พริษฐ อภิปรายชี้ส่งเรื่องศาลรธน.ไม่จำเป็น-ร่างแก้ รธน.ทำประชามติ 2 ครั้งเพียงพอ

รัฐสภา · ครั้งที่ ๖ · ๑๗ มีนาคม ๒๕๖๘

พริษฐ วัชรสินธุ อภิปรายว่า การส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญไม่จำเป็นและไม่เพียงพอต่อการผลักดันรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทันการเลือกตั้ง โดยชี้แจงเหตุผลว่า ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่พรรคประชาชนเสนอสามารถนำไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ภายใต้เงื่อนไขการทำประชามติ 2 ครั้ง ซึ่งสอดคล้องกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 4/2564 ผู้พูดยืนยันว่าการตีความว่าต้องทำประชามติ 3 ครั้งนั้นไม่ถูกต้อง และยกตัวอย่างคำวินิจฉัยรายบุคคลเพื่อสนับสนุนข้อสรุปนี้ พร้อมทั้งอธิบายว่าข้อมูลชุดสุดท้ายเป็นผลการหารือที่ไม่เป็นทางการระหว่างกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองและประธานศาลรัฐธรรมนูญ ยืนยันว่าการประชุมดังกล่าวไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย และชี้แจงเหตุผลที่เห็นว่าประเด็นขัดข้องหลักไม่ใช่ข้อกังวลทางกฎหมาย แต่เป็นเจตจำนงทางการเมืองของฝ่ายต่างๆ ในรัฐบาล

นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

เรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม พริษฐ์ วัชรสินธุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อดีตพรรคก้าวไกลในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ จุดยืนผมต่อญัตติในวันนี้นั้น เปึนจุดยืนที่เรียบง่ายครับ คือผมเห็นว่าการส่งไปศาลรัฐธรรมนูญนั้นไม่มีความจำเปึนและ ไม่เพียงพอต่อการทำให้รัฐบาลนั้นประสบความสำเร็จในการรักษาคำพูดของตนเองว่า จะผลักดันให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทันก่อนการเลือกตั้งครั้งถัดไป ท่านประธานครับ เหตุผลที่ผมบอกว่าไม่มีความจำเปึนที่จะต้องส่งเรื่องไปที่ศาลรัฐธรรมนูญ ก็เพราะผมเห็นว่า หากเราเดินหน้าต่อตามร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่พรรคประชาชนเสนอเข้าไป กระบวนการ ดังกล่าวนั้นที่จะนำไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยมีการทำประชามติรวมกัน ๒ ครั้งนั้น ไม่ได้มีส่วนไหนที่ไปขัดกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ ๔/๒๕๖๔ สาระสำคัญครับท่านประธาน หากจะมองไปที่สไลด์ของคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ ๔/๒๕๖๔ ก็เปึนเหมือนที่เพื่อนสมาชิก คุณเทวฤทธิ์เมื่อสักครู่ได้สรุปไว้ครับ นั่นก็คือว่ารัฐสภานั้นมีอำนาจในการจัดทำรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ได้ เพียงแต่ว่ามีเงื่อนไขว่าต้องทำประชามติ ๑ ครั้งก่อนแล้วก็ ๑ ครั้งหลัง ดังนั้น ผมยืนยันว่าหากรัฐสภาเดินหน้าตามร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่พรรคประชาชนเสนอเข้าไป กระบวนการทั้งหมดนั้นไม่มีส่วนไหนที่ขัดกับคำวินิจฉัยดังกล่าว เพราะหากท่านประธาน ลองคิดตามผมครับ หากรัฐสภาพิจารณาและเห็นชอบร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่พรรคประชาชน เสนอเข้าไป กระบวนการจะเกิดอะไรขึ้น ถึงแม้จะเห็นชอบเสร็จแล้ว ๓ วาระ เราก็ไม่ได้มี สสร. มาจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทันทีครับ แต่พอผ่านวาระที่สามมาแล้วก่อนจะทูลเกล้าฯ รัฐธรรมนูญมาตรา ๒๕๖ (๘) ก็บัญญัติไว้อยู่แล้วว่าต้องมีการจัดทำประชามติก่อนเพื่อถาม ประชาชนว่าเห็นชอบให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ และเมื่อเห็นชอบแล้วถึงจะมี การเลือกตั้ง สสร. ไปจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และเมื่อจัดทำฉบับใหม่เสร็จก็จะมีประชามติ อีกครั้งหนึ่งเพื่อถามว่าประชาชนเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ดังนั้นผมยืนยัน ว่าทั้งหมดนี้สอดคล้องกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ผมก็เข้าใจดีครับ ท่านประธานว่าก็มีสมาชิกบางส่วนที่อาจจะมีมุมมองที่แตกต่างจากผมออกไป พูดง่าย ๆ คือไปมองว่าต้องมีการทำประชามติเพิ่มขึ้นมาอีก ๑ ครั้งรวมกันเปึน ๓ ครั้ง ที่ไปตีความแบบนี้ เข้าใจว่าเพื่อนสมาชิกไปตีความว่าการทำประชามติ ๑ ครั้งก่อนนั้น ไม่ได้หมายถึงก่อนที่จะ มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่หมายถึงก่อนที่จะมีการเสนอญัตติหรือร่างแก้ไข รัฐธรรมนูญใด ๆ เกี่ยวกับเรื่อง สสร. เข้ามาสู่การพิจารณาในรัฐสภา ถึงแม้ผมไม่เห็นด้วยกับ ความคิดแบบนี้ แต่ก็เข้าใจว่ามีสมาชิกที่คิดแบบนี้ ความจริงคนกลุ่มหนึ่งที่เคยคิดแบบนี้ ก็คือ ท่านประธานรัฐสภาเองและคณะกรรมการของประธานรัฐสภาที่เคยได้วินิจฉัยไว้ว่าต้องมีการ ทำประชามติรวมกัน ๓ ครั้ง แต่หลังจากที่ผมได้รวบรวมหลักฐานและข้อมูลทั้งหมดเพื่อไป นำเสนอต่อคณะกรรมการของประธานรัฐสภา เมื่อวันที่ ๒๓ ธันวาคม ป้ ๒๕๖๗ ทางคณะกรรมการ แล้วก็ท่านประธานเองก็เปลี่ยนใจและหันมาเห็นตรงกับผมว่าการทำประชามติ ๒ ครั้งนั้น ก็เพียงพอแล้ว ดังนั้นผมเลยอยากจะใช้เวลาในที่ประชุมวันนี้เพื่อนำเสนอหลักฐานและข้อมูล ชุดเดียวกันกับที่ผมนำเสนอต่อคณะกรรมการของประธานรัฐสภาเพื่อหวังว่าจะสามารถ เปลี่ยนใจเพื่อนสมาชิกที่ยังมีความกังวลอยู่ได้ว่าสิ่งที่เราทำนั้นไม่ได้ขัดกับคำวินิจฉัยของ ศาลรัฐธรรมนูญ หลักฐานและข้อมูลครับ นอกเหนือจากตัวคำวินิจฉัยกลาง ๔/๒๕๖๔ ที่ผม ได้ไปนำเสนอต่อทางคณะกรรมการของประธานรัฐสภามีอยู่ ๓ ส่วนด้วยกันครับ

ส่วนที่ ๑ คือคำวินิจฉัยรายบุคคลของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ๙ คนครับ ที่ประกอบออกมาเปึนคำวินิจฉัยกลาง ๔/๒๕๖๔ หากเราไปไล่อ่านคำวินิจฉัยส่วนตนของ แต่ละท่าน เราจะเห็นว่าตุลาการส่วนใหญ่เห็นว่าประชามติ ๒ ครั้งนั้นเพียงพอ ยกตัวอย่าง แค่บางตัวอย่าง ตัวอย่างแรกเพื่อนสมาชิกได้ยกไปแล้วของท่านทวีเกียรติ ซึ่งย่อหน้าสุดท้าย ก็ระบุชัดว่าแม้จะต้องทำประชามติ ๑ ครั้งก่อน แต่ประชามติ ๑ ครั้งก่อนที่ว่านี้มิได้มี เจตนารมณ์ให้จัดให้มีการออกเสียงประชามติก่อนจะเสนอญัตติหรือร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ประการใด แต่สามารถเกิดขึ้นได้หลังจากที่รัฐสภาเห็นชอบร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญดังกล่าว ในวาระที่สามไปแล้ว หรืออีกตัวอย่างหนึ่งของท่านวรวิทย์ครับ ๒ ย่อหน้าสุดท้ายก็ระบุ ชัดเจนระบุไว้ถึง ๒ รอบว่าประชามติที่ต้องทำ ๑ ครั้งก่อนนี้หมายถึงก่อนที่จะมีการจัดตั้ง สภาร่างรัฐธรรมนูญ ไม่มีตรงไหนเลยที่เขียนว่าต้องทำก่อนที่จะมีการเสนอญัตติเข้ามา ในวาระที่หนึ่ง ตัวอย่างสุดท้ายของท่านนครินทร์ครับ แม้ไม่ได้มีการพูดถึงว่าประชามติ ๑ ครั้งก่อนนี้จะต้องเกิดขึ้นในขั้นตอนใด แต่ก็มีการพูดชัดในย่อหน้าสุดท้ายว่าประชามติ ๑ ครั้งก่อนนี้ต้องเปึนไปตามเจตนารมณ์ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๖ (๘) ซึ่งท่านประธานครับ ประชามติใด ๆ ก็ตามที่จะต้องเกิดขึ้นตามมาตรา ๒๕๖ (๘) ก็จะต้องเกิดขึ้นหลังจากที่รัฐสภา ได้ลงมติเห็นชอบร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระที่สามไปแล้ว ไม่ใช่มาทำกันก่อนจะเสนอเข้ามา ในวาระที่หนึ่ง ผมยกเพียงแค่ ๓ ตัวอย่างครับ แต่หากเราสรุปแล้วไปไล่ดูความเห็นทั้งหมด เราก็อาจจะได้ข้อสรุปออกมาประมาณนี้ครับว่ามี ๕ ท่าน ถ้าหากผมนับดูที่พูดชัดเจนว่า ๒ ครั้งพอ มี ๒ ท่านที่อาจจะพูดคล้าย ๆ กับคำวินิจฉัยกลาง มีแค่ท่านเดียวที่บอกว่าต้องทำ ประชามติ ๓ ครั้ง แล้วมีอีกท่านหนึ่งที่บอกว่าไม่สามารถจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้เลย ดังนั้นชัดเจนว่าตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างมากเห็นว่าประชามติ ๒ ครั้งนั้นเพียงพอ

หลักฐานชุดที่ ๒ คือ Infographic ที่เพื่อนสมาชิกได้หยิบยกขึ้นมาเมื่อสักครู่ เปึน Infographic สรุปคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญเปึนคนจัดทำเอง สรุปถึงขั้นตอนต่าง ๆ ในกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตามคำวินิจฉัยศาล ๔/๒๕๖๔ ถ้าท่านประธานลองดูครับนอกจาก Infographic ทั้งหมดนี้จะพูดถึงประชามติแค่ ๒ ครั้งเท่านั้น แต่ถ้าท่านไปดูจุดเริ่มต้นของกระบวนการทั้งหมดครับ จุดเริ่มต้นของกระบวนการทั้งหมด คือการเสนอญัตติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้ามาเหมือนกับที่ผมและเพื่อนสมาชิกจาก พรรคประชาชนทำกันอยู่ ไม่ได้มีตรงไหนเลยครับที่บอกว่าเราต้องเริ่มต้นโดยการไปทำ ประชามติก่อนที่จะเสนอญัตติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้ามา

ส่วนข้อมูลชุดสุดท้ายครับ อันนี้ไม่มีเปึนภาพนะครับเพราะเปึนผลการหารือ อย่างไม่เปึนทางการระหว่างทางผมกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองและทางท่านประธาน ศาลรัฐธรรมนูญ เราได้มีโอกาสเข้าไปพบครับทางประธานศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๖๗ ก็ต้องออกตัวไว้ก่อนว่าการประชุมดังกล่าวไม่ได้เปึนประชุมที่เปึนทางการ ไม่ได้มีผลผูกพันทางกฎหมาย แล้วเราเองก็ได้มีโอกาสเข้าหารือกับเพียงแค่ท่านประธาน ศาลรัฐธรรมนูญแล้วก็ตุลาการอีก ๑ ท่านรวมเปึน ๒ ท่าน ไม่ได้เข้าพบทั้งองค์คณะ แต่อย่างไรก็ดี ผมยืนยันครับว่าในที่ประชุมที่เราได้คุยกันละเอียดยาวเปึนชั่วโมงไม่มีใครในที่ประชุมที่เสนอ ขึ้นมาว่าจำเปึนจะต้องมีการทำประชามติ ๓ ครั้ง แล้วจากการพูดคุยกันก็ไม่มีใครทักท้วงว่า ขั้นตอนการดำเนินการที่ผมและเพื่อนสมาชิกจาก สส. พรรคประชาชน เสนอกันอยู่ในวันนี้ ไปขัดกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญแต่อย่างใด แม้ว่ามันคงจะไม่เหมาะสมถ้าผมจะไปเอาเทป บันทึกเสียงการประชุมที่สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญได้บันทึกเอาไว้มาเผยแพร่ในที่นี้ แต่ผม ก็ยืนยันครับว่าด้วยความบริสุทธิ์ใจ ผมเองก็ได้แจ้งกับทางคณะกรรมการประธานรัฐสภา ไปแล้วว่าหากกังวลว่าผมสรุปความมาผิดท่านประธานรัฐสภาก็สามารถทำหนังสือขอเทป ดังกล่าวจากทางประธานศาลรัฐธรรมนูญได้ ผมเชื่อว่าท่านก็คงไม่ติดใจที่จะส่งมาให้ฟัง ทั้งหมดนี้เลยเปึนเหตุผลในเชิงข้อกฎหมายว่าทำไมผมถึงเห็นว่าเราไม่มีความจำเปึนที่ต้องส่ง เรื่องไปที่ศาลรัฐธรรมนูญ แต่ในส่วนที่ ๒ นี้นอกจากจะไม่จำเปึนแล้วผมยืนยันกับที่ประชุม รัฐสภาแห่งนี้ครับว่าผมเห็นว่าการส่งเรื่องไปศาลรัฐธรรมนูญนั้นไม่เพียงพอต่อการจะทำให้ เราสามารถประสบความสำเร็จในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ ที่ผมพูดแบบนี้เพราะแม้ ผมเชื่อครับว่ามีสมาชิกบางท่านที่มีข้อกังวลทางกฎหมายจริง ๆ ก็เลยอยากจะใช้กลไก ในการส่งเรื่องไปศาลรัฐธรรมนูญเพื่อคลี่คลายข้อกังวลของตัวท่าน แต่ผมก็เชื่อเช่นเดียวกัน ว่ามีสมาชิกบางท่านในที่นี้ที่ความจริงลึก ๆ แล้วไม่ได้สนใจหรือกังวลข้อกฎหมายหรอกครับ แต่ลึก ๆ แล้วไม่อยากแก้รัฐธรรมนูญ ก็เลยพยายามค้นหาข้อกังวลทางกฎหมายให้เจอ เพื่อจะใช้กระบวนการในการส่งเรื่องไปศาลรัฐธรรมนูญเพื่อชะลอกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ เพื่อหวังว่าการดึงบทสนทนามาคุยกันเรื่องเทคนิคทางกฎหมายจะทำให้สังคม หลงลืมไปว่าเรากำลังแก้รัฐธรรมนูญเพื่ออะไร เพื่อยกระดับกลไกการปราบโกง เพื่อปลดล็อก ท้องถิ่น เพื่อปกปัองคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของพี่น้องประชาชน ดังนั้นวันนี้ครับในที่ประชุม แห่งนี้เราจำเปึนที่จะต้องเอาความจริงมาพูดกันครับ ว่าอุปสรรคหลักที่ทำให้เรายังไม่ประสบ ความสำเร็จในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มันไม่ใช่ข้อกังวลทางกฎหมาย แต่มันคือเจตจำนง ทางการเมืองของทุกฝ์ายในซีกรัฐบาล ซึ่งกระบวนการในการส่งเรื่องไปศาลรัฐธรรมนูญไม่สามารถ แก้ไขให้กับท่านได้ครับ เหตุการณ์ที่ผ่านมาครับท่านประธาน ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาทำให้ เราสามารถตั้งคำถามได้หลายคำถามเลยครับ เกี่ยวกับเจตจำนงทางการเมืองของแต่ละฝ์าย ในซีกรัฐบาล ผมตั้งเพียงแค่ ๒ คำถามเท่านั้น คำถามที่ ๑ ครับ ผมอยากจะตั้งคำถามไปถึง เจตจำนงทางการเมืองของพรรคร่วมรัฐบาลและ สว. ที่อาจจะมีความคิดคล้าย ๆ กัน หากเราเชื่อ ว่าสิ่งเดียวที่ทำให้พรรคร่วมรัฐบาลและ สว. ที่อาจจะคิดคล้าย ๆ หรือผมขออนุญาตใช้คำว่า สว. หัวใจเดียวกันนั้น คือกังวลครับว่าการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้นอาจจะไปติดที่ ข้อจำกัดทางกฎหมาย หากเขาเชื่อว่าสิ่งเดียวคือปัญหาข้อกฎหมาย หากเราเชื่อว่าสิ่งเดียว ที่จะทำให้เขาพร้อมเดินหน้าสนับสนุนการแก้รัฐธรรมนูญหรือการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้น คือการหาความชัดเจนเรื่องข้อกฎหมายจากศาลรัฐธรรมนูญ แล้วทำไมครับ เมื่อ ๑ เดือนที่แล้ว สส. พรรคร่วมรัฐบาลกว่า ๖๐ คนครับ และ สว. ที่เขาว่ากันว่าหัวใจเดียวกันกว่าร้อยคนครับ กลับไม่มาลงมติสนับสนุนเพื่อเร่งการส่งเรื่องไปที่ศาลรัฐธรรมนูญ ดังนั้นหากวันนี้ทั้ง สส. และ สว. กลุ่มดังกล่าวยังไม่มาลงมติสนับสนุนการส่งเรื่องไปที่ศาลรัฐธรรมนูญผมคิดว่ามันก็ ชัดเจนแล้วครับ ว่าอุปสรรคที่เขามีสิ่งที่เขาติดขัดนั้นมันไม่ใช่เรื่องของข้อกังวลทางกฎหมาย ที่เขาต้องการให้ศาลรัฐธรรมนูญมาคลี่คลาย แล้วหากเปึนเช่นนั้นจริงก็ไม่มีอะไรรับประกัน ว่าถึงแม้ส่งเรื่องไปที่ศาลรัฐธรรมนูญแล้ว ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยกลับมาให้เดินหน้าต่อได้ สส. และ สว. กลุ่มนี้จะมาร่วมลงมติสนับสนุนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ อันนี้คือคำถามที่ ๑ ครับท่านประธาน แต่คำถามที่ ๒ ที่จำเปึนต้องถาม คือการตั้งคำถามไปถึงเจตจำนงของท่าน นายกรัฐมนตรี เพราะก่อนที่เราจะต้องมาเถียงกันในวันนี้ครับว่าจะส่งเรื่องไปที่ศาลรัฐธรรมนูญ หรือไม่ สังคมเขาก็สงสัยว่าท่านนายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้าฝ์ายบริหารได้ทำอะไรไปบ้างแล้ว หรือยังในการพยายามจะคลี่คลายข้อกังวลของพรรคร่วมรัฐบาล เพราะถ้าเรานับกันครับจากวันที่ ทางประธานรัฐสภาบรรจุร่างแก้ไขธรรมนูญของพรรคประชาชนมาจนถึงวันประชุมรัฐสภา เพื่อพิจารณาวาระหนึ่งของร่างแก้ไขดังกล่าวเมื่อ ๑ เดือนที่แล้วครับ ผมนับดูแล้วครับ ท่านนายกรัฐมนตรีมีเวลาถึง ๒ เดือนในการพยายามจะโน้มน้าวพรรคร่วมรัฐบาล แต่สิ่งที่เรา เห็นคืออะไรครับ ร่างของคณะรัฐมนตรีก็ไม่มีเสนอเข้ามาครับ ทั้ง ๆ ที่เปึนนโยบายของรัฐบาล เพียงแค่จะเอาเรื่องนี้ไปคุยกันในที่ประชุม ครม. ผมก็เข้าใจว่าท่านนายกรัฐมนตรีก็ไม่ได้ทำ ที่พูดแบบนี้ครับเพราะว่าพอสื่อมวลชนไปสัมภาษณ์ท่านนายกรัฐมนตรี บ่ายในวันเดียวกัน กับที่ประชุมสภาเพิ่งล่มไป สื่อมวลชนถามท่านนายกรัฐมนตรีว่าได้คุยกับพรรคร่วมรัฐบาล มาก่อนหน้านั้นหรือไม่ ท่านนายกรัฐมนตรีตอบกลับครับว่าคุยแล้ว แต่ในเย็นวันเดียวกันครับ ผ่านไปไม่ถึง ๔ ๕ ๖ ชั่วโมงครับ ท่านรองนายกรัฐมนตรี ท่านอนุทินขออนุญาตที่เอ่ยนาม ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการออนไลน์ว่าท่านนายกรัฐมนตรีนั้นไม่เคยนำเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาคุยกับท่านเลย ผมไม่รู้นะครับว่าใครพูดจริง ใครพูดไม่จริง ผมเข้าใจดีนะครับท่านประธาน ว่าแม้ท่านนายกรัฐมนตรีไปคุยกับพรรคร่วมรัฐบาลแล้วก็ไม่ได้มีอะไรรับประกันร้อยเปอร์เซ็นต์ ว่าพรรคร่วมรัฐบาลจะเห็นตาม แต่ถ้าขนาด สส. จากซีกฝ์ายค้านอย่างผมยังสามารถโน้มน้าว ทางประธานรัฐสภาให้บรรจุร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญได้เลยว่าทำประชามติ ๒ ครั้งนั้นเพียงพอ แล้วทำไมครับนายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้ารัฐบาลไม่สามารถโน้มน้าวพรรคร่วมรัฐบาล ภายใน ครม. ของตนเองได้ ดังนั้นครับท่านประธานถ้าผู้เสนอญัตติจากพรรคแกนนำรัฐบาล ในวันนี้ หวังว่าการส่งเรื่องไปที่ศาลรัฐธรรมนูญนั้นจะแก้ไขปัญหาทั้งหมดให้กับเขา ผมเรียนตามตรงว่าอยากให้ท่านนั้นทบทวนใหม่ครับ เพราะหากศาลรัฐธรรมนูญให้คำตอบ ชัดเจนกลับมาว่าสามารถเดินหน้าพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญและทำประชามติ ๒ ครั้งได้ ก็ไม่มีอะไรรับประกันนะครับว่า สส. พรรคร่วมรัฐบาลและ สว. ที่หัวใจเดียวกันนั้นจะมา โหวตสนับสนุนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับเรื่อง สสร. หากเขาไม่แม้กระทั่งสนับสนุนญัตติ ในการส่งเรื่องไปศาลรัฐธรรมนูญของท่านในวันนี้ แต่หากศาลรัฐธรรมนูญครับ ตัดสินใจไม่รับ เรื่องดังกล่าวไว้วินิจฉัยเหมือนกับที่เคยตัดสินใจตอนต้นป้ ๒๕๖๗ หรือแม้จะรับไว้ แต่ก็ไม่ได้ วินิจฉัยอะไรที่ชัดเจนเพิ่มเติมกว่าที่เคยวินิจฉัยไว้แล้วในป้ ๒๕๖๔ เราก็จะกลับมาอยู่ที่จุดเดิม ที่เราอยู่กันในวันนี้ครับท่านประธานที่ต้องอาศัยเจตจำนงของท่านนายกรัฐมนตรีในการโน้มน้าว สมาชิกรัฐสภาทุกคนในซีกของรัฐบาล ซึ่งภารกิจดังกล่าวนั้นไม่มีศาลรัฐธรรมนูญที่ไหนไปช่วย ท่านนายกรัฐมนตรีได้ ดังนั้นผมทิ้งท้ายแบบนี้ครับท่านประธานอาจจะกล่าวโดยสรุป

ประการที่ ๑ ผมเห็นว่าการส่งเรื่องไปที่ศาลรัฐธรรมนูญนั้นไม่มีความจำเปึน เพราะสิ่งที่ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคประชาชนเสนอให้รัฐสภาดำเนินการนั้นสอดคล้อง กับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญทุกประการ

ประการที่ ๒ ผมเห็นว่าการส่งเรื่องไปที่ศาลรัฐธรรมนูญนั้นก็ไม่เพียงพอ เช่นกันต่อการแก้ไขปัญหา เพราะอุปสรรคหลักของเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ที่ข้อกังวลทางกฎหมาย แต่อยู่ที่เจตจำนงทางการเมืองของรัฐบาล ทางออกเรื่องนี้เลยไม่ได้อยู่ที่ศาลรัฐธรรมนูญครับ ทางออกเรื่องนี้อยู่ที่ทำเนียบรัฐบาล ดังนั้นผมเลยเห็นว่าสิ่งที่รัฐสภาควรจะทำกันมากกว่า ในวันนี้ครับ คือการส่งสัญญาณดัง ๆ ไปถึงทำเนียบรัฐบาลครับ เพราะถึงเวลาแล้วที่ท่าน นายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตรจะต้องแสดงภาวะความเปึนผู้นำและแสดงความเปึน เจ้าภาพในการสร้างเอกภาพระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลเพื่อผลักดันนโยบายเรือธงของตนเอง ในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้สำเร็จครับ ขอบคุณครับท่านประธาน