สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๓๓ · ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๕๕

บุญทรง เตริยาภิรมย์ หารือเรื่องการรับจํานําข้าวของรัฐบาล โดยชี้แจงว่าโครงการรับจํานํานี้จะช่วยให้ชาวนาได้รับรายได้สูงขึ้น และช่วยลดภาระหนี้สิน โดยมีแผนการจําหน่ายข้าวในต่างประเทศเมื่อเหมาะสม

นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม บุญทรง เตริยาภิรมย์ พรรคเพื่อไทย จังหวัดเชียงใหม่ ในฐานะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ จะขออนุญาตให้ข้อมูลประกอบการชี้แจงในประเด็นที่ ท่านสมาชิกได้สอบถามไว้แล้วก็ได้อภิปรายไว้เมื่อช่วงเช้าแล้วก็ช่วงกลางวันเฉพาะในประเด็น ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของโครงการรับจํานํา ประเด็นอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับเรื่องของราคาสินค้าก็ดี โครงการใด ๆ ที่อยู่ในความดูแลของกระทรวงพาณิชย์ก็ดี ก็จะขออนุญาตรวมประเด็นเอาไว้ ชี้แจงในตอนท้ายของการอภิปราย ท่านประธานที่เคารพครับ แม้ว่าท่านสมาชิกหลายท่าน ได้อภิปราย ส่วนใหญ่แล้วจะอภิปรายในภาพกว้าง ๆ ไม่ได้ลงลึกไปถึงรายละเอียดของ ตัวงบประมาณ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นหลายเรื่องก็เกี่ยวข้องกับทางกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งทางกระทรวง รับผิดชอบเกี่ยวกับเรื่องของการแก้ไขปัญหาสินค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นที่มีการได้อภิปรายแล้วก็ให้น้ําหนักค่อนข้างมากก็คือเรื่องของ โครงการรับจํานําข้าวของรัฐบาลปัจจุบันนี้นะครับ ผมจะขออนุญาตชี้แจงโดยใช้เวลาไม่มากนัก แล้วก็จะขออนุญาตได้ใช้ข้อมูลบางประเด็น สําหรับฤดูกาลรับจํานําข้าวเปลือกของรัฐบาล ในชุดปัจจุบันคือฤดูกาลปี ๒๕๕๔/๒๕๕๕ โดยที่รัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ได้เสนอ นโยบายเรื่องของการรับจํานําก่อนที่จะเข้ารับหน้าที่บริหารประเทศ จริง ๆ แล้วเราได้ศึกษา ดูความแตกต่างของนโยบายว่าข้อมูลจากโครงการรับประกันในรัฐบาลที่ผ่านมาเทียบกับ ข้อมูลโครงการที่เราจะทําโครงการรับจํานําข้าวก็พบว่าชาวนาผู้ปลูกข้าวนั้นไม่ได้รับเงินสูงสุด จากโครงการรับประกันราคา ดังนั้นหากว่าเรามีความต้องการที่จะเพิ่มรายได้ซึ่งอันนั้นเป็น วัตถุประสงค์หลักนะครับว่าเราต้องการให้เกษตรกรมีรายได้สูงที่สุดจากผลผลิตของตนเอง ที่ผลิตออกมาได้ในแต่ละฤดูกาล จึงจะเห็นว่าวิธีการรับจํานําน่าจะเป็นวิธีการที่เหมาะสมที่สุด โดยเฉพาะพี่น้องชาวไทยประมาณ ๒๐ กว่าล้านคนก็เป็นประชากรส่วนใหญ่แล้วก็เป็น รากฐานที่สําคัญของชาติซึ่งจะต้องได้รับการดูแล ยกระดับคุณภาพชีวิตให้มีความกินดีอยู่ดี มีรายได้เพียงพอที่จะดูแลตนเองและครอบครัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกษตรกรที่ปลูกข้าว ก็ควรจะขายข้าวได้ในราคาที่สูงแล้วก็จะต้องไม่ตกเป็นเหยื่อของการเอารัดเอาเปรียบ จากพ่อค้าคนกลางแล้วก็นายทุน ขออนุญาตกราบเรียนว่าขณะนี้รัฐบาลก็สามารถยกระดับ ราคาข้าวเปลือกผ่านทางโครงการรับจํานําสําหรับข้าวนาปี ปี ๒๕๕๔/๒๕๕๕ ซึ่งราคาขณะนี้ ที่ชาวนานําเข้ามารับจํานําก็สูงเกินหลักหมื่นบาท ก็เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ข้าว ของประเทศไทยที่ชาวนาขายข้าวได้ราคาเกิน ๑๐,๐๐๐ บาทต่อเกวียน ท่านประธานที่เคารพ ตัวเลขที่จะชี้วัดของโครงการในคราวนี้จะเห็นได้จากจํานวนชาวนาที่เข้าร่วมโครงการรับจํานํา ๑.๒๗ ล้านครัวเรือน แล้วก็มีปริมาณข้าวเปลือกเข้าโครงการ ๖.๘ ล้านตัน ทั้งนี้ก็ด้วยการที่ กลุ่มพ่อค้าต่าง ๆ ก็เห็นว่าโครงการรับจํานําของรัฐบาลนั้นจะทําให้ชาวนาได้รับรายได้ที่สูงขึ้น แล้วก็ทางกลุ่มพ่อค้าก็อาจจะต้องไปจ่ายสตางค์มากขึ้น ก็มีการเข้ามาแย่งซื้อ จึงทําให้ ราคาข้าวสูงขึ้นไปตามกลไกของตลาด ฉะนั้นข้าวที่เหลือขายได้จริง ๆ ก็คงเหลือไม่มากนัก ผลลัพธ์ก็คือว่าชาวนาขายข้าวได้สูงกว่าที่มีราคาเมื่อปีที่แล้วอย่างมาก เกษตรกรก็มีรายได้ เข้ากระเป๋าตนเองมากขึ้น มีเงินดูแลครอบครัวให้มีความอยู่ดีกินดีมากขึ้น ลดภาระหนี้สิน ได้รวดเร็วขึ้น

สําหรับงบประมาณที่ใช้ในโครงการรับจํานําข้าวเปลือกนาปีนั้นเป็นเงินกู้จาก ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร จํานวน ๑๑๖,๐๐๐ ล้านบาท แยกเป็นเงิน ที่รับจํานําข้าวขาว ๕ เปอร์เซ็นต์ จํานวน ๓.๗ ล้านตัน เป็นเงินประมาณ ๕๕,๕๐๐ ล้านบาท ข้าวหอมมะลิประมาณ ๓.๑ ล้านตัน เป็นเงิน ๖๒,๐๐๐ ล้านบาทโดยประมาณ จากตัวเลขนี้ หากเทียบกับราคาข้าวในโครงการประกันราคาเมื่อปีก่อนหน้าซึ่งราคาประกันสําหรับข้าว ๕ เปอร์เซ็นต์ปีที่แล้วเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ ๗,๖๐๐ บาทต่อตัน แล้วก็ข้าวหอมมะลิก็อยู่ที่ ประมาณ ๑๒,๐๐๐ บาทเศษ ๆ ต่อตัน ถ้านับรวม ๒ รายการตามจํานวนปริมาณข้าวเท่ากัน ในโครงการรับจํานําจะมีเงินเข้าสู่มือชาวนาเพิ่มขึ้นเป็นจํานวนถึงประมาณ ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าเป็นเช่นนี้ก็เป็นที่ชัดเจนนะครับว่าชาวนาได้รับเงินมากขึ้น และในขณะเดียวกันรัฐบาล ก็มีข้าวอยู่ในมือรัฐบาล ทุกเม็ดที่รับจํานําเข้ามาก็จะรอเวลาที่เหมาะสมในการจําหน่าย หรือระบายออกสู่ตลาดในต่างประเทศต่อไป ก็ขอให้ความมั่นใจด้วยนะครับว่าความเสียหาย ในโครงการนี้จะมีน้อยมาก ส่วนเรื่องการระบายข้าวนั้นกรณีที่มีการบอกว่าเราจะสูญเสีย แชมป์ของการส่งออก แต่ในขณะที่เราส่งออกแล้วราคาข้าวเราได้ไม่กี่พันบาทนั้น ผมคิดว่าเราให้ชาวนาได้รับราคาข้าวสูง ๆ จะเสียแชมป์การส่งออกแต่เราก็ขายข้าวได้ ในราคาดีขึ้นก็น่าจะเป็นโอกาสที่ชาวนาจะได้มีชีวิตความเป็นอยู่ยกระดับขึ้น ท่านประธาน ที่เคารพครับ จากที่ได้ชี้แจงแล้วก็จะเห็นว่าโครงการประกันนั้นโดยมีการกําหนดราคาอ้างอิง เพื่อใช้เป็นเกณฑ์ในการพิจารณาการจ่ายอัตราเงินชดเชยจะเป็นราคาที่ต่ํากว่าเกวียนละ ๑๐,๐๐๐ บาท ชาวนาก็จะถูกบีบให้ขายในราคาที่ต่ํา และถ้าหากว่าเราส่งออกเร่งระดม ให้ส่งออกมาก ๆ แล้วต้องไปสู้สงครามราคาเหลือตันหนึ่งประมาณ ๓๐๐-๔๐๐ เหรียญแข่ง กับประเทศอื่น ๆ สุดท้ายแล้วชาวนาก็จะถูกบีบให้ขายในราคาที่ตันละหรือเกวียนละไม่กี่พันบาท ก็ไม่สามารถที่จะแก้ปัญหาความยากจนของชาวนาเหล่านั้นได้ ผมก็ขออนุญาตกราบเรียน ชี้แจงในช่วงนี้เพียงสั้น ๆ เท่านี้ ส่วนในประเด็นอื่น ๆ ผมจะขออนุญาตรวบรวมแล้วก็ได้นํา ตอบคําถาม คําชี้แนะแล้วก็จะขออนุญาตได้เอามาชี้แจงในโอกาสต่อไป ต้องขอขอบคุณครับ