สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๓๓ · ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๕๕

สรรเสริญ สมะลาภา หารือเรื่องการแก้ปัญหาที่ประชาธิปัตย์เรียกร้องแต่แก้ที่ปลายทางแล้ว, ขึ้นค่าแรง 300 บาท, ราคาพลังงาน และงบประมาณปี 2556 โดยแสดงความกังวลเกี่ยวกับการกู้เงินนอกงบประมาณที่มากเกินไป และเรียกร้องให้รัฐบาลชดเชยให้ตรงหลัก ติดตามการทํางานของรัฐบาล และดำเนินการแก้ไขปัญหานโยบายที่ล้มเหลว

นายสรรเสริญ สมะลาภา กรุงเทพมหานคร

ที่จริงผมก็พยายามจะอภิปราย ถึงปัญหาจําเป็นเร่งด่วนที่จะต้องแก้ไข แล้วก็จะเข้าถึงสู่งบประมาณที่จะต้องมาใช้ ส่วนท่าน มีคลิปในเรื่องของถูกก็เชิญครับ เราก็ยินดีจะรับฟัง ที่ผมนํามาก็เป็นข้อมูลของตลาดที่เปิดเผย อย่างเป็นทางการ ทุกคนก็เห็นครับ ที่จริงมีการแก้ปัญหาอยู่ ๒ เรื่องด้วยกัน ก็คือแก้ที่ต้นทาง หรือแก้ที่ปลายทาง ที่ผ่านมาเห็นตามหน้าข่าวหนังสือพิมพ์ก็ดี ตามทีวีก็ดี รัฐบาลมุ่งจะแก้ ในเรื่องของปลายทางครับ มีการจัดร้านถูกใจบ้าง มีการจัดขายของสินค้าราคาถูก บางที สื่อมวลชนก็นําเสนอว่าจะมีการเอารถไปวนขายของบ้าง อันนั้นก็เป็นการแก้สินค้าที่ปลายทาง ผมคิดว่าพวกเราทุกคนก็รู้ดีว่าการแก้ลักษณะนี้มันแก้ได้ไม่ทั่วถึงเท่าที่ควร ที่ประชาธิปัตย์ เรียกร้องมาตลอดคือให้แก้ที่ต้นทาง เราเรียกร้องมา ๒ เรื่องด้วยกัน

เรื่องแรก ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่สําคัญที่สุดก็คือในเรื่องของการชดเชยค่าแรง ๓๐๐ บาท กระทรวงพาณิชย์ออกข่าวมาครับ บอกว่าการขึ้นค่าแรง ๓๐๐ บาทก็ดี หรือว่า ๓๘ เปอร์เซ็นต์ในอีก ๗๐ จังหวัดก็ดี กระทบต้นทุนเพียงแค่ ๐.๒๕ เปอร์เซ็นต์ เป็นไปได้ อย่างไรครับ ผมคิดว่ากระทรวงพาณิชย์เองมีข้อเรียกร้อง มีข้อบกพร่องมาหลายเรื่อง โดยเฉพาะในเรื่องของการที่แถลงตัวเลขว่าราคาสินค้าเท่าไร เสร็จแล้วก็ไปตรวจตลาด ปรากฏว่าราคาในตลาดเป็น ๒ เท่าของราคาแนะนํา ก็ลงข่าวกันอย่างครึกโครมนะครับ บอกว่าที่แถลงเสร็จแล้วไปตรวจตลาดปรากฏว่าราคาสูงกว่าที่แถลง ๒ เท่าตัวก็หน้าแตกกันไปครับ แต่ว่าที่ผมจะนําเรื่องมาอ้างอิงก็คือสภาอุตสาหกรรม สภาอุตสาหกรรมเขาบอกว่าตัวเลขของ รัฐบาลไม่ตรง นี่ผมไม่ได้พูดเองนะครับ ท่านไปเปิดเทปในคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจได้ เขาบอกว่าตัวเลขในเรื่องนี้ของรัฐบาลไม่เคยตรงเลย เขาบอกว่าอย่างไรครับ อุตสาหกรรม ต่าง ๆ ที่ได้รับผลกระทบจากค่าแรง ๓๐๐ บาท ได้รับผลกระทบทางด้านต้นทุนอย่างมาก อาทิเช่นอุตสาหกรรมในเรื่องของแปรรูปอาหารโดนเข้าไป ๑๕ เปอร์เซ็นต์ เครื่องนุ่งห่มที่เป็น ประเด็นอยู่ตอนนี้ชุดนักเรียนนะครับ ค่าแรงโดยเฉลี่ยทําให้ต้นทุนเพิ่มขึ้น ๑๐ เปอร์เซ็นต์ อาหารก็ดีนะครับ รวมเบ็ดเสร็จถัวเฉลี่ยประมาณ ๗ เปอร์เซ็นต์ด้วยกัน ยังมีหลายต่อหลายเรื่อง แต่ขอพูดไม่หมดนะครับ เพราะว่าถ้าพูดหมดต้องใช้ระยะเวลานาน โรงแรมก็โดนครับ ๑๒ เปอร์เซ็นต์ ภาคขนส่งโดยสารต้นทุนเพิ่มขึ้น ๑๕ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็ในเรื่องของที่มา กระทบต่อราคาสินค้าก็คือขนส่งรถบรรทุกครับโดนเข้าไป ๘ เปอร์เซ็นต์ สภาพัฒน์เองก็บอก เมื่อเร็ว ๆ นี้บอกว่าค่าแรง ๓๐๐ บาทกระทบต่อต้นทุนของนักธุรกิจที่โดนมากที่สุดก็คือ ภาคเกษตรกรรมเพราะว่าใช้แรงงานมาก ภาคเกษตรกรรมต้นทุนเพิ่มขึ้น ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ก็ไม่แปลกใจหรอกครับว่าทําไมอาหารถึงแพงขึ้น ผมต้องขอเรียนท่านประธานก่อนครับว่า แต่ไหนแต่ไรมาเราไม่เคยคัดค้านการขึ้นค่าแรง พรรคประชาธิปัตย์เองก็มีนโยบายที่จะขึ้น ค่าแรงแต่เราไม่เห็นด้วยกับการชดเชยธุรกิจที่ไม่ถูกต้อง ผมพูดไว้ตั้งแต่อภิปรายนโยบายว่า การลดภาษีนิติบุคคลจาก ๓๐ เปอร์เซ็นต์มาเป็น ๒๓ เปอร์เซ็นต์แล้วก็ลงไปเป็น ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ไม่ได้ช่วยอะไร สาเหตุเพราะว่ามีธุรกิจรายเล็กรายย่อยทั้งหมดประมาณ ๓,๐๐๐,๐๐๐ ราย ด้วยกันที่กําไรไม่เกิน ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาทเขาเสียภาษีอยู่ ๒๓ เปอร์เซ็นต์อยู่แล้ว แล้วบอกด้วยว่า ในที่สุดราคาสินค้าจะเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะราคาอาหาร กิจการเขาก็มี ๒ ทางเลือก ทางเลือกแรก ก็ปิดกิจการไปแล้วเป็นอย่างไรครับ ไตรมาสแรกของปีนี้เทียบกับไตรมาสแรกของปีที่แล้ว ตัวเลขการปิดกิจการสูงขึ้นเป็น ๒ เท่าตัว จาก ๑,๔๐๐ รายกลายเป็น ๒,๘๐๐ ราย ๒ เท่าตัว แล้วราคาอาหารก็แพงขึ้น ซึ่งอันนั้นก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งของธุรกิจที่เขาจะต้องหาวิธี มาชดเชยต้นทุนที่เขาจ่ายแพงขึ้น สิ่งที่เราเรียกร้องมาตลอดก็คือต้องชดเชยให้ตรงหลัก ธุรกิจไหนจ่ายค่าแรงเพิ่มขึ้นมากก็ชดเชยให้เขามาก ธุรกิจไหนจ่ายค่าแรงน้อยก็ชดเชยน้อย แล้วก็ติดตามการทํางานของรัฐบาลมาโดยตลอด ล่าสุดได้ยินว่ารัฐบาลกําลังจะชดเชยธุรกิจ ที่จ่ายค่าแรงเพิ่มขึ้นก็หลงดีใจ แต่ปรากฏว่าพอทําเข้าจริงแล้ว ผมไม่อยากใช้คํานี้หรอกครับ แต่ว่ารัฐบาลทําแบบขอไปทีครับ ค่าแรงที่เพิ่มขึ้นเพิ่มตั้งแต่วันที่ ๑ เมษายน แต่รัฐบาลมีมติ ครม. วันที่ ๒๔ เมษายน ช้าไปอีกเกือบเดือน แล้วกว่าจะมีผลในทางปฏิบัติก็นับไปอีกเป็นเดือน เหมือนกัน ผมอยากจะเรียนให้ท่านประธานทราบก็คือว่ามติ ครม. ที่ออกมานั้นก็ไม่อยากจะใช้ คํานี้หรอกครับ แต่ว่ามันหลีกเลี่ยงไม่ได้จริง ๆ เป็นมติ ครม. ที่โกหกประชาชน เหมือนกับในเรื่องของค่าแรง ๓๐๐ บาทที่บอกว่าจะทําทันที เหมือนกับในเรื่องของการยกเลิกกองทุนน้ํามัน กระชาก ค่าครองชีพ เขียนไว้อย่างไร เขียนไว้ว่ายกเว้นภาษีเงินได้ครึ่งหนึ่งของค่าแรงที่จ่ายมากขึ้น ผมเป็นนักธุรกิจ ผมฟังอย่างนี้ฝันหวานนะครับ แต่พอทําเข้าจริงมันไม่ใช่ครับ เพราะว่า ที่เขียนไว้มันหมายความว่าถ้าจ่ายค่าแรงเพิ่มขึ้น ๑๐๐ บาท จะสามารถเอา ๕๐ บาทนั้น เป็นเงินภาษีที่ลดลง กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือว่ารัฐบาลจะลดภาษีให้ ๕๐ บาท ทําเข้าจริงไม่ใช่ครับ ทําเข้าจริงอย่างไรครับ ทําเข้าจริงคือจ่ายค่าแรงเพิ่มขึ้น ๑๐๐ บาท เอาไปคูณ ๑.๕ ก็คือ เท่ากับ ๑๕๐ แล้วเอา ๑๕๐ บาทนั้นไปหักจากกําไรครับ ทอนออกมาเป็นเงินภาษีที่ลดลง นิดเดียวครับ สําหรับธุรกิจที่จ่ายภาษี ๒๓ เปอร์เซ็นต์นั้น ลดลงแค่ ๓๔ บาท หรือสําหรับ ธุรกิจที่กําไรน้อยกว่า ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท ที่เขาจ่ายภาษี ๑๕ เปอร์เซ็นต์ ลดลง ๒๒ บาท อย่างที่ท่านหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ได้กล่าวไป อ่านดูได้เลยครับ ในมติ ครม. วันที่ ๒๔ เมษายน เป็นจริงอย่างที่ผมพูด ผมไม่ได้เอามาพูดเองนะครับ และยิ่งไปกว่านั้นการชดเชย นอกจากจะนิดเดียวแล้ว ทําไม่ทั่วถึงครับ ทําเฉพาะ ๗ จังหวัดที่ขึ้นค่าแรงเป็น ๓๐๐ บาท เท่านั้น อีก ๗๐ จังหวัดที่ขึ้น ๓๘-๔๐ เปอร์เซ็นต์ไม่ชดเชยให้เขาครับ แล้วอีก ๗๐ จังหวัด จะว่าอย่างไร แถมการชดเชยนั้นหมดเขตสิ้นปี ๒๕๕๕ นี้ แล้วปีหน้าล่ะครับ ปี ๒๕๕๖ ที่ท่านนายกรัฐมนตรีประกาศว่าจะต้องเป็น ๓๐๐ บาททั่วประเทศ ธุรกิจเขาจะอยู่ได้อย่างไรครับ เรื่องนี้ล่ะครับ ก็เป็นเรื่องหลักที่ทําให้ของแพงแล้วผมก็ไม่แปลกใจหรอกครับว่าในเรื่องของ ต้นทุนเอง ในเรื่องของการประเมินของภาครัฐเอง ในเรื่องของการดําเนินนโยบายชดเชยเอง มันผิดมาตั้งแต่แรกครับ

อย่างที่ ๒ ที่เราเรียกร้องนอกจากการชดเชยค่าแรง ๓๐๐ บาทนั้น เราเรียกร้อง ในเรื่องของราคาพลังงาน ก็กระทรวงพาณิชย์อีกล่ะครับท่านบอกว่าราคาพลังงานนั้นกระทบ ราคาสินค้านิดเดียว ก็แน่ล่ะสิครับ เพราะท่านคิดแต่ต้นทุนในการผลิต ท่านไม่ได้คิดในเรื่อง ของต้นทุนการขนส่ง เรื่องนี้ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งแล้วผมคิดว่าเป็นนโยบายที่โกหกประชาชน แล้วก็ล้มเหลวที่สุด เพราะว่ารัฐบาลมาเป็นรัฐบาลได้เพราะว่าประชาชนเขาคิดว่าราคาน้ํามัน ราคาพลังงานจะถูกลง ท่านบอกว่าอย่างไร ท่านบอกว่ายกเลิกกองทุนน้ํามัน พอทําเข้าจริง ไม่ใช่อีกครับ ท่านเลี่ยงไปเป็นไม่เก็บเงินเข้ากองทุนน้ํามันแค่ ๓ เดือน แล้วทําอย่างไรครับ กองทุนน้ํามันก็ติดลบ ๒๓,๐๐๐ ล้านบาท ที่จริงเรามีประสบการณ์ที่เจ็บปวดมาแล้วในเรื่องนี้ ตั้งแต่ตอนที่มีวิกฤติเศรษฐกิจ เอาเงินสํารองระหว่างประเทศไปสู้ค่าเงินบาทจนหมดหน้าตัก มันก็เกิดวิกฤติเศรษฐกิจครับ แล้วก็บ่งบอกให้ชัดว่านโยบายที่ดีก็ต้องมีเงินสํารองเอาไว้ ส่วนหนึ่ง เรื่องของกองทุนน้ํามันก็เป็นอย่างนี้ครับ ท่านไปลดราคาพลังงานตอนที่พลังงาน ไม่มีปัญหาทางด้านราคา พอลดเสร็จกองทุนก็ติดลบ พอติดลบเสร็จราคาพลังงานมีปัญหา ท่านไม่มีเงินเข้าไปช่วยเหลือ มิหนําซ้ําท่านยังซ้ําเติมประชาชนโดยการเก็บเงินเข้ากองทุน น้ํามัน ถ้ามีการยกเลิกเข้ากองทุนน้ํามันจริงหรือมีการยกเลิกกองทุนน้ํามันอย่างที่ท่านพูดจริง ป่านนี้ราคาเบนซิน ๙๑ ลดไปอีก ๔ บาทครับ แก๊สโซฮอล์ ๙๕ ลดไปอีก ๒.๒๐ บาท แก๊สโซฮอล์ ๙๑ ลดไป ๖๐ สตางค์ ดีเซลลดไป ๖๐ สตางค์ ก๊าซแอลพีจีที่เป็นปัญหาอยู่ตอนนี้ลดไป ๑ บาท ถ้าท่านทําอย่างที่ท่านพูดจริงนะครับ ป่านนี้ ราคาพลังงานลดลงไปมากกว่านี้ครับ พอติดลบมากเข้าก็แน่นอนที่สุดรัฐบาลก็ดิ้นล่ะครับ มีข่าวว่าจะไปกู้เงินมาชดเชยกองทุนน้ํามันบ้าง ตัวเลขประเมินไว้ประมาณ ๒๐,๐๐๐ ล้านบาทบ้าง อันนี้ก็แสดงให้เห็นชัดเจนว่าในที่สุดแล้วประชาชนก็ต้องมารับผิดชอบต่อการดําเนินนโยบาย ที่ล้มเหลวผิดพลาดของท่าน แล้วของจะไม่แพงได้อย่างไร ทั้งค่าแรงที่ชดเชยผิดหลัก ทั้งราคา น้ํามันกองทุนพลังงานที่ดําเนินนโยบายผิดพลาด ของก็แพงเพราะว่ารัฐบาลผิดพลาดบกพร่อง ดําเนินนโยบายผิดเองครับ อย่างที่ผมเรียนตั้งแต่แรกก็คือว่าไม่ว่าจะเป็นการแก้ปัญหาของแพง หรือไม่ว่าจะเป็นการแก้ปัญหาของถูกต้องใช้งบประมาณทั้งนั้น และเงินเหล่านี้โดยมาก จะไม่ตั้งอยู่ในงบประมาณประจําปี เงินเหล่านี้โดยมากเป็นกิจกรรมพิเศษก็จะไปกู้มาครับ

เรามาดูงบประมาณปี ๒๕๕๖ กันบ้างครับ งบประมาณปี ๒๕๕๖ ดูเผิน ๆ แล้วหน้าตาดีครับในเรื่องของการกู้ เพราะว่ากู้แค่ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท น้อยลงกว่าปีที่แล้ว ก็ดูกันเผิน ๆ ที่หน้าว่าหน้าตาดีเพราะกู้น้อย แต่หน้าตาดีนี่ที่ดีเพราะอะไรครับ ที่ดีเพราะว่า การกู้จริง ๆ นี่มันไม่ได้อยู่ในงบประมาณฉบับนี้ครับ การกู้จริงมันอยู่นอกงบประมาณอย่างที่ ท่านหัวหน้าอภิสิทธิ์พูดไปเมื่อเช้า มาดูกันเลยว่าการกู้จริง ๆ ของรัฐบาลชุดนี้ กู้อะไรไปบ้าง มีการออกมติ ครม. แผนบริหารหนี้สาธารณะรอบแรก รอบสอง ในนี้มีอยู่หลายเรื่องด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของรับจํานําข้าว เติมน้ํามัน ปรับโครงสร้างหนี้ มีอีกหลายต่อหลายเรื่อง รวมทั้ง พ.ร.ก. ต่าง ๆ พ.ร.ก. บริหารน้ํา พ.ร.ก. กองทุนประกันภัย รวมทั้งในเรื่องของการ ขาดดุลงบประมาณทั้งปี ๒๕๕๕ และปี ๒๕๕๖ ท่านประธานทราบไหมว่าตลอด ๙ เดือน การบริหารของรัฐบาลยิ่งลักษณ์มีแผนจะกู้เท่าไร ๑.๕ ล้านล้านบาทครับ ต้องขอย้ําตัวเลข ๑.๕ ล้านล้านบาท ล้าน ๒ ตัวครับ รัฐบาลอาจจะบอกว่าเรื่องน้ําท่วมจําเป็น เป็นภาระเร่งด่วน ยกประโยชน์ให้จําเลยไปเลยครับ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทที่กู้น้ําท่วมตัดออกไป ยังเหลือ ๑.๑ ล้านล้านบาท นี่ล่ะครับ ๙ เดือนการบริหาร มีแผนจะกู้ทั้งหมด ๑.๕ ล้านล้านบาท ผมจําได้สมัยที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล พรรคฝ่ายค้านสมัยนั้นซึ่งก็เป็นรัฐบาลสมัยนี้บอกว่า อภิสิทธิ์ดีแต่กู้ เก่งแต่กู้ แต่อยากจะเรียนซ้ํานะครับ ตลอด ๒ ปี ๖ เดือนที่บริหารมากู้จริงไป แค่ ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเท่านั้นนะครับ เทียบกันเลย ๒ ปี ๘ เดือน ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาท กับนี่ ๙ เดือน ๑.๕ ล้านล้านบาท ตอนนี้ท่านมาเป็นรัฐบาลแล้วท่านทําอย่างไรครับ ทั้งหมดที่ผมพูดมานะครับ ทั้งในเรื่องของงบประมาณที่ไม่เหมาะสมในการที่จะแก้ปัญหา ในเรื่องทั้งของแพงและของถูก และการกู้นอกงบประมาณที่มากมายมหาศาลไม่ผ่าน การตรวจสอบ ผมก็ต้องสรุปว่าไม่สามารถรับหลักการในงบประมาณฉบับนี้ได้ ขอบคุณครับ