จิตติพจน วิริยะโรจน เสนอประเด็นถกเถียง ๒ ประเด็น ได้แก่ เรื่องเขตอำนาจศาล และหลักการแก้ไขกฎหมายในภายหลังหลังรับหลักการ โดยอธิบายหลักการเขตอำนาจศาลตามรัฐธรรมนูญ ชี้ว่าคดีอาญาทุจริตประพฤติมิชอบของทหารยังอยู่ในอำนาจศาลยุติธรรม และเสนอให้รัฐสภากำหนดกฎหมายโอนคดีดังกล่าวไปยังศาลอาญาทุจริตประพฤติมิชอบ พร้อมทั้งอภิปรายเรื่องอำนาจในการแก้ไขหลักการหลังรับหลักการวาระที่หนึ่ง โดยชี้แจงความขัดแย้งระหว่างขอบังคับของสภาและรัฐธรรมนูญ และเสนอให้พิจารณาภายใต้กรอบกฎหมายโดยละเอียด
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นาย จิตติพจน์ วิริยะโรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย จากจังหวัดศรีสะเกษ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ท่านประธานครับ ประเด็นที่พวกเรากำลังถกเถียงกันอยู่ในวันนี้ก็มีอยู่ ๒ ประเด็นครับ ประเด็นแรก ก็คือประเด็นเรื่องของเขตอำนาจศาล ส่วนประเด็นที่ ๒ ก็คือเรื่องของหลักการ ว่ากฎหมายถ้ารับหลักการในวาระแรกแล้วจะสามารถแก้ไขในภายหลังได้หรือไม่
ผมขออนุญาตกล่าวถึงประเด็นแรกก่อนครับ ในเรื่องของเขตอำนาจศาล เปึนหลักการโดยทั่วไปของระบบศาลยุติธรรมทั่วโลกนะครับว่าให้คดีทุกคดีอยู่ในการพิจารณา ของศาลยุติธรรม หลังจากนั้นจึงได้มีการตั้งศาลพิเศษต่าง ๆ แล้วก็มีการโอนย้ายคดีที่เปึนคดีเฉพาะ ไปอยู่ศาลนั้น ๆ เช่น ศาลปกครองหรือศาลทหารนะครับ เพื่อให้เกิดความเข้าใจเพิ่มขึ้นผมขอ อนุญาตอ่านมาตรา ๑๙๔ ของรัฐธรรมนูญเพื่อประกอบการพิจารณาของท่านประธานครับ มาตรา ๑๙๔ ของรัฐธรรมนูญพูดไว้อย่างนี้ครับว่า ศาลยุติธรรมมีอำนาจพิจารณาพิพากษา คดีทั้งปวง เว้นแต่คดีที่รัฐธรรมนูญหรือกฎหมายบัญญัติให้อยู่ในอำนาจศาลอื่นก็เปึนที่ชัดเจน ว่าศาลยุติธรรมมีอำนาจพิจารณาคดีทั้งปวงรวมทั้งศาลอาญาทุจริตประพฤติมิชอบก็เปึนศาลหนึ่ง ที่อยู่ในศาลยุติธรรม ดังนั้นจึงสามารถที่จะพิจารณาคดีทุกคดีได้ ในเรื่องของเขตอำนาจศาล จึงเปึนหลักการทั่วไป แต่ในขณะเดียวกันในรัฐธรรมนูญก็มีการพูดถึงศาลปกครอง แล้วก็ ศาลทหารด้วย โดยศาลทหารก็อยู่ในมาตรา ๑๙๙ และศาลปกครองก็อยู่ในมาตรา ๑๙๗ ซึ่งก็หมายความว่าจริง ๆ แล้วคดีทั้งปวงอยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม แต่ว่าในบางกรณี เปึนกรณีเฉพาะก็โอนย้ายไปที่ศาลทหารหรือศาลปกครอง แต่ทั้งนี้และทั้งนั้นจะกล่าวว่า ศาลยุติธรรมไม่มีอำนาจในเรื่องที่เกี่ยวกับคดีศาลเฉพาะเลยโดยตลอดก็ไม่ได้ เพราะว่าถ้าเราดู รัฐธรรมนูญในมาตรา ๑๙๖ จะเขียนให้เห็นชัดเจนครับ ถ้าท่านประธานอ่านแล้วก็คงจะ เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น ในมาตรา ๑๙๒ เขียนอย่างนี้ครับ ในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และ อำนาจระหว่างศาลยุติธรรม ศาลปกครองหรือศาลทหารให้พิจารณาวินิจฉัย โดยคณะกรรมการ ซึ่งประกอบด้วยประธานศาลฎีกาเปึนประธาน ประธานศาลปกครองสูงสุด จุด จุด จุด อีก ๔ คน เปึนกรรมการ ดังนั้นจึงเห็นได้อย่างชัดเจนครับว่าอำนาจในการพิจารณาคดีต่าง ๆ รวมทั้ง คดีอาญาในเรื่องของการทุจริตหรือประพฤติมิชอบอยู่ในอำนาจศาลยุติธรรมโดยแท้ แต่ว่า อาจจะมีการแบ่งในเรื่องของบุคคลหรือคดีบางประการให้อยู่ในเขตศาลทหารหรือศาลปกครอง แต่ก็จะมีหลาย ๆ คดีที่ศาลยุติธรรมก็ยังมีอำนาจอยู่ แล้วถ้าหากว่ามีกรณีพิพาทหรือสงสัย ว่าอยู่ในอำนาจศาลไหนก็ทำตามมาตรา ๑๙๒ มีคณะกรรมการขึ้นมาตัดสินว่าจะอยู่ในอำนาจใด เพราะฉะนั้นจึงกล่าวได้ว่ารัฐธรรมนูญเราเขียนชัดเจนว่าไม่ได้มีประเด็นว่าคดีการจะย้าย เรื่องของอาญาทุจริตประพฤติมิชอบของทหารมาอยู่ในศาลอาญาทุจริตประพฤติมิชอบ แล้วจะขัดรัฐธรรมนูญ อันนี้ก็คงจะไม่มีปัญหาอะไรนะครับ ถ้าท่านประธานได้อ่านมาตรา ๑๙๒ มาตรา ๑๙๔ มาตรา ๑๙๗ และมาตรา ๑๙๙ ก็คงเห็นชัดเจนนะครับว่าในเรื่องเขตอำนาจศาล เปึนอย่างไร แต่ส่วนกฎหมายจะมีการเขียนอย่างไรเปึนอย่างไรก็เปึนหน้าที่ที่รัฐสภาแห่งนี้จะเปึนคน พิจารณาว่าจะให้คดีอาญาเกี่ยวกับการทุจริตประพฤติมิชอบที่เกี่ยวกับบุคคลซึ่งเคยกล่าวว่า อยู่ในเขตอำนาจของศาลทหารจะโอนย้ายไปที่ศาลอาญาทุจริตประพฤติมิชอบซึ่งเปึนศาล ที่ดูแลเรื่องทุจริตประพฤติมิชอบโดยรวมหรือไม่ ก็เปึนหน้าที่ที่รัฐสภาแห่งนี้จะเปึนคนตัดสินครับ
ส่วนอีกประเด็นหนึ่ง เรื่องของหลักการที่มีข้อสงสัยกันมากครับว่าถ้ากฎหมาย รับหลักการในวาระที่หนึ่งแล้วจะสามารถแก้ไขในหลักการได้หรือไม่ ผมขออนุญาตให้ดูใน ๒ มิติครับ มิติแรกในเรื่องของข้อบังคับ ข้อบังคับดูเสมือนว่าจะต้องไม่มีการแก้ไขหลักการ ถ้าหากจะมีการแก้ไขหลักการก็ต้องขออนุญาตจากสภาแห่งนี้หรือขอเปึนการยกเว้น ใช้ข้อบัญญัติบางประการหรือข้อบังคับของสภา ถ้าหากมีการยกเว้นข้อบังคับก็สามารถแก้ไข หลักการได้ อันนี้คือมิติของข้อบังคับนะครับท่านประธาน แต่ถ้าเปึนในมิติของรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญนี้มีการพูดถึงการรับหลักการในวาระที่หนึ่งแต่ไม่ได้มีการพูดว่าหลังจากรับวาระ หลักการในวาระที่หนึ่งแล้วจะแก้ไขไม่ได้ ส่วนนี้รัฐธรรมนูญไม่ได้พูดไว้ ดังนั้นถ้ากล่าว โดยสรุปนะครับว่าถ้ารับหลักการในวาระที่หนึ่งแล้วจะแก้ไขหลักการในวาระที่สองหรือวาระ ต่อ ๆ ไปได้หรือไม่ ก็ขออนุญาตกราบเรียนต่อท่านประธานครับว่า รัฐธรรมนูญโดยแท้แล้ว การแก้ไขหลักการไม่ได้มีปัญหาอะไรนะครับ ถ้าหากว่าระหว่างการพิจารณา ข้อเท็จจริงเปลี่ยนไป หรือข้อมูลที่ปรากฏต่อคณะกรรมาธิการไม่เปึนไปตามข้อมูลที่เคยแจ้งต่อสภาในชั้นวาระ รับหลักการเพราะว่าในการที่ให้ข้อมูลกับสภาในชั้นวาระรับหลักการนี้ก็อาจจะมีข้อมูลบางอย่าง คลาดเคลื่อนหรือไม่ตรงกับความเปึนจริง ถ้าหากคณะกรรมาธิการพิจารณาไปแล้วข้อมูล ต่าง ๆ นั้นไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบ หรือคลาดเคลื่อนหรือข้อเท็จจริงมีการเปลี่ยนแปลงไปนัยสำคัญ การจะเปลี่ยนแปลงหลักการก็สามารถทำได้ ซึ่งก็โดยการดูไปที่ข้อบังคับครับว่าข้อบังคับ ย่อมสามารถแก้ไขได้หรือใช้วิธีการยกเว้นข้อบังคับก็สามารถทำได้ ดังนั้นกล่าวโดยสรุป ครับท่านประธาน เรื่องนี้เปึนเรื่องที่มีความซับซ้อน และมีความจำเปึนที่จะต้องพิจารณา โดยละเอียด แล้วก็ต้องทำภายใต้กรอบของรัฐธรรมนูญตามที่ผมได้พูดไว้ซึ่งโดยแท้จริงแล้ว รัฐสภาสภาแห่งนี้ก็มีอำนาจที่จะพิจารณาโดยอิสระตามหลักของ Parliamentary Supremacy หรือรัฐสภาเปึนใหญ่ ซึ่งเปึนระบอบการปกครองที่ประชาธิปไตยทั่วโลกยอมรับกันครับ ขอบพระคุณครับท่านประธาน