สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๓๓ · ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๕๕

กิตติรัตน์ ณ ระนอง กล่าวถึงการดูแลราคาน้ำมัน ด้วยการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมัน และการลดการจัดเก็บเงินเพื่อไม่ให้ราคาน้ำมันสูงเกินไป

นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

ความจริงท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ท่านอดีตนายกรัฐมนตรีก็คงจะมีความเข้าใจ ที่ดีเช่นเดียวกันกับตัวกระผมว่าปกติแล้วเรื่องจะขึ้นภาษี ไม่ขึ้นภาษีเขาไม่มาถกกันในที่กว้าง ๆ แบบนี้ แล้วเมื่อไรก็ตามที่มีข้อสงสัยเรื่องภาษีนั้นมันจะมักนําไปสู่การอยากจะทําอะไรบางอย่างที่จะ เป็นประโยชน์กับใคร ผมก็ขออนุญาตย้ําอีกครั้งหนึ่งนะครับ การที่จะต้องขยับอัตราภาษีใด ๆ จากลําดับที่เป็นอยู่เพียงเพื่อให้เราสามารถจัดเก็บรายได้เพื่อให้ตรงกับเป้า ไม่ว่าจะเป็นเพื่อ งบประมาณรายจ่ายประจําปี ๒๕๕๕ ที่เรากําหนดไว้ที่ ๑.๙๘ ล้านล้านบาท หรือเพื่อที่จะให้ ถึงเป้ารายได้ ๒.๑ ล้านล้านบาท ในปี ๒๕๕๖ ที่ได้นําเสนอในพระราชบัญญัติงบประมาณ ประจําปี ๒๕๕๖ นั้น ไม่มีความจําเป็น แต่ถ้าหากว่าท่านคาดคั้นว่าตกลงจะบวกหรือไม่บวก ผมเองก็ได้เรียนไปแล้วเมื่อสักครู่นี้ว่าการจะกําหนดภาษีอะไรไปในรายการใด ไม่ว่าจะขึ้น หรือจะลดลงก็เป็นเรื่องซึ่งดําเนินการเพื่อให้เกิดความเหมาะสมในเรื่องของการบริโภคหรือว่า ในเรื่องของการสร้างความเป็นธรรม ดังนั้นผมเองไม่สามารถที่จะไปตอบยืนยันอะไรกับท่าน ได้ว่าตกลงภาษีน้ํามันดีเซลจะเก็บขึ้นมาอีกหรือไม่ เพราะภายใต้ข้อสมมุติว่าถ้าราคาน้ํามันดิบ ในตลาดโลกมันเกิดอ่อนตัวลงไปเสียจนกระทั่งเราเองก็สามารถที่จะดูแลในสิ่งที่เราเรียกว่า เสถียรภาพได้ดี นอกจากจะมีการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ํามันจนกระทั่งสามารถชดเชย เงินต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดีแล้วก็อาจมีเหตุผลอันสมควรที่จะมีการพิจารณาในส่วนนี้ ซึ่งที่จริงแล้ว ผมก็ไม่มีเจตนาที่จะไปพูดเรื่องน้ํามันมากนัก แต่ว่าในเมื่อถูกถามผมก็ต้องขออนุญาตเรียน อีกครั้งหนึ่งนะครับ เพราะว่าเมื่อสักครู่ท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรก็ได้พูดถึงเรื่อง ของราคาน้ํามัน การดูแลน้ํามันดีเซลครั้งหนึ่งซึ่งท่านทําได้อยู่ในระดับที่เรียกว่า ๒๙.๙๙ บาท อย่างมีความต่อเนื่องและมีเสถียรภาพซึ่งผมเองก็ต้องเรียนว่าประทับใจนะครับแล้วก็เรียน ชื่นชมแนวคิดตรงนั้นเพราะแนวทางที่การใช้เงินของกองทุนน้ํามันมาทําการดูแลให้ราคา น้ํามันมีเสถียรภาพนั้นเป็นหน้าที่อยู่แล้ว ทั้ง ๆ ที่ผมเองก็วิเคราะห์วิจารณ์นิดหน่อยว่า การที่จะใช้กองทุนน้ํามันนอกจากจะดูแลราคาให้มีเสถียรภาพแล้วที่จริงในอดีตนั้นถูกนําไป ช่วยชดเชยบางรายการซึ่งไม่น่าจะเป็นวัตถุประสงค์ที่ดีนักในระยะยาว แต่เนื่องจากเราทํากันมา เพราะฉะนั้นก็มีการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ํามันไปดูแลสินค้าบางรายการที่มีลักษณะของการอุดหนุน แต่ว่าขออนุญาตใช้โอกาสนี้ที่เรียนว่าเมื่อเดิมนั้นตอนที่เราสามารถรักษาระดับราคาน้ํามันดีเซลไว้ที่ ๒๙.๙๙ บาทนั้นก็มีการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ํามันจํานวนหนึ่งนะครับ แล้วก็มีการดําเนินการ ในเรื่องของภาษีที่แตกต่างไปจากนี้ แต่ในเวลานั้นราคาน้ํามันดิบในตลาดโลกอยู่ในระดับที่ต่ํากว่า ๙๐ เหรียญสหรัฐต่อ ๑ บาร์เรล ในช่วงเวลาที่มีการเปลี่ยนแปลงในภาวะความตึงเครียด ในตะวันออกกลาง ราคาน้ํามันดิบในตลาดโลกขยับขึ้นไปสูงกว่า ๑๒๐ เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ในช่วงเวลาหนึ่งซึ่งทุกท่านก็ทราบดี ถ้าหากว่าผมจะเอาสัดส่วนของการเปลี่ยนแปลง ๓๐ เหรียญ ที่เพิ่มขึ้นจาก ๙๐ เหรียญที่เป็นฐานนั้นก็คงจะได้การเปลี่ยนแปลงซึ่งสูงถึง ๑ ใน ๓ หรือร้อยละ ๓๓ เปอร์เซ็นต์เศษ ๆ นะครับ ถ้าหากว่าไม่มีการดูแลอะไรเลยขณะนั้นราคาน้ํามัน ดีเซลจะขยับสูงไปสักเท่าใดท่านลองจินตนาการดู แต่การที่รัฐบาลนี้ได้พยายามดูแลโดยการ ลดการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ํามัน และยังคงยืนยันที่จะไม่นําภาษีสรรพสามิตไปบวกกับใด ๆ ก็ทําให้ราคาน้ํามันดีเซลในช่วงหนึ่งที่ถือว่าสูงที่สุดขึ้นไปจากระดับที่เรียกว่า ๒๙.๙๙ บาท ประมาณร้อยละ ๑๐ ซึ่งก็เป็นการที่ช่วยกันดูแลจนกระทั่งทําให้ความเดือดร้อนนั้นแผ่วเบาลงไป เป็นอันมากนะครับ แต่ว่าจะไม่ให้เดือดร้อนเลยนั้นรัฐบาลก็เห็นว่าเป็นเรื่องที่อาจจะต้องใช้ เงินที่มากกว่าสมควร และในขณะเดียวกันรัฐบาลก็มั่นใจว่าการเพิ่มขึ้นคงจะเป็นระยะ ซึ่งสามารถดูแลได้ ในขณะนี้ราคาก็อ่อนตัวลงมาเพราะฉะนั้นการที่รัฐบาลจะดูแลในส่วนนี้ ก็เป็นเรื่องที่ให้ความสําคัญนะครับ ซึ่งความจริงแล้ววันนี้ก็เป็นวันที่ดีนะครับ เป็นวันแรกเลย ที่ราคาน้ํามันดีเซลมีโอกาสขยับลดต่ําลงมากว่าในระดับที่ผมอ้างถึงเมื่อสักครู่คือ ๒๙.๙๙ บาท เพราะฉะนั้นการจะดูแลให้น้ํามันตรงนี้มีเสถียรภาพนี้เป็นหน้าที่ของรัฐบาลในปัจจุบันอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นก็ขอให้ติดตามนะครับ แต่ว่าผมเองคงไม่ไปยืนยันอะไรว่าจะไม่ไปบวกอะไรกลับ แต่ว่าถ้าจะไปบวกอะไรกลับนั้นจะมีเหตุผลที่ดีแล้วก็เหตุผลที่ดี ไม่ใช่เรื่องของการบวกภาษีกลับ เพราะเพียงอยากมีรายได้ที่มากขึ้น เพราะนโยบายของรัฐบาลที่ดําเนินอยู่ในขณะนี้นะครับ สามารถทําให้เศรษฐกิจขยับขับเคลื่อนจนกระทั่งเรามีรายได้ทั้งในส่วนของภาษีสรรพสามิต ในรายการอื่น ๆ และรวมทั้งภาษีสรรพากรในรายการต่าง ๆ แล้วก็แม้แต่เป้าหมายที่รัฐบาล ยืนยันนะครับว่าภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ลดจากร้อยละ ๓๐ เหลือ ๒๓ นั้น เราเดินหน้าแน่นอน แล้วก็ไม่ได้เป็นการดําเนินการไปเพื่อเอื้อบริษัทขนาดใหญ่ใด ๆ เพราะถ้าท่านได้ตระหนัก ถึงกรอบของผู้รับประโยชน์ทางเศรษฐกิจของสิ่งที่ท่านเรียกว่าบริษัทใหญ่นั้นมันมีกรอบ ที่มากมายกว่าความเป็นผู้ถือหุ้น อย่างหมายถึงบุคลากร อย่างหมายถึงผู้ค้าที่เกี่ยวข้องด้วย เพราะฉะนั้นบริษัทใหญ่ ๆ เหล่านั้นมีการดําเนินธุรกิจที่ต้องแข่งขันกับอีกหลาย ๆ ประเทศ ในประเทศเพื่อนบ้าน เรามีประเทศเพื่อนบ้านบางประเทศเก็บภาษีในอัตราร้อยละ ๑๗ เท่านั้น บางประเทศเก็บที่ร้อยละ ๒๕ เท่านั้น ดังนั้นการที่เราจะยืนอยู่ที่ร้อยละ ๓๐ นั้น ผมคิดว่า ไม่เป็นเรื่องของการเตรียมตัวที่ดีที่จะเข้าสู่อาเซียน และยังยืนยันอีกด้วยว่าเป้าหมายในการ ดําเนินการต่อ ทุกอย่างยังมีความมั่นใจว่าเราจะสามารถลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลลง จากร้อยละ ๒๓ เหลือร้อยละ ๒๐ ในปีถัดไป และการดําเนินการตรงนี้ เอสเอ็มอีที่ท่านเป็น ห่วงเป็นใยว่าเราจะช่วยกันดูแลอย่างไรนั้น มีมาตรการที่ดูแลเอสเอ็มอีอยู่หลายเรื่องนะครับ สินเชื่อที่เอสเอ็มอีได้รับในปัจจุบันก็เสียดอกเบี้ยน้อยลงจากแนวทางที่รัฐบาลได้ทํางาน ร่วมกันกับธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งการที่ปรากฏในข่าวในสื่อมวลชนว่ามีความเห็น ที่แตกต่างกันนั้น ผมขอเรียนว่าไม่มีสิ่งใดที่รัฐบาลนี้จะไปสามารถบีบบังคับให้ธนาคาร แห่งประเทศไทยดําเนินนโยบายอะไรที่ท่านไม่เห็นด้วยได้ แต่ว่าจะเห็นได้ว่าอัตราดอกเบี้ย เขาลดลงแล้วในระดับที่ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถดําเนินการได้ แล้วก็ยังยืนยันอีกครั้งหนึ่งว่า งบประมาณขาดดุล ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาทตรงนี้ ท่านแรก ๆ ที่ผมได้ปรึกษาหารือด้วยก็คือ ท่านผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยนะครับ เพราะฉะนั้นนโยบายการคลังที่ใช้ในครั้งนี้ ก็มีความสอดคล้องกับนโยบายการเงินที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เราก็เรียนว่าจะสอดคล้องกับ เรื่องของการดําเนินการด้านรายรับด้วยไม่แต่เพียงเรื่องของการดูแลรายจ่ายให้มีประสิทธิภาพ ซื่อตรง โปร่งใส ตามที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้กรุณาให้ความสําคัญแล้วก็ได้ไปเป็นประธาน ในการประชุมเชิงปฏิบัติการในเรื่องของการแก้ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันซึ่งจะเป็นเรื่องแรก ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ผู้นํารัฐบาลได้ให้ความสําคัญถึงระดับนั้น แล้วก็ภาคเอกชน ต่างก็พร้อมที่จะให้ความร่วมมือ จึงขออนุญาตกราบเรียนชี้แจงครับ