วิโรจน ลักขณาอดิศร วิจารณ์การยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญว่าเป็นการยื้อเวลาและเรียกร้องให้สมาชิกสภาแสดงความจริงใจทางการเมืองอย่างกล้าหาญตลอดไป ไม่ใช่แค่ในอดีต แต่ต้องไม่ยอมสยบต่ออำนาจมืดในปัจจุบัน
ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม วิโรจน์ ลักขณาอดิศร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาชน ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ วันนี้ผมจำเปึนต้องเล่าเรื่องเก่าให้เห็นเส้นเรื่องจากในอดีต มาถึงปัจจุบันแล้วท่านประธานจะเห็นเหมือนผมครับว่าการส่งเรื่องให้กับศาลรัฐธรรมนูญนี้ เปึนการยื้อเวลาออกไปซึ่งไม่เกิดประโยชน์กับประชาชนและกลไกของประชาธิปไตยเลย ที่ผ่านมาครับท่านประธานถ้าเราจำกันได้หลังรัฐประหาร ป้ ๒๕๕๗ สส. จำนวนมากมาย หลายพรรคครับ ล้วนมีท่าทีสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญผ่านกลไกของสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ สสร. มาโดยตลอด จนกระทั่งเมื่อวันที่ ๑๗ สิงหาคม ๒๕๖๓ ฝ์ายค้านของสภาชุดที่แล้ว ก็ได้ยื่นญัตติเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญต่อท่านชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภาในขณะนั้น ฝ์ายรัฐบาลไม่น้อยหน้าครับ วันที่ ๑ กันยายน ๒๕๖๓ รัฐบาลก็ยื่นญัตติมาประกบ ในวันนั้น สส. ทั้งสภาเรากล้าหาญกันมากครับ วันนี้ผมอยากให้มีความกล้าหาญอย่างนั้น เมื่อสักครู่ ผมฟังเพื่อนสมาชิกอภิปรายแล้วผมไม่สบายใจครับท่านประธาน ที่จะบอกว่าเมื่อครั้งรณรงค์ ทำประชามติไป Vote No กันถูกจับติดคุกติดตาราง แล้วคนส่วนอื่นเขาไปอยู่ไหนกัน เพื่อนสมาชิก คนนั้นคงจะไม่รู้จักชื่อของรังสิมันต์ โรม หรือครับ วันนั้นรังสิมันต์ โรม เปึนประชาชนเต็มขั้น ถูกจับเข้าคุมขัง ถูกใส่ตรวน ข้างซ้ายมือผมนี่ พุธิตา ชัยอนันต์ เปึนประชาชนเต็มขั้นเหมือนกัน ก็รณรงค์ Vote No ดังนั้นความกล้าหาญในอดีตเปึนเรื่องที่น่าชื่นชม แต่อย่าเอาความขลาดเขลา หวาดกลัวในปัจจุบันไปโยนให้คนอื่น ความกล้าหาญที่แท้จริงต้องกล้าหาญทั้งในอดีตจนถึงปัจจุบัน ความกล้าหาญในอดีตแต่ปัจจุบันขลาดเขลาสยบยอมมีแต่จะถูกประชาชนเขาประณาม หยามเหยียด กล้าหาญต้องกล้าให้ได้ตลอด ไม่ใช่กล้าในอดีต แต่ปัจจุบันหงอ สยบยอม ไม่ใช่ครับ ผมอยากให้ทุกคนกล้าหาญแบบนั้น ในวันนั้นทั้งฝ์ายค้าน ฝ์ายรัฐบาลครับ ในป้ ๒๕๖๓ เสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ จนมาถึงวันที่ ๒๓-๒๔ กันยายน ๒๕๖๓ ป้เดียวกันก็เกิด การประชุมร่วมของรัฐสภาเกิดขึ้นครับ เพื่อพิจารณาญัตติร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมรวม ๖ ฉบับในวาระที่หนึ่ง วันนั้นก็ได้เกิดขึ้น ฝ์ายรัฐบาล ฝ์ายค้าน ก็มีแนวคิดที่ตรงกันที่จะแก้ไข มาตรา ๒๕๖ เป่ดทางให้มี สสร. มาจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ วันนี้ความเห็นพ้องต้องกัน ความกล้าหาญแบบนี้แบบนั้นมันหายไปไหนจากสภาผู้แทนราษฎร ห้องสุริยันก็ห้องเดิม สิ่งที่ ขาดหายไปคือเจตจำนงทางการเมืองครับท่านประธาน หลังจากอภิปรายข้ามคืนครับ อยู่ดี ๆ วันที่ ๒๔ กันยายนก็มีการลุกขึ้นเสนอญัตติแทรก โดยอาศัยข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ข้อ ๑๒๑ วรรคสาม ให้ตั้งคณะกรรมการร่วมระหว่าง สส. และ สว. เพื่อพิจารณาก่อนลงมติ ในวาระที่หนึ่ง วันนั้นพรรคเพื่อไทยและพรรคก้าวไกลประกาศไม่ร่วมสังฆกรรม งดส่งคนไปร่วม ในคณะกรรมาธิการร่วม ทำให้เหลือกรรมาธิการแค่ ๓๑ คน จากโควตาเต็ม ๔๕ คน วันนั้น สส. ของพวกเรากล้าหาญกันมาก ๆ ยืนหยัดกันมาก ๆ ผมต้องขอบพระคุณแล้วต้องเอ่ยนาม ท่านด้วยนะ คุณสุทิน คลังแสง ๑ ใน สส. ที่ได้รับการยอมรับนับถือจากสภาในตอนนั้น ถึงกับ ออกปากวิจารณ์ว่าเข้าร่วมไม่ได้หรอก เปึนโรงลิเกหลอกต้มประชาชน แต่ ณ วันนี้ท่านสุทิน คลังแสง เมื่อสักครู่ผมฟังท่านอภิปรายท่านบอกว่าโลกแห่งความเปึนจริง โลกแห่งอุดมการณ์ ต้องยอมทำตามโลกแห่งความเปึนจริง ผมก็ต้องตั้งคำถามผ่านท่านประธานไปว่าถ้าโลก แห่งความเปึนจริงเปึนโลกแห่งการฟอนเฟะที่พยายามกดหัวให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่มีศักดิ์และสิทธิ มีศักดิ์ศรีได้รับการเลือกตั้งจากประชาชนให้สยบยอมกับอำนาจมืด โลกแห่งความเปึนจริงที่ฟอนเฟะแบบนั้น เราจะไม่ยอมดึงให้กลับมาสู่โลกอุดมคติที่ประชาชน พึ่งพาได้จริง ๆ หรือครับ จะยอมเลื้อย จะยอมหลบ จะยอมคุดคู้ จะยอมซุกอยู่ในรู ในโลก แห่งความเปึนจริงที่ฟอนเฟะเจ็บปวดทำไม หลังจากเสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์ครับ ตั้งคณะกรรมาธิการร่วม เมื่อวันที่ ๑๗ ๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๖๓ การประชุมร่วมของรัฐสภา เพื่อพิจารณาญัตติร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม ๖ ฉบับ วันนั้นมี ๒ ร่าง คือร่างแก้ไขมาตรา ๒๕๖ ของฝ์ายค้านและฝ์ายรัฐบาลผ่านการเห็นชอบจากรัฐสภาในวาระที่หนึ่ง ดูเหมือนฟัาจะเป่ดครับท่านประธาน น่าจะไปต่อได้ แต่ในวันที่ ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๔ การประชุม ร่วมกันของรัฐสภาก็เกิดขึ้นอีก แต่คราวนี้เปึนการพิจารณาญัตติขอให้ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยถึงปัญหาเกี่ยวกับอำนาจและหน้าที่ของรัฐสภาตามมาตรา ๒๑๐ (๒) ของรัฐธรรมนูญ ในตอนนั้นครับท่านประธานเหมือนเดิมครับ พวกเรายังคงมีศักดิ์และสิทธิ มีความกล้าหาญ ในฐานะที่ถูกรับเลือกมาจากประชาชน สส. หลายคน ทั้งฝ์ายรัฐบาลและฝ์ายค้าน ไม่ว่าจะเปึน พรรคประชาธิปัตย์ก็ดี พรรคภูมิใจไทย พรรคชาติไทยพัฒนา พรรคเพื่อไทย พรรคก้าวไกล ในขณะนั้นก็ดี ช่วยกันระดมอภิปรายคัดค้านอย่างหนักครับ โดยชี้ว่านี่เปึนเจตนาแอบแฝง เตะถ่วงยื้อเวลา ขัดขวางการแก้ปัญหาของประเทศ ท่านประธานครับ ในตอนนั้นถกกันอยู่นาน ๔ ชั่วโมง สุดท้ายรัฐสภามีมติ ๓๖๖ ต่อ ๓๑๖ เสียง ส่งคำร้องให้กับศาลรัฐธรรมนูญตีความ จนวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๔ การประชุมร่วมของรัฐสภาเพื่อพิจารณาญัตติร่างรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๒๕๖ และเพิ่มเติมหมวด ๑๕/๑ ในวาระที่สอง ก็ผ่านไปได้ เหลือเพียงแค่วาระที่สาม ดูเหมือนพลัง สส. ของเราจะดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไปให้ได้เพื่อพลิกฟุ๋นให้ประเทศกลับสู่ระบอบประชาธิปไตยที่ประชาชนเปึนเจ้าของอำนาจ ที่แท้จริงมันกำลังจะมีความหวัง จนกระทั่งเมื่อวันที่ ๑๗ มีนาคม ๒๕๖๔ การประชุมของรัฐสภา เพื่อพิจารณาญัตติร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๒๕๖ และเพิ่มหมวด ๑๕/๑ ในวาระที่สาม ก็ได้ถือกำเนิดเกิดขึ้น อภิปรายชุลมุนครับ ไป ๑๑ ชั่วโมง เพราะต่างฝ์ายต่างตีความคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ ๔/๒๕๖๔ ที่ออกมาเมื่อวันที่ ๑๑ มีนาคม ๒๕๖๔ ไม่ตรงกัน เราก็รู้อยู่แล้วครับว่าคำวินิจฉัยก็มักจะเปึนปริศนาธรรมที่ไม่เคย มีความชัดเจน เอาความกำกวมให้ตีความกันเอง สุดท้ายมันคือคนที่มีอำนาจนิติบัญญัติ ที่ได้รับจากประชาชนที่จะต้องอาศัยความกล้าหาญของตัวเองในการใช้อำนาจที่ประชาชน ประทานมาให้ ไม่ใช่ไปพึ่งพาศาลหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ใดที่มีอำนาจที่ไม่ได้มาจากประชาชน เขากำลังท้าทายว่า สส. ที่มาจากประชาชนจะกล้าใช้อำนาจอันศักดิ์สิทธิ์ที่ได้รับมาจากประชาชน หรือเปล่า เอาความกำกวมมาเปึนเหยื่อล่อ สุดท้ายท่านประธานครับ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็ถูกโหวตคว่ำกลางสภาท่ามกลางความกลัว เนื่องจากเสียงที่ไม่เห็นด้วยมีไม่ถึงกึ่งหนึ่งของ สภาเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภาในขณะนั้น วันนั้นผมต้องชื่นชมท่านชาดา ไทยเศรษฐ์ สส. อุทัยธานี จากพรรคภูมิใจไทย วันนั้นท่านชาดาประกาศเลยครับ ผมคงไม่ร่วมสังฆกรรมด้วยกับพวกฉ้อฉล ศรีธนญชัย โกหกปลิ้นปล้อนและไร้สาระสิ้นดี นี่คือสภาโจ๊ก วันนั้นท่านชาดาพูดได้สะใจผมมาก เราเสียเวลากันมาเพื่ออะไรครับ เราหลอกประชาชนเพื่ออะไรครับ คำวินิจฉัยที่ ๔/๒๕๖๔ ของ ศาลรัฐธรรมนูญที่ออกมาเมื่อวันที่ ๑๑ มีนาคม ๒๕๖๔ เรียบง่ายมากท่านประธาน เพียงบอกว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ต้องการจัดทำใหม่ทั้งฉบับรัฐสภาทำได้ แต่ต้องให้ประชาชนได้ลง ประชามติว่าประสงค์จะให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้บอกครับว่าต้องทำ ประชามติกี่ครั้ง แล้วอยู่ดี ๆ ประเทศก็มะงุมมะงาหราเถียงกันไปมาเรื่องทำประชามติ ๒ ครั้งบ้าง ๓ ครั้งบ้าง แบบไม่จบไม่สิ้น ผมว่าเผลอ ๆ เถียงกันไปมาเดี๋ยวจะมี ๔ ครั้ง ๕ ครั้ง คนที่ไม่คิดว่า จะแก้มันจะหาเหตุผลมารองรับความหวาดกลัวและความขลาดเขลาที่จะไม่แก้ แต่คนที่มี เจตจำนงที่จะแก้จะพยายามหาทางที่จะแก้เพื่อให้อำนาจตกอยู่ที่มือประชาชนอีกครั้งให้ได้ จนวันที่ ๒๙ มีนาคม ๒๕๖๗ ท่านประธาน อาจารย์ชูศักดิ์ ศิรินิล พยายามจะคลี่คลายความขัดแย้ง อาจารย์ชูศักดิ์ยื่นญัตติต่อที่ประชุมรัฐสภาให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความอำนาจหน้าที่ของ สมาชิกรัฐสภา โดยที่ประชุมมีมติ ๒๓๓ ต่อ ๑๐๓ ให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญ วันนั้นผมก็ไม่ขัด ผมก็ไม่ขัด อาจารย์ชูศักดิ์ท่านอยากจะส่ง ก็ส่ง ผมก็งดออกเสียงครับ เพราะผมยังเชื่อครับว่า อำนาจนิติบัญญัติยังคงอยู่ในคนที่เปึนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ได้รับเลือกจากประชาชน ประชาชนให้อำนาจกับพวกเรา เพราะเชื่อว่าเราจะกล้าหาญที่จะใช้อำนาจเพื่อพวกเขา แต่ไม่เปึนไร อาจารย์ชูศักดิ์ท่านอยากจะส่ง สุดท้ายท่านได้ส่งครับ และแล้วในวันที่ ๑๗ เมษายน ๒๕๖๗ ศาลรัฐธรรมนูญก็มีมติเอกฉันท์ เหมือนตบหน้าอำนาจนิติบัญญัติ ไม่รับคำร้องที่รัฐสภามีมติ ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของรัฐสภาว่า การเสนอ แก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดย สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งนั้น รัฐสภา มีอำนาจในการลงมติพิจารณาแก้ไข ว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดย สสร. นั้นทำได้หรือไม่ รัฐสภา มีอำนาจในการลงมติพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญได้เลยครับ หรือต้องทำประชามติก่อน อันนี้ ศาลรัฐธรรมนูญท่านบอกว่าเปึนหน้าที่ของสภาไป กรณีนี้ไม่ใช่ปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจ ของรัฐสภา และคำร้องมีสาระสำคัญเปึนเพียงแค่ข้อสงสัยเท่านั้น ก็เลยมีมติเอกฉันท์ไม่รับคำร้อง ท่ามกลางความพยายามของคุณพริษฐ์ วัชรสินธุ ประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง ท่านพริษฐ์พยายามที่จะสืบค้นคำวินิจฉัยส่วนตัวของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญแต่ละท่านเลยครับ รวบรวมทัศนะของนักวิชาการด้านกฎหมายมหาชนมาสังเคราะห์รวมกัน นัดพบหารือกับประธาน ศาลรัฐธรรมนูญอย่างไม่เปึนทางการ ทำงานแข็งขันกับตัวแทนภาคเอกชนร่วมกันชี้แจงต่อ ท่านอาจารย์วันนอร์ ประธานรัฐสภา ร่วมกันกับคุณพงศ์เทพ เทพกาญจนา ที่ปรึกษานโยบาย ของนายกรัฐมนตรีจนข้อสงสัยทั้งหมดได้รับการคลี่คลายและนำมาสู่การบรรจุร่างแก้ไข รัฐธรรมนูญที่เสนอการทำประชามติ ๒ ครั้งในการประชุมร่วมกันของรัฐสภาเมื่อวันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๘ ที่ผ่านมาครับ ท่านประธานครับ ถ้านับตั้งแต่วันที่ ๒๓ กันยายน ๒๕๖๓ ที่มีการประชุมร่วมกันของรัฐสภาในการ แก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งแรก เราใช้เวลามารวมกัน ๔ ป้กว่าเกือบจะ ๕ ป้แล้ว เด็ก ๗ ขวบ ป.๑ วันนี้ขึ้น ป.๖ เตรียมจะขึ้น ม.๑ แล้ว คนอายุ ๕๕ ป้ป์านนี้จะเกษียณแล้ว ถ้าเรายังจะเลื่อน พิจารณาออกไปอีกวันนี้ผมไม่มีทางเลือกอื่น จะส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความอีกเพื่อยื้อเวลาไปอีก ผมก็เห็นด้วยกับคุณสุทิน คลังแสง และคุณชาดา ไทยเศรษฐ์ อย่างยิ่งแล้วว่านี่คือโรงลิเกหลอกต้ม ประชาชนเปึนสภาโจ๊กที่ประชาชน ไม่อาจให้ความหวังได้ ไม่รู้ว่าจะเลือกตั้งนักการเมืองแบบนี้ มาทำไม เพราะนักการเมืองเหล่านี้ไม่กล้าหาญที่จะใช้อำนาจนิติบัญญัติที่ประชาชนยกมาให้ ด้วยความเต็มใจ วันนี้ประเทศชาติเราเสียเวลามากว่าครึ่งทศวรรษแล้วครับ เรายังจะให้เสียเวลา อีกต่อไปหรือครับ ผมไม่เข้าใจครับว่าจะมายื่นญัตติเพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยอีกทำไม จะไปซ้ำรอยกับที่อาจารย์ชูศักดิ์เคยยื่นไปแล้วเพื่ออะไรครับ
สุดท้ายจริง ๆ ครับ ผมจึงขอให้เพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกพรรคทุกคน ตลอดจนสมาชิกวุฒิสภาที่กำลังฟังผมอภิปรายถึงเหตุถึงผล ท่านรวบรวมความกล้าของท่านขึ้นมา ท่านถามตัวเองว่าที่มาของท่านมาจากใคร มาจากผู้ทรงอำนาจสูงสุดในประเทศนี้ก็คือประชาชน ใช้อำนาจของท่านครับในการพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญ ใช้อำนาจของท่านที่ได้รับมาจาก ประชาชนทำเพื่อประชาชนเพื่อสร้างระบอบประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ที่อำนาจอยู่ในมือประชาชน เพื่อประชาชนของพวกเรา หยุดโรงลิเกหลอกต้มประชาชนสักที พอได้แล้วกับการพยายาม อำนวยการสร้างสภาโจ๊ก Season ๒ ด้วยการส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ แล้วถ้าตีความกลับมา กำกวมเหมือนเดิมเวลาที่เสียไปใครจะรับผิดชอบ นี่ไม่ใช่แค่การเสียเวลาศาล แต่นี่เปึนการเสียเวลา ประเทศ เสียเวลาชีวิตของประชาชนที่พวกเขาต้องโตขึ้น ต้องแก่ลงโดยที่ประเทศย่ำอยู่กับที่ พวกเรารู้อยู่แล้วครับว่าต้นตอของปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศอยู่ที่รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๖๐ ผมไม่เข้าใจว่าเรายังจะประวิงเวลาหวงอำนาจไม่ยอมแก้ไขปากพูดแต่ไม่ลงมือทำไปเพื่ออะไร ผมจึงไม่เห็นด้วยที่จะส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความเพื่อให้เกิดการตบหน้าอำนาจนิติบัญญัติซ้ำรอย แบบที่อาจารย์ชูศักดิ์ ศิรินิล เคยประสบมาแล้ว ขอบพระคุณครับท่านประธาน