กิตติพงษ เสนอแกไขกฎหมายศาลทหาร ใหโครงการขนาดใหญขึ้นศาลอาญา

รัฐสภา · ครั้งที่ ๖ · ๑๗ มีนาคม ๒๕๖๘

กิตติพงษ ปยะวรรณโณ เสนอให้แก้ไขกฎหมายเพื่อเปิดโอกาสให้คดีทุจริตของทหารถูกพิจารณาโดยศาลอาญาแทนศาลทหาร โดยชี้ให้เห็นปัญหาเรื่องความไม่เป็นอิสระในการบริหารงานบุคคลและงบประมาณของศาลทหาร รวมถึงข้อขัดแย้งในกระบวนการยุติธรรม

นาวาโท กิตติพงษ์ ป่ยะวรรณโณ ผู้แทนคณะกรรมาธิการ

เรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม กิตติพงษ์ ป่ยะวรรณโณ ในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อยในการแก้ไข มาตรา ๔ ขอแถลงเพื่อให้รัฐสภาพิจารณาดังนี้ครับ ก่อนอภิปรายในเนื้อหาในเนื้อความของ มาตรา ๔ ผมขออภิปรายเหตุผลที่ผมเห็นด้วยและสนับสนุนให้มีการแก้ไขพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการปัองกันและปราบปรามการทุจริต โดยให้ยกเลิกมาตรา ๙๖ รวมทั้งเปึนเหตุผลสำคัญที่เปึนเหตุให้ผมในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อยได้สงวนความเห็น เอาไว้ เมื่อกล่าวถึงการบังคับใช้กฎหมายอันเกี่ยวข้องกับการปัองกันและปราบปรามการทุจริต คอร์รัปชัน แน่นอนว่ากลุ่มเปัาหมายสำคัญคือหน่วยงานภาครัฐที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการใช้จ่าย งบประมาณแผ่นดินอันเปึนภาษีของพี่น้องประชาชน ข้อเท็จจริงสำคัญในเรื่องนี้คือเหล่าทัพ อันประกอบด้วย กองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศ คือหน่วยงานภาครัฐที่มี โครงการขนาดใหญ่มากที่สุดหน่วยงานหนึ่ง หากไม่ใช่ก็เปึนหน่วยงานที่มีโครงการขนาดใหญ่ มากที่สุด โดยโครงการขนาดใหญ่หมายความว่าโครงการที่มีมูลค่าเกินกว่า ๑,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งมูลค่าโครงการนี้จะเปึนสาระสำคัญที่ผมจะอภิปรายต่อไป ทั้งนี้กองทัพเปึนหน่วยงานเดียว ในประเทศไทยที่เมื่อถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดอันเกี่ยวข้องกับการทุจริตไม่ต้องขึ้นศาลอาญา ทุจริตและประพฤติมิชอบแต่ขึ้นศาลทหาร ซึ่งเปึนหน่วยงานภายใต้สังกัดกระทรวงกลาโหม โดยกระบวนการทั้งหมดจะอยู่ภายใต้กระทรวงกลาโหมทั้งตุลาการและอัยการ ไม่มีหน่วยงาน นอกกระทรวงกลาโหมสามารถเข้าไปเกี่ยวข้องได้ ยิ่งไปกว่านั้นมีการวางกลไกทางกฎหมาย เพื่อรักษาอำนาจศาลทหารไว้ในกฎหมายถึง ๓ ฉบับ กล่าวคือ พ.ร.ป. ป.ป.ช. ที่กำลังพิจารณา แก้ไขกัน ณ ขณะนี้ พ.ร.บ. วิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ และ พ.ร.บ. ธรรมนูญ ศาลทหาร ซึ่งกฎหมาย ๒ ใน ๓ ฉบับ มีการแก้ไขในยุคของ คสช. เพื่อให้เกิดความเท่าเทียมกัน ในกระบวนการยุติธรรมและเพื่อให้ทหารที่ถูกกล่าวหาว่าทุจริตมาขึ้นศาลอาญาทุจริตและ ประพฤติมิชอบ จึงจำเปึนต้องแก้ไขกฎหมายทั้ง ๓ ฉบับ ซึ่งการแก้ไขกฎหมายอีก ๒ ฉบับ กำลัง อยู่ในกระบวนการ และทุกท่านทราบหรือไม่ว่ามาตรา ๓๒ พระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร ได้กำหนดไว้ว่า ในศาลชั้นต้นตุลาการซึ่งไม่ใช่ตุลาการพระธรรมนูญต้องมียศทหารสูงกว่า หรือเท่าจำเลยที่มียศทหารสูงสุด ทั้งนี้ในโครงการขนาดใหญ่ที่มีมูลค่าเกินกว่า ๑๐๐ ล้านบาท ต้องได้รับการพิจารณาอนุมัติจากผู้บัญชาการเหล่าทัพ นั่นหมายความว่าในโครงการขนาดใหญ่ ผู้บัญชาการเหล่าทัพจะเปึนผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับโครงการเสมอ และถึงแม้ว่าผู้บัญชาการเหล่าทัพ จะมียศทหารเปึน พลเอก พลเรือเอก หรือพลอากาศเอก แต่ผู้บัญชาการเหล่าทัพเปึนทหาร ที่ครองยศอัตราจอมพล หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือไม่มีนายทหารนายใดในกองทัพที่มีอายุสูงกว่า หรือเทียบเท่าผู้บัญชาการเหล่าทัพ ดังนั้นตามมาตรา ๓๒ แห่งพระราชบัญญัติธรรมนูญ ศาลทหาร ในคดีที่เปึนโครงการขนาดใหญ่จึงจำเปึนต้องแต่งตั้งอดีตผู้บัญชาการเหล่าทัพ มาเปึนตุลาการร่วมพิจารณา และเท่าที่ผมทราบประเทศไทยไม่เคยมีผู้บัญชาการเหล่าทัพ ที่เปึนนักกฎหมายหรือเปึนผู้มีประสบการณ์เปึนตุลาการพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ อันนี้พรรคต้องพูดถึงว่าอดีตผู้บัญชาการเหล่าทัพและผู้บัญชาการเหล่าทัพที่ปัจจุบันนับถือ เปึนพี่น้องกัน เปึนสหายร่วมรบ สละชีวิตแทนกันได้ซึ่งเปึนเรื่องที่ดีแต่ไม่ใช่ในกระบวนการ ยุติธรรมนอกจากนี้ศาลทหารยังเปึนหน่วยงานภายใต้กระทรวงกลาโหมทั้งตุลาการ อัยการ และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรม ทั้งหมดของศาลทหารอยู่ภายใต้การพิจารณา เลื่อน ลด ปลด ย้าย โดยโครงสร้างของกระทรวงกลาโหม รวมทั้งยังรับเงินเดือนและสิทธิประโยชน์อื่น ๆ จากงบประมาณของกระทรวงกลาโหม และศาลทหารเปึนศาลเดียวที่ไม่มีหน่วยงานที่รับผิดชอบ งานธุรการที่มีความเปึนอิสระในการบริหารงานบุคคล การงบประมาณ และการดำเนินการอื่น ดังนั้นคำถามในเรื่องความเปึนอิสระของศาลทหารในการพิจารณาคดีโดยเฉพาะอย่างยิ่งคดี ที่จำเลยมีชั้นยศสูงหรือเปึนผู้บัญชาการเหล่าทัพนั้นจึงสามารถเกิดขึ้นได้ แม้ว่าในด้านหนึ่ง ศาลทหารจะกล่าวว่าศาลทหารมีกระบวนการพิจารณาคดีที่มีมาตรฐานเฉกเช่นเดียวกับ ศาลพลเรือน แต่ในอีกด้านหนึ่งในคดีซ้อมทรมานในค่ายทหารที่ศาลอาญาทุจริต ภาค ๕ รับฟัองเปึนคดีหมายเลขดำที่ ปท.๑/๒๕๖๖ จำเลยซึ่งเปึนทหารกลับไปร้องต่อศาลรัฐธรมนูญ ในเรื่องขอบเขตอำนาจศาลโดยศาลรัฐธรรมนูญได้มีมติยกคำร้อง ปัจจุบันอยู่ในกระบวนการ พิจารณาของคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คำถามที่เกิดขึ้นคือ หากศาลทหารมีกระบวนการพิจารณาคดีที่มีมาตรฐานเฉกเช่นเดียวกับศาลพลเรือนเหตุใด จำเลยที่เปึนทหารจึงต้องมีความพยายามในการนำคดีดังกล่าวให้อยู่ภายใต้การพิจารณาของ ศาลทหารแทนที่จะเปึนศาลอาญาทุจริตซึ่งเปึนศาลพลเรือน ด้วยเหตุดังกล่าวข้างต้นกระผม จึงเห็นด้วยกับการเสนอแก้ไข พ.ร.ป. ป.ป.ช. ในการยกเลิกมาตรา ๙๖ และหลักการที่รัฐสภา แห่งนี้ได้มีมติรับหลักการร่วมกัน โดยในความเห็นของกระผมหลักการที่สำคัญที่สุดในการเสนอ แก้ไข พ.ร.ป. ป.ป.ช. ในครั้งนี้คือการพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบทั้งหมดต้องอยู่ ภายใต้อำนาจของศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบโดยไม่มีข้อยกเว้นแม้แต่กองทัพ เพื่อยืนยันหลักการการแบ่งแยกอำนาจความเท่าเทียมกันต่อหน้ากฎหมายและหลักความเปึน อิสระของศาล ในการนี้ผมจึงมีความเห็นว่าไม่ควรตัดคำว่า เปึนผู้ดำเนินการในศาลอาญา ทุจริตและประพฤติมิชอบ ออกจากมาตรา ๔ เพื่อให้สอดคล้อง ผู้ดำเนินการในศาลอาญา ทุจริตและประพฤติมิชอบออกจากมาตรา ๔ เพื่อให้สอดคล้องกับหลักการที่รัฐสภาแห่งนี้ มีมติรับไว้และเพื่อไม่ให้เปึนการประวิงเวลาในเรื่องขอบเขตอำนาจศาลอันเนื่องมาจาก เทคนิคทางกฎหมายบางประการ ขอบคุณครับท่านประธาน