เลาฟง ยันศาลรธน.ไม่มีอำนาจวินิจฉัยเรื่องหน้าที่และอำนาจของสภาผู้แทนราษฎร

รัฐสภา · ครั้งที่ ๖ · ๑๗ มีนาคม ๒๕๖๘

เลาฟง บัณฑิตเทอดสกุล อภิปรายคัดค้านญัตติขอความเห็นจากศาลรัฐธรรมนูญ โดยชี้ว่าการกระทำดังกล่าวจะลดทอนอำนาจประชาชนและเปลี่ยนเป็นสังคมตุลาการธิปไตย พร้อมยืนยันว่าไม่มีกฎหมายใดกำหนดให้ต้องขอความเห็นของศาลก่อนจัดทำนิติบัญญัติ

นายเลาฟัุง บัณฑิตเทอดสกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ท่านประธานครับ ผมขออภิปรายคัดค้านญัตติด่วน เรื่อง ขอให้รัฐสภามีมติขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา วินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๐ วรรคหนึ่ง (๒) ท่านประธานครับ ผมขอเรียนอย่างนี้ก่อนนะครับว่าสิ่งที่ญัตตินี้กำลังทำ ไม่ว่าท่านจะโดยตั้งใจ หรือไม่ก็แล้วแต่ ท่านกำลังลดทอนความเข้มแข็งของระบอบประชาธิปไตยลงไปที่กำหนดว่า ให้ประชาชนเปึนผู้มีอำนาจสูงสุด แล้วท่านกำลังผลักให้กลายเปึนสังคมตุลาการธิปไตยที่ให้ องค์กรตุลาการเปึนผู้มีอำนาจสูงสุดแทน นี่เปึนสัญญาณที่ไม่ดีนะครับ แล้วรัฐสภาแห่งนี้ผมคิดว่า เราไม่ควรต้องเดินไปสู่แบบนั้น หลาย ๆ ท่านได้อภิปรายใช้คำพูดว่าจะต้องขอความเห็น จากศาลก่อน ผมขอเรียนอย่างนี้นะครับว่าไปเป่ดดูกฎหมายแล้วไม่ได้มีกฎหมายที่ใดเขียนว่า ในการจัดทำกฎหมายหรือนิติบัญญัติการบริหารต้องขอความเห็นของศาลก่อน ไม่มีนะครับ

ประเด็นที่ ๑ ที่ผมอยากจะพูดก็คือว่าผมอยากจะทบทวนหลักการพื้นฐาน ของการปกครองของเราก่อน ง่ายที่สุดในมาตรา ๓ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๖๐ เขียนเอาไว้นะครับว่า อำนาจอธิปไตยเปึนของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ ทรงเปึนประมุข ทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ตามบทบัญญัติ แห่งรัฐธรรมนูญ พูดให้ง่ายที่สุดก็คือการแบ่งแยกอำนาจออกมาเปึน ๓ ส่วนคือ นิติบัญญัติ โดยรัฐสภา บริหารโดยคณะรัฐมนตรี และตัดสินชี้ขาดคดีโดยศาล ในวันนี้เรากำลังพูดถึง อำนาจของรัฐสภาและอำนาจของศาลนะครับ กลับมาที่ขอบเขตอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ ผมเรียนอย่างนี้ว่าองค์กรศาลรัฐธรรมนูญทั่วโลกนี้เกิดขึ้นมาช่วงหลังสงครามโลก ครั้งที่ ๒ เพื่อที่จะปัองกันปัญหาที่รัฐบาลดำเนินนโยบายหรือออกกฎหมายที่นำไปสู่การละเมิดสิทธิ ของประชาชนอย่างรุนแรงโดยที่ไม่มีองค์กรใดสามารถมาคานอำนาจได้ นี่คือปัญหา จึงมีการออกแบบศาลรัฐธรรมนูญขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่คานอำนาจไม่ให้มีการออก กฎหมายที่ละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชนหรือตัวรัฐบาลไปดำเนินนโยบายที่ละเมิดสิทธิ และเสรีภาพของประชาชนอย่างนี้นะครับ กลับมาที่ประเทศไทย เราเริ่มสถาปนาศาลรัฐธรรมนูญ ขึ้นมาเมื่อป้ ๒๕๔๐ ต่อเนื่องมาจนถึงป้ ๒๕๕๐ และป้ ๒๕๖๐ รัฐธรรมนูญได้สร้างองค์กร เพื่อขึ้นมาทำหน้าที่พิทักษ์รัฐธรรมนูญแล้วก็วินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาททางกฎหมายหรือตรวจสอบ การใช้อำนาจรัฐตามรัฐธรรมนูญ สิ่งที่เปึนสาระสำคัญอำนาจของศาลมีมากน้อยเพียงใด เมื่อสักครู่ท่านสมาชิกหลายคนได้พูดไปแล้ว แต่ว่าถึงตอนนี้ผมอยากกลับมาเน้นตรงที่ว่า ตามญัตตินี้ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจที่จะรับวินิจฉัยไว้หรือไม่ ประเด็นที่เปึนข้อถกเถียงก็คือ ญัตตินี้ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของรัฐสภานะครับ แล้วก็สิ่งที่ถามไปคือถามเกี่ยวกับขั้นตอนกระบวนการ ถามขั้นตอนกระบวนการว่าต้องทำอย่างไร ไม่ได้ถามว่ามีอำนาจหรือไม่ ทีนี้การถามแบบนี้จะได้คำตอบแบบใด แล้วก็ศาลมีอำนาจที่จะ วินิจฉัยหรือไม่ ผมคิดว่ามีตัวอย่างใหม่ ๆ สด ๆ นี้เลยตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ในเรื่องพิจารณา ที่ ๔/๒๕๖๘ เผยแพร่เมื่อวันที่ ๑๒ มีนาคมที่ผ่านมานี้เองครับ เปึนเรื่องที่ คณะรัฐมนตรีได้ขอให้ศาลตีความข้อความในรัฐธรรมนูญและกฎหมาย โดยเฉพาะคำว่า ซื่อสัตย์ สุจริตเปึนที่ประจักษ์ และไม่เปึนผู้บกพร่องในด้านศีลธรรม มีขอบเขตหรือแนวทางการพิจารณา อย่างไรนะครับ มันก็จะคล้าย ๆ กับคำถามในญัตตินี้เช่นกัน ผมคิดว่าศาลได้วินิจฉัยออกมา อย่างชัดเจนแล้วครับว่าคำร้องของคณะรัฐมนตรีเปึนการขอให้อธิบายหรือแปลความหมาย บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญว่ามีความหมายขอบเขตเพียงใดอันมีลักษณะเปึนการหารือเท่านั้น ย้ำอีกนะครับว่า มีลักษณะเปึนการหารือเท่านั้น ยังไม่ถือว่าเปึนปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และ อำนาจของผู้ร้อง นี่คือสิ่งที่ศาลวินิจฉัยไว้เปึนประการที่ ๑

ประการที่ ๒ ศาลบอกว่าเรื่องที่ศาลจะมีอำนาจวินิจฉัยเกี่ยวกับอำนาจและ หน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา รัฐสภา สิ่งเหล่านี้จะต้องเปึนปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และ อำนาจที่เกิดขึ้นแล้ว เพราะฉะนั้นมีสาระสำคัญอยู่ ๒ ประการ อันที่ ๑ ก็คือถ้าเปึนเรื่องของ การหารือเท่านั้นไม่ได้อยู่อำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ อันที่ ๒ ถ้ายังเปึนเรื่องที่ยังไม่ได้ ดำเนินการอันนี้ศาลก็ยังไม่มีอำนาจในการวินิจฉัย ศาลจึงไม่รับคำร้องนี้ไว้พิจารณา สิ่งเหล่านี้ มันใกล้เคียงกับญัตตินี้แล้ว ญัตตินี้เปึนการขอให้ศาลตีความในกระบวนการ ไม่ได้ตีความว่า มีอำนาจหรือไม่ การยื่นไปมันจึงทำให้ศาลไม่มีอำนาจที่จะมาวินิจฉัยชี้ขาดไป

ประการสุดท้าย ผมอยากจะย้อนกลับมาพูดถึงหลักการ ก็คือผมคิดว่ารัฐสภา แห่งนี้เราอย่าพยายามไปสร้างเงื่อนไขให้องค์กรตุลาการได้ขยายอำนาจล้ำเข้ามาในแดนอำนาจ ของฝ์ายนิติบัญญัติจนกลายเปึนสังคมตุลาการธิปไตย สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เปึนผลดีต่อระบบ ประชาธิปไตยของสังคมไทยเรานะครับ กรอบอำนาจหน้าที่ของศาลที่ได้วินิจฉัยชี้ขาดไปแล้ว อันนี้ก็เปึนปัญหาว่าจะมากน้อยเพียงใด กลับมาที่หัวใจสำคัญ หัวใจสำคัญศาลรัฐธรรมนูญ มีอำนาจและหน้าที่รักษาความเปึนกฎหมายสูงสุดตามรัฐธรรมนูญนะครับ รักษาความเปึน กฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญไม่ใช่เปึนองค์กรที่มีอำนาจสูงสุดตามรัฐธรรมนูญ อำนาจสูงสุด ที่เหนือกว่าองค์กรอื่น ๆ ตามรัฐธรรมนูญครับ เพราะเมื่อไรก็ตามที่เราทำให้ศาลรัฐธรรมนูญ มีอำนาจเหนือกว่าองค์กรอื่น ๆ ตามรัฐธรรมนูญสามารถที่จะล้ำเข้าไปพิจารณาอำนาจของ องค์กรเหล่านั้น กำหนดหลักการขั้นตอน กำหนดกระบวนการ วิธีการว่าต้องทำอะไรก่อนหลัง มากน้อยเพียงใด เมื่อไรก็ตามที่ศาลรัฐธรรมนูญเข้าไปล้ำอำนาจแบบนี้องค์กรอื่น ๆ ก็จะถูก ลดทอนอำนาจลงไป นี่กลายเปึนปัญหาต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยของเรานะครับ

ประการสุดท้าย ผมก็อยากจะเรียนว่า องค์กรตุลาการจะมีอำนาจ มีโอกาส ขยายอำนาจล่วงล้ำเข้ามาในแดนอำนาจของฝ์ายนิติบัญญัติของเราได้ จะเข้ามาเองไม่ได้ หากไม่ได้รับการสนับสนุนจากสภานิติบัญญัติแห่งนี้เอง ตอนนี้สิ่งที่เรากำลังพิจารณาอยู่นี้ กำลังจะยื่นอำนาจที่เรามีอยู่ให้ศาลรัฐธรรมนูญเปึนคนชี้ขาดว่ารัฐสภาแห่งนี้มีอำนาจที่จะทำได้ หรือทำไม่ได้ เรื่องนี้เปึนอำนาจหน้าที่ของรัฐสภาที่จะต้องมาตกลงกันเองว่าจะทำหรือไม่ทำ จะทำด้วยอะไรบ้าง มีขั้นตอนอะไรบ้าง เปึนเรื่องที่รัฐสภาต้องมาคุยกันเอง ไม่ใช่ให้องค์กร ตุลาการที่เขามีหน้าที่ในการตัดสินข้อพิพาท วินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทมาตัดสินเอาว่ารัฐสภา มีอำนาจ หรือว่าควรต้องทำอะไรบ้าง ๑ ๒ ๓ อย่างนี้เปึนสิ่งที่ไม่ถูกต้อง แล้วก็สิ่งที่ผู้เสนอ ญัตตินี้กำลังเสนอมาผมย้ำนะครับว่าเปึนการพยายามสร้างเงื่อนไข สร้างเรื่อง เพื่อที่จะขยาย ฐานอำนาจขององค์กรตุลาการให้เข้ามาอยู่เหนือสภานิติบัญญัติแห่งนี้ แล้วก็มีโอกาสว่า ถ้าสถานการณ์แบบนี้เกิดขึ้นบ่อย ๆ นาน ๆ ไปจะไม่กลายเปึนธรรมเนียม จะไม่กลายเปึนแนวทาง ที่ถูกใช้เสมือนกฎหมาย หรือเลวร้ายที่สุดก็คือถูกบัญญัติให้เปึนกฎหมายว่ากระบวนการ ในการตรากฎหมายต้องขอไปถามศาลก่อน อย่างนี้ระบบประชาธิปไตยของเราก็ล้มเหลว แล้วละครับ ขอบคุณมากครับ