จิตติพจน์ วิริยะโรจน์ หารือประเด็นคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ โดยชี้ว่าคำวินิจฉัยมีผลผูกพันทุกองค์กรแต่เฉพาะเรื่องที่วินิจฉัย และอาจมีการเปลี่ยนแปลงหากองค์ประกอบศาลเปลี่ยนไป จึงเสนอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาเรื่องความหมายของกฎหมายแทนการวินิจฉัยซ้ำซ้อนจากศาลยุติธรรม เพื่อลดความขัดแย้งในสังคมและประหยัดงบประมาณจากการทำประชามติ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม นายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดศรีสะเกษ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ เกี่ยวกับเรื่องการแก้ไข รัฐธรรมนูญ ตัวกระผมขออนุญาตให้ข้อคิดเห็นว่าผมเห็นด้วยที่เราควรจะมีการร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ เพื่อให้เปึนรัฐธรรมนูญที่มีความเปึนประชาธิปไตยอย่างแท้จริงและผมก็เชื่อมั่นว่า พรรคเพื่อไทยก็มีความคิดเห็นในทำนองเดียวกันครับ แต่ที่พวกเราต้องมาคุยกันหรือว่า ปรึกษาหารือกันในวันนี้ก็เนื่องจากว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นมีอุปสรรคค่อนข้างมากครับ คือถ้าหากท่านประธานลองดูคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ ๔/๒๕๖๔ เขียนไว้ค่อนข้างชัดเจน ว่าถ้าเปึนการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยสภาแห่งนี้ ถ้าประสงค์จะแก้ไขทั้งฉบับ ศาลรัฐธรรมนูญประสงค์จะให้มีการทำประชามติก่อน ๑ ครั้ง หลังจากนั้นเมื่อสภาแห่งนี้ โดยสมาชิกรัฐสภาได้แก้ไขเสร็จเรียบร้อยแล้วก็ให้ประชาชนลงประชามติอีกครั้งหนึ่งก่อนที่ จะนำเสนอทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธยต่อไป อันนี้กรณีที่สภาแห่งนี้จะร่างขึ้น ด้วยตนเองนะครับ แต่ถ้าหากว่าเปึนเรื่องการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นทั้งฉบับ คำวินิจฉัย ของศาล ฉบับที่ ๔/๒๕๖๔ ก็เขียนไว้ชัดเจนว่าต้องมีการทำประชามติก่อน ๑ ครั้งเพื่อถาม ความเห็นประชาชนว่าประสงค์จะให้มีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่โดย สสร. หรือไม่ หลังจากที่ สสร. ร่างรัฐธรรมนูญเสร็จแล้วก็มีการลงประชามติอีกครั้งหนึ่ง สรุปแล้วถ้าร่างโดย สสร. ก็ต้องทำประชามติ ๓ ครั้ง ร่างโดยสภาแห่งนี้ก็ทำประชามติ ๒ ครั้ง อันนี้คือเปึนไปตาม คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ ๔/๒๕๖๔ ครับ แต่ในขณะเดียวกันคำวินิจฉัยของศาล ก็ไม่ใช่เปึนแนวทางเดียวในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แนวทางหลักที่ใช้ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็มาจากรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๖ ครับ ในมาตรา ๒๕๖ เขียนไว้ชัดเจนว่าการทำประชามติ ทำแค่ครั้งเดียว หลังจากที่สมาชิกรัฐสภาแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้วลงมติผ่านวาระที่สามแล้วก็ให้ ทำประชามติถามประชาชนว่าเห็นชอบด้วยหรือไม่กับร่างรัฐธรรมนูญกรณีที่มีการแก้ไข ในหมวด ๑ หมวด ๒ หรือการแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือในเรื่องเกี่ยวกับคุณสมบัติขององค์กรอิสระก็ดี หน้าที่ขององค์กรอิสระก็ดี ศาลก็ดี ก็ให้ทำประชามติ ค่อนข้างชัดเจนครับ รัฐธรรมนูญ ฉบับปัจจุบัน มาตรา ๒๕๖ เขียนแค่นั้นเองครับท่านประธาน หลังจากผ่านวาระที่สาม จากสภาแห่งนี้แล้วก็ขอให้มีการทำประชามติโดยประชาชน ดังนั้นจึงมีความไม่เหมือนกัน ระหว่างคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญกับรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๖ อยู่ ซึ่งก็เปึนประเด็น ที่มีความสำคัญที่สภาแห่งนี้ควรจะได้มีการพิจารณาอย่างละเอียดต่อไป แต่อย่างไรก็ดีครับ ท่านประธาน ถ้าหากว่าเราประสงค์ที่จะให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้ได้ผมก็ขออนุญาต เสนอว่าควรจะลองพิจารณาใช้หลักการสมัยที่มีการทำรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ กล่าวคือทำให้ เกิดความคิดเห็นที่ตรงกันทั้งประเทศเกี่ยวกับเรื่องรัฐธรรมนูญให้ชัดเจน ซึ่งวิธีหนึ่งที่ทำได้ ก็คือการทำประชามติถามประชาชน โดยก่อนที่จะทำประชามติก็ขอให้มีการรณรงค์ให้ทราบ กันโดยทั่วไปว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นแก้ไขเพื่ออะไร อย่างไร แล้วทำให้เกิดพลังในสังคม ให้เกิดความเห็นที่ตรงกันในสังคมว่าจำเปึนต้องมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เกิดเปึนกระแส เหมือนที่เกิดขึ้นในป้ ๒๕๔๐ และเพื่อไม่ให้การแก้ไขหรือการทำประชามตินั้น เปึนการทำประชามติ โดยเสียเปล่า ผมก็ขอเสนอแนะให้ว่าตอนทำประชามตินั้นก็น่าจะถามไปเลยว่าการแก้ไข รัฐธรรมนูญนั้นหลังจากที่ สสร. มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับสมบูรณ์ขึ้นมาแล้วยังประสงค์จะให้ มีการทำประชามติอีกครั้งหนึ่งหรือไม่ หรือกี่ครั้ง และการทำประชามตินั้นจะเปึนแบบ เสียงข้างมากทั่วไป หรือที่เรียกว่า Single Majority หรือจะใช้แบบ Double Majority หรือ ประเด็นอื่น ๆ ที่มีความสงสัยหรือความเห็นไม่ตรงกัน ไม่ว่าจะเปึนเรื่องขององค์กรอิสระก็ดี หรือในเรื่องของใด ๆ ก็ดี ถ้าหากเปึนประเด็นที่สำคัญก็คัดเลือกที่สำคัญ ๆ ๕ ๖ ประการ แล้วก็ทำประชามติถามไปในทีเดียว ถ้าหากว่าประชาชนมีประชามติและเห็นด้วยกับการแก้ไข รัฐธรรมนูญผมก็เชื่อมั่นว่าสมาชิกรัฐสภาไม่ว่าจะเปึนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ฝ์ายค้าน ฝ์ายรัฐบาล หรือสมาชิกวุฒิสภาก็คงจะให้ความร่วมมือในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ถ้าหากว่าไม่มี การสร้างความเห็นที่ตรงกันในสังคมเสียก่อนแล้ว ผมก็เชื่อมั่นว่าเวลาเราแก้ไขรัฐธรรมนูญก็คง จะเจอปัญหา เจออุปสรรค เล็ก ๆ น้อย ๆ ตลอดเวลานะครับ ไม่ว่าจากการตีความว่าต้องทำ ประชามติ ๒ ครั้งหรือ ๓ ครั้ง เสียง สว. จะได้ถึง ๑ ใน ๓ คือ ๖๗ เสียงหรือไม่ก็จะมีปัญหา ตลอดไป เพราะฉะนั้นก็เปึนข้อเสนอครับ สำหรับที่จะทำให้ได้รัฐธรรมนูญโดยเร็วที่สุดครับ
อีกประเด็นหนึ่งที่ผมขออนุญาตให้ข้อคิดเห็นประกอบการพิจารณาของสภาแห่งนี้ ก็คือในเรื่องประเด็นคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญครับ คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนั้น มีผลผูกพันทุกองค์กรครับท่านประธาน ความหมายก็คือว่าคำวินิจฉัยของศาลเมื่อออกมาแล้ว ก็จะมีผลผูกพันทุกองค์กร แต่ก็ผูกพันเฉพาะเรื่องที่วินิจฉัยในเรื่องนั้น ๆ แต่ถ้าเปึนเรื่องอื่นก็ยัง ไม่ได้ผูกพันโดยเด็ดขาดชัดเจน และคำพิพากษาหรือคำวินิจฉัยของศาลนั้นก็ไม่ใช่ว่าจะกลับไม่ได้ หรือแก้ไขไม่ได้ ถ้าหากวันนี้มีการส่งเรื่องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยในเรื่องเกี่ยวกับการแก้ไข รัฐธรรมนูญโดย สสร. เมื่อองค์ประกอบของศาลรัฐธรรมนูญเปลี่ยนไป เมื่อตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เปลี่ยนไป ก็เปึนไปได้ครับว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ อาจจะไม่ได้ออกมาเช่นเดียวกัน กับคำวินิจฉัย ฉบับที่ ๔/๒๕๖๔ และคำวินิจฉัยนั้นก็ผูกพันและกลับคำวินิจฉัยที่ ๔/๒๕๖๔ ได้ ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกครับที่จะมีการกลับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญได้ ก็เปึนประเด็นที่ผม ขออนุญาตให้ข้อคิดเห็นประกอบการพิจารณาครับ
แล้วอีกประเด็นหนึ่งก็ขออนุญาตเปึนข้อเสนอแนะนะครับว่า จริง ๆ แล้ว ถ้าหากว่าพิจารณาหลักนิติศาสตร์โดยทั่วไป ถ้าเปึนศาลยุติธรรมทั่วไปปกติการยื่นเรื่องเพื่อให้ ศาลให้ข้อคิดเห็นว่ากฎหมายมีความหมายว่าอย่างไร ปกติศาลก็จะไม่วินิจฉัยเช่นเดียวกับที่ ศาลเคยมีคำวินิจฉัยในป้ ๒๕๖๗ ไม่รับคำวินิจฉัยที่ท่านประธานได้ส่งไปแล้วศาลก็บอกว่า คำวินิจฉัย ป้ ๒๕๖๔ ชัดเจนแล้ว ไม่รับวินิจฉัย ป้ ๒๕๖๗ แต่ผมก็ขออนุญาตเรียกร้องผ่าน ท่านประธานไปยังศาลรัฐธรรมนูญครับว่าถ้าหากศาลรัฐธรรมนูญจะได้พิจารณาอีกครั้งหนึ่ง เพราะว่าศาลรัฐธรรมนูญเปึนศาลที่มีลักษณะพิเศษกว่าศาลยุติธรรมต้องพิจารณาองค์ประกอบ หลาย ๆ อย่าง ไม่ว่าจะเปึนสภาพเศรษฐกิจ สังคม รัฐศาสตร์นิติศาสตร์ หลาย ๆ ด้าน ถ้าศาลจะได้ พิจารณารับร่างที่ท่านประธานกำลังจะส่งไปที่ศาลถ้าหากว่าสภาอนุมัตินะครับ ก็อยากจะให้ ศาลรัฐธรรมนูญลองพิจารณารับเรื่องนี้ไว้วินิจฉัย ทั้งนี้ก็เพื่อที่ว่าเราจะได้ลดความขัดแย้ง ในสังคมลง และก็ลดค่าใช้จ่ายที่จะต้องใช้ในการทำประชามติโดยไม่จำเปึนลง เพราะการทำ ประชามติแต่ละครั้งนั้นใช้ค่าใช้จ่ายมากมายไม่ต่ำกว่า ๓,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าศาลรัฐธรรมนูญจะได้ กรุณารับไว้วินิจฉัยก็จะเปึนประโยชน์ต่อประเทศไทย ขอบพระคุณครับท่านประธานครับ