สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๓๓ · ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๕๕

เฉลิม อยู่บำรุง บอกว่าพรรคเพื่อไทยไม่โกหก พยายามแก้ปัญหาความยากจน และการค้าขายที่แพง

ร้อยตํารวจเอก เฉลิม อยู่บํารุง รองนายกรัฐมนตรี

ท่านประธานที่เคารพ ผม ร้อยตํารวจเอก เฉลิม อยู่บํารุง บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะรองนายกรัฐมนตรี พอดีท่านนายกรัฐมนตรีท่านมีบัญชาให้ผมเข้าสภา แล้วก็คอยตอบ ท่านสมาชิกเมื่อสักครู่ ก็อภิปรายมีเหตุมีผล โดยปกติเรื่องของแพงก็ต้องเป็นเรื่องของกระทรวงพาณิชย์เขา แต่ผมเมื่อเข้าเวรแล้วผมก็ต้องตอบชี้แจง เพราะเมื่อท่านอภิปรายเสร็จ ท่านผู้ชมที่ฟัง ทางบ้านก็คล้อยตาม แต่ถ้าผมขึ้นมาตอบท่านประชาชนจะมีข้อเปรียบเทียบ ตอนหาเสียงนี่พรรคใช้ผมไปหาเสียงปราศรัย ค่าแรงขั้นต่ํา ๓๐๐ บาท ปริญญาตรี ๑๕,๐๐๐ บาท บ้านหลังแรก รถคันแรก พักหนี้เกษตรกร ๕๐๐,๐๐๐ บาท พัก ๓ ปี นั่นมันเป็นนโยบาย ๔ ปี พวกผมไม่ได้โกหก แต่คิดเป็นแล้วทําเป็น ผมเป็นรองนายกรัฐมนตรีกํากับกระทรวงแรงงานเขาทํากันไปแล้ว ๗ จังหวัด แล้วก็จะทําต่อไป มันไม่ใช่พลิกฝ่ามือ ยืนยันกับท่านผู้ชมทางบ้านพรรคเพื่อไทยทําได้แน่ในสมัยที่เป็นรัฐบาล มันต้องค่อยเป็นค่อยไปนั่นเรื่องแรงงาน ๑๕,๐๐๐ บาท ท่านก็วิพากษ์วิจารณ์กัน บอกว่า เงินเดือนไม่ถึงมีเงินเพิ่มเข้าไป แต่รวมสรุปภาษาจีนเรียกว่าหลงโจ้ง ทั้งหมด ๑๕,๐๐๐ บาท ทําได้แล้ว เอสเอ็มอี เอสเอ็มแอล กําลังจะออกไป ผมเป็นกันมา ๙ เดือน ตัวเลขไม่ถึงหรอกครับ ๑.๕ ล้านล้านบาท ไม่ถึงนะครับ ยังไม่ไปไกลถึงนั่น แต่เป็นเพียงท่านวิเคราะห์ในฐานะ นักการเงินนักการคลังแต่ปฏิบัติจริงมันยังไม่ใช่ แล้วถ้าหากท่านมีความรู้สึกว่ารัฐบาล ปราศรัยโกหก พรรคเพื่อไทยโกหก รอบหน้าก็ไม่มีใครเลือกพวกผม แต่ระยะเวลามันต้อง ค่อยเป็นค่อยไป ผมยืนยันว่ารัฐบาลไม่โกหก พรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาลของคนยากคนจน กรณีของแพง บางครั้งท่านนายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์ ผมไม่ได้แก้ตัวแทนท่าน ท่านทําไมจะ ไม่ทราบท่านเป็นแม่บ้าน ท่านก็รู้ว่ามีของบางตัวแพง สินค้าบางชนิดแพง แต่ส่วนหนึ่งที่แพงนี่ เพราะเจ้าของร้านค้าหรือเจ้าของแผงเขาขึ้นราคาค่าเช่า บางครั้งสื่อไม่ตรงกันก็ไปบอกว่า นายกรัฐมนตรีบอกว่าของไม่แพง บางอย่างแพง บางอย่างไม่แพง ผมจะยกตัวอย่างให้ท่านฟัง ท่านฟังแล้วอย่าโกรธเอาม้าเร็วขี่มอเตอร์ไซค์ไปเลยว่าจริงอยู่ไหมที่ผมจะตอบ สมัยรัฐบาลที่แล้ว เนื้อสุกรสันนอกสันในนะครับ ปีที่แล้ว ๑๓๒.๗๘ บาทต่อ ๑ กิโลกรัม ปีนี้ ๑๒๓.๕๐ บาท ถูกกว่า ๙.๒๘ บาท แล้วทําไมท่านไม่พูดบ้างล่ะ ไก่สดทั้งตัวปีนี้ ๖๘.๙๙ บาท ปีที่แล้ว ๗๙.๖ บาท ปีรัฐบาลผมนี่ถูกกว่า ๑๐.๗ บาท ผมยอมรับผักกาดขาวแพง ถั่วฟักยาวแพง มะนาวแพง ท่านจะบอกว่าที่แพงเพราะว่ามันเกิดจากธรรมชาติ ไม่ครับ พรรคเพื่อไทยไม่ปฏิเสธ แพงเรารู้ แต่ถ้าผมจะบอกว่าผักกาดขาวปีที่ท่านเป็นรัฐบาล ๗๙.๖ บาท ปีนี้เท่าไรครับ ๓๑.๗๘ บาท ถูกกว่า ๑๐.๗ บาท ถ้าพี่น้องประชาชนจะไม่ใช้ถั่วผักยาวมาใช้ผักกาดขาวก็ถูกกว่าสมัย รัฐบาลของท่าน นอกจากนี้ผักบุ้งแตงกวา เห็ด คะน้า ถูกกว่าหมดเมื่อเทียบกับเดือนเมษายนที่แล้ว ส่วนราคาที่แพงขึ้น เช่น มะนาว พริกสด ยอมรับว่าแพง สินค้าสําเร็จรูปบางส่วนว่าแพง แต่สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากสถานที่ประกอบการค้าขึ้นราคา ถ้าท่านบอกไม่สนใจท่านเข้าใจผิด เมื่อวานนี้ประชุม ครม. ที่จังหวัดกาญจนบุรี ท่านนายกรัฐมนตรีได้มีบัญชาในที่ประชุม จากนี้ต่อไปรัฐบาลจะมีมาตรการแหล่งผลิต คือจากลานสินค้าราคาเท่าไร ตามมาดูคนกลาง เอากําไรเท่าไร แล้วมาดูปลายทางที่จําหน่าย ต้นทาง กลางทาง ปลายทาง จะหามาตรการ ถ้าหากไม่ลดราวาศอกจะถือว่าค้ากําไรเกินควร ต้องมีมาตรการทําอยู่ครับ มันพัฒนาไปเร็ว รัฐบาลก็ต้องพัฒนาให้เร็วเช่นเดียวกัน ท่านพูดถึงกรณีที่ว่าลดภาษีเงินได้นิติบุคคล มีผลกระทบต่องบประมาณ ท่านพูดน่ะเป็นมุมมองหนึ่ง แต่ละรัฐบาลก็มีแนวคิดแนวทาง ไม่เหมือนกัน รัฐบาลพรรคเพื่อไทยหาเสียงก่อนเป็นรัฐบาล ท่านเป็นรัฐบาล พวกผมเป็นฝ่ายค้าน ท่านเป็นรัฐบาลรักษาการ พวกผมเป็นฝ่ายค้าน เราบอกว่า ๓๐ เปอร์เซ็นต์มันมากไป เราจะลดเหลือ ๒๓ เปอร์เซ็นต์ แล้วต่อไปจะลดเหลือ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะพรรคเพื่อไทย ก็โกอินเตอร์ หันไปดูประเทศสิงคโปร์เขาว่าอย่างไร เขา ๑๖-๑๗ เปอร์เซ็นต์ ฮ่องกง ว่าอย่างไร ๑๗ เปอร์เซ็นต์ ประเทศมาเลยเซีย ๒๕ เปอร์เซ็นต์ ถ้าผมจําไม่ผิด เราลดมา ๒๓ เปอร์เซ็นต์ ผมย้ําอีกครั้งนะครับ รัฐบาลมีแนวคิดว่ามาตรการลดอัตราภาษีเงินได้ นิติบุคคลเป็นการจัดเก็บภาษีน้อยลง ทําให้ภาคธุรกิจมีแรงจูงใจในการขยายกิจการและ ลงทุนเพิ่มสําหรับธุรกิจที่ดําเนินการอยู่แล้วและเข้ามาเริ่มต้นธุรกิจใหม่ สําหรับนักธุรกิจ ที่ก่อนหน้านี้ยังไม่กล้าเข้ามาแข่งขันเนื่องจากเห็นผลตอบแทนจากการลงทุนที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะทําให้ในแต่ละอุตสาหกรรมเพิ่มการแข่งขันในตลาดจนทําให้สินค้ามีคุณภาพสูงขึ้น และราคาถูกลงทําให้เกิดการใช้จ่ายมากขึ้น ซึ่งทําให้รัฐสามารถจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มแวทได้ มากขึ้น รวมถึงเป็นการเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของประเทศในการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจ อาเซียน เออีซี อาเซียน อีคอนอมิค คอมมูนิตี้ (AEC ASEAN Economic Community) ในปี ๒๕๕๘ นี่วิธีคิด แต่กาลเวลาจะเป็นเครื่องตัดสิน ถ้ารัฐบาลพรรคเพื่อไทยเดินเกมนี้ก้าวพลาด อนาคตที่จะได้รับเลือกกลับมาก็ไม่มี ท่านก็ขึ้นมาเป็นรัฐบาล แต่ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร และทีมเศรษฐกิจรัฐบาลชุดนี้ได้วิเคราะห์ ผมนั่งฟัง ผมก็มีความเข้าใจ ถ้าเราเก็บมาก แล้วมันรั่วไหลเท่ากับเก็บได้น้อย แต่ว่าถ้าเก็บน้อยแล้วคนเข้าสู่ระบบมันก็ได้ปริมาณมาก เงินก็ได้มาก นี่วิธีคิดของท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์และวิธีคิดของพรรคเพื่อไทย กราบขอบพระคุณครับท่านประธาน