เทวฤทธิ์ มณีฉาย อภิปรายเรื่องญัตติยื่นคำร้องโดยชี้ว่าเป็นสภาย้ำคิดย้ำทำ

รัฐสภา · ครั้งที่ ๖ · ๑๗ มีนาคม ๒๕๖๘

เทวฤทธิ์ มณีฉาย อภิปรายเรื่องญัตติยื่นคำร้องโดยชี้ว่าเป็นสภาย้ำคิดย้ำทำ และระบุปัญหาที่ต้องพิจารณา 4 ประเด็น เทวฤทธิ์ มณีฉาย หารือกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยชี้ว่าควรทำเพียง 2 ครั้งตามตรรกะและกฎหมาย ไม่จำเป็นต้องทำถึง 3-4 ครั้ง พร้อมยืนยันว่าการทำประชามติครั้งเดียวใน รธน. พ.ศ. 2560 เพียงพอ เทวฤทธิ์ มณีฉาย ระบุว่า การยื่นขอศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคำสั่งที่ ๔/๒๕๖๔ จะทำให้เสียสมดุลอำนาจและขัดหลักการแบ่งแยกอำนาจ จึงไม่เห็นชอบ แต่ยอมรับการยื่นเพื่อเป็นประจักษ์พยานสำคัญว่าต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญในอนาคต

นายเทวฤทธิ์ มณีฉาย สมาชิกวุฒิสภา

เรียนท่านประธานครับ ผม เทวฤทธิ์ มณีฉาย สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมเรียกสภาวะอย่างนี้นะครับ เรียกว่าเปึนสภาย้ำคิดย้ำทำครับไม่เปึนตัวของตัวเอง ผมมีประเด็นที่จะต้องอภิปรายนะครับ ท่านประธานว่าญัตติในการยื่นตรงนี้มีปัญหาที่ต้องพิจารณา ๔ ประเด็นด้วยกันครับท่านประธาน

ประเด็นแรก ขออนุญาตไปดูคำวินิจฉัยที่ ๔/๒๕๖๔ ครับท่านประธาน ผมต้องเรียนนี้ว่าเปึนคำวินิจฉัยที่เรียกว่าละเอียดและชัดเจนแล้ว ผมไม่ได้พูดเองนะครับ อันนี้เปึนคำวินิจฉัยที่ศาลรัฐธรรมนูญไม่รับคำวินิจฉัยเมื่อป้ที่แล้วนะครับ ระบุไว้ว่าคำวินิจฉัย ที่ ๔/๒๕๖๔ นั้นชัดเจนแล้ว ท่านประธานครับ ชัดเจนอย่างไรครับ ชัดเจนก็คือทำประชามติ ๒ ครั้งครับท่านประธาน ดูย่อหน้าสุดท้ายของคำวินิจฉัยครับท่านประธาน ในเรื่องของถามว่า รัฐสภามีอำนาจในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้หรือไม่ ตอบว่าได้ครับท่านประธาน ทำได้ มีอำนาจหน้าที่ในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ แต่ต้องไปถามผู้ที่มีอำนาจในการ สถาปนารัฐธรรมนูญเสียก่อน ๑ ครั้ง และครั้งที่ ๒ ครับท่านประธานต้องรับรองในเรื่องของ เนื้อหาที่ร่างมาแล้วก็เปึนประชามติครั้งที่ ๒ ดังนั้นคำวินิจฉัยนี้ชัดเจนครับท่านประธานว่า ๒ ครั้งชัดเจนนะครับไม่ต้องทำถึง ๓ ครั้ง ทีนี้ท่านประธานครับ ลองไปดูย่อหน้าก่อนที่จะมี ย่อหน้าสุดท้ายครับ สิ่งที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยในคำวินิจฉัยที่ ๔/๒๕๖๔ ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า หากรัฐสภาต้องการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องจัดให้ประชาชนผู้ทรงอำนาจสถาปนา รัฐธรรมนูญออกเสียงประชามติเสียก่อน คำถามคือเราจะรู้ได้อย่างไรว่ารัฐสภาต้องการจัดทำ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ สิ่งที่เกิดขึ้นในการยื่นญัตติร่างแก้ไขมานี้เปึนความต้องการของ พรรคประชาชน เปึนความต้องการของพรรคเพื่อไทย แต่ยังไม่ใช่ความต้องการของรัฐสภาครับ เราจะรู้ความต้องการของรัฐสภาก็ต่อเมื่อมีการผ่านวาระที่สามแล้วครับท่านประธาน แปลว่า รัฐสภาคิดสะระตะเสร็จเรียบร้อยแล้วครับว่าเอาล่ะฉันจะต้องการที่จะจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ สิ่งเหล่านี้ไม่ได้อยู่ตรงไหนเลยครับท่านประธาน ถ้าหากไปดูในรัฐธรรมนูญมาตรา ๒๕๖ (๘) ระบุไว้อย่างชัดเจนครับท่านประธาน ไม่มีอะไรบิดพลิ้วไปจากนั้นว่าก่อนที่จะขึ้นทูลเกล้าฯ ประกาศใช้ในกระบวนการแก้ไขเอาเฉพาะหมวด ๑๕ แล้วกันนะครับ หมวด ๑๕ ก็ว่าด้วย เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ต้องถามประชาชนเสียก่อน ต้องถามประชาชนเสียก่อน ดังนั้น สิ่งที่อยู่ในตรงนี้ สิ่งที่อยู่ในคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ เขาไม่ได้วินิจฉัยไปกว่ารัฐธรรมนูญเลย อยู่ในมาตรา ๒๕๖ (๘) อยู่แล้วครับท่านประธาน และถ้าหากว่ายังไม่มั่นใจครับท่านประธาน ผมต้องเรียนอย่างนี้ครับ ถ้าไปดูคำวินิจฉัยรายบุคคล ศาลรัฐธรรมนูญรายบุคคล ๖ ใน ๙ ครับ ท่านประธาน ๖ ใน ๙ ก็บอกว่า ๒ มีเพียงแค่ ๒ ใน ๙ บอกว่า ๓ แล้วมีเพียง ๑ ที่บอกว่าแก้ไม่ได้ ทั้งฉบับแก้ไม่ได้ แก้ได้รายมาตราอย่างเดียว ถ้าหากว่าเราจะต้องทำประชามติถึง ๒ ครั้งนะครับ ผมคิดว่า ๖ คนก็จะต้องบอกว่า ๓ ครั้งไปแล้ว เท่ากับ ๒ คนนั้นอยู่แล้ว ทีนี้ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตยกคำวินิจฉัยส่วนตนให้เห็นได้อย่างชัดเจนของท่านทวีเกียรติ มีนะกนิษฐ์ ขออนุญาตสไลด์ที่ ๓ ครับ สไลด์ที่ ๓ เห็นได้ชัดแล้วครับว่าท่านทวีเกียรติระบุไว้ว่าการจัดทำ ตัวที่เปึนมาตรา ๒๕๖ (๘) มันไม่ได้หมายความว่าให้ทำประชามติก่อนที่จะมีญัตติเข้ามานะครับ เสนอญัตติเข้ามาแต่ประการใด นี่ท่านทวีเกียรติเขียนไว้แล้วนะครับ ทั้งนี้ทั้งนั้นครับ นั่นแปลว่า กระบวนการมาตรา ๒๕๖ (๘) มันแปลว่าเราแก้ไขไปเรียบร้อยแล้ว แล้วจนกระทั่งก่อนที่จะ ขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อประกาศใช้แล้วค่อยไปถามประชามติ ทั้งนี้ทั้งนั้นท่านทวีเกียรติ มีนะกนิษฐ์ ก็ได้ให้แนวคำถามไว้ในห้วงเวลานั้น คำถามแรกก็คือถามว่าประชาชนไป ๒ คำถามนะครับ ถามว่าประชาชนเห็นชอบในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ และคำถามที่ ๒ ก็คือ เห็นชอบตามกระบวนการในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตามที่สภาร่างแก้นั้นหรือเปล่า ดังนั้นเบ็ดเสร็จเด็ดขาดผมคิดว่า ๒ ครั้งชัดเจนอย่างเพียงพอแล้วนะครับที่จะต้องทำ ประชามติ ทีนี้ยังไม่หนำใจ สำนักงานคณะกรรมการศาลรัฐธรรมนูญเองก็ออก Infographic มา เพื่ออธิบายว่า ขออนุญาตสไลด์ที่ ๔ ให้เห็นถ้าท่านใดที่อยากจะไปดูฉบับเต็ม ผมก็ให้ QR Code ไว้ด้วย เห็นได้ชัดว่ารัฐสภามีอำนาจในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ครับท่านประธาน ทำได้ครับ

ประการที่ ๒ ก็คือกระบวนการในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ๒ ครั้งครับ Infographic ศาลรัฐธรรมนูญก็ชี้ไว้ ไม่มีตรงไหนเลยบอกว่า ๓ ครั้ง ท่านประธาน ไม่มี ตรงไหนเลย จริง ๆ แล้วนะครับท่านประธาน ถ้าหากว่าไปดูลายลักษณ์อักษรตามรัฐธรรมนูญ ประการที่ ๒ ไม่ต้องทำถึง ๒ ครั้งก็ได้ จริง ๆ แล้วมีแค่ ๑ ครั้ง ก็คือครั้งตามตามมาตรา ๒๕๖ (๘) เท่านั้นครับท่านประธาน แต่เพียงว่ารัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๖๐ รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ เรามี ธรรมเนียมปฏิบัติต้องมีกระบวนการในการรับรองร่างแก้หรือรับรองเนื้อหาก็เลยต้องให้ ประชาชนไปทำประชามติอีกครั้ง ศาลรัฐธรรมมนูญท่านก็เลยให้อีกครั้งหนึ่งก็เปึน ๒ ครั้ง และทำตาม Logic ตามตรรกะแล้วนะครับท่านประธาน รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๖๐ ผ่านประชามติ เพียงแค่ครั้งเดียว แล้วเราจะต้องทำประชามติถึง ๓ ครั้งไปเพื่ออะไร ในการที่จะต้องถามย้ำ ถามซ้ำ ถามอีก ถามทำไมอีก แล้วไม่ต้องรวมถึงการที่จะต้องเลือก สสร. อีก นั่นแปลเราขอมติ ประชาชนถึง ๔ ครั้งในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ดังนั้นผมคิดว่า ๒ ครั้งเพียงพอ แล้วครับท่านประธาน ทั้งนี้ทั้งนั้นผมต้องเรียนอย่างนี้

ประการที่ ๓ ครับท่านประธาน ถ้าหากว่าย้อนกลับไปดูประสบการณ์ในอดีต ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกท่านประธานที่เราจะยื่นขอศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย คำสั่งที่ ๔/๒๕๖๔ เราใช้เวลาในการยื่น ๔๐ วันครับท่านประธาน ในขณะที่คำวินิจฉัยที่ไม่รับพิจารณาเราใช้ เวลาในการรอศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าไม่รับ ๒๐ วัน ดังนั้นครับท่านประธานต่อให้ไม่รับ ก็ไม่ทันสมัยประชุมนี้ เสร็จแล้วอาจจะตกอยู่ที่ประมาณวันที่ ๖ เมษายน ไม่ทันนะครับ ไม่ทันสมัยประชุมนี้แน่นอน ดังนั้นต่อให้ไม่รับเร็วที่สุด Fast Track ที่สุด เร็วที่สุด รถด่วนที่สุด ก็ไม่ทันสมัยประชุมนี้ ที่สำคัญอย่างที่ผมบอกว่าเปึนสภาย้ำคิดย้ำทำ ไม่เปึนตัวของตัวเอง สิ่งที่ เกิดขึ้นมันทำให้สมดุลอำนาจดุลยภาพระหว่างสถาบันทางการเมืองมันเสียดุลไปเราจะทำอะไร ก็ต้องไปถามศาลรัฐธรรมนูญก่อน กลายเปึนสภาที่ปรึกษาไปแล้ว ผมไม่แน่ใจว่าในอนาคต จะต้องเชิญศาลรัฐธรรมนูญมานั่งข้าง ๆ ประธานเวลาที่จะทำอะไร จะผิดหรือเปล่า หรือว่า จะถูกหรือไม่ก็ต้องถามศาลรัฐธรรมนูญก่อน เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาฝ์ายบริหารเองก็ถาม เหมือนกัน สุดท้ายแล้วท่านก็ไม่รับ เพราะว่าท่านไม่ใช่สภาที่ปรึกษา ดุลอำนาจตรงนี้เสียไป และหลักการมันก็เสียด้วย ทั้งเรื่องของดุลอำนาจ ทั้งเรื่องของการตรวจสอบถ่วงดุลและ หลักการแบ่งแยกอำนาจที่เราแบ่งแยกอำนาจชัดเจนว่าสภาคือสภานิติบัญญัติไม่ใช่ นิติบัญญัติแห่งชาติ อันนั้นมัน สนช. เดี๋ยวสะดุ้งกันเปึนแทบ ดังนั้นผมจึงไม่สามารถเห็นชอบด้วย กับการที่จะยื่นญัตติไปด้วย เพราะว่ามันขัดในหลักการ แต่ท่านประธานครับมันก็มีเสียงที่ผม อาจจะไม่สามารถที่จะปฏิเสธที่จะไม่ฟังได้ ผมต้องเรียนอย่างนี้นะครับว่าท่านประธาน ผมเชื่อว่ามีคนที่จะใช้วิธีการเตะถ่วง ยื่นไป ชะลอไปเรื่อย ๆ สุดท้ายรัฐธรรมนูญก็ไม่มีการแก้ไข ตามนโยบายของท่านนายกแพทองธารที่แถลงวันที่ ๑๒ กันยายนนะครับว่าจะต้องทำโดยเร็ว สุดท้ายก็แตะถ่วงไปเรื่อย ๆ มันมีคนอย่างนี้ แต่ก็มีคนที่สงสัยจริง ๆ ครับ มีคนที่แคลงใจจริง ๆ มีคนที่ไม่มั่นใจจริง ๆ และสมดุลเหล่านี้มันได้ถูกทำให้เสียไป สมดุลระหว่างอำนาจของ สถาบันทางการเมืองตรงนี้มันทำให้เสียไป ไม่ใช่ความผิดเขาที่จะกลัว ไม่ใช่ความคิดของเขา ที่จะไม่เปึนตัวของตัวเอง ไม่ใช่ความผิดของเขาที่จะย้ำคิดย้ำทำ แต่เปึนปัญหาของรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ละครับ ผมอยากให้เพื่อนสมาชิกจดจำวันนี้ วันที่เรารู้สึกไม่เปึนตัวของตัวเอง วันที่เรา รู้สึกสมดุลอำนาจเราเปลี่ยนไป มีปัญหาในระบอบประชาธิปไตยให้จดจำไว้ นี่คือเหตุผลสำคัญ นี่คือประจักษ์พยานสำคัญว่าทำไมเราต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ทำไมเราต้องจัดทำรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ และทำไมเราต้องรื้อทั้งระบบ เพราะมันทำให้สมดุลระหว่างสถาบันทางการเมือง มันเสียไป ดังนั้นผมไม่เห็นด้วย แต่ผมก็จะไม่ขวางการยื่น ผมหวังว่าในวันข้างหน้าเรามีนัดกัน ท่านเปรมศักดิ์ หรือท่านวิสุทธิ์ ไชยณรุณ เรามีนัดกันว่าเราจดจำวันนี้ วันข้างหน้าเมื่อเรา เคลียร์เมื่อไร เมื่อเราชัดเจนเมื่อไร เราต้องเร่งแก้ แต่ท่านประธานครับระหว่างทางที่เรายังไม่แก้ ผมเห็นว่าเรายังจำกันได้วันที่ ๑๒ กันยายนป้ที่แล้วท่านนายกแพทองธารเองนะครับ

ขอสไลด์สุดท้ายครับ ท่านนายกแพทองธารก็มาแถลงที่รัฐสภาแห่งนี้ละครับว่า นโยบายจะเร่งในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนโดยเร็ว คำว่า เร่ง และคำว่า โดยเร็ว จนป์านนี้ ๖ เดือนแล้วผมยังไม่เห็นสัญญาณของคำว่าเร่งโดยเร็ว นอกจากถ้าอ้างอิงครับว่า พรรคเพื่อไทยเปึนรัฐบาล ผมก็เห็นแต่อาจารย์ชูศักดิ์ที่ออกมาเคลื่อนไหว ออกมารณรงค์เรื่องนี้ มีเพียงแค่คนเดียว ดังนั้นผมจึงขอเรียกร้องระหว่างรอตรงนี้พิสูจน์ให้เห็นว่ามันเปึนนโยบายเร่ง โดยเร็วในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนโดยเร็ว โดยที่ต่อจากนี้ต้องมีร่างของ ครม. และที่สำคัญระหว่างทางคือรัฐบาลเองจะต้องรณรงค์ให้ประชาชนตระหนักรู้ว่าเหตุจำเปึน อย่างไรที่จะต้องมีรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนไม่ใช่ให้อาจารย์ชู ชูซ้าย ชูขวา ชูอยู่อย่างนั้น ผมก็ว่าปวดแขนน่าดูนะครับ ผมคิดว่าต้องไม่ใช่แค่อาจารย์ชูอย่างเดียวหรือพรรคประชาชน อย่างเดียว แต่ต้องเปึนรัฐบาลเองจะต้องใส่ใจในนโยบายตัวเองว่าจะต้องเร่งในการจัดทำ รัฐธรรมนูญฉบับประชาชนโดยเร็ว ขอบคุณครับท่านประธาน