ณรงค ทับทิมไสย อภิปรายหลักการร่างกฎหมายโดยเน้นย้ำจุดยืนของศาลยุติธรรมในการพิจารณาทุกคดีทุจริตในศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ เพื่อรักษาหลักความเสมอภาคต่อหน้ากฎหมาย โดยเสนอให้แก้ไขเขตอำนาจศาลทหารเป็นศาลพลเรือนเพื่อปราบปรามการทุจริต และระบุความชัดเจนในร่างกฎหมายโดยยกเลิกถ้อยคำของกรรมาธิการเสียงข้างน้อย
กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม นายณรงค์ ทับทิมไสย ผู้แทนจากสำนักงานศาลยุติธรรมและ กรรมาธิการ เนื่องจากกรรมาธิการเสียงข้างมากได้แก้ไขหลักการร่างกฎหมายฉบับนี้และ แก้ไขร่างมาตรา ๔ ที่รัฐสภารับหลักการมาในวาระแรก กระผมในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย จึงได้สงวนความเห็นไว้และขออภิปรายต่อท่านประธานและสมาชิกรัฐสภาดังต่อไปนี้
ประการแรก ด้วยความเคารพต่อกรรมาธิการเสียงข้างมากและศาลทหาร ศาลยุติธรรมได้มีจุดยืนชัดเจนที่จะให้มีการพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบทุกประเภท ในศาลคดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบมาโดยตลอด เนื่องจากประสงค์จะให้การพิจารณา คดีทุจริตและประพฤติมิชอบบรรลุวัตถุประสงค์ในการค้นหาความจริงโดยการใช้ระบบไต่สวน ด้วยการแสวงหารวบรวมดำเนินการเพื่อได้มาซึ่งข้อจริงและพยานหลักฐานอย่างครบถ้วนรอบด้าน ซึ่งจะส่งผลให้การพิจารณาพิพากษาคดีมีประสิทธิภาพและรวดเร็วทั้งมีความเสมอภาค และเปึนธรรม ซึ่งจะสอดคล้องกับหลักการสากลที่ยอมรับร่วมกันให้บุคคลทุกคนอยู่ภายใต้ กฎหมายเดียวกันและศาลเดียวกันภายใต้ข้อหาอย่างเดียวกัน กล่าวให้ชัดคือบุคคลที่ทำผิด กฎหมายพลเรือนต้องขึ้นศาลพลเรือนโดยสารที่เปึนกลาง ซึ่งเปึนหลักความเสมอภาคต่อหน้า กฎหมายและหลักความเปึนอิสระของตุลาการ อันเปึนหลักการที่นานาอารยประเทศยอมรับกัน
ประการที่ ๒ เมื่อรัฐสภารับหลักการมาแล้วย่อมมีเจตนารมณ์ชัดเจน ที่ประสงค์จะให้คณะกรรมาธิการพิจารณาให้การดำเนินคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกับผู้ถูก กล่าวหา ซึ่งเปึนบุคคลที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลทหารให้มาอยู่ในอำนาจของศาลอาญาทุจริต และประพฤติมิชอบหรือศาลพลเรือนนั่นเอง การที่กรรมาธิการเสียงข้างมากไม่ได้ทำให้เกิด ความชัดเจนเพื่อให้ศาลคดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบมีอำนาจพิจารณาคดีทุจริตและ ประพฤติมิชอบกับผู้ถูกกล่าวหาหรือจำเลยซึ่งเปึนบุคคลที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลทหาร ในช่วงที่เปลี่ยนผ่านด้วยนั้นอาจทำให้ร่างกฎหมายฉบับนี้ยังไม่บรรลุวัตถุประสงค์เท่าที่ควร เนื่องจากกฎหมายที่ใช้บังคับหรือที่เรียกว่า De Lege Lata ไม่ได้อยู่ในทิศทางที่จะเปลี่ยนแปลง เขตอำนาจศาล ตรงกันข้ามหากมีการบัญญัติให้ชัดเจนอย่างน้อยเหมือนในพระราชบัญญัติ ปัองกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหายหรือที่เรียกกันว่า พ.ร.บ. อุ้มหาย มาตรา ๓๔ ที่ให้ศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบมีเขตอำนาจเหนือคดีความผิด ทั้งหลายในพระราชบัญญัติดังกล่าว ย่อมจะทำให้กฎหมายที่ต้องการจะเปลี่ยนแปลงหรือ ที่เรียกว่า De Lege ferenda มีความชัดเจนและสร้างเจตจำนงร่วมกันว่าจะให้กฎหมาย เปึนไปในทิศทางใด น่าเสียดายที่ร่างกฎหมายฉบับนี้มีการประชุมพิจารณาในชั้นกรรมาธิการ แค่ ๒ ครั้ง แต่กระผมไม่ได้อยู่ด้วยเนื่องจากติดราชการต่างประเทศจึงไม่อาจเสนอร่าง เขียนกฎหมายให้ชัดเจนได้ โดยเฉพาะในมาตรา ๙๖ ที่ยกเลิกไปที่ไม่ได้เขียนไว้ให้ชัดเจน จึงเหลือเพียงถ้อยคำของกรรมาธิการเสียงข้างน้อยที่เสนอไว้แล้ว ซึ่งกระผมจึงได้สงวน ความเห็นไว้ตามที่มาอภิปรายในวันนี้
ประการที่ ๓ ที่กรรมาธิการเสียงข้างมากอ้างเหตุผลของกระบวนการโต้แย้ง เรื่องเขตอำนาจศาลตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล โดยยกตัวอย่างคดีที่เกิดขึ้นในศาลคดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ ภาค ๕ ซึ่งจำเลย ถูกฟัองในข้อหาความผิดตามพระราชบัญญัติปัองกันและปราบปรามการทรมานหรือที่เรียกว่า พ.ร.บ. อุ้มหายนั้น จำเลยโต้แย้งว่าตนรับราชการทหารคดีจึงอยู่ในเขตอำนาจของศาลทหารนั้น กระผมขอเรียนต่อที่ประชุมว่าเปึนกระบวนการปกติตามกฎหมายว่าด้วยการชี้ขาดอำนาจหน้าที่ ระหว่างศาล กล่าวคือเปึนสิทธิของจำเลยที่จะโต้แย้งได้ในเรื่องเขตอำนาจศาลว่าคดีของตน อยู่ในเขตอำนาจของศาลทหาร ซึ่งตามกระบวนการของกฎหมายดังกล่าวศาลที่พิจารณาคดี จะต้องส่งเรื่องไปยังศาลที่จำเลยกล่าวอ้างเพื่อทำความเห็นก่อน ถ้าปรากฏว่าความเห็นของศาล ทั้งสองสอดคล้องหรือเปึนไปในแนวทางเดียวกันก็จะทำให้ประเด็นโต้แย้งนั้นจบไป แต่ถ้าหากว่า ความเห็นของทั้ง ๒ ศาล คือศาลพลเรือนและศาลทหารไม่สอดคล้องกันหรือเปึนไปในทิศทาง เดียวกันต้องส่งเรื่องไปยังคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ซึ่งประกอบ ไปด้วยประธานศาลฎีกา ประธานศาลปกครองสูงสุด และหัวหน้าสำนักงานตุลาการศาลทหาร เมื่อคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดประการใดแล้วก็จะเปึนที่สุดซึ่งจะห้ามมิให้ศาลที่อยู่ในลำดับ สูงขึ้นไปของทั้ง ๒ ศาลยกเรื่องเขตอำนาจศาลขึ้นพิจารณาอีก กรณีนี้เปึนไปตามมาตรา ๑๐ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล นอกจากนี้จำเลยก็จะ โต้แย้งเรื่องเดิมเรื่องเขตอำนาจศาลที่คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ได้วินิจฉัยไปแล้วไม่ได้ กล่าวคือจะประวิงคดีไม่ได้อีก
ประการสุดท้าย กระผมขอสรุปว่าการไม่มีความชัดเจนหรือการร่างโดยการเขียน ถ้อยคำตามร่างมาตรา ๔ ของกรรมาธิการเสียงข้างมากดังกล่าว นอกจากจะทำให้เกิดความสับสน ต่อผู้บังคับใช้กฎหมายในประเด็นเรื่องเขตอำนาจศาลแล้วยังจะทำให้จำเลยสามารถนำประเด็น เรื่องเขตอำนาจศาลมาโต้แย้งเพื่อเปึนช่องทางประวิงคดีได้โดยง่ายขึ้น ตรงกันข้ามหากมีการ บัญญัติไว้ให้ชัดเจนอย่างเช่นพระราชบัญญัติอุ้มหาย และบัญญัติไปในแนวทางเดียวกันกับ กรรมาธิการเสียงข้างน้อยแล้วย่อมจะทำให้กฎหมายที่ต้องการจะเปลี่ยนแปลงหรือที่เรียกว่า De Lege Ferenda มีความชัดเจนในการบังคับใช้และไม่อาจโต้แย้งได้โดยง่ายตลอดจน ทำให้กฎหมายของประเทศเรามีความก้าวหน้าด้วยครับ ขอบพระคุณครับ