จุติ ไกรฤกษ์ พรรคประชาธิปัตย์ พูดถึงความยากลำบากของคนจนในประเทศไทย และวิพากษ์วิจารณ์นโยบายของรัฐบาลที่ไม่ช่วยเหลือคนจนอย่างเพียงพอ
กราบเรียนท่านประธานครับ กระผม จุติ ไกรฤกษ์ พรรคประชาธิปัตย์ จากจังหวัดพิษณุโลก พูดถึงเรื่องความยากลําบากความทุกข์ ของคนจนต่อ ถ้าทนไม่ได้ก็กลับไปนอนบ้าน แต่สิ่งที่อยากจะบอกว่าวันนี้คนจนยังจนต่อครับ ยังจนไม่เลิกแล้วก็จะจนต่อไปถ้ารัฐบาลนั้นไม่เปลี่ยนนโยบาย ไม่เปลี่ยนพฤติกรรมในการ แก้ไขปัญหาพี่น้องของคนจน และวันนี้สิ่งที่จะบอกได้ก็คือว่าวันนี้คนจนทนไม่ไหวแล้ว งบประมาณ ๒,๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท หรือ ๒.๔ ล้านล้านบาทนั้นไม่ได้ไปช่วยคนจนอย่างที่ เขาต้องการ ผมยกตัวอย่างให้ฟังเลย นโยบายรถคันแรกถามว่าคนจนมีเงินซื้อรถยนต์ไหม คันเป็นล้านบาท ไม่มีครับ แต่รถยนต์คันแรกรัฐบาลนั้นยอมเสียภาษีรายได้ ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท ให้คนที่มีสตางค์ซื้อรถเป็นล้านบาทนั้นสามารถซื้อรถยนต์ได้ ลดหย่อนภาษีได้ คนจนไม่มีเงิน ซื้อรถยนต์ครับ ต้องขึ้นรถเมล์ ขี่รถจักรยานยนต์ครับ วันนี้อยากจะบอกท่านประธานว่า เงินงบประมาณในการช่วยเหลือคนจนที่ใช้ไฟฟรี เคยใช้เดือนละ ๙๐ หน่วย วันนี้เหลือ ๕๐ หน่วย รัฐบาลดีใจครับว่าวันนี้คนจนเคยได้ใช้ไฟฟรีสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ ๗,๐๐๐,๐๐๐ หลังคาเรือน วันนี้ลดลงมาครับ มีคนเพียงแค่ ๔,๐๐๐,๐๐๐ หลังคาเรือนได้สิทธิใช้ไฟฟรี รัฐบาลก็ดีใจว่า ประหยัดเงินงบประมาณได้ถึง ๓,๐๐๐ ล้านบาท แต่อย่าลืมว่างบประมาณ ๓,๐๐๐ ล้านบาทนั้น เป็นเงินที่คนจนต้องจ่ายเพิ่ม คนจนต้องจ่ายเพิ่มดูแลตัวเอง ๓,๐๐๐ ล้านบาทนะครับ งบดําเนินงานออกโฉนดชุมชนให้คนจนมีที่อยู่อาศัยปีนี้ก็ลดลง มันเจ็บปวดนะครับ คนจน ไม่มีเงินที่จะซื้อบ้าน ผ่อนบ้าน อยากจะได้บ้านราคาถูก ๆ ที่เอกชนเขาไม่ได้พัฒนานั้น วันนี้งบอุดหนุนสร้างบ้านคนจนลดลง คนจนไม่มีที่ทํากิน ขอออกโฉนดชุมชนให้คนจนมีที่อยู่ อาศัยเพิ่มขึ้น วันนี้งบประมาณในการออกโฉนดชุมชนให้คนจนมีที่อยู่อาศัยก็ลดลงครับ เงินกองทุนช่วยเหลือผู้พิการวันนี้ก็ลดลง เงินกองทุนเงินออมแห่งชาติดูแลผู้สูงอายุก็ส่ง ไม่ครบตามที่กฎหมายกําหนด แต่สิ่งที่เจ็บปวดอยากจะบอกพี่น้องคนจนทั้งประเทศก็คือว่า สิ่งที่รัฐบาลนี้กําลังทําอยู่คือการเข้าไปช่วยเหลือภาระน้ําท่วม วันนี้คนจนต้องแบกภาระของ ตัวเอง วันนี้จ่ายครบหรือยัง บ้านละ ๓๐,๐๐๐ บาท บ้านละ ๕,๐๐๐ บาท ในขณะเดียวกัน ถ้าคนจนไปกู้ธนาคารออมสิน เงิน ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท เสียอัตราดอกเบี้ย ๖ เปอร์เซ็นต์ต่อปี ก็คือปีหนึ่งเท่ากับกู้ ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาทได้ ถ้ากู้ ธ.ก.ส. ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาทได้เสีย ๗ เปอร์เซ็นต์ต่อปี ปีหนึ่งจ่ายดอกเบี้ย ๗๐,๐๐๐ บาท ๗ เปอร์เซ็นต์ต่อปีจ่าย ๗๐,๐๐๐ บาท สําหรับคนจนที่อาชีพเกษตรกร แต่วันนี้กระทรวงการคลังรัฐบาลชุดนี้ให้เงินโรงงานในนิคมกู้ กู้ไปสร้างเรื่องป้องกันน้ําท่วม กู้ ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท จ่ายดอกเบี้ย ๑๐๐ บาท ผมไม่ได้พูดผิด นะครับ กู้ ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท จ่ายดอกเบี้ย ๑๐๐ บาทเท่านั้นครับ เพราะอัตราดอกเบี้ย ที่วันนี้เจ้าของโรงงานเป็นพัน ๆ ล้านบาท ซึ่งอาจจะเป็นคนต่างชาติด้วยเสียวันนี้คือ .๐๑ เปอร์เซ็นต์ .๐๑ เปอร์เซ็นต์ ถ้าเผื่อกู้ ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท จ่ายดอกเบี้ยทั้งปี ๆ ละ ๑๐๐ บาท แต่คนจนนั้นถ้ากู้ ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท จ่ายดอกเบี้ย ๗๐,๐๐๐ บาทครับ โถคนจนแต่ว่าต้อง จ่ายดอกเบี้ยมากกว่าคนรวยถึง ๗๐๐ เท่า ผมถามว่าสิ่งเหล่านี้เป็นไปได้อย่างไร รัฐบาลวันนี้ ได้ดีมาเพราะคนจนวันนี้ลืมหมดแล้ว ลืมหมดแล้วครับว่าคนจนที่เคยอุ้มชูท่านมาวันนี้เงิน ที่เคยช่วยเหลือคนจนนั้นลดลงตามดัชนีที่ผมบอกทุกประการ ผมอยากจะฝากคณะกรรมาธิการ วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๖ ไปดูด้วยว่าสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้อย่าให้ใครตราหน้าได้ว่ารัฐบาลนี้หลอกคนจนมาแล้วก็อุ้มคนรวย ไม่ช่วยคนจน กรรมาธิการนั้นต้องเข้าไปแก้ไขสิ่งใดที่ไม่สมควร อย่างที่ผมได้กราบเรียนมาแล้วว่า คนรวยนั้นจ่ายอัตราดอกเบี้ยล้านบาทจ่ายแค่ร้อยเดียว แต่คนจนนั้นล้านบาทจ่ายอัตรา ดอกเบี้ยถึง ๗๐,๐๐๐ บาทต่อปี เลิกเสียเถอะครับ ผมคิดว่าไม่สายไปสําหรับกระทรวงการคลัง ที่จะมองเห็นความยาก ความทุกข์ของคนยากคนจนมากกว่าไปกอดเอาใจเศรษฐีซึ่งอาจจะ มาจากต่างประเทศด้วย ฉะนั้นวันนี้งบประมาณ ๒,๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้นกระผมไม่เห็นด้วย ในทิศทางของการจัดสรรงบประมาณที่ว่าละเลย เมินเฉย ทุกข์ของคนยากคนจน ถึงเวลาแล้ว เงินต่าง ๆ เหล่านี้ครับเอามาช่วยคนทุกข์ยากให้พ้นความทุกข์ยากเสียทีหนึ่ง ขอให้เขานั้น ได้ลืมตาอ้าปากได้ ต้นทุนแพงหมดทุกอย่างในการทําเกษตร ขายก็เจ๊ง ทุกอย่างอย่างที่พูดมา ฉะนั้นวันนี้ผมคิดว่ารัฐบาลนั้นอย่าดื้อดึงครับ กลับไปแก้ไขเสียกรรมาธิการมีเวลาไปปรับลด เงินต่าง ๆ นั้นที่จะไปช่วยในกลุ่มที่ผิด กรุณาเข้าไปดูแลคนจนให้หายทุกข์หายยากด้วยครับ ขอบคุณท่านประธานครับ