สงกรานต์ จิตสุทธิภากร หารือเรื่องงบประมาณปี 2556 โดยแสดงความกังวลเกี่ยวกับการจัดงบประมาณที่ไม่เป็นธรรมชาติและไม่เหมาะสม โดยเฉพาะการจัดงบประมาณในกระทรวงไอซีทีและกรมแรงงาน ซึ่งเข้าใจว่าการจัดงบประมาณนั้นไม่จำเป็นและอาจก่อให้เกิดผลเสียในระยะยาว นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการสูญเสียความเป็นผู้นำของประเทศไทย โดยเฉพาะเรื่องการส่งออกข้าว ซึ่งประเทศไทยสูญเสียอันดับ 1 ให้กับประเทศอินเดีย และข้าวพันธุ์ดีที่สุดให้กับเวียดนาม และเรียกร้องให้กรมการข้าวได้รับงบประมาณเพิ่มเพื่อส่งเสริมการปลูกข้าวพันธุ์ดี
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม สงกรานต์ จิตสุทธิภากร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๑ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดนครสวรรค์ วันนี้ผมมีโอกาสได้อภิปราย พ.ร.บ. งบประมาณประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๖ ซึ่งผมได้ดูจากเล่มงบประมาณโดยสังเขปแล้วนะครับ แล้วก็มีความเห็น ที่แตกต่างกับทางรัฐบาลในหลาย ๆ เรื่องนะครับ เรื่องที่ผมเห็นชัดที่สุด
ข้อ ๑ ก็คือการจัดงบในครั้งนี้นี่ทางรัฐบาลจัดงบลงทุนน้อยเกินไปนะครับ โดยผมอ้างจากเอกสารในหน้า ๓ ถ้าท่านประธานเห็นนะครับว่า ใน ๓.๑ ท่านบอกว่าปีนี้ งบประมาณเพิ่มขึ้น ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท
แต่ข้อ ๓.๒ ท่านเขียนไว้ว่ารายจ่ายประจําสําหรับปีนี้เพิ่มขึ้น ๖๑,๒๓๙ ล้านบาท นั่นหมายความว่าเพิ่มขึ้น ๓.๓ เปอร์เซ็นต์ครับ ท่านเห็นไหมครับว่างบโดยรวมนั้นขึ้นแค่ ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่งบรายจ่ายท่านขึ้นถึง ๖๐,๐๐๐ ล้านบาทนะครับ ซึ่งเป็นเปอร์เซ็นต์ ที่มากเกินไปนะครับ
แล้วก็มาดูในข้อ ๓.๓ รายจ่ายลงทุน ท่านเขียนไว้ว่ามีงบลงทุนเพิ่มขึ้นอีก ๑๐,๓๘๓ ล้านบาท เพิ่มขึ้น ๒.๔ เปอร์เซ็นต์ ท่านสังเกตไหมครับว่า ๓.๓ เปอร์เซ็นต์นั้น เป็นรายจ่ายประจํา ๒.๔ เปอร์เซ็นต์ เป็นรายจ่ายสําหรับงบลงทุนครับ ท่านประธานครับ การจัดงบประมาณที่ดีก็เหมือนการบริหารองค์กรหนึ่งนะครับ หลักง่าย ๆ ก็คือต้องหารายได้ เพิ่มขึ้นครับ แล้วการหารายได้เพิ่มขึ้นก็คือการต้องเตรียมงบลงทุนไปทําโครงการใหม่ ๆ เพื่อให้โครงการเหล่านั้นสร้างเงินขึ้นมาแล้วก็เอาเงินนั้นกลับเข้ามาในระบบอีกครั้งหนึ่ง แต่ที่ท่านจัดนั้น ท่านเอางบส่วนใหญ่ไปอยู่ในงบรายจ่ายประจําซึ่งเพิ่มขึ้น ซึ่งในแนวคิดแล้ว ใครก็พูดนะครับว่าหลักง่าย ๆ ก็คือเพิ่มรายรับแล้วก็ลดรายจ่ายครับ ปรากฏว่าเห็นได้ชัดว่า ในการจัดงบประมาณครั้งนี้นั้นท่านเพิ่มรายจ่ายมากเกินกว่ารายได้ คืองบลงทุนนะครับ นั่นคือข้อที่ ๑ ครับ
ข้อที่ ๒ ที่ผมมีความเห็นก็คือว่านโยบายของรัฐบาล ถ้าดูจากในงบนี้ท่านเห็น ไหมครับว่าจะใช้เงินกู้ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ในโลกของความเป็นจริงการที่เป็นรัฐบาลนั้น สามารถจะใช้งบประมาณได้อยู่ ๒ ก้อนคือในงบประมาณกับนอกงบประมาณ และผมเห็นว่า รัฐบาลนี้ค่อนข้างที่จะส่งเสริมให้คนเป็นหนี้ ไม่ได้ส่งเสริมให้คนมีรายได้นะครับ ท่านลองนึกดู ดี ๆ นะครับว่าแม้กระทั่งลูกค้าชั้นดีที่มีหนี้แล้วก็ผ่อนหนี้ตามเวลา ท่านยังไปบอกเขาว่า พักหนี้เถอะ ไม่ต้องจ่ายหนี้ แล้วดอกเบี้ยรัฐบาลจะจ่ายแทนให้ ทําให้รัฐบาลต้องหาเงินมา อุดหนุนในส่วนนี้เกือบ ๔๐,๐๐๐ กว่าล้านนะครับ ถามว่าเงินก้อนนี้ถ้าเอาไปใช้ด้านอื่นนั้น มีประโยชน์มากกว่าเยอะครับ นอกจากนั้นท่านเห็นไหมครับว่าเขาดีอยู่แล้วท่านยังลดนะครับ แล้วในขณะเดียวกันคนที่เป็นชาวบ้านธรรมดายังไม่มีหนี้ ท่านยังไปสร้างหนี้ให้เขาอีกครับ บอกว่าพี่น้องมีบัตรเครดิตพลังงานไปรูดก่อน จ่ายทีหลังได้ ก็ทราบดีครับว่าอัตราการจ่ายคืน ก็ค่อนข้างมีปัญหา แล้วตอนนี้กําลังจะมีเครดิตชาวนาขึ้นมาอีก ซึ่งหลายคนหนี้เก่าก็ไม่ต้องเสีย หนี้ใหม่ก็ก่อได้ แล้วสุดท้ายใครจะไปชดเชยครับ สุดท้ายก็ต้องเอางบรัฐบาล แย่ที่สุดก็ต้อง เอาเงินภาษีไปจ่ายดอกเบี้ยแทน นั่นคือการไปก่อหนี้ให้กับชาวบ้าน ซึ่งผมเห็นว่าไม่เป็นธรรม ในขณะเดียวกันท่านมีรายจ่ายเพิ่มขึ้น ท่านสร้างภาระเพิ่มขึ้น ท่านกลับไปลดรายได้ครับ อย่างที่เห็นนะครับ ท่านบอกว่านโยบาย ๓๐๐ บาททั้งประเทศทันที แต่พอใช้จริง ใช้ไม่ถึงครับ ใช้แค่ ๗ จังหวัดก่อน แต่เวลาท่านลดภาษีนิติบุคคลจาก ๓๐ เปอร์เซ็นต์ เหลือ ๒๓ เปอร์เซ็นต์ ท่านลดทันทีทั้งประเทศ นั่นหมายความว่าเงินที่จะเข้ามาเป็นภาษี เป็นงบประมาณของเรา จะได้รับน้อยลง โดยคนเหล่านั้นอาจจะไม่จําเป็นเลยก็ได้ครับ เหมือนท่านเอาเงินไปแถมเขา ฟรี ๆ นะครับ
ข้อที่ ๓ ผมว่าการจัดงบครั้งนี้ไม่เป็นไปตามธรรมชาติของที่ควรจะจัดนะครับ ถ้าท่านดูในเอกสาร มีอยู่ ๒ กระทรวงที่ได้รับงบมากผิดปกติคืองบของกระทรวงไอซีที (ICT) กับของกรมแรงงานนะครับ ผมมาดูในไอซีที ผมเห็นว่าเดิมมีอยู่ ๘,๐๐๐ กว่าล้านบาท แต่ตอนนี้ขึ้นไป ๓,๒๑๔ ล้านบาท ขึ้นไปเกือบ ๔ เท่านะครับ แล้วพอไปดูรายละเอียดแล้วก็ เห็นว่าเป็นงบซื้อแท็บเล็ตคอมพิวเตอร์ซึ่งผมไม่รู้รายละเอียดมาก ประมาณ ๘๐๐,๐๐๐ เครื่อง แล้วยังมีงบที่จะซื้อต่ออีกครับ ท่านประธานครับ ศัพท์ทางคอมพิวเตอร์เขาบอกอย่างนี้ครับ การ์เบจ อิน (Garbage in) การ์เบจ เอาท์ (Garbage out) ใช่ไหมครับ คือคอมพิวเตอร์ มันไม่มีสมอง ใส่ขยะเข้าไปก็ได้ขยะออกมาอย่างนั้น สิ่งที่ผมกังวลก็คือว่ารัฐบาลตระหนัก ไหมครับว่าฮาร์ดแวร์ (Hardware) มันหาง่ายครับ แต่ซอฟแวร์ (Software) คือคอนเทนท์ (Content) มันเป็นเรื่องใหญ่มากกว่านั้นครับ โดยหลักแล้วต้นทุนทางเรื่องของซอฟแวร์นั้น มากกว่าต้นทุนทางฮาร์ดแวร์ ๔ เท่า ตอนนี้มีใครจะพูดไหมครับว่าข้อมูลต่าง ๆ การจัดเตรียม บทเรียนต่าง ๆ นั้นค่าใช้จ่ายจะต้องเท่าไร ปีต่อ ๆ ไปเราจะต้องผูกพันกับมัน จะต้องจ่ายเงิน เป็นภาระกับประเทศชาติไปอีกเท่าไร แล้วมีใครการันตีครับว่าเครื่องคอมพิวเตอร์แท็บเล็ต สําหรับ ป. ๑ มันเกิดผลดีหรือผลเสียกันแน่ อันนั้นก็ฝากท่านประธานว่าเงินก้อนนี้ไม่ควรจะใช้ นะครับ เอาเงินไปทําด้านอื่นเถอะครับ ไปทําอะไรครับ
สุดท้ายเหลือนาทีเดียวนะครับ ผมพูดมาหลายครั้งครับ ตอนนี้ประเทศไทย เราสูญเสียความเป็นผู้นําไป ๒ เรื่องนะครับ ส่งออกอันดับ ๑ ข้าวก็ประเทศอินเดียเอาไปแล้ว ข้าวพันธุ์ดีที่สุดประเทศเวียดนามเอาไปแล้วครับ สิ่งที่ผมอยากให้ก็คือว่ากรมการข้าวครับ กรมการข้าวได้รับงบเพิ่มมาน้อยมาก ปีที่แล้ว ๑,๖๓๘ ล้านบาท ปีนี้ ๑,๗๐๐ ล้านบาท เกือบ ๆ จะไม่ถึง ๑๐๐ ล้านบาท ท่านเอาไปเยอะ ๆ สิครับ ให้เขา ๔๐๐-๕๐๐ ล้านบาทครับ เขาทําพันธุ์ข้าวดี ๆ เกษตรกรปลูกข้าวแล้วประหยัดต้นทุน สุดท้ายประเทศกําไรเป็นหมื่น เป็นแสนล้านบาทครับ แล้วก็กู้ศักดิ์ศรีของคนไทยกลับมาครับว่าประเทศไทยยังส่งออกข้าว เป็นลําดับ ๑ มีข้าวดีที่สุดในโลกนะครับ ก็คงใช้เวลาเพียงแค่นี้ครับ กราบขอบพระคุณครับ