พรชัย ยันรัฐสภาไม่ใช้ศาลตีความก่อนทำประชามติ เสนอให้ทำก่อนเพื่อโน้มน้าว สว.

รัฐสภา · ครั้งที่ ๖ · ๑๗ มีนาคม ๒๕๖๘

พรชัย วิทยเลิศพันธุ แสดงจุดยืนไม่เห็นด้วยกับการให้รัฐสภาอาศัยอำนาจศาลรัฐธรรมนูญตีความประเด็นการทำประชามติก่อนหรือหลังร่างรัฐธรรมนูญ โดยอ้างคำวินิจฉัยที่ชัดเจนในอดีตและวิพากษ์วิจารณ์การยื่นญัตติของพรรคการเมืองที่ไม่ครบองค์ประชุม รวมถึงตั้งคำถามถึงความสองมาตรฐานของรัฐสภาในการใช้ศาลตัดสินเมื่อเทียบกับกรณีอื่น ๆ พรชัย วิทยเลิศพันธุ ชี้ว่าการยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญก่อนเริ่มกระบวนการแก้ไขอาจเป็นการเตะถ่วงเวลา และเสนอว่าหากศาลมีคำวินิจฉัยให้ทำประชามติก่อน จะช่วยโน้มน้าวสมาชิกวุฒิสภาให้เคารพมติประชาชนตามรัฐธรรมนูญมาตรา 114 โดยทำหน้าที่แทนปวงชนชาวไทยอย่างแท้จริงโดยไม่ผูกมัดกับพรรคการเมืองใด

นายพรชัย วิทยเลิศพันธุ์ สมาชิกวุฒิสภา

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา เพื่อน ๆ สมาชิกรัฐสภาที่เคารพทุกท่าน กระผม พรชัย วิทยเลิศพันธุ์ สมาชิกวุฒิสภาในฐานะ สมาชิกรัฐสภาครับ วันนี้ผมขอมีส่วนร่วมในการอภิปรายญัตติด่วน เรื่อง ขอให้รัฐสภามีมติ ให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของรัฐสภาตาม รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๐ วรรคหนึ่ง (๒) ซึ่งท่าน สว. เปรมศักดิ์ เพียยุระ และท่าน สส. วิสุทธิ์ ไชยณรุณ เปึนผู้เสนอครับ ก่อนอื่นผมขอแสดงจุดยืนนะครับว่าผมไม่เห็นด้วยกับการที่ ฝ์ายนิติบัญญัติอย่างรัฐสภาซึ่งประกอบไปด้วยสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาจะต้องอาศัย อำนาจของฝ์ายองค์กรอิสระที่เปึนตุลาการอย่างศาลรัฐธรรมนูญเพื่อตีความว่า ตกลงแล้ว เราควรทำประชามติก่อนหรือหลังที่ร่างรัฐธรรมนูญเพื่อตั้ง สสร. จะเข้าวาระที่หนึ่ง วาระที่สอง และวาระที่สามในสภา เหตุผลเพราะเราก็เคยให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยในประเด็นนี้แล้ว ถึง ๒ ครั้ง ครั้งแรกในป้ ๒๕๖๔ ซึ่งก็มีคำวินิจฉัยว่าให้ทำแค่ ๒ ครั้ง คือให้ถามประชาชนก่อน ว่าจะให้มีรัฐธรรมนูญใหม่หรือไม่ และเมื่อร่างเสร็จก็ให้ถามอีกครั้งเพื่อให้รับรองเนื้อหา ในรัฐธรรมนูญเท่ากับทำแค่ก่อนและหลังรวม ๒ ครั้งเท่านั้นครับ และอีกครั้งหนึ่งเมื่อป้ ๒๕๖๗ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญก็ไม่เห็นว่าเรื่องนี้เปึนคดีและไม่รับเรื่องไปวินิจฉัยครับ ซึ่งเรื่องจำนวนครั้ง ในการทำประชามติน่าจะชัดเจนจากคำวินิจฉัย ป้ ๒๕๖๔ แล้วนะครับ แต่ปัญหาที่ทำให้รัฐสภา ของเราต้องมีญัตติด่วนในวันนี้ก็เพราะมีผู้สงสัยในคำวินิจฉัยนั้นว่า เราควรทำประชามติ เพียง ๒ ครั้งจริงหรือ และต้องทำประชามติ ณ จังหวัดไหน ก่อนหรือหลังที่ร่างธรรมนูญ จะเข้าที่ประชุมของรัฐสภากันแน่ เมื่อเราไปดูคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ ๔/๒๕๖๔ เราจะเห็น ข้อความระบุชัดว่า หากรัฐสภาต้องการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องทำประชามติเสียก่อน แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่ารัฐสภาต้องการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ครับ การที่พรรคเพื่อไทย กับพรรคประชาชนยื่นร่างเข้ามามันแสดงให้เห็นเจตจำนงของพรรคการเมืองเพียง ๒ พรรคเท่านั้น ซึ่งไม่ใช่ความต้องการของรัฐสภา ซึ่งการที่รัฐสภาจะแสดงความต้องการจัดทำรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ได้ก็ต้องผ่านการพิจารณาแล้ว ๓ วาระนั่นเอง คำวินิจฉัยก็ชัดเจนนะครับแทบจะไม่ต้อง ตีความอย่างไรแล้ว ซึ่งผมเองก็เข้าใจว่าท่านประธานรัฐสภาก็เห็นด้วยจึงได้บรรจุการพิจารณา ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญดังกล่าวเปึนวาระการประชุมร่วมเมื่อวันที่ ๑๓ วันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา แต่พรรคการเมืองที่เปึนผู้ยื่นร่างเข้ามากลับใช้ Tactic นับองค์ประชุมแต่ไม่แสดงตน แม้จะอยู่ในที่ประชุมจนสภาล่มไป ๒ รอบ เปลืองเงินภาษีประชาชนไปหลายล้านบาทครับ ซึ่งก็น่าทำให้เคลือบแคลงในความจริงจังจริงใจของพรรคการเมืองดังกล่าวในการแก้ไข รัฐธรรมนูญเปึนอย่างยิ่งครับ ผมจึงอยากตั้งคำถามว่ารัฐสภาของเรากำลัง ๒ มาตรฐานหรือเปล่า ถ้าเรายังจำกันได้เมื่อ ๒ สัปดาห์ที่แล้วตอนที่เราพิจารณาเรื่องการแก้ไขข้อบังคับการประชุมรัฐสภา เพื่อให้อำนาจคนนอกที่ไม่ใช่สมาชิกรัฐสภาได้มาเปึนกรรมาธิการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ ผมเสนอว่าหากรัฐสภาจะตัดสินกันเองว่ารัฐธรรมนูญนี้ไม่เป่ดช่องให้ประชาชนคนนอกเข้ามา เปึนกรรมาธิการเราควรจะยื่นเรื่องปรึกษาศาลรัฐธรรมนูญก่อนหรือไม่ ที่ประชุมรัฐสภาแห่งนี้ ก็มีมติว่าไม่ต้องเราฟันธงได้เองเลยว่าไม่ได้ รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๖๐ ไม่เป่ดช่องให้ประชาชน คนนอกมีสิทธิเข้ามาเปึนกรรมาธิการร่วม แล้วก็โหวตการแก้ไขข้อบังคับดังกล่าวให้ตกไป แต่วันนี้ครับท่านประธาน เรากำลังจะมีมติยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินว่าเราต้องทำประชามติกี่ครั้ง แล้วต้องทำในช่วงเวลาไหนบ้างครับ ทั้ง ๆ ที่ศาลรัฐธรรมนูญก็เคยมีมติเรื่องนี้มาแล้วผมก็เลย ไม่แน่ใจว่าตกลงรัฐสภาแห่งนี้ในฐานะองค์กรนิติบัญญัติสูงสุดของประเทศมีอำนาจในการตีความ รัฐธรรมนูญเองหรือว่าไม่มี หรือจะมีหรือว่าไม่มีนี่ก็แล้วแต่สะดวก แล้วแต่ว่าเรื่องนั้นเอื้อ กับความต้องการและประโยชน์ของแต่ละพรรคการเมืองในช่วงเวลานั้นหรือไม่ อยากประวิงเวลา ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญก็ยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ถ้าไม่อยากให้ประชาชน มีส่วนร่วมในฐานะกรรมาธิการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ เราก็ไม่ต้องปรึกษาศาลรัฐธรรมนูญเลย เราฟันธงเองกันได้เลย อย่างนี้จะไม่เรียกว่า ๒ มาตรฐานได้หรือครับ ผมจึงขออนุญาต ตั้งคำถามดัง ๆ อีก ๒ ข้อต่อญัตติด่วนทั้ง ๒ ญัตติในวันนี้ดังต่อไปนี้ครับ

ประการแรก เปึนเรื่องสมเหตุสมผลหรือไม่ที่ขั้นตอนในการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ ซึ่งควรจะเปึนเรื่องของฝ์ายนิติบัญญัติกลับจะไปให้อำนาจฝ์ายองค์กรอิสระที่เปึน ตุลาการตัดสินว่าจะทำได้หรือทำไม่ได้ หลังจากพรรคร่วมรัฐบาลบางพรรคไปแถลงหลังสภาล่ม ๒ รอบครั้งที่แล้วว่าอยากจะเดินทางอ้อมยังจะดีเสียกว่า จริง ๆ แล้วรัฐสภาแห่งนี้กำลังหลงทาง หรือเปล่าครับ รัฐสภาแห่งนี้จะเดินต่ออย่างไรหากศาลรัฐธรรมนูญก็ยืนยันตามคำวินิจฉัยเดิม เมื่อป้ ๒๕๖๔ ว่าให้ทำประชามติ ๒ ครั้ง ครั้งหนึ่งก่อนการแก้ไขรัฐธรรมนูญและอีกครั้ง หลังการร่างรัฐธรรมนูญ หรือไม่ก็ไม่เห็นว่าเรื่องนี้เปึนคดีแล้วก็ไม่รับเรื่องไปวินิจฉัยเหมือนตอนยื่น เมื่อป้ ๒๕๖๗ อะไรครับที่ทำให้ท่านคิดว่าครั้งนี้ศาลรัฐธรรมนูญจะให้คำตอบที่ต่างออกไป ไม่เหมือนเดิมครับ

ประการที่ ๒ การที่พรรคท่านสนับสนุนการยื่นเรื่องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญ มีคำวินิจฉัยก็เท่ากับว่าท่านเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าต้องทำประชามติก่อนยื่นร่างหรือเปล่า ถ้าพรรคท่านยังไม่แน่ใจในเรื่องดังกล่าวตั้งแต่ต้น พรรคท่านยื่นร่างประกบพรรคประชาชน ทำไม ทำไมไม่ไปทักท้วงประเด็นนี้ตอนประชุมวิป ๓ ฝ์าย แล้วก็ขอให้ยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญ ให้คำวินิจฉัยตั้งแต่ก่อนที่ท่านจะยื่นร่างประกบมา ทำไมเพิ่งมากลัวคิดได้ว่าจะมายื่นตอน จังหวะนี้ครับ การกระทำที่ลักป่ดลักเป่ดเช่นนี้ตีความได้หรือไม่ว่าเปึนการเตะถ่วงกระบวนการ แก้รัฐธรรมนูญ ผลของความลักลั่นของท่านก็คือมีความเปึนไปได้น้อยมากแล้วที่เราจะได้ เริ่มกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับในสมัยการประชุมนี้ เมื่อป้ ๒๕๖๔ ศาลรัฐธรรมนูญ ใช้เวลาก่อนที่จะมีคำวินิจฉัย ๔๐ วันครับ ถ้าเราดูตารางมาตรฐานเวลาเดิมและรัฐสภามีมติ ยื่นขอคำวินิจฉัยต่อศาลรัฐธรรมนูญในวันนี้เลย นับจากวันนี้ไป ๔๐ วันก็ไม่ทันป่ดสมัยประชุมนี้ ก็คือวันที่ ๑๐ เมษายนแล้วครับ ท่านประธานครับ ประโยชน์เดียวที่ผมเห็นว่าการยื่นญัตติด่วน ในวันนี้จะช่วยได้ก็คือหาก ผมขอย้ำว่าหากนะครับ หากศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้ทำ ประชามติครั้งที่ ๑ ก่อนเริ่มกระบวนการใด ๆ ในสภา ผมก็หวังว่าผลของประชามติจากเสียง ส่วนใหญ่ของประชาชนที่เราจะทราบก่อนการโหวตว่าจะแก้หรือไม่แก้รัฐธรรมนูญจะช่วย โน้มน้าวให้ท่านเพื่อน ๆ สมาชิกวุฒิสภาของผมอย่างน้อย ๖๗ ท่าน ซึ่งตามมาตรา ๑๑๔ ของรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๖๐ บัญญัติให้ต้องปฏิบัติหน้าที่เปึนผู้แทนปวงชนชาวไทยโดยไม่อยู่ ในความผูกมัดแห่งอาณัติมอบหมายหรือความครอบงำใด ๆ จะเคารพมติของปวงชนชาวไทย ที่สะท้อนผ่านผลการทำประชามติและไม่ทำตัวเปึนจระเข้ขวางคลอง ขวางกระบวนการแก้ไข รัฐธรรมนูญอันเปึนความต้องการของปวงชนชาวไทยที่ปฏิเสธไม่ได้ หากผลประชามติครั้งแรก ออกมาเปึนเอกฉันท์ว่าปวงชนชาวไทยต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับครับ แล้วหากเรา จะพูดเรื่องของการเคารพบัญญัติในรัฐธรรมนูญอย่างเคร่งครัด มาตรา ๑๑๓ ของรัฐธรรมนูญ ก็ระบุอย่างชัดเจนว่า สมาชิกวุฒิสภาต้องไม่ฝักใฝ์หรือยอมตนอยู่ใต้อาณัติของพรรคการเมืองใด ๆ ผมจึงหวังเปึนอย่างยิ่งว่าในเรื่องที่มีความสำคัญอย่างยิ่งอย่างการแก้ไขรัฐธรรมนูญสมาชิก วุฒิสภาทุกท่านจะทำหน้าที่เปึนตัวแทนปวงชนชาวไทยตามบัญญัติในรัฐธรรมนูญอย่างแท้จริง และไม่ทำตัวเปึนตัวแทนของพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งตามที่สังคมกำลังตั้งข้อครหา จนเกิดวิกฤติศรัทธาต่อสถาบันวุฒิสภาอย่างใหญ่หลวงที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติไทยอย่างที่ เปึนอยู่ ณ ขณะนี้ครับ ขอบพระคุณครับ