ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ชี้ว่าการตัดสินใจควรอยู่บนพื้นฐานของต้นทุนประเทศ

รัฐสภา · ครั้งที่ ๖ · ๑๗ มีนาคม ๒๕๖๘

ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ชี้ว่าการตัดสินใจควรอยู่บนพื้นฐานของต้นทุนประเทศ ไม่ใช่การเมือง และเรียกร้องให้ปลดล็อกเงื่อนไขเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างตรงไปตรงมา โดยระบุว่าญัตติส่งศาลรัฐธรรมนูญไม่ชอบธรรมเนื่องจากปัญหา Walk Out เป็นสิทธิสมาชิก ไม่ใช่ปัญหาอำนาจรัฐสภา พร้อมเสนอให้แก้ไขมาตรา 256 เพื่อขจัดนิติสงครามและฟื้นฟูความภาคภูมิใจในชาติ

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ์ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ ผม ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ผู้นำฝ์ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ท่านประธานครับ ก่อนที่จะเข้าสู่การอภิปรายในญัตตินี้ผมขออนุญาตใช้เวลาสั้น ๆ เคารพต่อท่านประธานวันนอร์ แต่ผมอาจจะขอส่งข้อกังวลครับในเรื่องของการพิจารณาการบรรจุญัตตินี้ครับที่จะเปึน ตัวอย่างให้เห็นครับว่าการใช้อำนาจดุลยพินิจของประธานรัฐสภาในการเลือกที่จะบรรจุ หรือไม่บรรจุญัตติใดโดยการตีความเรื่องข้อบกพร่อง ซึ่งครอบคลุมถึงเนื้อหาสาระของตัวญัตติ นั้นมีปัญหาจริง ๆ ทุกท่านทราบกันดีอยู่ครับเรื่องญัตติไม่ไว้วางใจนั้นถูกตีความที่ประธานไม่บรรจุ ซึ่งผมเคารพ แล้วยอมแก้ไข แต่วันนี้ครับทั้ง ๆ ที่ท่านประธานรัฐสภาเองเห็นด้วยแล้วครับว่าสามารถ เดินหน้าการแก้ไขมาตรา ๒๕๖ ได้ โดยการจัดทำประชามติเพียงแค่ ๒ ครั้ง ท่านประธานรัฐสภา ยอมบรรจุญัตติแล้วครับ แต่ในขณะเดียวกันญัตติดังกล่าวที่เพื่อนสมาชิกได้เสนอเข้าสู่ การพิจารณาในวันนี้เปึนญัตติที่ย้อนแย้งต่อคำวินิจฉัยของท่านประธานรัฐสภา คือเพื่อนสมาชิก ยังมาเถียงกันอยู่เลยว่าตกลงจะทำประชามติ ๒ ครั้ง หรือ ๓ ครั้ง ดังนั้นถ้าท่านประธานรัฐสภา ใช้มาตรฐานเดียวกันครับ ที่กังวลว่าญัตติดังกล่าวที่วันนี้มี ๒ ญัตติเรากำลังพิจารณากันอยู่นี้ น่าจะขัดต่อข้อกฎหมายที่ท่านประธานได้วินิจฉัยแล้ว ผมเองก็กังวลเช่นเดียวกันครับว่าน่าจะ เปึนบรรทัดฐานที่ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำในเรื่องของการตีความ แต่อย่างไรก็ตามครับ พวกเรา ต้องเดินหน้าต่อกระบวนการรัฐสภา ผมเองก็เคารพในคำวินิจฉัยของท่านนะครับ เพียงแต่ อยากจะให้เปึนบันทึกในที่ประชุมครับ ที่อยากจะบอกว่าข้อบกพร่องนั้นไม่ควรจะครอบคลุมถึง เนื้อหาสาระของญัตติด้วย ท่านประธานครับ เข้าสู่เนื้อหาสาระของการอภิปรายในญัตตินี้ ซึ่งเรามี ๒ ญัตติด้วยกัน วันนี้ครับผมเองอาจจะต้องถามเพื่อนสมาชิกผ่านท่านประธานครับ ถึงเหตุและผลที่เรามาเถียงกันในวันนี้ ผมอยากจะถามจริง ๆ ครับว่าเหตุผลในวันนี้ที่เราเห็นต่าง เปึนเหตุผลทางการเมืองหรือเปึนเหตุผลทางข้อกฎหมายครับท่านประธาน ถ้าเปึนเหตุผล ทางการเมืองเราต้องแก้ด้วยการเมืองครับ แต่ถ้าเปึนเหตุผลทางการเมืองแต่ใช้ข้ออ้าง ทางด้านข้อกฎหมาย ผมเชื่อว่าอย่างไรก็ไม่ได้คำตอบครับ เมื่อสักครู่ สส. วิโรจน์ ได้ลุกขึ้น อภิปรายครับ ครั้งนี้เถียงกันจะทำประชามติ ๒ ครั้ง ๓ ครั้ง เดี๋ยวครั้งหน้าก็มีครับ ครั้งที่ ๔ ครั้งที่ ๕ หรือหาช่องว่างอื่น ๆ เต็มไปหมดคอยทำลายกระบวนการในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ดังนั้นผมอยากจะฝากท่านประธานกลับไปยังเพื่อนสมาชิกครับสื่อสารกันอย่างตรงไปตรงมา จริงใจครับพวกผมไม่ได้ดื้อ พวกผมเล็งเห็นถึงปัญหาที่มีอยู่ครับ แต่ท่านเองออกมาสื่อสาร ตรงไปตรงมาต่อพวกเราและสังคมหรือเปล่าว่าที่ท่านยังเดินหน้าแก้ไขต่อไม่ได้ เพราะเพื่อนสมาชิก ร่วมรัฐบาลบางส่วนไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่ปัญหาเรื่องข้อกฎหมาย แต่เปึน ปัญหาเรื่องการเมือง ที่เพื่อนสมาชิกบางส่วนเหล่านั้น พูดง่าย ๆ เขาไม่มีแรงจูงใจทางการเมือง ให้แก้ครับ แก้ไปแล้วจะได้ประโยชน์อะไรขึ้นมา สังคมก็ตั้งคำถามว่าเพื่อนสมาชิกเหล่านั้น เปึนพรรคการเมืองที่ใหญ่ที่สุดในรัฐสภาหรือเปล่า แก้แล้วเขาจะเสียอำนาจลงไปหรือเปล่า นี่ต่างหากครับที่เปึนเหตุขัดข้อง ทำให้กระบวนการการแก้ไขรัฐธรรมนูญเดินหน้าต่อไม่ได้ ดังนั้นถ้าถามกันเรื่องเหตุและผลครับ ผมอยากให้เพื่อนสมาชิกทุกคนมาประเมินผลได้ผลเสีย ที่จะเกิดขึ้นจากการลงมติในญัตตินี้ในวันนี้ ออกได้ไม่กี่ทางครับ จะส่งไปศาลรัฐธรรมนูญ หรือไม่ส่ง ท่านประธานครับ วันนี้ถ้าเรามุ่งมั่นตั้งใจในการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้กับพ่อแม่พี่น้อง ประชาชน ลงมติไม่ส่งไปศาลรัฐธรรมนูญ เดินหน้ากระบวนการการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แก้ไข มาตรา ๒๕๖ ในวันนี้ครับให้ทันก่อนป่ดสมัยประชุม มีตั้งกรรมาธิการวิสามัญยกร่างแก้ไข เพิ่มเติมมาตรา ๒๕๖ ทันที มีอะไรจะเสียครับ ถ้าหากในอนาคตศาลรัฐธรรมนูญเกิดวินิจฉัย มีใครไปร้องแล้ววินิจฉัยออกมาว่าต้องทำประชามติ ๓ ครั้ง เราก็แค่ Reset กระบวนการ ทำประชามติใหม่ ถ้าท่านเล็งเห็นต้นทุนของประเทศเปึนส่วนสำคัญ ไม่มีอะไรน่ากังวลเลย ไม่มีอะไรช้าไปกว่าเดิมเลยครับ ถ้าศาลรัฐธรรมนูญมีธงอยู่แล้วว่าต้องทำประชามติ ๓ ครั้ง การเดินหน้าแก้ไขมาตรา ๒๕๖ วันนี้ไม่มีอะไรเสียครับ เว้นแต่ต้นทุนที่ท่านจะยอมแลก ท่านไม่ได้มองเห็นต้นทุนประเทศที่จะเสีย แต่ท่านเล็งเห็นถึงต้นทุนของตัวเองที่จะเสียครับ เพื่อนสมาชิกหลายท่านเมื่อสักครู่ก็ลุกขึ้นพูดครับ ลุกขึ้นพูดว่าเพื่อนสมาชิกหลายส่วนกลัวว่า เดี๋ยวถ้ากระบวนการล้มไปจะมีใครไปฟัองร้องว่าสมาชิกรัฐสภาใช้อำนาจโดยมิชอบ เดี๋ยวมีคดี เข้าตัวเองครับ นี่ละครับคือการตัดสินใจที่ท่านไม่ได้เอาต้นทุนของประเทศเปึนตัวตั้ง แต่เอา ต้นทุนของตัวเองเปึนตัวตั้ง อีกด้านหนึ่งครับท่านประธาน วันนี้ถ้าเพื่อนสมาชิกขออนุญาต เอ่ยนามนะครับด้วยความเคารพ ท่านอาจารย์ชูศักดิ์ ท่านบอกว่าท่านเห็นด้วยกับการทำ ประชามติเพียงแค่ ๒ ครั้งครับ แต่เพื่อคลายข้อกังวลเพื่อนสมาชิกยอมจะเสียเวลาเล็กน้อย ลงเห็นด้วยกับมตินี้ ญัตตินี้เพื่อส่งไปศาลธรรมนูญก่อน อะไรเสียครับท่านประธาน ทุกท่านอย่าลืมนะครับวันนี้เปึนสัปดาห์ท้าย ๆ ของสมัยประชุมนี้ ป้ที่แล้วครับ ป้ ๒๕๖๗ ศาลรัฐธรรมนูญใช้ระยะเวลากี่วันครับก่อนที่จะมีคำสั่งว่าไม่รับพิจารณา ราว ๆ ๑ เดือน นะครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นวันนี้กรณีดีที่สุด สมมุติศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเร็วบอกว่า ทำประชามติ ๒ ครั้ง หรือไม่ได้แย่เกินไปหน่อย อึมครึมเหมือนเดิมบอกไม่รับวินิจฉัย เหมือนเดิม ใช้เวลาอีกน้อย ๆ ๑ เดือนครับท่านประธาน ไม่ทันป่ดสมัยประชุมนี้แน่นอน เพราะฉะนั้นการพิจารณาแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๒๕๖ ในกรณีที่ดีที่สุดหรือดีแบบกลาง ๆ ไม่ได้บอกว่าต้องทำประชามติ ๓ ครั้งนี้ อย่างน้อย ๆ รออีก ๔ เดือนครับสมัยประชุมหน้า เท่ากับเปึนการป่ดโอกาสการยกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับให้ทันต่อการเลือกตั้ง ครั้งหน้าแน่นอนครับท่านประธาน นี่ต่างหากคือต้นทุนของประเทศที่จะเสียไป ดังนั้น ผมจึงตั้งคำถาม

ข้อแรกครับ เหตุผลเบื้องหลัง คือเหตุผลการเมืองหรือเหตุผลข้อกฎหมาย ที่ใช้เอามาบังหน้าและต้นทุนที่ท่านต้องพิจารณาในการลงเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ ท่านพิจารณาบนต้นทุนของประชาชน ต้นทุนของประเทศ หรือต้นทุนของตัวเองเปึนตัวตั้ง ในอีกมุมหนึ่งครับ ผมก็เชื่อว่าเพื่อนสมาชิกหลายท่านก็คงจะลุกขึ้นมาอภิปรายต่อจากผม ถ้าหากมีเวลา ท่านก็น่าจะบอกว่าท่านเล็งเห็นต้นทุนของประเทศเปึนตัวตั้งเปึนหลัก แต่ต้องการคลี่คลายสถานการณ์ทางการเมืองครับ เพื่อต้องการปลดล็อกเงื่อนไขบางอย่าง ไม่ให้เพื่อนร่วมรัฐบาลใช้มาเปึนข้ออ้าง ท่านคิดจริง ๆ ใช่ไหมครับว่าถ้าท่านปลดล็อกเงื่อนไขนี้ เขาจะไม่มีเงื่อนไขต่อ ๆ ไปมาอ้างขัดขวางกระบวนการการแก้ไขรัฐธรรมนูญอีก ทุกท่านครับ สิ่งที่พวกผมอยากเรียกร้องในประเด็นแรกก็คืออยากให้ทุกท่านแสดงออกอย่างตรงไปตรงมา เท่านั้นเองครับ

ข้อที่ ๒ ในประเด็นเรื่องข้อกฎหมายครับท่านประธาน ผมอยากจะให้ทุกท่าน พิจารณาในรายละเอียดของญัตติทั้ง ๒ ญัตติ ญัตติแรกของท่านเปรมศักดิ์ครับ พลิกไปดู หน้าสุดท้าย หน้าที่ ๓ ย่อหน้ารองสุดท้ายครับ มีการเขียนไว้ชัดเจนว่าศาลรัฐธรรมนูญนั้น แต่เดิมที่มีคำสั่งไม่รับพิจารณา เพราะรับพิจารณาเฉพาะในเรื่องของปัญหาหน้าที่และอำนาจ ของรัฐสภาที่เกิดขึ้นแล้ว ขีดเส้นใต้ ๒ คำครับ ของรัฐสภาและที่เกิดขึ้นแล้ว ญัตติของ ท่านเปรมศักดิ์มีปัญหาจริง ๆ ด้วยความเคารพครับ ท่านเขียนในญัตติว่า เพราะหากรัฐสภา ได้มีการพิจารณาและลงมติร่างรัฐธรรมนูญเพิ่มเติมทั้งที่ไม่มีอำนาจ ขีดเส้นใต้คำว่า หาก ครับ เพราะหากรัฐสภาได้มีมติ แปลว่าตอนนี้ยังไม่เกิดครับ ญัตติของท่านเปรมศักดิ์ผมเชื่อว่า ถ้าส่งไปศาลรัฐธรรมนูญได้คำตอบกลับมาแบบเดิมแน่นอนว่าท่านไม่รับไว้พิจารณาครับ อีก ๑ ญัตติของท่านวิสุทธิ์ ลองดูที่หน้าแรกนะครับ เขียนไว้อย่างชัดเจนครับ ว่าได้เกิดปัญหา ความขัดแย้งที่เห็นแตกต่างของสมาชิกรัฐสภาทั้งที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยในการทำหน้าที่ ในรัฐสภาแห่งนี้ ขีดเส้นใต้คำว่า สมาชิก ครับท่านประธาน ปัญหาความขัดแย้งที่สมาชิก รัฐสภา Walk Out ไม่เปึนองค์ประชุม ทำให้การประชุมร่วมกันของรัฐสภาล่มไปในครั้งที่แล้ว ผมถามชัด ๆ ครับเปึนการทำหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภา หรือเปึนการทำหน้าที่ของรัฐสภา ดังนั้นถ้าเปึนการทำหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภาจะเข้าเงื่อนไขของคำวินิจฉัยหรือคำสั่งของ ศาลรัฐธรรมนูญที่เข้ามาหรือไม่ เปึนประเด็นที่ผมคิดว่ายังไม่มีคำตอบ ทุกท่านครับ ผมมีอีก เหตุผลหนึ่งที่อยากจะสนับสนุนข้อคิดเห็นของผมครับ ที่ผ่านมาการพิจารณากฎหมาย หลาย ๆ ฉบับของรัฐสภา ของสภาผู้แทนราษฎร มีเหตุขัดข้องแบบนี้มากี่ครั้ง ที่เพื่อนสมาชิก เห็นต่าง ไม่แสดงตนเปึนองค์ประชุม Walk Out ออกจากที่ประชุมสภา ทำให้ที่ประชุม สภาล่มเกิดปัญหาความขัดแย้งในการทำหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภามากี่ครั้งในอดีตครับ แล้วถ้าท่านบอกครั้งนี้เปึนปัญหาต้องส่งศาลรัฐธรรมนูญไปวินิจฉัย กฎหมายอื่น ๆ ที่ผ่านมา ไม่เปึนเรื่องปัญหาหน้าที่และอำนาจของรัฐสภาหรือครับ กระบวนการในรัฐสภาปกติเพื่อนสมาชิก หลายคนเคยลุกขึ้นพูดครับ เปึนเอกสิทธิ์ของสมาชิกที่จะไม่แสดงตนที่จะ Walk Out เรามีกลไก เรามีกระบวนการ เรามีการแสดงออกหลาย ๆ อย่างในรัฐสภาแห่งนี้เปึนเอกสิทธิ์ที่ต่อว่ากันไม่ได้ แต่เหตุใดครับ ท่านวิสุทธิ์ ขออนุญาตเอ่ยนามด้วยความเคารพครับ ท่านถึงเอาเหตุในการที่ เพื่อนสมาชิกมีข้อขัดแย้ง มีความเห็นต่างในการประชุมร่วมกันของรัฐสภามาเปึนข้ออ้าง ในการยื่นญัตตินี้ส่งไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ด้วยความเคารพครับ ในความเห็นของผม ปัญหาข้อกฎหมายจะเกิดขึ้นในกรณีเดียวก็คือพวกเรามีการลงมติแล้วอย่างเดียวเท่านั้น รัฐสภาของเราใช้อำนาจแบบองค์รวมผ่านการลงมติแล้วอย่างเดียวเท่านั้น ข้อขัดแย้งในการ อภิปรายในสภา ข้อขัดแย้งในการ Walk Out ข้อขัดแย้งในการไม่แสดงตนที่ทำให้สภาล่ม ย่อมไม่เปึนอุปสรรคในการทำหน้าที่เพราะเปึนกระบวนการปกติที่เกิดมาในสภาผู้แทนราษฎร และรัฐสภาของพวกเราครับท่านประธาน จบไปเรื่องข้อกฎหมายท่านประธาน สุดท้ายผมขอ ใช้เวลาในช่วงสุดท้ายอภิปรายเกี่ยวกับเรื่องของต้นทุนของประเทศ ต้นทุนของประชาชนที่พวกเรา ต้องเสียไปครับ ถ้าวันนี้เราไม่เดินหน้าการแก้ไขมาตรา ๒๕๖ ทันทีครับ ท่านประธานครับ การแก้ไขรัฐธรรมนูญเกี่ยวข้องกับหลาย ๆ เรื่อง เพื่อนสมาชิกทราบดีที่มาที่ไปของ สส. ที่มาที่ไป ของ สว. ที่มาที่ไปขององค์กรอิสระ อำนาจหน้าที่การจัดวางตำแหน่งแห่งที่ให้มีความสมดุล เปึนไปตามหลักสากล ขจัดปัญหาเรื่องกระบวนการนิติสงครามครับ เมื่อสักครู่เพื่อนสมาชิก หลายท่าน ขออนุญาตท่านนพดลด้วยความเคารพที่เอ่ยนาม ที่ท่านยกตัวอย่างเรื่องชิมไปบ่นไป หลาย ๆ อย่าง พรรคเพื่อไทยในอดีตก็ประสบปัญหาแบบเดียวกับพวกเราครับ กระบวนการ นิติสงคราม พวกเราเจ็บปวดมาด้วยกันครับ การแก้ไขรัฐธรรมนูญเกี่ยวข้องกับอะไรอีกครับ ท่านประธาน การรับรองสิทธิต่าง ๆ ให้กับประชาชน สิทธิด้านสิ่งแวดล้อม อากาศสะอาด สิทธิแรงงาน สิทธิเสรีภาพ สิทธิมนุษยชน รวมถึงการยกเลิกยุทธศาสตร์ชาติมรดกของ คสช. ที่แช่แข็งประเทศไทยอยู่ในทุกวันนี้ครับ ทุกท่านครับ นับตั้งแต่ความขัดแย้งในการปฏิวัติ ป้ ๒๕๔๙ เปึนต้นมาจนถึงป้ ๒๕๖๘ เกือบ ๆ ๒๐ ป้ที่พวกเราอยู่ภายใต้ความขัดแย้งทางการเมือง สูญเสียความภาคภูมิใจในชาติไปทีละเล็กทีละน้อยครับ ถามว่าพวกเราในอดีตเราเคยอยู่ใน ยุคหนึ่งสมัยหนึ่งที่เรารู้สึกว่าประเทศนี้มีเศรษฐกิจดี เปึนผู้นำในเวทีนานาชาติ ในเวทีระหว่าง ประเทศ ประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาค ดูดีในสายตาชาวโลกครับ ดูดีในสายตาของนักลงทุน ถามตัวทุกท่านเองทุกวันนี้เรายังหลงเหลือความภาคภูมิใจในชาติแบบนั้นอยู่หรือไม่ ที่ผ่านมา เกิดอะไรขึ้นครับ เราค่อย ๆ ถูกความขัดแย้งทางการเมือง รัฐธรรมนูญที่เปึนอประชาธิปไตย กัดกร่อนความภาคภูมิใจในชาติไปทีละเล็กทีละน้อยครับ ประเทศเราสูญเสียขีดความสามารถ ในการแข่งขันเนื่องจากขาดการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานในต้นทุนมนุษย์ ภาคการเกษตร ภาคอุตสาหกรรม ทุก ๆ อย่างทุกท่านทราบปัญหาดีอยู่ครับ แล้ววันนี้เราจะยอมสูญเสียต้นทุน ต่าง ๆ เหล่านี้ต่อไปอีกหรือไม่ ทุกท่านครับ ผมเชื่อว่าประเด็นในการแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้ ดีต่อ ประชาชนทุกคน และดีต่อพรรคการเมืองทุกพรรคครับ เราจำเปึนเปึนอย่างยิ่งที่วันนี้เราอยู่ ในยุคเปลี่ยนผ่าน ประชาชนคนไทยอาจจะเคยสูญเสียจุดรวมศูนย์รวมจิตใจบางอย่างไป เราสูญเสียความภาคภูมิใจในชาติไป อะไรคือความภาคภูมิใจในชาติใหม่ของพวกเราครับ สำหรับผมอยากจะสื่อสารต่อประชาชนคนทั้งประเทศ ประเทศไทยที่จะมีความภาคภูมิใจ ในชาติสำหรับผมต้องเปึนประเทศที่มีการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ คุ้มครองแรงงาน มีสิ่งแวดล้อมที่ดี มีอากาศที่สะอาด มีต้นทุนมนุษย์สูง มีการกระจายอำนาจ มีการพัฒนาเมืองไปหัวเมืองไหน ๆ ก็มีแต่ความสวยงามเมืองน่าอยู่ มีเอกลักษณ์ของตัวเอง การยุติรัฐราชการรวมศูนย์ก็ต้องสถาปนา อำนาจท้องถิ่นไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ครับ นี่ละครับความภาคภูมิใจในชาติใหม่ของผม ในยุคช่วงเปลี่ยนผ่านประเทศนี้ ท่านประธานครับ ทั้งหมดทั้งมวลที่ผมพูดไปได้สะท้อนแล้ว ว่าอะไรคือต้นทุนที่พวกเราต้องเสียไปจากการหยุดเดินหน้าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่จะเปึนโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญให้กับประเทศที่คอย Guarantee คอยรับประกันสิทธิ หลาย ๆ อย่าง ๆ ที่ผมได้บอกไป จะช่วยสร้างการเติบโตทางด้านเศรษฐกิจใหม่ ๆ ให้กับประเทศด้วย ดังนั้นถ้าวันนี้เพื่อนสมาชิกทุกท่านถอยกลับมาที่เหตุผลข้อแรกครับ เปึนเหตุผลทางการเมือง รบกวนเพื่อนสมาชิกไปคุยกันให้จบครับแก้ที่เหตุผลทางการเมือง ท่านนายกรัฐมนตรี ต้องแสดงบทบาทผู้นำในการควบคุมเสียงรัฐบาลให้ได้แล้วเราจะสามารถเดินหน้าการแก้ไข รัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ครับ ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ