รัฐสภา · ครั้งที่ ๖ · ๑๗ มีนาคม ๒๕๖๘

จำนวนสมาชิกที่มาประชุมทั้งหมดที่ลงชื่อไว้เมื่อเลิกประชุม คน
นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา

เรียนท่านสมาชิกรัฐสภา ทุกท่านครับ ขณะนี้มีผู้มาลงชื่อเพื่อเข้าประชุม ๓๕๕ ท่านแล้ว ครบองค์ประชุมครับ ผมขอ เป่ดการประชุมและดำเนินการประชุมตามระเบียบวาระต่อไปนะครับ

ระเบียบวาระที่ ๑ เรื่องที่ประธานแจ้งต่อที่ประชุม ไม่มี

ระเบียบวาระที่ ๒ รับรองรายงานการประชุม ไม่มี

ระเบียบวาระที่ ๓ แต่ว่าก่อนจะเข้าถึงระเบียบวาระที่ ๓ ซึ่งเปึนระเบียบ วาระที่เราจะต้องพิจารณา ผมอยากให้วิปได้ชี้แจงข้อตกลงที่เราได้ประชุมร่วมกันทั้ง ๓ ฝ์าย

นายศรัณย์ ทิมสุวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

เรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม ศรัณย์ ทิมสุวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเลย พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ สืบเนื่องจากเรื่องการตกลงกันในการใช้เวลาในการอภิปราย แต่ละเรื่องครับ ในส่วนของเรื่องแรกที่เปึน พ.ร.ป. ป.ป.ท. ได้มีการประชุมวิป ๓ ฝ์ายและได้มี การพูดคุยและตกลงกันว่าเราจะใช้เวลารวมกันในการพิจารณาไม่เกิน ๒ ชั่วโมงครับท่านประธาน หลังจากนั้นในระเบียบวาระของญัตติในการส่งเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญไปถามศาลรัฐธรรมนูญนั้น ทั้ง ๒ ญัตติเราจะใช้เวลาฝ์ายละไม่เกิน ๒ ชั่วโมงครับท่านประธาน

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา

ขอบคุณวิปฝ์ายรัฐบาล มีท่านอื่น จะเห็นเปึนอย่างอื่นไหมครับ ถ้าไม่เห็นเปึนอย่างอื่นเราก็ดำเนินการประชุมตามระเบียบวาระนี้ แต่ที่เราตกลงกันวันนั้นว่าเราจะนำระเบียบวาระที่ ๓ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว

- ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการปัองกันและปราบปรามการ ทุจริต (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งคณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้วเข้ามาประชุมเปึนวาระแรก เพราะว่าอันนี้มีกำหนดเวลาไม่เกิน ๑๘๐ วัน ถ้าไม่มีผู้เห็นเปึนอย่างอื่นตามที่เราปรึกษากันมา ก็จะพิจารณาเรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้วก่อนนะครับ ผมขอเชิญคณะกรรมาธิการ เข้าประจำที่ คณะกรรมาธิการเข้าประจำที่เสร็จแล้วนะครับ คณะกรรมาธิการได้ขออนุญาต ให้ คุณอนัญ ยศสุนทร นักกฎหมายกฤษฎีกาชำนาญการพิเศษ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เข้าร่วมชี้แจงด้วย ผมอนุญาตนะครับ

การพิจารณาร่างบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญฉบับนี้เปึนการพิจารณาในวาระที่สอง ซึ่งเปึนการพิจารณาจะเริ่มต้นตั้งแต่ชื่อร่าง คำปรารภ และเรียงลำดับมาตราจนจบร่าง และ เนื่องจากร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่มีผู้เสนอคำแปรญัตติ ดังนั้นก็จะให้ คณะกรรมาธิการที่สงวนความเห็นได้อภิปรายก่อน ส่วนสมาชิกจะอภิปรายได้เฉพาะถ้อยคำ หรือข้อความที่คณะกรรมาธิการได้แก้ไขเพิ่มเติมเท่านั้น เมื่อคณะกรรมาธิการได้ชี้แจงจบแล้ว ก็จะลงมติเปึนมาตรา ๆ ตามข้อบังคับ ข้อ ๙๖ ในการนี้ไม่ทราบว่าท่านประธานจะมีอะไร ชี้แจงก่อนไหมครับ เชิญครับ

นายชลน่าน ศรีแก้ว ประธานคณะกรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดน่าน พรรคเพื่อไทย สมาชิกรัฐสภา ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการปัองกันและปราบปรามการทุจริต (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ... ของรัฐสภา ก่อนอื่นผมต้อง กราบขอบพระคุณท่านประธานที่ได้กรุณานำร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ที่กรรมาธิการพิจารณา เสร็จแล้วบรรจุเข้าสู่ระเบียบวาระและพิจารณาได้ทันในวันนี้ หลังจากที่ท่านประธานได้ออก ระเบียบวาระไปแล้ว มีการพูดคุยกันถึงความจำเปึน ท่านได้กรุณาในนามกรรมาธิการครับ ต้องกราบขอบพระคุณท่านและวิปทั้ง ๓ ฝ์ายเปึนอย่างสูงนะครับ เนื่องจากพระราชบัญญัติฉบับนี้ เปึนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ หลังจากที่ท่านประธานบรรจุเข้าสู่ระเบียบวาระแล้ว จะต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จในรัฐสภาภายใน ๑๘๐ วันนะครับ ซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ ๒ พฤษภาคม ๒๕๖๘ ซึ่งเวลาช่วงนั้นมันเปึนช่วงระหว่างป่ดสมัยประชุม เราจะประชุมกันถึงวันที่ ๙ เมษายน จึงเปึนเหตุผลที่ดีอย่างยิ่งนะครับที่พระราชบัญญัติฉบับนี้ได้มาบรรจุเพื่อให้รัฐสภา ได้พิจารณาในวาระที่สอง วาระที่สาม เพราะถ้าพ้นวันที่ ๒ พฤษภาคมไปแล้ว ไม่มีการพิจารณา ในวาระที่สอง วาระที่สาม บทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญให้ถือว่าร่างที่รับหลักการไปเปึนร่าง ที่ได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาสามารถนำทูลเกล้าฯ เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธยประกาศ บังคับใช้เปึนกฎหมายได้ต่อไป อันนี้คือความจำเปึนอย่างยิ่งที่ผมเองต้องกราบขอบคุณ ท่านประธาน ท่านประธานที่เคารพครับ รายงานการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยการปัองกันและปราบปรามการทุจริต (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ของรัฐสภา ที่นำเสนอโดย สส. วิโรจน์ ลักขณาอดิศรและคณะ เปึนร่างพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญที่รัฐสภาได้ประชุมร่วมกันครั้งที่ ๑ สมัยสามัญประจำป้ ครั้งที่ ๒ ในวันศุกร์ที่ ๒๐ ธันวาคม ๒๕๖๗ ที่ผ่านมา ได้พิจารณาและลงมติ รับหลักการแห่งร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการปัองกันและปราบปราม การทุจริต (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ในฉบับนี้ และมอบให้คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการปัองกันและปราบปรามการทุจริต (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งคณะรัฐมนตรีเปึนผู้เสนอให้เปึนผู้พิจารณา ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ได้ถูก กำหนดให้แปรญัตติภายใน ๑๕ วัน กราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพนะครับไม่มี สมาชิกท่านใดได้เสนอคำแปรญัตติ ในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้คณะกรรมาธิการวิสามัญได้พิจารณาแต่งตั้งที่ปรึกษาของคณะกรรมาธิการจากผู้เชี่ยวชาญ ที่มีความรู้มีประสบการณ์เกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญดังกล่าว จำนวน ๑๔ คน และมีการประชุมทั้งหมด ๓ ครั้ง ได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจากหลายหน่วยงาน เข้ามาร่วมชี้แจงแสดงความเห็นจากสำนักนายกรัฐมนตรี สำนักคณะกรรมการกฤษฎีกา จากกระทรวงกลาโหม กรมพระธรรมนูญ จากตุลาการพระธรรมนูญ ศาลทหาร มีผู้เข้าร่วม ประชุมจากสำนักงาน ป.ป.ช. ที่ได้ให้ข้อมูลมาชี้แจง ในการพิจารณาคณะกรรมาธิการ ได้แก้ไขเพิ่มเติมในมาตรา ๔ และกรรมาธิการได้เพิ่มเติมขึ้นมาใหม่อีก ๑ มาตรา คือมาตรา ๕ ดังที่กรรมาธิการได้เสนอรายงานต่อท่านประธานเพื่อให้ท่านประธานและสภาแห่งนี้ได้ร่วมกัน พิจารณาในวาระที่สอง วาระที่สามต่อไป กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา

ขอบคุณท่านประธาน คณะกรรมาธิการครับ ต่อไปขอเชิญท่านเลขาธิการดำเนินการครับ

ว่าที่ร้อยตำรวจตรี อาพัทธ์ สุขะนันท์ เลขาธิการรัฐสภา

ร่างพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการปัองกันและปราบปรามการทุจริต (ฉบับที่..) พ.ศ. .... ชื่อร่าง พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ไม่มีการแก้ไข คำปรารภ ไม่มีการแก้ไข มาตรา ๑ ไม่มีการแก้ไข มาตรา ๒ ไม่มีการแก้ไข มาตรา ๓ ยกเลิกมาตรา ๙๖ ไม่มีการแก้ไข มาตรา ๔ มีการแก้ไข มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็น

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา

มีกรรมาธิการสงวนความเห็น เชิญกรรมาธิการที่สงวนความเห็น ท่านผู้ใดจะขอแถลง เชิญครับ

นายธีรัจชัย พันธุมาศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 🔗

ท่านประธานที่เคารพ ผม ธีรัจชัย พันธุมาศ ผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขตหนองจอก มีนบุรี ลาดกระบัง พรรคประชาชน ในฐานะสมาชิกรัฐสภาและในฐานะกรรมาธิการที่สงวนความเห็นครับ ท่านประธานครับ ในส่วนมาตรา ๔ ที่แก้ไขมาตรา ๙๖ นั้น ตัวกระผมได้สงวนความเห็น สืบเนื่องจากว่าในหลักการที่สภาแห่งนี้รับมาก็คือว่าเราต้องการที่จะให้การดำเนินคดีทุจริตนั้น ไปขึ้นที่ศาลคดีทุจริตประพฤติมิชอบแทนศาลทหารนับตั้งแต่กฎหมายนี้ผ่าน แต่เนื่องจากว่า ในกรรมาธิการเสียงข้างมากนั้นยังไม่ได้ทำตามหลักการที่ระบุไว้ที่รัฐสภาแห่งนี้รับไป แต่ไปให้ เปึนบทเหมือนบทชั่วคราวมิใช่บทที่ให้มีการเปลี่ยนแปลงจริง ๆ ขอเรียนอย่างนี้นะครับ หลักการที่สำคัญที่เรารับหลักการไปที่ยังคลาดเคลื่อนต่อกรรมาธิการเสียงข้างมากที่ยังไม่ทำ ทันที เรื่องแรกก็คือหลักการคนในประเทศเดียวกันก็ควรขึ้นศาลเดียวกันในข้อหาเดียวกัน หลักตรงนี้เปึนหลักสากล เนื่องจากว่าเปึนเรื่องของความเสมอภาคทางกฎหมายทำให้ทุกคนนั้น มีความเท่าเทียมกันครับ ไม่ควรมีบุคคลใดที่เปึนข้าราชการหรือใครก็ตามมีเขตอำนาจพิเศษ ยกตัวอย่างเช่น ศาลทหาร ซึ่งทำตามพระธรรมนูญศาลทหาร มาตรา ๑๓ มีอำนาจดำเนิน คดีอาญาทหาร แต่ตอนป้ ๒๔๙๘ นั้น ระบุว่าให้ดำเนินคดีในคดีอาญาอื่นด้วย ทั้งประมวลกฎหมายอาญาและกฎหมายอื่นด้วย ซึ่งเรื่องนี้อาจจะทำให้หลักสิทธิมนุษยชนนั้นไม่ได้รับความเสมอภาคเท่าที่ควร กรณีอย่างนี้ มันเปึนการสร้างความเหลื่อมล้ำนะครับ และมีข้อกังขาว่ากองทัพนั้นคุ้มครองคนของตัวเอง หรือเปล่า นอกจากนั้นในส่วนของการทุจริตมันไม่ใช่ความผิดของทางทหารนะครับ แต่เปึน อาชญากรรมต่อรัฐและประชาชน การทุจริตไม่ได้เกี่ยวกับวินัยทหารแต่เปึนการทำเพื่อละเมิด ผลประโยชน์ของประชาชน ภาษีที่ถูกใช้ผิดวัตถุประสงค์มาจากประชาชนทุกคนไม่ใช่จาก กองทัพ ประชาชนมีสิทธิเห็นว่าคดีเหล่านี้ถูกพิจารณาในระบบยุติธรรมโปร่งใสไม่ใช่ โดยองค์กรที่อาจมีผลประโยชน์ทับซ้อนได้ ท่านประธานครับ ในส่วนความโปร่งใสและ ความน่าเชื่อถือของกองทัพนั้น หากให้กองทัพในการพิจารณาคดีทุจริตเองนั้นก็จะทำให้ ประชาชนคิดว่ากองทัพมีอิทธิพลเหนือกระบวนการยุติธรรมนะครับ และเชื่อว่ากระบวนการ ยุติธรรมในทุจริตนั้นควรเปึนระบบเป่ดมิใช่ระบบป่ดให้องค์กรได้ตัดสินเอง และที่สำคัญ ศาลทหารควรจะมีกฎเกณฑ์เขตที่ชัดเจนนะครับ พิจารณาเฉพาะคดีทหารเท่านั้นในเมื่อ กฎหมายนั้นได้พัฒนากว่าป้ ๒๔๙๘ ที่ตามพระธรรมนูญ มาตรา ๓๔ กรณีนี้นะครับในส่วน ของกรรมาธิการเสียงข้างมากนั้นไม่กล้าตัดสินใจเลยไปแก้ในส่วนของหลักการที่ไม่ให้โอนคดี ไปศาลคดีทุจริตและประพฤติมิชอบทันที เรื่องนี้ผมอาจจะไม่เห็นพ้องด้วย ด้วยความเคารพจริง ๆ หลักการคนในประเทศเดียวกันควรขึ้นศาลเดียวกัน ในข้อหาเดียวกันเปึนหลักยุติธรรมที่ต้อง ยึดถือนะครับ และไม่ควรจะต้องรออีก การจะใช้บอกว่าต้องไปแก้พระธรรมนูญศาลยุติธรรม อีกฉบับหนึ่งนั้นเปึนการรอโดยไม่สามารถที่จะมีหลักประกันอะไรเลยว่าจะสามารถเปลี่ยนแปลง เรื่องนี้ได้ทันที ขอเรียนอย่างนี้นะครับ เรามีกฎหมายที่เปึนตัวอย่างซึ่งถือตามหลักกฎหมายเฉพาะ ย่อมเหนือกว่ากฎหมายทั่วไป นั่นก็คือในส่วนของพระราชบัญญัติการปราบปรามการทรมาน และอุ้มหายที่เราเรียกสั้น ๆ นะครับ มาตรา ๓๔ เขาก็มีระบุไว้ชัดเจนนะครับว่าในคดีที่เกี่ยวกับ การทรมานอุ้มหายที่เกี่ยวข้องทหารนั้นให้มาขึ้นที่ศาลยุติธรรมได้ สิ่งเหล่านี้นะครับเปึนกรณี ที่มีกฎหมายเฉพาะเข้ามายกเว้นกฎหมายของพระธรรมนูญศาลทหารในมาตรา ๑๓ แล้ว เราก็ควรที่จะทำอย่างนั้นเช่นกัน เคยมีตัวอย่างและสามารถทำได้ ในกรณีอย่างนี้ถามว่า มันละเมิดระบบนิติบัญญัติหรือไม่ ไม่ใช่ หลักการที่แท้จริงก็คือการที่เอากฎหมายเฉพาะมา สามารถทำให้มีการเคารพและมีหลักนิติธรรมได้เคารพอย่างจริงจัง ดังนั้นผมคิดว่ากรณีนี้ เราสามารถที่จะแก้ไขในกฎหมายได้ทันทีนะครับ ตัวกระผมและท่านสมาชิกที่เปึนกรรมาธิการ เสียงข้างน้อยได้แปรญัตติอย่างนี้นะครับ ให้ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบเปึนศาล ที่มีเขตอำนาจพิจารณาคดีบุคคลซึ่งอยู่ในอำนาจศาลทหารในความผิดคดีทุจริตประพฤติมิชอบ และบรรดาคดีทุจริตประพฤติมิชอบที่อยู่ในระหว่างการดำเนินคดีของอัยการทหารตามมาตรา ๙๖ แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการปัองกันและปราบปรามทุจริต พ.ศ. ๒๕๖๑ ซึ่งใช้บังคับอยู่ในวันก่อนที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ ให้อัยการสูงสุด เปึนผู้ดำเนินการในศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติชอบ นั่นหมายความว่าคดีศาลทหาร จะโอนทันทีนับแต่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญฉบับนี้ใช้บังคับ นั่นหมายความว่า จะไม่มีระบบ ๒ มาตรฐานในประเทศนี้ ข้าราชการทหารในคดีทุจริตก็ต้องมาพิจารณาในศาล อาญาคดีทุจริตเช่นกัน ใช้ระบบที่เป่ดเผยเช่นกัน ความเคารพในความโปร่งใสของท่านผู้ที่ เปึนทหารก็ได้รับความเคารพเช่นกัน เพราะว่าท่านจะไม่สามารถมีอภิสิทธิได้มากอื่น ความเท่าเทียมในระบบยุติธรรมเราจะเกิดขึ้นทันที แต่ร่างของทางกรรมาธิการเสียงข้างมาก ด้วยความเคารพจริง ๆ จะต้องรอนะครับ จะไม่ทำจะต้องรอให้มีการแก้พระราชบัญญัติ การปราบปรามการทรมานและอุ้มหายซึ่งไม่ทราบว่าจะผ่านเมื่อไร หรือไม่ อย่างไรนะครับ เรื่องนี้ผมจึงเห็นว่าขอให้ท่านสมาชิกที่เคารพทุกท่านนะครับ และผ่านไปยังท่านประธานนะครับ ได้โปรดช่วยกันเปลี่ยนแปลงระบบการบังคับใช้กฎหมายคดีทุจริตในครั้งนี้ได้ และมีตัวอย่าง ที่ชัดเจนแล้วในคดีกฎหมายทรมานอุ้มหายสามารถโอนทันทีเช่นกันนะครับ ขอให้ท่านได้เห็นด้วย กับทางกรรมาธิการเสียงข้างน้อยด้วยครับ ขอบพระคุณครับ

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา

ขอบคุณคุณธีรัจชัย พันธุมาศ มีสมาชิกขออภิปราย ๑ ท่าน ขอเชิญท่านรองศาสตราจารย์ เชิดชัย ตันติศิรินทร์

รองศาสตราจารย์เชิดชัย ตันติศิรินทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม นายแพทย์เชิดชัย ตันติศิรินทร์ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอมีส่วนร่วมอภิปรายในรายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ร่าง พ.ร.ป. ว่าด้วยการปัองกันและปราบปรามทุจริต (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตสนับสนุนกรรมาธิการเสียงข้างมาก คือมันต้องอ่านทั้งหมดมันก็มีศัพท์อยู่ที่คำว่า อำนาจและเขตอำนาจ อำนาจก็คือสิทธิกำลังหรือพลังหรือการบังคับบัญชา แต่เขตอำนาจสำคัญ ไปอีกครับก็คือเปึนพื้นที่และอำนาจของศาลหรือผู้พิพากษาที่จะพิจารณาคดี ท่านประธานครับ ในที่ท่านกรรมาธิการเสนอมานี้ก็เขียนชัดเจนตามหลักเราพิจารณากฎหมาย ก็คือหลักการ และเหตุผลนี้เปึนเรื่องที่แก้ไขไม่ได้แต่เมื่อคณะกรรมาธิการดูไปแล้วจำเปึนต้องแก้ก็ทำเปึนข้อเสนอ ซึ่งอันนี้ผมชอบมากก็จะเปึนหลักการที่ทางสภาไม่ว่าจะเปึนวุฒิสภา หรือสภาผู้แทนราษฎร จะได้นำไปใช้ ก็คือทำเปึนข้อสังเกตว่าในการร่างกฎหมายในคราวหน้านี้จะต้องให้มันชัดเจน ทีนี้พอมาพูดถึงปัญหาเรื่องเขาเรียกว่าเกี่ยวกับการทุจริตและประพฤติมิชอบทุกประเภท ตามหลักการก็คือควรจะมาอยู่ในเขตอำนาจของศาลพลเรือนโดยที่ผ่านมาไปอยู่ในเขตอำนาจ ของศาลทหารเช่นเดียวกัน แล้วกฎหมายเมืองไทยมันมีคาบเกี่ยวในช่วงเวลา ถ้าจะแก้แบบเบ็ดเสร็จ ยังไม่มีอะไรที่จะกำหนดได้ ทางกรรมาธิการเขาก็ได้เสนอไปแล้ว ซึ่งผมอ่านแล้วชอบใจ คือมาตรา ๔ เขียนว่าบรรดาทุจริตและประพฤติมิชอบที่อยู่ในระหว่างการดำเนินคดีของ อัยการทหารตามมาตรา ๖๙ แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการปัองกัน และปราบปรามทุจริต พ.ศ. ๒๕๖๑ ซึ่งใช้บังคับอยู่ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ใช้บังคับให้โอนไปให้อัยการสูงสุดเปึนผู้ดำเนินการ ก็ถูกแล้วครับไม่ต้อง ไปเขียนในศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ เพราะอันนี้มันตรงไปตรงมาตามที่ทาง คณะกรรมาธิการได้ไปเขียนไว้ในข้อสังเกตเรื่องหลักการนะครับ พอวรรคสองเพื่อประโยชน์ ในการดำเนินคดีตามหมวด ๕ การดำเนินการกับเจ้าหน้าที่รัฐส่วนที่ ๑ การดำเนินคดีกับ เจ้าหน้าที่ของรัฐแห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการปัองกันและปราบปราม ทุจริต พ.ศ. ๒๕๖๑ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ในระหว่าง ที่ศาลทหารยังคงมีเขตอำนาจพิจารณาคดีกับผู้ถูกกล่าวหา ซึ่งเปึนบุคคลที่อยู่ในเขตอำนาจ ของศาลทหารนั้นก็ให้อัยการสูงสุดเปึนอัยการทหารตามกฎหมายของรัฐบาลของธรรมนูญ ศาลทหารไปก่อน อันนี้เปึนสิ่งที่ถูกต้องครับเปึนการแก้ไขปัญหาที่ว่าไม่ต้องเสียเวลาเพียงแต่ว่า ร่างพระบัญญัติฉบับนี้ต้องขอความกรุณาจากท่านสมาชิกรัฐสภานี้ให้ผ่านตามสมาชิก เสียงข้างมาก แล้วในการนี้ผมก็อยากให้ท่านกรรมาธิการอธิบายเรื่องเขตอำนาจ เรื่องอำนาจ ให้มันชัดเจนด้วยครับ ขอบคุณครับท่านประธานครับ

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา

มีท่านวุฒิสมาชิกที่เปึน กรรมาธิการครับ ท่านอังคณา ลีนะไพจิตร ขออภิปรายอีกท่าน เชิญครับ

นางอังคณา นีละไพจิตร กรรมาธิการ 🔗

ขอบพระคุณค่ะท่านประธาน นางอังคณา นีละไพจิตร และสมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ดิฉันขออภิปราย ในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อยที่สงวนความเห็น ท่านประธานเนื่องจากพระราชบัญญัติ ประกอบการรัฐธรรมนูญฉบับนี้เปึนการอนุวัตกฎหมายตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วย การต่อต้านการทุจริต ดังนั้นในการปรับปรุงร่างจึงมีความสอดคล้องกับอนุสัญญาสหประชาชาติ ซึ่งได้เน้นย้ำในเรื่องของความเปึนอิสระของศาลและอัยการ ทั้งนี้ความเปึนอิสระของตุลาการ เปึนสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งในการต่อต้านการทุจริต อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการทุจริตเน้นย้ำให้รัฐภาคีดำเนินมาตรการ ตามหลักการพื้นฐานของระบบกฎหมายและโดยไม่กระทบต่อความเปึนอิสระของฝ์ายตุลาการ ท่านประธานคะ การปรับปรุงพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญฉบับนี้ถือเปึนการอนุวัต กฎหมายให้มีความทันสมัย ก้าวหน้า ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงและความซับซ้อนของการทุจริต และปัองกันการฟัองคดีเพื่อป่ดปากผู้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการทุจริต ในขณะที่พระราชบัญญัติ ธรรมนูญศาลทหาร พุทธศักราช ๒๔๙๘ เปึนกฎหมายที่ใช้บังคับมานานกว่า ๗๐ ป้ค่ะ โดยปราศจากการปรับปรุง จึงเปึนกฎหมายที่ล้าสมัยแล้วก้าวไม่ทันความซับซ้อนของคดีทุจริต อีกทั้งยังไม่สอดคล้องกับหลักสากล ท่านประธานคะ หัวใจหลักของการจัดตั้งศาลคดีอาญา คดีทุจริตและประพฤติมิชอบเพื่อปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่รัฐ มีหลักการสำคัญ ๓ ประการ ๑. คือการดำเนินคดีต้องรวดเร็ว ๒. การดำเนินคดีต้องเปึนธรรม และ ๓. การดำเนินคดีต้องมีความเสมอภาค ซึ่งทั้ง ๓ ประการเปึนหลักการที่ยังต้องคงไว้เสมอ ท่านประธานคะ ศาลคดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบถือเปึนศาลที่มีความชำนาญเฉพาะ ประกอบไปด้วยผู้พิพากษาและเจ้าหน้าที่ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มีความรู้ความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ในการปราบปราม หรือพิจารณาคดีต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง กับการทุจริตและประพฤติมิชอบ ซึ่งเปึนคดีที่มีความยุ่งยากซับซ้อนหรือมีเรื่องที่เกี่ยวกับผู้มี อิทธิพลเข้ามาเกี่ยวข้อง ในขณะที่ศาลทหารจะมีองค์คณะตุลาการที่เชี่ยวชาญกฎหมาย เพียงคนเดียวกับนายทหารอีก ๒ นายที่อาจไม่มีความเชี่ยวชาญทั้งหลักกฎหมาย ทั้งกฎหมาย ภายในประเทศและกฎหมายระหว่างประเทศ อำนาจของศาลทหารจึงควรจำกัดเฉพาะ เรื่องวินัยภายในกองกำลังทหารเท่านั้น เพราะการขยายเขตอำนาจหรือการคงอำนาจศาลทหาร ให้ครอบคลุมคดีทุจริตถือเปึนการละเมิดสิทธิในการที่ศาลเปึนอิสระและมีความเปึนกลาง ควรที่จะพิจารณา นอกจากนั้นตามคำแนะนำของโออีซีดีที่เกี่ยวข้องกับการต่อต้านการติดสินบน ที่ประกาศเมื่อป้ ๒๐๑๐ โออีซีดีเน้นย้ำว่าคดีทุจริตต้องได้รับการจัดการโดยหน่วยงานตุลาการ พลเรือนที่มีความเชี่ยวชาญด้านอาชญากรรมทางการเงิน ดังนั้นถ้าหากคดีทุจริตของทหาร อยู่ภายใต้อำนาจของศาลทหารอาจทำให้เกิดความไม่โปร่งใสไม่เปึนธรรมซึ่งจะทำให้การพิจารณา คดีทุจริต เปึน ๒ มาตรฐาน

ท่านประธานคะ ในเรื่องเกี่ยวกับศาลทหาร องค์การสหประชาชาติได้กำหนด หลักการในการกำกับดูแลการบริหารงานยุติธรรมผ่านศาลทหารหรือที่เรียกกันว่าหลักการ Decaux ซึ่งตุลาการศาลทหารไทยก็ได้ร่วมในการร่างด้วย แล้วประเทศไทยก็ได้ให้การรับรอง หลักการนี้ หลักการ Decaux ยืนยันหลักการพื้นฐานว่าระบบยุติธรรมของทหารควรเปึนส่วนหนึ่ง ของระบบยุติธรรมตามปกติและควรดำเนินการในลักษณะที่ประกันให้เกิดความสอดคล้อง อย่างเต็มที่กับหลักสิทธิมนุษยชนที่ได้รับความคุ้มครองในระดับสากล ซึ่งสาระสำคัญ ๒๐ ประการของหลักการ Decaux เช่นว่า ระบบศาลทหารต้องเคารพกฎเกณฑ์ของกฎหมาย ระหว่างประเทศ และมาตรฐานในการรักษาความลับทางทหารไม่อาจถูกนำมาใช้เพื่อยกเว้น การดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมหรือเพื่อกระทบสิทธิมนุษยชนรวมถึงหน้าที่ในการ เชื่อฟังผู้บังคับบัญชาก็ไม่อาจยกเว้นความรับผิดชอบทางอาญาของทหารได้ และศาลทหาร จึงต้องมีความรู้ความสามารถเปึนกลาง เปึนอิสระ และมีการพิจารณาคดีอย่างเป่ดเผย ท่านประธานคะ ถ้าหากคดีทุจริตคอร์รัปชันถูกแยกเปึนการพิจารณาคดีในศาลพลเรือน คือศาลคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกับการพิจารณาในศาลทหารก็จะทำให้เกิดมาตรฐาน ในการพิจารณาคดีที่ต่างกัน เกิดความเหลื่อมล้ำซึ่งจะไม่เปึนธรรมต่อคดีอีกทั้งยังขัดต่อ หลักการพิจารณาคดีอย่างเปึนธรรมโดยศาลที่เปึนอิสระและโปร่งใส ท่านประธานคะ ตุลาการ ศาลทหารบางท่านอาจให้ความเห็นว่าเราไม่ควรกังวลในบทลงโทษของศาลทหารเพราะศาลทหาร มีบทลงโทษที่หนักกว่าศาลพลเรือน แต่ท่านประธานคะ หลักการพิจารณาคดีอย่างเปึนธรรม ยืนยันว่าจะต้องไม่มีใครถูกลงโทษเกินสัดส่วนของความผิดที่ได้กระทำและต้องไม่มีใคร ที่ทำผิดแล้วจะได้รับการยกเว้นโทษ ผู้กระทำผิดต้องได้รับโทษตามสัดส่วนของความผิด โดยเท่าเทียมกัน โดยตุลาการที่เปึนอิสระและด้วยมาตรฐานเดียวกัน ท่านประธานคะ ตามหลักการสันนิษฐาน ไว้ก่อนว่าบุคคลทุกคนคือผู้บริสุทธิ์จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษา ก็เริ่มต้นจากระบบยุติธรรม ที่ต้องมีมาตรฐานในการคุ้มครองสิทธิของผู้ต้องหาเท่าเทียมกัน เช่น เราจะเห็นว่าสิทธิของ ผู้ต้องขังในเรือนจำทหารแตกต่างจากเรือนจำพลเรือน รวมถึงการอนุญาตให้ญาติ ทนาย หรือผู้ที่ผู้ต้องหาไว้วางใจเข้าเยี่ยมได้ ทั้งนี้มาตรฐานเรือนจำก็ยังจำเปึนที่จะต้องเปึนไปตาม มาตรฐานขั้นต่ำของสหประชาชาติหรือที่เรียกว่าข้อกำหนด Mandela ท่านประธานคะ ดิฉัน ขอยกตัวอย่างคดีทุจริตที่พิจารณาในศาลสิทธิมนุษยชนของทวีปอเมริกาซึ่งเปึนที่ยอมรับทั่วโลก ศาลสิทธิมนุษยชนทวีปอเมริกาให้ความเห็นว่า ศาลทหารไม่ควรมีเขตอำนาจศาลเหนือความผิด ที่ไม่เกี่ยวกับทหาร และยืนยันว่าศาลทหารไม่ควรพิจารณาคดีเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนหรือ อาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับการทุจริต ในขณะที่คณะกรรมาธิการแอฟริกาว่าด้วยสิทธิมนุษยชน และสิทธิของประชาชนกล่าวถึงหลักการและแนวปฏิบัติที่เกี่ยวกับสิทธิในการพิจารณาคดี อย่างเปึนธรรมและความช่วยเหลือทางกฎหมาย ซึ่งในป้ ๒๐๐๓ ระบุว่าศาลทหารไม่ควรมี เขตอำนาจศาลหรืออาชญากรรมที่กระทำโดยเจ้าหน้าที่ทหารต่อพลเรือน หรือความผิด เกี่ยวกับการทุจริต ท่านประธานคะ ดิฉันขอยกตัวอย่างคดีทุจริตที่พิจารณาในศาลทหารและ ศาลพลเรือนเมื่อเปรียบเทียบกันนะคะ ในคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ เช่นคดีการจัดซื้อ เครื่อง GT200 หรือที่ชาวบ้านเขาเรียกว่าไม้ล้างป์าช้า ที่นำมาใช้ในการควบคุมตัวประชาชน จำนวนมากในจังหวัดชายแดนภาคใต้และกลุ่มชายขอบ ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าเปึนเครื่องมือ ที่หลอกลวง อย่างไรก็ตามเราจะเห็นว่าการจัดซื้อเครื่องมือ GT200 ของหน่วยงานทหารและ พลเรือนไม่ได้เปึนไปตามมาตรฐานเดียวกันในการดำเนินคดี คดีที่อยู่ในศาลทหารมีความล่าช้า และผู้ที่ถูกดำเนินคดีมักเปึนเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการไม่ใช่ระดับผู้มีอำนาจตัดสินใจ เมื่อเทียบกับคดีเจ้าหน้าที่ฝ์ายพลเรือนที่พิจารณาในศาลพลเรือนคดีทุจริต ท่านประธานคะ บางท่านอาจบอกว่าการพิจารณาการบริหารงานของฝ์ายทหารเกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติ แต่การทุจริตคอร์รัปชันเปึนเรื่องที่เกี่ยวพันโดยตรงกับประโยชน์สาธารณะ เพราะการทุจริต ถือเปึนการเซาะกร่อนบ่อนทำลายระบบคุณธรรม ความซื่อสัตย์ และหลักนิติธรรมซึ่งถือเปึน เสาหลักของสังคม แล้วอาจจะมากกว่าความมั่นคงที่ไม่ได้มีนิยามชัดเจน จากเหตุผลที่กล่าว มาทั้งหมดข้างต้นเพื่อให้การพิจารณาคดีทุจริตคอร์รัปชันเปึนไปอย่างเสมอภาค รวดเร็ว โปร่งใส เปึนธรรมตามเจตนารมณ์ของกฎหมายและอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้าน การทุจริต และสอดคล้องอย่างเต็มที่กับพระราชบัญญัติการทรมานอุ้มหาย รัฐสภาจึงต้อง ยืนยันหลักการให้คดีทุจริตคอร์รัปชันอยู่ในอำนาจการไต่สวนของศาลอาญาคดีทุจริตและ ประพฤติมิชอบ โดยให้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีผลทันทีในการปฏิบัติ ไม่ให้ใช้กฎหมายที่เราใช้กันมาเกือบ ๑๐๐ กว่าป้มีผลต่อกฎหมายอนุวัตใหม่ ทั้งนี้เพื่อคุ้มครอง ประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนและที่เหนือกว่านั้นก็คือเพื่อประโยชน์ของความยุติธรรม ขอบพระคุณค่ะท่านประธาน

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ มีกรรมาธิการ ที่สงวนอีก ๓ ท่านจะขอแถลงชี้แจง แล้วก็มีสมาชิกที่ประสงค์จะอภิปรายร่วมด้วยอีก ๔ ท่าน ผมจะเรียงตามลำดับไปนะครับ โดยที่ขอให้คณะกรรมาธิการที่สงวนความเห็นได้อภิปรายก่อน ท่านต่อไปขอเชิญท่านนาวาโท กิตติพงษ์ ป่ยะวรรณโณ เชิญครับ

นาวาโท กิตติพงษ์ ป่ยะวรรณโณ ผู้แทนคณะกรรมาธิการ 🔗

เรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม กิตติพงษ์ ป่ยะวรรณโณ ในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อยในการแก้ไข มาตรา ๔ ขอแถลงเพื่อให้รัฐสภาพิจารณาดังนี้ครับ ก่อนอภิปรายในเนื้อหาในเนื้อความของ มาตรา ๔ ผมขออภิปรายเหตุผลที่ผมเห็นด้วยและสนับสนุนให้มีการแก้ไขพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการปัองกันและปราบปรามการทุจริต โดยให้ยกเลิกมาตรา ๙๖ รวมทั้งเปึนเหตุผลสำคัญที่เปึนเหตุให้ผมในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อยได้สงวนความเห็น เอาไว้ เมื่อกล่าวถึงการบังคับใช้กฎหมายอันเกี่ยวข้องกับการปัองกันและปราบปรามการทุจริต คอร์รัปชัน แน่นอนว่ากลุ่มเปัาหมายสำคัญคือหน่วยงานภาครัฐที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการใช้จ่าย งบประมาณแผ่นดินอันเปึนภาษีของพี่น้องประชาชน ข้อเท็จจริงสำคัญในเรื่องนี้คือเหล่าทัพ อันประกอบด้วย กองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศ คือหน่วยงานภาครัฐที่มี โครงการขนาดใหญ่มากที่สุดหน่วยงานหนึ่ง หากไม่ใช่ก็เปึนหน่วยงานที่มีโครงการขนาดใหญ่ มากที่สุด โดยโครงการขนาดใหญ่หมายความว่าโครงการที่มีมูลค่าเกินกว่า ๑,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งมูลค่าโครงการนี้จะเปึนสาระสำคัญที่ผมจะอภิปรายต่อไป ทั้งนี้กองทัพเปึนหน่วยงานเดียว ในประเทศไทยที่เมื่อถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดอันเกี่ยวข้องกับการทุจริตไม่ต้องขึ้นศาลอาญา ทุจริตและประพฤติมิชอบแต่ขึ้นศาลทหาร ซึ่งเปึนหน่วยงานภายใต้สังกัดกระทรวงกลาโหม โดยกระบวนการทั้งหมดจะอยู่ภายใต้กระทรวงกลาโหมทั้งตุลาการและอัยการ ไม่มีหน่วยงาน นอกกระทรวงกลาโหมสามารถเข้าไปเกี่ยวข้องได้ ยิ่งไปกว่านั้นมีการวางกลไกทางกฎหมาย เพื่อรักษาอำนาจศาลทหารไว้ในกฎหมายถึง ๓ ฉบับ กล่าวคือ พ.ร.ป. ป.ป.ช. ที่กำลังพิจารณา แก้ไขกัน ณ ขณะนี้ พ.ร.บ. วิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ และ พ.ร.บ. ธรรมนูญ ศาลทหาร ซึ่งกฎหมาย ๒ ใน ๓ ฉบับ มีการแก้ไขในยุคของ คสช. เพื่อให้เกิดความเท่าเทียมกัน ในกระบวนการยุติธรรมและเพื่อให้ทหารที่ถูกกล่าวหาว่าทุจริตมาขึ้นศาลอาญาทุจริตและ ประพฤติมิชอบ จึงจำเปึนต้องแก้ไขกฎหมายทั้ง ๓ ฉบับ ซึ่งการแก้ไขกฎหมายอีก ๒ ฉบับ กำลัง อยู่ในกระบวนการ และทุกท่านทราบหรือไม่ว่ามาตรา ๓๒ พระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร ได้กำหนดไว้ว่า ในศาลชั้นต้นตุลาการซึ่งไม่ใช่ตุลาการพระธรรมนูญต้องมียศทหารสูงกว่า หรือเท่าจำเลยที่มียศทหารสูงสุด ทั้งนี้ในโครงการขนาดใหญ่ที่มีมูลค่าเกินกว่า ๑๐๐ ล้านบาท ต้องได้รับการพิจารณาอนุมัติจากผู้บัญชาการเหล่าทัพ นั่นหมายความว่าในโครงการขนาดใหญ่ ผู้บัญชาการเหล่าทัพจะเปึนผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับโครงการเสมอ และถึงแม้ว่าผู้บัญชาการเหล่าทัพ จะมียศทหารเปึน พลเอก พลเรือเอก หรือพลอากาศเอก แต่ผู้บัญชาการเหล่าทัพเปึนทหาร ที่ครองยศอัตราจอมพล หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือไม่มีนายทหารนายใดในกองทัพที่มีอายุสูงกว่า หรือเทียบเท่าผู้บัญชาการเหล่าทัพ ดังนั้นตามมาตรา ๓๒ แห่งพระราชบัญญัติธรรมนูญ ศาลทหาร ในคดีที่เปึนโครงการขนาดใหญ่จึงจำเปึนต้องแต่งตั้งอดีตผู้บัญชาการเหล่าทัพ มาเปึนตุลาการร่วมพิจารณา และเท่าที่ผมทราบประเทศไทยไม่เคยมีผู้บัญชาการเหล่าทัพ ที่เปึนนักกฎหมายหรือเปึนผู้มีประสบการณ์เปึนตุลาการพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ อันนี้พรรคต้องพูดถึงว่าอดีตผู้บัญชาการเหล่าทัพและผู้บัญชาการเหล่าทัพที่ปัจจุบันนับถือ เปึนพี่น้องกัน เปึนสหายร่วมรบ สละชีวิตแทนกันได้ซึ่งเปึนเรื่องที่ดีแต่ไม่ใช่ในกระบวนการ ยุติธรรมนอกจากนี้ศาลทหารยังเปึนหน่วยงานภายใต้กระทรวงกลาโหมทั้งตุลาการ อัยการ และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรม ทั้งหมดของศาลทหารอยู่ภายใต้การพิจารณา เลื่อน ลด ปลด ย้าย โดยโครงสร้างของกระทรวงกลาโหม รวมทั้งยังรับเงินเดือนและสิทธิประโยชน์อื่น ๆ จากงบประมาณของกระทรวงกลาโหม และศาลทหารเปึนศาลเดียวที่ไม่มีหน่วยงานที่รับผิดชอบ งานธุรการที่มีความเปึนอิสระในการบริหารงานบุคคล การงบประมาณ และการดำเนินการอื่น ดังนั้นคำถามในเรื่องความเปึนอิสระของศาลทหารในการพิจารณาคดีโดยเฉพาะอย่างยิ่งคดี ที่จำเลยมีชั้นยศสูงหรือเปึนผู้บัญชาการเหล่าทัพนั้นจึงสามารถเกิดขึ้นได้ แม้ว่าในด้านหนึ่ง ศาลทหารจะกล่าวว่าศาลทหารมีกระบวนการพิจารณาคดีที่มีมาตรฐานเฉกเช่นเดียวกับ ศาลพลเรือน แต่ในอีกด้านหนึ่งในคดีซ้อมทรมานในค่ายทหารที่ศาลอาญาทุจริต ภาค ๕ รับฟัองเปึนคดีหมายเลขดำที่ ปท.๑/๒๕๖๖ จำเลยซึ่งเปึนทหารกลับไปร้องต่อศาลรัฐธรมนูญ ในเรื่องขอบเขตอำนาจศาลโดยศาลรัฐธรรมนูญได้มีมติยกคำร้อง ปัจจุบันอยู่ในกระบวนการ พิจารณาของคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คำถามที่เกิดขึ้นคือ หากศาลทหารมีกระบวนการพิจารณาคดีที่มีมาตรฐานเฉกเช่นเดียวกับศาลพลเรือนเหตุใด จำเลยที่เปึนทหารจึงต้องมีความพยายามในการนำคดีดังกล่าวให้อยู่ภายใต้การพิจารณาของ ศาลทหารแทนที่จะเปึนศาลอาญาทุจริตซึ่งเปึนศาลพลเรือน ด้วยเหตุดังกล่าวข้างต้นกระผม จึงเห็นด้วยกับการเสนอแก้ไข พ.ร.ป. ป.ป.ช. ในการยกเลิกมาตรา ๙๖ และหลักการที่รัฐสภา แห่งนี้ได้มีมติรับหลักการร่วมกัน โดยในความเห็นของกระผมหลักการที่สำคัญที่สุดในการเสนอ แก้ไข พ.ร.ป. ป.ป.ช. ในครั้งนี้คือการพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบทั้งหมดต้องอยู่ ภายใต้อำนาจของศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบโดยไม่มีข้อยกเว้นแม้แต่กองทัพ เพื่อยืนยันหลักการการแบ่งแยกอำนาจความเท่าเทียมกันต่อหน้ากฎหมายและหลักความเปึน อิสระของศาล ในการนี้ผมจึงมีความเห็นว่าไม่ควรตัดคำว่า เปึนผู้ดำเนินการในศาลอาญา ทุจริตและประพฤติมิชอบ ออกจากมาตรา ๔ เพื่อให้สอดคล้อง ผู้ดำเนินการในศาลอาญา ทุจริตและประพฤติมิชอบออกจากมาตรา ๔ เพื่อให้สอดคล้องกับหลักการที่รัฐสภาแห่งนี้ มีมติรับไว้และเพื่อไม่ให้เปึนการประวิงเวลาในเรื่องขอบเขตอำนาจศาลอันเนื่องมาจาก เทคนิคทางกฎหมายบางประการ ขอบคุณครับท่านประธาน

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ต่อไปขอเชิญ คุณเอกราช อุดมอำนวย ครับ

นายเอกราช อุดมอำนวย กรรมาธิการ 🔗

เรียนท่านประธานรัฐสภานะครับ ผม เอกราช อุดมอำนวย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในฐานะสมาชิกรัฐสภาแล้วก็เปึน กรรมาธิการในการพิจารณาด้วยนะครับ ท่านประธานครับ สำหรับร่างมาตรา ๔ ที่กรรมาธิการ เสียงส่วนใหญ่ได้มีการตัดในคดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบถือว่าเปึนการแก้หลักการ ซึ่งในรายงานเราแน่นอนว่าสมาชิกต่าง ๆ ก็อาจจะไม่ได้มีสิทธิในการที่จะอภิปรายเกี่ยวกับ ข้อสังเกต แต่ว่าผมขอพูดไปถึงในคราวเดียวกันเลยนะครับว่าการแก้ไขหลักการโดยการตัด มาตรา ๔ ออกนะครับ ทำให้ผลของสภาที่พิจารณาในการรับหลักการเข้าไปมีทั้งหมด ๒ เรื่อง เรื่องแรกก็คือยกเลิกการดำเนินการของอัยการทหารนะครับ ซึ่งอัยการทหารก็อยู่ภายใต้ กรมพระธรรมนูญเฉกเช่นเดียวกันกับตุลาการทหาร ดังนั้นอัยการสูงสุดจะเปึนผู้ดำเนินกระบวน พิจารณาในการสั่งฟัอง มีความเห็นต่าง ๆ ตาม พ.ร.ป. ป.ป.ช. อันนี้เปึนเรื่องที่ถูกต้องแล้ว ส่วนหลักการข้อที่ ๒ ครับท่านประธาน ก็คือเรื่องของการที่ให้ทหารขึ้นศาลอาญาทุจริต ซึ่งเพื่อนสมาชิกและกรรมาธิการเสียงข้างน้อยก็ได้อภิปรายไปแล้ว แต่ผมอยากจะตอกย้ำ ตรงนี้ครับท่านประธานว่าใน พ.ร.บ. อุ้มหายที่เราเรียกสั้น ๆ นะครับ ก็มีการ Overrule บางส่วน คือเปึนการเขียนในคดีทุจริต ในร่างของ พ.ร.บ. อุ้มหายเปึนคดีที่ประพฤติมิชอบนะครับ ให้ไปดำเนินการในศาลอาญาทุจริต ทำไม พ.ร.บ. อุ้มหายทำได้ล่ะครับ แล้วทำไม พ.ร.ป. ป.ป.ช. ถึงทำไม่ได้ นี่คือสิ่งที่ถกเถียงกันในชั้นกรรมาธิการและมีการลงความเห็นนะครับ ผมก็ ยังมีความเห็นว่าอยากจะให้เพื่อนสมาชิกในสภาแห่งนี้ทบทวนเรื่องนี้ครับว่าถ้าหากว่าเราเห็น ปัญหาร่วมกันจริง ๆ นะครับว่าในช่วงที่คณะรัฐประหารมาอยู่หรือในช่วงกลไกต่าง ๆ ปกตินี้ ทหารเหมือนรัฐที่ซ้อนอยู่ในรัฐไทย มีอำนาจของตัวเองนะครับ มีศาลของตนเอง วันนี้เราจะ ดึงให้อย่างน้อยในคดีที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตและประพฤติมิชอบต้องอยู่ในการพิจารณาของ ศาลพลเรือน เรามาช่วยกันครับท่านสมาชิกทั้งหลาย ดังนั้นการที่กรรมาธิการตัดออกถือเปึน การขัดกับหลักการที่สภาแห่งนี้รับไป ในประเด็นที่ ๒ ครับ ก็คือว่าเรามี Jigsaw กฎหมาย ทั้งหมด ๓ ฉบับ แต่ว่าในกระบวนนิติวิธีของสภาแห่งนี้รัฐธรรมนูญเขียนเอาไว้แตกต่างกัน คือ พ.ร.ป. ให้พิจารณาจาก สส. และ สว. ที่ตั้งมาเปึนกรรมาธิการครั้งเดียวจบ แต่ในขณะเดียวกัน พอเปึนร่างพระราชบัญญัติทั้ง ๒ ฉบับที่บรรจุวาระเอาไว้เสนอโดยท่านวิโรจน์ ลักขณาอดิศร โดยกรรมาธิการการทหารได้ศึกษาและแก้ไขเรื่องนี้นะครับ คือแก้ไข พ.ร.บ. ธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. ๒๔๙๘ และ พ.ร.บ. วิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. ๒๕๕๙ ซึ่งต้อง พิจารณาไปในคราวเดียวกันนะครับ ซึ่งท่านประธานก็ได้บรรจุเอาไว้อยู่ในระเบียบวาระแล้ว จึงอยากฝากไปถึงวิปรัฐบาลนะครับว่ากฎหมายทั้ง ๒ ฉบับนั้นมีความสำคัญและเปึน Jigsaw ต่อเนื่องกันกับพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญฉบับนี้ จึงมีความจำเปึนเร่งด่วนที่จะต้อง ดึงขึ้นมาพิจารณาเพื่อให้เสร็จไปในคราวเดียวกัน ซึ่งถ้าทั้ง ๒ ฉบับนั้นได้แก้ไขก็สามารถที่จะ ให้ทหารที่ทำผิดในคดีทุจริตและประพฤติมิชอบดำเนินคดีในศาลอาญาทุจริตและประพฤติ มิชอบได้ แต่ว่าการแก้ถ้อยคำแบบนี้นะครับ เพราะกรรมาธิการเสียงข้างมากซึ่งเปึนเสียงจาก รัฐบาลอ้างว่าไม่แน่ใจว่ากฎหมายจะพิจารณาทันหรือได้พิจารณาแล้วเสร็จหรือไม่ ซึ่งก็สามารถ รับฟังได้ เหมือนขอไป ๑๐๐ ได้มา ๕๐ นะครับ แต่ว่าท่านประธานครับ ถ้าหากว่าเราจะจริงจัง เรื่องนี้เราสามารถเดินหน้าต่อได้ จึงฝากเพื่อนสมาชิกทุกท่านให้ช่วยกันผลักดันในเรื่องนี้ ท่านประธานครับ นอกจากนี้เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาก็มีคณะประชาชนซึ่งขออนุญาตที่เอ่ยนาม แต่ว่าไม่เสียหายนะครับคือ นายแพทย์เหวง โตจิราการ พร้อมทนายความนำประชาชน คณะ คปช. ๕๓ มายื่นให้กับกรรมาธิการกฎหมายเพื่อผลักดันการแก้กฎหมายให้นำทหาร ที่กระทำผิดอาญาต่อประชาชนขึ้นศาลพลเรือน เพราะว่าพี่น้องประชาชนเห็นบาดแผล มีบาดแผลที่เคยเกิดขึ้นกับพี่น้องประชาชนนะครับ ที่เรายังไม่สามารถที่จะทวงคืนความยุติธรรม ให้กับประชาชนแล้วก็ยุติที่การกระทำต่าง ๆ ของทหารที่เคยทำกับประชาชนในอดีตได้นะครับ แต่ในขณะเดียวกันวันนี้ถ้าเรานับ ๑ แก้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญฉบับนี้ และเรานับ ๒ นับ ๓ ด้วยกันในการแก้ไขกฎหมายอีก ๒ ฉบับที่ผมได้กล่าวไปนะครับ ก็จะสามารถทำให้ ร่างพระราชบัญญัตินี้ถือว่าเปึนบันทึกประวัติศาสตร์ว่าเราไม่ยอมอีกแล้วที่ทหารทำผิดแล้วก็ ตัดสินกันเอง ท่านประธานครับ ดังนั้นการที่กรรมาธิการแก้ไขตัดคำว่า ในศาลอาญาคดีทุจริตและ ประพฤติมิชอบ ออก ผมจึงไม่เห็นด้วยและอยากจะขอสงวนเอาไว้แล้วอยากให้เพื่อนสมาชิกช่วยกันยืนยัน ในหลักการที่สภาได้รับไปคือ ๑. ให้อัยการสูงสุดดำเนินการแทน ซึ่งกรรมาธิการทั้งคณะ เห็นด้วยกันในเรื่องนี้ และ ๒. ที่เห็นต่างกันนิดเดียวเองคือในศาลคือศาลเฉย ๆ เพื่อรอให้ ๒ ร่างกฎหมายนี้ผ่านไปได้นะครับ ซึ่งผมคิดว่าสามารถ Overrule เขียนไปในแบบเจาะจงไปเลยว่า ให้ไปศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบได้ เพราะว่า พ.ร.บ. อุ้มหายก็ทำแบบนั้นมาก่อน ฝากท่านประธานด้วย ขอบพระคุณครับ

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ขอเชิญ คุณณรงค์ ทับทิมไสย ครับ

นายณรงค์ ทับทิมไสย ผู้แทนคณะกรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม นายณรงค์ ทับทิมไสย ผู้แทนจากสำนักงานศาลยุติธรรมและ กรรมาธิการ เนื่องจากกรรมาธิการเสียงข้างมากได้แก้ไขหลักการร่างกฎหมายฉบับนี้และ แก้ไขร่างมาตรา ๔ ที่รัฐสภารับหลักการมาในวาระแรก กระผมในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย จึงได้สงวนความเห็นไว้และขออภิปรายต่อท่านประธานและสมาชิกรัฐสภาดังต่อไปนี้

ประการแรก ด้วยความเคารพต่อกรรมาธิการเสียงข้างมากและศาลทหาร ศาลยุติธรรมได้มีจุดยืนชัดเจนที่จะให้มีการพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบทุกประเภท ในศาลคดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบมาโดยตลอด เนื่องจากประสงค์จะให้การพิจารณา คดีทุจริตและประพฤติมิชอบบรรลุวัตถุประสงค์ในการค้นหาความจริงโดยการใช้ระบบไต่สวน ด้วยการแสวงหารวบรวมดำเนินการเพื่อได้มาซึ่งข้อจริงและพยานหลักฐานอย่างครบถ้วนรอบด้าน ซึ่งจะส่งผลให้การพิจารณาพิพากษาคดีมีประสิทธิภาพและรวดเร็วทั้งมีความเสมอภาค และเปึนธรรม ซึ่งจะสอดคล้องกับหลักการสากลที่ยอมรับร่วมกันให้บุคคลทุกคนอยู่ภายใต้ กฎหมายเดียวกันและศาลเดียวกันภายใต้ข้อหาอย่างเดียวกัน กล่าวให้ชัดคือบุคคลที่ทำผิด กฎหมายพลเรือนต้องขึ้นศาลพลเรือนโดยสารที่เปึนกลาง ซึ่งเปึนหลักความเสมอภาคต่อหน้า กฎหมายและหลักความเปึนอิสระของตุลาการ อันเปึนหลักการที่นานาอารยประเทศยอมรับกัน

ประการที่ ๒ เมื่อรัฐสภารับหลักการมาแล้วย่อมมีเจตนารมณ์ชัดเจน ที่ประสงค์จะให้คณะกรรมาธิการพิจารณาให้การดำเนินคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกับผู้ถูก กล่าวหา ซึ่งเปึนบุคคลที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลทหารให้มาอยู่ในอำนาจของศาลอาญาทุจริต และประพฤติมิชอบหรือศาลพลเรือนนั่นเอง การที่กรรมาธิการเสียงข้างมากไม่ได้ทำให้เกิด ความชัดเจนเพื่อให้ศาลคดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบมีอำนาจพิจารณาคดีทุจริตและ ประพฤติมิชอบกับผู้ถูกกล่าวหาหรือจำเลยซึ่งเปึนบุคคลที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลทหาร ในช่วงที่เปลี่ยนผ่านด้วยนั้นอาจทำให้ร่างกฎหมายฉบับนี้ยังไม่บรรลุวัตถุประสงค์เท่าที่ควร เนื่องจากกฎหมายที่ใช้บังคับหรือที่เรียกว่า De Lege Lata ไม่ได้อยู่ในทิศทางที่จะเปลี่ยนแปลง เขตอำนาจศาล ตรงกันข้ามหากมีการบัญญัติให้ชัดเจนอย่างน้อยเหมือนในพระราชบัญญัติ ปัองกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหายหรือที่เรียกกันว่า พ.ร.บ. อุ้มหาย มาตรา ๓๔ ที่ให้ศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบมีเขตอำนาจเหนือคดีความผิด ทั้งหลายในพระราชบัญญัติดังกล่าว ย่อมจะทำให้กฎหมายที่ต้องการจะเปลี่ยนแปลงหรือ ที่เรียกว่า De Lege ferenda มีความชัดเจนและสร้างเจตจำนงร่วมกันว่าจะให้กฎหมาย เปึนไปในทิศทางใด น่าเสียดายที่ร่างกฎหมายฉบับนี้มีการประชุมพิจารณาในชั้นกรรมาธิการ แค่ ๒ ครั้ง แต่กระผมไม่ได้อยู่ด้วยเนื่องจากติดราชการต่างประเทศจึงไม่อาจเสนอร่าง เขียนกฎหมายให้ชัดเจนได้ โดยเฉพาะในมาตรา ๙๖ ที่ยกเลิกไปที่ไม่ได้เขียนไว้ให้ชัดเจน จึงเหลือเพียงถ้อยคำของกรรมาธิการเสียงข้างน้อยที่เสนอไว้แล้ว ซึ่งกระผมจึงได้สงวน ความเห็นไว้ตามที่มาอภิปรายในวันนี้

ประการที่ ๓ ที่กรรมาธิการเสียงข้างมากอ้างเหตุผลของกระบวนการโต้แย้ง เรื่องเขตอำนาจศาลตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล โดยยกตัวอย่างคดีที่เกิดขึ้นในศาลคดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ ภาค ๕ ซึ่งจำเลย ถูกฟัองในข้อหาความผิดตามพระราชบัญญัติปัองกันและปราบปรามการทรมานหรือที่เรียกว่า พ.ร.บ. อุ้มหายนั้น จำเลยโต้แย้งว่าตนรับราชการทหารคดีจึงอยู่ในเขตอำนาจของศาลทหารนั้น กระผมขอเรียนต่อที่ประชุมว่าเปึนกระบวนการปกติตามกฎหมายว่าด้วยการชี้ขาดอำนาจหน้าที่ ระหว่างศาล กล่าวคือเปึนสิทธิของจำเลยที่จะโต้แย้งได้ในเรื่องเขตอำนาจศาลว่าคดีของตน อยู่ในเขตอำนาจของศาลทหาร ซึ่งตามกระบวนการของกฎหมายดังกล่าวศาลที่พิจารณาคดี จะต้องส่งเรื่องไปยังศาลที่จำเลยกล่าวอ้างเพื่อทำความเห็นก่อน ถ้าปรากฏว่าความเห็นของศาล ทั้งสองสอดคล้องหรือเปึนไปในแนวทางเดียวกันก็จะทำให้ประเด็นโต้แย้งนั้นจบไป แต่ถ้าหากว่า ความเห็นของทั้ง ๒ ศาล คือศาลพลเรือนและศาลทหารไม่สอดคล้องกันหรือเปึนไปในทิศทาง เดียวกันต้องส่งเรื่องไปยังคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ซึ่งประกอบ ไปด้วยประธานศาลฎีกา ประธานศาลปกครองสูงสุด และหัวหน้าสำนักงานตุลาการศาลทหาร เมื่อคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดประการใดแล้วก็จะเปึนที่สุดซึ่งจะห้ามมิให้ศาลที่อยู่ในลำดับ สูงขึ้นไปของทั้ง ๒ ศาลยกเรื่องเขตอำนาจศาลขึ้นพิจารณาอีก กรณีนี้เปึนไปตามมาตรา ๑๐ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล นอกจากนี้จำเลยก็จะ โต้แย้งเรื่องเดิมเรื่องเขตอำนาจศาลที่คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ได้วินิจฉัยไปแล้วไม่ได้ กล่าวคือจะประวิงคดีไม่ได้อีก

ประการสุดท้าย กระผมขอสรุปว่าการไม่มีความชัดเจนหรือการร่างโดยการเขียน ถ้อยคำตามร่างมาตรา ๔ ของกรรมาธิการเสียงข้างมากดังกล่าว นอกจากจะทำให้เกิดความสับสน ต่อผู้บังคับใช้กฎหมายในประเด็นเรื่องเขตอำนาจศาลแล้วยังจะทำให้จำเลยสามารถนำประเด็น เรื่องเขตอำนาจศาลมาโต้แย้งเพื่อเปึนช่องทางประวิงคดีได้โดยง่ายขึ้น ตรงกันข้ามหากมีการ บัญญัติไว้ให้ชัดเจนอย่างเช่นพระราชบัญญัติอุ้มหาย และบัญญัติไปในแนวทางเดียวกันกับ กรรมาธิการเสียงข้างน้อยแล้วย่อมจะทำให้กฎหมายที่ต้องการจะเปลี่ยนแปลงหรือที่เรียกว่า De Lege Ferenda มีความชัดเจนในการบังคับใช้และไม่อาจโต้แย้งได้โดยง่ายตลอดจน ทำให้กฎหมายของประเทศเรามีความก้าวหน้าด้วยครับ ขอบพระคุณครับ

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ต่อไปมีสมาชิก ที่จะขออภิปรายอีก ๕ ท่าน ผมขออนุญาตป่ดการเสนอชื่อตอนนี้นะครับ เพราะว่าหลังจาก สมาชิกได้อภิปราย ๕ ท่านแล้วก็จะให้กรรมาธิการชี้แจงต่อไปนะครับ ท่านแรกขอเชิญ คุณอรรถกร ศิริลัทธยากร ครับ

นายอรรถกร ศิริลัทธยากร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายอรรถกร ศิริลัทธยากร ในฐานะสมาชิกรัฐสภา สังกัดพรรคกล้าธรรม ท่านประธานครับ ผมต้องขออนุญาตนำเรียนกับท่านประธานและ ท่านสมาชิกว่าปกติแล้วนี่ผมไม่ค่อยถนัดในเรื่องของกฎหมายที่เกี่ยวกับ ป.ป.ท. หรือการตรวจสอบ สักเท่าไรนักนะครับ แต่ว่าอย่างไรก็ดีผมทราบว่ากฎหมายฉบับนี้เปึนกฎหมายที่พวกเรา ในฐานะสมาชิกรัฐสภาให้ความสนใจแล้วก็ยังมีพี่น้องประชาชนก็ให้ความสนใจด้วย ผมต้อง เรียนว่าจากการที่ได้อ่านเอกสารกฎหมายที่ทางกรรมาธิการวิสามัญคณะนี้ได้เสนอเข้ามา ผมเข้าใจว่าคงจะเปึนความตั้งใจที่อยากจะทำให้เรื่องราวต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับบทบัญญัติต่าง ๆ ในแต่ละข้อในแต่ละมาตรามันสามารถทำงานได้ให้มันสามารถ Function ได้มากยิ่งขึ้น แต่อย่างไรก็ดีครับผมเรียนท่านประธานว่าผมมีความห่วงใยในบางประเด็นในการที่จะให้พวกเรา ในฐานะสมาชิกรัฐสภานี่พิจารณาการแก้ไขของกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้ นั่นก็คือว่าการพยายาม ที่จะเสนอแก้ไขร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ร่างพระราชบัญญัติประกอบการปัองกันและ ปราบปรามทุจริต (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... โดยเฉพาะในมาตรา ๔ ซึ่งผมเข้าใจว่าทางกรรมาธิการวิสามัญ พยายามหาทางออกเพื่อที่จะให้กฎหายฉบับนี้สามารถทำงานต่อไปได้ จึงมีการประหนึ่ง ในการเพิ่มบทเฉพาะกาลขึ้นมาเพื่อที่จะให้อำนาจในขณะปัจจุบันนี่อยู่กับศาลทหารนะครับ แต่หลังจากที่กฎหมายฉบับนี้ถูกตีถูกตราออกมาใช้เปึนกฎหมายเปึนที่เรียบร้อยแล้วอำนาจ ในส่วนของตรงนี้ก็จะถูกถ่ายโอนไปให้ยังหน่วยงานอื่นต่อไป อย่างไรก็ดีครับเนื้อหาต่าง ๆ ที่ทางกรรมาธิการวิสามัญได้เสนอมาผมไม่แน่ใจครับว่าท่านจะมองอย่างไร แต่สำหรับผม ผมอ่านคร่าว ๆ ท่านประธานครับผมคิดว่าเนื้อหาสาระมันน่าจะยังไม่เปึนไปในทิศทางเดียวกัน กับกฎหมายฉบับอื่น ๆ หรือแม้แต่กระทั่งเนื้อหาของธรรมนูญศาลทหารก็ดี ที่สำคัญกว่านั้น ท่านประธานครับ ผมก็มีความกังวลว่าการแก้ไขกฎหมายในครั้งนี้มันก็มีความสุ่มเสี่ยงอยู่ที่ การตัดสินใจหรือว่าการพิจารณาการลงมติของเราในฐานะสมาชิกรัฐสภานี่จะขัดต่อกฎหมาย รัฐธรรมนูญหรือไม่นะครับ โดยเฉพาะในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๑๙๙ ซึ่งมีเนื้อหาอย่างไรผมเชื่อว่าขณะนี้โต๊ะของพวกเราทุกคนสมาชิกรัฐสภาก็มีรัฐธรรมนูญอยู่ในเก๊ะ ของทุกท่านอยู่แล้ว ซึ่งผมอ่านอย่างไรมันก็มีความปะหลักปะเหลื่อ ก็เลยไม่แน่ใจว่าสำหรับ ผมนั้นกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่เสนออะไรมา ผมก็ยังไม่เห็นด้วยร้อยเปอร์เซ็นต์ หรือแม้แต่ กระทั่งกรรมาธิการเสียงข้างน้อยหลายท่านที่ได้ขึ้นมาอภิปรายเมื่อสักครู่นี้เสนอมาผมก็ยัง ไม่สบายใจอยู่ดี ตอนนี้ก็เลยเปึนปัญหาของผมในฐานะที่เปึนสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมไม่รู้ว่าจะลงมติเลือกแบบไหนดี อะไรที่มันควร อะไรที่มันถูกหรือมันผิดตามรัฐธรรมนูญ ดังนั้นเองสำหรับส่วนตัวผม ๆ ก็ต้องเอาตัวผ่านท่านประธานไปยังเพื่อนสมาชิกครับว่าผมก็คง ไม่สามารถลงมติเห็นชอบ หรือไม่เห็นชอบในมาตรา ๔ นี้ได้ เพราะส่วนตัวยังไม่มีความเชื่อมั่น ว่ามันจะขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ ก็คงจะต้องขออนุญาตงดออกเสียงในส่วนของการพิจารณา กฎหมายในมาตรานี้ ส่วนในวาระสามอย่างไรผมก็ต้องขออนุญาตฟังท่านกรรมาธิการอีกครั้งหนึ่ง แล้วก็ตัดสินใจอีกครั้งหนึ่งครับ ขอบพระคุณครับ

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ขอเชิญคุณณัฐวุฒิ บัวประทุม

นายณัฐวุฒิ บัวประทุม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 🔗

ขอบคุณครับ ท่านประธานที่เคารพ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน คนจังหวัดอ่างทองในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมเองก็ไม่ได้มีความรู้มากนัก เพราะฉะนั้นต้องขออนุญาตยืมคำท่านอรรถกรมาก่อนนะครับก็คงต้องอ่านรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๙ เช่นเดียวกัน แต่อย่างไรก็ตามผมมีความเห็นที่แตกต่างไปนะครับผมคิดว่า มาตรา ๑๙๙ นั้น มีทั้งประเด็นที่บอกว่าศาลทหารมีอำนาจอย่างไร และทั้งนี้เปึนไปตามที่ กฎหมายบัญญัติ ซึ่งอันนั้นก็คงเปึนอีกหนึ่งประเด็นที่วันนี้คงไม่จำเปึนต้องมาพูดกัน แต่สิ่งที่ ผมจำเปึนต้องพูด แล้วก็ต้องพูดทั้งในแง่ของการตั้งคำถามต่อกรรมาธิการเสียงข้างมาก แล้วก็ ต้องพูดทั้งในแง่ของความจำเปึนต้องขอสนับสนุนหรือยืนยันต่อกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ที่มีการสงวนคำแปรญัตติไว้ ท่านประธานครับ ในร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ผมใช้คำนี้ก่อน ร่างพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการปัองกันและปราบปรามการทุจริต (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ฉะนั้น นี่ไม่ใช่การพิจารณากฎหมายปกติ มันก็เหมือนกับกรณีที่ท่านประธานวินิจฉัยด้วยครับว่าญัตติ ไม่ไว้วางใจกับญัตติทั่วไปนั้นนี่ไม่เหมือนกัน ในเมื่อเปึนการไม่ได้พิจารณาเรื่องของกฎหมาย ปกติแต่เปึนระดับพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนะครับ ผมก็จำเปึนต้องชี้ไว้ก่อนว่า การจะแก้ไขหลักการเหมือนที่เคยเกิดขึ้นในกฎหมายอื่นในระดับพระราชบัญญัติ หรือแม้กระทั่ง ในระดับพระราชบัญญัติส่วนใหญ่ที่เราผ่านมานั้นก็เปึนการแก้ไขหลักการเพียงเล็กน้อยครับ แต่มิใช่การแก้ไขหลักการใหญ่ นี่เปึนประเด็นที่อยากให้เพื่อนสมาชิกได้พิจารณา ถามว่า หลักการกฎหมายฉบับนี้มาอย่างไรครับ หลักการกฎหมายฉบับนี้ที่เพื่อนสมาชิกลงคะแนน ด้วยเสียงท่วมท้น ไม่ใช่ว่าเสียงข้างมากที่ไม่ได้แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ แต่เปึนเสียงท่วมท้น ที่เห็นด้วยกับหลักการ หลักการมีเพียง ๒ ข้อเองครับ ข้อที่ ๑ ก็คือการยกเลิกการดำเนินคดี ทุจริตและประพฤติมิชอบ ซึ่งผู้ถูกกล่าวหาเปึนบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหาร คือยกเลิกความ ในมาตรา ๙๖ วันนี้ท่านไม่ได้แก้มาตรานั้น ไม่เปึนไร เพราะเท่ากับว่าเปึนการรับหลักการ และยกเลิกมาตราที่สภารับหลักการมา แต่หลักการประการที่ ๒ ท่านบอกว่ากำหนดให้บรรดา คดีทุจริต ซึ่งที่อยู่ระหว่างการดำเนินคดีของอัยการทหารก่อนวันที่กฎหมายฉบับนี้จะมีผล บังคับใช้ให้เปึนอำนาจที่โอนไปให้อัยการสูงสุดเปึนผู้ไปดำเนินการ ตอนท้ายนะครับ ในศาลอาญา คดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พูดกันง่าย ๆ ก็คือว่าเมื่อกฎหมายฉบับนี้เกิดผ่านสภาวันนี้มีผล ทันทีปุ็บกรณีการดำเนินคดีของอัยการศาลทหารที่มีอยู่ก่อนต้องถูกส่งไปให้อัยการสูงสุด เปึนผู้ดำเนินการและไปอยู่ในศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบเท่านั้น ก็ต้องถามท่านว่า บทบัญญัติของมาตรา ๔ นั้นที่ท่านมีการแก้ไขนั้นเปึนไปตามหลักการข้อนี้หรือไม่ แล้วก็ต้อง ถามว่ากรณีที่ท่านบอกว่าใช้วิธีการแก้โดยการเขียนข้อสังเกตเหมือนที่เราอาจจะผ่านกฎหมาย ในระดับพระราชบัญญัติมาบางฉบับนั้นใช้ได้กับกฎหมายในระดับพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญหรือไม่ แน่นอนครับผมว่าเราอาจจะไม่ใช่องค์กรที่วินิจฉัยสุดท้าย เพราะว่า ในท้ายที่สุด พ.ร.ป. ประกอบรัฐธรรมนูญก็อาจจำเปึนจะต้องมีการส่งไปให้องค์กรอิสระ ที่เกี่ยวข้องเปึนผู้พิจารณา แต่อยากชวนเพื่อนสมาชิกว่านี่เปึนประเด็นสำคัญประการที่ ๑

ประการที่ ๒ ท่านประธานครับ ประการที่ ๒ ก็คือว่าแล้วถ้าอย่างนั้น บทบัญญัติ มาตรา ๔ ที่เขียนมานี้เปลี่ยนหลักการพื้นฐานอย่างไร กฎหมายฉบับนี้นะครับกำหนดไว้ใน มาตรา ๒ บอกให้มีผลบังคับใช้ทันทีนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา แต่ท่านไปชะลอ กระบวนการ ไปชะลอกระบวนการที่บอกว่าในวรรคสองที่ท่านเพิ่มเข้ามาผมไม่ได้ลงรายละเอียด ไปบอกให้ศาลทหารยังมีอำนาจในการพิจารณาอยู่ เพียงแต่เปลี่ยนผู้มีอำนาจในการดำเนินการ นี่ก็ขัดกับหลักพื้นฐานที่ตัวแทนศาลยุติธรรมที่นั่งเปึนกรรมาธิการท่านบอกแล้วครับ บุคคล ย่อมเสมอกันในทางกฎหมายนี่ก็ขัดกันแล้ว การกระทำแบบหนึ่งขึ้นศาลทหาร การกระทำ แบบหนึ่งขึ้นศาลในรูปแบบที่เรียกว่า ศาลอาญาทั่วไป ถ้าเปึนกรณีมีภัยสงคราม มีกฎอัยการศึก มีสถานการณ์ฉุกเฉินไม่ว่ากันเลยครับ แต่นี่เปึนสถานการณ์ปกติ เพื่อนสมาชิกผมยกตัวอย่าง แม้กระทั่งให้เห็นว่านายทหารขี้โกงแม้กระทั่งเงินเบี้ยรายวัน หรือแม้กระทั่งค่าอาหารประจำวัน ของทหารเกณฑ์นี่นะครับ แทนที่จะถูกดำเนินคดีในศาลปกติถ้าเขียนแบบนี้ กลับกลายเปึนถูก ดำเนินคดีในศาลทหารต่อไป และเราก็ไม่รู้ว่าผลการดำเนินการนั้นจะออกมาเปึนอย่างไร ในขณะเดียวกันท่านประธานครับ ในขณะเดียวกันก็คือว่าในเงื่อนไขรายละเอียดแบบนี้ที่เปึน การถูกตั้งคำถามว่าและจำเปึนต้องไปออกการแก้ไขกฎหมาย ๒ ฉบับ ก็คือกฎหมายว่าด้วย ธรรมนูญศาลทหารและกฎหมายวิธีพิจารณาคดีของ ป.ป.ช. คำถามก็คือว่าเมื่อไรครับ ผมพยายาม ไปอ่านข้อสังเกตท่านนะครับ ท่านใช้คำว่า มีการเขียนไว้ในบทเฉพาะกาลแล้วจะมีการแก้ไข ธรรมนูญศาลทหาร มีการแก้ไข พ.ร.บ. คดีอาญาทุจริต ที่เปึนเรื่องวิธีพิจารณาในอนาคต แต่คำว่าในอนาคตต่าง ๆ มันไม่ได้มีเงื่อนเวลาเปึนตัวประกอบ ฉะนั้นผมอยากฟังเสียงท่านว่า ในชั้นกรรมาธิการใครเปึนคนยืนยันว่าบทเฉพาะกาลที่ให้ใช้ไปพลางก่อนนี้จะใช้ไปพลางก่อน แค่ไหนถึงเมื่อไร กระบวนการจะเกิดขึ้นอย่างไร และจะเปึนอย่างที่ตัวแทนกรรมาธิการ จากศาลยุติธรรมกังวลไหมครับว่าในกรณีแบบนั้นต่างหากที่อาจจะนำไปสู่การประวิงคดี เสียมากกว่าจะทำให้กรณีที่เกิดการทุจริตในศาลทหารนั้นถูกแก้ไขด้วยซ้ำ นี่ยิ่งเปึนอันตราย ต่อความเชื่อมั่นในสถาบันทหารที่เปึนสถาบันที่มีเกียรติ มีศักดิ์ศรีใด ๆ ต่าง ๆ ก็แล้วแต่ ยิ่งขึ้นไปอีกครับท่านประธาน

ประการสุดท้าย เปึนประการที่ ๔ ครับ ประการสุดท้ายก็คือว่า ด้วยเหตุที่ผม ไม่อาจรับในสิ่งที่กรรมาธิการเสียงข้างมากท่านตั้งมาได้ ความจริงถ้าท่านส่งรายงานกรรมาธิการ ให้พวกเราดูนะครับ เราจะชัดเจนยิ่งขึ้นว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ผมจำเปึนต้องยืนยันครับว่าสิ่งที่ กรรมาธิการเสียงข้างน้อยหลายท่านสงวนไว้ เอาหลักที่อยู่ในหลักการมาเขียนไว้ เอาหลัก ที่อยู่ในหลักการว่าให้ศาลที่มีอำนาจในการพิจารณาคือศาลคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ และในขณะเดียวกันนั้นเอาประเด็นเรื่องของอัยการสูงสุดเปึนผู้ดำเนินการมาใส่ไว้ ซึ่งผมคิดว่า นี่ตรงกับหลักการ นี่ตรงกับหลักสากล นี่ตรงกับหลักที่เรารับหลักการมาเพื่อนำไปสู่การแก้ไข กฎหมายฉบับนี้มากกว่า พวกผมยืนยันจำเปึนที่จะต้องลงมติตามกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ไม่ได้จำเปึนหรอกครับ แต่เปึนไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชนที่ควรถูกบังคับใช้กฎหมาย ในลักษณะเดียวกันครับ ขอบคุณครับ

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ขอเชิญคุณอดิศร เพียงเกษ ครับ

นายอดิศร เพียงเกษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 🔗

ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม นายอดิศร เพียงเกษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กรรมาธิการได้แก้ไขในมาตรา ๔ กระผมเองแม้ไม่ได้สงวนก็มีสิทธิ ที่จะอภิปราย เพราะกฎหมายฉบับนี้มีผลกระทบกับกฎหมายอื่น ๆ เกี่ยวกับทหารอยู่มาก พอสมควร แน่นอนที่สุดครับ สมัยปัจจุบัน รัฐธรรมนูญปัจจุบันแทนในอดีตและรัฐธรรมนูญ ในอนาคต ต้องการให้ทุกองค์กรที่ใช้เงินภาษีอากรเปึนองค์กรที่สุจริต สามารถตรวจสอบได้ นี่คือหัวใจของพวกเราที่มาทำหน้าที่เปึนสมาชิกรัฐสภา องค์กรของทหารเปึนองค์กรที่ถูกท้าทายมาก เดี๋ยวนี้เราไม่มีตัวแทนของทหารมาพูดต่างหน้าเขา มีคนกล่าวหาว่าทหารทุจริตอย่างโน้น ทหารทุจริตอย่างนี้ ผมไม่ใช่จะมาแก้ตัวให้ทหารนะครับ เพราะว่าผมมีส่วนสัมพันธ์เกี่ยวข้อง กับทหารครับ เพราะผมเปึนลูกเขยทหารเท่านั้น ส่วนอย่างอื่นก็แบบที่ท่านทั้งหลายได้เห็น กระบวนการยุติธรรมที่เกิดขึ้นที่เรียกว่าอัยการทหารก็ดีหรือศาลทหารก็ดี มันมีประวัติศาสตร์ ในการที่ก่อร่างสร้างตัวเปึนพระราชบัญญัติ พระธรรมนูญศาลยุติธรรมตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๙๘ จนถึงปัจจุบัน ความยุติธรรมของทหารเขาก็ทรงไว้ซึ่งความยุติธรรมประสิทธิประสาทระหว่าง ทหารที่ก่อคดี หรือพลเรือนมีส่วนเกี่ยวข้องกับอำนาจของศาลทหาร แต่ที่กรรมาธิการหรือ กฎหมายฉบับนี้ ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ ต้องการให้ทหารที่ทำการทุจริตคอร์รัปชันที่ถูกกล่าวหา ให้ได้รับการพิจารณาแบบพลเรือน อัยการทหารซึ่งถูกกล่าวหาว่าเอนเอียงไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ ในความยุติธรรมก็ให้อัยการธรรมดาทำหน้าที่เสีย ถ้าจะแก้ไขโดยทันทีทันใดในมาตรา ๔ ให้อัยการที่เปึนอัยการทหารโอนไปให้อัยการพลเรือนทำไปพลางก่อน ท่านใช้คำว่า ไปพลางก่อน แล้วบรรพบุรุษประวัติศาสตร์ คดีความต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นของศาลทหาร ของอัยการทหาร ศักดิ์ศรีเขามีนะครับ ผมจึงอยากถามทางกรรมาธิการ ทางท่านประธานครับว่าท่านจะเปลี่ยนแปลงในทันทีทันใด โดยไม่ได้พิจารณากฎหมายซึ่งเปึนกฎหมายหัวใจหลักของการพิจารณาคดีของทหาร ที่เรียกว่า พระราชบัญญัติพระธรรมนูญศาลทหาร เขาว่าอย่างไร จะเปึนการหักด้ามพร้าด้วยหัวเข่าหรือเปล่า เปึนการฉกฉวยหรือลักไก่ ที่ภาษาชาวบ้านเขาถามว่าเอามาไว้ในอำนาจพลเรือนหรือไม่ แน่นอนครับศาลทหารมีปัญหาก็ต้องแก้ไขที่ปัญหาตรงนั้นครับว่าเขาไม่ได้รับความเชื่อถือ ในความยุติธรรมอย่างไร ก็ไปแก้ พ.ร.บ. พระธรรมนูญศาลทหารให้เปึนหลักเสียก่อน ส่วนการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน ถ้าหลักว่าอย่างไรแล้ว เจ้าขององค์กรเขาเห็นด้วย ร้อยเปอร์เซ็นต์อย่างไรแล้วค่อยมาแก้ไขปัญหากฎหมายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง รอเวลาจังหวะนั้น จะดีไหมครับ เพราะประเทศไทยเราไม่มีความมั่นใจเลยในอดีตที่ผ่านมา ผมมีประสบการณ์ ไปแตะนิดเดียวไม่ได้หรอกครับ แตะนิดเดียวทหารโกรธง่ายแต่ไม่หายเร็ว โกรธง่ายเผลอเมื่อไร ก็ยึดทันทีละครับ นี่พูดกันตรงไปตรงมา ผมไม่กลัวนะครับ ผม ๗๓ ป้แล้ว ผม ๗๓ ป้ ผมตาม อายุประธานไม่ทันครับ เรื่องอายุนะครับ อย่างอื่นพอตามทัน เพราะฉะนั้นในการที่จะแก้ไข กฎหมายนี้ตามมาตรา ๔ ที่ท่านกรรมาธิการเห็นควรอย่างนั้น ผมเกรงว่าจะไปขัดกับกฎหมาย พระธรรมนูญศาลทหาร ทหารเขายอมไหมครับ ไม่ใช่ว่าให้ไปกลัวทหารนะครับ แต่ว่าถ้าแก้ไข กฎหมายโดยการจับเข่าคุยกันทุกองค์กร ผมพร้อมที่จะแก้ไข ผมพร้อมที่จะให้ตรวจสอบ ผมพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงองค์คณะผู้พิพากษาให้ศาลพลเรือนมาเปึนองค์คณะในศาลทหาร อะไรทำนองนั้น ซึ่งจะอำนวยความยุติธรรมให้แก่ทุกคน ไม่ว่าทหารหรือพลเรือนจะไม่ดีกว่า หรือครับ นี่ผมกำลังพูดว่าปัญหาที่จะเกิดขึ้นในการลงมติในวาระที่สามด้วย ผมไม่อยากให้ สังคมนี้เกิดความแตกแยกซ้ำแล้วซ้ำเล่าจากเหตุการณ์เล็ก ๆ น้อย ๆ ผมไม่มั่นใจเพราะเรา อภิปรายอยู่ที่ถนนทหาร สภาแห่งนี้ตั้งอยู่ถนนทหาร ผมไม่ได้พูดให้กลัว แต่ว่าจะหนีซ้ายมือ ก็เจอทหารเรือ ออกขวามือก็เจอรถถัง เพราะฉะนั้นปรึกษาหารือตามวิสัยของวัฒนธรรม ประเพณีของคนไทยไหมทำแบบไทย ๆ ไปถาม พ.ร.บ. จากศาลทหารก่อน จาก ผบ. ทบ. ก่อน ผบ.ทอ. ผบ. ทหารอยู่ ทหารอากาศเพิ่งซ้อมเครื่องบิน ๘๘ ป้ โอ้โฮสวยงามมโหฬาร ส่วนดีเขาก็มีอยู่ แต่ว่าซ้อมไปซ้อมมาเครื่องบินพาณิชย์ลงไม่ได้ ๔ ชั่วโมงก็เปึนปัญหา เพราะฉะนั้นทหารหรือว่าพลเรือนจะทำอะไรเกี่ยวกับกระทบความรู้สึกความยุติธรรมของ องค์กรซึ่งสร้างมาเปึนร้อย ๆ ป้ มันจะมีความรู้สึกที่ไม่ดี ผมพูดอย่างนี้มีบางคนว่า อดิศร เพียงเกษ ล้าหลังไปแล้วหรือ ผมกับทหารเปึนคู่อาฆาตกันอยู่ไม่สามารถที่จะลงรอยกันได้ตลอดชีวิต ร้อยเปอร์เซ็นต์หรอกครับ เพราะว่าทหารเองบางส่วนที่ขึ้นสู่อำนาจและฉกฉวยอำนาจ ด้วยการรัฐประหาร ผมไม่ชอบ การขึ้นสู่ศาลพลเรือนผมชอบเพราะว่าทุกฝ์ายที่เกิดขึ้นมา เสมอภาคกันนี้ผมเห็นด้วยนะครับ แต่ว่าในการแก้ไขเรื่องใหญ่ ๆ อย่างนี้ ผมอยากฟังตัวแทน ของศาลทหาร ธรรมนูญศาลทหารเดี๋ยวนี้มีไหมในคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากหรืออยู่ข้างบน ได้พูดหัวใจ หัวใจหนุมาน หัวใจอะไรของท่าน เกี่ยวกับพระธรรมนูญศาลทหารพร้อมที่จะให้ อัยการธรรมดาทำหน้าที่แทนอัยการทหารได้หรือเปล่า ผมอยากทราบจากกรรมาธิการ เสียงข้างมากที่แก้ไขเรื่องนี้ครับ จึงอยากให้สภาแห่งนี้พอไปได้ให้ครบ ๔ ป้นะครับ ไม่อยากไป ตะแล๊นแต๊นแต๊นอีกนะครับ ขอบคุณครับ

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา

ต่อไปขอเชิญคุณจุลพงศ์ อยู่เกษ ครับ

นายจุลพงศ์ อยู่เกษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณครับท่านประธาน ผม จุลพงศ์ อยู่เกษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชนนะครับ ผมเปึนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาเกือบ ๒ ป้ครับ สมัยแรก ผมขอเรียนเพื่อนสมาชิกรัฐสภา โดยเฉพาะสมาชิกวุฒิสภาผ่านท่านประธานไป สิ่งหนึ่งที่เวลาร่างกฎหมายหรือพิจารณา กฎหมาย ก็คือหลักการของกฎหมายฉบับนั้น แน่นอนครับหลักการของกฎหมายนั้นพอแก้ไขได้ แต่ต้องไม่แก้ในหลักการใหญ่ ๆ ของร่างกฎหมายฉบับนั้น มันเปึนนิติวิธีอย่างหนึ่งครับ แต่คณะกรรมาธิการเสียงส่วนมากขณะนี้กำลังแก้หลักการใหญ่ ๆ ของกฎหมายฉบับนี้ เดี๋ยวผมจะอภิปรายให้ท่านประธานและเพื่อนสมาชิกรัฐสภาฟังต่อไป กรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ ถ้าท่านดูในจอจะตัดในวรรคแรกนะครับ ตัดว่า ศาลอาญาทุจริต ออกไป เราดูแค่นั้นไม่พอครับ หลักการ เราต้องดูเหตุผลของการออกกฎหมายฉบับนั้นด้วย ผมไม่ทราบว่าในสไลด์จะเลื่อน ไปที่เหตุผลของการออกพิจารณาร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้หรือไม่ครับ ในสไลด์ไม่ทราบ ขึ้นได้หรือเปล่าครับ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเป่ดพรีเซนเทชัน)

ขอบคุณนะครับ แค่นั้นนะครับ เพื่อนสมาชิกลองดูไม่ต้องเยอะครับ มันยาว ลองดู ๓ บรรทัดสุดท้ายครับ ๓ บรรทัดสุดท้ายเขียนไว้ว่า ดังนั้นเพื่อให้เปึนมาตรฐานเดียวกันจึงควรยกเลิกการดำเนินคดี ทุจริตและประพฤติมิชอบกับผู้ถูกกล่าวหาที่เปึนบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหาร ในศาลทหาร จึงจำเปึนต้องตราพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญฉบับนี้ หลักการ เหตุผลสอดคล้องกัน อยู่ ๆ ท่านจะไปตัดหลักการใหญ่แล้วมาขัดกับเหตุผลทำไม่ได้ครับ ในมาตรา ๔ เดิมนะครับ ในความเห็นผมนี่มันสอดคล้องกับหลักการและเหตุผลอยู่แล้ว เดิมก็ดีอยู่แล้ว แต่กรรมาธิการ เสียงส่วนใหญ่ไปตัดหลักการอย่างที่ผมแจ้งให้ทราบในวรรคหนึ่ง แล้วก็ไปเติมวรรคสอง ให้อัยการสูงสุดเปึนอัยการทหารตามธรรมนูญศาลทหาร แต่หากเราไปดูพระราชบัญญัติธรรมนูญ ศาลทหารในมาตรา ๔๗ วรรคแรก ได้บัญญัติว่านายทหารพระธรรมนูญหรืออัยการทหาร มีอำนาจในการสอบสวนคดีอาญาทั้งปวงที่อยู่ในเขตอำนาจศาล แต่ถ้ามีเหตุอันควร ผมเน้นนะครับ แต่ถ้ามีเหตุอันควร ผู้บังคับบัญชาจะสั่งให้นายทหารสัญญาบัตรมาทำการสอบสวนก็ได้ อย่างนี้แปลว่าอะไรครับ อย่างนี้กลับไปใช้ธรรมนูญศาลทหารเพื่อที่จะให้ผู้บังคับบัญชามาตั้ง ทหารสัญญาบัตรมาสอบสวนร่วมกับอัยการสูงสุดอย่างนั้นหรือครับ ตกลงเราจะเอาอย่างไรครับ จะยึดหลักการตรงไหนครับ มีเหตุอันควรใครพิจารณาครับ ก็ผู้บังคับบัญชาพิจารณาว่ามีเหตุ อันควรแล้วก็จะตั้งคนเข้ามาเพื่อสอบสวนร่วมกับอัยการสูงสุด ถ้าจะอ่านวรรคสอง บรรทัดที่ ๓ บรรทัดที่ ๔ ท่านจะเห็นนะครับ จริง ๆ แล้วนี่ไม่ใช่บทเฉพาะกาลอย่างที่เพื่อนสมาชิกอภิปราย ผมเห็นว่าบทนี้มันเปึนไปตลอดกาลครับ เพราะอะไรครับ ตราบใดที่ยังไม่แก้กฎหมายธรรมนูญ สูงสุด มาตรา ๔ วรรคสอง ถ้าเราแก้แบบนี้มันก็คงอยู่ตลอดไป ผมยืนยันนะครับว่าไม่ใช่ บทเฉพาะกาลแน่ ๆ เพราะตราบใดที่ยังไม่แก้กฎหมาย บรรทัดที่ ๓ บรรทัดที่ ๔ ขึ้นต้นตั้งแต่ ในระหว่างที่ศาลทหารยังมีเขตอำนาจ เพราะฉะนั้นมันขัดกับหลักการเดิมที่รัฐสภาแห่งนี้ ได้รับร่างฉบับนี้ไว้พิจารณา ผมขอเรียนท่านประธานผ่านเพื่อนสมาชิกนะครับ ถ้ารัฐสภาแห่งนี้ ยอมให้มีการแก้ไขหลักการในเรื่องใหญ่ ๆ ทั้งที่ขัดกับเหตุผลที่เสนอไว้ในการขอแก้ไขฉบับนี้ ตกลงพระราชบัญญัติฉบับนี้จะไม่มีหลักการอะไรเลย เราไม่มีหลักการอะไรยึดทั้งนั้น จะให้ เหตุผลอย่างไรไม่สนใจ ขอเพียงแต่ว่าแก้ไขหลักการเพื่อให้สอดคล้องกับจุดมุ่งหมายที่กรรมาธิการ ต้องการไปแก้ อันนี้เปึนนิติวิธีที่ไม่ถูกต้องนะครับ ผมจึงขอให้เพื่อนสมาชิกลองทบทวนดู อีกครั้งหนึ่งครับ และอยากจะฟังจากกรรมาธิการเสียงส่วนมากผมเข้าใจผิดหรือเปล่าครับ หลักการที่ท่านแก้เปึนหลักการเล็กน้อยไม่สำคัญ แล้วทำไมมันถึงขัดกับเหตุผล เราทำอะไร มันต้องมีเหตุผล ให้เหตุผลถึงได้มีการแก้ พ.ร.บ. ฉบับนี้ ผมอยากจะฟังจากกรรมาธิการ เสียงส่วนใหญ่ได้ชี้แจงว่าผมเข้าใจผิดไปหรือเปล่า ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา

ยังมีสมาชิก ๒ ท่านสุดท้าย ท่านแรกขอเชิญคุณสรชาติ วิชย สุวรรณพรหม ครับ

นายสรชาติ วิชย สุวรรณพรหม สมาชิกวุฒิสภา 🔗

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม สรชาติ วิชย สุวรรณพรหม สมาชิกวุฒิสภาจากจังหวัดหนองบัวลำภู ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ในชั้นนี้ต้องขออนุญาตว่าเห็นด้วยกับ ทางกรรมาธิการนะครับ แล้วก็เห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างน้อยเช่นกันครับ แต่บังเอิญว่า เห็นด้วยในคนละเวลากัน ในเวลานี้ต้องขออนุญาตเห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมาก แต่อนาคตข้างหน้านั้นผมจะไปเห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างน้อย แต่วันนี้เองผมเห็นว่า เปึนการแก้ไขปัญหาว่าค่อยเปึนค่อยไป เนื่องจากกฎหมายสำคัญอย่างนี้ครับเราจะไปทีเดียว มาก ๆ ไปเลยก็ไม่ได้ จึงเห็นด้วยกับหลักการของกรรมาธิการเสียงข้างมากที่เราเองจะต้อง แก้ไขว่าให้เปึนไปตามกฎหมายรัฐธรรมนูญศาลทหารไปพลางก่อน อนาคตข้างหน้าเราแก้ไข ได้อีกครับท่านประธานครับ ไม่ต้องห่วงครับ แต่วันนี้เองเราอยากจะเห็นว่าเมื่อเราให้อัยการ สูงสุดไปทำหน้าที่แทนอัยการทหารซึ่งก็เปึนหลักการที่ชอบด้วยกฎหมายแล้วก็แนวทาง ขั้นตอนที่ถูกต้อง เนื่องจากกฎหมายมีความสำคัญอย่างยิ่งว่าถ้าเราจะไปเอามาก ๆ ทีเดียวนั้น บางครั้งเรามีความรู้สึกว่าไปหักกันเกินไปหรือเปล่า ไปงานเกินไปไหม แต่ในอนาคตข้างหน้านั้น อย่างไรก็แล้วแต่ผมก็คงจะเห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างน้อยนะครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมในฐานะซึ่งเปึนสมาชิกรัฐสภา อยู่สภานี้มานานตั้งแต่ป้ ๒๕๓๘ ถึงเวลานี้เกือบ ๓๐ ป้ ผมเชื่อได้ว่ากฎหมายฉบับนี้นะครับไม่ได้ขัดหลักการอย่างที่เพื่อนสมาชิกหลายคนตั้งใจหรอกครับ เพราะผมเชื่อแน่ว่าการแก้ไขในมาตรา ๙๖ ซึ่งจริง ๆ แล้วคือการแก้ไขในมาตรานี้เท่านั้นเอง ในหลักการนะครับ แต่จะแก้ไขมากแก้ไขน้อยต่างหากเท่านั้นเองครับ นั่นคือสิ่งที่ผมเอง ขออนุญาตกราบเรียนว่ากฎหมายหลายฉบับในสภาแห่งนี้ก็มีการแก้ไขเกินหลักการมาบ้าง แต่เรา ก็ใช้วิธีการตั้งข้อสังเกตให้ไปเห็นภาพว่าสมาชิกทั้ง ๒ สภาเห็นร่วมกันนะ ไม่ว่าจะเปึนรัฐสภา เห็นร่วมกัน แต่ถึงแม้จะมากกว่านี้เองผมก็เชื่อแน่ว่าการแก้ไขเกินหลักการนี้เคยมี ในกฎหมายในรัฐสภาอยู่แล้ว ประธานรัฐสภา ท่านอาจารย์วันนอร์ท่านนั่งอยู่ตรงนั้น ท่านมี แนวทางออกเสมอครับท่านประธาน ไม่ต้องห่วง ขอแต่ว่าวันนี้พวกเราในสภาทั้ง ๒ สภานี้ เห็นร่วมกันในรัฐสภานี้ว่ากฎหมายนี้จะเอาอย่างไรที่เกิดขึ้น ซึ่งผมเชื่อแน่ว่าแนวทางในการเดิน ในรัฐสภามีทางเดินไปได้ตลอดเวลา เราเปึนผู้ทำหน้าที่ในการแก้ไขกฎหมายตรงนี้ ซึ่งก็ต้อง ขออนุญาตฝากกราบเรียนกับเพื่อนสมาชิกหลาย ๆ ท่านว่าอย่าเพิ่งไปห่วงเรื่องการขัดหลักการ คิดถึงว่าวันนี้เราจะแก้กฎหมายฉบับนี้เอาขนาดไหน เอาเพียงไร ถ้าเราเห็นด้วยในหลักการว่า เราแก้ไขเอาเฉพาะซึ่งให้อัยการสูงสุดเปึนอัยการตามกฎหมายว่าด้วยศาลรัฐธรรมนูญ ศาลทหารไปก่อน ถึงแม้ว่ากฎหมายฉบับนี้จะเปึนกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญนะครับ อาจจะเปึนครั้งแรกที่เราเห็นว่าเปึนกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่มีการแก้ไขเกินหลักการนิด ๆ แต่กฎหมายที่เปึนในชั้นพระราชบัญญัติ ผมเชื่อว่าในสภาแห่งนี้แก้ไขมาหลายฉบับแล้ว แล้วก็ ใช้วิธีการแบบที่ท่านประธานกรรมาธิการกำลังเสนอมานี้ไปไว้ในข้อสังเกต ที่ผ่านมากฎหมาย ที่แก้ไขคิดว่าเกินหลักการ เช่น กฎหมายหอการค้า ท่านไปดูนะครับ เดิมนั้นกฎหมาย หอการค้ามีบทบัญญัติแนบท้ายพระราชบัญญัติ เราไปตัดออกนะครับ ตอนนี้ก็ยังเปึน กฎหมายได้เพราะหลายท่านคิดว่ามันขัดกับกฎหมายหรือเปล่า เช่นเดียวกันกับวันนี้เอง ผมเชื่อว่าการแก้ไขของกรรมาธิการเสียงข้างมากไปสอดคล้องกับกฎหมายซึ่งผ่านรัฐสภา ไปแล้ว ผ่านสภาผู้แทนราษฎรและผ่านวุฒิสภาไปแล้วก็คือกฎหมาย ป.ป.ท. ซึ่งในกฎหมาย ป.ป.ท. เองนะครับเราก็ได้แก้ไขว่าให้อัยการสูงสุดทำหน้าที่เปึนอัยการศาลทหารไปแล้ว ซึ่งมันก็สอดคล้องกับกฎหมายที่เราผ่านเข้าไป ซึ่งกฎหมายฉบับนั้นผมจำได้ว่าวุฒิสมาชิก ชุดก่อน ก่อนที่พวกผมจะเข้ามาไม่ได้เห็นด้วยกับสภาผู้แทนราษฎร แต่ใขณะที่ยื้อกันอยู่นั่น เราก็ได้มีโอกาสรับรองวุฒิสมาชิกชุดใหม่ขึ้นมา วุฒิสมาชิกชุดใหม่ขึ้นมาก็ได้มาทำหน้าที่นะครับ ตั้งกรรมาธิการร่วมกัน ๒ ฝ์าย เห็นด้วยกับกรรมาธิการของฝ์ายสภาผู้แทนราษฎรซึ่งทำให้ กฎหมาย ป.ป.ท. นั้นบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งผมเชื่อแน่ว่าแนวคิดของวุฒิสมาชิกชุดก่อนกับชุดปัจจุบันก็ไม่ได้เห็นแตกต่างกันเพราะเรา มีความมั่นใจว่าเรามาเปึนวุฒิสมาชิกในทางที่ถูกต้องแล้ว นั่นคือมาจากการสรรหาจากกลุ่ม สาขาอาชีพ ซึ่งแตกต่างจากการที่มันผ่านมาว่าเราเคยมีวุฒิสมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้ง แต่มันก็ทำหน้าที่ไปไม่ได้ เนื่องจากเปึนสภาซึ่งบอกว่ามาจากฐานเดียวกัน วันนี้วุฒิสมาชิก ทั้งหมดมาจากคนละฐานซึ่งเปึนแนวทางที่ถูกต้องว่าผู้แทนราษฎรมาจากการเลือกตั้ง วุฒิสมาชิกก็ควรจะมาจากวิธีการสรรหาทางอื่นแต่มาทำงานร่วมกัน ทำงานกันได้ หลายกฎหมาย เราทำหน้าที่ในการกลั่นกรองให้กับท่าน เราไม่ได้มีหน้าที่ในการเปึนตราประทับอย่างเดียว เราไม่ได้มีหน้าที่ในการว่าไปถ่วงกฎหมายท่านอย่างเดียว บางฉบับจำเปึนต้องทำก็ต้องทำ แต่หลายฉบับครับเราทำหน้าที่ในการกลั่นกรอง วันนี้กระผม นายสรชาติ วิชย สุวรรณพรหม ในฐานะสมาชิกวุฒิสภาจึงขออนุญาตกราบเรียนแล้วชี้แจงแทนเพื่อนสมาชิกว่าเราทำหน้าที่ ในการกลั่นกรองกฎหมายอย่างดีที่สุดครับ วันนี้เห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมากครับ กราบขอบพระคุณครับ

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ท่านสุดท้าย เดี๋ยวกรรมาธิการจะชี้แจงต่อไปครับ ท่านจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ เชิญครับ

นายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 🔗

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นาย จิตติพจน์ วิริยะโรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย จากจังหวัดศรีสะเกษ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ท่านประธานครับ ประเด็นที่พวกเรากำลังถกเถียงกันอยู่ในวันนี้ก็มีอยู่ ๒ ประเด็นครับ ประเด็นแรก ก็คือประเด็นเรื่องของเขตอำนาจศาล ส่วนประเด็นที่ ๒ ก็คือเรื่องของหลักการ ว่ากฎหมายถ้ารับหลักการในวาระแรกแล้วจะสามารถแก้ไขในภายหลังได้หรือไม่

ผมขออนุญาตกล่าวถึงประเด็นแรกก่อนครับ ในเรื่องของเขตอำนาจศาล เปึนหลักการโดยทั่วไปของระบบศาลยุติธรรมทั่วโลกนะครับว่าให้คดีทุกคดีอยู่ในการพิจารณา ของศาลยุติธรรม หลังจากนั้นจึงได้มีการตั้งศาลพิเศษต่าง ๆ แล้วก็มีการโอนย้ายคดีที่เปึนคดีเฉพาะ ไปอยู่ศาลนั้น ๆ เช่น ศาลปกครองหรือศาลทหารนะครับ เพื่อให้เกิดความเข้าใจเพิ่มขึ้นผมขอ อนุญาตอ่านมาตรา ๑๙๔ ของรัฐธรรมนูญเพื่อประกอบการพิจารณาของท่านประธานครับ มาตรา ๑๙๔ ของรัฐธรรมนูญพูดไว้อย่างนี้ครับว่า ศาลยุติธรรมมีอำนาจพิจารณาพิพากษา คดีทั้งปวง เว้นแต่คดีที่รัฐธรรมนูญหรือกฎหมายบัญญัติให้อยู่ในอำนาจศาลอื่นก็เปึนที่ชัดเจน ว่าศาลยุติธรรมมีอำนาจพิจารณาคดีทั้งปวงรวมทั้งศาลอาญาทุจริตประพฤติมิชอบก็เปึนศาลหนึ่ง ที่อยู่ในศาลยุติธรรม ดังนั้นจึงสามารถที่จะพิจารณาคดีทุกคดีได้ ในเรื่องของเขตอำนาจศาล จึงเปึนหลักการทั่วไป แต่ในขณะเดียวกันในรัฐธรรมนูญก็มีการพูดถึงศาลปกครอง แล้วก็ ศาลทหารด้วย โดยศาลทหารก็อยู่ในมาตรา ๑๙๙ และศาลปกครองก็อยู่ในมาตรา ๑๙๗ ซึ่งก็หมายความว่าจริง ๆ แล้วคดีทั้งปวงอยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม แต่ว่าในบางกรณี เปึนกรณีเฉพาะก็โอนย้ายไปที่ศาลทหารหรือศาลปกครอง แต่ทั้งนี้และทั้งนั้นจะกล่าวว่า ศาลยุติธรรมไม่มีอำนาจในเรื่องที่เกี่ยวกับคดีศาลเฉพาะเลยโดยตลอดก็ไม่ได้ เพราะว่าถ้าเราดู รัฐธรรมนูญในมาตรา ๑๙๖ จะเขียนให้เห็นชัดเจนครับ ถ้าท่านประธานอ่านแล้วก็คงจะ เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น ในมาตรา ๑๙๒ เขียนอย่างนี้ครับ ในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และ อำนาจระหว่างศาลยุติธรรม ศาลปกครองหรือศาลทหารให้พิจารณาวินิจฉัย โดยคณะกรรมการ ซึ่งประกอบด้วยประธานศาลฎีกาเปึนประธาน ประธานศาลปกครองสูงสุด จุด จุด จุด อีก ๔ คน เปึนกรรมการ ดังนั้นจึงเห็นได้อย่างชัดเจนครับว่าอำนาจในการพิจารณาคดีต่าง ๆ รวมทั้ง คดีอาญาในเรื่องของการทุจริตหรือประพฤติมิชอบอยู่ในอำนาจศาลยุติธรรมโดยแท้ แต่ว่า อาจจะมีการแบ่งในเรื่องของบุคคลหรือคดีบางประการให้อยู่ในเขตศาลทหารหรือศาลปกครอง แต่ก็จะมีหลาย ๆ คดีที่ศาลยุติธรรมก็ยังมีอำนาจอยู่ แล้วถ้าหากว่ามีกรณีพิพาทหรือสงสัย ว่าอยู่ในอำนาจศาลไหนก็ทำตามมาตรา ๑๙๒ มีคณะกรรมการขึ้นมาตัดสินว่าจะอยู่ในอำนาจใด เพราะฉะนั้นจึงกล่าวได้ว่ารัฐธรรมนูญเราเขียนชัดเจนว่าไม่ได้มีประเด็นว่าคดีการจะย้าย เรื่องของอาญาทุจริตประพฤติมิชอบของทหารมาอยู่ในศาลอาญาทุจริตประพฤติมิชอบ แล้วจะขัดรัฐธรรมนูญ อันนี้ก็คงจะไม่มีปัญหาอะไรนะครับ ถ้าท่านประธานได้อ่านมาตรา ๑๙๒ มาตรา ๑๙๔ มาตรา ๑๙๗ และมาตรา ๑๙๙ ก็คงเห็นชัดเจนนะครับว่าในเรื่องเขตอำนาจศาล เปึนอย่างไร แต่ส่วนกฎหมายจะมีการเขียนอย่างไรเปึนอย่างไรก็เปึนหน้าที่ที่รัฐสภาแห่งนี้จะเปึนคน พิจารณาว่าจะให้คดีอาญาเกี่ยวกับการทุจริตประพฤติมิชอบที่เกี่ยวกับบุคคลซึ่งเคยกล่าวว่า อยู่ในเขตอำนาจของศาลทหารจะโอนย้ายไปที่ศาลอาญาทุจริตประพฤติมิชอบซึ่งเปึนศาล ที่ดูแลเรื่องทุจริตประพฤติมิชอบโดยรวมหรือไม่ ก็เปึนหน้าที่ที่รัฐสภาแห่งนี้จะเปึนคนตัดสินครับ

ส่วนอีกประเด็นหนึ่ง เรื่องของหลักการที่มีข้อสงสัยกันมากครับว่าถ้ากฎหมาย รับหลักการในวาระที่หนึ่งแล้วจะสามารถแก้ไขในหลักการได้หรือไม่ ผมขออนุญาตให้ดูใน ๒ มิติครับ มิติแรกในเรื่องของข้อบังคับ ข้อบังคับดูเสมือนว่าจะต้องไม่มีการแก้ไขหลักการ ถ้าหากจะมีการแก้ไขหลักการก็ต้องขออนุญาตจากสภาแห่งนี้หรือขอเปึนการยกเว้น ใช้ข้อบัญญัติบางประการหรือข้อบังคับของสภา ถ้าหากมีการยกเว้นข้อบังคับก็สามารถแก้ไข หลักการได้ อันนี้คือมิติของข้อบังคับนะครับท่านประธาน แต่ถ้าเปึนในมิติของรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญนี้มีการพูดถึงการรับหลักการในวาระที่หนึ่งแต่ไม่ได้มีการพูดว่าหลังจากรับวาระ หลักการในวาระที่หนึ่งแล้วจะแก้ไขไม่ได้ ส่วนนี้รัฐธรรมนูญไม่ได้พูดไว้ ดังนั้นถ้ากล่าว โดยสรุปนะครับว่าถ้ารับหลักการในวาระที่หนึ่งแล้วจะแก้ไขหลักการในวาระที่สองหรือวาระ ต่อ ๆ ไปได้หรือไม่ ก็ขออนุญาตกราบเรียนต่อท่านประธานครับว่า รัฐธรรมนูญโดยแท้แล้ว การแก้ไขหลักการไม่ได้มีปัญหาอะไรนะครับ ถ้าหากว่าระหว่างการพิจารณา ข้อเท็จจริงเปลี่ยนไป หรือข้อมูลที่ปรากฏต่อคณะกรรมาธิการไม่เปึนไปตามข้อมูลที่เคยแจ้งต่อสภาในชั้นวาระ รับหลักการเพราะว่าในการที่ให้ข้อมูลกับสภาในชั้นวาระรับหลักการนี้ก็อาจจะมีข้อมูลบางอย่าง คลาดเคลื่อนหรือไม่ตรงกับความเปึนจริง ถ้าหากคณะกรรมาธิการพิจารณาไปแล้วข้อมูล ต่าง ๆ นั้นไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบ หรือคลาดเคลื่อนหรือข้อเท็จจริงมีการเปลี่ยนแปลงไปนัยสำคัญ การจะเปลี่ยนแปลงหลักการก็สามารถทำได้ ซึ่งก็โดยการดูไปที่ข้อบังคับครับว่าข้อบังคับ ย่อมสามารถแก้ไขได้หรือใช้วิธีการยกเว้นข้อบังคับก็สามารถทำได้ ดังนั้นกล่าวโดยสรุป ครับท่านประธาน เรื่องนี้เปึนเรื่องที่มีความซับซ้อน และมีความจำเปึนที่จะต้องพิจารณา โดยละเอียด แล้วก็ต้องทำภายใต้กรอบของรัฐธรรมนูญตามที่ผมได้พูดไว้ซึ่งโดยแท้จริงแล้ว รัฐสภาสภาแห่งนี้ก็มีอำนาจที่จะพิจารณาโดยอิสระตามหลักของ Parliamentary Supremacy หรือรัฐสภาเปึนใหญ่ ซึ่งเปึนระบอบการปกครองที่ประชาธิปไตยทั่วโลกยอมรับกันครับ ขอบพระคุณครับท่านประธาน

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ต่อไปขอเชิญ กรรมาธิการชี้แจงครับ เชิญครับ

นายธีระพงษ์ มีลักษณ์ ผู้แทนคณะกรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม นายธีระพงษ์ มีลักษณ์ ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ในฐานะกรรมาธิการ กระผมซึ่งเปึนตัวแทนของคณะกรรมาธิการฝ์ายข้างมากขออนุญาต กราบเรียนยืนยันกับท่านประธานว่าคณะกรรมาธิการทั้งฝ์ายข้างมากและฝ์ายข้างน้อยตระหนัก และเข้าใจถึงวัตถุประสงค์ของท่านสมาชิกรัฐสภาที่ได้กรุณารับหลักการแห่งร่างพระราชบัญญัติ ฉบับนี้ในวาระที่หนึ่ง โดยมุ่งหมายให้การดำเนินคดีทุจริตและประพฤติมิชอบที่อยู่ในอำนาจ พิจารณาพิพากษาของศาลทหารไปดำเนินคดีในศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ เพื่อให้มีประสิทธิภาพและเปึนมาตรฐานเดียวกัน คณะกรรมาธิการได้ปฏิบัติตามภารกิจ ที่ได้รับมอบหมายจากทางรัฐสภาภายใต้กรอบและอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมาธิการ โดยได้ มีการศึกษาบทกฎหมายที่เกี่ยวข้องและได้มีการเชิญผู้แทนหน่วยงานของรัฐต่าง ๆ เข้ามาให้ ข้อมูลข้อเท็จจริง เพื่อให้การพิจารณาเปึนไปโดยรอบคอบที่สุด กระผมขออนุญาตเรียนเปึน เบื้องต้นว่าจากผลการศึกษาและพิจารณาของคณะกรรมาธิการ ในพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยการปัองกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๖๑ มีบทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง กับการดำเนินคดีในศาลทหาร ๑ มาตรา คือมาตรา ๙๖ ซึ่งเปึนการกำหนดให้อำนาจอัยการ สูงสุดมีฐานะเปึนอัยการทหาร เพื่อให้การดำเนินคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของ ศาลทหารนั้นสามารถดำเนินไปได้ด้วยความเรียบร้อย โดยมาตรา ๙๖ ที่มีผลใช้บังคับในปัจจุบัน ซึ่งที่ประชุมแห่งนี้ได้ผ่านการพิจารณาในร่างมาตรา ๓ ให้ยกเลิกไปแล้วนั้น กำหนดให้อัยการสูงสุด อาจจะมอบหมายให้อัยการทหารเปึนผู้ดำเนินการแทนก็ได้ การพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติ มิชอบที่มีเจ้าหน้าที่ฝ์ายทหารเปึนผู้กระทำความผิดนั้น ปัจจุบันจะแบ่งได้เปึน ๒ กรณี

กรณีที่ ๑ คดีที่เจ้าหน้าที่ฝ์ายทหารกระทำความผิดร่วมกับพลเรือน คดีดังกล่าว จะอยู่ในอำนาจของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบอยู่แล้ว โดยผลของบทยกเว้น ตามมาตรา ๑๔ แห่งพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. ๒๔๙๘ คงมีแต่เพียงคดีที่มี เจ้าหน้าที่ฝ์ายทหารกระทำผิดฝ์ายเดียวที่ยังคงอยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลทหาร ซึ่งมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบก็ได้กำหนดให้นำกระบวนการ ดังกล่าวมาใช้ในการพิจารณาในศาลทหารด้วยนะครับ สำหรับการจะดำเนินการให้เปึนไป ตามความมุ่งหมายของท่านสมาชิกรัฐสภาที่จะให้คดีทุจริตและประพฤติมิชอบที่อยู่ในอำนาจ ศาลทหารนั้นไปดำเนินการในศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบมีกฎหมายที่เกี่ยวข้อง อีกจำนวน ๒ ฉบับ ฉบับแรก คือพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. ๒๔๙๘ ฉบับที่ ๒ คือพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. ๒๕๕๙ ซึ่งคณะกรรมาธิการ พิจารณาแล้วเห็นว่าการจะดำเนินการให้เปึนไปตามความมุ่งประสงค์ของท่านสมาชิกรัฐสภา อย่างแท้จริงนั้น สมควรมีการดำเนินการโดยการแก้ไขบทกฎหมายเฉพาะว่าด้วยเขตอำนาจศาล ซึ่งจะทำให้การดำเนินการสามารถกำหนดให้คดีดังกล่าวอยู่ในอำนาจศาลอาญาคดีทุจริตและ ประพฤติมิชอบได้ โดยมีเหตุผล ๓ ประการครับ

ประการที่ ๑ การกำหนดบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับเขตอำนาจศาลในร่าง พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ และลักษณะการ Overrule กฎหมายเฉพาะว่าด้วย เขตอำนาจศาลที่เกี่ยวข้องนั้น เมื่อกฎหมายมีผลใช้บังคับย่อมจะทำให้เกิดความสับสน ความลักลั่น กับผู้ที่จะปฏิบัติให้เปึนไปตามกฎหมาย และจะนำไปสู่การโต้แย้งถึงความชอบด้วยกฎหมาย ในการปฏิบัติให้เปึนไปตามร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ต่อไป

ประการที่ ๒ ในร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ การจะกำหนด เรื่องของเขตอำนาจศาลโดยกำหนดให้มีการโอนคดีย่อมมีผลกระทบต่อสิทธิของผู้เกี่ยวข้อง ในคดีที่อยู่ระหว่างดำเนินการ ซึ่งจำเปึนจะต้องมีการกำหนดกระบวนการในการโอนคดี อย่างรอบคอบ โดยพิจารณาพร้อมกับเนื้อหาของกฎหมายว่าด้วยเขตอำนาจศาลที่จะมีการ กำหนดให้มีการโอนคดี

ประการที่ ๓ คดีที่อยู่ในอำนาจของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ นอกจากที่อยู่ในกฎหมาย ป.ป.ช. แล้ว ยังมีคดีตามกฎหมายอื่น เช่น คดีประพฤติมิชอบ ตามพระราชบัญญัติมาตรการของฝ์ายบริหารในการปัองกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๕๑ ซึ่งได้ผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาให้ประกาศใช้เปึนกฎหมาย พระราชบัญญัติมาตรการของฝ์ายบริหารในการปัองกันและปราบปรามการทุจริต ฉบับที่ ๔ พ.ศ. ๒๕๖๘ ซึ่งผ่านความเห็นชอบและได้ประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษาเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ดังนั้นแม้จะได้มีการกำหนดบทบัญญัติเกี่ยวกับเขตอำนาจศาลไว้ในร่างพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญนี้ก็ไม่ได้มีผลถึงคดีที่กำหนดไว้ในกฎหมายอื่น ดังนั้นคณะกรรมาธิการ จึงเห็นว่าในการจะดำเนินการให้เปึนไปตามวัตถุประสงค์ของท่านสมาชิกรัฐสภาจึงสมควร ดำเนินการโดยการแก้ไขบทกฎหมายเฉพาะว่าด้วยเขตอำนาจศาลที่เกี่ยวข้อง

สำหรับการแก้ไขเพิ่มเติมร่างมาตรา ๔ นั้น โดยที่ร่างมาตรา ๓ ได้มีการยกเลิก มาตรา ๙๖ ดังนั้นในระหว่างระยะเวลาที่ยังไม่ได้มีการแก้ไขบทกฎหมายว่าด้วยเขตอำนาจศาล จึงมีความจำเปึนจะต้องกำหนดบทเฉพาะกาลเพื่อจะรองรับการดำเนินการไม่ให้เกิดปัญหา ในทางปฏิบัติ โดยให้อัยการสูงสุดมีฐานะเปึนอัยการทหารเพื่อทำหน้าที่ฟัองและดำเนินคดี ในศาลทหาร โดยการกำหนดบทเฉพาะกาลดังกล่าวทางคณะกรรมาธิการมิได้กำหนด ให้อัยการสูงสุดสามารถมอบหมายให้อัยการทหารสามารถดำเนินคดีแทนได้ดังเช่นที่เคย กำหนดไว้ในกฎหมายเดิม โดยมีเจตนารมณ์เปึนการเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินคดี รวมทั้งเปึนกลไกในการคานอำนาจในศาลทหาร

สุดท้ายครับ ทางคณะกรรมาธิการได้นำความมุ่งประสงค์ของท่านสมาชิก รัฐสภาเขียนไว้ในข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการ เพื่อจะส่งไปถึงคณะรัฐมนตรีให้ดำเนินการ แก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้ต่อไปด้วยแล้ว กระผมจึงขออนุญาตกราบเรียนเปึนเบื้องต้น ต่อท่านประธานและท่านสมาชิกรัฐสภา ในส่วนของหลักทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกระผมขออนุญาต ให้ท่านกรรมาธิการท่านต่อไปเปึนคนชี้แจง ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานเพื่อชี้แจง ต่อท่านสมาชิกด้วยความเคารพครับ กราบขอบพระคุณครับ

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา

ขอเชิญครับ มีกรรมาธิการ ชี้แจงเพิ่มเติมนะครับ

นายธงทอง นิพัทธรุจิ ผู้แทนคณะกรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพอย่างสูงครับ กระผม นายธงทอง นิพัทธรุจิ กรรมาธิการ ขอกราบขอบพระคุณ ท่านประธานที่ให้โอกาสกรรมาธิการได้แสดงความคิดเห็น กระผมขออนุญาตนำกราบเรียน ข้อมูลทางวิชาการเพื่อสนับสนุนท่านกรรมาธิการเสียงข้างมากที่ได้กราบเรียนกับที่ประชุมไปแล้วนั้น กระผมขออนุญาตกราบเรียนว่าพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการปัองกันและ ปราบปรามการทุจริต มาตรา ๙๖ ไม่ใช่กฎหมายที่กำหนดเกี่ยวข้องกับเขตอำนาจศาลโดยแท้ แต่กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดเขตอำนาจศาลนั้นคือรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๑๙๙ ซึ่งมีส่วนขยายของรัฐธรรมนูญคือมาตรา ๑๓ และมาตรา ๑๔ แห่งพระราชบัญญัติพระธรรมนูญศาลทหาร พุทธศักราช ๒๔๙๘ เพราะถือว่าเปึนกฎหมาย ที่บัญญัติคือกฎหมายที่รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๙ เขียนว่าตามที่กฎหมายบัญญัตินั้น ย่อมหมายความรวมถึงพระราชบัญญัติพระธรรมนูญศาลทหารนั่นเอง ที่กำหนดเกี่ยวกับ เขตอำนาจศาลทหารในการพิพากษาคดีที่ทหารกระทำความผิด แนวคิดนี้สอดคล้องกับ บรรทัดฐานคำวินิจฉัย คำชี้ขาดอำนาจหน้าที่ของศาลที่ ๒๑/๒๕๖๑ ซึ่งกระผมขออนุญาต ท่านประธานนำมากราบเรียนกับที่ประชุมว่า ศาลยุติธรรมจะมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี บุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารซึ่งทหารกระทำความผิดก็เฉพาะแต่กรณีที่ได้กระทำด้วยกับ พลเรือนหรือเปึนคดีที่เกี่ยวพันกับคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลพลเรือนตามมาตรา ๑๔ (๑) มาตรา (๒) และอื่น ๆ มิฉะนั้นจะเปึนการให้ศาลพลเรือนมีอำนาจพิจารณาคดีบุคคล ซึ่งผู้กระทำความผิดเปึนผู้อยู่ในอำนาจของศาลทหารที่กระทำความผิดโดยไม่สอดคล้องกับ เจตนารมณ์ของกฎหมาย ท่านประธานที่เคารพครับ จากที่ผมประทานกราบเรียนท่านประธาน ผ่านไปยังที่ประชุมที่ทรงเกียรติแห่งนี้ กระผมมีนัยที่จะขออนุญาตกราบเรียนว่า รัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทยได้กำหนดถึงเขตอำนาจศาลทหารไว้โดยมีส่วนขยายคือพระธรรมนูญ ศาลทหารอย่างชัดเจน ดังนั้นกฎหมายที่จะมีการแก้ไขเพิ่มเติมเกี่ยวกับเขตอำนาจศาลทหารนั้น พึงจะต้องสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๙ รวมถึงกฎหมายรัฐธรรมนูญศาลทหาร มาตรา ๑๓ และมาตรา ๑๔ ด้วย ดังจะเห็นได้จากอีกกรณีหนึ่งที่ขออนุญาตนำกราบเรียน คือวิธี พิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พุทธศักราช ๒๕๕๙ มาตรา ๔ ได้กำหนดให้นำกฎหมายวิธี พิจารณานี้ไปใช้ในศาลทหารด้วย โดยให้ใช้ระบบไต่สวนตาม Guideline ที่กฎหมายนี้ได้กำหนด ซึ่งศาลทหารก็ได้มีการออกระเบียบที่ประชุมใหญ่ตุลาการพระธรรมนูญในศาลทหารว่าด้วย การดำเนินคดีทุจริตและประพฤติมิชอบในศาลทหาร พุทธศักราช ๒๕๖๐ เพื่อให้เปึนไปตาม กฎหมายดังกล่าว ดังนั้นกฎหมายอันเปึนบทเฉพาะเกี่ยวกับวิธีพิจารณาคดีทุจริตและ ประพฤติมิชอบ ซึ่งจะมารองรับต่อเนื่องจากกฎหมายพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการปัองกันและปราบปรามการทุจริตเปึนการกำหนดในส่วนของการดำเนินการก่อนชั้นศาล และมีการเชื่อมโยงต่อไปยังบทเฉพาะคือการพิจารณาของศาลในคดีทุจริตนั่นเอง ซึ่งในกฎหมาย อันเกี่ยวกับวิธีพิจารณาความนั้นก็ยังได้รับรองเขตอำนาจของศาลทหารอยู่ ดังนั้นบทเฉพาะกาล ในมาตรา ๔ ที่ให้โอนอำนาจการพิจารณาของศาลทหารในกรณีทหารกระทำความผิด ตามความผิดเกี่ยวกับคดีทุจริตและประพฤติมิชอบไปยังศาลพลเรือนภายหลังการยกเลิก มาตรา ๓ นั้น ด้วยความเคารพในที่ประชุมแห่งนี้ครับ กระผมขออนุญาตแสดงความคิดเห็น เปึนการส่วนตัวว่าหลักการในการที่ท่านรัฐสภาได้กำหนดอนุญาตให้กรรมาธิการได้ดำเนินการ ภายใต้ที่ท่านอนุญาตไว้ในวาระที่หนึ่งนั้นได้มีคำขึ้นต้นว่าให้แก้ไขพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยการปัองกันและปราบปรามการทุจริตหรือ พ.ร.ป. ป.ป.ช. ซึ่งไม่อาจครอบคลุม ไปถึงอำนาจในการให้แก้ไขเขตอำนาจศาลซึ่งปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายอื่น ที่เกี่ยวข้องด้วย เพราะมาตรา ๙๖ แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการปัองกัน และปราบปรามการทุจริตนั้นเปึนเพียงกำหนดขั้นตอนก่อนชั้นศาลหรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า Pre-Trial Stage ซึ่งมิใช่เปึนขั้นตอนในชั้นศาล แต่ขั้นตอนในชั้นศาลนั้นจะเปึนไปตาม เขตอำนาจและวิธีพิจารณาคดีซึ่งปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๙ มาตรา ๑๓ และ มาตรา ๑๔ แห่งพระธรรมนูญศาลทหาร และมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติวิธีพิจารณา คดีอาญาว่าด้วยคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. ๒๕๕๙ ดังนั้นจากที่ประทานกราบเรียน ผ่านท่านประธานที่เคารพอย่างสูง กระผมจึงขออนุญาตตั้งข้อสังเกตว่าการที่คณะกรรมาธิการ เสียงข้างมากได้มีการให้ชะลอในการตัดอำนาจศาลทหารในการพิจารณาอรรถคดีเกี่ยวกับ ที่ทหารกระทำความผิดไว้ก่อนนั้นย่อมน่าที่จะเปึนเรื่องที่ถูกต้องแล้วเพราะการแก้ไขดังกล่าว จะต้องเกี่ยวโยงกับการแก้ไขกฎหมายอื่นซึ่งอยู่นอกเหนือจากพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยการปัองกันและปราบปรามการทุจริตนี้ ดังนั้นจึงขอกราบเรียนที่ประชุม ที่เคารพได้โปรดพิจารณาด้วย ขอบพระคุณครับ

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา

ครับ เชิญท่านประธาน คณะกรรมาธิการครับ เดี๋ยวก่อนที่ท่านประธานจะชี้แจง ผมขอต้อนรับผู้มาเยือนรัฐสภา เล็กน้อยครับ รัฐสภาขอต้อนรับคณะผู้แทนจากกรมการทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย และจากองค์กรข่าวกรองทางทหาร กระทรวงกลาโหมออสเตรเลียครับ ขอต้อนรับทุกท่าน ขอบคุณครับ เชิญท่านประธานกรรมาธิการครับ

นายชลน่าน ศรีแก้ว ประธานคณะกรรมาธิการ 🔗

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดน่าน พรรคเพื่อไทย สมาชิกรัฐสภา ในฐานะประธานกรรมาธิการ ผมขออนุญาตท่านประธานที่จะกราบเรียนไปยังท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติ ถึงเหตุผลที่คณะกรรมาธิการได้ไปแก้ไขเพิ่มเติมในมาตรา ๔ อยู่ ๒ ประเด็นหลักครับ เพิ่มเติมจากท่านกรรมาธิการจากกฤษฎีกาและทางฝ์ายวิชาการที่ได้นำเสนอผ่านท่านประธาน ไปยังท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติแล้ว

ประการที่ ๑ รัฐสภาแห่งนี้ได้รับหลักการแห่งร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ หลักการที่รับไป ผมสรุปง่าย ๆ นะครับ เปึนการยกเลิกอำนาจของอัยการสูงสุดในการดำเนินคดี อาญาทุจริตที่กฎหมาย ป.ป.ช. ฉบับปัจจุบัน ป้ ๒๕๖๑ ให้อัยการสูงสุดซึ่งเปึนพลเรือนเข้าไป ดำเนินคดีในศาลทหารได้ หรืออัยการสูงสุดเมื่อไปเปึนอัยการทหารตามกฎหมายพระธรรมนูญ ศาลทหารแล้วก็สามารถมอบอำนาจให้อัยการทหารทำหน้าที่แทนในศาลทหารได้ อันนี้คือ มาตรา ๙๖ เดิมนะครับ ผู้ร่างและรัฐสภาแห่งนี้เห็นชอบกับหลักการนี้คือไปยกเลิกเลย ในวาระที่หนึ่ง เมื่อไปยกเลิกเลยแล้วท่านก็เห็นว่ามีมาตรา ๔ เขียนรองรับเอาไว้ในฉบับที่เรา รับหลักการมา คือให้โอนคดีที่อยู่ในอำนาจศาลทหารที่เปึนเขตอำนาจศาลทหารเกี่ยวกับอาญาทุจริตทั้งหมด ที่อยู่ก่อนวันพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้โอนไปให้อัยการสูงสุดดำเนินคดีในศาลอาญาทุจริต ประพฤติมิชอบ ก็คือเปลี่ยนอำนาจอัยการจากเปึนอัยการตามพระธรรมนูญศาลทหารให้เปึน อัยการสูงสุดที่ดำเนินคดีในศาลอาญาทุจริตประพฤติมิชอบ ซึ่งลักษณะการเขียนอย่างนี้ มันเปึนการเขียนรองรับเปึนลักษณะบทเฉพาะกาล เปึนบทเฉพาะกาลเมื่อเรายกเลิกมาตรา ๙๖ ไปแล้วอัยการสูงสุดเข้าไปไม่ได้แล้วก็มีบทเฉพาะกาลรองรับ แต่สิ่งหนึ่งที่กรรมาธิการพบว่า เปึนปัญหามากนะครับ ถ้าเราเห็นชอบตามหลักการที่รับไปเบื้องต้นผมกราบเรียนท่านประธาน ด้วยความเคารพว่ากรรมาธิการเห็นว่าเราแก้ไขหลักการ แล้วเปึนหลักการที่ทุกท่านบอกว่า เปึนหลักการสำคัญด้วย ตามเจตนารมณ์ผมไม่เถียงเรื่องเจตนารมณ์ว่าเราอยากให้คดีอาญา ทุจริตไปอยู่ในศาลเฉพาะคือศาลอาญาทุจริตประพฤติมิชอบไม่ว่าเปึนบุคคลใดตามเหตุผล ที่เราให้มา อันนี้ไม่มีใครเถียงครับ แต่วิธีการบัญญัติเพื่อจะให้เปึนไปอย่างนั้นมันเปึนไปไม่ได้เลย ตามวิธีการยกร่างกฎหมายวิธีการที่ท่านรับมาหมายถึงรัฐสภาวาระรับหลักการแล้วก็เขียน บทเฉพาะกาลรองรับ ถามว่าถ้าเราเห็นชอบกับหลักการที่โอนคดีให้อัยการสูงสุดไปดำเนินคดี ในศาลอาญาทุจริตประพฤติมิชอบ ถามว่าทำได้หรือไม่ กรรมาธิการดูข้อมูลตรงนี้หนักมากครับ เสียงส่วนใหญ่ออกมาบอกว่าแม้เขียนก็ปฏิบัติไม่ได้ เพราะอะไรครับ เพราะว่าพระราชบัญญัติ วิธีพิจารณาคดีอาญาทุจริตในมาตรา ๔ นี้เขียนไว้เลยว่าให้นำบทบัญญัติของวิธีการพิจารณา คดีอาญาทุจริตไปใช้บังคับแก่การพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบในศาลทหารด้วย เอา วิ. อาญาทุจริตนี่ไปใช้กับศาลทหารด้วยมีเว้นบ้างข้อเท่านั้นเองครับ เช่น มาตรา ๗ มาตรา ๓๔ มาตรา ๓๕ มาตรา ๓๖ มาตรา ๓๗ เขียนไปศาลอาญาทุจริตก็พิจารณาไม่ได้ และที่สำคัญ มีข้อถกเถียงเรื่องเขตอำนาจของศาล โดยเฉพาะกรณีเปึนบทเฉพาะกาลนะครับ ถามว่า บรรดาคดีที่อยู่ก่อนที่พระราชบัญญัติฉบับนี้ออกมาใช้บังคับไปดำเนินการได้ แล้วในอนาคต แล้วหลังจากที่ใช้บังคับเราจะทำอย่างไร อันนี้เปึนความเห็นที่ค่อนข้างมีน้ำหนักจากผู้แทน ของศาลยุติธรรมนะครับ ที่ไม่ใช่ท่านกรรมาธิการท่านณรงค์ต้องขออภัยที่เอ่ยนามท่าน เพราะท่านไปต่างประเทศพอดี เราเชิญมาให้ข้อมูลท่านบอกว่าถ้าเขียนอย่างนี้มีปัญหา การบังคับใช้ในอนาคตถ้าจบแล้วคดีที่จบแล้วนี่โอนมาหมดแล้ว และในอนาคตไม่มีบทบัญญัติใด รองรับเขตอำนาจเอาไว้มีปัญหา เพราะฉะนั้นด้วยความไม่สมบูรณ์อย่างนี้กรรมาธิการเลย มีความจำเปึนว่าอย่างนั้นเราหาทางออกให้กฎหมายที่ผ่านรัฐสภาสามารถใช้บังคับให้ได้มาก ที่สุดไปก่อน และมีข้อดีกว่ามาตรา ๙๖ เดิมด้วยเราก็เลยเขียนบอกว่าให้อัยการสูงสุด ไปดำเนินคดี คือบรรดาคดีที่อยู่ก่อนที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับให้โอนไปให้อัยการสูงสุด ดำเนินคดีตามมาตรา ๙๖ นะครับ ไม่ว่าจะเปึนคดีที่อัยการทหารเปึนผู้ดูแลอยู่ก็โอนมาให้ อัยการสูงสุด หรือต่อไปนี้อัยการสูงสุดต้องไม่มอบอำนาจให้อัยการทหารเปึนคนดำเนินคดี แต่ต้อง ดำเนินคดีอยู่ในศาลทหารก่อน ก่อนจนกว่าเราจะมีการแก้ไขกฎหมายให้มารองรับให้มันสามารถ นำสู่ปฏิบัติได้ ฉบับที่ ๑ ก็คือพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีอาญาทุจริตที่ผมกล่าวไปนี่นะครับ ในมาตรา ๔ นี่ล่ะ และสิ่งที่ต้องแก้ไขครับกฎหมายว่าด้วยพระธรรมนูญศาลทหารที่เสมือน เปึนกฎหมายหลัก ที่รองรับการจัดตั้งศาลทหารแม้ออกมาตั้งแต่ป้ ๒๔๙๘ บทบัญญัติ แห่งรัฐธรรมนูญที่เขียนมาแต่ละฉบับ ๆ เช่นป้ ๒๕๖๐ ในมาตรา ๑๙๙ ก็มีบทบัญญัติ ว่าคดีอาญาทั้งหลายทั้งปวงที่อยู่ในเขตอำนาจศาลทหารให้ดำเนินคดีในศาลทหาร ทั้งนี้ตามกฎหมายบัญญัติแล้วก็มีวรรคสองรองรับ วรรคสองรองรับก็ตีความไปถึงพระราชบัญญัติ ว่าด้วยพระธรรมนูญศาลทหารที่เขามีอยู่แล้ว ถ้ามันใช้ได้ก็ไม่ต้องแก้ไขปรับปรุง ในบทบัญญัตินั้น เขาบัญญัติว่าคดีที่เขาไม่ดำเนินการเว้นแต่คดีไว้อยู่ ถ้าเขียนอย่างนี้ เว้นคดีที่จะไม่ดำเนินการ ในศาลทหารเอาไว้ในมาตรา ๑๔ ไปแก้ไขตรงนั้นเพิ่มเติมคดีอาญาทุจริตเข้าไป ตรงนี้ก็ปลด เขตอำนาจของกฎหมายพระธรรมนูญศาลทหาร เพราะมาตรานี้มันมีบทที่ยกเว้นไว้ขออนุญาต ท่านประธานครับ คดีที่ไม่อยู่ในเขตอำนาจศาลทหารเขียนไว้ฉบับที่มีอยู่ปัจจุบันนี้มี ๑๔ เรื่อง คดีที่ทหารทำร่วมกับพลเรือน คดีเกี่ยวกับที่อยู่ในอำนาจของศาลพลเรือน คดีที่ศาลคดีเด็ก เยาวชน อันนี้เขาจะไม่ยุ่ง คดีที่ศาลทหารเห็นว่าไม่อยู่ในอำนาจของศาลทหาร ถ้าเขียนอย่างนี้ รองรับ ๕ คดีอาญาทุจริต มันก็จะเป่ดช่องให้ไปดำเนินคดีในศาลอาญาทุจริตได้จะไม่มีปัญหา เรื่องข้อถกเถียงระหว่างเขตอำนาจศาลทหาร ถ้าทำอย่างนั้นกรรมาธิการเห็นว่ามันควรจะ เปึนไปได้ก็เลยมีความจำเปึนที่ต้องแก้ไขหลักการ ตัดคำว่า ศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ ออกในมาตรา ๔ ด้วยความเคารพท่านประธานครับ ถ้าทำตามกรรมาธิการเสียงข้างมากครับ ออกไปใช้บังคับดีกว่ามาตรา ๙๖ เดิมในแง่ไหนครับ โอนมาทั้งหมดเลยแล้วยังรักษาสิทธิ ของจำเลยที่อยู่ในคดีให้เขาต่อสู้ได้ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง ไม่มีการมอบอำนาจไปให้อัยการทหาร ดำเนินการเหมือนมาตรา ๙๖ เดิม อันนี้คือข้อดี แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นท่านประธานที่เคารพครับ กรรมาธิการพยายามหาทางออกอย่างมาก เพราะว่าในสิ่งที่รัฐสภารับหลักการไปถือว่า เปึนประเด็นมากครับ มันเปึนประเด็นจริง ๆ ผมเองด้วยความเคารพท่านประธานครับ แม้จะเปึนการแก้ไขหลักการมันก็อยู่ในนิติวิธีที่ยังไม่สิ้นสุดนะครับ ที่ประชุมรัฐสภาแห่งนี้ จะเปึนผู้วินิจฉัย ว่าเมื่อสถานการณ์เหตุการณ์มันเปลี่ยนมีความจำเปึนรัฐสภาจะเห็นด้วยกับ กรรมาธิการเสียงข้างมากหรือไม่ ถ้าเห็นด้วยในเสียงข้างมากก็เปึนไปตามที่กรรมาธิการ เสียงข้างมากได้นำเสนอ ถ้าท่านไม่เห็นด้วยก็เปึนอำนาจของที่ประชุมรัฐสภาแห่งนี้ครับ จะตามเสียงข้างน้อยหรือคืนร่างเดิมหรือท่านเห็นว่ากฎหมายฉบับนี้ออกไปใช้บังคับมีปัญหาแน่ ท่านจะใช้ดุลยพินิจของท่านในวาระที่สอง วาระที่สามอย่างไรก็แล้วแต่ กราบเรียนท่านประธาน ด้วยความเคารพครับ แต่ทางเลือกที่กรรมาธิการเสียงข้างมากเลือกให้แม้จะไม่ดีที่สุดแต่เปึน ประโยชน์ที่สุดกับวิธีการเขียนกฎหมายแบบนี้ ขอบพระคุณท่านประธานครับ

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา ปฏิบัติหน้าที่ประธานในที่ประชุม)
นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา

ตอนนี้ท่านกรรมาธิการ ตอบชี้แจงแล้วนะครับ ผมจะถามว่ากรรมาธิการที่ขอสงวนความเห็นยังคงติดใจหรือไม่ครับ เชิญครับ

นาวาโท กิตติพงศ์ ป่ยะวรรณโณ ผู้แทนคณะกรรมาธิการ

เรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม กิตติพงศ์ ป่ยะวรรณโณ ขออนุญาตอภิปรายในส่วนที่ท่านสมาชิกหลายท่าน มีข้อกังวลใจเกี่ยวกับขอบเขตอำนาจของศาลทหาร ซึ่งบัญญัติอยู่ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๙ ที่กล่าวไว้ว่าศาลทหารมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญาที่ผู้กระทำความผิดเปึนบุคคล ซึ่งอยู่ในอำนาจศาลทหารและคดีอื่น ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติซึ่งประเด็นนี้นะครับก็จะ สอดคล้องกับ พ.ร.บ. ธรรมนูญศาลทหารที่ผมจะอภิปรายต่อไปและเปึนประเด็นที่กรรมาธิการ มีการถกแถลงกันอย่างมากในระหว่างการพิจารณา โดยสาระสำคัญในมาตรา ๑๙๙ คือได้กำหนด ให้ศาลทหารมีอำนาจในการพิจารณาคดีอาญานะครับ ซึ่งถ้าเกิดเราบอกว่าอำนาจของศาลทหาร ในการพิจารณาคดีอาญา กำหนดเปึนขอบเขตเปึนเรื่อง ๆ ไป ดังนั้นถ้าเกิดบอกว่าขอบเขตในบางเรื่องที่อำนาจของศาลทหารมีอยู่ให้ย้ายไปอยู่เปึนศาล เฉพาะทางบางอย่าง เช่น ศาลคดีเด็กและเยาวชน หรือในกรณีนี้ก็คือศาลอาญาทุจริตและ ประพฤติมิชอบ ซึ่งถ้าเกิดว่ากำหนดอย่างนี้ก็คือการโอนย้ายอำนาจในการพิจารณาคดีอาญา บางประการนี้ไปให้ศาลอื่นไม่ถือว่าขัดกับรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๙ เพราะยังถือว่าอำนาจ ในการพิจารณาคดีอาญาของศาลทหารซึ่งเปึนอำนาจหลักยังคงอยู่ เพราะฉะนั้นประเด็นที่ว่า ในการให้ศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบมีอำนาจในการพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ก็ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๙ ซึ่งกรณีตัวอย่างที่มีให้เห็นก็คือในมาตรา ๓๔ นะครับ แห่ง พ.ร.บ. อุ้มหายที่ให้ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบมีขอบเขตอำนาจในการพิจารณา คดีอุ้มหายนะครับ

และในอีกประเด็นหนึ่งที่สมาชิกหลายท่านมีความกังวลว่าหลักการที่รับไว้ ในเรื่องของการพิจารณาคดีในลักษณะที่เปึนคดีทุจริตให้ศาลอาญาทุจริตพิจารณาจะขัดต่อ พ.ร.บ. ธรรมนูญศาลทหารหรือไม่ ในกรณีนี้กรรมาธิการได้พิจารณานะครับ ซึ่งมีสาระสำคัญ ในมาตรา ๑๕ แห่ง พ.ร.บ. พระธรรมนูญศาลทหารที่กำหนดไว้ว่า คดีที่ไม่อยู่ในอำนาจศาลทหาร ให้ดำเนินคดีในศาลพลเรือน นั่นหมายความว่าในตัว พ.ร.บ. ธรรมนูญศาลทหารเองก็ได้ เป่ดช่องเอาไว้ว่า หากมีคดีบางอย่างที่ไม่ได้มีการกำหนดไว้ในสมัยที่ร่างพระราชบัญญัติก็คือ ป้ ๒๔๙๘ ก็ให้กฎหมายที่มากำหนดในภายหลังสามารถกำหนดขอบเขตอำนาจศาลที่ตั้งใหม่ได้ ซึ่งอันนี้ก็สอดคล้องกับหลัก Causality ของทางกฎหมาย อีกทั้งมีตัวอย่างให้เห็นในมาตรา ๑๔ ที่สอดคล้องกับมาตรา ๑๕ โดยมาตรา ๑๔ แห่ง พ.ร.บ. ธรรมนูญศาลทหารได้ระบุไว้ว่า คดีที่ไม่อยู่ ในอำนาจศาลทหารคือซึ่งมีทั้งหมด ๔ อนุมาตรา อนุมาตราที่ค่อนข้างสำคัญแล้วชี้ให้เห็น เด่นชัดว่าสามารถกำหนดขอบเขตในการพิจารณาคดีของศาลนี่แตกต่างออกไปจากที่ พ.ร.บ. ธรรมนูญศาลทหารกำหนดได้ก็คือ (๓) ที่บอกว่า คดีที่ต้องดำเนินคดีในศาลคดีเด็กและเยาวชน ซึ่งชัดเจนว่าอยู่ในศาลคดีเด็กและเยาวชนซึ่งเปึนชั้นศาลชำนาญเฉพาะ ซึ่งถึงแม้ว่าจะไม่ได้ มีการกำหนดอย่างชัดเจน แต่ว่าเราก็สามารถที่จะพิจารณาให้ขอบเขตอำนาจของศาลที่เปึน ศาลพลเรือนพิจารณาคดีที่อยู่ในอำนาจศาลทหารได้ ขอบคุณครับท่านประธาน

นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา

ท่านจุลพงศ์ อยู่เกษ ครับ

นายจุลพงศ์ อยู่เกษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณครับท่านประธาน กระผม จุลพงศ์ อยู่เกษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ผมขออย่างนี้ครับที่ผมลุกขึ้นมานี่เพราะว่าผมได้อภิปรายคราวก่อนนี้ขอให้ ทางกรรมาธิการชี้แจงถึงเหตุผลที่มีการแก้ในหลักการนะครับ ผมเข้าใจครับ แต่กรรมาธิการ เสียงส่วนใหญ่ท่านช่วยอ้างถึงข้อบังคับข้อไหนไหมครับที่ว่ากรรมาธิการนี่จะไปเพิ่มแก้ไข ในมาตราในเนื้อหาแล้วย้อนกลับไปแก้หลักการครับ ผมเข้าใจนะครับผมเข้าใจที่ท่านชี้แจง แต่เราต้องยึดมั่นในกฎเกณฑ์ก่อนไหมครับ ไม่อย่างนั้นต่อไปมีการแก้กฎหมายฉบับไหน ก็มีการอ้างเหตุผลมาสร้างมาตราใหม่ สร้างวรรคใหม่ แล้วก็ย้อนไปแก้ในหลักการ ท่านอย่าบอกว่า รัฐธรรมนูญไม่ห้ามนะครับ ถ้าท่านตีความอย่างนั้นต่อไปท่านตีความว่ารัฐธรรมนูญไม่ห้าม ก็ทำได้อย่างนั้นหรือครับ พังเลยนะครับ ผมขอถามสั้น ๆ ขอเปึนความรู้ครับ เปึน สส. แค่ ๒ ป้ ท่านลองอ่านข้อบังคับการประชุมรัฐสภาแล้วบอกเลยครับว่ากรรมาธิการนี่สามารถแก้หลักการ ที่รัฐสภาแห่งนี้อนุมัติไปแล้ว ที่เราอนุมัติครั้งแรกเพราะเราเห็นด้วยในหลักการ เราเห็นด้วย ในเหตุผล ง่าย ๆ เลยครับท่านเป่ดข้อบังคับการประชุมรัฐสภาตอนนี้เลยครับ แล้วเรียนให้ สมาชิกทุกท่านได้ทราบเลยครับมีข้อบังคับข้อไหนที่อนุญาตให้ท่านกรรมาธิการแก้โดยวิธีการ ไปเพิ่มมาตราใหม่แล้วย้อนกลับไปแก้ในหลักการ ขอบคุณครับท่านประธานครับ

นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ เนื่องจากมาตรานี้ คณะกรรมาธิการมีการแก้ไข ดังนั้นผมจะถามมติจากที่ประชุมก่อนว่าจะเห็นควรให้มีการแก้ไข หรือไม่นะครับ กรณีที่ประชุมครับ เชิญท่านคณะกรรมาธิการครับ

นายเอกราช อุดมอำนวย กรรมาธิการ

สุดท้ายแล้วครับท่านประธาน เรียนท่านประธานครับ ผม เอกราช อุดมอำนวย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคประชาชน ในฐานะสมาชิกรัฐสภา แล้วก็เปึนกรรมาธิการเสียงข้างน้อยที่สงวนความเห็นเอาไว้นะครับ ก่อนที่เพื่อนสมาชิกจะลงมตินะครับ ก็ขออภิปรายนิดเดียวครับ ก็คือเรื่องของการ Overrule กฎหมายในร่าง พ.ร.ป. ฉบับนี้ที่กรรมาธิการเสียงข้างน้อยอยากจะให้เพื่อนสมาชิกเห็นด้วย กับกรรมาธิการ เนื่องจากว่าท่านประธานครับ ขอเรียนแบบนี้ว่าในสมัยรัฐบาล คุณทักษิณ ชินวัตร ป้ ๒๕๔๘ ก็ได้ออก พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ตัดอำนาจศาลปกครองในยุคสมัยนั้น ผ่านมาในป้ รัฐบาลที่แล้วก็ออกพระราชบัญญัติปัองกันและปราบปรามการซ้อมทรมานหรือว่า พ.ร.บ. อุ้มหาย ดังนั้นการเขียนกฎหมายเพื่อ Overrule คือกฎหมายใหม่แก้ไขกฎหมายเก่าสามารถทำได้ ผมก็ยังยืนยันตรงนี้ว่าเราสามารถเขียนให้อำนาจได้ ดังนั้นอันนี้คือหลักการที่อยากจะยึดเอาไว้ ส่วนเรื่องของเพื่อนสมาชิกครับที่มีความกังวลในเรื่องของทหาร ว่าท่านไปแก้แบบนี้ไปแตะ ทหารเดี๋ยวทหารจะยึดอำนาจหรือเปล่า ตอนนี้เรามีรัฐมนตรีที่มาจากพลเรือนนะครับ ผมเชื่อว่า สามารถที่จะเจรจาแล้วก็ทำความเข้าใจถึงหลักการประชาธิปไตยได้ แล้วเข้าใจว่าทหารอาชีพ หลาย ๆ คนก็เห็นด้วยกับหลักการเดียวกันในเรื่องของการให้ความยุติธรรมอยู่ในอำนาจของ ศาลยุติธรรม แล้วพี่น้องประชาชนก็จับตาอยู่ว่าที่ผ่านมาบทบาทของศาลทหารนะครับ ที่ไม่ว่า จะเปึนช่วงรัฐบาล คสช. ก็ดี ไม่ว่าจะเปึนเรื่องของกระบวนการพิจารณาคดีอาญาทุจริตต่าง ๆ แทบจะไม่เคลื่อนไปข้างหน้าเลยนะครับอย่าง GT ๒๐๐ ถึงไหนแล้วก็ไม่รู้ ดังนั้นอีกประเด็นหนึ่ง อย่างกรณีที่คดีขึ้นศาลยุติธรรม ศาลยุติธรรม สำนักงานเลขาก็ยังมารายงานความคืบหน้าการติดตาม สำนวนคดีต่าง ๆ ที่สภาแห่งนี้ทั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา แต่ในขณะเดียวกัน คดีที่อยู่ในอำนาจของศาลทหารไม่มีที่จะต้องได้มารายงานต่อสภาแห่งนี้ ดังนั้นก็ยังยืนยัน ในหลักการแล้วก็หวังว่าเพื่อนสมาชิกจะเข้าใจในหลักการนี้ ถ้าเปึนไปตามกรรมาธิการเสียงส่วนน้อย ที่สงวนความเห็นแทบจะไม่ต้องแก้หลักการอะไรเลย แล้วยืนยันว่าสามารถบังคับใช้กฎหมาย ดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขอบพระคุณท่านประธานครับ

นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา

เปึนอันว่ากรรมาธิการที่ขอ สงวนความเห็นยังคงติดใจอยู่นะครับ เนื่องจากมาตรานี้คณะกรรมาธิการมีการแก้ไข ดังนั้น ผมจะถามมติจากที่ประชุมก่อนว่าจะเห็นควรแก้ไขหรือไม่ กรณีที่ที่ประชุมมีมติเห็นควร ให้แก้ไข ผมจึงจะถามมติจากที่ประชุมต่อไปว่าจะเห็นด้วยกับการแก้ไขของคณะกรรมาธิการ เสียงข้างมากหรือของคณะกรรมาธิการเสียงข้างน้อยที่ขอสงวนความเห็นนะครับ ต่อไปผมจะ ถามมติจากที่ประชุมว่าจะเห็นควรให้มีการแก้ไขหรือไม่ครับ ก่อนลงมติผมขอตรวจสอบ องค์ประชุมก่อนครับ

(นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุม ทราบก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)

เชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิแสดงตน โปรดเสียบบัตรแล้วก็กดปุ์มแสดงตนครับ เชิญครับ

(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ์มแสดงตน)
นายอลงกต วรกี สมาชิกวุฒิสภา

ท่านประธานครับ ผม นายอลงกต วรกี สมาชิกวุฒิสภา ลำดับที่ ๑๘๙ ขอแสดงตนครับ

นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา

๑๘๙ แสดงตนครับ

นายเกรียงศักดิ์ ฝัายสีงาม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ท่านประธานครับ

นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา

เชิญครับ

นายเกรียงศักดิ์ ฝัายสีงาม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ผม เกรียงศักดิ์ ฝัายสีงาม ๐๒๙ แสดงตนครับ

นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา

๐๒๙ แสดงตนครับ

พันตำรวจเอก กอบ อัจนากิตติ สมาชิกวุฒิสภา

เรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ พันตำรวจเอก กอบ อัจนากิตติ สว. ๐๐๕ แสดงตนครับ

นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา

๐๐๕ แสดงตนครับ ค่อย ๆ เดิน ด้วยความระมัดระวังนะครับ คอยได้ครับ ไม่ต้องรีบครับ

นายเอนก วีระพจนานันท์ สมาชิกวุฒิสภา

ท่านประธานครับ ผม เอนก วีระพจนานันท์ สมาชิกวุฒิสภา หมายเลข ๑๙๙ ขอแสดงตนครับ

นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา

๑๙๙ แสดงตนครับ ตอนนี้ แสดงตนด้วยวาจา ๔ ท่านแล้วนะครับ ยังมีอีกไหมครับ

นายชัยทิพย์ กมลพันธ์ทิพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ท่านประธานครับ ๐๘๖ แสดงตนครับ

นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา

๐๘๖ แสดงตนครับ แสดงตน ด้วยวาจา ๕ ท่านแล้วนะครับ ผมจะถามว่ามีผู้ใดยังไม่ได้แสดงตนอีกไหมครับ ถ้าไม่มีผมขอ ป่ดการแสดงตนนะครับ ขอเชิญเจ้าหน้าที่แสดงผลครับ ตอนนี้มีผู้มาแสดงตน ๕๗๓ ท่าน บวก ๕ ท่าน เปึน ๕๗๘ ท่าน เปึนอันว่ามีผู้เข้าร่วมประชุมครบองค์ประชุมครับ

ต่อไปผมจะให้ท่านสมาชิก ได้ใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนนะครับ ผู้ใดเห็นควรให้มีการแก้ไขโปรดกดปุ์ม เห็นด้วย ผู้ใด ไม่เห็นควรให้มีการแก้ไข คือให้คงไว้ตามร่างเดิมโปรดกดปุ์ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่าควรงด ออกเสียงโปรดกดปุ์ม งดออกเสียง ขอเชิญท่านใช้สิทธิครับ

(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ์มลงคะแนน)
นายอลงกต วรกี สมาชิกวุฒิสภา

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาครับ กระผม นายอลงกต วรกี สมาชิกวุฒิสภา ลำดับที่ ๑๘๙ งดออกเสียงครับ

นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา

๑๘๙ งดออกเสียงครับ

นายเกรียงศักดิ์ ฝัายสีงาม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ท่านประธานที่เคารพ ผม นายเกรียงศักดิ์ ฝัายสีงาม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี ๐๒๙ เห็นด้วยครับ

นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา

๐๒๙ เห็นด้วยครับ

นายเอนก วีระพจนานันท์ สมาชิกวุฒิสภา

กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาครับ ผม เอนก วีระพจนานันท์ หมายเลข ๑๙๙ สมาชิกวุฒิสภา งดออกเสียงครับ

นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา

๑๙๙ งดออกเสียงครับ

พันตำรวจเอก กอบ อัจนากิตติ สมาชิกวุฒิสภา

เรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม พันตำรวจเอก กอบ อัจนากิตติ สมาชิกวุฒิสภา ๐๐๕ งดออกเสียงครับ

นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา

๐๐๕ งดออกเสียงครับ

นายบุญชอบ สระสมทรัพย์ สมาชิกวุฒิสภา

เรียนท่านประธานรัฐสภา ผม บุญชอบ สระสมทรัพย์ สมาชิกวุฒิสภา ๐๗๕ งดออกเสียงครับ

นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา

๐๗๕ งดออกเสียงครับ มีท่านผู้ใด ยังไม่ได้ใช้สิทธิไหมครับ ถ้าไม่มีผมขอป่ดการลงคะแนนครับ

นายชาดา ไทยเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ท่านประธานครับ ขออนุญาตครับ ชาดา ๐๙๑ เห็นด้วยครับ

นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา

เห็นด้วยใช่ไหมครับ

นายชาดา ไทยเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ครับ

นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา

มีผู้ใดยังไม่ได้ใช้สิทธิไหมครับ ถ้าไม่มีผมขอป่ดการลงคะแนนครับ เจ้าหน้าที่แสดงผลครับ จำนวนผู้ลงมติ ๕๙๔ ท่าน บวก ๖ ท่าน เปึน ๖๐๐ ท่าน มีผู้เห็นด้วย ๔๕๔ ท่าน บวก ๒ ท่าน เปึน ๔๕๖ ท่าน ผู้ไม่เห็นด้วย ๖ ท่าน งดออกเสียง ๑๓๔ ท่าน บวก ๔ ท่าน เปึน ๑๓๘ ท่าน เปึนอันว่าที่ประชุมมีมติ เห็นควรให้มีการแก้ไขนะครับ

ต่อไปผมจะถามมติจากที่ประชุมว่า จะเห็นด้วยกับการแก้ไขของคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากหรือของคณะกรรมาธิการที่ขอสงวน ความเห็น ก่อนลงมติ ผมขอตรวจสอบองค์ประชุมครับ

(นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุม ทราบก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)

เชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิแสดงตน โปรดเสียบบัตร แล้วก็กดปุ์มแสดงตนครับ

(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ์มแสดงตน)
นายอลงกต วรกี สมาชิกวุฒิสภา

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา กระผม นายอลงกต วรกี สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดอุทัยธานี ลำดับที่ ๑๘๙ ขอแสดงตนครับ

นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา

๑๘๙ แสดงตนครับ

นายเกรียงศักดิ์ ฝัายสีงาม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม นายเกรียงศักดิ์ ฝัายสีงาม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

พันตำรวจเอก กอบ อัจนากิตติ สมาชิกวุฒิสภา

เรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม พันตำรวจเอก กอบ อัจนากิตติ สมาชิกวุฒิสภา ๐๐๕ แสดงตนครับ

นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา

แสดงตน ๒ ท่านครับ

นายเกรียงศักดิ์ ฝัายสีงาม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ท่านประธานที่เคารพ ผม นายเกรียงศักดิ์ ฝัายสีงาม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ลำดับที่ ๐๒๙ แสดงตน ครับ

นายชาดา ไทยเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ท่านประธานครับ ผม ชาดา ไทยเศรษฐ์ ๐๙๑ แสดงตนครับ

นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา

๐๒๙ แสดงตน แสดงตน ๓ ท่าน

นายบุญชอบ สระสมทรัพย์ สมาชิกวุฒิสภา

เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ ผม บุญชอบ สระสมทรัพย์ สมาชิกวุฒิสภา ๐๗๕ แสดงตนครับ

นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา

๐๗๕ แสดงตนครับ แสดงตน ๔ ท่านครับ

นายชาดา ไทยเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ท่านประธานครับ ย้ำอีกทีหนึ่งครับ ๐๙๑ แสดงตนครับ ชาดา ไทยเศรษฐ์ ครับ

นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา

๐๙๑ แสดงตน ๕ ท่านครับ แสดงตนด้วยวาจา ๕ ท่าน ถูกต้องนะครับ ยังมีผู้ใดที่ยังไม่ได้แสดงตนครับ ถ้าไม่มี ผมขอป่ด การแสดงตนครับ เจ้าหน้าที่แสดงผลครับ มีผู้เข้าประชุม ๕๘๙ ท่าน บวก ๕ ท่าน เปึน ๕๙๔ ท่าน เปึนอันว่ามีผู้เข้าร่วมประชุมครบองค์ประชุมครับ

ต่อไปจะเปึนการออกเสียง ลงคะแนนครับ ผู้ใดเห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากโปรดกดปุ์ม เห็นด้วย ผู้ใดเห็นด้วย กับกรรมาธิการที่ขอสงวนความเห็นชอบโปรดกดปุ์ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียง โปรดกดปุ์ม งดออกเสียง

(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ์มลงคะแนน)
นายอลงกต วรกี สมาชิกวุฒิสภา

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา กระผม นายอลงกต วรกี สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดอุทัยธานี ลำดับที่ ๑๘๙ งดออกเสียงครับ

นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา

๑๘๙ งดออกเสียงครับ

นายชาดา ไทยเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ท่านประธานครับ ผม ชาดา ไทยเศรษฐ์ ๐๙๑ งดออกเสียงครับ

นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา

ชาดา ไทยเศรษฐ์ ๐๙๑ งดออกเสียง

นายเกรียงศักดิ์ ฝัายสีงาม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายเกรียงศักดิ์ ฝัายสีงาม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดอุดรธานี ลำดับที่ ๐๒๙ งดออกเสียงครับ

นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา

๐๒๙ งดออกเสียงครับ

พันตำรวจเอก กอบ อัจนากิตติ สมาชิกวุฒิสภา

เรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม พลตำรวจเอก กอบ อัจนากิตติ สมาชิกวุฒิสภา ๐๐๕ งดออกเสียงครับ

นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา

๐๐๕ งดออกเสียงครับ

นายบุญชอบ สระสมทรัพย์ สมาชิกวุฒิสภา

กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ ผม บุญชอบ สระสมทรัพย์ สมาชิกวุฒิสภา ๐๗๕ งดออกเสียงครับ

นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา

๐๗๕ งดออกเสียงครับ มีท่านผู้ใด ยังไม่ได้ใช้สิทธิออกเสียงครับ ถ้าไม่มี ผมขอป่ดการลงคะแนนครับ เจ้าหน้าที่แสดงผลครับ มีจำนวนผู้ลงมติ ๖๐๒ ท่าน บวก ๕ ท่าน เปึน ๖๐๗ ท่าน เห็นด้วย ๒๔ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๑๖๗ ท่าน งดออกเสียง ๔๐๕ ท่าน บวก ๕ ท่าน เปึน ๔๑๐ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๖ ท่าน ทวนอีกครั้งหนึ่งครับ มีผู้เห็นด้วย ๒๔ ท่าน มีผู้ไม่เห็นด้วย ๑๖๗ ท่าน มีผู้งดออกเสียง ๔๑๐ ท่าน เพราะฉะนั้นมีผู้เห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการเสียงข้างน้อยครับ เปึนอันว่าที่ประชุมมีมติเห็น ด้วยกับคณะกรรมาธิการเสียงข้างน้อยที่ขอสงวนความเห็น อันนี้จบนะครับ

ขอเชิญท่านเลขาธิการอ่านมาตรา ต่อไป มาตรา ๕ ครับ

นางปัณณิตา สท้านไตรภพ รองเลขาธิการรัฐสภา ปฏิบัติหน้าที่แทน เลขาธิการรัฐสภา

มาตรา ๕ คณะกรรมาธิการเพิ่มขึ้นใหม่

นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา

มีสมาชิกท่านใดจะอภิปรายไหมครับ

นายณัฐวุฒิ บัวประทุม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ท่านประธานครับ ผมจะขอใช้สิทธิสมาชิกอภิปรายครับ

นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา

เชิญครับ

นายณัฐวุฒิ บัวประทุม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 🔗

ขอบพระคุณครับ ท่านประธานที่เคารพ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน คนจังหวัดอ่างทองในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ท่านประธานครับ เนื่องจากว่ามาตรา ๕ เปึนมาตราที่ทางคณะกรรมาธิการเพิ่มขึ้นมาใหม่ ฉะนั้นผมจะขออนุญาตใช้สิทธิในฐานะสมาชิก อภิปรายสอบถามการที่เพิ่มขึ้นมาใหม่ของคณะกรรมาธิการนะครับ อย่างไรก็ตามก็คงต้อง เท้าความว่าการที่จำเปึนต้องพูดถึงมาตรา ๕ นั้นเนื่องจากว่ามีความเปลี่ยนแปลงในการลงมติ ในมาตรา ๔ เมื่อสักครู่ที่ผ่านมา ถ้าย้อนไปในหลักการครับ อย่างที่ผมย้ำมาโดยตลอดตั้งแต่ต้นว่า ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้มีหลักการอยู่ ๒ ส่วนด้วยกัน ส่วนที่ ๑ ก็คือกรณีเรื่องของการยกเลิก การดำเนินคดีทุจริต ซึ่งบุคคลที่อยู่ถูกกล่าวหานั้นอยู่ในอำนาจของศาลทหารที่เคยอยู่ใน ศาลทหารให้กลับมาสู่ระบบปกติ แล้วก็ส่วนที่ ๒ พูดถึงเรื่องของอัยการสูงสุดที่จะทำหน้าที่ เปึนอัยการผู้ดำเนินคดีในศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ฉะนั้นวันนี้ความเปึนสามัญ กลับมาแล้วครับ ความเปึนสามัญกลับคืนมาก็คือว่าในกรณีถ้าเปึนเรื่องของทางการทหาร โดยเฉพาะผมว่าทุกคนไม่ติดใจ เห็นตรงกันว่าทหารควรมีอำนาจสูงสุดในการพิจารณา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่เกิดภัยพิบัติ เกิดศึกสงคราม เกิดสถานการณ์ฉุกเฉินต่าง ๆ เปึนต้น แต่ในกรณีที่หากเปึนคดีทุจริตครับ แล้วเรื่องทุจริตนั้นเปึนเรื่องสากลโดยทั่วไปที่มีความเข้าใจ แล้วก็คงไม่แปลกอะไรที่ศาลอาญาคดีทุจริตควรจะมีอำนาจในการพิจารณา ประเด็นที่ผม จำเปึนต้องยกขึ้นมาก็คือว่าถ้าเราไม่ผ่านกฎหมายฉบับนี้เราจะเสียโอกาสอย่างยิ่งในการทำให้ ความเปึนธรรมดาสากลแล้วทำให้ระบบเรื่องของพลเรือนอยู่เหนือกว่าทหารนั้นกลับคืนมา รัฐธรรมนูญ ท่านประธานผมพูดเกี่ยวกับมาตรา ๕ แน่นอนท่านอย่าเพิ่งแตะไมค์ มันเกี่ยวครับ เพราะว่ากำลังจะถามต่อครับ ประเด็นก็คือว่าอย่างที่ผมได้นำเรียนว่าความเกี่ยวพันเรื่องการ กลับคืนสู่ความเปึนสามัญนั้นอยู่ทั้งในการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อป้ ๒๔๗๕ อยู่ใน รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๖๐ ในบทบัญญัติเปึนการทั่วไป อยู่ในประเด็นเรื่องของการมีองค์กรอิสระ มาตรา ๕ ที่พูดถึงเปึนมาตราที่ใช้คำว่า ให้ประธานกรรมการปัองกันและปราบปราม การทุจริตแห่งชาติรักษาการตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ คำถามของผมก็คือว่าเอ๊ะแล้วมันต่าง กับกรณีของ พ.ร.ป. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการปัองกันและปราบปรามการทุจริต ฉบับหลักอยู่หรือไม่ พูดกันง่าย ๆ ก็คือถ้าฉบับหลักมีประธาน ป.ป.ช. เปึนผู้รักษาการอยู่แล้ว เราก็ย่อมมีเหตุจำเปึนที่ใส่ตรงนี้เข้ามา หรือมันจะเปึนแค่ส่วนหนึ่งเพราะในกฎหมาย ฉบับหลักอาจจะมีนายกรัฐมนตรี มีรัฐมนตรีอื่นรักษาการผมไม่ทราบได้นะครับ หรือการที่ให้ ประธาน ป.ป.ช. เพิ่มอำนาจเข้ามาในการรักษาการตามมาตรา ๕ นั้นจะไปเกี่ยวข้องกับ ข้อสังเกตที่ท่านเขียนไว้ไหม เพราะ ณ ขณะนี้ถ้ากฎหมายฉบับนี้ผ่าน Commit หรือพันธสัญญา ที่จะเกิดขึ้น ก็คือการแก้ไขธรรมนูญศาลทหารที่ใช้กันมานานครับ พันธสัญญาหนึ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือการแก้ไข พ.ร.ป. วิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ที่มีการออกมาแล้วและจำเปึนต้องแก้ไขให้สอดคล้องกัน ถ้าเปึนเช่นนั้นผมก็สนับสนุน อย่างไรก็ตามท่านประธานครับ ผมจำเปึนต้องยืนยันครับว่าวันที่มีการลงมตินั้นสภาแห่งนี้ มีมติเปึนเสียงเอกฉันท์ในการรับหลักการกฎหมายฉบับนี้มา ฉะนั้นหากวันนี้เราใช้เนื้อหา ที่กลับไปใกล้เคียงแม้ไม่เหมือนเสียทีเดียวกับกรณีของการรับหลักการมาในมาตรา ๔ นั้น ก็ใกล้เคียงที่สุดครับ และมันจะแปลกมากเลยเราอาจจะไม่สามารถตอบคำถามของพ่อแม่ ที่รอว่าทำไมเกิดขึ้น การโกงที่เกิดขึ้นในคดีทุจริตที่อยู่ในศาลทหารแล้วส่งผลกระทบต่อทหารเกณฑ์ เราไม่สามารถตอบพี่น้องประชาชนที่สนใจคดีทุจริตเยอะแยะไปหมดครับ ที่เกิดขึ้นไม่ว่า จะเปึน GT200 หรือว่าการซ้อมทรมานหลายเรื่องหรือแม้กระทั่งการทุจริตที่สูงขึ้นกว่านั้น ที่อยู่ในศาลทหารแล้วทำไมถึงไม่กลับมาในศาลอาญาคดีทุจริต และเราไม่สามารถตอบเงื่อนไข ในอนาคตได้ครับ ฉะนั้นอยากให้ท่านประธานกรรมาธิการตอบให้ชัดครับว่ามาตรา ๕ นั้น เปึนหนึ่งในมาตราสำคัญที่ท่านอยากจะยืนยัน และอยากให้ท่านตอบให้ชัดว่าการที่จะช่วย การลงมติด้วยเสียงข้างมากนะครับ เพราะ พ.ร.ป. นั้นมีลักษณะการลงมติที่แตกต่างจาก กฎหมายอื่น งดออกเสียงเปึนเอกสิทธิ์แต่ไม่มีจำนวนนับในการที่จะทำให้เราผ่านกฎหมาย ฉบับนี้ไปครับ อยากให้ประธานกรรมาธิการตอบชัด ๆ ว่ามาตรา ๕ ที่กำลังจะแก้ไขลงมตินี่นะครับ และจะนำไปสู่การลงมติวาระสามนั้น มีผลสำคัญยิ่งต่อการผ่านกฎหมายฉบับนี้ และมีผล สำคัญยิ่งต่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชนที่อยากเห็นการแยกทหารกับพลเรือน และอยากเห็น คดีทุจริตและประพฤติมิชอบที่ท่านบอกว่ารัฐธรรมนูญปราบโกง ปราบโกงนี่ครับ มันจะปราบ ได้อย่างไรล่ะครับถ้าไม่สามารถคืนความเปึนปกติสามัญในการพิจารณาคดีทหารที่ทุจริตได้ ฉะนั้นอยากจะฝากท่านประธานนำเรียนท่านประธานกรรมาธิการว่า เนื้อหามาตรา ๕ สำคัญยิ่ง ในแง่ของผู้รักษาการ และสำคัญยิ่งต่อการลงมติในวาระสาม และสำคัญยิ่งต่อการลงมติ ในข้อสังเกตที่อยากให้สภาแห่งนี้เรารับหลักการมาเปึนเอกฉันท์ก็อยากให้ผ่านกฎหมายฉบับนี้ อย่างเปึนเอกฉันท์ด้วยเช่นกัน พี่น้องประชาชนรอติดตาม รอให้ความสำคัญและเรื่องนี้สำคัญ ไม่น้อยไปกว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อไป อยากฟังเสียงชัด ๆ จากกรรมาธิการ เพื่อให้ท่านบอกพวกเราว่าควรจะสนับสนุนมาตรา ๕ และสนับสนุนกฎหมายฉบับนี้ต่อไป ในวาระสามอย่างไรครับ เพราะเสียงที่ลงมติสักครู่มันแปล่ง ๆ ชอบกล ขอบคุณครับท่านประธาน

นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านอดิศร เพียงเกษ ครับ

นายอดิศร เพียงเกษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม นายอดิศร เพียงเกษ สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ขณะนี้เรากำลังพิจารณามาตรา ๕ ซึ่งคณะกรรมาธิการได้เพิ่มขึ้น ผมเปึนคนที่มี ความรู้น้อยแม้จะเรียนกฎหมายมาบ้าง ผมอยากสอบถามทางกรรมาธิการนะครับ การที่เพิ่ม ให้ประธานกรรมการปัองกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ รักษาการตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญนี้ ท่านเพิ่มขึ้นมาทำไม เพราะในกฎหมายเดิม มาตรา ๘ นะครับ ของ พ.ร.บ. ป.ป.ช. พ.ศ. ๒๕๖๑ ก็มีการรักษาการโดยประธานกรรมการ ป.ป.ช. อยู่แล้ว เมื่อมีรักษาการ เดิมอยู่แล้วท่านเพิ่มขึ้นมาอีก ไม่ทราบว่ามันจะซ้อนกันหรือจะผลักประธานรักษาการเดิม ไปอยู่ที่ไหน ถ้ากฎหมายมาตรา ๕ นี้ผ่านแล้วจะเอามาตรานี้ไปแทรกไว้อยู่ตรงไหนครับ อันนี้ ด้วยความรู้น้อยจริง ๆ วันนี้ผมพยายามไปถามที่หน้าบัลลังก์ ถามหลายท่านหลายคน ไม่รู้ ก็ถาม ณ ที่นี่ครับ เพราะไม่คิดว่าจะมีความจำเปึนที่การรักษาการฉบับนี้ต้องซ้อนกับประธาน ป.ป.ช. รักษาการตาม พ.ร.บ. ฉบับนี้ซึ่งมีอยู่เดิม จึงขออนุญาตที่จะสอบถามเปึนความรู้ ส่วนการ ลงมติในอนาคต ไม่ว่าจะเปึนเรื่องหลักการขัดหรือไม่ จะเปึนการลงมติเรื่องข้อสังเกตหรือจะ ลงมติในวาระที่สาม ผมคิดว่าสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติทุกท่านทรงไว้ซึ่งเหตุผลในการรับรู้ว่า จะพิจารณาในการที่จะรับหลักการหรือจะคว่ำหรือจะให้กฎหมายฉบับนี้เดินหน้าต่อไปเปึนเอกสิทธิ์ อันชอบธรรมของบรรดาสมาชิกทั้งหลายครับ จึงขออนุญาตสอบถามในฐานะที่เปึนบุคคลที่มี ความรู้น้อยด้านกฎหมาย ขอบคุณครับ

นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา

ท่านกรรมาธิการจะตอบ เชิญกรรมาธิการครับ

นายธีระพงษ์ มีลักษณ์ ผู้แทนคณะกรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม นายธีระพงษ์ มีลักษณ์ ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ในฐานะกรรมาธิการ ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานเพื่อจะชี้แจงข้อซักถามของท่านสมาชิก เนื่องจากพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เปึนร่างกฎหมายฉบับแก้ไขเพิ่มเติม เมื่อได้มีการผ่านความเห็นชอบของรัฐสภาและประกาศใช้บังคับเปึนกฎหมายแล้ว พระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญนี้ก็จะใช้บังคับเปึนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ ๒ ซึ่งเนื้อหาของร่างพระบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ได้มีบทเฉพาะกาลในมาตรา ๔ ที่เปึน เรื่องเกี่ยวกับการโอนคดี ดังนั้นในการจะอำนวยการปฏิบัติให้เปึนไปตามบทเฉพาะกาลดังกล่าว จึงจำเปึนต้องมีการกำหนดผู้รักษาการไว้ในเนื้อหาของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ซึ่งได้มีการ ประกาศใช้บังคับเปึนกฎหมายต่อไป ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานเพื่อชี้แจงท่านสมาชิกครับ

นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ เนื่องจากมาตรานี้ คณะกรรมาธิการเพิ่มขึ้นใหม่ ดังนั้นผมขอถามมติจากที่ประชุมว่าจะเห็นด้วยกับการเพิ่ม มาตราขึ้นใหม่ของคณะกรรมาธิการหรือไม่

นายอดิศร เพียงเกษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ท่านประธาน ผม อดิศรครับ ด้วยความเคารพอย่างยิ่งถ้าเราไม่เขียนเพิ่มขึ้นเลยท่านประธานมันจะเสียหายทำให้กฎหมายนี้ ล่มสลายเหมือนทุกสิ่งทุกอย่างหรือเปล่าครับ นี่ผมถามจริง ๆ ในฐานะที่เปึนนักกฎหมายด้วยกัน มันมีอยู่แล้วคนที่รักษาการตาม พ.ร.บ. ฉบับนี้ กฎหมายแก้ไขก็ไปรวมกันเปึน พ.ร.บ. เดิม ถามเปึนครั้งที่ ๒ ซึ่งก็ไม่บังควรที่จะถามแล้วครับ ขอบคุณครับ

นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา

เชิญกรรมาธิการครับ

นายธีระพงษ์ มีลักษณ์ ผู้แทนคณะกรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายธีระพงษ์ มีลักษณ์ ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ในฐานะ กรรมาธิการ ขออนุญาตตอบข้อซักถามเพิ่มเติมของท่านสมาชิกที่ได้กรุณาสอบถามในกรณี ของร่างพระบัญญัติฉบับแก้ไขเพิ่มเติมนั้น กรณีที่มีการแก้ไขเนื้อหาของร่างพระราชบัญญัติ เนื้อหาของกฎหมายมาตราที่ได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมจะเข้าไปอยู่ในกฎหมายฉบับหลัก ก็คือ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๖๑ แต่ในส่วนบทเฉพาะกาลที่เปึนร่างมาตรา ๔ นั้น ในส่วนนี้จะประกาศใช้ในกฎหมาย ฉบับที่ ๒ โดยไม่ได้ไปอยู่ในเนื้อหาของพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญฉบับหลัก ดังนั้นในการกำหนดบทเฉพาะกาลในส่วนนี้จึงจำเปึนต้องมี ผู้รักษาการเพื่ออำนวยการปฏิบัติตามมาตรา ๔ ที่จะอยู่ในพระราชบัญญัติ ฉบับที่ ๒ ที่จะได้ มีการประกาศใช้บังคับตามที่คณะกรรมาธิการรัฐสภาได้มีการแก้ไข ขออนุญาตกราบเรียนชี้แจง กราบขอบพระคุณครับ

นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านสรชาติครับ

นายสรชาติ วิชย สุวรรณพรหม สมาชิกวุฒิสภา

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม สรชาติ วิชย สุวรรณพรหม ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ความเปึนจริง ต้องถามท่านกฤษฎีกาก่อนว่าทำไมตอนยกร่างมามันบกพร่องได้อย่างไร ในเมื่อมาตรา ๕ ซึ่งมันเปึนเรื่องจำเปึนอยู่แล้วว่าต้องมีคนรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ ซึ่งผมไม่อยากจะ เห็นว่าต้องมาเพิ่มในชั้นของกรรมาธิการ แต่อยากเห็นที่มันเพิ่มมาในชั้นของการยกร่าง มาต่างหากเพราะในฐานะที่กฤษฎีกานั้นเปึนคนทำกฎหมาย ร่างกฎหมายมา เห็นกฎหมาย มาแล้วนี่ มันต้องมาเพิ่มในชั้นของท่านขึ้นมาไม่ใช่มาในชั้นกรรมาธิการที่เกิดขึ้น อย่างนั้น กฎหมายทุกฉบับมันก็ต้องมีข้อบกพร่องเกิดขึ้น ซึ่งมาตรา ๕ มันเปึนบทเฉพาะกาลที่จะต้อง ให้รักษาการอยู่แล้ว นั่นคือสิ่งที่ผมต้องขออนุญาตกราบเรียนว่ากฤษฎีกาต่างหากบกพร่อง มาได้อย่างไรในชั้นเริ่มต้นที่กฎหมายเข้ามาสู่รัฐสภาแห่งนี้ ขอบคุณท่านประธานครับ

นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา

เชิญกรรมาธิการครับ

นายชลน่าน ศรีแก้ว ประธานคณะกรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทย จังหวัดน่าน สมาชิกรัฐสภา ในฐานะประธานกรรมาธิการ ขออนุญาตตอบท่านสมาชิกแทนกรณีกล่าวถึงกฤษฎีกา เพราะว่าเปึนผลประโยชน์ทับซ้อน ท่านออกมาชี้แจงคงลำบาก ผมกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังเพื่อนสมาชิกด้วยความเคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้เปึนร่างพระราชบัญญัติที่เสนอ โดยเพื่อนสมาชิกเราและคณะ กฎหมายไม่ได้ผ่านไปที่กฤษฎีกา ผ่านการทำงานของรัฐสภาของเราในส่วนที่เกี่ยวข้องและ ถูกบรรจุเข้าสู่ระเบียบวาระ นั่นหมายความว่าผ่านเรื่องของมาตรา ๗๗ มาเรียบร้อยทั้งหมด บรรจุเข้าสู่ระเบียบวาระก็เข้าสู่การพิจารณาในวาระรับหลักการ เราจะเห็นว่าหลายเรื่องมันมี ข้อขาดตกบกพร่องไม่เปึนไปตามนิติวิธี ไม่เปึนไปตามกระบวนการอยู่มากมาย อันนี้เอง ถ้าท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้สังเกตในการจัดทำกฎหมายของเราในยุคสมัยประชุมเรานี้ ท่านจะพบข้อบกพร่องแบบนี้บ่อย ๆ เลย บ่อย ๆ ครับไม่ว่าจะเปึนชั้นของการรับร่างในวาระที่หนึ่ง หรือเมื่อพิจารณาในชั้นกรรมาธิการมาแล้ว มีการเปลี่ยนแปลง มีการปรับปรุงกฎหมาย มีการ ปรับปรุงรูปแบบของการเขียนกฎหมาย เราเจอกันเปึนประจำครับ เพราะฉะนั้นก็กราบเรียน ท่านประธานครับ เราคงต้องช่วยกันดูในเรื่องพวกนี้ โดยเฉพาะส่วนงานที่เกี่ยวข้องฝ์ายกฎหมาย สำนักที่เกี่ยวข้องกับการยกร่างกฎหมายต่าง ๆ คงต้องให้รอบคอบ แล้วพวกเราเองครับ ในชั้นวาระรับหลักการนี้ ถ้ามันมีประเด็นเราอาจจะต้องช่วยกันบอก ถ้ามันไม่ไหวจริง ๆ อาจจะบอกว่าไม่รับหลักการเลยนะครับ อย่างเช่น กฎหมายที่เสนอแล้วมีปัญหา อย่างพวกผม รับโจทย์มาลำบากมากนะครับ รับหลักการมาโจทย์มันลำบากมันก็จะเปึนแบบที่ทุกท่านเห็น อย่างนี้นะครับ ด้วยความเคารพยิ่งครับ ขอบพระคุณครับ

นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา

เมื่อได้พิจารณากันมา พอสมควรแล้ว เนื่องจากมาตรานี้คณะกรรมาธิการเพิ่มขึ้นใหม่ ดังนั้นผมขอถามมติจาก ที่ประชุมว่าจะเห็นด้วยกับการเพิ่มมาตราขึ้นใหม่ของคณะกรรมาธิการหรือไม่ ก่อนลงมติ ผมขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อนครับ

(นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุม ทราบก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)

ขอเชิญท่านสมาชิกได้ใช้สิทธิ แสดงตนนะครับ โปรดเสียบบัตรและกดปุ์มแสดงตนครับ

(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ์มแสดงตน)
นายอลงกต วรกี สมาชิกวุฒิสภา

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา กระผม นายอลงกต วรกี สมาชิกวุฒิสภา ลำดับที่ ๑๘๙ ขอแสดงตนครับ

นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา

๑๘๙ แสดงตนครับ

พันตำรวจเอก กอบ อัจนากิตติ สมาชิกวุฒิสภา

เรียนท่านประธาน รัฐสภา ผม พันตำรวจเอก กอบ อัจนากิตติ สมาชิกวุฒิสภา ๐๐๕ ขอแสดงตนครับ

นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา

๐๐๕ แสดงตนครับ

นายเกรียงศักดิ์ ฝัายสีงาม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม นายเกรียงศักดิ์ ฝัายสีงาม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี รหัส ๐๒๙ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา แสดงตนครับ

นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา

๐๒๙ แสดงตนครับ

นายบุญชอบ สระสมทรัพย์ สมาชิกวุฒิสภา

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม บุญชอบ สระสมทรัพย์ สมาชิกวุฒิสภา ๐๗๕ แสดงตนครับ

นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา

๐๗๕ แสดงตนครับ

นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง มหาดไทย

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาครับ กระผม นายอนุทิน ชาญวีรกูล สมาชิกรัฐสภา หมายเลข ๔๖๗ ขอแสดงตนครับ

นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา

๔๖๗ แสดงตนครับ

นายชาดา ไทยเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ชาดา ไทยเศรษฐ์ ๐๙๑ แสดงตนครับ

นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา

๐๙๑ แสดงตนครับ ยังมีผู้ใช้สิทธิ แสดงตนด้วยวาจาไหมครับ ตอนนี้มีผู้แสดงตนด้วยวาจา ๖ ท่านครับ ยังมีเดินเข้ามาอยู่ครับ ค่อย ๆ เดินนะครับคือทางมันชัน คอยได้ครับ มีท่านผู้ใดยังไม่ได้แสดงตนครับ ถ้าไม่มีผมขอ ป่ดการแสดงตนครับ เจ้าหน้าที่แสดงผล มีผู้มาแสดงตนในที่ประชุม ๕๗๗ ท่าน บวก ๖ ท่าน เปึน ๕๘๓ ท่าน เปึนอันว่ามีผู้เข้าร่วมประชุมทั้งหมดครบองค์ประชุมครับ

ต่อไปจะขอเชิญท่านสมาชิก ใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนครับ ผู้ใดเห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการ คือเห็นด้วยกับการเพิ่ม มาตราขึ้นใหม่โปรดกดปุ์ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการโปรดกดปุ์ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นควรงดออกเสียงโปรดกดปุ์ม งดออกเสียง ครับ

(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ์มลงคะแนน)
นายชาดา ไทยเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ท่านประธาน ๐๙๑ ไม่เห็นด้วย ชาดา ไทยเศรษฐ์ ครับ

นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา

๐๙๑ ไม่เห็นด้วยครับ

นายอลงกต วรกี สมาชิกวุฒิสภา

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา กระผม นายอลงกต วรกี สมาชิกวุฒิสภา ลำดับที่ ๑๘๙ งดออกเสียงครับ

นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา

งดออกเสียง ๑ ท่านครับ

พันตำรวจเอก กอบ อัจนากิตติ สมาชิกวุฒิสภา

เรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม พันตำรวจเอก กอบ อัจนากิตติ สมาชิกวุฒิสภา ๐๐๕ งดออกเสียงครับ

นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา

งดออกเสียง ๒ ท่านครับ

นายเกรียงศักดิ์ ฝัายสีงาม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายเกรียงศักดิ์ ฝัายสีงาม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดอุดรธานี ๐๒๙ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ไม่เห็นด้วยครับ

นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา

ไม่เห็นด้วย ๑ ท่านครับ

นายบุญชอบ สระสมทรัพย์ สมาชิกวุฒิสภา

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม บุญชอบ สระสมทรัพย์ สมาชิกวุฒิสภา ๐๗๕ งดออกเสียงครับ

นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา

งดออกเสียง ๑ ท่านครับ มีท่าน ผู้ใดยังไม่ได้ใช้สิทธิออกเสียงครับ ถ้าไม่มี ผมขอป่ดการลงคะแนน เจ้าหน้าที่แสดงผลครับ จำนวนผู้ลงมติ ๕๘๐ ท่าน บวก ๕ ท่าน เท่ากับ ๕๘๕ ท่าน เห็นด้วย ๑๖๙ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๒๗๘ ท่าน บวก ๒ ท่าน เปึน ๒๘๐ ท่าน งดออกเสียง ๑๓๑ ท่าน บวก ๓ ท่าน เปึน ๑๓๔ ท่าน ไม่ลงคะแนน ๒ ท่าน เปึนอันว่าที่ประชุมแห่งนี้มีมติไม่เห็นด้วยกับการเพิ่มมาตราขึ้นใหม่ ของคณะกรรมาธิการ เปึนอันจบการพิจารณาเรียงตามลำดับมาตราแล้วนะครับ

ต่อไปจะเปึนการพิจารณา ทั้งร่างเปึนการสรุปอีกครั้งหนึ่ง ตามข้อบังคับ ข้อ ๙๗ ครับ จะมีสมาชิกท่านใดขอแก้ไข ถ้อยคำหรือไม่ครับ ถ้าไม่มี เปึนอันว่าจบการพิจารณาในวาระที่สองครับ

ต่อไปเปึนการพิจารณาในวาระที่สามเพื่อให้รัฐสภาลงมติว่าจะเห็นชอบ หรือไม่เห็นชอบโดยไม่มีการอภิปรายตามข้อบังคับ ข้อ ๙๘ ก่อนลงมติผมขอตรวจสอบ องค์ประชุมครับ

(นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุม ทราบก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)

เชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิแสดงตน โปรดเสียบบัตรและกดปุ์มแสดงตนครับ

(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ์มแสดงตน)
นายอลงกต วรกี สมาชิกวุฒิสภา

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา กระผม นายอลงกต วรกี สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดอุทัยธานี ลำดับที่ ๑๘๙ ขอแสดงตนครับ

นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา

๑๘๙ แสดงตนครับ

พันตำรวจเอก กอบ อัจนากิตติ สมาชิกวุฒิสภา

ท่านประธานที่เคารพ ผม พันตำรวจเอก กอบ อัจนากิตติ สมาชิกวุฒิสภา ๐๐๕ ขอแสดงตนครับ

นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา

๐๐๕ แสดงตนครับ

นายบุญชอบ สระสมทรัพย์ สมาชิกวุฒิสภา

กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ ผม บุญชอบ สระสมทรัพย์ สมาชิกวุฒิสภา ๐๗๕ ขอแสดงตนครับ

นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา

๐๗๕ แสดงตนครับ

นายเกรียงศักดิ์ ฝัายสีงาม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายเกรียงศักดิ์ ฝัายสีงาม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดอุดรธานี ๐๒๙ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอแสดงตนครับ

นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา

๐๒๙ แสดงตนครับ

นายชาดา ไทยเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ท่านประธานครับ ขออนุญาตครับ ๐๙๑ ชาดา ไทยเศรษฐ์ แสดงตนครับ

นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา

๐๙๑ แสดงตนครับ มีท่านผู้ใด ยังไม่ได้ใช้สิทธิแสดงตนไหมครับ ถ้าไม่มีผมขอป่ดการแสดงตนครับ เจ้าหน้าที่แสดงผลครับ ๕๗๗ ท่าน บวก ๕ ท่าน เท่ากับ ๕๘๒ ท่าน ครบองค์ประชุมครับ

ต่อไปผมจะถามมติจาก ที่ประชุมว่าจะเห็นชอบกับการร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการปัองกัน และปราบปรามการทุจริต (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... หรือไม่ ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียง ลงคะแนนครับ

นายอลงกต วรกี สมาชิกวุฒิสภา

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาครับ ผม นายอลงกต วรกี สมาชิกวุฒิสภา ลำดับที่ ๑๘๙ ไม่เห็นด้วยครับ

นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา

เดี๋ยวก่อนครับ ผมยังไม่ได้ ถามครับ ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนนะครับ ผู้ใดเห็นชอบโปรดกดปุ์ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นชอบโปรดกดปุ์ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียงโปรดกดปุ์ม งดออกเสียง ครับ

(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ์มลงคะแนน)
นายเกรียงศักดิ์ ฝัายสีงาม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายเกรียงศักดิ์ ฝัายสีงาม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี รหัส ๐๒๙ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ไม่เห็นด้วยครับ

นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา

ไม่เห็นด้วย ๑ ท่านครับ

นายชาดา ไทยเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ท่านประธานครับ ๐๙๑ ชาดา ไทยเศรษฐ์ ไม่เห็นด้วยครับ

นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา

ไม่เห็นด้วย ๒ ท่านครับ

นายอลงกต วรกี สมาชิกวุฒิสภา

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาครับ กระผม นายอลงกต วรกี ลำดับที่ ๑๘๙ ไม่เห็นด้วยครับ

นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา

ไม่เห็นด้วย ๓ ท่านครับ

นายบุญชอบ สระสมทรัพย์ สมาชิกวุฒิสภา

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม บุญชอบ สระสมทรัพย์ สมาชิกวุฒิสภา ๐๗๕ ไม่เห็นด้วยครับ

นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา

ไม่เห็นด้วย ๔ ท่านครับ

พันตำรวจเอก กอบ อัจนากิตติ สมาชิกวุฒิสภา

เรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม พันตำรวจเอก กอบ อัจนากิตติ สมาชิกวุฒิสภา ๐๐๕ ไม่เห็นชอบครับ

นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา

ไม่เห็นด้วย ๕ ท่านครับ มีสมาชิกท่านใดยังไม่ได้ใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนครับ ถ้าไม่มีผมขอป่ดการลงคะแนนครับ เจ้าหน้าที่แสดงผลครับ มีผู้ลงมติ ๕๘๗ ท่าน บวก ๕ ท่าน เปึน ๕๙๒ ท่าน มีผู้เห็นด้วย ๑๖๓ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๔๑๐ ท่าน บวก ๕ ท่าน เปึน ๔๑๕ ท่าน งดออกเสียง ๑๒ ท่าน ไม่ลงคะแนน ๒ ท่าน แสดงว่าที่ประชุมแห่งนี้ไม่เห็นด้วยนะครับ ที่ประชุมมีมติเห็นชอบไม่มากกว่ากึ่งหนึ่งกับ ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการปัองกันและปราบปรามการทุจริต (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งท่านวิโรจน์ ลักขณาอดิศร กับคณะเปึนผู้เสนอนะครับ

เนื่องจากรัฐสภาลงมติ เห็นชอบไม่มากกว่ากึ่งหนึ่งในวาระที่สาม ดังนั้นร่างพระบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เปึนอันตกไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๓๒ (๑) ประกอบข้อบังคับ ข้อ ๙๙ ดังนั้นจึงไม่ต้อง ถามมติข้อสังเกตนะครับ ขอบคุณคณะกรรมาธิการครับ

รัฐสภายินดีต้อนรับคณะอาจารย์และนิสิตคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย จำนวน ๒๗ ท่าน เข้าร่วมฟังการประชุมร่วมกันของรัฐสภาในวันจันทร์ที่ ๑๗ มีนาคม ๒๕๖๘ เวลา ๑๒.๐๐ นาําิกา ขอบคุณครับ

เรื่องด่วน

๑. ญัตติด่วน เรื่อง ขอให้รัฐสภามีมติขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย ปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๐ วรรคหนึ่ง (๒) ซึ่งนายเปรมศักดิ์ เพียยุระ เปึนผู้เสนอ (ในระเบียบวาระเรื่องด่วนที่ ๑)

(ค้างมาจากการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ ๔ (สมัยสามัญประจำป้ ครั้งที่สอง) เปึนพิเศษ วันศุกร์ที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๘)

เนื่องจากมีญัตติด่วนทำนองเดียวกันอีก ๑ ฉบับคือ

๒. ญัตติด่วน เรื่อง ขอให้รัฐสภามีมติขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย ปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๒๑๐ วรรคหนึ่ง (๒) ซึ่งนายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ เปึนผู้เสนอ (ในระเบียบวาระเรื่องด่วนที่ ๒)

เปึนระเบียบวาระเรื่องด่วนที่ ๒ นะครับ ซึ่งผมเห็นว่าเปึนเรื่องทำนองเดียวกัน สามารถรวมระเบียบวาระการประชุมเพื่อพิจารณาและลงมติพร้อมกันได้ตามข้อบังคับ ข้อ ๓๓ (๑) และ (๓) จะมีสมาชิกท่านใดเห็นเปึนอย่างอื่นหรือไม่ครับ ถ้าไม่มีสมาชิกท่านใดมีความเห็น เปึนอย่างอื่นถือว่าสมาชิกในที่ประชุมแห่งนี้เห็นชอบ ผมขอดำเนินการตามนี้นะครับ ต่อไป ผมขอเชิญผู้ที่เสนอญัตติแถลงเหตุผลครับ มีอยู่ ๒ ท่าน ท่านแรกคือท่านเปรมศักดิ์ เพียยุระ เชิญครับ

นายเปรมศักดิ์ เพียยุระ สมาชิกวุฒิสภา 🔗

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม นายแพทย์เปรมศักดิ์ เพียยุระ สมาชิกวุฒิสภา กลุ่มอาชีพสาธารณสุข จากอำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น ขอเสนอญัตติด่วน เรื่อง ขอให้รัฐสภามีมติขอให้ ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๐ วรรคหนึ่ง (๒) ท่านประธานครับ ที่ประชุมอันทรงเกียรติของรัฐสภาแห่งนี้ ได้เคยพิจารณาญัตตินี้ไปแล้วครั้งหนึ่ง ตอนนั้นเปึนการขอเลื่อนญัตติ แต่ยังไม่ได้อภิปราย ในประเด็นเนื้อหาของญัตติอย่างแจ่มแจ้งเท่าที่ควร วันนี้จึงขอขอบพระคุณท่านประธานที่ได้ อภิปรายเรื่องนี้พร้อมกับญัตติที่เสนอใหม่ของท่านวิสุทธิ์ ไชยณรุณ ในทำนองเดียวกัน ท่านประธานครับ วันที่ ๑๓-๑๔ กุมภาพันธ์ที่ผ่านมานั้นรัฐสภาได้พิจารณาหลักการแก้ไขเพิ่มเติม รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๒๕๖ และเพิ่มหมวด ๑๕/๑ การจัดทำรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่รวม ๒ ฉบับ ซึ่งท่านประธานวันนั้นได้เป่ดโอกาสให้ได้นำเสนอญัตติในระดับหนึ่ง แต่ปรากฏว่าสมาชิกรัฐสภามีความเห็นที่แตกต่างกันเปึนอย่างมาก ทำให้การประชุมรัฐสภา ไม่สามารถดำเนินการไปได้ทั้ง ๒ วัน ก่อให้เกิดปัญหาและอุปสรรคในการทำงานของสมาชิก รัฐสภาเปึนอย่างมากครับ วันนี้ผมจึงหวังใจว่าท่านสมาชิกรัฐสภาจะได้ร่วมใจกันพิจารณา อย่างถ่องแท้ครับว่าญัตติที่กระผมได้นำเสนอนั้นจะมีประโยชน์อย่างไรต่อที่ประชุมรัฐสภา ท่านประธานครับ โดยที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ซึ่งมี ๑๖ หมวด ๒๗๙ มาตรานั้นมีบทบัญญัติหลายประการที่เปึนประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชน ในขณะเดียวกัน ก็มีบทบัญญัติบางประการที่ท่านสมาชิกและองค์กรภายนอกได้มีการนำเสนอว่าควรที่จะ แก้ไขเพิ่มเติม ท่านประธานครับ ผมจึงกราบเรียนท่านประธานว่าการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญนั้นได้เคย มีความพยายามหลายครั้ง แล้วก็ได้มีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่วินิจฉัยที่สำคัญไว้เปึน คำวินิจฉัยที่ ๔/๒๕๖๔ ซึ่งมีสาระและเหตุผลโดยสรุปว่า การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยวิธี ยกร่างรัฐธรรมนูญนั้นจะเปึนผลให้ยกเลิกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๖๐ อันเปึนการแก้ไขหลักการสำคัญที่ผู้มีอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญดั้งเดิมต้องการปกปัองคุ้มครองไว้ หากรัฐสภาต้องการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะต้องจัดให้ประชาชนผู้ทรงอำนาจสถาปนา รัฐธรรมนูญออกเสียงประชามติเสียก่อนจึงจะมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ ถ้าผลของการออกเสียง ประชามติเห็นด้วย จึงดำเนินการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต่อไป แล้วเมื่อจัดทำรัฐธรรมนูญ เสร็จแล้วจะต้องจัดให้มีการออกเสียงประชามติว่าเห็นชอบหรือไม่กับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ อีกครั้ง ซึ่งเปึนการให้ประชาชนพิจารณาเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แล้วจึงนำขึ้น ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเพื่อพระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธย เมื่อพระมหากษัตริย์ทรงลง พระปรมาภิไธยแล้วจึงได้ประกาศเปึนรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยต่อไป อันเปึน กระบวนการจัดทำตามครรลองของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเปึนประมุข โดยเหตุผลที่ได้วินิจฉัยข้างต้นศาลรัฐธรรมนูญจึงวินิจฉัยไว้ก่อนแล้วว่ารัฐธรรมนูญมีอำนาจ มีหน้าที่จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้โดยต้องให้ประชาชนผู้มีอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ ได้ลงประชามติเสียก่อนว่าประชาชนมีความประสงค์จะให้ทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ และเมื่อจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เสร็จแล้วต้องให้ประชาชนลงประชามติเห็นชอบหรือไม่ กับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อีกครั้ง ท่านประธานครับ จากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนั้น ก็จะเห็นได้ว่าการที่จะเสนอแก้ไขจะต้องมีเหตุมีผลและจะต้องเปึนเรื่องใหญ่ที่กระทบต่อ ความรู้สึกนึกคิดของประชาชน และกระทบต่อการปกครองของประเทศ บางคนถามครับว่า ถ้าอย่างนั้นเราจะมีรัฐสภาไว้ทำไมครับถ้าจะต้องไปยื่นศาลรัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับ ในรัฐธรรมนูญตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๔๐ เปึนต้นมาเราได้บัญญัติให้มีองค์กรอิสระคือศาลรัฐธรรมนูญ ไว้วินิจฉัยเมื่อมีข้อขัดแย้งขององค์กรต่าง ๆ และคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนั้นจะผูกพัน ไปทุกองค์กร ซึ่งจะเปึนความเคารพต่ออำนาจซึ่งกันและกัน ท่านประธานครับ เสมือนหนึ่ง เราจะเล่นกีฬาก็จะต้องดูกติกาก่อนว่าเขาให้เล่นได้อย่างไร ไม่ดูกติกาเล่นไปในที่สุดก็ต้องแพ้ Foul ครับท่านประธาน ดังนั้นผมจึงเห็นโดยสุจริตใจว่าการที่เราจะทำการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น จำเปึนอย่างยิ่งที่จะต้องให้มีการลงประชามติเสียก่อน ซึ่งก็มีความเห็นในรายละเอียดว่า จะลงประชามติ ๒ ครั้งหรือ ๓ ครั้ง นั่นก็เปึนคำที่เราจะต้องขอให้ศาลได้มีคำวินิจฉัยต่อไป ซึ่งกระผมได้กราบเรียนในช่วงท้ายว่าจะขอให้ประเด็นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยดังนี้ รัฐสภา มีอำนาจในการพิจารณาและลงมติร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมที่มีการเพิ่มหมวด ๑๕/๑ การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยที่ยังไม่มีการดำเนินการจัดให้มีการออกเสียงประชามติว่า ประชาชนประสงค์จะให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เสียก่อนได้หรือไม่ นี่เปึนคำถามที่ผมประสงค์ จะให้รัฐสภามีมติถามไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้ท่านมีคำวินิจฉัยออกมา และคำถามที่ ๒ หากรัฐสภามีอำนาจพิจารณาและลงมติร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมได้แล้ว การดำเนินการ จัดให้มีการออกเสียงประชามติว่าประชาชนประสงค์จะให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ สามารถกระทำภายหลังที่รัฐสภาให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมแล้ว โดยทำ พร้อมกับประชามติว่าประชาชนเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติมได้หรือไม่ อย่างไร นี่เปึนคำถามที่ ๒ ท่านประธานครับ ผมจึงขอกราบเรียนว่าการที่รัฐสภาได้เลื่อนมา ประชุมในวันนี้จึงต้องขอขอบพระคุณที่เราจะมีโอกาสพิจารณาร่วมกันอย่างถ่องแท้

ประเด็นหนึ่งซึ่งมีคนกล่าวกันมากว่าถ้าเรามาขอให้ศาลวินิจฉัยเราจะมีเวลา รอคอยเท่าไร กราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพครับว่าเราคงไม่มีอำนาจไปกำหนด แทนศาล แต่อย่างไรก็ตามคำกล่าวที่บอกว่าถ้าวินิจฉัยช้ามันจะไม่ทันการเลือกตั้งป้ ๒๕๗๐ ท่านประธานครับ ตรงนี้ผมอยากจะให้พิจารณาดี ๆ นะครับ เพราะจริง ๆ แล้วที่จะคิดแก้ไข ต่อไปนั้นไม่ได้กระทบต่อการเลือกตั้ง เพราะการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้แก้ไขแล้ว เปึนระบบเขตเดียวคนเดียว ๔๐๐ เขต และแบบบัญชีรายชื่อ ๑๐๐ คนแก้ไขก่อนหน้านี้แล้ว และเลือกตั้งป้ ๒๕๖๖ ก็ได้ใช้บทบัญญัติในการแก้ไขนี้ในการเลือกตั้งจนปรากฏท่านสมาชิก เข้ามาสู่รัฐสภาคือวันนี้ ท่านประธานครับ ดังนั้นจึงไม่ควรผูกพันกับการเลือกตั้งในป้ ๒๕๗๐ เพราะการเลือกตั้งนั้นย่อมเกิดขึ้นเมื่อไรก็ได้ จะครบเทอมหรือไม่ครบเทอมก็ไม่มีใครทราบ

อีกประการหนึ่งท่านประธานครับ การเร่งรัดที่จะแก้ไขใด ๆ ที่มีกำหนดเวลานั้น ย่อมเปึนการไม่สุขุมรอบคอบเพราะการแก้ไขรัฐธรรมนูญเปึนงานใหญ่ต้องอาศัยการหลอมรวม ความคิดจากทุกฝ์ายเปรียบเสมือนหนึ่งประชาธิปไตยเปึนรถไฟ ก็ไม่ใช่รถไฟความเร็วสูง ที่จะต้องพุ่งทะยานให้ถึงเปัาหมายในเวลารวดเร็ว แต่เปึนรถไฟธรรมดาที่จะต้องทยอยส่ง ผู้โดยสารให้ถึงบ้านด้วยความปลอดภัย การแก้ไขรัฐธรรมนูญจึงไม่ควรเน้นว่าจะต้องเร่งรัด เร่งรีบ แต่จะต้องแก้ไขให้เปึนประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชน และที่สำคัญจะต้องรักษา เอกลักษณ์ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ซึ่งหลายท่านก็ได้ยินได้ฟังมาตลอดว่าเปึนรัฐธรรมนูญฉบับ ปราบโกง ซึ่งประชาชนรู้สึกว่าเปึนรัฐธรรมนูญที่มีหลักประกันให้กับประชาชนได้มากที่สุด เท่าที่เคยมีมา ดังนั้นการแก้ไขต่อไปก็จำเปึนจะต้องคำนึงถึงหลักการที่ประชาชนยอมรับ และที่สำคัญจะต้องไม่แตะหมวด ๑ หมวด ๒ ซึ่งเปึนปัญหาความขัดแย้งในสังคมไทย มายาวนาน อยากจะให้มองถึงเรื่องการแก้ไขที่เปึนประโยชน์อย่างแท้จริงต่อประชาชน ไม่ใช่ แก้ไขเพื่อสนองอำนาจทางการเมืองของผู้ใดทั้งสิ้น วันนี้จึงขอกราบเรียนท่านประธาน ด้วยความเคารพในฐานะสมาชิกรัฐสภาอยากจะให้เวทีรัฐสภาวันนี้ได้สะท้อนถึงความต้องการ ของพี่น้องประชาชน ไม่ว่าจะเปึนท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคการเมืองใดก็ตาม หรือท่านวุฒิสมาชิกจากสาขาอาชีพทั้ง ๒๐ อาชีพ อาชีพใดก็ตามได้มาหลอมรวมพิจารณากัน ด้วยความเห็นที่เสียงส่วนใหญ่เห็นชอบว่าเราจะเดินหน้าไปทันที หรือเพื่อจะให้รอบคอบ ให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้เกิดความสุขุมรอบคอบก่อนที่จะเดินหน้าต่อไป จึงขอกราบเรียน ท่านประธานด้วยความเคารพว่าวันนี้หวังว่าคงจะไม่เกิดเหตุการณ์อย่างวันที่ ๑๓ วันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาครับ ขอบพระคุณครับท่านประธาน

นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา

ท่านต่อไปเชิญท่านวิสุทธิ์ ไชยณรุณ ผู้เสนอญัตติ เชิญครับ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตนำเสนอญัตติด่วน เรื่อง ขอให้รัฐสภามีมติ ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของรัฐสภาตาม รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๒๑๐ วรรคหนึ่ง (๒)

ตามที่นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกับคณะ ได้เสนอร่าง รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ต่อรัฐสภาโดยมี มีหลักการแก้ไขมาตรา ๒๕๖ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและเพิ่มเติมหมวด ๑๕/๑ การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่และของนายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกับคณะ ที่เข้าชื่อเสนอร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแก้ไขเพิ่มเติมอันเปึนหลักการเดียวกัน ซึ่งประธานสภาได้มีคำสั่งให้บรรจุร่างรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติมทั้ง ๒ ฉบับเข้าสู่ที่ประชุม สภาผู้แทนราษฎรและที่ประชุมของรัฐสภา และมีการพิจารณาว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไข เพิ่มเติมทั้ง ๒ ฉบับในวาระแรกรับหลักการวันที่ ๑๓ และวันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๘ นั้น กระผมและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มีชื่อท้ายญัตตินี้เห็นภายหลังว่าเมื่อประธานได้บรรจุ ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมทั้ง ๒ ฉบับเข้าสู่ที่ประชุมรัฐสภาเมื่อวันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๘ นั้น ปรากฏว่าได้เกิดความขัดแย้งและความเห็นต่างกันของสมาชิกรัฐสภาทั้งที่เกี่ยวข้องกับอำนาจ ของรัฐสภา โดยฝ์ายหนึ่งเห็นว่ารัฐสภาไม่มีหน้าที่และอำนาจในการพิจารณาลงมติรับ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติมทั้ง ๒ ฉบับ เนื่องจากว่ายังไม่ได้จัดทำให้มีการออกเสียง ประชามติว่าประชาชนประสงค์ที่จะให้มีการทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ หรือไม่ ตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ ๔/๒๕๖๘ จึงได้ออกประกาศว่าการเข้าร่วมประชุม และมีการอภิปรายแสดงความคิดเห็นสนับสนุนความเห็นของฝ์ายตนอย่างกว้างขวาง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสภาอีกส่วนหนึ่งเห็นว่ารัฐสภามีหน้าที่และอำนาจในการ พิจารณาและลงมติร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขทั้ง ๒ ฉบับได้ โดยเห็นว่าการพิจารณาและลงมติ ครั้งนี้เพียงแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเพื่อให้มีหลักเกณฑ์ในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยหมวดที่ ๑๕/๑ การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เท่านั้นภายหลังเมื่อรัฐสภาได้เห็นชอบ ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมแล้วจึงไปดำเนินการจัดให้มีการออกเสียงประชามติว่าประชาชน ประสงค์จะให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ซึ่งถือว่าเปึนการจัดทำประชามติก่อน การทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เช่นกัน ซึ่งฝ์ายนี้เห็นว่าสอดคล้องและเปึนไปตามคำวินิจฉัย ของศาลรัฐธรรมนูญที่ ๔/๒๕๖๘ เท่านั้น เมื่อสมาชิกรัฐสภามีความเห็นขัดแย้งอันเกี่ยวกับ หน้าที่และอำนาจของรัฐสภาในการพิจารณาลงมติร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขฉบับข้างต้น จึงทำให้ รัฐสภาไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ให้เปึนไปตามหน้าที่และอำนาจที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ทำให้ เกิดปัญหาและอุปสรรคในการทำหน้าที่ของรัฐสภาจึงถือเปึนกรณีที่เกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจ ของรัฐสภาเปึนปัญหาที่เกิดขึ้นแล้ว และยังไม่มีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในปัญหาดังกล่าว กระผมจึงขอเสนอญัตติด่วนตามข้อบังคับการประชุมสภา ๒๕๖๓ ข้อ ๓๒ ประกอบด้วย ข้อ ๓๑ เพื่อให้รัฐสภาได้มีมติให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจ ของรัฐสภาว่ารัฐสภาจะพิจารณาและลงมติร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมที่บัญญัติให้จัดทำ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยที่ยังไม่มีผลการออกเสียงประชามติ ประชาชนประสงค์จะให้มีการ แก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้หรือไม่ ทั้งนี้ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๒๑๐ วรรคหนึ่ง (๒) ประกอบกับพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการพิจารณาคดี ของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๗ (๒) มาตรา ๑๑ (๔) และมาตรา ๔๕ ขอบพระคุณ อย่างยิ่งครับ

นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา

ต่อไปผมจะเชิญท่านสมาชิก อภิปรายโดยเริ่มจากท่านแรก ท่านเทวฤทธิ์ มณีฉาย สมาชิกวุฒิสภา เชิญครับ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเป่ดคลิปภาพ)
นายเทวฤทธิ์ มณีฉาย สมาชิกวุฒิสภา 🔗

เรียนท่านประธานครับ ผม เทวฤทธิ์ มณีฉาย สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมเรียกสภาวะอย่างนี้นะครับ เรียกว่าเปึนสภาย้ำคิดย้ำทำครับไม่เปึนตัวของตัวเอง ผมมีประเด็นที่จะต้องอภิปรายนะครับ ท่านประธานว่าญัตติในการยื่นตรงนี้มีปัญหาที่ต้องพิจารณา ๔ ประเด็นด้วยกันครับท่านประธาน

ประเด็นแรก ขออนุญาตไปดูคำวินิจฉัยที่ ๔/๒๕๖๔ ครับท่านประธาน ผมต้องเรียนนี้ว่าเปึนคำวินิจฉัยที่เรียกว่าละเอียดและชัดเจนแล้ว ผมไม่ได้พูดเองนะครับ อันนี้เปึนคำวินิจฉัยที่ศาลรัฐธรรมนูญไม่รับคำวินิจฉัยเมื่อป้ที่แล้วนะครับ ระบุไว้ว่าคำวินิจฉัย ที่ ๔/๒๕๖๔ นั้นชัดเจนแล้ว ท่านประธานครับ ชัดเจนอย่างไรครับ ชัดเจนก็คือทำประชามติ ๒ ครั้งครับท่านประธาน ดูย่อหน้าสุดท้ายของคำวินิจฉัยครับท่านประธาน ในเรื่องของถามว่า รัฐสภามีอำนาจในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้หรือไม่ ตอบว่าได้ครับท่านประธาน ทำได้ มีอำนาจหน้าที่ในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ แต่ต้องไปถามผู้ที่มีอำนาจในการ สถาปนารัฐธรรมนูญเสียก่อน ๑ ครั้ง และครั้งที่ ๒ ครับท่านประธานต้องรับรองในเรื่องของ เนื้อหาที่ร่างมาแล้วก็เปึนประชามติครั้งที่ ๒ ดังนั้นคำวินิจฉัยนี้ชัดเจนครับท่านประธานว่า ๒ ครั้งชัดเจนนะครับไม่ต้องทำถึง ๓ ครั้ง ทีนี้ท่านประธานครับ ลองไปดูย่อหน้าก่อนที่จะมี ย่อหน้าสุดท้ายครับ สิ่งที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยในคำวินิจฉัยที่ ๔/๒๕๖๔ ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า หากรัฐสภาต้องการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องจัดให้ประชาชนผู้ทรงอำนาจสถาปนา รัฐธรรมนูญออกเสียงประชามติเสียก่อน คำถามคือเราจะรู้ได้อย่างไรว่ารัฐสภาต้องการจัดทำ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ สิ่งที่เกิดขึ้นในการยื่นญัตติร่างแก้ไขมานี้เปึนความต้องการของ พรรคประชาชน เปึนความต้องการของพรรคเพื่อไทย แต่ยังไม่ใช่ความต้องการของรัฐสภาครับ เราจะรู้ความต้องการของรัฐสภาก็ต่อเมื่อมีการผ่านวาระที่สามแล้วครับท่านประธาน แปลว่า รัฐสภาคิดสะระตะเสร็จเรียบร้อยแล้วครับว่าเอาล่ะฉันจะต้องการที่จะจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ สิ่งเหล่านี้ไม่ได้อยู่ตรงไหนเลยครับท่านประธาน ถ้าหากไปดูในรัฐธรรมนูญมาตรา ๒๕๖ (๘) ระบุไว้อย่างชัดเจนครับท่านประธาน ไม่มีอะไรบิดพลิ้วไปจากนั้นว่าก่อนที่จะขึ้นทูลเกล้าฯ ประกาศใช้ในกระบวนการแก้ไขเอาเฉพาะหมวด ๑๕ แล้วกันนะครับ หมวด ๑๕ ก็ว่าด้วย เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ต้องถามประชาชนเสียก่อน ต้องถามประชาชนเสียก่อน ดังนั้น สิ่งที่อยู่ในตรงนี้ สิ่งที่อยู่ในคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ เขาไม่ได้วินิจฉัยไปกว่ารัฐธรรมนูญเลย อยู่ในมาตรา ๒๕๖ (๘) อยู่แล้วครับท่านประธาน และถ้าหากว่ายังไม่มั่นใจครับท่านประธาน ผมต้องเรียนอย่างนี้ครับ ถ้าไปดูคำวินิจฉัยรายบุคคล ศาลรัฐธรรมนูญรายบุคคล ๖ ใน ๙ ครับ ท่านประธาน ๖ ใน ๙ ก็บอกว่า ๒ มีเพียงแค่ ๒ ใน ๙ บอกว่า ๓ แล้วมีเพียง ๑ ที่บอกว่าแก้ไม่ได้ ทั้งฉบับแก้ไม่ได้ แก้ได้รายมาตราอย่างเดียว ถ้าหากว่าเราจะต้องทำประชามติถึง ๒ ครั้งนะครับ ผมคิดว่า ๖ คนก็จะต้องบอกว่า ๓ ครั้งไปแล้ว เท่ากับ ๒ คนนั้นอยู่แล้ว ทีนี้ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตยกคำวินิจฉัยส่วนตนให้เห็นได้อย่างชัดเจนของท่านทวีเกียรติ มีนะกนิษฐ์ ขออนุญาตสไลด์ที่ ๓ ครับ สไลด์ที่ ๓ เห็นได้ชัดแล้วครับว่าท่านทวีเกียรติระบุไว้ว่าการจัดทำ ตัวที่เปึนมาตรา ๒๕๖ (๘) มันไม่ได้หมายความว่าให้ทำประชามติก่อนที่จะมีญัตติเข้ามานะครับ เสนอญัตติเข้ามาแต่ประการใด นี่ท่านทวีเกียรติเขียนไว้แล้วนะครับ ทั้งนี้ทั้งนั้นครับ นั่นแปลว่า กระบวนการมาตรา ๒๕๖ (๘) มันแปลว่าเราแก้ไขไปเรียบร้อยแล้ว แล้วจนกระทั่งก่อนที่จะ ขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อประกาศใช้แล้วค่อยไปถามประชามติ ทั้งนี้ทั้งนั้นท่านทวีเกียรติ มีนะกนิษฐ์ ก็ได้ให้แนวคำถามไว้ในห้วงเวลานั้น คำถามแรกก็คือถามว่าประชาชนไป ๒ คำถามนะครับ ถามว่าประชาชนเห็นชอบในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ และคำถามที่ ๒ ก็คือ เห็นชอบตามกระบวนการในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตามที่สภาร่างแก้นั้นหรือเปล่า ดังนั้นเบ็ดเสร็จเด็ดขาดผมคิดว่า ๒ ครั้งชัดเจนอย่างเพียงพอแล้วนะครับที่จะต้องทำ ประชามติ ทีนี้ยังไม่หนำใจ สำนักงานคณะกรรมการศาลรัฐธรรมนูญเองก็ออก Infographic มา เพื่ออธิบายว่า ขออนุญาตสไลด์ที่ ๔ ให้เห็นถ้าท่านใดที่อยากจะไปดูฉบับเต็ม ผมก็ให้ QR Code ไว้ด้วย เห็นได้ชัดว่ารัฐสภามีอำนาจในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ครับท่านประธาน ทำได้ครับ

ประการที่ ๒ ก็คือกระบวนการในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ๒ ครั้งครับ Infographic ศาลรัฐธรรมนูญก็ชี้ไว้ ไม่มีตรงไหนเลยบอกว่า ๓ ครั้ง ท่านประธาน ไม่มี ตรงไหนเลย จริง ๆ แล้วนะครับท่านประธาน ถ้าหากว่าไปดูลายลักษณ์อักษรตามรัฐธรรมนูญ ประการที่ ๒ ไม่ต้องทำถึง ๒ ครั้งก็ได้ จริง ๆ แล้วมีแค่ ๑ ครั้ง ก็คือครั้งตามตามมาตรา ๒๕๖ (๘) เท่านั้นครับท่านประธาน แต่เพียงว่ารัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๖๐ รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ เรามี ธรรมเนียมปฏิบัติต้องมีกระบวนการในการรับรองร่างแก้หรือรับรองเนื้อหาก็เลยต้องให้ ประชาชนไปทำประชามติอีกครั้ง ศาลรัฐธรรมมนูญท่านก็เลยให้อีกครั้งหนึ่งก็เปึน ๒ ครั้ง และทำตาม Logic ตามตรรกะแล้วนะครับท่านประธาน รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๖๐ ผ่านประชามติ เพียงแค่ครั้งเดียว แล้วเราจะต้องทำประชามติถึง ๓ ครั้งไปเพื่ออะไร ในการที่จะต้องถามย้ำ ถามซ้ำ ถามอีก ถามทำไมอีก แล้วไม่ต้องรวมถึงการที่จะต้องเลือก สสร. อีก นั่นแปลเราขอมติ ประชาชนถึง ๔ ครั้งในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ดังนั้นผมคิดว่า ๒ ครั้งเพียงพอ แล้วครับท่านประธาน ทั้งนี้ทั้งนั้นผมต้องเรียนอย่างนี้

ประการที่ ๓ ครับท่านประธาน ถ้าหากว่าย้อนกลับไปดูประสบการณ์ในอดีต ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกท่านประธานที่เราจะยื่นขอศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย คำสั่งที่ ๔/๒๕๖๔ เราใช้เวลาในการยื่น ๔๐ วันครับท่านประธาน ในขณะที่คำวินิจฉัยที่ไม่รับพิจารณาเราใช้ เวลาในการรอศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าไม่รับ ๒๐ วัน ดังนั้นครับท่านประธานต่อให้ไม่รับ ก็ไม่ทันสมัยประชุมนี้ เสร็จแล้วอาจจะตกอยู่ที่ประมาณวันที่ ๖ เมษายน ไม่ทันนะครับ ไม่ทันสมัยประชุมนี้แน่นอน ดังนั้นต่อให้ไม่รับเร็วที่สุด Fast Track ที่สุด เร็วที่สุด รถด่วนที่สุด ก็ไม่ทันสมัยประชุมนี้ ที่สำคัญอย่างที่ผมบอกว่าเปึนสภาย้ำคิดย้ำทำ ไม่เปึนตัวของตัวเอง สิ่งที่ เกิดขึ้นมันทำให้สมดุลอำนาจดุลยภาพระหว่างสถาบันทางการเมืองมันเสียดุลไปเราจะทำอะไร ก็ต้องไปถามศาลรัฐธรรมนูญก่อน กลายเปึนสภาที่ปรึกษาไปแล้ว ผมไม่แน่ใจว่าในอนาคต จะต้องเชิญศาลรัฐธรรมนูญมานั่งข้าง ๆ ประธานเวลาที่จะทำอะไร จะผิดหรือเปล่า หรือว่า จะถูกหรือไม่ก็ต้องถามศาลรัฐธรรมนูญก่อน เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาฝ์ายบริหารเองก็ถาม เหมือนกัน สุดท้ายแล้วท่านก็ไม่รับ เพราะว่าท่านไม่ใช่สภาที่ปรึกษา ดุลอำนาจตรงนี้เสียไป และหลักการมันก็เสียด้วย ทั้งเรื่องของดุลอำนาจ ทั้งเรื่องของการตรวจสอบถ่วงดุลและ หลักการแบ่งแยกอำนาจที่เราแบ่งแยกอำนาจชัดเจนว่าสภาคือสภานิติบัญญัติไม่ใช่ นิติบัญญัติแห่งชาติ อันนั้นมัน สนช. เดี๋ยวสะดุ้งกันเปึนแทบ ดังนั้นผมจึงไม่สามารถเห็นชอบด้วย กับการที่จะยื่นญัตติไปด้วย เพราะว่ามันขัดในหลักการ แต่ท่านประธานครับมันก็มีเสียงที่ผม อาจจะไม่สามารถที่จะปฏิเสธที่จะไม่ฟังได้ ผมต้องเรียนอย่างนี้นะครับว่าท่านประธาน ผมเชื่อว่ามีคนที่จะใช้วิธีการเตะถ่วง ยื่นไป ชะลอไปเรื่อย ๆ สุดท้ายรัฐธรรมนูญก็ไม่มีการแก้ไข ตามนโยบายของท่านนายกแพทองธารที่แถลงวันที่ ๑๒ กันยายนนะครับว่าจะต้องทำโดยเร็ว สุดท้ายก็แตะถ่วงไปเรื่อย ๆ มันมีคนอย่างนี้ แต่ก็มีคนที่สงสัยจริง ๆ ครับ มีคนที่แคลงใจจริง ๆ มีคนที่ไม่มั่นใจจริง ๆ และสมดุลเหล่านี้มันได้ถูกทำให้เสียไป สมดุลระหว่างอำนาจของ สถาบันทางการเมืองตรงนี้มันทำให้เสียไป ไม่ใช่ความผิดเขาที่จะกลัว ไม่ใช่ความคิดของเขา ที่จะไม่เปึนตัวของตัวเอง ไม่ใช่ความผิดของเขาที่จะย้ำคิดย้ำทำ แต่เปึนปัญหาของรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ละครับ ผมอยากให้เพื่อนสมาชิกจดจำวันนี้ วันที่เรารู้สึกไม่เปึนตัวของตัวเอง วันที่เรา รู้สึกสมดุลอำนาจเราเปลี่ยนไป มีปัญหาในระบอบประชาธิปไตยให้จดจำไว้ นี่คือเหตุผลสำคัญ นี่คือประจักษ์พยานสำคัญว่าทำไมเราต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ทำไมเราต้องจัดทำรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ และทำไมเราต้องรื้อทั้งระบบ เพราะมันทำให้สมดุลระหว่างสถาบันทางการเมือง มันเสียไป ดังนั้นผมไม่เห็นด้วย แต่ผมก็จะไม่ขวางการยื่น ผมหวังว่าในวันข้างหน้าเรามีนัดกัน ท่านเปรมศักดิ์ หรือท่านวิสุทธิ์ ไชยณรุณ เรามีนัดกันว่าเราจดจำวันนี้ วันข้างหน้าเมื่อเรา เคลียร์เมื่อไร เมื่อเราชัดเจนเมื่อไร เราต้องเร่งแก้ แต่ท่านประธานครับระหว่างทางที่เรายังไม่แก้ ผมเห็นว่าเรายังจำกันได้วันที่ ๑๒ กันยายนป้ที่แล้วท่านนายกแพทองธารเองนะครับ

ขอสไลด์สุดท้ายครับ ท่านนายกแพทองธารก็มาแถลงที่รัฐสภาแห่งนี้ละครับว่า นโยบายจะเร่งในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนโดยเร็ว คำว่า เร่ง และคำว่า โดยเร็ว จนป์านนี้ ๖ เดือนแล้วผมยังไม่เห็นสัญญาณของคำว่าเร่งโดยเร็ว นอกจากถ้าอ้างอิงครับว่า พรรคเพื่อไทยเปึนรัฐบาล ผมก็เห็นแต่อาจารย์ชูศักดิ์ที่ออกมาเคลื่อนไหว ออกมารณรงค์เรื่องนี้ มีเพียงแค่คนเดียว ดังนั้นผมจึงขอเรียกร้องระหว่างรอตรงนี้พิสูจน์ให้เห็นว่ามันเปึนนโยบายเร่ง โดยเร็วในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนโดยเร็ว โดยที่ต่อจากนี้ต้องมีร่างของ ครม. และที่สำคัญระหว่างทางคือรัฐบาลเองจะต้องรณรงค์ให้ประชาชนตระหนักรู้ว่าเหตุจำเปึน อย่างไรที่จะต้องมีรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนไม่ใช่ให้อาจารย์ชู ชูซ้าย ชูขวา ชูอยู่อย่างนั้น ผมก็ว่าปวดแขนน่าดูนะครับ ผมคิดว่าต้องไม่ใช่แค่อาจารย์ชูอย่างเดียวหรือพรรคประชาชน อย่างเดียว แต่ต้องเปึนรัฐบาลเองจะต้องใส่ใจในนโยบายตัวเองว่าจะต้องเร่งในการจัดทำ รัฐธรรมนูญฉบับประชาชนโดยเร็ว ขอบคุณครับท่านประธาน

นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา

ต่อไปเชิญท่านธีระชัย แสนแก้ว ท่านธีระชัย แสนแก้ว อยู่ไหมครับ ไม่อยู่นะครับ เชิญท่านพริษฐ์ วัชรสินธุ ครับ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเป่ดคลิปภาพ)
นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 🔗

เรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม พริษฐ์ วัชรสินธุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อดีตพรรคก้าวไกลในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ จุดยืนผมต่อญัตติในวันนี้นั้น เปึนจุดยืนที่เรียบง่ายครับ คือผมเห็นว่าการส่งไปศาลรัฐธรรมนูญนั้นไม่มีความจำเปึนและ ไม่เพียงพอต่อการทำให้รัฐบาลนั้นประสบความสำเร็จในการรักษาคำพูดของตนเองว่า จะผลักดันให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทันก่อนการเลือกตั้งครั้งถัดไป ท่านประธานครับ เหตุผลที่ผมบอกว่าไม่มีความจำเปึนที่จะต้องส่งเรื่องไปที่ศาลรัฐธรรมนูญ ก็เพราะผมเห็นว่า หากเราเดินหน้าต่อตามร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่พรรคประชาชนเสนอเข้าไป กระบวนการ ดังกล่าวนั้นที่จะนำไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยมีการทำประชามติรวมกัน ๒ ครั้งนั้น ไม่ได้มีส่วนไหนที่ไปขัดกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ ๔/๒๕๖๔ สาระสำคัญครับท่านประธาน หากจะมองไปที่สไลด์ของคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ ๔/๒๕๖๔ ก็เปึนเหมือนที่เพื่อนสมาชิก คุณเทวฤทธิ์เมื่อสักครู่ได้สรุปไว้ครับ นั่นก็คือว่ารัฐสภานั้นมีอำนาจในการจัดทำรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ได้ เพียงแต่ว่ามีเงื่อนไขว่าต้องทำประชามติ ๑ ครั้งก่อนแล้วก็ ๑ ครั้งหลัง ดังนั้น ผมยืนยันว่าหากรัฐสภาเดินหน้าตามร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่พรรคประชาชนเสนอเข้าไป กระบวนการทั้งหมดนั้นไม่มีส่วนไหนที่ขัดกับคำวินิจฉัยดังกล่าว เพราะหากท่านประธาน ลองคิดตามผมครับ หากรัฐสภาพิจารณาและเห็นชอบร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่พรรคประชาชน เสนอเข้าไป กระบวนการจะเกิดอะไรขึ้น ถึงแม้จะเห็นชอบเสร็จแล้ว ๓ วาระ เราก็ไม่ได้มี สสร. มาจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทันทีครับ แต่พอผ่านวาระที่สามมาแล้วก่อนจะทูลเกล้าฯ รัฐธรรมนูญมาตรา ๒๕๖ (๘) ก็บัญญัติไว้อยู่แล้วว่าต้องมีการจัดทำประชามติก่อนเพื่อถาม ประชาชนว่าเห็นชอบให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ และเมื่อเห็นชอบแล้วถึงจะมี การเลือกตั้ง สสร. ไปจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และเมื่อจัดทำฉบับใหม่เสร็จก็จะมีประชามติ อีกครั้งหนึ่งเพื่อถามว่าประชาชนเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ดังนั้นผมยืนยัน ว่าทั้งหมดนี้สอดคล้องกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ผมก็เข้าใจดีครับ ท่านประธานว่าก็มีสมาชิกบางส่วนที่อาจจะมีมุมมองที่แตกต่างจากผมออกไป พูดง่าย ๆ คือไปมองว่าต้องมีการทำประชามติเพิ่มขึ้นมาอีก ๑ ครั้งรวมกันเปึน ๓ ครั้ง ที่ไปตีความแบบนี้ เข้าใจว่าเพื่อนสมาชิกไปตีความว่าการทำประชามติ ๑ ครั้งก่อนนั้น ไม่ได้หมายถึงก่อนที่จะ มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่หมายถึงก่อนที่จะมีการเสนอญัตติหรือร่างแก้ไข รัฐธรรมนูญใด ๆ เกี่ยวกับเรื่อง สสร. เข้ามาสู่การพิจารณาในรัฐสภา ถึงแม้ผมไม่เห็นด้วยกับ ความคิดแบบนี้ แต่ก็เข้าใจว่ามีสมาชิกที่คิดแบบนี้ ความจริงคนกลุ่มหนึ่งที่เคยคิดแบบนี้ ก็คือ ท่านประธานรัฐสภาเองและคณะกรรมการของประธานรัฐสภาที่เคยได้วินิจฉัยไว้ว่าต้องมีการ ทำประชามติรวมกัน ๓ ครั้ง แต่หลังจากที่ผมได้รวบรวมหลักฐานและข้อมูลทั้งหมดเพื่อไป นำเสนอต่อคณะกรรมการของประธานรัฐสภา เมื่อวันที่ ๒๓ ธันวาคม ป้ ๒๕๖๗ ทางคณะกรรมการ แล้วก็ท่านประธานเองก็เปลี่ยนใจและหันมาเห็นตรงกับผมว่าการทำประชามติ ๒ ครั้งนั้น ก็เพียงพอแล้ว ดังนั้นผมเลยอยากจะใช้เวลาในที่ประชุมวันนี้เพื่อนำเสนอหลักฐานและข้อมูล ชุดเดียวกันกับที่ผมนำเสนอต่อคณะกรรมการของประธานรัฐสภาเพื่อหวังว่าจะสามารถ เปลี่ยนใจเพื่อนสมาชิกที่ยังมีความกังวลอยู่ได้ว่าสิ่งที่เราทำนั้นไม่ได้ขัดกับคำวินิจฉัยของ ศาลรัฐธรรมนูญ หลักฐานและข้อมูลครับ นอกเหนือจากตัวคำวินิจฉัยกลาง ๔/๒๕๖๔ ที่ผม ได้ไปนำเสนอต่อทางคณะกรรมการของประธานรัฐสภามีอยู่ ๓ ส่วนด้วยกันครับ

ส่วนที่ ๑ คือคำวินิจฉัยรายบุคคลของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ๙ คนครับ ที่ประกอบออกมาเปึนคำวินิจฉัยกลาง ๔/๒๕๖๔ หากเราไปไล่อ่านคำวินิจฉัยส่วนตนของ แต่ละท่าน เราจะเห็นว่าตุลาการส่วนใหญ่เห็นว่าประชามติ ๒ ครั้งนั้นเพียงพอ ยกตัวอย่าง แค่บางตัวอย่าง ตัวอย่างแรกเพื่อนสมาชิกได้ยกไปแล้วของท่านทวีเกียรติ ซึ่งย่อหน้าสุดท้าย ก็ระบุชัดว่าแม้จะต้องทำประชามติ ๑ ครั้งก่อน แต่ประชามติ ๑ ครั้งก่อนที่ว่านี้มิได้มี เจตนารมณ์ให้จัดให้มีการออกเสียงประชามติก่อนจะเสนอญัตติหรือร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ประการใด แต่สามารถเกิดขึ้นได้หลังจากที่รัฐสภาเห็นชอบร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญดังกล่าว ในวาระที่สามไปแล้ว หรืออีกตัวอย่างหนึ่งของท่านวรวิทย์ครับ ๒ ย่อหน้าสุดท้ายก็ระบุ ชัดเจนระบุไว้ถึง ๒ รอบว่าประชามติที่ต้องทำ ๑ ครั้งก่อนนี้หมายถึงก่อนที่จะมีการจัดตั้ง สภาร่างรัฐธรรมนูญ ไม่มีตรงไหนเลยที่เขียนว่าต้องทำก่อนที่จะมีการเสนอญัตติเข้ามา ในวาระที่หนึ่ง ตัวอย่างสุดท้ายของท่านนครินทร์ครับ แม้ไม่ได้มีการพูดถึงว่าประชามติ ๑ ครั้งก่อนนี้จะต้องเกิดขึ้นในขั้นตอนใด แต่ก็มีการพูดชัดในย่อหน้าสุดท้ายว่าประชามติ ๑ ครั้งก่อนนี้ต้องเปึนไปตามเจตนารมณ์ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๖ (๘) ซึ่งท่านประธานครับ ประชามติใด ๆ ก็ตามที่จะต้องเกิดขึ้นตามมาตรา ๒๕๖ (๘) ก็จะต้องเกิดขึ้นหลังจากที่รัฐสภา ได้ลงมติเห็นชอบร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระที่สามไปแล้ว ไม่ใช่มาทำกันก่อนจะเสนอเข้ามา ในวาระที่หนึ่ง ผมยกเพียงแค่ ๓ ตัวอย่างครับ แต่หากเราสรุปแล้วไปไล่ดูความเห็นทั้งหมด เราก็อาจจะได้ข้อสรุปออกมาประมาณนี้ครับว่ามี ๕ ท่าน ถ้าหากผมนับดูที่พูดชัดเจนว่า ๒ ครั้งพอ มี ๒ ท่านที่อาจจะพูดคล้าย ๆ กับคำวินิจฉัยกลาง มีแค่ท่านเดียวที่บอกว่าต้องทำ ประชามติ ๓ ครั้ง แล้วมีอีกท่านหนึ่งที่บอกว่าไม่สามารถจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้เลย ดังนั้นชัดเจนว่าตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างมากเห็นว่าประชามติ ๒ ครั้งนั้นเพียงพอ

หลักฐานชุดที่ ๒ คือ Infographic ที่เพื่อนสมาชิกได้หยิบยกขึ้นมาเมื่อสักครู่ เปึน Infographic สรุปคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญเปึนคนจัดทำเอง สรุปถึงขั้นตอนต่าง ๆ ในกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตามคำวินิจฉัยศาล ๔/๒๕๖๔ ถ้าท่านประธานลองดูครับนอกจาก Infographic ทั้งหมดนี้จะพูดถึงประชามติแค่ ๒ ครั้งเท่านั้น แต่ถ้าท่านไปดูจุดเริ่มต้นของกระบวนการทั้งหมดครับ จุดเริ่มต้นของกระบวนการทั้งหมด คือการเสนอญัตติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้ามาเหมือนกับที่ผมและเพื่อนสมาชิกจาก พรรคประชาชนทำกันอยู่ ไม่ได้มีตรงไหนเลยครับที่บอกว่าเราต้องเริ่มต้นโดยการไปทำ ประชามติก่อนที่จะเสนอญัตติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้ามา

ส่วนข้อมูลชุดสุดท้ายครับ อันนี้ไม่มีเปึนภาพนะครับเพราะเปึนผลการหารือ อย่างไม่เปึนทางการระหว่างทางผมกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองและทางท่านประธาน ศาลรัฐธรรมนูญ เราได้มีโอกาสเข้าไปพบครับทางประธานศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๖๗ ก็ต้องออกตัวไว้ก่อนว่าการประชุมดังกล่าวไม่ได้เปึนประชุมที่เปึนทางการ ไม่ได้มีผลผูกพันทางกฎหมาย แล้วเราเองก็ได้มีโอกาสเข้าหารือกับเพียงแค่ท่านประธาน ศาลรัฐธรรมนูญแล้วก็ตุลาการอีก ๑ ท่านรวมเปึน ๒ ท่าน ไม่ได้เข้าพบทั้งองค์คณะ แต่อย่างไรก็ดี ผมยืนยันครับว่าในที่ประชุมที่เราได้คุยกันละเอียดยาวเปึนชั่วโมงไม่มีใครในที่ประชุมที่เสนอ ขึ้นมาว่าจำเปึนจะต้องมีการทำประชามติ ๓ ครั้ง แล้วจากการพูดคุยกันก็ไม่มีใครทักท้วงว่า ขั้นตอนการดำเนินการที่ผมและเพื่อนสมาชิกจาก สส. พรรคประชาชน เสนอกันอยู่ในวันนี้ ไปขัดกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญแต่อย่างใด แม้ว่ามันคงจะไม่เหมาะสมถ้าผมจะไปเอาเทป บันทึกเสียงการประชุมที่สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญได้บันทึกเอาไว้มาเผยแพร่ในที่นี้ แต่ผม ก็ยืนยันครับว่าด้วยความบริสุทธิ์ใจ ผมเองก็ได้แจ้งกับทางคณะกรรมการประธานรัฐสภา ไปแล้วว่าหากกังวลว่าผมสรุปความมาผิดท่านประธานรัฐสภาก็สามารถทำหนังสือขอเทป ดังกล่าวจากทางประธานศาลรัฐธรรมนูญได้ ผมเชื่อว่าท่านก็คงไม่ติดใจที่จะส่งมาให้ฟัง ทั้งหมดนี้เลยเปึนเหตุผลในเชิงข้อกฎหมายว่าทำไมผมถึงเห็นว่าเราไม่มีความจำเปึนที่ต้องส่ง เรื่องไปที่ศาลรัฐธรรมนูญ แต่ในส่วนที่ ๒ นี้นอกจากจะไม่จำเปึนแล้วผมยืนยันกับที่ประชุม รัฐสภาแห่งนี้ครับว่าผมเห็นว่าการส่งเรื่องไปศาลรัฐธรรมนูญนั้นไม่เพียงพอต่อการจะทำให้ เราสามารถประสบความสำเร็จในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ ที่ผมพูดแบบนี้เพราะแม้ ผมเชื่อครับว่ามีสมาชิกบางท่านที่มีข้อกังวลทางกฎหมายจริง ๆ ก็เลยอยากจะใช้กลไก ในการส่งเรื่องไปศาลรัฐธรรมนูญเพื่อคลี่คลายข้อกังวลของตัวท่าน แต่ผมก็เชื่อเช่นเดียวกัน ว่ามีสมาชิกบางท่านในที่นี้ที่ความจริงลึก ๆ แล้วไม่ได้สนใจหรือกังวลข้อกฎหมายหรอกครับ แต่ลึก ๆ แล้วไม่อยากแก้รัฐธรรมนูญ ก็เลยพยายามค้นหาข้อกังวลทางกฎหมายให้เจอ เพื่อจะใช้กระบวนการในการส่งเรื่องไปศาลรัฐธรรมนูญเพื่อชะลอกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ เพื่อหวังว่าการดึงบทสนทนามาคุยกันเรื่องเทคนิคทางกฎหมายจะทำให้สังคม หลงลืมไปว่าเรากำลังแก้รัฐธรรมนูญเพื่ออะไร เพื่อยกระดับกลไกการปราบโกง เพื่อปลดล็อก ท้องถิ่น เพื่อปกปัองคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของพี่น้องประชาชน ดังนั้นวันนี้ครับในที่ประชุม แห่งนี้เราจำเปึนที่จะต้องเอาความจริงมาพูดกันครับ ว่าอุปสรรคหลักที่ทำให้เรายังไม่ประสบ ความสำเร็จในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มันไม่ใช่ข้อกังวลทางกฎหมาย แต่มันคือเจตจำนง ทางการเมืองของทุกฝ์ายในซีกรัฐบาล ซึ่งกระบวนการในการส่งเรื่องไปศาลรัฐธรรมนูญไม่สามารถ แก้ไขให้กับท่านได้ครับ เหตุการณ์ที่ผ่านมาครับท่านประธาน ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาทำให้ เราสามารถตั้งคำถามได้หลายคำถามเลยครับ เกี่ยวกับเจตจำนงทางการเมืองของแต่ละฝ์าย ในซีกรัฐบาล ผมตั้งเพียงแค่ ๒ คำถามเท่านั้น คำถามที่ ๑ ครับ ผมอยากจะตั้งคำถามไปถึง เจตจำนงทางการเมืองของพรรคร่วมรัฐบาลและ สว. ที่อาจจะมีความคิดคล้าย ๆ กัน หากเราเชื่อ ว่าสิ่งเดียวที่ทำให้พรรคร่วมรัฐบาลและ สว. ที่อาจจะคิดคล้าย ๆ หรือผมขออนุญาตใช้คำว่า สว. หัวใจเดียวกันนั้น คือกังวลครับว่าการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้นอาจจะไปติดที่ ข้อจำกัดทางกฎหมาย หากเขาเชื่อว่าสิ่งเดียวคือปัญหาข้อกฎหมาย หากเราเชื่อว่าสิ่งเดียว ที่จะทำให้เขาพร้อมเดินหน้าสนับสนุนการแก้รัฐธรรมนูญหรือการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้น คือการหาความชัดเจนเรื่องข้อกฎหมายจากศาลรัฐธรรมนูญ แล้วทำไมครับ เมื่อ ๑ เดือนที่แล้ว สส. พรรคร่วมรัฐบาลกว่า ๖๐ คนครับ และ สว. ที่เขาว่ากันว่าหัวใจเดียวกันกว่าร้อยคนครับ กลับไม่มาลงมติสนับสนุนเพื่อเร่งการส่งเรื่องไปที่ศาลรัฐธรรมนูญ ดังนั้นหากวันนี้ทั้ง สส. และ สว. กลุ่มดังกล่าวยังไม่มาลงมติสนับสนุนการส่งเรื่องไปที่ศาลรัฐธรรมนูญผมคิดว่ามันก็ ชัดเจนแล้วครับ ว่าอุปสรรคที่เขามีสิ่งที่เขาติดขัดนั้นมันไม่ใช่เรื่องของข้อกังวลทางกฎหมาย ที่เขาต้องการให้ศาลรัฐธรรมนูญมาคลี่คลาย แล้วหากเปึนเช่นนั้นจริงก็ไม่มีอะไรรับประกัน ว่าถึงแม้ส่งเรื่องไปที่ศาลรัฐธรรมนูญแล้ว ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยกลับมาให้เดินหน้าต่อได้ สส. และ สว. กลุ่มนี้จะมาร่วมลงมติสนับสนุนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ อันนี้คือคำถามที่ ๑ ครับท่านประธาน แต่คำถามที่ ๒ ที่จำเปึนต้องถาม คือการตั้งคำถามไปถึงเจตจำนงของท่าน นายกรัฐมนตรี เพราะก่อนที่เราจะต้องมาเถียงกันในวันนี้ครับว่าจะส่งเรื่องไปที่ศาลรัฐธรรมนูญ หรือไม่ สังคมเขาก็สงสัยว่าท่านนายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้าฝ์ายบริหารได้ทำอะไรไปบ้างแล้ว หรือยังในการพยายามจะคลี่คลายข้อกังวลของพรรคร่วมรัฐบาล เพราะถ้าเรานับกันครับจากวันที่ ทางประธานรัฐสภาบรรจุร่างแก้ไขธรรมนูญของพรรคประชาชนมาจนถึงวันประชุมรัฐสภา เพื่อพิจารณาวาระหนึ่งของร่างแก้ไขดังกล่าวเมื่อ ๑ เดือนที่แล้วครับ ผมนับดูแล้วครับ ท่านนายกรัฐมนตรีมีเวลาถึง ๒ เดือนในการพยายามจะโน้มน้าวพรรคร่วมรัฐบาล แต่สิ่งที่เรา เห็นคืออะไรครับ ร่างของคณะรัฐมนตรีก็ไม่มีเสนอเข้ามาครับ ทั้ง ๆ ที่เปึนนโยบายของรัฐบาล เพียงแค่จะเอาเรื่องนี้ไปคุยกันในที่ประชุม ครม. ผมก็เข้าใจว่าท่านนายกรัฐมนตรีก็ไม่ได้ทำ ที่พูดแบบนี้ครับเพราะว่าพอสื่อมวลชนไปสัมภาษณ์ท่านนายกรัฐมนตรี บ่ายในวันเดียวกัน กับที่ประชุมสภาเพิ่งล่มไป สื่อมวลชนถามท่านนายกรัฐมนตรีว่าได้คุยกับพรรคร่วมรัฐบาล มาก่อนหน้านั้นหรือไม่ ท่านนายกรัฐมนตรีตอบกลับครับว่าคุยแล้ว แต่ในเย็นวันเดียวกันครับ ผ่านไปไม่ถึง ๔ ๕ ๖ ชั่วโมงครับ ท่านรองนายกรัฐมนตรี ท่านอนุทินขออนุญาตที่เอ่ยนาม ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการออนไลน์ว่าท่านนายกรัฐมนตรีนั้นไม่เคยนำเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาคุยกับท่านเลย ผมไม่รู้นะครับว่าใครพูดจริง ใครพูดไม่จริง ผมเข้าใจดีนะครับท่านประธาน ว่าแม้ท่านนายกรัฐมนตรีไปคุยกับพรรคร่วมรัฐบาลแล้วก็ไม่ได้มีอะไรรับประกันร้อยเปอร์เซ็นต์ ว่าพรรคร่วมรัฐบาลจะเห็นตาม แต่ถ้าขนาด สส. จากซีกฝ์ายค้านอย่างผมยังสามารถโน้มน้าว ทางประธานรัฐสภาให้บรรจุร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญได้เลยว่าทำประชามติ ๒ ครั้งนั้นเพียงพอ แล้วทำไมครับนายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้ารัฐบาลไม่สามารถโน้มน้าวพรรคร่วมรัฐบาล ภายใน ครม. ของตนเองได้ ดังนั้นครับท่านประธานถ้าผู้เสนอญัตติจากพรรคแกนนำรัฐบาล ในวันนี้ หวังว่าการส่งเรื่องไปที่ศาลรัฐธรรมนูญนั้นจะแก้ไขปัญหาทั้งหมดให้กับเขา ผมเรียนตามตรงว่าอยากให้ท่านนั้นทบทวนใหม่ครับ เพราะหากศาลรัฐธรรมนูญให้คำตอบ ชัดเจนกลับมาว่าสามารถเดินหน้าพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญและทำประชามติ ๒ ครั้งได้ ก็ไม่มีอะไรรับประกันนะครับว่า สส. พรรคร่วมรัฐบาลและ สว. ที่หัวใจเดียวกันนั้นจะมา โหวตสนับสนุนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับเรื่อง สสร. หากเขาไม่แม้กระทั่งสนับสนุนญัตติ ในการส่งเรื่องไปศาลรัฐธรรมนูญของท่านในวันนี้ แต่หากศาลรัฐธรรมนูญครับ ตัดสินใจไม่รับ เรื่องดังกล่าวไว้วินิจฉัยเหมือนกับที่เคยตัดสินใจตอนต้นป้ ๒๕๖๗ หรือแม้จะรับไว้ แต่ก็ไม่ได้ วินิจฉัยอะไรที่ชัดเจนเพิ่มเติมกว่าที่เคยวินิจฉัยไว้แล้วในป้ ๒๕๖๔ เราก็จะกลับมาอยู่ที่จุดเดิม ที่เราอยู่กันในวันนี้ครับท่านประธานที่ต้องอาศัยเจตจำนงของท่านนายกรัฐมนตรีในการโน้มน้าว สมาชิกรัฐสภาทุกคนในซีกของรัฐบาล ซึ่งภารกิจดังกล่าวนั้นไม่มีศาลรัฐธรรมนูญที่ไหนไปช่วย ท่านนายกรัฐมนตรีได้ ดังนั้นผมทิ้งท้ายแบบนี้ครับท่านประธานอาจจะกล่าวโดยสรุป

ประการที่ ๑ ผมเห็นว่าการส่งเรื่องไปที่ศาลรัฐธรรมนูญนั้นไม่มีความจำเปึน เพราะสิ่งที่ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคประชาชนเสนอให้รัฐสภาดำเนินการนั้นสอดคล้อง กับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญทุกประการ

ประการที่ ๒ ผมเห็นว่าการส่งเรื่องไปที่ศาลรัฐธรรมนูญนั้นก็ไม่เพียงพอ เช่นกันต่อการแก้ไขปัญหา เพราะอุปสรรคหลักของเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ที่ข้อกังวลทางกฎหมาย แต่อยู่ที่เจตจำนงทางการเมืองของรัฐบาล ทางออกเรื่องนี้เลยไม่ได้อยู่ที่ศาลรัฐธรรมนูญครับ ทางออกเรื่องนี้อยู่ที่ทำเนียบรัฐบาล ดังนั้นผมเลยเห็นว่าสิ่งที่รัฐสภาควรจะทำกันมากกว่า ในวันนี้ครับ คือการส่งสัญญาณดัง ๆ ไปถึงทำเนียบรัฐบาลครับ เพราะถึงเวลาแล้วที่ท่าน นายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตรจะต้องแสดงภาวะความเปึนผู้นำและแสดงความเปึน เจ้าภาพในการสร้างเอกภาพระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลเพื่อผลักดันนโยบายเรือธงของตนเอง ในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้สำเร็จครับ ขอบคุณครับท่านประธาน

นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา

ต่อไปเชิญท่านธีระชัย แสนแก้ว

นายธีระชัย แสนแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นาย ธีระชัย แสนแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพ กระผมขออนุญาตร่วมอภิปรายญัตติด่วน เรื่อง ขอให้รัฐสภามีมติให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของ รัฐสภาที่ท่านวิสุทธิ์ ไชยณรุณ และพวกกระผมพรรคเพื่อไทยที่ลงชื่อเปึนผู้เสนอรวมทั้งญัตติ ของท่านวุฒิสมาชิกเปรมศักดิ์ เพียยุระ ในวันนี้ ท่านประธานครับ อย่างที่พวกเราทราบและ รู้กันอยู่แล้วว่าพี่น้องประชาชนทั้งประเทศก็ทราบกันดีว่ารัฐธรรมนูญที่เราใช้อยู่ทุกวันนี้ มันเปึนรัฐธรรมนูญฉบับป้ ๒๕๖๐ มันเปึนรัฐธรรมนูญที่มีปัญหาแล้วก็แก้ยากมากทั้งที่ไปที่มา ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร ยกร่างมาเพื่อใคร ยกร่างมาเพื่อรักษาอำนาจใคร และที่สำคัญที่สุดก็คือปัญหาเกี่ยวกับกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้มันแก้ยากวุ่นวาย หลายขั้นหลายตอนเหลือเกินครับท่านประธาน ท่านประธานครับ ถ้าจำกันได้สภาชุดที่ ๒๕ มีการเสนอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับนี้มา ๒๐ ร่าง แต่ที่ผ่านมาได้เพียงร่างเดียว นั้นก็คือการแก้ไขระบบการเลือกตั้งจาก ๑ ใบ เปึน ๒ ใบเท่านั้นเอง ก็เปึนที่ทราบกันดี นั่นก็คือ การแก้ไขเปึนรายมาตราครับท่านประธาน ซึ่งในร่างนั้นมีการแก้ไขเพียงเรื่องเดียวเท่านั้น เมื่อเดือนก่อนถ้าจำได้ก็คือเมื่อเดือนที่แล้ววันที่ ๑๓ ๑๔ พรรคเพื่อไทยของกระผมก็ได้ มีการเสนอร่างรัฐธรรมนูญพร้อมทั้งเพื่อนสมาชิกพรรคฝ์ายค้านด้วย เพื่อแก้ไขมาตรา ๒๕๖ ซึ่งกระผมก็เตรียมที่จะอภิปรายในวันนั้นด้วยนะครับ ท่านประธานครับ เพื่อที่จะสนับสนุน ให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แต่ในเวลาเดียวกันท่านประธานครับ กระผมมั่นใจว่า จะตีความอย่างไรก็เปึนการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพียงมาตราเดียวน่าจะเริ่ม Start ได้ทันที คือคิดเอง คิดเองเออเอง แก้ได้ น่าจะทำได้ น่าจะแก้ได้ น่าจะทำได้ แต่ท่านประธานในเวลานั้น พอถึงเวลาเพื่อนวุฒิสมาชิกมีความเห็นว่าการแก้ไขมาตรา ๒๕๖ เปึนการแก้ไขเพื่อเปึนการ เป่ดทางให้มีการ ตั้ง สสร. เพื่อให้ปลายทางนำไปสู่การยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับ ซึ่งมันก็อาจจะตีความไปเช่นนั้นละครับท่านประธาน ท่านประธานครับ กระผมก็ทราบว่า ก็มีพวกเราอีกไม่น้อยที่ยังมีความกังวลปัญหาที่รัฐสภามีอำนาจโหวตให้มีการแก้ไขมาตรา ๒๕๖ เพิ่ม คือเพิ่มเติมเปึนเสี้ยวหมวด ๑๕/๑ จะทำได้จริง ๆ หรือไม่ นี่ก็คือความเห็นที่แตกต่างกัน ไปแล้วในขณะนั้น จนทำให้เพื่อนสมาชิกของพวกเราอภิปรายไม่เห็นด้วย การประกาศว่า จะร่วมการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญฉบับนั้น กระผมก็เลยวิเคราะห์สถานการณ์ตอนนั้นนะครับว่า ถ้าหากเราดื้อดึงหัวชนฝาจะฝ๋นพิจารณาร่างนั้นต่อไป มันก็มีแต่ตกกับตก ได้พูดเฉย ๆ ครับ แต่ถึงเวลามันก็มีปัญหา ก็รู้และเห็นกันอยู่แล้ว เพราะเราเห็นอยู่แล้วว่ามันเปึนหลุมเปึนบ่อ มันมีเหวอยู่ข้างหน้านะครับท่านประธาน มีเสาไฟฟัา ขับรถจะไปชนเสาไฟฟัาหรือครับ รัฐธรรมนูญของเราจะดีอย่างไร จะดีเลิศประเสริฐศรีอย่างไร จะร่างอย่างไร พวกเราจะเปึน ประชาธิปไตยอย่างไร ต่อให้พี่น้องประชาชนจะรัก จะชอบร่างรัฐธรรมนูญอย่างมากมายขนาดไหน ที่เราคิดว่าเราจะร่างขึ้น แต่คะแนนเสียงโหวตเห็นชอบมันไม่ถึงเกณฑ์ มันก็ตกอยู่ดีละครับ ท่านประธาน นี่ละครับสิ่งที่พวกเราต้องมาพูดกันในวันนี้ ก็เพราะเนื่องจากมันมีคำวินิจฉัยก็พูด หลายครั้งหลายหน คำวินิจฉัยที่ ๔/๒๕๖๔ มีใจความว่า การแก้ไขมาตรา ๒๕๖ เพื่อเพิ่มเติม หมวด ๑๕/๑ ย่อมเปึนผลให้เกิดการยกเลิกรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ซึ่งเปึนการแก้ไขในหลักการ สำคัญที่ผู้มีอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญดั้งเดิม ต้องมีการปกปัองคุ้มครองหากรัฐสภาต้องการ จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องจัดให้พี่น้องประชาชนซึ่งเปึนผู้ทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ ออกเสียงประชามติก่อน ว่าสมควรร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ นี่คือความสงสัยครับ ประเทศไทยเดี๋ยวนี้มีแต่ความสงสัยครับ ในเมื่อมันมีความสงสัยมันมีแตกประเด็นออกไป มันก็ต้องใช้เราก็ควรที่จะประคับประคองตรงนี้ไว้นะครับ มันก็ไม่ได้เสียหายนี่ครับถึงได้มีการ ยื่นญัตติในวันนี้ นอกจากนี้เรายังมีความกังวล ก็เกรงว่าท่านประธานครับท่านรู้จักบักสีหาเหตุไหม บักสีหาเหตุ อ้ายพวกโหนกระแส อ้ายพวกนักร้อง พวกหิวแสงจะตามไปร้องนี่ละครับ ท่านประธาน ว่าเราจะทำอะไรท่ามกลางความไม่ชัดเจน มีแต่เครื่องหมายคำถามสงสัย แล้วมัน จะเดินหน้าได้อย่างไรครับท่านประธาน ประเทศเรามันมีแต่ความสงสัย คนนี้ก็สงสัยอันนั้น คนนี้ก็สงสัยอันนี้ มีแต่สงสัยมันก็เลยไม่ไปหน้ามาหลังจนทุกวันนี้ครับ ท่านประธานครับ รัฐธรรมนูญเขียนไว้อย่างชัดเจน มาตรา ๒๑๐ (๒) บอกว่า ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจพิจารณา วินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา รัฐสภา ชัดเจนครับ ดังนั้นครับมันไม่ผิดหรอกครับที่เราจะยื่นญัตติในวันนี้ เมื่อเราไม่มีความมั่นใจถึงกระบวนการ ที่ถูกต้องอย่างแท้จริง กระผมคิดว่าการที่เราจะสอบถามความชัดเจนไปยังศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อที่จะให้เรารู้กระบวนการที่ถูกต้อง เพื่อที่จะทำให้เราแก้ไขรัฐธรรมนูญได้อย่างสำเร็จ กระผมคิดว่าเราสมควรทำนะครับท่านประธาน แล้วที่สำคัญนะครับ ญัตติของท่านวิสุทธิ์ และพรรคเพื่อไทยไม่ได้เปึนการถามซ้ำแล้วซ้ำอีกนะครับท่านประธานหรือสงสัยในอำนาจ ของตัวเองประการใด เพราะถ้าท่านลองดูให้ดี ๆ พวกเราสอบถามไปยังศาลรัฐธรรมนูญอย่างนี้ ๑. พวกเราถามว่ารัฐสภาจะพิจารณาและลงมติร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมที่มีบทบัญญัติ จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้หรือไม่ครับ อันนี้อันดับแรก คำถามแรกที่ถามไป

คำถามที่ ๒ การพิจารณาและลงมติร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมฉบับนี้ พวกเราทำได้โดยไม่มีผลการออกเสียงประชามติว่าพี่น้องประชาชนประสงค์จะให้มีรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ได้หรือไม่ อย่างที่เพื่อนสมาชิกได้พูดกันอยู่นี่นะครับ นี่คือเนื้อหาสาระของญัตติ พวกเราในวันนี้ อยากจะเรียนผ่านท่านประธานสภาไปยังพี่น้องประชาชนนะครับว่า ที่บางท่าน อาจสงสัยทำไมต้องถามไปยังศาลรัฐธรรมนูญก่อนครับ เพราะการถามไปยังศาลรัฐธรรมนูญ ในครั้งนี้เราถามไปอีกขั้นตอนหนึ่งที่ล้ำหน้ากว่า และเปึนอีกขั้นตอนในความก้าวหน้าในการแก้ไข รัฐธรรมนูญ ถ้าเราถามมันก็เปึนความก้าวหน้าครับ ถ้าเราไม่ถามมันก็ล้าหลังครับ เพราะอย่างไร มติก็ไม่ผ่านอยู่แล้ว ดังนั้นกระผมจึงขอสนับสนุนญัตตินี้เพื่อท่านวิสุทธิ์ ไชยณรุณ และท่าน สว. เปรมศักดิ์ เพียยุระ ในวันนี้ ขอขอบพระคุณครับ

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา ปฏิบัติหน้าที่ประธานในที่ประชุม)
นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ต่อไปขอเชิญ คุณพรชัย วิทยเลิศพันธุ์ ครับ

นายพรชัย วิทยเลิศพันธุ์ สมาชิกวุฒิสภา 🔗

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา เพื่อน ๆ สมาชิกรัฐสภาที่เคารพทุกท่าน กระผม พรชัย วิทยเลิศพันธุ์ สมาชิกวุฒิสภาในฐานะ สมาชิกรัฐสภาครับ วันนี้ผมขอมีส่วนร่วมในการอภิปรายญัตติด่วน เรื่อง ขอให้รัฐสภามีมติ ให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของรัฐสภาตาม รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๐ วรรคหนึ่ง (๒) ซึ่งท่าน สว. เปรมศักดิ์ เพียยุระ และท่าน สส. วิสุทธิ์ ไชยณรุณ เปึนผู้เสนอครับ ก่อนอื่นผมขอแสดงจุดยืนนะครับว่าผมไม่เห็นด้วยกับการที่ ฝ์ายนิติบัญญัติอย่างรัฐสภาซึ่งประกอบไปด้วยสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาจะต้องอาศัย อำนาจของฝ์ายองค์กรอิสระที่เปึนตุลาการอย่างศาลรัฐธรรมนูญเพื่อตีความว่า ตกลงแล้ว เราควรทำประชามติก่อนหรือหลังที่ร่างรัฐธรรมนูญเพื่อตั้ง สสร. จะเข้าวาระที่หนึ่ง วาระที่สอง และวาระที่สามในสภา เหตุผลเพราะเราก็เคยให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยในประเด็นนี้แล้ว ถึง ๒ ครั้ง ครั้งแรกในป้ ๒๕๖๔ ซึ่งก็มีคำวินิจฉัยว่าให้ทำแค่ ๒ ครั้ง คือให้ถามประชาชนก่อน ว่าจะให้มีรัฐธรรมนูญใหม่หรือไม่ และเมื่อร่างเสร็จก็ให้ถามอีกครั้งเพื่อให้รับรองเนื้อหา ในรัฐธรรมนูญเท่ากับทำแค่ก่อนและหลังรวม ๒ ครั้งเท่านั้นครับ และอีกครั้งหนึ่งเมื่อป้ ๒๕๖๗ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญก็ไม่เห็นว่าเรื่องนี้เปึนคดีและไม่รับเรื่องไปวินิจฉัยครับ ซึ่งเรื่องจำนวนครั้ง ในการทำประชามติน่าจะชัดเจนจากคำวินิจฉัย ป้ ๒๕๖๔ แล้วนะครับ แต่ปัญหาที่ทำให้รัฐสภา ของเราต้องมีญัตติด่วนในวันนี้ก็เพราะมีผู้สงสัยในคำวินิจฉัยนั้นว่า เราควรทำประชามติ เพียง ๒ ครั้งจริงหรือ และต้องทำประชามติ ณ จังหวัดไหน ก่อนหรือหลังที่ร่างธรรมนูญ จะเข้าที่ประชุมของรัฐสภากันแน่ เมื่อเราไปดูคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ ๔/๒๕๖๔ เราจะเห็น ข้อความระบุชัดว่า หากรัฐสภาต้องการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องทำประชามติเสียก่อน แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่ารัฐสภาต้องการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ครับ การที่พรรคเพื่อไทย กับพรรคประชาชนยื่นร่างเข้ามามันแสดงให้เห็นเจตจำนงของพรรคการเมืองเพียง ๒ พรรคเท่านั้น ซึ่งไม่ใช่ความต้องการของรัฐสภา ซึ่งการที่รัฐสภาจะแสดงความต้องการจัดทำรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ได้ก็ต้องผ่านการพิจารณาแล้ว ๓ วาระนั่นเอง คำวินิจฉัยก็ชัดเจนนะครับแทบจะไม่ต้อง ตีความอย่างไรแล้ว ซึ่งผมเองก็เข้าใจว่าท่านประธานรัฐสภาก็เห็นด้วยจึงได้บรรจุการพิจารณา ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญดังกล่าวเปึนวาระการประชุมร่วมเมื่อวันที่ ๑๓ วันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา แต่พรรคการเมืองที่เปึนผู้ยื่นร่างเข้ามากลับใช้ Tactic นับองค์ประชุมแต่ไม่แสดงตน แม้จะอยู่ในที่ประชุมจนสภาล่มไป ๒ รอบ เปลืองเงินภาษีประชาชนไปหลายล้านบาทครับ ซึ่งก็น่าทำให้เคลือบแคลงในความจริงจังจริงใจของพรรคการเมืองดังกล่าวในการแก้ไข รัฐธรรมนูญเปึนอย่างยิ่งครับ ผมจึงอยากตั้งคำถามว่ารัฐสภาของเรากำลัง ๒ มาตรฐานหรือเปล่า ถ้าเรายังจำกันได้เมื่อ ๒ สัปดาห์ที่แล้วตอนที่เราพิจารณาเรื่องการแก้ไขข้อบังคับการประชุมรัฐสภา เพื่อให้อำนาจคนนอกที่ไม่ใช่สมาชิกรัฐสภาได้มาเปึนกรรมาธิการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ ผมเสนอว่าหากรัฐสภาจะตัดสินกันเองว่ารัฐธรรมนูญนี้ไม่เป่ดช่องให้ประชาชนคนนอกเข้ามา เปึนกรรมาธิการเราควรจะยื่นเรื่องปรึกษาศาลรัฐธรรมนูญก่อนหรือไม่ ที่ประชุมรัฐสภาแห่งนี้ ก็มีมติว่าไม่ต้องเราฟันธงได้เองเลยว่าไม่ได้ รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๖๐ ไม่เป่ดช่องให้ประชาชน คนนอกมีสิทธิเข้ามาเปึนกรรมาธิการร่วม แล้วก็โหวตการแก้ไขข้อบังคับดังกล่าวให้ตกไป แต่วันนี้ครับท่านประธาน เรากำลังจะมีมติยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินว่าเราต้องทำประชามติกี่ครั้ง แล้วต้องทำในช่วงเวลาไหนบ้างครับ ทั้ง ๆ ที่ศาลรัฐธรรมนูญก็เคยมีมติเรื่องนี้มาแล้วผมก็เลย ไม่แน่ใจว่าตกลงรัฐสภาแห่งนี้ในฐานะองค์กรนิติบัญญัติสูงสุดของประเทศมีอำนาจในการตีความ รัฐธรรมนูญเองหรือว่าไม่มี หรือจะมีหรือว่าไม่มีนี่ก็แล้วแต่สะดวก แล้วแต่ว่าเรื่องนั้นเอื้อ กับความต้องการและประโยชน์ของแต่ละพรรคการเมืองในช่วงเวลานั้นหรือไม่ อยากประวิงเวลา ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญก็ยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ถ้าไม่อยากให้ประชาชน มีส่วนร่วมในฐานะกรรมาธิการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ เราก็ไม่ต้องปรึกษาศาลรัฐธรรมนูญเลย เราฟันธงเองกันได้เลย อย่างนี้จะไม่เรียกว่า ๒ มาตรฐานได้หรือครับ ผมจึงขออนุญาต ตั้งคำถามดัง ๆ อีก ๒ ข้อต่อญัตติด่วนทั้ง ๒ ญัตติในวันนี้ดังต่อไปนี้ครับ

ประการแรก เปึนเรื่องสมเหตุสมผลหรือไม่ที่ขั้นตอนในการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ ซึ่งควรจะเปึนเรื่องของฝ์ายนิติบัญญัติกลับจะไปให้อำนาจฝ์ายองค์กรอิสระที่เปึน ตุลาการตัดสินว่าจะทำได้หรือทำไม่ได้ หลังจากพรรคร่วมรัฐบาลบางพรรคไปแถลงหลังสภาล่ม ๒ รอบครั้งที่แล้วว่าอยากจะเดินทางอ้อมยังจะดีเสียกว่า จริง ๆ แล้วรัฐสภาแห่งนี้กำลังหลงทาง หรือเปล่าครับ รัฐสภาแห่งนี้จะเดินต่ออย่างไรหากศาลรัฐธรรมนูญก็ยืนยันตามคำวินิจฉัยเดิม เมื่อป้ ๒๕๖๔ ว่าให้ทำประชามติ ๒ ครั้ง ครั้งหนึ่งก่อนการแก้ไขรัฐธรรมนูญและอีกครั้ง หลังการร่างรัฐธรรมนูญ หรือไม่ก็ไม่เห็นว่าเรื่องนี้เปึนคดีแล้วก็ไม่รับเรื่องไปวินิจฉัยเหมือนตอนยื่น เมื่อป้ ๒๕๖๗ อะไรครับที่ทำให้ท่านคิดว่าครั้งนี้ศาลรัฐธรรมนูญจะให้คำตอบที่ต่างออกไป ไม่เหมือนเดิมครับ

ประการที่ ๒ การที่พรรคท่านสนับสนุนการยื่นเรื่องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญ มีคำวินิจฉัยก็เท่ากับว่าท่านเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าต้องทำประชามติก่อนยื่นร่างหรือเปล่า ถ้าพรรคท่านยังไม่แน่ใจในเรื่องดังกล่าวตั้งแต่ต้น พรรคท่านยื่นร่างประกบพรรคประชาชน ทำไม ทำไมไม่ไปทักท้วงประเด็นนี้ตอนประชุมวิป ๓ ฝ์าย แล้วก็ขอให้ยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญ ให้คำวินิจฉัยตั้งแต่ก่อนที่ท่านจะยื่นร่างประกบมา ทำไมเพิ่งมากลัวคิดได้ว่าจะมายื่นตอน จังหวะนี้ครับ การกระทำที่ลักป่ดลักเป่ดเช่นนี้ตีความได้หรือไม่ว่าเปึนการเตะถ่วงกระบวนการ แก้รัฐธรรมนูญ ผลของความลักลั่นของท่านก็คือมีความเปึนไปได้น้อยมากแล้วที่เราจะได้ เริ่มกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับในสมัยการประชุมนี้ เมื่อป้ ๒๕๖๔ ศาลรัฐธรรมนูญ ใช้เวลาก่อนที่จะมีคำวินิจฉัย ๔๐ วันครับ ถ้าเราดูตารางมาตรฐานเวลาเดิมและรัฐสภามีมติ ยื่นขอคำวินิจฉัยต่อศาลรัฐธรรมนูญในวันนี้เลย นับจากวันนี้ไป ๔๐ วันก็ไม่ทันป่ดสมัยประชุมนี้ ก็คือวันที่ ๑๐ เมษายนแล้วครับ ท่านประธานครับ ประโยชน์เดียวที่ผมเห็นว่าการยื่นญัตติด่วน ในวันนี้จะช่วยได้ก็คือหาก ผมขอย้ำว่าหากนะครับ หากศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้ทำ ประชามติครั้งที่ ๑ ก่อนเริ่มกระบวนการใด ๆ ในสภา ผมก็หวังว่าผลของประชามติจากเสียง ส่วนใหญ่ของประชาชนที่เราจะทราบก่อนการโหวตว่าจะแก้หรือไม่แก้รัฐธรรมนูญจะช่วย โน้มน้าวให้ท่านเพื่อน ๆ สมาชิกวุฒิสภาของผมอย่างน้อย ๖๗ ท่าน ซึ่งตามมาตรา ๑๑๔ ของรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๖๐ บัญญัติให้ต้องปฏิบัติหน้าที่เปึนผู้แทนปวงชนชาวไทยโดยไม่อยู่ ในความผูกมัดแห่งอาณัติมอบหมายหรือความครอบงำใด ๆ จะเคารพมติของปวงชนชาวไทย ที่สะท้อนผ่านผลการทำประชามติและไม่ทำตัวเปึนจระเข้ขวางคลอง ขวางกระบวนการแก้ไข รัฐธรรมนูญอันเปึนความต้องการของปวงชนชาวไทยที่ปฏิเสธไม่ได้ หากผลประชามติครั้งแรก ออกมาเปึนเอกฉันท์ว่าปวงชนชาวไทยต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับครับ แล้วหากเรา จะพูดเรื่องของการเคารพบัญญัติในรัฐธรรมนูญอย่างเคร่งครัด มาตรา ๑๑๓ ของรัฐธรรมนูญ ก็ระบุอย่างชัดเจนว่า สมาชิกวุฒิสภาต้องไม่ฝักใฝ์หรือยอมตนอยู่ใต้อาณัติของพรรคการเมืองใด ๆ ผมจึงหวังเปึนอย่างยิ่งว่าในเรื่องที่มีความสำคัญอย่างยิ่งอย่างการแก้ไขรัฐธรรมนูญสมาชิก วุฒิสภาทุกท่านจะทำหน้าที่เปึนตัวแทนปวงชนชาวไทยตามบัญญัติในรัฐธรรมนูญอย่างแท้จริง และไม่ทำตัวเปึนตัวแทนของพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งตามที่สังคมกำลังตั้งข้อครหา จนเกิดวิกฤติศรัทธาต่อสถาบันวุฒิสภาอย่างใหญ่หลวงที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติไทยอย่างที่ เปึนอยู่ ณ ขณะนี้ครับ ขอบพระคุณครับ

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ต่อไปขอเชิญ คุณพนิดา มงคลสวัสดิ์ ครับ

นางสาวพนิดา มงคลสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 🔗

เรียนประธาน ที่เคารพ ดิฉัน พนิดา มงคลสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรปราการ เขต ๑ อำเภอเมือง ตำบลท้ายบ้าน ปากน้ำ บางเมือง บางโปรง บางด้วน พรรคประชาชนค่ะ วันนี้ ดิฉันขอเปึน ๑ เสียงในการอภิปรายคัดค้านขอให้รัฐสภามีมติให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๐ วรรคหนึ่ง (๒) ค่ะ ท่านประธานคะ ศาลรัฐธรรมนูญถูกจัดตั้งขึ้นมาโดยมีเจตนารมณ์เพื่อรักษาความเปึน กฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญ โดยเน้นการถ่วงอำนาจของฝ์ายนิติบัญญัติ โดยเฉพาะการตรากฎหมายและตรวจสอบว่าการใช้อำนาจนั้นชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ ฟังดูเหมือนจะยิ่งใหญ่ใช่ไหมคะ แต่ถึงกระนั้นแล้วหากเปึนไปตามหลักการอำนาจในการ วินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเองก็มีอยู่ตามขอบเขตที่ระบุไว้ในกฎหมาย ไม่ใช่นึกจะวินิจฉัยคดีใด ก็หยิบยกขึ้นมาวินิจฉัยได้เสมอไป เพราะอำนาจการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมีบ่อเกิดหลัก มาจากรัฐธรรมนูญและบ่อเกิดรองมาจากพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญหรือ พ.ร.ป. ฉบับต่าง ๆ ซึ่งเปึนกฎหมายที่อธิบายขยายความเนื้อหาที่อยู่ในรัฐธรรมนูญค่ะ ฉะนั้นแล้ว หากไม่ได้มีการบัญญัติไว้ในบ่อเกิดนี้ทั้ง ๒ บ่อว่าเปึนกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจวินิจฉัย แม้จะมีบุคคลหรือองค์กรใดยื่นคำร้องไปศาลธรรมนูญก็ไม่สามารถรับคดีไว้วินิจฉัยได้ สำหรับ คดีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจวินิจฉัยนั้นเรียกสั้น ๆ ว่าคดีรัฐธรรมนูญ จำแนกเปึน ๔ ประเภท ๑. ตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมายทั้งก่อนและหลังการประกาศใช้ ว่ามีเนื้อหาขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ ๒. ตรวจสอบร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ว่ามีเนื้อหาขัดกับรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๕ ซึ่งก็เปึนการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐหรือ ระบอบการปกครองหรือไม่ รวมถึงตรวจสอบว่ามีการทำประชามติในการแก้ไขเนื้อหาหมวด ที่รัฐธรรมนูญกำหนดว่าจะต้องมีการทำประชามติหรือไม่ ๓. ตรวจสอบกระบวนการจัดทำ หนังสือสัญญาสำคัญอย่างเช่นความตกลงระหว่างประเทศที่รัฐสภาต้องให้ความเห็นชอบ และ ๔. วินิจฉัยชี้ขาดปัญหาเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา รัฐสภา คณะรัฐมนตรีและองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ท่านประธานคะ ประเด็นสำคัญที่รัฐสภา จะต้องพิจารณากันก่อนลงมติก็คือญัตติที่ถูกเสนอโดยวิปรัฐบาลและ สว. ในวันนี้ มีองค์ประกอบที่ครบถ้วนพอที่จะเข้าข่ายเปึนคดีรัฐธรรมนูญประเภทที่ ๔ ที่ดิฉันได้กล่าวมา หรือไม่ อ้างอิงตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ มาตรา ๔๔ วางหลักไว้ว่าการยื่นขอให้ศาลพิจารณาวินิจฉัยคดีตามมาตรา ๗ (๒) หนึ่งในนั้น ก็คือวินิจฉัยอำนาจหน้าที่ของรัฐสภาแห่งนี้ค่ะ ต้องเปึนปัญหาซึ่งเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจ ที่เกิดขึ้นแล้ว โดยในกรณีที่ปัญหานั้นเกิดขึ้นกับหน่วยงานใดต้องให้หน่วยงานนั้นเปึนผู้มีสิทธิ ยื่นหนังสือต่อศาลขอให้ศาลพิจารณาวินิจฉัย ช้า ๆ ชัด ๆ นะคะ ต้องเปึนปัญหาซึ่งเกี่ยวกับ หน้าที่และอำนาจที่เกิดขึ้นแล้ว จะเห็นได้ว่าองค์ประกอบเงื่อนไขสำคัญในกรณีนี้คือการที่ รัฐสภาต้องใช้อำนาจนั้นไปแล้วหรือกำลังใช้อำนาจนั้นอยู่จึงจะถือว่าเปึนการใช้อำนาจ ที่เกิดขึ้นแล้ว ทีนี้มาพิจารณากัน ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในวันนี้ รัฐสภาแห่งนี้ยังไม่ได้มีการ พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมเลยค่ะ ยังไม่เข้าวาระด้วยซ้ำ ดังนั้นท้ายที่สุดแล้วต่อให้ วันนี้เรามีมติยื่นขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ศาลรัฐธรรมนูญเองก็อาจจะไม่สามารถรับ คำร้องได้อยู่ดีเพราะมันยังไม่เข้าองค์ประกอบของคดีตามกฎหมาย และสิ่งที่ดิฉันกล่าวไป ก็ไม่ใช่ว่าอ่านกฎหมายแล้วนั่งเทียนตีความหรือคิดสถานการณ์ขึ้นมาลอย ๆ นะคะ หากแต่ ย้อนกลับไปดูเมื่อครั้งท่านประธานรัฐสภาหรือท่านประธานวันมูหะมัดนอร์ มะทา ขออนุญาต พาดพิงค่ะ ได้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญขอให้วินิจฉัยอำนาจตัวเองในประเด็นลักษณะ เดียวกันนี้เมื่อต้นป้ ๒๕๖๗ จากประเด็นที่ถกเถียงว่าการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อจัดทำ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดย สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งนั้นรัฐสภามีอำนาจในการลงมติพิจารณา แก้ไขได้เลยหรือต้องทำประชามติก่อน ในครั้งนั้นรัฐสภาก็ถกเถียงกันแบบนี้ มีความขัดแย้ง มีความเห็นที่แตกต่างกันแบบวันนี้เลยค่ะ ประธานจึงส่งไปถามศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งศาลเอง ก็ตอบกลับมาว่าวินิจฉัยโดยละเอียดแล้ว ชัดเจนแล้ว การแก้รัฐธรรมนูญเปึนอำนาจรัฐสภา ไม่ต้องกังวลว่าจะขัดต่อกฎหมาย ทำได้ หรือไม่ได้ขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลธรรมนูญค่ะ มีมติ ๗ ต่อ ๐ ไม่รับคำร้อง ด้วยเหตุผลที่ว่าไม่ใช่ปัญหาซึ่งเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจที่เกิดขึ้นแล้ว จึงไม่ตรงกับเงื่อนไขตาม พ.ร.ป. ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญค่ะ อีกข้อโต้แย้งหนึ่งค่ะ คือเรื่องการทำประชามติ จริง ๆ แล้วศาลก็เคยวินิจฉัยไปแล้วตามคำพิพากษาศาลรัฐธรรมนูญ ที่ ๔/๒๕๖๔ ว่ารัฐสภามีอำนาจตามรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๖๐ จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ การทำประชามติตลอดกระบวนการเขียนรัฐธรรมนูญใหม่นี้ทำแค่ ๒ ครั้งคือก่อนจัดทำ รัฐธรรมนูญและหลัง สสร. จัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แล้ว ไม่มีกฎหมายบังคับให้รัฐสภา ต้องทำประชามติก่อนเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ และคำวินิจฉัยศาลธรรมนูญเปึนที่ยุติแล้ว มีครั้งที่ ๑ แล้ว มีครั้งที่ ๒ แล้ว อย่าให้มีครั้งที่ ๓ เลยค่ะท่านประธาน อีกสิ่งหนึ่งที่ดิฉันอยากจะสื่อสารกับพ่อแม่พี่น้องประชาชนที่รับฟังการอภิปรายครั้งนี้อยู่ รวมถึงเพื่อนสมาชิก โดยเฉพาะบางท่านที่ตั้งคำถามว่าทำไมพรรคประชาชนเหตุใดจึงคิดแต่จะ แก้รัฐธรรมนูญอยู่ได้ ดิฉันขอตอบนะคะว่าหากกฎหมายสูงสุดของประเทศนี้ซึ่งเปึนบทบัญญัติ กำหนดบทบาทแบ่งแยกอำนาจอธิปไตย ๓ ฝ์าย ทั้งบริหาร ตุลาการและนิติบัญญัติกลับไม่เปึน ประชาธิปไตยแล้วมีปัญหาเชิงโครงสร้างหลายประการ แล้วคุณภาพชีวิตพี่น้องประชาชน ในประเทศนี้จะดีได้อย่างไรคะ จริง ๆ แล้วเรา ๆ ท่าน ๆ ต่างก็เคยออกมาประกาศเปึน นโยบายในการหาเสียงเมื่อครั้งป้ ๒๕๖๖ พรรคเพื่อไทยท่านเองก็ใช้เปึนนโยบายเรือธงด้วยซ้ำ เพราะเราต่างก็รู้ดีว่ามันมีปัญหาทุกคนได้รับผลกระทบ ท่านประธานคะ อย่างเหตุการณ์วันนี้ ก็เปึนกรณีตัวอย่างที่เห็นได้ชัดว่าทำไมเราจึงควรต้องจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ การที่สมาชิก รัฐสภาต้องมานั่งวิตกกังวลว่าถ้าพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมแล้วจะขัดรัฐธรรมนูญ หรือไม่จะต้อง Play Safe ด้วยการทำประชามติก่อนหรือเปล่า จะต้องทำประชามติกี่ครั้งกันแน่ สิ่งเหล่านี้ล้วนเปึนผลพวงมาจากการทำรัฐประหารฉีกรัฐธรรมนูญแล้วเขียนใหม่ให้อำนาจ ศาลรัฐธรรมนูญแผ่ขยายล้นเกินจนสร้างความหวาดกลัวต่อฝ์ายนิติบัญญัติในการปฏิบัติ หน้าที่ พี่น้องประชาชนที่รับฟังอยู่ทางบ้านท่านประธานคะท่านทราบหรือไม่ว่าวัตถุประสงค์ ของการจัดตั้งศาลธรรมนูญ แรกเริ่มเดิมทีนั้นมีขึ้นมาเพื่อปฏิรูปการเมือง ทำให้รัฐบาล มีเสถียรภาพมีกลไกตรวจสอบเพื่อประกันสิทธิเสรีภาพของพี่น้องประชาชน มีหน้าที่เพียง ตรวจสอบ พ.ร.บ. ที่ผ่านสภาค่ะว่าขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ แล้วสาเหตุที่วันนี้ พวกเราต้องกลัวแบบนี้ก็เพราะว่ายิ่งมีการรัฐประหารฉีกอำนาจรัฐธรรมนูญมากเท่าไรอำนาจ ของศาลรัฐธรรมนูญก็เพิ่มมากขึ้นเท่านั้นโดยเฉพาะอำนาจที่พัวพันกับเรื่องการเมือง ทั้งอำนาจยุบพรรค อำนาจตรวจสอบคุณสมบัติรัฐมนตรี ตัดสิทธิ สส. ดูว่าพฤติกรรมบุคคลใด ล้มล้างการปกครองหรือไม่ ฝ์าฝ๋นจริยธรรมหรือเปล่า นายกรัฐมนตรียังเคยถูกให้พ้นตำแหน่ง มาแล้ว อีกทั้งยังขาดความยึดโยงกับพี่น้องประชาชนค่ะจนขาลอย จากรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ฉบับที่ก่อตั้งสร้างศาลรัฐธรรมนูญขึ้นมา สว. ไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๓ หรือประชาชน ๕๐,๐๐๐ คน สามารถเข้าชื่อให้ถอดถอนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้ ประธานวุฒิสภาจะส่งเรื่องให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ตรวจสอบข้อกล่าวหา หาก ป.ป.ช. ชี้ว่ามีมูล วุฒิสภาลงมติถอดถอนด้วยเสียงไม่น้อยกว่า ๓ ใน ๕ ได้เลย แต่ในรัฐธรรมนูญฉบับป้ ๒๕๖๐ ปัจจุบันนะคะการถอดถอนแทบเปึนไปไม่ได้ เพราะให้กลไกตุลาการศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบกันเองผ่านที่ประชุมใหญ่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ที่สำคัญประชาชนพวกเรา สส. สว. ไม่มีสิทธิถอดถอนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญโดยตรง ชัดเจนค่ะว่าขาดกลไกตรวจสอบถ่วงดุลจากภายนอกจึงมักถูกถามเรื่องความโปร่งใสค่ะ เพราะศาลรัฐธรรมนูญนั้นมีอำนาจสูงแต่กลไกความชอบธรรมทางประชาธิปไตยต่ำ สะท้อนชัด ในภาพปัจจุบันที่อำนาจของฝ์ายตุลาการล้นเกินมากดทับของฝ์ายนิติบัญญัติจากศาลรัฐธรรมนูญ ที่ถูกจัดตั้งขึ้นมาโดยเจตนารมณ์ที่ดิฉันกล่าวไปข้างต้น กลับกลายเปึนถูกใช้เปึนเครื่องมือ ในกระบวนการนิติศาสตร์สงครามเปึนอาวุธหอก ดาบ กระบอกป๋นป่ดชีพคู่แข่งทางการเมือง ที่เห็นต่างหรือกระด้างกระเดื่องต่อผู้มีอำนาจ ชี้ชะตาทางการเมืองของบุคคลได้อย่างเบ็ดเสร็จ เด็ดขาดแทบจะสถาปนาตัวเองเปึนรัฐธรรมนูญเสียเอง วันนี้เรามีหนทางเดียวที่จะปฏิเสธการใช้ อำนาจเหลื่อมล้ำแดนองค์กรอื่น ๆ ของศาลรัฐธรรมนูญค่ะ นั่นคือเราต้องยืนยันอำนาจ กลับไป รัฐสภาต้องยึดมั่นในอำนาจของฝ์ายนิติบัญญัติยืนยันหลักการว่าเรามีอำนาจริเริ่ม ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ น่าผิดหวังกับสิ่งที่เกิดขึ้นทุกวันนี้กลับกลายเปึนว่ารัฐสภาจะทำอะไร ก็ต้องถามศาลรัฐธรรมนูญก่อนว่าทำได้หรือไม่ ทำอย่างกับว่าศาลรัฐธรรมนูญเปึนที่ปรึกษา ทางกฎหมายของรัฐสภาค่ะ ถามแล้วถามอีก ถามซ้ำ ๆ ถามมันอยู่อย่างนั้นเสมือนว่า ผู้แทนราษฎรในฐานะฝ์ายนิติบัญญัติอย่างเรา ๆ ยอมรับอำนาจที่ล้ำแดนมาของฝ์ายตุลาการ ไปโดยปริยาย วันนี้ดิฉันต้องย้ำนะคะว่าศาลรัฐธรรมนูญไม่ใช่กฤษฎีกา รัฐสภาอย่าเข้าใจผิด แล้วต้องอย่าเข้าไปมีส่วนร่วมในการทำให้ขอบเขตอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญกว้างขวาง ไปมากกว่านี้เพราะนี่คือเขตแดนอำนาจของประชาชน

สุดท้ายนี้นะคะ ดิฉันย้ำความกังวลอีกครั้งค่ะว่าหากวันนี้รัฐสภามีมติในการ เห็นชอบยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยในประเด็นตามญัตติในเล่มนี้นะคะ ศาลรัฐธรรมนูญเอง ก็อาจจะไม่สามารถรับคำร้องได้อยู่ดี สิ่งที่เรากำลังจะถกเถียงกันอยู่ในตอนนี้เปึนเรื่องเสียเวลา ท่านประธานคะ เราทุกคนในที่นี้ค่ะเปึนตัวแทนความคิดของคนในสังคมทุกฝัืงฝ์าย เราเห็น ต่างกันในบางเรื่องแต่ดิฉันมั่นใจว่ามีหลาย ๆ เรื่องที่เราเห็นตรงกันเพราะเรามันหัวอกเดียวกัน หากท่านจะทำให้การร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เปึนไปอย่างล่าช้านั่นเท่ากับว่าท่านกำลังพาเรา ทุกคนไปตกอยู่ในสภาวะอันตราย เราอันตรายท่านก็อันตรายหากเราไม่สามารถป่ดช่อง รัฐประหารได้ เราอันตรายท่านก็อันตรายหากเราไม่มีหลักประกันสิทธิเสรีภาพมาปกปัอง พวกเราทุกคน เราอันตรายท่านก็ยิ่งอันตรายค่ะหากศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระจะแผ่ขยาย อำนาจไปไกลเกินขอบเขตของเจตนารมณ์ในการจัดตั้งจนแทบจดจำไม่ได้ ที่แค่รัฐสภาแห่งนี้ จะแก้กฎหมายตามหน้าที่ยังต้องกลัว เราอันตรายท่านก็อย่าคิดว่าท่านจะปลอดภัยในสังคม ที่ช่องว่างความเหลื่อมล้ำมันถี่ห่างออกจากกันขนาดนี้ระบบเศรษฐกิจที่เปึนระบบอุปถัมภ์ และการกระจายอำนาจที่ไปได้ไกลแค่ยอดมะพร้าวเราทุกคนได้รับผลกระทบเดียวกันหมด เราจ่ายค่าไฟ จ่ายค่าเทอมส่งลูกไปโรงเรียนค่ะ ไปซื้อของในตลาด เราไปโรงพยาบาลเหมือนกัน เราเปึนคนไทยเหมือนกันหากท่านไม่ได้อยู่ในสายป์านอุปถัมภ์นี้ท่านคือผู้ที่ถูกกดขี่อยู่ทั้งหมด และหนทางที่เราจะหยุดวงจรนี้ได้คือร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่มาจากน้ำมือของพี่น้อง ประชาชนเปึนกฎหมายหลักของประเทศ หากท่านยังเตะถ่วงขัดขวางและไม่แสดงความจริงใจ ในการเดินหน้าร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แบบนี้ หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ท่านต้องเจอคำถามสำคัญค่ะ ว่าใครได้ประโยชน์จากการที่ประเทศนี้ไม่เปลี่ยน ใครได้ประโยชน์จากการที่โครงสร้างเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองจะยังคงอยู่แบบนี้ต่อไป ท่านหรือใคร แต่ที่แน่ ๆ ไม่ใช่เราประชาชนค่ะ

สุดท้ายแล้วค่ะท่านประธาน ดิฉันเชื่อมั่นเปึนอย่างยิ่งว่านี่คือจุดร่วมสำคัญ ที่พี่น้องประชาชนเห็นตรงกันจากผลการเลือกตั้งป้ ๒๕๖๖ เราต้องการรัฐมนตรีฉบับใหม่ที่มา จากประชาชนอย่างแท้จริง เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราโดยเฉพาะพรรคเพื่อไทยที่หาเสียงไว้กับ นโยบายนี้ควรทำ คือการหันกลับมาหาหลังพิงเดียวที่เรามีคือฉันทามติของพี่น้องประชาชน ยืนยันในอำนาจนิติบัญญัติเดินหน้าพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มเติม มาตรา ๒๕๖ และเพิ่ม หมวด ๑๕/๑ ให้เรามี สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน เป่ดประตูไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ พาประเทศไทยไปสู่ความเปึนประชาธิปไตยเต็มใบทำให้กฎหมายสูงสุดของประเทศนี้ มาจากประชาชนโดยประชาชนเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง ขอบคุณค่ะ

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ต่อไปขอเชิญ คุณลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ ครับ

นางสาวลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ แบบบัญชีรายชื่อ 🔗

เรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาวลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภาขอร่วมอภิปรายในการพิจารณาญัตติด่วน เรื่อง ขอให้ รัฐสภามีมติขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของ รัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๒๑๐ วรรคหนึ่ง (๒) ซึ่งเสนอโดยท่านวิสุทธิ์ ไชยณรุณ และ นายแพทย์ เปรมศักดิ์ เพียยุระ ประธานรัฐสภาที่เคารพคะ ไม่ว่าในที่ประชุมรัฐสภาของเรา จะมีความเห็นแตกต่างกันเพียงใดค่ะ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดของประชาธิปไตยในระบบรัฐสภา คือเราต้องทำให้รัฐสภาทำหน้าที่ได้ตามกลไกและอำนาจที่มีค่ะ แต่สัปดาห์ที่ผ่านมาค่ะพี่น้อง ประชาชนหลายคนเห็นว่ารัฐสภาเดินหน้าต่อไม่ได้ เพราะมันมีความเห็นต่างในเรื่องของ อำนาจหน้าที่ที่ว่านั้น ซึ่งเปึนกำแพงกั้นไม่ให้พวกเราทุกคนเดินหน้าพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญ ต่อไปค่ะ นี่จึงเปึนเหตุผลที่ดิฉันจะขอเปึนอีก ๑ เสียงเชิญชวนเพื่อนสมาชิกทุกท่านที่ได้รับ ฉันทามติจากพี่น้องประชาชนให้มาทำหน้าที่ในห้องประชุมแห่งนี้ร่วมลงมติสนับสนุนญัตตินี้ ไม่ใช่เพียงเพื่อเตะถ่วงเวลาหรือยืดเยื้อออกไปนะคะท่านประธาน แต่เพื่อให้กระบวนการ แก้ไขรัฐธรรมนูญของเราไม่สะดุดเพื่อให้ได้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ใหม่ที่ทำได้ไม่ใช่แค่ได้ทำค่ะ สิ่งที่ดิฉันพูดจนถึงวินาทีนี้ดิฉันเชื่อมั่นเหลือเกินว่าทุกคนและทุกฝ์ายล้วนตระหนักกันดีว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ป้ ๒๕๖๐ มีปัญหาและจำเปึนต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๖๐ ถูกจัดตั้งขึ้นภายใต้สถานการณ์พิเศษค่ะท่านประธาน ซึ่งกระบวนการยกร่างไม่ได้เป่ดโอกาส ให้พี่น้องประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมอย่างแท้จริง หรือแทบจะเรียกได้ว่าขาดความชอบธรรม เสียด้วยซ้ำ ดังนั้นตั้งแต่กระบวนการต้นน้ำกันเลย คณะกรรมการยกร่างที่มาจากการแต่งตั้ง ของผู้ก่อการรัฐประหารอย่างคณะรักษาความสงบแห่งชาติ คสช. กระบวนการกลางน้ำ ก็เช่นเดียวกันค่ะบรรดาสารัตถะที่ไม่เปึนประชาธิปไตยทั้งที่โจ่งแจ้งและที่สอดไส้อยู่ใน บทบัญญัติส่วนต่าง ๆ ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ และปลายน้ำที่ผ่านมาถึง ๘ ป้ค่ะที่เราอภิปราย กันอยู่นี้ใช้เวลาถึง ๘ ป้ในความพยายามแก้ไขรัฐธรรมนูญและยังเปึนเพียงแค่แสงสว่าง ปลายอุโมงค์อยู่รำไรเท่านั้นนะคะท่านประธาน สะท้อนให้เห็นแล้วว่ากติกาสูงสุดของประเทศ ฉบับนี้เปึนห่วงโซ่ที่ตึงรั้งประเทศและจำกัดการแก้ไขเพิ่มเติมไว้อย่างยากลำบากเพียงใดค่ะ ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพคะ เมื่อกล่าวมาถึงจุดนี้ดิฉันเข้าใจดีด้วยคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๖๔ ที่ระบุว่าต้องมีการถามประชามติจากพี่น้องประชาชนก่อน เมื่อการพิจารณาแก้ไข รัฐธรรมนูญที่เกิดขึ้นทำให้เพื่อนสมาชิกรัฐสภาบางส่วนเกิดความกังวลไม่เข้าร่วมพิจารณา วาระแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพื่อตอบข้อซักถามกับเพื่อนสมาชิกนะคะ ไม่ว่าศาลรัฐธรรมนูญ ในอนาคตจะตีความเปึนอย่างไรแต่พรรคเพื่อไทยจะทำให้กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ครั้งนี้เปึนไปด้วยความรอบคอบอย่างที่สุดค่ะ ซึ่งหากเสียงของ สว. ไม่สนับสนุน ๖๗ เสียง หรือมีเสียงของ สส. บางส่วนที่เห็นต่าง ความพยายามในการก่อร่างสร้างประชาธิปไตย ก็จะหมดลงทันที ป่ดประตูบานแรกในการแก้ไขรัฐธรรมนูญก็เท่ากับตกไป ประตูที่ป่ดลง ก็สูญเปล่าเดินหน้าต่อไปก็เจอทางตันและต้องใช้เวลาอีกเท่าไรคะ อีกเท่าไรที่เราจะได้กลับมา เริ่มต้นกันใหม่ บางท่านวิจารณ์ค่ะว่าพรรคเพื่อไทยไม่ยืนหยัดในอำนาจของฝ์ายนิติบัญญัติ ปล่อยให้ฝ์ายตุลาการหรือองค์กรอิสระขึ้นมามีอำนาจเหนือการตัดสิน พวกเรามีอำนาจในการ พิจารณากฎหมายเองหรือไม่ ต้องบอกเพื่อนสมาชิกอย่างนี้ค่ะว่าศาลรัฐธรรมนูญที่ไม่ได้รับ ตีความในป้ ๒๕๖๔ เนื่องด้วยตอนนั้นรัฐสภายังไม่มีการบรรจุญัตติลงไป ยังไม่มีการบรรจุ และยังไม่มีความขัดแย้งที่เกิดขึ้นอย่างในปัจจุบัน ดังนั้นดิฉันจึงขอถามกลับค่ะ หากเราพิจารณากันไปแล้วหากเกิดปัญหาอำนาจหน้าที่รัฐสภา ขึ้นมาจริง ๆ จนล้มวาระร่างรัฐธรรมนูญไปเสียหมด ฝ์ายที่ดึงดันแก้ไขจะสามารถรับผิดชอบ ได้หรือไม่ พวกที่ไม่ให้แก้ไขไม่ให้ยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความจะรับผิดชอบได้หรือไม่ จะรับผิดชอบกับเวลาที่เสียไปได้หรือไม่ ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพคะ ด้วยเหตุนี้พรรคเพื่อไทย คิดใหญ่และมองการณ์ไกล เราไม่ยอมอีกแล้วค่ะให้วัฏจักรของความล้มเหลววนเวียนกลับไป กลับมา ชัดเจนว่าเราต้องทำให้สำเร็จในรัฐบาลนี้ตามนโยบายที่พรรคเพื่อไทยได้ให้คำมั่นสัญญา ไว้กับพี่น้องประชาชนตั้งแต่ช่วงหาเสียงเลือกตั้งค่ะ สิ่งสำคัญก็คือต้องทำให้การแก้รัฐธรรมนูญ สำเร็จลุล่วงชัดเจนตั้งแต่คำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีและของนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร ที่ประกาศต่อสภาแห่งนี้ค่ะ

สุดท้ายค่ะ ดิฉันขอย้ำเหตุผลและความจำเปึนต่อเพื่อนสมาชิกรัฐสภาทุกท่านว่า เราควรเห็นพ้องต้องกันตามญัตติด่วน เรื่อง ขอให้รัฐสภามีมติขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา วินิจฉัยปัญหาที่เกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๐ (๒) ค่ะ แล้วให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความโดยเฉพาะเรื่องการทำประชามติว่ากี่ครั้งจะได้ชัดเจน เมื่อยังมีคำถามที่คาใจค่ะ ประชามติต้องกี่ครั้งกันแน่ การยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ก็จะช่วยยืนยันได้ค่ะท่านประธาน ในฐานะอันเปึนองค์กรตุลาการที่วางบรรทัดฐานทางกฎหมาย ไว้เกี่ยวกับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยไว้แล้วค่ะ เราทุกคนในฐานะ ผู้แทนประชาชนผู้ใช้อำนาจนิติบัญญัติก็จะสามารถเดินหน้าต่อภารกิจได้อย่างราบรื่น ตามเปัาหมายพิจารณากันอย่างถี่ถ้วนตามบรรทัดฐานของกฎหมาย และไม่ทำให้ความพยายาม ที่ผ่านมาต้องสูญเปล่า ไม่ทำลายความหวังของพี่น้องประชาชนต่อรัฐสภาแห่งนี้สูญสิ้นไปค่ะ เพราะท่านที่สุดค่ะ เปัาหมายของการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นพรรคเพื่อไทยเชื่อว่าการมี รัฐธรรมนูญที่เปึนประชาธิปไตยจะช่วยสร้างเสถียรภาพทางการเมืองและเป่ดโอกาสให้ ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตของประเทศมากขึ้น รัฐธรรมนูญควรเปึน เครื่องมือที่สะท้อนความต้องการของประชาชน การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้จึงเปึนการเป่ด ประตูบานแรกเดินหน้าสู่ประชาธิปไตยที่แท้จริง ขอบคุณค่ะท่านประธาน

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ต่อไปขอเชิญ คุณนรเศรษฐ์ ปรัชญากร ครับ

นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร สมาชิกวุฒิสภา 🔗

ขอบคุณครับท่านประธาน ผม นรเศรษฐ์ ปรัชญากร สมาชิกวุฒิสภากรุงเทพมหานคร วันนี้ผมขออนุญาตเปึนหนึ่งเสียง ที่อภิปรายคัดค้านการขอให้รัฐสภามีมติให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับ หน้าที่และอำนาจของรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๐ ท่านประธานครับ ประเทศไทย เรามีรัฐธรรมนูญมาแล้ว ๒๐ ฉบับมากเปึนอันดับต้น ๆ ของโลก เราต้องเปลี่ยนรัฐธรรมนูญ ไปฉบับแล้วฉบับเล่าเพราะในทุก ๆ ครั้งที่ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศนี้ลุกขึ้นเรียกร้อง ให้กฎหมายต้องเห็นหัวประชาชนนี่ก็จะเกิดคนกลุ่มน้อยของประเทศจะพยายามขัดขวาง ปราบปรามเสียงของประชาชนด้วยวิธีการต่าง ๆ นานา ไม่ว่าจะเปึนการรัฐประหาร ฉีกรัฐธรรมนูญ หรือการใช้สถาบันการเมืองมาปกปัองกติกาที่ตัวเองและพวกพ้องได้ประโยชน์ ผมสงสัย เหลือเกินครับท่านประธานว่าทำไมพอเปึนประชาชนที่เปึนเจ้าของอำนาจสูงสุดของประเทศนี้ อยากจะแก้ไข อยากจะร่างรัฐธรรมนูญของตัวเองมันกลับลำบากยากเย็นเสียเหลือเกิน แต่กลับกันพอคณะรัฐประหารซึ่งเปึนคนส่วนน้อยของประเทศคิดอยากจะแก้กลับแก้ได้ฉีกทิ้ง ได้แค่ไม่กี่อึดใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่มาจากคณะรัฐประหารนะครับ ร่างโดยคนจาก คณะรัฐประหารแค่ไม่กี่คน จัดทำภายใต้กฎหมายของคณะรัฐประหารที่ถึงแม้ว่าจะมีการทำ ประชามติ แต่ก็เปึนการทำประชามติภายใต้บรรยากาศของความกลัว เพราะถ้าประชาชนคนไหน กลุ่มไหนไม่เห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญฉบับคณะรัฐประหารก็จะถูกจับฟัองเปึนคดี หลายป้ที่ผ่านมา เราก็จะเห็นว่าประชาชนจำนวนมากมายนับหมื่นนับแสนได้ลงมาบนท้องถนนเพื่อประท้วง เรียกร้องคัดค้านรัฐธรรมนูญฉบับป้ ๒๕๖๐ ซึ่งเปึนรัฐธรรมนูญฉบับที่ไม่มีความยึดโยงกับ ประชาชน ไม่ตอบสนองต่อปัญหาปากท้องและคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างแท้จริง และสมาชิกรัฐสภาส่วนใหญ่ที่นั่งอยู่ในที่แห่งนี้วันนี้นะครับ ก่อนเข้ามา ตัวท่าน พรรคท่าน หรือสังกัดของท่าน ก็หาเสียงเสียดิบดีเลยว่าจะสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่มาดูท่าที ของพวกท่านในวันนี้นะครับ ท่านกลับแกล้งป่ดหูป่ดตานะครับ ลืมไปแล้วว่าหลายป้ที่ผ่านมา ประชาชนเรียกร้องอะไร ลืมไปแล้วว่าข้อเสนอนโยบายขายฝันที่ตัวเองบอกประชาชน ก่อนเลือกตั้ง เรื่องรัฐธรรมนูญเปึนอย่างไร ท่านไม่อายประชาชนหรือครับ ที่พอท่านได้เข้ามา อยู่ในจุดที่สามารถแก้ไขได้ท่านก็อ้างกฎหมายต่าง ๆ นานาสารพัดทำให้ล่าช้า ชะลอถ่วงเจตจำนง ของประชาชนด้วยการยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาตีความอีกรอบ ทั้งที่ความเปึนจริงแล้ว สมาชิกรัฐสภาสมัยป้ ๒๕๖๔ ก็เคยส่งให้ศาลไปวินิจฉัยก่อนแล้ว จนเกิดเปึนคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ ที่ ๔/๒๕๖๔ ที่วินิจฉัยแล้วว่ารัฐสภาสามารถจัดทำรัฐธรรมนูญทั้งฉบับได้ โดยมีใจความว่า รัฐสภามีหน้าที่และอำนาจจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ โดยต้องให้ประชาชนผู้มีอำนาจ สถาปนารัฐธรรมนูญได้ลงประชามติเสียก่อนว่าประชาชนประสงค์จะให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หรือไม่ และเมื่อจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เสร็จแล้วต้องให้ประชาชนลงประชามติ เห็นชอบหรือไม่กับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อีกครั้งหนึ่ง ดังนั้นการที่ตอนนี้เรากำลังอ้างว่า ต้องรอศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยนี่มันไม่ใช่ข้อเท็จจริงแล้วก็ไม่มีความจำเปึนเลย เพราะคำสั่งศาล ในครั้งนั้นก็บอกไว้ชัดเจนว่าถ้าสภาแสดงเจตจำนงที่จะจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ต้องให้ ประชาชนผู้มีอำนาจลงมติ แต่ถ้าเราไม่พิจารณาญัตติและลงมติการแก้ไขมาตรา ๒๕๖ ทั้ง ๓ วาระ มันจะเปึนการแสดงเจตจำนงที่จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จากสภาได้อย่างไรครับ ดังนั้น ผมขอยืนยันว่าพวกเราสามารถเดินหน้าพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๖ และ หมวด ๑๕/๑ เพื่อตั้ง สสร. จากสภาเราเอง และหลังจากนั้นจึงนำร่างรัฐธรรมนูญที่แก้ไข มาตรา ๒๕๖ ไปขอความเห็นจากประชาชนด้วยการทำประชามติครั้งที่ ๑ ได้ แต่ที่พวกท่าน บางคนก็ยังลือกันในกลุ่มว่าการแก้ไขครั้งนี้มันจะผิดกฎหมาย ผมเข้าใจความกังวลของท่าน แล้วผมยืนยันว่ามันไม่ผิดแน่นอนครับ เพราะคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญที่ ๔/๒๕๖๔ ก็บอกไว้ ชัดเจนแล้ว แต่ท่านประธานครับ หากการที่จะให้รัฐสภาเราแก้ไขมาตรา ๒๕๖ โดยไม่ส่งให้ ศาลวินิจฉัยนี่ ถ้ามันจะผิดนะครับ มันคงผิดได้เพียง ๒ อย่างเท่านั้นครับ ๑. คือผิดใจนายใหญ่ ๒. คือผิดเจตนารมณ์ของกลุ่มผู้มีอำนาจในประเทศนี้ ท้ายสุดนี้ครับท่านประธานครับ ผมอยากจะดึงสติสมาชิกรัฐสภาบางกลุ่มบางท่านที่นั่งอยู่ในที่แห่งนี้อย่าลืมว่าในการเลือกตั้ง ป้ ๒๕๖๖ ประชาชนหลายสิบล้านคนเลือกพวกท่านมาเพราะอะไร แล้วอย่าลืมว่าท่านเคย สัญญาอะไรไว้กับประชาชนในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา แล้วสำหรับท่านสมาชิกที่ไม่ได้ ยึดโยงกับประชาชนนะครับ ท่านก็อย่าลืมว่าใครเปึนเจ้าของประเทศนี้ อย่าลืมนะครับว่า สังคมที่ท่านอยากจะฝากต่อให้ลูกหลานของท่านในอนาคตท่านอยากจะให้เปึนอย่างไร ผม นรเศรษฐ์ ปรัชญากร แม้จะเปึนสมาชิกวุฒิสภาที่ไม่ได้มาจากประชาชนเหมือนพวกท่าน แต่ผมก็ศรัทธาอย่างแน่วแน่ในหลักการของประชาธิปไตย และเชื่อมั่นอย่างหนักแน่นนะครับว่า การเร่งยกเลิกรัฐธรรมนูญจากคณะรัฐประหารที่ไม่ได้มาจากประชาชนจะทำให้ประชาชน ถูกเห็นหัวมากขึ้น มีปากมีเสียงมากขึ้น มีคุณภาพชีวิตและปากท้องที่ดีมากขึ้น ดังนั้นผมจึง อยากจะเชิญชวนท่านสมาชิกรัฐสภาทุกท่านในวันนี้ให้ช่วยกันแสดงความกล้าหาญ ด้วยการยืนยัน ว่าสิทธิในการเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญ สิทธินี้อยู่ในมือของพวกท่านนะครับ ซึ่งเปึนผู้ที่ได้รับ อำนาจมาจากประชาชนโดยตรง ไม่ได้ขึ้นอยู่กับองค์กรอื่นแต่อย่างใดครับ ขอบคุณครับ

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา

ต่อไปขอเชิญคุณกัณวีร์ สืบแสง ครับ

นายกัณวีร์ สืบแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 🔗

เรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ ผม นายกัณวีร์ สืบแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเปึนธรรม ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ขออนุญาตร่วมอภิปรายไม่เห็นด้วยในญัตติด่วน เรื่อง ขอให้รัฐสภามีมติขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และ อำนาจของรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๐ วรรคหนึ่ง (๒) ของทั้ง ๒ ท่านที่เสนอเข้ามา ในรัฐสภาของเราในการพิจารณา ท่านเปรมศักดิ์ เพียยุระ และท่านวิสุทธิ์ ไชยณรุณ ท่านประธานครับ ด้วยหลักการและเหตุผลที่ว่าตรรกะและเหตุผลในการเสนอ ๒ ญัตติด่วนนี้ ไม่เปึนไปตามความเปึนจริง ไม่เปึนไปตามหลักการที่ว่าอำนาจสูงสุดเปึนของปวงชนชาวไทย จริง ๆ แล้วผมก็อภิปรายไปแล้วครั้งที่ผ่านมาครับท่านประธาน มันมีทางออกเท่านั้นเองครับ ไม่กี่ทาง ตอนนี้เราอยู่ที่ทางสามแพร่ง ถ้าสมมุติว่าญัตตินี้ผ่านเข้าไป แล้วส่งไปให้ศาลรัฐธรรมนูญ ท่านพิจารณาวินิจฉัยอีกครั้งหนึ่งจะมีทางเปึนไปได้ ๓ ทาง ทางแรก ศาลรัฐธรรมนูญ ท่านก็จะ บอกว่า มีคำวินิจฉัยใหม่ แล้วให้ทำประชามติ ๒ ครั้ง อันนี้มีทางเปึนไปได้ครับท่านประธานว่า เราจะสามารถเห็นรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ภายในป้ ๒๕๗๐ ทางแพร่งที่ ๒ ท่านศาลรัฐธรรมนูญ มีคำวินิจฉัยใหม่ แต่ให้มีการทำประชามติ ๓ ครั้งครับ อันนี้เปึนไปไม่ได้เลยที่เราจะเห็น รัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือแม้กระทั่งจะมีการจัดตั้งสสร. ทางแพร่งที่ ๓ แพร่งที่ร้ายที่สุด จะกลับมาว่า ศาลรัฐธรรมนูญท่านก็จะบอกว่ายืนตามคำวินิจฉัยเดิมในป้ ๒๕๖๔ กลับมาที่เดิม ครับท่านประธาน จะกลับเข้ามาที่รัฐสภาของเรา จะกลับเข้ามาตรงที่ว่า Political View หรือเจตนารมณ์ทางด้านการเมือง เรามีหรือไม่ครับ เราเสียเวลามาเท่าไรแล้วตั้งแต่มี สภาผู้แทนราษฎรเข้ามาเกือบ ๒ ป้แล้ว เราเสียเวลามา ๒ ป้กลับมาอยู่ที่เดิม ถ้าศาลรัฐธรรมนูญ ท่านวินิจฉัยว่ายืนตามคำวินิจฉัยเดิม ๔/๒๕๖๔ ท่านประธานกระผมทราบดี ทุกคนทราบดี ผมเชื่อมั่นพี่น้องประชาชนทราบดีว่าวันนี้ผลสรุปสุดท้ายรัฐสภาของเราจะมีมติอย่างไร มติ ที่เราเห็นนี้ถึงแม้ว่าผมจะต้องยืนขึ้นมาแล้วบอกว่าไม่เห็นชอบกับญัตติด่วนนี้ แต่ผลมันก็เห็น อยู่แล้วว่ามันจะคืออะไร เราไม่สามารถหลอกลวงประชาชนได้ครับท่านประธาน ผมไม่ก้าวล่วง สว. ครับ ผมจะขอก้าวล่วง สส. สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตอนที่พวกเราหาเสียง ตอนที่เรา เข้าไปหาพี่น้องประชาชน ที่เราบอกว่าเราอยากจะเปึนคนเข้ามาเปึนผู้รับใช้พี่น้องประชาชน มีกี่พรรคการเมืองในสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้ที่ใช้นโยบายของพรรคการเมืองในการที่ไปบอกว่า เลือกผมเถอะ เลือกฉันเถอะ แล้วฉันจะมาเปึนผู้แทนให้คุณ ผมขอพูดครับ ขอเอ่ยชื่อพรรคต่าง ๆ และขอแสดงให้ท่านประธานเห็นครับว่านโยบายเรื่องเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญของแต่ละพรรค มีอะไรบ้าง พรรคเพื่อไทย จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน โดยคงรูปแบบการปกครองระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเปึนประมุข โดยสภาร่างรัฐธรรมนูญหรือ สสร. ที่มาจาก การเลือกตั้งของประชาชนและผ่านขั้นตอนการออกเสียงลงมติโดยประชาชน พรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญให้มีความเปึนประชาธิปไตยที่สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ภายใต้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเปึนพระประมุข โดยให้มีสมาชิกสภา ร่างรัฐธรรมนูญ จำนวน ๒๐๐ คนมาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน พรรคประชาธิปัตย์ รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน บรรหาร Model ป้ ๒๕๔๐ ผลักดันรัฐธรรมนูญฉบับปรับปรุงแก้ไข โดยรับฟังเสียงจากประชาชนทุกภาคส่วน ตามแบบฉบับที่นายบรรหาร ศิลปอาชา นายกรัฐมนตรี คนที่ ๒๑ เคยทำไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ ที่ได้ชื่อว่าเปึน รัฐธรรมนูญที่ประชาชนให้การยอมรับมากที่สุด พรรคชาติไทยพัฒนา นโยบายพื้นฐานยึดมั่น การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเปึนประมุข รวมทั้งจะแก้ไข รัฐธรรมนูญ กฎหมายและกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ให้เปึนไปตามประชาธิปไตย รวมทั้งอำนวยการให้มี การปฏิบัติหน้าที่ของรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล องค์กรอิสระ และหน่วยงานอื่น ๆ ของรัฐ เปึนไปด้วยความยุติธรรม เสมอภาค สามารถปกปัองคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน ตลอดจนศักดิ์ศรีความเปึนมนุษย์ โดยธำรงไว้ซึ่งหลักนิติธรรมเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ และความผาสุกของประชาชนโดยส่วนรวม คุ้น ๆ ไหมครับท่านประธาน พรรคประชาชาติ เดินหน้าจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดย สสร. เลือกตั้งร้อยเปอร์เซ็นต์บวกกับกระบวนการ ประชามติ ๒ ครั้ง พรรคก้าวไกลในอดีต ตอนนี้คือพรรคประชาชน ร่างรัฐธรรมนูญประชาชน การปลดล็อกวิกฤติการเมือง ๒ ขั้วนะครับ สร้างประชาธิปไตยเพื่อประชาชนไม่ใช่เพื่อนักการเมือง หยุดเผด็จการการทำรัฐประหารคือกบฏต้องลงโทษสูงสุด สร้างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน โดย สสร. จัดทำ อันนี้คือพรรคไทยสร้างไทย ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งหมดพรรคเปึนธรรม ๗ พรรคการเมืองครับท่านประธานที่อยู่ในสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้ รวมแล้วเรามีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ๓๔๓ คนที่เปึนผู้แทนในสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้ คิดเปึน ๖๘.๘ เปอร์เซ็นต์ของ สส.ทั้งหมด ๕๐๐ คน ๕๐๐ คนนี้ ท่านประธานครับ มีผู้เลือกตั้งมาใช้สิทธิ ออกเสียงเลือกตั้ง ๓๙,๓๐๐,๐๐๐ กว่าคน คิดเปึน ๖๘.๘ เปอร์เซ็นต์ คือ ๒๖,๕๐๐,๐๐๐ คน เราเปึนผู้แทนที่เราใช้นโยบายในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เพื่อที่จะให้เขาเรียกพวกเรา เลือกพวกเราเข้ามาเปึนผู้แทนผู้รับใช้ประชาชนในการที่จะนำมาซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้ได้ สุดท้ายแล้วก็ต้องกลับมาในรัฐสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้ของเรา Political Views เราอยู่ไหน เรายังมีการพูดคุยกันหลายครั้งจะเอากี่ครั้งประชามติ ๒ ครั้ง ๓ ครั้ง สุดท้ายเชื่อผม ถ้าญัตติด่วน อันนี้ผ่านเข้าไปส่งไปที่ศาลรัฐธรรมนูญ ผมมั่นใจครับท่านประธาน กลับมาที่ Political Views เจตจำนงทางด้านการเมืองของรัฐสภาโดยเฉพาะฝ์ายบริหารที่นำโดยนายกรัฐมนตรีว่าท่าน จะเอาหรือไม่ อย่างไรก็ไม่จบผมยังเชื่อมั่น ทาง ๓ แพร่งนี้ก็ต้องฝากไปทางท่านสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรทั้งหมดเกือบ ๕๐๐ ท่าน ท่านจงยึดมั่นให้ดี สิ่งที่ท่านไปหาเสียงไว้กับพี่น้อง ประชาชนแล้ววันที่ท่านเข้ามารายงานตัวเปึน สส. เมื่อป้ ๒๕๖๖ ท่านต้องยึดมั่นตรงนั้นให้ดี หากท่านไม่ยึดมั่น ป้ ๒๕๗๐ ท่านจะรู้สึกอย่างไร ผมจะอ้อนวอนผ่านไปถึงสมาชิกวุฒิสภาทุกท่าน ถึงแม้ว่าการมาของเราจะแตกต่างกัน แต่สิ่งที่เราทำร่วมกันคืออุดมการณ์ทางด้านการเมือง สว. ทุกท่านครับ ผมเชื่อมั่นท่านเข้ามาด้วยใจบริสุทธิ์ครับ ท่านเข้ามาด้วยทุกสิ่งทุกอย่าง เพื่อประเทศชาติและประชาชนเฉกเช่นเดียวกับพวกเราสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผมเชื่อมั่นว่า วันนี้ท่านจะต้องยืนหยัดให้ได้ ท่านจะต้องยืนยัดที่ว่าเราจำเปึนต้องเปลี่ยนแปลงประเทศนี้ ไปพร้อม ๆ กันและไปด้วยกันเพื่อจะให้ประชาชนอยู่ดีและมีสุข

ท่านประธานครับ สุดท้ายก็ขอฝากท่านประธานช่วยเอาเสียงของพวกเรา ผ่านไปยังพี่น้องประชาชนและให้จำไว้ว่าพรรคการเมืองทุกพรรคที่หาเสียงไว้ให้กับพี่น้อง ประชาชนเมื่อป้ ๒๕๖๖ ท่านได้สัญญาอะไรไว้กับพี่น้องประชาชน วันนั้นจะมาอีกครั้งหนึ่ง แต่วันนี้เราต้องยืนเพื่อประเทศชาติเราไปด้วยพร้อม ๆ กัน ดังนั้นผมจึงไม่สามารถที่จะเห็นชอบ ในญัตติด่วน เรื่อง ขอให้รัฐสภามีมติขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับ หน้าที่และอำนาจของรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๐ วรรคหนึ่ง (๒) ที่ท่านเปรมศักดิ์ เพียยุระ และท่านวิสุทธิ์ ไชยณรุณ เสนอครับ ขอบคุณครับ

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ต่อไปขอเชิญ คุณสุทิน คลังแสง ท่านสุทินยังไม่อยู่นะครับ ไม่ทราบว่าคุณจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ อยู่ไหมครับ ให้คุณจิตติพจน์พูดก่อนก็แล้วกัน เชิญครับ

นายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 🔗

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม นายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดศรีสะเกษ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ เกี่ยวกับเรื่องการแก้ไข รัฐธรรมนูญ ตัวกระผมขออนุญาตให้ข้อคิดเห็นว่าผมเห็นด้วยที่เราควรจะมีการร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ เพื่อให้เปึนรัฐธรรมนูญที่มีความเปึนประชาธิปไตยอย่างแท้จริงและผมก็เชื่อมั่นว่า พรรคเพื่อไทยก็มีความคิดเห็นในทำนองเดียวกันครับ แต่ที่พวกเราต้องมาคุยกันหรือว่า ปรึกษาหารือกันในวันนี้ก็เนื่องจากว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นมีอุปสรรคค่อนข้างมากครับ คือถ้าหากท่านประธานลองดูคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ ๔/๒๕๖๔ เขียนไว้ค่อนข้างชัดเจน ว่าถ้าเปึนการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยสภาแห่งนี้ ถ้าประสงค์จะแก้ไขทั้งฉบับ ศาลรัฐธรรมนูญประสงค์จะให้มีการทำประชามติก่อน ๑ ครั้ง หลังจากนั้นเมื่อสภาแห่งนี้ โดยสมาชิกรัฐสภาได้แก้ไขเสร็จเรียบร้อยแล้วก็ให้ประชาชนลงประชามติอีกครั้งหนึ่งก่อนที่ จะนำเสนอทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธยต่อไป อันนี้กรณีที่สภาแห่งนี้จะร่างขึ้น ด้วยตนเองนะครับ แต่ถ้าหากว่าเปึนเรื่องการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นทั้งฉบับ คำวินิจฉัย ของศาล ฉบับที่ ๔/๒๕๖๔ ก็เขียนไว้ชัดเจนว่าต้องมีการทำประชามติก่อน ๑ ครั้งเพื่อถาม ความเห็นประชาชนว่าประสงค์จะให้มีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่โดย สสร. หรือไม่ หลังจากที่ สสร. ร่างรัฐธรรมนูญเสร็จแล้วก็มีการลงประชามติอีกครั้งหนึ่ง สรุปแล้วถ้าร่างโดย สสร. ก็ต้องทำประชามติ ๓ ครั้ง ร่างโดยสภาแห่งนี้ก็ทำประชามติ ๒ ครั้ง อันนี้คือเปึนไปตาม คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ ๔/๒๕๖๔ ครับ แต่ในขณะเดียวกันคำวินิจฉัยของศาล ก็ไม่ใช่เปึนแนวทางเดียวในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แนวทางหลักที่ใช้ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็มาจากรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๖ ครับ ในมาตรา ๒๕๖ เขียนไว้ชัดเจนว่าการทำประชามติ ทำแค่ครั้งเดียว หลังจากที่สมาชิกรัฐสภาแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้วลงมติผ่านวาระที่สามแล้วก็ให้ ทำประชามติถามประชาชนว่าเห็นชอบด้วยหรือไม่กับร่างรัฐธรรมนูญกรณีที่มีการแก้ไข ในหมวด ๑ หมวด ๒ หรือการแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือในเรื่องเกี่ยวกับคุณสมบัติขององค์กรอิสระก็ดี หน้าที่ขององค์กรอิสระก็ดี ศาลก็ดี ก็ให้ทำประชามติ ค่อนข้างชัดเจนครับ รัฐธรรมนูญ ฉบับปัจจุบัน มาตรา ๒๕๖ เขียนแค่นั้นเองครับท่านประธาน หลังจากผ่านวาระที่สาม จากสภาแห่งนี้แล้วก็ขอให้มีการทำประชามติโดยประชาชน ดังนั้นจึงมีความไม่เหมือนกัน ระหว่างคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญกับรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๖ อยู่ ซึ่งก็เปึนประเด็น ที่มีความสำคัญที่สภาแห่งนี้ควรจะได้มีการพิจารณาอย่างละเอียดต่อไป แต่อย่างไรก็ดีครับ ท่านประธาน ถ้าหากว่าเราประสงค์ที่จะให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้ได้ผมก็ขออนุญาต เสนอว่าควรจะลองพิจารณาใช้หลักการสมัยที่มีการทำรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ กล่าวคือทำให้ เกิดความคิดเห็นที่ตรงกันทั้งประเทศเกี่ยวกับเรื่องรัฐธรรมนูญให้ชัดเจน ซึ่งวิธีหนึ่งที่ทำได้ ก็คือการทำประชามติถามประชาชน โดยก่อนที่จะทำประชามติก็ขอให้มีการรณรงค์ให้ทราบ กันโดยทั่วไปว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นแก้ไขเพื่ออะไร อย่างไร แล้วทำให้เกิดพลังในสังคม ให้เกิดความเห็นที่ตรงกันในสังคมว่าจำเปึนต้องมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เกิดเปึนกระแส เหมือนที่เกิดขึ้นในป้ ๒๕๔๐ และเพื่อไม่ให้การแก้ไขหรือการทำประชามตินั้น เปึนการทำประชามติ โดยเสียเปล่า ผมก็ขอเสนอแนะให้ว่าตอนทำประชามตินั้นก็น่าจะถามไปเลยว่าการแก้ไข รัฐธรรมนูญนั้นหลังจากที่ สสร. มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับสมบูรณ์ขึ้นมาแล้วยังประสงค์จะให้ มีการทำประชามติอีกครั้งหนึ่งหรือไม่ หรือกี่ครั้ง และการทำประชามตินั้นจะเปึนแบบ เสียงข้างมากทั่วไป หรือที่เรียกว่า Single Majority หรือจะใช้แบบ Double Majority หรือ ประเด็นอื่น ๆ ที่มีความสงสัยหรือความเห็นไม่ตรงกัน ไม่ว่าจะเปึนเรื่องขององค์กรอิสระก็ดี หรือในเรื่องของใด ๆ ก็ดี ถ้าหากเปึนประเด็นที่สำคัญก็คัดเลือกที่สำคัญ ๆ ๕ ๖ ประการ แล้วก็ทำประชามติถามไปในทีเดียว ถ้าหากว่าประชาชนมีประชามติและเห็นด้วยกับการแก้ไข รัฐธรรมนูญผมก็เชื่อมั่นว่าสมาชิกรัฐสภาไม่ว่าจะเปึนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ฝ์ายค้าน ฝ์ายรัฐบาล หรือสมาชิกวุฒิสภาก็คงจะให้ความร่วมมือในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ถ้าหากว่าไม่มี การสร้างความเห็นที่ตรงกันในสังคมเสียก่อนแล้ว ผมก็เชื่อมั่นว่าเวลาเราแก้ไขรัฐธรรมนูญก็คง จะเจอปัญหา เจออุปสรรค เล็ก ๆ น้อย ๆ ตลอดเวลานะครับ ไม่ว่าจากการตีความว่าต้องทำ ประชามติ ๒ ครั้งหรือ ๓ ครั้ง เสียง สว. จะได้ถึง ๑ ใน ๓ คือ ๖๗ เสียงหรือไม่ก็จะมีปัญหา ตลอดไป เพราะฉะนั้นก็เปึนข้อเสนอครับ สำหรับที่จะทำให้ได้รัฐธรรมนูญโดยเร็วที่สุดครับ

อีกประเด็นหนึ่งที่ผมขออนุญาตให้ข้อคิดเห็นประกอบการพิจารณาของสภาแห่งนี้ ก็คือในเรื่องประเด็นคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญครับ คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนั้น มีผลผูกพันทุกองค์กรครับท่านประธาน ความหมายก็คือว่าคำวินิจฉัยของศาลเมื่อออกมาแล้ว ก็จะมีผลผูกพันทุกองค์กร แต่ก็ผูกพันเฉพาะเรื่องที่วินิจฉัยในเรื่องนั้น ๆ แต่ถ้าเปึนเรื่องอื่นก็ยัง ไม่ได้ผูกพันโดยเด็ดขาดชัดเจน และคำพิพากษาหรือคำวินิจฉัยของศาลนั้นก็ไม่ใช่ว่าจะกลับไม่ได้ หรือแก้ไขไม่ได้ ถ้าหากวันนี้มีการส่งเรื่องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยในเรื่องเกี่ยวกับการแก้ไข รัฐธรรมนูญโดย สสร. เมื่อองค์ประกอบของศาลรัฐธรรมนูญเปลี่ยนไป เมื่อตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เปลี่ยนไป ก็เปึนไปได้ครับว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ อาจจะไม่ได้ออกมาเช่นเดียวกัน กับคำวินิจฉัย ฉบับที่ ๔/๒๕๖๔ และคำวินิจฉัยนั้นก็ผูกพันและกลับคำวินิจฉัยที่ ๔/๒๕๖๔ ได้ ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกครับที่จะมีการกลับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญได้ ก็เปึนประเด็นที่ผม ขออนุญาตให้ข้อคิดเห็นประกอบการพิจารณาครับ

แล้วอีกประเด็นหนึ่งก็ขออนุญาตเปึนข้อเสนอแนะนะครับว่า จริง ๆ แล้ว ถ้าหากว่าพิจารณาหลักนิติศาสตร์โดยทั่วไป ถ้าเปึนศาลยุติธรรมทั่วไปปกติการยื่นเรื่องเพื่อให้ ศาลให้ข้อคิดเห็นว่ากฎหมายมีความหมายว่าอย่างไร ปกติศาลก็จะไม่วินิจฉัยเช่นเดียวกับที่ ศาลเคยมีคำวินิจฉัยในป้ ๒๕๖๗ ไม่รับคำวินิจฉัยที่ท่านประธานได้ส่งไปแล้วศาลก็บอกว่า คำวินิจฉัย ป้ ๒๕๖๔ ชัดเจนแล้ว ไม่รับวินิจฉัย ป้ ๒๕๖๗ แต่ผมก็ขออนุญาตเรียกร้องผ่าน ท่านประธานไปยังศาลรัฐธรรมนูญครับว่าถ้าหากศาลรัฐธรรมนูญจะได้พิจารณาอีกครั้งหนึ่ง เพราะว่าศาลรัฐธรรมนูญเปึนศาลที่มีลักษณะพิเศษกว่าศาลยุติธรรมต้องพิจารณาองค์ประกอบ หลาย ๆ อย่าง ไม่ว่าจะเปึนสภาพเศรษฐกิจ สังคม รัฐศาสตร์นิติศาสตร์ หลาย ๆ ด้าน ถ้าศาลจะได้ พิจารณารับร่างที่ท่านประธานกำลังจะส่งไปที่ศาลถ้าหากว่าสภาอนุมัตินะครับ ก็อยากจะให้ ศาลรัฐธรรมนูญลองพิจารณารับเรื่องนี้ไว้วินิจฉัย ทั้งนี้ก็เพื่อที่ว่าเราจะได้ลดความขัดแย้ง ในสังคมลง และก็ลดค่าใช้จ่ายที่จะต้องใช้ในการทำประชามติโดยไม่จำเปึนลง เพราะการทำ ประชามติแต่ละครั้งนั้นใช้ค่าใช้จ่ายมากมายไม่ต่ำกว่า ๓,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าศาลรัฐธรรมนูญจะได้ กรุณารับไว้วินิจฉัยก็จะเปึนประโยชน์ต่อประเทศไทย ขอบพระคุณครับท่านประธานครับ

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ขอเชิญ คุณนันทนา นันทวโรภาส ครับ

นางสาวนันทนา นันทวโรภาส สมาชิกวุฒิสภา 🔗

เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน นันทนา นันทวโรภาส สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานคะ ๓๒ วันผ่านไป นับจากวันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ สมาชิกรัฐสภากลับมานั่งที่เดิมค่ะ เพื่อที่จะมา พิจารณาญัตติเดิมว่าเราจะส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความเรื่องการทำประชามติสำหรับการแก้ไข รัฐธรรมนูญกี่ครั้งดี ประชาชนที่เขาเฝัาจับตาดูการประชุมรัฐสภาอยู่ในขณะนี้ก็คงจะลุ้นกันว่า วันนี้สภาจะล่มอีกไหม แล้วถ้าสภาไม่ล่มท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทั้งหลายจะออกลวดลายเตะถ่วง การแก้รัฐธรรมนูญด้วยเหตุผลใด ที่จริงอาการของท่านมันออกมานานแล้วที่ไม่อยากจะแก้ รัฐธรรมนูญ ถ้าจำเปึนต้องแก้ก็พยายามยื้อให้นานที่สุดทั้ง ๆ ที่ตอนหาเสียงก็บอกจะแก้ รัฐธรรมนูญกันทุกพรรคไม่เชื่อไปเอาคลิปตอนหาเสียงมาดูได้ แต่พอถึงเวลาที่ควรจะแก้ ก็ตีกรรเชียงพลิ้วไปตาม ๆ กันจนกลายมาเปึนดับเบิลญัตติในวันนี้ ญัตติทั้ง ๒ ญัตติแม้จะ เขียนให้แตกต่างกันอย่างเนียน ๆ แต่ก็มีความหมายตรงกัน คือให้ส่งไปถามศาลรัฐธรรมนูญ ว่าในการแก้รัฐธรรมนูญจะต้องทำประชามติกี่ครั้ง คำถามก็คือว่าทำไมเราจึงจะต้องพากันส่งศาลรัฐธรรมนูญให้ตีความเรื่องนี้กันอีก นี่เปึนการ กลับหลังหันย้อนเวลาหาอดีตกลับไปเมื่อป้ที่แล้ว ๒๙ มีนาคม ๒๕๖๗ ที่ประชุมรัฐสภาได้เคย มีมติให้ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าจะต้องทำประชามติกี่ครั้ง ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญ ก็ไม่รับคำร้องไว้พิจารณาด้วยมติเอกฉันท์ ๗ ต่อ ๐ เมื่อวันที่ ๑๗ เมษายน ที่เปึนเช่นนี้ ก็เพราะว่าศาลรัฐธรรมนูญได้เคยวินิจฉัยมาก่อนแล้วตั้งแต่ป้ ๒๕๖๔ แล้วก็มีความชัดเจน อยู่ในตัวแล้ว แต่ที่สำคัญผู้ที่เสนอญัตติส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความในครั้งนั้นมีชื่อว่า รองศาสตราจารย์ ชูศักดิ์ ศิรินิล ขออภัยที่เอ่ยนามค่ะ แต่ต้องเอ่ยเพราะบางทีผู้ที่เสนอญัตติใหม่ ในวันนี้อาจลืมไปว่าท่านอาจารย์ชูศักดิ์สังกัดพรรคเดียวกับท่าน แล้วท่านไม่เคยคุยกัน ในพรรคเลยหรือค่ะถึงต้องมาเสนอญัตติใหม่ การที่ศาลรัฐธรรมนูญไม่รับวินิจฉัยในครั้งนั้น ก็เท่ากับศาลได้มอบอำนาจการพิจารณาให้แก่รัฐสภาดังคำแถลงที่ว่าหากรัฐสภาต้องการ จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องจัดให้ประชาชนผู้ทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญออกเสียง ลงประชามติเสียก่อนว่าประชาชนประสงค์จะให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ และเมื่อจัดทำ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่เสร็จแล้วต้องให้ประชาชนออกเสียงประชามติว่าเห็นชอบหรือไม่กับ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อีกครั้ง คำวินิจฉัยกลางของศาลรัฐธรรมนูญเช่นนี้ระบุชัดเจนว่า มีการลงมติแค่ ๒ ครั้ง ไม่มีตรงไหนที่ศาลได้พูดถึงประชามติครั้งที่ ๓ เลย แล้วเราจะส่ง ไปถามอีกทำไม หรือเราอยากจะให้ศาลเปลี่ยนแปลงคำวินิจฉัยไอน์สไตน์ (Einstein) ได้เคย กล่าวไว้ว่ามีแต่คนวิกลจริตเท่านั้นที่ทำแต่สิ่งเดิมซ้ำ ๆ แต่กลับหวังผลลัพธ์ที่แตกต่าง เราใช้เวลา อีกเปึนเดือนหรือหลาย ๆ เดือน เพื่อที่จะรับคำตอบเดียวกับป้ที่แล้วหรือคะ การกระทำเช่นนี้ ตีความว่าเปึนการยืดเยื้อการแก้รัฐธรรมนูญได้หรือไม่ เปึนเช่นเดียวกับร่างพระราชบัญญัติ ประชามติที่พยายามยื้อกันจนไม่ทันการเลือกตั้ง อบจ. ที่ผ่านมาหรือไม่ คนที่จุดประเด็น เรื่องประชามติ ๓ ครั้งก็เปึนพวกที่ใช้กลยุทธ์ในการเตะถ่วงเรื่องนี้มาโดยตลอด ที่สำคัญ เราอยู่ภายใต้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเปึนพระประมุข ไม่ใช่ระบอบ ประชาธิปไตยภายใต้การกำกับของศาลรัฐธรรมนูญ มิใช่ทุกย่างก้าวก็ต้องถามศาลรัฐธรรมนูญ ถามไปจนพร่ำเพรื่อ ซื่อสัตย์สุจริตเปึนที่ประจักษ์หรือไม่ ก็ยังต้องเสนอให้ศาลวินิจฉัยอีก นี่มันเกินขอบเขตอำนาจไปหรือไม่ ทำกันแบบนี้จะเหลือความเปึนประชาธิปไตยที่ไหนอีก ถ้าฝ์ายนิติบัญญัติซึ่งเปึนอำนาจเดียวที่มาจากประชาชนโดยตรงจะต้องไปถามศาลรัฐธรรมนูญ ในทุกเรื่อง น้ำหก กระจกแตกต้องไปถามหมดจนเหมือนครูใหญ่ดูแลเด็กอนุบาล ท่านอยากให้เปึน อย่างนั้นหรือ หลักการและการดุลและคานอำนาจ ๓ เสา คือบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ ที่มองเตสกิเออร์ (Montesquieu) ได้ริเริ่มขึ้นมายังใช้ในประเทศไทยของเราได้หรือไม่ ถ้าใช่ เราก็ต้องยืนยันอำนาจฝ์ายนิติบัญญัติที่หนักแน่นและชัดเจน การบัญญัติและแก้ไขรัฐธรรมนูญ รวมทั้งกฎหมายใด ๆ เปึนอำนาจและหน้าที่ของฝ์ายนิติบัญญัติ ดิฉันหวังว่านี่จะเปึนครั้งสุดท้าย ที่เราจะเอารัฐธรรมนูญมาเปึนตัวประกันในการเล่นเกมแพ้ชนะในการเมืองของพวกท่าน ประชาชนต้องการรัฐธรรมนูญที่ดีเพื่อเขาจะได้มีผู้ปกครองที่ดี และเมื่อเขามีผู้ปกครองที่ดี ปากท้องเขาก็จะดีตามมา และนี่คือเหตุผลที่เราต้องเร่งแก้รัฐธรรมนูญให้ประชาชนมีปากท้อง ที่ดีกว่าทุกวันนี้ ที่กล่าวมาทั้งหมดคือเหตุผลที่ดิฉันคัดค้านญัตติที่ตั้งขึ้นมาในวันนี้ เรามาเริ่มต้น พิจารณาการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยมองช็อตไปเลยค่ะ ข้ามช็อตไปเลยว่าประชามติครั้งแรก เราจะถามคำถามอะไร มีคำถามพ่วงหรือไม่ หลังจากนั้นจะร่างรัฐธรรมนูญอย่างไรที่จะทำให้ ประชาชนมีส่วนร่วมมากที่สุด เพื่อที่จะให้เปึนรัฐธรรมนูญของประชาชนอย่างแท้ True ขอบคุณค่ะ

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ต่อไปขอเชิญ คุณเลาฟัุง บัณฑิตเทอดสกุล ครับ

นายเลาฟัุง บัณฑิตเทอดสกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

เรียนท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม เลาฟัุง บัณฑิตเทอดสกุล ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน สัดส่วนเครือข่ายชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง

(นายวิทยา แก้วภราดัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายวิทยา แก้วภราดัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ท่านประธานครับ

นายเลาฟัุง บัณฑิตเทอดสกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ท่านประธานครับ วันนี้ผมขอมีส่วนร่วมอภิปรายคัดค้านญัตติด่วน

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา

คุณเลาฟัุงครับขอนิดหนึ่ง

นายวิทยา แก้วภราดัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ขอประทานโทษ เพื่อนสมาชิกหน่อยครับ

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา

ท่านวิทยายกมือครับ

นายวิทยา แก้วภราดัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ผมขออนุญาตใช้สิทธิ ประท้วงนะครับท่านประธาน

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา

เชิญครับ

นายวิทยา แก้วภราดัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

เมื่อสักครู่เพื่อนสมาชิก รัฐสภาท่านหนึ่งนะครับ ผมขออนุญาตนะครับ ผม วิทยา แก้วภราดัย สมาชิกรัฐสภา แล้วก็ เปึนสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติ เมื่อสักครู่เพื่อนสมาชิกที่อภิปรายประกาศโพล่งเลยครับ ว่าทุกพรรคการเมืองในสภานี้ประกาศที่จะแก้รัฐธรรมนูญทั้งหมด ผมขอยืนยันครับ พรรคผม ไม่ได้เคยพูดอย่างนั้น ถ้าเปึนไปได้ก็เว้นไว้บ้างครับ ถ้ากราดหมดอย่างนี้มันเสียหายครับ

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ก็รับปากที่ท่าน บอกว่าพรรคของท่านไม่ได้เสนอแก้นะครับ โอเคครับ ต่อไปขอเชิญคุณเลาฟัุงต่อเลยครับ

นายวิทยา แก้วภราดัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ประทานโทษครับ ท่านประธาน ไม่ใช่ท่านสมาชิกเมื่อสักครู่นะครับ อันนี้ผมมาขัดจังหวะ ผมยกมืออยู่นานแล้ว ประท้วงท่านที่พูดจบไปก่อนโน้นนะครับ ไม่ได้เกี่ยวกับท่านสมาชิกที่กำลังพูดนะครับ ขอประทานโทษครับ

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา

เข้าใจครับ ทุกคนฟังว่า ท่านไหนได้พูดถึงประเด็นที่ผ่านมา ไม่ใช่สักครู่นะครับ ขอเชิญคุณเลาฟัุงได้เลยครับ

นายเลาฟัุง บัณฑิตเทอดสกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 🔗

ท่านประธานครับ ผมขออภิปรายคัดค้านญัตติด่วน เรื่อง ขอให้รัฐสภามีมติขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา วินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๐ วรรคหนึ่ง (๒) ท่านประธานครับ ผมขอเรียนอย่างนี้ก่อนนะครับว่าสิ่งที่ญัตตินี้กำลังทำ ไม่ว่าท่านจะโดยตั้งใจ หรือไม่ก็แล้วแต่ ท่านกำลังลดทอนความเข้มแข็งของระบอบประชาธิปไตยลงไปที่กำหนดว่า ให้ประชาชนเปึนผู้มีอำนาจสูงสุด แล้วท่านกำลังผลักให้กลายเปึนสังคมตุลาการธิปไตยที่ให้ องค์กรตุลาการเปึนผู้มีอำนาจสูงสุดแทน นี่เปึนสัญญาณที่ไม่ดีนะครับ แล้วรัฐสภาแห่งนี้ผมคิดว่า เราไม่ควรต้องเดินไปสู่แบบนั้น หลาย ๆ ท่านได้อภิปรายใช้คำพูดว่าจะต้องขอความเห็น จากศาลก่อน ผมขอเรียนอย่างนี้นะครับว่าไปเป่ดดูกฎหมายแล้วไม่ได้มีกฎหมายที่ใดเขียนว่า ในการจัดทำกฎหมายหรือนิติบัญญัติการบริหารต้องขอความเห็นของศาลก่อน ไม่มีนะครับ

ประเด็นที่ ๑ ที่ผมอยากจะพูดก็คือว่าผมอยากจะทบทวนหลักการพื้นฐาน ของการปกครองของเราก่อน ง่ายที่สุดในมาตรา ๓ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๖๐ เขียนเอาไว้นะครับว่า อำนาจอธิปไตยเปึนของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ ทรงเปึนประมุข ทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ตามบทบัญญัติ แห่งรัฐธรรมนูญ พูดให้ง่ายที่สุดก็คือการแบ่งแยกอำนาจออกมาเปึน ๓ ส่วนคือ นิติบัญญัติ โดยรัฐสภา บริหารโดยคณะรัฐมนตรี และตัดสินชี้ขาดคดีโดยศาล ในวันนี้เรากำลังพูดถึง อำนาจของรัฐสภาและอำนาจของศาลนะครับ กลับมาที่ขอบเขตอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ ผมเรียนอย่างนี้ว่าองค์กรศาลรัฐธรรมนูญทั่วโลกนี้เกิดขึ้นมาช่วงหลังสงครามโลก ครั้งที่ ๒ เพื่อที่จะปัองกันปัญหาที่รัฐบาลดำเนินนโยบายหรือออกกฎหมายที่นำไปสู่การละเมิดสิทธิ ของประชาชนอย่างรุนแรงโดยที่ไม่มีองค์กรใดสามารถมาคานอำนาจได้ นี่คือปัญหา จึงมีการออกแบบศาลรัฐธรรมนูญขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่คานอำนาจไม่ให้มีการออก กฎหมายที่ละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชนหรือตัวรัฐบาลไปดำเนินนโยบายที่ละเมิดสิทธิ และเสรีภาพของประชาชนอย่างนี้นะครับ กลับมาที่ประเทศไทย เราเริ่มสถาปนาศาลรัฐธรรมนูญ ขึ้นมาเมื่อป้ ๒๕๔๐ ต่อเนื่องมาจนถึงป้ ๒๕๕๐ และป้ ๒๕๖๐ รัฐธรรมนูญได้สร้างองค์กร เพื่อขึ้นมาทำหน้าที่พิทักษ์รัฐธรรมนูญแล้วก็วินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาททางกฎหมายหรือตรวจสอบ การใช้อำนาจรัฐตามรัฐธรรมนูญ สิ่งที่เปึนสาระสำคัญอำนาจของศาลมีมากน้อยเพียงใด เมื่อสักครู่ท่านสมาชิกหลายคนได้พูดไปแล้ว แต่ว่าถึงตอนนี้ผมอยากกลับมาเน้นตรงที่ว่า ตามญัตตินี้ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจที่จะรับวินิจฉัยไว้หรือไม่ ประเด็นที่เปึนข้อถกเถียงก็คือ ญัตตินี้ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของรัฐสภานะครับ แล้วก็สิ่งที่ถามไปคือถามเกี่ยวกับขั้นตอนกระบวนการ ถามขั้นตอนกระบวนการว่าต้องทำอย่างไร ไม่ได้ถามว่ามีอำนาจหรือไม่ ทีนี้การถามแบบนี้จะได้คำตอบแบบใด แล้วก็ศาลมีอำนาจที่จะ วินิจฉัยหรือไม่ ผมคิดว่ามีตัวอย่างใหม่ ๆ สด ๆ นี้เลยตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ในเรื่องพิจารณา ที่ ๔/๒๕๖๘ เผยแพร่เมื่อวันที่ ๑๒ มีนาคมที่ผ่านมานี้เองครับ เปึนเรื่องที่ คณะรัฐมนตรีได้ขอให้ศาลตีความข้อความในรัฐธรรมนูญและกฎหมาย โดยเฉพาะคำว่า ซื่อสัตย์ สุจริตเปึนที่ประจักษ์ และไม่เปึนผู้บกพร่องในด้านศีลธรรม มีขอบเขตหรือแนวทางการพิจารณา อย่างไรนะครับ มันก็จะคล้าย ๆ กับคำถามในญัตตินี้เช่นกัน ผมคิดว่าศาลได้วินิจฉัยออกมา อย่างชัดเจนแล้วครับว่าคำร้องของคณะรัฐมนตรีเปึนการขอให้อธิบายหรือแปลความหมาย บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญว่ามีความหมายขอบเขตเพียงใดอันมีลักษณะเปึนการหารือเท่านั้น ย้ำอีกนะครับว่า มีลักษณะเปึนการหารือเท่านั้น ยังไม่ถือว่าเปึนปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และ อำนาจของผู้ร้อง นี่คือสิ่งที่ศาลวินิจฉัยไว้เปึนประการที่ ๑

ประการที่ ๒ ศาลบอกว่าเรื่องที่ศาลจะมีอำนาจวินิจฉัยเกี่ยวกับอำนาจและ หน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา รัฐสภา สิ่งเหล่านี้จะต้องเปึนปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และ อำนาจที่เกิดขึ้นแล้ว เพราะฉะนั้นมีสาระสำคัญอยู่ ๒ ประการ อันที่ ๑ ก็คือถ้าเปึนเรื่องของ การหารือเท่านั้นไม่ได้อยู่อำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ อันที่ ๒ ถ้ายังเปึนเรื่องที่ยังไม่ได้ ดำเนินการอันนี้ศาลก็ยังไม่มีอำนาจในการวินิจฉัย ศาลจึงไม่รับคำร้องนี้ไว้พิจารณา สิ่งเหล่านี้ มันใกล้เคียงกับญัตตินี้แล้ว ญัตตินี้เปึนการขอให้ศาลตีความในกระบวนการ ไม่ได้ตีความว่า มีอำนาจหรือไม่ การยื่นไปมันจึงทำให้ศาลไม่มีอำนาจที่จะมาวินิจฉัยชี้ขาดไป

ประการสุดท้าย ผมอยากจะย้อนกลับมาพูดถึงหลักการ ก็คือผมคิดว่ารัฐสภา แห่งนี้เราอย่าพยายามไปสร้างเงื่อนไขให้องค์กรตุลาการได้ขยายอำนาจล้ำเข้ามาในแดนอำนาจ ของฝ์ายนิติบัญญัติจนกลายเปึนสังคมตุลาการธิปไตย สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เปึนผลดีต่อระบบ ประชาธิปไตยของสังคมไทยเรานะครับ กรอบอำนาจหน้าที่ของศาลที่ได้วินิจฉัยชี้ขาดไปแล้ว อันนี้ก็เปึนปัญหาว่าจะมากน้อยเพียงใด กลับมาที่หัวใจสำคัญ หัวใจสำคัญศาลรัฐธรรมนูญ มีอำนาจและหน้าที่รักษาความเปึนกฎหมายสูงสุดตามรัฐธรรมนูญนะครับ รักษาความเปึน กฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญไม่ใช่เปึนองค์กรที่มีอำนาจสูงสุดตามรัฐธรรมนูญ อำนาจสูงสุด ที่เหนือกว่าองค์กรอื่น ๆ ตามรัฐธรรมนูญครับ เพราะเมื่อไรก็ตามที่เราทำให้ศาลรัฐธรรมนูญ มีอำนาจเหนือกว่าองค์กรอื่น ๆ ตามรัฐธรรมนูญสามารถที่จะล้ำเข้าไปพิจารณาอำนาจของ องค์กรเหล่านั้น กำหนดหลักการขั้นตอน กำหนดกระบวนการ วิธีการว่าต้องทำอะไรก่อนหลัง มากน้อยเพียงใด เมื่อไรก็ตามที่ศาลรัฐธรรมนูญเข้าไปล้ำอำนาจแบบนี้องค์กรอื่น ๆ ก็จะถูก ลดทอนอำนาจลงไป นี่กลายเปึนปัญหาต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยของเรานะครับ

ประการสุดท้าย ผมก็อยากจะเรียนว่า องค์กรตุลาการจะมีอำนาจ มีโอกาส ขยายอำนาจล่วงล้ำเข้ามาในแดนอำนาจของฝ์ายนิติบัญญัติของเราได้ จะเข้ามาเองไม่ได้ หากไม่ได้รับการสนับสนุนจากสภานิติบัญญัติแห่งนี้เอง ตอนนี้สิ่งที่เรากำลังพิจารณาอยู่นี้ กำลังจะยื่นอำนาจที่เรามีอยู่ให้ศาลรัฐธรรมนูญเปึนคนชี้ขาดว่ารัฐสภาแห่งนี้มีอำนาจที่จะทำได้ หรือทำไม่ได้ เรื่องนี้เปึนอำนาจหน้าที่ของรัฐสภาที่จะต้องมาตกลงกันเองว่าจะทำหรือไม่ทำ จะทำด้วยอะไรบ้าง มีขั้นตอนอะไรบ้าง เปึนเรื่องที่รัฐสภาต้องมาคุยกันเอง ไม่ใช่ให้องค์กร ตุลาการที่เขามีหน้าที่ในการตัดสินข้อพิพาท วินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทมาตัดสินเอาว่ารัฐสภา มีอำนาจ หรือว่าควรต้องทำอะไรบ้าง ๑ ๒ ๓ อย่างนี้เปึนสิ่งที่ไม่ถูกต้อง แล้วก็สิ่งที่ผู้เสนอ ญัตตินี้กำลังเสนอมาผมย้ำนะครับว่าเปึนการพยายามสร้างเงื่อนไข สร้างเรื่อง เพื่อที่จะขยาย ฐานอำนาจขององค์กรตุลาการให้เข้ามาอยู่เหนือสภานิติบัญญัติแห่งนี้ แล้วก็มีโอกาสว่า ถ้าสถานการณ์แบบนี้เกิดขึ้นบ่อย ๆ นาน ๆ ไปจะไม่กลายเปึนธรรมเนียม จะไม่กลายเปึนแนวทาง ที่ถูกใช้เสมือนกฎหมาย หรือเลวร้ายที่สุดก็คือถูกบัญญัติให้เปึนกฎหมายว่ากระบวนการ ในการตรากฎหมายต้องขอไปถามศาลก่อน อย่างนี้ระบบประชาธิปไตยของเราก็ล้มเหลว แล้วละครับ ขอบคุณมากครับ

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ต่อไปขอเชิญ คุณสุทิน คลังแสง ครับ

นายสุทิน คลังแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 🔗

ท่านประธานที่เคารพ กระผม สุทิน คลังแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตอภิปรายสนับสนุนญัตติซึ่งจะเสนอให้ศาลพิจารณาตีความ ในวันนี้ แต่ก่อนที่จะพิจารณาด้วยเหตุด้วยผลว่าทำไมผมต้องสนับสนุน ผมต้องขอแสดง ความภูมิใจของตัวผมเองกับเพื่อนสมาชิกบางส่วนที่ยังเห็นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังอยู่ ในสภา ทั้ง ๆ ที่จริงน่าจะตกไปแล้วเมื่อวันที่ ๑๓ วันที่ ๑๔ เดือนที่แล้ว เราภูมิใจที่ทำให้ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังมีชีวิตอยู่ แล้วได้มาพูดคุยกันในการที่จะต่อชีวิตแล้วทำให้รัฐธรรมนูญ ฉบับนี้มีชีวิตต่อไป แม้บางวิธีการเราจะไม่ภูมิใจและไม่อยากทำ ท่านประธานครับ การยื่น ตีความวันนี้เท่าที่ผมนั่งฟังมานี่ก็ฟังว่าเปึนความหลากหลายทางความคิด บางท่านก็บอกว่า นี่กำลังเปึนการเตะถ่วง แล้วหลายท่านก็อภิปรายเยอะด้วยซ้ำไปว่าเรากำลังจะเป่ดประตู ให้ตุลาการขยายเขตอำนาจมา ทำไมเราต้องไปยอมศาล ทำไมต้องไปยื่นตีความ ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผมเชื่อว่าในบรรดาพรรคการเมืองทุกพรรคที่ได้ประกาศนโยบายว่าจะแก้ไข รัฐธรรมนูญเชื่อว่าเดินหน้าจริง เวลาก็พิสูจน์กันมาตั้งแต่สภาสมัยที่แล้ว แล้วก็สมัยนี้ใครทำ อะไรบ้าง แล้วผมก็เชื่อว่าในกลุ่มพรรคที่อยากแก้จริง ๆ วันนี้ได้เห็นข้อสรุปตรงกันว่าปัญหา และกำแพงที่เราเดินข้ามไม่ได้ก็คือคำวินิจฉัยของศาลเมื่อป้ ๒๕๖๔ ที่ได้สร้างความไม่ชัดเจน ตรงนั้นก็เลยเปึนบ่อเกิดแห่งปัญหาทั้งฝ์ายที่อยากแก้และไม่อยากแก้ ฝ์ายอยากแก้ก็คิดว่า จะต้องเดินหน้าเพื่อทลายกำแพงนี้ ฝ์ายไม่อยากแก้ก็อ้างว่าเปึนความคลุมเครือและเปึนข้อ อันตรายด้วยซ้ำไป ท่านประธานครับ การยื่นเสนอตีความวันนี้หลายคนที่บอกว่าเปึนการเตะถ่วง ผมไม่แน่ใจว่า ท่านไปคิดว่ามันจะต้องใช้เวลาตีความนานขนาดไหน ผมยังเชื่อมั่นว่าถ้าเรายื่นส่งศาลวันนี้ ศาลใช้เวลาพิจารณาไม่เกิน ๑ เดือนหรอกครับ กับ ๑ เดือนที่เราคิดว่าวันนี้จะต้องเดินหน้า ผมว่ามันตกสัปดาห์หน้า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ตก แล้วโอกาสจะแก้ไขอีกก็กลับมาเจอวังวนเดิม คำถามเดิม อะไรคือถ่วง ถ้าจะเลือกว่าผมเปึนการเตะถ่วง ผมเลือกเอาเตะถ่วงนอกดีกว่า การส่งรัฐธรรมนูญไปตกตาย ถ้าผมจะถ่วงอีกสัก ๑ เดือนกับการผลักดันให้รัฐธรรมนูญ เดินหน้าไปวันนี้แล้วไปตกตายแล้วถูกตีตกในสัปดาห์หน้า ผมเลือกเอาเตะถ่วง แต่ท่านประธานครับ นี่คือการเปรียบเทียบ ผมไม่มีเจตนา พรรคเพื่อไทยไม่มีเจตนาเตะถ่วง แต่เราเจตนาว่าวันนี้ เราจะต้องผ่าทางตันให้ได้ ผ่าทางตันก็คือคำวินิจฉัยของศาลที่ไม่ชัดเจนนั่นล่ะ คนก็อ้างไป ต่าง ๆ นานา บางคนอยากแก้แต่ไม่กล้าแก้ อันนี้โดยสุจริตใจ กลัวคำพิพากษา กลัวรับโทษ บางคนไม่อยากแก้ก็ถือโอกาสอ้างเลย เพราะฉะนั้นวินิจฉัยชี้ขาดเสียตรงนี้จะได้รู้ใครของจริง ใครของปลอม ใครอยากแก้ ใครไม่อยากแก้ ผมว่าถ้าคำวินิจฉัยของศาลออกมาแล้วจะชัดเจน แล้วเรื่องที่บอกว่าเราจะต้องไปขยาย ยื่นมือไปเชื่ออำนาจศาล ให้ศาลขยายขอบเขตมา เราไปกลัวทำไม เราทำไมไม่ยืนยันความเข้มแข็งของอำนาจประชาชน ท่านคิดแบบนั้นผมก็ เคารพนะ แต่ผมจะแบ่งคนออกวันนี้ในสภา คนหนึ่งอยู่ในโลกของอุดมการณ์กับคนหนึ่งอยู่ใน โลกความเปึนจริง ถ้าโลกในอุดมการณ์นะ ผมกราบเรียนท่านประธานไปหาเพื่อนสมาชิกเลย ผมไม่อยากให้มีแม้แต่ศาลรัฐธรรมนูญเลย ถ้าอุดมการณ์ประชาธิปไตยมันไม่มีหรอก ศาลรัฐธรรมนูญ แต่โลกความเปึนจริงประเทศนี้มันมี มันมี แล้วมีแล้วเราฝ๋นได้ไหม เราก็ฝ๋น ไม่ได้ เมื่อฝ๋นไม่ได้ อยู่ในความเปึนจริงก็ต้องอยู่ไปตาม แล้วโลกในอุดมการณ์ ศาลรัฐธรรมนูญ หรือศาลอะไรก็แล้วแต่มันไม่ควรมายุบพรรคหรอก คนที่จะยุบพรรคการเมืองก็คือประชาชนยุบ แต่โลกความเปึนจริงมันยุบมาแล้วกี่พรรค บางพรรคโดนมาแล้วกี่เด้ง กี่ครั้ง ท่านจะอยู่ในโลก อุดมการณ์หรือความเปึนจริง ในโลกอุดมการณ์นายกรัฐมนตรีไม่ควรถูกปลดด้วยข้อหา ทำกับข้าวออกทีวีหรอก แล้วไม่ควรถูกปลดด้วยข้อหาจริยธรรมง่าย ๆ เมื่อป้ที่แล้วหรอก นั่นโลกอุดมการณ์ไม่ควรเกิด นายกเศรษฐา นายกสมัคร ไม่ควรโดน แต่โลกความจริงมันโดนแล้ว และโลกความจริงไม่รู้ใครจะโดนอีกไหมวันข้างหน้า เราจะอยู่กับโลกความจริงหรืออยู่กับโลก อุดมการณ์ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ชัดเจน ถ้าโลกความจริงอำนาจประชาชนเปึนของจริงป์านนี้ มันแก้เสร็จแล้ว แต่พอโลกความเปึนจริงศาลบอกว่าคุณจะต้องไปทำนั่นทำนี่ ทำให้มันเกิด ความเข้าใจคลุมเครือ ต้องทำให้เรามายุ่ง เราจะยอมรับโลกความเปึนจริง เรายอมรับโลก ความเปึนจริงก็เอาเลย ศาลชี้มาให้ชัด ถ้าชัดมาแล้วพวกผมจะได้ไม่ผ้ามัดตาเดินอีก หรือจะเสี่ยง ผ้ามัดตาเดินต่อ ถ้าเสี่ยงผ้ามัดตาเดินต่อแล้วคุณไปตกบ่อตายแล้วคุณจะโทษใคร กลับให้เป่ดตา เดินเลยเสียเวลานิดเดียว เพราะฉะนั้นท่านประธานที่เคารพครับ ผมกราบเรียนว่าการยื่น ให้ศาลพิจารณาตีความวันนี้ ผมว่าใช้เวลาไม่นาน คำวินิจฉัยออกมาเสร็จปัูบ เรามาเดินกัน เป่ดตาเดินทีนี้จะเจออะไรก็มาว่ากัน ผมยังเชื่อว่าวิธีนี้เปึนวิธีการแก้รัฐธรรมนูญที่ถูกต้องที่สุด หลายคนชอบอ้างไอน์สไตน์ (Einstein) มาก คราวก่อนก็อ้าง ซีกโน้นก็อ้าง คนโง่เท่านั้นที่ทำ วิธีการเดิม ๆ แล้วคิดว่ามันจะได้คำตอบใหม่ แต่คุณพูดไม่หมด หรือคุณคิดไม่หมด คุณไป ตีความไอน์สไตน์ (Einstein) ไม่ใช่ ทำไมไม่ถามอย่างนี้ถ้าไอน์สไตน์ (Einstein) ยังมีชีวิตอยู่ ผมจะถามไอน์สไตน์ (Einstein) คืนว่าทำวิธีเดิม ๆ แต่ในบริบทใหม่มันอาจจะได้คำตอบใหม่ ถูกไหมครับ แต่ถ้าทำวิธีเดิม ๆ ในบริบทเดิมแน่นอนครับไอน์สไตน์ (Einstein) พูดถูกครับ แต่ทำวิธีเดิม ในบริบทใหม่ผมว่าไอน์สไตน์ (Einstein) เกิดมาแล้วต้องมาคิดใหม่ครับ ท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นผมมั่นใจและผมภูมิใจที่จะสนับสนุนให้นำญัตตินี้ขึ้นสู่ศาลตีความ เมื่อตีความมา ชัดเจนแล้วผมว่าเดินได้ ส่วนที่บอกว่าศาลจะรับหรือไม่รับก็นี่ผมถึงบอกว่าท่านอาจารย์ชูศักดิ์ ยื่นใหม่ ยื่นแบบเดิมแต่ในบริบทเดิมเงื่อนไขมันเปลี่ยนไปแล้วครับ วันนี้เกิดความเห็นต่าง เกิดความขัดแย้งระหว่างองค์กร เกิดความเห็นต่างแย้งขึ้นแล้วในระหว่างปฏิบัติหน้าที่ ฝ์ายหนึ่งบอกควรทำ ๒ ครั้ง ๓ ครั้ง ก็วันนี้มันเกิดบริบทใหม่แล้วอาจารย์ชูศักดิ์ยื่นใหม่มันจะ เปึนอะไร ผมก็ยังหวังว่าจะได้คำตอบใหม่นะ แต่ถ้าคนบอกว่ามันจะได้แบบเดิม ๆ รู้ได้อย่างไร ว่าจะได้แบบเดิมถ้าไม่ยื่น วันนี้จะได้แบบเดิมหรือแบบใหม่ต้องยื่นครับ ให้มันหายสงสัยให้สิ้น กระแสความไปเลย ชัดเจนไปเลย ผมจึงสนับสนุนให้ยื่นศาลเพื่อวินิจฉัยต่อ ขอขอบพระคุณครับ

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ต่อไปขอเชิญ คุณปริญญา วงษ์เชิดขวัญ ครับ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเป่ดคลิปภาพ)
นายปริญญา วงษ์เชิดขวัญ สมาชิกวุฒิสภา

กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาครับ ผม ปริญญา วงษ์เชิดขวัญ สมาชิกรัฐสภา วันนี้ขอร่วมพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องปัญหา ที่เกิดขึ้นในการเลื่อนยื่นเสนอญัตติเกี่ยวกับเรื่องอำนาจของรัฐสภาเองก็ตาม คือสิ่งหนึ่งเลยครับ วันนี้ที่เรามาพูดถึงกันทั้งหมดประเด็นสำคัญเลยก็คือเพื่อความสบายใจของทุก ๆ ฝ์ายแบบที่ท่าน ขอเอ่ยนามครับ ท่านสุทิน คลังแสง พูดไปสักครู่นะครับ ว่าถึงแม้จะเปึนบริบทหลาย ๆ อย่าง เหมือนเดิมแตกต่างกันไป วันนี้คือเรามองว่าถ้าเกิดว่าเรามัวแต่ทะเลาะกันหรือว่าขัดแย้ง ในหลาย ๆ เรื่อง ในการยื่นแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ เราได้พูดคุยกันตั้งแต่เมื่อวันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมาก็แบบที่ทางท่านอาจารย์นันทนาบอกครับ ๓๒ วันแล้ว แต่จากอำนาจหน้าที่สิ่งที่ ประชาชนเราต้องการจริง ๆ หรือสิ่งที่พวกเราต้องการจริง ๆ เราต้องลองกลับไปดูสุดท้ายแล้ว ว่ารัฐธรรมนูญนี่หากรัฐธรรมนูญดีประชาชนคงไม่ลำบาก แต่หากประชาชนยังลำบากก็แสดง ว่ารัฐธรรมนูญไม่ดี หรือว่าเปึนเพราะการบังคับใช้กฎหมาย แต่สิ่งหนึ่งวันนี้ที่เรามาพูดถึง ก่อนที่จะนำไปถึงการแก้รัฐธรรมนูญที่เกิดขึ้น ความแน่วแน่ในฐานะของสมาชิกวุฒิสภา เปึนสิ่งหนึ่งที่สำคัญครับว่าเราต้องการทำเพื่อประชาชน สิ่งที่เราเข้ามาอาจจะบริบทแตกต่าง จากท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แต่สิ่งหนึ่งของเราเองเปึนตัวแทนจากกลุ่มสายอาชีพต่าง ๆ เราก็มีความมุ่งมั่นในการที่จะทำเพื่อพี่น้องประชาชน แต่สิ่งหนึ่งที่เราต้องการความชัดเจน คือในฐานะวุฒิสภาเปึนผู้แนะนำ หรือคอยสังเกตข้อแนะนำให้กับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เราจึงมองเห็นถึงครับว่าการที่เสนอญัตติในวันนี้ของท่านหมอเปรมศักดิ์เองก็ตามท่านรอ อีกหน่อยได้ไหมครับ เพราะตามข้อกฎหมายการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญจากทางเว็บไซต์ ของศาลรัฐธรรมนูญเองนี่มีการพิจารณาภายใน ๓๐ วันนับแต่วันที่ได้รับเรื่อง ซึ่งจริง ๆ แล้ว ท่านก็สามารถรอได้ใช่ไหมครับ ถึงแม้สุดท้ายแล้วมันอาจจะออกมาเปึนแบบเหมือนครั้งก่อน ๆ ที่ผ่านมา แต่ท่านรอมาแล้ว ๓๐ กว่าวันครับ ในระหว่างที่ท่านรอเองก็ตามท่านก็ยังสามารถ ให้ทางประชาชนเองออกมาพูดคุยกันว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญแต่ละข้อ ระหว่างรอความชัดเจนต่าง ๆ ท่านก็เป่ดรับฟังกับประชาชนไปเลยครับว่าสิ่งที่ประชาชนต้องการในส่วนเรื่องการแก้ไข รัฐธรรมนูญมันมีกลุ่มประชาชนมากน้อยแค่เพียงใดครับ ท่านอย่าตัดสินใจด้วยประชาชน เพียงกลุ่ม ๆ เดียวที่ท่านใกล้ชิด การแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เกิดขึ้นประเทศไทยเรามีการแก้ไข รัฐธรรมนูญจำนวนมากเราควรที่จะต้องมีการพิเคราะห์ข้อมูลให้ดีก่อนที่จะตัดสินใจ เราไม่ควร ชี้นำประชาชนส่วนใหญ่ทั้งประเทศว่ากลุ่มหนึ่งกลุ่มใดต้องการแก้ สุดท้ายแล้วเอาไปบังคับใช้ โดยทั่วกัน ก็อยากจะสนับสนุนนะครับว่าในส่วนญัตติของทางคุณหมอเปรมศักดิ์นี้รอหน่อยเถอะครับ ให้ญัตตินี้ส่งไปพิจารณาในศาลรัฐธรรมนูญ ในฐานะสมาชิกวุฒิสภาเอง กระผมเองอาจจะ ไม่สามารถชี้ชัดได้ครับว่า รัฐธรรมนูญนี้ควรแก้หรือว่าไม่ควร เราอยากรับฟังเสียงของทาง ท่านผู้เสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ อยากรู้ครับว่าท่านมีแนวทางความคิดเปึนอย่างไรบ้าง สิ่งหนึ่ง ที่สมาชิกวุฒิสภาอาจจะไม่เห็นด้วยในบางครั้งเนื่องจากพวกท่านไม่เคยพูดคุยกันเลยครับ พวกท่าน จะมาคุยปลายทางในระยะเวลาสุดท้ายก่อนที่จะมีการเข้าสู่ร่วมรัฐสภาแบบนี้ครับ ก็อยากจะ ให้ท่านลองวิเคราะห์ดูนะครับว่าสิ่งหนึ่งที่ท่านจะทำให้เพื่อประชาชนจริง ๆ ท่านได้ทำแล้วหรือยัง ก็ต้องฝากไว้ครับว่าสุดท้ายแล้วเราจะขวางการยื่นญัตตินี้ไว้เพื่ออะไรครับ เพราะสุดท้ายแล้ว เราก็รอเวลากันมาสักพักนั้นแล้ว เราขอว่าอยากให้ท่านรอระยะเวลาซึ่งในระหว่างที่ท่านทำท่าน ก็สามารถเสวนาพูดคุยให้ข้อมูลกับประชาชนให้ประชาชนพูดคุยกับท่านหรือว่าจะเสนอแนะ ต่าง ๆ ได้มากขึ้น เช่นเดียวกันนะครับ แล้วคงจะต้องฝากไว้ว่าสุดท้ายแล้วคือถึงแม้ในฐานะ วุฒิสภาไม่ได้มาจากประชาชนแต่ผมขอเลือกทำเพื่อประชาชนดีกว่าพวกที่ประชาชนเลือกแล้ว ไม่ทำนะครับ ขอบคุณมากครับ

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ต่อไปขอเชิญ คุณณัฐวุฒิ บัวประทุม

นายณัฐวุฒิ บัวประทุม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 🔗

ขอบคุณครับ ท่านประธานที่เคารพ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน คนจังหวัดอ่างทอง ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ท่านประธานครับ วันนี้คงเปึนวันอีกวันหนึ่ง ที่พี่น้องชาวจังหวัดอ่างทองน่าจะภูมิใจในการทำหน้าที่ตัวแทนของท่าน ไม่ได้ภูมิใจในแง่ของ การที่บอกว่าเราต้องรอแล้วปล่อยให้ระยะเวลาผ่านไป ๆ แต่น่าจะต้องภูมิใจครับว่าจริง ๆ แล้ว การทำหน้าที่ตัวแทนของท่านนั้นทำความเข้าใจต่อโลกแห่งความเปึนจริงบนพื้นฐานอุดมการณ์ อย่างไร ไม่มีโลกคู่ขนานหรอกครับ นั่นเปึนเรื่องละครครับ ไม่มีโลกคู่ขนานหรอกครับที่บอกว่า มีโลก ๒ ใบแต่ที่แห่งนี้มีโลกเดียวครับคือโลกของความเปึนจริงที่ยืนยันอยู่บนอุดมการณ์ ว่าเราเลือกอุดมการณ์ทางการเมืองแบบใดในการเข้ามาทำงานในสภาผู้แทนราษฎรหรือใน รัฐสภาแห่งนี้ ท่านประธานครับ ผมขอมีส่วนร่วมในการอภิปรายญัตติด่วน เรื่อง ขอให้รัฐสภา มีมติขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของรัฐสภา แน่นอนครับมีความต่างในข้อความภาษาผมคงไม่ติดใจและผมเองก็มีความสงสัยด้วยซ้ำ ว่าการที่เพื่อนสมาชิกบางท่านลงชื่อซ้ำใน ๒ ญัตตินั้นสามารถทำได้หรือไม่ ผมเข้าใจว่า ท่านคงอยากย้ำ อยากเน้น อยากจะให้ตีความส่งไปให้ศาลรัฐธรรมนูญซึ่งเราเองก็พูดมาโดย ตลอดว่าเราคลางแคลงใจในการทำหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญ ถ้าผมพูดแบบนี้ในป้ ๒๕๔๐ ผมคงออกมาอย่างผิดหวังแน่นอนครับ เพราะผมคงเปึนคนหนึ่งที่รณรงค์ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ และชื่นชมนายกบรรหาร ศิลปอาชา มาโดยตลอด แต่ถ้าผมพูดแบบนั้นในป้นี้เปึนคนละ บริบทคนละเรื่องกันครับ เราไม่อยากให้มีเหตุการณ์ใด ๆ ไม่ว่าจะเปึนเหตุการณ์ความรุนแรง ที่เคยเกิดขึ้นในพฤษภาคม ป้ ๒๕๓๕ หรือความเปลี่ยนแปลงในทางการเมือง เช่นการรัฐประหาร แล้วก็เอาอำนาจของการรัฐประหารมาสถาปนารัฐธรรมนูญใหม่อีก เราไม่อยากให้เกิด เหตุการณ์แบบนั้น ฉะนั้นแน่นอนครับว่าการหาฉันทามติในการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นคงเปึน เรื่องที่เราต้องหนีไม่พ้นและพูดถึงทั้งที่เกี่ยวและไม่เกี่ยวกับญัตติในวันนี้ แต่แน่นอนว่า มันปฏิเสธความเกี่ยวข้องไม่ได้ครับ หากวันนี้ไอน์สไตน์ (Einstein) ยังมีชีวิตอยู่ ไอน์สไตน์ (Einstein) คงไม่ลุกขึ้นมาบอกว่า Imagine More Than Knowledge จินตนาการสำคัญ กว่าความรู้ เพราะจินตนาการสำคัญกว่าความรู้นั้นเขาใช้ในการสร้างสรรค์นวัตกรรม Soft Power Innovation ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น แต่ไอน์สไตน์ (Einstein) หากเปึนคนมีสัญชาติไทยและมีทางเลือก เขาคงเลือกที่จะย้ายจากประเทศไทย คงไม่สามารถอยู่ในประเทศแห่งนี้ที่สัญญาไม่เปึนสัญญา ทำอย่างแต่อ้างว่าก่อนนั้นคิดมาอีกอย่างหนึ่ง คิดใหญ่แต่ถึงเวลาทำเล็กลง ๆ Real ลงไปเรื่อย ๆ จนไม่รู้ว่าจุดยืนในโลกที่ท่านกำลังยืนอยู่นี้มันโลกใบเดียวกับท่านยืนอยู่จุดไหนในโลกแห่งนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ คำวินิจฉัยที่ ๔/๒๕๖๔ จะเชื่อไม่เชื่อไม่เปึนไร จะมั่นใจ ไม่มั่นใจ ไม่เปึนไร จะบอกว่าศาลตีความแบบไหน อย่างไรก็แล้วแต่ ผมเองไม่ได้เชื่อทั้งหมด แต่ก็ยอมรับ ถึงข้อผูกพันและไม่เคยมีจุดใดในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ ๔/๒๕๖๔ ตั้งคำถาม ถึงการทำประชามติที่มากกว่า ๒ ครั้งเลย ญัตติของคุณหมอเปรมศักดิ์ เพียยุระ ก็เคารพท่าน ท่านเปึนนักกิจกรรมเก่าเข้าใจดีครับว่าท่านเคยมีบทบาทในการต่อสู้เรียกร้องสิทธิเสรีภาพ หลายประการ แต่ญัตติคุณหมอเปรมศักดิ์ เพียยุระ โดยเฉพาะในหน้าที่ ๒ นั้นพูดถึงความเห็น ที่แตกต่างว่าสมาชิกรัฐสภาบางส่วนเห็นว่าต้องมีการดำเนินการจัดให้มีการออกเสียงประชามติ ๓ ครั้ง นี่ท่านเอา ๓ ครั้งนี้มาจากจุดใด ท่านเอาส่วนใดของคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ ๔/๒๕๖๔ มาใช้ ท่านเอาส่วนใดของคำวินิจฉัยส่วนตน ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีทั้งหมด ๙ ท่านนะครับ คณิตศาสตร์พื้นฐานที่สุดครับ ใน ๙ ท่าน มี ๖ ท่านที่เขียนคำวินิจฉัยชัดเจนว่ากระบวนการ ทำประชามตินั้นสามารถกระทำได้โดย ๒ ครั้ง ๖ ท่านบอก ๒ ครั้ง มีเพียง ๒ ท่านบอก ๓ ครั้ง และมีเพียง ๑ ท่านที่ท่านไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งหมด ก็ไม่เปึนไรเปึนอาจารย์ ผมก็ไม่เปึนไรยกออกไว้ก่อน แต่ว่า ๖ ท่านนะครับใน ๙ ท่านนั้นบอกว่า ๒ ครั้งแล้วจุดใด ที่ท่านบอกว่าคำวินิจฉัยนี้สามารถตีความไปได้ว่ามีการทำ ๓ ครั้ง เพื่อนสมาชิกบางท่านอ้าง รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๖ (๘) โยง (๗) ไปโยง (๙) บอกเช่นนั้นเช่นนี้ แต่ศาลเองก็บอกอย่างไร ว่ากระบวนการทำประชามตินั้นเกิดขึ้น ๒ ครั้งได้ ผมเหมือนถ้าเอาเรื่องนี้เปึนตัวตั้งเอาโลก ๒ ใบเปึนตัวตั้งแบบที่ท่านอภิปรายกันนะครับ เสมือนผมย้อนกลับไปป้ ๒๕๖๓ วันนั้นผมนั่ง อยู่ตรงนั้น แล้ววันนี้ป้ ๒๕๖๘ กลับมาพูดเรื่องเดิมก่อนที่นำไปสู่คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ เสียสิ้น เพียงแต่วันนั้นคนที่เชื่อแบบผมกลับตั้งคำถามแล้วกลับมาเชื่ออีกแบบหนึ่ง ไม่ได้ เรียกร้องว่าท่านเปึนแบบใด แต่โลก ๒ ใบเปึนแบบนี้ต่างหาก ท่านประธานที่เคารพครับ กรณีญัตติของคุณหมอเปรมศักดิ์เองหรือกรณีของท่านวิสุทธิ์ ไชยณรุณ ก็ด้วยความเคารพ ท่านเปึนอย่างยิ่ง มันคือการย้อนกลับไปใช้วาทกรรมหรือคำถามแบบเดิมที่เราเคยได้ผลลัพธ์ มาแล้ว วันที่ ๑๑ มีนาคม ๒๕๖๔ มีคำวินิจฉัยที่ ๔/๒๕๖๔ วันที่ ๑๗ เมษายน มีคำวินิจฉัย ๗ ต่อ ๐ ในป้ ๒๕๖๗ บอกว่าศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจในการวินิจฉัย วันนั้นอ้างเพราะเหตุว่า ญัตตินี้ยังไม่ได้ถูกบรรจุวาระในการพิจารณา วงรอบมันก็กลับมาเปึนแบบนี้ ๆ ครับ แล้วเรา จะตอบตัวเองอย่างไรครับ เราจะตอบตัวเองวันที่เราขึ้นหาเสียงเลือกตั้งป้ ๒๕๖๖ เราจะตอบ ตัวเองวันที่ทำออกเสียง Debate การเลือกตั้งต่าง ๆ ว่าเราสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งด้วยความเคารพยกเว้นพรรครวมไทยสร้างชาติได้อย่างไรครับ เรากับวันนั้นกับเราวันนี้ คนเดียวกันไหมครับ และการแก้ไขบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญนั้นนี่เราเสียเวลามามากแล้ว จนไม่อาจจะระบุได้ว่าตกลงการแก้ไขเหล่านี้จะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ ฉะนั้นผมคิดว่าวันนี้ครับ สิ่งที่เราพูดกันไม่ใช่ประเด็นการตีความกฎหมาย ที่มาบอกว่าอ่านกฎหมายรู้ ดูกฎหมายเปึน ผมไม่มั่นใจผมเองจบกฎหมายก็ไม่กล้าจะบอกท่านว่าเปึนอย่างไร แต่ผมอยากชี้ชวนท่าน ว่าจริง ๆ แล้วนี่คือเรื่องเจตจำนงทางการเมืองใช่หรือไม่ มันเปึนเจตจำนงทางการเมืองแบบเดียวกันครับ วันหนึ่งท่านบอกนโยบายแบบนี้เคยพูดไว้ Entertainment Complex วันนี้บอกต้องเดินหน้าทำ แต่พอเปึนรัฐธรรมนูญท่านบอก ต้องเดินหน้าถาม แล้วถ้าถามกลับมาได้คำตอบไม่ตรงกับสิ่งที่ท่านอยากได้ละครับ ในใจไม่รู้ เจตจำนงในใจไม่ทราบแต่เจตจำนงที่ออกมานอกใจเสมือนว่าไม่อยากให้เกิดขึ้น ฉะนั้นเวที วันนี้ไม่ได้พูดเอาหล่อครับ ไม่ได้พูดเอาดี ไม่ได้พูดเอาเข้าตัวว่าพรรคก้าวไกลคิดไกลกว่าใคร พรรคประชาชนคิดถึงประชาชนกว่าใคร ยกตรงนี้ออกไปเถอะครับ ไม่มา Debate ด้วย ในประเด็นเหล่านี้ แต่ยืนยันว่าพรรคประชาชนมีเจตจำนง ว่าในเมื่อเราเห็นตรงกันว่าปัญหา ของการพัฒนาประชาธิปไตยที่ทำให้เกิดการยอมรับอยู่ที่บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๖๐ แล้วมันจะแปลกอะไรครับ ที่เราไม่สามารถเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนั้นได้ ท่านบอก ถามเพื่อความสบายใจเอาให้ชัดว่าสามารถทำได้ ก็ท่านไม่ใช่หรือครับที่เคยเสนอแก้ไข รัฐธรรมนูญ ก็พวกผมไม่ใช่หรือครับที่เคยเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้วท่านก็เห็นด้วย ก็คณะกรรมการที่เคยศึกษาไม่ใช่หรือครับที่บอกว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๖ ที่อาจจะนำไปสู่การตั้ง สสร. ที่เห็นต่างแต่เพียงว่า สสร. ควรมาจากแบบใด นั่นเกิดขึ้นได้ ก็สภาของเราไม่ใช่หรือครับที่เคยมีมติร่วมกันว่าการเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญจะเปึนการ ปลดล็อก แล้วคืนความเปึนปกติ ซึ่งจะนำไปสู่การปัองกันมิให้มีการฉีกรัฐธรรมนูญขึ้นอีก แต่วันนี้กฎหมาย ป.ป.ช. ก่อนหน้านี้ก็เห็นชัด เสมือนท่านกลัวหรือเกรงว่าการไปแตะโครงสร้าง บางอย่างอาจจะนำไปสู่การใช้อำนาจนอกระบบ ท่านมีประสบการณ์ ผมประสบการณ์น้อย แต่พวกผมไม่กลัว ผมประสบการณ์น้อยแต่พวกผมไม่กลัว เพราะสิ่งที่ผมบอกกับประชาชน ภาษากฎหมายแพ่งเขาเรียก Packta Sunt Servanda สัญญาต้องเปึนสัญญา คือการแก้ไข รัฐธรรมนูญ ซึ่งตอนที่เราเลือกนายกรัฐมนตรี ตอนที่เราอภิปรายสอบถามก็นายกรัฐมนตรี ไม่ใช่หรือครับที่บอกว่าจะเดินหน้าในการแก้ไขบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญการปฏิรูปประเทศ ด้านการเมืองอีกครั้งหนึ่ง ฉะนั้นด้วยความเคารพครับท่านประธานครับ

ประการที่ ๑ ผมไม่สามารถตอบคำถามตัวเองได้ว่าผมภูมิใจที่จะลงมติ สนับสนุนการยื่นญัตติ ๒ ฉบับนี้ที่จะนำไปสู่การถามศาลรัฐธรรมนูญอีกครั้งหนึ่ง

ประการที่ ๒ ผมยืนยันว่าการถามคำถามเพื่อนำไปสู่การทำประชามติที่ท่าน บอกว่าต้องช่วยกันประหยัดงบ ต้องทำความเข้าใจนะ ท่านประธานเองก็เห็นด้วยแล้ว สามารถบรรจุญัตติได้ ถาม ๒ ครั้งนั้นสามารถทำได้ไปพร้อมกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น จะคิดเปึนอื่นไปได้

ประการที่ ๓ ผมไม่หลอกตัวเองครับ พรรคประชาชนมีนโยบายเรื่องนี้และ เราเดินหน้าตามนโยบายที่เราประกาศไว้ แพ้ชนะเกมในสภาไม่เปึนไร แต่ขอให้พี่น้อง ประชาชนเห็นถึงจุดยืนในทางการเมืองและจุดยืนในโลกอุดมการณ์นะครับ ไม่ใช่โลกความเปึนจริง กับโลกเสมือนจริง นั่นเรื่องเอไอครับ นั่นเรื่องเทคโนโลยี ซึ่งพวกผมไม่ถนัด

ประการที่ ๔ ก็คือการยืนยันว่าเรื่องการส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความนั้น ไม่ทราบจริง ๆ ว่าผลลัพธ์ที่ท่านต้องการคือแบบใด เหมือนกับที่ท่านส่งให้ตีความอะไร ที่เรียกว่าซื่อสัตย์สุจริตหรือไม่ ซึ่งท้ายที่สุดมันก็หนีกรอบที่ท่านบอกไปไม่พ้นว่าก็ให้ ศาลรัฐธรรมนูญเปึนผู้วินิจฉัย

ประการที่ ๕ ตกลงอำนาจในบ้านเมืองนี้มีกี่อำนาจกันแน่ หนังสือแปล Montesquieu ผมมีนะครับ แต่ฉบับภาษาฝรั่งเศสไม่มี เขาไม่ได้บอกการแบ่งแยกอำนาจ ที่เด็ดขาด แต่อย่างน้อยที่สุดดุลอำนาจระหว่างฝ์ายบริหาร นิติบัญญัติ ตุลาการนั้นต้องไป พร้อมกัน แต่เสมือนว่าวันนี้เราคืนอำนาจทุกอย่างไปให้ศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งท้ายที่สุดศาลนั้น ก็มาจากการเลือกของสมาชิกวุฒิสภา

ประการที่ ๗ เปึนเรื่องที่สำคัญที่สุดครับว่าเรื่องนี้ไปไกลกว่ากฎหมาย แต่เปึน เรื่องสะท้อนให้เห็นว่าวุฒิภาวะและเจตจำนงในทางการเมืองนั้นใครกันแน่ที่ยืนตัวตรงไม่ก้มหัว ต่อหน้าเผด็จการ ไม่ต้องเอาประเภทแบบยกมือไหว้นะครับ

และประการสุดท้ายครับ ท่านประธานครับ ด้วยเหตุผลที่ผมได้นำเรียน ผมอยากฟังคำชี้แจงเวลาสรุปของเจ้าของญัตติทั้งสองว่าท่านสามารถตอบคำถามเหล่านี้ ที่เพื่อนสมาชิกในสภาแห่งนี้ใช้เวลาที่เรานัดมาร่วมกันในวันจันทร์ในการประชุมเพื่อถามท่าน ให้ท่านคลี่คลายความสงสัยได้หรือไม่ แน่นอนครับว่าประการสุดท้ายนั้นพวกผมขอยืนยัน ว่าพวกผมไม่เห็นด้วยกับการส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความบทบัญญัติเรื่องนี้อีกครั้งหนึ่ง และขอลงมติคัดค้านการส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ เพราะท้ายที่สุดนั้นถ้าเรามั่นใจว่า อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญเปึนอำนาจของประชาชน เราทำหน้าที่แทนประชาชนอย่างเต็มที่ นี่คือความภาคภูมิใจที่จะถูกบันทึกไว้มากกว่าตำแหน่งแห่งที่ที่พวกท่านมีสถานะต่อสังคม ในวันนี้ ขอบคุณครับ

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ รัฐสภา ขอต้อนรับคณะครูและนักเรียนโรงเรียนสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งกำลังเข้าฟังประชุม อยู่ชั้นบนของห้องประชุมวันนี้นะครับ ขอต้อนรับทุกท่านครับ ขอบคุณครับ ต่อไปขอเชิญ คุณจาตุรนต์ ฉายแสง ครับ

นายจาตุรนต์ ฉายแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 🔗

ท่านประธานที่เคารพ ผม จาตุรนต์ ฉายแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมไม่ใช่เจ้าของญัตติ แล้วก็คงไม่อยู่ในฐานะที่จะมาตอบคำถามต่าง ๆ ของท่านสมาชิกแทนเจ้าของญัตติ แต่ว่า ในการอภิปรายนี้ก็น่าจะช่วยในการตอบคำถามหลาย ๆ คำถามที่ได้มีการหยิบยกขึ้นมา ในการอภิปรายในวันนี้

ประการแรก ผมอยากจะขอยืนยันเสียก่อนว่า ในการอภิปรายสนับสนุนญัตติ ที่จะให้ส่งเรื่องปัญหาอำนาจหน้าที่ขององค์กรไปยังศาลรัฐธรรมนูญนี้ ต้องการแสดงเหตุผล ว่าเหตุใดจึงควรจะส่งไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย แต่ในประการแรกที่จะต้องยืนยันก็คือว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคเพื่อไทย และพรรคเพื่อไทยเองมีเจตนารมณ์ในการที่จะ แก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยต้องการให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ทำโดย สสร. ที่มาจาก การเลือกตั้งของประชาชน พรรคเพื่อไทยได้เสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในเนื้อหาอย่างนี้ มาแล้วหลายครั้ง รวมทั้งครั้งล่าสุดก็คือการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๖ เพื่อให้ มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดย สสร. ซึ่งรอการพิจารณาอยู่ เจตนารมณ์ในเรื่องนี้ มีความชัดเจนตลอดทางมาหลายป้ แล้วก็ยังชัดเจนอยู่จนขณะนี้ อยู่จนทุกวันนี้ แล้วก็จะมี เจตนารมณ์อย่างนี้ต่อไป ปัญหาคือว่าเราจะทำอย่างไรให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญประสบ ผลสำเร็จให้ได้ ท่านประธานครับ ขณะนี้มีปัญหาว่ามีความเห็นต่างกันในเรื่องที่ว่ารัฐสภา จะพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งของพรรคประชาชนและของพรรคเพื่อไทยเลยได้หรือไม่ ความเห็นมันต่างกันอยู่ตรงนี้ จะพิจารณาเลยได้ไหม ท่านประธานก็คงทราบดีว่ามีความเห็น ต่างกันในเรื่องนี้มาตลอดในระยะหลายเดือนที่ผ่านมา ท่านประธานเองก็เคยที่ตัดสินใจ ตามฝ์ายกฎหมายว่าไม่บรรจุร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในครั้งนั้นครับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทยจะร่วมกับพรรคอื่นด้วยเสนอส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าจะบรรจุได้หรือไม่ หรือดำเนินการพิจารณาแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญได้หรือไม่ ครั้งนั้นเปึนเรื่องของการให้บรรจุ ศาลรัฐธรรมนูญก็ตอบกลับมาว่าการดำเนินการจะบรรจุหรือไม่บรรจุ แปลเปึนภาษาชาวบ้าน ก็คือว่าจะบรรจุหรือไม่บรรจุก็เปึนอำนาจของรัฐสภาเอง ไม่ได้เปึนปัญหาความขัดแย้งในเรื่อง อำนาจหน้าที่ ท่านประธานก็มาดูเอกสารที่ชี้แจงมา แล้วก็เห็นว่าสามารถบรรจุได้เนื่องจาก คำวินิจฉัยของรัฐธรรมนูญมีข้อความว่า อำนาจหน้าที่ในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เปึนอำนาจของรัฐสภา แต่หากรัฐสภาต้องการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ต้องไปจัดทำ ประชามติเสียก่อน คำสำคัญที่ท่านประธานได้ใช้มาเปึนเหตุผลชี้แจงกับพวกผม ผมจำได้ โอกาสหนึ่งผมก็มีโอกาสไปพบกับท่านประธาน ท่านประธานก็บอกว่าคำสำคัญอยู่ตรงที่ว่า หากรัฐสภาต้องการที่จะจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ขณะนี้มีปัญหาว่ารัฐสภายังไม่ได้แสดง ความต้องการที่จะจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ครับ ดังนั้นจึงไม่สามารถไปทำประชามติได้ แล้วท่านประธานก็ได้บรรจุร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้าระเบียบวาระ พรรคเพื่อไทยและผมมีความเห็น ไปในทางเดียวกันกับท่านประธานครับ มีความเห็นครับว่าสภานี้ควรจะพิจารณาร่างแก้ไข รัฐธรรมนูญนี้ได้ เราเห็นว่าเปึนอำนาจของรัฐสภา และอ่านคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญแล้ว ก็ไม่เห็นความจำเปึนว่าจะต้องไปทำประชามติก่อนสามารถจะพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไปได้เลย หากรัฐสภามีมติแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๖ ที่จะให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ นั่นละครับถึงจะต้องไปทำประชามติ พรรคเพื่อไทยเห็นอย่างนี้ผมที่ขึ้นมาอภิปราย ก็เห็นอย่างนี้ เพียงแต่ว่าแล้วทำไม ทำไมเราเสนอว่าให้ส่งไปศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยอีก ก็เพราะ มีความเห็นต่างกันเกิดขึ้น ความเห็นต่างกันเกิดขึ้นก็อย่างที่ท่านประธานเองก็เคยพบมาแล้ว ฝ์ายกฎหมายเคยเสนอความเห็นแบบนั้น ฝ์ายกฎหมายของวุฒิสภาก็มีความเห็นไปในทางว่า สภายังไม่ควรพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้ควรจะให้เกิดความชัดเจนก่อนว่าจะทำประชามติ ก่อนหรือไม่ อันนั้นคือฝ์ายกฎหมายของวุฒิสภา ท่านประธานครับ พรรคการเมืองไม่น่าจะต่ำกว่า ๑ พรรคมีความเห็นว่าควรจะต้องทำประชามติก่อน บางพรรคได้แสดงท่าทีออกมาอย่างชัดเจนว่า ไม่ต้องการเข้าร่วมสังฆกรรมกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๖ นี้ ด้วยเหตุผลก็คือบอกว่า ยังมีความเสี่ยงที่ถ้าหากว่าพิจารณาไปอาจจะเข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญ บางพรรคก็บอกว่าขอให้ เกิดความชัดเจนก่อนว่าจะต้องทำประชามติหรือไม่ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบางส่วนก็แสดง ความเห็นในทำนองนี้ สมาชิกวุฒิสภาหลายคนก็แสดงความเห็นในทางนี้ว่าถ้าหากพิจารณา กันไป ลงมติกันไป โดยไม่ทำประชามติเสียก่อน เกรงว่าจะเปึนการขัดรัฐธรรมนูญ ตรงนี้ละครับ ที่มันเกิดเปึนความแตกต่างกันอย่างชัดเจน ใครผิดใครถูกโต้แย้งกันก็โต้แย้งได้ถ้าต้องโต้แย้ง จริง ๆ ทางผม ทางพรรคเพื่อไทยก็จะบอกว่าพิจารณาได้เลยไม่ต้องไปทำประชามติก่อน แต่เมื่อความเห็นต่างกันอย่างนี้เราจำเปึนต้องหาข้อยุติ ทำไมจึงหาข้อยุติ หาข้อยุติเพื่ออะไร ไม่ใช่เตะถ่วงครับ ไม่ใช่เตะถ่วง พรรคเพื่อไทยผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญอยากให้แก้ได้เร็ว ๆ ผมเองก็เสนอความเห็นในทางที่ต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญเร็ว ๆ ให้สำเร็จให้ได้โดยเร็วมาตลอด แต่มาถึงวันนี้ถ้าไม่มีคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญมาให้ชัดเจนว่าพิจารณาต่อไป รัฐสภาพิจารณา ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยไม่ต้องทำประชามติก่อนนั้นจริงหรือไม่ ก็จะมีปัญหาว่าพรรคการเมือง บางพรรคก็อาจจะไม่มาลงมติ เสียงก็หายไปครับ พรรคนั้นมีกี่เสียงเสียงก็จะหายไปเท่านั้น บางพรรคก็อาจจะบอกว่าแล้วแต่สมาชิกครับ ถ้าไม่แน่ใจก็ไม่ต้องไปออกเสียงลงคะแนน ในการพิจารณาของรัฐสภา สมาชิกวุฒิสภาอีกหลายคนก็อาจจะบอกว่าขอรอดูก่อน ถ้าอย่างนี้ ขอไม่ไปออกเสียง ท่านประธานครับ การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ การแก้ไขรัฐธรรมนูญแต่ละมาตรา ถ้าจะแก้ได้ต้องใช้เสียงข้างมากเกินกึ่งหนึ่งของรัฐสภา ที่สำคัญต้องการเสียงไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๓ ของวุฒิสภา ถ้าฝ์ายกฎหมายของวุฒิสภาบอกว่าไม่ควรพิจารณา ถ้า สว. หลายคนบอกว่า ยังไม่ชัดเจน เพราะฉะนั้นไม่กล้าไปลงคะแนน เสียงจะหายไปเท่าไรครับ เสียงหายไปเท่าไร พวกผมก็ไม่ทราบแต่หายแน่ ๆ เห็นชัด ๆ อยู่แล้วว่าหายแน่ ๆ ท่านสมาชิกบางท่านบอกว่า ถ้าอย่างนี้จะมีหลักประกันอะไร จะเพียงพอหรือไม่ถ้าหากส่งไปศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยออกมา ชัดเจนแล้วถ้าออกมาว่าให้พิจารณากันไปได้ไม่ต้องทำประชามติก่อน แล้วการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จะสำเร็จ แล้วผู้ที่ไม่ต้องการแก้รัฐธรรมนูญจะเปลี่ยนใจมาสนับสนุนการแก้รัฐธรรมนูญ หรือท่านบอกว่าพวกที่อ้างว่าการพิจารณาต่อไปจะขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ลึก ๆ อาจจะไม่ต้องการแก้รัฐธรรมนูญ อันนั้นไม่มีใครทราบครับ ไม่มีใครทราบ แต่ทำไมเรา ต้องการให้วินิจฉัยเสียก่อนให้ชัดเจน เพราะเราไม่ต้องการให้มีข้ออ้างครับ ไม่ว่าจะเปึนของ พรรคการเมือง ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือของสมาชิกวุฒิสภา ให้ตัดข้ออ้างนี้ออกไป ตัดข้ออ้างนี้ออกไปแล้วเหลือแต่ว่าจะสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่ ถ้าหากว่าพูดถึง พรรคการเมืองร่วมรัฐบาลครับ อันนี้ก็ต้องพูดกันตรง ๆ ว่าถ้าหากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย มาแล้วว่าพิจารณาได้ลงมติได้โดยไม่ต้องทำประชามติก่อน ข้ออ้างนี้จะหายไปแล้ว ข้ออ้าง ที่ว่าเปึนการเสี่ยงต่อการขัดรัฐธรรมนูญจะหายไป เมื่อหายไปแล้วพรรคร่วมรัฐบาลก็คุยกันได้ครับ เพราะว่านโยบายของรัฐบาลแถลงต่อรัฐสภาไปแล้วว่าจะจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ทำรัฐธรรมนูญให้เปึนประชาธิปไตย รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ดังนั้นพรรคร่วมรัฐบาลก็จะ คุยกันว่าเมื่อถึงเวลานั้นต้องสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เนื่องจากเปึนนโยบายของรัฐบาล โดยไม่มีข้ออ้างอีกต่อไปว่าการร่วมพิจารณาการลงมติสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะเปึน การกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ อันนี้ครับคือเหตุผลที่เราคิดว่านอกจากไม่ใช่เปึนการเตะถ่วงแล้ว ยังเปึนการพยายามหาหลักประกันครับว่าการพิจารณาที่เราจะทำกันต่อไปในการแก้ไข รัฐธรรมนูญนั้นจะมีอุปสรรคน้อยกว่า มีความเสี่ยงน้อยกว่า และมีความเปึนไปได้มากกว่า ในการที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ประสบความสำเร็จ ท่านประธานครับ เรื่องการที่จะส่ง ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยนี้มันเปึนกรณีที่เกิดปัญหาขึ้นจริงของเรื่องอำนาจหน้าที่ ปัญหาก็คือว่ารัฐสภาจะพิจารณาไปก่อนที่จะมีการทำประชามติได้หรือไม่ กรณีอย่างนี้ มันเกิดขึ้นแล้ว ผมก็เห็นด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคเพื่อไทยก็เห็นด้วยครับว่า อำนาจนิติบัญญัติควรจะยืนยันในอำนาจตัวเอง ไม่ยอมให้ศาลรัฐธรรมนูญก็ดีหรือองค์กรอื่นใดก็ดี มามีอำนาจเหนือฝ์ายนิติบัญญัติ แต่ว่าในระบบของรัฐธรรมนูญนี้ศาลรัฐธรรมนูญได้เข้ามา ก้าวก่ายแทรกแซงการทำงานของการใช้อำนาจหน้าที่ของทั้งฝ์ายบริหารและฝ์ายนิติบัญญัติ รวมถึงต่อพรรคการเมืองและระบบพรรคการเมืองด้วย สิ่งเหล่านี้ได้เกิดขึ้น และหลังสุดสิ่งที่ เกิดขึ้นจะเรียกว่าเปึนการก้าวก่ายแทรกแซงหรือไม่อาจจะพูดไม่ได้ชัดเจน แต่ได้มีการอาศัย อำนาจตามรัฐธรรมนูญในระบบของรัฐธรรมนูญปัจจุบัน ในการที่จะ ผมกำลังจะเสร็จแล้ว ท่านประธาน ในการที่วินิจฉัยว่าการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งในรัฐธรรมนูญเราไม่มี เขียนไว้ครับว่าถ้าจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องทำประชามติหรือไม่ต้องทำ และจะต้องทำ เมื่อไร แต่แก้ไขบางมาตราที่สำคัญเขาบอกว่าต้องทำประชามติ ศาลรัฐธรรมนูญก็เลยวินิจฉัย ไว้ว่าถ้าจะไปจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ซึ่งมันมากกว่าการแก้ไขบางมาตราที่สำคัญเพราะมันแก้ไข เยอะแยะไปหมดต้องจัดทำประชามติ อันนั้นก็เปึนการใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญที่เขียนไว้ ให้เปึนอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญในความเปึนจริงที่เปึนอย่างนั้น และเมื่อเปึนอย่างนั้น มันก็เปึนปัญหาค้างคาต่อมาทำให้กลายเปึนอุปสรรคต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ สิ่งที่เราต้องทำ ไม่ใช่เปึนการสยบยอมว่าฝ์ายนิติบัญญัติทำอะไรต้องไปถามศาลศาลรัฐธรรมนูญ แต่เรื่องมันเปึน มาถึงขั้นนี้ไม่ถามก็ยิ่งแก้ไม่ได้ ถ้าถามแล้วเกิดความชัดเจน โอกาสที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ ก็จะมีมากขึ้น และถ้าเราแก้รัฐธรรมนูญได้ครับ ผมและสมาชิกพรรคเพื่อไทยยังหวังว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญในอนาคตจะยิ่งทำให้ฝ์ายนิติบัญญัติมีอำนาจ มีความเปึนอิสระ อย่างชัดเจนจากศาลรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญไม่พึงมีอำนาจหลายอย่างที่มันก้าวก่าย ก้าวก่ายฝ์ายนิติบัญญัติ ฝ์ายบริหาร และพรรคการเมือง อย่างที่เปึนอยู่มาหลายป้ตั้งแต่ รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ จนมาถึงรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๖๐ อย่างที่เปึนอยู่ในขณะนี้ ดังนั้น การพยายามให้แก้ไขรัฐธรรมนูญให้สำเร็จ มีปัญหาอุปสรรคอะไรต้องช่วยกันหาทางแก้ไข และเราจึงจะมีโอกาสความเปึนไปได้ที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้เกิด สสร. มาจัดทำ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ครับ ขอบคุณครับท่านประธาน

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา

ขอบคุณท่านจาตุรนต์ ฉายแสง ครับ มีประเด็นนิดเดียวที่พาดพิงถึงประธานรัฐสภา ผมขอชี้แจงประมาณ ๑ นาที ๒ นาทีเท่านั้นครับ ในประการแรกที่ประธานรัฐสภาได้ให้บรรจุนั้นโดยยึดคำวินิจฉัยของ ศาลรัฐธรรมนูญครับ ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ ๒๙ มีนาคม ๒๕๖๗ ซึ่งมีหลักการ ๓ ประการ ในคำวินิจฉัยนั้น

ประการที่ ๑ รัฐสภามีอำนาจในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

ประการที่ ๒ ประธานรัฐสภามีอำนาจในการบรรจุวาระการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

ประการที่ ๓ ที่สำคัญเขาบอกว่าถ้ารัฐสภาต้องการจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ ถ้าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญก็ดำเนินการแล้วไปทำประชามติ

ซึ่งที่ผมบรรจุแล้วก็ฝ์ายกฎหมายเห็นว่าเพราะคำว่า ถ้ารัฐสภาต้องการ คำว่า ถ้ารัฐสภาต้องการนั้น หมายความว่าต้องพิจารณามาตรา ๒๕๖ วาระหนึ่ง วาระสอง และ วาระสามไปแล้ว นั่นคือความต้องการ แต่ถ้ายังไม่พิจารณาอยู่ ๆ พรรคประชาชนก็เสนอ ร่างแก้ไข พรรคเพื่อไทยก็เสนอร่างแก้ไข นั่นเปึนความต้องการของพรรคการเมืองเท่านั้น หรือประชาชนจะเสนอมาก็เปึนความต้องการของประชาชน แต่ถ้าจะบอกว่ารัฐสภาต้องการ มันต้องประชุมและลงมติเท่านั้นถึงจะถือว่ารัฐสภาต้องการ แต่ถ้าเสนอร่างมาก็ยังไม่ได้ถือว่ารัฐสภาต้องการ ทีนี้ที่บอกว่าเสี่ยงว่าจะผิดกับคำวินิจฉัย ของรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๖๔ ต้องไปทำเสียก่อน แต่ตอนนั้นยังไม่มีคำว่า ต้องการ อย่างไรก็ตาม เมื่อรัฐสภาแสดงความต้องการแล้วก็ยังจะไม่ไปร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ยังไม่ร่างครับ และยังไม่ ไปเลือก สสร. ก็ยังไม่ได้เลือก สสร. เมื่อแสดงชัดเจนว่ารัฐสภาต้องการแล้วจะแก้ไข ผ่านมาตรา ๒๕๖ วาระสามแล้วก็จะไปถามประชามติของประชาชนเสียก่อน ก่อนเลือก สสร. ไปถามประชาชนเสียก่อน ถ้าประชาชนทั้งประเทศได้มีมติตามรัฐธรรมนูญว่าต้องการ นั่นล่ะ ก็จะเลือก สสร. แต่ถ้าประชาชนบอกไม่ต้องการ เสียงข้างมากไม่ต้องการก็ไม่ต้องไปเลือก สสร. และการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามที่รัฐสภาต้องการก็ต้องยุติ เพราะประชาชนไม่ต้องการ เพราะประชาชนไม่ต้องการ ทีนี้ถ้าหากว่าเราไม่ได้ถามรัฐสภาต้องการ เดิมที่คิดว่าไปถาม ประชามติจะไปถามประชามติอย่างไร เพราะยังไม่รู้ว่าจะแก้กี่ขั้นตอน ประการที่ ๒ ถามประชามติครั้งหนึ่งตามรัฐธรรมนูญแล้วต้องเสีย ๓,๐๐๐ ล้านบาท เสียก็ไม่เปึนไรครับ เพราะเปึนเงื่อนไขรัฐธรรมนูญ ไปถามเสร็จแล้วประชาชนบอกต้องการ ถ้าไม่ต้องการก็จบ ประชาชนบอกต้องการ แล้วเรายังไม่ถามรัฐสภาต้องการก็มาเข้ากฎหมาย ๒ ฉบับมาเข้าสภา แต่เกิดวาระสาม รัฐสภาบอกไม่เอาด้วย หรือเสียง สว. ไม่ถึง ๖๗ ก็ถือว่าไม่ผ่าน แต่เสีย ๓,๐๐๐ ล้านบาทไปแล้ว และเสียเวลาไปแล้ว นี่คือสิ่งที่ฝ์ายกฎหมายของสภาผู้แทนราษฎร และประธานรัฐสภาตัดสินใจโดยคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเมื่อ ๒๕ มีนาคม ๒๕๖๗ ตามที่ท่านจาตุรนต์ได้พูดถึง มันมีข้อ ๓ ถ้ารัฐสภาต้องการ ถ้ารัฐสภาต้องการไม่ขอมติรัฐสภา แล้วจะบอกรัฐบาลต้องการได้อย่างไร เพียงแต่พรรคการเมืองต้องการยังไม่ใช่ หรือประชาชน ต้องการยังไม่ใช่ แต่อันนี้ก็ไม่เกี่ยวกับว่าวันนี้เราจะมีมติไปถามศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ แต่ผมชี้แจง เพราะว่าพาดพิงหลายครั้ง แล้วก็เปึนความกังวลของท่านสมาชิกด้วย ผมขออนุญาตชี้แจง เพียงเท่านี้ เดี๋ยวดำเนินการต่อไปครับ ต่อไปท่านสหัสวัต คุ้มคง เชิญครับ

นายสหัสวัต คุ้มคง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 🔗

เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ ผม สหัสวัต คุ้มคง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชลบุรี เขต ๗ พรรคประชาชน ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอมีส่วนร่วมในการอภิปรายญัตติ ก่อนอื่นท่านประธานครับ ขอชื่นชม ท่านประธานอาจารย์วันนอร์ได้กล่าวอธิบายละเอียดมากเรื่องคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ในป้ ๒๕๖๔ ซึ่งจริง ๆ แล้วอันนี้เปึนคำตอบทั้งหมดเลยครับว่าทำไมเราถึงไม่มีความจำเปึน ในการต้องส่งศาลรัฐธรรมวินิจฉัยตีความอีก แต่ว่าในฐานะที่ต้องอภิปรายเรื่องนี้ผมขอ อภิปรายแบบนี้ว่าญัตตินี้ครับเปึนญัตติที่ถูกยื่นเข้ามาด้วยความกลัว แล้วเปึนความกลัว ที่กำลังทำให้สภาแห่งนี้และประชาชนเสียเวลาครับ ท่านประธานครับ หลาย ๆ ท่านในสภาแห่งนี้ ก็ได้อภิปรายกันครับว่าเรากำลังจะเดินไปข้างหน้าแบบพุ่งชนโดยให้เห็นว่ามีเหวอยู่ข้างหน้า มีกำแพง มีต้นไม้ โน่น นี่ นั่น อยู่ข้างหน้ากำลังจะวิ่งไปชน แล้วหนทางในการแก้รัฐธรรมนูญ มันอาจจะติดหล่ม ท่านประธานผมขอพูดแบบนี้ครับ ยิ่งจากที่ท่านประธานวันนอร์ได้พูด อธิบายเมื่อสักครู่กำแพงเหล่านั้น อุปสรรคเหล่านั้นเปึนความกลัวที่เราสร้างขึ้นกันเองทั้งหมดเลย เพราะจริง ๆ คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญระบุไว้ชัดเจนในคำวินิจฉัย ป้ ๒๕๖๔ ครับ แล้วมันวินิจฉัยมาแล้ว เรากลับไปถามแล้วถามอีก เรากำลังทำตัวเหมือนเด็กขี้ขลาดที่คิด อะไรเองไม่ได้ ตัดสินใจเองไม่ได้เลยต้องกลับไปถามพ่อทุกครั้งหรือครับในการตัดสินใจ ซึ่งผม งงมากแบบนี้ ถามไปแล้วครั้งหนึ่งพ่อบอกมาแล้วว่าต้องทำแบบนี้ก็ยังจะไปถามพ่อครั้งที่ ๒ ซึ่งมันไม่ควรมีครั้งที่ ๓ ครั้งที่ ๔ ยิ่งไม่ควร ท่านประธานครับ เรื่องนี้นะครับ มันเกิดจากความกลัวแล้วกำลังทำให้ประชาชนและสภา แห่งนี้เสียเวลาครับ ถ้าเรามีมติยื่นไปศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยตีความอีกครั้งหนึ่งมันก็จะ ออกมาหลาย ๆ ทางได้เช่นเดียวกันครับ ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญไม่รับตีความเหมือนกับที่ ไม่รับตีความเมื่อป้ ๒๕๖๗ นี่ เราก็เลยจะเสียเวลาของสภาแห่งนี้ เสียเวลาไปอีก แล้วถ้าไม่รับ ท่านจะทำอย่างไร ท่านก็บอกว่าในเมื่อคุยกันไม่รู้เรื่องมี ๒ ฝ์ายที่เห็นต่างกัน ความเห็นต่างนี่ มันมีตลอด มีมาอย่างยาวนานแล้วครับ และความเห็นต่างที่ผมสงสัยมันคือเห็นต่างอะไรครับ ไม่ใช่ว่าเปึนความเห็นต่างในรัฐบาลเองหรือครับ เมื่อสักครู่ท่านวิทยา แก้วภราดัย กระผม ขอเอ่ยนามนะครับ ก็มาพูดกลางสภาแห่งนี้ว่าพรรครวมไทยสร้างชาติไม่ได้เห็นด้วยกับการ แก้รัฐธรรมนูญ ซึ่งจริง ๆ นี่คือนโยบายของรัฐบาลโดยตรง ตอนนี้พรรคร่วมรัฐบาลสามารถ พูดว่าไม่เห็นด้วยกับนโยบายรัฐบาลในกลางสภาแห่งนี้ได้แล้วหรือครับ อันนี้ผมไม่ทราบเลย จริง ๆ ครับ แล้วยิ่งท่านจาตุรนต์ ฉายแสง ที่พูดเมื่อสักครู่ ขออนุญาตเอ่ยนามนะครับ ก็บอกว่า ให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยมาจะได้คุยกันได้ ที่ผ่านมาคุยกันไม่ได้หรือครับ ผมงงมากเลยครับ จริง ๆ ผมก็คิดว่าท่านนายกแพทองธารมีภาวะความเปึนผู้นำที่จะสามารถดึงพรรคร่วม รัฐบาลให้เห็นไปในทางเดียวกันได้ แต่ตอนนี้เริ่มตั้งข้อสงสัยแล้วครับเพราะว่าออกมาพูด กันเองเหมือนคุยกันไม่ได้แล้วครับ แล้วถ้าศาลรัฐธรรมนูญรับ แล้วใช้เวลานานในการวินิจฉัย เราจะทำอย่างไร เราจะต้องรอต่อไปหรือครับ สมมุติศาลรัฐธรรมนูญรับแล้วใช้เวลา ๑ ป้ แล้วยังไม่มีคำตอบมาที่สภาแห่งนี้ ระหว่างนั้นเราทำอะไรครับ มันยิ่งทำให้การแก้รัฐธรรมนูญ ที่เปึนวาระที่ประชาชนทั้งประเทศเห็นชอบ เปึนฉันทามติร่วมกันนี่ ดูได้จากเสียงเลือกตั้ง ป้ ๒๕๖๖ เลยครับ มันยิ่งช้าไปอีก แล้วสมมุติรับแล้วศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยมาว่าก็ทำ ประชามติ ๒ ครั้งเหมือนเดิม นี่ยิ่งเปึนการเสียเวลาไปอีกครับ เหมือนกับไปถามซ้ำถามซ้อน แล้วสมมุติว่าศาลรัฐธรรมนูญรับแล้ววินิจฉัยมาว่าให้ทำประชามติ ๓ ครั้ง ยิ่งงงเลยครับ นี่เปึนการสร้างบรรทัดฐานที่ผิดเพี้ยนกลับคำวินิจฉัยของตัวเองครับ ยิ่งถ้าเราย้อนกลับไปดู ประวัติศาสตร์ชาติไทยทำรัฐธรรมนูญมา ๑๑ ครั้ง อันนี้ไม่นับที่รัฐประหารนะครับ ไม่เคย มีการทำประชามติก่อน มีแค่ ๒ ครั้งที่ทำประชามติหลังร่าง ป้ ๒๕๓๙ รัฐสภาก็ลงมติให้ทำ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยไม่ได้มีการทำประชามติ แล้วถ้าศาลรัฐธรรมนูญบอกว่าต้องทำ ประชามติ ๓ ครั้งนี่ เราจะกลับไปอธิบายประวัติศาสตร์อย่างไรครับ ครูสอนประวัติศาสตร์ ครูสอนกฎหมายตอนนี้งงไปหมดเลยครับ เราจะย้อนกลับไปอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วอย่างไร ใช้อะไรมาอธิบายนักเรียนที่กำลังเรียนกฎหมายอยู่ตอนนี้ ท่านประธานครับ นี่คือความกลัว ที่ทำให้เกิดความเสียเวลา ซึ่งผมหวังว่าเพื่อนสมาชิกทุกท่านจะพิจารณาสิ่งนี้ด้วยความหวัง ยิ่งเมื่อสักครู่ท่านประธานมาพูดนี่ผมคิดว่าความหวังมันยิ่งชัดเจนว่าเราไม่ต้องกลัวอะไรอีกแล้ว สิ่งที่ท่านประธานวันนอร์อธิบายเมื่อสักครู่ ชี้แจงเมื่อสักครู่คือคำตอบที่ดีที่สุดและชัดเจน ครบถ้วนมาก ๆ ครับว่าสภาแห่งนี้ทำอะไรได้บ้างและคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๖๔ นี่ มันเปึนอย่างไร แต่ผมมีอีกเรื่องครับท่านประธาน เวลาบอกว่าพรรคเพื่อไทย พรรคร่วมรัฐบาล จริงใจในการยื่นเพื่อตีความกับศาลรัฐธรรมนูญนี่ เพื่อบอกว่าเราจะเอาอย่างไรกันดีแต่ผม สงสัยอย่างหนึ่งครับ ทำไมคำถามที่ส่งไปถึงศาลรัฐธรรมนูญรอบนี้ถึงมีคำถามเดียว คือรัฐสภา จะสามารถบรรจุวาระและพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมที่มีบทบัญญัติให้จัดทำ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยยังไม่มีผลการออกเสียงประชามติว่าประชาชนประสงค์จะให้มี รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้หรือไม่ คำถามเดียว แต่ตอนป้ ๒๕๖๗ นี่ท่านส่งไปถาม ๒ คำถาม และคำถามที่ ๒ ที่ท่านตัดทิ้งเปึนคำถามที่สำคัญมาก ๆ คำถามที่ท่านยื่นไปถามในป้ ๒๕๖๗ คือรัฐสภาสามารถบรรจุร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมที่มีบทบัญญัติให้จัดทำรัฐธรรมนูญ ฉบับใดแล้ว แล้วจะทำให้ประชาชนผู้ทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญออกเสียงประชามติ เสียก่อนว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ จะสามารถกระทำในขั้นตอนที่รัฐสภาลงมติ ให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมในวาระที่สามแล้ว โดยสอบถามไปพร้อมกับ กรณีมาตรา ๒๕๖ (๘) ได้หรือไม่ เพื่อให้สอดคล้องกับคำวินิจฉัยที่ ๒/๒๕๖๔ หากไม่ได้จะต้องสอบถามในขั้นตอนใด ซึ่งคำถามนี้ต่างหากที่เปึนคำถามชัดเจนว่าจะทำอย่างไร เพื่อให้ล้อกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในป้ ๒๕๖๔ แต่ท่านกลับตัดคำถามนี้ทิ้ง ผมเลย ยิ่งต้องงงว่าสรุปท่านจริงใจกับเรื่องนี้มากน้อยแค่ไหน ท่านประธานครับ หลาย ๆ ท่านในสภา แห่งนี้ก็อภิปรายว่าเราต้องทำให้รัฐธรรมนูญมันทำได้ ไม่ใช่แค่ได้ทำ ที่ผ่านมาทำอะไรอยู่ครับ การที่เรามาคุยกันเรื่องนี้ได้ การที่มีการบรรจุร่างแก้รัฐธรรมนูญขึ้นมาในสภาแห่งนี้ที่ต้องมา คุยกันเรื่องนี้ ณ ที่แห่งนี้ตอนนี้ก็เพราะคนที่ยืนยันว่าประชามติแค่ ๒ ครั้งก็พอนะครับ คนที่กังวล เรื่องนี้ไม่ได้ทำอะไรเลยครับ ผมขอพูดอย่างตรงไปตรงมาอย่างนี้เลยครับ แล้วท่านเสียเวลา มาอย่างยาวนานในการแก้รัฐธรรมนูญตั้งแต่เลือกตั้งป้ ๒๕๖๖ ก็มีการตั้งคณะกรรมการศึกษา การทำประชามติเพื่อแก้ไขความขัดแย้งในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และคณะกรรมการชุดนี้ ทำอะไรครับสุดท้ายความขัดแย้งก็ยังคงอยู่ แล้วก็เปึนความขัดแย้งภายในพรรคร่วมรัฐบาล ทั้งนั้นเลย แล้วถึงเวลาก็ต้องส่งไปให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความแล้วเราก็เสียเวลาสภาแห่งนี้ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ซ้ำไปซ้ำมาประชาชนก็เสียโอกาส แล้วต้องอยู่กับรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๖๐ ที่เห็น กันว่ามันมีปัญหาแบบนี้ไปอีกนานแค่ไหน ตอนนี้มันไม่ทันป้ ๒๕๗๐ แล้วด้วยซ้ำครับ เราคาดหวังกันว่าจะมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่การเลือกตั้งป้ ๒๕๗๐ ตอนนี้ก็ไม่ทัน แล้วยัง จะเสียเวลา ๆ กันไปอีก ประชาชนจะต้องอยู่กับรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๖๐ ที่เขาก็รู้กันว่ามีปัญหา แบบนี้อีกนานแค่ไหนครับ วันนี้ผมขอเรียกร้องเพื่อนสมาชิกทุกท่านลงมติด้วยความหวัง ลงมติ ด้วยความกล้าครับ ด้วยการที่ต้องยืนหยัดตามหลักการที่ควรจะเปึน ยิ่งเรามีผู้เชี่ยวชาญ อย่างท่านอาจารย์วันนอร์อธิบายให้เราอย่างชัดเจนครบถ้วนแบบนี้ผมไม่เห็นเหตุอะไรที่เรา ต้องกลัวแล้วส่งไปให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความอีกแล้ว วันนี้ให้ใช้สภาแห่งนี้เปึนที่สร้างความหวัง ให้กับประชาชนคนไทยกันเถอะครับ ให้กับประชาชนทั้งประเทศที่จะได้มีความหวังในการมี รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้เร็วที่สุด ขอให้ลงมติด้วยความหวังครับเพื่อนสมาชิกทุกท่าน ขอบคุณครับ

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา ปฏิบัติหน้าที่ประธานในที่ประชุม)
นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา

ท่านต่อไปขอเชิญท่านก่อแก้ว พิกุลทอง ครับ

นายก่อแก้ว พิกุลทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 🔗

กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพครับ กระผม ก่อแก้ว พิกุลทอง สส. พรรคเพื่อไทยในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ เปึนที่น่ายินดีว่าทุกวันนี้สมาชิกส่วนใหญ่ของรัฐสภาก็เห็นพ้องต้องกันว่า เราต้องแก้รัฐธรรมนูญ มีเสียงที่ไม่เห็นด้วยน้อยมาก นั่นหมายถึงว่าผู้ที่ขึ้นมาอภิปรายส่วนใหญ่ มีความเห็นพ้องต้องกันที่อยากจะเดินหน้าเรื่องนี้ให้สำเร็จลุล่วง แต่วันนี้ยังมีความแตกต่าง เรื่องวิธีการอยู่ ท่านประธานครับ ทุกท่านก็ยอมรับว่าภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ทำให้ประเทศ มีปัญหา รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งนั้นอ่อนแอ ไม่ค่อยมีเสถียรภาพ สามารถถูกจัดการ อำนาจจากองค์กรอื่นได้ง่าย พรรคร่วมรัฐบาลเอง พรรคขนาดกลาง ขนาดเล็กก็มีเสียงต่อรอง ได้มากขึ้น ดังนั้นรัฐธรรมนูญฉบับนี้ถึงแม้เสียงส่วนใหญ่อยากจะแก้ไขให้เปึนประชาธิปไตย ให้เปึนตามหลักสากล แต่เราอย่าลืมนะครับว่ามีกลุ่มคนที่ได้ประโยชน์จากรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ที่ไม่อยากแก้ไข หรือแก้ไขก็อยากให้ช้าลง เลยเปึนที่มาของปัญหาที่เราเจอในช่วงที่ผ่านมานั้น ที่จริงแล้วเรื่องนี้การแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นเปึนนโยบายสำคัญนโยบายหนึ่งของรัฐบาล ท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร พรรคร่วมรัฐบาลก็ประกาศว่าพร้อมจะให้ความร่วมมือ แต่ในทางปฏิบัติจริงนั้นก็ยังมีปัญหาในการเดินหน้าไปด้วยกันอยู่ เราต้องยอมรับด้วยความเปึนจริง ว่าที่ผ่านมายังไม่เปึนน้ำหนึ่งอันเดียวกัน พรรคเพื่อไทยในฐานะแกนนำรัฐบาลก็พยายาม แก้ปัญหานี้นะครับ ในการเดินหน้าเรื่องนี้นั้นครั้งที่แล้วพรรคร่วมรัฐบาลพรรคใหญ่พรรคหนึ่ง ไม่เห็นด้วยในการเดินหน้า สว. จำนวนมากที่สนิทสนมกับพรรคร่วมรัฐบาลนี้เดินการเมือง ในแนวทางเดียวกันก็ไม่เห็นด้วย โดยอ้างเหตุผลว่าไม่มีความชัดเจนในจำนวนครั้งของการทำ ประชามติและขั้นตอนการทำประชามติ ถึงแม้ทางฝัืงเพื่อไทยเองเกจิอาจารย์นักกฎหมาย หลายท่านก็พยายามชี้ว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนั้นทำประชามติแค่ ๒ ครั้ง เราตอบ อย่างนั้นแต่เพื่อนเราบอกว่าขอความชัดเจนมากกว่านี้ ถ้าไม่ชัดเจนเขาไม่อยากเสี่ยง เขาตอบ อย่างนั้น เขาบอกว่าที่ผ่านมามีหลายกรณีที่มีการแก้ไขกฎหมายหรือเสนอแก้กฎหมาย แล้วโดนคดี เอาง่าย ๆ อย่างพรรคการเมืองบางพรรคเพียงเสนอแก้กฎหมายบางกฎหมาย ถึงขั้นโดนยุบพรรค ผู้ลงชื่อสนับสนุนถูกดำเนินคดีทั้ง ๆ ที่ไม่ควรโดนแบบนี้ เพราะฉะนั้น สส. สว. จำนวนหนึ่งที่เขากลัว เขาก็อยากเห็นความชัดเจนในเรื่องนี้ จึงเปึนที่มาว่าเขายังไม่กล้าเซ็นชื่อ ไม่กล้าโหวตให้ในการสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญจนกว่าจะมีความชัดเจน ในเมื่อเขาอ้าง ความไม่ชัดเจนพรรคเพื่อไทยในฐานะแกนนำที่ผลักดันเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญมาโดยตลอด ก็ต้องพยายามหาความชัดเจนให้เกิดขึ้นจนกว่าเพื่อนร่วมทาง หรือ สว. ที่ยังมีความเห็น แตกต่างนั้นคล้อยตาม เห็นด้วย แล้วก็สบายใจ แล้วหันมาสนับสนุนในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ครั้งนี้ครับ อย่าลืมว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้อย่างที่ท่านจาตุรนต์ ฉายแสง บอกแล้วว่า ในวาระแรกเราต้องใช้เสียงสมาชิกทั้งหมดกึ่งหนึ่งขึ้นไป ราว ๆ ๓๑๐ เสียง แล้วทั้งนี้ต้องมีเสียง สว. จำนวน ๑ ใน ๓ ของ สว. ทั้งหมด หรือ ๖๗ ท่าน ถ้า สว. ๖๗ ท่านหมายถึง สส. ก็ต้อง อย่างน้อย ๒๘๐ ท่าน ซึ่งถ้าเสียงของพรรคเพื่อไทยและเสียงของพรรคฝ์ายค้าน ๒ พรรค รวมกันก็เกิน ๒๘๐ ท่านแล้วครับ พอ แต่ผมถามว่าเสียง สว. เราพอหรือไม่ เราถึง ๖๗ เสียง หรือไม่ สว. หลายท่านที่มาเร่งว่าให้เอาเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้ารัฐสภาเลย พิจารณาเลย ไม่ต้องรอความชัดเจนจากศาลรัฐธรรมนูญ ผมถามว่าเสียงท่านพอ ๖๗ คนหรือไม่ ถ้าไม่พอ เดินหน้าไปการแก้ไขรัฐธรรมนูญก็ไม่สำเร็จ ถ้าเรารู้อย่างนี้แล้วเราจะเดินหน้าไปทำไม สู้เรา รออีกนิด เสียเวลาอีกหน่อย ให้ทุกฝ์ายสบายใจหันมาร่วมแรงร่วมใจสนับสนุนการแก้ไข รัฐธรรมนูญไปด้วยกัน ซึ่งมันก็จะได้ไม่มีปัญหานะครับ ฝ์ายรัฐบาล ฝ์ายค้านก็จับมือด้วยกัน แก้ไขรัฐธรรมนูญให้มันสำเร็จ เพราะฉะนั้นวันนี้จึงเปึนที่มาที่ท่านวิสุทธิ์ ไชยณรุณ ได้เสนอ ญัตติด่วน เรื่อง ขอให้สภามีมติขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับอำนาจ และหน้าที่ของรัฐสภา เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งผมเห็นด้วยนะครับ ตราบใดที่เพื่อนสมาชิก ยังไม่สบายใจ ยังไม่โอนอ่อนคล้อยตามที่จะหันมาโหวตให้กับการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น เราก็ต้องยื่นไปถามล่ะครับ ยื่นไปถาม ถามกี่ครั้งก็ไม่เปึนไร ถามจนกว่าจะเข้าใจตรงกันชัดเจน และสบายใจแล้วหันมาร่วมมือร่วมใจในการแก้ไขรัฐธรรมนูญร่วมกัน ดีกว่าผลักดันไปแก้ไขเลย แล้วตกม้าตายเสียเวลาโดยไร้ประโยชน์ แถมถูกลูกหลานด่าอีกหาว่าโง่ ท่านประธานครับ ก็ขอความกรุณาเพื่อนสมาชิกว่าอย่าตั้งคำถามว่า พรรคเพื่อไทยมีความจริงใจในการแก้ไข รัฐธรรมนูญฉบับนี้หรือไม่ ขอความกรุณาว่าอย่ากล่าวหาว่าพรรคเพื่อไทยไม่อยากแก้ไขรัฐธรรมนูญ พรรคเพื่อไทย และพวกผมเองมีจุดยืนในการไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ฉบับป้ ๒๕๕๐ ที่มีการรณรงค์ ให้ทำประชามติฝ์ายเดียวในช่วงเดือนสิงหาคม ๒๕๕๙ พวกผมไม่เห็นด้วย ผมเองและเพื่อน ๆ ออกมารณรงค์ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้จนถูกดำเนินคดีต้องขึ้นศาลทหารหลายป้ เพราะฉะนั้น อย่าตั้งคำถามนี้กับพวกผม ถ้าคุณตั้งคำถามนี้กับพวกผม ผมจะตั้งคำถามกลับไปว่าวันที่พวกผม ออกมาคัดค้านรัฐธรรมนูญฉบับนี้พวกคุณไปหลบอยู่มุมไหน ท่านประธานครับ ท่านนายกรัฐมนตรี แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ท่านเองก็ได้พูดกับสมาชิก สส. พรรคเพื่อไทย ในหลายครั้งหลายคราวว่าขอให้เดินหน้าเรื่องแก้รัฐธรรมนูญให้เต็มที่ วันนี้พรรคเพื่อไทย ก็เดินหน้าเรื่องนี้อย่างเต็มที่ แต่เรารู้ว่ามันมีปัญหาอุปสรรคที่ต้องแก้ไข เราก็พยายามเดิน แล้วก็ Clear ปัญหากันไปเพื่อให้ทุกอย่างมันเปึนทีละ Step ยอมรับว่าปัญหาบางอย่างเปึนปัญหา ทางการเมือง ปัญหาเรื่องการต่อรองกันมันไม่ใช่แก้ง่าย ๆ ครับ มันต้องใช้เวลาและต้องทำ ความเข้าใจกัน ดังนั้นวันนี้พรรคเพื่อไทยก็ยังยืนยันว่าเราจะเดินเรื่องนี้จนกว่าจะสัมฤทธิ์ผล ตราบใดที่เราได้เสียงโหวตไม่เพียงพอจาก สว. จำนวน ๖๗ คน เราเองก็คงไม่เอาญัตติ เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นเข้าพิจารณาในรัฐสภาแห่งนี้นะครับ มิฉะนั้นจะเปึนฆ่าตัวตาย ส่วนท่านที่มีความเห็นต่างนะครับ อยากให้มีการพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยเร็ว โดยท่าน มองว่าท่านมีความกล้าหาญ ผมก็ต้องขอเรียนนะครับว่าในช่วงที่ผ่านมาผมต่อสู้กับเผด็จการ โดนคดีมานับสิบคดี มาตรา ๑๑๒ มาตรา ๑๑๓ มาตรา ๑๑๖ เยอะแยะไปหมด วันนี้คดียังไม่ หมดเลยครับ ถ้าท่านกล้าหาญก็ลองดูเถอะครับ ลองทำอะไรที่มันสุ่มเสี่ยงดูนะครับ วันนี้บางท่าน ก็โดนแล้วด้วย ซึ่งผมก็เห็นใจ ไม่อยากให้น้อง ๆ ต้องมามีชะตากรรมเหมือนพวกผมนะครับ เพราะฉะนั้นก็ขอให้อย่าบุ่มบ่าม ทำความเข้าใจกับความไม่ปกติของบ้านเมืองให้มากขึ้น และเราเองในฐานะฝ์ายรัฐบาลและคุณในฐานะฝ์ายค้าน ที่จริงแล้วมีจุดยืนทางการเมืองคล้ายกัน ต้องการให้ประเทศนี้เปึนประชาธิปไตยที่มีความศิวิไลซ์นะครับ ขอว่าช่วยกันมาจับไม้จับมือ เดินหน้าไปด้วยกันนะครับ ปัญหาอุปสรรคที่มีระหว่างทางก็ช่วยกันแก้นะครับ ซึ่งถ้าเราทำ อย่างนี้ปัญหาที่เกิดขึ้นก็จะคลี่คลายไปทีละเปลาะ ๆ แล้วสุดท้ายการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อประเทศไทยก็จะสำเร็จครับ ท่านประธานครับ ผมจึงกราบเรียนว่าผมขอสนับสนุนญัตติ ของท่านวิสุทธิ์ ไชยณรุณ ไว้ ณ ที่นี้ และอยากให้ทางศาลรัฐธรรมนูญได้มีการวิจัยให้เกิด ความกระจ่างแก่รัฐสภาแห่งนี้เพื่อเราจะได้ปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างถูกต้อง กราบขอบพระคุณครับ

นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา

ท่านวรายุทธ ทองสุข เชิญครับ

นายวรายุทธ ทองสุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 🔗

เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายวรายุทธ ทองสุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดจันทบุรี เขต ๑ พรรคประชาชนครับ ผมขอเรียนท่านประธานครับว่าเมื่อสัก ๑ เดือนก่อนที่ผ่านมาครับ ผมรู้สึกมีความหวังเปึนอย่างยิ่งที่จะได้เห็นการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ภายใต้รัฐสภาชุดนี้ครับ เพราะทันทีที่ท่านประธานยอมบรรจุร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๖ เข้าสู่การพิจารณา ของรัฐสภาก็หมายความว่าเราสามารถประหยัดการทำประชามติที่ไม่จำเปึนไปได้ ๑ ครั้ง ซึ่งนอกจากจะประหยัดงบประมาณแผ่นดินได้ถึง ๓,๐๐๐ ล้านบาทแล้วมันยังเปึนหนทาง ในการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ที่เร็วที่สุด แต่จากความหวังก็แปรเปลี่ยนเปึนความผิดหวังครับ เมื่อเกิดเหตุการณ์สภาล่มในระหว่างการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๖ ซึ่งมี เพื่อนสมาชิกให้เหตุผลว่าการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๖ ในครั้งที่ผ่านมา เปึนการกระทำที่ขัดต่อคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ ๔/๒๕๖๔ ด้วยความเคารพต่อท่านประธาน และเพื่อนสมาชิกทุกท่านครับ กระผมไม่เข้าใจจริง ๆ ครับว่าการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๖ หรือการเดินหน้าจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่โดยประชาชนผ่านการทำประชามติ เพียง ๒ ครั้ง เปึนการกระทำที่ขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญอย่างไร ในเมื่อเราไปดูคำวินิจฉัยส่วนกลางของศาลรัฐธรรมนูญก็ระบุชัดว่ารัฐสภามีอำนาจในการ จัดทำรัฐธรรมนูญใหม่โดยต้องจัดให้มีการทำประชามติก่อนและหลังการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ ซึ่งนับแล้วก็มีเพียงแค่ ๒ ครั้ง และเมื่อดูคำวินิจฉัยส่วนตนของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ก็จะพบว่าตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างมากเห็นว่ารัฐสภาสามารถเดินหน้าจัดทำ รัฐธรรมนูญใหม่ได้ด้วยการทำประชามติแค่ ๒ ครั้ง ซึ่งหมายความว่ารัฐสภาสามารถที่จะ พิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๖ ได้ทันที โดยไม่ต้องไปทำประชามติก่อนการ พิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระที่หนึ่งครับ เช่นเดียวกับความเห็นของนักวิชาการ ด้านนิติศาสตร์จำนวน ๒ ท่าน ซึ่งทั้ง ๒ ท่านเปึนบุคคลที่ศาลรัฐธรรมนูญได้ขอความเห็น ในเรื่องเส้นทางการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ไว้ นั่นคือศาสตราจารย์ ดอกเตอร์สมคิด เลิศไพฑูรย์ และศาสตราจารย์ ดอกเตอร์บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ครับ จากข้อมูลและหลักฐานข้างต้น ครับท่านประธาน ผมไม่เห็นถึงความจำเปึนใด ๆ ที่เราจะต้องยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญเข้ามา วินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นดังกล่าวครับ ในขณะเดียวกันกระผมมีความกังวลว่าการยื่นญัตติ ในครั้งนี้จะเปึนการทำให้เส้นทางในการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ต้องอยู่บนทางสามแพร่ง ซึ่งบ้านผมคนเฒ่าคนแก่เขาถือกันนะครับ ว่าทางสามแพร่งนี่เปึนเส้นทางที่ไม่ค่อยเปึนมงคล เท่าไรครับ เพราะการยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาดมันมีความเปึนไปได้ของคำวินิจฉัยอยู่อย่างน้อย ๓ แนวทาง เดี๋ยวผมขออนุญาตเล่าให้ฟังครับ

แนวทางแรก คือแนวทางที่ดีที่สุด กล่าวคือศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยใหม่ และระบุชัดให้ทำประชามติ ๒ ครั้ง คือทำประชามติหลังรัฐสภาเห็นชอบร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในวาระที่สามและทำประชามติหลังมีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่เสร็จเปึนที่เรียบร้อยนะครับ หากศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยแนวทางดังกล่าวก็จะถือว่ารัฐสภาได้ข้อยุติเกี่ยวกับจำนวนครั้ง ของการทำประชามติ และศาลรัฐธรรมนูญไฟเขียวให้รัฐสภาสามารถดำเนินการพิจารณา ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๖ ได้ในทันทีครับ และมีโอกาสที่จะมีการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ ได้ทันในป้ ๒๕๗๐

แนวทางที่ ๒ คือศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยใหม่และระบุชัดให้ทำประชามติ ๓ ครั้ง ได้แก่ การทำประชามติก่อนรัฐสภาเห็นชอบร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระที่หนึ่งครับ ทำประชามติหลังรัฐสภาเห็นชอบร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระที่สาม และทำประชามติหลัง มีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่เสร็จครับ หากศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยในแนวทางนี้แปลว่า เส้นทางการร่างรัฐธรรมนูญใหม่นี่จะต้องเพิ่มการทำประชามติเพิ่มขึ้นมาอีก ๑ ครั้งครับ ดังนั้นรัฐสภายังไม่สามารถพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๖ ได้จนกว่าจะมีการทำ ประชามติก่อนครับ และแนวทางนี้ก็ไม่สามารถที่จะจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ได้เสร็จในป้ ๒๕๗๐ แน่นอนครับ

แนวทางที่ ๓ ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยเหมือนเดิมครับ แปลว่าเส้นทาง การจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ต้องอยู่ในภาวะสุญญากาศทางการเมืองครับ ซึ่งทางออกในเรื่องนี้ คือรัฐสภาต้องหาข้อยุติร่วมกันว่าจะเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๖ ด้วยการทำ ประชามติ ๒ ครั้งหรือ ๓ ครั้งครับ ผมขอยืนยันครับท่านประธานว่าเพื่อไม่ให้เราต้องเสียเวลา โดยเปล่าประโยชน์เราควรเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๖ ด้วยการทำประชามติ ๒ ครั้ง เพราะหนทางนี้อย่างดีที่สุดก็แค่เสมอตัวครับ คือ ๒ ประชามติตามที่ผมได้นำเรียนมาครับ ขอบคุณครับ

นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา

ท่านต่อไปท่านรองศาสตราจารย์ เชิดชัย ตันติศิรินทร์ เชิญครับ

รองศาสตราจารย์เชิดชัย ตันติศิรินทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 🔗

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม เชิดชัย ตันติศิรินทร์ สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภานะครับ ผมขออภิปรายญัตติที่เสนอในวันนี้นะครับ ท่านประธานครับ เราต้องอยู่กับความเปึนจริงนะครับ รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๖๐ ก็ได้ชื่ออยู่แล้วว่าเปึนรัฐธรรมนูญ ที่แก้ไขลำบากมีปัญหาทุกอย่างเท่าที่ผมฟังดูนะครับ ฝ์ายที่อยากให้แก้ไขรัฐธรรมนูญไม่เห็น ว่าดีเลยรวมทั้งฝ์ายค้านด้วย แต่ทีนี้ครับผมไปหาเสียงทุกที่นะครับ ก็บอกว่าต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยให้มี สสร. เพื่อมาร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ซึ่ง สสร. มาจากการเลือกตั้งของประชาชนโดยตรง ทีนี้ด้วยกลไกท่านก็ทราบอยู่แล้วนะครับขนาดตั้งรัฐบาลยังตั้งไม่ได้เลย ลงมติ สว. ไม่มาลงให้ ก็ตั้งไม่ได้จนกระทั่งพรรคเพื่อไทยต้องมาเปึนแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ท่านเศรษฐา ทวีสิน คำสั่งแรกเลยก็ให้ตั้งคณะกรรมการศึกษาแนวทางการทำประชามติเพราะว่าเรื่องประชามติ เพราะเหตุผลที่ว่าคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ วันที่ ๑๑ มีนาคม ๒๕๕๖ มันเปึนปัญหาครับ ผมขออ่านให้ฟังนะครับ รัฐสภามีหน้าที่และอำนาจจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้นะครับ โดยต้องให้ประชาชนลงประชามติเสียก่อนว่าประชาชนประสงค์จะให้แก้ไหม และเมื่อทำร่างแล้ว ก็ให้ลงอีกครั้งหนึ่ง แต่บังเอิญเมื่อสักครู่มีสมาชิก ขอเอ่ยนามครับท่านจิตติพจน์บอกว่าดันไปขัด รัฐธรรมนูญคำวินิจฉัยของท่านนะครับ มันไม่สอดคล้องกันครับ เพราะรัฐธรรมนูญเอาขึ้นมาก่อน แล้วมีการทำประชามติ ซึ่งผมก็ไปลงคัดค้านด้วยแล้วผมก็ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิด คมช. นี่นะครับ ด้วยเหมือนกันโดนคดีเหมือนกันนะครับ อันนี้ท่านประธานครับ เพราะว่ารัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๖๐ นี้ บอกว่ามาตรา ๒๕๖ วาระครั้งแรกนี่ต้องมี สว. เห็นด้วย ๑ ใน ๓ ซึ่งยากมาก ทำไมต้อง ๑ ใน ๓ เอาเสียงข้างมากธรรมดาไม่ได้หรืออย่างไรครับ แล้ว (๘) ถ้าจะแก้ไขหมวด ๑๕ การแก้รัฐธรรมนูญ ต้องไปทำประชามตินะครับ ท่านลืมตรงนี้ครับท่านศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อถามไปแล้วท่านบอกว่า วินิจฉัยชัดเจนแล้ว แล้ว Info Chart ที่เอามาพูดกันว่าจะรวม ๑ และ ๒ นี่ ไม่ใช่คำวินิจฉัย เปึนความเข้าใจกันเองคือมโนคิดไปเรื่อย ท่านอย่าลืมนะครับไม่มีใครต้องการให้ศาลรัฐธรรมนูญ มาอยู่เหนืออำนาจนิติบัญญัติหรอกครับ ผมก็ไม่อยากให้มีด้วยครับ ท่านประธานครับ เราต้อง อยู่กับความเปึนจริงสิครับว่าศาลเขาเปึนอย่างนั้นแล้วคณะกรรมการที่ศึกษาเขาต้องการให้เปึน ๓ อันในเมื่อเรามีปัญหาเรื่องลงประชามติเปึนตัวอย่างแล้วว่า ขนาดลงประชามติไปแล้วนี่ ยังไม่ทำตามเลยอย่างนี้ แล้วเหตุการณ์วันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๘ มันน่าตกใจมาก แต่ผมก็ เห็นใจท่านสมาชิกรัฐสภาซึ่งท่านอาจจะไม่มีประสบการณ์ สมัยก่อนเราจะลงประชามติแก้ไข รัฐธรรมนูญทั้งฉบับเหมือนกันโดนเหมือนกันครับ สอบครับ สมัยท่านนายกยิ่งลักษณ์นะครับ เพราะฉะนั้นผมก็เลยแบ่งสมาชิกรัฐสภาเปึน ๒ ชุดด้วยความเคารพ ๑. ปอดแข็งแรงนะครับ คือไม่กลัวครับ อีกอันหนึ่งคือปอดไม่แข็งแรง ภาษาหมอคือปอดแหก ทีนี้ในเมื่อเราเห็นว่า สมาชิกปอดไม่แข็งแรงนะครับ ไม่ใช่ความผิดเขาครับ เปึนความไม่แน่ใจว่าเมื่อทำหน้าที่ไปแล้ว จะผิดหรือเปล่า มันก็ต้องถามสิครับซึ่งผมเห็นใจนะครับว่าการที่เสนอให้ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยไม่อยากให้มาก้าวก่ายหรือขยายอำนาจมาที่ฝ์ายนิติบัญญัติ เราอยากจะให้ฝ์ายนิติบัญญัติ เปึนหลักเลยครับ ท่านประธานครับ การทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ศาลก็บอกอยู่แล้วว่ารัฐสภา มีหน้าที่ แต่ถ้าเวลาทำประชามติเปึนหน้าที่ของรัฐบาลนะครับ รัฐบาลทำตามกฎหมาย เพราะว่าในนี้เขาให้ทำประชามติ รัฐบาลต้องทำประชามตินะครับ แล้วอีกอย่างหนึ่งก็คือ ประชาชนเข้าชื่อ ๕๐,๐๐๐ ชื่อก็ได้หรือมีกฎหมายกำหนดให้ทำนะครับ ท่านประธานครับ ดังนั้น ที่เรามาคุยกันอยู่นี่ไม่ใช่เตะถ่วง ไม่ใช่ไปยื้อนะครับ ผมถามหน่อยปัญหาประเทศมีเยอะแยะ ไม่ว่าด้านเศรษฐกิจ ด้านนี้ก็เปึนด้านหนึ่งที่เปึนหลักที่สุดแล้วเราจะได้รับการยอมรับในเวทีโลกว่า ประเทศไทยจะมีรัฐธรรมนูญที่เปึนประชาธิปไตยสากลผ่านการรับรอง ผ่านประชาชนอย่างแท้จริง ดังนั้นเมื่อพรรคเพื่อไทยเห็นอย่างนี้แล้วก็ไม่อยากให้มีการพิจารณาญัตติที่ท่านพริษฐ์เสนอ ที่กำลังเข้าอยู่ในวาระเราเลื่อนไปก่อนนี่นะครับกำลังพิจารณานี่ไม่ให้เสียของ ต้องการสร้าง ความมั่นใจให้สมาชิกรัฐสภาโดยเฉพาะท่าน สว. ผมเชื่อว่าท่านก็รักความเปึนธรรมเหมือนกัน ท่านอยู่ในนิติบัญญัติเหมือนกัน ท่านก็คงอยากจะเห็นรัฐธรรมนูญที่เปึนสากลจริง ๆ แล้วก็ อยากจะให้ทางฝ์ายค้านนี่เข้าใจนะครับว่าอยู่ ๆ เราทำไมต้องมาเถียงกันถูกไหมครับ ลุยไป มันก็ไม่ผ่าน ญัตติที่ท่านเสนอมาก็ตกไปเสียของ มันไม่มีประโยชน์เลยครับ ผมว่าเรามาช่วยกัน นิดหนึ่งได้ไหมว่าช่วย ๆ กันว่าเอ๊ะเอาไปเลยนะครับไม่มีการเตะถ่วง จริงอยู่ใจทุกคนนั่นละครับ อยากจะเห็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญมีฉบับของประชาชนมาใช้เลือกตั้งในการเลือกตั้งครั้งหน้า แต่ถ้า มันไม่ทันนี่มันก็จนใจจริง ๆ แต่ต้องมีเหตุผลไม่มีการว่ากล่าวกัน ท่านประธานครับ เงื่อนไขเหล่านี้ ความขัดแย้งของพวกเรากันเองนี่นะครับเราต้องทำความเข้าใจทำแล้วทำอีก ศาลรัฐธรรมนูญ ท่านอาจจะเห็นเราถามไปถามมาเราไปมโนไม่ได้หรอกครับ ท่านอาจจะบอกว่าโอเคมันเปึน เรื่องความขัดแย้งในความเข้าใจของหน้าที่ของฝ์ายนิติบัญญัติ ท่านก็อาจจะรับวินิจฉัยก็ได้ หรือวินิจฉัยเหมือนเดิมก็ได้นะครับ อย่าเพิ่งไปคิด แต่อย่างไรก็ตามขอโอกาสสักทีขอให้ทาง ฝ์ายค้านทำใจ แล้วก็ช่วยกันสักพักหนึ่งไม่ว่ากัน ดังนั้นผมก็เห็นด้วยกับญัตติของท่านวิสุทธิ์ ขอให้รัฐสภามีมติขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของ รัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๐ วรรคหนึ่ง (๒) ขอบคุณครับ

นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ คุณอัครเดชอยู่ไหมครับ ถ้าไม่อยู่เชิญท่านวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ครับ

นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 🔗

ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม วิโรจน์ ลักขณาอดิศร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาชน ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ วันนี้ผมจำเปึนต้องเล่าเรื่องเก่าให้เห็นเส้นเรื่องจากในอดีต มาถึงปัจจุบันแล้วท่านประธานจะเห็นเหมือนผมครับว่าการส่งเรื่องให้กับศาลรัฐธรรมนูญนี้ เปึนการยื้อเวลาออกไปซึ่งไม่เกิดประโยชน์กับประชาชนและกลไกของประชาธิปไตยเลย ที่ผ่านมาครับท่านประธานถ้าเราจำกันได้หลังรัฐประหาร ป้ ๒๕๕๗ สส. จำนวนมากมาย หลายพรรคครับ ล้วนมีท่าทีสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญผ่านกลไกของสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ สสร. มาโดยตลอด จนกระทั่งเมื่อวันที่ ๑๗ สิงหาคม ๒๕๖๓ ฝ์ายค้านของสภาชุดที่แล้ว ก็ได้ยื่นญัตติเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญต่อท่านชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภาในขณะนั้น ฝ์ายรัฐบาลไม่น้อยหน้าครับ วันที่ ๑ กันยายน ๒๕๖๓ รัฐบาลก็ยื่นญัตติมาประกบ ในวันนั้น สส. ทั้งสภาเรากล้าหาญกันมากครับ วันนี้ผมอยากให้มีความกล้าหาญอย่างนั้น เมื่อสักครู่ ผมฟังเพื่อนสมาชิกอภิปรายแล้วผมไม่สบายใจครับท่านประธาน ที่จะบอกว่าเมื่อครั้งรณรงค์ ทำประชามติไป Vote No กันถูกจับติดคุกติดตาราง แล้วคนส่วนอื่นเขาไปอยู่ไหนกัน เพื่อนสมาชิก คนนั้นคงจะไม่รู้จักชื่อของรังสิมันต์ โรม หรือครับ วันนั้นรังสิมันต์ โรม เปึนประชาชนเต็มขั้น ถูกจับเข้าคุมขัง ถูกใส่ตรวน ข้างซ้ายมือผมนี่ พุธิตา ชัยอนันต์ เปึนประชาชนเต็มขั้นเหมือนกัน ก็รณรงค์ Vote No ดังนั้นความกล้าหาญในอดีตเปึนเรื่องที่น่าชื่นชม แต่อย่าเอาความขลาดเขลา หวาดกลัวในปัจจุบันไปโยนให้คนอื่น ความกล้าหาญที่แท้จริงต้องกล้าหาญทั้งในอดีตจนถึงปัจจุบัน ความกล้าหาญในอดีตแต่ปัจจุบันขลาดเขลาสยบยอมมีแต่จะถูกประชาชนเขาประณาม หยามเหยียด กล้าหาญต้องกล้าให้ได้ตลอด ไม่ใช่กล้าในอดีต แต่ปัจจุบันหงอ สยบยอม ไม่ใช่ครับ ผมอยากให้ทุกคนกล้าหาญแบบนั้น ในวันนั้นทั้งฝ์ายค้าน ฝ์ายรัฐบาลครับ ในป้ ๒๕๖๓ เสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ จนมาถึงวันที่ ๒๓-๒๔ กันยายน ๒๕๖๓ ป้เดียวกันก็เกิด การประชุมร่วมของรัฐสภาเกิดขึ้นครับ เพื่อพิจารณาญัตติร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมรวม ๖ ฉบับในวาระที่หนึ่ง วันนั้นก็ได้เกิดขึ้น ฝ์ายรัฐบาล ฝ์ายค้าน ก็มีแนวคิดที่ตรงกันที่จะแก้ไข มาตรา ๒๕๖ เป่ดทางให้มี สสร. มาจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ วันนี้ความเห็นพ้องต้องกัน ความกล้าหาญแบบนี้แบบนั้นมันหายไปไหนจากสภาผู้แทนราษฎร ห้องสุริยันก็ห้องเดิม สิ่งที่ ขาดหายไปคือเจตจำนงทางการเมืองครับท่านประธาน หลังจากอภิปรายข้ามคืนครับ อยู่ดี ๆ วันที่ ๒๔ กันยายนก็มีการลุกขึ้นเสนอญัตติแทรก โดยอาศัยข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ข้อ ๑๒๑ วรรคสาม ให้ตั้งคณะกรรมการร่วมระหว่าง สส. และ สว. เพื่อพิจารณาก่อนลงมติ ในวาระที่หนึ่ง วันนั้นพรรคเพื่อไทยและพรรคก้าวไกลประกาศไม่ร่วมสังฆกรรม งดส่งคนไปร่วม ในคณะกรรมาธิการร่วม ทำให้เหลือกรรมาธิการแค่ ๓๑ คน จากโควตาเต็ม ๔๕ คน วันนั้น สส. ของพวกเรากล้าหาญกันมาก ๆ ยืนหยัดกันมาก ๆ ผมต้องขอบพระคุณแล้วต้องเอ่ยนาม ท่านด้วยนะ คุณสุทิน คลังแสง ๑ ใน สส. ที่ได้รับการยอมรับนับถือจากสภาในตอนนั้น ถึงกับ ออกปากวิจารณ์ว่าเข้าร่วมไม่ได้หรอก เปึนโรงลิเกหลอกต้มประชาชน แต่ ณ วันนี้ท่านสุทิน คลังแสง เมื่อสักครู่ผมฟังท่านอภิปรายท่านบอกว่าโลกแห่งความเปึนจริง โลกแห่งอุดมการณ์ ต้องยอมทำตามโลกแห่งความเปึนจริง ผมก็ต้องตั้งคำถามผ่านท่านประธานไปว่าถ้าโลก แห่งความเปึนจริงเปึนโลกแห่งการฟอนเฟะที่พยายามกดหัวให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่มีศักดิ์และสิทธิ มีศักดิ์ศรีได้รับการเลือกตั้งจากประชาชนให้สยบยอมกับอำนาจมืด โลกแห่งความเปึนจริงที่ฟอนเฟะแบบนั้น เราจะไม่ยอมดึงให้กลับมาสู่โลกอุดมคติที่ประชาชน พึ่งพาได้จริง ๆ หรือครับ จะยอมเลื้อย จะยอมหลบ จะยอมคุดคู้ จะยอมซุกอยู่ในรู ในโลก แห่งความเปึนจริงที่ฟอนเฟะเจ็บปวดทำไม หลังจากเสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์ครับ ตั้งคณะกรรมาธิการร่วม เมื่อวันที่ ๑๗ ๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๖๓ การประชุมร่วมของรัฐสภา เพื่อพิจารณาญัตติร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม ๖ ฉบับ วันนั้นมี ๒ ร่าง คือร่างแก้ไขมาตรา ๒๕๖ ของฝ์ายค้านและฝ์ายรัฐบาลผ่านการเห็นชอบจากรัฐสภาในวาระที่หนึ่ง ดูเหมือนฟัาจะเป่ดครับท่านประธาน น่าจะไปต่อได้ แต่ในวันที่ ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๔ การประชุม ร่วมกันของรัฐสภาก็เกิดขึ้นอีก แต่คราวนี้เปึนการพิจารณาญัตติขอให้ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยถึงปัญหาเกี่ยวกับอำนาจและหน้าที่ของรัฐสภาตามมาตรา ๒๑๐ (๒) ของรัฐธรรมนูญ ในตอนนั้นครับท่านประธานเหมือนเดิมครับ พวกเรายังคงมีศักดิ์และสิทธิ มีความกล้าหาญ ในฐานะที่ถูกรับเลือกมาจากประชาชน สส. หลายคน ทั้งฝ์ายรัฐบาลและฝ์ายค้าน ไม่ว่าจะเปึน พรรคประชาธิปัตย์ก็ดี พรรคภูมิใจไทย พรรคชาติไทยพัฒนา พรรคเพื่อไทย พรรคก้าวไกล ในขณะนั้นก็ดี ช่วยกันระดมอภิปรายคัดค้านอย่างหนักครับ โดยชี้ว่านี่เปึนเจตนาแอบแฝง เตะถ่วงยื้อเวลา ขัดขวางการแก้ปัญหาของประเทศ ท่านประธานครับ ในตอนนั้นถกกันอยู่นาน ๔ ชั่วโมง สุดท้ายรัฐสภามีมติ ๓๖๖ ต่อ ๓๑๖ เสียง ส่งคำร้องให้กับศาลรัฐธรรมนูญตีความ จนวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๔ การประชุมร่วมของรัฐสภาเพื่อพิจารณาญัตติร่างรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๒๕๖ และเพิ่มเติมหมวด ๑๕/๑ ในวาระที่สอง ก็ผ่านไปได้ เหลือเพียงแค่วาระที่สาม ดูเหมือนพลัง สส. ของเราจะดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไปให้ได้เพื่อพลิกฟุ๋นให้ประเทศกลับสู่ระบอบประชาธิปไตยที่ประชาชนเปึนเจ้าของอำนาจ ที่แท้จริงมันกำลังจะมีความหวัง จนกระทั่งเมื่อวันที่ ๑๗ มีนาคม ๒๕๖๔ การประชุมของรัฐสภา เพื่อพิจารณาญัตติร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๒๕๖ และเพิ่มหมวด ๑๕/๑ ในวาระที่สาม ก็ได้ถือกำเนิดเกิดขึ้น อภิปรายชุลมุนครับ ไป ๑๑ ชั่วโมง เพราะต่างฝ์ายต่างตีความคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ ๔/๒๕๖๔ ที่ออกมาเมื่อวันที่ ๑๑ มีนาคม ๒๕๖๔ ไม่ตรงกัน เราก็รู้อยู่แล้วครับว่าคำวินิจฉัยก็มักจะเปึนปริศนาธรรมที่ไม่เคย มีความชัดเจน เอาความกำกวมให้ตีความกันเอง สุดท้ายมันคือคนที่มีอำนาจนิติบัญญัติ ที่ได้รับจากประชาชนที่จะต้องอาศัยความกล้าหาญของตัวเองในการใช้อำนาจที่ประชาชน ประทานมาให้ ไม่ใช่ไปพึ่งพาศาลหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ใดที่มีอำนาจที่ไม่ได้มาจากประชาชน เขากำลังท้าทายว่า สส. ที่มาจากประชาชนจะกล้าใช้อำนาจอันศักดิ์สิทธิ์ที่ได้รับมาจากประชาชน หรือเปล่า เอาความกำกวมมาเปึนเหยื่อล่อ สุดท้ายท่านประธานครับ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็ถูกโหวตคว่ำกลางสภาท่ามกลางความกลัว เนื่องจากเสียงที่ไม่เห็นด้วยมีไม่ถึงกึ่งหนึ่งของ สภาเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภาในขณะนั้น วันนั้นผมต้องชื่นชมท่านชาดา ไทยเศรษฐ์ สส. อุทัยธานี จากพรรคภูมิใจไทย วันนั้นท่านชาดาประกาศเลยครับ ผมคงไม่ร่วมสังฆกรรมด้วยกับพวกฉ้อฉล ศรีธนญชัย โกหกปลิ้นปล้อนและไร้สาระสิ้นดี นี่คือสภาโจ๊ก วันนั้นท่านชาดาพูดได้สะใจผมมาก เราเสียเวลากันมาเพื่ออะไรครับ เราหลอกประชาชนเพื่ออะไรครับ คำวินิจฉัยที่ ๔/๒๕๖๔ ของ ศาลรัฐธรรมนูญที่ออกมาเมื่อวันที่ ๑๑ มีนาคม ๒๕๖๔ เรียบง่ายมากท่านประธาน เพียงบอกว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ต้องการจัดทำใหม่ทั้งฉบับรัฐสภาทำได้ แต่ต้องให้ประชาชนได้ลง ประชามติว่าประสงค์จะให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้บอกครับว่าต้องทำ ประชามติกี่ครั้ง แล้วอยู่ดี ๆ ประเทศก็มะงุมมะงาหราเถียงกันไปมาเรื่องทำประชามติ ๒ ครั้งบ้าง ๓ ครั้งบ้าง แบบไม่จบไม่สิ้น ผมว่าเผลอ ๆ เถียงกันไปมาเดี๋ยวจะมี ๔ ครั้ง ๕ ครั้ง คนที่ไม่คิดว่า จะแก้มันจะหาเหตุผลมารองรับความหวาดกลัวและความขลาดเขลาที่จะไม่แก้ แต่คนที่มี เจตจำนงที่จะแก้จะพยายามหาทางที่จะแก้เพื่อให้อำนาจตกอยู่ที่มือประชาชนอีกครั้งให้ได้ จนวันที่ ๒๙ มีนาคม ๒๕๖๗ ท่านประธาน อาจารย์ชูศักดิ์ ศิรินิล พยายามจะคลี่คลายความขัดแย้ง อาจารย์ชูศักดิ์ยื่นญัตติต่อที่ประชุมรัฐสภาให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความอำนาจหน้าที่ของ สมาชิกรัฐสภา โดยที่ประชุมมีมติ ๒๓๓ ต่อ ๑๐๓ ให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญ วันนั้นผมก็ไม่ขัด ผมก็ไม่ขัด อาจารย์ชูศักดิ์ท่านอยากจะส่ง ก็ส่ง ผมก็งดออกเสียงครับ เพราะผมยังเชื่อครับว่า อำนาจนิติบัญญัติยังคงอยู่ในคนที่เปึนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ได้รับเลือกจากประชาชน ประชาชนให้อำนาจกับพวกเรา เพราะเชื่อว่าเราจะกล้าหาญที่จะใช้อำนาจเพื่อพวกเขา แต่ไม่เปึนไร อาจารย์ชูศักดิ์ท่านอยากจะส่ง สุดท้ายท่านได้ส่งครับ และแล้วในวันที่ ๑๗ เมษายน ๒๕๖๗ ศาลรัฐธรรมนูญก็มีมติเอกฉันท์ เหมือนตบหน้าอำนาจนิติบัญญัติ ไม่รับคำร้องที่รัฐสภามีมติ ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของรัฐสภาว่า การเสนอ แก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดย สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งนั้น รัฐสภา มีอำนาจในการลงมติพิจารณาแก้ไข ว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดย สสร. นั้นทำได้หรือไม่ รัฐสภา มีอำนาจในการลงมติพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญได้เลยครับ หรือต้องทำประชามติก่อน อันนี้ ศาลรัฐธรรมนูญท่านบอกว่าเปึนหน้าที่ของสภาไป กรณีนี้ไม่ใช่ปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจ ของรัฐสภา และคำร้องมีสาระสำคัญเปึนเพียงแค่ข้อสงสัยเท่านั้น ก็เลยมีมติเอกฉันท์ไม่รับคำร้อง ท่ามกลางความพยายามของคุณพริษฐ์ วัชรสินธุ ประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง ท่านพริษฐ์พยายามที่จะสืบค้นคำวินิจฉัยส่วนตัวของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญแต่ละท่านเลยครับ รวบรวมทัศนะของนักวิชาการด้านกฎหมายมหาชนมาสังเคราะห์รวมกัน นัดพบหารือกับประธาน ศาลรัฐธรรมนูญอย่างไม่เปึนทางการ ทำงานแข็งขันกับตัวแทนภาคเอกชนร่วมกันชี้แจงต่อ ท่านอาจารย์วันนอร์ ประธานรัฐสภา ร่วมกันกับคุณพงศ์เทพ เทพกาญจนา ที่ปรึกษานโยบาย ของนายกรัฐมนตรีจนข้อสงสัยทั้งหมดได้รับการคลี่คลายและนำมาสู่การบรรจุร่างแก้ไข รัฐธรรมนูญที่เสนอการทำประชามติ ๒ ครั้งในการประชุมร่วมกันของรัฐสภาเมื่อวันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๘ ที่ผ่านมาครับ ท่านประธานครับ ถ้านับตั้งแต่วันที่ ๒๓ กันยายน ๒๕๖๓ ที่มีการประชุมร่วมกันของรัฐสภาในการ แก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งแรก เราใช้เวลามารวมกัน ๔ ป้กว่าเกือบจะ ๕ ป้แล้ว เด็ก ๗ ขวบ ป.๑ วันนี้ขึ้น ป.๖ เตรียมจะขึ้น ม.๑ แล้ว คนอายุ ๕๕ ป้ป์านนี้จะเกษียณแล้ว ถ้าเรายังจะเลื่อน พิจารณาออกไปอีกวันนี้ผมไม่มีทางเลือกอื่น จะส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความอีกเพื่อยื้อเวลาไปอีก ผมก็เห็นด้วยกับคุณสุทิน คลังแสง และคุณชาดา ไทยเศรษฐ์ อย่างยิ่งแล้วว่านี่คือโรงลิเกหลอกต้ม ประชาชนเปึนสภาโจ๊กที่ประชาชน ไม่อาจให้ความหวังได้ ไม่รู้ว่าจะเลือกตั้งนักการเมืองแบบนี้ มาทำไม เพราะนักการเมืองเหล่านี้ไม่กล้าหาญที่จะใช้อำนาจนิติบัญญัติที่ประชาชนยกมาให้ ด้วยความเต็มใจ วันนี้ประเทศชาติเราเสียเวลามากว่าครึ่งทศวรรษแล้วครับ เรายังจะให้เสียเวลา อีกต่อไปหรือครับ ผมไม่เข้าใจครับว่าจะมายื่นญัตติเพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยอีกทำไม จะไปซ้ำรอยกับที่อาจารย์ชูศักดิ์เคยยื่นไปแล้วเพื่ออะไรครับ

สุดท้ายจริง ๆ ครับ ผมจึงขอให้เพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกพรรคทุกคน ตลอดจนสมาชิกวุฒิสภาที่กำลังฟังผมอภิปรายถึงเหตุถึงผล ท่านรวบรวมความกล้าของท่านขึ้นมา ท่านถามตัวเองว่าที่มาของท่านมาจากใคร มาจากผู้ทรงอำนาจสูงสุดในประเทศนี้ก็คือประชาชน ใช้อำนาจของท่านครับในการพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญ ใช้อำนาจของท่านที่ได้รับมาจาก ประชาชนทำเพื่อประชาชนเพื่อสร้างระบอบประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ที่อำนาจอยู่ในมือประชาชน เพื่อประชาชนของพวกเรา หยุดโรงลิเกหลอกต้มประชาชนสักที พอได้แล้วกับการพยายาม อำนวยการสร้างสภาโจ๊ก Season ๒ ด้วยการส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ แล้วถ้าตีความกลับมา กำกวมเหมือนเดิมเวลาที่เสียไปใครจะรับผิดชอบ นี่ไม่ใช่แค่การเสียเวลาศาล แต่นี่เปึนการเสียเวลา ประเทศ เสียเวลาชีวิตของประชาชนที่พวกเขาต้องโตขึ้น ต้องแก่ลงโดยที่ประเทศย่ำอยู่กับที่ พวกเรารู้อยู่แล้วครับว่าต้นตอของปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศอยู่ที่รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๖๐ ผมไม่เข้าใจว่าเรายังจะประวิงเวลาหวงอำนาจไม่ยอมแก้ไขปากพูดแต่ไม่ลงมือทำไปเพื่ออะไร ผมจึงไม่เห็นด้วยที่จะส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความเพื่อให้เกิดการตบหน้าอำนาจนิติบัญญัติซ้ำรอย แบบที่อาจารย์ชูศักดิ์ ศิรินิล เคยประสบมาแล้ว ขอบพระคุณครับท่านประธาน

นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา

ท่านอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ เชิญครับ ท่านอัครเดชอยู่ไหมครับ ถ้าไม่อยู่เชิญท่านนพดล ปัทมะ

นายนพดล ปัทมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 🔗

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม นพดล ปัทมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธาน ที่เคารพครับ วันนี้ผมขอลุกขึ้นอภิปรายเพื่อสนับสนุนญัตติส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญ ได้พิจารณา ซึ่งคำตอบจะนำไปสู่การที่จะได้คำตอบว่าเราจะทำประชามติ ๒ ครั้งหรือ ๓ ครั้ง ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตกราบเรียนอย่างนี้ครับว่าเรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไรรัฐสภา ของเราที่เราสงสัยแม้กระทั่งประเด็นอำนาจว่าเราจะแก้ไขรัฐธรรมนูญไปอย่างไรนะครับ ท่านประธานครับ ถ้าประเทศอังกฤษซึ่งใช้หลัก Supremacy Of Parliament ความสูงสุด ของรัฐสภาทุกอย่างก็คงจะง่ายขึ้น เพราะว่าประเด็นทางรัฐธรรมนูญสามารถที่จะแก้ไขและยุติ ที่รัฐสภา แต่บังเอิญในเมื่อความเปึนจริงบ้านเราให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยซึ่งมีผลผูกพัน ฝ์ายบริหาร ฝ์ายตุลาการและฝ์ายนิติบัญญัติ จึงจำเปึนที่จะต้องมีการพิจารณาอย่างรอบคอบ ท่านประธานที่เคารพครับ ในเรื่องนี้เราเคยมีการตีความบทบัญญัติของมาตรา ๒๕๖ ในอดีต หลังจากนั้นศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยที่ ๔/๒๕๖๔ แล้ววันนี้เราก็ยังไม่ชัดเจนในแง่เนื้อหา ของคำวินิจฉัย ถ้าจะพูดก็คือเรา Doubt หรือสงสัยเปึน Double Doubt สงสัยทั้งคำวินิจฉัย ของมาตรา ๒๕๖ สงสัยทั้งเนื้อหาของคำวินิจฉัย ภาษานักกฎหมายเขาบอกว่าเมื่อคุณสงสัย When in Doubt โปรดอย่าเดา ก็คือเราจำเปึนจะต้องหาความชัดเจนในเรื่องนี้ให้ได้ อย่าเดา ท่านประธานที่เคารพ มันมีประเด็นอย่างนี้ครับว่ามีสมาชิกหลายท่านซึ่งน่าเสียดายผมนั่งฟังอยู่ ได้อภิปรายในทำนองว่าการยื่นญัตติในวันนี้ของท่านวิสุทธิ์ ไชยณรุณ และสมาชิกพรรคเพื่อไทย ทำไปเพื่อที่จะเหนี่ยวรั้งการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้มันล่าช้าไป ซึ่งผมขอปฏิเสธโดยสิ้นเชิงครับ ผมคงไม่สามารถไปชี้แจงแทนท่าน สว. หรือท่านนักการเมืองพรรคอื่น แต่ผมก็ไม่สงสัย ในเจตนาของท่านครับ ผมคิดว่าสมาชิกพรรคเพื่อไทยที่ยื่นญัตติในวันนี้รวมทั้งตัวกระผมด้วย กระทำโดยบริสุทธิ์ใจ กระทำโดยสุจริต มีความมุ่งมั่นที่จะผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ให้สอดคล้องกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เราไม่ได้กังขาครับ เราไม่ได้มีการเหนี่ยวรั้ง เพราะฉะนั้นการกล่าวอ้างในลักษณะเปึนสภาโจ๊กหรือสภาข้าวต้มก็แล้วแต่ ผมคิดว่าไม่เปึนธรรม กับสมาชิกพรรคเพื่อไทย ท่านประธานที่เคารพครับ ประเด็นที่มีการหยิบยกกันในเรื่องนี้ก็คือว่า เราต้องสร้างความชัดเจนแล้วต้องทำประชามติหรือไม่ ถ้าสมมุติว่าเราสามารถที่จะสร้าง ความชัดเจนในเรื่องนี้ได้เราก็สามารถที่จะประหยัดงบประมาณได้ ถ้าทำ ๒ ครั้งก็ประหยัด งบประมาณได้ประมาณ ๓,๐๐๐ ล้านบาท ในสภาพเศรษฐกิจปัจจุบันผมคิดว่ามันมีเหตุมีผล ในการที่จะได้รับความรอบคอบในเรื่องนี้ แล้วนอกจากนั้นท่านประธานที่เคารพก็คงทราบว่า การจะแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ประสบความสำเร็จ แม้ท่านมีเสียงในสภาผู้แทนราษฎรพรรคเดียว ถึง ๔๙๙ เสียงก็ตาม ท่านก็ยังไม่สามารถที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ เพราะว่าในบทบัญญัติ รัฐธรรมนูญปัจจุบันเขาบังคับว่าจะต้องมีเสียง สว. ในวาระรับหลักการ ๑ ใน ๓ หรือประมาณ ๖๗ คน ซึ่งเรื่องนี้ก็เปึนเรื่องที่จะต้องมีการโน้มน้าวให้ทาง สว. และสมาชิกรัฐสภาเหล่านั้น ให้เห็นด้วยกับแนวคิดในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ นอกจากนั้นยังมีสมาชิกบางท่านอภิปราย ในทำนองครับว่าพรรคเพื่อไทยมีปัญหาว่าไม่เอาจริงในการผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ผมอยากจะให้การกระทำมันเปึนพยานในตัวของมันเองครับท่านประธาน เราเคยเสนอแก้ไข มาตราหลายมาตรา รวมทั้งการแก้ไขเขตเลือกตั้ง การแก้ไขรายมาตรา การยื่นแก้ไข สสร. ได้แก้ไขรัฐธรรมนูญมาไม่ขาดสายเปึนเวลานมนานแล้ว เพราะฉะนั้นการกระทำคงจะแน่นแฟัน เปึนอย่างยิ่งว่าเรารักษาคำสัญญาในการหาเสียง ผมจึงอยากจะขอแก้ประเด็นนี้ว่าพรรคเพื่อไทย ไม่ได้ต้องการสร้างรัฐสภาเปึนโรงลิเกหรือเปึนสภาโจ๊ก เรามีความมุ่งมั่นจริง ๆ ทีนี้มาประเด็น อย่างนี้ครับท่านประธาน เราต้องยอมรับว่าถ้าเราติดตามข่าวสารเราจะรู้ว่ามีสมาชิกรัฐสภา หลายท่าน ไม่ว่าเปึน สส. หรือ สว. บางพรรคการเมืองค่อนข้างกังวลว่าจะไม่ร่วมสังฆกรรม ในการพิจารณาญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญให้มี สสร. เพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ความกังวล เหล่านั้นมันเปึนเอกสิทธิ์ หรือมันเปึนสิทธิส่วนบุคคลของเขาที่เขามีความกังวลเช่นนั้น ท่านไม่สามารถที่จะถ่ายโอนความเห็นของท่านไปยังบุคคลเหล่านั้นได้ เราต้องเคารพความเห็น ของเขา แล้วถ้าเราไม่ได้รับเสียงถึง ๖๗ เสียงจากสมาชิกวุฒิสภาเราก็ไม่สามารถผลักดัน การแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ครับ มันเปึนอย่างนั้นเลยครับ ผมเห็นด้วยกับแนวคิดที่เอามาจากคลังแสงของท่านสุทินนะครับ ท่านเห็นว่าในโลกของ อุดมการณ์หรือในโลกของปฏิบัตินิยมนี่มันแตกต่างกัน ผมคิดว่ามันมีส่วนหนึ่งที่นักการเมือง เราต้องการอยู่ในโลกของความเปึนจริงแล้วก็แก้ไขปัญหาบนพื้นฐานของความเปึนจริงครับ เรารู้ข้อจำกัดของการที่จะได้ ๖๗ เสียงจาก สว. แล้วเราก็รู้วิธีการที่จะคลายความกังวลเพื่อให้เขา ได้เทคะแนนเสียงมาให้เพื่อที่เพิ่มโอกาสในการที่เราจะผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ผ่าน รัฐสภาไปได้ ไม่มีหลักประกันครับท่านประธานที่เคารพครับว่าจะสำเร็จ แต่อย่างน้อยการลด อุปสรรคที่ให้เขามั่นใจมากขึ้นก็น่าจะช่วยให้เราได้สามารถที่จะเพิ่มโอกาสในการที่จะแก้ไข รัฐธรรมนูญได้สำเร็จมากขึ้นนะครับ กล่าวโดยสรุปผมคิดว่าพรรคเพื่อไทยมีความจริงใจมุ่งมั่น บางทีคนขับรถมันใช้ Slow But Sure ก็คือว่าช้าแต่ชัวร์ดีกว่ามัวซัวแล้วเหยียบมิดนะครับ ผมคิดว่าเรื่องนั้นเปึนเรื่องที่คาดการณ์ไม่ได้ว่าจะประสบความสำเร็จอย่างที่ท่านสมาชิก พรรคเพื่อไทยหลายท่านได้อภิปรายไป ท่านประธานที่เคารพครับ ผมอยากจะกราบเรียน ประเด็นที่สำคัญที่ผมคิดว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือญัตติในวันนี้มันเปึนต้นไม้ต้นหนึ่ง ในป์าใหญ่ ๆ ผมอยากจะชวนท่านประธานแล้วก็ท่านสมาชิกรัฐสภาได้มองป์าทั้งป์าดูครับว่า เรามีอุปสรรคอะไรบ้างที่จะไปสู่สนามสีเขียวของประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ ในอนาคต ผมคิดว่า เราต้องเผชิญอยู่ ๒ เนินเขา แล้วก็ ๒ ยอดเขากว่าจะไปเจอสนามประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ ที่มีความอุดมสมบูรณ์ พี่น้องมีความสุข มีแมกไม้นานาพันธุ์ ท่านประธานที่เคารพครับ เนินเขาเนินแรกก็คือวันนี้ละครับ เราจะต้องมีเสียงอย่างน้อย ๓๕๐ เสียงสนับสนุนญัตติ ให้ศาลรัฐธรรมนูญได้ตีความตามที่เนื้อหาในญัตติ เนินที่ ๒ ท่านประธานที่เคารพครับ เรายัง จะต้องรอคำวินิจฉัยครับว่าศาลรัฐธรรมนูญท่านจะรับวินิจฉัยหรือไม่นะครับ ผมก็เชื่อมั่น ในรองศาสตราจารย์ชูศักดิ์ ศิรินิล นะครับ เพราะท่านก็อภิปรายในพรรคว่ามันมีความเห็น ไม่ตรงกัน หรือประเด็นเรื่องอำนาจหน้าที่ขององค์กรซึ่งน่าจะสามารถที่จะส่งศาลรัฐธรรมนูญได้ ซึ่งหวังว่าศาลรัฐธรรมนูญจะรับแล้วก็มีคำวินิจฉัยให้ชัดเจนว่าจะทำประชามติ ๒ หรือ ๓ ครั้ง หลังจากเราข้ามเนิน ๒ เนินแล้วเรามีภูเขาอยู่ ๒ ลูก ท่านประธานที่เคารพครับ ลูกแรกก็คือ การมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ไปตั้ง สสร. แล้วก็ได้ประชามติยอมรับว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ ผ่านประชามติ ซึ่งนั่นก็เปึนความท้าทายที่ค่อนข้างเยอะ ส่วนยอดเขาสุดท้ายที่ผมคิดว่า ยังมีความกังวลอยู่ก็คือเรื่องของการที่จะมี สสร. ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มาแล้วก็นำไปสู่ การทำประชามติแล้วผ่านนะครับ เข้าใจว่าล่าสุดนั้นกฎหมายประชามติที่จะผ่านสภาก็คือ เราใช้เสียงข้างมากไม่ใช่ Double Majority นะครับ ใช้เสียงข้างมากข้างเดียวเพราะเราสภา ยืนยันไป ท่านประธานที่เคารพครับ ทั้งหลายทั้งปวงผมก็ยังอยากกราบเรียนท่านประธาน และเพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติทั้งหลายว่าแม้เราจะผ่าน ๒ เนินแล้ว ๒ ยอดเขา ประชาธิปไตย ก็เปึนสิ่งซึ่งเราต้องเดินหน้าต่อเพื่อแสวงหาครับ มันไม่ได้มาโดยอัตโนมัติ ที่ผมพูดเช่นนั้น เพราะอะไรครับ เรายังต้องเผชิญความท้าทายของการใช้และการตีความรัฐธรรมนูญต่อไปอีก ทำไมผมถึงพูดเช่นนั้นครับ ผมคิดว่าไม่ว่าเราจะมีรัฐธรรมนูญดีเพียงใด คนใช้และคนตีความ จะต้องวินิจฉัยให้สอดคล้องกับหลักนิติธรรมและหลักกฎหมายด้วย ผมขออนุญาตแลกเปลี่ยน กับท่านประธานในขณะที่เปึนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศครับ ได้ไปลงนาม ในคำแถลงการณ์ร่วมซึ่งท่านก็คงเข้าใจดี Joint communique กรมสนธิสัญญาและ กฎหมายบอกว่าไม่ใช่หนังสือสัญญาที่มีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตเพราะมันเปึนกลไก ในการเจรจา กรมสนธิสัญญาและกฎหมายเปึนที่ปรึกษากฎหมายของรัฐที่รู้เรื่องกฎหมาย ระหว่างประเทศดีที่สุดในแผ่นดินนี้นะครับ เห็นว่าไม่ใช่หนังสือสัญญา แต่ท้ายที่สุดมีคน ไปร้องศาลรัฐธรรมนูญ แล้วก็มีคำวินิจฉัยเมื่อวันที่ ๘ กรกฎาคม ๖ หรือ ๘ นี่ผมจำไม่ได้ น่าจะ ๘ กรกฎาคม ๒๕๕๑ ในขณะที่ผมอยู่แคนาดา บทบัญญัติตอนหนึ่งที่ผมอยากจะแลกเปลี่ยนกับท่านประธาน ก็คือว่าศาลบอกว่าแม้ต้องเปลี่ยนแปลงอาณาเขตถึงจะเข้าสู่สภาเพื่อขอความเห็นชอบ ศาลท่านวินิจฉัยว่า แม้คำแถลงการณ์ร่วมไม่มีบทบัญญัติเปลี่ยนแปลงอาณาเขต แต่อาจมี บทบัญญัติเปลี่ยนแปลงอาณาเขต ขีดเส้นใต้คำว่า อาจ ๕๐๐ เส้นครับท่านประธาน เรื่องนี้ เปึนเรื่องที่น่าพิจารณาครับ ผมเอามาอภิปรายในสภานี้โดยความเคารพศาลรัฐธรรมนูญ และเคารพในคำวินิจฉัยของท่าน แต่กรณีนี้เปึนกรณีศึกษาว่าการใช้และการตีความ รัฐธรรมนูญนี้จะต้องบนพื้นฐานของความชัดเจนในหลักนิติธรรมมี Predictibility และ Certainty คือมีความคาดการณ์ได้และความแน่นอนชัดเจน เพราะว่ากฎหมายท้ายที่สุด มันเปึนบรรทัดฐานให้คนปฏิบัติตาม เขาก็ต้องตีความในลักษณะที่เขาเข้าใจ อีกกรณีหนึ่ง ท่านประธานที่เคารพครับ เวลาท่านประธานบอกว่ารัฐมนตรีต้องไม่เปึนลูกจ้างหรือรวมทั้ง ตัวนายกรัฐมนตรี คนทั่วไปก็เข้าใจว่าเปึนลูกจ้างประเภทที่นายจ้างสั่งให้ไปทำโน่นทำนี่ได้ เปึนลูกจ้างตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และเปึนลูกจ้างตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน แต่ท่านประธานคงจำได้ว่าความเปึนนายกรัฐมนตรีของ ฯพณฯ ท่านนายก สมัคร สุนทรเวช ซึ่งผมโชคดีที่มีโอกาสได้ทำงานร่วมกับคณะรัฐมนตรีของท่าน สถานะรัฐมนตรีสิ้นสุดลง เพราะว่าไปทำกับข้าวรายการชิมไปบ่นไม่ได้มีปัญหาเรื่องใส่ซอสมะเขือเทศน้อยไปหรืออะไร แต่มีประเด็นว่าเปึนลูกจ้าง หนึ่งในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญบอกว่าการจะตีความคำว่า ลูกจ้างนั้นจะใช้หลักการของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ไม่พอเพียง จะใช้หลักการ ของกฎหมายคุ้มครองแรงงานก็ไม่พอจะต้องไปดูพจนานุกรมตีความคำว่า ลูกจ้าง ซึ่งรวมถึง คนที่รับทำงานแล้วมีสินจ้างซึ่งมันกว้างมากครับท่านประธานที่เคารพ อันนี้ก็เปึนตัวอย่างหนึ่ง ของหลักกฎหมายที่บอกว่าการตีความกฎหมายที่จำกัดสิทธิกฎหมายที่เปึนข้อยกเว้น ต้องตีความโดยเคร่งครัด ตีความอย่างจำกัดขอบเขตนี่ยังเปึนจริงเสมอครับ หลักนิติธรรม แม้มีรัฐธรรมนูญที่ดีเพียงใดก็ตามหลักนิติธรรมจะต้องถูกปฏิบัติตาม อันนี้ผมก็ฝาก ศาลรัฐธรรมนูญในอนาคตด้วย ท่านมีหน้าที่พิทักษ์รัฐธรรมนูญและวินิจฉัยเนื้อหา ของรัฐธรรมนูญให้สอดคล้องกับหลักนิติธรรม ท้ายที่สุดท่านประธานครับผมก็ไม่ได้อยู่ในสภา หลายป้ แต่ก็อายุมากพอสมควรแล้ว ผมอยากจะฝากท่านประธานผ่านไปยังสมาชิกคนหนุ่มสาว ทั้งหลายหรือคนที่มีพลังทั้งหลายผมเคารพในความเห็นของท่าน เราไม่ได้เรียกท่านเปึนน้อง หรือเราเคารพความเห็นของท่านครับ หลายคนมีความรู้ความสามารถเราก็รับฟังครับ แต่การเมืองของเราพักหลังมันเปึนการเมืองของการกล่าวหาเสียเยอะท่านประธาน การเมืองที่กล่าวหากันเสียเยอะเปึนการเมืองที่เขาเรียกว่าการเมืองที่ Confrontation การเมืองที่เผชิญหน้ามากกว่า Collaboration หรือการเมืองความร่วมมือ เปึนการเมือง ที่เผชิญหน้ามากกว่าการเมืองแห่งการเผชิญปัญหาอย่างมีวุฒิภาวะ ซึ่งเรื่องนี้ผมอยากจะเชื้อเชิญ นักการเมืองทุกพรรค ทุกสี ทุกเหล่า รวมทั้งวุฒิสมาชิก สว. ด้วยครับ ว่าประชาธิปไตย ในบ้านเราถ้าเรายังเล่นการเมืองในลักษณะที่กล่าวหากัน แล้วก็นักการเมืองในลักษณะที่ไม่มี ความเมตตาปรารถนาดีต่อกัน ผมคิดว่าเราแก้ลำบากครับ เรายังมีความท้าทายอยู่มาก ในการที่จะผลักดันเรื่องนี้เพื่อสร้างประชาธิปไตยที่มั่นคงที่ยั่งยืนที่แข็งแรง ผมอยากเชื้อเชิญ ผมคิดว่าวาระแห่งชาติไม่พอ ต้องเปึนฉันทานุมัติใหม่ของประเทศไทยครับ เปลี่ยนการด่าทอ มาเปึนการถักทอความรักความเข้าใจระหว่างกันเพื่อนำประเทศไปข้างหน้าครับ พวกผมที่มี ประสบการณ์อยู่บ้างเราก็จะร่วมมือในส่วนที่เราทำได้แล้วก็อยากจะเชิญท่านสมาชิกรัฐสภา ได้โหวตเห็นด้วยกับญัตติที่ท่านวิสุทธิ์ ไชยณรุณ และสมาชิกพรรคเพื่อไทย รวมทั้งท่าน สว. หมอเปรมศักดิ์ ได้เสนอในวันนี้เพื่อให้ศาลได้พิจารณา ขอบคุณครับท่านประธาน

นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา

ท่านเกชา ศักดิ์สมบูรณ์ เชิญครับ

นายเกชา ศักดิ์สมบูรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม เกชา ศักดิ์สมบูรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ในวันนี้นะครับผมขออภิปรายแบบญัตติด่วน เรื่อง ขอให้รัฐสภามีมติขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจ ของรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๒๑๐ วรรคหนึ่ง (๒) ซึ่งประเด็น เกี่ยวกับเรื่องรัฐสภาจะพิจารณาและลงมติร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมที่มีบทบัญญัติให้จัดทำ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยยังไม่มีผลการออกเสียงประชามติว่าประชาชนประสงค์จะให้มี รัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ อย่างไร ในประเด็นนี้นะครับ โดยส่วนตัวผมก็เห็นด้วยในการที่จะส่ง ให้ศาลรัฐธธรรมนูญได้รับไปพิจารณาเพื่อความสบายใจของหลาย ๆ ฝ์ายที่ร่วมประชุมด้วยกัน ในวันนี้ ถึงแม้ว่าจะมีบางท่านที่อาจจะมองว่าสามารถทำได้เลยแต่บางท่านก็อาจจะเกรงกลัว ว่าจะเกิดปัญหาเรื่องการที่ไม่ถูกไม่ชอบด้วยกฎหมายในภายหลังนะครับ แต่ในความที่ผม ให้ความร่วมมือในการที่จะส่งศาลรัฐธรรมนูญในครั้งนี้นั้น ในประเด็นเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญนั้น โดยส่วนตัวผมก็ไม่มีประเด็นที่จะต้องดำเนินการแก้ไขแต่อย่างใด เพียงแต่ว่าถ้าหลาย ๆ ส่วน หลาย ๆ พรรคที่มีความประสงค์จะแก้รัฐธรรมนูญโดยในประเด็นใดบ้างที่เปึนประเด็นที่สมควร ในประเด็นที่มีปัญหาหรือมีข้อบกพร่องบ้างก็แล้วแต่ อันนี้ผมก็ยินดีที่จะให้ความเห็นร่วมมือ ร่วมแรงกันได้นะครับ การแก้รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๖๐ นั้นได้เกิดขึ้นมาแล้ว เมื่อป้ ๒๕๖๔ โดยมี การแก้ไขจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขต ๓๕๐ เขต และบัญชีรายชื่อ ๑๕๐ ท่าน รวม ๕๐๐ ท่านในครั้งนั้น เปลี่ยนเปึน ๔๐๐ เขต แล้วก็มี สส. แบบบัญชีรายชื่ออีก ๑๐๐ ท่าน เปึน ๕๐๐ ท่านก็เคยทำมาแล้ว ก็ไม่เห็นต้องมีข้อขัดแย้ง ไม่ต้องมีส่งศาล ไม่ต้องมีมติ แต่อย่างใด ถึงแม้ว่าอาจจะเปึนข้อบกพร่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ในรัฐธรรมนูญฉบับเดิมนั้น ถ้าเรา จะแก้ไขเลยโดยใช้รัฐสภาแห่งนี้ในการดำเนินการแก้ไข ผมก็เชื่อว่าถ้าจะแก้โดยรายมาตรา หรือแก้ในส่วนที่เปึนข้อบกพร่อง ผมก็เชื่อว่ารัฐสภาแห่งนี้โดยเฉพาะหลาย ๆ ท่านที่เปึนห่วง เกี่ยวกับเรื่องสมาชิกวุฒิสภา ๖๗ ท่านนั้นจะให้ความเห็นชอบด้วยหรือไม่ซึ่งต้องเปึนคะแนนขั้นต่ำ ผมเปึนผู้หนึ่งที่เคยเปึนอดีตสมาชิกวุฒิสภามา ผมก็เชื่อว่าวุฒิสภาที่เปึนสภาผู้ใหญ่นั้นก็ไม่ได้ ขัดข้องหรือจะไม่เห็นกับฝ์ายผู้แทนแต่อย่างใด เพียงแต่ว่าในการแก้ไขนั้นต้องเปึนสิ่งที่ หลาย ๆ ฝ์ายเห็นชอบแล้วก็ประชาชนนั้นได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง ประเด็นในการแก้ไขนั้น ผมก็ยังไม่เห็นมีใครได้พูดว่าจะแก้อะไรบ้าง แล้วก็แก้อย่างไร แก้แค่ไหน จะมีแค่ตั้ง สสร. หรือเปล่า แตะต้องหมวด ๑ หมวด ๒ หรือไม่ ยังไม่มีหลักประกันในรัฐสภาแห่งนี้เลยว่าถ้าเราได้ เห็นชอบตรงนี้ไปแล้วจะทำอะไรได้แค่ไหนนะครับ ซึ่งประเด็นนี้เปึนประเด็นสำคัญเกี่ยวกับเรื่อง มาตรา ๑๑๒ ด้วย ในการแก้ตั้งโดย สสร. นั้นเราก็จะดูว่าเราไม่รู้ใครจะเปึน สสร. บ้าง จะทำ ได้แค่ไหน ขอบเขตมีอย่างไร อันนี้หลายท่านก็ยังไม่มีคำตอบแล้วยังไม่มีใครได้ชูประเด็นนี้ขึ้นมา ผมมองครับว่าระหว่างนี้ถ้าเราจะแก้ไขปัญหาเรื่องเศรษฐกิจ เรื่องราคาพืชผลเกษตรตกต่ำ เรื่องแก๊ง Call Center เรื่องความยากจนของพี่น้องราษฎร ซึ่งขณะนี้รัฐบาลเขาจะแจกเงิน เฟสที่ ๓ แล้ว หลายท่านก็ฝากมาว่าเฟสที่ ๔ ยังไม่มาเลยนะครับก็รออยู่ ผมไม่ได้มองเรื่องว่า จีดีพีจะขึ้นเท่าไร จะขึ้น ๐.๑ ๐.๓ หรือ ๐.๕ ตามที่หลาย ๆ ท่านได้กล่าวมา แต่ผมว่าขณะนี้ ประชาชนยากไร้ ขาดเงินทองจับจ่ายใช้สอย ประเด็นนี้เปึนเรื่องสำคัญนะครับ ก็ฝากทางรัฐบาล ไปด้วยเกี่ยวกับเรื่องเฟสที่ ๔ ด้วยนะครับ วันนี้ผมก็เห็นด้วยนะครับในการที่จะส่งศาลรัฐธรรมนูญ ได้วินิจฉัยในประเด็นดังกล่าวครับ ขอบคุณมากครับ

นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา

ท่านต่อไปเชิญท่านอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ครับ

นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 🔗

กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ กระผม นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดราชบุรี พรรครวมไทยสร้างชาติ ท่านประธานครับ ผมขออนุญาต ได้อภิปรายในประเด็นการยื่นญัตติขอให้ทางรัฐสภาเราได้มีมติในการส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญ ได้วินิจฉัยในการพิจารณาแก้รัฐธรรมนูญ ท่านประธานรัฐสภาเองวันนี้ได้มีการนัดประชุม ให้ทั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาได้มาหารือกันในประเด็นนี้ ก็อยากจะเรียน กับท่านประธานว่าในประเด็นของการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นในส่วนของพรรครวมไทยสร้างชาติเอง เรามีจุดยืนที่ชัดเจนครับว่าเราไม่ต้องการให้แตะหมวด ๑ แล้วก็หมวด ๒ ของรัฐธรรมนูญ แล้วก็ที่สำคัญก็คือในเรื่องของการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันซึ่งพรรครวมไทยสร้างชาติ เรามีจุดยืนที่ชัดเจนที่ไม่ต้องการให้มีการแก้ไข ทีนี้ถ้ามีการตั้ง สสร. ขึ้นมา หรือร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ขึ้นมาอย่างที่ท่านเกชา ศักดิ์สมบูรณ์ ได้อภิปรายไปก็ไม่มีหลักประกันอะไรว่าจะไม่มีการ ไปแตะหมวด ๑ หมวด ๒ อันนี้ก็เปึนประเด็นที่ยังสงสัยอยู่ว่าถ้ามีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่โดยการ ตั้ง สสร. นั้นเราจะดำเนินการในรูปแบบไหนอันนี้คือข้อห่วงใยนะครับ ในส่วนของที่เราสนับสนุน ให้มีการส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยในการแก้รัฐธรรมนูญนั้นว่าจะต้องมีการทำประชามติ กี่ครั้งนะครับ เดิมทีผมเองเปึนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในสมัยที่แล้วได้มีการยื่น ให้ศาลรัฐธรรมนูญได้มีการตีความโดยสมาชิกวุฒิสภาท่านหนึ่งมีความเห็นว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในการเพิ่มหมวด ๑๕/๑ มันไม่ใช่เปึนการแก้รัฐธรรมนูญ เปึนการร่างหรือยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ อันนี้เปึนปัญหาที่จะต้องส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยครับว่าสภาสามารถดำเนินการได้ไหม เพราะว่าในกฎหมาย มาตรา ๒๕๖ (๘) ก่อนที่จะมีการทูลเกล้าฯ ถ้ามีการแก้ไขในหมวด ๑ หมวด ๒ หรือเกี่ยวกับหมวด ๑๕ ก็จะต้องมีการทำประชามติก่อนที่จะนำความขึ้นทูลเกล้าฯ ตามมาตรา ๒๕๖ (๗) แต่ว่าตรงนี้สมาชิกวุฒิสภาท่านนั้นได้ยื่นศาลรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญ ก็ได้วินิจฉัยว่าการที่ไปเพิ่มหมวด ๑๕/๑ นี้ไม่ใช่เปึนการแก้รัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๕๖ แต่เปึนการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ จะต้องไปถามพี่น้องประชาชนก่อนโดยการทำประชามติ ซึ่งเปึนเจ้าของอำนาจในการที่จะร่างรัฐธรรมนูญใหม่ได้หรือไม่ อันนี้จึงเปึนที่มาว่าในรัฐสภา สมัยนั้นไม่สามารถแก้รัฐธรรมนูญได้ทันเพราะว่าต้องทำประชามติครับ กลับมาครั้งนี้ก็มี เพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหลายท่านมีการยื่นในการที่จะตั้ง สสร. ก็อยากจะให้มันเร็ว แล้วก็มีความหวังดีว่าอยากจะให้ประหยัดงบประมาณเพราะว่าการทำประชามติครั้งหนึ่งก็ใช้ งบประมาณถึง ๔,๐๐๐ ล้านบาท ก็มีความเปึนห่วงก็อยากจะลดขั้นตอนไม่ต้องทำตามคำสั่ง ศาลรัฐธรรมนูญ หรืออาจจะไปตีความที่มันแตกต่างออกไปนะครับ ซึ่งโดยข้อเท็จจริงแล้ว ผมอยากจะเรียนกับท่านประธานว่าโดยข้อเท็จจริงแล้วเราเองไม่จำเปึนเลยครับที่จะต้องไปส่ง ศาลรัฐธรรมนูญตีความ เพราะว่าศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยมาอยู่แล้วว่าก่อนที่จะดำเนินการ แก้ไขเพิ่มหมวด ๑๕/๑ ต้องถามพี่น้องประชาชนก่อน คือทำประชามติก่อน นี่คือรอบที่ ๑ เมื่อมีการผ่านแล้วเรารับหลักการ ถ้ามีการแก้ไขมาตรา ๒๕๖ เราก็ต้องไปดำเนินการ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๖ เมื่อมีการแก้ไขเพิ่มหมวด ๑๕/๑ เราก็ต้องไปดำเนินการ ทำประชามติอีกครั้งตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๖ (๘) นี่ก็ครั้งที่ ๒ ครั้งที่ ๓ ก็คือ เมื่อ สสร. ยกร่างเสร็จก็ต้องถามว่าเห็นชอบกับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไหม ตามที่เราได้มีการร่างรัฐธรรมนูญ มา ๒ ครั้ง ก็คือป้ ๒๕๕๐ กับป้ ๒๕๖๐ นะครับ ก็ทำเปึน ๓ ครั้ง จริง ๆ เราเองก็เห็นด้วย การกับการที่จะต้องทำประชามติถึง ๓ ครั้ง เพราะว่าครั้งแรกทำตามคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ ครั้งที่ ๒ และครั้งที่ ๓ นั้นทำตามรัฐธรรมนูญที่กำหนดไว้ ทีนี้เมื่อสมาชิกมีความเปึนห่วงเรื่องเวลา มีความเปึนห่วงเรื่องงบประมาณก็อาจจะมีข้อสงสัยว่าสามารถที่จะทำได้เลยไหม ก็เลยบรรจุ เข้ามา จริง ๆ เพื่อนสมาชิกหลายท่านเมื่อการบรรจุวาระงวดนี้แล้วมีเพื่อนสมาชิกหลายท่าน เรียนท่านประธานเลยครับไม่กล้าเข้าประชุมนะครับ บางท่านไม่กล้าแม้กระทั่งลงชื่อมาประชุม บางท่านลงชื่อมาประชุมก็ไม่กล้าแสดงตนด้วยซ้ำ เพราะกลัวโดนไปยื่นร้องที่ศาลรัฐธรรมนูญว่า ทำขัดคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ เพราะศาลรัฐธรรมนูญมีวินิจฉัยแล้วต้องผูกพันทุกองค์กร แต่วันนี้ท่านประธานเอาญัตตินี้มาให้สมาชิกได้พิจารณาเพื่อส่งให้ศาลได้วินิจฉัยเพื่อให้สิ้น กระแสความ เพื่อให้สิ้นข้อสงสัยก็เปึนการดีครับไม่ติดขัดอะไร แต่จริง ๆ แล้วผมเอง ก็อยากจะเรียนกับท่านประธานด้วยความเห็นของผมโดยสุจริตเราต้องทำประชามติก่อนตาม คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อประชามติผ่านแล้วค่อยมาเข้ากระบวนการในการแก้ไข หมวด ๑๕/๑ โดยการตั้ง สสร. อันนี้ก็คือความเห็นของเรา แต่ไม่เปึนไรครับถ้าเพื่อนสมาชิก มีความเห็นว่าควรจะส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเพื่อให้สิ้นข้อสงสัย ทางพรรครวมไทยสร้างชาติ เราก็ไม่ได้ติดใจอะไร เราก็ได้มีมติที่จะเห็นชอบในญัตตินี้ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยว่า ก่อนที่จะมีการแก้ไขดังกล่าวนั้นต้องไปทำประชามติหรือไม่ อย่างไร แล้วทำได้หรือเปล่า ก็ขออนุญาตได้อภิปรายให้เพื่อนสมาชิกและท่านประธานรัฐสภาได้รับทราบในเหตุผลครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ

นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านนายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว ครับ

นายชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 🔗

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดน่าน พรรคเพื่อไทย ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ขอบพระคุณท่านประธานที่อนุญาตให้ผมได้มีส่วนร่วมในการอภิปรายในญัตติ ที่เพื่อนสมาชิกเสนอทั้ง ๒ ญัตตินะครับ ให้วินิจฉัยเรื่องหน้าที่และอำนาจของรัฐสภาเรา ว่ามีหน้าที่และอำนาจในการที่จะพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมที่เพิ่มหมวดการจัดทำ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้หรือไม่ ท่านประธานครับ ผมเองสนับสนุนญัตตินี้ขอให้สภามีมติส่งไป ที่ศาลรัฐธรรมนูญ ด้วยเหตุผลสำคัญอยู่หลายประการครับ ท่านประธานครับ

ประการแรกสุดที่เปึนเหตุผลสำคัญที่ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธาน ผ่านไปยังท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติในรัฐสภาแห่งนี้ ถ้าเรามีความประสงค์ที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ ให้สำเร็จ วิธีการนี้คือวิธีการที่จะเข้าสู่เปัาหมาย เพราะอะไรครับ สภาผู้แทนราษฎรหรือรัฐสภา สมัยประชุมที่ ๒๕ สมัยที่ ๒๕ ที่ผ่านมา เราเคยมีความพยายามมากในการจะแก้ไขเพิ่มเติม รัฐธรรมนูญ เพื่อนสมาชิกได้พูดไปแล้วนะครับ แก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๖ เพิ่มหมวด ๑๕/๑ จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ด้วย ผ่านวาระที่สองจนถึงวาระที่สาม นั่นเราก็ทำมาแล้วสุดท้าย ก็ถูกตีความตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญของเสียงข้างมากในสภาแห่งนี้นะครับ โหวตคว่ำ ในวาระที่สามไป อันนี้คือสิ่งที่เกิดขึ้นมาในอดีต เราพยายามมาตลอด ยื่นเปึนรายมาตราเราก็ทำ แต่ไม่เคยผ่านครับ มีผ่านอยู่กรณีเดียวเรื่องบัตรเลือกตั้ง นอกนั้นไม่เคยผ่านครับท่านประธาน เราต้องยอมรับครับว่าระบบรัฐสภาเราเปึนระบบเสียงข้างมากเราเคารพเสียงข้างมากครับ เราเปึนเสียงข้างน้อยเราเองก็มีสิทธิที่จะตรวจสอบทักท้วงครับ เสียงข้างมากเปึนไปอย่างไร เราต้องเคารพครับ เช่นกันในสมัยนี้เสียงข้างมากจะมีข้อวินิจฉัย มีดุลยพินิจอย่างไรเราก็ต้องเคารพ ซึ่งเหตุการณ์ต่างจากสมัยที่ ๒๕ แน่นอน ท่านประธานครับ เมื่อเราต้องการทำให้สำเร็จ ถ้าเรายังไม่ดำเนินการให้ทุกฝ์ายได้มีความเห็นร่วมที่ตรงกันตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๖ ไม่มีทางแก้รัฐธรรมนูญได้ครับ เพราะกลไกที่เขียนในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๖ เปึนกลไกที่ทำให้แก้รัฐธรรมนูญไม่ได้เลย อย่าว่าแต่ทำฉบับใหม่แก้ไม่ได้เลย เพราะฉะนั้น ความจำเปึนอย่างยิ่งที่เราต้องหาสิ่งที่ทุกคนมีความเห็นร่วมกันต้องดำเนินการโดยเฉพาะ เรื่องของข้อกฎหมาย ข้อกังวลของเพื่อนสมาชิกที่เขามีความเห็นไปอีกมุมหนึ่ง โดยเฉพาะ การใช้หน้าที่และอำนาจของเราเองในการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยไม่ทำประชามติก่อนตามคำวินิจฉัย รัฐธรรมนูญที่เขาตีความอย่างนั้น เพราะฉะนั้นอันนี้เปึนเหตุผลแรกเลยครับ ถ้าเราต้องการ ที่จะต้องทำให้สำเร็จเราต้องส่งให้ศาลวินิจฉัย ท่านประธานที่เคารพครับ หลายท่านเปึนห่วงกังวล ว่าศาลจะไม่รับหรือรับ ไม่รับ ผมกราบเรียนท่านประธานครับ ผมถามท่านประธานว่าขณะนี้ มันมีปัญหาไหม มันมีปัญหาในหน้าที่และอำนาจของเราหรือไม่ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพิ่มเติม ต้องตอบว่ามีครับ สมาชิกเมื่อสักครู่ก็พูดว่าเขาไม่เห็นด้วยกับการทำ ๒ ครั้ง เขาเห็นด้วย ต้องทำ ๓ ครั้ง เพราะฉะนั้นเขาเลยบอกว่าไม่มีหน้าที่และอำนาจ ถ้าไม่ทำถ้าไม่ทำประชามติมาก่อน แต่ผมเองพรรคเพื่อไทยที่ยื่นญัตติที่นำโดยท่านวิสุทธิ์ ไชยณรุณ นี่นะครับ แก้ไขเพิ่มเติม รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๖ เพิ่มเติมหมวด ๑๕/๑ เราเห็นว่าเรามีหน้าที่และอำนาจครับ และสามารถทำประชามติแค่ ๒ ครั้งตามเพื่อนสมาชิกส่วนใหญ่ที่เห็นเหมือนเรา แต่มีเพื่อนสมาชิก ส่วนหนึ่งเขาไม่เห็นอย่างนั้น นี่ปัญหาเกิดขึ้นครับ ถ้าปัญหาเกิดขึ้นอย่างนี้ต่อให้สมัยประชุมนี้ หรือสมัยประชุมต่อไป หรือสภาชุดนี้นะครับ ชุดที่ ๒๖ ไปถึงป้ ๒๕๗๐ ก็แก้รัฐธรรมนูญไม่ได้ ท่านประธานครับ ไม่มีทางครับ แล้วเราจะดำเนินการไปทำไม ถ้าพรรคเพื่อไทยเอง ถ้าผมเอง ไม่เห็น แต่โอกาสความสำเร็จ ไม่หาความร่วมมือแล้ว เราเข้าสู่การพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติมตกครับ ตั้งแต่วาระแรกครับ ยื่นใหม่ก็ตกใหม่ ยื่นใหม่ก็ตกใหม่ เพราะเจตจำนง ของเพื่อนสมาชิกส่วนหนึ่งเขาไม่ต้องการแก้ ถ้าเขายังไม่มีความมั่นใจว่าสถานะ สภาพเขา ขณะนี้เขาเปึนสมาชิกอยู่ครับ ถ้าเกิดเขายื่นแก้ เขาถูกฟัองแล้วสมาชิกภาพเขาสิ้นสุดไป ใครรับผิดชอบ ท่านประธานครับ เราต้องมาแสวงหาความร่วมมือร่วมกัน ท่านประธานครับ เราเองต้องเคารพความเชื่อของสมาชิกแห่งนี้ที่เขามีความเห็นต่างเรา เราประณามเขาไม่ได้ครับ และวิธีการพิจารณาคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญเองมันเปึนสิ่งที่ทุกคนก็มีสิทธิที่จะตีความ เนื่องจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเองเปึนลายลักษณ์อักษรที่เขียนทำให้คนที่มีลักษณะ ต้องการตีความที่จะปกปัองศาลรัฐธรรมนูญต้องตีความไปอย่างนั้นจริง ๆ ผมไม่เถียงเขาเลย ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตนิดเดียวครับ ศาลรัฐธรรมนูญเขียนว่าการจัดทำรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ด้วยวิธีการร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมให้มีหมวด ๑๕/๑ ว่าด้วยการจัดรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ สังเกตครับ เขียนอย่างนี้ทำให้เข้าใจได้ว่าการเริ่มแก้รัฐธรรมนูญ เติมหมวด ๑๕/๑ เปึนการเริ่มทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพราะฉะนั้นคำว่าก่อนทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก็เลยบอก ก่อนยื่นร่างแก้ไข แต่ผมเองไม่ได้ตีความอย่างนั้นครับ เพราะอะไรครับ เพราะผมเปึนสมาชิก รัฐสภา ผมไม่ได้ตีความส่วนบุคคล ผมเอาคำของท่านประธานวันนอร์มาใช้เลยครับ ผมเปึน สมาชิกรัฐสภา ผมตีความว่าหากรัฐสภาต้องการครับ มันจึงเปึนจุดเริ่มที่จะทำรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ อะไรคือรัฐสภาต้องการ ก็คือการที่สภามีมติให้แก้ไขเพิ่มเติมในวาระที่สามนั่นละครับ นั่นคือรัฐสภาต้องการ ครบองค์ประกอบ เริ่มนับหนึ่งใหม่ได้เลย และที่สำคัญครับ การแก้ไข รัฐธรรมนูญเองต้องทำประชามติอยู่แล้วตาม (๘) ครับ ตาม (๘) มันก็เลยเปึนเหตุให้ สามารถถามประชามติ ๒ คำถามไปพร้อมกันได้เลย เห็นด้วยกับการแก้ไขเพิ่มเติม เห็นด้วย กับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ท่านประธานครับ อันนี้คือสิ่งที่เราเห็น แต่เราจะเอา ความเห็นของเราเองบอกว่าตรงนี้ถูกมันไม่ได้ครับท่านประธาน เมื่อมีความเห็นต่าง คนที่มี อำนาจตัดสินความเห็นต่างตรงนี้ต้องทำหน้าที่ครับ จริง ๆ เราไม่อยากให้เขาทำหรอกครับ แต่มันจำเปึนเพื่อจะได้แก้ไขรัฐธรรมนูญที่เราต้องการให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ ท่านประธานที่เคารพครับ รัฐสภาเราพยายามทำหน้าที่อย่างเต็มที่ เราเองมุ่งหวังจะให้ได้ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่จริง ๆ เราเองกลับถูกกล่าวหาจากเพื่อนสมาชิกว่ายื้อ เตะถ่วง ไม่ต้องการแก้จริง ท่านประธานครับ ผมกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพว่าถ้าเราดื้อ ส่งร่างรัฐธรรมนูญสู่การพิจารณาในวาระที่หนึ่งตกด้วยเสียงสมาชิกแค่ ๖๗ เสียงก็ไม่ได้แล้ว ตกครับ ท่านต้องรอยืนใหม่ในสมัยประชุมต่อไป กับการที่เราทำโดยละมุนละม่อม ให้ศาล เขาวินิจฉัย ถ้าผลการวินิจฉัยเปึนประโยชน์ครับ เราก็เริ่มทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จบในป้ได้ อะไรจะเสียเวลากว่ากัน อะไรจะยื้อกว่ากันครับ การที่ยื่นแล้วใช้สภาแห่งนี้มาพูดบอกว่า เพื่อประชาชน เพื่อประชาชน เพื่อประชาชน ได้ครับ ได้กระแส ได้คะแนนครับ แต่ไม่ได้ รัฐธรรมนูญครับ เราจะเอาอะไรครับท่านประธานครับ ความเห็นผม ถ้าเราต้องการรัฐธรรมนูญ เราต้องเอารัฐธรรมนูญครับ ผมยอมรับครับว่าการเมืองยุคนี้เปึนการเมืองกระแสครับ แต่การสร้างกระแสที่ไม่จริงมันเปึนการทำร้ายพี่น้องประชาชนโดยที่เขาไม่รู้ตัวครับ ทางเศรษฐศาสตร์บอกทฤษฎีต้มกบครับ แต่ทางการเมือง ทางรัฐธรรมนูญนี่ผมไม่รู้ว่า ต้มอะไรนะครับ แต่ต้มประชาชนแน่นอน ท่านประธานที่เคารพ นี่คือสิ่งที่เราจำเปึนที่เราจะต้องช่วยกันหาความร่วมมือเพราะมาตรา ๒๕๖ เขาบอกว่าถ้าทุกฝ์ายเห็นชอบจึงจะแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ ขอร้องกราบเรียนท่านประธาน ด้วยความเคารพครับ เราลดทิฐิครับเราหันหน้าเข้าหากันมาช่วยกันส่งให้ศาลไป แม้ศาลจะรับ หรือไม่รับอย่างไรเราก็มีข้อวินิจฉัยของสมาชิกเราที่จะมีส่วนร่วมในการแก้รัฐธรรมนูญ ลดข้อกังวล ลดความเดือดร้อนของเพื่อนสมาชิกที่เขาเปึนกังวลในการทำหน้าที่ สภาแห่งนี้ทุกคนมาจาก ประชาชนครับ แต่ทำอย่างไรคำว่าประชาชนตรงนี้มันจะเปึนประชาชนที่แท้จริง กราบเรียน ประธานด้วยความเคารพ ผมเห็นด้วยกับการที่พวกเราจะลงมติส่งให้ศาลวินิจฉัยเรื่องหน้าที่ และอำนาจของรัฐสภาของเราในเรื่องนี้ครับ กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ

นายชุติพงศ์ พิภพภิญโญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตนิดเดียวหารือเรื่องเวลาครับ

นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา

เชิญครับ

นายชุติพงศ์ พิภพภิญโญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

เรียนท่านประธานครับ ผม ชุติพงศ์ พิภพภิญโญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดระยอง พรรคประชาชน สมาชิกรัฐสภา ในฐานะวิปฝ์ายค้าน ขออนุญาตแจ้งเรื่องเงื่อนไขเวลาที่มีการจัดสรรแบ่งกันไว้ฟากละ ๒ ชั่วโมงนะครับ ณ ขณะนี้ทางสมาชิกวุฒิสภาที่ขอไว้ ๒ ชั่วโมงใช้ไป ๔๘ นาที ๔๙ วินาที เหลืออยู่ ๑ ชั่วโมง ๑๑ นาที ๑๑ วินาที พรรครัฐบาลขอไว้ ๒ ชั่วโมง ใช้ไปแล้วเมื่อสักครู่ เหลือเวลาอยู่ ๑๗ นาที ๓๗ วินาที ทางคุณหมอชลน่านใช้ไปราว ๆ ๑๐ นาทีนิด ๆ ก็จะ เหลืออยู่ ๗ นาที ๓๗ วินาที พรรคร่วมฝ์ายค้าน ๒ ชั่วโมงที่ขอไว้ครับ ตอนนี้ใช้ไปแล้ว ๑ ชั่วโมง ๓๑ นาที ๕๕ วินาที เหลืออยู่ ๒๘.๐๕ วินาที ท่านประธานเหลืออยู่ประมาณ ๑๒ นาที ๑๙ วินาที ซึ่งก็ต้องเรียนว่ารายชื่อของผู้ที่ลงชื่อในการอภิปรายไว้ผมเห็นมีทางท่านอาจารย์ ชูศักดิ์ ศิรินิล อีก ๑ ท่านขอไว้ ๑๐ นาที ซึ่งก็อาจจะเกินแต่ว่าทางเราไม่ได้ติดใจอะไร เพราะว่าเปึนวาระสำคัญ แล้วเราก็อยากจะให้ได้พูดอย่างเต็มที่นี่ยังไม่รวมถึงเวลาของผู้ที่ จะต้องสรุปญัตติอีกว่าจะสรุปอีกกี่นาที แต่ก็ไม่เปึนไรเหมือนกันครับ ส่วนทางพรรคฝ์ายค้าน ของเราที่เหลืออยู่ ๒๘ นาที ก็จะเปึนของทางท่านผู้นำฝ์ายค้าน ท่านณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ซึ่งเราขอไว้ทั้งหมด ๒ ชั่วโมง เราใช้ ๒ ชั่วโมงอย่างคุ้มค่าเต็มเวลาตามเวลา ไม่ต้องห่วงเราขอ เท่าไรใช้เท่านั้น เราขอ ๓๐ ชั่วโมง เราก็ใช้ ๓๐ ชั่วโมง ก็เลยเรียนท่านประธานให้ทราบครับ ขอบคุณครับ

นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา

ท่านต่อไปเชิญท่านอาจารย์ ชูศักดิ์ ศิรินิล ครับ

รองศาสตราจารย์ชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี 🔗

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ กระผม ชูศักดิ์ ศิรินิล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมขออนุญาตที่จะร่วมอภิปราย ชี้แจงพอสมควร เพราะว่าจริง ๆ เริ่มต้นก็ไม่อยากจะอภิปรายอะไร เพราะว่ามีเพื่อนสมาชิก ลงชื่อกันมาก แต่รู้สึกวันนี้ชื่อของกระผมก็ถูกเอ่ยถึงรู้สึกจะเต็มไปหมดนะครับ ก็ไม่ได้เสียหาย อะไรแต่ก็คิดว่าถ้าจะชี้แจงทำความเข้าใจกันบ้างเปึนการเบื้องต้นก็จะเปึนการทำความเข้าใจ กันอย่างถ่องแท้ถึงปัญหาที่เกิดขึ้นว่ามันมีสาเหตุมาจากอะไร ท่านประธานที่เคารพครับ ก่อน อื่นกระผมอยากจะกราบเรียนว่าพรรคเพื่อไทยและตัวกระผมนั้นมีความตั้งใจแน่วแน่ที่จะ แก้ไขรัฐธรรมนูญให้เปึนประชาธิปไตย ต้องการจะให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ประชาชนมีส่วน ร่วมในการยกร่าง เพราะว่าบทเรียนจากป้ ๒๕๔๐ ที่เรามีรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนก็เห็นได้ ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนั้นเปึนรัฐธรรมนูญที่เปึนประชาธิปไตย เราใช้มาเปึนเวลาช้านานแล้วก็ เปึนประโยชน์สร้างการมีส่วนร่วมของพี่น้องประชาชน ทำให้การตรวจสอบอำนาจรัฐเกิดขึ้น เปึนครั้งแรกตามรัฐธรรมนูญฉบับนั้น ท่านประธานที่เคารพครับ แต่กระผมก็ต้องกราบเรียนว่า นับตั้งแต่มีการยึดอำนาจการปกครองประเทศ ประเทศเราติดหล่มความขัดแย้งอยู่มาช้านาน พอสมควร แล้วเราจะมีรัฐธรรมนูญที่เกิดจากการยึดอำนาจการรัฐประหารมาหลายครั้ง ตัวกระผมนี้เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ มาหลายครั้ง ป้ ๒๕๕๕ กระผมเปึนผู้นำในการเสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมเพื่อนำไปสู่การจัดทำ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ มันนานมาแล้วครับท่านประธาน ขณะนั้นใช้รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ ซึ่งก็เกิดขึ้นจากการรัฐประหาร ร่างมาจากการแต่งตั้งโดยคณะรัฐประหาร ผมเองก็ต้องการ จะให้มีรัฐธรรมนูญเปึนประชาธิปไตยก็ใช้วิธีการแบบนี้ละครับเสนอแก้ไขขณะนั้นเปึน มาตรา ๒๙๑ เพื่อตั้ง สสร. ก็เรียนเพื่อนสมาชิกด้วยความเคารพว่าความขัดแย้งที่มันเกิดขึ้น ส่วนใหญ่ก็คือมีการสมัยนี้เขาเรียกว่านิติสงคราม ก็เอาญัตติเอาสิ่งที่เราทำตามอำนาจหน้าที่ ในกระบวนการนิติบัญญัติทั้งหลายเอาไปร้องกัน ที่กระผมทำในป้นั้นท้ายสุดก็มีสมาชิก วุฒิสภา มีฝ์ายค้านบางส่วนไปเข้าชื่อร้องกันว่ากระผมและคณะล้มล้างการปกครองประเทศ ล้มล้างอย่างไรก็คือการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยที่ไม่มีบทบัญญัตินี้ให้ทำได้ถือเปึนการ ทำผิดรัฐธรรมนูญล้มล้างการปกครอง ผมเองจำได้ผมไปเปึนทนายเอง ซักค้านเอง อะไรเอง ในศาลรัฐธรรมนูญ ซักไปซักมาจนท้ายสุดตุลาการบางท่านต้องขอถอนตัวจากองค์คณะ ก็ดีครับเขาวินิจฉัยว่าการกระทำเช่นนี้เปึนการใช้อำนาจนิติบัญญัติยังไม่ถึงขั้นว่าเปึนการล้มล้าง การปกครองประเทศ ที่ผมเอาเรื่องนี้มาพิจารณาเอามาเสนอต่อที่ประชุมแห่งนี้ ผมเพียง ตั้งข้อสังเกตว่าเราใช้อำนาจนิติบัญญัติ ภาษาอังกฤษมีคำว่า Supremacy Of Parliament Parliament หรือรัฐสภานั้นมีอำนาจสูงสุดแต่พวกเรากันเองก็ชอบที่จะเอาอำนาจสูงสุดนั้น ไปทำปูัยี่ปูัยำ ไปใช้เปึนนิติสงครามร้องกันไปร้องกันมา ผลจากคำวินิจฉัยนั้นก็ผ่านไปครับ มารัฐธรรมนูญฉบับนี้เพื่อนสมาชิกหลายท่านก็บอกไปแล้วเราก็ทำกระบวนการในการจัดทำ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ท้ายที่สุดก็มีการไปยื่นคำร้องเมื่อป้ ๒๕๖๓ ท้ายที่สุดมีคำวินิจฉัย ป้ ๒๕๖๔ ผลจากการวินิจฉัย ป้ ๒๕๖๔ ทำให้รัฐสภาในขณะนั้นไม่สามารถแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๖ ที่ว่านี้ได้สำเร็จ แล้วท้ายที่สุดสมาชิกส่วนหนึ่งเดินออกจากห้องประชุม ส่วนหนึ่งไม่โหวต ส่วนหนึ่งไม่เปึนองค์ประชุม การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จึงไม่ประสบความสำเร็จเสียงไม่ถึง ๑ ใน ๓ เสียงไม่เกินกึ่งหนึ่ง ท้ายที่สุดก็ต้องพับไปครับ แต่ว่าผลพวงจากการกระทำเช่นนี้ มีคำวินิจฉัย ป้ ๒๕๖๔ เกิดขึ้น คำวินิจฉัย ป้ ๒๕๖๔ ถ้าท่านไปอ่านโดยสรุปตอนท้าย มันฟังได้ จริง ๆ ว่าทำประชามติเพียง ๒ ครั้ง กล่าวคือเมื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๖๐ เกิดขึ้นจากประชามติ เพราะฉะนั้นถ้าคุณจะทำฉบับใหม่ก็ต้องถามประชาชนเสียก่อนว่า ประสงค์จะให้ทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ และเมื่อถามประชาชนแล้วไปยกร่างมาแล้ว มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เกิดขึ้นก็ต้องถามประชาชนอีกครั้งหนึ่งว่าประสงค์จะให้มีรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่หรือไม่ ถ้าอ่านโดยสรุปแค่นี้ ๒ ครั้ง แล้วผมก็เชื่อว่าผมก็คิดว่าทำแค่ ๒ ครั้งก็พอ แต่ถ้าท่านไปอ่านตอนต้น ๆ เมื่อสักครู่คุณหมอชลน่านขอประทานโทษเอ่ยชื่อได้กล่าวอ้างมาแล้ว การทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มันไม่มีวิธีการทำอย่างอื่นเลย เพราะไม่มีรัฐธรรมนูญฉบับไหน ที่จะเขียนวิธีการทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไว้ในรัฐธรรมนูญของตน เขาก็บอกเปึนภาษาง่าย ๆ ว่าถ้าคุณเขียนไว้เช่นนั้น มีวิธีการทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แสดงว่าคุณร่างมาใช้ไม่ได้ ส่วนใหญ่ เขาก็จะให้ใช้วิธีแก้ไขเพิ่มเติม เพราะฉะนั้นวิธีทำฉบับใหม่ก็คือว่าต้องเสนอร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติมแล้วก็บวกวิธีการทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นไป โดยสรุปก็คือแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๖ เพิ่มหมวด ๑๕/๑ ว่าเปึนการทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เกิดขึ้น แต่ถ้อยคำที่ศาลรัฐธรรมนูญใช้ตรงนี้ก็ไปพูดว่า การที่สมาชิกรัฐสภาเสนอร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติมตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๖ ท่านประธานครับ ชื่อมันบอกว่าร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม เพิ่ม ๑๕/๑ เขาไปใช้คำว่า การทำเช่นนี้ไม่ใช่รัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม แต่เปึน การทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มีผลเปึนการล้มล้างรัฐธรรมนูญฉบับเดิม ท่านประธานครับ ชื่อมันบอกว่า แก้ไขเพิ่มเติม แต่ศาลบอกว่าอันนี้ไม่ใช่แก้ไขเพิ่มเติม แต่นำไปสู่การทำรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่จึงต้องทำประชามติเสียก่อน ตรงนี้เองก่อให้เกิดการตีความของนักการเมืองพูดง่าย ๆ สมาชิกรัฐสภาหลายส่วนบอกนี่อย่างไรคุณต้องวินิจฉัยทำประชามติเสียก่อน เปึนการทำ ประชามติครั้งแรกตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เปึนที่ไปที่มาของการทำ ๓ ครั้งครับ ถ้าโดย ส่วนตัวกระผมไม่เห็นด้วยครับ ผมเห็นด้วยว่า ๒ ครั้งพอโดยตามข้อสรุป ทีนี้เมื่อเปึนเช่นนี้แล้ว ก็หมายความว่าถ้าเราจะทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยกระบวนการ สสร. ก็แปลว่าสมาชิก มีความเห็นแตกต่างกัน เรานัดประชุมกันวันที่ ๑๓ วันที่ ๑๔ ท่านประธานที่เคารพครับ เราก็เห็น กันอยู่ว่าบรรยากาศเปึน สมาชิกส่วนหนึ่งบอกว่าประธานบรรจุไม่ได้ เหตุผลสำคัญก็คือเคยสั่ง ไม่บรรจุมาแล้วอย่างไร ครั้งนี้มาบรรจุได้อย่างไร ประธานทำผิดบรรจุไม่ได้ พอบรรจุไม่ได้สมาชิก ไม่มีอำนาจพิจารณา แต่อีกฝ์ายหนึ่งก็บอกว่าบรรจุถูกแล้ว ท่านประธานวันนอร์สั่งบรรจุ เดิมไม่บรรจุของผมตอนหลังสั่งบรรจุแล้วก็ส่งสัญญาณมา ผมก็บอกว่าผมเห็นด้วย ๒ ผมเลย เสนอร่างประกบกับพรรคประชาชน แต่ว่าท่านประธานโดยสรุปความเปึนอย่างนี้ครับ ถ้าครั้งนั้น เราพิจารณาต่อไปผมว่าท่านประธานก็ทราบดี สมาชิกวุฒิสภาจะได้ ๖๗ เสียงไหมท่านทราบดี ท่านรู้ดี ขณะเดียวกันจะเกินกึ่งหนึ่งไหม ไม่เกิน ท้ายที่สุดอะไรครับ การจัดทำรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่เปึนอันพับไป ไม่ผ่าน พวกผมจึงมาเสนอกันว่าเราต้องแก้ แก้อย่างไรก็เสนอญัตติเสีย ไปถามกันครั้งนี้คิดว่าจะตอบ เหตุผลที่ผมคิดว่าจะตอบเพราะอะไรครับ เพราะครั้งก่อนที่เขา ตอบมาที่ผมถามไปครั้งนั้นประธานไม่ได้บรรจุร่างแก้ไขเพิ่มเติมเข้าสู่วาระ แต่ครั้งนี้บรรจุ แล้วก่อให้เกิดความขัดแย้งความเห็นไม่ตรงกัน จึงเปึนที่ไปที่มาของการเสนอญัตติวันนี้ โดยสรุปความครับท่านประธานที่เคารพ ผมคิดว่าเรามีความตั้งใจครับ อยากจะให้มีการทำ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และให้มันเกิดเปึนรูปธรรมให้เกิดสำเร็จให้ได้ อย่างน้อยที่สุดเราก็มี นโยบายร่วมกันมาว่าอยากจะเห็นการมี สสร. มาจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ก็กราบเรียน ด้วยความเคารพครับท่านประธาน โดยสรุปครับ ขอบพระคุณครับ

นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ์ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร 🔗

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ ผม ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ผู้นำฝ์ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ท่านประธานครับ ก่อนที่จะเข้าสู่การอภิปรายในญัตตินี้ผมขออนุญาตใช้เวลาสั้น ๆ เคารพต่อท่านประธานวันนอร์ แต่ผมอาจจะขอส่งข้อกังวลครับในเรื่องของการพิจารณาการบรรจุญัตตินี้ครับที่จะเปึน ตัวอย่างให้เห็นครับว่าการใช้อำนาจดุลยพินิจของประธานรัฐสภาในการเลือกที่จะบรรจุ หรือไม่บรรจุญัตติใดโดยการตีความเรื่องข้อบกพร่อง ซึ่งครอบคลุมถึงเนื้อหาสาระของตัวญัตติ นั้นมีปัญหาจริง ๆ ทุกท่านทราบกันดีอยู่ครับเรื่องญัตติไม่ไว้วางใจนั้นถูกตีความที่ประธานไม่บรรจุ ซึ่งผมเคารพ แล้วยอมแก้ไข แต่วันนี้ครับทั้ง ๆ ที่ท่านประธานรัฐสภาเองเห็นด้วยแล้วครับว่าสามารถ เดินหน้าการแก้ไขมาตรา ๒๕๖ ได้ โดยการจัดทำประชามติเพียงแค่ ๒ ครั้ง ท่านประธานรัฐสภา ยอมบรรจุญัตติแล้วครับ แต่ในขณะเดียวกันญัตติดังกล่าวที่เพื่อนสมาชิกได้เสนอเข้าสู่ การพิจารณาในวันนี้เปึนญัตติที่ย้อนแย้งต่อคำวินิจฉัยของท่านประธานรัฐสภา คือเพื่อนสมาชิก ยังมาเถียงกันอยู่เลยว่าตกลงจะทำประชามติ ๒ ครั้ง หรือ ๓ ครั้ง ดังนั้นถ้าท่านประธานรัฐสภา ใช้มาตรฐานเดียวกันครับ ที่กังวลว่าญัตติดังกล่าวที่วันนี้มี ๒ ญัตติเรากำลังพิจารณากันอยู่นี้ น่าจะขัดต่อข้อกฎหมายที่ท่านประธานได้วินิจฉัยแล้ว ผมเองก็กังวลเช่นเดียวกันครับว่าน่าจะ เปึนบรรทัดฐานที่ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำในเรื่องของการตีความ แต่อย่างไรก็ตามครับ พวกเรา ต้องเดินหน้าต่อกระบวนการรัฐสภา ผมเองก็เคารพในคำวินิจฉัยของท่านนะครับ เพียงแต่ อยากจะให้เปึนบันทึกในที่ประชุมครับ ที่อยากจะบอกว่าข้อบกพร่องนั้นไม่ควรจะครอบคลุมถึง เนื้อหาสาระของญัตติด้วย ท่านประธานครับ เข้าสู่เนื้อหาสาระของการอภิปรายในญัตตินี้ ซึ่งเรามี ๒ ญัตติด้วยกัน วันนี้ครับผมเองอาจจะต้องถามเพื่อนสมาชิกผ่านท่านประธานครับ ถึงเหตุและผลที่เรามาเถียงกันในวันนี้ ผมอยากจะถามจริง ๆ ครับว่าเหตุผลในวันนี้ที่เราเห็นต่าง เปึนเหตุผลทางการเมืองหรือเปึนเหตุผลทางข้อกฎหมายครับท่านประธาน ถ้าเปึนเหตุผล ทางการเมืองเราต้องแก้ด้วยการเมืองครับ แต่ถ้าเปึนเหตุผลทางการเมืองแต่ใช้ข้ออ้าง ทางด้านข้อกฎหมาย ผมเชื่อว่าอย่างไรก็ไม่ได้คำตอบครับ เมื่อสักครู่ สส. วิโรจน์ ได้ลุกขึ้น อภิปรายครับ ครั้งนี้เถียงกันจะทำประชามติ ๒ ครั้ง ๓ ครั้ง เดี๋ยวครั้งหน้าก็มีครับ ครั้งที่ ๔ ครั้งที่ ๕ หรือหาช่องว่างอื่น ๆ เต็มไปหมดคอยทำลายกระบวนการในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ดังนั้นผมอยากจะฝากท่านประธานกลับไปยังเพื่อนสมาชิกครับสื่อสารกันอย่างตรงไปตรงมา จริงใจครับพวกผมไม่ได้ดื้อ พวกผมเล็งเห็นถึงปัญหาที่มีอยู่ครับ แต่ท่านเองออกมาสื่อสาร ตรงไปตรงมาต่อพวกเราและสังคมหรือเปล่าว่าที่ท่านยังเดินหน้าแก้ไขต่อไม่ได้ เพราะเพื่อนสมาชิก ร่วมรัฐบาลบางส่วนไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่ปัญหาเรื่องข้อกฎหมาย แต่เปึน ปัญหาเรื่องการเมือง ที่เพื่อนสมาชิกบางส่วนเหล่านั้น พูดง่าย ๆ เขาไม่มีแรงจูงใจทางการเมือง ให้แก้ครับ แก้ไปแล้วจะได้ประโยชน์อะไรขึ้นมา สังคมก็ตั้งคำถามว่าเพื่อนสมาชิกเหล่านั้น เปึนพรรคการเมืองที่ใหญ่ที่สุดในรัฐสภาหรือเปล่า แก้แล้วเขาจะเสียอำนาจลงไปหรือเปล่า นี่ต่างหากครับที่เปึนเหตุขัดข้อง ทำให้กระบวนการการแก้ไขรัฐธรรมนูญเดินหน้าต่อไม่ได้ ดังนั้นถ้าถามกันเรื่องเหตุและผลครับ ผมอยากให้เพื่อนสมาชิกทุกคนมาประเมินผลได้ผลเสีย ที่จะเกิดขึ้นจากการลงมติในญัตตินี้ในวันนี้ ออกได้ไม่กี่ทางครับ จะส่งไปศาลรัฐธรรมนูญ หรือไม่ส่ง ท่านประธานครับ วันนี้ถ้าเรามุ่งมั่นตั้งใจในการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้กับพ่อแม่พี่น้อง ประชาชน ลงมติไม่ส่งไปศาลรัฐธรรมนูญ เดินหน้ากระบวนการการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แก้ไข มาตรา ๒๕๖ ในวันนี้ครับให้ทันก่อนป่ดสมัยประชุม มีตั้งกรรมาธิการวิสามัญยกร่างแก้ไข เพิ่มเติมมาตรา ๒๕๖ ทันที มีอะไรจะเสียครับ ถ้าหากในอนาคตศาลรัฐธรรมนูญเกิดวินิจฉัย มีใครไปร้องแล้ววินิจฉัยออกมาว่าต้องทำประชามติ ๓ ครั้ง เราก็แค่ Reset กระบวนการ ทำประชามติใหม่ ถ้าท่านเล็งเห็นต้นทุนของประเทศเปึนส่วนสำคัญ ไม่มีอะไรน่ากังวลเลย ไม่มีอะไรช้าไปกว่าเดิมเลยครับ ถ้าศาลรัฐธรรมนูญมีธงอยู่แล้วว่าต้องทำประชามติ ๓ ครั้ง การเดินหน้าแก้ไขมาตรา ๒๕๖ วันนี้ไม่มีอะไรเสียครับ เว้นแต่ต้นทุนที่ท่านจะยอมแลก ท่านไม่ได้มองเห็นต้นทุนประเทศที่จะเสีย แต่ท่านเล็งเห็นถึงต้นทุนของตัวเองที่จะเสียครับ เพื่อนสมาชิกหลายท่านเมื่อสักครู่ก็ลุกขึ้นพูดครับ ลุกขึ้นพูดว่าเพื่อนสมาชิกหลายส่วนกลัวว่า เดี๋ยวถ้ากระบวนการล้มไปจะมีใครไปฟัองร้องว่าสมาชิกรัฐสภาใช้อำนาจโดยมิชอบ เดี๋ยวมีคดี เข้าตัวเองครับ นี่ละครับคือการตัดสินใจที่ท่านไม่ได้เอาต้นทุนของประเทศเปึนตัวตั้ง แต่เอา ต้นทุนของตัวเองเปึนตัวตั้ง อีกด้านหนึ่งครับท่านประธาน วันนี้ถ้าเพื่อนสมาชิกขออนุญาต เอ่ยนามนะครับด้วยความเคารพ ท่านอาจารย์ชูศักดิ์ ท่านบอกว่าท่านเห็นด้วยกับการทำ ประชามติเพียงแค่ ๒ ครั้งครับ แต่เพื่อคลายข้อกังวลเพื่อนสมาชิกยอมจะเสียเวลาเล็กน้อย ลงเห็นด้วยกับมตินี้ ญัตตินี้เพื่อส่งไปศาลธรรมนูญก่อน อะไรเสียครับท่านประธาน ทุกท่านอย่าลืมนะครับวันนี้เปึนสัปดาห์ท้าย ๆ ของสมัยประชุมนี้ ป้ที่แล้วครับ ป้ ๒๕๖๗ ศาลรัฐธรรมนูญใช้ระยะเวลากี่วันครับก่อนที่จะมีคำสั่งว่าไม่รับพิจารณา ราว ๆ ๑ เดือน นะครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นวันนี้กรณีดีที่สุด สมมุติศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเร็วบอกว่า ทำประชามติ ๒ ครั้ง หรือไม่ได้แย่เกินไปหน่อย อึมครึมเหมือนเดิมบอกไม่รับวินิจฉัย เหมือนเดิม ใช้เวลาอีกน้อย ๆ ๑ เดือนครับท่านประธาน ไม่ทันป่ดสมัยประชุมนี้แน่นอน เพราะฉะนั้นการพิจารณาแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๒๕๖ ในกรณีที่ดีที่สุดหรือดีแบบกลาง ๆ ไม่ได้บอกว่าต้องทำประชามติ ๓ ครั้งนี้ อย่างน้อย ๆ รออีก ๔ เดือนครับสมัยประชุมหน้า เท่ากับเปึนการป่ดโอกาสการยกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับให้ทันต่อการเลือกตั้ง ครั้งหน้าแน่นอนครับท่านประธาน นี่ต่างหากคือต้นทุนของประเทศที่จะเสียไป ดังนั้น ผมจึงตั้งคำถาม

ข้อแรกครับ เหตุผลเบื้องหลัง คือเหตุผลการเมืองหรือเหตุผลข้อกฎหมาย ที่ใช้เอามาบังหน้าและต้นทุนที่ท่านต้องพิจารณาในการลงเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ ท่านพิจารณาบนต้นทุนของประชาชน ต้นทุนของประเทศ หรือต้นทุนของตัวเองเปึนตัวตั้ง ในอีกมุมหนึ่งครับ ผมก็เชื่อว่าเพื่อนสมาชิกหลายท่านก็คงจะลุกขึ้นมาอภิปรายต่อจากผม ถ้าหากมีเวลา ท่านก็น่าจะบอกว่าท่านเล็งเห็นต้นทุนของประเทศเปึนตัวตั้งเปึนหลัก แต่ต้องการคลี่คลายสถานการณ์ทางการเมืองครับ เพื่อต้องการปลดล็อกเงื่อนไขบางอย่าง ไม่ให้เพื่อนร่วมรัฐบาลใช้มาเปึนข้ออ้าง ท่านคิดจริง ๆ ใช่ไหมครับว่าถ้าท่านปลดล็อกเงื่อนไขนี้ เขาจะไม่มีเงื่อนไขต่อ ๆ ไปมาอ้างขัดขวางกระบวนการการแก้ไขรัฐธรรมนูญอีก ทุกท่านครับ สิ่งที่พวกผมอยากเรียกร้องในประเด็นแรกก็คืออยากให้ทุกท่านแสดงออกอย่างตรงไปตรงมา เท่านั้นเองครับ

ข้อที่ ๒ ในประเด็นเรื่องข้อกฎหมายครับท่านประธาน ผมอยากจะให้ทุกท่าน พิจารณาในรายละเอียดของญัตติทั้ง ๒ ญัตติ ญัตติแรกของท่านเปรมศักดิ์ครับ พลิกไปดู หน้าสุดท้าย หน้าที่ ๓ ย่อหน้ารองสุดท้ายครับ มีการเขียนไว้ชัดเจนว่าศาลรัฐธรรมนูญนั้น แต่เดิมที่มีคำสั่งไม่รับพิจารณา เพราะรับพิจารณาเฉพาะในเรื่องของปัญหาหน้าที่และอำนาจ ของรัฐสภาที่เกิดขึ้นแล้ว ขีดเส้นใต้ ๒ คำครับ ของรัฐสภาและที่เกิดขึ้นแล้ว ญัตติของ ท่านเปรมศักดิ์มีปัญหาจริง ๆ ด้วยความเคารพครับ ท่านเขียนในญัตติว่า เพราะหากรัฐสภา ได้มีการพิจารณาและลงมติร่างรัฐธรรมนูญเพิ่มเติมทั้งที่ไม่มีอำนาจ ขีดเส้นใต้คำว่า หาก ครับ เพราะหากรัฐสภาได้มีมติ แปลว่าตอนนี้ยังไม่เกิดครับ ญัตติของท่านเปรมศักดิ์ผมเชื่อว่า ถ้าส่งไปศาลรัฐธรรมนูญได้คำตอบกลับมาแบบเดิมแน่นอนว่าท่านไม่รับไว้พิจารณาครับ อีก ๑ ญัตติของท่านวิสุทธิ์ ลองดูที่หน้าแรกนะครับ เขียนไว้อย่างชัดเจนครับ ว่าได้เกิดปัญหา ความขัดแย้งที่เห็นแตกต่างของสมาชิกรัฐสภาทั้งที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยในการทำหน้าที่ ในรัฐสภาแห่งนี้ ขีดเส้นใต้คำว่า สมาชิก ครับท่านประธาน ปัญหาความขัดแย้งที่สมาชิก รัฐสภา Walk Out ไม่เปึนองค์ประชุม ทำให้การประชุมร่วมกันของรัฐสภาล่มไปในครั้งที่แล้ว ผมถามชัด ๆ ครับเปึนการทำหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภา หรือเปึนการทำหน้าที่ของรัฐสภา ดังนั้นถ้าเปึนการทำหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภาจะเข้าเงื่อนไขของคำวินิจฉัยหรือคำสั่งของ ศาลรัฐธรรมนูญที่เข้ามาหรือไม่ เปึนประเด็นที่ผมคิดว่ายังไม่มีคำตอบ ทุกท่านครับ ผมมีอีก เหตุผลหนึ่งที่อยากจะสนับสนุนข้อคิดเห็นของผมครับ ที่ผ่านมาการพิจารณากฎหมาย หลาย ๆ ฉบับของรัฐสภา ของสภาผู้แทนราษฎร มีเหตุขัดข้องแบบนี้มากี่ครั้ง ที่เพื่อนสมาชิก เห็นต่าง ไม่แสดงตนเปึนองค์ประชุม Walk Out ออกจากที่ประชุมสภา ทำให้ที่ประชุม สภาล่มเกิดปัญหาความขัดแย้งในการทำหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภามากี่ครั้งในอดีตครับ แล้วถ้าท่านบอกครั้งนี้เปึนปัญหาต้องส่งศาลรัฐธรรมนูญไปวินิจฉัย กฎหมายอื่น ๆ ที่ผ่านมา ไม่เปึนเรื่องปัญหาหน้าที่และอำนาจของรัฐสภาหรือครับ กระบวนการในรัฐสภาปกติเพื่อนสมาชิก หลายคนเคยลุกขึ้นพูดครับ เปึนเอกสิทธิ์ของสมาชิกที่จะไม่แสดงตนที่จะ Walk Out เรามีกลไก เรามีกระบวนการ เรามีการแสดงออกหลาย ๆ อย่างในรัฐสภาแห่งนี้เปึนเอกสิทธิ์ที่ต่อว่ากันไม่ได้ แต่เหตุใดครับ ท่านวิสุทธิ์ ขออนุญาตเอ่ยนามด้วยความเคารพครับ ท่านถึงเอาเหตุในการที่ เพื่อนสมาชิกมีข้อขัดแย้ง มีความเห็นต่างในการประชุมร่วมกันของรัฐสภามาเปึนข้ออ้าง ในการยื่นญัตตินี้ส่งไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ด้วยความเคารพครับ ในความเห็นของผม ปัญหาข้อกฎหมายจะเกิดขึ้นในกรณีเดียวก็คือพวกเรามีการลงมติแล้วอย่างเดียวเท่านั้น รัฐสภาของเราใช้อำนาจแบบองค์รวมผ่านการลงมติแล้วอย่างเดียวเท่านั้น ข้อขัดแย้งในการ อภิปรายในสภา ข้อขัดแย้งในการ Walk Out ข้อขัดแย้งในการไม่แสดงตนที่ทำให้สภาล่ม ย่อมไม่เปึนอุปสรรคในการทำหน้าที่เพราะเปึนกระบวนการปกติที่เกิดมาในสภาผู้แทนราษฎร และรัฐสภาของพวกเราครับท่านประธาน จบไปเรื่องข้อกฎหมายท่านประธาน สุดท้ายผมขอ ใช้เวลาในช่วงสุดท้ายอภิปรายเกี่ยวกับเรื่องของต้นทุนของประเทศ ต้นทุนของประชาชนที่พวกเรา ต้องเสียไปครับ ถ้าวันนี้เราไม่เดินหน้าการแก้ไขมาตรา ๒๕๖ ทันทีครับ ท่านประธานครับ การแก้ไขรัฐธรรมนูญเกี่ยวข้องกับหลาย ๆ เรื่อง เพื่อนสมาชิกทราบดีที่มาที่ไปของ สส. ที่มาที่ไป ของ สว. ที่มาที่ไปขององค์กรอิสระ อำนาจหน้าที่การจัดวางตำแหน่งแห่งที่ให้มีความสมดุล เปึนไปตามหลักสากล ขจัดปัญหาเรื่องกระบวนการนิติสงครามครับ เมื่อสักครู่เพื่อนสมาชิก หลายท่าน ขออนุญาตท่านนพดลด้วยความเคารพที่เอ่ยนาม ที่ท่านยกตัวอย่างเรื่องชิมไปบ่นไป หลาย ๆ อย่าง พรรคเพื่อไทยในอดีตก็ประสบปัญหาแบบเดียวกับพวกเราครับ กระบวนการ นิติสงคราม พวกเราเจ็บปวดมาด้วยกันครับ การแก้ไขรัฐธรรมนูญเกี่ยวข้องกับอะไรอีกครับ ท่านประธาน การรับรองสิทธิต่าง ๆ ให้กับประชาชน สิทธิด้านสิ่งแวดล้อม อากาศสะอาด สิทธิแรงงาน สิทธิเสรีภาพ สิทธิมนุษยชน รวมถึงการยกเลิกยุทธศาสตร์ชาติมรดกของ คสช. ที่แช่แข็งประเทศไทยอยู่ในทุกวันนี้ครับ ทุกท่านครับ นับตั้งแต่ความขัดแย้งในการปฏิวัติ ป้ ๒๕๔๙ เปึนต้นมาจนถึงป้ ๒๕๖๘ เกือบ ๆ ๒๐ ป้ที่พวกเราอยู่ภายใต้ความขัดแย้งทางการเมือง สูญเสียความภาคภูมิใจในชาติไปทีละเล็กทีละน้อยครับ ถามว่าพวกเราในอดีตเราเคยอยู่ใน ยุคหนึ่งสมัยหนึ่งที่เรารู้สึกว่าประเทศนี้มีเศรษฐกิจดี เปึนผู้นำในเวทีนานาชาติ ในเวทีระหว่าง ประเทศ ประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาค ดูดีในสายตาชาวโลกครับ ดูดีในสายตาของนักลงทุน ถามตัวทุกท่านเองทุกวันนี้เรายังหลงเหลือความภาคภูมิใจในชาติแบบนั้นอยู่หรือไม่ ที่ผ่านมา เกิดอะไรขึ้นครับ เราค่อย ๆ ถูกความขัดแย้งทางการเมือง รัฐธรรมนูญที่เปึนอประชาธิปไตย กัดกร่อนความภาคภูมิใจในชาติไปทีละเล็กทีละน้อยครับ ประเทศเราสูญเสียขีดความสามารถ ในการแข่งขันเนื่องจากขาดการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานในต้นทุนมนุษย์ ภาคการเกษตร ภาคอุตสาหกรรม ทุก ๆ อย่างทุกท่านทราบปัญหาดีอยู่ครับ แล้ววันนี้เราจะยอมสูญเสียต้นทุน ต่าง ๆ เหล่านี้ต่อไปอีกหรือไม่ ทุกท่านครับ ผมเชื่อว่าประเด็นในการแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้ ดีต่อ ประชาชนทุกคน และดีต่อพรรคการเมืองทุกพรรคครับ เราจำเปึนเปึนอย่างยิ่งที่วันนี้เราอยู่ ในยุคเปลี่ยนผ่าน ประชาชนคนไทยอาจจะเคยสูญเสียจุดรวมศูนย์รวมจิตใจบางอย่างไป เราสูญเสียความภาคภูมิใจในชาติไป อะไรคือความภาคภูมิใจในชาติใหม่ของพวกเราครับ สำหรับผมอยากจะสื่อสารต่อประชาชนคนทั้งประเทศ ประเทศไทยที่จะมีความภาคภูมิใจ ในชาติสำหรับผมต้องเปึนประเทศที่มีการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ คุ้มครองแรงงาน มีสิ่งแวดล้อมที่ดี มีอากาศที่สะอาด มีต้นทุนมนุษย์สูง มีการกระจายอำนาจ มีการพัฒนาเมืองไปหัวเมืองไหน ๆ ก็มีแต่ความสวยงามเมืองน่าอยู่ มีเอกลักษณ์ของตัวเอง การยุติรัฐราชการรวมศูนย์ก็ต้องสถาปนา อำนาจท้องถิ่นไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ครับ นี่ละครับความภาคภูมิใจในชาติใหม่ของผม ในยุคช่วงเปลี่ยนผ่านประเทศนี้ ท่านประธานครับ ทั้งหมดทั้งมวลที่ผมพูดไปได้สะท้อนแล้ว ว่าอะไรคือต้นทุนที่พวกเราต้องเสียไปจากการหยุดเดินหน้าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่จะเปึนโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญให้กับประเทศที่คอย Guarantee คอยรับประกันสิทธิ หลาย ๆ อย่าง ๆ ที่ผมได้บอกไป จะช่วยสร้างการเติบโตทางด้านเศรษฐกิจใหม่ ๆ ให้กับประเทศด้วย ดังนั้นถ้าวันนี้เพื่อนสมาชิกทุกท่านถอยกลับมาที่เหตุผลข้อแรกครับ เปึนเหตุผลทางการเมือง รบกวนเพื่อนสมาชิกไปคุยกันให้จบครับแก้ที่เหตุผลทางการเมือง ท่านนายกรัฐมนตรี ต้องแสดงบทบาทผู้นำในการควบคุมเสียงรัฐบาลให้ได้แล้วเราจะสามารถเดินหน้าการแก้ไข รัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ครับ ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ

นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา

เมื่อท่านสมาชิกได้อภิปราย จบแล้วนะครับตามข้อบังคับ ข้อ ๕๑

นายชวน หลีกภัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ท่านประธานครับ

นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านชวนครับ

นายชวน หลีกภัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายชวน หลีกภัย สมาชิกรัฐสภา โดยได้ฟังท่านผู้หลักผู้ใหญ่นะครับ ท่านชูศักดิ์ ศิรินิล ได้อภิปรายแล้วท่านก็พูดถึงการบรรจุระเบียบวาระ ท่านได้กล่าวไว้สั้น ๆ ตอนหนึ่งว่าครั้งที่แล้ว ไม่ได้มีการบรรจุระเบียบวาระในเรื่องนี้ กระผมคิดว่าเพื่อให้การอภิปรายของท่านชูศักดิ์นั้น ได้มีคำตอบชัดเจนนะครับ ผมก็เลยถือโอกาสกราบเรียนท่านประธานสั้น ๆ ครับ โดยที่พวกเรา สภาชุดที่ ๒๖ อาจจะนึกไม่ออกว่าสภาสมัยที่แล้วในชุดที่ ๒๕ นั้นได้มีการพิจารณาเรื่องนี้ อย่างไร ผมขอทบทวนเท่าที่จำเหตุการณ์ได้ว่า ในสภาชุดที่ ๒๕ ได้มีการเสนอร่างพระราชบัญญัติ แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญในทำนองนี้ ๒ ครั้งครับ เฉพาะเรื่องทำนองนี้ไม่เกี่ยวกับเรื่องอื่น คือการแก้ไขมาตรา ๒๕๖ และการเพิ่มหมวด ๑๕/๑ ๒ ครั้ง ครั้งแรกมีการบรรจุ ผลการพิจารณา ก็มีปัญหา แต่ว่าในที่สุดก็ลงมติไม่รับครับ แต่ในระหว่างนั้นเองท่านสมาชิกผู้มีเกียรติก็ได้ส่งเรื่อง ให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการบรรจุเรื่องนี้เปึนการถูกต้องหรือไม่ การพิจารณาเรื่องนี้ ซึ่งในที่สุดศาลรัฐธรรมนูญก็วินิจฉัยด้วยถ้อยคำที่จำได้ว่า ถ้อยคำที่อาจจะไม่ถูกทั้งหมดนะครับ แต่กราบเรียนว่าการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ด้วยวิธีการร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมให้มี หมวด ๑๕/๑ ย่อมมีผลเปึนการยกเลิกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ อันเปึนการแก้ไขหลักการสำคัญที่ผู้มีอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญดั้งเดิมต้องการปกปัองคุ้มครองไว้ หากรัฐสภาต้องการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องจัดให้ประชาชนผู้ทรงอำนาจสถาปนา รัฐธรรมนูญออกเสียงประชามติเสียก่อนว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ถ้าผลออกมา เสียงประชามติเห็นชอบด้วย จึงดำเนินการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต่อไป นี่คือคำวินิจฉัย ตอนหนึ่งนะครับ ดังนั้นเมื่อหลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยแล้วมีสมาชิกผู้มีเกียรติ ได้เสนอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ แล้วก็มีหมวด ๑๕/๑ คือการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เกิดขึ้น สภาขณะนั้นต้องกราบเรียนด้วยความเคารพว่าก็ต้องนำมาพิจารณาครับว่าจะสมควรบรรจุหรือไม่ ผมกราบเรียนท่านประธานว่าก็คงใช้วิธีไม่ต่างกับปัจจุบัน นั่นก็คือให้ฝ์ายกฎหมายของสภา พิจารณาทบทวน ๒ ๓ รอบครับ ที่ประชุมใหญ่ของฝ์ายกฎหมายสภามีมติเปึนเอกฉันท์ครับ ว่าบรรจุไม่ได้เพราะขัดกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เพราะคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ย่อมผูกพันรัฐสภา เมื่อฝ์ายกฎหมายมีมติเปึนเอกฉันท์ในฐานะประธานรัฐสภาร่วมกับ รองประธานรัฐสภา แล้วรวมไปถึงประธาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร เราก็หารือกัน ภายในว่าเมื่อคำวินิจฉัยออกมาเช่นนี้การตัดสินใจของสภาขณะนั้นจึงปฏิบัติไปถามความเห็น โดยเอกฉันท์ของที่ปรึกษากฎหมายของรัฐสภาว่าไม่บรรจุ ซึ่งก็กราบเรียนว่าวันนั้นก็มีคน ซักถามแล้วกระผมในฐานะประธานรัฐสภาก็ได้ตอบชี้แจงไปวันนั้นเปึนข้อความที่ยาวนะครับ ว่าเหตุผลในการตัดสินใจเปึนอย่างไร อันนี้คือที่มา วันนั้นในการพิจารณานั้นได้นำกฎหมาย ที่เสนอฉบับที่ ๒ นะครับไปเทียบกับฉบับที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยครับว่าเนื้อหาข้อความนี้ มันแตกต่างกันใหม่ โดยสรุปแล้วในการพิจารณานั้นเจ้าหน้าที่สภาเขาก็ดูให้ทั้งหมด ข้อความ ก็ไม่แตกต่างกัน แล้วก็ไม่แตกต่างกับปัจจุบันนี้ ดังนั้นการบรรจุในขณะนั้นจึงได้ตัดสินใจ ไม่บรรจุโดยยึดตามที่เห็นว่าเมื่อมีความประสงค์จะแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญโดยทำ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก็ทำให้เปึนไปตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ นี่คือข้อผูกพันที่ในที่สุด การตัดสินใจขณะนั้นจึงไม่ได้บรรจุ ผมกราบเรียนให้พวกเรารับทราบเพราะว่าเพื่อน ๆ หลายท่าน ในที่นี้ไม่ได้อยู่ในสภาชุดที่ ๒๕ อันนี้คือประเด็นที่อยากจะกราบเรียนเพื่อให้สอดคล้องกับ ที่ท่านชูศักดิ์ได้พูดว่าไม่บรรจุด้วยเหตุผลอะไรครับ กราบขอบพระคุณครับ

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา ปฏิบัติหน้าที่ประธานในที่ประชุม)
นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา

ขอบพระคุณท่านชวน หลีกภัยมากครับ มีท่านสมาชิกท่านใดจะอภิปรายไหมครับ ถ้าไม่มีสมาชิกอภิปรายแล้ว ก็จะให้ผู้เสนอญัตติทั้ง ๒ ท่านได้สรุปอีกครั้งหนึ่งเปึนครั้งสุดท้าย เชิญคุณหมอเปรมศักดิ์ครับ

นายเปรมศักดิ์ เพียยุระ สมาชิกวุฒิสภา 🔗

กราบเรียนท่านประธานวุฒิสภา ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายแพทย์เปรมศักดิ์ เพียยุระ สมาชิกวุฒิสภา กลุ่มอาชีพ สาธารณสุข จากอำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ กระผมพร้อมกับผู้ร่วมเสนอญัตติทั้งสมาชิกวุฒิสภาและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรรวมแล้ว ๖๐ ท่าน ได้รับฟังการอภิปรายตั้งแต่บ่ายมารวมแล้ว ๕ ชั่วโมงเศษ ๆ กระผมเองกราบเรียนว่า ได้รับฟังแนวความคิดและเสียงสะท้อนจากเพื่อนสมาชิกรัฐสภาด้วยความสนใจ และกระผมเอง ยังยืนยันว่าการที่เสนอเพื่อที่จะให้รัฐสภามีมติขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยปัญหา เกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๐ วรรคหนึ่ง (๒) นั้น ผมยัง ย้ำยืนยันเหมือนเดิมว่ามีความจำเปึนอย่างยิ่ง ประการแรกท่านประธานครับ เพื่อไม่ให้มีปัญหา ตามมา ท่านประธานครับ เราเล่นกีฬา เราต้องถามกติกาก่อนว่าเล่นอย่างไร ทำอย่างไรไม่ให้ Foul ทำอย่างไรให้เล่นกีฬาได้จนครบตามระยะเวลาของเกมกีฬานั้น ๆ กระผมเองค่อนข้างวิตกว่า เพื่อนสมาชิกได้กล่าวว่าผมเสนอญัตติด้วยความกลัว ท่านประธานครับ ถ้าจะมีอยู่บ้างก็คือกลัว เพื่อนร่วมรัฐสภาทำอะไรที่ผิดกฎหมายแล้วเกิดโทษทัณฑ์ตามมา มันจะอยู่กันไม่ครบครับ ท่านประธานครับ ไม่ได้เกี่ยวกับความกลัวแต่เรื่องใด ๆ เลย ชีวิตผมสะกดคำว่ากลัวไม่ค่อยเปึน เสียด้วยครับ อันที่ ๒ ท่านประธานครับ ขอย้ำว่าการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญจะต้องไม่เปึนเกม การเมืองที่ต้องเอาชนะคะคานกันหรืออ้างประชาชนอยู่ร่ำไป ท่านประธานครับ ถ้าอ้างประชาชน ประชาชนวันนี้ไม่ได้สนใจการแก้รัฐธรรมนูญนะครับ สนใจว่าเศรษฐกิจจะเปึนอย่างไร เกษตรกร ก็สนใจว่าราคาข้าวที่ตกต่ำจะทำอย่างไร ผู้สูงอายุคนที่เกษียณก็กลัวปัญหา Call Center เมื่อไรจะจัดการได้ เขากลัวสิ่งเหล่านี้ครับ ออกไปจากรั้วรัฐสภาจะไม่พบเลยครับว่ามีใคร เรียกร้องให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ ดังนั้นผมว่าถ้าเราทำตามความเรียกร้องของประชาชนเรื่องนี้ไม่ได้เปึนประเด็นเลยครับ แล้วต่อ คำถามของหลายท่านที่ถามว่าแล้วนานแค่ไหน ศาลรัฐธรรมนูญถึงจะมีคำวินิจฉัยลงมา ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขอตอบแบบศัพท์สมัยเก่าว่านานเท่าไรก็จะรอครับ เพราะอะไร เพราะท่านมีอำนาจ ในวงจรขององค์กรอิสระไม่มีใครไปกดดันศาลรัฐธรรมนูญได้ ดังนั้น ระยะเวลาท่านจะวินิจฉัยนานเท่าไร ผมคิดว่าไม่ใช่ประเด็นหลัก แต่ผมคิดว่าท่านต้องรอบคอบ ที่จะวินิจฉัยลงมาเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อสมาชิกรัฐสภาที่ยื่นญัตติขึ้นมา ท่านประธาน และอีกประเด็นหนึ่ง ผมกราบเรียนว่า ที่ผมกราบเรียนว่าไม่ควรจะเปึนเรื่องทางการเมือง เพราะว่าพวกเราสมาชิกรัฐสภาโดยเฉพาะวุฒิสมาชิกหาเสียงไม่ได้ครับ ได้เปึน สว. แค่สมัยเดียว ก็หมดไปครับ จะมาคาดหวังว่าแก้รัฐธรรมนูญเพื่อจะไปสมัคร สว. สมัยหน้าไม่มีสักคนครับ ผมขอเรียนเตือนท่านเพื่อนสมาชิกวุฒิสภาเลยครับ แต่เราเปึนองค์ประชุมเรื่องนี้ครับ เพราะรัฐธรรมนูญให้เรามีบทบาทในการแก้ไขกฎหมายสูงสุดของประเทศ ถ้าบอกว่าต้องมี สมาชิกวุฒิสภา ๑ ใน ๓ จึงจะครบองค์ประกอบ คือ ๖๗ คน ผมก็พร้อมจะเปึนคนหนึ่งใน ๖๗ ที่จะร่วมมือกับท่าน ถ้าแก้แล้วมันมีประโยชน์ เพราะฉะนั้นอันนี้ไม่ได้เกี่ยวกับการหาเสียง ทางการเมืองครับ เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ที่แก้แล้วจะได้ประโยชน์จริงหรือไม่ แล้วอะไร รับประกันได้ ผมยกตัวอย่างท่านประธานบอกว่าถ้าเราจะให้ สสร. สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ เอารัฐธรรมนูญไปร่างเองทั้งฉบับ ผมเกรงครับว่าจะเปึนการตีเช็คเปล่าให้ไปกรอกตัวเลข ตามอำเภอใจหรือเปล่า แล้วเราจะทำอะไรได้เมื่อยกอำนาจไปขนาดนั้นแล้ว แต่ถ้าเราแก้รายมาตรา อย่างที่เราแก้เรื่องวิธีการเลือกตั้ง เรื่องบัตรเลือกตั้ง ท่านเห็นไหมครับก็แก้ได้ มีบัตร ๒ ใบ ใบหนึ่งเลือกแบบบัญชีรายชื่อ ใบหนึ่งเลือกแบบแบ่งเขต ๆ ละ ๑ คน ผลการเลือกตั้งพรรคได้ที่ ๑ ก็คือพรรคประชาชนไม่ใช่หรือครับ พรรคก้าวไกลตอนนั้นครับ พรรคได้ที่ ๒ กลับกลายเปึน พรรคเพื่อไทยด้วยซ้ำไปครับ เพราะฉะนั้นมันไม่ได้เกี่ยวผมอยากให้มองอนาคตเรื่องของบ้านเมือง มากกว่าเรื่องทางการเมือง ท่านประธานครับ และอีกประเด็นสุดท้าย สว. ต้องเปึนกลาง ผมกราบเรียนว่าในการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นบางอย่างความเห็นอาจจะตรงกับพรรคการเมือง บางพรรคบ้างหรือขัดแย้งกับพรรคการเมืองบางพรรคบ้างไม่ได้เกี่ยวข้องกับที่เราจะไป เกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองแต่อย่างใด แต่มองว่าจะเปึนประโยชน์อย่างไรต่อพี่น้องประชาชน หรือไม่ เพราะฉะนั้นเราจะแก้รัฐธรรมนูญแบบรื้อบ้านทั้งหลังต้องถามก่อนว่าเราให้ความเปึนธรรม กับบ้านหลังที่เราจะรื้อหรือไม่ บ้านหลังที่เราจะรื้อให้ความร่มเย็นอบอุ่นให้ชีวิตความเปึนอยู่ ของเราและสมาชิกครอบครัวมาจนถึงวันนี้ จะรื้อทั้งหลังโดยไม่มีความดีสักอย่างจะเปึนไปได้ อย่างไร ยกตัวอย่างเช่นถ้าใครจะรื้อเรื่องกลไกปราบโกงผมก็ไม่เห็นด้วย จะรื้อหมวด ๑ หมวด ๒ ผมยิ่งไม่เอาด้วยเลยครับ แล้วสมาชิกจำนวนมากก็ไม่เอาด้วยครับ เพราะฉะนั้น การที่จะทำอะไรหลาย ๆ อย่าง ถ้าท่านอยากได้เสียงวุฒิสภา ๖๗ เสียงไม่ได้ยากหรอกครับ เอาใจมาวัดกันว่าเราจะทำงานเพื่อบ้านเพื่อเมืองอย่างไร ไม่มีใครที่จะไม่ร่วมมือหรอกครับ ผมอยากให้มองโลกในแง่ดี แล้วก็ให้โอกาสพวกเราทำงานร่วมกัน แล้วจะเปึนผลสำเร็จ อย่างแน่นอนครับ ท่านประธานครับ ผมจะจบด้วยคำว่า ประชาธิปไตยไม่ใช่รถไฟความเร็วสูง ผมเคยพูดเมื่อเช้าแล้วว่าถ้าไปด้วยความเร็วสูงมันจะอุบัติเหตุก่อนแล้วมันจะเกิดปัญหา ต่อผู้โดยสารมากมาย เปึนรถไฟธรรมดาก็ได้ ลำเลียงผู้โดยสารให้ไปสู่เปัาหมายด้วยความปลอดภัย แล้วก็ไม่ต้องเร่งรัดเร่งรีบ ข้อสำคัญมองสมาชิกที่ร่วมขบวนด้วยความเมตตา ด้วยความที่เปึน คนที่อยู่ในขบวนเดียวกัน แล้วเราจะถึงปลายทางทั้งขบวน ขอบพระคุณท่านประธานครับ

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา

ขอบคุณคุณหมอเปรมศักดิ์ เพียยุระ ต่อไปจะเปึนญัตติของคุณวิสุทธิ์ ไชยณรุณ ซึ่งได้มอบหมายให้คุณสุทิน คลังแสง เปึนผู้สรุปแทนครับ เชิญครับ

นายสุทิน คลังแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 🔗

ท่านประธานที่เคารพ กระผม สุทิน คลังแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ได้รับมอบหมายจากเจ้าของญัตติ คือท่านวิสุทธิ์ ไชยณรุณ ให้ผมได้ทำหน้าที่ สรุปแล้วผมก็จะใช้โอกาสนี้ใช้สิทธิพาดพิง ซึ่งมีสมาชิกได้พาดพิงให้เกิดความเสียหายอยู่ไม่น้อย ก็จะใช้เวลาไม่นานครับท่านประธาน กระชับเพื่อให้ได้เกิดความเข้าใจ ท่านประธานครับ ตลอดเวลาในการอภิปรายวันนี้ก็มีคำถามแล้วมีข้อกล่าวหาจากเพื่อนสมาชิกในส่วนที่ไม่เห็นด้วย กับการเสนอญัตติ มีข้อกล่าวหาอยู่ ๓ ๔ ข้อ ซึ่งผมคิดว่าถ้าไม่อธิบายเพิ่มเติมมันจะมีผล ต่อการพิจารณาลงมติ ผมจึงขออนุญาตอธิบายข้อกล่าวหาให้ชัดนิดหนึ่ง ข้อกล่าวหาที่กล่าวหา กันอยู่ซ้ำหลายครั้งก็คือ เจตนาเตะถ่วง ยื้อเวลาการแก้รัฐธรรมนูญ ทำให้เกิดความเสียหาย เสียเวลา อันนี้ข้อที่ ๑

ข้อที่ ๒ ก็กลัว ฝ์ายที่เสนอญัตติวันนี้เปึนฝ์ายที่มีความกลัว ไม่กล้าเดินหน้า ในการที่จะพิจารณาญัตตินี้ กลัวต่อศาล กลัวต่อคำวินิจฉัย แล้วก็พูดเลยไปจนถึงว่าความกลัวนั้น ทำให้สภาเสียหาย ทำให้ประชาชนเสียหาย อันนี้ก็ต้องอธิบายซึ่งก็มีสมาชิกบางส่วนอธิบาย ไปแล้วผมก็จะเพิ่มเติมไม่มาก แล้วที่สำคัญที่สุดก็มีข้อกล่าวหาที่ค่อนข้างรุนแรงจากเพื่อนสมาชิก ขออนุญาตเอ่ยนามคือคุณวิโรจน์ ก็ได้กล่าวหาว่าฝ์ายที่เสนอคือพวกกระผมไม่มีความกล้าหาญ ขลาดเขลา หงอ ใช้คำประมาณนี้ เพราะฉะนั้นอันนี้ก็ต้องชี้แจงครับ ท่านประธานครับ ท่านประธานที่เคารพครับ การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้มันเดินมาถึงจุดทางเลือก ๒ ทาง เท่านั้นล่ะ ครั้งวันที่ ๑๓ ครั้งวันที่ ๑๔ ที่แล้ว กับครั้งนี้ก็เหมือนกัน คือจะเดินหน้าต่อให้มัน จบวาระที่สาม หรือจะไม่เดินหน้าต่อเปลี่ยนมายื่นตีความ เท่านั้นละครับ ฝ์ายหนึ่งก็บอกว่า เดินต่อ ฝ์ายหนึ่งก็บอกว่าเดินต่อทำท่าจะไม่ดี หันมายื่นตีความให้ชัดเจนเสียก่อน พวกผม อยู่ในฝ์ายที่ขอมายื่นตีความ เพราะฉะนั้นก็ถูกกล่าวหาว่าทำไมไม่เดินหน้าต่อ ซึ่งเมื่อสักครู่นี้ ท่านผู้นำฝ์ายค้านและทางซีกฝ์ายค้าน และฝ์ายที่ไม่เห็นด้วยก็ย้ำมากว่าต้องเดินหน้าต่อ เอามาตรา ๒๕๖ ให้จบ ส่วนคนที่ไม่เดินหน้าต่ออย่างพวกผมก็ถูกกล่าวหาว่าขี้กลัวและถ่วง ผมเลยเรียนอย่างนี้ครับ ผมถามว่าถ้าเดินหน้าต่อนี่ท่านวิเคราะห์อย่างไร พวกผมวิเคราะห์ บนโลกบนความเปึนจริงแล้วว่าเดินหน้าต่อนี่ คะแนนไม่ถึงตกแน่ ตกแน่นอน อันนี้ถ้าเปึนโลก อุดมการณ์อาจจะมองว่าถ้ายังไม่ลงคะแนนมันจะไปรู้ได้อย่างไรก็ว่าไปเรื่องอุดมการณ์ แต่ความเปึนจริงเราได้ทำการบ้านแล้ว ตกแน่ ถ้าตกได้ประโยชน์อะไร แล้วกลับมาถอย แล้วยื่นตีความได้ประโยชน์อะไร ผมเรียนถามที่ไม่เห็นด้วยโดยเฉพาะท่านผู้นำฝ์ายค้าน ท่านบอกว่าเดินหน้าต่อ มาตรา ๒๕๖ ท่านมั่นใจได้อย่างไรว่าถ้าเดินหน้าต่อแล้วเราจะได้ รัฐธรรมนูญ มั่นใจอย่างไรว่าเดินหน้าต่อแล้วจะแก้สำเร็จ ถึงได้เกิดคำถามว่าอยากแก้ให้ได้แก้ เท่านั้นหรือเอาให้แก้ได้ พอมาถึงตรงนี้ท่านก็จะถามต่อว่าปัญหามันอยู่ที่การเมืองนี้หรืออยู่ ข้อกฎหมาย ท่านก็พูดให้ชัดขึ้นมาหน่อยว่าการเมืองก็คือการแก้คราวนี้ก็คือรัฐบาลไม่เห็นด้วย ด้วยกัน ไม่มีเอกภาพ เสียงไม่พอจะตก ผมเรียนตอบเลยว่าในทางการเมืองในพรรคร่วม แม้จะไม่ได้เห็นด้วยกันทุกพรรค แม้บางพรรคไม่เห็นด้วย แต่จากการที่เราได้สำรวจ ทำการบ้าน เสียงฝ์าย สส. ในพรรคร่วมเราผ่านครับ แต่ที่ไม่ผ่านคืออะไรครับ ก็เรียนตรงไปตรงมา อยู่นี่ละ ก็คือ ๖๗ เสียง นับแล้วอย่างไรก็ไม่พอ ๖๗ เสียง ซึ่งเรื่องนี้ท่านก็พอทราบ ทุกคน ก็พอทราบว่า ๖๗ เสียงมันไม่พอ ๖๗ เสียงมาจากฝ์ายไหนก็ไม่ต้องพูดไปเอ่ยกันละ แต่รู้ว่า ๖๗ เสียงนี้หาไม่ได้ เมื่อหาไม่ได้ก็รู้ว่า เดินหน้าก็ตก เรายอมตก ถ้าท่านยอมตก ถามว่าประชาชนได้อะไร ประชาชนเสียเวลาไหม หรือท่านจะบอกว่าถ้าตกก็ยื่นใหม่อีก ๔ เดือนข้างหน้า ผมก็จะถามท่านว่าถ้า ๔ เดือน ข้างหน้า สมัยหน้ามายื่นกันอีกแล้วความไม่ชัดเจนข้อนี้ก็ยังเปึนปัญหาเปึนเงาทะมึนอยู่ สมาชิกบางส่วนก็จะกลัวถูกเล่นงาน ถูกลงโทษ ถูกข้อหาก็ไม่ลงอีก ความมืดดำหรือความไม่ชัดเจนนี้ ก็ยังเปึนเงาทะมึนอยู่ ๔ เดือนข้างหน้าก็กลับมาวนเวียนมาเจอปัญหาเดิม แล้วทางเลือกนี้ ผมถามว่าจะได้รัฐธรรมนูญด้วยวิธีไหนมีความหวังอย่างไร เพราะฉะนั้นเราจึงหันมาใช้วิธีการ ไปยื่นตีความเสียให้ชัด ถ้าชัดแล้วว่าทำกี่ครั้ง กี่รอบอย่างไรเสร็จสรรพ คนที่อ้างก็จะอ้างไม่ได้ คนที่เอามาเปึนเหตุอ้างว่าเพราะกลัวโน่นกลัวนี่ อ้างไม่ได้ และที่สำคัญที่สุดที่ท่านบอกว่า พวกผมกลัวศาลรัฐธรรมนูญ ท่านทำไมไม่คิดว่าถ้าถามไปเสียคราวนี้จากที่ท่านตอบไว้กำกวม ไม่ชัดเจนบังคับให้ท่านพูดให้ชัดเสีย แล้วคราวหน้าท่านจะไม่ได้มาเล่นงานผมภายหลัง ทำไม ท่านไม่คิดแบบนั้น ภาษาชาวบ้านเขาบอกว่าทำไมไม่ตัดหางยัดปากไว้เลย ทำไมไม่ใช้วิธีนี้ เพราะฉะนั้นเรื่องว่ากลัวนี่ผมขอปฏิเสธ แล้วการเดินหน้าแม้วันนี้สมมุติเรามีมติว่าไม่ยื่น แล้วมาเดินหน้ากัน ท่านกับผมมานั่งคุยกันเลยว่าตกหรือไม่ตก แล้วตกท่านจะตอบประชาชน ว่าอย่างไร

ประการต่อมาก็บอกว่าเราเตะถ่วง ท่านประธานที่เคารพครับ การยื่นญัตตินี้ คุณหมอเปรมศักดิ์อาจจะพูดแล้วว่าศาลรัฐธรรมนูญจะพิจารณากี่วัน กี่เดือนไม่มีใครจะไป แทรกแซง ไปบังคับท่านได้ จริงครับ แต่เราก็สามารถที่จะหาคำตอบจากประสบการณ์ได้ จากประสบการณ์ที่เคยยื่นแล้วศาลเคยใช้วิธีพิจารณานี่เราก็พอประมาณการได้ แม้ไม่ได้ ไปบังคับท่าน ผมก็ประมาณการว่าไม่น่าจะเกิน ๑ เดือน ถ้าเราจะช้าสัก ๑ เดือนมันจะเสียหาย อะไรมากไหมถ้าแลกกับความชัดเจนที่ได้มา เพราะฉะนั้นที่บอกว่าเตะถ่วงผมว่า ๑ เดือน มันไม่น่าจะถึงขั้นเตะถ่วง อาจจะสะดุดนิดหนึ่ง แต่สะดุดเพื่อให้ได้สิ่งที่ดีกลับมา

ประการต่อมาคำถามที่ชอบพูดแล้วข้อกล่าวหาก็คือหาว่าเรากลัวศาลก็ตอบ ไปบ้างแล้ว แต่ประเด็นใหญ่ที่มันครอบคลุมด้วยกันก็คือบอกว่า เราไม่มีความกล้าหาญ เราไปหงอ ให้กับอำนาจที่ไม่ใช่อำนาจประชาชน เราไปสยบยอม แล้วก็กล่าวพาดพิงมาถึงเพื่อนสมาชิก เข้าใจว่าก่อแก้ว เมื่อก่อนกล้าหาญวันนี้ทำไมไม่กล้าหาญ ท่านประธานครับ ผมต้องเรียนว่า เราเปึนพรรคที่อยู่มานานพอสมควร เราเคยใช้ความกล้าหาญมามากแล้ว เราเคยใช้ความเด็ดเดี่ยว มามาก แต่ผลที่ได้คืออย่างไร ชัดเจน ท่านมาทีหลังผมท่านก็ใช้ความกล้าหาญท่านก็โดน เหมือนกัน โดนมากี่ดอก เพราะฉะนั้นคำพระท่านบอกว่า ความกล้าหาญควรเสมอด้วยปัญญา ปัญญาควรเสมอด้วยสติ หมายความว่าใช้ความกล้าหาญอย่างเดียวแต่ไม่ใช้สติปัญญา ประกอบ รบร้อยครั้งคุณแพ้ ผมเคยทำงานกับทหารท่านฟังนะ เขาคัดคนไปรบกล้าหาญ อย่างเดียวก็ไม่ได้หรอก ถ้ากล้าหาญแล้วโง่ ๆ ส่งไปแพ้หมด เขาอยากได้ทหารที่กล้าหาญ แล้วฉลาดด้วย แล้วความกล้าหาญต้องเสมอด้วยสติคืออะไร มีปัญญาไม่พอ เรียนเก่งไม่พอ รู้ไม่พอ รู้การยุทธ์หมด แต่สติต้องรู้ ต้องเย็นพอ ต้องรู้ว่าเวลาที่มันควรต้องใช้ประมาณไหน ต้องอดทนให้ได้ แล้วต้องแยกแยะมิตรให้ออก ศัตรูให้ออก คำว่า สติ ผมฝากท่าน ว่าเรื่องแก้ รัฐธรรมนูญนี้ท่านกำลังสู้กับใครครับ คิดดี ๆ นะครับ ท่านควรตำหนิพวกเราด้วยกันเอง หรือตำหนิศาล หรือตำหนิฝ์ายไหน ลองคิดนิดหนึ่ง ถ้าท่านเลือกถูก เลือกมิตร เลือกศัตรูถูก เลือกคนร่วมทางถูก ติพองามอย่าถึงขั้นทำร้ายกัน ท่านจะมีเพื่อนร่วมเดินทาง ไม่อย่างนั้นเปึนมวยหลงมุม เปึนไก่หลงตีตัวเองนี่ก็แพ้หมด ท่านครับ ผมกราบเรียนคำว่า ปัญญา คืออย่างไร ปัญญาก็คือวันนี้เราได้พิจารณาแล้วว่า ปัญหาที่สำคัญของการแก้รัฐธรรมนูญคือคำวินิจฉัยของศาล ศาลทำไมวินิจฉัยอย่างนี้ เราก็ วินิจฉัย เราก็ใช้ปัญญาวิเคราะห์ไปได้ว่าที่มาที่ไปคืออย่างไร วันนี้สมมุติว่าเราเดินหน้าแก้ มาตรา ๒๕๖ ให้จบไม่ต้องยื่นตีความ เกิดมีปาฏิหาริย์ว่าได้ ๖๗ เสียงครบ ผ่าน เราก็ใช้ ปัญญาคิดได้จากประสบการณ์ว่าจะมีคนไปยื่นตีความไหม เกิดมีฝ์ายไม่หวังดีไปยื่นศาล ตีความว่ากระบวนการที่ผ่านมาทั้งหมดนี้ไม่ชอบด้วยคำวินิจฉัย มันก็จะเกิดปัญหาอีก เพราะฉะนั้นถ้าเรามีปัญญาที่พอเราแก้ปัญหาไว้เสียให้มันจบคราวเดียว เดินวันนี้ก็ไม่ต้องไป สะดุดกี่ครั้ง ๆ หรือเมื่อเดินผ่านไปแล้วก็ไม่ต้องมานอนผวาว่าจะมีคนไปยื่นแล้วจะถูก เล่นงานอีก เพราะฉะนั้นถ้าจะใช้เวลาสักหน่อยสักเดือนหนึ่งเพื่อให้เกิดความชัดเจน เพื่อปัองกัน ฝ์ายที่จะต้องเล่นงานเราหลาย ๆ ด่านต่อไปนี้เพื่อให้มันหมดจด ผมคิดว่าเราได้ใช้สติ ได้ใช้ ปัญญาด้วย แล้วที่สำคัญที่สุดความกล้าหาญนี่ผมฝากครับ เราจะต้องสู้อะไรอีกมากมายในประเทศ ของเรากับการต่อสู้เพื่อได้มาซึ่งประชาธิปไตย ประชาธิปไตยไม่ใช่รถด่วนคุณหมอเปรมศักดิ์ พูดถูก ผมก็เพิ่มครับ การต่อสู้ให้ได้มาซึ่งประชาธิปไตย ซึ่งหลายคนหลายรุ่นที่เขาสู้มาแล้วเขา แพ้มา เขาอะไรมาเยอะนี่ มันบอกให้เรารู้ว่าเราใช้ความกล้าหาญอย่างเดียวไม่ได้ เราต้องมีกลยุทธ์ ลมมันเปลี่ยนทิศต้องเบนหัวเรือในบางครั้ง ไม่ได้เบนหนีแต่เบนไม่ให้เรืออับปาง เบนเพื่อหลบลม เพื่อที่จะไปสู่เปัาหมาย ไม่ใช่เรากล้าหาญ ลมมันมาทิศนี้มาสู่เรา เราก็หันหัวเรือใส่ลม ผมคิดว่า แบบนี้สู้ให้ได้ให้ตายก็ไม่ได้ประชาธิปไตยครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมคิดว่าได้ใช้โอกาส ใช้เวลาสรุปเพื่ออธิบายข้อกล่าวหาเพื่อนสมาชิกอีกฝ์ายหนึ่งตามสมควร ก็ขออนุญาตยืนยัน อีกครั้งหนึ่งว่าพรรคเพื่อไทยและเพื่อนสมาชิกที่สนับสนุนวันนี้มีเจตนาบริสุทธิ์ที่อยากจะให้ การแก้ไขรัฐธรรมนูญมันสำเร็จ ให้แก้ได้ไม่เพียงให้ได้แก้ และเปัาหมายเราอยากได้รัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ไปให้ประชาชน ขอบคุณครับท่านประธานครับ

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา

ขอบคุณคุณสุทิน คลังแสง มาก

นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ท่านประธานครับ ผม วิโรจน์ ลักขณาอดิศร ครับ ขอใช้ใช้สิทธิพาดพิงตามข้อบังคับ ข้อ ๔๗ สั้น ๆ ครับ

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา

เอาที่พาดพิงที่เสียหาย เท่านั้นครับ เชิญครับ

นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

คืออย่างนี้ครับ เมื่อสักครู่ผมได้ยินทางท่านสุทิน คลังแสง เอ่ยชื่อถึงผมนี่ผมก็เคารพนะครับ เพราะท่านก็ถือ ว่าเปึน สส. ที่น่าเคารพนับถือในอดีตอย่างมากนะครับ คือสิ่งที่ผมต้องการคำยืนยันเลย จากพรรคเพื่อไทยก็คือว่า หากยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความไปแล้ว สติปัญญาที่ท่านว่านี่ถ้าศาล ท่านมีคำวินิจฉัยอย่างไรก็แล้วแต่ ยังคงมีเสียงตีความอย่างนั้นอย่างนี้ก็แล้วแต่ ท่านยังจะ เดินหน้าต่อไปไหม สส. ของพรรคร่วมรัฐบาลจะเห็นดีเห็นด้วยกับท่านไหม ท่านให้คำมั่น ที่สะท้อนถึงสติปัญญาให้กับเพื่อน ๆ สมาชิกในรัฐสภาแห่งนี้ฟังได้ไหม ผมตั้งคำถามสุดท้าย ครับท่านประธาน วันนี้ผมดีใจที่ท่านสุทินบอกว่าจะตัดหางสุนัขไปยัดปากใครบางคน แต่ถ้าเกิดวันนั้นใครบางคนที่ว่าเอาหางสุนัขมารัดคอท่าน ให้ผมช่วยเอาหางสุนัขนั้นเอาออก จากคอท่านครับ แล้วเราเดินหน้าไปด้วยกันได้ แต่วันนี้ผมยืนยันครับ

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา

พอแล้วครับ

นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ความกล้าหาญ พวกเรามีสติปัญญาครับ ถึงเวลาท่านจะไม่มีปัญญาแม้กระทั่งได้แก้รัฐธรรมนูญ ขอบพระคุณครับ

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ก็เปึนอันว่า การอภิปรายได้จบสิ้นแล้วนะครับ ต่อไปจะเปึนการลงมติจะให้รัฐสภามีมติส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญ พิจารณาวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๐ วรรคหนึ่ง (๒) หรือไม่นะครับ ก่อนที่จะลงมติผมขอตรวจสอบองค์ประชุมนะครับ ขอเชิญ สมาชิกที่อยู่ข้างนอกเข้ามาเสียบบัตรแสดงตนด้วยนะครับ

(นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุม ทราบก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)

สมาชิกที่เข้ามาแล้วนะครับ กรุณากดบัตรแสดงตนนะครับ ถ้าขัดข้องอย่างไรก็กรุณาแจ้งให้เจ้าหน้าที่ด้วยนะครับ

(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ์มแสดงตน)
นายอลงกต วรกี สมาชิกวุฒิสภา

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาครับ ผม นายอลงกต วรกี สมาชิกวุฒิสภา ลำดับที่ ๑๘๙ ขอแสดงตนครับ

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา

ครับ วุฒิสมาชิก ๑๘๙ แสดงตนนะครับ เจ้าหน้าที่จดด้วยนะครับ บางทีผมจดไม่ทัน รอสักครู่นะครับ กำลังเข้ามา อีกหลายท่านนะครับ

นายวันนิวัติ สมบูรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ท่านประธานครับ ผม วันนิวัติ ๓๓๓ แสดงตนครับ

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา

เชิญครับ ท่านสมาชิกที่อยู่ ข้างนอก เชิญครับ

พันตำรวจเอก กอบ อัจนากิตติ สมาชิกวุฒิสภา

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม พันตำรวจเอก กอบ อัจนากิตติ สมาชิกวุฒิสภา หมายเลข ๐๐๕ รายงานตนครับ

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา

๐๐๕ แสดงตนนะครับ

นายสุทนต์ กล้าการขาย สมาชิกวุฒิสภา

ท่านประธานครับ สุทนต์ กล้าการขาย สมาชิกวุฒิสภา ๑๖๙ แสดงตนครับ

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา

ครับ สว. ๑๖๙ แสดงตน

นายบุญชอบ สระสมทรัพย์ สมาชิกวุฒิสภา

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ ผม บุญชอบ สระสมทรัพย์ สมาชิกวุฒิสภา ๐๗๕ แสดงตนครับ

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา

ครับ สว. ๐๗๕ แสดงตน

นายพิพิธ รัตนรักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา กระผม นายพิพิธ รัตนรักษ์ สมาชิกลำดับที่ ๒๕๕ แสดงตนครับ

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา

๒๕๕ ครับ เดินเข้ามาอีกหลายท่าน เข้ามาแล้วกรุณากดบัตรแสดงตนเลยนะครับ ท่านสมาชิกแสดงตนทุกท่านแล้วนะครับ ป่ดการแสดงตนนะครับ เจ้าหน้าที่แสดงผลนะครับ จำนวนผู้แสดงตนเข้าประชุม ๕๕๔ ท่าน บวกอีก ๖ ท่านเปึน ๕๖๐ ท่าน ครบองค์ประชุมนะครับ

ต่อไปผมจะถามมติ จากที่ประชุมว่าจะเห็นด้วยกับการส่งศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยปัญหาหน้าที่และอำนาจ ของรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๐ วรรคหนึ่ง (๒) หรือไม่ครับ ถ้าผู้ใดเห็นชอบว่า ควรส่ง กรุณากดปุ์ม เห็นด้วย

(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ์มลงคะแนน)
นายสิริน สงวนสิน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ท่านประธานครับ ผม สิริน สงวนสิน พรรคประชาชน ไม่เห็นชอบครับ

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา

อย่าเพิ่งครับ เดี๋ยวนะครับ ถ้าท่านสมาชิกท่านใด

นายชาดา ไทยเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ท่านประธานครับ ๐๙๑

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา

ถ้าท่านสมาชิกท่านใด เห็นควรส่งก็กรุณากดปุ์ม เห็นชอบ ถ้าท่านสมาชิกเห็นว่าไม่ควรส่งก็กดปุ์ม ไม่เห็นด้วย

นายพิพิธ รัตนรักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ท่านประธานครับ ผม พิพิธ รัตนรักษ์ เห็นด้วยครับ ๒๕๕ ครับ

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา

ถ้าท่านผู้ใดเห็นว่าควร งดออกเสียงกรุณากดปุ์ม งดออกเสียง เชิญลงคะแนนได้นะครับ

นายชาดา ไทยเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ท่านประธานครับ

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา

เชิญครับ

นายชาดา ไทยเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

๐๙๑ ชาดา ไทยเศรษฐ์ เห็นชอบครับ

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา

ครับ สส. ชาดา ไทยเศรษฐ์

นายอลงกต วรกี สมาชิกวุฒิสภา

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา กระผม นายอลงกต วรกี สมาชิกวุฒิสภา ลำดับที่ ๑๘๙ งดออกเสียงครับ

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา

๑๘๙ สว. งดออกเสียง เจ้าหน้าที่จดตลอดนะครับ เชิญครับ ท่านผู้ใดยังขัดข้องในการลงคะแนน กรุณาแจ้งด้วยนะครับ

พันตำรวจเอก กอบ อัจนากิตติ สมาชิกวุฒิสภา

ท่านประธานที่เคารพ ผม พันตำรวจเอก กอบ อัจนากิตติ สว. ๐๐๕ งดออกเสียงครับ

นายสุทนต์ กล้าการขาย สมาชิกวุฒิสภา

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา

เดี๋ยว ช้า ๆ นิดหนึ่งครับ

นายสุทนต์ กล้าการขาย สมาชิกวุฒิสภา

กระผม สุทนต์ กล้าการขาย ๑๖๙ งดออกเสียงครับ

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา

งดออกเสียงแล้วก็ลงมติ เจ้าหน้าที่จดทันนะครับ เชิญครับ มีสมาชิกท่านใดยังไม่ลงคะแนนบ้างครับ

นายบุญชอบ สระสมทรัพย์ สมาชิกวุฒิสภา

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ ผม บุญชอบ สระสมทรัพย์ สมาชิกวุฒิสภา หมายเลข ๐๗๕ งดออกเสียงครับ

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา

งดออกเสียงอีก ๑ ท่านครับ เชิญครับ

นายเกรียงไกร กิตติธเนศวร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ผม เกรียงไกร ๐๒๗ เห็นชอบครับ

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา

เจ้าหน้าที่จดทุกท่านแล้ว ถ้าไม่มีแล้วก็ป่ดการลงคะแนนนะครับ

นายศาสตรา ศรีปาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ท่านประธานครับ ๓๖๘ เห็นชอบครับ

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา

ก็บันทึกไว้ครับเพราะว่า เจ้าหน้าที่นับคะแนนแล้วนะครับ มีผู้มาลงมติทั้งหมด ๕๗๒ ท่าน เห็นด้วย ๓๐๑ ท่านบวกกับ อีก ๓ ท่าน เปึน ๓๐๔ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๑๕๐ ท่านบวกอีก ๑ ท่านเปึน ๑๕๑ ท่าน งดออกเสียง ๑๒๐ ท่าน ไม่ลงคะแนน ๑ ท่าน ที่ประชุมนี้เห็นด้วยให้ส่งไปให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา วินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของสภาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๐ วรรคหนึ่ง (๒) ที่ประชุมนี้เห็นว่าควรส่งตามคะแนนที่ได้แจ้งให้ทราบแล้วนะครับ

เปึนอันว่าวันนี้หมดระเบียบ วาระการประชุมแล้ว ขอขอบพระคุณท่านสมาชิกรัฐสภาทุกท่านนะครับ ขอบคุณครับ ขอป่ดประชุมครับ

เลิกประชุมเวลา ๑๗.๓๖ นาําิกา