นันทนา ทิมสุวรรณ หารือเรื่องงบประมาณรายจ่ายปี 2556 ที่รัฐบาลตั้งไว้ 2.4 ล้านล้านบาท ซึ่งจะเก็บรายได้ 2.1 ล้านล้านบาท โดยมีแนวโน้มที่จะลดขาดดุลลง และเรียกร้องให้รัฐบาลให้ความสำคัญในเรื่องสังคม โดยเฉพาะการพัฒนาคนและสวัสดิการประชาชน และให้ความสำคัญในเรื่องของอาสาสมัครเกษตรหมู่บ้าน (อกม.) และอาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน (อปพร.) โดยให้ค่าตอบแทนและสิทธิในการตรวจสุขภาพประจําปี
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นันทนา ทิมสุวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเลย พรรคเพื่อไทย ท่านประธานคะ ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๖ รัฐบาลได้ตั้ง งบประมาณรายจ่ายไว้ ๒.๔ ล้านล้านบาท คาดว่าจะเก็บรายได้ได้ประมาณ ๒.๑ ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นการตั้งงบประมาณแบบขาดดุล เพราะรัฐบาลยังต้องเร่งใช้จ่ายเพื่อที่จะกระตุ้น และฟื้นฟูเศรษฐกิจ ถึงแม้จะตั้งงบประมาณแบบขาดดุลแต่ก็ถือว่าขาดดุลลดลงจากปีที่แล้ว ซึ่งปีที่แล้วตั้งขาดดุลไว้ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ในปีนี้ตั้งงบประมาณขาดดุลเหลือ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งมีแนวโน้มในทางที่ลดลง ถ้ารัฐบาลสามารถที่จะบริหารประเทศได้ ประสบความสําเร็จเช่นนี้เรื่อย ๆ รัฐบาลก็มีแนวโน้มที่จะเข้าสู่งบประมาณแบบสมดุลได้ ในที่สุด ท่านประธานคะ จากการศึกษาเอกสารงบประมาณของรัฐบาลนั้น หากจะจําแนก งบประมาณตามลักษณะงานเป็น ๓ ประเภท คือการบริหารทั่วไป การเศรษฐกิจ และการบริการชุมชนและสังคม จะเห็นว่ารัฐบาลให้ ความสําคัญในเรื่องทางสังคมมาเป็นอันดับหนึ่ง โดยตั้งงบประมาณไว้ ๑,๑๐๕,๘๕๒.๔ ล้านบาท หรือคิดเป็น ๔๖.๑ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณทั้งหมด ดิฉันต้องขอชื่นชมค่ะว่ารัฐบาลนั้น ให้ความสําคัญในเรื่องของการพัฒนาคน พัฒนาสังคมและการดูแลพี่น้องประชาชน หลาย ๆ นโยบายที่รัฐบาลจัดให้เป็นสวัสดิการเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชน ไม่ว่าจะเป็นการพักหนี้ครัวเรือน ตามนโยบายพักชําระหนี้ ๓ ปี การเพิ่มรายได้แรงงาน ด้วยนโยบายค่าแรง ๓๐๐ บาท เงินเดือนปริญญาตรี ๑๕,๐๐๐ บาท การใช้มาตรการภาษี ทั้งนโยบายรถยนต์คันแรกและบ้านหลังแรก หรือแม้กระทั่งการสร้างหลักประกันรายได้ ให้แก่ผู้สูงอายุด้วยนโยบายเบี้ยยังชีพแบบขั้นบันได และอีกหลายนโยบายที่เป็นสวัสดิการ ที่รัฐจัดให้กับประชาชนเพื่อให้ประชาชนทุกกลุ่มทุกวัยมีคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น แม้กระทั่งผู้พิการรัฐบาลก็ให้ความสําคัญ โดยการเสนอร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมและ พัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ เพื่อให้คนพิการนั้นได้รับการดูแลคุ้มครองสิทธิอย่างเสมอภาค และเท่าเทียม ซึ่งตอนนี้ก็ได้บรรจุอยู่ในระเบียบวาระการประชุมแล้วและพร้อมที่จะให้สภาแห่งนี้ ได้พิจารณา และสามารถนําไปบังคับใช้เพื่อเป็นประโยชน์กับผู้พิการ ดังนั้นดิฉันจึงเห็นด้วย ที่รัฐบาลนั้นได้ให้ความสําคัญทางด้านสังคมมากกว่าทางด้านอื่น ๆ ประเทศของเราจะดํารง อยู่ได้อย่างสงบสุข ร่มเย็น สังคมมีแต่ความปรองดอง เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ซึ่งกันและกัน ดังนั้น จึงเป็นการถูกต้องค่ะที่เราจะต้องพัฒนาสังคมของเราโดยการพัฒนาคนในชาติ โดยเฉพาะ อย่างยิ่งคนไทยนั้นมีจิตใจที่เมตตากรุณา เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ มีจิตอันเป็นกุศลและมีจิตสาธารณะ โดยจะเห็นได้จากกลุ่มที่มีจิตอาสาที่เขามาทํางานเพื่อสังคมและชุมชน ไม่ว่าจะเป็น อาสาสมัครสาธารณสุขประจําหมู่บ้านหรือ อสม. อาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนหรือว่า อปพร. ซึ่งกลุ่มผู้ที่มีจิตอาสาทั้ง ๒ กลุ่มนี้มีจํานวนรวมกันประมาณ ๒.๕ ล้านคน จึงอยากจะ ฝากรัฐบาลให้ดูแลคน ๒ กลุ่มนี้ให้มากขึ้น ซึ่งในปัจจุบันนี้นั้น อสม. ก็ได้รับค่าตอบแทน เดือนละ ๖๐๐ บาท ก็อยากจะให้ทางรัฐบาลได้พิจารณาค่ะ ถ้าหากเป็นไปได้ก็อยากจะเพิ่ม ค่าตอบแทนให้ อสม. รวมทั้งการให้ อสม. นั้นได้มีสิทธิในการที่จะตรวจสุขภาพประจําปี เหมือนข้าราชการทั่ว ๆ ไป หรือในส่วนของ อปพร. ก็เช่นเดียวกัน ในปัจจุบันนี้ อปพร. ยังไม่ได้รับ แม้กระทั่งค่าตอบแทน ซึ่งภาระหน้าที่ของ อปพร. นั้นก็หนักไม่ยิ่งหย่อนไปกว่า อสม. เลยค่ะ ซึ่งถ้าหากทางรัฐบาลได้พิจารณาดูแล อปพร. เหมือน อสม. ก็คงจะเป็นการสร้างขวัญกําลังใจ ให้ผู้ที่มีจิตอาสาทั้ง ๒ กลุ่มนี้ที่ทํางานเสียสละเพื่อสังคมและเพื่อส่วนรวม ให้เขาได้มีกําลังใจที่ดี ซึ่งจากการที่ดิฉันได้ติดตามก็ได้ทราบว่าทางกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และกรมส่งเสริม การปกครองท้องถิ่นก็กําลังมีการร่างระเบียบในเรื่องของค่าตอบแทน อปพร. เพื่อที่จะนําเสนอ กับคณะรัฐมนตรีให้พิจารณานะคะ ดิฉันก็ขอฝากทางรัฐบาลว่าถ้าเรื่องนี้ได้เสนอเข้าไปสู่ การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีก็ได้ช่วยกรุณาดูแลในเรื่องนี้ให้พิจารณาเป็นพิเศษด้วยค่ะ ด้วยเหตุผลต่าง ๆ ที่ดิฉันกล่าวมาดิฉันก็จึงยินดีที่จะสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติงบประมาณ รายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๖ ฉบับนี้ ขอบคุณค่ะ