พนิดา ยันอำนาจศาลมีขอบเขต คัดค้านยื่นเรื่องให้ศาลวินิจฉัยร่าง รธน.

รัฐสภา · ครั้งที่ ๖ · ๑๗ มีนาคม ๒๕๖๘

พนิดา มงคลสวัสดิ์ อภิปรายคัดค้านการยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยอำนาจหน้าที่ของรัฐสภา โดยชี้แจงว่าอำนาจของศาลมีขอบเขตตามกฎหมายและต้องเป็นคดีที่เกิดขึ้นแล้วเท่านั้น พร้อมยกตัวอย่างกรณีในอดีตที่รัฐสภายื่นคำร้องให้ศาลวินิจฉัยเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญซึ่งศาลไม่รับพิจารณาเพราะยังไม่ใช่ปัญหาเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ที่เกิดขึ้นแล้ว พนิดา มงคลสวัสดิ์ ย้ำความกังวลต่อร่างรัฐธรรมนูญและคัดค้านการยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย โดยชี้ว่าการกระทำดังกล่าวจะนำไปสู่การเสียเวลาและสร้างความเสี่ยงต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน รวมถึงเตือนถึงอันตรายจากการขยายอำนาจองค์กรอิสระเกินขอบเขตและเรียกร้องให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ พนิดา มงคลสวัสดิ์ ยืนยันความเชื่อมั่นในฉันทามติประชาชนหลังเลือกตั้งปี 2566 และเรียกร้องให้รัฐบาลใหม่ดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มเติมมาตรา 256 เพื่อจัดตั้ง สสร. ที่มาจากการเลือกตั้ง นำไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เพื่อความประชาธิปไตยเต็มใบ

นางสาวพนิดา มงคลสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

เรียนประธาน ที่เคารพ ดิฉัน พนิดา มงคลสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรปราการ เขต ๑ อำเภอเมือง ตำบลท้ายบ้าน ปากน้ำ บางเมือง บางโปรง บางด้วน พรรคประชาชนค่ะ วันนี้ ดิฉันขอเปึน ๑ เสียงในการอภิปรายคัดค้านขอให้รัฐสภามีมติให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๐ วรรคหนึ่ง (๒) ค่ะ ท่านประธานคะ ศาลรัฐธรรมนูญถูกจัดตั้งขึ้นมาโดยมีเจตนารมณ์เพื่อรักษาความเปึน กฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญ โดยเน้นการถ่วงอำนาจของฝ์ายนิติบัญญัติ โดยเฉพาะการตรากฎหมายและตรวจสอบว่าการใช้อำนาจนั้นชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ ฟังดูเหมือนจะยิ่งใหญ่ใช่ไหมคะ แต่ถึงกระนั้นแล้วหากเปึนไปตามหลักการอำนาจในการ วินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเองก็มีอยู่ตามขอบเขตที่ระบุไว้ในกฎหมาย ไม่ใช่นึกจะวินิจฉัยคดีใด ก็หยิบยกขึ้นมาวินิจฉัยได้เสมอไป เพราะอำนาจการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมีบ่อเกิดหลัก มาจากรัฐธรรมนูญและบ่อเกิดรองมาจากพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญหรือ พ.ร.ป. ฉบับต่าง ๆ ซึ่งเปึนกฎหมายที่อธิบายขยายความเนื้อหาที่อยู่ในรัฐธรรมนูญค่ะ ฉะนั้นแล้ว หากไม่ได้มีการบัญญัติไว้ในบ่อเกิดนี้ทั้ง ๒ บ่อว่าเปึนกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจวินิจฉัย แม้จะมีบุคคลหรือองค์กรใดยื่นคำร้องไปศาลธรรมนูญก็ไม่สามารถรับคดีไว้วินิจฉัยได้ สำหรับ คดีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจวินิจฉัยนั้นเรียกสั้น ๆ ว่าคดีรัฐธรรมนูญ จำแนกเปึน ๔ ประเภท ๑. ตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมายทั้งก่อนและหลังการประกาศใช้ ว่ามีเนื้อหาขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ ๒. ตรวจสอบร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ว่ามีเนื้อหาขัดกับรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๕ ซึ่งก็เปึนการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐหรือ ระบอบการปกครองหรือไม่ รวมถึงตรวจสอบว่ามีการทำประชามติในการแก้ไขเนื้อหาหมวด ที่รัฐธรรมนูญกำหนดว่าจะต้องมีการทำประชามติหรือไม่ ๓. ตรวจสอบกระบวนการจัดทำ หนังสือสัญญาสำคัญอย่างเช่นความตกลงระหว่างประเทศที่รัฐสภาต้องให้ความเห็นชอบ และ ๔. วินิจฉัยชี้ขาดปัญหาเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา รัฐสภา คณะรัฐมนตรีและองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ท่านประธานคะ ประเด็นสำคัญที่รัฐสภา จะต้องพิจารณากันก่อนลงมติก็คือญัตติที่ถูกเสนอโดยวิปรัฐบาลและ สว. ในวันนี้ มีองค์ประกอบที่ครบถ้วนพอที่จะเข้าข่ายเปึนคดีรัฐธรรมนูญประเภทที่ ๔ ที่ดิฉันได้กล่าวมา หรือไม่ อ้างอิงตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ มาตรา ๔๔ วางหลักไว้ว่าการยื่นขอให้ศาลพิจารณาวินิจฉัยคดีตามมาตรา ๗ (๒) หนึ่งในนั้น ก็คือวินิจฉัยอำนาจหน้าที่ของรัฐสภาแห่งนี้ค่ะ ต้องเปึนปัญหาซึ่งเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจ ที่เกิดขึ้นแล้ว โดยในกรณีที่ปัญหานั้นเกิดขึ้นกับหน่วยงานใดต้องให้หน่วยงานนั้นเปึนผู้มีสิทธิ ยื่นหนังสือต่อศาลขอให้ศาลพิจารณาวินิจฉัย ช้า ๆ ชัด ๆ นะคะ ต้องเปึนปัญหาซึ่งเกี่ยวกับ หน้าที่และอำนาจที่เกิดขึ้นแล้ว จะเห็นได้ว่าองค์ประกอบเงื่อนไขสำคัญในกรณีนี้คือการที่ รัฐสภาต้องใช้อำนาจนั้นไปแล้วหรือกำลังใช้อำนาจนั้นอยู่จึงจะถือว่าเปึนการใช้อำนาจ ที่เกิดขึ้นแล้ว ทีนี้มาพิจารณากัน ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในวันนี้ รัฐสภาแห่งนี้ยังไม่ได้มีการ พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมเลยค่ะ ยังไม่เข้าวาระด้วยซ้ำ ดังนั้นท้ายที่สุดแล้วต่อให้ วันนี้เรามีมติยื่นขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ศาลรัฐธรรมนูญเองก็อาจจะไม่สามารถรับ คำร้องได้อยู่ดีเพราะมันยังไม่เข้าองค์ประกอบของคดีตามกฎหมาย และสิ่งที่ดิฉันกล่าวไป ก็ไม่ใช่ว่าอ่านกฎหมายแล้วนั่งเทียนตีความหรือคิดสถานการณ์ขึ้นมาลอย ๆ นะคะ หากแต่ ย้อนกลับไปดูเมื่อครั้งท่านประธานรัฐสภาหรือท่านประธานวันมูหะมัดนอร์ มะทา ขออนุญาต พาดพิงค่ะ ได้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญขอให้วินิจฉัยอำนาจตัวเองในประเด็นลักษณะ เดียวกันนี้เมื่อต้นป้ ๒๕๖๗ จากประเด็นที่ถกเถียงว่าการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อจัดทำ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดย สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งนั้นรัฐสภามีอำนาจในการลงมติพิจารณา แก้ไขได้เลยหรือต้องทำประชามติก่อน ในครั้งนั้นรัฐสภาก็ถกเถียงกันแบบนี้ มีความขัดแย้ง มีความเห็นที่แตกต่างกันแบบวันนี้เลยค่ะ ประธานจึงส่งไปถามศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งศาลเอง ก็ตอบกลับมาว่าวินิจฉัยโดยละเอียดแล้ว ชัดเจนแล้ว การแก้รัฐธรรมนูญเปึนอำนาจรัฐสภา ไม่ต้องกังวลว่าจะขัดต่อกฎหมาย ทำได้ หรือไม่ได้ขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลธรรมนูญค่ะ มีมติ ๗ ต่อ ๐ ไม่รับคำร้อง ด้วยเหตุผลที่ว่าไม่ใช่ปัญหาซึ่งเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจที่เกิดขึ้นแล้ว จึงไม่ตรงกับเงื่อนไขตาม พ.ร.ป. ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญค่ะ อีกข้อโต้แย้งหนึ่งค่ะ คือเรื่องการทำประชามติ จริง ๆ แล้วศาลก็เคยวินิจฉัยไปแล้วตามคำพิพากษาศาลรัฐธรรมนูญ ที่ ๔/๒๕๖๔ ว่ารัฐสภามีอำนาจตามรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๖๐ จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ การทำประชามติตลอดกระบวนการเขียนรัฐธรรมนูญใหม่นี้ทำแค่ ๒ ครั้งคือก่อนจัดทำ รัฐธรรมนูญและหลัง สสร. จัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แล้ว ไม่มีกฎหมายบังคับให้รัฐสภา ต้องทำประชามติก่อนเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ และคำวินิจฉัยศาลธรรมนูญเปึนที่ยุติแล้ว มีครั้งที่ ๑ แล้ว มีครั้งที่ ๒ แล้ว อย่าให้มีครั้งที่ ๓ เลยค่ะท่านประธาน อีกสิ่งหนึ่งที่ดิฉันอยากจะสื่อสารกับพ่อแม่พี่น้องประชาชนที่รับฟังการอภิปรายครั้งนี้อยู่ รวมถึงเพื่อนสมาชิก โดยเฉพาะบางท่านที่ตั้งคำถามว่าทำไมพรรคประชาชนเหตุใดจึงคิดแต่จะ แก้รัฐธรรมนูญอยู่ได้ ดิฉันขอตอบนะคะว่าหากกฎหมายสูงสุดของประเทศนี้ซึ่งเปึนบทบัญญัติ กำหนดบทบาทแบ่งแยกอำนาจอธิปไตย ๓ ฝ์าย ทั้งบริหาร ตุลาการและนิติบัญญัติกลับไม่เปึน ประชาธิปไตยแล้วมีปัญหาเชิงโครงสร้างหลายประการ แล้วคุณภาพชีวิตพี่น้องประชาชน ในประเทศนี้จะดีได้อย่างไรคะ จริง ๆ แล้วเรา ๆ ท่าน ๆ ต่างก็เคยออกมาประกาศเปึน นโยบายในการหาเสียงเมื่อครั้งป้ ๒๕๖๖ พรรคเพื่อไทยท่านเองก็ใช้เปึนนโยบายเรือธงด้วยซ้ำ เพราะเราต่างก็รู้ดีว่ามันมีปัญหาทุกคนได้รับผลกระทบ ท่านประธานคะ อย่างเหตุการณ์วันนี้ ก็เปึนกรณีตัวอย่างที่เห็นได้ชัดว่าทำไมเราจึงควรต้องจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ การที่สมาชิก รัฐสภาต้องมานั่งวิตกกังวลว่าถ้าพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมแล้วจะขัดรัฐธรรมนูญ หรือไม่จะต้อง Play Safe ด้วยการทำประชามติก่อนหรือเปล่า จะต้องทำประชามติกี่ครั้งกันแน่ สิ่งเหล่านี้ล้วนเปึนผลพวงมาจากการทำรัฐประหารฉีกรัฐธรรมนูญแล้วเขียนใหม่ให้อำนาจ ศาลรัฐธรรมนูญแผ่ขยายล้นเกินจนสร้างความหวาดกลัวต่อฝ์ายนิติบัญญัติในการปฏิบัติ หน้าที่ พี่น้องประชาชนที่รับฟังอยู่ทางบ้านท่านประธานคะท่านทราบหรือไม่ว่าวัตถุประสงค์ ของการจัดตั้งศาลธรรมนูญ แรกเริ่มเดิมทีนั้นมีขึ้นมาเพื่อปฏิรูปการเมือง ทำให้รัฐบาล มีเสถียรภาพมีกลไกตรวจสอบเพื่อประกันสิทธิเสรีภาพของพี่น้องประชาชน มีหน้าที่เพียง ตรวจสอบ พ.ร.บ. ที่ผ่านสภาค่ะว่าขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ แล้วสาเหตุที่วันนี้ พวกเราต้องกลัวแบบนี้ก็เพราะว่ายิ่งมีการรัฐประหารฉีกอำนาจรัฐธรรมนูญมากเท่าไรอำนาจ ของศาลรัฐธรรมนูญก็เพิ่มมากขึ้นเท่านั้นโดยเฉพาะอำนาจที่พัวพันกับเรื่องการเมือง ทั้งอำนาจยุบพรรค อำนาจตรวจสอบคุณสมบัติรัฐมนตรี ตัดสิทธิ สส. ดูว่าพฤติกรรมบุคคลใด ล้มล้างการปกครองหรือไม่ ฝ์าฝ๋นจริยธรรมหรือเปล่า นายกรัฐมนตรียังเคยถูกให้พ้นตำแหน่ง มาแล้ว อีกทั้งยังขาดความยึดโยงกับพี่น้องประชาชนค่ะจนขาลอย จากรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ฉบับที่ก่อตั้งสร้างศาลรัฐธรรมนูญขึ้นมา สว. ไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๓ หรือประชาชน ๕๐,๐๐๐ คน สามารถเข้าชื่อให้ถอดถอนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้ ประธานวุฒิสภาจะส่งเรื่องให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ตรวจสอบข้อกล่าวหา หาก ป.ป.ช. ชี้ว่ามีมูล วุฒิสภาลงมติถอดถอนด้วยเสียงไม่น้อยกว่า ๓ ใน ๕ ได้เลย แต่ในรัฐธรรมนูญฉบับป้ ๒๕๖๐ ปัจจุบันนะคะการถอดถอนแทบเปึนไปไม่ได้ เพราะให้กลไกตุลาการศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบกันเองผ่านที่ประชุมใหญ่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ที่สำคัญประชาชนพวกเรา สส. สว. ไม่มีสิทธิถอดถอนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญโดยตรง ชัดเจนค่ะว่าขาดกลไกตรวจสอบถ่วงดุลจากภายนอกจึงมักถูกถามเรื่องความโปร่งใสค่ะ เพราะศาลรัฐธรรมนูญนั้นมีอำนาจสูงแต่กลไกความชอบธรรมทางประชาธิปไตยต่ำ สะท้อนชัด ในภาพปัจจุบันที่อำนาจของฝ์ายตุลาการล้นเกินมากดทับของฝ์ายนิติบัญญัติจากศาลรัฐธรรมนูญ ที่ถูกจัดตั้งขึ้นมาโดยเจตนารมณ์ที่ดิฉันกล่าวไปข้างต้น กลับกลายเปึนถูกใช้เปึนเครื่องมือ ในกระบวนการนิติศาสตร์สงครามเปึนอาวุธหอก ดาบ กระบอกป๋นป่ดชีพคู่แข่งทางการเมือง ที่เห็นต่างหรือกระด้างกระเดื่องต่อผู้มีอำนาจ ชี้ชะตาทางการเมืองของบุคคลได้อย่างเบ็ดเสร็จ เด็ดขาดแทบจะสถาปนาตัวเองเปึนรัฐธรรมนูญเสียเอง วันนี้เรามีหนทางเดียวที่จะปฏิเสธการใช้ อำนาจเหลื่อมล้ำแดนองค์กรอื่น ๆ ของศาลรัฐธรรมนูญค่ะ นั่นคือเราต้องยืนยันอำนาจ กลับไป รัฐสภาต้องยึดมั่นในอำนาจของฝ์ายนิติบัญญัติยืนยันหลักการว่าเรามีอำนาจริเริ่ม ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ น่าผิดหวังกับสิ่งที่เกิดขึ้นทุกวันนี้กลับกลายเปึนว่ารัฐสภาจะทำอะไร ก็ต้องถามศาลรัฐธรรมนูญก่อนว่าทำได้หรือไม่ ทำอย่างกับว่าศาลรัฐธรรมนูญเปึนที่ปรึกษา ทางกฎหมายของรัฐสภาค่ะ ถามแล้วถามอีก ถามซ้ำ ๆ ถามมันอยู่อย่างนั้นเสมือนว่า ผู้แทนราษฎรในฐานะฝ์ายนิติบัญญัติอย่างเรา ๆ ยอมรับอำนาจที่ล้ำแดนมาของฝ์ายตุลาการ ไปโดยปริยาย วันนี้ดิฉันต้องย้ำนะคะว่าศาลรัฐธรรมนูญไม่ใช่กฤษฎีกา รัฐสภาอย่าเข้าใจผิด แล้วต้องอย่าเข้าไปมีส่วนร่วมในการทำให้ขอบเขตอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญกว้างขวาง ไปมากกว่านี้เพราะนี่คือเขตแดนอำนาจของประชาชน

สุดท้ายนี้นะคะ ดิฉันย้ำความกังวลอีกครั้งค่ะว่าหากวันนี้รัฐสภามีมติในการ เห็นชอบยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยในประเด็นตามญัตติในเล่มนี้นะคะ ศาลรัฐธรรมนูญเอง ก็อาจจะไม่สามารถรับคำร้องได้อยู่ดี สิ่งที่เรากำลังจะถกเถียงกันอยู่ในตอนนี้เปึนเรื่องเสียเวลา ท่านประธานคะ เราทุกคนในที่นี้ค่ะเปึนตัวแทนความคิดของคนในสังคมทุกฝัืงฝ์าย เราเห็น ต่างกันในบางเรื่องแต่ดิฉันมั่นใจว่ามีหลาย ๆ เรื่องที่เราเห็นตรงกันเพราะเรามันหัวอกเดียวกัน หากท่านจะทำให้การร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เปึนไปอย่างล่าช้านั่นเท่ากับว่าท่านกำลังพาเรา ทุกคนไปตกอยู่ในสภาวะอันตราย เราอันตรายท่านก็อันตรายหากเราไม่สามารถป่ดช่อง รัฐประหารได้ เราอันตรายท่านก็อันตรายหากเราไม่มีหลักประกันสิทธิเสรีภาพมาปกปัอง พวกเราทุกคน เราอันตรายท่านก็ยิ่งอันตรายค่ะหากศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระจะแผ่ขยาย อำนาจไปไกลเกินขอบเขตของเจตนารมณ์ในการจัดตั้งจนแทบจดจำไม่ได้ ที่แค่รัฐสภาแห่งนี้ จะแก้กฎหมายตามหน้าที่ยังต้องกลัว เราอันตรายท่านก็อย่าคิดว่าท่านจะปลอดภัยในสังคม ที่ช่องว่างความเหลื่อมล้ำมันถี่ห่างออกจากกันขนาดนี้ระบบเศรษฐกิจที่เปึนระบบอุปถัมภ์ และการกระจายอำนาจที่ไปได้ไกลแค่ยอดมะพร้าวเราทุกคนได้รับผลกระทบเดียวกันหมด เราจ่ายค่าไฟ จ่ายค่าเทอมส่งลูกไปโรงเรียนค่ะ ไปซื้อของในตลาด เราไปโรงพยาบาลเหมือนกัน เราเปึนคนไทยเหมือนกันหากท่านไม่ได้อยู่ในสายป์านอุปถัมภ์นี้ท่านคือผู้ที่ถูกกดขี่อยู่ทั้งหมด และหนทางที่เราจะหยุดวงจรนี้ได้คือร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่มาจากน้ำมือของพี่น้อง ประชาชนเปึนกฎหมายหลักของประเทศ หากท่านยังเตะถ่วงขัดขวางและไม่แสดงความจริงใจ ในการเดินหน้าร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แบบนี้ หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ท่านต้องเจอคำถามสำคัญค่ะ ว่าใครได้ประโยชน์จากการที่ประเทศนี้ไม่เปลี่ยน ใครได้ประโยชน์จากการที่โครงสร้างเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองจะยังคงอยู่แบบนี้ต่อไป ท่านหรือใคร แต่ที่แน่ ๆ ไม่ใช่เราประชาชนค่ะ

สุดท้ายแล้วค่ะท่านประธาน ดิฉันเชื่อมั่นเปึนอย่างยิ่งว่านี่คือจุดร่วมสำคัญ ที่พี่น้องประชาชนเห็นตรงกันจากผลการเลือกตั้งป้ ๒๕๖๖ เราต้องการรัฐมนตรีฉบับใหม่ที่มา จากประชาชนอย่างแท้จริง เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราโดยเฉพาะพรรคเพื่อไทยที่หาเสียงไว้กับ นโยบายนี้ควรทำ คือการหันกลับมาหาหลังพิงเดียวที่เรามีคือฉันทามติของพี่น้องประชาชน ยืนยันในอำนาจนิติบัญญัติเดินหน้าพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มเติม มาตรา ๒๕๖ และเพิ่ม หมวด ๑๕/๑ ให้เรามี สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน เป่ดประตูไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ พาประเทศไทยไปสู่ความเปึนประชาธิปไตยเต็มใบทำให้กฎหมายสูงสุดของประเทศนี้ มาจากประชาชนโดยประชาชนเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง ขอบคุณค่ะ