกองทุนเอสเอ็มแอล (SML) ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการจัดสรรกองทุนหมู่บ้านที่เพิ่มวงเงินจากหมู่บ้านละ ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท เป็นหมู่บ้านละ ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท การจัดตั้งกองทุนพัฒนาสตรี การลดภาษีซึ่งถือว่าเป็นการลดต้นทุนให้ภาคการผลิตและบริการนั้นได้มีต้นทุนและสามารถ ที่จะขยายการเติบโตทางเศรษฐกิจได้ นั่นก็คือมาตรการในการลดภาษีเงินได้นิติบุคคล จาก ๓๐ เปอร์เซ็นต์ เป็น ๒๓ เปอร์เซ็นต์ ในปี ๒๕๕๖ และในปีต่อไปที่จะเหลืออยู่เพียง ๒๐ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ยังรวมถึงมาตรการในการปรับค่าแรง มาตรการในการปรับฐาน เงินเดือนข้าราชการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายในการปรับเงินเดือนคนที่จบปริญญาตรี และบรรจุเข้าทํางานใหม่ และนโยบายในเรื่องของการพักหนี้เกษตรกร ๓ ปี สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้อยู่ภายใต้ยุทธศาสตร์การยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ซึ่งถือว่าเป็น ยุทธศาสตร์แรก ๆ ที่รัฐบาลให้ความสนใจในการที่จะลดรายจ่ายและเพิ่มรายได้ หมายถึง การกระตุ้นอํานาจซื้อให้อยู่ในมือของประชาชนในภาวะที่เศรษฐกิจกําลังจะเติบโต เพราะว่า เรามีผลพวงจากการที่แก้ไขปัญหาน้ําท่วมเมื่อปลายปี ๒๕๕๔ และกําลังต่อเนื่องในปี ๒๕๕๕ ดังนั้นยุทธศาสตร์ดังกล่าวนั้นจึงสามารถตอบโจทย์ได้อย่างชัดเจนว่าเป็นเรื่องที่รัฐบาล ให้ความสนใจในการแก้ไขปัญหาในภาพรวม ท่านประธานที่เคารพครับ สิ่งสําคัญอย่างยิ่ง คือรัฐบาลได้ให้ความสนใจกับการเติบโตในเรื่องของการรองรับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน โดยจะเห็นได้ว่าเมื่อวันเสาร์ วันอาทิตย์ที่ผ่านมานั้นรัฐบาลได้ประชุม ครม. สัญจร ที่จังหวัดกาญจนบุรี โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นสิ่งที่มีความภาคภูมิใจที่ผมในฐานะที่ประธาน คณะกรรมาธิการการเงิน การคลัง การธนาคารและสถาบันการเงิน เราได้จุดประกายในเรื่อง ของการหาเงินเข้าประเทศ นโยบายที่ผมได้กราบเรียนท่านประธานที่เป็นนโยบายเร่งด่วน ของรัฐบาลใน ๑๖ ข้อ เป็นนโยบายที่พูดถึงเรื่องการใช้เงิน แต่เรื่องที่ผมขอสนับสนุนนั้น ก็คือเรื่องของการหาเงินเข้าประเทศ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่มีความสําคัญ ท่านประธานที่เคารพครับ นั่นก็คือรัฐบาลให้ความสนใจกับข้อเสนอของคณะกรรมาธิการการเงิน การคลัง การธนาคาร และสถาบันการเงิน นั่นก็คือในเรื่องของการเติบโตของเศรษฐกิจการค้าชายแดน วันนี้การที่ รัฐบาลได้จุดประกายและรองรับการเติบโต การเจริญเติบโตของประเทศเพื่อนบ้านไม่ว่าจะเป็น ประเทศพม่า ไม่ว่าจะเป็นประเทศลาว ไม่ว่าจะเป็นประเทศเวียดนาม ประเทศกัมพูชา และประเทศมาเลเซีย นี่คือการรองรับการเปิดเสรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในอีก ๓ ปีข้างหน้า การที่จะส่งเสริมให้ระบบขนส่ง ระบบโลจิสติกส์ในประเทศเพื่อให้เกิดการรองรับการเติบโต ในอีก ๓ ปีข้างหน้านั้นเป็นทิศทางที่มีความชัดเจน เพราะว่าอย่างน้อยในรายละเอียด ของงบประมาณนั้นจะมีเพื่อนสมาชิกได้พูดถึงว่าเราเตรียมการอย่างไร แต่ผมให้ความสนใจ ว่าในอีก ๓ ปีข้างหน้า อย่างน้อยการรองรับการเติบโตของอาเซียนที่จะเกิดขึ้นในอีก ๓ ปีนั้น เกิดขึ้นในรัฐบาลของ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์แน่นอน สิ่งที่รัฐบาลทําอะไรบ้างครับ ท่านประธานครับ ความสําคัญของอาเซียนไม่ได้อยู่ที่เศรษฐกิจแต่อยู่ในเรื่องของมิติต่าง ๆ มากมายไม่ว่าจะเป็นเรื่องของวัฒนธรรม สังคมอาเซียน ยังรวมถึงประชาคมความมั่นคงของ อาเซียน สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้คือการเปิดประเทศโดยเฉพาะเปิดพรมแดนที่อยู่รอบประเทศเรา เมื่อนั้นประเทศไทยจะเป็นเกทเวย์ (Gateway) ของภูมิภาค ในภูมิศาสตร์ ในแผนที่เราจะ เห็นได้ว่าประเทศไทยนั้นเราได้เปรียบมีศักยภาพในการแข่งขัน เราอยู่ศูนย์กลางของภูมิภาค เราอยู่ศูนย์กลางเชื่อมระหว่างอาเซียนเก่ากับอาเซียนใหม่ นั่นหมายความว่าถ้าไทยสามารถ เป็นเกทเวย์ในภูมิภาคนี้ นั่นหมายถึงการเคลื่อนย้ายทุน การเคลื่อนย้ายเครื่องจักร การเคลื่อนย้ายเทคโนโลยี ตลอดจนการเคลื่อนย้ายแรงงานนั้นจะเป็นไปโดยเสรี นี่คือ ช่องทางที่ประเทศเราจะเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากการเติบโตในอาเซียน ซึ่งอีก ๓ ปีข้างหน้าจะเกิดขึ้นท่านประธานครับ มองในเนื้อในที่รัฐบาลได้จัดงบประมาณ ปี ๒๕๕๖ เห็นอะไรบ้างครับ เห็นสัดส่วนของการจัดทํางบประมาณที่เน้นไปที่การให้ การศึกษา กระทรวงศึกษาธิการได้งบประมาณสูงสุด ซึ่งไม่เคยมีในประวัติศาสตร์ครับ แต่ก่อนนี้กระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย แต่ในปีงบประมาณ ๒๕๕๖ รัฐบาล ให้ความสําคัญที่กระทรวงศึกษาธิการ ได้รับงบประมาณรวมทั้งสิ้น ๔.๖ แสนล้านบาท ก็คือ ๔๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท นั่นหมายความว่าคือการเตรียมองคาพยพของประเทศ ในเรื่องของบุคลากร ในเรื่องของเทคโนโลยี ในเรื่องของการเตรียมความพร้อมในการรับ ในสิ่งที่จะเกิดขึ้นอีก ๓ ปีข้างหน้าของประชาคมอาเซียน สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ผมคิดว่า นี่คือคําตอบ และเป็นคําถามที่สามารถที่จะอธิบายต่อพี่น้องประชาชน เห็นได้ชัดว่า งบประมาณปี ๒๕๕๖ ที่รัฐบาลได้จัดสรรเป็นไปตามยุทธศาสตร์ที่ให้ความสําคัญหลัก ๆ ดังนี้ครับท่านประธานครับ ในยุทธศาสตร์การศึกษา คุณธรรมจริยธรรม คุณภาพชีวิตและ ความเท่าเทียมกันในสังคมนั้น ในสัดส่วนถึง ๖๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน ๒๖.๑ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณ

ยุทธศาสตร์ที่ ๒ คือยุทธศาสตร์การสร้างรากฐานการพัฒนาที่สมดุลสู่สังคม เป็นสัดส่วนถึง ๔๙๐,๐๐๐ ล้านบาท หรือประมาณร้อยละ ๒๐.๕ เปอร์เซ็นต์

ยุทธศาสตร์ที่ ๓ คือยุทธศาสตร์การบริหารจัดการบ้านเมืองที่ดี ในสัดส่วน ๓๓๐,๐๐๐ ล้านบาท หรือประมาณ ๑๓.๘ เปอร์เซ็นต์

ยุทธศาสตร์ที่ ๔ คือยุทธศาสตร์การสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ อย่างมีเสถียรภาพและยั่งยืน เป็นจํานวนถึง ๑๑๐,๐๐๐ ล้านบาท เป็นสัดส่วนของ งบประมาณ ๙.๕ เปอร์เซ็นต์ ในยุทธศาสตร์ ๔ ยุทธศาสตร์ที่ผมได้ยกตัวอย่างมานี้ เป็นทิศทางที่รัฐบาลได้ให้ความสําคัญของการจัดงบประมาณเพื่อรองรับการขยายตัว โดยเฉพาะมีตัวชี้วัดที่ชัดเจน นั่นก็คือการเติบโตของจีดีพีของประเทศ ผมได้กราบเรียน ท่านประธานตั้งแต่ตอนต้นว่าถึงแม้ว่าจะเป็นงบประมาณขาดดุล รวมแล้วกับพระราชกําหนด เงินกู้ที่รัฐบาลได้ออกไปแล้วมันสามารถตอบโจทย์ประเทศไทยได้ว่านี่คือทิศทางของการชี้วัด ในการขยายตัวทางเศรษฐกิจ เป็นตัวชี้วัดที่รัฐบาลได้ให้ความสําคัญกับนโยบายเร่งด่วน ที่ได้แถลงไว้ต่อสภา ในการสร้างอํานาจซื้อ สร้างกําลังซื้อ สร้างอุปสงค์ในประเทศให้เกิดขึ้น นี่คือทิศทางการเติบโตที่ผมคิดว่าได้จัดงบประมาณอย่างมีความเหมาะสมแล้ว จึงขอให้ การสนับสนุนงบประมาณรายจ่ายประจําปีของรัฐบาลในปี ๒๕๕๖ ดังเหตุผลที่ผมได้กราบเรียน ท่านประธานมาแล้วครับ ขอบคุณครับ