รายงานการประชุมร่วมกันของรัฐสภา
ครั้งที่ ๓ (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง)
วันพฤหัสบดีที่ ๒๕ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๒
ณ หอประชุมใหญ่ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน)
ท่านสมาชิกที่เคารพครับ บัดนี้ มีสมาชิกมาลงชื่อประชุมแล้ว ๕๑๙ ท่าน ครบองค์ประชุมนะครับ ผมขออนุญาตเปิดประชุม ขออนุญาตไปตามระเบียบวาระตามที่กำหนดไว้
ระเบียบวาระที่ ๑ เรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม
ขออนุญาตเรียนที่ประชุมว่า เรื่องที่ประธานแจ้งต่อที่ประชุมในวันนี้คือ รับทราบเรื่องการถ่ายทอดการประชุมทางวิทยุกระจายเสียงและโทรทัศน์ ปกติก็ต้องทำอยู่ เป็นปกตินะครับ และได้รายงานให้ทราบตั้งแต่วันแรกที่มีการเปิดประชุม แต่ว่าครั้งนี้ เนื่องจากว่ามีสถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา ช่องหมายเลข ๑๐ แล้ว ยังมีล่ามภาษามือตามปกติ และได้มีการขออนุญาตให้มีการถ่ายทอดการประชุมรัฐสภา ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์ และให้มีสถานีโทรทัศน์ ไทยพีบีเอส (Thai PBS) เชื่อมสัญญาณภาพการถ่ายทอดสดร่วมกับสถานีวิทยุกระจายเสียง และวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา ตามข้อบังคับ ข้อ ๙ วรรคสองด้วยครับ สำหรับสถานีวิทยุโทรทัศน์ แห่งประเทศไทยนั้น จะขอถ่ายทอดการประชุมตั้งแต่เวลา ๑๐.๐๐ นาฬิกา เป็นต้นไป ส่วนสถานีอื่น ๆ นั้นก็เริ่มถ่ายทอดนับแต่เริ่มเปิดประชุมนะครับ ขอเรียนที่ประชุมได้รับทราบ
(ที่ประชุมรับทราบ)
จะมีผลที่เรียนที่ประชุมได้รับทราบ เล็กน้อยก็คือ เมื่อมีการถ่ายทอดเช่นนี้เราก็ต้องระวังรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๔ ไว้ด้วยนะครับ ซึ่งท่านสมาชิกคงทราบแล้วว่าเอกสิทธิ์ตามมาตรา ๑๒๔ คุ้มครองสมาชิกนั้น เมื่อมีการถ่ายทอดทางวิทยุกระจายเสียงหรือวิทยุโทรทัศน์หรือทางอื่นใด หากถ้อยคำที่กล่าว ในที่ประชุมไปปรากฏนอกบริเวณรัฐสภา และการกล่าวถ้อยคำนั้นลักษณะเป็นความผิด ทางอาญา หรือละเมิดสิทธิในทางแพ่งต่อบุคคลอื่นซึ่งมิใช่รัฐมนตรีหรือสมาชิกแห่งสภานั้น ความคุ้มครองนี้ก็จะต้องระมัดระวัง เพราะว่าจะไม่มีผลคุ้มครองนะครับ อันนี้ก็ต้องระวัง นิดหนึ่งครับ ผมขออนุญาตที่ประชุมว่าวาระสำคัญในวันนี้ก็คือการแถลงนโยบายของรัฐบาล ซึ่งคำแถลงก็ได้ส่งไปยังสมาชิกเรียบร้อยแล้ว ประเด็นที่อยากจะถือโอกาสเรียนก็คือ ในการแถลงนโยบายวันนี้ผมขอเรียนพวกเราที่เป็นสมาชิกรัฐสภาว่า เราเป็นฝ่ายนิติบัญญัติ เราเป็นหนึ่งในอำนาจอธิปไตย และวันนี้ก็เป็นวันแรกที่สภาชุดนี้ ฝ่ายอำนาจอธิปไตยทางด้าน ฝ่ายนิติบัญญัติจะได้ทำงานร่วมกับฝ่ายบริหาร ซึ่งเป็น ๑ ใน ๓ อำนาจอธิปไตยเช่นเดียวกัน การทำงานร่วมกันก็คือการที่ร่วมพิจารณานโยบาย ซึ่งเป็นภารกิจทั้ง ๒ ฝ่ายที่สมาชิกจะต้อง มีการตรวจสอบและรับฟัง แล้วผมขอเรียนว่าจะให้โอกาสสมาชิก เวลาที่ไปกำหนดที่เรา ได้ข่าวกันนั้นก็เป็นเรื่องของพรรคการเมืองตกลงกันเอง ผมไม่ได้ไปกำหนด ซึ่งมีอะไรที่ ขาดเกินบกพร่องอย่างไรผมก็ขออนุญาตที่จะรับรู้รับฟังจากตัวแทนของทุกฝ่ายเพื่อดูแล เรื่องเวลาให้เท่าที่สามารถจะอำนวยประโยชน์ให้กับทุกฝ่ายได้ เพราะว่ารัฐบาลชุดนี้เป็น ชุดที่ ๖๒ สำหรับสภาผู้แทนราษฎรนั้นก็เป็นชุดที่ ๒๕ แต่รัฐสภานั้นก็ไม่แน่นอน เพราะฉะนั้นในครั้งนี้เราก็จะทำหน้าที่ของเรา ผมขอเรียนท่านสมาชิกด้วยความเคารพ ทุกคนว่าสำหรับฝ่ายสมาชิกนั้นเราเป็นฝ่ายนิติบัญญัติ ภารกิจหลักของเราคือออกกฎหมาย ควบคุมรัฐบาล ควบคุมฝ่ายบริหาร ในฐานะผู้ออกกฎหมายเราก็ต้องเป็นตัวอย่าง ในการเคารพกฎหมาย กฎเกณฑ์ กติกา การถ่ายทอดจะทำให้ประชาชนทั้งประเทศติดตาม บทบาทของสมาชิก ผมมีความปรารถนาอย่างยิ่งที่จะเห็นสภาของเราเป็นที่ยอมรับ เป็นที่ให้ ความเชื่อถือ เพราะฉะนั้นทั้งหมดนี้จะอยู่ที่งานของเรา คือหน้าที่ที่เราต้องปฏิบัตินั้นเองครับ ขอเรียนฝากเป็นข้อสังเกตไว้กับเพื่อนสมาชิก สำหรับเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนั้นผมได้ เรียนเรื่องนี้ไปเมื่อวันแรกแล้ว แต่ว่าในรัฐสภาผมยังไม่ได้พูดว่าเราเป็นฝ่ายออกกฎหมาย ควบคุมรัฐบาล เราก็ต้องเป็นตัวอย่างของผู้ที่เคารพกฎหมายเป็นเบื้องต้น ขอเรียนที่ประชุม รับทราบ
(ที่ประชุมรับทราบ)
ทีนี้การแถลงนโยบายนั้น การอภิปรายเป็นอย่างไรผมขออนุญาตไว้ ตอนช่วงหลังจากท่านนายกรัฐมนตรีแถลงนโยบายแล้ว ก่อนแถลงนโยบายพวกเรามีอะไร ที่จะทำความเข้าใจก็ขอเชิญก่อนนะครับ แล้วผมจะได้ให้โอกาสท่านนายกรัฐมนตรีได้แถลง เพื่อไม่ต้องมีการทักท้วงกันตอนที่แถลงนโยบายครับ ท่านไวพจน์ขอเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม พันตำรวจโท ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์ ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา อยากนำเรียนท่านประธานและสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านได้รับทราบว่า วันนี้เป็นการแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีตามหมวด ๕ และหมวด ๖ การอภิปรายต่าง ๆ ในวันนี้ผมอยากจะให้อภิปรายในกรอบของนโยบาย ไม่อยากจะให้มีการอภิปราย ก้าวล่วงในหลาย ๆ ด้าน อยากให้อภิปรายในเรื่องนโยบายต่าง ๆ ที่ท่านนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐบาลจะได้แถลงต่อรัฐสภาว่านโยบายนี้ทำได้ไหม นโยบายนี้ทำได้หรือเปล่า แล้วเมื่อแถลงแล้วประชาชนจะได้ประโยชน์อะไร ประเทศชาติได้ประโยชน์อะไร ผมอยากจะให้อภิปรายในกรอบอันนี้ ไม่อยากให้มีการอภิปรายนอกกรอบ นอกประเด็น ซึ่งจะทำให้ไม่เกิดประโยชน์กับประชาชน ไม่เกิดประโยชน์ใด ๆ กับประเทศชาติเลย ผมจึงอยากนำเรียนท่านประธานและสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้ถือแนวทางนี้ปฏิบัติร่วมกัน กราบขอบพระคุณมากครับ
เรื่องนี้เป็นข้อบังคับหนึ่งแล้วครับ เพราะว่าสมาชิกก็มีข้อบังคับอยู่ในมือว่าการแถลงนโยบายนั้นสามารถอภิปรายอะไรได้บ้าง ขอเชิญท่านขจิตรครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ ผม ขจิตร ชัยนิคม สมาชิกรัฐสภา ผมดีใจอย่างยิ่งที่ท่านประธานได้กล่าวว่า การดำเนินการของสภาแห่งนี้เราต้องดำเนินการอยู่บนกฎหมายเพื่อที่ให้เป็นเกียรติ และให้เป็นที่เชื่อถือของประชาชน ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขอหารือท่านประธานว่า ด้วยความคิดตั้งแต่เบื้องแรก ผมมีความเห็นว่าการที่รัฐสภาได้พิจารณาเสนอ พลเอก ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี ไม่ได้รับการยกเว้นในมาตรา ๑๕๙ วรรคสอง ท่านโปรดอ่านรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๙ วรรคสอง ข้อความปรากฏชัดเจน การเสนอชื่อ ตามวรรคหนึ่งจะต้องมีสมาชิกรับรองไม่น้อยกว่าหนึ่งในสิบของจำนวนสมาชิกทั้งหมด เท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร ต้องมีการเสนอชื่อตามรัฐธรรมนูญในมาตรา ๑๕๙ ก่อน แล้วมาตรา ๒๗๒ ไม่ได้ยกเว้นเรื่องนี้ นั่นประการที่ ๑ แล้วมาตรา ๑๖๐ ว่าด้วยคุณสมบัติ ของนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ ก็ไม่มีคุณสมบัติตามมาตรา ๑๖๐ (๔) (๕) (๖) ชัดเจน ผมมีข้อหารือท่านประธานว่า ถ้าหากเราจะดำเนินการแถลงนโยบายวันนี้ เรื่องของ ท่านประยุทธ์ก็ยังอยู่ที่ศาลรัฐธรรมนูญ แม้ว่าศาลจะไม่ให้ยุติการปฏิบัติหน้าที่ ผมเรียนปรึกษาท่านประธานว่า ถ้าวันหน้าศาลรัฐธรรมนูญถือว่าขาดคุณสมบัติ
ท่านขจิตรครับ
ท่านประธาน จะรับผิดชอบในเรื่องนี้อย่างไร
ผมคิดว่าไม่อยู่ในประเด็นขณะนี้นะครับ เชิญท่านวีระกรครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม วิรัช รัตนเศรษฐ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ จังหวัดนครราชสีมา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขออนุญาตท่านประธานว่า วันนี้ตามระเบียบวาระการประชุมร่วมกันของรัฐสภาก็คือเรื่องด่วน คณะรัฐมนตรี แถลงนโยบายต่อรัฐสภาตามมาตรา ๑๖๒ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ผมขออนุญาตท่านประธานดำเนินการตามระเบียบวาระเลยครับ
ครับ เพื่อไม่ให้มีอุปสรรคในเวลา แถลงนโยบายนะครับ ผมอนุญาตให้สมาชิกได้มีความเห็นเบื้องต้นในประเด็นที่ท่านข้องใจ ก่อนครับ เชิญท่านปิยบุตรครับ
ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม ปิยบุตร แสงกนกกุล ผู้แทนราษฎรจากพรรคอนาคตใหม่ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ผมต้องขออนุญาตท่านประธานสักเล็กน้อยที่จะหารือเพราะว่า เป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วนจริง ๆ แล้วก็สำคัญ แล้วมันเกี่ยวข้องกับเรื่องผลสมบูรณ์ ในทางรัฐธรรมนูญในทางกฎหมาย ซึ่งที่ประชุมรัฐสภาแห่งนี้แล้วก็คณะรัฐมนตรี จำเป็นที่จะต้องรับผิดชอบร่วมกันครับ คือเมื่อวันที่ ๑๖ กรกฎาคม ท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตหัวหน้า คสช. และนายกรัฐมนตรี ได้นำคณะรัฐมนตรีเข้าเฝ้า เพื่อถวายสัตย์ปฏิญาณตามมาตรา ๑๖๑ ทีนี้ปรากฏอย่างนี้ครับ ในมาตรา ๑๖๑ นั้น เขียนเอาไว้ว่า ก่อนเข้ารับหน้าที่รัฐมนตรีต้องถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ ด้วยถ้อยคำดังต่อไปนี้ ข้าพระพุทธเจ้า (ชื่อผู้ปฏิญาณ) ขอถวายสัตย์ปฏิญาณว่า ข้าพระพุทธเจ้าจะจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์และจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ นี่คือถ้อยคำที่จะต้องถวายสัตย์ปฏิญาณตามมาตรา ๑๖๑ แต่ปรากฏว่าในวันที่ ๑๖ กรกฎาคม ผมไปดูในคลิป (Clip) จากข่าว ถ้าท่านใดยังไม่ได้ดู ลองไปหาคลิป (Clip) ดูได้นะครับ ถ้อยคำที่ท่าน พลเอก ประยุทธ์ ในฐานะนายกรัฐมนตรีกล่าวนำการปฏิญาณนั้น ท่านได้พูด เอาไว้จนจบประโยคที่ว่า เพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชนตลอดไป แล้วก็จบนะครับ เมื่อเราลองมาเทียบกับถ้อยคำตามมาตรา ๑๖๑ แล้วจะมีถ้อยคำว่า ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติ ตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ พูดง่าย ๆ ก็คือว่าถ้อยคำนี้หายไปจาก การปฏิญาณ ทีนี้มันสำคัญตรงไหนครับ นั่นก็คือถ้าหากว่าขาดคำนี้ไป ผมก็ เอ๊ะ มันมีการผิด หลงลืมอะไรไปบางอย่างหรือไม่ ปรากฏว่าผมก็ไปย้อนดูคลิป (Clip) เมื่อตอนท่าน ถวายสัตย์ปฏิญาณเมื่อปี ๒๕๕๗ ในวันที่ ๔ กันยายน ๒๕๕๗ ปรากฏว่าท่านกล่าวถ้อยคำ เหล่านี้ครบถ้วน แต่ปรากฏว่าในวันที่ ๑๖ กรกฎาคม ปี ๒๕๖๒ นี้ ถ้อยคำสุดท้ายขาดหายไป มันสำคัญตรงไหนครับท่านประธาน การถวายสัตย์ปฏิญาณนั้นองค์กรต่าง ๆ ที่อยู่ใน รัฐธรรมนูญหลายองค์กรต้องถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนถึงจะเข้ารับหน้าที่ได้ ผมยกตัวอย่างเช่น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพวกเราในที่นี้ก่อนที่จะเข้ารับหน้าที่ก็ต้องปฏิญาณร่วมกัน ที่สภาแห่งนี้ สมาชิกวุฒิสภาก็เช่นเดียวกัน คณะรัฐมนตรีต้องถวายสัตย์ปฏิญาณ ต่อองค์พระมหากษัตริย์ก่อนถึงจะเข้ารับหน้าที่ได้ เช่นเดียวกันครับ ผู้พิพากษา ตุลาการ ก็ต้องปฏิญาณ องคมนตรีก็ต้องปฏิญาณ ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ก็ต้องปฏิญาณ และในรัฐธรรมนูญ
โดยสรุปครับ
เพราะฉะนั้นผมขอหารือท่านประธานแบบนี้ว่า สุดท้ายแล้วการที่ท่านนายกรัฐมนตรี กล่าวถ้อยคำปฏิญาณได้ไม่ครบตามที่รัฐธรรมนูญ สุดท้ายแล้วการปฏิญาณจะถือว่า มีผลสมบูรณ์หรือไม่ เพราะถ้าหากมีผลไม่สมบูรณ์นั้น ผลที่ตามมาก็คือว่าแล้ววันนี้ ในมาตรา ๑๖๒ ที่จะแถลงนโยบาย ตกลงแล้วเข้ารับหน้าที่โดยสมบูรณ์ตามรัฐธรรมนูญ แล้วหรือยัง ผมขอหารือตามนี้เพื่อที่จะวินิจฉัยร่วมกันทั้งในที่ประชุมร่วมกันแห่งนี้ และตัวคณะรัฐมนตรี เพราะว่าถ้อยคำที่ขาดหายไปสำคัญมากนะครับ เรื่อง ยึดถือและปฏิบัติตาม รัฐธรรมนูญทุกประการ ถ้าไม่มีคำนี้นั้นหมายความว่าอย่างไร หมายความว่าตกลงแล้ว จะไม่ต้องยึดถือรัฐธรรมนูญทุกประการอย่างนั้นหรือ ผมขออนุญาตหารือท่านประธาน เท่านี้ครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณมากครับ คุณวีระกร เชิญครับ
ผม วีระกร คำประกอบ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคพลังประชารัฐจากจังหวัดนครสวรรค์ ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ผมขอประท้วงท่านประธานตามข้อบังคับ ข้อ ๔๓ ที่ปล่อยให้เพื่อนสมาชิก ขออนุญาตที่เอ่ยนาม ท่านปิยบุตร ได้กล่าวถึงการปฏิญาณตนของท่านนายกรัฐมนตรี โดยอ้างถึงคลิป (Clip) ผมเองไม่ได้เห็นคลิป (Clip) ผมอยากถามท่านประธานว่า ท่านประธานเห็นคลิป (Clip) หรือเปล่า เมื่อท่านประธานไม่เห็นคลิป (Clip) ท่านอนุญาต ให้เขาพูดได้อย่างไร การตัดต่อในคลิป (Clip) หรือการตัดต่อในทีวี (TV) นั้นสามารถทำได้ ไม่จำเป็นจะต้องพูดครบถ้วนทั้งประโยค เขาก็สามารถที่จะตัดทอนได้ ดังนั้นท่านประธาน การใช้เอกสารใด ๆ ตามข้อ ๔๓ หรือการกล่าวถึงคลิป (Clip) ใด ๆ ตามข้อบังคับ ข้อ ๔๓ อยากให้ท่านประธานได้โปรดวินิจฉัย ได้โปรดตรวจสอบก่อนที่จะให้อ้างอิงถึงหลักฐาน เอกสารต่าง ๆ เหล่านั้น ขอบคุณครับ
การประท้วงฟังไม่ขึ้นนะครับ เพราะว่าประธานไม่ได้ทำผิดข้อบังคับ เพียงอนุญาตให้สมาชิกได้พูด แต่ประเด็นที่พูดนั้น ผมก็ไม่มีคลิป (Clip) ผมก็ไม่ทราบจริงหรือเท็จ แต่ผู้พูดต้องรับผิดชอบ เพราะมี การถ่ายทอด เป็นข้อกล่าวหาที่รุนแรงนะครับ จะต้องรับผิดชอบครับ ทีนี้ผมขอเรียนว่า
(นายคารม พลพรกลาง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
ประท้วงหรือเปล่าครับ
ผมประท้วงครับ ท่านประธาน
ประท้วง เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติ ผม นายคารม พลพรกลาง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคอนาคตใหม่ แบบบัญชีรายชื่อ ผมต้องขออนุญาตประท้วง ท่านประธาน ประเด็นแรก ประท้วงตามรัฐธรรมนูญเลยครับ ประเด็นแรก ท่านเข้ามาวันนี้ เป็นวันที่แถลงนโยบาย ประธานต้องวางตัวเป็นกลางตั้งแต่วินาทีแรก ไม่ใช่เข้ามาก็อ้าง รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๔ เกรงว่าจะมีการพูดกระทบบุคคลภายนอก ประเด็นนี้ผมไม่สบายใจ วันนี้นะครับ นายกรัฐมนตรีประยุทธ์ไม่เคยเข้ามาเจอ ส.ส. เลย วันนี้ท่านต้องให้โอกาส แล้วท่านประธานก็ผิด
ผิดข้อบังคับข้อไหนครับ
ท่านผิดรัฐธรรมนูญเลยครับ ท่านยังวางตัวไม่เป็นกลางครับ ไม่ต้องข้อบังคับละครับ ข้อ ๕ บวกรัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับ
การอ่านรัฐธรรมนูญ ถ้าท่านตีความ ว่าการเอาข้อบังคับ อ่านรัฐธรรมนูญนั้นไม่เป็นกลาง ผมจะอ้างอะไรต่อไปก็ทำไม่ได้
คืออย่างนี้ผมเรียนท่านนิดเดียวแล้วผมลงแล้วครับ ท่านประธานครับ
ก็จบไปแล้วประเด็นนี้ ท่านประท้วง ท่านสุทินเชิญครับ ประท้วงนะครับ
ท่านประธานครับ ผม สุทิน คลังแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดมหาสารคาม พรรคเพื่อไทยครับ ประท้วง ท่านที่ได้ใช้สิทธิก่อนหน้านั้นคือท่านวีระกร จริง ๆ แล้วคนที่ชี้แจงเรื่องนี้ว่าได้พูดจริง ไม่จริง ในคลิป (Clip) คือท่าน พลเอก ประยุทธ์ต้องชี้แจง อันนี้ถ้าท่านได้พูดก็ยืนยันว่าได้พูด ถ้าไม่ได้พูดก็ยืนยัน
ไม่ได้ทำผิด ผมไม่ได้ทำผิดข้อบังคับ ที่ท่านประท้วง เพราะผมบอกว่าผมก็ไม่เห็นคลิป (Clip) แต่ว่าเป็นข้อกล่าวหาที่ผู้กล่าว ก็ต้องรับผิดชอบ ซึ่งก็เป็นข้อกล่าวหาที่แรงนะครับ อันนี้ผมไม่ได้ทำผิดข้อบังคับ ท่านสุทิน ประท้วงไม่ได้ครับ ท่านนั่งเถอะครับ
ท่านประธานครับ ถ้าเพื่อน
นั่งเถอะครับ นั่งลงครับ พอแล้วครับ ผมถือโอกาสให้พวกเราได้แสดงความเห็นเล็กน้อยก่อนที่จะเริ่มให้ท่านนายกรัฐมนตรี เพื่อไม่ต้องการว่าท่านพูดแล้วก็ลุกขึ้นมาประท้วงนะครับ เพราะฉะนั้นวาระต่อไป
ระเบียบวาระที่ ๒ รับรองรายงานการประชุม ไม่มี
เรื่องด่วน
คณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ตามมาตรา ๑๖๒ ของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย
วาระเรื่องด่วนที่ท่านนายกรัฐมนตรีแถลงนโยบาย ก็ถือว่าได้ให้ความเห็น รับฟังความเห็นพอสมควรแล้ว เชิญท่านนายกรัฐมนตรีครับ เกินไปก็กรุณาเปิดดูในหนังสือ จ่ายไป ๓ วันแล้ว ผมก็ให้จ่ายก่อนไปแล้ว ผมพร้อมที่จะฟัง ทุกเรื่อง ของพุทธศักราช ๒๕๖๐ และยุทธศาสตร์ชาติ ๒๕๖๑-๒๕๘๐ เรียบร้อยแล้ว วันนี้จะขอแถลงนโยบายให้ทราบว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป เราจะต้องเดินหน้าประเทศ ของเราไปด้วยความก้าวหน้า มั่นคง สังคมไทยมีความสงบเรียบร้อย สามัคคี เอื้ออาทร ใครไม่เห็นด้วยกับผมตรงนี้บ้าง คนไทยจะต้องมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และมีความพร้อมที่จะ ดำเนินชีวิตในศตวรรษที่ ๒๑ ผมฟังหลายท่านบอกอะไรคือ ๒๑ ไปเปิดกูเกิล (Google) ก็เห็น ท่านลองไปเปิดกูเกิล (Google) ดูว่าศตวรรษที่ ๒๑ คืออะไร คือตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม ๒๐๐๑ ถึงวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๑๐๐ เราอยู่ในศตวรรษนี้อยู่ ซึ่งในศตวรรษนี้ มีการเปลี่ยนแปลงมากมาย มีคนที่มีส่วนได้ส่วนเสียอยู่ตรงนี้มากมาย ทุกกลุ่ม ทุกอาชีพ ทุกรายได้ พวกเราก็ด้วย เพราะฉะนั้นต้องไปดูว่าต้องปรับปรุงตัวเองกันอย่างไร ปรับทักษะอย่างไร เรียนรู้อย่างไร เรียนรู้เท่าทันเทคโนโลยีอย่างไร ใครประท้วงหรือ
ท่านนายกรัฐมนตรีครับ ท่านแถลง นโยบายตามที่ส่งเอกสารครับ
เพราะฉะนั้นอันนี้อยู่ในนี้นะครับ ผมขยายความสักนิดหน่อย เพราะมี หลายท่านบอกว่าไม่ใช่ ไม่เข้าใจ เพราะฉะนั้นเศรษฐกิจไทยต้องมีความแข็งแกร่ง มีความสามารถในการแข่งขันสูงขึ้น ลองดูสิว่าวันนี้แข่งขันกับเขาได้แค่ไหน อย่างไร ดูแลทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง หลายท่าน ก็ไม่เข้าใจปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ผมฟังดู ประเทศไทยมีการพัฒนาไปอย่างต่อเนื่อง ปัจจัยทั้งภายนอกและภายในประเทศเปลี่ยนไปมาก ท่านก็รู้ว่าวันนี้มีอะไรเปลี่ยนไปแล้ว คงไม่ต้องกล่าวถึง ความท้าทายใหม่ ๆ ความซับซ้อนสูงทั้งจากภายในและภายนอกประเทศ เพราะฉะนั้นการเข้ามาบริหารราชการของรัฐบาลนี้เป็นการบริหารราชการในช่วงที่ สถานการณ์ต่าง ๆ นั้นมีความไม่แน่นอนในทุกมิติ มีความท้าทาย มีความเสี่ยงสูง ทั้งในด้าน เศรษฐกิจโลก แล้วก็มีความเสี่ยงปัจจัยหลายประการ การค้าระหว่างประเทศ มีแนวโน้มฉุดรั้ง การพัฒนาประเทศของเรา พัฒนาด้านเศรษฐกิจด้วย โลกเปลี่ยนแปลง วันนี้ยกตัวอย่างง่าย ๆ ฝนก็ตก ตกทิ้งช่วง ตกน้อยลง อันนี้มีผลกระทบทั้งสิ้น การเจริญเติบโตของเศรษฐกิจไทยนั้น ปัจจัยสำคัญก็คือการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี การเปลี่ยนแปลงของผู้บริโภค พฤติกรรม ผู้บริโภค เราต้องมาแก้ไขปัญหาเหล่านี้ การเข้าสู่สังคมสูงวัย การขาดแรงงาน คนที่อยู่ใน วัยแรงงานจะน้อยลง ความสำคัญอีกหน่อยเขากลับประเทศหมด แรงงานต่างด้าวเราจะทำ อย่างไรไปคิดให้ละเอียด หลาย ๆ อย่างนั้นเราก็ต้องทำตามข้อตกลงของประเทศไทย ที่มีข้อผูกพันกับเวทีโลกต่าง ๆ นะครับ วันนี้เราต้องยอมรับกันว่าวันนี้อยู่ในระหว่าง การเปลี่ยนผ่านว่าประเทศไทยจะเดินหน้าไปอย่างไร จากอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ลูกหลานเรา ตัวเราและอนาคต เพราะฉะนั้นเราต้องต่อสู้กับปัญหาหลายประการ ต่อสู้กับ ความยากจน ต่อสู้กับความเหลื่อมล้ำ การศึกษา โอกาส คำว่า โอกาส ก็คือความเท่าเทียม เราสร้างความเท่าเทียมด้วยความเท่าเทียมโอกาส ยากดีมีจนมีโอกาสทั้งสิ้น หาโอกาสให้เขา ความเหลื่อมล้ำของรายได้และทรัพย์สินก็ต้องมาแก้ไขกันต่อไป แม้แต่การต่อสู้กับความไม่สงบ ภายในประเทศในอดีต วันนี้ต้องมาต่อสู้กับภัยคุกคามที่ไม่มีแบบแผนในปัจจุบัน เช่น ยาเสพติด ก่อการร้ายข้ามชาติ โรคระบาด สงครามไซเบอร์ ประเด็นเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึง ความเสี่ยงของเรา เสี่ยงของการบริหารประเทศที่รัฐบาลและพวกเราจะต้องเผชิญหน้า เพราะพวกเราก็คือคนไทยด้วยกันทั้งสิ้น รัฐบาลมีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาประเทศ
ท่านนายกรัฐมนตรีครับ มีผู้ประท้วงครับ นึกแล้วเชียวครับ เชิญครับ
ท่านประธานครับ ผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดเชียงใหม่ ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ขอประท้วงท่านนายกรัฐมนตรีกระทำผิดข้อบังคับการประชุม ข้อ ๑๐๗ และรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๒ วันนี้เราจะต้องมาฟังท่านแถลงนะครับ ไม่ใช่การอภิปราย แถลงนโยบายต่อรัฐสภา ท่านมีหน้าที่ในการอ่านตามหนังสือที่ท่านได้เตรียมมา อ่านตาม ตัวอักษร นี่คือการแถลง ไม่ใช่การอภิปรายครับ ขอบพระคุณครับ
โอเค (OK) ครับ รับทราบครับ ผมเห็นท่านพูดมาหลายวันเหมือนกัน เพราะท่านก็บอกว่านายกรัฐมนตรีมาก็ต้องมาพูดเอง ไม่ต้องอ่าน เพราะท่านเป็นคนพูดเอง ผมไม่ทะเลาะกับท่านอยู่แล้ว เอาละผมจะอ่านให้ฟัง อ่านภาษาไทยนี่ละ คุณเปิดหนังสือ แล้วอ่านตามผมไปด้วย ไม่ใช่ไม่อ่าน การต่อสู้ความไม่สงบภายในประเทศในอดีต ภัยคุกคาม รูปแบบใหม่ ยาเสพติดข้ามชาติ เครือข่ายก่อการร้ายข้ามชาติ โรคระบาด สงครามไซเบอร์ เหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความเสี่ยงของการบริหารประเทศที่รัฐบาลจะต้องเผชิญได้เป็นอย่างดี ประชาชนที่ฟังอยู่ทางบ้านเข้าใจด้วยนะครับ รัฐบาลนี้มีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาประเทศไทย
ท่านนายกรัฐมนตรีครับ ขออภัย ด้วยครับ มีผู้ประท้วงครับ คุณหมอชลน่าน เชิญครับ
ดาวสภาอยู่แล้ว เชิญครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทย จังหวัดน่าน ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ต้องประท้วงท่านผู้ที่กำลังจะแถลงนโยบายอยู่ขณะนี้นะครับว่าท่านทำผิดข้อบังคับ ผิดข้อบังคับ ข้อ ๑ ครับ การแถลงนโยบายคือการอ่านคำแถลงนโยบาย เพราะว่านั่นคือ สัญญาที่ท่านจะมาบอกกับสภาแห่งนี้ ไม่ใช่ว่าคิดจะพูดอะไรก็พูดไปตามที่คิด ประการที่ ๑
ประการที่ ๒ การแถลงนโยบายในการประชุมรัฐสภาต้องพูดกับประธานครับ พูดกับประธานเท่านั้น ไม่ได้พูดกับสมาชิกหรือพูดกับพี่น้องประชาชน
ประการที่ ๓ รัฐสภาแห่งนี้มีท่านประธานรัฐสภาเป็นประธานอยู่ ผู้ที่แถลง นโยบายไม่ใช่ประธาน ไม่มีอำนาจมาชี้ให้ผมพูดหรือไม่พูดครับ โปรดวินิจฉัยด้วยครับ ท่านประธานครับ
ขอบคุณครับ
ท่านนายกรัฐมนตรีครับ ผมว่าถึงแม้ ท่านนายกรัฐมนตรีจำได้หมดก็ตาม แต่อ่านดีกว่าครับ
ขอบพระคุณครับ
เชิญครับ
ขออนุญาตครับ ขออนุญาตประท้วงท่านประธานครับ ขออนุญาตประท้วงท่านนายกรัฐมนตรีครับ ผม นายคารม พลพรกลาง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคอนาคตใหม่ แบบบัญชีรายชื่อ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมต้องขออนุญาตประท้วงท่านนายกรัฐมนตรีตามข้อ ๑๐๗ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๒ ต้องเรียนนะครับท่านนายกรัฐมนตรี ที่นี้ไม่ใช่ทหารที่ท่านจะมาพูด มาชี้ มาสั่ง ที่นี้คือสมาชิกรัฐสภา
เอาละครับ พอแล้วครับ เชิญท่านนายกรัฐมนตรีต่อครับ
ไม่ครับ ท่านประธานครับ
เชิญเลยครับ พอแล้วครับ
เพราะฉะนั้นผมมาฟังนายกรัฐมนตรีแถลงนโยบาย ไม่ใช่เป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของท่าน ท่านมาพูดข่มขู่หรือมาสั่งสอนไม่ได้
เชิญท่านนายกรัฐมนตรีต่อครับ
ท่านประธานครับ ขออนุญาตครับ ท่านประธานไม่สังเกตหรือครับว่ามันผิดข้อบังคับ ตั้งหลายอันที่ท่านคารมได้พูดไปเมื่อสักครู่ ที่บอกว่าที่นี่ไม่ใช่ค่ายทหาร ที่นั่งกันอยู่ตรงนี้ ก็สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกับสมาชิกวุฒิสภาทั้งนั้นครับ ท่านประธานครับ
คุณวิรัชครับ คุณวิรัชนั่งก่อน ประธานไม่ได้สั่ง ต่อไปนี้ให้นายกรัฐมนตรีแถลงไป
คือเดี๋ยวผมขออนุญาตท่านประธานนิดหนึ่งครับว่า เวลาเราก็น้อย
ทราบอยู่ครับ
ถ้าเผื่อใครประท้วงนี่ท่านประธาน
คุณวิรัชครับ ผมถึงรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ผมถึงได้เปิดโอกาสตั้งแต่ต้นว่าเรามีอะไรหรือไม่ พูดกันเสียก่อน แล้วต่อไปนี้ตอน ท่านนายกรัฐมนตรีแถลงจะได้ไม่มีใครประท้วง จะได้ผ่านไปได้โดยปกติครับ เชิญท่านนายกรัฐมนตรีครับ
ขอบพระคุณครับ กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพนะครับ เพราะฉะนั้นเราต้องพัฒนาประเทศของเราให้หลุดพ้นจากกับดักประเทศรายได้ปานกลาง มีการดูแลประชาชนอย่างทั่วถึง แก้ไขปัญหาปากท้องและสร้างรายได้ให้ประชาชน ให้เพียงพอต่อการดำรงชีวิต เพื่อจะลดความเหลื่อมล้ำ คนไทยทุกช่วงวัยจะต้องมีความพร้อม ทั้งในด้านหลักคิด คุณธรรม และจริยธรรม และมีศักยภาพที่จะดำเนินชีวิตในศตวรรษที่ ๒๑ เราจะต้องร่วมกันสร้าง “การเติบโตเชิงคุณภาพ” ไม่ใช่ “การเติบโตเชิงปริมาณ” ทั้งนี้ การบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลนี้ จะมุ่งเน้นการพัฒนาประเทศในด้านต่าง ๆ ให้ทันต่อ การเปลี่ยนแปลง เสริมสร้างความเข้มแข็งและแก้ไขปัญหาที่ยังดำรงอยู่ของภาคส่วนต่าง ๆ ภายในประเทศ เพื่อให้ประเทศไทยนั้นมีภูมิคุ้มกัน มีความแข็งแกร่งที่เพียงพอที่จะเผชิญกับ สถานการณ์ความไม่แน่นอนจากปัจจัยต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถจะก้าวไป ข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง และมีความเข้มแข็งในระยะยาว จะส่งเสริมให้ประเทศไทยมีบทบาท มากขึ้นในประชาคมโลก มีบทบาทนำในการขับเคลื่อนความยั่งยืนในประชาคมโลก ผ่านการพัฒนาบนหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน จะทำให้ประเทศไทยมีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว โดยไม่ทิ้งใคร ไว้ข้างหลัง เพื่อให้บรรลุตามวิสัยทัศน์และเป้าหมายที่กำหนดไว้ในยุทธศาสตร์ชาติ โดยการบริหารราชการแผ่นดินในช่วง ๔ ปีของรัฐบาลจะยึดหลักการสำคัญ ๔ ประการ ได้แก่
ประการที่ ๑ น้อมนำพระปฐมบรมราชโองการในพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้า เจ้าอยู่หัว เป็นหลักในการบริหารประเทศ
ประการที่ ๒ ยึดมั่นในการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
ประการที่ ๓ พัฒนาประเทศตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร
ประการที่ ๔ ทำให้เกิดการบูรณาการการทำงานระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน และภาคีการพัฒนาต่าง ๆ ในลักษณะประชารัฐเพื่อจะพัฒนาประเทศให้มี ความเจริญก้าวหน้าอย่างยั่งยืน ทำให้ประชาชนคนไทยมีความมั่นคง อยู่ดีมีสุข
ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ประเทศไทยมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ผ่านวิสัยทัศน์และการขับเคลื่อนการพัฒนาของผู้นำประเทศในอดีต และในวันนี้วิสัยทัศน์ ในการขับเคลื่อนประเทศของรัฐบาลชุดนี้ก็คือ “มุ่งมั่นให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว ในศตวรรษที่ ๒๑” โดยรัฐบาลได้กำหนดนโยบายในการบริหารราชการแผ่นดิน ประกอบด้วย ๒ ส่วน คือนโยบายหลัก ๑๒ ด้าน ที่ครอบคลุมการพัฒนาประเทศ ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม ดังนี้
๑. การปกป้องและเชิดชูสถาบันพระมหากษัตริย์
ถือว่าเป็นหน้าที่สำคัญในการที่เราต้องเชิดชูสถาบันพระมหากษัตริย์ ที่เป็นศูนย์รวมจิตใจของปวงชนชาวไทยให้อยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขมาอย่างยาวนาน ปกป้อง รักษาพระบรมเดชานุภาพด้วยความจงรักภักดี และสืบสานรักษาต่อยอดศาสตร์พระราชา โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ หน่วยงานพระราชทาน และประชาชนจิตอาสา พระราชทาน ซึ่งจะเป็นแบบอย่างที่ดีในการอุทิศตนเพื่อสาธารณประโยชน์ และประยุกต์ใช้ ในการแก้ไขปัญหาให้แก่ประชาชน พัฒนาประเทศเพื่อประโยชน์ในวงกว้าง รวมทั้งการสร้าง ความตระหนักรู้ เผยแพร่ ปลูกฝัง ให้ประชาชนมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องและเป็นจริง เกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์และพระราชกรณียกิจเพื่อประชาชน ตลอดจน พระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์
๒. การสร้างความมั่นคง ความปลอดภัยของประเทศ และความสงบสุข ของประชาชน
โดยการรักษาและป้องกันอธิปไตย และความมั่นคงภายในประเทศ ป้องกันและปราบปรามภัยคุกคามรูปแบบต่าง ๆ การปลูกจิตสำนึก เกียรติภูมิ ศักดิ์ศรี ความเป็นชาติไทย การมีจิตสาธารณะ ความสามัคคี ปรองดอง และเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ระหว่างกันของประชาชน การปลูกฝังวินัยของคนในชาติ การมีหลักคิดที่ถูกต้อง การสร้าง ค่านิยมประเทศไทยสำคัญที่สุด เพื่อให้เกิดความรักชาติและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน การเคารพกฎหมายและกติกาของสังคมเป็นสิ่งสำคัญ ตลอดจนการพัฒนาและเสริมสร้าง การเมือง การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ที่มีธรรมาภิบาลควบคู่ไปกับการส่งเสริมให้นักการเมืองที่เป็นคนดี มีคุณธรรม มีความรู้ ความสามารถ เห็นแก่ประโยชน์ของประเทศชาติมากกว่าส่วนตน ตลอดจนสนับสนุน ให้ประชาชนมีส่วนร่วมกับภาครัฐในการสร้างความสงบเรียบร้อย ความปลอดภัยในชีวิต และทรัพย์สินของประชาชน ลดปัญหายาเสพติดในระดับชุมชนและหมู่บ้าน รวมทั้ง การบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด
๓. การทำนุบำรุงศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม
โดยการส่งเสริมให้สถาบันทางสังคมร่วมกันปลูกฝังค่านิยมในการเป็น พลเมืองที่ดี มีจิตสาธารณะ และมีส่วนร่วมการทำประโยชน์ให้กับประเทศ ส่งเสริมให้สถาบัน ศาสนาทุกศาสนามีบทบาทในการเผยแพร่หลักคำสอนที่ดีงามและให้ประชาชนเข้าถึงแก่นแท้ คำสอนของศาสนา เพื่อให้สังคมไทยเป็นสังคมที่มีคุณภาพ คุณธรรม อยู่ร่วมกัน อย่างมีความสุข สนับสนุนให้ทุกภาคส่วนมีส่วนในการสร้างสรรค์ศิลปวัฒนธรรม ภูมิปัญญา ภาษาไทย ภาษาถิ่นที่มีอัตลักษณ์ และนำมาพัฒนาต่อยอดและสร้างมูลค่าเพิ่มในภาคธุรกิจ และอุตสาหกรรมอย่างเหมาะสม เพื่อกระตุ้นกระแสนิยมวัฒนธรรมไทยและความภาคภูมิใจ ในเอกลักษณ์ของชาติ ตลอดจนสร้างความรู้ความเข้าใจ และการยอมรับในขนบธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์และชาวต่างชาติที่มีความหลากหลายในลักษณะ พหุสังคมที่อยู่ร่วมกัน
ท่านนายกรัฐมนตรีครับ มีผู้ประท้วง คุณหมอเชิญครับ ประท้วง เชิญครับ
ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกรัฐสภา ด้วยความเคารพท่านประธานจริง ๆ ครับ การแถลงนโยบาย ผมพยายามตามที่ท่านผู้แถลงนโยบายได้อ่านให้พวกเราฟังนะครับ ปรากฏว่าถ้อยคำที่ส่งให้พวกเราเล่มนี้เป็นเล่มที่แถลงนโยบาย ซึ่งถ้อยคำเหล่านี้จะถูกบันทึก ไว้ในสภา ในรัฐสภา ถ้าท่านอ่านเพียงบางประโยคอ่านข้ามไปข้ามมา ใจความข้อความ ทั้งหมดจะไม่ถูกบันทึกไว้ในสภา รายงานการประชุมที่เราจะตรวจสอบ สิ่งที่เราจะทวนสอบ กลับคืนมาก็ขาดหายไป ด้วยความเคารพท่านประธานครับ ท่านประธานต้องให้ท่านผู้แถลง นโยบายเป็นไปตามข้อบังคับของการประชุมรัฐสภา หรือท่านประธานจะดูว่าเล่มที่ท่านใช้อยู่ ไม่ใช่เล่มนี้ ด้วยความเคารพผมไม่ได้อยากที่จะขึ้นมาประท้วงท่านครับ แต่ว่าเป็นไปตาม ระเบียบวิธีการประชุมของเรา ไม่อย่างนั้นเราติดตามเราจะตรวจสอบรายงานการประชุม ไม่ได้ ท่านประธานโปรดวินิจฉัยครับ
ขอบคุณครับ เชิญท่านนายกรัฐมนตรี ต่อครับ อ่านไปตามเอกสารที่แจกครับท่าน อ่านไปตามเอกสารที่แจกครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพนะครับ อันนี้คือเอกสารที่ แจกท่าน อันนี้คือเอกสารที่ผมขยายตัวให้มันใหญ่ขึ้น ไม่ต้องใส่แว่น มันไม่ต่างกันเท่าไรหรอกครับ มันจะต่างกันตรงผมพูดผิดหน่อยเท่านั้น
ท่านประธานประท้วงครับ
เชิญนะครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม จิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ฝากเรียนท่านประธานไปยังท่านนายกรัฐมนตรีนะครับ ดูแล้วท่านอภิปรายมากกว่าจะแถลง นโยบาย แต่ไม่เป็นอะไรก็เป็นลีลาของท่านว่าไป แต่ที่ผมอยากจะบอกท่าน ผมนั่งฟังท่าน ไม่ได้จับคำพูด และ ที่ ซึ่ง จึง ใช่ ทุกคำนะครับ เพียงแต่ว่าผมนั่งฟังมาอยู่ดี ๆ หมวดข้อ ๒ การสร้างความมั่นคงและความปลอดภัยของประเทศและความสงบสุขของประเทศ ท่านอ่าน ๒.๑ ๒.๒ ๒.๓ พอมาเรื่องของยาเสพติดท่านข้ามเลย ผมก็เลยไม่รู้ว่าตกลงรัฐบาลนี้จะแก้ไข ปัญหายาเสพติดที่มันลุกลามระบาดหรือไม่ จึงฝากเรียนท่านประธานไปยัง ท่านนายกรัฐมนตรี ท่านช้า ๆ ชัด ๆ ไม่ต้องรีบครับ วันนี้เราอยู่กันได้ทั้งวัน หลายคน อยากเห็นท่านนายกรัฐมนตรี เห็นแต่ในโทรทัศน์ครับ เพิ่งเห็นตัวเป็น ๆ ของท่าน เพราะฉะนั้นก็อยากจะให้ท่านเรียงลำดับครับ ๒.๒ ๒.๓ การแก้ไขปัญหายาเสพติด พอท่าน ไม่พูดปุ๊บมันไม่ได้บันทึกในสภาครับ ก็เลยคิดว่ารัฐบาลนี้จะปล่อยให้ยาเสพติดเยอะ จึงไม่แถลงนโยบาย จึงกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านนายกรัฐมนตรีครับ
ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตประท้วงครับท่าน ขออนุญาตประท้วงท่านประธานรัฐสภาครับ ผม นิโรธ สุนทรเลขา ในฐานะสมาชิกรัฐสภานะครับ ผมประท้วงท่านประธานรัฐสภา ในข้อบังคับ ข้อ ๕ ครับ ตาม (๓) (๔) (๕) ว่าท่านต้องควบคุมการประชุมสภา ให้อยู่ในความสงบเรียบร้อยและเป็นไปด้วยดีในเรื่องการปรึกษาหารือในเนื้อหาแถลงนโยบาย ท่านประธานรัฐสภาต้องให้ท่านนายกรัฐมนตรีได้แถลงนโยบายจนจบสิ้นก่อนครับ ถึงปล่อยให้มีการประท้วงตามข้อบังคับแล้วว่าผิดข้อบังคับไหน นโยบายไหน รัฐมนตรีไหน ฉะนั้นขอให้ท่านประธานรัฐสภาได้พิจารณาวินิจฉัยตามข้อบังคับ ข้อ ๕ มิฉะนั้นการแถลง นโยบายจะไม่ได้จบสิ้นนะครับ
ผมวินิจฉัยให้เลยนะครับว่า เมื่อมีการประท้วงข้อบังคับ บังคับประธานต้องชี้ให้ผู้ประท้วงลุกขึ้นพูดว่าประธานทำผิด ข้อบังคับข้อไหน ก็ความจริงไม่ได้ทำผิดข้อบังคับอะไรเลยนะครับ แต่ว่าท่านคงไม่เห็นด้วย ที่นายกรัฐมนตรีตั้งแต่ตอนต้น ซึ่งผมก็เรียนท่านนายกรัฐมนตรีไปแล้วว่าให้อ่านตามนโยบาย ที่แจกไป อันนี้ผมเห็นด้วยให้อ่านไปตามนั้นถึงแม้จำได้หมดทุกคำก็ต้องอ่านนะครับ เพราะว่ามิฉะนั้นจะมีปัญหาเราก็หยิบประเด็นตรงนี้มาท้วงกัน เพราะฉะนั้นต่อไปนี้ ท่านนายกรัฐมนตรีแถลงไปตามที่ได้ส่งเอกสารไปทุกข้อนะครับ
ท่านประธานครับ สักครู่เดียวครับท่านประธาน ขออนุญาตใช้สิทธิพาดพิง
พอแล้วครับ เชิญท่านนายกรัฐมนตรี ต่อครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ขออนุญาตฝากเรียนไปยังฝ่ายค้าน
พอแล้วครับ เชิญท่านนายกรัฐมนตรี ต่อครับ
ท่านประธานครับ ผมจะบอกว่ากราบเรียนไปยังฝ่ายรัฐบาลว่านั่งนิ่ง ๆ กันบ้าง
เชิญท่านนายกรัฐมนตรีต่อครับ เราเสียเวลาไปมากแล้วครับ เชิญต่อครับ
ขอบพระคุณนะครับ กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ต่อไป เมื่อสักครู่พูดถึงข้อ ๓.๔ แล้วนะครับ ในเรื่องของยาเสพติดอะไรต่าง ๆ มันอยู่หลัง ๆ นะครับ กรุณารออ่านข้างหลังอีกทีนะครับ
๔. การสร้างบทบาทของไทยในเวทีโลก
ในโอกาสที่เราดำรงตำแหน่งประธานอาเซียนในปี ๒๕๖๒ รัฐบาลก็ใช้ โอกาสนี้ในการที่จะสร้างบทบาทประเทศในเวทีโลกให้ประเทศไทยมีบทบาทนำ ในการพัฒนาสร้างความร่วมมือของประเทศต่าง ๆ เพื่อนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน โดยจะดำเนินการ ดังนี้
๔.๑ สร้างบทบาทที่สร้างสรรค์ของไทยในภูมิภาคและเวทีโลก ดำเนินความสัมพันธ์ทางการทูตกับประเทศในภูมิภาคต่าง ๆ ในเวทีโลกอย่างสมดุล และมีเสถียรภาพบนพื้นฐานของหลักการความไว้เนื้อเชื่อใจกัน การเคารพซึ่งกันและกัน การสร้างผลประโยชน์ร่วมกัน เน้นย้ำความสำคัญของการเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์การพัฒนา และส่งเสริมบทบาทที่สร้างสรรค์ของไทยในประชาคมโลก รวมทั้งมีบทบาทในการขับเคลื่อน การพัฒนาภายใต้เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนในกรอบสหประชาชาติ
๔.๒ เสริมสร้างความเป็นปึกแผ่นของอาเซียน ทั้งในด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม โดยเฉพาะภายใต้การเป็นประธานอาเซียนของไทย จะผลักดันให้เกิดความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน และระหว่าง อาเซียนกับประเทศคู่เจรจา เพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน ตามแนวคิด “ร่วมมือ ร่วมใจ ก้าวไกล ยั่งยืน” และเป็นแกนกลางของอาเซียนในการสนับสนุนให้เกิดสันติสุข และความเจริญก้าวหน้าที่ยั่งยืนในภูมิภาค
๔.๓ ส่งเสริมความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรม ภายใต้กรอบ ความร่วมมือต่าง ๆ เพื่อนำไปสู่การแสวงหาโอกาสทางการค้า การลงทุน องค์ความรู้ และนวัตกรรมกับประเทศที่มีศักยภาพในภูมิภาคต่าง ๆ ของโลก อาทิ ยุโรป ตะวันออกกลาง เอเชียใต้ และสนับสนุนการขยายธุรกิจในสาขาที่ผู้ประกอบการไทยมีศักยภาพ ส่งเสริม ความร่วมมือทางวัฒนธรรมของไทยด้วยการส่งเสริมเอกลักษณ์ อัตลักษณ์ ศิลปวัฒนธรรม เพื่อสร้างการรับรู้ที่กว้างขวางมากขึ้นในเวทีโลก
๔.๔ ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศด้านความมั่นคง เพื่อจะรับมือ กับภัยความมั่นคงในรูปแบบใหม่ อาทิ ความมั่นคงทางไซเบอร์ การค้ามนุษย์ อาชญากรรม ข้ามชาติ ความมั่นคงปลอดภัยทางทะเล การโยกย้ายถิ่นฐานแบบไม่ปกติ และปัญหาข้ามชาติ ที่ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตคนไทยและความมั่นคงของมนุษย์
๔.๕ ขับเคลื่อนงานการทูตเชิงรุกเพื่อประชาชน เพื่อจะคุ้มครอง ผลประโยชน์ของคนไทย แรงงานไทย และเอกชนไทยในต่างประเทศ ส่งเสริมบทบาท ของชุมชนไทยในการร่วมเชิดชูผลประโยชน์ของไทยในต่างประเทศ ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ
ถึงแม้ว่าในปัจจุบันเสถียรภาพทางการเงินการคลังของประเทศไทยอยู่ในเกณฑ์ดี ก็ตาม ปัญหาความไม่สมดุลระหว่างรายได้และรายจ่ายยังคงเป็นปัญหาที่สะสมมาต่อเนื่อง และมีแนวโน้มที่จะทวีความรุนแรงมากขึ้น เนื่องจากรัฐบาลมีความจำเป็นต้องลงทุนเพื่อ การพัฒนา และวางรากฐานของการบริหารประเทศในระยะยาว ขณะที่รัฐบาลจะมีภาระ ด้านการสาธารณสุขและสวัสดิการสังคมเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งความไม่สมดุลดังกล่าว อาจสะสม เป็นความเสี่ยงทางการคลังในอนาคตได้ ดังนั้น เพื่อรักษาเสถียรภาพทางการคลังของประเทศ รัฐบาลจำเป็นจะต้องเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการรายได้และรายจ่ายของภาครัฐ ในขณะเดียวกันจำเป็นต้องรักษาเสถียรภาพในระบบการเงิน เพื่อจะสร้างบรรยากาศที่ส่งเสริม การลงทุนภาคธุรกิจ และการจับจ่ายใช้สอยของภาคครัวเรือน โดยมีนโยบายสำคัญ ดังนี้
๕. การพัฒนาเศรษฐกิจและความสามารถในการแข่งขันของไทย
๕.๑ เศรษฐกิจมหภาค การเงินและการคลัง
๕.๑.๑ ดำเนินนโยบายการเงินการคลังเพื่อให้เศรษฐกิจไทยสามารถ ตอบสนองต่อความผันผวนของเศรษฐกิจโลก โดยการบริหารเศรษฐกิจมหภาคให้มีเสถียรภาพ เอื้ออำนวยต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจในภาพรวมและการเจริญเติบโตของธุรกิจทุกระดับ สนับสนุนการนำเทคโนโลยีทางการเงินเข้ามาให้บริการและพัฒนาขีดความสามารถสถาบัน การเงินไทย เพื่อจะรองรับการแข่งขันและการเปลี่ยนแปลงกฎกติกาสากล เร่งขยายการเข้าถึง บริการทางการเงินควบคู่ไปกับการให้ความรู้ทางการเงิน ตลอดจนสนับสนุนการพัฒนาระบบ ฐานข้อมูล เพื่อจะเพิ่มโอกาสในการได้รับสินเชื่อและเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารสินเชื่อ สำหรับผู้มีรายได้น้อยและผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม
๕.๑.๒ กำกับดูแลวินัยการเงินการคลัง โดยติดตามกำกับดูแล ให้หน่วยงานภาครัฐดำเนินการตามกฎหมายวินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะ การดำเนินกิจกรรม มาตรการ หรือโครงการที่จะก่อให้เกิดภาระต่องบประมาณ หรือภาระทางการคลังในอนาคต โดยจัดทำประมาณการรายจ่าย แหล่งเงินที่ใช้ ตลอดระยะเวลาดำเนินการ และประโยชน์จะได้รับจากการรายงานทางการเงินประจำปี ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบในการใช้จ่ายเงินงบประมาณแผ่นดิน รวมถึงการกำหนด ระยะเวลาสิ้นสุดที่ชัดเจนในการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่นักลงทุนในพื้นที่ และอุตสาหกรรมที่เป็นกลุ่มเป้าหมาย
๕.๑.๓ ปฏิรูปโครงสร้างรายได้ภาครัฐ เร่งปรับโครงสร้างการจัดเก็บ รายได้ภาครัฐ ทั้งในส่วนของรายได้ภาษีและรายได้จากทรัพย์สินของรัฐ ผ่านการขยายฐานภาษี การปรับปรุงอัตราภาษี การเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ และฐานข้อมูลขนาดใหญ่ รวมถึงศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้งหน่วยงานจัดเก็บภาษี กึ่งอิสระ การทบทวนค่าลดหย่อนหรือมาตรการทางภาษีที่ไม่จำเป็นและไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ ต่อระบบเศรษฐกิจ การปราบปรามผู้หลบเลี่ยงภาษี การพัฒนาภาษีประเภทใหม่ ๆ ให้สอดรับกับเทคโนโลยีการค้าในยุคดิจิทัล รวมถึงเร่งบริหารจัดการทรัพย์สินของรัฐให้เกิด ประโยชน์ต่อประเทศ เพื่อให้ระบบการจัดเก็บรายได้ของรัฐช่วยสร้างความเท่าเทียม ความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำ ตลอดจนสนับสนุนให้ภาคเอกชนมีความสามารถในการแข่งขัน เพื่อจะส่งเสริมการขยายตัวทางเศรษฐกิจ และรักษาความสมดุลและความยั่งยืนทางการคลัง
๕.๑.๔ ปฏิรูประบบการออม โดยจัดให้มีระบบการออมเพื่อ การเกษียณอายุอย่างทั่วถึง พัฒนาตลาดเงิน ตลาดทุน ให้เป็นแหล่งเงินทุนแก่ผู้ประกอบการ เป็นช่องทางการออมของประชาชน พร้อมทั้งพัฒนาเครื่องมือทางการเงินที่จะส่งเสริมให้คนไทย ทุกคนเข้าสู่ระบบการออมและการลงทุนระยะยาวให้สามารถรองรับพฤติกรรมและวัฏจักรชีวิต ที่เปลี่ยนแปลงไป พัฒนาระบบสถาบันการเงินให้มีเสถียรภาพและลดต้นทุน พัฒนาขีดความสามารถในการดำเนินงานขององค์กรการเงินชุมชนและสหกรณ์ทุกระดับ พัฒนาความรู้พื้นฐานทางการเงินแก่ประชาชน ตลอดจนกำกับดูแลระบบสถาบันการเงิน ให้มีความมั่นคง
๕.๑.๕ สร้างแพลตฟอร์มเพื่อใช้ในการออกแบบนวัตกรรมเชิงนโยบาย ที่มีเครื่องมือและเทคนิคสมัยใหม่ต่าง ๆ พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้ผู้เชี่ยวชาญทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน เข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการออกแบบนโยบายและมาตรการ เพื่อให้สามารถกำหนดนโยบายที่สามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ต่าง ๆ ที่เปลี่ยนแปลง ไปได้อย่างทันท่วงที
๕.๒ พัฒนาภาคอุตสาหกรรม
๕.๒.๑ พัฒนาอุตสาหกรรมภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจ หมุนเวียน เศรษฐกิจสีเขียว (Bio-Circular-Green (BCG) Economy) โดยนำความก้าวหน้า ทางเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาพัฒนาต่อยอดและสร้างมูลค่าเพิ่มจากทรัพยากร ความหลากหลายทางชีวภาพและวัฒนธรรมในการผลิตสินค้าเกษตร อุตสาหกรรม และบริการของท้องถิ่น ปรับระบบการบริหารจัดการผลิตและระบบโลจิสติกส์ ส่งเสริมการใช้ พลังงานทดแทน การใช้ประโยชน์จากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาเพิ่มมูลค่า การบริหารจัดการของเสียอุตสาหกรรมและขยะแบบคลัสเตอร์ระหว่างอุตสาหกรรม และชุมชนในแต่ละพื้นที่ของจังหวัด กลุ่มจังหวัด เพื่อลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม และสุขภาพ พร้อมทั้งให้ความสำคัญกับกฎระเบียบทางด้านสิ่งแวดล้อมในระดับประเทศ และระหว่างประเทศ
๕.๒.๒ พัฒนาอุตสาหกรรมไทยให้สามารถตอบสนองการเปลี่ยนแปลง ทางเทคโนโลยีหรือแนวโน้มการค้าโลก คำนึงถึงศักยภาพความสามารถในการแข่งขัน แนวโน้มความต้องการของตลาดในประเทศและตลาดโลก เพื่อให้อุตสาหกรรมไทยมีระดับ ผลิตภาพที่สามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก สร้างนวัตกรรมใหม่ที่มีมูลค่าสูงในอุตสาหกรรมที่มี ศักยภาพ และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต อาทิ อุตสาหกรรมต่อเนื่องจากการพัฒนาระบบ คมนาคมของประเทศ อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมความมั่นคงประเทศ อุตสาหกรรมอวกาศ พร้อมทั้งให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการ ขนาดกลางและขนาดย่อม ตลอดห่วงโซ่อุปทานให้สามารถใช้ประโยชน์จากความก้าวหน้า ทางเทคโนโลยี เพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขัน
๕.๒.๓ สร้างกลไกสนับสนุนการพัฒนาขีดความสามารถของ ผู้ประกอบการรายใหม่ โดยการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเข้าถึงเทคโนโลยี การวิจัย และนวัตกรรม การปรับปรุงกฎระเบียบให้เอื้อต่อการพัฒนาผู้ประกอบการ การเข้าถึง แหล่งเงิน การพัฒนาศูนย์ทดสอบหรือวิจัยและออกแบบที่ได้มาตรฐานสากล และการใช้ สถาบันศึกษาที่มีอยู่ในพื้นที่มาสนับสนุนด้านการวิจัยและพัฒนาเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้า และบริการ
๕.๒.๔ พัฒนาระบบและกลไกภาครัฐและสภาพแวดล้อมให้มี ประสิทธิภาพในการสนับสนุนผู้ประกอบการ โดยการจัดทำแพลตฟอร์มที่เหมาะสมสำหรับ ผู้ประกอบการขนาดกลาง ขนาดย่อม และกลุ่มวิสาหกิจเริ่มต้นในการสร้างมูลค่าเพิ่มของ ผลิตภัณฑ์ด้วยการใช้นวัตกรรม การพัฒนาคุณภาพมาตรฐาน การตลาด และการบัญชี เพิ่มประสิทธิภาพของระบบบ่มเพาะผู้ประกอบการ และสถาบันเฉพาะทางต่าง ๆ ให้สามารถ เป็นกลไกหลักที่เข้มแข็งในการร่วมมือกับสถาบันการศึกษา เพื่อพัฒนาและบ่มเพาะศักยภาพ ของผู้ประกอบการในการสร้างมูลค่าเพิ่มของผลิตภัณฑ์
๕.๓ พัฒนาภาคเกษตร
๕.๓.๑ รักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตรและรายได้ให้กับเกษตรกร ในสินค้าเกษตรที่สำคัญ อาทิ ข้าว ยางพารา มันสำปะหลัง ปาล์ม อ้อย และข้าวโพด โดยผ่านเครื่องมือและมาตรการที่เหมาะสม มีประสิทธิภาพ ไม่เป็นภาระกับงบประมาณ แผ่นดินเกินสมควร จัดให้มีระบบประกันภัยสินค้าเกษตร การพัฒนาระบบตลาดที่เชื่อมโยง ผลผลิตของเกษตรกรถึงผู้ประกอบการแปรรูปและผู้บริโภคอย่างเป็นธรรม การใช้เทคโนโลยี และเครื่องมือในการขยายและเข้าถึงตลาดในรูปแบบต่าง ๆ การอำนวยความสะดวก ทางการค้า การพัฒนาระบบโลจิสติกส์การเกษตรที่มีประสิทธิภาพ
๕.๓.๒ ลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตที่เหมาะสม และไม่ก่อให้ เกิดภาระทางการเงินการคลังของภาครัฐ โดยจัดให้มีมาตรการเกี่ยวข้องกับการเพิ่มรายได้ และลดต้นทุนการเกษตรครบวงจร ตั้งแต่การปรับโครงสร้างต้นทุนการผลิต อาทิ เมล็ดพันธุ์ พื้นที่เพาะปลูก ปุ๋ย เครื่องจักรกลและอุปกรณ์การเกษตร แหล่งน้ำ และระบบไฟฟ้า เพื่อการเกษตร การลดภาระหนี้สินโดยให้เกษตรกรเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบที่มีต้นทุนต่ำ การลดความเสี่ยงจากราคาพืชผลทางการเกษตร การพัฒนาทักษะอาชีพเสริมรายได้ รวมทั้ง การวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีการเกษตรเพื่อเพิ่มผลผลิต และการปรับเปลี่ยนการผลิตให้ เหมาะสมกับฐานทรัพยากรในพื้นที่และความต้องการของตลาด นำระบบข้อมูลสารสนเทศ การเกษตร ระบบแผนที่เกษตรเพื่อการจัดเขตพื้นที่เกษตรกรรม (Zoning) และส่งเสริมกลไก อาสาสมัครเกษตรหมู่บ้าน รวมทั้งระบบการบริหารจัดการเชิงรุกมาใช้ในการบริหารจัดการ การผลิตสินค้าเกษตรให้เหมาะสมกับพื้นที่
๕.๓.๓ พัฒนาองค์กรเกษตรกรและเกษตรกรรุ่นใหม่ โดยเพิ่มทักษะ การประกอบการและพัฒนาความเชื่อมโยงของกลุ่มเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และสหกรณ์ ในทุกระดับ โดยเฉพาะด้านการตลาด การค้าออนไลน์ ระบบบัญชี เพื่อขยายฐานการผลิต และฐานการตลาดของสถาบันเกษตรกรให้เข้มแข็ง มีความสามารถในการแข่งขัน รวมทั้ง การพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ไปสู่เกษตรกรอัจฉริยะ เพื่อการพัฒนาภาคเกษตรได้อย่างมั่นคง ต่อไปในอนาคต
๕.๓.๔ ส่งเสริมการสร้างมูลค่าเพื่อให้กับสินค้าเกษตร เพื่อยกระดับ รายได้และคุณภาพชีวิตให้กับเกษตรกร โดยใช้ประโยชน์จากฐานความหลากหลาย ทางชีวภาพ การลด ละ เลิกใช้ยาปราบศัตรูพืชโดยเร็ว โดยต้องจัดหาสารทดแทนที่มี ประสิทธิภาพเพียงพอและเป็นที่ยอมรับของเกษตรกร การส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตร ที่มีมูลค่าเพิ่มและโอกาสทางเศรษฐกิจ อาทิ เกษตรอินทรีย์ เกษตรอัตลักษณ์พื้นถิ่น เกษตรปลอดภัย เกษตรชีวภาพ และเกษตรแปรรูป เพื่อต่อยอดไปสู่เกษตรอุตสาหกรรม ส่งเสริมการวิจัยพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีในการพัฒนาสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ รวมทั้งส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรให้ได้คุณภาพมาตรฐานและความปลอดภัย
๕.๓.๕. ดูแลเกษตรกรผู้มีรายได้น้อยให้สามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์ ในที่ดินทำกิน แหล่งเงินทุน โครงสร้างพื้นฐาน และปัจจัยการผลิตต่าง ๆ รวมทั้งดูแล และลดความเสียหายจากการทำการเกษตรในพื้นที่ประสบภัยทางธรรมชาติซ้ำซาก โดยกำหนดเขตพื้นที่เกษตรกรรม (Zoning)
๕.๓.๖ ส่งเสริมการปลูกไม้มีค่าเป็นพืชเศรษฐกิจ โดยการสนับสนุน พันธุ์กล้าไม้ และให้ความรู้ในการบริหารจัดการเชิงพาณิชย์อย่างเหมาะสม ทั้งในด้าน การปลูก บำรุงรักษา ดูแล และการแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ซึ่งจะช่วยเพิ่มรายได้ให้แก่ เกษตรกรอีกทางหนึ่ง
๕.๓.๗ ส่งเสริมการทำปศุสัตว์ให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น โดยส่งเสริม การตลาด วิจัยและพัฒนาพันธุ์สัตว์เศรษฐกิจ และสัตว์พื้นบ้าน อาทิ โคเนื้อ แพะ และแกะ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม พัฒนามาตรฐานการผลิตและคุณภาพของผลิตภัณฑ์ให้เป็นที่ยอมรับ ในระดับสากลและสอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคทั้งภายในประเทศ และต่างประเทศ รวมทั้งสนับสนุนการส่งออกผลิตภัณฑ์ดังกล่าวไปสู่ตลาดโลก
๕.๓.๘ ฟื้นฟูและสนับสนุนอาชีพการทำประมงให้เกิดความยั่งยืน บนพื้นฐานของการรักษาทรัพยากรทางประมงและทรัพยากรทางทะเลให้มีความสมบูรณ์ อย่างต่อเนื่อง โดยเพิ่มขีดความสามารถการทำประมงอย่างถูกต้องในกลุ่มประมงพื้นบ้าน และเชิงพาณิชย์ การเข้าถึงแหล่งทุนเพื่อเพิ่มศักยภาพในการสร้างรายได้และลดต้นทุน การทำประมง ลดอุปสรรคในการประกอบอาชีพ ส่งเสริมการรวมกลุ่มประมงชายฝั่ง และประมงพื้นบ้านเพื่อสร้างพลังในการประกอบอาชีพควบคู่ไปกับการอนุรักษ์ในพื้นที่ และเร่งพัฒนาการเพาะเลี้ยงในทะเลที่สอดคล้องกับแผนการใช้ประโยชน์เชิงพื้นที่ รวมถึงการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมจากภูมิปัญญาในการแปรรูปมาเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ และสินค้าประมง
๕.๔ พัฒนาภาคการท่องเที่ยว
๕.๔.๑ พัฒนาคุณภาพและความหลากหลายของแหล่งท่องเที่ยว โดยส่งเสริมพัฒนาให้ประเทศไทยเป็นแหล่งท่องเที่ยวคุณภาพระดับโลกที่มีเอกลักษณ์ โดดเด่นบนพื้นฐานของวัฒนธรรมไทย การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และการจัดการขยะและของเสียเพื่อให้เกิดความยั่งยืนของระบบนิเวศ สิ่งแวดล้อม และชุมชนท้องถิ่น รวมทั้งพัฒนาการท่องเที่ยวในรูปแบบหลายประเทศจุดมุ่งหมายเดียวกัน การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวในเชิงกลุ่มพื้นที่เมืองหลักและเมืองรองที่มีศักยภาพ การท่องเที่ยว เชิงสร้างสรรค์และวัฒนธรรมการท่องเที่ยวเชิงธุรกิจ การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ การท่องเที่ยว เชิงกีฬาและนันทนาการ การท่องเที่ยวเรือสำราญ และการท่องเที่ยวเชื่อมโยงกับประเทศ เพื่อนบ้าน
๕.๔.๒ ดึงดูดนักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพ รายได้สูง โดยมุ่งเน้นขยายตลาด คุณภาพพร้อมกับรักษาตลาดเดิม รวมทั้งนำระบบดิจิทัลมาใช้ในการส่งเสริมการท่องเที่ยว เพื่อให้นักท่องเที่ยวสามารถเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยวในพื้นที่ต่าง ๆ ของประเทศได้อย่างมี ประสิทธิภาพ
๕.๔.๓ พัฒนาคุณภาพและมาตรฐานธุรกิจบริการที่เกี่ยวเนื่องกับ การท่องเที่ยว อาทิ ธุรกิจสปาและแพทย์แผนไทย ผลิตภัณฑ์ยาและสมุนไพรไทย เพื่อสร้างความหลากหลายของสินค้า และสร้างโอกาสการขยายฐานการผลิตและการตลาด ในระดับภูมิภาค ตลอดจนส่งเสริมธุรกิจบริการที่มีศักยภาพสู่ระดับสากล
๕.๔.๔ ดูแลความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวอย่างเข้มงวด โดยเพิ่ม มาตรฐานการดูแลรักษาความปลอดภัยแก่นักท่องเที่ยวจากอาชญากรรม การฉ้อฉล และอุบัติเหตุที่เกิดจากความบกพร่องของผู้ประกอบการ เพิ่มความเข้มงวดในการดูแลรักษา ความปลอดภัยและให้บริการนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะบริเวณแหล่งท่องเที่ยวทางน้ำ หรือทางทะเล เกาะ หมู่เกาะ ถ้ำ และน้ำตก อำนวยการและบูรณาการความช่วยเหลือ นักท่องเที่ยวให้มีประสิทธิภาพ
๕.๔.๕ ส่งเสริมให้เกิดการกระจายรายได้จากธุรกิจท่องเที่ยวสู่ชุมชน โดยพัฒนาเครือข่ายวิสาหกิจให้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาความเชื่อมโยงระหว่างธุรกิจหลัก ธุรกิจรอง ธุรกิจสนับสนุน และการพัฒนาเชื่อมโยงในเชิงกลุ่มพื้นที่ที่มีศักยภาพ รวมทั้ง พัฒนาทักษะและองค์ความรู้ของท้องถิ่น ชุมชน และสถาบันการศึกษา เพื่อสนับสนุน ให้มีส่วนร่วมในการพัฒนาและทำธุรกิจการท่องเที่ยวในพื้นที่ให้มากขึ้น อาทิ การพัฒนา ยุวมัคคุเทศก์
๕.๕ การพัฒนาการค้าการลงทุนเพื่อมุ่งสู่การเป็นชาติการค้า การบริการ และการลงทุนในภูมิภาค
๕.๕.๑ ส่งเสริมการค้าชายแดนและแก้ไขปัญหาสินค้าชายแดน เพื่อให้ สามารถใช้ประโยชน์จากการเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐาน และพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ ชายแดนที่ได้พัฒนาไว้แล้ว และให้บริการการดำเนินธุรกิจแก่นักลงทุนและผู้ประกอบการ ขนาดกลางและขนาดย่อมแบบเบ็ดเสร็จให้เข้าไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้าน โดยระยะแรก จะมุ่งเน้นสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยแสวงหาโอกาสทางการค้า การลงทุน หรือขยายฐาน การผลิตและการตลาดในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน ในรูปแบบฐานการผลิต และตลาดร่วม เพื่อใช้ประโยชน์จากแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ดีอย่างต่อเนื่อง และแหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ตลอดจนความได้เปรียบของค่าจ้างแรงงาน
๕.๕.๒ ส่วนทางด้านการค้าปลีกพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (e-Commerce) ข้ามพรมแดน โดยส่งเสริมการรวมกลุ่ม พัฒนาสินค้าและบริการของผู้ประกอบการรายย่อย ให้เหมาะสมกับการค้าออนไลน์ข้ามพรมแดน เพื่อเพิ่มช่องทางการตลาดให้ผู้บริโภค ในประเทศเพื่อนบ้านสามารถเข้าถึงสินค้าและบริการได้โดยตรง พร้อมทั้งพัฒนาแพลตฟอร์ม ที่เกี่ยวข้องกับการธุรกรรมผ่านระบบดิจิทัลทั้งการตลาด การเงินและระบบโลจิสติกส์
๕.๕.๓ ปรับปรุงบริหารจัดการนำเข้า ส่งออกสินค้าบริเวณชายแดน เร่งรัดการจัดรูปแบบการพัฒนาและบูรณาการการบริหารจัดการพื้นที่ด่านชายแดนสำคัญ เช่น ด่านศุลกากร ด่านปศุสัตว์ คลังสินค้า และพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ให้สามารถสนับสนุน การค้า การลงทุน และการอำนวยความสะดวกทางการค้า โดยลดการใช้ดุลยพินิจของ เจ้าหน้าที่รัฐให้น้อยที่สุด รวมทั้งสนับสนุนผู้ประกอบการในพื้นที่ให้สามารถสร้างมูลค่าเพิ่ม จากกิจกรรมนำเข้าส่งออกบริเวณด่านชายแดน
๕.๖ พัฒนาสาธารณูปโภคพื้นฐาน
๕.๖.๑ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางด้านคมนาคมให้ครอบคลุมพื้นที่ ทั่วประเทศสามารถรองรับการขนส่งและการเดินทางหลายรูปแบบได้อย่างไร้รอยต่อ สานต่อ การพัฒนารถไฟความเร็วสูง และเริ่มต้นการปรับปรุงรถไฟขนาดราง ๑ เมตร ให้เป็นระบบ ไฟฟ้าเพื่อสนับสนุนให้เป็นโครงข่ายหลักในการเดินทางขนส่งสินค้าของประเทศ ให้ความสำคัญกับการบูรณาการ การพัฒนาระบบขนส่งกับการพัฒนาพื้นที่และเมือง การพัฒนาขีดความสามารถของผู้ให้บริการภาคขนส่งและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่อง การเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยว การกระจายความเจริญสู่ภูมิภาค รวมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพ การบริหารจัดการด้านความปลอดภัยทางถนนที่สอดประสานกันระหว่างระบบการเตือนภัย การช่วยเหลือกู้ภัยและการช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบภัยที่มีประสิทธิภาพ
๕.๖.๒ แก้ไขปัญหาจราจรติดขัดในพื้นที่เขตเมือง โดยการพัฒนาระบบ ขนส่งมวลชนสาธารณะที่มีประสิทธิภาพและเหมาะสมกับศักยภาพของแต่ละพื้นที่ โดยเฉพาะเมืองหลักในภูมิภาค การนำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการควบคุม สั่งการจราจรและการวางแผนการเดินทาง การกวดขันวินัยจราจร การจัดระเบียบที่จอดรถ โดยเฉพาะการจัดให้มีที่จอดรถใต้ดินและบนดินเพิ่มเติม ทั้งของภาครัฐและภาคเอกชน พร้อมทั้งการพัฒนาทางเท้า ทางจักรยาน และสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ให้สามารถ รองรับความต้องการเดินทางเพื่อคนทั้งมวล (Universal Design) เพื่อประชาชนมีทางเลือก ในการเดินทางได้อย่างทั่วถึงและรวดเร็ว
๕.๖.๓ เสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ โดยกระจายชนิดของเชื้อเพลิงทั้งจากฟอสซิลและพลังงานทดแทนอย่างเหมาะสม สนับสนุน การผลิตและการใช้พลังงานทดแทนตามศักยภาพของแหล่งเชื้อเพลิงในพื้นที่ เปิดโอกาส ให้ชุมชนและประชาชนมีส่วนร่วมในการผลิตและการบริหารจัดการพลังงาน ส่งเสริมให้มีการ ใช้น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว B20 B100 เพื่อเพิ่มการใช้น้ำมันปาล์มดิบ และจัดทำแนวทาง การแก้ปัญหาน้ำมัน EURO5 ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีด้านพลังงาน อาทิ เทคโนโลยีระบบไฟฟ้าอัจฉริยะ เทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า และระบบกักเก็บพลังงาน รวมทั้ง สนับสนุนให้เกิดโครงการตลาดไฟฟ้ารูปแบบใหม่ อาทิ แพลตฟอร์มตลาดกลางซื้อขาย พลังงานไฟฟ้า ตลอดจนโครงสร้างอัตราไฟฟ้ารูปแบบใหม่ อาทิ ระบบหักลบหน่วยไฟฟ้าสุทธิ พร้อมทั้งปรับปรุงระบบการกำกับดูแลกิจการด้านพลังงานให้มีการแข่งขันอย่างเสรี และเป็นธรรม ราคาพลังงานสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของ เทคโนโลยีและรูปแบบธุรกิจด้านพลังงานในอนาคต ดำเนินการให้มีการสำรวจค้นหา แหล่งพลังงานใหม่ ร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านในการพัฒนาพลังงาน
๕.๖.๔ ยกระดับโครงข่ายระบบไฟฟ้าและพลังงานให้มีความทันสมัย ทั่วถึง เพียงพอ มั่นคง และมีเสถียรภาพ โดยจัดทำแผนพัฒนาระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ ทั้งระบบให้สามารถรองรับเทคโนโลยีด้านพลังงานสมัยใหม่ในอนาคต มุ่งเน้นการพัฒนา โครงข่ายภายในประเทศให้เชื่อมโยงต่อระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันตก ตะวันออก เหนือ และใต้ เพื่อให้สามารถบริหารจัดการระบบไฟฟ้าและพลังงานระหว่างพื้นที่ต่าง ๆ ได้อย่างมั่นคงและมีประสิทธิภาพในอนาคต โดยเฉพาะในภาคการผลิต
๕.๖.๕ พัฒนาระบบบริหารจัดการน้ำประปา โดยพัฒนาแหล่งน้ำดิบ และใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ในการผลิตและการบริหารจัดการระบบประปาเพื่อลดการสูญเสีย ของน้ำ พัฒนาคุณภาพน้ำประปา ขยายเขตการจ่ายน้ำประปาให้ครอบคลุมพื้นที่ภูมิภาค และแหล่งท่องเที่ยว รวมทั้งพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษของประเทศ สร้างจิตสำนึกของประชาชน ในการใช้น้ำอย่างประหยัด
๕.๖.๖ แก้ปัญหาระบบระบายน้ำและระบบบำบัดน้ำเสีย โดยพัฒนา ระบบระบายน้ำ ปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานและเครื่องจักรอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องให้สามารถ ระบายน้ำออกจากพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งรณรงค์ให้ประชาชนไม่ทิ้งขยะ หรือของเหลือใช้ลงในท่อระบายน้ำ แม่น้ำ และทะเล รวมทั้งการพัฒนาระบบรวบรวม และบำบัดน้ำเสียในเขตเมือง โดยใช้หลักการผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่ายในการบริหารจัดการน้ำเสีย
๕.๙.๒ เร่งรัดการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการขนาดกลาง ขนาดย่อม ในภาคการผลิตและบริการให้สามารถแข่งขันได้ โดยการพัฒนาทักษะความเป็น ผู้ประกอบการให้สามารถใช้ประโยชน์จากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี การเพิ่ม ประสิทธิภาพในการดำเนินการธุรกิจ สนับสนุนการเข้าถึงแหล่งเงินทุนและตลาด สนับสนุน การเติบโตในวิสาหกิจเริ่มต้น โดยพัฒนาระบบนิเวศที่เอื้ออำนวยต่อการดำเนินธุรกิจ โดยเฉพาะในด้านสิทธิประโยชน์ แหล่งเงินทุน แรงงานคุณภาพ กฎหมายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ผู้ประกอบการ มีความสามารถในการแข่งขันและขยายตลาดสู่ต่างประเทศได้ และเป็นแรงขับเคลื่อน ทางเศรษฐกิจใหม่ของประเทศไทยระยะต่อไป
๕.๙.๓ ส่งเสริมเยาวชนและบทบาทสตรีในการเป็นผู้ประกอบการ ขนาดกลางและขนาดย่อมยุคใหม่ โดยการสนับสนุนให้มีการจัดกิจกรรมผ่านการศึกษา และการเพิ่มช่องทางในการเข้าถึงเทคโนโลยี แหล่งเงินและการระดมทุน เพื่อกระตุ้น และเปิดโอกาสให้เยาวชนสามารถนำเสนอแนวคิด พัฒนาแอปพลิเคชัน นวัตกรรม และดำเนินธุรกิจได้ด้วยตัวเอง
๕.๙.๔ ดึงดูดบุคลากรที่มีทักษะสูงเข้ามาช่วยบ่มเพาะผู้ประกอบการ ขนาดกลางและขนาดย่อมยุคใหม่ของไทย โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับการพัฒนาธุรกิจนวัตกรรม ขั้นสูง และเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมยุคใหม่ของไทยสามารถ ทำงานร่วมกับนักวิจัยในมหาวิทยาลัยหรือสถาบันวิจัยและพัฒนา ปัจจัยแวดล้อมอื่น ๆ ให้เอื้อต่อการพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูง
๖. การพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจและการกระจายความเจริญสู่ภูมิภาค
การใช้ประโยชน์จากศักยภาพและโอกาสของพื้นที่จะช่วยกระจาย ความเจริญไปสู่ภูมิภาคและสร้างโอกาสการพัฒนาทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม ลดความเหลื่อมล้ำของการพัฒนา ลดการกระจุกตัวของการพัฒนาและประชาชน ของเมืองใหญ่ในปัจจุบัน โดยการสร้างสังคมชนบทเป็นสังคมเมืองที่สงบสุข เพียงพอ และแก้ปัญหาการย้ายถิ่นฐาน โดยมีนโยบาย ดังนี้
๖.๑ ส่งเสริมพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษเพื่อเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของเอเชีย
๖.๑.๑ พัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกอย่างต่อเนื่อง โดยพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานที่ทันสมัยให้เป็นไปตามเป้าหมาย พัฒนาพื้นที่โดยรอบ ให้เป็นเมืองมหานครการบิน ศูนย์กลางทางการแพทย์ของเอเชีย และเมืองอัจฉริยะที่มีความ น่าอยู่และทันสมัยระดับนานาชาติ ยกระดับภาคการเกษตรให้เชื่อมโยงกับอุตสาหกรรม พาณิชยกรรม คมนาคม ดิจิทัล วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และเร่งพัฒนาบุคลากร รวมทั้ง ทบทวนกฎระเบียบเพื่อรองรับและส่งเสริมอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง อย่างโปร่งใสและเป็นธรรม
๖.๑.๒ ส่งเสริมการพัฒนาพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ และการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่ง และโลจิสติกส์เพื่อเพิ่มช่องทางการส่งออกสินค้าทางทะเลของประเทศและของภาคใต้ โดยเฉพาะการส่งออกไปยังเอเชียใต้ พัฒนาการเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวในพื้นที่ฝั่งอันดามัน กับฝั่งอ่าวไทย และพัฒนาอุตสาหกรรมฐานชีวภาพและการแปรรูปการเกษตรจากทรัพยากร ในพื้นที่และประเทศเพื่อนบ้าน รวมทั้งให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และวัฒนธรรม และการพัฒนาเมืองน่าอยู่
๖.๑.๓ เพิ่มพื้นที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจแห่งใหม่ในภูมิภาค อาทิ การพัฒนาเศรษฐกิจหลักเชิงพื้นที่ในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พื้นที่เศรษฐกิจ ฐานชีวภาพและพื้นที่ที่มีความได้เปรียบเชิงที่ตั้งที่สามารถพัฒนาเป็นฐานอุตสาหกรรม ในอนาคต โดยพัฒนาให้สอดคล้องกับศักยภาพและโอกาสของพื้นที่ สนับสนุนการมีส่วนร่วม ของประชาชนและภาคีการพัฒนาที่เกี่ยวข้องในการยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิต ของประชาชนในพื้นที่ รวมทั้งการจัดการผลกระทบที่อาจมีต่อทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม
๖.๑.๔ เร่งขับเคลื่อนการพัฒนาเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษชายแดน อย่างต่อเนื่อง โดยสนับสนุนและยกระดับการพัฒนากิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ใช้เทคโนโลยี สูงขึ้น สอดคล้องกับศักยภาพของพื้นที่และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ทบทวนการให้ สิทธิประโยชน์ด้านการลงทุนให้เหมาะสมกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจตามศักยภาพพื้นที่ พัฒนาเมืองชายแดนให้มีความน่าอยู่ รวมทั้งใช้เทคโนโลยีสนับสนุนการดูแลด้านความมั่นคง และรักษาความปลอดภัยในพื้นที่ และส่งเสริมให้ภาคประชาชนและภาคีการพัฒนา ที่เกี่ยวข้องเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษชายแดน
๖.๒ ส่งเสริมและเร่งรัดการพัฒนาเมืองอัจฉริยะน่าอยู่ทั่วประเทศ โดยมุ่งเน้น ไปที่การพัฒนาเมืองศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของประเทศ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร และปริมณฑล เชียงใหม่ นครราชสีมา ขอนแก่น เมืองในเขตพัฒนาเศรษฐกิจ ภาคตะวันออก สงขลา และภูเก็ต ภายใต้แนวคิดการขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ และเมืองน่าอยู่ที่มีระบบเศรษฐกิจดิจิทัล โครงสร้างพื้นฐานทางสังคม และพื้นที่สีเขียว ที่เพียงพอ กระตุ้นให้เกิดการพัฒนาอุตสาหกรรมและธุรกิจบริการ พร้อมทั้งส่งเสริมให้เกิด การจ้างงานในพื้นที่
๗. การพัฒนาสร้างความเข้มแข็งจากฐานราก
รัฐบาลให้ความสำคัญกับชุมชนในการนำความรู้และทรัพยากรในพื้นที่ มาผลิตเป็นสินค้าและบริการ เพื่อเพิ่มศักยภาพของเศรษฐกิจฐานรากให้สามารถสร้างรายได้ กระจายรายได้สู่ชุมชน สนับสนุนสินค้าชุมชนและยกระดับวิสาหกิจชุมชนให้มีความเข้มแข็ง พัฒนาช่องทางการตลาดเชื่อมโยงกับระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ และสร้างพลังสังคม พลังชุมชน รวมทั้งสร้างการเรียนรู้ ฝึกอาชีพกลุ่มอิสระในการร่วมขับเคลื่อนและพัฒนา ประเทศ รัฐบาลจึงมีนโยบายดำเนินการ ดังนี้
๗.๑ ส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนและผลิตภัณฑ์ชุมชน
๗.๑.๑ สร้างมูลค่าเพิ่มธุรกิจชุมชนผ่านอัตลักษณ์ของพื้นที่ โดยส่งเสริมให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมยุคใหม่ของไทย ผู้ประกอบการ หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ และสหกรณ์ในชุมชนให้สามารถใช้ประโยชน์และต่อยอดจาก สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ ภูมิปัญญา วัฒนธรรม และทรัพยากรในพื้นที่ รวมทั้งเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อสร้างสรรค์คุณค่าผลิตภัณฑ์และบริการของชุมชนที่มี อัตลักษณ์และมีมาตรฐานการผลิตตามหลักสากล ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้ให้แก่ชุมชน อย่างทั่วถึง นำไปสู่การสร้างเศรษฐกิจชุมชนที่สามารถพึ่งพาตัวเองได้อย่างยั่งยืน
๗.๑.๒ สนับสนุนความเข้มแข็งของวิสาหกิจชุมชนผ่านเทคโนโลยี สร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ ๆ นำเสนอสินค้าหรือบริการ การตลาดให้สามารถเข้าถึงเทคโนโลยี ดิจิทัลได้ โดยส่งเสริมการทำธุรกิจภายใต้ระบบเศรษฐกิจแบบแบ่งปัน (Sharing Economy) โดยเริ่มต้นการใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานและบริการของภาครัฐ
๗.๑.๓ สร้างโอกาสและส่งเสริมการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารที่ทันสมัย จัดหาแหล่งเงินทุน มีช่องทางการเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่หลากหลาย เพิ่มความสามารถในการ เข้าถึงตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศผ่านช่องทาง และการชำระเงินในรูปแบบใหม่ มีระบบออนไลน์หรือแอปพลิเคชันต่าง ๆ ส่งเสริมให้เกิดการรวมกลุ่ม สร้างเครือข่ายวิสาหกิจ ชุมชน เพื่อประสานแลกเปลี่ยนความรู้ใช้ประโยชน์จากข้อมูล เชื่อมกิจกรรมเดียวกัน
ท่านประธานครับ หันหน้าทางนี้ครับท่านประธาน ประท้วงครับ
ประท้วงอะไรครับ
ประท้วง ท่านประธานครับ
ครับ เชิญเลยครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ท่านนายกรัฐมนตรีได้อ่านข้าม หน้า ๑๔ หน้า ๑๕ ชาวบ้านเขาโทรมาบอกนะครับ เพราะฉะนั้นเพื่อบันทึกในสภานะครับ จะผิดรัฐธรรมนูญนะครับ ท่านนายกรัฐมนตรีครับ ท่านต้องกลับไปอ่านใหม่นะครับ
เชิญนั่งครับ
กราบเรียนท่านประธานครับ ผมประท้วงผู้ประท้วงครับ นายกรัฐมนตรีกำลังแถลงนโยบาย รัฐสภานะครับ ผม สายัณห์ ยุติธรรม ส.ส. จังหวัดนครศรีธรรมราชครับ ให้นายกรัฐมนตรี แถลงก่อนค่อยพูดนะครับ ขอบคุณครับ
ท่านประธานกรุณาวินิจฉัยด้วยครับ เพราะว่ามันจะผิดรัฐธรรมนูญนะครับ
ครับ ที่จริงมันไม่ได้ผิดหรอกครับ คือนโยบายเมื่อแถลงไปอย่างไรก็ผูกพันอย่างนั้นนะครับ ซึ่งเราก็มีสิทธิที่จะทักท้วงได้ว่า คำแถลงนโยบายครบถ้วนหรือไม่ครบถ้วน หรือเกินไปก็มีสิทธิที่จะพูดได้ แต่ว่าไม่ได้ ทำผิดกฎหมายอะไร เพราะฉะนั้นท่านท้วงก็รับฟัง ท่านนายกรัฐมนตรีอ่านข้ามหน้าไหนไป ก็อ่านซ้ำก็ดีครับ จะได้หมดปัญหาไปครับ
ขอบคุณครับ
ผมขออนุญาตอีกนิดครับท่านประธานครับ ผมขออนุญาตประท้วงท่านประธานนะครับว่า การประท้วงของฝ่ายค้านนั้นมันต้องมีจริยธรรมนะครับ ว่าประท้วงแล้วอ้างข้อบังคับข้อใด ไม่มีการกล่าวอ้างข้อบังคับใดเลย แต่ท่านประธานก็ปล่อยดำเนินการไป ผมจึงขอประท้วง ท่านประธานในข้อ ๕ อีกเช่นเดิม (๓) (๔) ครับ ไม่ควรปล่อยให้พูดนะครับ
ผมเรียนให้ทราบ ผมไม่ได้อยากให้ ประท้วงหรอกครับ แต่ข้อบังคับบังคับว่าเมื่อมีผู้ยกมือประท้วง ประธานต้องชี้ให้พูดแล้วก็ ฟังว่าเขาประท้วงเรื่องอะไร ถ้าข้อประท้วงนั้นฟังขึ้นก็รับแก้ไข ถ้าประท้วงนั้นฟังไม่ขึ้นก็จบ แต่ว่าไม่ต้องการให้ประท้วงโดยไม่จำเป็นนะครับ แต่วันนี้แถลงนโยบายผมก็ทราบดีว่า อะไรมันจะเกิด ก็เลยป้องกันตั้งแต่ต้นว่าเรามีอะไรพูดกันเสียก่อน เวลาท่านนายกรัฐมนตรี แถลงนโยบายจะต้องไม่มีการประท้วง แต่บังเอิญท่านนายกรัฐมนตรีก็อภิปรายเสียก่อนก็เลย ทำให้มันมีประเด็นขึ้นมา แต่ว่าได้ขอท่านแล้วให้อ่านไปตามนี้นะครับ เพราะฉะนั้นถ้าอ่าน ไม่ครบอะไรนี่ท่านบอกได้ ผมจะได้เรียนให้ท่านอ่านให้ครบเสีย จบแค่นั้นครับ
ท่านประธานครับ การประท้วงข้อ ๔๕ ใช่ครับ เมื่อมีการยกมือประท้วงก็ต้องให้มีการชี้แจง แต่ต้องอ้างข้อบังคับก่อนครับว่าจะประท้วงเรื่องอะไร นโยบายรัฐบาลส่งไปที่บ้านของสมาชิก รัฐสภาหลายวันแล้วครับ มีหน้าที่ต้องอ่านครับ เป็นหน้าที่ครับ ไม่ใช่มาดูกันในห้องนี้ กราบเรียนท่านประธานวินิจฉัยด้วยนะครับ
คือการแถลงนโยบายเป็นภารกิจของ รัฐบาล ท่านสมาชิกครับ นั่งก่อนครับ ไม่ใช่เวลาที่จะเถียงกัน นั่งครับ
ครับ ขอบพระคุณมากครับท่าน
คือรัฐบาลก็ต้องแถลงนโยบาย อันนี้ เป็นภารกิจที่ผมเรียนเบื้องต้นว่าเป็นความร่วมมือของฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารเป็น ครั้งแรกหลังเลือกตั้งก็คือเรื่องนี้ครับ เพราะฉะนั้นเราก็ต้องฟังรัฐบาลแถลง ถึงจะส่งไปแล้ว จะบอกว่าส่งไปแล้วคุณอ่านเอาเองก็ไม่ได้ มันเป็นข้อบังคับที่เขากำหนดไว้เป็นอย่างนี้ ส่วนฝ่ายที่ไม่ค่อยเห็นด้วย ผมขอกรุณานะครับ ไม่จำเป็นอย่าประท้วงโดยไม่จำเป็น แต่ว่าถ้าท่านเห็นว่าท่านอ่านไม่ครบ ผมรับฟัง แล้วผมก็จะเรียนท่านนายกรัฐมนตรีว่า ขอความกรุณาอ่านให้ครบ เพราะเมื่อเป็นนโยบายที่รัฐบาลนี้เป็นผู้แถลงเองก็ต้องอ่านให้ครบ เพื่อไม่ให้มีปัญหา ท่านนายกรัฐมนตรีอ่านให้ครบนะครับ วรรคตอนก็อ่านให้ครบ เพื่อจะได้ ไม่มีปัญหาครับ เชิญต่อครับ
ท่านประธาน ประท้วงครับ
จิรายุประท้วง คือเมื่อยืนขึ้นนี่ ต้องประท้วงนะครับ
กระผม จิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกรัฐสภา ประท้วงท่านผู้ประท้วงเมื่อสักครู่นี้ ท่านอยู่ ฝ่ายรัฐบาลนี่นั่งใจเย็น ๆ ร่ม ๆ นิดเดียวครับท่านประธานครับ
ไม่ครับ อันนี้ไม่เป็นการประท้วงครับ เชิญนั่งครับ ไม่ครับ พอแล้วครับ
ท่านประธานฟังนิดเดียว ที่ผมจะบอกท่านประธานก็คือว่า
ผมอธิบายเขาไปแล้วเรียบร้อยแล้วครับ
ท่านประธานลองฟังสักนิดหนึ่งครับ
เชิญท่านแถลงนโยบายต่อไปครับ ขอเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพนะครับ เมื่อสักครู่นี้ก็อาจจะ เร็วไปนิดหนึ่ง เพราะมันเยอะพอสมควรเหมือนกัน
๕.๗ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลและการมุ่งสู่การเป็นประเทศ อัจฉริยะ
๕.๗.๑ รักษาคลื่นความถี่และสิทธิในการเข้าใช้วงโคจรดาวเทียม อันเป็นสมบัติของชาติให้เกิดประโยชน์แก่ประเทศชาติและประชาชน และลงทุนใน อินเทอร์เน็ตเกตเวย์ และเทคโนโลยีสื่อสารไร้สายในระบบ 5G เพื่อให้การติดต่อสื่อสารผ่าน อินเทอร์เน็ตเป็นไปอย่างต่อเนื่อง รองรับการเชื่อมต่อจำนวนมากและแอปพลิเคชันต่าง ๆ ได้ อย่างมีเสถียรภาพ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ และสนับสนุนการเพิ่มขีดความสามารถ ในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ สนับสนุนนโยบายด้านสังคม อาทิ การบริหารด้านการศึกษา และการบริการด้านสาธารณสุข ตลอดจนสร้างโอกาสการพัฒนาอาชีพของประชาชน
๕.๗.๒ พัฒนาการอำนวยความสะดวกเพื่อสนับสนุนธุรกิจ การค้า การนำเข้าส่งออก และโลจิสติกส์ในรูปแบบดิจิทัล โดยพัฒนาการค้าสู่รูปแบบพาณิชย์ อิเล็กทรอนิกส์ให้สามารถเชื่อมโยงการค้า การชำระเงิน และการขนส่งสู่ระบบออนไลน์ และให้ความสำคัญกับการใช้ประโยชน์จากการแบ่งปันทรัพยากรหรือพื้นที่ในการขนส่งสินค้า พร้อมทั้งนำเทคโนโลยีนวัตกรรมเข้ามาใช้การดำเนินงาน อาทิ ระบบโครงข่ายในการเก็บ บัญชีธุรกรรมออนไลน์ ระบบปัญญาประดิษฐ์ ระบบอินเทอร์เน็ตในทุกสิ่ง (Internet of Things : IoT) และระบบข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) ตลอดจนเร่งรัดการพัฒนาระบบ เชื่อมโยงระบบเครือข่ายข้อมูลในกระบวนการนำเข้าส่งออกและโลจิสติกส์ในลักษณะ เบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียวให้สมบูรณ์และสอดคล้องกับมาตรฐานสากล
๕.๗.๓ ส่งเสริมการค้าในรูปแบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ เพื่อเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการรายย่อยทั้งในภาคการผลิตและบริการในการเข้าถึงตลาด โดยการสร้างความเชื่อมั่นระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขาย และจูงใจให้เกิดการค้าผ่านช่องทางออนไลน์ ด้วยการทบทวนกฎหมายเพื่อยกระดับมาตรฐานด้านความปลอดภัยไซเบอร์ การคุ้มครอง ผู้บริโภค รวมทั้งการแก้ไขปัญหาการดำเนินธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ในประเทศให้มี ประสิทธิภาพ ส่งเสริมความสามารถของผู้ประกอบการไทยที่ให้บริการแพลตฟอร์มการค้า ออนไลน์ พัฒนาอุตสาหกรรมและบริการที่เกี่ยวข้อง อาทิ โลจิสติกส์ และระบบการชำระเงิน ให้ได้มาตรฐานสากล เชื่อมโยงและบูรณาการฐานข้อมูลระหว่างหน่วยงานของรัฐเพื่ออำนวย ความสะดวกแก่ผู้ประกอบการรวมถึงส่งเสริมการกำกับดูแลที่มีมาตรฐานและเอื้อต่อ การประกอบธุรกิจของผู้ประกอบการทุกขนาด ตลอดจนช่วยเสริมสร้างโอกาสทางธุรกิจ ของกิจการบริษัทการค้าระหว่างประเทศในประเทศไทย รวมทั้งยกระดับมาตรฐาน ร้านค้าปลีกให้เข้าสู่การค้าออนไลน์ เพื่อลดผลกระทบจากพฤติกรรมของผู้บริโภค ที่เปลี่ยนแปลงไป
๕.๘ พัฒนาโครงการพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การวิจัยและ พัฒนา และนวัตกรรม
๕.๘.๑ พัฒนาสภาพแวดล้อมและระบบนิเวศที่เอื้อต่อการส่งเสริม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การวิจัยและพัฒนา และนวัตกรรม ที่สามารถเชื่อมโยงกันได้อย่างมี ประสิทธิภาพและส่งผลต่อการพัฒนาต่อยอดจากผลการวิจัยให้นำไปใช้ในเชิงพาณิชย์ได้ โดยพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น และมีกลไกดำเนินการที่บูรณาการทั้งระบบ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมและบริการตลอดห่วงโซ่มูลค่าให้มีขีดความสามารถ ในการแข่งขันที่สูงขึ้น พร้อมทั้งพัฒนาระบบข้อมูลและตัวชี้วัดภายใต้กรอบขีดความสามารถ ในการแข่งขันด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัยและพัฒนา และนวัตกรรม
๕.๘.๒ สร้างระบบจัดการข้อมูลเพื่อรองรับการบริหารจัดการงานวิจัย อย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านการบูรณาการและเชื่อมโยงระบบงานวิจัยของหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างความเป็นเอกภาพในการส่งเสริมการดำเนินงานด้านการวิจัยที่ต่อยอด ไปสู่การสร้างนวัตกรรมของประเทศ รวมทั้งการปรับปรุงกฎระเบียบให้เอื้อต่อการต่อยอด งานวิจัยสู่การเพิ่มมูลค่าในเชิงพาณิชย์
๕.๘.๓ เสริมสร้างการใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานทางด้าน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่มีอยู่ในเกิดประสิทธิภาพสูงสุด มุ่งเน้นการพัฒนาระบบคุณภาพ และมาตรฐานที่เป็นปัจจัยนำไปสู่การสร้างงานวิจัยและนวัตกรรมที่มีมูลค่าสูงและสามารถ นำไปใช้ได้จริง และใช้วัตถุดิบจากภายในประเทศให้มากที่สุด
๕.๘.๔ สนับสนุนการพัฒนาโรงงาน ห้องปฏิบัติการต้นแบบที่เป็น โครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัยและนวัตกรรมในระดับต้นน้ำ โดยเฉพาะโรงงานและห้องปฏิบัติการนำร่อง ที่สามารถตอบสนองต่อความต้องการในการ พัฒนาเศรษฐกิจภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน เศรษฐกิจสีเขียว (Bio- Circular-Green (BCG) Economy) และสนับสนุนให้เกิดการลงทุนจากภาคธุรกิจเอกชน ไปพร้อมกัน
๕.๙ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุคใหม่
๕.๙.๑ พัฒนาระบบนิเวศเพื่อรองรับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุคใหม่ อาทิ เศรษฐกิจแบบแบ่งปัน (Sharing Economy) เศรษฐกิจดิจิทัล เศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน เศรษฐกิจสีเขียว และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เศรษฐกิจวัฒนธรรม พร้อมทั้งปรับปรุงกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องเพื่อสนับสนุนให้ผู้ประกอบการยุคใหม่ สามารถพัฒนาแอปพลิเคชัน นวัตกรรม สินค้าและบริการที่หลากหลาย เพื่อตอบสนองต่อ ความต้องการของผู้บริโภคและความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว เพื่อจะสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผลิตภัณฑ์ และก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจของประเทศ ในภาพรวม
ช่วยดูด้วยนะครับ อันไหนผมอ่านไปแล้ว เพราะผมอ่านเยอะแล้ว ขอบคุณ แสดงว่าทุกคนฟัง ฐานรากไปแล้วนี่ ๗.๑ ใช่ไหม ใช่หรือเปล่า
ท่านอ่านซ้ำไม่ผิดอะไรครับ อ่านซ้ำ ไม่ผิดครับ
แต่มันก็เหนื่อยพอสมควรนะครับท่าน ขอบพระคุณครับท่านประธาน นี่บรรยากาศอย่างนี้น่ารักดี
๗.๑ ส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนและผลิตภัณฑ์ชุมชน
๗.๑.๑ สร้างมูลค่าเพิ่ม ธุรกิจชุมชนผ่านอัตลักษณ์ของพื้นที่ โดยส่งเสริมให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมยุคใหม่ของไทย ผู้ประกอบการ หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ และสหกรณ์ในชุมชนสามารถใช้ประโยชน์และต่อยอดจากสิ่งบ่งชี้ ทางภูมิศาสตร์ ภูมิปัญญา วัฒนธรรม และทรัพยากรในพื้นที่ รวมทั้งเทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อสร้างสรรค์คุณค่าผลิตภัณฑ์และบริการของชุมชนที่มีอัตลักษณ์ และมีมาตรฐานการผลิตตามหลักสากล ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้สู่ชุมชนอย่างทั่วถึง นำไปสู่ การสร้างเศรษฐกิจชุมชนที่สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่นยืนและมีบทบาทต่อระบบ เศรษฐกิจของจังหวัดมากขึ้น
๗.๑.๒ สนับสนุนความเข้มแข็งของวิสาหกิจชุมชนผ่านเทคโนโลยี โดยพัฒนาผู้ประกอบการวิสาหกิจชุมชนให้มีทักษะการเป็นผู้ประกอบการที่มีความสามารถ ทั้งในการบริหารจัดการธุรกิจสมัยใหม่ การสร้างสรรค์นวัตกรรมทั้งในเชิงกระบวนการผลิต การนำเสนอสินค้าหรือบริการ และการตลาด มีความสามารถในการนำเทคโนโลยีดิจิทัล มาปรับใช้กับการดำเนินการธุรกิจได้มากขึ้น โดยเฉพาะการเข้าถึงตลาดทั้งใน และต่างประเทศ ตลอดจนส่งเสริมแนวคิดการทำธุรกิจภายใต้ระบบเศรษฐกิจแบบแบ่งปัน (Sharing Economy) โดยเริ่มต้นจากใช้ประโยชน์โครงสร้างพื้นฐานและบริการของภาครัฐ เครื่องจักรและอุปกรณ์ร่วมกัน เพื่อเสริมสร้างพัฒนาธุรกิจในรูปแบบใหม่
๗.๑.๓ สร้างโอกาสและส่งเสริมการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารที่ทันสมัย บริการทางการเงินของวิสาหกิจชุมชุน โดยจัดหาแหล่งเงินทุนและสนับสนุนให้มีช่องทาง การเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่หลากหลาย และเพิ่มความสามารถในการเข้าถึงตลาดทั้งในประเทศ และต่างประเทศผ่านช่องทางการตลาดและการชำระเงินรูปแบบใหม่ด้วยระบบออนไลน์ หรือผ่านแอปพลิเคชันต่าง ๆ รวมทั้งสนับสนุนให้เกิดการรวมกลุ่ม และสร้างเครือข่าย วิสาหกิจชุมชนเพื่อประสาน แลกเปลี่ยนความรู้ ใช้ประโยชน์จากข้อมูลและเชื่อมต่อกิจกรรม ร่วมกัน
๗.๑.๔ ส่งเสริมการลงทุนในชุมชนเพื่อสร้างงานในชุมชน โดยพัฒนา ระบบและกลไก รวมทั้งพัฒนากลุ่มอาชีพตามศักยภาพของประชาชนในพื้นที่ เพื่อกระจาย โอกาสทางเศรษฐกิจให้คนในชุมชนและท้องถิ่น แบ่งปันผลประโยชน์อย่างเป็นธรรม ลดความเหลือมล้ำทางเศรษฐกิจ และลดอัตราการย้ายถิ่นเพื่อทำงานในเมือง สนับสนุน การจัดตั้งวิสาหกิจชุมชนตามความพร้อมและศักยภาพในแต่ละพื้นที่ ใช้เศรษฐกิจดิจิทัล ต่อยอดการพัฒนาควบคู่กับการส่งเสริมการเรียนรู้ของชุมชน ด้วยการส่งเสริมการเชื่อมโยง ภาคเศรษฐกิจหลักกับเศรษฐกิจชุมชนในทุกภาคการผลิต ทั้งในภาคอุตสาหกรรม บริการ และการท่องเที่ยว
๗.๑.๕ สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการดำเนินธุรกิจของวิสาหกิจ ชุมชน โดยพัฒนาและบูรณาการฐานข้อมูลที่สนับสนุนการประกอบธุรกิจให้เข้าถึง และใช้ประโยชน์ได้ง่าย อาทิ องค์ความรู้ ผลการวิจัยและพัฒนาการตลาดและนวัตกรรม สร้างระบบจูงใจให้เกิดการร่วมมือระหว่างวิสาหกิจชุมชนในการเรียนรู้และถ่ายทอด เทคโนโลยี รวมทั้งสนับสนุนการยกระดับสินค้าและบริการของวิสาหกิจชุมชนทั้งในด้าน การกำหนดมาตรฐาน การตรวจสอบและการรับรองให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล
๗.๒ สร้างความเข้มแข็งของชุมชน
๗.๒.๑ สร้างผู้นำชุมชน ยกย่องปราชญ์ชาวบ้าน เพื่อเป็นผู้นำ การเปลี่ยนแปลง เป็นวิทยากรในการขับเคลื่อนและสร้างกลไกการทำงานร่วมกันของ ภาคส่วนต่าง ๆ ในการมีส่วนร่วมในกิจกรรมการพัฒนา กิจกรรมสาธารณประโยชน์ที่ส่งผล ต่อการสร้างสังคมที่เข้มแข็ง การปรับเปลี่ยนค่านิยมคนไทยให้เสียสละ มีจิตอาสา จิตสาธารณะ เอื้อเฟื้อแบ่งปันผู้อื่น และเป็นพลังสำคัญในการจัดการปัญหาความเหลื่อมล้ำ การพัฒนาตนเองและการจัดการของชุมชนท้องถิ่น
๗.๒.๒ ยกระดับคุณภาพตลาดชุมชน สถาบันการเงินชุมชน สวัสดิการชุมชน สาธารณสุขชุมชน ป่าชุมชน ไม้มีค่า ท่องเที่ยวชุมชน และส่งเสริมการขยาย ตลาดออกสู่ต่างประเทศ เพื่อประสิทธิภาพในการบริหารจัดการทางด้านการผลิต แหล่งเงินทุน โลจิสติกส์ ข้อมูล การแลกเปลี่ยนความรู้และความเชี่ยวชาญเพื่อต่อยอด ความคิดสร้างสรรค์ในการเพิ่มมูลค่าธุรกิจ พัฒนาความเข้มแข็งของกลุ่มให้สามารถเชื่อมโยง เข้าเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่การผลิตของภาค รวมถึงกำกับดูแลมาตรฐานสินค้าให้ได้ มาตรฐานสากลและสอดคล้องกับความต้องการของตลาด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับ ผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ รวมทั้งส่งเสริมความเข้มแข็งให้ชุมชนจัดสวัสดิการที่จำเป็น ภายในชุมชน
๗.๒.๓ แก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัย ที่ดินทำกิน สร้างชุมชนที่น่าอยู่ มุ่งเน้น การจัดการที่อยู่อาศัย การพัฒนาทักษะอาชีพ และการพัฒนาพื้นที่เมืองแบบองค์รวม เพื่อพัฒนาชุมชนเข้มแข็ง สังคมที่เอื้ออาทร มีความสะดวกสบาย ปลอดภัยในชีวิต และทรัพย์สิน มีวัฒนธรรมและจิตวิญญาณที่เป็นเอกลักษณ์ของเมืองและชุมชน มีระบบ เศรษฐกิจที่มั่นคงเพื่อให้ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองได้ และเป็นฐานการพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมอย่างยั่งยืน
๗.๒.๔ สร้างพลังชุมชน โดยส่งเสริมให้การสร้างพลังทางสังคม ภาคีเครือข่าย การรวมตัวของภาคส่วนต่าง ๆ ในชุมชนมาเป็นกำลังในการพัฒนา เพื่อส่วนรวม โดยให้ความสำคัญกับการสร้างพลังจิตอาสา สร้างพลังแผ่นดินเพื่อการพัฒนา ศักยภาพและการสร้างเอกภาพแก่กลุ่มอาสาสมัครรูปแบบต่าง ๆ การสร้างพลังสร้างสรรค์ เพื่อส่งเสริมกิจกรรมทางสังคมของคนทุกวัยผ่านการสร้างพื้นที่สร้างสรรค์ในรูปแบบต่าง ๆ และการสร้างพลังภูมิคุ้มกัน เพื่อการใช้สื่อออนไลน์อย่างสร้างสรรค์ และประชาชนมีส่วนร่วม ในการเฝ้าระวังและเตือนภัย
๗.๒.๕ สร้างเครือข่ายชุมชนที่เข้มแข็ง เน้นส่งเสริมและสนับสนุน ให้ประชาชนทุกภาคส่วนเข้าร่วมในกระบวนการตัดสินใจกำหนดนโยบายและมาตรการของ ภาครัฐ โดยเริ่มจากการเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถนำเสนอแนวคิดที่จะเป็นประโยชน์ ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และสวัสดิการในระดับชุมชน เพื่อจะเป็นรากฐานของ การพัฒนาระบอบประชาธิปไตยในบริบทสังคมไทย
๗.๓ ส่งเสริมบทบาทภาคเอกชนในการช่วยพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจ ฐานราก โดยการสร้าง “คุณค่าร่วม” ระหว่างภาคธุรกิจ สังคม และผู้บริโภค ที่ครอบคลุม ตลอดทั้งห่วงโซ่การผลิต พร้อมทั้งส่งเสริมให้เกิดรัฐวิสาหกิจเพื่อสังคมในด้านต่าง ๆ ที่เป็น ประโยชน์แก่คนในชุมชน เพื่อผลิตสินค้าและบริการที่จะช่วยส่งเสริมให้เกิดการจ้างงาน ในท้องถิ่นหรือช่วยแก้ปัญหาสังคมและพัฒนาชุมชน อาทิ การจ้างงานผู้พิการ หรือผู้ผ่าน การต้องขัง เพื่อช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและความสุขของคนในชุมชน
ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ
การพัฒนาคนไทยให้มีความพร้อมในการดำรงชีวิตในศตวรรษที่ ๒๑ เพื่อให้ คนไทยในอนาคตเป็นพลังขับเคลื่อน รัฐบาลก็ได้กำหนดนโยบายในการพัฒนาที่มุ่งพัฒนาคน ในทุกมิติตามความเหมาะสมแต่ละช่วงวัยให้มีความสมบูรณ์ เป็นคนดี มีวินัย เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม รวมทั้งการพัฒนาระบบสาธารณสุขและหลักประกันทางสังคม ที่เหมาะสมให้แก่ประชาชนในกลุ่มต่าง ๆ ให้มีนโยบายพัฒนาที่สำคัญ ดังนี้
๘. การปฏิรูปกระบวนการการเรียนรู้และการพัฒนาศักยภาพของคนไทย ทุกช่วงวัย ได้แก่
๘.๑ ส่งเสริมการพัฒนาเด็กปฐมวัย
๘.๑.๑ จัดให้มีระบบพัฒนาเด็กแรกเกิดอย่างต่อเนื่องจนถึง เด็กวัยเรียนให้มีโอกาสพัฒนาตามศักยภาพ เพื่อสร้างคนไทยที่มีพัฒนาการอย่างเต็มตาม ศักยภาพผ่านครอบครัวที่อบอุ่นในทุกรูปแบบครอบครัว เพื่อส่งต่อการพัฒนาเด็กไทยให้มี คุณภาพสู่การพัฒนาในระยะถัดไปบนฐานการให้ความช่วยเหลือที่คำนึงถึงศักยภาพของ ครอบครัวและพื้นที่ เตรียมความพร้อมในการเป็นพ่อแม่ ความรู้เรื่องโภชนาการและสุขภาพ การอบรมเลี้ยงดู การส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัยผ่านการให้บริการสาธารณะที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะการยกระดับคุณภาพสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยทั่วประเทศให้ได้มาตรฐาน และพัฒนาศักยภาพของบุคลากรทางการศึกษาและผู้ดูแลเด็กปฐมวัยให้สามารถ จัดการศึกษาได้อย่างมีคุณภาพ
๘.๑.๒ ส่งเสริมการพัฒนาเด็กปฐมวัย โดยคำนึงถึงพหุปัญญา ที่หลากหลายของเด็กแต่ละคนให้ได้รับการส่งเสริมและพัฒนาอย่างเต็มศักยภาพ ผ่านการออกแบบการจัดการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงกับระบบโรงเรียนปกติที่เป็นระบบ และมีทิศทางที่ชัดเจน
๘.๒ การพัฒนาบัณฑิตพันธุ์ใหม่
๘.๒.๑ ปรับรูปแบบการเรียนรู้และการสอนเพื่อพัฒนาทักษะ และอาชีพของคนทุกช่วงวัยสำหรับศตวรรษที่ ๒๑ โดยปรับโครงสร้างหลักสูตร การศึกษาให้ทันสมัย มีการนำเทคโนโลยีและการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริงเข้ามา มีส่วนในการจัดการเรียนการสอน และปรับระบบดึงดูด การคัดเลือก การผลิตและพัฒนาครู ที่นำไปสู่การมีครูสมรรถนะสูงให้เป็นครูยุคใหม่ที่สามารถออกแบบและจัดระบบการสร้าง ความรู้ สร้างวินัย กระตุ้น และสร้างแรงบันดาลใจ เปิดโลกทัศน์มุมมองของเด็กและครู ด้วยการสอนในเชิงแสดงความคิดเห็นให้มากขึ้นควบคู่กับหลักการทางวิชาการ
๘.๒.๒ จัดการศึกษาเชิงบูรณาการกับการศึกษาเพื่อการพัฒนา สมรรถนะของผู้เรียน ทั้งในส่วนฐานทางความรู้และระบบความคิดในลักษณะสหวิทยาการ และตรงกับความต้องการของประเทศในอนาคต และเป็นผู้เรียนที่สามารถปฏิบัติได้จริง และสามารถกำกับการเรียนรู้ของตนเองได้ รวมถึงมีทักษะด้านภาษาอังกฤษและภาษาที่สาม ที่สามารถจะสื่อสารและแสวงหาความรู้ได้ มีความพร้อมทั้งทักษะความรู้ ทักษะอาชีพ และทักษะชีวิตก่อนเข้าสู่ตลาดแรงงาน
๘.๓ พัฒนาอาชีวะ พัฒนาคุณภาพวิชาชีพ และพัฒนาแรงงานรองรับ อุตสาหกรรม ๔.๐ โดยการจัดระบบและกลไกความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ และเอกชนที่ชัดเจนเป็นระบบในการพัฒนากำลังคนที่มีทักษะขั้นสูงให้สามารถนำความรู้ และทักษะมาใช้ในการแก้ปัญหา รวมถึงการสร้างและพัฒนานวัตกรรม ซึ่งต้องครอบคลุม การพัฒนากำลังคนที่อยู่ในอุตสาหกรรมแล้ว กำลังคนที่กำลังจะเข้าสู่อุตสาหกรรม และเตรียมการสำหรับผลิตกำลังคนในสาขาที่ขาดแคลน เพื่อรองรับอุตสาหกรรม และเทคโนโลยีในอนาคต รวมทั้งเร่งรัดและขยายผลระบบคุณวุฒิวิชาชีพ การยกระดับฝีมือ แรงงานในกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพและอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้น
๘.๔ ดึงดูดคนเก่งจากทั่วโลกเข้ามาร่วมทำงานกับคนไทย และส่งเสริม ผู้มีความสามารถสูง สนับสนุนให้ธุรกิจชั้นนำในประเทศดึงดูดบุคคลที่มีความสามารถ ระดับสูงจากทั่วโลกโดยเฉพาะคนไทย เพื่อกลับมาเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงและถ่ายทอด ประสบการณ์ความรู้ ความเชี่ยวชาญให้แก่บุคลากรในองค์กร ซึ่งจะช่วยกระตุ้นให้เกิด การสร้างธุรกิจ ผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมใหม่ ๆ ให้กับประเทศ โดยในระยะแรกให้ความสำคัญ กับการดึงดูดนักวิจัย ผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศมาร่วมวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี ชั้นแนวหน้าในสาขาอุตสาหกรรมเป้าหมาย รวมทั้งมีพื้นที่ให้กลุ่มผู้มีความสามารถพิเศษ ที่มีศักยภาพสูงได้ทำงานร่วมกัน หรือร่วมกับเครือข่ายอื่น ๆ เพื่อสร้างองค์ความรู้ และนวัตกรรมใหม่ ๆ ให้กับประเทศ
๘.๕ วิจัยและพัฒนานวัตกรรมที่ตอบโจทย์การพัฒนาประเทศ
๘.๕.๑ ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมเพื่อขจัดความเหลื่อมล้ำ และความยากจน ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยมุ่งเน้นการพัฒนานวัตกรรมเชิงสังคม และนวัตกรรมในเชิงพื้นที่ที่สามารถช่วยแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ สร้างโอกาสสำหรับ ผู้ด้อยโอกาส และยกระดับคุณภาพชีวิตผู้สูงวัยควบคู่ไปกับการพัฒนาทุนมนุษย์ให้พร้อม สำหรับโลกยุคดิจิทัลและอุตสาหกรรม ๔.๐ ตามความเหมาะสมได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยระยะแรกจะให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาด้านสุขภาพของประชาชน อย่างครบวงจร ทั้งระบบยา วัคซีน เวชภัณฑ์ และเทคโนโลยีที่ทันสมัย
๘.๕.๒ ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมทางด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีขั้นสูง เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน สามารถตอบสนองต่อ ความเปลี่ยนแปลง และสร้างความเป็นเลิศของประเทศในอนาคต โดยมุ่งเน้นการวิจัย และพัฒนานวัตกรรมเพื่อนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ในเชิงธุรกิจ กำหนดวาระการวิจัยแห่งชาติ ส่งเสริมความร่วมมือและการเป็นหุ้นส่วนของทุกฝ่ายทั้งภาครัฐ ภาคการศึกษา ชุมชน และภาคเอกชนในทุกสาขาการผลิตและบริการ สร้างสภาพแวดล้อมและองค์ประกอบ ของระบบวิจัยและการพัฒนานวัตกรรมให้เข้มแข็ง รวมทั้งบูรณาการการวิจัยและพัฒนา นวัตกรรมกับการนำไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ให้ได้
๘.๕.๓ สร้างเครือข่ายการทำวิจัยระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ ปฏิรูป และบูรณาการระบบการเรียนการสอนกับระบบงานวิจัยและพัฒนา ให้เอื้อต่อการเพิ่มศักยภาพ ด้านนวัตกรรมของประเทศ เพื่อสนับสนุนการสร้างความเข้มแข็งของธุรกิจไทยทุกระดับ ในเวทีการค้าโลก ส่งเสริมกระบวนการทำงานของภาครัฐและภาคเอกชนในการวิจัยและพัฒนา วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรมให้เป็นระบบเปิด และมีการบูรณาการการทำงาน กันอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งเชื่อมโยงระบบการศึกษากับภาคปฏิบัติจริงในภาคธุรกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างนักวิจัยมืออาชีพและนวัตกรที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่ม และยกระดับงานวิจัย สู่การเพิ่มศักยภาพด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมของประเทศ
๘.๖ ส่งเสริมการเรียนรู้และพัฒนาทักษะทุกช่วงวัย
๘.๖.๑ มุ่งเน้นการพัฒนาโรงเรียนควบคู่กับการพัฒนาครู เพิ่มประสิทธิภาพ ระบบบริหารจัดการศึกษาในทุกระดับบนพื้นฐานการสนับสนุนที่คำนึงถึงความจำเป็นและศักยภาพ ของสถาบันการศึกษาแต่ละแห่ง พร้อมทั้งจัดให้มีมาตรฐานขั้นต่ำของโรงเรียนในทุกระดับ และสร้างระบบวัดผลโรงเรียนและครูที่สะท้อนความรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ที่เกิดกับผู้เรียน คืนครูให้นักเรียนโดยลดภาระงานที่ไม่จำเป็น รวมถึงจัดให้มีระบบฐานข้อมูลเพื่อการพัฒนา ทรัพยากรมนุษย์ โดยการเชื่อมโยงหรือส่งต่อข้อมูลครอบครัวและผู้เรียนระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงการพัฒนาตลอดช่วงชีวิต ตลอดจนพัฒนาช่องทางให้ภาคเอกชน มีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาและการเรียนรู้ตลอดชีวิต
๘.๖.๒ พัฒนาแพลตฟอร์มการเรียนรู้ผ่านระบบดิจิทัล พร้อมทั้ง ส่งเสริมให้มีการนำเทคโนโลยีสารสนเทศและการสร้างสรรค์ที่เหมาะสมมาใช้ในการเรียน การสอนออนไลน์แบบเปิดที่หลากหลาย เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ด้วยตนเองตามความสนใจ และเหมาะสมกับช่วงวัย ตลอดจนพัฒนาแหล่งเรียนรู้และอุทยานการเรียนรู้สำหรับเยาวชน ที่เชื่อมโยงเทคโนโลยีกับวิถีชีวิต อันนี้ก็ทางไกลผ่านดาวเทียมก็ทำด้วยอยู่แล้ว และส่งเสริม การเรียนการสอนที่เหมาะสมสำหรับผู้ที่เข้าสู่สังคมสูงวัย
๘.๖.๓ ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา โดยบูรณาการการดำเนินงาน ระหว่างหน่วยจัดการศึกษากับกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา มุ่งเน้นกลุ่มเด็ก ด้อยโอกาสและกลุ่มเด็กนอกระบบการศึกษา ปรับเปลี่ยนการจัดสรรงบประมาณให้สอดคล้อง กับความจำเป็นของผู้เรียนและลักษณะพื้นที่ของสถานศึกษา จัดระบบโรงเรียนพี่เลี้ยง จับคู่ระหว่าง โรงเรียนขนาดใหญ่ที่มีคุณภาพการศึกษาดีกับโรงเรียนขนาดเล็กเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษา และการส่งเสริมให้ภาคเอกชน ชุมชนในพื้นที่เข้ามามีส่วนร่วมในการออกแบบการศึกษาในพื้นที่ สนับสนุนเด็กที่มีความสามารถแต่ไม่มีทุนทรัพย์เป็นกรณีพิเศษ ตลอดจนแก้ไขปัญหาหนี้สิน ทางการศึกษา โดยการปรับโครงสร้างหนี้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา และทบทวนรูปแบบ การให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาที่เหมาะสม
๘.๖.๔ พัฒนาทักษะอาชีพทุกช่วงวัย โดยกำหนดระบบที่เอื้อต่อ การพัฒนาทักษะและเพิ่มประสิทธิภาพของทุกช่วงวัย อาทิ การพัฒนาคุณภาพมาตรฐาน การศึกษาให้เชื่อมโยงกับระบบคุณวุฒิวิชาชีพ โดยมีกลไกการวัดและประเมินผลเพื่อเทียบโอนความรู้และประสบการณ์หน่วยการเรียน ที่ชัดเจน ส่งเสริมเยาวชนที่มีศักยภาพด้านกีฬาให้สามารถพัฒนาไปสู่นักกีฬาอาชีพ การกำหนดมาตรฐานฝีมือแรงงาน การจัดให้มีระบบที่สามารถรองรับความต้องการพัฒนา ปรับปรุงทักษะอาชีพของทุกช่วงวัย เพื่อรองรับการเปลี่ยนสายอาชีพให้ตรงกับความต้องการ ของตลาดแรงงานที่อาจจะเปลี่ยนไปตามแนวโน้มความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในอนาคต
๘.๖.๕ ส่งเสริมหลักคิดที่ถูกต้อง โดยสอดแทรกการปลูกฝังวินัย และอุดมการณ์ที่ถูกต้องของคนในชาติ หลักคิดที่ถูกต้องด้านคุณธรรม จริยธรรม การมีจิตสาธารณะ การเคารพกฎหมาย และกติกาของสังคมเข้าไปในทุกสาระวิชา และในทุกกิจกรรม ควบคู่ไปกับการส่งเสริมกลไกสร้างความเข้มแข็งของสถาบันครอบครัว ในทุกมิติอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ ปรับสภาพแวดล้อมทั้งภายในและภายนอก สถานศึกษาให้เอื้อต่อการมีคุณธรรม จริยธรรม และจิตสาธารณะ รวมทั้งลงโทษผู้ละเมิด บรรทัดฐานที่ดีทางสังคม ตลอดจนส่งเสริมให้เกิดการมีส่วนร่วมของประชาชนในการ ขับเคลื่อนประเทศ
๘.๗ จัดทำระบบปริญญาชุมชนและการจัดอบรมหลักสูตรระยะสั้น เน้นออกแบบหลักสูตรระยะสั้นตามความสนใจ พัฒนาทักษะต่าง ๆ ที่ใช้ในการดำรงชีวิต ประจำวันและทักษะอาชีพของคนทุกช่วงวัยในพื้นที่และชุมชนเป็นหลัก พร้อมทั้งศึกษา แนวทางการพัฒนาเป็นรูปแบบธนาคารหน่วยกิต ซึ่งเป็นการเรียนเก็บหน่วยกิตของวิชาเรียน เพื่อให้ผู้เรียนสามารถเรียนข้ามสาขาวิชาและข้ามสถาบันการศึกษา หรือทำงานไปพร้อมกัน หรือเลือกเรียนเฉพาะหลักสูตรที่สนใจ เพื่อสร้างโอกาสของคนไทยทุกช่วงวัยและทุกระดับ สามารถพัฒนาตนเองทั้งในด้านการศึกษาและการดำรงชีวิต
๙. การพัฒนาระบบสาธารณสุขและหลักประกันทางสังคม
มุ่งเน้นการจัดการบริการสาธารณสุขและระบบความคุ้มครองทางสังคม ที่ครอบคลุมประชากรทุกกลุ่มอย่างเหมาะสมนำไปสู่ความเสมอภาค ประกอบด้วย
๙.๑ พัฒนาระบบบริการสาธารณสุข แพทย์สมัยใหม่ และแพทย์แผนไทย ให้มีประสิทธิภาพ ทันสมัย เป็นที่ยอมรับในระดับสากล และมีคุณภาพทัดเทียมกัน ทั่วทุกพื้นที่ รวมถึงการยกระดับไปสู่ความเชี่ยวชาญในด้านการแพทย์แม่นยำ และยกระดับ ระบบหลักประกันสุขภาพให้ครอบคลุมแรงงานนอกระบบ โดยอยู่บนพื้นฐาน หลักประสิทธิภาพและความยั่งยืนทางการคลังของประเทศ ส่งเสริมให้มีมาตรการสร้างเสริม สุขภาวะและอนามัยให้คนไทยทุกช่วงวัยมีสุขภาพแข็งแรงและลดอัตราการเจ็บป่วยโรคเรื้อรัง พร้อมทั้งจัดให้มีสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ที่เอื้อต่อสุขภาพของประชาชนอย่างเหมาะสม และพอเพียง
๙.๒ ส่งเสริมการป้องกันและควบคุมปัจจัยเสี่ยงต่อสุขภาพ โดยการพัฒนาองค์ความรู้ด้านสุขภาวะที่ถูกต้องของคนทุกกลุ่มวัย ส่งเสริมการเล่นกีฬา และออกกำลังกายเพื่อเสริมสร้างสุขภาวะ สร้างระบบรับมือต่อโรคอุบัติใหม่และโรคอุบัติซ้ำ ทั้งระบบติดตาม เฝ้าระวัง และการจัดการภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุขอย่างครบวงจร และบูรณาการ จัดระบบการแพทย์ปฐมภูมิที่มีแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวดูแลอย่างทั่วถึง และส่งเสริมให้ชุมชนเป็นฐานในการสร้างสุขภาวะที่ดีในทุกพื้นที่
๙.๓ พัฒนาและยกระดับความรู้อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ให้เป็นหมอประจำบ้านควบคู่กับการใช้เทคโนโลยีการสื่อสารทางการแพทย์ เร่งพัฒนาระบบบริการสุขภาพที่มีคุณภาพให้ทั่วถึงและครอบคลุมประชากรทุกภาคส่วน ลดความเหลื่อมล้ำของคุณภาพการบริการในแต่ละระบบ พร้อมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพระบบ การบริการสาธารณสุขในชุมชนผ่านการพัฒนาระบบการแพทย์ทางไกลควบคู่ไปกับการเพิ่ม บทบาทของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน และการยกระดับคุณภาพการบริการ ของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล เพื่อให้ประชาชนในทุกครัวเรือนทุกพื้นที่ โดยเฉพาะ ผู้สูงอายุที่อยู่ในชุมชนสามารถเข้าถึงหน่วยบริการสาธารณสุขได้อย่างทั่วถึงและรวดเร็ว
๙.๔ สร้างหลักประกันทางสังคมที่ครอบคลุมด้านการศึกษา สุขภาพ การมีงานทำที่เหมาะสมกับประชากรทุกกลุ่ม มีการลงทุนทางสังคมแบบมุ่งเป้าหมาย เพื่อช่วยเหลือกลุ่มคนยากจนและกลุ่มผู้ด้อยโอกาสโดยตรง จัดให้มีระบบบำเหน็จบำนาญ หลังพ้นวัยทำงาน ปฏิรูประบบภาษีให้ส่งเสริมความเสมอภาคทางสังคม สร้างความเสมอภาค ทางการศึกษาผ่านกลไกกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา และยกระดับคุณภาพ การศึกษาผ่านการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย รวมถึงคุ้มครองแรงงานทั้งในระบบและนอกระบบ ให้ได้รับความปลอดภัยและมีสุขอนามัยที่ดีในการทำงาน ได้รับรายได้ สวัสดิการ และสิทธิประโยชน์ที่เหมาะสมแก่การดำรงชีพ
ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ
การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศในระยะต่อไป จำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องมุ่งเน้นให้เกิดความสมดุลระหว่างการใช้ทรัพยากรเพื่อการพัฒนาประเทศ และการอนุรักษ์ ฟื้นฟูทรัพยากร เพื่อให้เกิดความยั่งยืนในระยะยาว นอกจากนี้ การบริหารราชการแผ่นดินในระยะต่อไปจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องคำนึงถึงผลกระทบ ด้านทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งเป็นประเด็น ที่ประเทศไทยซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในสังคมโลกต้องมุ่งมั่นดำเนินการเพื่อลดผลกระทบ ด้านสิ่งแวดล้อมเกิดจากการพัฒนา รัฐบาลจึงได้กำหนดนโยบายการพัฒนาในด้าน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ดังนี้
๑๐. การฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและการรักษาสิ่งแวดล้อมเพื่อสร้าง การเติบโตอย่างยั่งยืน
๑๐.๑ ปกป้อง รักษา ฟื้นฟูทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่า โดยให้ ความสำคัญกับการเพิ่มพื้นที่ป่าไม้ของประเทศ เพื่อสร้างความสมดุลทางธรรมชาติ และการใช้ประโยชน์ทรัพยากรธรรมชาติอย่างสมดุลและยั่งยืน ทั้งพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ป่าเศรษฐกิจ ป่าชายเลนและป่าชุมชน รวมทั้งเพิ่มพื้นที่สีเขียวในเขตเมือง หยุดยั้งการบุกรุก ทำลายทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่าอย่างจริงจัง รวมถึงเร่งฟื้นฟูป่าเสื่อมโทรม แก้ไขกฎหมาย ป่าไม้ที่ซ้ำซ้อน เร่งคืนพื้นที่ป่าโดยการบริหารจัดการการใช้ประโยชน์ให้ประชาชนสามารถ อยู่ร่วมกับป่าและสามารถทำกินได้อย่างเหมาะสม นำเทคโนโลยีมาใช้ในการบริหารจัดการ พื้นที่เสี่ยงต่อการถูกบุกรุกและการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ส่งเสริมบทบาทของ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหมู่บ้าน (ทสม.) พร้อมทั้งรณรงค์สร้างจิตสำนึก ด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติให้กับเยาวชน ภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน
๑๐.๒ ปรับปรุงระบบที่ดินทำกินและลดความเหลื่อมล้ำ ด้านการถือครองที่ดิน โดยจัดสรรที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยให้แก่ราษฎรที่ยากไร้ และเกษตรกรตามหลักการของคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ การกระจายสิทธิ การถือครองให้แก่ผู้ที่อยู่ในพื้นที่ที่ไม่ได้รุกล้ำและมีมาตรการป้องกันการเปลี่ยนมือไปอยู่ใน ครอบครองของผู้ที่มิใช่เกษตรกรและผู้ยากจน จัดทำระบบฐานข้อมูลเพื่อการบริหารจัดการ ที่ดิน จัดทำหลักฐานการถือครองที่ดินของรัฐทุกประเภท จัดทำแผนที่แสดงแนวเขตที่ดิน ของรัฐให้ชัดเจน และเร่งแก้ไขปัญหาเขตที่ดินทับซ้อนและแนวเขตพื้นที่ป่าที่ไม่ชัดเจน เพื่อลดข้อขัดแย้งระหว่างประชาชนกับเจ้าหน้าที่รัฐ
๑๐.๓ ส่งเสริมการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ แหล่งน้ำชุมชน และทะเล โดยเชื่อมโยงกับแผนบริหารจัดการน้ำ ๒๐ ปีของประเทศ เพิ่มผลิตผลในการ จัดการและการใช้น้ำทุกภาคส่วน จัดให้มีน้ำสะอาดใช้ทุกครัวเรือนในชุมชนชนบท ในปริมาณ คุณภาพ และราคาที่เข้าถึงได้ มีระบบการจัดการน้ำชุมชนที่เหมาะสม พร้อมทั้งส่งเสริม ฟื้นฟู อนุรักษ์ พื้นที่ต้นน้ำ พื้นที่ชุ่มน้ำ พื้นที่พักน้ำ แหล่งน้ำธรรมชาติ แอ่งน้ำบาดาล การระบายน้ำชายฝั่ง เพิ่มผลิตภาพของน้ำทั้งระบบ และสร้างมูลค่าเพิ่มจากการใช้น้ำ ให้ทัดเทียมระดับสากล ดูแลภัยพิบัติจากน้ำ พัฒนาการจัดการน้ำเชิงลุ่มน้ำทั้งระบบ และเพิ่ม พื้นที่ชลประทาน เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและสร้างระบบจัดสรรน้ำที่เป็นธรรม รวมทั้งส่งเสริม ให้ชุมชนมีส่วนร่วมบริหารจัดการน้ำในชุมชนตามแนวพระราชดำริ
๑๐.๔ สร้างความมั่นคงของฐานทรัพยากรแร่ และทรัพยากรทางทะเล และชายฝั่งเพื่อการพัฒนาประเทศและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยใช้ประโยชน์ ทรัพยากรแร่อย่างเหมาะสม เป็นธรรม และคำนึงถึงดุลยภาพทางเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน โดยการมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการของ ภาคประชาชน จัดทำเขตแหล่งแร่เพื่อการทำเหมืองบนพื้นฐานศักยภาพแร่และมีการอนุรักษ์ และใช้ประโยชน์ร่วมกับทรัพยากรธรรมชาติอื่น ๆ อย่างเหมาะสม ดูแลรักษาทรัพยากร ทางทะเลและชายฝั่ง โดยบริหารจัดการเขตทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งรายจังหวัดโดยใช้ แผนที่การจำแนกเขตทางทะเลและชายฝั่ง (One marine chart) บริหารจัดการ ทรัพยากรแร่และแหล่งพลังงานในทะเล รวมทั้งมลพิษและขยะในทะเลให้มีประสิทธิภาพ จัดทำผังชายฝั่งและฝั่งทะเลที่ชัดเจน และกำหนดพื้นที่การพัฒนาในรูปแบบต่าง ๆ โดยการมีส่วนร่วมของประชาชนและสอดคล้องกับภูมิศาสตร์และทรัพยากรในพื้นที่ รักษาแนวปะการังที่สำคัญต่อการท่องเที่ยว รักษาป่าชายเลนและแหล่งหญ้าทะเลที่สำคัญ ต่อประมงและสัตว์หายาก
๑๐.๕ แก้ไขปัญหาก๊าซเรือนกระจกและผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลง สภาพภูมิอากาศ โดยมุ่งเน้นการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก สร้างสังคมคาร์บอนต่ำ และปลอดฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน ๒.๕ ไมครอน กำหนดมาตรการควบคุมการเผาพื้นที่ เพื่อทำการเพาะปลูก ปรับปรุงการบริหารจัดการภัยพิบัติทั้งระบบ และสร้างความรู้ ความเข้าใจของประชาชนในการรับมือและปรับตัวเพื่อลดความเสียหายจากภัยธรรมชาติ และผลกระทบที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สนับสนุนการลงทุน ในโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐและภาคเอกชนที่เป็นมิตรต่อสภาพภูมิอากาศ ส่งเสริม ให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการพัฒนาปรับปรุงระบบบริหารจัดการต่าง ๆ ให้มีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่อมุ่งสู่เป้าหมายตามพันธกรณีระหว่างประเทศที่ไทย เข้าร่วมให้สัตยาบันไว้
๑๐.๖ พัฒนาระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจ หมุนเวียน เพื่อให้เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม และสุขภาพโดยการนำความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ในการบริหารจัดการ สิ่งแวดล้อม อาทิ การจัดการขยะหรือของเสีย เพื่อนำไปใช้ในกระบวนการผลิตหรือบริโภค ที่หลากหลายและทำให้เกิดการใช้ประโยชน์ต่อการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า
๑๐.๗ พัฒนากลไกแก้ปัญหาความขัดแย้งด้านทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม โดยให้ความสำคัญกับการจัดทำระบบการประเมินสิ่งแวดล้อม ทั้งระดับ ยุทธศาสตร์มาใช้เป็นเครื่องมือเชิงนโยบายในการเพิ่มขีดความสามารถในการกำหนด ยุทธศาสตร์การพัฒนาร่วมกันของภาคส่วนต่าง ๆ ในสังคม และบูรณาการการทำงาน ระหว่างหน่วยงานภาครัฐทั้งระดับประเทศ รายสาขา และเชิงพื้นที่ เพื่อนำไปสู่การพัฒนา อย่างยั่งยืน ลดความขัดแย้งระหว่างยุทธศาสตร์ต่าง ๆ โดยเฉพาะระหว่างยุทธศาสตร์ รายสาขากับยุทธศาสตร์เชิงพื้นที่
๑๐.๘ แก้ไขปัญหาการจัดการขยะและของเสียอย่างเป็นระบบ โดยเริ่ม จากการส่งเสริมและให้ความรู้ในการลดปริมาณขยะในภาคครัวเรือนและธุรกิจ การนำกลับมาใช้ซ้ำ การคัดแยกขยะตั้งแต่ต้นทาง เพื่อลดปริมาณและต้นทุนในการจัดการขยะของเมือง และสามารถนำขยะกลับมาใช้ประโยชน์ได้โดยง่าย รวมทั้งพัฒนาโรงงานกำจัดขยะ และของเสียอันตรายที่ได้มาตรฐาน
๑๑. การปฏิรูปการบริหารจัดการภาครัฐ
เพื่อให้การขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศสามารถบริหารจัดการได้อย่างมี ประสิทธิภาพมากขึ้น การปฏิรูประบบการบริหารจัดการภาครัฐ โดยการนำเทคโนโลยีดิจิทัล เข้ามาช่วยในการให้บริการของภาครัฐ และการบูรณาการการทำงานของหน่วยงานต่าง ๆ นอกจากนี้ กระบวนการยุติธรรมจะต้องเป็นที่พึ่งของประชาชนได้อย่างแท้จริง กฎหมาย จะต้องได้รับการปรับปรุงให้มีความทันสมัย เป็นธรรม และเกิดประโยชน์ต่อประชาชน โดยรวม โดยรัฐบาลได้กำหนดนโยบายการดำเนินการ ดังนี้
๑๑.๑ พัฒนาโครงสร้างและระบบการบริหารจัดการภาครัฐสมัยใหม่ โดยพัฒนาให้ภาครัฐมีขนาดที่เหมาะสม มีการจัดรูปแบบองค์กรใหม่ที่มีความยืดหยุ่น คล่องตัวและเหมาะสมกับบริบทของประเทศ รวมทั้งจัดอัตรากำลังเจ้าหน้าที่ของรัฐ ให้สอดคล้องกับโครงสร้างหน่วยงานและภารกิจงานที่เปลี่ยนแปลงไป พัฒนาศักยภาพ ของเจ้าหน้าที่รัฐให้สามารถรองรับบริบทการเปลี่ยนแปลง และตอบสนองความต้องการ ของประชาชนได้อย่างทันท่วงที พร้อมทั้งปรับเปลี่ยนระบบการบริหารราชการแผ่นดินให้เกิด ความเชื่อมโยงสอดคล้องกันตั้งแต่ขั้นวางแผน การนำไปปฏิบัติ การติดตามประเมินผล การปรับปรุงการทำงานให้มีมาตรฐานสูงขึ้น และปรับปรุงโครงสร้างความสัมพันธ์ระหว่าง ราชการบริหารส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น
๑๑.๒ ปรับเปลี่ยนกระบวนการอนุมัติ อนุญาตของทางราชการที่มี ความสำคัญต่อการประกอบธุรกิจและดำเนินชีวิตของประชาชนให้เป็นระบบดิจิทัล และสามารถเชื่อมโยงข้อมูลต่อเนื่องกันตั้งแต่ต้นจนจบกระบวนการ พร้อมทั้งพัฒนา โปรแกรมออนไลน์เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการของภาครัฐได้อย่างทันทีและทุกเวลา
๑๑.๓ พัฒนาระบบข้อมูลขนาดใหญ่ในการบริหารราชการแผ่นดิน ที่มีระบบการวิเคราะห์ และแบ่งปันข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพและเชื่อถือได้ เพื่อให้เกิด การใช้ประโยชน์ข้อมูลขนาดใหญ่ในระบบบริการประชาชนที่เป็นไปตามความต้องการ เฉพาะตัวบุคคลมากขึ้น
๑๑.๔ เปิดเผยข้อมูลภาครัฐสู่สาธารณะ โดยหน่วยงานของรัฐ ในทุกระดับต้องเปิดเผยและเชื่อมโยงข้อมูลซึ่งกันและกัน ทั้งในระหว่างหน่วยงานของรัฐ ด้วยกันเองและระหว่างหน่วยงานรัฐกับประชาชน เพื่อให้ทุกภาคส่วนมีความเข้าใจถึง สถานการณ์และแนวทางการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ของประเทศที่มีความซับซ้อน ปรับเปลี่ยน ให้เป็นการทำงานเชิงรุก เน้นการยกระดับไปสู่ความร่วมมือกันของทุกภาคส่วนอย่างจริงจัง แสวงหาความคิดริเริ่มและสร้างนวัตกรรม โดยมีการคาดการณ์สถานการณ์ วิเคราะห์ ความเสี่ยงและผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้นไว้ล่วงหน้า เพื่อให้สามารถเตรียมความพร้อม รองรับการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันในด้านต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
๑๑.๕ ส่งเสริมระบบธรรมาภิบาลในการบริหารจัดการภาครัฐ โดยสร้าง ความเชื่อมั่น ศรัทธา และส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาข้าราชการ บุคลากร และเจ้าหน้าที่ ของรัฐอย่างจริงจัง โดยเฉพาะการปรับเปลี่ยนกระบวนการทางความคิดให้คำนึงถึงผลประโยชน์ ของชาติและเน้นประชาชนเป็นศูนย์กลาง พร้อมกับยึดมั่นในหลักจริยธรรมและธรรมาภิบาล มีสมรรถนะและความรู้ความสามารถพร้อมต่อการปฏิบัติงาน ดำเนินการปรับปรุงสวัสดิภาพ ชีวิต ความเป็นอยู่ ตลอดจนสร้างขวัญกำลังใจและความผูกพันในการทำงาน
๑๑.๖ พัฒนากลไกให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาบริการ สาธารณะและการตรวจสอบภาครัฐ โดยการสร้างความเข้าใจถึงหลักการบริหารราชการ ขั้นพื้นฐานและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งแก้ไขปัญหาอุปสรรคและลดข้อจำกัด ของกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ชุมชน วิสาหกิจเพื่อสังคม องค์กร ภาคประชาสังคม และเอกชนสามารถเข้ามาดำเนินกิจกรรมสาธารณประโยชน์และมีบทบาท ในการพัฒนาบริการสาธารณะในพื้นที่เพิ่มมากขึ้น รวมทั้งมีส่วนในการตรวจสอบ การปฏิบัติงานของหน่วยงานและเจ้าหน้าที่ภาครัฐในทุก ๆ ด้าน
๑๑.๗ ปรับปรุงระเบียบ กฎหมาย เพื่อเอื้อต่อการทำธุรกิจและการใช้ ชีวิตประจำวัน
๑๑.๗.๑ ปรับปรุงขั้นตอนและระยะเวลาการให้บริการ การอำนวยความสะดวก ต้นทุนค่าใช้จ่าย กฎหมาย กฎ และระเบียบต่าง ๆ ของภาครัฐ ให้สามารถสนับสนุนและเอื้อต่อการประกอบธุรกิจทั้งภายในและภายนอกประเทศ และเท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงบริบทต่าง ๆ ครอบคลุมกระบวนการตั้งแต่การจัดตั้งธุรกิจ จนถึงการปิดกิจการ พร้อมทั้งกำกับและส่งเสริมให้หน่วยงานภาครัฐปฏิบัติตาม และบังคับใช้กฎหมาย อย่างเคร่งครัด ยุติธรรม เสมอภาค เท่าเทียม ถูกต้องตามหลักนิติธรรม และเป็นไปตาม ปฏิญญาสากล ตลอดจนเร่งรัดการพัฒนาระบบการบริหารจัดการข้อมูลต่าง ๆ ของหน่วยงานภาครัฐ ให้มีความเชื่อมโยงกันอย่างไร้รอยต่อ เพื่อให้ประชาชนสามารถติดต่อ ราชการได้โดยสะดวก รวดเร็ว โปร่งใส และตรวจสอบได้
๑๑.๗.๒ ส่งเสริมให้หน่วยงานภาครัฐจัดให้มีสนามทดลองแนวคิด ทางธุรกิจ ผลิตภัณฑ์ หรือนวัตกรรมใหม่ภายใต้การกำกับดูแลของหน่วยงาน เพื่อนำไปสู่การส่งเสริมให้ผู้ประกอบการสามารถสร้างธุรกิจ ผลิตภัณฑ์ หรือนวัตกรรมใหม่ ๆ และการพัฒนาปรับปรุงกฎระเบียบให้ทันสมัยต่อไป
๑๑.๗.๓ ส่งเสริมการแข่งขันทางการค้าที่เสรีและเป็นธรรม โดยกำกับดูแลให้เกิดความเป็นธรรมทางการค้า และติดตามพฤติกรรมของผู้ประกอบธุรกิจ ที่มีแนวโน้มจะก่อให้เกิดการผูกขาดอย่างใกล้ชิด บังคับใช้กฎหมายการแข่งขันทางการค้า อย่างจริงจัง และมีประสิทธิภาพ และส่งเสริมการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมอย่างรวดเร็ว และเสมอภาคของประชาชน
๑๑.๘ กระจายอำนาจ ความรับผิดชอบ และเพิ่มบทบาทการปกครอง ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และส่งเสริมบทบาทของเอกชนและชุมชนในการให้ บริการสาธารณะ โดยเร่งพัฒนาองค์กรและบุคลากรขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้มี ศักยภาพ และมีความรับผิดชอบมากยิ่งขึ้นทั้งในการบริหารและการใช้จ่ายงบประมาณ เพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถบริหารจัดการตัวเองตามหลักธรรมาภิบาลได้อย่าง มีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งส่งเสริมบทบาทของเอกชนและชุมชนท้องถิ่นและภาคีอื่น ๆ ในการ แก้ไขปัญหาและพัฒนาพื้นที่ รวมทั้งจัดให้มีการบริการสาธารณะต่าง ๆ ให้ตรงกับ ความต้องการของประชาชน เพื่อนำไปสู่การยกระดับมาตรฐานให้บริการของรัฐให้เทียบเท่า กับมาตรฐานสากล และสนับสนุนการพัฒนายุทธศาสตร์เชิงพื้นที่
๑๒. การป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบและ กระบวนการยุติธรรม
๑๒.๑ แก้ไขปัญหาทุจริตมิชอบ โดยจัดให้มีมาตรการและระบบ เทคโนโลยีนวัตกรรมที่ช่วยป้องกันและลดการทุจริตประพฤติมิชอบอย่างจริงจัง และเข้มงวด รวมทั้งเป็นเครื่องมือในการติดตามแก้ไขปัญหาทุจริตและประพฤติมิชอบอย่างเป็นระบบ พร้อมทั้งเร่งสร้างจิตสำนึกของคนในสังคมให้ยึดมั่นในเรื่องความซื่อสัตย์สุจริต ถูกต้อง ชอบธรรม และสนับสนุนทุกภาคส่วนให้เข้ามามีส่วนร่วมในการป้องกันและเฝ้าระวัง การทุจริตประพฤติมิชอบ
๑๒.๒ ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม โดยส่งเสริมให้มีรูปแบบ การลงโทษอื่นที่ไม่ใช่โทษอาญาตามหลักสากล มุ่งเน้นยกระดับการพัฒนาระบบ แก้ไข บำบัด ฟื้นฟูผู้กระทำผิด ส่งเสริม ปกป้อง คุ้มครองสิทธิมนุษยชน พัฒนาประสิทธิภาพระบบ การสืบสวนสอบสวนด้านการปราบปรามอาชญากรรมพิเศษ กำหนดมาตรการคุ้มครอง เจ้าหน้าที่ของรัฐในกระบวนการยุติธรรม ให้สามารถปฏิบัติหน้าที่โดยปราศจาก การแทรกแซงหรือครอบงำใด ๆ พร้อมทั้งบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในกระบวนการ ยุติธรรมให้ดำเนินงานสอดประสานกันอย่างเป็นองคาพยพ เพื่อให้สามารถจัดการกับ ข้อขัดแย้งและกรณีพิพาทได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเน้นการทำงานเชิงรุก รวมทั้งพัฒนา บุคลากรในกระบวนการยุติธรรมให้สามารถอำนวยความยุติธรรมได้อย่างเป็นธรรม เสมอภาค โปร่งใส รวดเร็ว ทั่วถึง และปราศจากการเลือกปฏิบัติ สร้างความเชื่อมั่น ในกระบวนการยุติธรรมได้ และสร้างสังคมที่พัฒนาอย่างเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำ เกิดความเสมอภาคอย่างเท่าเทียม พร้อมทั้งผลักดันให้เกิดการนำเทคโนโลยีดิจิทัล และนวัตกรรมสมัยใหม่มาใช้ในการพัฒนาระบบฐานข้อมูลกฎหมาย พัฒนากฎหมาย และกระบวนการยุติธรรม เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส ไม่เลือกปฏิบัติ และเป็นธรรม รวมทั้งให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายที่จำเป็นและเหมาะสม แก่ผู้ยากไร้หรือผู้ด้อยโอกาสในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้โดยสะดวกและรวดเร็ว
ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ
นโยบายหลักทั้ง ๑๒ ด้านของรัฐบาลที่ผมกล่าวมาแล้วนั้น ก็จะเป็น ทิศทางการบริหารราชการแผ่นดินในช่วง ๔ ปีข้างหน้าต่อไป อย่างไรก็ตามจากสถานการณ์ ในปัจจุบันเรากำลังเผชิญหน้ากับภัยคุกคามในหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาปากท้อง ของประชาชน สถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลง เราก็ได้กำหนดเป็นนโยบายเร่งด่วนที่ต้องเร่ง ดำเนินการโดยทันที แต่ทั้งนี้ก็เป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย เราจะเริ่มดำเนินการนะครับ นโยบายเร่งด่วน ๑๒ เรื่อง
๑. การแก้ไขปัญหาการดำรงชีวิตของประชาชน โดยลดข้อจำกัดในการ ประกอบอาชีพคนไทย การจัดการระบบขนส่งสาธารณะผ่านเทคโนโลยีดิจิทัล ทบทวน รูปแบบและมาตรฐานหาบเร่แผงลอยในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล เพื่อให้ มีการค้าขายได้และยังคงเอกลักษณ์ของเมืองหลวงแห่งร้านอาหารริมถนน เพื่อให้บ้านเมือง เป็นระเบียบเรียบร้อยและสวยงาม แก้ไขปัญหาหนี้สิน และลดภาระหนี้สินของประชาชน ในกองทุนหมู่บ้าน กองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา หนี้สินนอกระบบ การฉ้อโกงหลอกลวง ประชาชน โดยครอบคลุมไปถึงการฉ้อโกงหลอกลวงผ่านระบบออนไลน์ ปรับปรุงระบบภาษี และการให้สินเชื่อที่เอื้อให้ประชาชนสามารถมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองได้ตามความพร้อม ปรับปรุงระบบที่ดินที่ทำกินให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงได้ จัดทำแนวทางการกำหนดสิทธิ และการจัดการสิทธิในที่ดินของเกษตรกรที่เหมาะสม ลดอุปสรรคในธุรกิจการประมงพาณิชย์ และประมงชายฝั่ง รวมทั้งช่วยเหลือดูแลประมงพื้นบ้านโดยยังต้องสอดคล้องกับมาตรฐาน การประมงขององค์กรระหว่างประเทศ
๒. การปรับปรุงระบบสวัสดิการและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยมีการปรับปรุงระบบบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและเบี้ยยังชีพของประชาชน อาทิ ผู้สูงอายุ คนพิการ ผู้มีรายได้น้อย ผู้ยากไร้ ผู้ด้อยโอกาส และพิจารณาขยายความครอบคลุมไปยัง กลุ่มมารดาตั้งครรภ์ เด็กแรกเกิด และเด็กวัยเรียนที่ครอบครัวมีปัญหาเรื่องเศรษฐกิจ และเร่งรัดการพัฒนาระบบบริการสุขภาพ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำของคุณภาพการบริการ ในแต่ละระบบ ลดภาระการเดินทางไปสถานพยาบาลของประชาชน และลดความแออัด ในโรงพยาบาลขนาดใหญ่ พัฒนาโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจำตำบล อาสาสมัคร สาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ระบบการแพทย์ทางไกล หมอครอบครัว และภูมิปัญญา แพทย์แผนไทย เพื่อให้ประชาชนที่อยู่ในชุมชนสามารถเข้าถึงหน่วยบริการสาธารณสุข ได้อย่างทั่วถึง รวดเร็ว และได้รับการบริการอย่างมีคุณภาพ
๓. มาตรการเศรษฐกิจเพื่อรองรับความผันผวนของเศรษฐกิจโลก โดยเร่ง กระบวนการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๓ ปรับปรุง ประสิทธิภาพการใช้จ่ายงบประมาณเพื่อให้มีเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจให้ได้โดยเร็ว จัดเตรียมมาตรการรองรับการกีดกันทางการค้าและมาตรการสนับสนุนเพื่อเพิ่มช่องทาง การส่งออกให้แก่ผู้ส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการกีดกันทางการค้า ปรับปรุง ทิศทางการส่งออกไปยังตลาดอื่นโดยเร็ว ขยายความร่วมมือทางการค้าและเศรษฐกิจให้กับ ประเทศที่มีศักยภาพ และส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศ ทั้งในส่วนของเมืองหลัก เมืองรอง และการท่องเที่ยวชุมชน เพื่อกระจายรายได้ในรูปแบบเศรษฐกิจแบ่งปัน เพื่อสร้าง รายได้และกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศในช่วงที่มีข้อจำกัดด้านการส่งออก และการส่งเสริมผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม
๔. การให้ความช่วยเหลือเกษตรกรและพัฒนานวัตกรรม โดยจัดพื้นที่ การเกษตรให้สอดคล้องกับระบบบริหารจัดการน้ำและคุณภาพของดินตามอะกรีแมป (Agri-Map) กำหนดเป้าหมายรายได้เกษตรกรให้สามารถมีรายได้จากผลผลิตทางการเกษตร ที่มีคุณภาพในสินค้าเกษตรสำคัญ อาทิ ข้าว ยางพารา มันสำปะหลัง ปาล์ม อ้อย และข้าวโพด ด้วยการชดเชยการประกันรายได้ ส่งเสริมระบบประกันภัยสินค้าเกษตร หรือเครื่องมือ ทางการเงินสมัยใหม่ที่จะไม่ก่อให้เกิดผลกระทบทางวินัยการเงินการคลังของภาครัฐ ในระยะยาว ส่งเสริมเกษตรพันธสัญญา สัญญาระบบแบ่งปันผลกำไรสินค้าเกษตรที่เป็นธรรม ให้กับเกษตรกร แก้ไขปัญหาข้าวครบวงจร ส่งเสริมการใช้ยางพาราในภาคอุตสาหกรรม และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ส่งเสริมการใช้ผลผลิตทางการเกษตร ในอุตสาหกรรมพลังงาน สร้างนวัตกรรมและเครื่องมือทางการเกษตรในราคาที่เข้าถึงได้ เพื่อลดต้นทุนการผลิต ควบคุมมาตรฐานและการใช้สารเคมีและปุ๋ยเคมีในการเกษตร เพื่อนำไปสู่การลด ละ เลิก การใช้สารเคมีหรือปุ๋ยเคมีให้ได้โดยเร็ว โดยจัดหาสิ่งทดแทน ที่มีประสิทธิภาพและเป็นที่ยอมรับของเกษตรกร ควบคุมให้ได้ในปัจจุบัน ต่อยอดภูมิปัญญา และความรู้ของปราชญ์ชาวบ้านในการสร้างนวัตกรรมผลิตภัณฑ์เกษตรแปรรูป รวมทั้ง เร่งศึกษา วิจัย การพัฒนาเทคโนโลยีการใช้กัญชา กัญชง และพืชสมุนไพรในทางการแพทย์ อุตสาหกรรมทางการแพทย์และผลิตภัณฑ์อื่น ๆ เพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจแล้วก็ สร้างรายได้ของประชาชน โดยกำหนดกลไกการดำเนินงานที่รัดกุม เพื่อมิให้เกิดผลกระทบ ทางสังคมตามที่กฎหมายบัญญัติไว้อย่างเคร่งครัด
๕. การยกระดับศักยภาพแรงงาน โดยยกระดับรายได้ค่าแรงแรกเข้า และกลไกการปรับอัตราค่าจ้างที่สอดคล้องกับสมรรถนะแรงงาน คือแรงงานที่มีฝีมือ ควบคู่กับการพัฒนาทักษะฝีมือแรงงานผ่านกลไกของคณะกรรมการไตรภาคีเพื่อนำไปสู่ การเพิ่มประสิทธิภาพของแรงงานควบคู่ไปกับการกำกับดูแลราคาสินค้าไม่ให้กระทบกับ ค่าครองชีพของประชาชน และสามารถจูงใจให้แรงงานพัฒนาตนเองเพื่อปรับเปลี่ยนทักษะ และเปลี่ยนสายอาชีพให้ตรงความต้องการของตลาดแรงงาน อุตสาหกรรมเป้าหมาย และความก้าวหน้าของเทคโนโลยี
๖. การวางรากฐานระบบเศรษฐกิจของประเทศสู่อนาคต โดยต่อยอด อุตสาหกรรมเป้าหมายและวางรากฐานการพัฒนาภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจ หมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว ดึงดูดการลงทุนของภาคเอกชนในเขตพัฒนาพิเศษ ภาคตะวันออก เขตเศรษฐกิจพิเศษ เมืองอัจฉริยะ และการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ที่ทันสมัย รวมทั้งวางรากฐานการพัฒนาเทคโนโลยีสื่อสารไร้สายในระบบ 5G ควบคู่ ไปกับการพัฒนาทักษะผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม และชุมชน ในการเข้าถึง ตลาดในประเทศและตลาดโลกผ่านแพลตฟอร์มพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ทั้งของรัฐบาล และของต่างประเทศ และการใช้ประโยชน์ของเทคโนโลยีสื่อสารที่ทันสมัย เพื่อให้การให้บริการสาธารณสุขและการศึกษาทางไกล การสร้างผู้ประกอบการอัจฉริยะ ทั้งในส่วนผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม เกษตรกร รวมถึงผู้ประกอบการยุคใหม่ พร้อมทั้งส่งเสริมการใช้ปัญญาประดิษฐ์ เพื่อเป็นฐานในการขับเคลื่อนประเทศ ด้วยปัญญาประดิษฐ์ในอนาคต
๗. การเตรียมคนไทยสู่ศตวรรษที่ ๒๑ โดยการสร้างแพลตฟอร์มการเรียนรู้ใหม่ ในระบบดิจิทัล ปรับปรุงรูปแบบการเรียนรู้สู่ระบบการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ด้านวิศวกรรม คณิตศาสตร์ โปรแกรมเมอร์ และภาษาต่างประเทศ ส่งเสริมการเรียน ภาษาคอมพิวเตอร์ (Coding) ตั้งแต่ระดับประถมศึกษา ลองไปศึกษาดูประเทศโครเอเชีย การพัฒนาโรงเรียนคุณภาพในทุกตำบล ส่งเสริมการพัฒนาหลักสูตรออนไลน์ของ สถาบันการศึกษาต่าง ๆ เพื่อแบ่งปันองค์ความรู้ของสถาบันการศึกษาสู่สาธารณะ เชื่อมโยง ระบบการศึกษากับภาคปฏิบัติจริงในภาคธุรกิจ สร้างนักวิจัยใหม่และนวัตกรเพื่อเพิ่ม ศักยภาพด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมของประเทศ สร้างความรู้ความเข้าใจการใช้เทคโนโลยี ดิจิทัล สื่อออนไลน์ และโครงข่ายสังคมออนไลน์ของคนไทย เพื่อป้องกันและลดผลกระทบ ในเชิงสังคม ความปลอดภัย อาชญากรรมทางไซเบอร์ เฟกนิวส์ (Fake news) และสามารถ ใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือในการกระจายข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง การสร้างความสมานฉันท์ และความสามัคคีในสังคม รวมทั้งปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรมที่จำเป็นในการดำเนินชีวิต
๘. การแก้ไขปัญหาทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการทั้งฝ่ายการเมือง และฝ่ายราชการประจำ โดยเร่งรัดการดำเนินมาตรการทางการเมืองควบคู่ไปกับมาตรการ ทางกฎหมายเมื่อพบผู้กระทำผิดอย่างเคร่งครัด นำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ในการเฝ้าระวัง การทุจริตประพฤติมิชอบอย่างจริงจังและเข้มงวด และเร่งรัดดำเนินการตามขั้นตอน ของกฎหมาย เมื่อพบผู้กระทำผิดอย่างเคร่งครัด เพื่อให้ภาครัฐปลอดการทุจริตและ ประพฤติมิชอบโดยเร็วที่สุด พร้อมทั้งให้ภาคสังคม ภาคเอกชน และประชาชนเข้ามา มีส่วนร่วมในการป้องกันและเฝ้าระวังการทุจริตประพฤติมิชอบ
๙. การแก้ไขปัญหายาเสพติดและสร้างความสงบสุขในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ โดยเร่งรัดการแก้ไขปัญหายาเสพติดโดยให้ความสำคัญกับกระบวนการมีส่วนร่วมจาก ทุกภาคส่วนและการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด รวมถึงการร่วมมือกับประเทศ เพื่อนบ้านและประเทศทุกภูมิภาค ปราบปรามแหล่งผลิตและเครือข่ายผู้ค้ายาเสพติด ทั้งบริเวณชายแดนและพื้นที่ภายใน ฟื้นฟูดูแลรักษาผู้เสพผ่านกระบวนการทางสาธารณสุข สร้างโอกาส สร้างอาชีพ รายได้ และการยอมรับของสังคมสำหรับผู้ที่ผ่านการฟื้นฟู และเร่งสร้างความสงบสุขในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยน้อมนำยุทธศาสตร์ พระราชทาน “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” เป็นหลักในการดำเนินการ การพัฒนาคู่กับการรักษา กฎหมายในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่ได้มีสงครามนะครับ และสังคมด้านการศึกษา เศรษฐกิจ และสังคมยกระดับที่สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนในพื้นที่ เร่งรัด การให้ความช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากความไม่สงบ รวมทั้งจัดสวัสดิการ ที่เหมาะสมสำหรับเจ้าหน้าที่ของรัฐในพื้นที่ โดยให้เป็นการแก้ไขปัญหาภายในของประเทศ ด้วยกฎหมายไทย ทั้งนี้เป็นไปตามหลักการสากล
๑๐. การพัฒนาระบบการให้บริการประชาชน โดยมุ่งสู่ความเป็นรัฐบาล ดิจิทัลที่โปร่งใสตรวจสอบได้ พัฒนาระบบจัดเก็บและเปิดเผยข้อมูลของภาครัฐ ปรับปรุง ระบบการอนุมัติและอนุญาตของทางราชการที่สำคัญให้เป็นระบบดิจิทัลทั้งบุคคล และนิติบุคคล เพื่อลดการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่รัฐ ลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน ลดขั้นตอนที่ยุ่งยากเกินความจำเป็น ลดข้อจำกัดด้านกฎหมาย แก้ไขปัญหาที่ไม่เป็นธรรม ล้าสมัยที่เป็นปัญหาอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ ผ่านการทดลองใช้มาตรการ ด้านกฎระเบียบต่าง ๆ เพื่อให้เกิดการเรียนรู้และขับเคลื่อนการให้บริการในทิศทางที่ตรงกับ ความต้องการของประชาชนและภาคธุรกิจ
๑๑. การจัดเตรียมมาตรการรองรับภัยแล้งและอุทกภัย อันนี้มีรายละเอียด อีกมากในทางปฏิบัตินะครับ เอาเฉพาะนโยบาย เราต้องเตรียมการตั้งแต่การป้องกัน ก่อนเกิดภัย การให้ความช่วยเหลือระหว่างเกิดภัย และการแก้ไขปัญหาในระยะยาว โดยจัดระบบติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่องและกำหนดมาตรการที่เหมาะสมเพื่อให้ สามารถบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนให้ได้มากที่สุดและทันท่วงที รวมทั้งพัฒนา การปฏิบัติการฝนหลวงให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
๑๒. การสนับสนุนให้มีการศึกษา การรับฟังความเห็นของประชาชน และการดำเนินการเพื่อแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะในส่วนที่ว่าด้วยหลักเกณฑ์ และวิธีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ
ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ
การดำเนินงานตามประเด็นนโยบายเร่งด่วนดังกล่าวข้างต้น รัฐบาลจะมุ่งเน้น ดำเนินงานให้เกิดผลเป็นรูปธรรมโดยเร็ว มีความถูกต้องสอดคล้องกับกฎหมายและระเบียบ ที่เกี่ยวข้อง โดยพัฒนาจากพื้นฐานที่ได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง และให้ความสำคัญกับ กรอบวินัยด้านการเงินการคลังของประเทศ ซึ่งในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการจัดสวัสดิการสำหรับ ประชาชน สามารถนำรายได้บางส่วนจากภาษีที่จัดเก็บได้ในแต่ละปีมาใช้ในการสนับสนุน การดำเนินนโยบายดังกล่าว ส่วนประเด็นนโยบายเร่งด่วนที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนา อาทิ การส่งเสริมการท่องเที่ยว การขับเคลื่อนการส่งออก การพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก รัฐบาล จะพิจารณากำหนดมาตรการที่เหมาะสมเพื่อให้เกิดการทำงานหรือลงทุนร่วมกันระหว่าง ภาคเอกชนและภาครัฐเพื่อขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าวร่วมกัน และพิจารณาใช้เครื่องมือ ทางการเงินสมัยใหม่ที่จะช่วยลดภาระด้านงบประมาณมาใช้ในการลงทุน เช่น กองทุนรวม โครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย เงินสะสมของกองทุนต่าง ๆ และการแปลงสิทธิ และทรัพย์สินให้เป็นทุนได้ในอนาคต เป็นต้น
อย่างไรก็ดี การดำเนินการนโยบายต่าง ๆ นั้น ทั้งในด้านสังคม เศรษฐกิจ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะนโยบายด้านสังคมที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา การสาธารณสุข การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อวางรากฐานพัฒนาประเทศในระยะยาว จำเป็นต้องใช้งบประมาณในการดำเนินงานจากนโยบายดังกล่าว ซึ่งในช่วงระยะเวลา การบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล คาดว่างบประมาณประจำปีจะอยู่ในระดับเฉลี่ย ประมาณ ๓.๓ ล้านล้านบาทต่อปี ในขณะที่รายได้จากภาษีของประเทศมีอยู่อย่างจำกัด ดังนั้น รัฐบาลจึงต้องเร่งรัดพัฒนาระบบการจัดเก็บภาษีของรัฐให้มีความครอบคลุมมากขึ้น มุ่งเน้นการขยายฐานภาษี และปรับโครงสร้างภาษีให้มีความเป็นธรรม รวมทั้งเร่งส่งเสริม การค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว เพื่อสร้างรายได้เข้าประเทศ ซึ่งเม็ดเงินดังกล่าว จะกลับมาสู่ระบบภาษีที่จะนำมาใช้ในการดำเนินนโยบายเพื่อพัฒนาประเทศ ทั้งในเชิง เศรษฐกิจและเชิงสังคมตามนโยบายรัฐบาล
เขามีจำกัดอยู่แล้วไม่ต้องไปกลัว เท่าไรเสีย ไม่เท่าไรเสีย ตามนั้นครับ
นอกจากนี้ แผนงานหรือโครงการใด ๆ ที่มีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจและเป็น การวางรากฐานการพัฒนาของประเทศในระยะยาว รัฐบาลจะพิจารณาใช้จ่ายจากแหล่งเงิน นอกงบประมาณ ทั้งในส่วนของเงินกู้ การให้เอกชนเข้าไปมีส่วนร่วมในการลงทุนเพื่อพัฒนา ประเทศ รวมทั้งพิจารณาใช้เครื่องมือทางการเงินสมัยใหม่ อาทิ กองทุนรวมโครงสร้าง พื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทยในโครงการที่มีความคุ้มค่าทางการเงิน เพื่อลดภาระ การลงทุนจากงบประมาณแผ่นดินและการกู้เงิน ซึ่งการใช้เครื่องมือทางการเงินดังกล่าว นอกจากจะช่วยลดภาระด้านการคลังของประเทศแล้ว จะช่วยให้ประชาชนสามารถมี ส่วนร่วมในการเป็นเจ้าของโครงสร้างพื้นฐานของประเทศได้อีกด้วย ทั้งนี้ การใช้จ่ายของ รัฐบาลเพื่อดำเนินการตามนโยบายนั้น รัฐบาลจะให้ความสำคัญกับกรอบวินัยการเงิน การคลังอย่างเคร่งครัด โปร่งใส และตรวจสอบได้ เพื่อให้ฐานะการเงินการคลังของประเทศ มีความมั่นคงและมีเสถียรภาพ
นโยบายที่กระผมกล่าวมาทั้งหมดนี้ จะเป็นกรอบการบริหารราชการแผ่นดิน ในช่วงเวลาของรัฐบาล โดยยึดกรอบของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ยุทธศาสตร์ชาติ แผนแม่บท แผนการปฏิรูปประเทศ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นโยบาย และแผนระดับชาติว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติ ซึ่งรัฐบาลจะดำเนินการให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ตามความเร่งด่วน และทรัพยากรที่มีอยู่ โดยเมื่อการแถลงนโยบายของรัฐบาลเสร็จสิ้นแล้ว รัฐบาลจะซักซ้อมความเข้าใจกับหน่วยงานภาครัฐ เพื่อให้เกิดการถ่ายทอดนโยบายไปสู่ การปฏิบัติให้เกิดผลเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ รัฐบาลจะดำเนินการจัดทำร่างกฎหมาย ที่จำเป็นที่ต้องตราขึ้นเพื่อสนับสนุนการดำเนินการตามนโยบาย เพื่อเสริมสร้างความเป็น ธรรมแก่ประชาชน และขับเคลื่อนการยกระดับการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิต ของประชาชน เพื่อเป็นพื้นฐานสำคัญในการก้าวไปสู่การเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วบนหลัก ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในระยะ ๒๐ ปีข้างหน้าตามเป้าหมายของยุทธศาสตร์ชาติ ต่อไป
ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ นี่ผมก็พูดมาเยอะ เหมือนกัน ขอโทษเกินเวลาไปนาทีกว่า ๆ
ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ
รัฐบาลขอให้ความเชื่อมั่นแก่รัฐสภาและประชาชนทุกภาคส่วน ทุกหมู่เหล่า ว่าเราจะบริหารราชการแผ่นดินอย่างเต็มขีดความสามารถ เราคือคนไทยด้วยกัน ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต ยึดประโยชน์ส่วนรวมของประชาชนชาวไทยเป็นที่ตั้งอย่างแท้จริง เพื่อให้ประเทศไทยก้าวหน้าต่อไปอย่างมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณครับ ท่านนายกรัฐมนตรีครับ เมื่อท่านนายกรัฐมนตรีได้แถลงนโยบายไปตามกฎหมายรัฐธรรมนูญเรียบร้อยแล้ว ข้อบังคับ ต่อไปนี้ ผมขอเรียนให้ที่ประชุมทราบทุกฝ่ายนะครับ ที่ต้องปฏิบัติเหมือนกัน คือข้อบังคับ เกี่ยวกับการแถลงนโยบายว่า เมื่อคณะรัฐมนตรีได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาแล้ว ให้ประธาน ดำเนินการให้สมาชิกรัฐสภาซักถามและอภิปรายรวมกัน เว้นแต่ที่ประชุมรัฐสภาได้มีมติ ให้ซักถามและอภิปรายเป็นประเด็น ๆ ไปนะครับ เราไม่มีมติเป็นอย่างอื่นก็ถือว่าอภิปราย ซักถามรวมกันนะครับ ข้อ ๑๐๘ จะมีสมาชิกรัฐสภามีสิทธิจะซักถามและอภิปราย ทั้งในทางสนับสนุนและคัดค้านในเรื่องความเหมาะสมของนโยบายและความสามารถที่จะ บริหารราชการแผ่นดินให้สำเร็จผลตามนโยบาย ในการนี้สมาชิกรัฐสภาอาจซักถาม และอภิปรายถึงแผนการปฏิบัติ และวิธีการที่จะปฏิบัติตามนโยบายนั้น ๆ ด้วยก็ได้
ในส่วนของคณะรัฐมนตรี เรียนไว้ในที่นี้เลยครับ เมื่อเวลาสมาชิกอภิปรายแล้ว เผื่อว่าท่านต้องการลุกขึ้นตอบก็ปฏิบัติตามข้อบังคับก็คือ รัฐมนตรีเท่านั้นที่มีสิทธิจะอภิปราย ตอบข้อซักถามหรือคัดค้านของสมาชิกรัฐสภา เพื่อความสะดวกรัฐมนตรีจะตอบ สมาชิกรัฐสภาที่ซักถามหรือคัดค้านทีละคนเป็นลำดับไป หรือจะรอรวมตอบครั้งละหลายคน ก็ได้ อันนี้ก็อยู่ที่เวลาของท่าน ข้อ ๑๑๐ การอภิปรายนั้นนอกจากกำหนดไว้ในหมวดนี้แล้ว ให้นำหมวด ๒ ส่วนที่ ๓ มาใช้ บังคับโดยอนุโลม ผมเรียนนะครับ ผมไม่มีเจตนาว่าจะไปเข้าข้างฝ่ายใด เพราะทุกฝ่าย ต้องปฏิบัติตามและที่เรียนไว้ก็เคยให้เหตุผลไว้ครั้งหนึ่งว่าไม่อยากให้พวกเรามีคดีที่ศาล ในข้อ ๔๓ การอภิปรายต้องอยู่ในประเด็นหรือเกี่ยวกับประเด็นที่กำลังปรึกษาหารือกันอยู่ ต้องไม่ฟุ่มเฟือย วนเวียน ซ้ำซาก หรือซ้ำกับผู้อื่น และห้ามนำเอกสารใด ๆ มาอ่าน ในที่ประชุมรัฐสภาโดยไม่จำเป็น และห้ามนำวัสดุใด ๆ เข้ามาแสดงในที่ประชุมรัฐสภา ทั้งนี้ เว้นแต่ประธานจะอนุญาต มีผู้เสนอมาหลายท่าน อนุญาตไปแล้วนะครับ ห้ามผู้อภิปรายแสดงกิริยา หรือใช้วาจาอันไม่สุภาพ ใส่ร้าย หรือเสียดสีบุคคลใด และห้าม กล่าวถึงพระมหากษัตริย์ หรือออกชื่อสมาชิกรัฐสภาหรือบุคคลใดโดยไม่จำเป็น ถ้าประธาน เห็นว่าผู้ใดอภิปรายพอสมควรแล้ว ประธานจะให้ผู้นั้นยุติการอภิปรายก็ได้ ประเด็น อีกข้อหนึ่งที่ขอให้พวกเราได้ร่วมกัน ก็คือห้ามใช้เครื่องมือสื่อสารใด ๆ รวมทั้งห้ามสูบบุหรี่ ในห้องประชุม อันนี้สมาชิกปฏิบัติอยู่แล้วด้วยดีนะครับ ส่วนใช้เครื่องมือสื่อสารนั้น ก็เรียนให้รับทราบไว้ว่าอันนี้เป็นส่วนหนึ่งที่เป็นข้อบังคับที่กำหนดเอาไว้ ซึ่งต่อไปนี้ก็จะลำดับ การอภิปราย แน่นอนว่าเมื่อนายกรัฐมนตรีฝ่ายรัฐบาลได้อภิปรายแล้ว ต่อไปก็จะเป็นภาระ ของสมาชิก ซึ่งตามข้อบังคับนั้นก็จะมีการอภิปรายสลับกันไป แต่ทางสมาชิกฝ่ายค้าน ได้ขอส่งรายชื่อและขอว่าจะขอให้หัวหน้าพรรคต่าง ๆ ได้อภิปรายโดยเบื้องต้นอย่าเพิ่งสลับ ขออภิปรายก่อน ๓ คน ซึ่งผมเห็นด้วยนะครับ และจะอนุญาตให้อภิปรายต่อเนื่องไปในฐานะ หัวหน้าพรรคของแต่ละพรรคครับ ท่านวิรัช เชิญครับ ประท้วงหรือเปล่า
ผมจะ ขออนุญาตกำหนดกรอบเวลาครับ
ท่านวิรัชถ้ายืนยกมือนี่ประท้วงนะ นั่งยกมือ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม วิรัช รัตนเศรษฐ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ จังหวัดนครราชสีมา ผมขออนุญาตเรียนท่านประธานว่าเวลาจากนี้ เป็นต้นไป เราได้มีการคุยประสานงานทั้งในส่วนของท่านสมาชิกวุฒิสภา ท่าน ส.ส. ฝ่ายค้าน และสมาชิกรัฐบาล เราได้มีโอกาสคุยกันแล้วก็กำหนดกรอบของเวลาในการอภิปรายก็คือ เราจะใช้เวลาประมาณ ๓๐ ชั่วโมง นับเวลาจากช่วงนี้เป็นต้นไป เรากำหนดกันอย่างนี้นะครับ ท่านประธานว่าคณะรัฐบาลซึ่งประกอบไปด้วย คณะรัฐมนตรีทั้งหมดที่ใช้ก็คือประมาณ ๕ ชั่วโมง ส.ส. รัฐบาล ๕ ชั่วโมง ท่านสมาชิกวุฒิสภา ๕ ชั่วโมง ส.ส. ฝ่ายค้าน ๑๓ ชั่วโมงครึ่ง ทั้งนี้ทั้งนั้นท่านประธานครับ จะพยายามกำหนดกรอบให้อยู่ภายในระยะเวลา ๒ วัน ก็คือวันนี้จนถึง ๐๑.๐๐ นาฬิกา วันพรุ่งนี้เริ่มตั้งแต่ ๐๙.๓๐ นาฬิกา ไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะมี ผู้อภิปรายครบตามกำหนดระยะเวลา เราจะใช้ระยะเวลากำหนดทั้งสิ้นประมาณ ๓๐ ชั่วโมง ก็คาดการณ์ว่าอย่างน้อยก็วันพรุ่งนี้อาจจะเลยถึงวันที่ ๒๗ ก็ตามที่ท่านประธานกำหนดนะครับ ว่าอยู่ประมาณ ๐๑.๐๐ นาฬิกา หรือ ๐๒.๐๐ นาฬิกา ก็ที่ท่านประธานได้ให้หัวข้อเอาไว้ ก็ต้องขอกราบขอบพระคุณครับ
อีกเรื่องหนึ่งที่ต้องเรียนท่านสมาชิก ก็คือถ้าฝ่ายไหนประท้วงก็หักเวลา ฝ่ายนั้น แล้วข้อบังคับ ข้อ ๔๓ ในวันนี้ก็เป็นการแถลงนโยบาย ถ้าอยู่ในกรอบก็ต้องเรียน ท่านประธานว่าก็คงไม่มีใครประท้วง ถ้าเผื่อออกนอกกรอบก็ต้องขออนุญาตเรียน ท่านประธานว่า ให้ท่านประธานบังคับตามข้อบังคับการประชุมครับ ขอขอบพระคุณครับ
ขอบคุณมากครับ ท่านมิ่งขวัญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจใหม่ นับเป็นเกียรติที่ได้มีโอกาสขึ้นมาพูด ผมจะขอ จะบอกว่าประท้วง ก็ไม่เชิง ผมด้วยความรักและปรารถนาดี ผมต้องการให้การแถลงนโยบายของรัฐบาลถูกต้อง ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ คือในระหว่างที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้กล่าวข้อความต่าง ๆ ออกมานี้ ทั้งหมด ๓๕ หน้า ท่านประธานบอกว่าอย่าได้มีใครขึ้นมาขัด ผมไม่ได้ขัดเลยนะครับ แต่คราวนี้ผมมาดูข้อกฎหมายต่าง ๆ แล้ว ผมเป็นห่วง ผมก็เลยจะกราบเรียนผ่าน ท่านประธานสภาไปยังท่านนายกรัฐมนตรีว่า ย่อหน้าที่ ๑ ของการแถลงนโยบายนี้ ผมถือว่า เป็นสาระสำคัญ วันนี้ความจริงผมบอกเลยนะ ผมไม่ตั้งใจจะพูดอะไรเลย แต่คราวนี้ทำไมถึงว่า สำคัญครับ การที่ท่านนายกรัฐมนตรีมาแถลงนโยบายท่านจะต้องบอกก่อนว่ามีพระบรมราชโองการ ประกาศให้ท่านนายกรัฐมนตรีได้เป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๖๒ ตรงนี้ท่านไม่ได้พูด และแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๖๒ อันนี้ก็เป็น เรื่องสำคัญ และบัดนี้คณะรัฐมนตรีได้กำหนดนโยบายในการบริหารราชการแผ่นดิน การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ผมว่าสาระนี้ สำคัญมาก และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการแถลงนโยบายนี้ได้สอดคล้องกับหมวด ๕ อันว่าด้วย หน้าที่ของรัฐ และหมวด ๖ สอดคล้องกับแนวนโยบายแห่งรัฐตามรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ และสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ พุทธศักราช ๒๕๖๑-๒๕๘๐ และนั่นท่านจึงได้นำคณะรัฐมนตรีมาแถลงนโยบายต่อรัฐสภา อันนี้ด้วยความรัก และปรารถนาดีฝากไปยังท่านนายกรัฐมนตรี ผมอยากให้การแถลงนโยบายนี้เสร็จสมบูรณ์ และถูกต้องตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ เพราะถ้าท่านไม่กล่าวตรงนี้เราไม่รู้ว่าท่านจะอนุมาน เอาเองไม่ได้ว่า นายกรัฐมนตรีขึ้นมาพูดนี้ ตั้งแต่หน้า ๑ ไปจนถึงหน้า ๓๕ แล้วท่านมาพูด ในสถานภาพอะไร ผมว่าการกล่าวอ้างถึงพระบรมราชโองการ แล้วก็การแต่งตั้งคณะรัฐมนตรี อันนี้เป็นสาระสำคัญครับ อันนี้กราบเรียนด้วยความเคารพจริง ๆ ผมไม่มีเจตนาที่จะมาตีรวน หรือพูดอะไรให้เสียหาย แต่ผมว่าถ้าเกิดการแถลงนโยบายนี้ถูกบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร ก็ขาดสาระสำคัญ ขอโทษนะครับที่ผมจะยกขึ้นโชว์ตรงนี้ครับ อันนี้ผมย้ำอีกครั้งว่า ตรงนี้ขัดต่อรัฐธรรมนูญ เพราะว่าต้องประกาศสถานภาพนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี ทั้งคณะก่อน แล้วจึงจะมาออกนโยบายตั้งแต่หน้าแรกถึงหน้า ๓๕ ผมกราบเรียนด้วย ความปรารถนาดีครับ กราบขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ เชิญท่านนายกรัฐมนตรีครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ และท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ อันที่จริงแล้วผมก็มือใหม่นะครับ แล้วใจหนึ่งก็คิดอย่างที่ตอนแรกที่ท่านทักท้วงผม ก็หมายความว่าทำไมไม่อ่าน คือผมคิดว่าเอกสารมีอยู่ ท่านก็อ่านมาบ้างแล้ว ผมก็เลย ไม่เข้าใจวิธีการตรงนี้ ก็ถือเป็นเกียรตินะครับ ขอบคุณในคำแนะนำของท่าน ผมเป็นรุ่นน้อง ทางการเมืองของท่านทั้งหมดอยู่แล้ว
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ
ตามที่ได้มีประกาศพระบรมราชโองการแต่งตั้งให้กระผมดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๙ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๖๒ และแต่งตั้งคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๑๐ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๒ นั้น บัดนี้ คณะรัฐมนตรีได้กำหนดนโยบาย การบริหารราชการแผ่นดินที่ยึดมั่นการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข โดยมีความสอดคล้องกับหมวด ๕ หน้าที่ของรัฐ และหมวด ๖ แนวนโยบาย แห่งรัฐตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ตลอดจนยุทธศาสตร์ชาติ พุทธศักราช ๒๕๖๑-๒๕๘๐ เรียบร้อยแล้ว คณะรัฐมนตรีจึงขอแถลงนโยบายต่อรัฐสภาให้ทราบถึงแนวทางการบริหารราชการแผ่นดิน ที่รัฐบาลจะดำเนินการ เพื่อพัฒนาประเทศไทยให้ก้าวไปข้างหน้าด้วยความมั่นคง สังคมไทย มีความสงบสุข สามัคคี และเอื้ออาทร คนไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มีความพร้อมที่จะ ดำเนินชีวิตในศตวรรษที่ ๒๑ เศรษฐกิจไทยมีความแข็งแกร่งและมีความสามารถในการ แข่งขันสูงขึ้น ควบคู่ไปกับการดูแลทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมตามหลักปรัชญาของ เศรษฐกิจพอเพียง ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปผมขออนุญาตให้ ผู้อภิปรายตามที่ได้เรียนไว้โดยลำดับ โดยมีท่านหัวหน้าพรรคต่าง ๆ ได้ขออภิปรายติดต่อ กันไป ๓ ท่าน ซึ่งผมอนุญาตให้อภิปรายติดต่อกันไป ท่านแรก ท่านสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ จากนั้นก็ท่านวันมูหะมัดนอร์ มะทา จากนั้นก็ท่านปิยบุตร แสงกนกกุล แล้วก็ ท่านนายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว แล้วก็นายไชยา พรหมา ๕ ท่าน แต่ว่าตอนแรกลำดับไว้ ๓ ท่านก่อน เพื่อสลับกับท่านอื่นด้วยนะครับ ขอเชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จากจังหวัดเชียงใหม่ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้ถือว่า เป็นวันโอกาสที่มีนิมิตหมายที่ดี ที่พี่น้องประชาชนของเราจะได้มีส่วนร่วมในการเข้าสู่ อำนาจอธิปไตยที่ผ่านสภาผู้แทนราษฎรอันนี้ ได้ร่วมในการพิจารณานโยบายที่ ท่านนายกรัฐมนตรีซึ่งประกาศไปเมื่อสักครู่ อันนี้มันคงจะต้องส่งผลให้กับพี่น้องประชาชน ของเรามีสภาพที่มีชีวิตอย่างดียิ่งในโอกาสต่อไป และจะเห็นได้ว่าและผมเชื่อว่าการอภิปราย ในวันนี้คงจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งและมีความสำคัญอย่างยิ่งยวด ท่านประธานครับ ภายใต้โลกาภิวัตน์ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ท้าทายในสงครามการค้า รับมือการท้าทายการเปลี่ยนแปลงทางด้านเศรษฐกิจ ต่อปัญหาภัยแล้ง ต่อปัญหาสังคม ปัญหาที่ถดถอยในอุปสรรคการใช้สิทธิเสรีภาพของประชาชน และที่สำคัญคือ ปัญหาการท่องเที่ยว ท่านประธานคงทราบว่าปัญหาการท่องเที่ยวนั้นลดลงไปถึง ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ปัญหารัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นประชาธิปไตยก็เป็นอีกปัญหาหนึ่ง รวมทั้ง สภาพของรัฐบาลด้วยความเคารพว่ามีเสียงปริ่มน้ำ อันนี้จึงเป็นเรื่องสำคัญที่รัฐบาลจะต้อง เร่งเตรียมมาตรการต่าง ๆ รับมือความท้าทาย ดังนั้นผมเรียนด้วยความเคารพว่า ผมไม่มีความมั่นใจว่ารัฐบาลจะสามารถนำนโยบายที่เสนอในวันนี้ไปแก้ไขปฏิบัติต่าง ๆ ให้กับประเทศได้ กระผมต้องเรียนด้วยความเคารพว่าวิเคราะห์ในเรื่องสิ่งต่าง ๆ ที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐบาลที่แล้ว หลายส่วนที่เกิดขึ้น ส่วนสำคัญที่สุดก็คือ ตัวท่านนายกรัฐมนตรีเอง ส่วนต่อมาก็คือด้านรัฐมนตรีต่าง ๆ และที่สำคัญนั้นก็คือ รัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง อันนี้ต้องเรียนด้วยความเคารพว่าแกนนำสำคัญ ๆ ของรัฐบาลชุดนี้ เป็นเรื่องที่มีความสำคัญต่อพี่น้องประชาชน และต่อสื่อมวลชน ต่อสาธารณชนอย่างยิ่ง อย่างไรก็ตามในความเห็นของกระผมจากการที่ได้ติดตามการจัดตั้งรัฐบาลชุดนี้ที่ผ่านมา ไม่กี่วันมานี้ จากผู้คนที่ในสื่อมวลชน ผู้คนในบ้านเมืองได้มีการพูดจากันต่าง ๆ ไม่ใช่เฉพาะ ในประเทศไทยเท่านั้นยังต่างประเทศอีกด้วย กระผมค่อนข้างที่จะมั่นใจว่าประชาชน ทั้งคนไทยและคนต่างชาตินั้นไม่ได้ให้ความเชื่อมั่นรัฐบาลชุดนี้เลยแม้แต่น้อย กระผมต้องเรียนว่าความไม่เชื่อมั่นภายใต้การนำของท่านนายกรัฐมนตรีคนนี้กับหัวหน้า ทีมเศรษฐกิจคนเดิม หน้าเดิม ๆ จะสามารถแก้ปัญหาต่าง ๆ ให้กับประเทศ การที่ รัฐบาลชุดใหม่ยืนยันจะใช้บุคลากรคนเดียว การใช้มาตรการเดิม ๆ นี้ที่ล้มเหลวมาแล้ว ใน ๕ ปีที่ผ่านมา มีแต่จะนำประเทศไปสู่หายนะ มืดมน และเป็นอันตรายที่สุด ต่อพี่น้องประชาชนชาวไทยและประเทศไทย ท่านประธานครับ สิ่งนี้ละครับที่ได้กล่าวมา แต่เบื้องต้น ผมออกจะมีความเป็นห่วงประเทศชาติและอนาคตของลูกหลานของเรา หากนโยบายที่รัฐสภากำลังพิจารณาอยู่นี้จะถูกนำไปดำเนินการโดยกลุ่มบุคคล ซึ่งขาดความชอบธรรมและขาดคุณสมบัติในการบริหารประเทศ คงจะต้องนำ ๒ เรื่องนี้มา กราบเรียนให้ท่านประธานได้ทราบ ถ้าพูดถึงความชอบธรรม ผมจะยกตัวอย่างเกี่ยวกับ ความชอบธรรมเรื่องรัฐธรรมนูญมาเป็นอันดับแรก ท่านประธานคงทราบว่ารัฐธรรมนูญนี้ ได้ผ่านการทำประชามติมา แต่ก็เป็นที่ทราบกันดีอย่างทั่วไปในประเทศว่าเป็นประชามติ แบบมัดมือชก ท่านคงจะทราบว่ามีการออกกฎหมายห้ามไม่ให้รณรงค์เรื่องการทำประชามติ เอาผิดผู้แสดงความเห็นต่าง ความเห็นตรงกันข้ามกับร่างรัฐธรรมนูญที่กำหนดมา อันนี้ก็เลย ต้องปล่อยให้รัฐบาลและคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญเป็นผู้กระทำไปข้างเดียว อย่างจะเห็นว่ามีการตั้งครู ก ครู ข และครู ค เต็มบ้านเต็มเมืองไปหมด และซ้ำร้ายซ้ำที่สุดก็คือว่า มีการพ่วงการแต่งตั้งสมาชิกวุฒิสภาจำนวน ๒๕๐ ท่าน สามารถเข้ามาร่วมโหวต การเป็นนายกรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีได้ นอกจากนั้นยังมีการคิดสูตรคำนวณ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ ที่สามารถก่อให้เกิดการพลิกขั้วของการจัดตั้งรัฐบาลที่ผ่านมา ผมคงไม่ต้อง กล่าวลึกหรอกว่าทำกันอย่างไร ทั้งหมดจึงเป็นข้อสรุปว่ารัฐบาลของท่านเป็นรัฐบาลที่สืบทอด อำนาจ เราจึงได้นายกรัฐมนตรีคนเดิม ๆ นี่ละครับ คนเดิม กระทรวงสำคัญเดิม ๆ นะครับ ซึ่งอยากจะกราบเรียนต่อไปอีกนิดว่า ถ้าหากมีการเลือกตั้งครั้งหน้าหรือต่อ ๆ ไปที่ยังไม่มี การแก้ไขรัฐธรรมนูญในส่วนนี้ ท่านประธานครับ ท่านประธานก็คงจะพบกับนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีหน้าเดิม ๆ อีกเช่นกัน เรียนด้วยความเคารพว่าการตั้งรัฐบาลในลักษณะที่ผม ได้กราบเรียนมานี้ขาดความสง่า อาจจะกราบเรียนด้วยความเคารพว่ามีการใช้เล่ห์เหลี่ยม ในการทางกฎหมาย ใช้อำนาจอย่างไม่เป็นธรรม รัฐมนตรีแต่ละท่าน ที่ท่านเห็นอยู่นี้ก็มาจาก ท่านนายกรัฐมนตรีละครับ คือแต่งตั้ง ท่านให้แต่งตั้งให้รัฐมนตรีของท่านตั้งพรรคการเมือง และโดยเฉพาะอย่างยิ่งใช้ชื่อตามนโยบายของรัฐบาลเสียอีก ต่อมาวันดีคืนดีตัวท่านรัฐมนตรี ก็กลับมาเป็นแคนดิเดต (Candidate) นายกรัฐมนตรีครั้งที่ ๒ อีกที ก็อยู่ในพรรคการเมือง นั้นละครับ ก่อนเลือกตั้งไม่นานท่านก็ดำเนินการ ผมอยากจะเรียนว่าเป็นการซื้อเสียง ด้วยซ้ำไป โดยท่านอนุมัติงบประมาณ งบกลางใส่ในบัตรคนจนครั้งแล้วครั้งเล่า เป็นการเพิ่มเติมค่าตอบแทนให้บุคคลเหล่านั้น แต่ที่ร้ายที่สุดก็คือท่านโอนงบประมาณ จำนวนหนึ่งให้กับ อสม. เพียงแค่ ๒ วันก่อนจะมีการเลือกตั้ง ท่านประธานที่เคารพครับ อันนี้ต้องเรียนด้วยความเคารพว่า ท่านเป็นรัฐบาลที่ขาดความชอบธรรมและไม่สง่างามเลย
อีกประการหนึ่งที่จะกราบเรียนเรื่องเกี่ยวกับความชอบธรรมของรัฐมนตรีนั้น ก็คือว่าท่านก็คงต้องทราบว่านโยบายต่าง ๆ ที่จะปฏิบัตินั้น ผู้ที่ปฏิบัติก็คือรัฐมนตรีทั้งหลาย คุณสมบัติและความรู้ความสามารถของรัฐมนตรีจึงเป็นเรื่องสำคัญ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพิ่มคุณสมบัติของรัฐมนตรีไว้อย่างเข้มข้นอย่างที่ผมอยากจะอ่านให้ท่านฟังว่า ต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ ต้องไม่มีพฤติกรรมฝ่าฝืนประมวลจริยธรรม อย่างร้ายแรง ๒ ประโยคนี้ ท่านประธานครับ ในคณะรัฐมนตรีนี้มีรัฐมนตรีหลายท่าน ที่มีคดีความผิดติดตัวอยู่ ทั้งคดีต่าง ๆ ที่มีข้อหาร้ายแรง มีโทษถึงประหารชีวิต บางท่านเคยมี คดียาเสพติด แต่อย่างไรก็ตามท่านรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมายของท่านวันนี้ ผมยังไม่เห็นท่าน ท่านออกมาแก้ต่างบอกว่าความผิดที่เกิดนั้นมันเกิดขึ้นในต่างประเทศ ไม่ได้เกิดในประเทศไทย ท่านไม่ได้คิดเลยหรือท่านลืมไปว่าความมุ่งหมายของรัฐธรรมนูญฉบับนี้พูดไว้ชัดเจนว่า ห้ามไม่ให้คนที่มีคดียาเสพติดมาเล่นการเมืองตลอดชีวิต อันนี้เป็นสิ่งหนึ่งที่ผม อยากกราบเรียนต่อท่านประธานผ่านไปยังท่านนายกรัฐมนตรีในฐานะที่ท่านจะต้องเป็น ผู้รับผิดชอบทั้งหมดในเรื่องนี้ ในยุคที่ผ่านมาต่าง ๆ ท่านประธานครับ ท่านนายกรัฐมนตรี ได้พูดถึงเรื่องเกี่ยวกับการปฏิรูปการเมือง แต่เรียนด้วยความเคารพว่าการตั้งคณะรัฐมนตรี ที่ท่านทำอยู่นี้มันเป็นเรื่องที่แปลก ๆ เหลือเกิน มันเหมือนกับว่า ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง กับการปฏิรูปเลย เป็นต้นว่า พี่เป็นรัฐมนตรีไม่ได้ เอาน้องมา ภรรยาเป็นรัฐมนตรีไม่ได้ เอาสามีมา พ่อเป็นไม่ได้ เอาลูกมา อย่างนี้เป็นต้น สิ่งที่ทำอย่างนี้อยากจะกราบเรียน ต่อท่านประธานว่ามันไม่สวยงาม มันพิลึกกึกกือยิ่งกว่าการเป็นการนอมินี (Nominee) ด้วยซ้ำไป ด้วยความเคารพอย่างนี้หรือครับ ท่านประธานที่เคารพ เป็นการปฏิรูปการเมือง ผมอยากจะเรียนถาม ไม่ค่อยเข้าใจเหมือนกัน คราวนี้ผมกลับมาถึงปัญหาคุณสมบัติ ของนายกรัฐมนตรีบ้าง ท่านนายกรัฐมนตรียอมเข้ามาเป็นแคนดิเดต (Candidate) นายกรัฐมนตรี ซึ่งรัฐธรรมนูญมิให้เสนอผู้ไม่มีคุณสมบัติที่มีลักษณะต้องห้าม ท่านประธานครับ ท่านเป็นหัวหน้า คสช. แม้ในขณะที่โปรดเกล้าฯ ให้ท่านเป็นนายกรัฐมนตรีนั้น ท่านยังเป็น หัวหน้า คสช. อยู่ กระผมไม่เห็นว่าท่านจะใช้ประโยชน์อะไรที่จะบอกว่าท่านมิได้เป็น เจ้าหน้าที่รัฐ เพราะมีพระบรมราชโองการแต่งตั้งให้ท่านเป็นหัวหน้า คสช. มีอำนาจหน้าที่ ดูแลบริหารราชการแผ่นดิน ท่านมีเงินเดือน มีประโยชน์ตอบแทน มีคำสั่งต่าง ๆ ออกมามาก ให้คนปฏิบัติ ใครไม่ทำก็อาจจะถูกดำเนินคดี ได้รับโทษฐานฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงาน หากท่าน เป็นเจ้าหน้าที่ ไม่ได้เป็นเจ้าหน้าที่รัฐแล้ว ผมก็ไม่ทราบว่าท่านเป็นอะไร แต่อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ผมจะไม่พูดต่อไป เพราะว่าเรื่องดังกล่าวนี้
ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตประท้วงครับ ด้วยความเคารพ ท่านผู้ทรงเกียรติที่กำลัง อภิปรายนะครับ ผม นิโรธ สุนทรเลขา สมาชิกพรรคพลังประชารัฐ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอประท้วงท่านประธานสภาใน ข้อ ๔๓ เพราะว่าการอภิปรายคุณสมบัติของนายกรัฐมนตรีนั้น ได้มีการอภิปรายไปแล้วมันวนเวียน ซ้ำซาก เมื่อวันที่ ๕ มิถุนายน ๒๕๖๒ อันนี้ ข้อ ๔๓ วนเวียน ซ้ำซาก ตอนนี้เป็นการอภิปรายเรื่องนโยบายของรัฐบาล และจะมาอภิปราย คุณสมบัติท่านนายกรัฐมนตรีนั้น ผมถือว่าผิดข้อบังคับ ข้อ ๔๓ ครับ ท่านกรุณาพิจารณาครับ
ผมอ่านข้อบังคับให้ฟังแล้วนะครับว่า มันมีอะไรบ้าง แล้วก็ติดตามฟังทุกประโยคที่ท่านสมพงษ์ได้อภิปรายว่าประเด็นใด เป็นประเด็นที่ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องนโยบาย ถ้าประเด็นใดที่คิดว่ามันกระทบต่อตัวผู้บริหาร คือนายกรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีมีสิทธิที่จะตอบโต้ ตอบได้ต่อไป เพราะฉะนั้นข้อเท็จจริง ต่าง ๆ ที่พูดมานั้นยังอยู่ในวิสัยที่ถือว่าเป็นส่วนประกอบของความสามารถในการบริหาร จัดการให้เป็นไปได้ ผมคิดว่าเราให้โอกาสคนที่ถูกพาดพิงเขาได้ตอบเองนะครับ ผมคอยดู อยู่ครับ คอยดูอยู่ไม่ให้เกินขอบเขต ผมพยายามดูอยู่ไม่ให้เกินขอบเขตทุกถ้อยคำครับ แล้วก็ เรียนว่าถึงได้อ่านข้อบังคับไว้ตั้งแต่แรกให้ฟังว่า มันมีประเด็นอะไรบ้างที่เราต้องระมัดระวัง ไม่เสียดสี ไม่ซ้ำซาก ไม่เป็นการพูดในลักษณะที่ทำให้เกิดเป็นประเด็นปัญหาขึ้นมา ท่านพอแล้วครับ อย่าประท้วงเลยครับ ผมดูอยู่ครับ
ขออนุญาต ท่านนิดเดียวครับ
เชิญต่อครับ ท่านสมพงษ์ ผมว่าจะได้ ไม่เสียเวลานะครับ
เพราะฉะนั้นผมขออนุญาตประท้วงข้อ ๔๓ อีกทีว่ามันมีความเสียหายเกิดขึ้นในฐานะสมาชิก รัฐสภา สังกัดพรรคพลังประชารัฐ มีหน้าที่ที่จะนำเสนอชื่อผู้ที่เป็นแคนดิเดต (Candidate) ของนายกรัฐมนตรีเข้าสู่การเลือกตั้ง แล้วก็การคัดเลือกเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ท่านได้เสียดสี เหมือนดูหมิ่นซึ่งหน้าว่าทางเรา ทางพรรคพลังประชารัฐ สมาชิกรัฐสภาของพรรค พลังประชารัฐนั้นขาดซึ่งความรู้ความสามารถในการคัดสรรหานายกรัฐมนตรีที่มีคุณสมบัติ ครบถ้วน ทั้ง ๆ ที่เราได้ผ่านการกลั่นกรองมาแล้วนะครับว่า
เข้าใจครับ เข้าใจแล้วครับ เดี๋ยวท่าน มีสิทธินะครับ ถ้ากรณีที่พาดพิงไปถึงพรรคการเมือง ท่านมีสิทธิที่จะตอบโต้ได้ ชี้แจงได้ แต่ว่าถ้าเป็นการอภิปรายในข้อเท็จจริง ซึ่งไม่ใช่เป็นข้อเท็จจริงที่นำข้อมูลเรื่องที่ไม่จริงมาพูด เป็นข้อเท็จจริงลำดับของเหตุการณ์ไม่เป็นอะไรครับ เพียงแต่ว่าแต่ละเหตุการณ์นั้นย่อมมี เหตุผลที่แตกต่างกันไป เพราะฉะนั้นผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ย่อมมีสิทธิที่จะอธิบายที่ไปที่มาของ เหตุการณ์นั้นได้ ให้ท่านนายกรัฐมนตรีได้เป็นผู้ชี้แจงนะครับ เพื่อไม่ให้เสียเวลาครับ เชิญต่อครับ
ท่านประธานครับ ขออนุญาตประท้วงนิดหนึ่งครับ ท่านประธานครับ ขอประท้วงท่านผู้ที่ ท่านประธานครับ ผม จิรวัฒน์
จบแล้วครับ
นิดเดียวครับท่านประธาน
ไม่ครับ จบแล้วครับ ต่อไปนี้ ท่านสมพงษ์อภิปรายต่อ เชิญเลยครับ ท่านครับ
(นายศิริพงษ์ รัสมี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร ได้ยืน และยกมือขึ้น)
ท่านประท้วงเรื่อง เชิญเลยครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม ศิริพงษ์ รัสมี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๑๗ เขตหนองจอก กทม. ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมก็นั่งฟังท่านผู้หลักผู้ใหญ่เมื่อสักครู่นี้ได้อภิปราย ก็มีหลายประเด็นนะครับที่
ท่านประท้วงเรื่องอะไรครับ
ประท้วง ข้อ ๔๓ ได้อภิปรายสิ่งที่เป็นเท็จในสภาแห่งนี้ครับ ขออนุญาตนะครับ ท่านอภิปรายไว้ว่า นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีหน้าเดิม ๆ คำว่า และหน้าเดิม ๆ นี้หมายความว่าทั้งคณะ เดี๋ยวคนที่ฟังทางบ้านจะไม่เข้าใจ ขอประท้วงตรงนี้ ขอบคุณมากครับ
ไม่ได้ทำผิดข้อบังคับอะไรครับ
ข้อ ๔๓ นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีหน้าเดิม ๆ หน้าเดิม ๆ หมายถึง หน้าเดิม ๆ คณะรัฐมนตรี ครั้งที่แล้วทั้งคณะ แต่อันนี้คณะรัฐมนตรีหน้าเดิมมีไม่กี่คน เดี๋ยวคนทางบ้านจะเข้าใจผิด เป็นหน้าเดิม ๆ ในทั้งหมดทั้งคณะ ขอบคุณมากครับ
ท่านให้ใช้คำว่า หน้าใหม่ หรือครับ หรืออย่างไรครับ คือมันไม่ได้ผิดข้อบังคับอะไร ท่านครับ เขาใช้คำว่า ครม. เศรษฐกิจ ไม่ได้ผิดข้อบังคับอะไร ไม่ได้เป็นการดูถูก ดูหมิ่นอะไร
ขออนุญาตท่านประธานครับ ถอดเทปได้เลยท่านประธานครับ
ขอเชิญท่านสมพงษ์ พอแล้วครับ เพราะว่าที่ท่านประท้วงนั้นไม่ได้มีผิดข้อบังคับ อย่าประท้วงฟุ่มเฟือยเลยครับ มันจะเสียเวลา โดยใช่เหตุ อะไรที่ผิดเราสามารถโต้ตอบได้ ผมถึงเรียนว่าผมถึงได้เตือนให้ปฏิบัติตาม ข้อบังคับ เพราะผมไม่อยากให้สมาชิกคนใดคนหนึ่งของเราหมดสมาชิกภาพ เพราะถูกจำคุก คดีหมิ่นประมาท แม้จะรอลงอาญาก็ตาม ท่านสมพงษ์ก็ได้ฟังการประท้วงของบางท่านแล้ว เชิญครับ
การประท้วงก็เป็นเรื่องธรรมดาละครับ ถ้าเห็นว่ามันผิดหูก็ยินดีด้วยครับ ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผมคงจะไม่กล่าวในเรื่องนี้ต่อไป เพราะว่าในขณะนี้ผมทราบว่าเรื่องทั้งสิ้น ทั้งปวงนี่กำลังเข้าไปอยู่สู่ศาลรัฐธรรมนูญนะครับ อันนี้ก็คงจะจบ
ไม่ก้าวล่วงไปสู่ดุลยพินิจของฝ่าย ตุลาการนะครับ
ประทานโทษครับ ไม่นะครับ เป็นเพียงแต่ว่าอยู่ในนั้นแล้วครับจะไม่ได้ทำอันนี้ ก็เรียน ด้วยความเคารพครับท่านประธานครับ ท่านประธานครับ กล่าวโดยสรุป ถ้าจะพูดถึงเรื่อง เกี่ยวกับความไม่ชอบธรรมทั้ง ๓ ด้านอย่างที่กล่าวมาแล้ว ผมคงจะมีเรื่องต่อไปอีกสักหน่อย ในเรื่องเกี่ยวกับนโยบายความล้มเหลวนะครับ ความล้มเหลวต่าง ๆ นี่อีกประมาณสัก ๓-๔ ข้อ ที่อยากกราบเรียนท่าน ท่านดำเนินปัญหาต่าง ๆ ที่ผ่านมาหลาย ๆ รัฐบาลที่แล้วนั้น ท่านล้มเหลวในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ท่านทำให้บ้านเมืองเรานี่มีสโลแกน (Slogan) ออกมาว่า รวยกระจุก จนกระจาย เศรษฐกิจของพ่อค้าวาณิชที่เป็นเศรษฐีทั้งหลายนั้น ดีวันดีคืน ส่วนพี่น้องประชาชนที่หาเช้ากินค่ำนั้นลำเค็ญขนาดเลย ท่านได้ทุ่มเทงบประมาณ อย่างไม่ค่อยจะเหมาะสมนักให้เกิดภาวะการขาดดุล การขาดดุลก็เพิ่มสูงขึ้นทุกครั้ง ๆ ทุกปี ๆ ที่ผ่านมา
สิ่งที่สำคัญอีกอันหนึ่งที่ผมอยากจะฝากผ่านท่านประธานไปยัง ท่านรองนายกรัฐมนตรีทางด้านเศรษฐกิจ นั่นก็คือหนี้ครัวเรือนที่ขณะนี้กราบเรียนท่านด้วย ความเคารพว่าหนี้นี้เป็นหนี้ที่สูงเป็นประวัติศาสตร์ เป็นประวัติการณ์ในขณะนี้ เศรษฐกิจ ยุคที่เราผ่านมานี้เป็นเศรษฐกิจยุคที่ตกต่ำมาอย่างต่อเนื่อง เศรษฐกิจไทยนี่ตกต่ำ มาอย่างต่อเนื่อง อยู่ในระดับท้าย ๆ ของอาเซียน (ASEAN) เลยนะครับ ทั้ง ๆ ที่เราก็เรียน ด้วยความเคารพว่าเป็นอดีตผู้นำมาก่อนหลายปีแล้วก็เป็นมาประจำ อย่างไรก็ตามจนกระทั่ง ขณะนี้ก็มีหนังสือพิมพ์ต่างชาติบ้าง หนังสือพิมพ์ต่าง ๆ บ้าง ขนานนามประเทศไทยเราว่า อะไรรู้ไหมครับ เดอะ ซิก แมน ออฟ เอเชีย (The Sick Man of Asia) ก็คือหมายความว่า ผู้ป่วยแห่งเอเชีย (Asia) นี้เลย จึงเป็นเรื่องที่น่าเศร้าใจอย่างยิ่งท่านประธานที่เคารพ สิ่งที่เศร้าใจมากกว่านั้นอีกหน่อย ที่ผมอยากจะกราบเรียนก็คือว่าทีมเศรษฐกิจของรัฐบาล ชุดที่แล้วก็นำมาอยู่ชุดนี้ก็เป็นชุดเดียวกันอันนี้ก็เศร้าใจไปอีก เพราะว่าที่ผ่านมา ๕ ปีกว่านั้น ผลพวงแห่งการดำเนินการแก้ไขทางด้านเศรษฐกิจนั้นไม่ได้กระเตื้องสักหน่อยเลยนะครับ สินค้าที่ผลิตออกมาค้าขายไม่ได้ พี่น้องประชาชนซัฟเฟอร์ (Suffer) หมายถึงว่าอยู่
มีผู้ประท้วงครับ ท่านสมพงษ์ครับ เชิญครับ คุณปารีณา
ท่านประธานคะ ดิฉัน นางสาวปารีณา ไกรคุปต์ ดิฉันขอประท้วงผู้อภิปรายข้อ ๔๓ นะคะ เดอะ ซิก แมน ออฟ เอเชีย (The Sick Man of Asia) คือเป็นการพูดจาเสียดสี แล้วก็อ้างว่า เป็นของหนังสือพิมพ์ก็อยากจะให้ท่านถอนคำพูดนะคะ อยู่ในนโยบายข้อไหนไม่ทราบคะ
ก็คือผู้อภิปรายนี่อย่าไปประท้วง เขาเลยครับ ต้องประท้วงประธานครับ ประท้วงประธานว่าทำไมปล่อยให้พูดคำนี้อะไร ทำนองนี้ ต้องประท้วงประธาน ประธานเป็นผู้ทำผิดหรือไม่ แต่ว่าผู้อภิปรายนั้นถ้าสมมุติ สิ่งที่เขาพูดไม่จริงเราก็สามารถแก้ไขได้ มันไม่เป็นถ้อยคำที่ละเมิดอะไรครับ ไม่เป็นอะไรครับ
ค่ะ แล้วก็ เดอะ ซิก แมน ออฟ เอเชีย (The Sick Man of Asia) ไม่ได้อยู่ในนโยบายข้อใดเลยนะคะ
เอาไว้เราแก้ไขต่อไปครับ เชิญนั่งครับ เชิญต่อครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผมใกล้จะจบแล้วครับ เพราะว่าดูเหมือนว่าการอภิปรายของผมนั้น ไปขัดข้องกับความเข้าอกเข้าใจของท่านทั้งหลายมาก ผมคงจะพูดถึงเรื่องเกี่ยวกับ การเสียหายในเรื่องเกี่ยวกับเศรษฐกิจนิด ๆ หน่อย ๆ ในเรื่องเกี่ยวกับสินค้าที่ผลิตออกมา ที่ขายไม่ได้ ท่านจะเห็นว่าตามตลาดในหัวเมืองก็ดี ในกรุงเทพมหานครก็ดี หรือที่ไหน ๆ ก็ดี ค้าขายลดลงไปอย่างมาก สิ่งเหล่านี้ด้วยความเคารพครับ ทางด้านอุตสาหกรรม
ผมเรียนท่านสมพงษ์อภิปราย มาโดยดีนะครับ แต่ว่าย้อนกลับไปว่าถ้าเรายกตัวอย่างหลายเรื่องนี่จะมีปัญหา
โอเค (OK) ครับ ท่านครับ
เพียงแต่ว่าขอให้เอาเรื่องที่ว่า ความสามารถที่จะบริหารราชการแผ่นดินให้สำเร็จผลตามนโยบาย หลายเรื่องที่ผ่านมา คือเจาะจงไปตัวบุคคลและนายกรัฐมนตรีบ้างก็ไม่เป็นไร ในแง่ของความสามารถ เพราะว่า มีเหตุการณ์เกิดขึ้น แต่ว่าอย่ายกตัวอย่างมากเกินไปจนกระทั่งเสียเวลาโดยไปซ้ำกับ เป้าหมายเดิม คือความสามารถในการบริหารราชการแผ่นดิน เชิญเลยครับ
ก็อยากจะเรียนเพียงสั้น ๆ ว่าอันนี้ในสัดส่วนของทางด้านอุตสาหกรรม เมื่อสินค้ามันขาย ไม่ได้ โรงงานอุตสาหกรรมก็ต้องมีส่วนที่หยุดนิ่งนะครับ อันนี้เป็นสิ่งที่ชี้ให้เห็นว่าสิ่งเหล่านี้ นักลงทุนต่างชาติ หรือนักลงทุนต่าง ๆ ก็ย่อมไม่สามารถที่จะคิดจับหรือว่าต้องการที่จะเข้ามา ลงทุน เนื่องจากสภาพตลาดมันเป็นอย่างนี้ ท่านประธานครับ ถ้าหากเราจะแบ่งเศรษฐกิจ ในประเทศไทยนั้นออกเป็น ๓ ส่วนคือ ส่วนบน ส่วนกลางและส่วนล่าง ซึ่งเราเรียกกันว่า รากหญ้านั่นนะครับ ในขณะนี้เศรษฐกิจส่วนบน ส่วนกลางได้ดำเนินการไปอย่างด้วยดี แต่รากหญ้านั้นนิ่งเงียบ อันนี้ก็อยากจะกราบเรียนด้วยความเคารพว่ามันเกิดขึ้นจากการที่ ทางรัฐบาลไม่ได้ผลักดันให้มาตรการต่าง ๆ ในเรื่องเน้นการขยายตัวของกลุ่มทุนของนักลงทุน จึงทำให้สิ่งเหล่านี้ขาดหายไป ความเหลื่อมล้ำที่ผมกราบเรียนเดี๋ยวนี้นะครับ มันเกิดขึ้นมา ในลักษณะเพียง ๒-๓ ปีที่เห็นได้ชัด ท่านจะเห็นว่าในปี ๒๕๑๖ คนรวยคือคนไทยรวยนี่นะครับ ๑ เปอร์เซ็นต์ ๑ เปอร์เซ็นต์ของคนไทยถ้าจะนับจำนวนให้พี่น้องประชาชนได้เข้าใจ ท่านประธานครับ ก็คือ ๖๗,๐๐๐ คน สมมุติเรามี ๖๗ ล้านคน ๖๗,๐๐๐ คน รวยที่สุด อันนี้ถือว่า ๑ เปอร์เซ็นต์ รวยที่สุด ในสมัยปี ๒๕๑๖ มีแค่ ๕๘.๐ เปอร์เซ็นต์ ก็คือเกินครึ่ง ไปหน่อย แต่พอมาในปี ๒๕๑๘ กลุ่มคนที่ ๑ เปอร์เซ็นต์ คือ ๖๗,๐๐๐ คนนี่รวยขึ้นมา หมายถึงว่าครอบครองทรัพย์สินโดยรวมของประเทศถึง ๖๖.๙ เปอร์เซ็นต์ ก็เป็น ๒ ใน ๓ ของประเทศแล้ว เม็ดเงินโดยรวมนี่นะครับ อันนี้ท่านคงเห็นได้ชัดว่ามันเกิดขึ้นจากอะไร พี่น้องประชาชนคงจะต้องเข้าอกเข้าใจในเรื่องนี้ครับ
เชิญเลยครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ และท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ดิฉัน กรณิศ งามสุคนธ์รัตนา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๔ กรุงเทพมหานคร พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ดิฉันขออนุญาตประท้วงท่านประธานในข้อ ๔๓ ที่ผู้อภิปรายกำลัง พูดถึงในเรื่องของนอกประเด็น ดิฉันก็นั่งฟังนะคะ ด้วยความเคารพท่านหัวหน้าพรรคนะคะ จริง ๆ ที่ท่านได้กล่าวพาดพิงในส่วนของรัฐบาลว่า รัฐบาลที่ผ่านมาได้สร้างความเสียหาย ให้กับประชาชนและประเทศชาติ ดิฉันก็อยากให้ท่านพูดให้ชัดเจนนิดหนึ่งว่าเป็นรัฐบาลชุดไหน เพราะว่าถ้ารัฐบาลชุดนี้เรากำลังพูดในเรื่องของคำแถลงนโยบายที่รัฐบาลชุดนี้ยังไม่ได้เริ่ม ดำเนินการ ยังไม่ได้เริ่มทำงานเลย วันนี้เรามาแถลงเพื่อที่จะดำเนินการในการจะทำงาน เพื่อพี่น้องประชาชน และสิ่งสำคัญประเด็นที่ท่านกำลังเอ่ยกำลังกล่าวนี้ มันอยู่ในหน้า ๓๑ ข้อ ๔ ซึ่งทางรัฐบาลชุดนี้ที่กำลังจะเดินหน้านับหนึ่งในการที่จะบริหารประเทศได้เขียน ไว้หมดแล้วว่าปัญหาของประเทศคืออะไร แล้วกำลังจะดำเนินการในการแก้ไขในเรื่องของ ช่วยเหลือเกษตรกรและการพัฒนานวัตกรรมอย่างไรบ้าง ดิฉันขอให้ท่านประธานช่วยให้ทาง ท่านสมาชิกได้อ่านในจุดนี้ด้วยค่ะ ขอบพระคุณค่ะ
ที่จริงคำประท้วงก็เป็นการคัดค้าน คำพูด ประธานไม่ได้ทำผิดอะไรนะครับ เพียงแต่ว่าเขาลดความน่าเชื่อถือว่าจะสามารถ บริหารราชการแผ่นดินสำเร็จตามนโยบายได้หรือไม่ โดยหยิบอดีตที่เคยเป็นมา มาอ้างประกอบ อันนี้คือส่วนสำคัญที่ต้องทำความเข้าใจว่าเพียงใดนะครับ ถ้าพูดอดีตไม่ได้เลยนี่ก็ต้องห้ามไปเลย แต่ผมคิดว่าสิ่งที่ท่านสมพงษ์พูดมานั้นก็ยังอยู่ใน ประเด็นที่ถือว่า เมื่ออดีตเป็นอย่างนี้ แล้วคนในอดีตนี่จะมาทำให้เป็นนโยบายสำเร็จได้ อย่างไรก็อยู่ในข้อที่ว่าความสามารถที่จะบริหารราชการแผ่นดินให้สำเร็จตามนโยบายได้ หรือไม่ ส่วนประเด็นที่ผมเรียนไปแล้วนะครับ ประเด็นที่พาดพิงถึงพรรคการเมืองอะไรนั้น ประเดี๋ยวผมให้สิทธิที่สมาชิกได้พูดไปที่กระทบต่อท่านนั้นท่านมีสิทธิครับ ขอทำความเข้าใจ ท่านสมพงษ์ เชิญครับ
ผมจะเร่ง สรุปแล้วครับ ท่านประธานครับ ผมเรียนอย่างนี้ครับว่า ในเมื่อเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น อันนี้ผมก็ อยากจะชี้แนะอย่างเดียวว่า ให้ระมัดระวังในการดำเนินงานในการก้าวหน้าไปทางด้าน เศรษฐกิจในโอกาสต่อไป อย่าให้มันรวยกระจุก จนกระจายเหมือนอย่างที่ผ่านมา
ท่านประธานครับ ทีนี้ก็จะเข้าในลักษณะที่ว่านโยบายที่ท่านนายกรัฐมนตรี ได้กรุณาชี้แจงต่อรัฐสภาในวันนี้ ท่านมีนโยบายที่จะอัดฉีดเม็ดเงินเข้าไปสู่ระบบต่าง ๆ การอัดฉีดเข้าไปสู่ระบบต่าง ๆ นั้น ที่ผมเรียนตั้งแต่เบื้องต้นเมื่อสักครู่ว่า ท่านจะต้อง ระมัดระวังปัญหาเรื่องหนี้ครัวเรือนเสียก่อน ทุกครั้งที่ท่านอัดฉีดลงไป อัดฉีดลงไป จะเป็น ในเรื่องต่าง ๆ ที่ท่านทำมาโดยตลอดหลายปี อันนี้ถ้าเผื่อหนี้ครัวเรือนยังสูงอยู่ เขามีปัญหา พี่น้องประชาชนมีหนี้ครัวเรือนแบบที่เรียกว่า ไม่สามารถที่จะใช้จ่าย หมายความว่าใช้คืนได้ ผมเรียนว่าปัญหาที่ได้มานี้ครับ มันเป็นอย่างนี้ครับท่าน ปัญหาที่ได้มานี้หนี้สินที่มีอยู่ แม้กระทั่งเรามีค่าแรงขั้นต่ำนี่ยังไม่สามารถจะชดใช้ได้เลย ยังพอกพูนไป เพราะฉะนั้น ผมก็เรียนว่าการอัดฉีดของรัฐบาลนั้นจะต้องมีระบบและจะต้องมีหลักเกณฑ์ที่จะเข้าไป ท่านคงทราบว่าระบบที่ท่านต้องการที่จะให้อัดฉีดลงไปในพื้นที่นั้น ท่านต้องการให้มี การซื้อขายหมุนเวียนเศรษฐกิจให้มันหมุนเวียนเป็นรอบ ๆ หลาย ๆ รอบ แต่ท่านรู้ไหมครับว่า ในเมื่อหนี้ครัวเรือนมันสูงขนาดนี้ท่านส่งเข้าไปเขาเอาไปใช้หนี้หมด มันก็ไม่ได้ช่วยให้ เศรษฐกิจที่ท่านตั้งใจที่ให้หมุนเวียนเลยนะครับ ก็กราบเรียนด้วยความเคารพนะครับ
คราวนี้ผมกลับมาที่ปัญหาของเกษตรกรสักหน่อย ปัจจุบันนี้ท่านก็ต้องรู้ว่า เกษตรกรนั้นก็คือผู้ยากไร้
เกินเวลาที่ท่านขอไว้ แต่ผมจะอนุโลม ไปนะครับ เพราะเวลานี้จะไปกินเวลาของท่านเองนะครับ เพราะฉะนั้นท่านพูดยาวเท่าไร ก็ได้ครับ
ครับ ผมใกล้จะจบแล้วครับ ในเรื่องของเกษตรกรนี้ก็กราบเรียนท่านด้วยความเคารพ เราถือว่าเกษตรกรนั้นคือกระดูกสันหลังของชาติ แต่ถ้าปล่อยให้เกษตรกรนี้ต้องแก้ไขปัญหา ด้วยตนเองมาโดยตลอด เพราะฉะนั้นคำพูดในนโยบายที่ท่านกล่าวมาว่าท่านอยากจะช่วยให้ เกษตรกร จะทำอย่างนั้น ทำอย่างนี้ เป็นคำพูดที่สวยหรูเท่านั้นเอง ที่ผมคิดว่า ขาดความชัดเจนในการที่เข้าไปสู่เป้าหมายที่จะช่วยการแก้ไขปัญหาของเกษตรกรที่แท้จริง
ปัญหาอีกเรื่องหนึ่งที่จะพูดสั้น ๆ ก็คือ ปัญหาเกี่ยวกับการปฏิรูป การปฏิรูป การเมืองที่ท่านได้ปฏิบัติมา ผมได้กล่าวไปเบื้องต้นและคงจะไม่กล่าวเบื้องหลัง แต่เรียนว่า ท่านออก ม. ๔๔ ที่ผ่านมานะครับ ให้นักการเมืองท้องถิ่นยุติงาน แต่ต่อมาไม่ทราบท่านไป เจรจาพาทีไปอย่างไร แล้วก็นักการเมืองท้องถิ่นก็กลับเข้าไปปฏิบัติงานอย่างเดิม นอกจากนั้นก็ยังขึ้นเวทีหาเสียงให้กับพรรคที่ท่านสังกัดกันอยู่เป็นประจำ อันนี้เป็นข้อเท็จจริง ความล้มเหลวในทางการเมืองอย่างที่กราบเรียนมานี้ ในเรื่องเกี่ยวกับการปกป้อง สิทธิมนุษยชนก็ยังไม่มีคำตอบเรื่องจ่านิวนะครับ การละเมิดสิทธิที่รุนแรงขึ้นอย่างมาก ที่ผมอยากจะกราบเรียนเพิ่มเติมไปก็คือ อำนาจหน้าที่ของทหาร ค้นบ้าน จับกุมอะไรต่าง ๆ ที่ผ่านไปแล้ว แต่ขณะนี้ ม. ๔๔ ไปแล้ว ผมจะไม่กล่าวอีกแล้วเพื่อไม่ให้เสียเวลา ท่านประธานที่เคารพครับ ความล้มเหลวในการใช้ งบประมาณ อันนี้ผมจะมุ่งเน้นไปที่กองทัพนิดหนึ่ง แต่จะไม่ได้พูดอะไรให้มันมาก ผมเข้าใจ ว่ากองทัพจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องใช้งบประมาณเพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติ อันนี้ มีความจำเป็น แต่อยากจะให้มีการพิจารณาในลักษณะที่ว่าอย่าให้มันมากจนเกินไป เพราะประเทศไทยยังมีความต้องการที่จะเป็นอย่างอื่นอีกเยอะแยะ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เกี่ยวกับปากท้องของพี่น้องประชาชนผมอยากให้ท่านคิดอันนี้อยู่ตลอดเวลา บางทีท่านใส่ งบประมาณเข้าไปมากในกองทัพ ทั้ง ๆ ที่เราก็ยังไม่มีสงครามเกิดขึ้นอะไรอย่างนี้ ยังไม่เกิดขึ้นอะไรอย่างนี้ ก็สะสมไว้แต่ไม่ใช่มันมากจนเกินขอบเขต งบประมาณของกองทัพ ต้องเรียนด้วยความเคารพนะครับ จะต้องมีการปรับปรุงและโยกย้ายให้มันเหมาะสม แบ่งงบประมาณมาสนับสนุนในเรื่องเกี่ยวกับการลงทุนการค้าบ้าง อันนั้นก็จะเหมาะ จะดีนะครับ ท่านประธานที่เคารพครับ จากทั้งหมดที่ผมได้อภิปรายมานี้ กระผมขอสรุปกับ ท่านประธานว่ากระผมไม่เห็นว่ารัฐบาลนี้จะมีศักยภาพเพียงพอในการที่นำเอานโยบายที่ท่าน ได้ทำมา แล้วก็มาเรียนต่อที่ประชุมนี้ให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชน อย่างจริงจัง ผมยังมีเหตุผลสั้น ๆ อีก ๗ ประการที่เกี่ยวกับการความไม่ชอบธรรม และความล้มเหลวที่เกิดมา ๑. ผมอยากจะกราบเรียนว่าการเข้าสู่อำนาจของท่าน นายกรัฐมนตรีขาดความชอบธรรม ท่านใช้รัฐธรรมนูญที่เขียนขึ้นมาโดยพวกพ้อง เอื้อประโยชน์ในการสืบทอดอำนาจของท่าน
อันนี้ซ้ำแล้วนะครับ
ครับ อันนี้ สรุปครับ ท่านครับ โอเค (OK) ครับ อย่างนั้นก็จะไม่พูดแล้วครับ ก็จะพูดรวม ๆ ไปแล้วกันว่า รัฐบาลของท่านขาดความชอบธรรมในลักษณะที่การบริหารประเทศไม่ซื่อสัตย์สุจริต เป็นที่ประจักษ์ ที่ผมจะเอาตัวนี้ขึ้นมา ความชอบธรรมในการเข้ามาผลักดันปัญหา ด้านคุณสมบัติที่จะดำรงตำแหน่ง ล้มเหลวอย่างยิ่งในการบริหารเศรษฐกิจ ท่านเมินนะครับ อันนี้ผมยังไม่ได้พูด ท่านเมินต่อการปราบปรามทุจริตคอร์รัปชัน ท่านบิดเบือนกลไก ของกฎหมายที่ช่วยกับพวกพ้องเท่านั้นที่ผ่าน ๆ มาเท่าที่ผมสังเกตนะครับ อันนี้ก็อาจจะแรงไป ที่จะไปบอกว่าท่านโกหกประชาชนและนานาชาติ แต่มันเป็นข้อเท็จจริง ข้อเท็จจริง ที่กราบเรียนนั้นก็คือว่าท่านบอกพี่น้องต่างชาติ บอกพี่น้องประชาชนว่าท่านจะนำเข้าสู่เป็น ประชาธิปไตย แต่ขณะนี้มันเป็นประชาธิปไตยอะไร มันยังไม่ถึงขั้นเป็นประชาธิปไตย มันเป็น ประชาธิปไตยจอมปลอม หรือครึ่งเผด็จการเท่านั้นเอง ท่านครับ ก็มีแค่นี้ก็อยากจะเรียน ให้ท่านทราบด้วยว่าผมก็พยายามอย่างยิ่งจะชี้แจงว่านโยบายที่ท่านได้ออกมานี้มันยังขาด ความเหมาะสม ความตั้งใจที่ท่านทำ ผมจะไม่ตำหนินะครับ ผมคิดว่าท่านคงจะนำเรื่อง นโยบายของท่านไปใช้ในส่วนที่มีเกี่ยวกับเรื่องงบประมาณ เพราะว่าท่านจะทำโน่นทำนี่ อะไรต่าง ๆ แต่ว่าบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญท่านจะต้องชี้แจงว่าท่านนำเม็ดเงินนี้มาจาก ตรงไหน ท่านมาอย่างไรที่จะทำได้ ในนโยบายที่ท่านให้มาผมไม่เห็นตัวเลขอะไรเลย ด้วยความเคารพครับ ท่านประธานครับ
ที่พาดพิงแล้วพรรคกระทบอะไร ถ้าท่านจะชี้แจงก็อนุญาตนะครับ ผมขอเรียนนะครับ ถ้าอย่างนั้นขอเรียนว่าการอภิปราย ของสมาชิกนั้นก็ขอยึดข้อ ๑๐๘ นะครับ ความเหมาะสมของนโยบาย ความสามารถที่จะ บริหารราชการแผ่นดินสำเร็จผลตามนโยบาย ที่อนุญาตอภิปรายในอดีตไปบ้าง เพราะว่า เกี่ยวกับความสามารถ แต่ว่าไม่ใช่ไปเอาอดีตทั้งหมดมาเป็นประเด็นอภิปรายไม่ไว้วางใจนะครับ ขอเรียนที่สมาชิกได้รับทราบ มิฉะนั้นเรื่องนโยบายจะไม่ได้พูดกันเลยนะครับ จะไปเรื่องของอดีตหมด แต่ว่าถ้าพูดถึงอดีตที่ล้มเหลวหรือไม่ถูกต้องและเกรงว่า จะไม่สามารถบริหารราชการแผ่นดินสำเร็จตามนโยบายได้ อนุโลมได้ในบางประเด็น ก็เรียนที่ประชุม ต่อไปนี้ท่านสมาชิกหัวหน้าพรรคนะครับ ท่านวันมูหะมัดนอร์ มะทา ขอเชิญเลยครับ
ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ และท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม วันมูหะมัดนอร์ มะทา แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ ขอขอบคุณท่านประธานครับที่ให้กระผมได้มาอภิปราย ในนโยบายของรัฐบาลที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้กรุณามาอ่านให้พวกเราทราบเมื่อตอนเช้านี้แล้ว ในเบื้องต้นท่านประธานครับ ผมก็ได้อ่านนโยบายนี้ตามที่สภาให้ผมไป ๒ วัน เช่นเดียวกับ ที่ท่านนายกรัฐมนตรีบอกพวกเราได้อ่าน ผมได้อ่านแล้วท่านประธานครับ ผมเห็นว่า เป็นนโยบายที่ไม่มีอะไรเลยครับ เป็นนโยบายที่พูดกันได้ว่าเป็นนโยบายที่เลื่อนลอย จะทำก็ได้ ไม่ทำก็ได้ เป็นนโยบายที่พูดเรื่อยเปื่อยไปครับ แม้แต่ท่านนายกรัฐมนตรีเอง ซึ่งเป็นคนได้แถลงนโยบายนี้ก็ยังมีความรู้สึกว่าไม่อยากจะอ่าน อ่านข้าม ๆ ไปมา เพราะว่า ไม่จูงใจให้อ่าน เพราะรู้ว่าที่เขียนไปนี้ทำก็ได้ ไม่ทำก็ได้ จะบรรลุวัตถุประสงค์ตรงไหน ก็ยังไม่รู้เลย เพราะฉะนั้นผมจึงอยากจะเรียนต่อท่านประธานและพวกเราว่านโยบายนี้ ไม่สามารถที่จะวัดในเชิงปริมาณและคุณภาพ ยากในการจะติดตามผลทั้งผู้ปฏิบัติ และคนที่จะตรวจสอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคประชาชน
ในประการที่ ๒ ผมก็เห็นว่านโยบายอันนี้ถึงแม้ว่าจะมีตั้ง ๓๕ หน้า แต่ก็ไม่ได้ เห็นว่าเป็นนโยบายที่มีวิสัยทัศน์ พูดง่าย ๆ ก็คือเป็นนโยบายที่หาวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนไม่ได้ เป็นนโยบายที่ยากของการเปลี่ยนแปลงที่ประชาชนและผู้ประกอบการ นักลงทุนที่จะเชื่อมั่น แล้วมาลงทุน เพราะไม่มีวิชั่น (Vision) ที่ชัดเจนว่าจะทำเมื่อไร จะเริ่มอย่างไร และจะวัดได้ อย่างไร
ในประการที่ ๓ อันนี้สำคัญมาก เป็นนโยบายที่เขียนไว้ คนเขียนนี้เก่งครับ ท่านนายกรัฐมนตรีควรจะให้รางวัลเขาได้ เป็นนโยบายที่เขียนหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบ นโยบายของรัฐบาลไม่ใช่มาประกวดเรียงความ นโยบายของรัฐบาลซึ่งมีความรับผิดชอบ ต่อประชาชนนั้นไม่ควรจะเป็นการที่ว่าเลี่ยง คือทำก็ได้ พูดไว้ลอย ๆ แล้วเวลาทักท้วงก็บอกว่า ไม่ได้บอกไว้ว่าจะทำเมื่อไร จะทำอย่างไร เป็นนโยบายที่หลีกเลี่ยงความรับผิดชอบ ผมคิดว่า รัฐบาลที่จะมาแก้ปัญหาของประชาชนนั้นต้องมีความรับผิดชอบสูง กฎหมายรัฐธรรมนูญ ก็กำหนดไว้ ประมวลจริยธรรมก็พูดไว้ชัดเจนว่าต้องมีความเป็นผู้นำ รับผิดชอบสูง ท่านครับ ท่านไม่ได้บอกว่านโยบายทั้ง ๑๒ ด้านที่เป็นหลักอันนั้นไม่ว่า ท่านจะทำเมื่อไร แต่ที่บอกว่า นโยบายเร่งด่วน ๑๒ ข้อ ท่านไม่บอกว่าเร่งด่วนจะทำเมื่อไร คำว่า เร่งด่วน พี่น้องประชาชน ผมเข้าใจว่าน่าจะเป็นภายใน ๑ ปี ๖ เดือน หรือไม่เกิน ๒ ปี แต่ถ้านโยบายหลักนั้น กรอบนโยบายรัฐบาลของท่านเต็มที่ก็ ๔ ปี ท่านก็ต้องทำในกรอบ นโยบายหลักนี้ผมดูแล้ว ๔ ปีก็ยังยากที่จะจบ นโยบายเร่งด่วนจริง ๆ ของท่าน ท่านไม่ได้บอกหรือครับว่าด่วนจะจบ เมื่อไร เพราะฉะนั้นเป็นนโยบายที่มองแล้วสิ้นหวังสำหรับคนยากคนจน สำหรับ พี่น้องประชาชนทั่วไป แต่อย่างไรก็ตาม ท่านประธานครับ ผมก็อยากจะอภิปรายในบางประเด็น ในบางข้อเพื่อแตะ ให้พี่น้องประชาชนเห็นว่า ผมไม่เชื่อว่ารัฐบาลจะทำได้จริงและทำได้สำเร็จ ผมขอยกตัวอย่าง ถึงแม้ว่าท่านนายกรัฐมนตรีจะไม่ข้ามไปในหน้านี้ ในหน้า ๒ ท่านได้บอกว่าเพื่อให้บรรลุ ตามวิสัยทัศน์และเป้าหมายที่กำหนดไว้ในยุทธศาสตร์แห่งชาติ ในการบริหารราชการแผ่นดิน ในช่วง ๔ ปีของรัฐบาลจะยึดหลักการ ๔ ประการ
ผมอยากจะให้มาดู ๑ ใน ๔ ในข้อ ๒ ท่านนายกรัฐมนตรีบอกว่าจะยึดมั่น ในการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ท่านประธานครับ คำว่า ยึดมั่น ต้องเป็นคนที่มีความศรัทธา ถ้าท่านประธานเขียนไว้ให้ พวกผมฟัง ผมก็จะเชื่อ เพราะว่าท่านไม่เคยปฏิวัติ ไม่เคยทำรัฐประหาร แต่คนที่เคยทำปฏิวัติ ซ้ำซาก อย่างน้อยก็ ๒ ครั้ง แล้วจะบอกว่ายึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยได้อย่างไรครับ คนที่ยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยนั้นต้องเคารพต่อรัฐสภา ต่อพี่น้องประชาชน และต้อง ยึดมั่นในรัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับ ท่านนายกรัฐมนตรีซึ่งจะเป็นผู้นำรัฐบาลและ แถลงนโยบายนี้ ท่านเขียนได้อย่างไรว่า ท่านยึดมั่น ชัดเจนนะครับ ยึดมั่นในการปกครอง ระบอบประชาธิปไตยว่า เขียนได้ เขียนดี และต้องเขียน แต่สิ่งที่ผมว่าผมไม่เชื่อมั่นในตัว ผู้ปฏิบัติ เพราะท่านทำปฏิวัติรัฐประหารประชาธิปไตยอย่างไร และท่านฉีกรัฐธรรมนูญ ซึ่งความจริงข้อกฎหมายฉีกรัฐธรรมนูญมันก็ผิดอย่างแรงอยู่แล้ว มันก็กบฏอยู่แล้ว ผมไม่น่า เชื่อว่าข้อความอันนี้เกิดจากคนที่เคยปฏิวัติ แล้วมาพูดกับพวกเราว่าจะยึดมั่นในระบอบ ประชาธิปไตย ถ้าท่านเขียนแปลงคำพูดเป็นอย่างอื่นที่เราได้ยินมาว่า ท่านจะยึดมั่นในระบบ เผด็จการประชาธิปไตยอย่างนี้พอไปได้ ซึ่งผมก็ไม่รู้อะไรคืออะไร เผด็จการประชาธิปไตย แต่ถ้าบอกว่ายึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยแล้ว ยากที่ผมจะเชื่อและจะทำได้สำเร็จ ท่านได้ สถาปนาตัวเป็นหัวหน้าคณะรัฐบาล
ขอโทษที ครับท่าน มีผู้ประท้วงครับ ท่านประท้วงอะไรครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ดิฉัน กรณิศ งามสุคนธ์รัตนา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๔ กรุงเทพมหานคร พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ดิฉันขออนุญาตประท้วงท่านประธาน ผู้กำลังอภิปรายในข้อ ๔๓ ซึ่งบิดเบือนซ้ำซาก และอีกอย่างหนึ่งดิฉันอยากจะบอกว่า ณ วันนี้เรามาแถลงนโยบายของรัฐบาล ทุกคนมาจาก การเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เรามาสู่ การเลือกตั้งอย่างถูกต้องตามกฎหมาย วันนี้ถ้าท่านจะมาพูดถึงเรื่องอดีตมันคงยาวแน่ ๆ เพราะว่าที่ผ่านมาหลาย ๆ ยุค หลาย ๆ สมัยถ้าเรามาคำนวณกันแล้ว เรามาดูกันได้เลยว่า รัฐบาลชุดไหนที่สร้างความเดือดร้อนทำให้ประเทศชาติเสียหาย รัฐบาลไหนที่มากอบกู้ สถานการณ์บ้านเมืองให้กลับคืนสู่ภาวะปกติ ประชาชนอยู่ดีมีสุขทุกวันนี้ ดิฉันเองคิดว่า อยากให้ผู้อภิปรายช่วยอภิปรายเข้าประเด็น อยู่ในประเด็น แล้วก็อภิปรายในเนื้อหาสาระ ในส่วนของนโยบายที่รัฐบาลได้แถลงในวันนี้ ท่านประธานคะ กราบขอบพระคุณค่ะ
ครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผมอยู่ในกรอบประเด็นนโยบายในหน้า ๒ ท่านประธานครับ ที่แถลงไว้ในข้อ ๒ ครับ ยึดมั่นในระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย แต่ผมอภิปรายว่า ผมไม่เชื่อ เพราะฉะนั้นยังอยู่ในนโยบาย เพราะว่าการอธิบายนั้นก็ต้องอยู่ที่ว่าเราจะเชื่อ แล้วว่าจะทำสำเร็จ ผมว่าทำไม่สำเร็จ
ขอวินิจฉัยเลยครับ
แต่ว่าจะทำไม่สำเร็จเพราะอะไร ผมก็จำเป็นต้องพูดหน่อยครับ ท่านประธานครับ ผมเข้าใจ กติกาครับ เราจะไม่ใช่วาระของการอภิปรายไม่ไว้วางใจ แน่นอนผมจะไม่เข้าไปสู่จุดนั้น เพราะวาระนั้นยังมาไม่ถึง แต่เอาไว้เรื่องนโยบายว่าทำได้หรือไม่ อย่างไรครับ ผมจะอยู่ในนโยบายตลอดครับ ไม่นอกประเด็นครับ
ครับ ในเรื่องเกี่ยวกับสถาบัน ขอให้อย่าพูดโต้เถียงกันเลยนะครับ
ท่านประธานครับ ที่ผมไม่เชื่อนั้น อีกประการหนึ่งนะครับ
ขออนุญาต นิดหนึ่งให้ผมชี้แจงต่อผู้ประท้วงนิดหนึ่งนะครับ เมื่อสักครู่นี้ที่ท่านประท้วงในเรื่องของอดีต อะไรด้วย ก็เอาไว้ค่อยไปดูเมื่อสักครู่ยังไม่กระทบเท่าไรเรื่องอดีตนะครับ ท่านวันมูหะมัดนอร์ เชิญต่อเลยครับ ขอให้กระชับหน่อยนะครับ
ท่านประธานครับ นอกจากนั้นท่านยึดอำนาจแล้วก็ไม่ใช่ว่า ๖ เดือนและ ๑ ปี นักประชาธิปไตยจริง ๆ แล้วท่านก็ต้องคืนอำนาจให้ประชาชน เพราะอำนาจนั้นเป็นของ ประชาชนไม่ใช่ของผู้ใด ท่านได้ใช้เวลาถึง ๕ ปี ในที่ท่าน ๕ ปีนั้นก็ไม่เป็นประชาธิปไตย ใครก็ทราบ แต่ที่สำคัญซึ่งท่านประธานคงจะทราบดีว่าท่านให้มีการร่างรัฐธรรมนูญ โดยคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับแรกก็ใช้เวลาปีกว่าเกือบ ๒ ปีไม่ผ่าน ท่านประธานคงจำได้นะครับ เพราะว่าท่านประธานก็อยู่ในเหตุการณ์ ท่านศาสตราจารย์ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ขอประทานอภัยที่เอ่ยชื่อ แต่ไม่ได้เสียหายนะครับ แล้วก็เป็นเรื่องจริง ท่านพูดว่าอย่างไรครับ รัฐธรรมนูญของท่านไม่ผ่านเพราะว่าท่านนายกรัฐมนตรีอยากอยู่ยาว อันนี้ก็ต้องถามท่านอาจารย์บวรศักดิ์ว่า คำว่า อยากอยู่ยาวนั้นเป็นอย่างไร แต่ก็อยู่ได้ ๕ ปี ท่านประธานครับ ความจริงมีบางเรื่อง ท่านนายกรัฐมนตรีครับ บังเอิญผมอยู่ในเหตุการณ์ หลายคนในที่นี้อาจจะไม่อยู่ในเหตุการณ์ แต่บางคนอยู่ครับ เมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ นั้น
ครับ ผมรู้สึกว่าท่านไปไกลในอดีตเกินสมควรแล้ว
ก็อยู่
คือผมเข้าใจ ที่ท่านพูดว่าเกี่ยวกับเรื่องอดีตทั้งหลาย แต่คราวนี้วันนี้เรากำลังฟังการอภิปราย ของคณะรัฐมนตรีของท่านนายกรัฐมนตรี ท่านจะมองในแง่ที่เกี่ยวกับความสำเร็จ ของแผนนโยบาย
โอเค (OK) เกี่ยวกับความสำเร็จ ผมว่าไม่สำเร็จ
ต้องขอสรุป แต่ถ้าเป็นอธิบายรายละเอียดเลยนะครับเกี่ยวกับท่านทำเหตุการณ์อะไรต่าง ๆ ผมว่า มันก็เสียเวลานะครับ เหตุการณ์ต่าง ๆ ทุกคนรู้
ไม่เสียเวลา เพราะว่าผมจะอยู่ในกรอบเวลาที่เขาอนุมัติ
ครับ
แล้วถ้าผมผิดข้อบังคับข้อใด ท่านประธานทักท้วงผมได้เลยครับ
คือมันจะ เรื่องไม่ตรงประเด็นเท่าไร ถ้าท่านอธิบายยาวในเรื่องนี้นะครับ
ก็เวลาของผมครับท่านประธาน ตราบใดที่ผมยังไม่ผิดข้อบังคับ ท่านประธานได้กรุณาให้ผม ได้พูด เพราะว่าอยู่ในเวลาผม ถ้าท่านทักท้วงเวลาของผมก็จะหยุดอยู่ครับ
เชิญครับ
ขอบพระคุณท่านประธานครับ ก็ในวันที่ท่านยึดอำนาจบังเอิญว่าผมอยู่ในเหตุการณ์ ก็ไม่มีปัญหาอะไรนะครับท่านประธาน ผมขอพูดสั้น ๆ ว่า ท่านมีอำนาจท่านพูดได้ แต่ผมติดใจ วรรคสุดท้ายอยู่วรรคหนึ่ง เพราะพวกผมอยู่ในห้องประชุมหลายคนอยู่ ท่านบอกว่า เมื่อตกลงกันไม่ได้ รัฐบาลไม่ลาออก ผมขอยึดอำนาจประเทศไทยตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ก็ไม่ติดใจครับ ท่านประกาศได้ แต่ท่านชี้หน้าพวกผมที่นั่งว่า ใครอย่าคิดสู้ผมนะ ถึงสู้ก็สู้ไม่ได้ ผมเข้าใจครับ สู้ท่านไม่ได้เพราะรถถัง อาวุธเต็มไปหมด แต่ประโยคสุดท้ายนี่ผมอยากจะถาม ท่านนายกรัฐมนตรีว่าท่านจำได้ไหม แล้วท่านหมายความว่าอย่างไร เสียดายท่านลุกขึ้นไป ไม่เป็นอะไรท่านคงได้ยิน ท่านบอกว่าใครอย่าคิดสู้นะ ถึงสู้ก็สู้ไม่ได้ ผมเตรียมการเรื่องนี้มา ๓ ปีกว่าครับ ประโยคนี้สำคัญแล้วผมข้องใจจนบัดนี้ ไม่มีโอกาส ได้ถาม ผมขอถามวันนี้ว่าผมเตรียมการมา ๓ ปีกว่าหมายความว่าอย่างไร นับย้อนหลังไป ปี ๒๕๕๗ ๓ ปี ปี ๒๕๕๖ ปี ๒๕๕๕ ปี ๒๕๕๔ ๓ ปีแสดงว่าตั้งแต่ยังไม่มีเหตุการณ์เกิดขึ้น หลังรัฐบาลเลือกตั้งแล้ว ท่านก็เตรียมการแล้ว แทบไม่น่าเชื่อเลยครับ ผมก็ไม่คิดว่าจะได้ยิน คำนี้และถ้าท่านปฏิเสธ ผมก็จะพูดต่อมีอะไรอีกบางประการที่ผมก็ตรวจสอบว่ามันเป็น ของจริง ท่านได้เตรียมการอย่างละเอียดมากด้วยครับ ซึ่งไม่เป็นอะไรเดี๋ยวให้ ท่านนายกรัฐมนตรีมาปฏิเสธ ผมเสียดายครับ เพราะฉะนั้นด้วยเหตุนี้ เตรียมการมา ๓ ปี แล้วมาอ้างว่ายึดอำนาจเพราะบ้านเมืองมันวุ่นวาย มาแก้ปัญหา แต่ ๓ ปี ท่านเตรียมการ อะไรครับ ผมก็ไม่แน่ใจว่าสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนยึดอำนาจนั้นมันเป็นการเตรียมการหรือกระทำการ คิดมาเพื่อให้สิ่งนั้นเกิดขึ้น ผมไม่อยากกล่าวหาครับ แต่ผมก็ไม่เชื่อครับ ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผมเชื่อว่าไม่มีวันที่คนที่ไม่เป็นประชาธิปไตยแล้วจะยื่นประชาธิปไตยให้กับ ประชาชน พูดว่ายึดมั่นผมไม่เชื่อ ดังสุภาษิตไทย ไม่ได้หยาบครับ ท่านประธานครับ แต่เป็นสุภาษิต
ท่านวันมูหะมัดนอร์ครับ มีผู้ประท้วงครับ เชิญครับ
เรียนท่านประธาน ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ สมพงษ์ โสภณ ครับ จังหวัดระยอง เขต ๔ พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอประท้วงข้อ ๔๓ ครับ เมื่อสักครู่ตอนที่ท่านประธานชวนได้นั่งอยู่ ท่านก็ได้บอกแล้วว่า การพูดในเรื่องอดีตเพื่อที่จะเอามาเข้าในประเด็นก็เอาแค่พอสมควร และอีกอย่างหนึ่งทางประธานวิป (Whip) ก็บอกแล้วว่าในเรื่องของการเฉลี่ยเวลา เพราะฉะนั้นทั้ง ๒ ส่วน ท่านประธาน ถ้าทุกท่านขึ้นมาแล้วบอกท่านประธานอนุญาตให้พูด แต่ในเรื่องอดีต ผมนั่งฟังตั้งนานแล้วยังไม่เห็นเข้าประเด็นเลยครับ แล้วท่านประธานทนฟังได้ อย่างไร ก็ขอท่านประธานวินิจฉัยว่าถ้าทุกท่านขึ้นมาแล้วพูดแต่เรื่องอดีต ผมว่าเดือนนี้ ก็ไม่จบ ก็ขอท่านประธานวินิจฉัยด้วยครับ ให้เข้าประเด็นครับ
ผมวินิจฉัยครับ ท่านวันมูหะมัดนอร์ท่านกรุณาสรุปเรื่องนี้ได้แล้วนะครับ
ได้ครับ ผมพูดว่า ไม่มีวันที่ประชาธิปไตยมาจากมือคนที่หัวใจไม่เป็นประชาธิปไตย เหมือนสุภาษิตไทยที่ว่า ไม่ได้หยาบครับบอกว่า ไม่มีวันที่งาจะออกจากปากสุนัข ท่านประธานครับ
ประท้วง ใครครับ เชิญ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมประท้วงท่านประธานตามข้อ ๑๕ ท่านประธาน ไม่เป็นกลาง ท่านผู้อภิปรายอาจารย์วันมูหะมัดนอร์ก็อยู่ในประเด็น ผมนั่งฟังมาตลอด แล้วมันเป็นเรื่องของเวลาที่เขาจัดสรรกันแล้วมันไม่ได้เกี่ยวกับคนอื่น เขาไม่ได้กินเวลาคนอื่น ถึงจะหมดไปก็เรื่องของผู้อภิปราย ท่านประธานวินิจฉัยด้วย
ไม่มีอะไร ที่ผมไม่เป็นกลางนะครับ เชิญต่อครับ
ท่านประธานครับ ผมจะเข้ามาสู่นโยบายต่อไปนะครับ ในหน้า ๔ ข้อ ๒.๓ ท่านบอกว่า พัฒนาและส่งเสริมการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข ซึ่งผมได้อภิปรายไปแล้วว่าผมไม่เชื่อ มีธรรมาภิบาล มีความรักชาติ มีความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ประโยคนี้ผมจะถามท่านนายกรัฐมนตรีดูว่า ท่านบอกว่า พร้อมทั้งส่งเสริมให้นักการเมืองมีคุณภาพ แสดงให้เห็นว่านักการเมืองตอนนี้ รวมทั้งตัวผมด้วย อาจจะตัวท่านประธานด้วยว่า ยังไม่มีคุณภาพ ท่านจำเป็นต้องส่งเสริมให้มีคุณภาพ เป็นคนดีและมีคุณธรรม ตรงนี้ ไม่เป็นอะไรครับ ท่านว่าใครไม่มีคุณภาพ ก็พิสูจน์กันเองไม่ได้ แต่สิ่งที่ผมอยากจะเห็นว่า ทำไมละครับ รัฐมนตรีของท่าน รองนายกรัฐมนตรีของท่าน พรรคการเมืองสนับสนุน ของท่านนั้นบอกว่ามีคุณภาพ ไปสัมมนากันในรีสอร์ท (Resort) ที่บอกว่าผิดกฎหมาย มีการจับกุม ๒ ครั้งแล้ว และอย่างนี้บอกว่ามีคุณภาพได้อย่างไรครับ ตัวรัฐมนตรี ของคณะของท่านไปกระทำการในอันที่ประชาชนขาดความเชื่อมั่นว่าที่ผิดกฎหมายนี่ นักการเมืองทำได้ และจะบอกว่าส่งเสริมให้นักการเมืองมีคุณภาพได้อย่างไร เป็นคนดี มีคุณธรรม ความรู้และความสามารถ ท่านประธานครับ ตอนนี้เขาก็วิจารณ์กันเยอะว่า คณะรัฐมนตรีชุดนี้ขาดอะไรหลายอย่าง หลายคนที่เขาวิจารณ์กันว่าเกี่ยวข้องกับยาเสพติด หลายคนก็บอกว่ามีบางท่านรุกป่า ประชาชนไม่มีที่ทำกิน แต่รัฐมนตรีไปยึดป่าได้ บางคน ก็เกี่ยวกับการเปิดบ่อน เป็นนักเลงใหญ่โต ท่านประธานครับ สิ่งเหล่านี้มันพิสูจน์ไม่ได้ แต่ถ้าเขียนในนโยบายชัดเจนอย่างนี้ รัฐบาลต้องทำเป็นตัวอย่างครับ ไม่ใช่ว่าจะพัฒนาการเมือง คุณภาพคณะของรัฐบาลนั้นไม่รู้ว่าจะมีคุณภาพสักขนาดไหน เขาวิจารณ์กันเยอะ ดังที่ผม ได้กล่าวเอาไว้ ผมก็คงจะข้ามไปเรื่อย ๆ แต่รับรองได้ว่าผมจะไม่อยู่นอกกรอบของนโยบาย ท่านประธานครับ ผมอภิปรายไป ผมดูเวลาไปด้วย ท่านไม่ต้องเป็นห่วงครับ ในหน้า ๗ นโยบายบอกว่าการพัฒนาเศรษฐกิจและความสามารถในการแข่งขันของไทย เศรษฐกิจ มหภาค การเงินการคลัง ท่านมาดูครับ ข้อ ๕.๑.๒ กำกับดูแลวินัยการเงินการคลังโดยกำกับ ดูแลให้หน่วยงานของรัฐดำเนินตามกฎหมาย วินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัด ท่านประธานครับ บทบาทและหน้าที่นี้ท่านรองนายกรัฐมนตรีสมคิดก็คงรู้ดีว่ามันเป็นเรื่องของ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่ผ่านมาท่านประธานครับ ท่านนายกรัฐมนตรีที่ผ่าน ๆ มา เวลาจะเลือกแต่งตั้งคนที่เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังนั้น เขาก็จะดูว่าจะไปกำกับดูแล อย่างเคร่งครัดได้มากน้อยแค่ไหน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของความซื่อสัตย์สุจริต มันไม่ได้ ดูแลเงินของพรรคนี่ครับ ดูแลเงินของประเทศ แล้วท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่ท่านแต่งตั้งให้ไปดูแลกำกับนี้ก็มีการวิพากษ์วิจารณ์ตลอด จนกระทั่งวันนี้ว่าท่านไม่ได้มีวินัย ในทางการเงิน สมัยที่ท่านไปกำกับดูแลสถาบันการเงินซึ่งเล็กกว่ากระทรวงการคลัง เยอะนะครับ ธนาคารกรุงไทยนั้น ท่านได้อนุมัติเงินให้เกิดความเสียหายแก่ประเทศ และธนาคารเกือบหมื่นล้านบาท หรือหมื่นกว่าล้านบาท และจะบอกไม่ผิดได้อย่างไร เพราะว่า ติดคุกติดตะรางกัน ๒๐ กว่าคน ท่านรองนายกรัฐมนตรีสมคิดทราบดี กรรมการ ๓ ใน ๕ ติดคุก และในข้อบังคับนั้นชัดเจนว่าธนาคารจะอนุมัติไม่ได้ ถ้าเงินเกินกว่า ๒,๐๐๐ ล้านบาท ถ้ามีกรรมการคนใดคนหนึ่งคัดค้าน ท่านอุตตมซึ่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ปัจจุบัน ท่านเป็นคนหนึ่งที่อนุมัติ รายงานการประชุมก็ชัดเจนว่าท่านนั่งอยู่และบันทึก การประชุมก็ไม่ได้บอกว่าท่านคัดค้าน แล้วจะให้ผมเชื่อว่าท่านจะมากำกับเงินงบประมาณ ของประเทศ ๓ ล้านล้านบาทนั้นด้วยความเคร่งครัด มีวินัยได้อย่างไร แค่ธนาคารกรุงไทย ท่านยังขาดวินัยเลยครับ แล้วพลอยให้บอกว่าติดคุกกัน ๒๐ กว่าคนครับ ที่อนุมัติประเภท เดียวกับท่าน ๑๘ ปี ท่านหลุดมาได้ ผมก็ไม่ว่าอะไร เพราะว่าอาจจะเป็นความมหัศจรรย์ของกฎหมายก็ได้ แต่ท่านจะมานั่งดูแลกระทรวงการคลัง เงินของประเทศ เงินของผมด้วยนี่ครับ ผมไม่มั่นใจครับ และที่สำคัญท่านประธานครับ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังต้องเซ็นลงนามในธนบัตรที่บอกว่า ธนบัตรชำระหนี้ได้ ตามกฎหมาย แล้วในธนบัตรนั้นมีพระบรมฉายาลักษณ์ด้วย คนที่มีตำหนิ คนที่ไม่ได้มีความ ซื่อสัตย์ ไม่เหมาะสมนี่ผมว่ามาลงนามตรงนี้ ซึ่งเงินนี้ใช้ทั่วประเทศ ทั่วทั้งโลก ผมไม่อยากจะ เห็นครับ ที่มีลายเซ็นของคนที่ไม่ค่อยที่จะยอมรับได้ลงนามข้างซ้ายของพระบรมฉายาลักษณ์ ท่านประธานครับ
ท่านวันมูหะมัดนอร์ ผมได้เตือนไว้แล้วว่าอย่าพยายามไปอ้างอิงถึงสถาบันเลยนะครับ
ประท้วงครับ กราบเรียนท่านประธานครับ ผม สายัณห์ ยุติธรรม ส.ส. จังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคพลังประชารัฐ ผมอยากให้ท่านสมาชิกผู้อาวุโสซึ่งผมเคารพท่านส่วนตัวนะครับ ให้ถอนนะครับ เอาเบื้องสูงมาอ้างในสภานี้ไม่ได้ครับ ต้องถอนอย่างเดียว
ขอถอนว่าอะไรครับ
ว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังไปเซ็นกับพระบรมฉายาลักษณ์
ไม่ใช่ครับ ผมบอกว่า
พูดเมื่อสักครู่นี้ท่านประธานครับว่า เอาลายเซ็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังไปเซ็น ร่วมกับพระบรมฉายาลักษณ์
ผมขอ วินิจฉัยดีกว่า อย่าพูดบ่อยเลย
ผมว่า ให้ถอนครับ มันจะดีกับประเทศนี้ครับ เพราะท่านอยู่ทางชายแดนใต้ด้วย
คือผม ขอเตือนก็แล้วกันท่านวันมูหะมัดนอร์รวมทั้งท่านสมาชิกในที่นี้นะครับว่า อย่าอ้างถึง สถาบันมาก
ถ้ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคนนี้เซ็น ท่านก็ไม่ต้องจ่ายสตางค์ก็ได้ครับ
เอาเพียง แค่นั้นนะ
ท่านพูดเมื่อสักครู่ครับ ท่านเปิดเทปเลยท่านประธาน ดูสิว่าไปเซ็นร่วมกับพระบรมฉายาลักษณ์ ผมว่าอย่าพูดดีกว่าสภานี้ อย่าเอาเบื้องสูงมาอ้างกัน เรากำลังอภิปรายนโยบายรัฐบาลต่อไป ไม่ใช่รัฐบาลที่แล้ว
ครับ ก็เหลือแต่เพียงว่าไม่ควรไปเซ็นชื่อในธนบัตร
โอเค (OK) นะครับท่านประธาน ขอเตือนท่านประธาน ต้องประท้วงท่านประธานด้วยนะครับ อย่างนี้ไม่ได้ เดี๋ยวคนอื่นพูดอีก
ต้องฟัง ท่านก่อน ผมขอร้อง
ท่านประธานครับ ผมถอนก็ได้ครับ แต่ท่านนายกรัฐมนตรีต้องถอนรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังนี้ออกไปครับ ก็ไม่มีปัญหาอะไรครับ ท่านประธานครับ จริง ๆ แล้ว ท่านเปลี่ยนรัฐมนตรีได้นะครับ เพราะอำนาจของท่านนายกรัฐมนตรีครับ
ท่านประธานคะ ดิฉันขอประท้วง
ประท้วง เรื่องอะไรครับ ข้อไหนครับ
เรียนท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ดิฉัน กรณิศ งามสุคนธ์รัตนา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๔ กรุงเทพมหานคร ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ดิฉันขอประท้วง ท่านประธานนะคะ ที่ท่านผู้อภิปรายสักครู่นี้ในข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ข้อ ๔๓ ให้ร้ายป้ายสี ดิฉันขออนุญาตเอ่ยนามท่านอุตตมนะคะ ณ ปัจจุบันนี้ก็คือท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลัง ต้องเรียนอย่างนี้ว่าคำตัดสินของศาลฎีกาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษามาแล้วเมื่อวันที่ ๒๖ สิงหาคม ๒๕๕๘ เกี่ยวกับคดีของธนาคารกรุงไทย ผ่านกระบวนการในการตรวจสอบมาหลายขั้นตอน ดิฉันได้ติดตามในส่วนของคดีนี้ มาอย่างต่อเนื่อง ถ้าท่านผู้อภิปรายใส่ร้ายป้ายสีโดยที่ไม่เคารพศาลในส่วนของคำตัดสิน ละเมิดคำตัดสินของศาล บอกว่ากระบวนการตัดสินพิสดาร ดิฉันขอให้ท่านประธานวินิจฉัย ให้ท่านสมาชิกถอนคำพูดด้วยนะคะ กราบขอบพระคุณค่ะ
ผมวินิจฉัยครับ เข้าใจว่าบุคคลที่ท่านเอ่ยอยู่ในสภาแห่งนี้ ดังนั้นเดี๋ยวท่านก็คงขึ้นมาชี้แจงเองประท้วง อะไรครับ
ท่านประธานครับ ผมต่อเลยนะครับ เพราะว่าผมไม่ได้บอกว่าศาล
เดี๋ยวมี ข้างหลังประท้วงอีกคนครับ ฟังท่านหน่อย เชิญครับ เชิญท่านประท้วงก่อน
ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม ซูการ์โน มะทา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา พรรคประชาชาติ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมประท้วงท่านประธานตามข้อ ๕ นะครับ เพราะว่าท่านต้องคุม การประชุมอภิปรายในสภานี้ด้วยความเรียบร้อย อันที่ ๑ นะครับ
อันที่ ๒ ก็คือว่าการประท้วงตามข้อบังคับ ข้อ ๔๓ ก็บอกชัดเจน ท่านไม่ต้อง อธิบายเรื่องอะไร เพราะว่าหน้าที่ในการตอบโต้ผู้อภิปรายเป็นหน้าที่ของนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีครับ ขอบคุณมากครับ
ทำอะไรผิด เลยนะครับ ก็ว่าไปตามที่ท่านว่านั่นละ เชิญท่านวันมูหะมัดนอร์ครับ
ท่านประธานครับ แต่ว่าผมจำเป็นต้องขอแก้นิดหนึ่ง ผมไม่ได้บอกว่าศาลตัดสินด้วย ความมหัศจรรย์อะไร ผมแค่บอกว่าอาจจะเป็นมีคนอธิบายว่ารอดเพราะกฎหมายอาจจะมี บทมหัศจรรย์อะไร แต่ศาลผมเคารพ ท่านตัดสินไปแล้วนะครับ แต่ไม่ได้หมายความว่า คนที่อยู่ไม่ได้ตัดสินว่าผิดนั้น แต่ผมอธิบายไม่ได้บอกว่าท่านผิดนะครับ แต่ท่านไม่เหมาะสม อย่างไร เพราะว่าคนที่เซ็นพร้อมกับท่านนั้นติดคุกหมด ก็ไม่เป็นอะไรครับ ก็ดีด้วย แต่ว่าอีกอันหนึ่ง ท่านนายกรัฐมนตรีมาพอดี ท่านนายกรัฐมนตรียังมีโอกาสจะเปลี่ยนได้ครับ เพราะผมเห็นคนในคณะรัฐบาลของท่านน่าจะเหมาะสมเป็นรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังได้ ผมไม่ได้แนะนำนะครับ แต่ว่าไปอยู่กระทรวงแรงงาน ท่านหม่อมราชวงศ์จัตุมงคล ท่านเป็นอดีตปลัดกระทรวงการคลังนะครับ ก็มือดี เป็นผู้ว่าการ แบงก์ชาติ เคยเซ็นในธนบัตรแล้ว ท่านก็ไปตั้งไว้ให้ไปอยู่ในกระทรวงแรงงาน ถ้าท่านสลับไป ผมไม่มีปัญหาครับ ท่านเอาท่านจัตุมงคลมาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เซ็นในธนบัตรได้ครับ แล้วก็ท่านกำกับ ผมก็เชื่อว่าท่านจะรักษาวินัย ท่านเป็นอธิบดี มาหลายกรม ท่านก็ให้คุณอุตตมไปอยู่กระทรวงแรงงานก็เหมาะสมดีนะครับ แล้วก็ อีกประการหนึ่ง ผมก็ยังไม่เคยเห็นคนที่เป็นหัวหน้าพรรคมาเป็นรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลัง ผมกลัวจะสับสนว่าเงินของแผ่นดิน เงินของพรรคปนไปปนมา คงไม่เป็น อย่างนั้น แต่ว่าผมมีสิทธิที่จะสงสัย เพราะว่าผมเป็นคนเสียภาษี ผมเป็นเจ้าของเงิน ของประเทศ ผมไม่อยากจะเห็นความสับสน ท่านคงไม่ทำตามคำแนะนำของผม แต่ว่าผมหาทางออกให้ว่าเอารัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานมาเป็นรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลัง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ก็น่าจะไปได้ครับ ท่านประธานครับ ผมขอข้ามมาครับ เอานโยบาย ในหน้า ๒๕ เห็นหรือไม่ครับ ถ้าไม่มีการประท้วงผมก็ไปเร็วได้ ในหน้า ๒๕ ครับ ๑๐.๒ ปรับปรุงระบบที่ดินทำกิน และลดความเหลื่อมล้ำในด้านการถือครองที่ดิน โดยจัดสรรที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยให้แก่ ราษฎรที่ยากไร้และเกษตรกรตามหลักการของคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ การกระจายสิทธิการถือครองให้แก่ผู้ที่อยู่ในพื้นที่ที่ไม่ได้รุกล้ำ เป็นนโยบายที่ดีครับ แต่ก็ไม่ได้ บอกว่าจะจัดอย่างไร เพราะในขณะนี้ความเหลื่อมล้ำสูงมาก คนคนเดียวบางทีครองที่ดิน หลายแสนไร่ เป็นล้านไร่ แต่ชาวบ้านตาดำ ๆ ที่อยู่ที่ทำกินก็ยังไม่มี เป็นนโยบายที่ดี แต่ผมไม่เห็นว่าน่าจะเกิดขึ้นได้อย่างไร เพราะท่านไม่ได้เขียนว่าจะจ่ายให้กับคนยากจน ได้เมื่อไร มีวิธีอย่างไร แล้วคนที่ครองที่ดินเยอะ ๆ นั้นจะขึ้นภาษีที่ดินอย่างไร ก็ไม่กล้าที่จะบอกชัดเจน เพราะฉะนั้นก็ยังเห็นว่าเป็นนโยบายที่น่าจะดี แต่ว่าความสำเร็จ ไม่รู้จะเกิดขึ้นใน ๔ ปีของรัฐบาลท่านหรือเปล่าครับ ต่อไปครับ ในหน้า ๒๖ ๑๐.๔ ครับ สร้างความมั่นคงของฐานทรัพยากรแร่ และทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เพื่อพัฒนา ประเทศเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยใช้ทรัพยากรอย่างเหมาะสมและเป็นธรรม ทรัพยากรแร่ของเรามีเยอะจะจัดสรรอย่างไรให้เป็นประโยชน์ แต่ผมอยากจะพูดสั้น ๆ ว่า ที่ท่านบอกว่าจะสร้างความมั่นคงของฐานทรัพยากรแร่ ท่านประธานครับ ท่านนายกรัฐมนตรีได้ไปใช้มาตรา ๔๔ ไปให้ยุติการทำเหมืองแร่ทองเอาไว้ ซึ่งเขาฟ้องไปที่ตุลาการ แล้วก็ฟ้องไปทั้งศาลต่างประเทศ และจะมาในประเทศไทย ผู้รู้หลายคนครับ เพราะจะสร้างความมั่นคงทรัพยากรแร่กลายเป็นจะเกิดความไม่มั่นคง เพราะเขาบอกกันว่าอาจจะมีโอกาสแพ้ได้สูง และอาจจะต้องเสียค่าโง่หลายหมื่นล้านบาท ในรายละเอียดนั้นเดี๋ยวคงจะมีคนพูดทีหลัง แต่ในกรณีนี้ผมก็ข้องใจเช่นเดียวกันว่า ตัวรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ท่านอุตตมก่อนหน้านี้ก็ไปอยู่ที่กระทรวงอุตสาหกรรม ทำไมท่านไม่แก้ไข ปล่อยให้ท่านนายกรัฐมนตรีต้องไปใช้มาตรา ๔๔ ซึ่งเป็นเหตุที่เราจะต้อง เสียเงินเพราะเขาฟ้องมา แล้วถ้าท่านอุตตมได้มีโอกาสใช้กฎหมายเหมืองแร่ กฎหมาย สิ่งแวดล้อม หรือกฎหมายโรงงาน ท่านอาจจะบอกว่าท่านเข้าไปนั้นมาตรา ๔๔ ไปแล้ว แต่ท่านเข้าไปท่านต้องรับผิดชอบกับสิ่งที่เกิดขึ้น ดูแล ผมไม่เห็นว่าท่านได้แก้ไขในเรื่องนี้ อย่างไร ประเด็นนี้ก็เป็นประเด็นปัญหาของท่านนายกรัฐมนตรีอีกเหมือนกันว่า ถ้าท่านใช้ มาตรา ๔๔ นั้น ในฐานะเจ้าหน้าที่ของรัฐ ท่านอุตตมก็เตรียมเงินใช้เขาไป แต่ถ้าหากว่า ศาลรัฐธรรมนูญตีความว่าท่านนายกรัฐมนตรีไม่ใช่เจ้าหน้าที่ของรัฐ ท่านก็ต้องเตรียมเงินใช้ ที่ฝรั่งเขาฟ้องมานะครับ
ท่านประธานครับ ด้วยความรวดเร็ว เพราะเวลาอีก ๗ นาทีครับ ในข้อ ๑๑.๘ ในหน้า ๒๙ บอกว่า จากนโยบายนี้ต้องการจะกระจายอำนาจ กระจายความรับผิดชอบ เพิ่มบทบาทการปกครองขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ส่งเสริมบทบาทของเอกชน และชุมชนในการให้บริการสาธารณะ ก็เช่นเดียวกันครับ เรื่องการกระจายอำนาจพูดกันมาเยอะ ในตอนหาเสียงเลือกตั้งคราวที่แล้ว ผมไม่อยากจะเอ่ยชื่อพรรคเดี๋ยวจะเกิดการประท้วง แต่อย่างน้อย ๒ พรรคครับ ๓ พรรคที่ไปร่วมรัฐบาลนี้บอกว่าจะสนับสนุนการกระจายอำนาจ บางพรรคบอกว่าจะให้มีการเลือกตั้งในทุกระดับ บางพรรคก็บอกว่า จะลดอำนาจของรัฐบาล ให้เล็กลง ให้ท้องถิ่นนี้ใหญ่ขึ้น แต่ในนี้ก็ไม่บอกชัดเจนว่าจะกระจายอำนาจอย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกระจายงาน กระจายงบประมาณครับ ท้องถิ่นมีปัญหามากในเรื่อง งบประมาณตอนนี้ เดิมรัฐธรรมนูญเขียนว่าจะต้องให้งบประมาณของประเทศนั้น ไปให้ท้องถิ่น ๓๕ เปอร์เซ็นต์ ท่านก็ทำไม่ได้เพราะก็เอาเงินไปซื้ออาวุธซื้ออะไรที่ไม่จำเป็น เยอะแยะ แต่ท้องถิ่นนั้นแทบจะบริหารจ่ายเงินเดือนก็หมดแล้ว ไม่มีทางที่จะ พัฒนาได้ ท้องถิ่นไม่มีทางจะโตจะรับผิดชอบได้ เพราะฉะนั้นจึงอยากจะให้รัฐบาล โดยเฉพาะพรรคที่ไปร่วมรัฐบาลนั้นท่านไปพูดกับประชาชนไว้เยอะ จะกระจายอำนาจให้ ท้องถิ่น ให้ประชาชนเขาบริหารตัวเองได้ จะเลือกตั้งผู้บริหารทั้งระดับจังหวัด ระดับอะไร ต่าง ๆ นั้น ท่านต้องรับผิดชอบ เพราะเขาจะต้องทวงท่าน เขาไม่ได้ทวงท่านนายกรัฐมนตรี ในโอกาสต่อไปท่านจะพูดได้อย่างไรว่าสิ่งที่เป็นนโยบายนั้น แต่จะบอกว่าเป็นพรรคร่วมกัน หลายพรรคเขียนลำบาก ไม่ได้ครับ การที่พรรคหาเสียงนั้นเป็นสัญญาประชาคมต้องปฏิบัติ ผมอยากให้ท่านนายกรัฐมนตรีเห็นใจพรรคการเมืองด้วยนะครับ ในเรื่องการกระจายอำนาจ เป็นเรื่องสำคัญที่สุดครับ น่าจะทำให้เสร็จภายใน ๒-๓ ปี และต้องมีความชัดเจน ผมจะตามดู ในเรื่องงบประมาณต่อไปว่าท่านได้ให้ท้องถิ่นมากน้อยแค่ไหน หรือท่านเอาไว้ส่วนกลาง เยอะ ๆ แล้วท่านไปให้เขาทำงานเยอะ ๆ แต่ท่านไม่ให้งบประมาณไปก็ไม่สอดคล้องครับ เพราะฉะนั้นอยากจะให้พรรคที่ไปร่วมรัฐบาลได้ติดตามให้เป็นวาระที่สำคัญแห่งชาติครับ การกระจายอำนาจให้กับท้องถิ่น เขามีสิทธิมีเสียงอย่างมากครับ
ต่อไปนโยบายเร่งด่วน ๑๒ เรื่อง ผมจะไม่พูดทั้งหมดครับ เวลาผมก็เหลืออีก ๔ นาที แต่ผมข้องใจครับท่านนายกรัฐมนตรี ท่านประธานครับ คำว่า เร่งด่วนของท่าน ไม่มีระบุได้เลยว่าจะทำเสร็จเมื่อไร การแก้ไขปัญหาการดำรงชีวิตของประชาชน พูดได้ พูดเรื่อยเปื่อยไปได้ จะปรับปรุงสวัสดิการ พัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน ไม่มีอะไรที่เห็น เป็นรูปธรรมว่าประชาชนจะดีขึ้นอย่างไร ภายในเวลาเท่าไร เร่งด่วน ๔ ปี ไม่ใช่เร่งด่วนครับ จบ ๓ ปี ก็ไม่ใช่เร่งด่วนครับ อย่างน้อย ๑ ปี หรือ ๒ ปี ผมไม่เห็นว่าในนี้จะทำได้ในเวลา อันสั้น ๆ นั้น ถ้าผมไม่พูดในเรื่องนี้ก็คงไม่ได้ ในหน้า ๓๒ นี่ครับท่านประธาน ข้อ ๙ เมื่อสักครู่นี้ ท่านนายกรัฐมนตรีก็ย้ำเสียงดัง ๆ อยู่ การแก้ไขปัญหายาเสพติดและสร้างความสงบสุข ในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ โดยเร่งรัดการแก้ปัญหายาเสพติดให้ความสำคัญกับกระบวนการ มีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน และการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด ท่านประธาน ที่เคารพครับ ปัญหายาเสพติดความจริงไม่ได้เป็นปัญหาเฉพาะในภาคใต้เท่านั้น มันเป็นปัญหาทั่วประเทศ ถึงแม้ว่าเจ้าหน้าที่ก็จะแสดงความสามารถในการจับรายใหญ่ ๆ ของประเทศคราวละ ๕,๐๐๐,๐๐๐-๖,๐๐๐,๐๐๐ ผมเห็นด้วยและควรจะกระทำ ก็ต้องชมเชยท่านรองนายกรัฐมนตรีประวิตรด้วยที่ว่าท่านไปทำ แต่ท่านครับ ปัญหาของ ประชาชนไม่ได้อยู่ที่รายใหญ่ ๆ นี้ครับ มันอยู่ที่รายย่อย รายกลางที่มันกระจายไปอยู่ตาม หมู่บ้าน ตามตำบล และตามอำเภอ ปล่อยได้อย่างไรครับ เจ้าหน้าที่ปล่อยปละละเลยมาก อ้างว่าความไม่สงบ ไม่อยากเข้าพื้นที่ ท่านนายกรัฐมนตรีและท่านรองนายกรัฐมนตรีครับ จริง ๆ ปัญหาชายแดนภาคใต้ก็มีส่วนเรื่องยาเสพติดนี้มาก ท่านเชื่อไหมครับว่าบางตำบล เกือบทุกตำบลต้องการ อส. แค่ ๑๒ คน มีคนสมัครหลายร้อยคน แต่กำหนดว่าคนที่จะเป็น อส. นั้นต้องไม่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด ตรวจปัสสาวะ ไม่มีประวัติ ปรากฏว่าทั้งตำบลหาคน ที่ไม่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดไม่ถึง ๕ คน เป็นได้อย่างไรครับ แล้วอนาคตของชาติจะเป็น อย่างไรครับ เยาวชนของชาติ คนที่วัยแข็งแรง คนวัยทำงานจะเป็น อส. หาไม่ได้ ๑๒ คน ถ้าได้ก็เกี่ยวข้องกับยาเสพติด เกี่ยวอะไร มันระบาดมากครับ แสดงให้เห็นว่าเจ้าหน้าที่ ปล่อยปละละเลย ถึงเวลาที่ต้องทำอย่างจริงจัง โดยเฉพาะเร่งรัดเจ้าหน้าที่ให้อย่างเต็มที่ครับ จังหวัดชายแดนภาคใต้ก็ไม่ใช่เรื่องของยาเสพติดอย่างเดียว ท่านนายกรัฐมนตรีครับ ความไว้วางใจ กฎหมายที่ใช้บังคับ การปฏิบัติที่ไม่มีความเท่ากันทั่วประเทศ ท่านนายกรัฐมนตรีทราบดีว่าสถานการณ์ที่มีการแถลงกันที่สภา พรรค สมาชิก แม้แต่ พรรคร่วมรัฐบาลก็ไปแถลงด้วยว่าอยากจะเลิกกฎหมายที่ไม่เป็นธรรม เช่น กฎอัยการศึก กฎหมายความมั่นคงใช้มา ๑๐ กว่าปี งบประมาณไป ๓๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท คนก็ไปตั้ง ๓๐,๐๐๐-๔๐,๐๐๐ คน ก็ไม่ได้ดีขึ้น ในวันนี้ก็รุนแรงขึ้น ประเด็นที่เป็นปัญหานะครับ ท่านนายกรัฐมนตรีครับ ท่านนายกรัฐมนตรีก็ลงไปตรวจดูหลายครั้ง ท่านไม่เชื่อครับ ท่านถาม ส.ส. อาดิลัน พรรคพลังประชารัฐของท่าน เขาเป็นทนายให้กับคดีความมั่นคง เป็นร้อยคดี ผมก็ถามท่านอาดิลันว่าทำไมคนเหล่านี้ถูกจับแล้วก็ติดคุกติดตะราง เป็นข้อเท็จจริง เขาบอกส่วนใหญ่ไม่ใช่ทั้งหมดครับ ต้องสารภาพ เพราะเป็นอย่างไรครับ เอาถุงดำคลุมหน้าไม่ให้เขาหายใจ เขาบอกเขาสารภาพดีกว่าครับ มันจะตาย นี่ก็พะงาบ ๆ อยู่ที่ห้องไอซียู (ICU) ที่ มอ. ผมไม่ได้ว่าคนนี้ถูกคลุมหน้า
สรุปได้แล้วครับ
ผมก็ขอเวลาจากฝ่ายนี้ ๒-๓ นาที ก็เป็นเรื่องของฝ่ายค้าน ขอ ๒-๓ นาทีเท่านั้น ท่านประธาน เพื่อให้จบเรื่องนี้เรื่องเดียว ก็เพราะการที่ใช้นอกกฎหมาย กฎหมายก็แย่อยู่แล้ว นอกกฎหมายครับ ก็ไม่แน่ท่านอาดิลันจะยืนยันหรือเปล่า แต่ตอนนั้นผมถามท่านยืนยันกับ ผมหลายครั้งว่า เกือบทุกคดีเอาถุงดำปิดหน้า แล้วก็สารภาพ บางครั้งไปสอบให้นอน ในห้องแอร์ เปิดความเย็นสุด ๆ ครับ ไม่ให้ถอดเสื้อ ไม่ให้ผ้าห่ม เขาบอกก็อย่าว่าแต่คืนหนึ่ง เลยครับ ชั่วโมงเดียวก็ไม่ไหว สารภาพเสียดีกว่า ตรงประเด็นนี้ท่านอย่าไปเชื่อเจ้าหน้าที่ จนเกินไปนัก ท่านนายกรัฐมนตรีครับ ผมก็เชื่อว่าเจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่ก็เป็นคนดี ตั้งใจทำงาน เสียสละชีวิตผมก็เห็นใจ และอยากจะให้ท่านนายกรัฐมนตรีดูแลเจ้าหน้าที่ให้ดี ให้สวัสดิการ เขาเต็มที่ แล้วก็อย่าให้เขาตั้งอยู่ในความประมาท แล้วก็ไม่รู้จะเอาอย่างไร รถก็มีลาดตระเวน แต่ท่านให้เขาเดินเป็นเป้าหมายของผู้ที่ไม่หวังดีก็เสียชีวิตไปเยอะ ไม่ทราบว่า เป็นเพราะอะไรครับ ที่ผมจำเป็นต้องพูดในปัญหาภาคใต้เพราะว่ามาจากภาคใต้ พูดปัญหา เรื่องคลัง พูดปัญหาประชาธิปไตยแล้วก็พูดเรื่องนี้
ท่านสรุป ได้แล้วครับ ท่านสรุปนะครับ ท่านบอกขอ ๒-๓ นาที
ท่านประธานหมายถึงอย่างไร จะให้ผมจบนะครับ
ครับผม
ก็ไม่เป็นอะไร กินเวลาในฝ่ายค้าน ผมจะจบ ท่านประธานครับ ขอขอบพระคุณ ความจริง ก็มีเรื่องอื่นอีก แต่ผมไม่พูดครับ เพราะว่าโดยมารยาทเมื่อหมดเวลา จบประเด็น ความจริง มีอีกหลายเรื่องแต่คนหลายคนก็คงจะพูดต่อไปครับ ขอขอบพระคุณท่านนายกรัฐมนตรี ที่ทนนั่งฟัง แล้วก็คณะรัฐมนตรีทุกท่านที่ทนนั่งฟัง แล้วก็ขอบคุณท่านประธานที่ให้โอกาส ผมด้วย ขอขอบพระคุณท่านประธานครับ
ขอบคุณครับ เดี๋ยวก่อนนะครับ ผมขอชี้แจงนิดหนึ่ง เมื่อสักครู่ไม่อยากขัดท่านวันมูหะมัดนอร์ เพราะตามกติกาข้อบังคับต้องพูดกับผม ดังนั้นที่ท่านสมาชิกไม่ลุกขึ้นท้วงก็ดีแล้ว ไม่อย่างนั้น เขาจะโจมตีผม ประการที่ ๑ ประการที่ ๒ หมดเวลาแล้วก็ต้องหมดเวลานะครับ มีท่านใดประท้วงก่อนครับ ก่อนที่จะมีการพูดต่อไป เชิญครับ เดี๋ยวข้างหลังนั้นก่อนครับ พรรคเดียวกันครับ เชิญ
คนละพรรคครับ ผมอยู่ฝ่ายค้าน ท่านวิรัชอยู่รัฐบาลครับ ท่านประธานที่เคารพ ผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดเชียงใหม่ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา แล้วก็เป็นวิป (Whip) ฝ่ายค้าน ท่านประธานที่เคารพครับ ฝ่ายค้านบริหารเวลาภายใต้โควตาที่ได้รับการจัดสรร ถ้าจะมีผู้อภิปรายท่านใดจะอภิปรายสั้นลงหรือล้ำเกินเวลาไปบ้างเป็นเรื่องปกติ ขอให้ อยู่ในประเด็นเท่านั้น ซึ่งท่านประธานสามารถวินิจฉัยได้ แต่ถ้าเกินเวลาไปก็มาหักในสัดส่วน ฝ่ายค้านครับ ท่านประธานไม่ต้องห่วงเรื่องเวลา
เกินไป ๓ นาทีเมื่อสักครู่ไม่เป็นอะไร
ไม่เป็นอะไรครับ ท่านประธาน นั่นเป็นสัดส่วนของพวกผมครับ ขอบพระคุณครับ
อันนี้ ผมทราบอยู่แล้วแต่ก็ต้องเตือนไว้ แล้วก็บังเอิญอยากจะเตือน ๒ เรื่อง เรื่องแรกก็คือ ต้องพูดกับผม เห็นท่านนายกรัฐมนตรีอยู่อย่างนี้นะครับ ท่านกรุณาฟังแล้ว และท่านไปพูด กับท่านนายกรัฐมนตรีโดยตรงก็ผิดกติกา ก็ขอบคุณท่านสมาชิกหลายคนไม่ได้ขยับจะมา ประท้วงผม
(นายวิรัช รัตนเศรษฐ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
ท่านประท้วงใครครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม วิรัช รัตนเศรษฐ พรรคพลังประชารัฐ แบบบัญชีรายชื่อ จังหวัดนครราชสีมา ผมต้องเรียนท่านประธานว่าเมื่อเช้าเราได้มีกรอบของการแบ่งเวลา ถ้าฝ่ายไหนพูดอภิปรายเลยไปก็หักเวลาฝ่ายนั้นเลยครับท่านประธาน ไม่อยากให้ ท่านประธานประท้วง ปล่อยเลยครับท่านประธาน ขอบคุณครับ
ผมก็พยายามไม่ใช้เวลา อย่างเช่นเมื่อสักครู่นี้ กรุณาพูดกับผม เห็นท่านนายกรัฐมนตรีแล้ว ทุกคนก็อยากพูดกับท่าน ต่อไปอาจารย์ปิยบุตรใช่ไหมครับ เชิญครับ
ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม ปิยบุตร แสงกนกกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคอนาคตใหม่ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา การประชุมร่วมกันของรัฐสภาในวันนี้ เป็นวาระสำคัญอย่างยิ่งนะครับ นอกจากเป็นโอกาสให้คณะรัฐมนตรีที่เพิ่งเข้ารับการปฏิบัติ หน้าที่ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาเพื่อให้สมาชิกรัฐสภาได้วิพากษ์วิจารณ์ และให้ข้อคิดเห็น อันเป็นประโยชน์แก่คณะรัฐมนตรี นอกจากนั้นแล้ววันนี้เป็นครั้งแรกในรอบ ๕ ปี ที่ท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตหัวหน้า คสช. ผู้ก่อการรัฐประหารเมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ และเป็นความผิด แต่ท่านนิรโทษกรรมตัวท่านเองไปแล้ว ท่านได้เข้าสภาครั้งแรกในรอบ ๕ ปี โดยที่มี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฝ่ายค้านได้ทำหน้าที่ตรวจสอบถ่วงดุลท่านด้วย ซึ่งเป็นนิมิตหมายที่ดี ของการกลับคืนเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ดังนั้น ผมเองในฐานะผู้แทนราษฎรจากฝ่ายค้านจึงขออนุญาตใช้เวลาของสภาแห่งนี้ทำหน้าที่ อภิปรายแสดงข้อคิดเห็นเพื่อเป็นประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน โดยผมเองนั้น จะเป็นตัวแทนของพรรคอนาคตใหม่ โดยรับมอบสิทธิของหัวหน้าพรรคมาใช้ในการอภิปราย โดยไม่จำกัดเวลา แต่ผมจะพยายามควบคุมให้อยู่ใน ๓๐ นาที และถ้าเวลาส่วนใดเกิน ให้หักเวลาจากส่วนของพรรคอนาคตใหม่ไป ผมจะอธิบายในภาพรวมของนโยบายนี้ และหลังจากนั้นก็จะลงไปในรายละเอียดในนโยบายหลัก ๑๒ ด้านบางเรื่อง และนโยบาย เร่งด่วน ๑๒ อีกในบางด้าน แล้วก็ที่อื่น ๆ ส่วนอื่น ๆ นั้นก็จะมีสมาชิกจากพรรคอนาคตใหม่ ได้อภิปรายแสดงข้อคิดเห็นต่อไป ผมต้องขออนุญาตฝากเรียนท่านประธานไปยัง ท่านนายกรัฐมนตรีว่า ผมขอขอบคุณท่านจริง ๆ ที่ท่านอดทนฟังต่ออีกสักนิดหนึ่ง เพื่อที่ท่าน จะได้รู้จักตัวผมมากขึ้น ท่านจะได้มีโอกาสรู้จักสมาชิกพรรคอนาคตใหม่มากขึ้น แล้วจะได้ เข้าอกเข้าใจกันมากขึ้นว่า เรามีมิตรจิตมิตรใจไมตรีต่อกันต่างเห็นผลประโยชน์ของ ชาติบ้านเมือง และข้อคิดเห็นที่ผมกำลังจะพูดต่อไปนี้จะเป็นประโยชน์ต่อตัวคณะรัฐมนตรี ท่านเองด้วย
ท่านประธานครับ ก่อนอื่นที่จะเข้าสู่เรื่องการแถลงนโยบาย ผมมีความจำเป็น อย่างยิ่งที่จะต้องขออนุญาตดูจากข้อบังคับ ข้อ ๑๐๘ ขออภิปรายต่อเนื่องจากการหารือ เมื่อเช้าเล็กน้อยเท่านั้นเอง เพราะมันเกี่ยวข้องกับความสามารถที่จะบริหารราชการแผ่นดิน ให้สำเร็จตามนโยบายนี้ ผมเรียนตรงนี้ว่านี่เป็นประโยชน์ของทุกท่านจริง ๆ ผมไม่ได้ หยุมหยิมจุกจิกกับเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่อยากจะเคลียร์ (Clear) ปัญหาเรื่องนี้ให้กระจ่างชัด เพื่อประโยชน์ต่อคณะรัฐมนตรีว่าสุดท้ายแล้วมันสมบูรณ์เรียบร้อยแล้วหรือยัง ในการถวายสัตย์ปฏิญาณ ผมเองดูจากข่าวพระราชสำนักซึ่งผมเองก็ไม่ทราบหรอกครับว่า ในความเป็นจริงแล้วจะมีขั้นตอนอะไรอย่างไร แต่ว่าคนที่จะยืนยันเรื่องนี้ได้ดีที่สุดก็คือ ตัวท่านนายกรัฐมนตรี ดังนั้นจึงขอความกรุณาว่าถ้าผมอภิปรายเสร็จแล้ว ถ้าท่านช่วยยืนยัน ให้สักนิดหนึ่งว่าการกล่าวปฏิญาณตอนนั้นครบถ้วนหรือไม่ อย่างไร เพราะเราจะได้วินิจฉัย ได้ว่าสุดท้ายแล้วการเข้ารับหน้าที่ของท่านนั้นสมบูรณ์ตามรัฐธรรมนูญแล้วหรือยัง เพื่อบ้านเมืองจะได้เดินหน้าไปได้ต่อ
ขออนุญาตเข้าสู่เรื่องการแถลงนโยบายของท่าน คำแถลงนโยบายของ คณะรัฐมนตรีที่ท่าน พลเอก ประยุทธ์ ได้อ่านมาทั้งหมดรวม ๓๕ หน้า แล้วก็เข้าใจว่า เขียนกันอย่างค่อนข้างเร่งรีบ แล้วก็ส่งให้สมาชิกค่อนข้างล่าช้ามาก เรามีเวลาอ่านกันเพียงแค่ ๓-๔ วันเท่านั้นเอง แล้วท่านเองก็ได้ใช้เวลาอ่านข้ามไปข้ามมาบ้าง ไม่เป็นอะไร เพราะเรา ก็ถือว่าเราทำการบ้านเราอ่านมาเหมือนกัน ท่านใช้เวลาอ่านไปเกือบ ๒ ชั่วโมง ขออนุญาต เรียนท่านประธานอย่างนี้ว่า ผมได้พิจารณาทั้งหมดแล้ว ขอสรุปว่านโยบายของคณะรัฐมนตรี ชุดนี้มีลักษณะเด่นอยู่ ๓ ประการ
ประการที่ ๑ นโยบายของคณะรัฐมนตรีชุดนี้เป็นนโยบายที่เลื่อนลอย นโยบายเลื่อนลอยคืออะไร นโยบายเลื่อนลอยคือท่านผสมปนเปเอาทุก ๆ เรื่องจับยัดใส่ เข้าไปหมด และเรียงต่อ ๆ กันมา ใส่ทุกเรื่อง แต่ว่าไม่ได้โฟกัส (Focus) เน้นเฉพาะเจาะจงไป ที่เรื่องใดเรื่องหนึ่ง มันคลุมกระจัดกระจายเต็มไปหมด แล้วก็จะประกอบไปด้วยคำใหญ่ ๆ โต ๆ คำสวยหรูเหมือนกับโฆษณาชวนเชื่อ แต่ว่าอ่านลงไปในรายละเอียดแล้วไม่มีเนื้อหา ที่เป็นรูปธรรม ผมยกตัวอย่างเช่น ท่านจะพบเห็นคำว่า เสริมสร้างสิ่งนั้น พัฒนาสิ่งนี้ ส่งเสริมสิ่งนั้น เหมาะสมอย่างนั้น ส่งเสริมอย่างนี้ มันจะวนเวียนไปซ้ำซากอยู่แบบนี้ แต่ถามว่าทำอย่างไร ไม่มีอะไรบอกไว้ แล้วก็ไม่ได้เน้นเฉพาะเจาะจงไปในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง
เพราะฉะนั้นผมขอยกตัวอย่างให้เห็นเป็นรูปธรรมแบบนี้ ถ้าท่านลองดู ตัวนโยบาย ในนโยบายหลักข้อที่ ๕.๑.๑ อันนี้เป็นตัวอย่าง ท่านเขียนเอาไว้ว่า ดำเนินนโยบายการเงินการคลังเพื่อให้เศรษฐกิจไทยสามารถตอบสนองต่อความผันผวนโลก โดยบริหารเศรษฐกิจมหภาคให้มีเสถียรภาพ เอื้ออำนวยต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ในภาพรวมอะไรต่าง ๆ ท่านว่าไปอย่างยาวเลย แต่ท่านก็ไม่ได้บอกวิธีการทำว่าทำอย่างไร สุดท้ายแล้วหน้าที่ในการบริหารเศรษฐกิจต่าง ๆ ที่ท่านว่ามาในข้อ ๕.๑.๑ นี่เป็นหน้าที่ ของรัฐบาลท่านอยู่แล้ว รัฐบาลทุกชุดก็ต้องทำหน้าที่เหล่านี้ แต่สิ่งที่พวกเราสมาชิก อยากทราบและจะได้วิพากษ์วิจารณ์กันถูกคือท่านทำอย่างไรต่างหาก เช่นเดียวกันครับ ในส่วนนโยบายเร่งด่วนในเรื่องที่ ๙ สิ่งนี้ก็เป็นการผสมผสานซึ่งย้อนแย้งกัน แต่ดันเอามาจับ อยู่ร่วมกัน เมื่อสักครู่ท่านสมาชิกอาวุโสซึ่งอภิปรายไปก่อนหน้าผมนะครับ ท่านอาจารย์ วันมูหะมัดนอร์ ท่านก็ได้พูดตรงนี้ไปแล้ว ในเร่งด่วนข้อ ๙ นั้นคือการแก้ไขปัญหายาเสพติดและสร้างความสงบสุขในพื้นที่ ชายแดนภาคใต้ ผมก็ไม่มั่นใจว่ามันเกี่ยวเชื่อมโยงกันได้อย่างไรใน ๒ เรื่องนี้ เรื่องหนึ่งคือ เรื่องยาเสพติด อีกเรื่องหนึ่งคือเรื่องการแก้ไขปัญหาความสงบชายแดนภาคใต้ ทำไม ท่านถึงไม่แยกออกจากกัน ถ้าเขียนติดกันอย่างนี้เดี๋ยวอ่านแล้วก็จะเข้าใจผิดว่ายาเสพติด มันมีอยู่แต่ที่ชายแดนภาคใต้หรือไม่ อย่างไร
เร่งด่วนข้อที่ ๔ ครับ การให้ความช่วยเหลือเกษตรกรต่าง ๆ แล้วท่านก็มี ถ้อยคำหนึ่งบอกว่าแก้ไขปัญหาข้าวครบวงจร ซึ่งก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าทำอย่างไร อีกเช่นเดียวกัน แค่บอกเฉย ๆ
เร่งด่วนข้อที่ ๕ การวางรากฐานระบบเศรษฐกิจของประเทศสู่อนาคต ท่านก็บรรยายสาธยายเต็มไปหมด เช่นเดียวกันครับไม่ได้บอกว่าจะทำให้มันเกิดขึ้นได้จริงนั้น อย่างไร
ทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้ยังมีการเขียนซึ่งมันขัดแย้งกันเองอยู่ ผมยกตัวอย่าง เช่น ขับเคลื่อนการทูตเชิงรุกเพื่อประชาชน เพื่อคุ้มครองผลประโยชน์ของคนไทย ส่งเสริม บทบาทของชุมชนไทย ท่านก็ว่าของท่านไปนะครับ มันเหมือนเป็นทิศทางที่ท่านจะทำ แต่ท่านก็ไม่ได้บอกว่าท่านจะทำนั้นอย่างไร อย่างน้อยก็พอสังเขปก็ไม่ได้บอกนะครับ
ลักษณะเด่นประการที่ ๒ ต่อไปครับ ผมขออนุญาตเรียกว่านโยบายชุดนี้ เป็นนโยบายโลเล เมื่อสักครู่นี้นโยบายเลื่อนลอยไปแล้ว ครั้งนี้เป็นนโยบายโลเล นโยบายโลเล ตรงไหนครับ โลเลคือไม่แน่ใจว่าท่านต้องการอะไรกันแน่ เพราะว่าหลายอย่างมันเขียน ซับซ้อนซ่อนเงื่อนขัดแย้งกันไปกันมาเอง ผมยกตัวอย่างเช่น นโยบายหลัก ข้อ ๑๐.๑ ท่านบอกว่าจะเร่งคืนพื้นที่ผืนป่า แต่ท่านก็ต่อไปว่า ระบุว่าจะจัดการให้ประชาชนสามารถ อยู่ร่วมกับป่าได้ คือตกลงแล้วนโยบายทวงคืนผืนป่าที่ท่านทำมาตลอด ๕ ปีที่ผ่านมา ซึ่งมีพี่น้องประชาชนชาวบ้านเดือดร้อนถูกดำเนินคดีจำนวนมาก ติดคุกจริงนะครับ บางท่าน อาจจะเพิ่งได้รอลงอาญา ได้ประกันตัวกันมา จริง ๆ นะครับ ติดคุกกันจริง ๆ และสุดท้ายแล้วนี่ ทวงคืนผืนป่า แล้วจะเอาป่ากับชุมชนมาอยู่ร่วมกัน ประชาชนสามารถอยู่ร่วมกันได้ ซึ่งมันดูกันคนละทิศคนละทาง จึงอยากทราบว่าแล้วสุดท้ายจะประสาน ๒ เรื่องนี้เข้าหากัน ได้อย่างไร
เช่นเดียวกันครับในส่วนของเรื่องการเกษตร ในนโยบายหลัก ๕.๓.๑ ท่านเขียนว่า รักษาเสถียรภาพราคาและรักษาเสถียรภาพรายได้ของเกษตรกรไว้ แต่ในขณะเดียวกันนโยบายเร่งด่วนเรื่องที่ ๔ ท่านเขียนว่า จะประกันรายได้เกษตร สุดท้ายคือถ้าสมมุติผมเป็นพี่น้องชาวเกษตรกร ผมก็ประเมินไม่ถูกว่าสุดท้ายนโยบายรัฐบาล ชุดนี้จะเอาอย่างไรกันแน่นะครับ จะประกันราคาหรือจะประกันรายได้ ตกลงแล้วจะมี การอุดหนุนช่วยเหลือเกษตรกรตามพืชรายตัวหรือไม่ อย่างไร เพราะมันเขียนขัดแย้งกันเอง อยู่นะครับ
เช่นเดียวกันครับนโยบายข้อ ๘.๖.๓ ท่านบอกว่า จะลดความเหลื่อมล้ำ ทางการศึกษา แต่สุดท้ายท่านก็บอกว่า จะทบทวนรูปแบบการให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา ที่เหมาะสม สุดท้ายแล้วมันจะลดการเหลื่อมล้ำได้หรือไม่ หรือว่าสุดท้ายท่านจะไปปรับเรื่อง การกู้ยืมกันแน่ เพราะฉะนั้นเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้มันคือโลเล โลเลคือไม่รู้ว่าจะเอาแบบไหน กันแน่นะครับ เขียนผสมปนเปกันลงไปหมด
ลักษณะเด่นประการที่ ๓ คือเป็นนโยบายที่หลอกลวงครับ ทำไมผมถึงพูด เช่นนี้ครับ เพราะว่าช่วงการเลือกตั้งที่ผ่านมา เราเพิ่งผ่านกันไม่นานทุกท่านความจำ ก็คงไม่ได้สั้น เราจำได้ดีเลยว่าการรณรงค์หาเสียงในการเลือกตั้งวันที่ ๒๔ มีนาคมนั้น เป็นการรณรงค์หาเสียงที่คึกคักเป็นอย่างยิ่ง เพราะเราไม่ได้เลือกตั้งมา ๕ ปี ในการรณรงค์ หาเสียงครั้งนั้น แต่ละพรรคการเมืองได้นำเสนอนโยบายที่ก้าวหน้าสร้างสรรค์จำนวนมาก เราพบเห็นหลายพรรคการเมือง พูดถึงเรื่องการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ พูดเรื่องสวัสดิการ พูดเรื่อง การยกเลิกการเกณฑ์ทหาร พูดเรื่องการนำกัญชามาใช้อย่างถูกกฎหมาย แต่ปรากฏว่า หลายพรรคการเมืองได้เข้าไปร่วมสู่รัฐบาลชุดนี้ เราก็เลยลองไปสำรวจดูว่าในนโยบาย ได้มีระบุนโยบายตามที่แต่ละพรรคการเมืองที่ร่วมรัฐบาลกันในเวลานี้ ตอนที่เอาไปรณรงค์ หาเสียงนั้นมีจริงหรือไม่ หรือสุดท้ายแล้วเอาไปใช้แต่เพียงหาเสียง และเมื่อประชาชนเลือกมา ให้ความไว้วางใจ แต่เมื่อท่านได้เข้าไปประกอบกันเป็นรัฐบาลท่านกลับไม่บรรจุลงในนโยบาย ขออนุญาตยกตัวอย่างเป็นบางเรื่องนะครับ ในนโยบายเร่งด่วน ข้อ ๕ ขออนุญาตเอ่ยนาม ตอนที่พรรคพลังประชารัฐซึ่งเป็นแกนนำของรัฐบาลชุดนี้ได้หาเสียงไว้มีเรื่องหนึ่งคือ เรื่องเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ ๔๐๐-๔๒๕ บาท นี่ผมเอามาจากแผ่นป้ายหาเสียงของท่านเองเลย มีเรื่องปริญญาตรีจบแล้วได้เงินเดือน ๒๐,๐๐๐ บาท อาชีวะจบแล้วได้เงินเดือน ๑๘,๐๐๐ บาท แต่ทั้ง ๓ เรื่องนี้ไม่ปรากฏอยู่ในนโยบายของคณะรัฐมนตรีชุดปัจจุบัน ที่พรรคพลังประชารัฐเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ในนโยบายของพรรคพลังประชารัฐยังได้พูดถึงอีกว่าเด็กจบใหม่จะได้รับการยกเว้นภาษี ๕ ปี ได้รับการยกเว้นลดภาษี ๑๐ เปอร์เซ็นต์สำหรับบุคคลธรรมดา ซึ่งเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่ดี แต่ปรากฏว่าในนโยบายก็ไม่ได้บรรจุลงไปอีกเช่นเดียวกัน เช่นเดียวกันครับ ขออนุญาตเอ่ยนามพรรคการเมืองพรรคประชาธิปัตย์ ตอนท่านรณรงค์หาเสียงก็มีเรื่อง การยกเลิกการเกณฑ์ทหารอยู่ แต่เรื่องนี้ก็ไม่ปรากฏอยู่ในนโยบายของรัฐบาลชุดปัจจุบัน ในส่วนของพรรคภูมิใจไทยได้รณรงค์เรื่องกัญชาแล้วก็จะเปิดเสรีเรื่องกัญชาเพื่อมาใช้ในทาง การแพทย์ แล้วก็มีเรื่องอนุญาตให้ปลูกบ้านละ ๖ ต้น แต่ปรากฏว่าในนโยบายเร่งด่วนนั้น เขียนแต่เพียงแค่ให้นำมาศึกษา ผมขออนุญาตอ่านนะครับ ให้นำมาศึกษาทดลองดูว่า จะอนุญาตให้ใช้กัญชงและกัญชาได้หรือไม่เพียงใด คือสุดท้ายก็ยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะทำ หรือไม่ทำ โดยไม่ได้ระบุลงไปในนโยบายตามที่ท่านได้หาเสียง ลักษณะเด่นทั้ง ๓ ประการ ที่ผมได้พูดไปคือเป็นนโยบายที่เลื่อนลอย โลเลและหลอกลวงนี้นะครับ ผมก็มานั่งทบทวนดู ลองไปอ่านนโยบายของคณะรัฐมนตรีชุดก่อน ๆ ไม่ต้องย้อนไปอื่นไกล เดี๋ยวท่านจะหาว่า ผมย้อนอดีตไปไกล เอานโยบายชุดของที่ท่านประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรีชุดที่แล้วก็ได้ครับ ผมคิดว่านโยบายคณะรัฐมนตรีของชุดที่ท่านประยุทธ์เมื่อปี ๒๕๕๗ ที่ท่านเข้ามา เขียนได้ดีกว่าตอนนี้อีก ไม่ต้องพูดถึงตอนรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งในชุดก่อน ๆ ซึ่งเขียน ได้ดีกว่ามาก ผมก็ให้ความเป็นธรรมแก่ตัวท่านนายกรัฐมนตรี แล้วก็เห็นใจ ตัวท่านนายกรัฐมนตรีและทีมงานของคณะรัฐมนตรีทั้งหมดว่า เราก็ลองมานั่งพิเคราะห์กันดู ว่าทำไมการเขียนนโยบายของรัฐมนตรีชุดนี้มันมีลักษณะที่เป็นเลื่อนลอย โลเล และหลอกลวง แบบนี้ ผมไม่ได้โทษตัวท่าน แต่ผมโทษไปที่ระบบ ผมโทษไปที่ระบบครับท่านประธาน ระบบออกแบบของรัฐธรรมนูญชุดนี้ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ที่ออกแบบกันมา มันบีบบังคับให้ คณะรัฐมนตรีต้องเขียนนโยบายแบบนี้ ผมเชื่อว่าลึก ๆ แล้วท่านอยากจะบรรจุนโยบายของ พรรคพลังประชารัฐใส่ลงไปทั้งหมดนั่นละ แต่บังเอิญท่านไม่ได้เป็นรัฐบาลที่เป็นพรรคเดียว เช่นเดียวกันพรรคอื่น ๆ ที่เข้าไปร่วมก็อยากจะบรรจุนโยบายของตนเองเข้าไปทั้งหมดนั่นละ แต่ท่านไม่ได้เป็นพรรคแกนนำ ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อเราดูองค์ประกอบของคณะรัฐมนตรีชุดนี้ มีทั้งสิ้น ๑๙ พรรค มากที่สุดในลำดับต้น ๆ ของประวัติศาสตร์การเมืองไทย ท่านรวมกันถึง ๑๙ พรรค แต่ท่านได้คะแนนเสียงยังเกินกึ่งหนึ่งมาเพียงเป็นเสียงปริ่มน้ำเท่านั้น แล้วทำไม ถึงเกิดเหตุการณ์อย่างนี้ขึ้น ผมคิดว่ามันคือระบบรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ที่ออกแบบมา ทุกท่าน ก็คงทราบดีว่าวุฒิสภาชุดแรก ๒๕๐ คนนั้นมาจากการเลือกกันของคณะ คสช. แล้ววุฒิสภา ชุดแรกก็มีอำนาจในการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี ซึ่งท่านก็ได้เลือกตัวท่าน พลเอก ประยุทธ์ เมื่อวันที่ ๕ มิถุนายนให้กลับมารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง ในส่วนนี้เองเมื่อเรา พิจารณาดูแล้ว เราก็พบว่ากลไกที่กำหนด ส.ว. ๒๕๐ คนเอาไว้แบบนี้ละ ทำให้การตัดสินใจ ของพรรคการเมืองต่าง ๆ บิดเบือนไปจากความเป็นจริง กติกาเช่นนี้เองกำหนดพฤติกรรม ของพรรคการเมืองแต่ละพรรค พรรคการเมืองแต่ละพรรค ทุกท่านลองจินตนาการดูว่าถ้าเรา ไม่มี ส.ว. ๒๕๐ คนในบทเฉพาะกาลนี้ ผมคิดว่าพรรคการเมืองที่ตั้งได้อันดับ ๑ เขาจัดตั้ง รัฐบาลเสร็จไป ๓ วัน ๕ วัน ก็คงจัดเสร็จเรียบร้อย ทำไมพรรคการเมืองที่ได้อันดับ ๒ ซึ่งคะแนนทิ้งห่างประมาณ ๒๐-๓๐ ที่นั่ง ถึงกล้าที่จะลองจัดรัฐบาลดู เพราะท่านทราบดีว่า มี ส.ว. ๒๕๐ คนอยู่ เช่นเดียวกันครับ พรรคการเมืองลำดับ ๔ ลำดับ ๕ ซึ่งหาเสียงเอาไว้ เช่นเดียวกันว่าจะไม่ร่วมการสืบทอดอำนาจ ทำไมถึงต้องตัดสินใจเข้าไปร่วมเพราะท่านทราบ ดีว่าถ้ามาอยู่ข้างนี้โอกาสจะโหวตได้เป็นนายกรัฐมนตรี ได้เป็นรัฐบาลคงยากมาก ๆ เพราะไม่มี ส.ว. ๒๕๐ คน เมื่อระบบรัฐธรรมนูญออกแบบอย่างนี้มันจึงบิดเบือนการตัดสินใจ ของพรรคการเมืองทุกพรรคไปหมด หลายท่านก็เข้าไปร่วมด้วยความจำใจ หลายท่าน เข้าไปร่วมด้วยการยอมลดหย่อนบางอย่างในสิ่งที่ท่านต้องการแล้วท่านไม่ได้ เช่นเดียวกับ ตัวพรรคแกนนำเอง นี่จึงเป็นที่มาของการที่เขียนนโยบายที่สับสนปนเป และมีแต่น้ำนะครับ หาเนื้อไม่ค่อยเจอ มีลักษณะที่หาเสียงเอาไว้แล้วก็ไม่ได้เอามาเขียนในนโยบายด้วย เพราะฉะนั้นก็ไม่ได้อยากจะโทษท่าน แต่อยากจะโทษไปที่ตัวรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ และเมื่อพูดถึงตัวรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ก็คือมันเป็นความสืบเนื่องกันมานั่นเองว่าที่ท่าน ต้องการออกแบบรัฐธรรมนูญกันแบบนี้ เพราะท่านต้องการสืบทอดอำนาจเป็น นายกรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง โดยเปลี่ยนจากนายกรัฐมนตรีที่ยึดอำนาจให้กลายเป็น นายกรัฐมนตรีจากการเลือกตั้ง ท่านครับ นโยบายเช่นนี้เองที่ออกมาด้วยสภาพคณะรัฐมนตรี ๑๙ พรรค เรียกว่าเป็นสหพรรคก็ได้นะครับ แล้วก็เสียงปริ่มน้ำแบบนี้ภายใต้ระบบพิกลพิการของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ทำให้เรา เสียโอกาส มีโอกาสน้อยมากที่คณะรัฐมนตรีจะได้มีเวลาโอกาสในการผลักดันนโยบาย ที่ก้าวหน้าสร้างสรรค์ นโยบายที่แก้ไขปัญหาประเทศในเชิงโครงสร้าง ทุกท่านก็คงทราบดีว่า ตอนนี้ประเทศไทยมันไม่ใช่ปัญหายิบย่อยรายละเอียด แต่มันเป็นปัญหาในระดับโครงสร้าง เรื่องการแก้ไขปัญหาในระดับโครงสร้าง นโยบายต่าง ๆ ที่ก้าวหน้าจะถูกผลักดันโดยนโยบาย ที่ประกอบไปด้วยสหพรรคและเสียงปริ่มน้ำแบบนี้แทบจะเป็นไปไม่ได้ ดังนั้นผมขออนุญาต คาดการณ์เอาไว้ล่วงหน้า และเดี๋ยวรอดูว่าเมื่อสิ้นสุดคณะรัฐมนตรีชุดนี้แล้วจะเป็นไปตามที่ ผมคาดการณ์หรือไม่ คณะรัฐมนตรีชุดนี้ก็คงจะผลักดันนโยบายได้เพียงนโยบายเฉพาะหน้า นโยบายที่จะส่งผลประโยชน์ต่อเนื่องต่อไปในการเลือกตั้งครั้งถัดไปของพวกท่าน นโยบายจะเป็นเพียงตัวอักษร แต่ถึงเวลาทำไม่ได้จริงในทางปฏิบัติ จะเน้นไปที่การอัดฉีดเงิน เข้าไปในระบบเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและเพื่อเพิ่มคะแนนนิยมพรรคของท่านในการเลือกตั้ง ครั้งต่อไป นโยบายสำคัญ ๆ เชิงก้าวหน้าแทบจะไม่มีโอกาสได้ผลักดันแน่นอน ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผมได้อภิปรายภาพรวมของนโยบายทั้งหมดไปแล้ว ผมจะขอใช้เวลาของสภาแห่งนี้ เพื่อจะอภิปรายลงรายละเอียดในนโยบายบางข้อ นโยบายหลักที่ท่านให้ไว้ทั้งหมด ๑๒ ด้าน ผมขออนุญาตอภิปรายไปเฉพาะด้านบางส่วนเท่านั้นนะครับ
ในด้านแรก นโยบายหลักด้านแรกของท่าน นั่นก็คือเรื่องการปกป้อง และเชิดชูสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นนโยบายที่คณะรัฐมนตรีของท่าน พลเอก ประยุทธ์ ให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก ท่านประธานครับ ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักร เรามี พระมหากษัตริย์เป็นประมุขสืบทอดทางสายโลหิต สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นสถาบันหลัก ที่ดำรงอยู่อย่างต่อเนื่องยาวนานในสังคมไทย ไม่ว่าอย่างไรนโยบายเรื่องนี้ก็เป็นนโยบายหลัก ของทุกรัฐบาลแน่นอน เป็นหน้าที่ของรัฐตามรัฐธรรมนูญกำหนด แต่ผมอยากจะให้ข้อสังเกต กับท่านประธานและฝากไปยังท่านนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีสักเล็กน้อยครับ การปกป้องและเชิดชูสถาบันพระมหากษัตริย์ที่ดีที่สุด มิใช่การนำสถาบันพระมหากษัตริย์ มาใช้เป็นเครื่องมือในการทำลายล้างทางการเมือง มิใช่การใส่ร้ายป้ายสีข้อหาที่เรามัก เรียกกันในภาษาสื่อกันว่า ล้มเจ้า มิใช่การเปิดโอกาสให้กองทัพเข้ามารัฐประหารยึดอำนาจ โดยใช้ข้ออ้างเรื่องหมิ่นพระบรมเดชานุภาพแบบในอดีตที่ผ่านมา แต่การปกป้องและเชิดชู สถาบันพระมหากษัตริย์ที่ดีที่สุด คือการสร้างประชาธิปไตยให้มั่นคงครับ มีแต่การปกครอง ในระบอบประชาธิปไตยที่เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ประกันสิทธิและเสรีภาพ ของประชาชนเท่านั้นที่จะทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์ดำรงอยู่อย่างมั่นคงสถาพร ประสบการณ์จากหลากหลายประเทศที่สถาบันพระมหากษัตริย์ดำรงอยู่อย่างมั่นคงสถาพร และทรงพระเกียรติยศ ล้วนแล้วแต่เป็นประเทศที่ปกครองในระบอบประชาธิปไตยทั้งสิ้นครับ ดังนั้นผมขออนุญาตฝากท่านประธานเรียนไปยังคณะรัฐมนตรีด้วยว่า พรรคอนาคตใหม่ สนับสนุนเรื่องการปกป้องและเชิดชูสถาบันพระมหากษัตริย์ เพียงแต่ว่าวิธีการปกป้องนั้น จะต้องไม่นำสถาบันพระมหากษัตริย์มาใช้เป็นเครื่องมือในการทำลายล้างทางการเมือง ซึ่งกันและกัน
ในด้านที่ ๒ นโยบายหลักด้านที่ ๒ ที่คณะรัฐมนตรีได้กำหนดไว้ การสร้าง ความมั่นคงและความปลอดภัยของประเทศ และความสงบสุขของประเทศ ในข้อ ๒.๓ ท่านระบุเอาไว้เรื่องพัฒนาและและเสริมสร้างการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ที่มีธรรมาภิบาล ความรักชาติ และความเป็นน้ำหนึ่ง ใจเดียวกัน จากข้อ ๒.๓ นี่เองนะครับ คณะรัฐมนตรีของท่าน พลเอก ประยุทธ์ ตั้งใจ จะพัฒนาและเสริมสร้าง ๑. การเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ๒. ธรรมาภิบาล ๓. ความรักชาติ และ ๔. ความเป็น น้ำหนึ่งใจเดียวกัน ผมขออนุญาตใช้เรื่องนี้ในการตั้งข้อสังเกตเพื่อเป็นประโยชน์ในการ ดำเนินการของคณะรัฐมนตรีชุดนี้ต่อไป เราได้ยินคำว่า การปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข บ่อย ๆ แต่ละท่านก็หยิบยกมาโดยที่ไม่ได้พูดถึง รายละเอียดว่ามันคืออะไรกันแน่ คำว่า การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ระบอบการปกครองแบบนี้ถือกำเนิดขึ้นเมื่อปี ๒๔๗๕ นั่นคือการเปลี่ยนแปลงการปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาเป็นการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เกิดขึ้นจากการตกลงกัน ระหว่างในหลวงรัชกาลที่ ๗ กับคณะราษฎร จนออกแบบระบอบการปกครองนี้ขึ้นมา ให้พวกเราได้ใช้อยู่กันในปัจจุบัน องค์ประกอบของระบอบการปกครองนี้ผมคิดว่า มี ๔ ขาสำคัญ ๑. คือสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นประมุขของประเทศและสืบทอด ทางสายโลหิต ๒. คือเรื่องความเป็นประชาธิปไตย ซึ่งยืนยันว่าอำนาจสูงสุด เป็นของประชาชน และแสดงออกผ่านทางการเลือกตั้ง หรือประชาธิปไตยทางตรงผ่าน การประชามติ ๓. คือเรื่องของระบบรัฐสภา ซึ่งประเทศไทยตัดสินใจเลือกใช้ระบบรัฐสภา มีการเลือกตั้งผ่านทางผู้แทน บางช่วงบางสมัยมีรัฐสภาที่มาจากการแต่งตั้งบ้าง บางช่วง บางสมัยมาจากการเลือกตั้งผสมแต่งตั้งบ้าง และบางช่วงบางสมัยก็เป็นเลือกตั้งทั้งหมด และองค์ประกอบข้อที่ ๔ นั่นก็คือเรื่องเสรีนิยม นั่นก็คือเรื่องการประกันสิทธิเสรีภาพ ของประชาชน การยึดมั่นในหลักนิติรัฐ ระบบการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ทั้ง ๔ ขานี้ เป็น ๔ ขาที่ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขจะต้อง พยายามหาจุดสมดุลทั้ง ๔ จุดนี้ให้ได้ นี่คือเนื้อหาของมัน ดังนั้นระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขจึงไม่มีที่อยู่ที่ยืนให้กับการรัฐประหารครับ ไม่มีที่อยู่ที่ยืน ให้กับกองทัพในการยึดอำนาจครับ และไม่มีอยู่ที่ยืนให้กับกองทัพที่จะมาอยู่เหนือ รัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้ง นี่คือเนื้อแท้ของการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขที่แท้จริงครับ ดังนั้นถ้าหากท่านยืนยันว่าคณะรัฐมนตรี ชุดนี้จะเดินหน้าต่อไป เรื่องการเสริมสร้างพัฒนาการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขก็อยากจะ ขออนุญาตเรียนท่านว่า จำเป็นอย่างยิ่งที่ประเทศไทยจะต้องช่วยกันหยุดยั้งป้องกันไม่ให้มีรัฐประหารเกิดขึ้นอีกแล้ว จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องให้กองทัพกลับไปเป็นกองทัพแบบมืออาชีพ ไม่ได้เข้ามาข้องเกี่ยว ในทางการเมือง และให้รัฐบาลพลเรือนอยู่เหนือกองทัพตามหลักประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ท่านประธานจะอนุญาตให้ท่านนั้นประท้วง ก่อนไหมครับ
เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม สายัณห์ ยุติธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครศรีธรรมราช ท่านสมาชิก ขอประท้วงตามข้อ ๖๓ ครับ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ พูดเรื่องรัฐประหารกับปฏิวัติซ้ำแล้วซ้ำเล่า ที่จริงที่เกิดการปฏิวัติต้องเรียนความจริงว่า ท่านนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันนั้นมาแก้วิกฤตประเทศจะถูกต้องกว่าครับ ขอบคุณครับ
ผมวินิจฉัยนะครับ อย่าพูดซ้ำซาก เข้าใจแล้ว
ผมยังใช้เวลาของผมนะครับ แล้วผมก็ใช้เวลาโควตาของพรรคผม
คือจริงอยู่ เวลา แต่ว่าถ้าไม่ซ้ำก็จะเป็นประโยชน์แก่ทุกฝ่ายนะครับ
ผมกำลังอธิบายจากกรอบนโยบายครับ เรื่องประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุขครับ เป็นเรื่องสำคัญนะครับ
อย่าเน้น ซ้ำซากหลาย ๆ ครั้งนะครับ
ผมเข้าใจว่าผมพูดคำว่า รัฐประหาร ประมาณ ๓ คำครับ ผมโน้ต (Note) ไว้อยู่ครับท่าน ใจเย็น ๆ นิดหนึ่งครับ คือท่านลืมอดีตไม่ได้ครับ เพราะว่าเมื่อวันที่ท่านยึดอำนาจเข้ามา ท่านก็เข้ามาอย่างสง่าเกรียงไกรนะครับ ชัดเจนนะครับ แล้ววันนี้ท่านก็เปลี่ยนมาเป็นเลือกตั้ง ดังนั้นอย่าลืมอดีตครับ ขออนุญาตต่อนะครับ ท่านประธานครับ
ประท้วง ครับท่าน เอาอีกแล้ว ๆ สายัณห์ ยุติธรรม จังหวัดนครศรีธรรมราชครับ ผมอยากให้ท่าน ผู้มีเกียรติท่านนี้พูดว่าท่านนายกรัฐมนตรีมาแก้วิกฤตประเทศ ต้องยอมรับว่าวันนั้นถ้าท่าน นายกรัฐมนตรีไม่ออกมาประเทศจะอยู่ในสภาพไหน ต้องยอมรับความจริงด้วยครับ ท่านประธานครับ ขอบคุณครับ
ผมขออนุญาตต่อนะครับท่านประธานครับ ก็นั่นเป็นความเห็นของท่านผู้มีเกียรติครับ แต่ความเห็นผม ผมเห็นไม่ตรงกับท่านครับ ผมเห็นไม่ตรงกับท่าน ท่านว่าเข้ามาแก้วิกฤต ผมว่าเข้ามายึดอำนาจครับ
เชิญ มีผู้ประท้วงอีกท่านหนึ่ง
ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม นิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมประท้วงท่านประธานตามข้อ ๑๕ และข้อ ๑๐๘ เนื่องจากท่านประธานต้องควบคุมสมาชิกในสภาอย่างเคร่งครัดด้วย ผู้อภิปรายความจริง ก็อยู่ในประเด็น ท่านอย่าปล่อยให้มีผู้ประท้วงโดยไม่จำเป็น ไปดูข้อนี้ด้วยครับ ผมประท้วง ท่านประธานนะครับ
ครับ ผมวินิจฉัยแล้วผมไม่ได้ปล่อยให้ใครประท้วง เมื่อมีประท้วงผมก็วินิจฉัยแล้วก็ให้อาจารย์ เขาเดินหน้าต่อเรื่องการอภิปราย เพียงแต่เตือนท่านบอกว่าอย่าพูดซ้ำบ่อยแค่นั้นละ เพราะเกินเวลา ท่านก็บอกว่าเกินเวลาก็คือเวลาของท่าน มันเป็นเวลาของสมาชิกทุกท่าน พรรคของท่านเองด้วย ผมก็มีแค่นี้
ผมขออนุญาตประท้วงท่านประธานครับ
ผมยังไม่จบนะ ท่านประธาน คือบังเอิญว่าผมกำลังตั้งใจฟังผู้อภิปรายอยู่ ในเรื่องเวลาฝ่ายค้านเขาบริหารกันเอง ก็หักกันไป
ก็เข้าใจแล้ว ท่านจะประท้วงผมอีกทำไม ผมก็อธิบายแล้วว่าผมไม่ได้ไปส่งเสริมให้ใครประท้วง มีข้างหลังนั่น ประท้วงอีก ผมก็ไม่เข้าใจก็ต้องหักเวลากันเรื่อยไป
ท่านประธานครับ ขออนุญาตแทรก ประท้วงท่านประธานครับ
ท่านประท้วงอะไร
ขออนุญาตประท้วงท่านประธานตามข้อ ๕ ท่านต้องควบคุมนะครับ แล้วก็ประท้วงท่านที่ ประท้วงสักครู่ ท่านที่ประท้วงสักครู่นี้ทางฝ่ายค้านโดยอาจารย์ปิยบุตรก็พูดมันไม่แวะเวียน ไม่ได้ครับ ก็ที่นั่งอยู่ยึดอำนาจมาทั้งนั้นทำไมจะแวะเวียนไม่ได้ แล้วคนที่ลุกขึ้นมาพูดไม่มีสิทธิ ที่จะมาอภิปรายเพราะคุณประท้วง ต้องรัฐมนตรี นักกฎหมายก็นั่งอยู่ข้างบน รองนายกรัฐมนตรี ก็ต้องให้คำแนะนำ
คุณไปไกล เข้าไปอีกนะ
ขออนุญาตประท้วง ท่านประธานต้องควบคุมครับ
ผมก็ควบคุมนี่ละ แล้วคุณก็ไปไกล
ไม่ไกลหรอกครับท่านประธาน ผมอยากให้ไปเร็ว ๆ
ประท้วงผม ผมก็บอกแล้วว่าผมควบคุมไม่ให้เขา ท่านลุกไม่ได้
คือท่านจะชอบรัฐประหารก็ชอบ แต่ผมไม่ชอบ ผมก็ต้องฟังในส่วนของผม
ท่านไป อย่างนี้ผมก็ต้องควบคุมแล้ว ท่านไปไกล
ท่านกำชับด้วยครับ ขอบคุณครับ
ผมก็บอกแล้ว ถ้ายืนขึ้นยกมือ ผมก็ต้องให้พูด แล้วใครพูดยาวผมก็ตัดทันทีแบบที่ตัดท่าน ผมจะวินิจฉัยนะครับ คือผมก็ควบคุมอยู่แล้ว ถ้าเห็นว่าเรื่องนั้นไม่มีอะไรผมก็บอกว่า ให้อาจารย์ต่อ แล้วก็กำชับนิดหน่อยว่าอย่าซ้ำนะครับ แค่นั้น มันก็ไม่เสียเวลา ท่านมา ประท้วงผมก็เสียเวลา ผมควบคุมอยู่แล้วนะครับ ขอบคุณครับ
ขออนุญาตต่อเลยนะครับ ท่านประธาน เมื่อสักครู่นี้ผมพูดทิ้งท้ายไว้ว่าถ้าต้องการพัฒนา และเสริมสร้างประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุมตามที่เขียนเป็นนโยบายหลัก ของคณะรัฐมนตรีชุดนี้เลย ผมอยากจะขอแสดงความคิดเห็นว่าถึงเวลาถ้าต้องทำนี่จะต้องทำ อย่างไร กำลังจะอธิบายอยู่ ถ้าทำโดยวิธีการแบบเดิมผมเชื่อว่าไม่ได้ ต้องทำแบบที่ผมกำลัง เสนอแนะ แล้วเดี๋ยวไปพิจารณาดูแล้วกันนะครับ นั่นก็คือต้องยืนยันหลักเรื่องอำนาจสูงสุด เป็นของประชาชน นั่นก็คืออำนาจที่มาจากการเลือกตั้งต้องมีมากกว่าอำนาจที่มาจาก การแต่งตั้ง ดังนั้นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต้องมีอำนาจที่มากกว่าวุฒิสภา วุฒิสภาถ้าหาก อยากจะมีอำนาจมาก ท่านต้องมาจากการเลือกตั้ง แต่ถ้าท่านมีอำนาจมาก แต่ท่าน มาจากการแต่งตั้งอย่างนี้ขัดกับหลักประชาธิปไตยครับ ต้องมีการประกันสิทธิและเสรีภาพ รัฐบาลพลเรือนอยู่เหนือกองทัพ ผมก็ดีใจที่ท่านผู้บัญชาการทหารบกได้ยืนยันแล้วว่า จะไม่มีการเข้ามาแทรกแซงโดยทางการเมือง จะอยู่ภายใต้รัฐบาล ก็หวังว่าจะเป็นหลักการ ที่ยึดถือกับรัฐบาลทุกชุดต่อไป จะต้องมีเรื่องที่สำคัญอีกอันหนึ่งซึ่งเป็นเฉพาะกรณีอย่างยิ่ง ในยุคปัจจุบันนั้นก็คือต้องมีการจัดการทบทวนบรรดาประกาศคำสั่งของ คสช. และคำสั่ง ของหัวหน้า คสช. ที่ออกมาตามมาตรา ๔๔ โอเค (OK) ละ ท่านอาจจะคิดว่าเป็นช่วงเวลา จำเป็น ช่วงเวลายกเว้น ช่วงเวลาพิเศษที่ท่านมีอำนาจมาก ท่านจึงออกประกาศคำสั่งเหล่านี้ ไปจำนวนมาก แต่ผมคิดว่า ๕ ปีนี้ออกมาเยอะ จริง ๆ แล้วไม่ใช่เฉพาะเรื่องการเมืองครับ กระทบทุกเรื่อง เศรษฐกิจ สังคม แม้กระทั่งเรื่องปราบมอเตอร์ไซค์เด็กแว๊น ทุกอย่างรวมไปหมด ดังนั้นมันถึงเวลาแล้วเมื่อเรากำลังกลับเข้าสู่ระบบปกติ ต้องมาทบทวนกันว่าคำสั่งไหน มันมีปัญหา มันไม่ยุติธรรม ต้องมีกระบวนการเรื่องการปรองดองเปลี่ยนผ่าน เพื่อเอา ประเทศไทยเดินหน้าต่อไปให้ได้ และที่สำคัญที่สุดก็คือต้องจัดการเปลี่ยนแปลงแก้ไข ตัวรัฐธรรมนูญฉบับนี้ด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมาตราสุดท้าย มาตรา ๒๗๙ ที่ได้รับรอง เอาไว้ว่าบรรดาประกาศคำสั่งของหัวหน้า คสช. ทั้งหลายทั้งปวง รวมทั้งการกระทำ ที่เกี่ยวเนื่องให้ถือว่าชอบด้วยตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้ทั้งหมดและชอบด้วยกฎหมายด้วย ถ้าหากจัดการไล่เลียงกันไปตามที่ผมบอกทั้งหมดนี้ นั่นหมายความว่าอะไรครับ เราก็จะได้ ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขอย่างยั่งยืน ความขัดแย้ง ในประเทศไทยก็จะยุติลดน้อยลง จะเหลือเพียงความขัดแย้งในทางความคิดเห็นที่เชื่อ ไม่ตรงกัน เห็นไม่ตรงกัน คิดเรื่องนโยบายไม่ตรงกัน ซึ่งเป็นเรื่องปกติในการปกครอง ระบอบประชาธิปไตย เราจะได้กองทัพที่เป็นมืออาชีพ เป็นกองทัพที่จิ๋วแต่แจ๋ว เล็กและทันสมัย เป็นมาตรฐาน เราจะได้ศาลที่ทำให้สร้างความเชื่อมั่นในระบบกระบวนการ ยุติธรรมกลับมา แล้วเราก็จะมีสถาบันพระมหากษัตริย์ที่สง่างามเป็นพระเกียรติต่อไป นี่คือทั้งหมดที่ผมพูดมาครับ ทีนี้เรามาถึงเรื่องความรักชาติ ในข้อนี้มีเรื่องความรักชาติ เช่นเดียวกันครับ ความรักชาตินี่นะครับ ผมอยากจะขออนุญาตแบบนี้ครับ อยากจะขออนุญาต เรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านนายกรัฐมนตรีว่าเรื่องความรักชาตินี้ขอให้ท่าน อย่ามองว่าพรรคการเมืองหรือนักการเมือง หรือพี่น้องประชาชนที่คิดเห็นไม่ตรงกับท่านนั้น เป็นคนที่ไม่รักชาติ คนที่วิพากษ์วิจารณ์ท่านก็รักชาติไม่แพ้ไปกว่ากัน คนไทยทั้งประเทศนี้ ก็คือคนรักชาติทั้งหมด และด้วยการที่เขารักชาติมากนั้นเอง เขาจึงจำเป็นต้องวิพากษ์วิจารณ์ คณะรัฐมนตรีเป็นเพียงส่วนหนึ่งของชาติ เป็นองค์ประกอบหนึ่งในการใช้อำนาจบริหาร ดังนั้นถ้าคนไม่เห็นด้วยกับท่าน ไม่เห็นด้วยกับการดำเนินงานนโยบายของท่าน นั่นก็คือ เขารักชาตินั่นเองเขาถึงวิพากษ์วิจารณ์ อย่าตั้งข้อหาเรื่องชังชาติต่อกัน ไม่อย่างนั้น ประเทศเดินหน้าต่อไม่ได้ ในส่วนเช่นเดียวกันครับ ท่านใช้คำว่า และความเป็นน้ำหนึ่ง ใจเดียวกัน ผมขออนุญาตเรียนแบบนี้นะครับ บ้านเมืองมีความขัดแย้งมา ๑๓-๑๔ ปีมาแล้ว แล้วก็กำลังจะกลับไปสู่ระบบปกติเพื่อเดินหน้าต่อได้ ตอนนี้เราก็มีผู้ประสบปัญหาต้องลี้ภัยในทางการเมืองไปอยู่ในต่างประเทศจำนวนมาก หลายท่านก็เป็นเพื่อนร่วมชาติ หลายท่านก็เคยรู้จักมักคุ้นกับสมาชิกสภาในห้องนี้ หลายท่าน ก็เป็นเพื่อนมิตรกัน แต่ด้วยความคิดเห็นในทางการเมืองที่ไม่ตรงกัน และในช่วงเวลาที่รัฐบาล ยึดอำนาจก็มีความกังวลใจ ลี้ภัยทางการเมืองออกไปอยู่ต่างประเทศ ท่านนายกรัฐมนตรี ก็บอกอยู่บ่อย ๆ ว่าให้กลับมาเถอะนะครับ อย่างไรก็เป็นคนชาติเดียวกัน แต่ผมคิดว่า การกลับมาก็ต้องมีหลักประกันด้วยนะครับว่า การกลับมานั้นถ้าหากเขาเป็นนักโทษในทาง การเมืองที่คิดเห็นไม่ตรงกับรัฐบาลที่ยึดอำนาจในเวลานั้น แล้วเขาหลบหนีลี้ภัยออกไป ก็ต้องตีว่าเป็นนักโทษในทางการเมือง ผมย้อนอดีตไปนิดเดียวครับ และเป็นกฎหมายที่สำคัญ ของประเทศ นโยบาย ๖๖/๒๓ สมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยหลบหนีเข้าไป อยู่ในป่า สู้กันมาเป็น ๑๐ กว่าปี สู้กับกองทัพเป็น ๑๐ กว่าปี ยิงกันตาย ฆ่ากันตาย บาดเจ็บ ล้มตาย ทั้ง ๒ ฝ่ายเสียหายจำนวนมากทั้ง ๒ ฝ่าย ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายพรรคคอมมิวนิสต์ แห่งประเทศไทย แต่สุดท้ายด้วยนโยบายอันเฉลียวฉลาดของรัฐบาลท่าน พลเอก เปรม นโยบาย ๖๖/๒๓ เอาคนเหล่านี้กลับมา แล้วหลายท่านไปเป็นนายกรัฐมนตรี ไปเป็นรัฐมนตรี หลายท่านอยู่ในที่ประชุมแห่งนี้ด้วย ครั้งนี้เป็นอีกครั้งหนึ่งทำไมเราถึงจะทำไม่ได้ครับ อยากจะฝากท่านประธานเรียนไปยังนายกรัฐมนตรีว่าริเริ่มกลับเข้าสู่ความปรองดอง เพื่อความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของคนทั้งประเทศ ด้วยการพานักโทษการเมืองที่ลี้ภัย ออกไปนั้นได้กลับมาใช้ชีวิตอย่างปกติในประเทศไทยครับ
นโยบายอีกเรื่องหนึ่งที่ผมจะพูดถึงครับ เป็นนโยบายหลักที่คณะรัฐมนตรี กำหนดไว้อยู่ในข้อ ๑๑.๘ เรื่องการกระจายอำนาจความรับผิดชอบและเพิ่มบทบาท การปกครองขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เรื่องกระจายอำนาจเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่เขียน เอาไว้ แล้วเป็นสิ่งที่ส่วนตัวผมเองผมไม่มั่นใจเลยว่าจะเกิดขึ้นจริงในคณะรัฐมนตรีชุดนี้ เนื่องมาจากว่าดูพฤติกรรมตอนที่ท่านครองอำนาจกันมาเมื่อ ๕ ปี แล้วบังเอิญว่า ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยก็ยังเป็นคนเดิมด้วย แต่ด้วยความหวังว่า มีรัฐมนตรีช่วยว่าการจากหลากหลายพรรคเข้าไปที่ได้รณรงค์หาเสียงเรื่องการกระจายอำนาจ เอาไว้ก็คิดว่าน่าจะเดินหน้าได้ นโยบายเรื่องการกระจายอำนาจครับ ตลอด ๕ ปีที่ผ่านมา เราไม่มีการเลือกตั้งท้องถิ่นเลย รัฐบาลชุดที่แล้วได้ทำลายหลักการกระจายอำนาจท้องถิ่น อย่างสิ้นเชิงครับ คือไม่ให้มีการเลือกตั้งท้องถิ่น แล้วก็เอาอำนาจเข้าไปแทรกแซงแต่งตั้ง โยกย้าย ปลดออกบ้าง แขวนบ้าง กับนักการเมือง ผู้บริหารท้องถิ่นหลายพื้นที่นะครับ บางท่านก็ได้กลับมา บางท่านก็ยังโดนแขวนเอาไว้อยู่นะครับ ตอนนี้เรามีพระราชบัญญัติ การเลือกตั้งท้องถิ่นประกาศใช้แล้วครับ แต่ปรากฏว่าก็ยังมีมาตราที่เขียนเอาไว้ว่า ให้คณะรัฐมนตรีเป็นคนตัดสินใจว่าจะให้มีการเลือกตั้งท้องถิ่นเมื่อไร ดังนั้นผมอยากจะ ขอให้คณะรัฐมนตรีได้ระบุให้ชัดเจนครับว่าจะเลือกตั้งท้องถิ่นเมื่อไร ในเมื่อท่านมี นโยบายหลักในเรื่องการกระจายอำนาจ การกระจายอำนาจไม่มีทางเกิดขึ้นได้เลยถ้าท่าน ไม่กลับไปเลือกตั้งท้องถิ่น ดังนั้นอยากจะให้คณะรัฐมนตรีกำหนดให้ชัดเลยครับ วันที่เท่าไร เดือนอะไร จะเริ่มมีการเลือกตั้งท้องถิ่นนะครับ เพราะผมได้ยินในข่าว คณะกรรมการการเลือกตั้งเขาก็พร้อม ข้าราชการก็พร้อม พรรคการเมืองนี่ยิ่งพร้อมเลยครับ เตรียมพร้อมลงสนามเลือกตั้งกันหมด อยากจะให้คณะรัฐมนตรีชุดนี้ประกาศให้ชัด เป็นปฏิทินเลยว่าจะเลือกตั้งท้องถิ่นอีกทีเมื่อไร เช่นเดียวกันครับในเรื่องการแบ่งสรรปันส่วน งบประมาณระหว่างราชการส่วนกลางกับราชการส่วนท้องถิ่น ในอดีตนั้นตั้งแต่มีรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เรามีกฎหมายแผนขั้นตอนการกระจายอำนาจออกมาปี ๒๕๔๒ เราทำแผน ขั้นตอนการกระจายอำนาจออกมาเพื่อวางกันเอาไว้ว่าจะทยอยการแบ่งสรรปันส่วน งบประมาณกับท้องถิ่นส่วนกลางไปให้ถึงฝันอยู่ที่ ๗๐ : ๓๐ แต่ทุกท่านก็ทราบดีว่า ณ เวลานี้ ภารกิจของท้องถิ่นมากขึ้น งบประมาณเพียงเท่านี้ยังไม่พอ ถ้าเป็นไปได้อยากจะให้ขยับขึ้น เป็น ๖๐ : ๔๐ หรือครึ่งต่อครึ่งก็ได้นะครับ เหมือนกับที่เป็นนโยบายที่พรรคอนาคตใหม่ ได้รณรงค์หาเสียงไว้ ในประเทศญี่ปุ่นก็เป็นลักษณะแบบนี้ เพราะท้องถิ่นเขามีภารกิจมาก อำนาจมากขึ้น งบประมาณก็จะมากขึ้นตาม
อีกเรื่องหนึ่งที่เป็นเรื่องสำคัญ ต้องฝากท่านประธานไปยังรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทย คือในช่วงเวลาที่ผ่านมากระทรวงมหาดไทยมีการออกประกาศ ระเบียบ คำสั่ง เป็นกฎเกณฑ์ภายในของกระทรวงที่ใช้กันภายในเยอะแยะเต็มไปหมด แต่ปรากฏว่า กฎเกณฑ์เหล่านี้ได้ทำลายหลักการกำกับดูแลของส่วนกลางกับท้องถิ่น เปลี่ยนมันจน กลายไปเป็นเหมือนบังคับบัญชา ท้องถิ่นจะทำอะไรแต่ละอย่างตอนนี้ต้องกังวลใจเสมอว่า กระทรวงมหาดไทยจะยอมไหม ผู้ว่าราชการจังหวัดจะยอมไหม ต้องกลับไปขอหรือไม่ ต้องกังวลกับเรื่องการตรวจเงินแผ่นดินของ สตง. ตลอดเวลา จนเขาไม่กล้าทำอะไรเลย ดังนั้นอยากจะให้จัดการแก้ไขปัญหาตรงนี้ด้วย เพื่อให้การกระจายอำนาจสมดังที่ท่านเขียน ไว้ในนโยบายนะครับ
อีกเรื่องหนึ่งครับ นโยบายเร่งด่วนข้อ ๑๒ เป็นข้อสุดท้ายที่ผมจะพูดถึง ในวันนี้นะครับ นั่นก็คือเรื่องการสนับสนุนให้มีการศึกษา การรับฟังความเห็นของประชาชน และการดำเนินการเพื่อแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะในส่วนที่ว่าด้วยหลักเกณฑ์ และวิธีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ผมและสมาชิกพรรคอนาคตใหม่สนับสนุนเต็มที่ให้มี การแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะเราเล็งเห็นว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นรัฐธรรมนูญที่ขาดความชอบธรรม ทางประชาธิปไตย ทั้งในแง่ของที่มา ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าเชื่อมโยงไปกับรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๗ แล้วรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๗ ก็เกิดมาจากการรัฐประหาร ทั้งในตัวเนื้อหาก็มีปัญหาเรื่องความไม่ชอบธรรมในเรื่องประชาธิปไตย เอาให้ง่ายที่สุดก็คือ มี ส.ว. ๒๕๐ ท่านที่มีอำนาจมาก มีอำนาจในการร่วมเลือกนายกรัฐมนตรี มีอำนาจร่วม ในการออกกฎหมายเกี่ยวกับการปฏิรูป และ ส.ว. ชุดนี้ทั้งหมดมาจากการแต่งตั้งของหัวหน้า คสช. มี มาตรา ๒๗๙ มาตราสุดท้ายที่รับรองเอาไว้หมดว่าประกาศคำสั่งถูกต้องตาม รัฐธรรมนูญเสมอ นั่นหมายความว่าประเทศไทยจะกลายเป็นมีรัฐธรรมนูญ ๒ ระบบ ระบบปกติกับระบบพิเศษคือข้อยกเว้นบรรดาประกาศคำสั่งทั้งหลายได้รับข้อยกเว้นหมดว่า ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ ใครก็ตามอยากจะไปโต้แย้งว่าประกาศฉบับนี้ ประกาศคำสั่งที่ หัวหน้า คสช. เคยออกมาขัดกับรัฐธรรมนูญไปถึงศาลท่านก็จะไม่รับ มีมาแล้วหลายคดี เขาบอกว่ารัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๙ รับรองเอาไว้ให้เรียบร้อยแล้ว ด้วยเนื้อหาแบบนี้เอง จำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนแปลง ท่านอาจจะบอกกันครับว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ผ่านการออกเสียงประชามติ แต่ใคร ๆ ก็ทราบดีว่าการออกเสียงประชามติครั้งที่ผ่านมานั้น ไม่ได้มาตรฐานสากลตามแบบอย่างประชาธิปไตย เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ของฝ่ายไม่รับ ใช้ได้ไม่เต็มที่ครับ หลายคนถูกดำเนินคดีจนตอนนี้ยังต้องขึ้นโรงขึ้นศาลกันอยู่ เพราะฉะนั้นแล้วรัฐธรรมนูญฉบับนี้มันมีปัญหาจริง ๆ มันต้องแก้กันขนานใหญ่ พรรคอนาคตใหม่เองจึงสนับสนุนให้มีการแก้รัฐธรรมนูญเพื่อเปิดทางให้มีการเลือกตั้ง สภาร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาจากประชาชน แล้วร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ โดยยึดหลัก ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขเอาไว้ ยึดหลักเรื่องราชอาณาจักร พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขสืบทอดทางสายโลหิต ยึดหลักเรื่องการแบ่งแยกอำนาจ ยึดหลักเรื่องความเป็นรัฐเดี่ยวเอาไว้ แล้วที่เหลือท่านก็ร่างในส่วนอื่น ๆ กันต่อ นี่คือกรอบ ที่เราคิดกันไว้ อยากจะฝากเรียนท่านด้วยว่านโยบายที่เร่งด่วน ข้อ ๑๒ นี้เป็นเรื่องสำคัญ อยากจะให้คณะรัฐมนตรีเน้นให้ชัดกว่านี้ อย่าเขียนเลื่อนลอยในลักษณะที่ขอไปทีเพื่อจะให้ พรรคการเมืองที่สนับสนุนการแก้รัฐธรรมนูญให้เขาเพียงพอใจที่เข้ามาร่วมรัฐบาล ด้วยการเขียนแต่เพียงสนับสนุนให้มีการศึกษาและฟังความเห็นของประชาชน แล้วสุดท้าย ก็ไม่รู้ว่าจะได้แก้หรือไม่ได้แก้นะครับ ผมเรียนนะครับ รัฐธรรมนูญชุดนี้เมื่อออกดอกออกผล เต็มที่แล้ว ไม่ได้มีแต่พวกผมทางซีกฝ่ายค้านหรอกครับที่จะโดนฤทธิ์เดชของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ทางพวกท่านเองที่กำลังเป็นรัฐบาลท่านก็ต้องโดนเหมือนกัน สิ่งที่ท่านคิดตอนออกแบบ รัฐธรรมนูญ อาจคิดว่าจะมาใช้กับใครคนใดคนหนึ่ง กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง พรรคการเมืองใด พรรคการเมืองหนึ่ง แต่เมื่อรัฐธรรมนูญมันออกมาใช้แล้วมันโดนใช้กับทุกคนครับ ท่านก็จะเห็นปัญหาต่าง ๆ ต่อเนื่องตลอดเวลา รัฐธรรมนูญฉบับนี้มันเป็นเหมือนกับดักเวลา เป็นกับดักลูกระเบิดที่พร้อมจะระเบิดต่อไป ถ้าหากจะให้บ้านเมืองกลับไปสู่ปกติได้ เราจำเป็นต้องทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ในอดีตที่ผ่านมาเราเคยมีรัฐธรรมนูญที่เป็นฉันทามติ ร่วมกันของคนทั้งประเทศไปแล้ว นั่นคือรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ อยากจะเชิญชวนให้ช่วยกัน ฟื้นวิญญาณการเกิดขึ้นของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ กลับมาครับ ยุติรัฐธรรมนูญ แบบการแก้แค้นเอาคืนตลอด ๓ ฉบับหลังที่ผ่านมา คือคุณต้องการแก้แค้นเอาคืนใครก็เขียน รัฐธรรมนูญให้มันหน้าตาเป็นอย่างนั้น แต่ถึงที่จริงแล้วมันหาฉันทามติของสังคมไม่ได้ ฟื้นวิญญาณรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มาด้วยกันครับ บ้านเมืองจะได้ไปต่อ มีรัฐธรรมนูญ ที่เป็นฉันทามติร่วมกันของคนทั้งประเทศ ผมขออนุญาตใช้เวลาสรุปอย่างนี้ครับท่านประธาน ผมเองในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคอนาคตใหม่ ผมขออนุญาตเรียนว่า พรรคอนาคตใหม่ ทั้งตัวหัวหน้าพรรคซึ่งไม่มีโอกาสได้เข้ามาสภาแห่งนี้ ทั้งสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรของพรรค พวกเรามีความปรารถนาดีต่อชาติบ้านเมือง พวกเรา มีความรักชาติบ้านเมือง รักและเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ไม่ได้น้อยไปกว่าพวกท่าน ไม่ได้น้อยไปกว่าคนที่กล่าวหาพวกเรา แต่การแสดงออกของแต่ละคน แต่ละท่าน อาจจะมีความเหมือนและแตกต่างกัน นั่นเป็นเรื่องในรายละเอียด แต่หัวจิตหัวใจ ไม่ได้แตกต่างจากพวกท่าน พวกเรามีความรักชาติ รักสถาบันพระมหากษัตริย์ ไม่ต่างจากพวกท่าน พวกเราไม่ได้มีความคิดที่จะล้มล้างอะไร ไม่ได้มีความคิดรุนแรง เราเพียงต้องการให้บ้านเมืองกลับมาสู่ระบบปกติ กลับมาสู่ในระบบประชาธิปไตย กลับมาสู่นิติรัฐให้ได้ เราเพียงต้องการร่วมกันสร้างฉันทามติร่วมกันเพื่อให้บ้านเมือง ออกจากความขัดแย้ง ๑๓ ปีนี้เสียที เราไม่ได้คิดตั้งตนเป็นศัตรูกับกองทัพ เพียงแต่ เราไม่สนับสนุนให้มีการรัฐประหารโดยกองทัพ เราไม่ต้องการให้รัฐบาลพลเรือน ไปอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาดูแลของตัวกองทัพเท่านั้นเอง เราต้องการกองทัพที่มืออาชีพ เราไม่ได้เป็นศัตรูกับองค์กรตุลาการหรือศาลใด เพียงแต่เราต้องการมาตรฐานกระบวนการ ยุติธรรมที่เท่าเทียมกัน ส.ส. พรรคอนาคตใหม่ทุกท่านที่มาร่วมประชุมกับท่านในที่นี้ พวกเรา ๘๑ ชีวิต ๘๑ คน เป็น ส.ส. หน้าใหม่ทั้งหมดครับ เป็น ส.ส. หน้าใหม่ทั้งหมด และพร้อมที่จะให้ความร่วมมือกับคณะรัฐมนตรี กับรัฐบาล กับทุกองค์กร กับสมาชิกวุฒิสภาด้วย กับทุก ๆ สถาบัน เพื่อที่จะนำประชาธิปไตยกลับมา และร่วมกันเดินหน้าหาฉันทามติ มาแสวงหาอนาคตแบบใหม่ร่วมกันครับ ขอบคุณครับ
ท่านใช้เวลา เกินไป ๕ นาทีครึ่งนะครับ ฟังพรรคร่วมฝ่ายค้านมาประมาณชั่วโมงครึ่งแล้วนะครับ ตอนนี้ จะขอสลับไปฟังพรรคร่วมฝ่ายรัฐบาลและตามด้วยวุฒิสภานะครับ เชิญท่านสันติ กีระนันทน์
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผม สันติ กีระนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ วันนี้นับว่าเป็นเรื่องที่ดีนะครับ ที่เราได้มีโอกาสฟังคำแถลงนโยบายจาก คณะรัฐมนตรีและจากปากคำของท่านนายกรัฐมนตรีเอง พร้อมกันนั้นก็ได้ฟังความคิดเห็น จากเพื่อนผู้ทรงเกียรติของฝ่ายค้าน อย่างไรก็ดีครับ ผมมีประเด็นอยู่สัก ๓-๔ ประเด็น ที่อยากจะกราบเรียนท่านประธาน เพื่อจะทำความเข้าใจแล้วก็ขยายความตามความเข้าใจ ของพวกเราที่ทำงานด้วยกัน ผมคิดว่าเมื่ออ่านคำแถลงนโยบายของรัฐบาลแล้ว ถ้าท่าน ไม่มีอคติมากเกินไปจะเห็นว่าแนวคิดของนโยบายครั้งนี้ประกอบไปด้วย ๒ เรื่องใหญ่ ๆ ที่เป็นปัจจัยในการสร้างนโยบายให้เกิดขึ้น
ประเด็นที่ ๑ ก็คือให้ความสำคัญกับบริบทในโลกนี้ที่เปลี่ยนแปลงไป อย่างรุนแรงและรวดเร็วมาก
ประเด็นที่ ๒ ก็คือพยายามสร้างความเข้มแข็งให้เกิดกับพี่น้องประชาชน ตั้งแต่ระดับฐานราก ทั้งในระยะกลางและระยะยาว เพื่อสร้างความเข้มแข็ง อย่างยั่งยืนและไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
ใน ๒ ปัจจัยที่กล่าวนั้นสะท้อนมาในนโยบายทุก ๆ ด้านที่เราจะเห็นประกอบ เป็นนโยบายหลัก ๑๒ ด้าน และนโยบายเร่งด่วนอีก ๑๒ เรื่อง ผมคงไม่สามารถที่จะจับ ทุก ๆ นโยบายขึ้นมาอภิปรายเพื่อสร้างความเข้าใจได้ชัดเจนทั้งหมด เพราะว่าจะมี เพื่อนสมาชิกอีกหลายท่านที่จะมาให้รายละเอียดในประเด็นต่าง ๆ เหล่านั้น ผมอยากจะยก บางประเด็นที่มีความน่าสนใจ
อย่างแรก นโยบายฉบับนี้ได้ให้ความสำคัญกับบริบทที่เปลี่ยนไปในโลกนี้ และให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีต่าง ๆ มีคำต่าง ๆ ที่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติบางท่าน ใช้คำว่าเป็นคำใหญ่ แล้วคิดว่าเราจะทำไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นคำว่า ดิจิทัล ข้อมูลขนาดใหญ่ ปัญญาประดิษฐ์ ฟินเทค (Fin Tech) กัฟเวิร์นเมนต์เทค (Government Tech) นวัตกรรม แต่ผมกราบเรียนว่าถ้อยคำเหล่านี้เป็นถ้อยคำที่สะท้อนถึงวิธีคิดอย่างชัดเจน และนำไปสู่ ความเป็นไปได้ในการทำงานถัดไป ซึ่งถ้าไม่ใช้ถ้อยคำเหล่านี้และไม่ใช้เทคโนโลยีเหล่านี้ ไม่มีทางเลยที่เราจะเอาชนะบริบทที่เปลี่ยนไปในโลกนี้ได้ เราจะเห็นในนโยบายหลัก ข้อ ๕.๑ เรื่องเศรษฐกิจมหภาค การเงินและการคลัง พูดว่าดำเนินนโยบายการเงินการคลัง เพื่อให้เศรษฐกิจไทยนั้นสามารถตอบสนองต่อความผันผวนของเศรษฐกิจโลก สังเกตตรงนี้ครับ นโยบายนี้ได้พูดถึงการสนับสนุนการนำเทคโนโลยีทางการเงินเข้ามาใช้ และเป็น การทำงานที่ต่อเนื่องครับ จากรัฐบาลที่แล้วที่ได้พยายามทำงานนำไปสู่สังคมไร้เงินสด ท่านอาจจะสงสัยว่าทำไมเราจะต้องพูดเรื่องสังคมไร้เงินสด ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านทราบหรือไม่ครับ ปัจจุบันนี้ต้นทุนของการใช้เงินสดในสังคมไทยแต่ละปีนั้น เราต้องเสียเงินงบประมาณไปไม่น้อยกว่าปีละ ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าเผื่อสามารถเข้าไปสู่ สังคมไร้เงินสดได้ เงิน ๕๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้นจะนำกลับมาช่วยในการพัฒนาประเทศให้เกิด ประโยชน์กับพี่น้องประชาชนได้มากแค่ไหน ผมคิดว่าทุก ๆ ท่านก็คงสามารถจะจินตนาการได้ ยิ่งกว่านั้นนะครับ ในนโยบายข้อ ๕.๑๑ ข้อเดียวกันนั้น ยังพูดถึงบริบทเมื่อสักครู่ ที่ผมกราบเรียนว่าไม่ลืมถึงการสร้างความเข้มแข็งให้กับประชาชน คือยังพูดอีกว่าจะให้ ความรู้ สร้างความรู้ทางการเงินให้กับผู้มีรายได้น้อย ซึ่งวันนี้ผู้มีรายได้น้อยเป็นคนที่ขาดความสามารถในการอ่านออกเขียนได้ทางการเงิน และมี ความยากลำบากในชีวิต เพราะบริหารการเงินของตัวเองไม่เป็น เป็นหน้าที่ของรัฐบาลครับ เป็นหน้าที่ของพวกเราทุกคนที่อยู่ฝ่ายนิติบัญญัติ เพื่อนสมาชิกทุกคนที่ต้องพยายามทำให้ พี่น้องประชาชนของเรานั้นพ้นจากความยากลำบากเรื่องนี้ให้ได้ นอกจากนั้นก็ยังกังวลต่อไปว่า เอสเอ็มอี (SMEs) จะเข้าถึงแหล่งเงินทุนอย่างไร นโยบายข้อนี้ก็ยังบรรจุไว้อีกเช่นเดียวกัน ว่าจะเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายย่อยสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ด้วยต้นทุน ที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
ในข้อ ๕.๑.๔ ภายใต้เรื่องเศรษฐกิจมหภาค การเงินการคลังเช่นเดียวกัน ยังพูดถึงเรื่องของการปฏิรูประบบการออม อันนี้ก็อีกเช่นเดียวกันครับ เราจะเห็นว่าทุกวันนี้ เรามีคำพูดที่มักจะพูดกันเล่น ๆ แต่เจ็บปวดครับท่านประธาน เราบอกว่าเราเข้าสู่ สังคมผู้สูงอายุ ประเทศอื่นนั้นเมื่อเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุนั้นเขารวยก่อนแก่ แต่ของเรานั้น แก่ก่อนรวย ก็เพราะว่าระบบการออมในอดีตที่ผ่านมานับ ๑๐ กว่าปีนั้นไม่มีประสิทธิภาพ เท่าที่ควร เพิ่งจะมีรัฐบาลชุดนี้ที่นึกถึงว่าจะต้องสร้างระบบการออมอย่างมีประสิทธิภาพ และเชื่อมโยง ยึดโยงกับการสร้างประสิทธิภาพให้เกิดขึ้นในระบบการเงินของประเทศ ก็คือระบบตลาดเงินและตลาดทุน และจะนำเครื่องมือทางการเงินใหม่ ๆ เข้ามาสร้าง ประโยชน์ให้กับผู้ต้องการระดมเงินทุน และเป็นเครื่องมือในการออมอย่างมีประสิทธิภาพ ให้กับผู้บริโภคทั่วไป เราจะเห็นว่าที่ผ่านมานั้นรัฐบาลที่ก่อนหน้านี้นั้นได้มีการสร้างสิ่งที่ เรียกว่า กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตของประเทศไทย หรือไทยแลนด์ ฟิวเจอร์ ฟันด์ (Thailand Future Fund) ไซส์ (Size) ของไทยแลนด์ ฟิวเจอร์ ฟันด์ (Thailand Future Fund) ที่ผ่านมานั้นเกือบ ๆ ๕๐,๐๐๐ ล้านบาทครับท่านประธาน ซึ่งทำให้ประหยัด งบประมาณของภาครัฐลงไปไม่น้อยกว่า ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วพร้อม ๆ กันนั้นก็ยังทำให้ ภาระหนี้สาธารณะนั้นไม่เพิ่มขึ้นด้วย อันนี้เป็นนวัตกรรมทางเงินที่รัฐบาลที่ผ่านมา และปรากฏในนโยบายของรัฐบาลนี้ที่จะดำเนินต่อไป อันนั้นเป็นเรื่องของเงินการคลัง
ถัดไปนะครับ ท่านประธานที่เคารพ เราพูดกันเรื่องหนี้ครัวเรือน ซึ่งเป็นความกังวลใจที่ถูกต้อง แต่ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานครับว่า เรื่องหนี้ครัวเรือนนั้นปัจจุบันมีตัวเลขที่ผมอยากจะนำเรียนเสนอว่าหนี้ครัวเรือน ในประเทศไทยนั้นถ้าเทียบกับ จีดีพี (GDP) ของประเทศ อีกแล้วนะครับต้องเทียบกับ จีดีพี (GDP) วันนี้เราอยู่ในระดับ ๗๘.๗ เปอร์เซ็นต์ของ จีดีพี (GDP) ย้อนหลังไป ๕ ปีก่อนที่จะเป็น รัฐบาลที่มาจากท่าน พลเอก ประยุทธ์ ในรอบที่ ๑ เหมือนกันเลยครับ หนี้ครัวเรือนขณะนั้น อยู่ที่ ๗๘.๖ เปอร์เซ็นต์ของ จีดีพี (GDP) เพราะฉะนั้นจะบอกว่าตอนนี้หนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้นนั้น ผมคิดว่าอาจจะต้องกลับไปดูตัวเลขกันใหม่อีกสักครั้งหนึ่ง อย่างไรก็ดีครับหนี้ครัวเรือน ขนาดนี้ไม่ได้เป็นผลดีแน่ ๆ แต่ต้องดูสาเหตุครับ ในตอนนั้นเราพูดกันเรื่องหนี้ครัวเรือน ที่เกิดขึ้นเป็นเพราะนโยบายรัฐบาลบางประการครับ ถ้าจำได้เรามีนโยบายเรื่อง รถคันแรก สร้างหนี้ครัวเรือนที่ไม่สร้างประสิทธิภาพในการผลิต และเป็นภาระของพี่น้องประชาชน สืบต่อเนื่องมา ในขณะที่หนี้ครัวเรือนขณะนี้ ๒ วันที่แล้ว ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย ท่านได้กรุณาให้รายละเอียดว่าหนี้ครัวเรือนขนาดนี้ก็น่าห่วง แต่สาเหตุสำคัญอันหนึ่งก็เพราะว่ามันดันไปเกิดนวัตกรรมทางการเงินที่ไม่พึงประสงค์ ก็คือเล่นมีพัฒนาการเรื่องสินเชื่อเงินทอนเกิดขึ้น และนี่ละครับเป็นเรื่องเร่งด่วนอีกเรื่องหนึ่ง ที่ผมอยากจะกราบเรียนคณะรัฐมนตรีครับ ที่คงจะต้องให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เพื่อทำให้ สินเชื่อเงินทอนประเภทนั้นไม่กลับมาทำร้ายประชาชนทั่วไปให้เกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ท่านประธานที่เคารพ เวลาของผมไม่มากนัก เพราะว่าอยากจะเอาแค่เนื้อ ๆ เมื่อสักครู่ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้อภิปรายจนกระทั่งถึงเรื่องของท่านรัฐมนตรีบางท่าน ซึ่งผมรู้สึกว่าเป็นการติเรือทั้งโกลน เพราะว่ายังไม่ได้เริ่มทำหน้าที่เลยครับ ท่านก็แสดง ความไม่ไว้วางใจเสียแล้วนะครับ โดยที่บางเรื่องบางประการนั้น ขออนุญาตเอ่ยนามครับ ท่านได้พาดพิงไปถึงท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังปัจจุบันว่าในครั้งที่ท่าน ดำรงตำแหน่งกรรมการบริหารของธนาคารกรุงไทย เรื่องนี้ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติบางท่าน ได้ลุกขึ้นมาพูดแล้วครับว่าคดีสิ้นสุด โดยที่ไม่ได้สิ้นสุดเพียงแค่การตรวจสอบเพียงครั้งเดียว หลากหลายครั้งมากครับ และไม่พบว่าท่านรัฐมนตรีอุตตมมีส่วนเกี่ยวข้องแต่ประการใด ท่านได้ให้ตัวเลขว่าคนที่เกี่ยวข้องนั้นทั้งกรรมการของธนาคาร ทั้งเจ้าหน้าที่ในระดับบริหาร และเจ้าหน้าที่ที่ไม่ใช่ระดับบริหาร ติดคุกกันระนาวครับ ซึ่งวันนี้ออกมาแล้ว ทั้งหมดนั้น ติดคุกกันไป ๒๕ คนครับ แต่กราบเรียนท่านประธานครับ ถ้าไปดูสำนวนคำฟ้องมี ๑ คนครับ ที่ยังหนีคดีอยู่ครับและยังไม่ได้รับโทษ แม้ว่าคดีนั้นสิ้นสุดแล้วว่าจะต้องรับโทษ ยังหนีคดี อยู่ต่างประเทศครับท่านประธาน ซึ่งผมขออนุญาตไม่เอ่ยนามว่าเป็นใคร เพราะถ้าท่านสนใจ ท่านสามารถไปหารายละเอียดอันนี้ได้ครับ กราบขอบพระคุณครับ
ตรงเวลา พอดีครับ ต่อไปก็เป็นท่านสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย แล้วก็กลับมาพรรคเพื่อไทยนะครับ ท่านชลน่าน ศรีแก้ว ท่านสุรชัยก่อนนะครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ก่อนอื่นผมต้องขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังคณะรัฐมนตรี และเพื่อนสมาชิกว่า วันนี้เป็นวันที่พวกเราที่ประชุมมารับฟังการแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี ซึ่งนำโดยท่านนายกรัฐมนตรี ผมขออนุญาตเริ่มอย่างนี้ครับ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๓ เขียนไว้ว่า รัฐสภา รัฐมนตรี ศาล องค์กรอิสระ และหน่วยงานของรัฐทุกหน่วยงานจะต้องปฏิบัติหน้าที่ ตามรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และหลักนิติธรรม ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติ และความผาสุกของพี่น้องประชาชน เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมจะอภิปรายต่อไปนี้ และสมาชิก วุฒิสภาท่านต่อ ๆ ไปที่จะขึ้นมาอภิปราย เราจะยึดถือประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติ และความผาสุกของประชาชนเป็นหลักและเป็นแนวทางในการอภิปราย เพื่อที่จะเป็น ประโยชน์กับรัฐบาลในการที่จะนำข้อเสนอแนะต่าง ๆ ไปเป็นแนวทางสู่แผนการปฏิบัติ และวิธีการปฏิบัติตามนโยบายที่แถลงต่อรัฐสภาต่อไป
ผมกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับว่าในการจัดทำนโยบายและการแถลง นโยบายต่อรัฐสภาในวันนี้เป็นเงื่อนไขหนึ่งที่รัฐธรรมนูญได้กำหนดไว้ในมาตรา ๑๖๒ คือก่อนที่รัฐบาลจะเข้าบริหารราชการแผ่นดินนั้นจะต้องมาแถลงนโยบายต่อรัฐสภา โดยไม่มีการลงมติ แม้ว่าจะไม่มีการลงมติก็ตาม แต่ผมกราบเรียนครับว่า เป็นสิทธิของสมาชิก แห่งรัฐสภาที่จะให้ความคิดเห็นและซักถามคณะรัฐมนตรีต่อนโยบายที่สมาชิกยังเห็นว่า ไม่มีความชัดเจนหรือยังไม่เป็นไปเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติและความผาสุก ของประชาชน เงื่อนไขที่ปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ซึ่งผมกราบเรียนว่า เป็นเงื่อนไขที่ไม่เคยถูกกำหนดมาก่อนในรัฐธรรมนูญฉบับก่อนหน้านี้ของประเทศไทย ก็คือเงื่อนไขในการจัดทำนโยบายและการแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภาว่า การแถลงนโยบายนั้นจะต้องแถลงให้เห็นว่านโยบายที่รัฐบาลจัดทำขึ้นนั้นสอดคล้องกับหน้าที่ ของรัฐเช่นใดบ้าง สอดคล้องกับนโยบายแห่งรัฐเช่นใดบ้าง และสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ เช่นใดบ้าง และทั้งหมดเมื่อถูกกำหนดให้เป็นนโยบายของรัฐบาลแล้ว การขับเคลื่อน การบริหารราชการแผ่นดินตามนโยบายนั้น ๆ จะต้องใช้จ่ายงบประมาณ ท่านมีแหล่ง งบประมาณจากที่ใด ผมได้ตรวจสอบเอกสารเกี่ยวกับการแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี ทั้งหมดแล้วก็ต้องขอชื่นชมว่าทางรัฐบาลได้จัดทำคำแถลงนโยบายถูกต้องเป็นไปตาม หลักเกณฑ์ที่ถูกกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านได้กรุณาจัดทำภาคผนวกที่ ๒ ซึ่งเป็นภาคผนวกที่สรุปให้เราได้เห็นว่า นโยบายแต่ละข้อ แต่ละประเด็นนั้นสอดคล้องกับหน้าที่ของรัฐที่มีต่อพี่น้องประชาชน อย่างไรบ้าง สอดคล้องกับนโยบายแห่งรัฐอย่างไรบ้าง และสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ อย่างไรบ้าง แม้ว่าบางนโยบายทั้งนโยบายหลักและนโยบายเร่งด่วน ซึ่งสักครู่ผมจะลง รายละเอียดในบางนโยบายเป็นภาพรวมเสนอต่อที่ประชุม แม้บางนโยบายที่ท่านกรุณา สรุปมาว่าเป็นนโยบายที่สอดคล้องกับหน้าที่รัฐในเรื่องนั้นเรื่องนี้ สอดคล้องกับ ยุทธศาสตร์ชาติในเรื่องนั้นเรื่องนี้ หรือสอดคล้องกับนโยบายแห่งรัฐในเรื่องนั้นเรื่องนี้ก็ตาม พอลงไปดูรายละเอียดแล้วไม่ค่อยชัดเจนนัก แต่ก่อนที่ผมจะลงในรายละเอียดเรื่องนั้น ผมอยากจะกราบเรียนเพื่อให้คณะรัฐมนตรีและเพื่อนสมาชิกแห่งรัฐสภาได้มีความเข้าใจถึง เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ความเป็นมาของรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับหลักเกณฑ์ที่ต้องไปเขียนใน รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๒ ว่า เหตุใดรัฐธรรมนูญฉบับนี้จึงเป็นฉบับแรกที่กำหนดกติกาในการ จัดทำนโยบายว่าจะต้องสอดคล้องกับ ๓ เรื่องหลักของประเทศ โดยเฉพาะเรื่องหน้าที่แห่งรัฐ เรื่องนโยบายแห่งรัฐและยุทธศาสตร์ชาติ ก็กราบเรียนว่าทั้งหมดนี้เป็นแนวคิดของผู้ยกร่าง รัฐธรรมนูญที่อยากจะเห็นประเทศชาติของเรามีเป้าหมายในการพัฒนาประเทศชาติ อย่างชัดเจน และอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อนำไปสู่การพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน ไปสู่เป้าหมาย ที่ทุกคนต้องการ ผมเชื่อว่าทุกท่านที่ได้อภิปรายไปแล้วและจะอภิปรายต่อไปนั้นทุกคน รักประเทศชาติเหมือนกันหมด เพราะฉะนั้นทุกคนในห้องประชุมนี้เป็นพวกเดียวกันหมด ไม่มีพวกเรา พวกท่าน พวกเขา เราเป็นพวกเดียวกันที่ต่างอาสามาทำงานให้กับ พี่น้องประชาชนภายใต้กติกาของรัฐธรรมนูญที่เขียนไว้ กราบเรียนว่าโดยเฉพาะสมาชิก แห่งวุฒิสภาชุดนี้ ผมย้ำว่าชุดนี้เป็นชุดที่ถูกกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญที่ออกแบบให้เข้ามา มีส่วนร่วมในการรับผิดชอบภารกิจของประเทศชาติ ในช่วง ๕ ปีแรกของการเปลี่ยนผ่าน ประเทศ เสร็จแล้วพวกผมก็ต้องไปตามกติกาของรัฐธรรมนูญ ประเทศจะเดินหน้าไปสู่ การเปลี่ยนแปลงอีกขั้นตอนหนึ่ง ซึ่งจะเป็นขั้นตอนของการที่ไม่มี ๒๕๐ ส.ว. ไม่มี ส.ว. ที่ท่านบอกว่ามีอำนาจเหนือกว่า ส.ส. แต่ก็เป็นกติกาที่รัฐธรรมนูญได้เขียนออกแบบไว้เพื่อให้ ทำหน้าที่ตามบทเฉพาะกาลเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นตรงนี้คือสิ่งที่อยากจะกราบเรียน เพื่อผ่านไปยังพี่น้องประชาชนให้มีความเข้าใจว่าบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญเขียนไว้ด้วย วัตถุประสงค์ของการเปลี่ยนผ่านในเพียงชั่วระยะเวลาหนึ่ง บทบาทของสมาชิกวุฒิสภา ตามบทหลักของรัฐธรรมนูญนั้นไม่ได้เป็นไปอย่างที่หลายท่าน หรือบางท่านพยายามที่จะ อธิบายในการที่จะสร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนต่อความเป็นจริงต่อพี่น้องประชาชน ผมกราบเรียนท่านประธานเพื่อผ่านไปยังคณะรัฐมนตรีว่า เจตนารมณ์ที่เขากำหนดให้ ท่านทั้งหลายจะต้องมาแถลงนโยบายที่สอดคล้องกับหน้าที่ของรัฐนั้น แนวความคิดนี้ ไม่ได้เพิ่งเกิด นักการเมืองผู้บริหารประเทศชาติในอดีต ผู้รักชาติรักประชาธิปไตยในอดีต เขาคิดถึงอนาคตประเทศมาตั้งแต่เมื่อ ๒๒ ปีที่แล้ว คือ ๒๒ ปีที่แล้วที่เป็นยุคของการจัดทำ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ คนในยุคสมัยนั้นเขาก็คิดถึงอนาคตของประเทศว่า ทำอย่างไรจะให้ ประเทศชาติมีความยั่งยืนภายใต้ความไม่ยั่งยืนในระบบการเมืองของประเทศไทย แนวความคิดจึงเปลี่ยนผ่านเป็นบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญในปี ๒๕๔๐ คือบทบัญญัติ ที่ว่าด้วยแนวนโยบายแห่งรัฐที่ถูกบรรจุอยู่ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เสียดายว่าผู้คนในยุคนั้น มองผิดพลาดไปนิดหนึ่งในเรื่องของความรับผิดชอบต่อบ้านเมืองในการที่จะปฏิบัติตาม บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ผู้คนในยุคนั้นซึ่งรับผิดชอบในการจัดทำรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ หรือเมื่อ ๒๒ ปีที่แล้ว จึงไปเขียนให้แนวนโยบายแห่งรัฐตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ นั้น เป็นเพียงแนวทางในการกำหนดนโยบายและแนวทางในการออกกฎหมายของประเทศ พอเขียนเบาบางอย่างนั้น ผลที่ปรากฏตลอดระยะเวลา ๙ ปีของการบังคับใช้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ท่านประธานเชื่อไหมครับ เอาแค่ออกกฎหมายลูกตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ๙ ปี ยังออกกันไม่ครบเลยครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้คือคำตอบว่าเหตุใดประเทศไทยจึงไม่สามารถ ก้าวไปสู่เป้าหมายที่เราพึงประสงค์ โดยผ่านบทบัญญัตินโยบายแห่งรัฐที่กำหนด ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ได้ ย่างเข้าสู่ยุคสมัยของการจัดทำรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ผู้ที่รับผิดชอบรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ จึงได้ยกระดับแนวคิดนี้ให้มีความเข้มข้นขึ้น เปลี่ยนบทบัญญัติที่ว่าด้วยนโยบายแห่งรัฐตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เป็นนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ เปลี่ยนแนวคิดในการเขียนหมวดนี้ในรัฐธรรมนูญจากเพียงเป็นแนวทางในการกำหนด นโยบายและการออกกฎหมายของประเทศให้มีความเข้มข้นขึ้น โดยเขียนใส่ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เลยครับว่า นโยบายพื้นฐานแห่งรัฐคือเจตจำนงของรัฐ ในการให้รัฐบาลไปกำหนด นโยบายและการออกกฎหมาย คำว่า เจตจำนง ผมเชื่อว่าทุกท่านคงเข้าใจว่าหมายถึงอะไร แต่ที่สุดเราเดินซ้ำรอยประวัติศาสตร์เก่า รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ใช้เมื่อวันที่ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ เกือบ ๗ ปีของการที่เราใช้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เราเดินซ้ำรอยประวัติศาสตร์เดิม คือออกกฎหมายลูกได้ไม่ครบ เราเดินซ้ำรอยของประวัติศาสตร์เดิม ก็คือแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ไม่ได้รับการปฏิบัติจากรัฐบาล จะกี่ชุดก็สุดแล้วแต่ที่ท่านจะจดจำได้ แต่บทสรุปที่ ประเทศไทยได้รับก็คือว่า เราไม่สามารถใช้นโยบายแห่งรัฐหรือนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เป็นเข็มทิศในการนำพาประเทศไทยไปสู่เป้าหมายที่พวกเรา ต้องการได้ เมื่อเข้าสู่ยุคของการจัดทำรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ผู้ที่รับผิดชอบจัดทำรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ก็พยายามที่จะสานต่อความคิดนี้ให้มีความเข้มข้นขึ้น นำแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มาสังเคราะห์ใหม่ กลั่นสิ่งที่คิดว่าเป็นเรื่องสำคัญของประเทศชาติ และยอมไม่ได้อีกต่อไปที่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญแล้วไม่ทำ จึงก่อกำเนิดขึ้นมาเป็นหมวดที่ว่าด้วย หน้าที่แห่งรัฐส่วนหนึ่ง ส่วนที่มีความสำคัญลำดับต่อไปยังคงเป็นหมวดที่ว่าด้วยนโยบายแห่งรัฐ ผมพูดถึงตรงนี้กำลังจะกราบเรียนทั้งหลายท่านว่า นี่ละคือเหตุผลว่าทำไมรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ จึงกำหนดกติกาไว้ว่าการทำนโยบายของรัฐบาลตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ การแถลงนโยบายของรัฐบาลตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ต้องแถลงว่าจะทำอย่างไร บริหารประเทศนี้อย่างไร ให้สอดคล้องกับหน้าที่ของรัฐและนโยบายแห่งรัฐ เขากำหนดเช่นนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้ประวัติศาสตร์เดินซ้ำรอยตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ และปี ๒๕๕๐ ซึ่งเป็นรอยที่เกิดขึ้นมาแล้ว ๒๒ ปี ที่ผมหยิบประเด็นนี้มากราบเรียนก็เพื่อที่จะย้ำ ผ่านท่านประธานไปสู่คณะรัฐมนตรี ซึ่งนำโดยท่านนายกรัฐมนตรีว่า เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจ ของการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาในวันนี้แล้ว ขอความกรุณาท่านนำแผนปฏิบัติการ และวิธีการที่ท่านกำหนดไว้ แม้ไม่ได้เขียนชัดเจนในคำแถลงนโยบาย แต่ผมเชื่อว่า ท่านต้องมีแผนปฏิบัติการและวิธีการปฏิบัติการตามนโยบายของท่านไปสู่การปฏิบัติการ ให้เป็นรูปธรรม เพื่อให้เราประสบความสำเร็จ คือไปสู่เป้าหมายที่ประเทศไทย จะเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว หรือที่ท่านเรียกว่า ไทยแลนด์ ๔.๐ (Thailand 4.0) เมื่อนั่นละเราจะได้ชื่อว่าพวกเราได้ช่วยกันทำงานเพื่อประชาชน โดยมุ่งประโยชน์ ส่วนรวมของประเทศชาติและความผาสุกของประชาชนเป็นเป้าหมาย ผมจะขออนุญาตกราบเรียนในรายละเอียดเรื่องของนโยบายที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้แถลง เมื่อเช้านี้ ผมกราบเรียนต่อที่ประชุมว่า ถ้าเรามองถึงโครงสร้างหลักของสังคมไทยในภาพรวม เราจะเห็นได้ว่าสังคมไทยจะมีเสาหลักสำคัญอยู่ ๔ เสา เสาแรกก็คือสถาบันพระมหากษัตริย์ เสาที่ ๒ ก็คือเรื่องของความมั่นคง ความปลอดภัยของประเทศชาติ เสาที่ ๓ คือเรื่องของเสา ที่ว่าด้วยการเมือง และเสาที่ ๔ เป็นเรื่องที่ว่าด้วยสังคมและเศรษฐกิจ นโยบายของท่าน ถ้าเราแยกพิจารณาตามเสาหลักสำคัญที่ผมได้กราบเรียนต่อที่ประชุม เราจะเห็นว่า เสาหลักที่ ๑ ท่านพูดไว้ชัดเจนในนโยบายหลัก นโยบายที่ ๑ ก็คือการปกป้องและการเชิดชู สถาบันพระมหากษัตริย์ เรื่องเสาหลักที่ ๒ ความมั่นคง ความปลอดภัย ท่านพูดอยู่ใน นโยบายหลักข้อที่ ๒ ชัดเจนเช่นกัน ก็คือการสร้างความมั่นคง ความปลอดภัยของประเทศ ความสงบสุขของประเทศ แล้วก็ยังเชื่อมโยงไปสู่นโยบายเร่งด่วนในนโยบายเรื่องที่ ๘ เสาที่ ๓ เรื่องการเมืองไม่ค่อยชัดเจนครับ ท่านพูดโดยเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายหลักที่ว่าด้วย เรื่องการพัฒนาความเข้มแข็งจากฐานราก ไปพูดอยู่ในเรื่องของการสร้างความเข้มแข็ง ของชุมชน ซึ่งผมมีความเห็นว่าค่อนข้างอ่อนในเรื่องของนโยบายด้านนี้ เสาที่ ๔ เรื่องสังคม เศรษฐกิจ นโยบายของท่านค่อนข้างให้ความสำคัญกับเรื่องเศรษฐกิจมากกว่าเรื่องของสังคม จนทำให้ดุลยภาพของเสาที่ ๔ นี้ค่อนข้างที่จะขาดความสมดุลระหว่างเรื่องของเศรษฐกิจ และสังคม แม้ว่าเป็นที่รับรู้โดยทั่วไปว่าขณะนี้ปัญหาปากท้องของพี่น้องประชาชน เป็นเรื่องใหญ่ เป็นเรื่องที่รัฐบาลจะต้องเร่งรีบในการแก้ไข ซึ่งผมเห็นด้วยอย่างเต็มที่ และเห็นด้วยกับนโยบายที่ท่านพยายามเขียนให้น้ำหนักในเรื่องของเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะอยู่ใน นโยบาย ข้อ ๖ การพัฒนาเศรษฐกิจและกระจายความเจริญสู่ภูมิภาค ในเรื่องของการแก้ไข ปัญหาการดำรงชีวิต ในนโยบายเร่งด่วน เรื่องที่ ๑ ในเรื่องมาตรการเศรษฐกิจเพื่อรองรับ ความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ในเรื่องการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรและการพัฒนา นวัตกรรม แต่จริง ๆ สิ่งที่จะควบคู่กันกับการที่จะทำให้สังคมไทยเป็นสังคมที่ดีขึ้น นั่นก็คือ คุณภาพของสังคมด้วย ที่ผมกราบเรียนไว้แล้วว่าท่านให้น้ำหนักในเรื่องนี้ค่อนข้างอ่อนไป นิดหนึ่ง จริง ๆ สังคมไทยขณะนี้เรามีปัญหาค่อนข้างเยอะ กราบเรียนท่านประธานผ่านไปยัง ท่านนายกรัฐมนตรีว่า ถ้าเรามองไปที่สภาวะของสังคมไทย ในขณะนี้สังคมไทย ค่อนข้างอ่อนแอ เรามีปัญหาอาชญากรรมค่อนข้างสูง ถ้าท่านไปดูสถิติของผู้ต้องขัง ในเรือนจำทั่วประเทศจะมีตัวเลขหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ ตัวเลขเกี่ยวกับจำนวนผู้ต้องขังที่อยู่ใน เรือนจำทั่วประเทศ ข้อมูลล่าสุดสิ้นสุด ณ วันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๖๒ ท่านทราบไหมครับ มีพี่น้องประชาชนต้องมาใช้ชีวิตอยู่ในเรือนจำเท่าไร ๓๕๔,๙๐๕ คน ตัวเลขนี้ถ้าเปรียบเทียบ กับเดือนกรกฎาคมของปีที่แล้ว ซึ่งมีตัวเลข ๓๕๕,๕๔๓ คน ดูเหมือนประหนึ่งว่าผู้ต้องขัง ลดลง แต่เป็นผลจากการพระราชทานอภัยโทษเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา นั่นแปลว่า ตัวเลขสูงขึ้นในความเป็นจริง และในตัวเลขจำนวน ๓๕๐,๐๐๐ กว่าคนนี้มีตัวเลขหนึ่ง ที่ผมสนใจมาก แล้วอยากจะกราบเรียนไปยังท่านรัฐมนตรี โดยเฉพาะท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงยุติธรรม มีผู้ที่ต้องถูกจองจำอยู่ในเรือนจำแต่เป็นผู้ต้องขังระหว่างการดำเนินคดี ๕๘,๐๐๐ กว่าคน ไหนเราบอกว่าถ้ายังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า ทุกคนเป็นผู้บริสุทธิ์ ไหนเราบอกว่ายังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุดห้ามปฏิบัติต่อผู้นั้น
ขอโทษ ท่านสุรชัยจะจบแล้วกระมัง คงไม่ต้องท้วง ท่านสรุปแล้ว
ท่านประธานครับ ผมนิดเดียว จริง ๆ ผมก็ฟังอาจารย์บรรยาย แต่ว่าบังเอิญไม่รู้ว่าใช้คำพูด ฟุ่มเฟือยหรือเปล่าจนท่านรัฐมนตรีนั่งหลับแล้ว เข้าใจว่าเคลิ้มมากครับ ก็เลยเป็นห่วงว่า ไม่สบายหรือว่านั่งหลับ ท่านประธานรัฐสภาช่วยดูหน่อยครับ ท่านครับ พยายามสรุปหน่อยครับ เพราะว่าท่านเวียนจนหลับเลยครับ ขอบพระคุณครับ
ท่านลองถามดู ท่านกำลังใช้สมาธิฟังผมหรือเปล่า ตรงนี้เป็นเรื่องที่พวกเราต้องให้ความสนใจร่วมกันนะครับ ว่าทำไมถึงมีผู้ต้องหาที่อยู่ระหว่างดำเนินคดีเกือบ ๖๐,๐๐๐ คนไปถูกขังอยู่ในเรือนจำ อย่าให้ประชาชนเขาเข้าใจว่าเพราะจนจึงต้องติดคุกนะครับ เพราะไม่มีเงินประกัน จึงต้องติดคุก เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ผมขออนุญาตฝากท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม
ปัญหาเรื่องที่ ๒ คือปัญหาความรุนแรงของสังคม สะท้อนผ่านเหตุการณ์ หลาย ๆ เหตุการณ์ ไม่ว่าเป็นความรุนแรงที่กระทำต่อเด็ก เยาวชน สตรี ความรุนแรง ในครอบครัวและความรุนแรงนอกครอบครัว เราจะเห็นวัยรุ่นยกพวกทำร้ายร่างกาย ใช้ความรุนแรงในการตัดสินปัญหาเฉพาะหน้า เราเห็นนักเรียนอาชีวศึกษาสัปดาห์ที่แล้ว ก็ตีกัน ๒ ครั้ง ใน ๒ โรงเรียน เราจะเห็นปัญหาการฆ่าตัวตายที่เพิ่มสูงขึ้น ต่าง ๆ เหล่านี้ ล้วนแต่เป็นปัญหาของสังคมที่นำไปสู่การทำให้สังคมไทยเป็นสังคมที่อ่อนแอทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นผมจึงอยากจะเห็นรัฐบาลได้ช่วยกรุณาปรับปรุงนโยบายหรือเพิ่มเติมนโยบาย ในเรื่องของการสร้างสังคมที่เข้มแข็งให้มีความชัดเจนมากกว่านี้ เสียดายผมมีเวลาน้อยนะครับ แล้วก็จะขออนุญาตกราบเรียนเพิ่มเติมอีกเรื่องหนึ่งว่าเป็นเรื่องสำคัญของสังคมไทยที่ไม่ปรากฏ อยู่ในคำแถลงนโยบายของท่านนายกรัฐมนตรี ก็คือนโยบายเกี่ยวกับการจัดการปัญหา เรื่องอุบัติเหตุบนท้องถนน ท่านประธาน ท่านทราบหรือไม่ว่าประเทศไทยมีผู้เสียชีวิตจาก อุบัติเหตุบนท้องถนนปีละไม่ต่ำกว่า ๒๑,๐๐๐ คน ถ้าคิดต่อวัน เฉลี่ยเป็นวันแล้วตกประมาณ วันละ ๕๕ คนต่อวัน คน ๒๐,๐๐๐ คนต้องตายลงทุกปี ๕ ปีผ่านไปแป๊บเดียวครับ คนไทยตายเพราะอุบัติเหตุบนท้องถนน ๑๐๐,๐๐๐ คน คน ๒๐,๐๐๐ คนถ้าเทียบกับ อุบัติเหตุเครื่องบินโดยสารขนาดใหญ่ที่บรรจุผู้โดยสารได้ ๔๐๐ คน เท่ากับปีหนึ่งมีเครื่องบิน ขนาด ๔๐๐ ที่นั่งตกในประเทศไทยปีละ ๕๐ ลำ เราปล่อยให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอยู่ใน ประเทศไทยและดำรงอยู่ได้อย่างไร ทั้ง ๆ ที่รัฐบาลในปี ๒๕๕๓ ได้มีมติ ครม. เมื่อวันที่ ๒๙ มิถุนายน ๒๕๕๓ คือตั้งแต่ ๙ ปีที่แล้ว มีมติให้กำหนดนโยบายให้ประเทศไทยเดินหน้า ในเรื่องนี้ตั้งแต่ปี ๒๕๕๔-๒๕๖๓ เป็น ๑๐ ปี หรือทศวรรษแห่งความปลอดภัย โดยตั้งเป้าหมายว่าเราจะลดคนตายจากอุบัติเหตุบนท้องถนน ซึ่งเฉลี่ยตัวเลขต่อประชากร ๑๐๐,๐๐๐ คน อยู่ที่ ๓๐-๓๕ คนต่อประชากร ๑๐๐,๐๐๐ คน ให้เหลือต่ำกว่า ๑๐ คน ที่มาที่ไปประเทศไทยไม่ได้คิดเองละครับ เป็นนโยบายขององค์การสหประชาชาติ ที่เขากำหนดนโยบายในเรื่องนี้ไว้ ในการที่จะกำหนดให้ประเทศสมาชิกทุกประเทศ ต้องไปลดจำนวนผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุในท้องถนนภายใน ๑๐ ปีให้ได้เหลือครึ่งหนึ่ง ประเทศไทยในฐานะที่เป็นคนครองสถิติอันดับ ๑ ของเอเชีย ก็อยู่ในเป้าหมายที่ถูกกำหนด ด้วยองค์การอนามัยโลกรับเอาแนวความคิดนี้ซึ่งเป็นหนึ่งในเรื่องของ เอสดีจี (SDGs) หรือการพัฒนาอย่างยั่งยืนในหัวข้อที่ ๓ การทำให้ชีวิตของประชากรในประเทศของตัวเองมีชีวิตที่ดีขึ้น ก็กำหนดให้ภายในปีหน้า ทุกประเทศจะต้องลดจำนวนผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุตามท้องถนนให้ได้ครึ่งหนึ่ง เพราะฉะนั้น เป้าหมายของประเทศไทยไม่ต้องต่ำกว่า ๑๐ หรอกครับ ทำให้ได้ต่ำกว่า ๑๗ คน ต่อประชากร ๑๐๐,๐๐๐ คน
มีผู้ประท้วง แล้วครับ เชิญครับ เดี๋ยวท่านสุรชัย
เราก็จะบรรลุ เป้าหมายแล้วครับ ผมกำลังจะจบแล้วครับท่านประธาน
จบได้ เลยนะครับ
จบแล้วครับ
จบแล้วนะครับ ไม่ต้องประท้วง
ท่านถามว่า ท่านยังจะติดใจประท้วงผมอยู่หรือเปล่า
คงไม่ติดใจ แล้วนะครับ
เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน
เดี๋ยวผม จะเอากติกาใหม่
เดี๋ยวผม พูดนิดหนึ่ง
เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ผมขออนุญาตประท้วงท่านประธานตามข้อบังคับ ข้อ ๕ ท่านประธานอาจจะฟังเพลิน มันออกนอกประเด็นไปเยอะเลยนะครับ ผมท้วงติง ท่านประธาน เวลาฝ่ายค้านพูดนิดหน่อยก็บอกนอกประเด็น บุคคลอะไรอย่างนี้ครับ อย่างไรขอให้ท่านช่วยพิจารณาอย่างเป็นธรรมด้วย นี่ผมไม่ว่าครับ ผมไม่ได้ว่าท่านผู้อภิปราย แต่ผมประท้วงท่านประธานว่าด้วยจิตสำนึกท่านก็ช่วยพิจารณาด้วย เวลาฝ่ายผมพูดอย่างไร ท่านก็ให้โอกาสด้วยครับ
เดี๋ยวจะ อธิบาย คือพอผมท้วงเข้านี่บอกว่าเวลาไปหักได้นะครับ ผมก็เลยเลิกที่จะไปกำชับเร่งรัดอะไร คราวนี้ผมคิดว่าผมจำเป็นต้องเร่งรัดแล้ว มิฉะนั้นใช้เวลาของท่านอื่นไป ท่านสุรชัยใช้ไปเกือบ ๙ นาทีแล้วนะครับ เกินของวุฒิสภา
ครับ ผมเรียน ท่านประธานและผมกำลังจะสรุปเพื่อจบแล้วอย่างไรครับ
ต่อไป ท่านสรุป ต่อไปผมให้เกินแค่ ๒-๓ นาทีอย่างมากนะครับ
ครับ
โอเค (OK) ครับ เชิญท่านสุรชัยสรุป
ก่อนสรุป ก็ขออนุญาตชี้แจงครับ ผมพูดถึงปัญหาคนไทยตายเยอะเป็นหนึ่งในปัญหาของสังคม ไม่ได้นอกเรื่องนอกประเด็นอะไรเลยนะครับ สุดท้ายครับก็ขออนุญาตสรุปว่าเมื่อผ่าน การแถลงนโยบายของรัฐบาลในวันนี้แล้ว ขออนุญาตฝากกราบเรียนคณะรัฐบาลไว้ว่า รัฐธรรมนูญยังกำหนดกติกาในการบริหารประเทศของรัฐบาลไว้ด้วยนะครับ ท่านกรุณาไปดู รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๔ ในการบริหารประเทศตามนโยบายที่แถลงต่อรัฐสภา ท่านจะต้อง ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เสียสละ เปิดเผย เพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศ และประชาชน ท่านต้องรักษาวินัยการเงินการคลังตามกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลัง อย่างเคร่งครัด ท่านต้องยึดถือและปฏิบัติตามหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี ท่านต้องส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนสามารถอยู่ร่วมกันอย่างเป็นธรรม ผาสุก สามัคคีปรองดอง และท่านมีความรับผิดชอบต่อรัฐสภาในการที่จะบริหารประเทศตามนโยบายที่แถลงต่อ รัฐสภา และตามแผนปฏิบัติการและวิธีการเพื่อบรรลุเป้าหมายตามนโยบายในการบริหาร ประเทศ ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติและความผาสุกของประชาชน ก็ขอกราบเรียนผ่านท่านประธานไปยังคณะรัฐมนตรีทุกท่านครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณนะครับ ผมขอชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับกติกาของการอภิปรายนะครับ ในเบื้องต้น ที่ผมขึ้นมาก็วางกติกาโดยท่านประธานชวนไว้ว่าแต่ละท่านได้กำหนดเวลามา ของแต่ละฝ่ายเอง แต่ปรากฏว่าเท่าที่ปรากฏดูบางท่านก็เกินเวลาไป ผมท้วงก็บอกหักเวลา ผมก็เลยไม่ท้วง ก็มีท่านสันติ พรรคพลังประชารัฐใช้ ๑๐ นาทีพอดีเป๊ะเลย ท่านสุรชัย ใช้เกินไป ๑๐ นาที ของวุฒิสภาก็หายไปคนหนึ่งนะครับ ในการที่จะอภิปราย ต่อไปเป็น นายแพทย์ชลน่าน กลับมาพรรคเพื่อไทยนะครับ ท่านกำหนดเวลาท่านเอง ๓๐ นาที ขอให้มันอยู่ในนี้นะครับ ไม่อย่างนั้นผมก็ต้องไปเตือนว่าท่านนอกประเด็นหรืออะไรตามนั้น จากท่านนายแพทย์ชลน่านแล้วก็จะกลับมาท่านกรณ์ จาติกวณิช พรรคประชาธิปัตย์ ๘ นาที ท่านนายแพทย์ชลน่าน เชิญครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดน่าน พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมต้องกราบขอบพระคุณท่านประธานที่ให้โอกาสผมได้ลุกขึ้นมา เพื่อจะแสดงความเห็นในประเด็นที่พวกเรากำลังสนใจอยู่ในขณะนี้ คือการแถลงนโยบาย ต่อรัฐสภา ผมกราบขอบพระคุณท่านประธานผ่านไปยังท่านหัวหน้ารัฐบาลที่ให้เกียรติ กับสภาอย่างสูงยิ่งนะครับ เมื่อสักครู่ผมก็ใจไม่ดีเห็นท่านไม่นั่งอยู่ตรงนั้น เพราะหลายคน บอกว่านักเรียนคุณหมอหายไปแล้ว อันนี้เป็นคำพูดเล่นกันในกลุ่มเพื่อนนะครับ ด้วยความขอบคุณครับที่ท่านหัวหน้ารัฐบาลพร้อมกับคณะรัฐมนตรีได้ให้เกียรติกับสภา เมื่อสักครู่ท่านสมาชิกรัฐสภาได้พูดไปแล้วในมาตรา ๑๖๔ ซึ่งผมกำลังจะยกอยู่พอดี ท่านประธานครับ ในการแถลงนโยบายครั้งนี้ผมต้องกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพว่า สมาชิกรัฐสภาทุกคนมีความปรารถนาดีกับประเทศชาติบ้านเมือง เพราะฉะนั้นสิ่งที่เรา ต้องการเห็นเป็นเป้าหมายสุดท้ายของการทำหน้าที่ของพวกเรา ก็คือประโยชน์สูงสุด ของประเทศชาติและความผาสุกของประชาชนโดยรวม ซึ่งบัญญัติไว้ในมาตรา ๓ ของรัฐธรรมนูญ แล้วก็มาตรา ๑๖๔ ของรัฐธรรมนูญ นั่นคือเป้าหมายสุดท้ายครับ เพราะฉะนั้นในการที่สมาชิกจะให้ความเห็นใด ๆ เราจะมุ่งเข้าสู่ตรงนั้น ตัวนโยบายก็จะต้อง มุ่งเข้าสู่ตรงนั้น ความเหมาะสมของตัวนโยบายมุ่งเข้าสู่ตรงนั้นครับท่านประธาน ผู้ขับเคลื่อน นโยบายหรือความสามารถในการบริหารราชการแผ่นดินก็ต้องเข้าสู่ตรงนั้น องคาพยพต่าง ๆ ซึ่งแน่นอนครับผมมีเวลาน้อยผมจะลงไม่ได้ทั้งหมด แต่ปัจจัยสำคัญที่สุดการที่จะทำให้ นโยบายประสบผลสำเร็จ เป็นความผาสุกของพี่น้องประชาชนเป็นประโยชน์สูงสุด ของประเทศได้ ๒ ปัจจัยหลักครับ คือตัวนโยบายและผู้ขับเคลื่อนนโยบาย ก็คือผู้บริหาร ราชการแผ่นดิน มีความจำเป็นครับท่านประธานที่ผมและสมาชิกต้องพูดเพื่อชี้ให้เห็นว่า ความสามารถของผู้ที่จะบริหารราชการแผ่นดินเป็นอย่างไร จะมีผลกระทบต่อตัวนโยบาย จะมีผลกระทบต่อความผาสุกของพี่น้องประชาชน ประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติบ้านเมือง หรือไม่ ต้องกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพไว้ก่อนตรงนี้ครับ ไม่เช่นนั้นจะมีขึ้นมา ประท้วงผมบอกว่าพูดเรื่องบุคคล ท่านประธานที่เคารพครับ ถ้าผมจะกราบเรียน ท่านประธานว่าขณะนี้ประเทศชาติเราเหมือนรถยนต์คันใหญ่ครับ ซึ่งต้องใช้คนขับถึง ๓๕ ตำแหน่ง พร้อมกับกัปตันครับ และรถยนต์คันนี้ ๕ ปีที่ผ่านมาไม่เคยได้ซ่อมบำรุงเลย สภาพเครื่องยนต์ ๔ เครื่องยนต์ ในด้านทางเศรษฐกิจหายไป ๓ เครื่อง วิ่งได้อยู่เครื่องเดียว เพราะฉะนั้นการที่จะขับเคลื่อนรถยนต์คันนี้ให้เข้าสู่เป้าหมายที่เป็นประโยชน์สูงสุด ผู้โดยสาร ที่อยู่ในรถมีความผาสุก คนขับต้องมีความรู้ความสามารถ หัวหน้าคนขับยิ่งต้องมีความรู้ ความสามารถที่จะควบคุมในสิ่งเหล่านั้นให้สู่เป้าหมายได้ ท่านต้องขับไปด้วยแล้วซ่อมไปด้วย ดูแลคนที่อยู่ในรถให้ผาสุกที่สุด ท่านประธานครับ สิ่งที่ผมจะกราบเรียนกับท่านประธานว่า ความผาสุกนั้นจะเกิดขึ้นเรื่องแรกสุดอยู่ที่ตัวนโยบายครับท่านประธาน ตัวนโยบาย ที่ท่านหัวหน้ารัฐบาลได้กรุณายกขึ้นมาแถลงกับพวกเราในฐานะสมาชิกรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญ ผมมีสิ่งที่จะต้องกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านหัวหน้ารัฐบาล ก็คือว่า ในข้อ ๑๑ นโยบายเร่งด่วนเรื่องที่ ๑๑ การเตรียมมาตรการรองรับภัยแล้ง และอุทกภัย ด้วยความเป็นห่วงครับ ผมกลัวว่าท่านจะทำไม่ครบถ้วนตามบทบัญญัติ ของรัฐธรรมนูญ ท่านไม่ได้แถลงเรื่องนี้นะครับ ถ้าสมาชิกผมจะอภิปรายเรื่องนี้ก็จะเป็นการทักท้วงในสิ่งที่ ถือว่าไม่ได้เป็นนโยบายเพราะท่านไม่ได้แถลง ถ้าท่านประธานจะกรุณาก็กราบเรียนฝากไป ท่านหัวหน้ารัฐบาลครับ มีโอกาสตอนไหน ท่านจะลุกขึ้นแถลงใหม่ก็ไม่ได้เสียหายอะไร เพราะมีเวลาอยู่ ๒ วันไปตรวจบันทึกการประชุมได้ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทักท้วง เรื่องหน้าแรกซึ่งเป็นบทความสำคัญ วรรคตอนที่สำคัญมาก ท่านกรุณาขึ้นมา นั่นคือ ความสมบูรณ์ครบถ้วน ท่านประธานที่เคารพครับ ผมก็ไม่แน่ใจว่าเหตุที่ท่านไม่แถลง เรื่องการเตรียมการมาตรการรองรับภัยแล้ง ท่านจะมีวัตถุประสงค์แอบแฝงหรือไม่ ผมไม่ทราบ เพราะขณะนี้โดยภาพทั่วไปแล้วภัยแล้งเป็นปัญหาหนักครับ ปัญหาหนักมาก ที่ท่านหัวหน้ารัฐบาลไม่ควรหลงลืมเลย ถ้าไม่มีเจตนาเป็นอย่างอื่น ถ้าไม่อ่านข้ามนะครับ เพราะว่าผมสงสารท่านมากในการที่จะอ่านตัวหนังสือเล็ก ๆ ท่านพยายามยิ้มเพื่อให้พวกเรา มีความอบอุ่น แต่สิ่งที่จะกราบเรียนฝากท่านประธานไว้ด้วยความเคารพครับ ถ้าท่านมีโอกาส มาแถลงนโยบายรอบใหม่กระดาษ ๓ เอ (3A) ครับ ให้เจ้าหน้าที่พิมพ์ตัวใหญ่ ๆ เลยครับ แล้วก็อ่านเป็นแผ่นแล้วก็ดึงออกไป ง่ายครับ ไม่ได้ผิดข้อบังคับใด ๆ เลย กลับถูกข้อบังคับด้วย ก็จะเป็นประโยชน์ เพราะว่าคำแถลงนโยบายของท่านที่บันทึกต่อสภาเป็นสิ่งที่เรา ต้องตรวจสอบได้ ถ้าท่านไม่แถลงและแอบแฝงซ่อนเร้นเราไม่สามารถตรวจสอบได้ ซึ่งผมจะเรียนต่อไปว่ามันจะขัดกับบทบัญญัติรัฐธรรมนูญอย่างไร ท่านประธานที่เคารพ ผมกลับมาที่ตัวนโยบาย เพื่อนสมาชิกพูดไปเยอะว่านโยบายที่ท่านส่งให้พวกเราดู มีสมาชิก หลายท่านบอกว่ามีถ้อยคำใหม่ มีสิ่งใหม่ ๆ ปรากฏขึ้นมากมาย แต่ผมขออนุญาตนำเรียนด้วย ความเคารพนะครับ เท่าที่ผมตรวจสอบดู สอดคล้องกับสมาชิกที่อภิปรายว่าเป็นนโยบาย ที่เลื่อนลอยเหมือนเมฆ เหมือนเมฆในขณะนี้ด้วยที่ไม่สามารถแม้จะทำฝนเทียมได้นะครับ ท่านประธาน ไม่สามารถที่จะเอาเครื่องมือใด ๆ มารวมเมฆแล้วใช้กลวิธีการทำให้เกิด ฝนตกได้ เพราะมันเลื่อนลอยเหลือเกิน ตัวนโยบายเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้พี่น้อง มีความผาสุกในการบริหารราชการแผ่นดิน ประเทศจะได้รับประโยชน์สูงสุด ตัวนโยบาย ขาดความชัดเจน ไร้เป้าหมาย นโยบายหลัก ๑๒ ด้าน ด่วน ๑๒ เรื่อง ไม่เขียนเป้าหมาย ในการดำเนินการตามนโยบายไว้แม้แต่ข้อเดียว แล้วพวกผมในฐานะสมาชิกรัฐสภา จะตรวจสอบท่านได้อย่างไรว่าในปีแรกผลสัมฤทธิ์จะเป็นอย่างไร ใน ๔ ปีผลสัมฤทธิ์ จะเป็นอย่างไร เลื่อนลอย ไร้ความชัดเจน ไม่ว่าเป็นการศึกษาใด ๆ ของนักศึกษา ไม่ว่าปริญญาเอก ปริญญาโท ถ้าใครศึกษาเรื่องการนำนโยบายสู่การปฏิบัติ อันนี้ขึ้นเป็น เรื่องแรกนะครับ ท่านประธานครับ ความชัดเจนของนโยบาย เป้าหมายที่ชัดเจน นโยบายจะส่งผลต่อความสัมฤทธิ์ การนำนโยบายสู่การปฏิบัติสูงที่สุด ท่านจะไปบอก ข้าราชการที่เป็นแขนขาผู้นำนโยบายสู่การปฏิบัติไปปฏิบัติได้อย่างไร เพราะท่าน ไม่มีเป้าหมาย ปิดบังซ่อนเร้นพวกผมไม่เป็นอะไร ผมล้วงแคะแกะเงาได้ แต่คนที่จะนำ นโยบายไปสู่ปฏิบัติ ถ้าท่านไม่กำหนดให้ชัดเจนเขาจะปฏิบัติให้ท่านได้อย่างไร พี่น้องข้าราชการเหนื่อย คนที่นำนโยบายสู่การปฏิบัติเหนื่อย พี่น้องประชาชนที่รออยู่ ก็เหนื่อยว่าเราจะได้อะไร ดังนั้นความชัดเจนเชิงเป้าหมาย ความชัดเจนในตัวนโยบาย ผมถือว่ารัฐบาลทำมาเสมือนซ่อนเร้นปิดบังรัฐสภาแห่งนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ ตัวนโยบายที่ผมนำเรียนไปถ้าตรวจสอบลงไปลึก ๆ มีความเลื่อนลอย มีความไม่ชัดเจน สาเหตุเกิดจากอะไรผมไม่ทราบ แต่ต้องยอมรับนะครับ เมื่อสักครู่สมาชิกบอกว่ามีถ้อยคำ เขียนดี มีความคิดใหม่ ๆ เขียนแบบใหม่ ท่านประธานครับ ผมตามทวิตเตอร์ของอดีตสมาชิกรัฐสภาท่านหนึ่ง เขาไม่ได้เข้ามาสู่สภา เพราะเขาถูกยุบพรรคไปก่อน คือเขียนชัดเจน วิธีคิดแบบนี้ วิธีเขียนแบบนี้มันเหมือน การแถลงนโยบายเมื่อ ๓๐-๔๐ ปีที่แล้ว นำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ มาเขียนเป็นนโยบาย แล้วค่อยไปเขียนแผนงานรองรับ ไปหาวิธีการปฏิบัติรองรับ แต่สมัยนี้ ไม่ใช่ครับท่านประธานครับ เพราะอะไร เพราะท่านไม่รับผิดชอบต่อพี่น้องประชาชน ท่านเลยไม่ใส่ลงไปในเรื่องเป้าหมายที่ชัดเจน อันนั้นเป็นข้อสังเกตของผมเป็นข้อแรก ถ้าท่านรับผิดชอบต่อพี่น้องประชาชนท่านต้องใส่ เพราะรัฐบาลชุดนี้มาจากการเลือกตั้ง จริงอยู่มีคณะรัฐมนตรีจากรัฐบาลชุดเดิม ๗ ท่าน มาเป็นคณะรัฐมนตรีด้วย ไม่ได้ผ่าน การเลือกตั้ง แต่อยู่ในสมาชิกพรรคการเมือง บางท่านเป็นหัวหน้าพรรคการเมือง เป็นเลขาธิการพรรคการเมืองก็เข้าสู่ระบบ นโยบายที่ไปบอกกับพี่น้องประชาชน ถ้าท่านบอกว่าท่านมีความรับผิดชอบต่อพี่น้องประชาชนต้องให้เกียรติประชาชน เมื่อเขาสัญญากับประชาชนแล้วท่านต้องมาเขียนไว้ รายละเอียดเพื่อนสมาชิกผมจะชี้ให้เห็น แต่อันนี้ผมแตะให้ดูเห็นคร่าว ๆ แต่ท่านไม่ใส่เลย แต่ท่านเขียนทุกมิติในนโยบาย หลัก ๑๒ ด้าน ด่วน ๑๒ เรื่องของท่าน ถ้าผมบอกนโยบายท่านเขียนแบบนี้ เหมือนเมื่อ ๓๐-๔๐ ปีก่อน ท่านประธานครับ ภาษาบ้านผม ผมเป็นคนเหนืออยู่จังหวัดน่าน เขาเรียกนโยบายหน้าไม้ยิงดิน ท่านเคยเห็นหน้าไม้ที่พี่น้องใช้เป็นอาวุธสมัยก่อนไหมครับ ยิงลงไปตรงไหนก็ถูกปักดินแน่นอนไม่มีพลาดเป้า ยกเว้นซวย ขออนุญาตถอนคำพูด ยกเว้นโชคไม่ดี ยิงไปแล้วลูกศรไปปักใส่ลูกมะกอกป่า ไม่ถูกดิน ซึ่งมีโอกาสน้อยมาก เพราะฉะนั้นท่านเขียนไว้หมดเลย เพราะฉะนั้นถ้าพวกผมพูดว่าท่านไม่เขียน ท่านมีหมด แต่สิ่งไม่ชัดเจนคือเป้าหมาย อันนี้คือนโยบาย ผมไม่เถียงว่าคือนโยบาย เพราะผม ไปอ่านนิยามมาแล้ว เพราะท่านผู้นำบอกว่าไปดูนิยามให้ดี แต่นโยบายนี้ไม่มีเป้าหมาย แล้วพวกผมจะตรวจสอบอย่างไร เพราะฉะนั้นผมเลยตั้งข้อสังเกตเป็นประการที่ ๓ ว่า การเขียนนโยบายแบบนี้จะไปขัดกับหลักธรรมาภิบาล รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๔ เขียนชัดว่า การปฏิบัติหน้าที่ของท่านในฐานะคณะรัฐมนตรีในการบริหารราชการแผ่นดินต้องยึดหลัก ธรรมาภิบาล บริหารบ้านเมืองที่ดี โปร่งใส ตรวจสอบได้ ประชาชนมีส่วนร่วม ถ้าท่านเขียน อย่างนี้มันโปร่งใสไหมครับท่านประธาน มืดครับ เพราะผมไม่รู้เลยว่าท่านตั้งเป้าหมายไว้ กี่เปอร์เซ็นต์ กี่ร้อยละที่จะสำเร็จ นี่ตัวอย่างชัด ๆ ท่านประธานครับ จะแอบแฝงอย่างไร ผมไม่รู้ แต่ในมุมผมในฐานะผู้ตรวจสอบ เมื่อท่านไม่กำหนดเป้าหมายให้ผม ผมจะตรวจสอบ อย่างไร จะวัดอย่างไร เพราะฉะนั้นถ้าท่านตระหนักตรงนี้ ภายใน ๒ วันนี้ถ้าท่านสามารถ เอาแผนปฏิบัติการ หรือวิธีปฏิบัติพร้อมเป้าหมายมาให้กับพวกเรา พวกเรายินดีครับ ท่านก็อธิบายได้ว่าอยู่ในแผนปฏิบัติการแล้ว แนบมาให้เราดู ท่านประธานครับ สิ่งที่ผมกังวลว่า ท่านทำมาตรงนี้ตัวนโยบายไม่ชอบด้วยบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับ รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีความพิเศษเหมือนเพื่อนสมาชิกพูดไปหลายท่าน มียุทธศาสตร์ชาติ ท่านเขียนมาเรียบร้อย มีกฎหมายว่าด้วยการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ แล้วเขียนบทบัญญัติ ให้ปฏิบัติตามนั้น ท่านประธานครับ สิ่งที่ยุทธศาสตร์ชาติเขียนมีกำหนด มีเป้าหมายชัดเจน ผมยกตัวอย่างครับ ยุทธศาสตร์เรื่องการสร้างความสามารถในการแข่งขันที่กำหนดเป้าหมายว่า จะเพิ่มอัตราการเจริญเติบโตภายในประเทศมวลรวมเฉลี่ยปีละประมาณ ๔-๕ เปอร์เซ็นต์ หรือร้อยละ ๔-๕ ต่อปีในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๒ และไม่ต่ำกว่า ๕ เปอร์เซ็นต์ในช่วง ๑๕ ปีหลังจากนั้น นี่ยุทธศาสตร์นะครับ ผมไปเปิดดูท่านบอกว่าสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ ไม่ได้กำหนดให้สอดคล้องกับ ยุทธศาสตร์เลย หมายความว่าอย่างไรครับ ท่านต้องไปตอบคำถามนี้กับสมาชิกรัฐสภาเพื่อให้ พี่น้องประชาชนได้รับรู้รับทราบนะครับ ท่านเจตนาอะไร เพื่อรักษาน้ำใจของพรรคการเมือง ร่วมรัฐบาลหรืออย่างไร แตะ แตะ แตะให้ทุกพรรค มีหมดแล้วนะพวกเรา แต่เป้าหมายที่เขา อุตส่าห์ไปบอกกับพี่น้องประชาชนไม่ได้ใส่ไว้เลย ของตัวเองก็ไม่ใส่ เจ๊ากันไปภาษาง่าย ๆ แต่สิ่งที่ไม่เจ๊าคือเสียโอกาส คือพี่น้องประชาชนครับ
การแจงที่มาของรายได้เป็นเรื่องต่อไปครับท่านประธาน ที่ส่อว่าไม่ปฏิบัติ ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ผมตามดูในถ้อยแถลงของท่านหัวหน้ารัฐบาลในบทสรุปสุดท้าย ว่าที่มาของรายได้ ๑. มาจากภาษี เก็บภาษีอากรของพี่น้องประชาชน จะปรับโครงสร้าง จะลดภาษี จะขยายฐานภาษีอะไรก็แล้วแต่ ซึ่งเพื่อนสมาชิกจะมาลงรายละเอียดให้นะครับ ฝากท่านประธานบอกท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังด้วย เพื่อนสมาชิกจะมาลง รายละเอียดให้ในสิ่งที่ท่านได้ไปสัญญากับพี่น้องเขาไว้ มาจากภาษีอากร มาจากการร่วมทุน ระหว่างภาครัฐและเอกชน มาจากกองทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานแล้วก็เงินกองทุนต่าง ๆ นี่หรือคือคำชี้แจงที่มาของแหล่งรายได้ เจตนารมณ์รัฐธรรมนูญฉบับนี้มุ่งหวังว่าให้ท่านแจง รายละเอียดว่านโยบายแต่ละนโยบายมีที่มาของแหล่งรายได้อย่างไร บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ท่านใช้ปีประมาณ ๓๐,๐๐๐-๔๐,๐๐๐ ล้านบาท ๒ ปีที่ผ่านมาประมาณ ๘๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ท่านจะเอาเงินมาจากไหน ท่านไปขมวดท้ายบอกว่าถ้าเป็น การช่วยเหลือสวัสดิการพี่น้องประชาชน จะใช้ภาษีอากรของประเทศที่จัดเก็บได้ แล้วบอกว่า จัดเก็บได้ไม่พอด้วยนะครับ กู้หรือครับ ท่านจะกู้มาใช่ไหมครับ ใช้เงินนอกงบประมาณ โดยการกู้ ท่านต้องแจงให้พวกเราทราบ ท่านมีเวลา ๒ วัน วันนี้กับวันพรุ่งนี้ ถ้าท่านตอบ กับพวกเราว่านโยบายดูแลสวัสดิการพี่น้องประชาชนใช้เม็ดเงินแสนล้าน ท่านต้องตอบนะครับ ในแต่ละปีท่านบอกว่า ๓.๓ ล้านล้านบาท ท่านแยกให้พวกเราเห็นสิครับ ใช่ครับ นี่คือไม่ใช่ การเสนอร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี แต่ในนโยบายท่านต้องบอก พวกผมในฐานะที่ยุทธศาสตร์ท่านเขียนไว้ แจงรายได้ รัฐธรรมนูญเขียนไว้อย่างนี้ครับ แจงที่มาของรายได้ คำว่า แจง ไม่ได้บอกด้วยวาจา ไม่ต้องเขียนเป็นตัวอักษรธรรมดา ต้องมีการไล่เลียงให้เห็น ซึ่งสมาชิกเตรียมไว้แล้วครับ อภิปรายให้ท่านดูว่าวิธีแจงรายได้ ทำอย่างไร ถ้าท่านไม่ทำเหมือนที่เขาบอกท่าน นั่นหมายความว่าการแถลงนโยบายครั้งนี้ ไม่เป็นไปตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับ นี่ผมยกตัวอย่างคร่าว ๆ ง่าย ๆ สำหรับตัวนโยบาย
นโยบายเรื่องหนึ่งครับที่ผมขอชมนะครับ นโยบายเรื่องพลังงาน ท่านเขียนไว้ สวยหรูมาก ในข้อที่ ๕.๖.๓ ผมอ่านแล้วผมฝันเลยนะครับว่าถ้ามันเป็นอย่างนั้นจริง นโยบาย อันนี้เขียนได้ถูกใจ ชมคนเขียนนะ เขียนแบบใหม่ คิดแบบเก่าแต่เขียนแบบใหม่ เสริมสร้าง ความมั่นคงพลังงานให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ กระจายชนิดของเชื้อเพลิง ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ฟอสซิล (Fossil) หรือพลังงานทดแทนอย่างเหมาะสม สนับสนุนการผลิตและการใช้พลังงาน ทดแทนตามศักยภาพของแหล่งเชื้อเพลิงในพื้นที่ ถ้อยความสำคัญที่สุดครับ เปิดโอกาส ให้ชุมชนและประชาชนมีส่วนร่วมในการผลิตและการบริหารจัดการพลังงาน น้ำดื่มครับ ท่านประธาน ยกตัวอย่างน้ำดื่ม ในขณะนี้ชุมชนเขาผลิตน้ำดื่มและกระจายช่วยเหลือดูแล กันเอง ถ้าท่านทำอย่างนี้เหมือนทำน้ำดื่มได้ มันจะเป็นคุณูปการกับประเทศชาติบ้านเมือง อย่างมหาศาล แต่เท่าที่ผมทราบนะครับสัดส่วนขณะนี้จะยกไปให้นายทุนใหญ่ ให้ประชาชน นิดเดียว ท่านต้องไปปรับแผนพลังงานตรงนี้ให้สอดคล้องสอดรับ และผมถามด้วยนะครับ ท่านจะจัดสัดส่วนอย่างไร และใครได้ เพราะเท่าที่ดูตัวนโยบายแล้ว ท่านมุ่งที่จะไปสนับสนุนกลุ่มทุนหรือนายทุนที่ใกล้ชิดกับท่านเป็นหลัก ผมไม่ได้กล่าวหาครับ หลักฐานชัดเจนเพื่อนสมาชิกจะบอก แต่กับพี่น้องประชาชนท่านบอกว่าจะช่วยเหลือเยียวยา ดูแลเหมือนแจกขนมเพื่อสร้างความนิยม บัตรสวัสดิการ เงินผู้สูงอายุอะไรต่าง ๆ พวกนี้ อันนี้ คือการให้ขนมกิน ให้ปลากิน แล้วทิศทางประเทศมันจะไปอย่างไรท่านประธาน อันนี้คือ ตัวนโยบาย แต่สิ่งหนึ่งที่ผมกราบเรียนด้วยความเคารพ นโยบายเหล่านี้จะเป็นประโยชน์สูงสุด กับประเทศชาติบ้านเมือง จะเป็นความผาสุกของพี่น้องประชาชนคือผู้ขับเคลื่อนนโยบาย คือคนขับรถคันใหญ่คันนี้ ๓๖ คน แต่ ๓๖ คนขณะนี้ผมกราบเรียนด้วยความเคารพ หลายท่าน พูดไปแล้วไม่มีความมั่นใจในความรู้ความสามารถ ไม่มีความมั่นใจในคุณสมบัติของแต่ละท่าน แต่ละคน และที่สำคัญผลงานในอดีตที่ผ่านมาแล้วก็ต่อเนื่องจนเป็นนโยบายต่อไปอนาคต รถก็คันเก่าอยู่แถมไม่ได้ซ่อมบำรุงเลยที่ผมเรียนไป เครื่องยนต์ ๔ เครื่องยนต์ เสียไป ๓ เครื่องยนต์ เหลือแต่งบประมาณแผ่นดิน การบริโภคภายในก็เจ๊ง การส่งออกก็เจ๊ง การลงทุนก็เจ๊ง ๓ ตัวตายไปแล้ว เครื่องยนต์ทางด้านเศรษฐกิจ มีเหลืออยู่ตัวเดียว งบประมาณแผ่นดิน ท่านประธานครับ สิ่งนี้เองเรื่องความสามารถในการบริหารราชการ แผ่นดินเลยเป็นเรื่องสำคัญ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมจำเป็นต้องกล่าวถึงบุคคลเหมือนที่ ผมได้กราบเรียนท่านประธานไปมันอยู่ในประเด็นและเป็นเรื่องที่ต้องพูด ผมยกตัวอย่าง ๒ ท่านเท่านั้นเอง จะมีเพื่อนสมาชิกขึ้นมาอีก ท่านหัวหน้ารัฐบาลครับ พลเอก ประยุทธ์ พลเอก ประวิตร ท่านรองนายกรัฐมนตรีสมคิด ท่านรองนายกรัฐมนตรีวิษณุ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง อุตตม สาวนายน ท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทย อนุพงษ์ ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ธรรมนัส ท่านรัฐมนตรีวีรศักดิ์ ท่านรัฐมนตรีณัฏฐพล แล้วก็รัฐมนตรีพุทธิพงษ์ ๒ ท่านหลังอาจจะต้อง ออกจากลิสต์ (List) แล้วครับ ออกจากระบบที่พวกเราจะพูด เพราะวันนี้ได้ข่าวดีว่า ศาลยกฟ้องคดีนี้ไป ๒ ท่าน ตัดสินวันนี้ ยกฟ้องไม่ได้ให้เข้าสู่การพิจารณา ยกฟ้อง ก็แสดงความยินดีกับเพื่อนสมาชิกผมด้วยนะครับ ปกติก็ชอบพอกันรักกัน แต่ในมุมการเมือง ผมทำหน้าที่ตรงนี้ก็ต้องพยายามตรวจสอบท่านเราบอกกันล่วงหน้าก็ดีใจด้วยครับ ถึงแม้ของท่านเองกำลังเข้าสู่กระบวนการในการพิจารณา แต่ว่าผู้ที่ดำเนินกิจกรรม กิจการคล้ายเช่นท่านที่ต้องคดีกบฏเหมือนกันถูกยกฟ้องไปแล้ว เพราะฉะนั้นก็จะเหลืออยู่ ๘ ท่านที่พวกเราจะได้ให้ความกระจ่างว่า ความสามารถ ความรู้ ความเหมาะสมของ ท่านรัฐมนตรีจะสามารถขับรถยนต์ประเทศไทยให้สู่เป้าหมายได้หรือไม่ ตัวหัวหน้ารัฐบาล มีคนจอง มีรายละเอียดเยอะมาก ผมแตะนิด ๆ เท่านั้นเอง ท่านประธานครับ จากการศึกษา ของพฤติการณ์ พฤติกรรมของคนในประเทศต่าง ๆ ในโลกนี้ ผมไม่ยกตัวอย่างละครับ เดี๋ยวจะก้าวล่วงไปหาว่าไปก้าวก่ายต่างประเทศ อัตราของความรุนแรงในประเทศเพิ่มขึ้น อย่างมีนัยสำคัญใน ๑ เดือน ปกติเก็บสถิติได้ประมาณ ๗ ครั้งต่อ ๑ เดือน แต่ประเทศนี้ ๒๑ ครั้ง ต่อ ๑ เดือน หลังจากมีผู้นำคนนี้ขึ้นมา
สถิติความรุนแรงเพิ่มขึ้นเป็น ๒๑ ครั้ง ๓ เท่าตัวครับ แล้วผมก็กลับมามอง เปรียบเทียบกับประเทศไทยเรา ผมพยายามเก็บสถิติความรุนแรง แต่ไม่ได้รายละเอียด ทั้งหมดครับ แต่ชัด ๆ ที่ปรากฏก็คือว่านักเคลื่อนไหวกิจกรรมทางการเมืองก็ถูกตีหัวบ่อยครั้ง เวทีแห่งนี้ สภาแห่งนี้ใช้ตรวจสอบเยอะครับ ท่านผู้นำก็ส่งรัฐมนตรีมาชี้แจงกับพวกเราอยู่ในกระบวนการ นั่นหมายความว่า ความมีเสรีภาพ อิสรภาพในชีวิตและทรัพย์สินของตัวเองมีน้อยเหลือเกินในประเทศนี้ เวลาผมไปกินข้าว ท่านประธานครับ ผมไม่กล้านั่งหันหลังให้กับประตู ต้องนั่งมองที่ประตู เพราะความปลอดภัยของตัวเอง กลัวคนมาทุบหัว หลังจากวันนี้ผมไม่แน่ใจว่าผมจะต้องใส่ หมวกกันน็อค ๒ ชั้นหรือเปล่า เพราะว่าท่านผู้นำได้บอกว่าผมเป็นดาวสภา เชิญมีชื่ออยู่แล้ว ก็ขอบคุณท่านประธานผ่านไปยังท่านด้วย ลักษณะแบบนี้ครับ พฤติการณ์ พฤติกรรมอย่างนี้ มันเหนี่ยวนำฐานจิต วิธีคิด การแสดงออกต่าง ๆ มันมีผล มีอิทธิพลต่อลูกหลานเยาวชน ท่านประธานครับ ผมเปิดทวิตเตอร์ ขออภัยครับ ที่ใช้คำว่า ทวิตเตอร์ ดูขณะที่มีการอภิปราย ช่วงที่ท่านอ่านแถลง หลายคนเขียนมาบอกว่า ฟังไม่ชัด ลิ้นท่านเป็นอะไรหรือเปล่า ป่วยไหม ฟังไม่ชัด สงสารคนแปลจัง และที่สำคัญเขาเขียนอย่างนี้ครับ สงสารลูกหลานเราจังที่จะเรียน ภาษาไทยไม่รู้เรื่อง นี่ตัวอย่างเล็ก ๆ เพราะฉะนั้นภาวะของความเป็นผู้นำ ความสามารถ ในการบริหารจัดการและสิ่งที่เป็นภูมิหลังฟูมฟักท่านขึ้นมา มันเป็นสิ่งที่ทำให้ประเทศนี้ ขาดวิกฤตศรัทธา ขาดความเชื่อมั่น แล้วท่านจะนำประเทศไปได้อย่างไร หลายเรื่องที่กระทำมา ถ้าเรามาดูตามรัฐธรรมนูญ ตามมาตรฐานจริยธรรมแล้ว มันเป็นพฤติกรรมครับ วัดยาก แต่มันดูได้ ยึดมั่นในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ผมยกประโยคนี้ขึ้นมา มีหลายเรื่องมากที่จะชี้ไปที่ท่านผู้นำได้ ท่านประธานครับ แม้แต่ คำยกตัวอย่างของเพื่อนสมาชิกที่ยกหารือเมื่อตอนเช้า มันอาจจะเป็นอุบัติเหตุ แต่ก็ต้องอธิบายต่อสภาแห่งนี้ว่ามันเป็นอุบัติเหตุ จังหวะนั้นน้ำลายอาจจะติดคอ แต่ท่านเป็นผู้นำกล่าว ผมก็ดูแล้วไม่น่านะครับ ถึงติดคอก็กลืนไป ก็พูดใหม่ได้ หลายสิ่งหลายอย่าง เหล่านี้มันเป็นลักษณะของการกระทำที่ชี้ให้ท่านเป็นอย่างนั้น ท่านประธานที่เคารพครับ ผมไม่ได้ว่าท่าน อีกท่านหนึ่งครับ เวลาผมมีอยู่ จะเจาะลึกไปเลยว่า ท่านผู้นี้ทุกเวทีสาธารณะ พอมีชื่อท่านจะเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ผมยื่นกระทู้แห่งนี้ครับ ถามท่านนายกรัฐมนตรีว่า มีความเหมาะสมที่จะแต่งตั้งหรือไม่ เพราะท่านเป็นผู้ไม่มี คุณสมบัติที่จะมาเป็นรัฐมนตรี ถ้ามาบริหารก็ทำให้นโยบายล้มเหลว ไม่สามารถ สร้างความผาสุกให้กับพี่น้องประชาชนได้ เพราะไปเกี่ยวเนื่องกับหน่วยงานที่ฟ้องร้องท่าน ท่านมีคดีอยู่ด้วย คือธนาคารแห่งประเทศไทย จริงอยู่ครับว่าคดีมันจบแล้ว แต่การจบแล้วแห่งคดีไม่ได้หมายความว่าท่านไม่ผิดนะครับ ถ้าติดตามเรื่องนี้ เป็นมหากาพย์มาก ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจจะเล่าในรายละเอียด แต่สิ่งที่เป็นประเด็น ก็คือว่าสิ่งที่ท่านละเลย สิ่งที่ท่านปฏิบัติ เขาเรียกว่า มีความซื่อสัตย์สุจริตไม่เป็นที่ประจักษ์ หรือไม่มีความซื่อสัตย์สุจริต โยงเข้าสู่มาตรฐานจริยธรรม เป็นการผิดมาตรฐานจริยธรรม อย่างร้ายแรง ฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง อันนี้เป็นลักษณะของ ความเป็นรัฐมนตรีในมาตรา ๑๖๐ (๔) (๕) มันเป็นพฤติการณ์ พฤติกรรม ท่านประธานครับ ท่านอุตตม สาวนายน กรณีเป็นกรรมการบริหารปล่อยกู้ธนาคารกรุงไทย ผมอยากให้ท่าน ชี้แจงต่อสภาแห่งนี้ ท่านไปพูดหลายเวทีมาหมดแล้วครับ แต่ถ้าบันทึกไว้สภาแห่งนี้ว่า ที่มาที่ไปมันเป็นอย่างไร ท่านมีวัตถุประสงค์อะไร ทำไมพรรคพวกท่าน ๕ คน ลงชื่อด้วยกัน อนุมัติด้วยกัน ติดคุกไป ๓ คน ท่านรอด ท่านชัยณรงค์รอด ท่านต้องชี้แจงต่อสภาแห่งนี้ ผมให้โอกาสท่านครับ เพราะว่าเราก็ต้องการรัฐมนตรีที่มีความสง่างาม ไม่ด่างพร้อย ท่านประธานครับ สิ่งที่น่าเสียใจก็คือว่าความรับผิดชอบต่อการกระทำที่เกิดขึ้นท่านก็
ขออนุญาต นิดหนึ่ง ให้ผมพูดนิดหนึ่ง อย่างที่เรียนกติกาไว้แล้วว่า ท่านเป็นคนกำหนดเองเวลา ๓๐ นาที ซึ่งถ้าท่านพูดต่อไป ผมไม่ทราบว่าท่านจะพูดอีกกี่คน
อีก ๑ นาทีครับ ผมขอ ๑ นาที สรุปเลยครับ
โอเค (OK) ครับ
ท่านประธาน ที่เคารพครับ สิ่งที่ผมต้องการสรุปสุดท้ายตรงนี้ก็คือว่าคุณสมบัติ ลักษณะต้องห้าม และความไม่เหมาะสมของท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในเรื่องการปล่อยกู้ ธนาคารกรุงไทยซึ่งมีความชัดเจนมาก กล่าวได้ว่าท่านเองให้การเท็จกับศาลก็ยังได้เลย ในถ้อยคำสำนวนทั้งหลายทั้งปวง เราสู้กันมาหลายเวที ไม่ว่าข้างนอก ข้างใน ข้างในท่านชี้แจงครับ ท่านตอบให้ได้ว่าทำไมท่านรอด แล้วคนอื่นติดคุก ออกจากคุกมา ถึงแก่ชีวิต ละทิ้งเพื่อน ขาดจริยธรรมอย่างร้ายแรง ไม่มีใครยอมรับได้ วิกฤตศรัทธา ความน่าเชื่อถือทั้งหลายทั้งปวง อันนี้ละครับจะเป็นเหตุให้นโยบายที่ท่านแถลงมา ยิ่งคลุมเครือ ยิ่งไม่ชัดเจนแล้วนี่ล้มเหลวไม่สามารถที่จะทำให้ประเทศชาติได้ประโยชน์สูงสุด พี่น้องประชาชนโดยรวมไม่มีความผาสุกครับ ขอบคุณท่านประธานครับ
ขอบคุณครับ ขออนุญาตท่านกรณ์นิดหนึ่งครับ พอดีท่านรัฐมนตรีอุตตม สาวนายน จะขอชี้แจงก่อนครับ แล้วจากนั้นจะเป็นท่านกรณ์ จาติกวณิช นะครับ
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติครับ กระผม นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ขอชี้แจงประเด็นที่มีท่านสมาชิกสภาได้กรุณา กล่าวพาดพิงถึงผม ก่อนอื่นผมต้องขอขอบคุณท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทั้งที่อยู่ในสภานี้ และท่านอื่นที่อยู่นอกสภาที่ให้ความสนใจเป็นพิเศษนะครับ เรื่องกรณีคดีทุจริตในการ ปล่อยเงินกู้ของธนาคารกรุงไทยให้กับบริษัทในเครือกฤษดามหานคร ขออภัยที่ต้องเอ่ยนาม เพื่อให้เกิดความชัดเจน ซึ่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วเมื่อวันที่ ๒๖ สิงหาคม ๒๕๕๘ มีผู้ที่ต้องโทษ ๒๕ ราย แต่เป็นที่ น่าเสียดาย แล้วก็น่าเศร้าใจที่มีขบวนการของบุคคลที่พยายามบิดเบือนข้อเท็จจริงให้ผู้คน ในสังคมเข้าใจคลาดเคลื่อนว่าผมมีส่วนเกี่ยวข้องในการกระทำความผิด โดยมีความพยายาม หลายครั้งที่จะหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาบิดเบือนให้ผมเกิดความเสียหาย แล้วโดยเฉพาะปัจจุบันนี้ เพื่อให้เกิดความไม่ชัดเจน เคลือบแคลงว่าผมมีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังหรือไม่ อย่างไรก็ตามผมกราบเรียนว่าในฐานะนักการเมือง เป็นบุคคลสาธารณะ ผมยินดีที่จะให้มีการตรวจสอบ แต่ถ้าคนมันไม่ผิดมาแต่เดิม แล้ววันนี้ จะมาหาเหตุบอกว่าผิด มันจะทำได้อย่างไร ผมขอชี้แจง เรื่องกู้ทุจริตธนาคารกรุงไทยเรื่องนี้ ผมเรียนไปแล้วเมื่อสักครู่ว่ามีการตรวจสอบ สอบสวน ไต่สวนมาแล้วในระดับหนึ่งซึ่งมี รายละเอียดอยู่พอสมควร แต่เนื่องจากเข้าใจว่าก็คงมีการอภิปรายในประเด็นนี้ต่อไปอีก ผมจึงจะขออนุญาตท่านประธานว่า เพื่อให้เป็นประโยชน์กับการใช้เวลาของสภา ผมจะขอ อธิบายเรื่องนี้ในรายละเอียดในตอนต่อไปครับ
เชิญครับ ยังไม่อภิปรายตอนนี้นะครับ ท่านจะแถลงในโอกาสต่อไป ตอนนี้เชิญท่านกรณ์ จาติกวณิช เสร็จแล้วก็จะไปเป็นท่านวุฒิพันธุ์ วิชัยรัตน์ สมาชิกวุฒิสภา เชิญท่านกรณ์ก่อนครับ
ขอบคุณครับ กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม กรณ์ จาติกวณิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ แบบบัญชีรายชื่อ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมได้รับ การจัดสรรเวลา ๘ นาทีน้อยมาก เพราะฉะนั้นผมขออนุญาตเข้าสู่ประเด็นเลย อยากจะ กราบเรียนคณะรัฐบาลผ่านท่านประธานว่า นโยบายที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้แถลงต่อรัฐสภา วันนี้ ส่วนตัวผมเองผมมองว่ามีความครบถ้วนในเกือบทุกประเด็นที่มีความสำคัญต่อ การแก้ปัญหาของพี่น้องประชาชนและการแก้ปัญหาของบ้านเมือง แต่ความเป็นจริงก็คือ พี่น้องประชาชนที่ติดตามการอภิปรายยังอดที่จะมีความกังวลไม่ได้ว่าสุดท้ายแล้วรัฐบาล จะสามารถที่จะนำนโยบายเหล่านี้ไปสู่การปฏิบัติได้มากน้อยเพียงใด และสาเหตุที่ประชาชน มีความกังวลส่วนหนึ่ง ปฏิเสธไม่ได้เช่นเดียวกัน ก็เป็นเพราะอำนาจทางกฎหมาย ของท่านนายกรัฐมนตรีน้อยลง เมื่อเทียบกับในช่วง ๕ ปีที่ผ่านมา และนอกเหนือจากนั้น รัฐบาลนี้ก็เป็นรัฐบาลผสม ที่เป็นการผสมผสานระหว่าง ๑๙ พรรคการเมือง มีรัฐมนตรี มาจากหลากหลายพรรค มีแนวความคิดที่แตกต่างกัน วิธีการทำงานที่อาจจะไม่คุ้นเคย ซึ่งกันและกัน เพราะฉะนั้นความกังวลนี้จึงมีในใจของพี่น้องประชาชน จึงเป็นความสำคัญ ของรัฐบาลที่จะต้องมีการกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน และมีการกำหนดผลลัพธ์ที่ชัดเจน สำหรับแต่ละนโยบายว่ารัฐบาลคาดหวังว่าแต่ละนโยบายนั้นจะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ประชาชน จับต้องได้ และที่สำคัญที่สุดก็คือวัดผลได้อย่างไร และเพียงแค่กำหนดนโยบายอาจจะ ไม่เพียงพอ แต่สิ่งที่รัฐบาลอาจจะต้องมีเพิ่มเติม ก็คือการกำหนดสิ่งที่บางท่านอาจจะเรียกว่า วิสัยทัศน์ แต่ผมขอเรียกว่าแนวทาง การที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้กำหนดเป้าหมายไว้ว่า อยากที่จะใช้นโยบายชุดนี้ช่วยนำพาประเทศไทยไปสู่ประเทศที่มีการพัฒนา ไปสู่ประเทศ ที่มีรายได้ระดับสูง เป็นเป้าหมายที่ถูกต้อง แต่สิ่งที่ผมคิดว่ายังอาจจะขาดไปก็คือการกำหนดว่า เส้นทางการเดินไปสู่เป้าหมายนั้น ประเทศไทยควรจะเดินไปในเส้นทางใด ถ้าเราลองดู ประเทศในภูมิภาคนี้เป็นตัวอย่าง ประเทศที่ประสบความสำเร็จเราจะเห็นนะครับ อย่างกรณีประเทศสิงคโปร์ จริง ๆ เขาไม่ได้ทำหลายเรื่องหรอกครับ เขาเพียงแค่ มียุทธศาสตร์หรือมีเส้นทางที่กำหนดไว้ชัดเจนว่าเขาจะเป็นศูนย์กลางการให้บริการ ทางการเงิน ถ้าเราดูประเทศจีน เติ้ง เสี่ยวผิง ก็เพียงแค่กำหนดว่าประเทศจีนจะพึ่งพา ระบบเศรษฐกิจการตลาด ประเทศเกาหลีใต้ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ ๒๕๔๐ วิกฤตเดียวกัน กับเรา เขาก็ได้พิจารณาว่าอุปสรรคต่อการพัฒนาภาคเอกชนและโอกาสของประชาชน ของเขาก็คือรัฐบาลเอง ภาครัฐ ราชการและกฎหมายที่มีความล้าสมัยและอุ้ยอ้าย เขาจึงเข้าสู่กระบวนการ การปรับปรุงปฏิรูประบบกฎหมาย ซึ่งทำให้วันนี้จำนวนกฎหมาย ของเขาลดลงจาก ๑๐ เหลือเพียงแค่ ๓ ทำให้รัฐและประชาชนมีความคล่องตัวมากยิ่งขึ้น ประเทศไทยเองก็เช่นเดียวกันครับ มองย้อนกลับไปสู่สาเหตุของความสำเร็จของเราในช่วง ๓๐ ปีที่ผ่านมา ก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่านโยบายทางด้านอุตสาหกรรม โดยเฉพาะในการพัฒนา พื้นที่ทางซีกตะวันออกมีผลอย่างมาก นโยบายในการเปิดรับการลงทุนจากต่างประเทศ มีผลอย่างมากในการช่วยทำให้รายได้ของคนไทยในช่วง ๑๐ ปีนั้นเพิ่มขึ้นถึง ๓ เท่า เป็นอัตราการขยายตัวที่เกือบ ๆ จะสูงที่สุดในโลกตามที่เคยปรากฏมา เพราะฉะนั้น การกำหนดแนวทางและเส้นทางจึงเป็นเรื่องที่สำคัญ ด้วยเวลาที่จำกัดที่ผมอยากที่จะขอ นำเสนอต่อรัฐบาลก็คือถึงเวลาแล้วครับ ที่เราจะยกระดับมาตรฐานทุก ๆ อย่าง ที่เราทำให้มีความเป็นพรีเมียม (Premium) ไม่ว่าจะในเรื่องของคุณภาพชีวิตของประชาชน คนไทยกันเอง มาตรฐานการรักษาพยาบาล แม้แต่ลงในรายละเอียดถึงทางเดินฟุตพาธ (Footpath) ทำไมเราถึงจะทำให้เหมือนกับประเทศญี่ปุ่นไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของภาคการเกษตร ที่เกษตรกรควรที่จะต้องมีคุณภาพ ผลผลิตชั้นนำของโลก และที่สำคัญก็คือเข้าสู่ตลาด ด้วยตนเองได้ในราคาที่เป็นธรรม ไม่ว่าจะในเรื่องของอาหาร ในเรื่องของภาคอุตสาหกรรม ที่หยุดได้แล้วครับที่เราจะเป็นเพียงแค่ศูนย์การผลิต โออีเอ็ม (OEM) แต่เราควรจะมี นวัตกรรมที่จะนำไปสู่การพัฒนาสินค้าอุตสาหกรรมที่มีมาตรฐานในระดับโลก จริง ๆ ประเทศไทยเรามีทุกอย่าง ถามว่าเรามีไหมรถไฟเชื่อมระหว่างสนามบินกับตัวเมือง มีครับ แต่มีการออกแบบที่ไม่มีมาตรฐาน มีการบริหารจัดการเช่นเดียวกันที่ไม่ได้ เอื้อประโยชน์ให้กับประชาชนในฐานะผู้ใช้บริการ เรามีไหมโอกาสของเด็กไทยที่จะเรียน ภาษาอังกฤษ มีทุกคนครับ แต่ ณ วันนี้เด็กไทยก็ยังพูดภาษาอังกฤษกันไม่ได้ เรามีไหมครับ สตาร์ทอัพ (Startup) เหมือนกันครับ ทุก ๆ ประเทศมีสตาร์ทอัพ (Startup) เราก็มี แต่โอกาสที่สตาร์ทอัพ (Startup) ของเราจะเติบโตมีน้อย ยูนิคอร์น (Unicorn) เรายังไม่มี ชลประทานเรามีไหม มี แต่ก็อีกละครับ ยังไม่ได้มาตรฐาน ณ วันนี้พี่น้องเกษตรกรเกือบ ๙๐ เปอร์เซ็นต์ โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคอีสานไม่มีน้ำใช้ นี่คือสาเหตุที่ผมถึงบอกว่า ถึงเวลาที่เราจะให้ความสำคัญกับการกำหนดมาตรฐานที่สูง นโยบายเรามีทุกเรื่อง แต่ประชาชนยังมีความกังวลจริง ๆ ว่าสุดท้ายแล้วจะนำไปสู่การปฏิบัติอย่างมีมาตรฐาน ที่เป็นสากลได้หรือไม่ ถามว่าเราจะไปสู่จุดนั้นได้อย่างไร จุดที่เราเป็นประเทศ พรีเมียม (Premium) ในทุก ๆ เรื่อง พรรคประชาธิปัตย์ได้เคยกำหนดกรอบนโยบายไว้ เราเรียกว่าการแก้จน สร้างคน สร้างชาติ ซึ่งนโยบายของรัฐบาลที่ท่านนายกรัฐมนตรี ได้กรุณานำแถลงต่อรัฐสภาวันนี้ก็ครบถ้วนในการตอบโจทย์เรื่องของการแก้จน สร้างคน สร้างชาติ และที่สำคัญก็คือเราต้องเตรียมตัวเพื่อให้คนไทยสามารถที่ปรับตัวรองรับ การเปลี่ยนแปลงสำคัญ ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้ เช่นเดียวกันมีระบุไว้หมดในชุดนโยบาย ที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้นำเสนอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสังคมสูงอายุ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ การเปลี่ยนแปลงในเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าของเรา หรือผลของการเปลี่ยนแปลงทางด้าน เทคโนโลยี ซึ่งนักวิชาการประเมินว่าจะมีผลต่องานที่คนไทย ณ วันนี้ทำอยู่มากกว่าครึ่ง เพราะฉะนั้นการเดินหน้าไปสู่การแก้ปัญหาในเรื่องของการแก้ความยากจน อย่างไรก็ยังเป็น ภารกิจสำคัญที่รัฐบาลต้องเร่งดำเนินการ ทั้งในส่วนโครงการเกษตร ด้วยเรื่องของการประกัน รายได้ ทั้งในส่วนของการแก้ไขปัญหาหนี้สิน ทั้งในส่วนของการแก้ปัญหาเรื่องค่าครองชีพ ของประชาชน แต่ผมอยากให้รัฐบาลไม่มองข้ามประเด็นปัญหาความเดือดร้อน ของพี่น้องประชาชนที่อยู่ในกลุ่มที่เราอาจจะขอเรียกว่า ชนชั้นกลาง พรรคร่วมรัฐบาล อย่างน้อย ๒ พรรคได้มีนโยบายให้คำมั่นสัญญากับพี่น้องประชาชนชนชั้นกลางไว้ว่า เราจะดูแลให้ภาระภาษีของเขามีความเป็นธรรม ผมขอให้รัฐบาลผ่านท่านประธานคำนึงถึง ประเด็นนี้แล้วก็มุ่งสู่การแก้ปัญหา ส่วนเรื่องของการสร้างชาติ เรื่องของการสร้างคน อย่าไปพูดเรื่องการปฏิรูปอีกครับ กำหนดนโยบายที่วัดได้ จับต้องได้ชัดเจน ทำอย่างไร ให้เด็กไทยทุกคนมีโอกาสที่จะพูดภาษาได้อย่างน้อย ๒ ภาษา จะทำเช่นนั้น ให้ประสบความสำเร็จอย่างไรก็ต้องปฏิรูปอยู่แล้ว เพราะเราต้องเปลี่ยนในเรื่องของคุณภาพ ครู เปลี่ยนวิธีการเรียน การสอน การสอบ นั่นคือการนำไปสู่การปฏิรูป ด้วยการนำนโยบาย ที่จับต้องได้และวัดได้โดยประชาชน ถ้ารัฐบาลทำได้ตามนี้ผมมั่นใจว่าความกังวล ของประชาชนจะคลี่คลายลง แล้วรัฐบาลจะประสบความสำเร็จตามความตั้งใจ ของท่านนายกรัฐมนตรี ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านวุฒิพันธุ์ วิชัยรัตน์ สมาชิกวุฒิสภา
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ กระผม นายวุฒิพันธุ์ วิชัยรัตน์ ในฐานะสมาชิกวุฒิสภา ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเองก็อยากจะเรียนขออนุญาตอภิปรายนะครับ ผมจะพยายาม รักษาเวลาให้อยู่ในเวลาที่กำหนด ท่านประธานที่เคารพครับ คำแถลงนโยบายของ คณะรัฐมนตรี ของท่านนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่แถลงต่อรัฐสภา ในวันนี้ กระผมต้องขออนุญาตที่จะแสดงความชื่นชมนะครับ ว่าเป็นคำแถลงที่เป็นไปตาม หลักการของการวางแผนพัฒนาประเทศที่มียุทธศาสตร์ชาติเป็นแผนระยะยาวเป็นกรอบ ทิศทางที่ประเทศจะเดินทางไป ขณะที่คำแถลงนโยบายก็เสมือนการแสดงวิสัยทัศน์ ของคณะรัฐมนตรีที่รับผิดชอบที่จะนำพาประเทศไปให้บรรลุเป้าหมายตามกรอบระยะเวลา ๔ ปี ตามวาระของรัฐบาล เป็นแผนพัฒนาประเทศระยะปานกลางครับ ซึ่งสอดประสานกับ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติของสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ที่เป็นหน่วยงานวางแผนการพัฒนาประเทศโดยตรงของฝ่ายราชการประจำ และต่อจากนี้ไป วิสัยทัศน์หรือคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีฉบับนี้ ก็จะถูกถ่ายทอดเพื่อนำไปสู่ การปฏิบัติด้วยการจัดทำ พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปี ซึ่งเป็นแผนพัฒนาระยะสั้น รายปี เป็นแผนปฏิบัติราชการประจำปีของส่วนราชการ ของหน่วยงานปฏิบัติ ของกระทรวง ของกรม หน่วยงานในภูมิภาค และหน่วยงานในท้องถิ่นต่าง ๆ ทั่วประเทศ ซึ่งน่าจะได้ มีการนำเสนอขอความเห็นชอบจากรัฐสภาหลังจากที่รัฐบาลได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภา เรียบร้อยแล้ว ท่านประธานที่เคารพครับ จะเห็นได้ว่ากระบวนการวางแผนพัฒนาประเทศ ดังกล่าวนั้นเป็นกระบวนการวางแผนที่จะครอบคลุมครบถ้วนเป็นลำดับและเป็นขั้นเป็นตอน จากมหภาคลงไปถึงจุลภาค จากระยะยาวไปจนถึงระยะกลางและระยะสั้น จากเป้าหมาย และวัตถุประสงค์ไปสู่การจัดสรรในรายละเอียด ที่สำคัญครับท่านประธานที่เคารพ รัฐบาลนี้ จะเป็นรัฐบาลแรกหลังจากที่ได้มีการแก้ไขปรับปรุง พ.ร.บ. หลักที่สำคัญ ๒ ฉบับ ทางด้าน การเงินการคลังของประเทศ ก็คือ พ.ร.บ. วิธีการงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๑ และ พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลัง พ.ศ. ๒๕๖๑ เช่นกันนะครับ ก็ต้องขอเรียนว่าเป็นรัฐบาลแรก ของความพยายามที่จะมีการยกระดับคุณภาพของการวางแผนพัฒนาประเทศด้านการเงิน การคลัง ด้วยการให้รายละเอียดที่สำคัญประกอบการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี กรณีที่จะมีนโยบายสำคัญที่จำเป็นจะต้องใช้จ่ายเงินในจำนวนมากว่าจะมีแหล่งที่มา ของรายได้จากที่ใด ประมาณการรายได้เป็นวงเงินเท่าไร จะนำไปใช้จ่ายอย่างไร เท่าใด เมื่อไร โดยยังอยู่ในกรอบของการรักษาวินัยทางการเงินการคลังทั้งสิ้น ในชั้นนี้คำแถลงนโยบาย ของรัฐบาลฉบับนี้ ผมเห็นว่าเป็นประโยชน์อย่างยิ่งแก่พวกเรานะครับ ท่านสมาชิกที่เคารพ ทุกท่าน ไม่เพียงเพื่อจะได้รับทราบและพิจารณาในรายละเอียดวิสัยทัศน์และคำมั่นสัญญา หากยังสามารถนำมาใช้เป็นลายแทงสำหรับการกำกับ ติดตาม และประเมินผล การปฏิบัติงานของรัฐบาล เป็นตัวชี้วัดประสิทธิผล ประสิทธิภาพ การบริหารราชการแผ่นดิน ของรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีของท่านนายกรัฐมนตรี ท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา อย่างเป็นทางการนับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปนะครับ ท่านประธานที่เคารพครับ จากการที่กระผมได้รับฟังคำแถลงนโยบายของท่านนายกรัฐมนตรี ท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา โดยกระผมก็ได้ศึกษาคำแถลงของคณะรัฐมนตรี อย่างละเอียด แล้วก็ขอเรียนข้อสังเกตและข้อเสนอบางประการต่อท่านประธานสภา เป็นลำดับดังต่อไปนี้ครับ ท่านประธานครับ กระผมแลเห็นความมุ่งมั่นที่จะให้มีการพัฒนา อย่างต่อเนื่อง ผ่านวิสัยทัศน์ของท่านผู้นำประเทศในอดีตและการปรับตัวเพื่อให้รับกับกระแส เทคโนโลยีที่เป็นทั้งโอกาสและความท้าทาย โดยในวิสัยทัศน์ในการขับเคลื่อนประเทศ ของรัฐบาลตามที่ได้แถลงไว้ กระผมเห็นว่ามีความเหมาะสมสอดคล้องกับความคาดหวัง ของภาคประชาชนจำนวนไม่น้อยที่รอคอย
ประการแรก ที่ท่านกล่าวว่าจะร่วมกันสร้างความเจริญเติบโตในเชิงคุณภาพ ไม่ใช่ความเจริญเติบโตในเชิงปริมาณ อันนี้เป็นเรื่องที่มีความสำคัญ
ประการที่ ๒ ท่านจะตัดสินใจด้วยมุมมองของการก้าวไปข้างหน้า อย่างต่อเนื่องและมีความเข้มแข็งในระยะยาว
ประการที่ ๓ ท่านจะให้มีการบูรณาการการทำงานระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชนและภาคีเครือข่ายของการพัฒนาต่าง ๆ เพื่อพัฒนาประเทศ ให้เจริญก้าวหน้าอย่างยั่งยืนโดยไม่ให้มีความที่จะมุ่งแก้ปัญหาโดยแยกส่วน อันนี้ผมถือว่า เป็นสิ่งที่ดีและเป็นประโยชน์ที่ภาคประชาชนได้รอคอยมา
นอกจากที่กระผมได้นำกราบเรียนมาแล้ว ก็อยากจะขอเพิ่มเติมประเด็น เป็นการที่เรียกว่า ขออนุญาตใช้คำว่า เป็นกุญแจหลัก ที่ประชาชนจำนวนไม่น้อยอยากเห็น บทบาทของภาครัฐหรือบทบาทรัฐบาลที่ประชาชนอยากจะเห็น
ประการแรก ผมก็ต้องขออนุญาตฝากว่าบทบาทรัฐบาลที่ประชาชนอยากจะ เห็นนั้น อยากเห็นภาครัฐจำกัดบทบาทของตนเองเฉพาะในเรื่องที่สำคัญ ก็คือเป้าหมายหลัก ของการดำเนินการในเรื่องการบริหารประเทศเพื่อสนับสนุนความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน และสนับสนุนภาคธุรกิจ
ประการที่ ๒ ประชาชนอยากเห็นภาครัฐมีความเข้มแข็งและกล้าที่จะใช้ หน้าที่และอำนาจที่มีบังคับใช้กฎหมายอย่างที่ควรจะเป็น เพื่อรักษากติกาและความถูกต้อง ให้เกิดขึ้นในสังคม ซึ่งก็คือเพื่อสร้างความมั่นคงให้กับภาคธุรกิจและรักษาความเป็นธรรม ในสังคม
ประการที่ ๓ อยากเห็นภาครัฐออกนโยบายตลอดจนกฎระเบียบต่าง ๆ ไม่มากจนเกินไปและไม่น้อยจนเกินไป ซึ่งก็คือเป็นการทำนโยบายสาธารณะที่มีเหตุและมีผล โดยมองออกไปข้างหน้าและเจาะลึกรายละเอียดอย่างระมัดระวังและมีความรอบคอบ เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศและผลประโยชน์ส่วนรวมที่ประชาชนมีร่วมกัน
ในประการที่สำคัญต่อไปนี้ผมได้ยินท่านสมาชิกหลายท่านอภิปรายถึงเรื่อง การนำนโยบายรัฐบาลไปสู่การปฏิบัติ เรื่องนี้ผมเห็นด้วยว่ามีความสำคัญและเป็นหลัก ซึ่งคงจะเป็นเงื่อนไขของความสำเร็จของการนำนโยบายไปสู่ภาคปฏิบัติก็คือ
ประการแรก จะต้องมีเครื่องมือและกลไกและระเบียบวิธีปฏิบัติราชการ ที่สามารถจะกำหนดบรรทัดฐาน หลักเกณฑ์และระเบียบวิธีปฏิบัติราชการในทุกมิติของ การบริหารราชการแผ่นดิน ตั้งแต่การบริหารราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่น โดยกระบวนการศึกษาตรวจสอบและติดตามการบริหารจัดการงบประมาณแผ่นดิน ซึ่งจะเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการควบคุมการบริหารราชการแผ่นดินของฝ่ายบริหาร อันเป็นกลไกหลักที่สำคัญในการดำเนินการปฏิรูปประเทศและการดำเนินการให้บรรลุผล ตามยุทธศาสตร์ และที่สำคัญจะต้องดำเนินการให้อยู่ในกรอบของกฎหมาย วินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัด ทั้งนี้ผู้ที่มีหน้าที่และอำนาจจะต้องมีบทบาทหน้าที่ พิจารณาดำเนินการ กำกับดูแลในด้านงบประมาณแผ่นดินอย่างเป็นระบบ และต่อเนื่อง เชื่อมโยงทั้งวงจรงบประมาณ เพื่อให้การบริหารจัดการงบประมาณนั้นมีความถูกต้อง เกิดผลสัมฤทธิ์ มีประสิทธิภาพ และอยู่ในกรอบของวินัยการเงินการคลัง ผมยังพอมีเวลา จะขออนุญาตนำเรียนสาระ เนื่องจากเป็นภาพรวมก็อยากจะขออนุญาตใช้เวลาที่มีอยู่นี้ สักเล็กน้อย เพื่อจะเรียนข้อสังเกตและข้อกังวล ตลอดจนข้อเสนอต่อคำแถลงนโยบาย ในประเด็น ๑๒ ข้อ ในประเด็นที่ผมจะขออนุญาตกล่าวในสาระสำคัญ
ประเด็นที่ ๑ ขออนุญาตแตะไปที่นโยบายข้อ ๑ ว่าด้วยการปกป้อง และเชิดชูสถาบันพระมหากษัตริย์ ในข้อย่อย ๑.๑ ในเรื่องสืบสาน รักษา ต่อยอดศาสตร์ พระราชาและโครงการอันสืบเนื่องมาจากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาเป็นหลักสำคัญในการปฏิบัติราชการ และการพัฒนาประเทศเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน อยากตั้งความหวังให้รัฐบาลมุ่งมั่นทำนโยบายข้อนี้อย่างจริงจัง โดยพิจารณาถ่ายทอดเป็น ข้อสั่งการให้ทุกส่วนราชการศึกษาเรียนรู้หลักการทรงงานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รวมทั้งสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ซึ่งมีพร้อม อยู่ในศูนย์ศึกษาการพัฒนาตามสภาพภูมิสังคมที่กระจายอยู่ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นภาคเหนือ ภาคใต้ ภาคตะวันออก ภาคตะวันตก และภาคกลาง ถ้าหากรัฐบาล ดำเนินนโยบายข้อนี้อย่างจริงจัง เชื่อว่าผลสัมฤทธิ์ที่ดีจะเกิดกับนโยบายทั้งหมดของรัฐบาล ขออนุญาตกราบฝากไว้ด้วย
ประเด็นที่ ๒ นโยบายข้อที่ ๒ ว่าด้วยการสร้างความมั่นคงและ ความปลอดภัยของประเทศ และความสงบสุขของประเทศ อยากให้รัฐบาลพิจารณา ให้ความตระหนักว่า ต้นทุนที่สำคัญยิ่งของความมั่นคง ปลอดภัย และความสงบสุข ของประเทศนั้นอยู่ที่การอำนวยความเป็นธรรม การสร้างความเท่าเทียมและทั่วถึง ของโอกาสให้แก่พี่น้องประชาชน เพื่อเติมเต็มช่องว่างความเหลื่อมล้ำ
ประเด็นที่ ๓ นโยบายข้อ ๓ ว่าด้วยการทำนุบำรุงศาสนา ศิลปวัฒนธรรม ผมขออนุญาตข้ามไป
ประเด็นที่ ๔ นโยบายข้อ ๔ ว่าด้วยการสร้างบทบาทของไทยในเวทีโลก ว่าด้วยการส่งเสริมความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรม มีข้อความบางตอน ถ้าผมเข้าใจผิดก็ขออนุญาตกราบอภัยด้วย ที่ระบุว่า การให้ความร่วมมือต่าง ๆกับประเทศ ที่มีศักยภาพในภูมิภาคต่าง ๆ อาทิ ยุโรป ตะวันออกกลาง เอเชียใต้ ข้อความในลักษณะนี้ ผมไม่ทราบอาจจะมีความเสี่ยงที่จะถูกตีความไปได้ว่า รัฐบาลอาจเลือกให้ความสำคัญ ในระดับต้นแก่ประเทศหรือกลุ่มประเทศตามที่ถูกระบุเป็นลายลักษณ์อักษรอยู่ใน คำแถลงนโยบายของรัฐบาล ถ้าผมเข้าใจในประเด็นนี้ผิดก็ต้องกราบอภัยนะครับ
ประเด็นที่ ๕ นโยบายข้อที่ ๕ ว่าด้วยการพัฒนาเศรษฐกิจและความสามารถ ในการแข่งขันของไทย ข้อย่อยที่ ๕.๑ เศรษฐกิจมหภาค การเงินการคลัง ข้อย่อยที่ ๕.๑.๓ ว่าด้วยการปฏิรูปโครงสร้างรายได้ ในส่วนนี้อยากขออนุญาตกราบเรียนให้รัฐบาลตระหนักถึง เรื่องการสร้างความเป็นธรรม การสร้างโอกาสและลดความเหลื่อมล้ำเป็นสำคัญ และน่าจะดี ยิ่งขึ้นหากรัฐบาลจะได้กำหนดให้การปฏิรูปโครงสร้างรายได้ภาครัฐเป็นกระบวนการที่จะ นำไปสู่การจัดทำรายรับ รายจ่ายที่สมดุล และนับเป็นเป้าหมายที่สำคัญของรัฐบาล
ประเด็นที่ ๖ ยังคงอยู่กับนโยบายลำดับที่ ๕ การพัฒนาเศรษฐกิจ ข้อย่อยที่ ๕.๓ ว่าด้วยการพิจารณาภาคเกษตร ผมขออีกครึ่งนาทีให้จบข้อนะครับ อยากเห็น รัฐบาลให้ความสำคัญการบริหารจัดการข้อมูลขนาดใหญ่ด้านการเกษตรครับ หรือบิ๊ก ดาต้า (Big Data) เพื่อให้ประโยชน์ในการกำหนดมาตรการและแนวทางดูแล ยกระดับคุณภาพชีวิต ความเป็นอยู่แก่พี่น้องเกษตรกรอย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่ากับเงินงบประมาณ กราบขอบพระคุณครับ ผมขออนุญาตจบการอภิปรายเพียงเท่านี้ครับ
ขอบคุณมากครับ ท่านต่อไป ผมเรียนชื่อไว้ ๒ ท่านก่อนครับ ท่านไชยา พรหมา แล้วก็ท่าน พลโท พงศกร รอดชมพู ครับ เชิญท่านไชยา
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม ไชยา พรหมา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดหนองบัวลำภู พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ประเด็นที่ผมจะอภิปรายเกี่ยวกับหัวข้อการแถลงนโยบายของรัฐบาล ในครั้งนี้ ในหัวข้อที่ ๕ ว่าด้วยการพัฒนาเศรษฐกิจและความสามารถในการแข่งขันของไทย ผมจะลงในรายละเอียดในหัวข้อ ๕.๑.๑ ๕.๑.๒ ๕.๑.๓ และ ๕.๑.๔ แต่ผมจะขออนุญาต ที่จะไม่ลงในรายละเอียดว่าในแต่ละหัวข้อนั้นเป็นอย่างไร ผมจะพูดในภาพรวมทั้งหมด โดยเฉพาะปัญหาในเรื่องของนโยบายทางด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดนี้ ต้องขอกราบเรียน ท่านประธานนะครับว่า พวกกระผมในฐานะที่เป็นนักการเมืองฝ่ายค้านได้ทำหน้าที่ในการ ท้วงติงด้วยความหวังดีว่าอยากจะเห็นรัฐบาลชุดนี้ แม้ท่านจะได้แถลงนโยบายไปเมื่อเช้าแล้ว แต่เมื่อผมได้ดูในรายละเอียดในหัวข้อแต่ละประเด็นแล้ว มีข้อห่วงใย มีข้อกังวลที่ผมคิดว่า อาจจะมีข้อบกพร่องซึ่งอยากจะชี้แนะถ้าหากว่าเป็นประโยชน์ รัฐบาลจะเอาไปแก้ไขปรับปรุง เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ ประสิทธิผลในการทำงานก็จะเกิดประโยชน์สูงสุดกับชาติบ้านเมือง และพี่น้องประชาชน สิ่งหนึ่งที่ผมมีความกังวลเป็นอย่างมากครับท่านประธาน ว่าประเทศเรานั้นเป็นประเทศที่ถูกมองว่า เป็นประเทศที่ตกอยู่ในภาวะของ การเป็นประเทศที่มีกับดักรายได้ปานกลางมาเป็นเวลา ๔๐ ปีแล้ว และมีแนวโน้มว่าจะเป็น ประเทศที่อยู่ในภาวะของการเป็นประเทศที่อยู่ในกับดักรายได้ปานกลางนี้ต่อไปอีก ๓๐ ปี ถ้ามองในรายละเอียดอย่างที่เวิลด์แบงก์ (World Bank) เขาวิเคราะห์แล้ว อาจจะมองปัญหาได้ ไม่ครอบคลุมในทุกประเด็น ท่านประธานครับ ท่านจะเห็นได้ว่าความเหลื่อมล้ำของสังคม ในขณะนี้ต้องยอมรับครับว่าประเทศเราเป็นประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำของเรื่องรายได้ เป็นลำดับต้น ๆ ของโลกทีเดียว มันเกิดขึ้นได้อย่างไรครับท่านประธาน ก็เพราะว่าเขามอง มาที่ประเทศของเราว่ามีความเหลื่อมล้ำในลำดับต้น ๆ ของประเทศ เพราะคน ๑ เปอร์เซ็นต์ ของจำนวนประชากรในประเทศนี้ ถือครองทรัพย์สินที่มองถึงเรื่องของความมั่งคั่ง ที่มีสินทรัพย์รวมต่อทรัพย์สินส่วนรวมของประเทศ คน ๑ เปอร์เซ็นต์ของจำนวนประชากร ถือครองสินทรัพย์รวมของทั้งประเทศเป็นสัดส่วนถึง ๖๖.๙ เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่คนอีก ๙๕ เปอร์เซ็นต์ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศนี้ ถือครองทรัพย์สินบ่งบอกถึงความมั่งคั่ง เพียง ๓๓.๑ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ตัวเลขนี้มันอธิบายอะไรครับท่านประธาน มันอธิบายว่า คนเพียง ๑ เปอร์เซ็นต์ของจำนวนประชากรในประเทศนี้มีความร่ำรวย ในขณะที่คนอีก ๙๕ เปอร์เซ็นต์ซึ่งเป็นคนจน ชาวไร่ชาวนา ผู้ใช้แรงงาน กรรมกร ผู้หาเช้ากินค่ำ มีความยากจนไม่สามารถที่จะดำรงชีวิตอยู่ได้ในสถานะสภาพในปัจจุบัน ท่านประธานครับ ใน ๕ ปีที่ผ่านมาที่ท่านนายกรัฐมนตรี แม้ว่าท่านไม่ได้มาจากระบอบประชาธิปไตย ท่านเข้ามาในภาวะของการเมืองในภาวะพิเศษก็ตาม แต่ท่านมีหน้าที่ในการที่จะทำให้คนไทยนั้น หลุดพ้นจากความยากจน ในสมัยที่พวกเราเป็นรัฐบาลก็ต้องทำอย่างนี้ละครับ เพียงแต่ว่าในจังหวะเวลานี้เป็นภาระหน้าที่ของท่าน ถ้าหากว่ามีสิ่งใดที่ผมคิดว่าอาจจะเป็น ข้อบกพร่อง ขอให้ท่านประธานฝากไปยังท่านนายกรัฐมนตรีได้รับฟังคำชี้แนะของสมาชิก รัฐสภาแห่งนี้ด้วยความใจกว้าง ถ้าหากว่าเป็นประโยชน์ท่านก็เอาไปปรับปรุงแก้ไข เพื่อประสิทธิภาพในการทำงานต่อไป สิ่งที่ผมจะชี้ให้ท่านประธานได้เห็นว่าข้อห่วงใยของผม ในขณะนี้ก็คือว่า สภาวะของการรวยกระจุก จนกระจาย ด้วยการขับเคลื่อนนโยบาย ของรัฐบาลชุดนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ รัฐบาลจะต้องสร้างความมั่นใจ หัวใจสำคัญ ของการพัฒนาประเทศ และหัวใจสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจ สิ่งหนึ่งที่จะต้องสร้างให้ได้ นั่นก็คือความเชื่อมั่น ความเชื่อถือ ความเชื่อมั่นและสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน วันนี้ประชาชนเขาฝากความหวังให้กับรัฐบาลชุดนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ ถ้าหากว่า ความเชื่อถือและความเชื่อมั่นไม่เกิด มันก็จะทำให้การบริหารประเทศ การเจริญเติบโต ทางเศรษฐกิจก็จะมีปัญหา อย่างที่มันเกิดขึ้นมาแล้วเมื่อ ๕ ปีย้อนหลังในสมัยที่ท่านเป็น นายกรัฐมนตรี ที่ผมพูดเช่นนี้ ผมไม่ได้พูดเองครับท่านประธาน มันฟ้องด้วยตัวเลข ทางเศรษฐกิจว่าใน ๕ ปีที่ผ่านมาประชาชนไม่มีความเชื่อมั่น เพราะสถานการณ์การเมือง บ้านเราตกอยู่ในภาวะของความไม่แน่นอนในเรื่องของความมั่นคงในเรื่องของนโยบาย ความต่อเนื่องของนโยบาย ความต่อเนื่องของทีมงานเศรษฐกิจ จึงทำให้เห็นสะท้อนผ่าน ตัวเลขทางเศรษฐกิจดังนี้ครับท่านประธาน เราจะเห็นได้ว่าตลอดระยะเวลา ๕ ปีที่ผ่านมา รัฐบาลของ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ก็คือท่านนายกรัฐมนตรีในปัจจุบันนี่ละครับ ทีมงานเศรษฐกิจชุดเดียวกันเลย ผมให้ท่านประธานดูตัวเลขนี้ครับ ท่านประธานครับ ตลอดเวลา ๕ ปี รัฐบาลขาดดุลงบประมาณติดต่อกัน ๕ ปีมาแล้ว หลังจากปี ๒๕๕๗ ท่านประธานครับ นั่นก็คือช่วงที่ท่านเข้ามารับผิดชอบบ้านเมือง นั่นก็คือการเข้ามายึดอำนาจ การปกครอง ในปี ๒๕๕๘ เราขาดดุลงบประมาณไป ๒๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เราต้องกู้ เขามานะครับท่านประธาน ปี ๒๕๕๙ เรากู้มา ๓๙๐,๐๐๐ ล้านบาท ปี ๒๕๖๐ ปี ๒๕๖๑ ตัวเลขใกล้เคียงกัน ๕๕๐,๐๐๐ ล้านบาท และปี ๒๕๖๒ ท่านประธานครับ คือตัวเลขตัวนี้ ๒๕๖๒ ท่านกู้มา ๔๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ตลอดระยะเวลา ๕ ปี ของรัฐบาลภายใต้การนำของ ท่านนายกรัฐมนตรีได้สร้างหนี้ให้กับประเทศติดต่อกันมาถือว่าสูงสุดเป็นประวัติศาสตร์ ตั้งแต่มีรัฐบาลปกครองประเทศมา ๕ ปีมานี้ท่านกู้เงินมาเพื่อชดเชยวงเงินงบประมาณสูงถึง เกือบ ๒.๒ ล้านล้านบาท ท่านประธานที่เคารพครับ มันสะท้อนอะไรท่านประธานครับ มันสะท้อนให้เห็นว่าคนเขาไม่มีความเชื่อมั่น คนเขาไม่มีความเชื่อมั่นว่าสถานการณ์การเมือง ภายใต้การบริหารงานของท่านนั้นจะสามารถนำพาประเทศชาติไปสู่หนทางแก้ไข โดยเฉพาะ ภาวะเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ ท่านประธานมองครับว่าวันนี้ประชาชนเขาไม่มีรายได้ เขาไม่มีจะกิน เขาต้องดิ้นรน เมื่อเช้านี้ท่านแถลงมาตรการด้วยความห่วงใยว่า วันนี้ประเทศไทยเรานั้น ต้องเจอปัญหาภาวะเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่หลวงนัก ท่านประธานครับ เราไม่ต้องอ้าง หรอกว่าในขณะนี้เราอยู่ในภาวะที่เจอสถานการณ์ภายนอกประเทศ โดยเฉพาะเรื่อง เทรด วอร์ (Trade war) สงครามการค้าระหว่างประเทศจีนกับประเทศสหรัฐอเมริกา แต่วันนี้ถ้าเราไปดูประเทศรอบข้างบ้านเราครับ โดยเฉพาะประเทศที่อยู่ในอาเซียน (ASEAN) ด้วยกัน เรามีการประมาณการว่าการขยายตัวทางเศรษฐกิจของเราจะโตประมาณ ๓.๘ เปอร์เซ็นต์ สุดท้ายเราก็ต้องปรับลดลงมาครับท่านประธาน ว่าประมาณ ๓.๑ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านเราโตขึ้น จีดีพี (GDP) ของเขาโตขึ้น สูงกว่าประเทศไทย ทำไมเขาไม่อ้างว่าภาวะเศรษฐกิจทั่วโลก โดยเฉพาะสงครามเทรด วอร์ (Trade war) นั้นมีผลกระทบ เพราะเขาสามารถมีศักยภาพในการบริหารประเทศ เขามีกลไก มีองคาพยพ ผมอยากจะเห็นรัฐบาลชุดนี้ที่เข้ามาในช่วงเวลาจำกัดนี้ ให้ท่านได้คิดถึงประเด็นในการ แก้ไขปัญหา ท่านประธานที่เคารพครับ ตัวเลขสะท้อนนั้นทำให้เห็นว่า ตลอดระยะเวลา ๕ ปีมานี้ คนไม่มีจะกิน คนไม่มีกำลังซื้อ เพราะตัวขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ เครื่องยนต์ในการ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศมันมีอยู่ ๕ ตัว ๑. คือการส่งออก ๒. การบริโภค ภายในประเทศ โดเมสทิก คอนซัมป์ชัน (Domestic consumption) ๓. ก็คือการใช้จ่าย ภาครัฐ ๔. การท่องเที่ยว และ ๕. การลงทุนใหม่ ๆ เรามาดูเครื่องยนต์แต่ละตัว ท่านประธานครับ เริ่มต้นจากตัวเลขการส่งออก ท่านประธานที่เคารพครับ มีการประมาณการโดยไม่ว่าจะเป็นภาคธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลของทางราชการ มีการคาดการณ์ว่าตัวเลขในปี ๒๕๖๒ ปีนี้การส่งออกเรามีการประมาณการว่าเราจะโต ประมาณ ๓ เปอร์เซ็นต์ ๓.๗ เปอร์เซ็นต์ ท่านประธานครับ สุดท้ายแล้วจะต้องมีการปรับ ประมาณการว่าการส่งออกเราเหลือ ๐ เปอร์เซ็นต์ ตัวเลขนี้จากศูนย์วิจัยของกสิกรไทย ได้มีการปรับลดตัวเลขการส่งออกว่า การส่งออกของเราเหลือ ๐ เปอร์เซ็นต์ หมายถึงอะไร มันหมายถึงว่ารายได้ของประเทศจะหดหายไป ความเป็นอยู่ในเรื่องรายได้ของชาวไร่ชาวนา จะหายไป ภาคอุตสาหกรรมก็จะได้รับผลกระทบ เมื่อตัวเลขการส่งออกเป็นศูนย์ รายได้ของประเทศมันก็ต้องหายไป มันส่งผลไปสู่การจัดเก็บรายได้ที่ต่ำกว่าประมาณการ ตัวเลขนี้ผมไม่ได้พูดลอย ๆ ครับท่านประธาน มันฟ้องโดยตัวเลขของระบบราชการนั่นเอง ท่านประธานที่เคารพครับ มันมีอยู่ ๒ อย่างที่โกหกกันไม่ได้ ถ้าหากว่าท่านประธานไปหาหมอ เจาะเลือด แล้วหมอวินิจฉัยว่าท่านประธานนั้นเป็นเบาหวาน ท่านประธานอย่าเถียงหมอครับ ผลแล็บ (Lab) มันไม่โกหก อันที่ ๒ คือตัวเลขทางเศรษฐกิจท่านประธาน ตัวเลข ทางเศรษฐกิจมันฟ้องโดยข้อมูล ซึ่งผมจะบอกว่าตลอดระยะเวลา ๕ ปีที่ผ่านมา การจัดเก็บรายได้ตั้งแต่ท่านเป็นนายกรัฐมนตรี ช่วงปี ๒๕๕๗ ปี ๒๕๕๘ ปี ๒๕๕๙ ปี ๒๕๖๐ ปี ๒๕๖๑ จนถึงปี ๒๕๖๒ คือ ๕ ปีมานี้ เราจะเห็นได้ว่าการจัดเก็บรายได้และ การประมาณการจัดเก็บรายได้มันต่ำกว่าเป้า มันหมายถึงอะไรครับ มันหมายถึงว่าวันนี้คน ไม่มีสตางค์ เมื่อการส่งออกมันเป็นศูนย์ มันส่งผลกระทบเนื่องจากว่าประเทศเรานั้น เราพึ่งพาการส่งออกเป็นสัดส่วน ๗๐ เปอร์เซ็นต์ต่อ จีดีพี (GDP) จีดีพี (GDP) ปี ๒๕๖๑ มีตัวเลขกลม ๆ อยู่ประมาณ ๑๖.๓ ล้านล้านบาท ๗๐ เปอร์เซ็นต์ต่อ จีดีพี (GDP) ก็ประมาณ ๑๑.๔ ล้านล้านบาท เมื่อตัวเลขการส่งออกมันเป็นศูนย์ นั่นหมายความว่าสินค้าส่งออก เราได้รับผลกระทบ คือไม่มีรายได้เข้าประเทศ มันส่งผลต่อการจัดเก็บรายได้ นี่อันที่ ๑ แล้วมันส่งผลต่อพี่น้องประชาชน ชาวไร่ชาวนาอย่างไร ท่านประธานครับ ประเทศเรานั้น เป็นประเทศเกษตรกรรม เราผลิตสินค้าการเกษตร เราไม่ได้ผลิตเพื่อการบริโภคอย่างเดียว แต่เราผลิตเพื่อการส่งออก ยกตัวอย่างท่านประธานครับ ข้าว เราผลิตข้าวได้ปีหนึ่ง ๓๐ ล้านตันข้าวเปลือก ๑๘ ล้านตันข้าวสาร บริโภคภายในประเทศ ๘,๐๐๐,๐๐๐ ตัน ส่งออก ๑๐ ล้ำนตั น ๒. ยางพารา เราผลิ ตได้ ปี หนึ่ งประมาณ ๔,๐๐๐,๐๐๐ ตั น น้ำยาง ๔,๐๐๐,๐๐๐ ตัน บริโภคภายในประเทศ ๕๐๐,๐๐๐ ตัน ส่งออก ๓.๕ ล้านตัน เราผลิตเพื่อการส่งออก เมื่อส่งออกมันเป็นศูนย์ ถามว่าเกษตรกรที่ปลูกข้าว ชาวสวนยาง ที่ปลูกยาง คนปลูกมัน คนปลูกอ้อย เมื่อมันไม่สามารถที่จะส่งออกได้ นั่นหมายความว่า เงินในกระเป๋าเขาไม่มี เมื่อเงินในกระเป๋าไม่มี มันก็เกิดปัญหาหนี้สินล้นพ้นตัว มันสะท้อน ผ่านว่าตลอดระยะเวลา ๕ ปีที่ผ่านมา ท่านประธานที่เคารพครับ ตัวเลขหนี้สินครัวเรือน พุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติศาสตร์ สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติบอกว่า หนี้ครัวเรือน ของประชาชนคนไทย วันนี้เฉลี่ยต่อหัวคนละประมาณเกือบ ๒๐๐,๐๐๐ บาท มันติดต่อกันมา ๕ ปี ตั้งแต่สมัยที่ท่านนั่งเป็นนายกรัฐมนตรีมาแล้ว มันเกิดขึ้นเนื่องอะไร เนื่องจากเงิน ในกระเป๋าชาวบ้านไม่มี อย่างที่ผมกราบเรียนไปแล้ว วันนี้เราผลิตสินค้าเพื่อการส่งออกมันโอเวอร์ ซัพพลาย (Over supply) ผลิตมาแล้วขายไม่ได้ เมื่อขายไม่ได้แล้วคนไม่มีกำลังซื้อ เราจะมาหวังพึ่งว่าเมื่อการส่งออกมันไม่เกิดขึ้นแล้ว อันที่ ๒ เครื่องยนต์ตัวที่ ๒ ก็คือเครื่องยนต์การขับเคลื่อนการกระตุ้นการใช้จ่าย ภายในประเทศ การใช้จ่ายภายในประเทศ ก็คือการส่งเสริมให้ประชาชนซื้อของบริโภค ภายในประเทศมากขึ้น ในเมื่อกำลังซื้อไม่มี ชาวนาเขาไม่สามารถขายข้าวได้ ชาวสวนยาง ไม่สามารถที่จะจำหน่ายได้ วันนี้ยางบ้านผม อีสานบ้านผม ๖ กิโลกรัม ๑๐๐ บาท ๗ กิโลกรัม ๑๐๐ บาท ท่านประธานครับ ข้าวไม่ต้องพูดถึง ราคาอ้อยในสมัยที่เราเป็นรัฐบาล สูงสุดถึงตันละ ๑,๒๐๐ บาท ต่ำลงมาก็ไม่เกิน ๑,๑๐๐ บาท วันนี้เขาขายอยู่ที่ตันหนึ่ง ๔๘๐ บาท ในขณะที่ต้นทุนการผลิตประมาณ ๑,๐๐๐ กว่าบาทแล้ว แต่เขาจำเป็นต้องขาย ขายแล้วก็ไม่พอใช้หนี้ นั่นหมายความว่ากำลังซื้อในกระเป๋าของชาวบ้านไม่มี จะไปกระตุ้น ให้เขาใช้จ่ายภายในประเทศจะเอาเงินมาจากไหน สุดท้ายตัวเลขว่าด้วยหนี้สินครัวเรือน สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติบอกว่าสูงที่สุดในรอบ ๑๐ ปีที่ผ่านมา เรามีหนี้ครัวเรือนสูงสุดอันดับ ๑๐ ของโลก อันดับ ๓ ของเอเชีย (Asia) นั่นมันสะท้อนให้เห็นว่า ข้าวยากหมากแพง ผมอยากเห็นว่าในแผนนโยบายของรัฐบาลที่ท่านนายกรัฐมนตรี อ่านเมื่อเช้านี้ ผมใช้เวลาในการเปิดอ่านด้วยความรอบคอบ ด้วยความเป็นธรรม ผมอยากจะ เห็นแนวทางการทำงานของรัฐบาลที่มุ่งหวังว่า ในภาวะอย่างนี้ เศรษฐกิจที่ย่ำแย่อย่างนี้ เราจะกระตุ้นเศรษฐกิจ เราจะกระตุ้นการทำมาหากินเราจะกระตุ้นเงินในกระเป๋าประชาชน อย่างไร แต่ผมเห็นว่าสิ่งที่รัฐบาลกำลังทำในขณะนี้รัฐบาลอาจจะมีความภาคภูมิใจว่า การกระตุ้นเศรษฐกิจก็คือการเติมเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐตามนโยบายของรัฐบาลอย่างไร มันไม่ใช่อย่างนั้นแล้วครับท่านประธาน ทุกครั้งที่ท่านเติมเงินเข้าไปในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เงินมันไม่ได้เข้ากระเป๋าชาวบ้าน มันวิ่งไปที่นายทุน เจ้าสัว เจ้าของสินค้าอุปโภคบริโภคทั้งนั้น ถามว่าในร้านธงฟ้าราคาประหยัดตามโครงการประชารัฐของท่านทุกครั้งที่เงิน ๓๐๐ บาท ใส่เข้าไปในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แล้วท่านก็จะใส่เข้าไปอีก ผมไม่ได้ห้าม ผมไม่ได้ขัดขวาง ผมยินดีที่จะให้ท่านทำ แต่วิธีของท่านมันอาจจะผิดพลาด เพราะคนที่ได้ประโยชน์ ไม่ใช่ชาวบ้าน คนที่ได้ประโยชน์อย่างแท้จริงก็คือ บริษัท ห้างร้าน เจ้าสัว นายทุน ผูกขาด ซึ่งเป็นคน ๑ เปอร์เซ็นต์ของจำนวนประชากรที่ถือสินทรัพย์รวมของประเทศมากที่สุด ในขณะนี้ ๓๐๐ บาทวันนี้ท่านจดทะเบียนคนจน ๑๔ ล้านคน เดือนหนึ่งเท่าไรครับ ท่านประธาน เอา ๓๐๐ คูณ ๑๔ ล้าน ๔,๒๐๐ ล้านบาท ๑๒ เดือน ก็คือ ๕๐,๔๐๐ ล้านบาท ทุกครั้งที่รูดปรื๊ด ๆ เงินมันก็วิ่งไปที่นายทุน เงินก็วิ่งไปที่พ่อค้า ถามว่า ในร้านธงฟ้าราคาประหยัดมีสินค้าโอทอป (OTOP) มีสินค้าเกษตร มีสินค้าจากชาวบ้าน สักกี่อย่างครับท่านประธาน ผมอยากให้ท่านเดินหน้าต่อไปในเรื่องของบัตรสวัสดิการ แต่ไม่ควรที่จะใช้จ่ายผ่านร้านสวัสดิการแบบเดิม แล้วสิ่งที่เกิดขึ้นท่านประธานครับ ฝากไปยัง ท่านนายกรัฐมนตรี ท่านรู้ไหมว่าก่อนหน้านี้ ก่อนที่จะมีการเลือกตั้ง บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ชาวบ้านไปรอคิวกดเงินที่ธนาคารกรุงไทยแบงก์เดียว แบงก์ออมสินของรัฐ แบงก์ ธ.ก.ส. ก็ของรัฐ หรือแบงก์พาณิชย์ทั้งหลายใช้ระบบที่มันพูล (Pool) กันได้ไหมแบบเอทีเอ็ม (ATM) วิธีการอย่างนี้ก็บริหารจัดการไม่ได้ ผมถึงบอกว่า ไม่ต้องเอาเงินใส่บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แล้วก็บังคับชาวบ้านไปซื้อของร้านสวัสดิการ ท่านจะให้เงินแจกเข้าไปให้ชาวบ้าน ให้เงินมันหมุนจากกระเป๋าซ้ายไปกระเป๋าขวา จาก นาย ก ไป นาย ข จาก นาย ข ไป นาย ง ให้มันหมุนซื้อสินค้าโอทอป (OTOP) ให้ชาวบ้านด้วยกัน ซื้อด้วยกันได้ ถ้าสิ่งเหล่านี้ มันเกิดขึ้นอย่างน้อยมันก็แก้ไขปัญหาได้ แต่วิธีการอย่างนี้ไม่ใช่วิธีการแบบยั่งยืน มันเป็นวิธีการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า แต่สิ่งที่ผมอยากจะฝากท่านประธานนั้นก็คือว่า การเพิ่มกำลังซื้อภายในประเทศ ผมมองไปที่สินค้าเกษตร ท่านประธานครับ วันนี้การบริโภค มันเปลี่ยนไปแล้ว ผมไม่ต้องการให้เกษตรกรบ้านผมกลายมาเป็นผู้ผลิตแล้วขายให้พ่อค้า คนกลาง ผมอยากเห็นรัฐบริหารจัดการแบบทันสมัย โดยวันนี้ผู้ซื้อผู้ขายไม่จำเป็นที่จะต้องเจอหน้ากัน ฝากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมที่รักของผมด้วยนะครับว่า วันนี้เราจะพัฒนาให้พี่น้องเกษตรกรชาวไร่ชาวนากลายเป็นเทรดเดอร์ (Trader) กลายเป็น ผู้ค้าได้หรือไม่ สินค้าโอทอป (OTOP) จากหนองบัวลำภูบ้านผมนี่สามารถขึ้นเว็บไซต์ Web site) ขายโดยระบบออนไลน์ (Online) ขายโดยระบบอีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) แล้วก็จ่ายเงินการผ่านอีเพย์เมนต์ (e-Payment) ทั้งหลายนี่ ซึ่งวันนี้มันทันสมัยมากขึ้น ตัวเลขของธุรกิจพวกนี้ ท่านประธานครับ มันหายไปจากระบบ ปีหนึ่งประมาณ ๓ ล้านล้าน ที่มันไม่อยู่ในระบบนี้ วันนี้มันต้องให้ชาวบ้าน สินค้าโอทอป (OTOP) ที่วันนี้ศูนย์แสดงสินค้า ทั้งหลายมันกลายเป็นสถานร้างและเป็นอนุสาวรีย์ ท่านไปปัดฝุ่น นี่คือภูมิปัญญาของท้องถิ่น ที่เกิดขึ้น ผมเสียดายครับว่าเวลาผมหมดแล้ว ยังมีอีกหลายเรื่อง ตัวขับเคลื่อน ทางเศรษฐกิจอีกหลายตัวยังไม่ได้พูด แต่ผมฝากว่าสิ่งที่ผมนำกราบเรียนท่านประธานไปยัง ท่านนายกรัฐมนตรี ผมไม่มีเจตนาอะไรที่จะไม่ปรารถนาดีต่อบ้านเมือง วันนี้ผมก็มี ความรักชาติบ้านเมือง อยากจะเห็นท่านแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะ ชาวไร่ชาวนา ถ้าหากว่าสิ่งใดที่เป็นผลประโยชน์ที่ผมได้กราบเรียนไปแล้ว ท่านจะกรุณา เอาไปปรับปรุงแก้ไข แล้วให้ผลประโยชน์นั้นตกไปถึงมือประชาชนผู้ที่เป็นเจ้าของประเทศ อย่างแท้จริง ก็จะเกิดประโยชน์สูงสุดของบ้านเมืองครับ ขอบคุณครับท่านประธาน
ขอบคุณมากครับ เชิญเลยครับ ท่านนายกรัฐมนตรีครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพนะครับ ฝากไปถึงสมาชิก ผู้ทรงเกียรติด้วยนะครับ ก็มีหลายเรื่องที่มีการกล่าวพาดพิงขึ้นมา ผมก็จำเป็นต้องชี้แจงนะครับ ก็อาจจะพูดเร็วไปนิดหนึ่ง พูดไม่ชัดบ้าง กลืนน้ำลายบ้าง เพราะผมเป็นมนุษย์นะครับ ฉะนั้นท่านพูดเก่งก็เรื่องของท่าน ผมพูดแล้วทำไปด้วยนะครับ
เรื่องแรก เรื่องของการบริหารจัดการน้ำภัยแล้ง เราทำมาโดยตลอด ถ้าท่านติดตามดูว่าการพัฒนาในเรื่อง สทนช. ของเราเป็นอย่างไร การพัฒนาบริหารจัดการน้ำ ทั้งประเทศ ทุกจังหวัด ทุกกิจกรรมน้ำ น้ำคือไม่ใช่น้ำอย่างเดียว น้ำ ๑. เพื่อการอุปโภค บริโภค ประปา อุปโภคบริโภค ๒. คือน้ำเพื่อการเกษตร ๓. คือน้ำเพื่อการอุตสาหกรรม และ ๔. คือน้ำที่รักษาระบบนิเวศ น้ำทะเลไม่ให้เข้ามาในฝั่ง วันนี้ดำเนินการทั้งหมด อันนี้ มีเอกสารชัดเจน ถ้าท่านสนใจก็เดี๋ยวมาขอศึกษาดูได้ เพราะเป็นรายละเอียด นี่คือสิ่งที่เรา ต้องปฏิบัติ พูดอย่างเดียวมันเป็นไปไม่ได้ เรามี พ.ร.บ. ทรัพยากรน้ำ มีแผนแม่บท มีองค์กรกลาง มีนวัตกรรมเทคโนโลยี ยกระดับทุกอย่าง น้ำประปา ลุ่มน้ำ ปัญหาเราวันนี้ ก็คือน้ำไม่เพียงพอ ฝนไม่ตก ฝนตกใต้เขื่อน เก็บน้ำได้น้อย การเกษตรทำเกินที่สามารถ ส่งน้ำให้ได้ นอกจากนั้นก็ยังมีปัญหาในพื้นที่ทำนาน้ำฝน เมื่อฝนไม่ตกมันมีปัญหาแน่นอน แต่รัฐบาลจะต้องแก้ไขโดยการพัฒนาเพิ่มเติมแหล่งน้ำต่อไป ทำระบบแหล่งน้ำต่อไป เอาน้ำในแม่น้ำโขงขึ้นมาใช้ได้อย่างไร เอาน้ำในแม่น้ำทางด้านพม่ามาได้อย่างไร เพราะเป็น แม่น้ำระหว่างประเทศ มันไม่ได้ง่ายนักหรอก ในการที่จะทำทุกอย่าง วันนี้ระดับน้ำใน แม่น้ำโขงก็เพิ่มขึ้น โดยการที่ผมให้ไปติดต่อกับประเทศจีน ประเทศลาว ในการที่จะปล่อยน้ำ ผ่านเขื่อนออกมาก็ระดับน้ำเริ่มจะสูงขึ้น แต่ก็ยังไม่เพียงพอ เพราะประเทศจีนเขาตอบมาว่า ในประเทศจีนก็แล้งน้ำเช่นเดียวกัน นั่นคือปัญหาของโลกของเรา เพราะฉะนั้นถ้าท่าน ติติงอย่างเดียว โดยไม่สร้างสรรค์เลยนี่มันไม่ได้ ท่านบอกว่าต้องหาน้ำให้ได้ หาน้ำให้พอ บางพื้นที่มันสูงเกินไป มันส่งน้ำไปไม่ถึง นั่นคือใช้นาน้ำฝน ตรงไหนที่มีระบบชลประทาน ก็ต้องอาศัยน้ำจากเขื่อน ถ้าน้ำน้อยมันก็มีน้ำส่งไม่ได้ วันนี้ส่งจนเกินขนาดไปแล้ว เพราะว่า ประชาชนเรียกร้องก็ส่งไปจนต่ำค่ามาตรฐาน ปัญหาต่อไปที่จะเกิดขึ้นคือน้ำอุปโภคบริโภค น้ำประปาจะไม่มี นี่ก็คือปัญหาของผมสั้น ๆ นะครับ ศูนย์อำนวยการเฉพาะกิจ ปฏิบัติการ ฝนหลวงบินไปทั้งหมด ๕,๐๐๐ กว่าชั่วโมงแล้วในเวลานี้ ๓,๐๐๐ กว่าเที่ยว ๕,๐๐๐ กว่าชั่วโมง ใช้สารเคมีไป ๕,๐๐๐ ตัน ตรงไหนที่มีเมฆก็ทำ มันก็ตกลงมา ตรงไหนไม่มีเมฆอย่าให้ ไปบินเลยนะครับ สิ้นเปลือง แต่เราก็พยายามจะปล่อยน้ำที่มีอยู่ ถ้าน้ำเข้ามาก็ปล่อยอีก ปล่อยอีก แต่ท้ายที่สุดถ้าปล่อยจนหมด ปัญหาเรื่องน้ำประปาท่านก็ต้องรับผิดชอบไปด้วยกัน เพราะไม่รู้จะเอาน้ำจากไหนให้เหมือนกัน เรื่องน้ำผมพูดสั้น ๆ
เรื่องต่อไป เสียงดังไปหรือเปล่าไม่รู้ เพราะไม่ได้พูดนานแล้ว เอาละ ผมก็เป็น ตัวตนของผมเหมือนกัน เขาก็บอกให้ผมสุภาพเรียบร้อย นี่ผมยิ้มอยู่นะนี่
ต่อไปเรื่องการทำงานต่าง ๆ ก็ตาม ท่านบอกว่าท่านต้องการงบประมาณ งบประมาณมาจากไหนครับ งบประมาณประเทศมาจากไหน มาจากไหนตอบผมสักทีสิ มาจาก ภาษี ๒. มาจากไหน มาจากเงินกู้ แล้วรายได้ที่เราเก็บมาทั้งหมด ๒ ล้านล้านบาท เราจำเป็นต้องตั้งงบประมาณขาดดุลไว้ เพราะเราเผื่อตัวเลขตัวนั้นไว้เพื่อจะกู้ก็ได้ ไม่กู้ก็ได้ จำเป็นก็กู้ ถ้าจำเป็นต้องมากู้เพื่อการลงทุน เพื่อให้เกิดมูลค่าสูงสุด ที่ผ่านมากี่รัฐบาลแล้ว ตัวเลข ๒ ล้านล้านบาทนี่ละครับ รัฐบาลใครก็ไม่รู้ แต่ทำไมไม่เกิดถนนหนทาง รถไฟ รถไฟฟ้า อย่างที่ผมทำวันนี้ ทำไมไม่เกิด อีอีซี (EEC) มันหายไปไหน ตอบคำถามผมให้ได้ งบประมาณใกล้เคียงกันละครับ ๒ ล้านล้านบาทนี่ ในส่วนที่ท่านบอกว่าสร้างหนี้ไว้ทั้งหมด เท่าไร เป็นหนี้ที่ก่อให้เกิดรายได้หรือเปล่า หนี้ทั้งหมดที่สร้างมาเป็นหนี้ที่ก่อให้เกิดรายได้ เป็นการลงทุนร่วม รัฐบาลร่วมกับเอกชน ถนนหนทาง แต่ก่อนนี้มีการลงทุนภาครัฐ แต่เพียงอย่างเดียว วันนี้เอกชนมาร่วมด้วย เอกชนมีความเสี่ยงเอง รัฐบาลก็ต้องดูแล สิทธิประโยชน์ให้กับเขา ถ้ายังคิดแบบเดิม ไม่มีอะไรเกิดขึ้นได้ในประเทศไทย การที่ประเทศไทย มีการเจริญเติบโต จีดีพี (GDP) น้อย ท่านต้องดูว่าฐานเศรษฐกิจประเทศไทยมันกว้างแค่ไหน อุตสาหกรรมเรามันใหญ่แค่ไหน ถ้าไปเปรียบเทียบประเทศที่กำลังโด่ง ๆ วันนี้ เราเป็นอย่างนั้นมาเมื่อ ๓๐ ปีที่แล้วแล้ว เมื่อมีการปฏิรูปเศรษฐกิจใหม่ของเราขึ้นมา เพราะฉะนั้นวันนี้เขาก็เริ่มโตแบบนี้ก็ให้เขาโตไป เดี๋ยวเราก็โตของเรา เพราะหลายประเทศ ก็สนใจมาลงทุนประเทศเรา มีการย้ายฐานการผลิตอีกหลายบริษัทที่จะมาประเทศไทย เขาก็สงสัยเหมือนกันว่าทำไมเขารักประเทศไทย ทำไมมีบางคนไม่รักประเทศไทย เขาสงสัย กับผมแบบนี้นะ
ต่อไปเรื่องรายได้รัฐบาลมาจากไหนบ้าง รายได้รัฐบาลสุทธิประเมินไว้ ๒,๗๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เราก็ตั้งงบประมาณเออเร่อ (Error) ไว้ คือ ๓,๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ต้องตั้งเพิ่มไว้ทุกปี ๆ แต่เราจะกู้หรือไม่กู้ก็ได้ บางอันก็กู้ในประเทศแทน ดอกเบี้ยต่ำกว่า ระยะสั้นกว่า มันก็ต้องแยกประเภท นี่คือการบริหารจัดการของกระทรวงการคลังเขา มีคณะกรรมการอีกหลายคณะด้วยกัน ไม่ใช่ผมไปสั่งหรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสั่ง ไม่ได้ เข้า ครม. ทั้งหมด รายได้จากกรมสรรพากร ๒ ล้านล้านบาท กรมสรรพสามิต ๖๒๐,๐๐๐ ล้านบาท กรมศุลกากร ๑๑๐,๐๐๐ ล้านบาท รัฐวิสาหกิจ ๑๕๐,๐๐๐ ล้านบาท หน่วยงานอื่นอีก ๒๔๘,๖๐๐ ล้านบาท มีรายการหักทั้งหมด ๕๖,๕๐๐ ล้านบาท ภาษีมาจากไหน ภาษีรายได้บุคคลธรรมดาสุทธิ ๓๑๕,๘๐๔ ล้านบาท ได้มาแค่ ๑๑ เปอร์เซ็นต์ มีคนเสียจริง ๆ แค่ ๔ เปอร์เซ็นต์ ๔,๐๐๐,๐๐๐ คนเสียภาษี ที่อยู่ในเกณฑ์เสียภาษีบุคคลธรรมดา กรมศุลกากรได้มา ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท กรมสรรพสามิตได้มา ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาท รายได้อื่น ๆ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ทั้งหมดนี้อะไรที่เป็น ของคนจนเราไม่ได้ภาษีหรอกครับ เราได้จากเขามีอย่างเดียวอะไร ภาษีแวต (VAT) ๗ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถ้าเขาซื้อของ เขาถึงเสีย ด้านการเกษตร เรื่องน้ำ เรื่องอะไรต่าง ๆ ไม่มีการเสียภาษีสำหรับเกษตรกร ท่านต้องดูว่ารายได้ประเทศมาอย่างนี้
ท่านนายกรัฐมนตรีครับ มีสมาชิก ประท้วงครับ เชิญนะครับ
ว่าอย่างไรครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม วิโรจน์ ลักขณาอดิศร นะครับ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ผมขอประท้วงท่านนายกรัฐมนตรีตามข้อบังคับ ข้อ ๒๐ คือผู้ใดก็ตามที่จะกล่าวถ้อยคำในรัฐสภานี่นะครับ จะต้องกล่าวถ้อยคำกับประธานรัฐสภา เท่านั้น ผมก็ไม่แน่ใจว่าท่านนายกรัฐมนตรีกล่าวกับท่านประธานแบบนี้จะถูกต้องหรือครับ
ขอบคุณครับ ขอโทษครับ ขอบคุณ คือผมก็อาจจะเคยชิน ผมก็ให้เกียรติ ท่านประธานสภาอยู่แล้ว แล้วผมก็หันข้างกับท่านอยู่แล้ว อันนี้ท่านเผอิญได้ยินไปด้วย ไม่รู้จะทำอย่างไรเหมือนกัน
ท่านไม่ประท้วงนะครับ ไม่มีอะไรผิดหรอกครับ เชิญครับ
ขอบคุณครับ ผมต้องการเรียนท่านประธานสภาผ่านไปยัง ท่านสมาชิกทุกท่านนะครับ
นายกรัฐมนตรีไม่ต้อง มองผมก็ได้ครับ มองไปข้าง ๆ
คืออาจจะไม่เคยชินกับผมนะครับ ผมถามว่าก่อนหน้านี้ ๒ ล้านล้านบาทที่ว่านี่นะครับท่านประธาน ไปทำอะไรมาบ้าง ที่กู้มาเกิดรายได้หรือเปล่า วันนี้ผมไม่อยากจะก้าวล่วง คดีค้างอยู่อีก ๑,๐๐๐ กว่าคดี เตรียมตัวไว้แล้วกัน เรื่องอะไรไม่รู้ ปัญหาเศรษฐกิจเราเตรียมมาตรการต่าง ๆ หลายอย่าง ทั้งพูดคุย ทั้งเจรจาหารือกับประเทศเพื่อนบ้าน ประเทศอาเซียน (ASEAN) ประเทศ จี ๒๐ (G20) ถึงแม้ว่าผมจะพูดกับเขาไม่เก่งก็ตาม หลายคนบอกพูดภาษาอังกฤษไม่เก่ง เวลาผมพูดกับเขา ผมมีล่าม มีล่าม ๑๕ คน ในห้อง ทักทายกันผมพูดได้ แต่ถ้าพูดเก่งเป็นทางการแต่ไร้สาระ ไม่เกิดประโยชน์ เพราะฉะนั้นเราต้องดูที่ว่าเราจะทำอย่างไร เรากำลังถูกมองว่าประเทศ ของเราการเจริญเติบโตค่อนข้างเป็นไปได้ช้าสำหรับในเรื่องการลงทุนจากต่างประเทศ เขาคอมเมนต์ (Comment) กลับมาว่า ๑. เราสงวนอาชีพสำหรับคนไทยโดยเฉพาะ ซึ่ง โอเค (OK) พวกเรามีความเห็นเป็นอย่างนั้น เขาบอกมันควรจะเปิดกว้างให้ต่างประเทศ ได้ถือหุ้นได้มากกว่าประเทศไทย ผมก็ยังไม่ยอมเขาเลย นั่นละคือหนึ่งที่เป็นสิทธิประโยชน์ ที่เขาสร้างแรงจูงใจ สิทธิประโยชน์ไม่จำกัด บางประเทศที่ท่านอยากเป็นอย่างเขา เขามีกฎหมายทุกตัว เขาเข้มงวดกฎหมายทุกตัว แม้กระทั่งกฎหมายเคี้ยวหมากฝรั่ง ทิ้งขยะข้างถนนยังโดนเฆี่ยนเลย ประเทศไทยไม่มีละครับ ขี่จักรยานเขาทำทางข้างถนน ไว้ให้คนเดิน เอาหลักไปปัก ก็ยังเลาะหลักนี่ขึ้นไปบนทางข้างถนน นี่ผมอาจจะนอกเรื่อง ไปบ้าง ขออนุญาตท่านประธาน เพราะฉะนั้นสถิติต่าง ๆ นี่ออนไลน์ (Online) ผมพูด ไปหลายครั้งแล้ว เราเปิดออนไลน์ (Online) ของกระทรวงพาณิชย์ เปิดมา ๓ ปีแล้ว มีคนเข้ามาค้าขายแล้ว อันนี้คือสำหรับคนที่ยังไม่มีความพร้อม คนที่ยังต้องมีการพัฒนา ปรับปรุง ขึ้นทะเบียน ตรวจสอบคุณภาพ หลายคนไม่เข้ามาขาย ยุ่งยาก อยากจะเอาแบบ สบาย ๆ อย่างที่ท่านบอก อย่าไปบังคับเขา ปล่อยเขาให้เขาสบายใจทำก็สบายใจกันอยู่แบบนี้ ไม่มีไปได้หรอกครับ ที่พูดมาทั้งหมด การที่มีของต่างประเทศเข้ามา เช่น ประเทศจีน อเมซอน หรืออะไรต่าง ๆ เข้ามา เขาไม่รับหรอกครับ ถ้าคุณภาพท่านไม่ได้ เพราะฉะนั้นในเมื่อท่าน ยังไม่ได้ตรงนั้น ท่านมาขายในของเราก่อน ในกระทรวงพาณิชย์มีอยู่แล้ว เพราะมันปรับปรุง ได้ขึ้นมา ดีขึ้น มากขึ้น สำรวจได้ ก็ไปขายทางโน้น เรามีช่องทาง ๒ ช่องทางให้ท่านอยู่แล้ว ท่านทราบหรือยัง สถิติการใช้ออนไลน์ (Online) วันนี้ขึ้นมากว่า ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ นี่คือ ทำให้รายได้ในการค้าปลีกลดลง พฤติกรรมผู้บริโภคลดลง เพราะคนบริโภคมีเท่าเดิม แต่การค้าขายมี ๒ ระบบ ค้าขายธรรมดา ค้าขายปลีก ค้าขายแบบเดิมกับค้าขายออนไลน์ (Online) หลายท่านในนี้ก็สั่งซื้ออาหารออนไลน์ (Online) กินที่บ้านทุกวัน ผมก็สั่ง เสียค่าส่ง อาหารเข้าไปอีก แต่บางคนเขาไม่อยากเดินตลาดแล้วนะครับ เอาละผมจะพูดสั้น ๆ หนี้ครัวเรือน ผมถามว่าที่เรามีนโยบายหรือมีหลักการว่าเราจะต้องมีชีวิตหรือมีการใช้จ่าย อย่างเพียงพอ ไม่ได้สอนให้คนยากจน มีคนพูดนะครับ มีคนพูด ใครไม่รู้จำตัวเองให้ได้ด้วย ว่าการใช้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง นี่คือสอนให้คนยากจน ใช่ไหมครับ ใช่หรือเปล่า มีมากใช้มาก มีน้อยใช้น้อย คนละเรื่องกับเรื่องของการประหยัด คนละเรื่อง ตีความให้เข้าใจด้วย ปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียง คือ มีเหตุมีผล มีความพอประมาณ มีภูมิคุ้มกันที่ดี ปัญหาเหล่านี้ หนี้ครัวเรือน เกิดจากอะไรครับ ใช้จ่าย บางทีก็ใช้จ่ายไม่คุ้มค่า ใช้จ่ายในสิ่งที่ฟุ่มเฟือย คนที่จะใช้เปลืองที่สุดคือลูกหลาน อยากมีตามเพื่อน พ่อก็เป็นชาวนาบ้าง เป็นอะไรบ้าง แน่นอนเขาอยากจะมี จะทำอย่างไรละครับ แก้ให้ได้ตรงโน้นให้เขามีรายได้เพิ่มขึ้น แต่มันพันกันไปทั้งหมด หนี้สินชาวนา หนี้สินอะไรต่าง ๆ พันทั้งหมด วันนี้ชาวนากี่คน ที่มีเงินลงทุนต้องกู้หนี้ยืมสินเขาไปลงทุนทั้งสิ้น เก็บเกี่ยวข้าวได้แล้วไม่ได้เงิน ได้กระดาษมา แล้วก็กู้เขาต่อ ราคาข้าวมันก็ต่างกันนะครับ ข้าว ยางพารา ปาล์ม ผมมีคำตอบให้ทุกท่าน ทุกข้อ ทุกอัน ข้อมูลเยอะ ถ้าผมพูดวันนี้เย็นไม่เลิกครับ เรื่องการใช้เงินต่าง ๆ ต้องดูแล ให้ดีนะครับ บัตรประชารัฐเขาบอกตั้งนานแล้ว มันเริ่มโดยธนาคารแรกธนาคารเดียว ต่อมา มีอีกหลายธนาคารเข้ามาร่วมด้วย ขั้นที่ ๑ ขั้นที่ ๒ ขั้นที่ ๓ การขายไม่ใช่ซื้อจากร้านธงฟ้า ซื้อจากร้านใดก็ได้ที่เขามีเครื่องอ่านบัตร ท่านไปไม่ทัน หรือเปล่า วันหลังก็ลองให้บัตรเขาไปสักใบหรือไม่ ดูว่าซื้อที่ไหนได้บ้าง ถ้าร้านกล้วยแขก ซื้อเครื่องอ่านบัตร ก็ซื้อกล้วยแขกได้เหมือนกัน วันนี้เขาก็จ่ายเป็นเงิน อีวอลเล็ต (e-Wallet) ใส่ไปด้วย ถ้าไม่ซื้อของก็มีเงินอยู่ในนี้ กรุณาตามสิ่งที่เราทำมา ๕ ปีด้วย เอาละครับ ที่ผมพูดนี่ไม่ได้โมโหใครเลย พูดเพราะอยากจะต้องพูดให้ท่านเข้าใจว่าเราคิดละเอียดนะครับ เอกสารวันนี้เอามาท่วมตัวผมจนหาไม่เจอแล้ว เพราะเยอะมากที่ท่านพูดมา ขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ
ขอบคุณมากครับ ต่อไปครับ ท่านสมาชิกที่ได้ประกาศชื่อไว้แล้วนะครับ ท่าน พลโท พงศกร รอดชมภู เชิญเลยครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม พลโท พงศกร รอดชมภู ผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขออภิปรายในเรื่องนโยบาย ด้านความมั่นคง ๓ ประเด็น ในนโยบายหลัก ข้อ ๒ การสร้างความมั่นคง ข้อ ๔.๔ ความร่วมมือกับต่างประเทศเรื่องความมั่นคง ข้อ ๕.๑.๑ เรื่องการเงินการคลัง แล้วก็ นโยบายเร่งด่วน ข้อ ๙ เรื่อง ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ แล้วก็ข้อ ๑๑ เรื่องภัยแล้ง ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงนะครับ ขออนุญาตนำเรียนอย่างนี้นะครับว่า นโยบายด้าน ความมั่นคงอาจจะเป็นลูกเมียน้อยสักเล็กน้อย เพราะว่าที่เขียนมาค่อนข้างสั้น แล้วก็มี ประเด็นค่อนข้างจะเป็นนามธรรมค่อนข้างมาก ส่วนใหญ่ก็จะเป็นการนำเอาอำนาจหน้าที่ ในรัฐธรรมนูญมาเขียนไว้ ดังนั้นจากที่หลายท่านได้อภิปรายไปแล้ว ผมขออนุญาตนำเรียน อย่างนี้ว่า ทิศทางความมั่นคงจะต้องเห็นชัด ผมยกตัวอย่างนะครับ ท่านหลับตามอง ที่ประเทศจีน ประเทศจีนบอกว่า ขออนุญาตใช้ภาษาอังกฤษนะครับ วันเบลต์ วันโรด (One Belt One Road) หรือว่า ๑ แถบ ๑ เส้นทาง พอมีนโยบายด้านความมั่นคงอย่างนี้ออกมาปั๊บ เรารู้ทันทีทั้งภาคเอกชน ทั้งรัฐวิสาหกิจ ทั้งรัฐบาล จะมุ่งหน้าไปตามเส้นทางนี้ มันดูเหมือน เส้นทางทางเศรษฐกิจ แต่ที่จริงแล้วการวางแผนทั้งหมดเกี่ยวข้องกับความมั่นคงของประเทศจีนเอง สิ่งที่ตามมาก็คือการตีกลับมาจากทางประเทศสหรัฐอเมริกา และทางประเทศตะวันตก บางส่วนก็ร่วมมือ บางส่วนก็มีการต่อต้าน เราก็จะพบการขับเคลื่อนของประเทศสหรัฐอเมริกา ในการที่จะมองประเทศจีนเป็นภัยคุกคามมากขึ้น นี่ตัวอย่าง แล้วก็จะมีการกำหนด ใครเป็นพันธมิตร ใครเป็นหุ้นส่วน แล้วก็จะมีการร่วมมือกันเป็นแถบ ตัวอย่างขออนุญาต เอ่ยถึงประเทศอื่นเล็กน้อย ท่านประธานครับ ประเทศอินเดียกับประเทศเวียดนาม มีความร่วมมือด้านความมั่นคง ถ้ามีปัญหาทะเลจีนใต้ แล้วทางประเทศสหรัฐอเมริกาก็จะมองไป ถึงทางตะวันออกกลาง ขึ้นไปถึงอิหร่าน ทางทะเลจีนใต้มาทางประเทศจีน นี่ตัวอย่างที่เวลา อธิบายเรื่องความมั่นคงเราต้องเห็นภาพ มิเช่นนั้นแล้วเราจะไม่ทราบว่าเราจะเดินทางไป ทิศทางไหน ใครเป็นมิตร ใครเป็นศัตรู สิ่งที่อยากจะนำเรียนในครั้งนี้ก็คือว่า ผมจะไม่มี การอภิปรายในฐานะของฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาล เพราะความมั่นคงเป็นเรื่องของส่วนรวม เป็นเรื่องของทุกฝ่าย ทุกคนต้องมาช่วยกัน ผมก็คิดว่าในวันนี้จะเป็นการอภิปรายในลักษณะ ที่จะให้คำแนะนำกับรัฐบาลเป็นส่วนใหญ่ ในการที่จะขยายความและนำความมั่นคงไปใช้ ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
ประการแรกก็คือว่าเมื่อจะเขียนด้านความมั่นคงควรจะมีประเด็น ด้านสิ่งแวดล้อมทั้งภายนอกประเทศและภายในประเทศ เพราะท่านบอกว่าท่านจะดู ความมั่นคงด้านภายนอกประเทศและภายในประเทศ เสริมมาสักนิดหนึ่ง ตัวอย่าง ที่เราเห็นอยู่ขณะนี้ก็คือกรณีระหว่างประเทศสหรัฐอเมริกากับประเทศอิหร่าน กำลังจะเป็นเรื่องขึ้นมาในประมาณปีนี้ปีหน้า มากน้อยเท่าไรไม่ทราบ แต่เราต้องเตรียมตัว กรณีความขัดแย้งด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศสหรัฐอเมริกากับประเทศจีน อย่างนี้เป็นต้น หรือแม้แต่ด้านเทคโนโลยีระหว่างประเทศญี่ปุ่นกับประเทศเกาหลีใต้ ก็เป็นปัญหาสำคัญ ที่กระทบต่อการผลิต การดำเนินการภายในประเทศเราเองด้วย นี่คือตัวอย่าง แล้วก็ไปจนถึง ความมั่นคงของสหประชาชาติที่กล่าวไว้เมื่อประมาณ ๑๐ ปีก่อนจนถึงปัจจุบันนี้ ก็คือเรื่องภาวะโลกร้อนที่หลายท่านได้กล่าวถึง ภาวะโลกร้อน สหประชาชาติ พูดถึงว่าต่อไปมนุษยชาติจะแย่งชิงน้ำและอาหารกัน ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีภูมิคุ้มกันด้านพื้นที่ ด้านอากาศที่เหมาะสมที่สุดที่จะเป็น ครัวโลก เหมาะสมที่สุดที่จะเป็นแหล่งอาหารของโลก ดังนั้นเราต้องฉกฉวยโอกาสนี้มาสร้าง ความมั่นคงให้ประเทศเรา ขณะเดียวกันก็เป็นตัวที่จะสร้างความมั่นคงให้กับนานาชาติ ให้กับมนุษยชาติด้วย เพราะความมั่นคงมิได้หมายความว่าใครจะเหนือกว่าใคร แต่หมายความว่ามนุษยชาติในทุกเผ่าพันธุ์สามารถอยู่ร่วมกันได้ด้วยพหุวัฒนธรรม สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติสุข นั่นคือสิ่งที่ความมั่นคงควรจะเดินไปถึงจุดนั้น
สำหรับด้านความมั่นคงภายในก็มี ๒ ประเด็นใหญ่ ๆ ที่ท่านควรจะเขียนไว้ ก่อนที่จะมีการอธิบายว่าท่านจะทำงานอย่างไร ตัวอย่างเช่น การจัดการทรัพยากร ภายในเพียงพอหรือไม่ เรื่องความเหลื่อมล้ำต่าง ๆ การกระจายสินทรัพย์ต่าง ๆ ที่มีผู้อภิปรายไปหลายท่านแล้ว แล้วก็เรื่องของการที่จะมีนวัตกรรมใหม่ ๆ ของเราเอง มีความรู้ของเราเอง ดังนั้นถ้าเรานำเรื่องนี้มาก่อนแล้วก็อธิบายเรื่องความมั่นคงตาม มันก็จะเห็นทิศทางในการเดินไป จึงขออนุญาตที่จะยกตัวอย่างวิธีการที่จะเขียนความมั่นคง ที่หลายท่านบอกถึงว่าควรจะมีสิ่งที่เรียกว่าแนวทางหรือตัวชี้วัด หรือว่าประเด็นที่จะดูด้วยว่า การดำเนินการด้านความมั่นคงนั้นจะประสบความสำเร็จได้อย่างไร ผมขออนุญาต ไปที่ตัวของความร่วมมือระหว่างประเทศด้านความมั่นคง ซึ่งจริง ๆ แล้วมันควรจะอยู่ใน ความมั่นคง แต่เมื่อจะกระจายอยู่ตรงนั้นก็ไม่เป็นไร แต่ท่านเขียนไปแค่ศัพท์ว่าเรื่องอะไรบ้าง ที่จริงต้องลงรายละเอียดว่าท่านจะทำอะไร ยกตัวอย่างเช่น เรื่องของการก่อการร้าย ระหว่างประเทศ ถ้าเราลงไปเรื่องอาวุธทำลายล้างสูงที่ทุกท่านรู้จักดีก็คือพวกนิวเคลียร์ เรื่องอะไรต่าง ๆ ที่เขามีการลักลอบค้าขายกัน แล้วประเทศไทยก็เป็นภาคีในเรื่องของสินค้า ที่ใช้ได้ ๒ ทาง พูดง่าย ๆ ก็คือว่าถ้าเราซื้ออุปกรณ์ทางอิเล็กทรอนิกส์แบบใดแบบหนึ่ง ๒-๓ อย่าง ๔-๕ อย่างในคนเดียวกัน แล้วสามารถที่จะไปเป็นอาวุธได้ เราเป็นภาคีแล้ว ท่านพูดถึงข้อมูลใหญ่หรือบิ๊ก ดาต้า (Big Data) ท่านมีการประมวลแล้วหรือยัง ท่านควรจะ เขียนไว้ว่าท่านจะดำเนินการให้มีการใช้ข้อมูลขนาดใหญ่เพื่อจะสืบค้นให้ได้ว่า ผู้ที่นำเข้า สินค้าใช้ ๒ ทาง จะมีการตรวจพบได้เมื่อไร หมายความว่าอีก ๓ ปีไหม หรืออีก ๕ ปี ข้อมูลท่านเป็นอย่างไร หรือผู้ที่จะผ่านเข้ามาในตรวจคนเข้าเมือง ท่านจะต้องรู้ว่าเขาเป็นใคร อยู่ที่ไหน หรือเมื่อเข้าในประเทศแล้วทุกท่านที่มีเพื่อนชาวต่างชาติมาที่บ้าน ท่านต้องแจ้ง ตม. ใช่ไหม ท่านต้องแจ้งให้ประชาชนทราบหรือไม่เรื่องแบบนี้ ประชาชนส่วนใหญ่ทราบแล้ว หรือยัง ทราบแล้วกี่เปอร์เซ็นต์ อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งเป็นกติกาที่เราเป็นภาคีอยู่ นี่คือตัวอย่าง ตัวอย่างที่ ๒ เรื่องการก่อการร้าย เราทราบว่าการก่อการร้ายมีสาเหตุหลักอยู่ ๔ ประการ
เรื่องที่ ๑ ก็คือเราจะต้องระบุให้ได้ว่าปัญหาของเขาคืออะไร เขาถึงอยากก่อการร้าย
เรื่องที่ ๒ ก็คือว่าเรามีการดำเนินการป้องกันปราบปรามจริงจังขนาดไหน เป็นงานประจำหรือเป็นงานเร่งด่วน
เรื่องที่ ๓ ขีดความสามารถถ้าไม่ถึงเราจะทำอย่างไร เราจะร่วมมือกับ ต่างชาติไหม หรือใช้เทคโนโลยีต่าง ๆ มากขึ้น
และเรื่องสุดท้ายที่สำคัญที่สุดก็คือ เรื่องหลักประกันด้านสิทธิมนุษยชน เพราะว่าเรารู้ดีมาตั้งแต่สมัยสงครามคอมมิวนิสต์แล้วว่า ถ้ามีเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชน การก่อการร้ายจะไม่จบ นี่คือประเด็นที่เราควรจะเขียนลงไป หรือแม้แต่ด้านเศรษฐกิจ ที่ทุกท่านพูดถึงว่า ด้านเศรษฐกิจเราจะมีความสามารถในการแข่งขันเพื่อเอาชนะ ด้านความมั่นคงได้ไหม ไม่ใช่เฉพาะด้านการพาณิชย์หรือการค้าขาย แต่ด้านความมั่นคง อย่างประเทศสหรัฐอเมริกาเขาพูดเลยว่า เทคโนโลยีบางอย่างห้ามชาวต่างชาติเข้าถึง นี่คือตัวอย่าง เรื่องของเสรีภาพทางการเงิน เราต้องปล่อยให้เงินเข้ามา แล้วออกได้อย่างเสรี แต่ขณะเดียวกันมีการควบคุมแบบไหนที่จะไม่เกิดการสกัดกั้น หรือเรื่องของค่าเงินแข็ง ตอนนี้มันเป็นเรื่องของทั่วไป แต่มันอาจจะทำให้เศรษฐกิจล่มได้ อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งเกิดมาแล้ว แต่ตอนนี้คงจะไม่มีปัญหา แต่เรามีวิธีการอย่างไร ต้องกำหนดเป็นขั้นตอนไป หรือแม้แต่ปัญญาประดิษฐ์ที่มีหลายท่านพูดไปแล้ว เรื่องของระบบอัตโนมัติเราอยู่ในจุดไหน ของโลกนี้ เราจะตกเวทีนี้หรือไม่ ถ้าเราตกเราจะเดินกันไปอย่างไร นี่คือตัวอย่างของวิธีการ ที่เราจะทำการวัดได้ หรือว่าเรื่องอาชญากรรมข้ามชาติ อันนี้ง่าย ๆ เท่าที่ผมทราบตอนทำงานอยู่ ก่อนที่จะมีการ ประสานงานระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ เราจะใช้เวลาประมาณ ๑๐-๒๐ วันถึงจะได้ข้อมูลมา ในหน่วยการบังคับใช้กฎหมาย ท่านจะกำหนดเวลาลดลงได้ไหม เหลือ ๓ วัน เพราะว่า ผู้ก่ออาชญากรรมข้ามชาติเข้ามาอยู่ได้ไม่นานหรอก แล้วเขาจะออกนอกประเทศไปแล้ว อย่างนี้เป็นต้น ท่านก็กำหนดเป็นวิธีการวัดไปนะครับ
ส่วนภาวะโลกร้อนนี่คือเรื่องใหญ่ที่สุดของสหประชาชาตินะครับ เราควรจะมี ส่วนร่วมในการช่วยเหลือมนุษยชาติเรื่องนี้ ขณะเดียวกันก็ช่วยเหลือประเทศไทยด้วย แหล่งน้ำนอกเขตชลประทานต้องเริ่มคิดได้แล้วครับ เราจะปลูกพืชแบบขั้นปฐมก็คือ ปลูกเป็นต้นทางไม่ได้แล้ว ต้องคิดใหม่เกือบทั้งหมดเลย ต้องใช้น้ำทุกหยดให้มีค่า น้ำที่ตกมาจากฝนจะเก็บไว้ที่ไหน อย่างไร ซึ่งขณะนี้ทุกคนเห็นแล้วภาวะโลกร้อนแล้วก็แล้ง มันจะเกิดต่อเนื่องกันยาวนานมากยิ่งขึ้น ๆ แล้วก็น้ำท่วมหนักก็จะเกิดมากยิ่งขึ้น นี่คือตัวอย่างทั้งหมดที่อยากจะนำเรียน
เรื่องที่ ๒ ก็คือเรื่องของเหล่าทัพและกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน ราชอาณาจักร ผมได้ยินข่าวนะครับว่า เหล่าทัพก็มีความพยายามที่จะรับแนวงาน ของประเทศสหรัฐอเมริกาเข้ามาในการปรับปรุงกองทัพเพื่อให้เล็ก ทันสมัยและมีประสิทธิภาพ ก็ขออนุญาตว่าเรื่องแบบนี้น่าจะเป็นนโยบายรัฐบาลที่จะเป็นผู้กำหนดลงไป แทนที่จะเป็น เหล่าทัพให้ข่าวเองเพื่อจะบอกสถานะว่าท่านเป็นรัฐบาลที่กำหนดทิศทางให้กับเหล่าทัพ และเมื่อจะรับเข้ามาแล้วก็ขอให้รับให้หมด เพราะว่าวิธีการของประเทศสหรัฐเมริกา เราชัดเจนครับว่าเป็นกติกาสากล ที่เราจะไม่เห็นทหารไปเผด็จการที่ไปละเมิดสิทธิมนุษยชน ทั้งหลาย เช่น อันนี้ก็มาจากตั้งแต่อนุสัญญาเจนีวาแล้วนะครับ เรื่องการไม่ยิงพลเรือน ไม่ยิงภายในวัด ไม่ยิงมัสยิด บุคลากรทางการแพทย์อะไรต่าง ๆ ต้องไม่มี เรื่องแบบนี้ ต้องมีการฝึกอบรมกันเพื่อให้กองทัพเป็นกองทัพที่เป็นมาตรฐานของโลก ทั้งหมดนี้ เพื่อให้กองทัพเป็นมืออาชีพ เมื่อเป็นมืออาชีพแล้วสิ่งที่จะต้องตามมาในกองทัพ ของประเทศสหรัฐอเมริกาเราจะพบว่าจะไม่มีการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล ไม่ว่าจะสนับสนุน หรือว่าจะคัดค้าน ภารกิจทางการเมืองของกองทัพและ กอ.รมน. ควรจะยกเลิกเสียนะครับ ในเครือข่ายของประเทศอังกฤษพูดง่าย ๆ คือสหราชอาณาจักร ผู้ที่อยู่ในกองทัพ แล้วเกษียณอายุต้องนับไปแล้ว ๕ ปีท่านถึงจะมีสิทธิวิพากษ์วิจารณ์ทางการเมือง นี่คือแนวทาง ของกติกาสากลนะครับ
ส่วนเรื่องกองอำนวยการรักษาความความมั่นคงภายใน ก็มีปัญหาที่ผมได้เคย นำเสนอไว้ในสภาแห่งนี้นะครับ เรื่องคำสั่ง คสช. ที่ ๓/๒๕๕๘ ๑๓/๒๕๕๙ และ ๕๑/๒๕๖๐ ก็อยากจะฝากไปทางรัฐบาลว่า ท่านกรุณาดำเนินการตามที่รัฐบาลก่อนได้รับปากไว้ว่า จะดำเนินการยกเลิก เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมานี้เองนิสิตจุฬาลงกรณ์จะจัดกิจกรรมเรื่อง สภาจำลอง ถ้าผมจำไม่ผิดนะครับ ปรากฏว่าจัดไม่ได้ ได้รับการกดดันบางประการ ซึ่งไม่ควร จะเกิดครับ เมื่อเป็นรัฐบาลใหม่อยู่ในบรรยากาศของรัฐบาลจากการเลือกตั้งแล้วไม่ควรจะ เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น ก็ฝากไปทางรัฐบาล ขอฝากท่านประธานไปนะครับ
เรื่องสุดท้ายก็คือว่าท่านพูดถึงอำนาจกำลังรบ ในข้อ ๒ นะครับ อำนาจกำลังรบ ที่เป็นตัวตนและไม่มีตัวตน อำนาจกำลังรบที่มีตัวตนก็คือเรื่องเกี่ยวกับอาวุธยุทโธปกรณ์ ต่าง ๆ และอำนาจกำลังรบที่ไม่มีตัวตน ได้แก่ ขวัญกำลังใจ วินัยของทหาร ผมขออนุญาต นำเรียนอย่างนี้ครับ ถ้าท่านนำแนวทางที่ทางพรรคอนาคตใหม่นำเสนอไว้ ก็คือให้ ทั้งทางสื่อมวลชน ประชาชนเข้ามาร่วมในการจัดซื้อจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ต่าง ๆ มันจะได้ ของที่ถูกลง แล้วก็จะมีเงินจะไปช่วยกับชั้นผู้น้อยที่จะเลิกสวัสดิการต่าง ๆ ได้ ยกตัวอย่าง อย่างเร็ว ๆ เลยนะครับ อย่างเรือดำน้ำ ท่านซื้อมาประมาณ ๔๒๖ ล้านบาท แล้วก็ ถ้าเทียบกับดำน้ำไทพ์ ๒๑๔ (Type 214) ของประเทศเยอรมนี ราคาเมื่อ ๑๐ ปีก่อน ก็ประมาณ ๓๓๐ ล้านบาท ปัจจุบันก็คง ๔๐๐ กว่าล้านบาท มันก็ใกล้เคียงกันแทนที่ท่าน จะใช้เรือดำน้ำซึ่งเป็นต้นแบบ ใช้ที่มีประวัติมายาวนานกว่าจะดีหรือไม่ นี่คือตัวอย่าง หรือแม้แต่รถถังนะครับ รถถังของท่าน ท่านก็ใช้ วีที ๔ (VT4) ซึ่งเป็นรถถังต้นแบบ รถถังคันนี้ ประมาณคันละ ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท ถ้าใช้ของประเทศเยอรมนี เบอร์ ๑ ของโลก คือ ๒ เอ ๗ (2A7) ราคา ๙,๐๐๐,๐๐๐ บาท ต่างกันเท่าหนึ่ง ถ้ามีการปรับโครงสร้างกองทัพดี ๆ ท่านอาจจะซื้อได้โดยไม่จำเป็นต้องซื้อเป็นจำนวนมาก จำนวนไม่ต้องมากนักแต่ว่ามีคุณภาพสูง เพราะว่ามีหลายท่านพูดถึงว่าเราต้องการ เรื่องคุณภาพ ก็ขอนำเรียนเรื่องนี้ท่านก็จะมีเงินเหลือไปช่วยชั้นผู้น้อยได้ หรือว่าใน กอ.รมน. ก็มีปืนอาก้า เอเค (AK) รุ่น ๑๐๐ ซีรีส์ (Series) ท่านก็ซื้อมาราคาประมาณ อันนี้ก็มาจาก สำนักข่าวอิศรานะครับ ในปี ๒๕๖๐ ก็บอกซื้อมา ๓,๘๔๙ กระบอก มูลค่าประมาณ ๓๒๑ ล้านบาท รวม ๆ แล้วก็ประมาณ ๒,๕๐๐ เหรียญสหรัฐ ถ้าไปดูที่เจน (Gen) หรือว่าที่สมอลอาร์ม ดอทคอม (Smallarm.com) ราคาเขาประมาณ ๒๑๐ เหรียญ เท่านั้นเองต่อกระบอก มันถูกกว่ากันเยอะ ดังนั้นค่าเดินทาง ค่าขนส่ง ค่าการตลาด เราต้องให้ประชาชนช่วยกันมาตรวจสอบ อย่าให้ข้าราชการมาเสนอราคาที่แพงเกินไป แล้วจะช่วยเขาได้นะครับ
เรื่องสุดท้าย เรื่องจังหวัดชายแดนภาคใต้ ขออนุญาตนำเสนอแนวทาง ของท่านเอง เรื่องของการเข้าใจ เข้าถึง พัฒนา ในข้อ ๙ ผมขออนุญาตเรื่องเข้าใจเท่านั้นเอง เข้าใจแรกก็คือขออนุญาตท่านประธานนะครับ อัญเชิญพระราชดำรัสของล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๖ ท่านตรัสไว้ว่าให้ข้าราชการศึกษาภาษายาวี ในขณะเดียวกันพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ ก็ได้ตรัสไว้เหมือนกัน ปี ๒๕๐๒ ว่าภาษาไทยจำเป็น ผมก็ขออนุญาตแนะนำว่า ถ้าอย่างนั้นเด็ก ๆ ที่อายุยังไม่ถึง ๘ ขวบ สัญชาตญาณด้านภาษา ยังไม่หมดให้เขาได้มีโอกาสได้คลุกคลีได้เล่นด้วยกัน เขาจะได้เข้าใจกันตั้งแต่เด็ก แล้วจะกลายเป็นภาษาที่ ๑ ทั้งคู่ ไม่ใช่ภาษาที่ ๒ นี่ตัวอย่างที่เราจะสามารถสร้างความมั่นคง ในระยะยาวได้ ข้อที่ ๒ ความเข้าใจ ก็คือการต่อสู้ของเขาใช้ ๒ เงื่อนไข ก็คือเงื่อนไขเรื่องของ การขอแบ่งแยกดินแดน ก็คือสงครามกลางเมือง มีกองกำลัง ๒ ฝ่ายสู้กัน แล้วก็ขอ สหประชาชาติช่วยแยกดินแดน กับอันที่ ๒ คือสิทธิในการกำหนดใจตนเอง ซึ่งวิธีการในการ จะแยกดินแดนได้นั้นเราต้องไม่พูดถึงกรณีสงครามพันทาง เราจะต้องไม่พูดถึงองค์กร การจัดตั้งของเขา ในขณะเดียวกันการใช้กำลังทหารปรากฏอยู่ในพื้นที่เป็นสิ่งที่ไม่ควร ท่านควรจะเป็นกองหนุนมากกว่า แล้วก็ปล่อยให้ฝ่ายตำรวจ ฝ่ายพลเรือน ฝ่ายปกครองไป โดยมีเครื่องมือที่เพียงพอจะดูแลเขาได้ ปัจจุบันนี้ก็ใช้เครื่องมือติดตัว อาวุธติดตัว ซึ่งไม่เพียงพอ ต้องยกระดับเขา แต่ให้เป็นหน้าที่ของฝ่ายบ้านเมืองตามด้วยกองหนุน แล้วไม่ได้ห้ามที่จะดำเนินการปฏิบัติการ ถ้ามีเหตุท่านเข้าเลย นี่คือวิธีการ แต่เพื่อไม่ให้ ผิดข้อนี้ของสหประชาชาตินะครับ เรื่องที่ ๒ ก็คือการกำหนดใจตัวเอง ถ้าไปดู คณะกรรมาธิการด้านการปลดปล่อยอาณานิคม เราก็จะพบว่าไม่มีรายชื่อของ ๓ จังหวัด ชายแดนภาคใต้อยู่ในรายชื่อ เรื่องนี้ไม่ค่อยมีใครทราบ ควรจะเผยแพร่ให้แพร่หลาย เพื่อจะได้นำไปสู่ความเข้าใจตรงกันว่าเรื่องแบบนี้ในประเทศไทยไม่มีโอกาสเกิดขึ้นได้ ดังนั้นจึงควรจะมาอยู่ แล้วมาร่วมกันสร้างความสงบสุขในพื้นที่ดีกว่านะครับ
เรื่องต่อไป การเข้าโจมตีเป้าหมายอ่อนแอ เป็นเรื่องที่เข้าข่ายการก่อการร้าย จริง ๆ ควรจะมีการรายงานไปให้กับสหประชาชาติทราบเป็นระยะเพื่อให้ผู้ที่อ้างตัวว่า ได้ปฏิบัติการนั้นไม่สามารถที่จะแยกดินแดนได้ นี่คือความเข้าใจข้อที่ ๒ ความเข้าใจข้อที่ ๓ ก็คือประชาชนไม่ได้ต้องสนใจเรื่องของการแบ่งแยกดินแดนมากนัก เฉพาะประชาชนทั่วไป เขาต้องการ ๓-๔ ขั้นของมาสโลว์ (Maslow) เท่านั้นเอง ก็คือเรื่องของอาชีพการไม่มีเงิน จากอุปสรรคทางภาษา ปัจจัย ๔ เขาขาด ข้อ ๒ ความปลอดภัย เครื่องไม้เครื่องมือ เราไม่เพียงพอครับ เราใช้บุคลากรมากเกินไป แต่ว่าเครื่องมือน้อยเกินไป ขั้นที่ ๓ ก็คือการได้รับการยอมรับจากสังคมก็คือการบริหารจัดการตนเอง การกระจายอำนาจ ให้เขา แล้วสุดท้ายเขาจะได้ความภูมิใจในอัตลักษณ์ วัฒนธรรมประเพณีของเขาเอง ในขั้นที่ ๔ แล้วก็ให้อำนาจทางการเมืองเขา ให้เขาสามารถเป็นคู่ที่อยู่ตรงกลางระหว่าง ฝ่ายรัฐกับฝ่ายผู้เห็นต่างที่บอกว่าจะมีการพูดคุยกันนี่นะครับ ไม่มีประชาชนอยู่ เรามีทั้งชาวไทยพุทธ ชาวไทยมุสลิม อยู่ในกระบวนการนั้นได้ไหม นี่สัดส่วนเท่า ๆ กัน เพื่อเป็นกลุ่มที่ ๓ ที่มีอำนาจในการจะบอกว่าเขาต้องการอะไร พื้นที่ทางการเมืองเขาคืออะไร เขาเป็นคนที่ได้ประโยชน์และเสียประโยชน์ตรงนั้นเขาต้องการมีชีวิตที่สงบสุข แล้วเขาจะแจ้ง ทั้งฝ่ายรัฐ ฝ่ายผู้เห็นต่างเองว่าเขาต้องการบทสรุปอย่างไร
ต่อไปก็คือเรื่องการเข้าใจศาสนาที่ถูกต้อง มีครูสอนศาสนาสายกลาง เยอะครับ ท่านอาสาสมัครเยอะมากแล้วก็เข้าในพื้นที่ตลอดเวลา ส่งเสริมเขาครับ ข้อที่ ๖ ก็คือเรื่องที่มีการวิจัยฝ่ายเห็นต่างตรง ๆ เลย พบว่าฝ่ายเห็นต่างแบ่งเป็น ๒ ส่วน ก็คือเรื่องประวัติศาสตร์ คือเรื่องเดิม เรื่องอาณานิคม กับอีกเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจมากก็คือว่า ไม่ได้รับความเป็นธรรม แปลว่าถ้าเราจัดการความไม่ได้รับความเป็นธรรมก็คือกรณีที่ไป ๗ วันนั่นละ กฎหมายพิเศษต่าง ๆ นั่นละครับที่ทำให้เกิดเรื่อง ทำให้เราเห็นว่า เมื่อมีผู้ที่เข้าไอซียู (ICU) สมองตายแล้วจึงมีระเบิดตามมา อันนี้เกิดเป็นความต่อเนื่องกัน ไม่ใช่คนละส่วน ดังนั้นเหมือนกับที่เราบอกว่าจะต่อสู้กันต่อได้อย่างไร เรื่องสิทธิมนุษยชน สำคัญที่สุด ดังนั้นขออนุญาตจบในเรื่องนี้ว่า อุตสาหกรรมป้องกันประเทศที่ยังค้างอยู่ แต่ละคนก็พยายามที่จะพูดอะไรครับ อยู่ในระบบของความขัดแย้ง เพื่อที่จะมีผลประโยชน์ พูดตรงไปตรงมาแค่นี้ก็พอ
ขอสรุปตอนท้ายนี้ว่าประเทศไทยยังมีปัญหาความมั่นคงอีกเยอะ แล้วปัญหา ความมั่นคงดังกล่าวนี้ มันรวมถึงการที่บอกว่าเราจะเป็นผู้ที่ดูแลเรื่องอาหาร น้ำของโลก ได้อย่างไร
อันที่ ๒ ก็คือคนไทยจะมีขีดความสามารถด้านเทคโนโลยี ด้านการคิด นวัตกรรม ความสร้างสรรค์ได้อย่างไร ถ้ามันไม่ใช่ประชาธิปไตย ต้องให้เขา เขาคิดได้ ประเทศไทยก็จะอยู่รอด ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณมากครับ ท่านนายกรัฐมนตรี เชิญนะครับ
กราบเรียนท่านประธานครับ ผมก็จำเป็นต้องลุกขึ้นยืนใหม่ อีกรอบหนึ่ง เพราะเป็นเรื่องของความมั่นคง เป็นเรื่องสำคัญ ในเรื่องของความเชื่อมโยงกับ ต่างประเทศ ไม่ว่าจะเส้นทาง โอบีโออาร์ (OBOR) หรือประเทศจีน ประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศ อียู (EU) ต่าง ๆ วันนี้รัฐบาลนี้เดินหน้าอย่างสมดุล บนพื้นฐานของ ๓ เอ็ม (3M) คือเรื่องของความเชื่อมั่น ความเคารพ แล้วก็หลักการในเรื่องของผลประโยชน์ที่เท่าเทียม ๓ เอ็ม (3M) ความคืบหน้าอย่างนั้น ในทุกกลุ่มประเทศ ไม่ใช่เฉพาะประเทศไทย กับประเทศโน้น ประเทศนี้ เราคิดเป็นภูมิภาค คิดเป็นกลุ่มประเทศ ประเทศมุสลิม ประเทศหมู่เกาะ ประเทศ อียู (EU) ประเทศตะวันตก ประเทศมหาอำนาจ ทุกประเทศ เราจะมีนโยบาย ด้านการต่างประเทศ เชื่อมโยงทั้งหมด ทั้งเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และวันนี้ ก็มีความก้าวหน้าไปมากนะครับ
ในส่วนที่ ๒ ในเรื่องของการแก้ปัญหาชายแดนภาคใต้ ผมเรียนอีกครั้งหนึ่งว่า อันตรายในการที่จะพูด แล้วก็ไม่เข้าใจกันต่อไปข้างนอก การแก้ไขปัญหาชายแดนภาคใต้ มันมีมายาวนานแล้ว และไม่มีเหมือนกับต่างประเทศ หลักการบางอันมันใช้ไม่ได้ การใช้คำว่า สิทธิมนุษยชน จนมากเกินไปด้วยความไม่เข้าใจ มันทำให้เกิดปัญหามาก คำว่า สิทธิ มนุษยชน กับการละเมิดกฎหมาย กฎหมายอาญา ฆ่าคนตาย ฆ่าอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ มันเส้นเดียวกันทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นเมื่อไรก็ตามที่มีการจับกุมลงมา ก็ให้ความเป็นธรรม กับเขา ดูแลกับเขา เจ้าหน้าที่คนใดที่กระทำความผิดก็ไล่ออก ลงโทษ จับเข้าคุก ติดคุกเข้าไป มันทำงานกันอย่างนี้ เพราะฉะนั้นที่ทำงานวันนี้คือนำหน้าด้วยเรื่องของการเมืองก็คือ การพัฒนา วันนี้สถิติการลงทุนในภาคใต้เพิ่มมากขึ้น ถึงแม้จะน้อยมากเป็น ๑ เปอร์เซ็นต์ ก็ตาม แต่ถ้าเมื่อไรปลอดภัย ศักยภาพมันเยอะกว่านี้ เพราะฉะนั้นต้องแก้ปัญหาตรงนี้ให้ได้ ปัญหาวันนี้ไม่ได้เกิดขึ้นที่รัฐ รัฐไม่ได้ไปเริ่มยิงใครก่อน จำเอาไว้ รัฐบาลไม่ใช่อยู่ดี ๆ จะไปยิง ใครก่อน ทหารของเราไม่มีใครอยากยิงใครหรอกครับ ถ้ามันไม่ถูกยิงก่อน ถ้าประชาชน ไม่ถูกยิง เขาก็ไม่ยิง จะยิงทำไม มันก็คนไทยด้วยกัน ถูกสอนมาแบบนี้ตลอด เพราะฉะนั้น ที่มันเริ่มยิงทั้งหมด และเวลาเจ้าหน้าที่ถูกยิง ถูกซุ่ม ถูกอะไรต่าง ๆ ตาย ถูกระเบิดตาย ไม่มีใครร้องเรียนให้เขาล่ะ ทำไมไม่มีคนร้องเรียนให้เขา เขาลาดตระเวนไปกับครู ไปกับเด็ก ไปกับนักเรียน ไปดูพระ ดูวัด ถูกยิง นิ่งเงียบ แต่พอถึงเวลาถูกจับมา อะไรมา บอกละเมิด สิทธิมนุษยชน ก็ต้องไปดูให้ดีนะครับ กฎหมายของเรามันก็มีอยู่แล้ว วันนี้ก็เปิดช่องทาง หลายช่องทาง ยุทธศาสตร์มีตั้ง ๙ ยุทธศาสตร์ การเจรจา การพูดคุย ไม่ได้เจรจา เจรจาคือ รบกัน ใช้คำว่า พูดคุยสันติสุข เราไม่ยกใครขึ้นมาเป็น ยกระดับขึ้นมาการพูดคุยไม่ให้ กฎหมายไทยบอกเจรจากับใครไม่ได้เลย ในประเทศไทยก็ไม่ได้ เพราะฉะนั้นเรียกการพูดคุย สันติสุข พูดคุยที่ต่างประเทศ และนำมาสู่การแก้ปัญหาของเรา มันแตกต่างกับ ประเทศฟิลิปปินส์อย่างไร ไม่มีผู้ก่อเหตุรุนแรงใด ๆ ยึดพื้นที่ที่ไหนได้สักตารางนิ้วหนึ่ง ไม่มี เจ้าหน้าที่รัฐลงได้ทุกพื้นที่ เป็นอย่างนั้น ไม่มียึดครองที่ไหนได้ มีกองกำลังประกาศตัวชัดเจน ตรงโน้นตรงนี้ ไม่มี นั่นคือที่ประเทศฟิลิปปินส์ใช้เครื่องบินถล่มกันลงไป อะไรลงไป โน่นคนละเรื่อง เพราะฉะนั้นวันนี้เราแก้ปัญหาด้วยการพัฒนา ด้วยการทำความเข้าใจ วันนี้ผมก็ส่งไปเจรจากับ เออีซี (AEC) พูดคุยกับประเทศซาอุดิอาระเบีย พูดกับ ประเทศหมู่เกาะ เขาก็ตอบรับมาว่าเขาพอใจในการแก้ปัญหาของประเทศไทย มีแต่ประเทศไทยกันเองนี่ละ ไม่พอใจ ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน คือดูแลผู้ร้ายตลอด ถ้าเจ้าหน้าที่ผิดก็ผิด ผมยอมรับ ไปหาหลักฐานมา อย่าพูดลอย ๆ วันก่อน ก็บอกมีการซ้อมอะไรต่าง ๆ มา เขาก็ตรวจสอบโดยหมอ ไม่มีร่องรอยสักอันเลย เป็นลมหน้ามืดไป กลับมาแล้วก็เป็นลมหน้ามืด แล้วบอกว่าไปซ้อม ดูหนังมากไปหรือเปล่า
ท่านนายกรัฐมนตรีครับ มีคนประท้วงครับ
ขออนุญาตท่านประธานครับ
เชิญเลยครับ ผู้ประท้วงเชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ขออนุญาตประท้วงครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายธีรัจชัย พันธุมาศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ขอประท้วงท่านผู้อภิปรายท่านนายกรัฐมนตรี ในข้อ ๔๓ วรรคสอง ที่บอกว่า ห้ามผู้อภิปราย แสดงกิริยา หรือใช้วาจาอันไม่สุภาพ หรือเสียดสีบุคคลใด วันนี้อย่างนี้ครับ ผมได้ฟังมา ตั้งแต่ครั้งที่แล้วที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้พูด ขออนุญาตเอ่ยนาม ได้พูดขึ้นมาคือใช้กิริยา ที่กระแทกกระทั้น เหมือนว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกรัฐสภา เป็นผู้อยู่ ใต้บังคับบัญชาท่าน ดังนั้นขอความกรุณาเถอะครับ ให้ท่านพูดได้ให้เกียรติกับ ผู้แทนปวงชนชาวไทยด้วยครับ ขออนุญาตครับ
ยังไม่มีอะไรที่ผิดข้อบังคับนะครับ เชิญต่อเลยครับ
กราบพระคุณท่านครับ ท่านผู้แทน ท่านผู้มีเกียรติของประชาชน ที่เลือกท่านมานะครับ กรุณาให้เกียรติผมด้วยนะครับ เชิญครับ ขอโทษท่านประธานครับ ผมชักงงแล้ว
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม กรุงศรีวิไล พรรคพลังประชารัฐ เขต ๕ จังหวัดสมุทรปราการ
ประท้วงเรื่อง
ประท้วงผู้ประท้วงเมื่อสักครู่นี้ครับ
จบแล้วครับ
ใส่ร้ายป้ายสีครับ นิดเดียวครับท่านประธาน ครึ่งนาทีครับ ผมเร็ว ผมพูดเร็วเหมือน ท่านนายกรัฐมนตรีครับ แล้วได้ใจความ
อย่าต่อเลยครับ อย่าต่อเลยครับ ให้นายกรัฐมนตรีได้พูดต่อดีกว่าครับ เชิญครับ
ขอบพระคุณนะครับ ผมไม่เคยมองท่านเป็นทหาร ถ้าเป็นทหาร ผมไม่เป็นแบบนี้ ไม่อย่างนั้นผมก็อยู่กับทหารมาไม่ได้ แต่นี่ผมให้เกียรติท่าน ท่านเป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นประชาชน บางทีผมก็พูดเสียงดังบ้าง อะไรบ้าง บางทีมันกดดัน ผมมาก ท่านก็บอกให้ผมรักษากิริยา บางครั้งผมฟังท่านพูดก็ไม่มีกิริยาให้ผมเหมือนกัน ในคลิป (Clip) อะไรต่าง ๆ จำไว้ด้วย ไม่ได้อาฆาต
เรื่องของอาวุธยุทโธปกรณ์เหมือนกัน ถ้าท่านบอกซื้ออันนี้ อันนี้มันดีกว่า อันนี้ ท่านลองไปดูสิราคามันเท่าไร สิ่งเหล่านี้เราสำรวจความต้องการเขามา การซื้อ ยุทโธปกรณ์ซื้อสิ่งที่เราสามารถซื้อได้และมีคุณภาพที่เพียงพอ เหมาะสม มีประสิทธิภาพ บางอย่าง อย่างเมื่อสักครู่ท่านบอกว่าราคาเท่านี้ ๆ บางทีซื้อได้ ๑ กองร้อย กับซื้อได้ ๑ กองพันในราคาเดียวกัน ทำไมผมถึงจะไม่อยากได้ของที่มันดีที่สุด แต่เราต้องซื้อของ ที่ยอมรับได้ ส่วนเรื่องการจะทุจริต การโกง ไปหาหลักฐาน ไปสอบ ไปฟ้องมา ดำเนินคดี เขามีกรรมการตั้งหลายคณะ อันนี้ผมไม่ไปโต้ตอบกับท่าน
ในส่วนของการผลิต วันนี้ผมเองนี่ละครับผลักดันอุตสาหกรรมป้องกัน ประเทศร่วมกับท่านรองนายกรัฐมนตรี ให้สามารถดำเนินการได้ในพื้นที่ อีอีซี (EEC) หรือพื้นที่อื่นที่เหมาะสม ในการที่จะผลิตอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ เราเคยผลิตเครื่องบินได้ สมัยโบราณมาแล้ว วันนี้ผลิตไม่ได้สักอย่างเลย ซื้อทุกชิ้น มันช้าเกินไปแล้ว ถ้าเราจะผลิตใหม่ มันไม่ได้แล้ว เราต้องเริ่มตั้งแต่การทำส่วนประกอบ สถานที่ซ่อม โรงซ่อมยุทโธปกรณ์ต่าง ๆ ให้มันใช้งานได้นานที่สุด งบประมาณได้มาไม่ได้สูงขึ้นเลยครับ ได้มาปีที่แล้วได้ ๑.๗๕ เปอร์เซ็นต์ ก่อนหน้านั้น ๑.๕๐ เปอร์เซ็นต์ สมัยรัฐบาลประชาธิปไตยได้ต่ำกว่านี้อีก แล้วคิดดูสิครับ ของมันเสียไหมตรงนั้น มันเสียไหม มันเสียทั้งกองไหม ซ่อมก็ไม่คุ้ม ซ่อมก็เกิน ซื้อใหม่ก็ไม่ได้ มันก็เสียตามไปเรื่อย ทุกอย่างที่ซื้อมาไม่ใช่ซื้อของอยู่ที่ ร้านโชว์ข้างถนน เรือดำน้ำ ๖ ปีกว่าจะได้ลำหนึ่ง กว่าจะได้ ๖ ปี ไม่ใช่ซื้อวันนี้แล้วไปได้พรุ่งนี้ ไม่ได้ขายตามตู้โชว์ แล้วต้องเอาคนเราไปฝึกอยู่กับเขาตั้งแต่ต่อชิ้นแรก เอาทหารเรือไปอยู่ กับเขา ๓ ปีมาแล้ว เพื่อดูเขาต่อตั้งแต่แผ่นแรก ตั้งแต่การอ๊อก การอาร์คอะไรทั้งหมด เพื่อเขาจะได้ชินว่ามันจะแก้ปัญหาอย่างไรเวลาอยู่ในน้ำ เวลามันระเบิด มีปัญหาอะไรต่าง ๆ เวลาการซื้อของมันต้องบวกในเรื่องของการซ่อมบำรุง การฝึก การศึกษา การรับประกัน ชิ้นส่วนเสียหาย นั่นคือเขาเรียกว่า เป็นแพคเกจ (Package) ไม่ได้ซื้อชิ้นแล้วได้ชิ้น ไม่ใช่ เขาซื้อเป็นแพคเกจ (Package) โอเค (OK) นะครับ ผมไม่ได้โกรธท่าน ท่านเป็นทหาร รุ่นน้องผมเหมือนกัน
ท่านอย่าไปชี้เขาครับ
ขอโทษนะครับ วันนี้อาจจะรูปแบบในรัฐสภาอาจจะเปลี่ยนไป ผมต้องขอโทษด้วยนะครับ ผมจะพยายามทำตัวให้ดีขึ้นกว่านี้อีกนะครับ ขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ
ขอบคุณท่านนายกรัฐมนตรีครับ ต่อไปท่านโสภณ ซารัมย์
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม โสภณ ซารัมย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดบุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย ท่านประธานที่เคารพครับ ตั้งแต่เมื่อเช้าที่ได้ฟังการแถลงนโยบาย ของคณะรัฐบาล โดยการนำของ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีจะได้เห็นว่านี่คือข้อจำกัด ของการจัดตั้งรัฐบาลร่วมรัฐบาล เพราะว่าถ้ามองด้วยความเป็นธรรมแล้วนี่จะได้เห็นว่า รัฐบาลผู้จัดตั้งแผนนโยบายนี่พยายามที่จะเอานโยบายของแต่ละพรรคมาเพื่อเป็นนโยบาย ของรัฐบาล เพราะฉะนั้นวันนี้ท่านจะได้เห็นว่านโยบายชุดนี้ก็เป็นนโยบายของพรรคร่วม รัฐบาลทุกพรรคที่พยายามที่จะทำมาได้ ดังจะเห็นจากนโยบายของพรรคภูมิใจไทยที่ปรากฏ อยู่ในนโยบายของรัฐบาล อย่างเช่น ในหน้าที่ ๔ เรื่องการสร้างค่านิยมของประเทศไทย ซึ่งพรรคภูมิใจไทยได้พูดไว้ว่าคนไทยต้องมาก่อนก็ได้ถูกบัญญัติเอาไว้ หรือแม้แต่การที่จะ ส่งเสริมให้สินค้าเกษตรได้มีราคา โดยเราใช้คำว่า เกษตรแบ่งปัน ก็ถูกบรรจุอยู่ในนโยบาย รัฐบาล ฉะนั้นวันนี้ผมเองเชื่อว่าสิ่งที่บรรจุอยู่ในนโยบายของพรรคภูมิใจไทยก็ได้ปรากฏ ไม่ว่าจะเป็นแก้หนี้ กยศ. ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง อสม. ซึ่งเป็นนโยบายที่เราได้ไปรณรงค์หาเสียง ฉะนั้นผมอยากกราบเรียนท่านประธานรัฐสภาด้วยว่าสิ่งที่ต้องพิสูจน์กัน นโยบายถ้าดูแล้วนี่ ก็ถือว่าสมบูรณ์ แต่ว่าปัญหาจะทำอย่างไรจึงจะเอานโยบายนี้ไปปฏิบัติให้เป็นรูปธรรม เป็นเรื่องที่จะต้องพิสูจน์กันในอนาคต ผมจึงกราบเรียนท่านประธานรัฐสภาว่าพรรคภูมิใจไทย ให้ความสำคัญของการแก้กฎหมาย เพื่อความเป็นธรรม เพื่อส่งเสริมให้ประชาชน ได้ประโยชน์จากการใช้กฎระเบียบ เพราะเราเชื่อว่ารัฐบาลในยุคที่ทุกคนก็ทราบว่า เกิดการแข่งขันกันอย่างรุนแรง ไม่ว่าภายในประเทศหรือในประเทศ เกิดการเปลี่ยนแปลง ของสภาพดินฟ้าอากาศ เป็นอุปสรรคในการที่จะพัฒนา ภัยแล้งอย่างที่ไม่เคยเกิดมาก่อน ก็เกิดมา สิ่งเหล่านี้จะเป็นอุปสรรคในการบริหารราชการของรัฐบาลชุดนี้หรือในอนาคตต่อไป ผมอยากหยิบยกบางประเด็นที่พรรคภูมิใจไทยได้เสนอการแก้กฎหมาย เพื่อเป็นประโยชน์ ในการบริหารราชการอย่างสูงสุด ก็คือยกตัวอย่างเช่นการปฏิรูปการศึกษา วันนี้เราต้องเข้าใจว่า ๑. ครูขาดขวัญกำลังใจ ๒. โครงสร้างที่ผ่านมาถือว่าเป็นโครงสร้างที่ผิดเพี้ยน เป็นโครงสร้างที่ต้องแก้ไขปรับปรุง ท่านไปตั้งศึกษาธิการจังหวัดขึ้นมาหน่วยงานซ้ำซ้อนกับ พื้นที่เขตการศึกษา ซึ่งความหมายท่านอยากให้เป็นการบูรณาการ กลับเป็นการสร้างปัญหา ให้การบริหาร ทั้งงานบุคคล ทั้งงานจัดสรรงบประมาณ นี่ผมยกตัวอย่างให้เห็นว่าสิ่งเหล่านี้ จะต้องไปแก้หรือแม้แต่เรื่องที่กำลังเป็นเรื่องฮือฮา หรือเป็นปัญหาของการจัดการศึกษา อย่างเรื่องอาหารกลางวัน อาหารกลางวันเราครั้งสุดท้ายที่เป็น ๒๐ บาท เมื่อปี ๒๕๕๖ จากวันนี้ ๕ ปีแล้วก็ยัง ๒๐ บาทอยู่ ท่านเอาเกณฑ์มาตรฐานของนักเรียน ๒๐ คูณด้วย จำนวนนักเรียน ท่านไม่เข้าใจว่าบางโรงเรียนมีนักเรียน ๔๐ คน เงิน ๕๐๐-๖๐๐ บาท ๗๐๐-๘๐๐ บาท เขาจะทำอย่างไร อันนี้ผมยกตัวอย่างว่าระเบียบกฎหมายที่จะต้องแก้ไขกฎเกณฑ์ต่าง ๆ หรือแม้แต่การทำวิทยฐานะท่านใช้เวลาตั้ง ๕ ปี พอทำวิทยฐานะครู คศ.๒ เสร็จแล้วได้แล้ว อีก ๕ ปีถึงจะสามารถทำวิทยฐานะ คศ.๓ อีก ผมไม่เข้าใจว่าสิ่งเหล่านี้กฎระเบียบเหล่านี้ สามารถที่จะแก้ไขปรับปรุงได้ ฉะนั้นผมจึงอยากเห็นว่ากระทรวงศึกษาธิการได้ส่งเสริม ขวัญกำลังใจของครูในการที่จะแก้ระเบียบกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาการศึกษา
เรื่องที่ผมอยากกราบเรียนท่านประธานอีกเรื่องหนึ่งที่เป็นนโยบายสำคัญ ที่ปรากฏแก่รัฐสภาแห่งนี้ก็คือเรื่องดินกับน้ำ วันนี้หน่วยงานที่รับผิดชอบน้ำ มีในกระทรวงมหาดไทย มีในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีในกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม วันนี้เราไม่ได้บูรณาการที่ชัดเจน แผนแม่บทมี แต่ผมเข้าใจว่าเอาแค่ว่า ลำน้ำมูลเดี๋ยวนี้เดินข้ามได้แล้ว ต่อไปน้ำทุกหยดจะต้องเก็บไว้ให้ได้ ฉะนั้นผมไม่เข้าใจ ว่าลำน้ำมูลนี้กรมชลประทานไปทำเขื่อน กรมเจ้าท่าซึ่งอยู่ในกระทรวงคมนาคมหน้าที่ รับผิดชอบขุดลอกแต่ไม่เคยไปขุดลอก ต่อไปถ้าท่านไม่บูรณาการชัดเจนว่าท้องถิ่น อบต. เทศบาลจะทำอย่างไร ต่างคนต่างทำกันอยู่อย่างนี้ในภาวะที่ฝนมีน้อยอยู่แล้ว น้ำมาฝนไหลหนี ฉะนั้นท่านไม่สามารถเก็บน้ำฝนได้ทุกเม็ด อย่าว่าแต่น้ำที่จะทำการเกษตรเลยครับ น้ำดื่มทุกวันนี้ ก็ลำบาก ฉะนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผู้บริหารประเทศนี้จะต้องทำแผนแม่บทให้ชัดเจน ชัดเจนกว่าที่ท่านมีอยู่ ให้งบประมาณไป เดี๋ยวนี้ตอบได้ไหมว่าเราใช้งบประมาณ การบริหารน้ำทั้งประเทศทุกหน่วยงานไปเท่าไร ฉะนั้นผมคิดว่าเรื่องน้ำต้องแก้ไขปรับปรุง โดยด่วน ที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่งก็คือเรื่องดิน ท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้เรามีปัญหา มีข่าวมากมายทั้งรัฐไปรุกที่ชาวบ้าน ทั้งชาวบ้านรุกที่รัฐ ดังจะเห็นไม่ว่าจะเป็นวังน้ำเขียวเองก็ตาม ภูทับเบิกเองก็ตาม หลายพื้นที่ แม้แต่ในเขตพื้นที่บ้านผมมีป่าทำเลอยู่ประมาณ ๑,๐๐๐ กว่าไร่ แต่ว่า ๑,๐๐๐ กว่าไร่มันเป็นหมู่บ้านไปหมดแล้ว ฉะนั้นผมจึงอยาก กราบเรียนว่านโยบายของพรรคภูมิใจไทยที่จะเสนอให้แก้กฎหมาย ให้ปรับปรุงกฎหมาย ปฏิรูปกฎหมายโดยด่วนในเรื่องที่ทำกิน ในเรื่องที่ดิน ถ้าอย่างนั้นไม่ว่ารัฐบาลชุดไหนขึ้นมา ก็จะพูดเรื่องเดียวนี่ละครับ บุกรุกป่า ทำลายป่าอยู่อย่างนี้ ฉะนั้นผมจึงอยากกราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาว่านโยบายที่จะทำให้เกิดความสำเร็จได้เป็นหน้าที่ที่ท่านจะต้องไป ขับเคลื่อนส่วนราชการ ผมยกตัวอย่างง่าย ๆ เรื่องภัยแล้ง เราเขียนว่าเสียหายสิ้นเชิง วันนี้บางส่วนกว่าจะประกาศได้เขาเสียหายไปหลายส่วนแล้ว แต่คำว่า สิ้นเชิง ข้อกำหนด ไม่รู้ว่าจะเอาอะไรไปวัด ฉะนั้นกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ที่จะทำให้เป็นระเบียบกฎหมายที่จะเป็น อุปสรรคในการพัฒนาประเทศ ความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนต้องได้รับการแก้ไข โดยแก้กฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นสร้างรายได้ในเชิงพาณิชย์ ทำไมเราถึงรณรงค์ ในเรื่องแก้กฎหมายบางตัวที่เห็นว่าจะเป็นประโยชน์ อย่างเช่น กฎหมายยาเสพติด ทำไมเราถึงรณรงค์เรื่องกัญชา เพราะเราอยากเห็นว่าถ้าสามารถแก้กฎหมาย ปลดล็อก (Lock) ได้แล้วมันจะเป็นประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อม ผมจึงกราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาว่าวันนี้พรรคภูมิใจไทยในฐานะพรรคร่วมรัฐบาลอยากเห็นการทำงาน ของรัฐบาลชุดนี้ ซึ่งเรียนท่านตรง ๆ ว่าท่านไม่มีเวลาที่จะไปฮันนีมูน (Honeymoon) รัฐบาลชุดนี้เป็นรัฐบาลที่ท้าทาย ถ้าสมมุติสิ่งที่สังคมกำลังมองว่าการเคลือบแคลง การได้มาเป็นรัฐบาล แต่ท่านสามารถ พลิกเอานโยบายที่รัฐสภาแห่งนี้ได้รับรองแล้วไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ไปทำงาน ด้วยความจริงใจ สร้างศรัทธาให้ประชาชนศรัทธาท่านให้ได้ ผมเชื่อว่าท่านก็อยู่ยาวได้ มันอยู่ที่ศรัทธา ฉะนั้นผมหวังว่าการอภิปรายของผมวันนี้จะเป็นความหวังที่การจัดตั้งรัฐบาล ที่มีพรรคร่วมมาก ๆ แล้วทำงานด้วยการสร้างศรัทธาร่วมกัน กราบขอบพระคุณครับ
ขอบคุณมากครับ ผมขออนุญาตนะครับ ขอเคลียร์ (Clear) เพราะว่าจำนวนผู้อภิปรายของวุฒิสมาชิกมีไม่มาก มี ๔ ท่านเท่านั้นเอง แต่ว่าของกลุ่มพรรคร่วมทั้ง ๒ ฝ่าย มีจำนวนเกือบ ๒๐ ท่าน เพราะฉะนั้นผมขอเกลี่ยไปให้ พรรคร่วมฝ่ายค้าน นางสาวจิราพร สินธุไพร แล้วก็นายศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ นะครับ คุณจิราพร เชิญครับ
ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน จิราพร สินธุไพร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดร้อยเอ็ด เขต ๕ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา หลังจากที่ดิฉันได้ฟังการแถลงนโยบาย ของนายกรัฐมนตรี ดิฉันมีข้อสังเกตในประเด็นด้านเศรษฐกิจหลายประการค่ะ โดยเฉพาะ ในประเด็นนโยบายเร่งด่วน ข้อ ๓ เรื่องมาตรการเศรษฐกิจเพื่อรองรับความผันผวน ของเศรษฐกิจโลก ในประเด็นนี้ค่ะท่านประธานที่เคารพ ดิฉันมีความจำเป็นที่จะต้องพูดถึง การดำเนินนโยบายของรัฐบาลที่แล้ว เพราะนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ และทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดนี้แทบจะมีหน้าตาเหมือนกันกับรัฐบาลที่ผ่านมา วันนี้ดิฉัน จะไล่เลียงไปทั้งหมด ๓ ประเด็นหลัก ๆ ค่ะ
ประเด็นแรก ท่านระบุในนโยบายว่าจะจัดเตรียมมาตรการเพื่อรองรับ ความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและรองรับการกีดกันทางการค้า ท่านประธานที่เคารพคะ ในห้วงการบริหารประเทศต่อเนื่องยาวนานกว่า ๕ ปีของรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ปรากฏว่าทำให้เศรษฐกิจไทยมีอัตราการเติบโตที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ ในอาเซียน (ASEAN) แล้วเรามักจะได้ยินการกล่าวอ้างว่าเกิดจากภาวะนอกประเทศ เช่น เศรษฐกิจโลก สงครามทางการค้าระหว่างประเทศจีนและประเทศสหรัฐอเมริกา แต่ท่านประธาน ที่เคารพคะ ในความเป็นจริงแล้วสงครามทางการค้าครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อสินค้าอุตสาหกรรม บางรายการค่ะ แต่ถ้ารัฐบาลมีความเฉลียวฉลาดและสามารถฉกฉวยโอกาสนี้ได้ ประเทศไทย จะได้อานิสงส์ในการส่งออกสินค้าเพิ่มอีกหลายรายการ ยิ่งไปกว่านั้นค่ะ ถ้าเราดูให้ชัดลงไปอีก จะเห็นว่าตั้งแต่รัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ เข้ามาบริหารประเทศเศรษฐกิจไทยเริ่มส่อแวว ชะลอตัวเรื่อย ๆ ก่อนที่จะเกิดสงครามทางการค้าเสียอีก ดังเราจะเห็นได้จากเศรษฐกิจ ฐานรากของประเทศธุรกิจ เอสเอ็มอี (SMEs) ทั่วทุกภาคของประเทศไทยมีอัตราการเติบโต ที่ต่ำมาก ท่านประธานที่เคารพคะ ดิฉันกำลังเน้นย้ำให้เห็นว่าภาวะการผันผวนของเศรษฐกิจโลก มีผลต่อภาวะเศรษฐกิจในประเทศค่ะ แต่สาเหตุสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจของประเทศไทย ตกต่ำย่ำแย่ในทุกวันนี้ คือการบริหารประเทศของรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา รัฐบาลต้องสามารถที่จะคาดการณ์สถานการณ์เศรษฐกิจโลกได้ล่วงหน้า ท่านต้องเตรียม มาตรการรองรับ มาตรการเยียวยาตั้งแต่เนิ่น ๆ ไม่ใช่ปล่อยให้ปัญหาเกิดขึ้นเป็นปี ๆ ค่อยมาหาแนวทางแก้ไขค่ะ และในวันนี้สงครามทางการค้าระหว่างประเทศสหรัฐอเมริกา และประเทศจีนได้ขยายความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ไอเอ็มเอฟ (IMF) คาดการณ์ว่าประเทศ ที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุดคือประเทศที่กำลังพัฒนาซึ่งรวมถึงประเทศไทย ดังนั้นดิฉัน ขอถามรัฐบาลผ่านท่านประธานค่ะว่า รัฐบาลมีนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศที่ให้น้ำหนัก ของความร่วมมือกับประเทศจีนและประเทศสหรัฐอเมริกาให้สมดุลได้อย่างไร และขอถาม เพิ่มว่ารัฐบาลชุดนี้มีนโยบายร่วมเศรษฐกิจระหว่างนโยบายการเงินและการคลัง เพื่อรองรับ ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากสงครามทางการค้าครั้งนี้ได้อย่างไร ท่านมีแนวทางอย่างไรคะ
ประเด็นที่ ๒ ท่านระบุในนโยบายว่าจะจัดทำมาตรการเพิ่มช่องทาง การส่งออก เพื่อช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการกีดกันทางการค้า ท่านประธาน ที่เคารพคะ อย่าว่าแต่สินค้าที่ประเทศไทยได้รับการกีดกันทางการค้าเลยค่ะ สินค้าที่ประเทศไทยไม่ได้รับผลกระทบ รัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ ยังไม่สามารถเปิดตลาดใหม่ ได้เลย ยกตัวอย่างเช่น ปาล์มน้ำมัน สหภาพยุโรปได้เริ่มแซงชัน (Sanction) การนำเข้าปาล์ม น้ำมันจากประเทศที่เพาะปลูกในพื้นที่บุกรุกป่า ในขณะที่ประเทศผู้ส่งออกหลักอื่น ๆ ไม่สามารถส่งสินค้าไปยังสหภาพยุโรปได้ และประเทศไทยไม่ได้อยู่ในกลุ่มประเทศ เหล่านั้น ทำไมรัฐบาลไม่ใช้โอกาสนี้ในการเจรจาเปิดตลาดปาล์มน้ำมันในสหภาพยุโรป ปล่อยให้ราคาปาล์มในประเทศไทยตกต่ำอย่างต่อเนื่อง จนตอนนี้ตกต่ำที่สุดในรอบ ๒๐ ปี ท่านประธานที่เคารพคะ แต่สิ่งที่รัฐบาลไปเจรจามาคืออะไรทราบหรือไม่คะ ปรากฏว่ารัฐบาล ได้ไปเร่งการเจรจาเปิดเสรีตลาดเนื้อวัวนมและผลิตภัณฑ์นมกับประเทศออสเตรเลีย และประเทศนิวซีแลนด์ ท่านไปเจรจาเร่งให้การเปิดตลาดเร็วขึ้น สิ่งนี้จะสร้างผลกระทบ ให้กับพี่น้องเกษตรกรทั่วประเทศ และไม่ได้กระทบเฉพาะพี่น้องเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อโคนม เท่านั้น จะกระทบไปถึงธุรกิจอื่น ๆ เช่น ธุรกิจยา ธุรกิจผลิตอาหารสัตว์ ธุรกิจอุปกรณ์ การเกษตร และสิ่งนี้จะทำให้ไทยขาดดุลทางการค้าและอาจทำให้ธุรกิจฟาร์มโคเนื้อโคนม ของประเทศไทยต้องพังพินาศ และอาจมีมูลค่าสูงนับหมื่นล้านบาทได้ ท่านประธานที่เคารพ
ประเด็นที่ ๓ รัฐบาลระบุในนโยบายว่าจะขยายความร่วมมือทางการค้า และเศรษฐกิจกับประเทศที่มีศักยภาพ หลังการทำรัฐประหาร ปี ๒๕๕๗ ทำให้ประเทศไทย สูญเสียโอกาสในการสร้างความสัมพันธ์ทางการค้ากับนานาประเทศ เพราะประเทศที่เป็น ประชาธิปไตยขาดความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลไทย โดยเฉพาะสหภาพยุโรป ได้ขอระงับการเจรจา ความตกลงทางการค้า ที่เรียกว่า เอฟทีเอ (FTA) กับประเทศไทย และจนปัจจุบันนี้ผ่านมากว่า ๕ ปี ยังไม่มีความคืบหน้า ท่านอย่าบอกว่าที่ผ่านมาไม่เป็นไร เดี๋ยวรัฐบาลชุดนี้จะเข้ามารื้อฟื้น การเจรจาเอง แต่ท่านประธานที่เคารพคะ ประเทศไทยเหมือนหลับไป ๕ ปี ฟื้นขึ้นมาอีกที ปรากฏว่าประเทศเพื่อนบ้านอย่างประเทศสิงคโปร์และประเทศเวียดนามได้ลงนามความตกลง ทางการค้ากับสหภาพยุโรปไปเรียบร้อยแล้วค่ะ โดยเฉพาะประเทศเวียดนาม ประเทศไทย เสียเปรียบประเทศเวียดนามในทุกประตู เพราะประเทศเวียดนามได้รับสิทธิทางภาษีนำเข้า กับสหภาพยุโรป ในขณะที่ประเทศไทย สิทธิที่เรียกว่า จีเอสพี (GSP) นี้ถูกตัดไปตั้งแต่ ปี ๒๕๕๘ ทำให้ตอนนี้ประเทศเวียดนามกลายเป็นคู่แข่งคนสำคัญของประเทศไทยในการ ส่งออกสินค้าโดยเฉพาะข้าว ซึ่งข้าวเองนี้ ประเทศไทย ข้าวหอมมะลิไทยเพิ่งเสียแชมป์ ให้ข้าวประเทศกัมพูชาเมื่อปีที่แล้ว ตอนนี้ข้าวของประเทศเวียดนามกำลังเข้ามาแย่งตลาด ส่งออก แล้วอย่างนี้พี่น้องชาวนาจะอยู่กันอย่างไรคะ ท่านประธานที่เคารพ ถ้ารัฐบาลนี้ยืนยัน ที่จะเจรจา เอฟทีเอ (FTA) กับสหภาพยุโรป ดิฉันขอให้รัฐบาลยืนหยัดปกป้องผลประโยชน์ ของพี่น้องประชาชนและประเทศชาติ โดยเฉพาะในเรื่องของสิทธิบัตรยาและการคุ้มครอง พันธุ์พืชของไทย และดิฉันขอให้รัฐบาลเปิดให้พี่น้องประชาชนมีส่วนร่วมในการทำ ความตกลงระหว่างประเทศให้มากที่สุด เพราะรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ มาตรา ๑๗๘ ได้ตัดลดขั้นตอนการมีส่วนร่วมของประชาชนในการทำความตกลงเสรีทางการค้า สิ่งนี้อันตรายมาก เพราะอาจเป็นช่องทางที่เปิดให้การทำความตกลงทางการค้าระหว่าง ประเทศเอื้อประโยชน์ให้กับนายทุนยักษ์ใหญ่ แต่พี่น้องประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ อาจต้องมารับผลกระทบแทน ท่านประธานที่เคารพ ดิฉันจะขอสรุปว่านโยบายเศรษฐกิจ ของรัฐบาลนี้ไม่มีความชัดเจน ไม่มีตัวชี้วัดความสำเร็จที่เป็นรูปธรรม แต่เหนือสิ่งอื่นใด รัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา คือผลพวงจากการทำรัฐประหาร และได้พิสูจน์มาแล้ว ว่าที่ผ่านมาท่านทำให้ประเทศไทยล้มเหลวและเสียโอกาสทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล ดังนั้น ดิฉันไม่อาจเชื่อมั่นได้ว่ารัฐบาลชุดนี้จะสามารถนำพาให้ประเทศรอดพ้นจากวิกฤตเศรษฐกิจ โลกในครั้งนี้ได้ ขอบคุณค่ะ
ขอบคุณครับ ต่อไปนายศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ ขอเชิญนะครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุตรดิตถ์ พรรคเพื่อไทย ฐานะสมาชิกรัฐสภา ก่อนอื่นผมต้องขอชื่นชม วันนี้ท่านนายกรัฐมนตรีได้กรุณานั่งฟังอย่างตั้งใจ แล้วก็เป็นประวัติศาสตร์ของประเทศไทย ที่มีนายกรัฐมนตรีที่มาสนใจในการอภิปรายของสภาแห่งนี้ ที่ใครเคยกล่าวอ้างว่า ท่านไม่ฟังนั้นไม่จริง นี่อย่างไรละครับนั่งอยู่เต็ม ๆ เลย เห็นไหมครับ รัฐมนตรี ก็นั่งเกือบครบหมดเลย สาธุ ดีละครับ ท่านจะได้ฟังสิ่งดี ๆ จากผมดังต่อไปนี้ นโยบาย ที่ท่านเขียนมาผมตั้งฉายาว่าเป็นนโยบายศรีธนญชัย ท่านเขียนแบบกว้างเลย สมัยก่อน ศรีธนญชัยก็บอกจะยกที่ให้ จะเอาเท่าไร ศรีธนญชัยบอกว่าเอาตีแค่แมวดิ้นตาย ผมก็เลยตั้งฉายาว่ากว้างแค่แมวดิ้นตาย แปลว่ากว้างมากเลย คลุมเครือเหลือเกิน เป็นเทคนิคการเขียนนโยบาย แต่ผมก็จับจนได้ว่าเทคนิคอันนี้มีข้อพิรุธตรงไหน ท่านล้มเหลว แล้วก็หลอกลวงภายใต้นโยบายที่ท่านเขียนมา เดี๋ยวถ้าแน่จริงท่านโต้ตอบมานะครับ ว่าไม่หลอกอย่างไร ผมจะชำแหละให้ฟังว่าหลอกพี่น้องประชาชนคนไทยทั้งประเทศอย่างไร ๕ ปีที่ท่านยึดอำนาจ ท่านใช้ ม. ๔๔ ผลาญเงินกว่า ๑๗ ล้านล้านบาท ณ เวลานี้ น่าจะกว่าแล้ว นี่ตัวเลขที่เก็บได้อันเก่า แล้วท่านตั้งงบขาดดุลปัจจุบันนี้ ๒.๔ ล้านล้านกว่าบาท ไม่ใช่ ๒.๔ ล้านล้านบาท กว่า ๒.๔ ล้านล้านบาท ท่านสารพัดกู้เลย ก่อหนี้สาธารณะ วันนี้หนี้สาธารณะพุ่งขึ้นตลอด ท่านกำลังเพิ่มภาระให้กับอนาคตลูกหลาน ท่านฟังนะครับ ผมสังเกตดูว่ารัฐบาลชุดนี้ กราบเรียนท่านประธานผ่านไปถึงท่านนายกรัฐมนตรี ว่าท่านเก่งเหลือเกิน รู้จักแต่คำว่า ยูส ออฟ ฟันด์ (Use of Fund) แปลว่าท่านใช้เงิน เป็นอย่างเดียว แต่ท่านไม่รู้จักคำว่า ซอส ออฟ ฟันด์ (Source of Fund) แปลว่าท่าน จะหาเงินมาจากที่ไหน อันนี้เป็นสิ่งที่ผมฝากเอาไว้ว่าท่านต้องไปปรับ ถ้าท่านไม่รู้จักคำว่า ซอส ออฟ ฟันด์ (Source of Fund) ประเทศไทยจะขาดเงิน คลังจะถังแตก ท่านจะกู้เป็น อย่างเดียว และสิ่งที่ตามมาคือท่านก็จะรีดแต่ภาษี แล้วรีดแต่รายยิบรายย่อย แน่จริงรายใหญ่ ๆ มีการหลบเลี่ยงภาษีเยอะแยะเลย เดี๋ยววันไหนสะดวกผมจะเอามาชำแหละแฉกลางสภาแห่งนี้ นโยบายศรีธนญชัย ท่านใช้คนที่ล้มเหลวชุดเดิม ท่านดูดนักการเมืองที่ท่านเคยกล่าวว่า เป็นนักการเมืองเลว มีชนักติดหลัง มีคดีค้างอยู่ใน ป.ป.ช. และอีกหลายคดี ท่านแปลว่าอะไร ถ้ามีชนักติดหลัง ท่านดึงมาร่วม ครม. แปลว่า รวมคนล้มเหลวใช่ไหมครับ สร้างความพินาศ ต่อเนื่องถ้าเป็นอย่างนั้น ฝากท่านพิจารณาด้วย วันนี้เศรษฐกิจไทยทรุดหนัก ทีมเศรษฐกิจเดิม ก็ล้มเหลว เครื่องยนต์ทุกตัวดับหมด มี ๔ ตัว ส่งออกเป็นส่งไม่ออก เจ๊ง ๐ เปอร์เซ็นต์ ท่องเที่ยวทรุด การลงทุนชะงัก การจับจ่ายใช้สอยแทบจะไม่มี โรงงานปิด คนตกงาน กำลังซื้อตก เป็น เอ็นพีแอล (NPL) แบงก์ไม่ปล่อย ใครจะลงทุนครับ ต่างชาติก็ไม่มา เพราะว่ามันไม่ใช่ระบบปกติ แล้วรัฐบาลละครับ ตัว จี (G) ที่รัฐบาลจะลงทุนกัฟเวิร์นเมนต์ (Government) ปรากฏว่าคลังก็ถังแตกกู้ลูกเดียว ไม่มีจะลงทุนละครับ ดังนั้นเครื่องยนต์ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ๔ ตัวของท่านดับสนิท ถ้าเป็นเครื่องบิน ๗๔๗ นะครับ ที่มี ๔ เครื่องยนต์ เครื่องบินลำนี้ตกแน่นอน ดิ่งโลกแน่นอนเลย แล้ววันนี้รัฐบาลเป็ดง่อย เสียงปริ่มน้ำ ขณะที่ต่างชาติก็ไม่ยอมรับ สถานการณ์อย่างนี้ ท่านจะไปอย่างไร ยิ่งกว่านั้นเศรษฐกิจโลกกำลังซ้ำเติมท่าน วันนี้เกิดสงครามเศรษฐกิจ ระหว่างประเทศจีนกับประเทศสหรัฐอเมริกา ใครที่ชอบพูดว่าเป็นสงครามทางการค้า ไม่ใช่ กรุณาเข้าใจใหม่ นี่คือสงครามเศรษฐกิจระหว่างประเทศจีนและประเทศสหรัฐอเมริกา เพราะว่าประเทศสหรัฐอเมริกาไม่อยากให้ประเทศจีนขึ้นมาเป็นเจ้าโลก ดังนั้นเขาต้องทำ ทุกอย่าง มันจะรุนแรงกว่าที่ท่านคิดเยอะ ถ้าท่านไม่เผื่อไว้ ท่านประมาทประเทศชาติ จะเสียหายครับ ฝากเตือนตรงนี้ไว้ด้วยครับ ผ่านท่านประธานไปครับ และวันนี้ผมอยากจะ ฝากว่า ภายใต้สถานการณ์อย่างนี้เศรษฐกิจไทยก็ทรุด เศรษฐกิจโลกก็ทรุด โครงสร้างอำนาจ ของรัฐบาลก็ปริ่มน้ำ ต่างชาติก็ไม่ยอมรับ คลังก็ถังแตก เครื่องยนต์ ๔ ตัวก็ดับสนิทหมด แล้วประเทศชาติไปอย่างไรถ้ายังขืนดันทุรังนะครับ ภาษาอังกฤษเขาบอก นรก อีส คัมมิง (Is coming) แปลว่านรกกำลังจะมาเยือน ท่านจดบันทึกไว้เลยนะครับ
ท่านศรัณย์วุฒิครับ พยายามใช้ ภาษาไทยครับ
ผมได้เวลา ๑๕ นาที แล้วก็ทางพรรคเพื่อชาติต่อให้อีก ๑๐ นาที ให้ผมซัดเต็มที่เลยวันนี้ ถ้าจบอภิปราย ผมว่าปี๊บจะขาดตลาดนะครับ เมกะโปรเจกต์ (Megaproject) ท่านเอื้อเจ้าสัว ทุนใหญ่ ต่างชาติท่านก็เอื้อเขา งบประมาณที่กะเกณฑ์แล้วก็คำนวณโดยเก็บจากสื่อทุกกระแส ได้มาประมาณ ๑๐ ล้านล้านบาทที่จะเอื้อเจ้าสัว วันนี้เจ้าสัวรวยจนจุกนะครับ ไม่ใช่รวย กระจุกนะครับ อย่าเข้าใจผิด รวยจนจุก ส่วนคนจนนั้นนั่นหรือจนจนตาย ตายเดี้ยงเลย แล้วผมยกตัวอย่างเจ้าสัวรายหนึ่งไม่เอ่ยชื่อ ก่อนหน้าที่ท่านยึดอำนาจนี่ครับ มีทรัพย์สินอยู่ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท วันนี้ทะลุไปกว่า ๑ ล้านล้านบาทแล้วครับ มัน ๓-๔ เท่าตัว ในช่วงที่ท่านยึดอำนาจ ทำไมท่านถึงเอื้อให้เจ้าสัวรวยได้ขนาดนี้ท่านต้องตอบนะครับ ท่านต้องตอบเพราะว่าเดี๋ยวผมจะชำแหละว่าโครงการอะไรบ้างที่ท่านเอื้อเจ้าสัว
อันที่ ๑ เลยนะครับ บัตรประชารัฐ ใช้งบกว่าแสนล้านบาท เกิดอะไรขึ้นครับ พี่น้องประชาชน ผมลงไปในพื้นที่พบประชาชนทุกคนบ่นเลยครับ ส.ส. บัตรนี่จะไปซื้อกบ ซื้อเขียด ซื้อก๋วยเตี๋ยว ซื้อน้ำแข็งใส กินบ่ได้เลยครับสักอย่าง รูดได้แต่ของเจ้าสัวทั้งนั้นเลย ตอนหลังท่านได้ปรับให้ดีขึ้นบ้าง แต่นั่นละครับคือการเอื้อเจ้าสัว งบตัวนี้ท่านใช้ไปกว่า แสนล้านบาทครับ มาดูนะครับ เมกะโปรเจกต์ (Megaproject) ที่ท่านเอื้อเจ้าสัวมีอะไรอีก รถไฟความเร็วสูงที่เชื่อม ๓ สนามบิน วันนี้ไม่ใช่แค่รถไฟความเร็วสูงที่ท่านเอื้อประโยชน์ ให้มีการปรับแก้สัญญา มีการปรับเปลี่ยนจนกระทั่งผู้ที่จะเป็นสัญญาคู่กับรัฐพึงพอใจ นี่ละครับคือสิ่งที่ท่านได้ทำให้กับบ้านนี้เมืองนี้ และรถไฟ ๓ สายนั้นยังไม่ใช่แค่ ๓ สายธรรมดานะครับ พ่วงด้วยที่ดินทองมักกะสัน ที่ดินผืนนี้มูลค่ามหาศาลเลย ถ้าคิดในมูลค่าเชิงพาณิชย์ในหลักเศรษฐศาสตร์เป็นแสนล้านบาทครับท่านประธาน ฝากไปดูด้วย ชาวบ้านหลายคนไม่รู้ว่าที่มักกะสันคืออะไร ฝากให้สื่อมวลชนติดตามด้วย เรื่องนี้คืออะไร รถไฟเชื่อม ๓ สนามบิน รถไฟความเร็วสูง ที่ดินทองมักกะสัน ต่อสัญญา ศูนย์ประชุมสิริกิติ์ ๕๐ ปี โครงการ อีอีซี (EEC) หลายแสนล้านบาท ให้ต่างชาติซื้อที่ดินได้ ๙๙ ปี เช่าที่ดินได้ ๙๙ ปีพูดผิด ไม่ใช่ซื้อ แปลว่าอะไรครับ เชิญเลยครับ เชิญประท้วงเลย ผมได้พัก ผมก็เหนื่อยเหมือนกัน เชิญเลยครับ อย่ารีบประท้วงนัก นาน ๆ หน่อย
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม พันตำรวจโท ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์ ขอให้ ท่านประธานได้ใช้ข้อบังคับ ข้อ ๕ ข้อ ๔๓ และข้อ ๑๐๘ อยากนำเรียนท่านประธานสภา และท่านสมาชิกครับว่า ถ้าจะพูดกันเป็นภาษาชาวบ้านง่าย ๆ วันนี้คณะรัฐมนตรีมาแถลง นโยบายต่อรัฐสภา ก็คือมาแจ้งกับประชาชนว่านับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปจะเข้ามาบริหาร ประเทศชาติ วันนี้เพียงแต่ขออนุญาตเข้าบ้านนะครับ วันนี้เรายังไม่ได้ทำอะไรเลย ครม. ที่มานั่งวันนี้ยังไม่ได้ทำอะไรเลย เพียงแต่ขออนุญาตเข้าบ้าน แต่เพื่อนสมาชิกพูดเกินเลยไปถึง โอ้โฮ สารพัดสารเพ ผมว่าท่านประธานต้องควบคุมการอภิปรายของเพื่อนสมาชิก ให้อยู่ในกรอบ ให้อยู่ในร่องในรอยให้อยู่ในข้อบังคับ ข้อ ๑๐๘ ด้วยครับ กราบขอบคุณ ท่านประธานครับ
ขอบคุณมากครับ
ขอบคุณ มากครับที่ประท้วง
คุณศรัณย์วุฒิครับ
กราบเรียน ท่านประธานต่อเนื่องนะครับ
ที่จริงแล้วผมอนุญาตให้พูด ในบางเรื่อง เพราะว่าเป็นเรื่องของการอ้างเหตุผลว่าสามารถที่จะบริหารราชการแผ่นดิน สำเร็จผลตามนโยบายหรือไม่นะครับ โดยหยิบยกบางเรื่องขึ้นมา แต่ว่าที่ไปขณะนี้กำลังจะไป อภิปรายไม่ไว้วางใจไปแล้ว มันไปไกลกว่าที่เราเรื่องนโยบายในขณะนี้ สิ่งที่พูดมาทั้งหมดนั้น จะจริงหรือไม่ก็ตามแต่เป็นเรื่องในอดีตทั้งหมดที่ให้หยิบขึ้นมาพูดเหมือนกับเพื่อนสมาชิก คนอื่นก็บางเรื่อง เพื่อแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลจะไม่สามารถบริหารราชการแผ่นดินให้สำเร็จผล ตามนโยบายได้ แต่ว่าถ้าหยิบยกมาหลายเรื่องมันจะเป็นเรื่องเกินกว่าขอบเขตของข้อบังคับ ข้อ ๑๐๘ ก็เรียนเตือนคุณศรัณย์วุฒิไว้ครับ
ขอบคุณ ท่านประธานครับ ถ้าผมไม่กราบเรียนว่าทีมชุดบริหารก็ชุดเดิม นโยบายที่เขียนไว้ ก็ศรีธนญชัย แล้วติดปัญหาอะไรในอดีต แล้วปัจจุบันจะไปบริหารประเทศอย่างไร ถ้าผมไม่เท้าความประชาชนจะเข้าใจหรือครับ ทนฟังสักนิดเถอะ ต้องขอบคุณที่ให้ผม ได้พักเหนื่อย
คุณศรัณย์วุฒิครับ
ผมก็จะลด สิ่งที่ท่านประธานขอก็แล้วกัน ในบางอย่างจะตัดออกบ้าง
ที่ผมอนุญาตให้พูดก็เพราะเหตุว่า ท่านนายกรัฐมนตรีก็มาจากนายกรัฐมนตรีคนเดิม รัฐมนตรีบางท่านก็มาจากคนเดิม ถ้าเป็นคนใหม่นี่ก็คงไม่เลยครับ เพราะฉะนั้นก็มีเหตุผลที่จะพูดได้ แต่ว่าประเด็นที่พูดนั้น ก็ต้องอยู่ในขอบเขตความพอดี ความเหมาะสมครับ
กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ ผมจะพยายามพูดประเด็นที่เกิดประโยชน์กับ ประเทศชาติที่สุด ไม่มีอคติ ไม่เคยคิดจะโจมตีใครเลย ทำงานแบบตรงไปตรงมา แล้วก็เป็น นักการเมืองที่มีอุดมการณ์ เป็น ส.ส. ของปวงชนชาวไทย ดังนั้นผมต้องทำหน้าที่ให้ดีที่สุด ท่านประธานไม่ต้องกังวลครับ กราบขอบพระคุณมาก
ทีนี้ผมจะชำแหละนโยบายศรีธนญชัยเรื่องเกษตร เอานะครับ ก็เข้าเรื่องท่านอยากฟังมาก ท่านฟังนะครับ พี่น้องเกษตรกรทั้งประเทศฟังนะครับ ฟังนะครับ ผมขอยืมแผ่นหนึ่งนโยบายเกษตร แผ่นใหญ่เลยที่มีรูปคนรูปหล่อ ๆ แผ่นนี้ละ โอ้โฮ หล่อมากเลย สื่อมวลชนช่วยยกสูงหน่อย แผ่นนี้หล่อมากเลย ท่านเกษตรครับ รับประกัน ราคาข้าว ในนี้ไม่ได้เขียน แต่ผมเติมให้ก็ได้ ๑๒,๐๐๐ บาท กับ ๑๘,๐๐๐ บาท ยางพารา ๖๕ บาท พี่น้องทางภาคใต้เตรียมเฮจะขายยางพาราได้ ๖๕ บาทแล้ว ปาล์ม ๕ บาท พี่น้องปาล์ม ผมดีใจด้วยนะครับ โอ้โฮ วันนี้ได้ปาล์ม ๕ บาทเลย มันสำปะหลัง ๓ บาท อ้อย ๑,๐๐๐ บาท วันนี้ในโยบายเขียนอยู่ตรงไหน ผมเปิดหาจนตาแหกไม่เจอเลย สงสารพี่น้องประชาชนคนไทยทั้งประเทศ โดยเฉพาะเกษตรกร วันนี้ผลิตผลการเกษตร ราคาตกต่ำมาก ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นมาก ขาดทุนซ้ำซาก หนี้ท่วม ฆ่าตัวตายรายวัน
ท่านศรัณย์วุฒิครับ ขออนุญาต มีผู้ประท้วง มีผู้ประท้วง เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธาน ดิฉัน นางสาวปารีณา ไกรคุปต์ นะคะ ขออนุญาตประท้วงท่านประธาน ฝากไปถึงผู้อภิปราย เพราะว่ามีการนำโลโก้ (Logo) พรรคพลังประชารัฐมาใช้โดยไม่ได้ ขออนุญาตนะคะ เป็นความผิดอาญา มาตรา ๔๒๐ ค่ะ
เอกสารได้ขออนุญาตแล้วครับ
แต่ไม่ได้ขออนุญาต พรรคพลังประชารัฐในการนำ
เอกสารนี้ไม่จำเป็นต้องขออนุญาตพรรค เป็นเอกสารที่นำมาแสดง ขออนุญาตประธานสภา เลขาธิการได้ตรวจสอบแล้วก็ขออนุญาต อนุญาตไปแล้วครับ ไม่เป็นไร เป็นเรื่องนโยบาย ตรงนี้จะเข้าเรื่องของนโยบาย
แต่เป็น การเสียดสี แล้วก็ละเมิด
ประเดี๋ยวพรรคสามารถชี้แจงได้ครับ จะอนุญาตครับ
กราบขอบพระคุณมากท่านประธานครับ กราบขอบพระคุณแทนพี่น้องประชาชนเกษตรกร ทั้งประเทศเลยนะครับ เพราะนี่เป็นแผ่นป้ายที่หาเสียงอยู่ วันหาเสียงนี่เปิดเผยเหลือเกิน แต่วันนี้บอกว่าไม่ควรจะมาเปิดเผย พี่น้องคิดเองนะครับว่ามันหมายความว่าอย่างไร นี่อย่างไรครับเกษตรกร ภาพนี้ครับ นายพงศา อินทร์อยู่ ชาวอำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม ฆ่าตัวตาย สื่อมวลชนถ่ายไปเลย ซูม (Zoom) ภาพด้วย อย่ามาซูม (Zoom) รูปผม ซูม (Zoom) ไปเลย นี่ฆ่าตัวตาย นี่ยกตัวอย่างเฉพาะรายเดียว จริง ๆ มีหลายราย ผมขี้เกียจขนมา มันคงจะเต็มรถปิกอัพเลยครับ พ่อค้าแม่ขายวันนี้เจ๊งระนาว ขายกันเอง
ท่านศรัณย์วุฒิ มีผู้ประท้วงครับ ขออภัยครับ
ขอเถอะครับ อย่าประท้วงเลยครับ คนจนลำบากจะตายอยู่แล้ว
เชิญเลยครับ
ขออนุญาตครับ ผม วิเชียร ชวลิต แบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ขออนุญาตประท้วง ท่านประธานว่า เนื่องจากผู้อภิปรายมีเอกสิทธิ์ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้น สิ่งที่ถึงแม้จะนำมาขออนุญาตต่อท่านประธานสภา ซึ่งท่านประธานก็มีสิทธิที่จะอนุญาต แต่ว่าพรรคได้รับความเสียหาย เพราะนำเครื่องหมายและสัญลักษณ์ของพรรคมาใช้ ในการอภิปราย ถ้ามีการอนุญาตเราก็ไม่สามารถจะใช้สิทธิในการที่จะดำเนินการ ตามกฎหมายได้ เพราะท่านได้รับเอกสิทธิ์ แต่เรื่องนี้เป็นการที่ไม่ยุติธรรม เพราะว่าเจ้าของ ก็มีสิทธิที่จะทักท้วงในที่ประชุมแห่งนี้ ก็ขออนุญาตท่านประธานได้โปรดวินิจฉัยด้วยครับ
เนื่องจากได้ขออนุญาตไว้แล้วครับ แต่ว่าประเด็นที่กระทบมีสิทธิที่จะชี้แจงหลังจากที่ผู้อภิปรายได้อภิปรายเสร็จแล้วได้ครับ เชิญนั่งก่อนเถอะครับ เชิญนั่งก่อน
ขออนุญาตท่านประธานครับ ผม พันตำรวจโท ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์ จังหวัดกำแพงเพชร ท่านประธานครับ ผมอยากนำเรียนอย่างนี้ครับว่า ตามที่สมาชิกผู้ทรงเกียรติได้เอารูป ซึ่งไม่เหมาะสมมาโชว์ในที่ประชุม ซึ่งเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้อง และเป็นเหตุที่เกิด ก่อนที่รัฐบาลนี้จะมาแถลงต่อรัฐสภา ผมบอกแล้วอย่างไรครับว่าเรายังไม่ได้บริหารประเทศเลย เราเพิ่งขออนุญาตประชาชนวันนี้ เอาเรื่องเมื่อ ๕ ปี ๑๐ ปีมาพูด ซึ่งมันเป็นเรื่องที่ ไม่เหมาะสมและไม่ถูกต้องครับ ท่านประธานสภาขอความกรุณาท่านได้พิจารณา ดูเรื่องนี้ด้วยครับ
ดูให้อย่างยุติธรรมครับ เนื่องจาก เอกสารได้ขออนุมัติแล้ว แสดงได้ แต่ประเดี๋ยวผมให้สิทธิท่านที่มีผลกระทบ เชิญเลยครับ ที่เตือนไว้ว่าเมื่อเช้าก็คือเรื่องบุคคลภายนอก ในนี้เรามีสิทธิที่จะอธิบายชี้แจงตอบได้ ทุกประเด็น ผมจะอนุญาตเพื่อความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายครับ เชิญครับ
กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ เอาเป็นว่าผมจะไม่โชว์ป้ายเหล่านี้แล้วกัน เพราะว่า มันมีป้ายโลโก้ (Logo) พรรคสะเทือนใจ พี่น้องประชาชนพอจะจำได้ใช่ไหมครับ โลโก้ (Logo) พรรคอะไร มันสะเทือนใจมากหรือครับ
อย่าไปเสียดสีครับ เชิญครับ
เมื่อสักครู่ ผมกำลังพูดถึงว่าพ่อค้าแม่ขายเจ๊งทั่วหน้า เจ๊งระนาว ยอดขายตกไปต่ำกว่า ๘๐-๙๐ เปอร์เซ็นต์ เหลือลูกค้าไม่ถึง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ถามไปถามมาว่าลูกค้าไม่ถึง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ มาจากไหน เขาบอกพ่อค้าแม่ค้าที่มาขายนี่อย่างไร มันซื้อขายกันเองแล้ว แล้วลูกค้ารายใหญ่ ไปไหนหมด ไม่ได้ไปครับ มาทุกวัน ไหนล่ะ ผมนั่งรอตั้งเป็นชั่วโมง ไม่เห็นลูกค้ารายใหญ่ เขาบอกว่านี่ท่าน ส.ส. แมลงวันมาทุกวันเลย ลูกค้ารายใหญ่ของฉัน ตอนนี้ตลาดมันโล่งมาก เลยนะครับ จนแมลงวันตอมหึ่งไปหมดแล้ว นี่คือความจริงครับ ผมจะข้ามหลายเรื่องนะครับ เพื่อให้เกียรติท่านประธาน ตอนนี้สิ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนต่อก็คือว่าแรงงานวันนี้ ต้องขออนุญาตเอ่ยถึงท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติเมื่อสักครู่ขึ้นมาประท้วง และบอกว่าผมพูดถึง ๕ ปี ๔ ปี ไม่ใช่ ผมบอกว่า ๔-๕ ปีที่ผ่านมามันเกิดอะไร เดี๋ยวผมจะสอนมวยให้ว่าควรจะทำ อย่างไร โทษนะครับ ไม่ได้สอนมวย ชี้แนะเฉย ๆ วันนี้แรงงานถูกหลอกแล้วก็ฝันค้าง ขอป้ายแรงงาน ไม่มีโลโก้ (Logo) พรรคไม่เป็นไร มีหรือเปล่านี่ เอาอีกแล้ว ไม่เอา ไม่เอา ไม่ใช้ ไม่ใช้ ไม่เอา ไม่ให้ใช้ นี่อย่าไปวางใกล้ ๆ เดี๋ยวกล้องมันจับถูก
อย่าเล่นนะครับ เชิญครับ
แรงงาน ฝันค้าง ๔๒๕ บาท เกิดอะไรขึ้น เวลาหาเสียง ประกาศเลยว่าแรงงานจะ ๔๕๐ บาท แรงงาน ขั้นต่ำนะครับ ท่านอย่าดิ้น ท่านอย่าลูกเล่น ท่านอย่ามีชั้นเชิง คนไทยทั้งประเทศเขาไม่ได้ กินแกลบ เขาจับได้ไล่ทันแล้ว และสิ่งที่ผมอยากจะบอกก็คือว่าวันนี้แรงงานเหล่านี้รายได้ ตกต่ำ ตกงาน เงินไม่มี โจรชุกชุมเหลือเกิน ชุกชุมยิ่งกว่ายุงอีกนะครับ ฝากท่านด้วยครับ หน่วยงานความมั่นคง แล้ววันนี้การปล้นฆ่าเกิดขึ้นรายวันเลย ผมไร้เงาในนโยบาย ที่จะกล่าวถึงในเรื่องนี้ รัฐบาลต้องรับผิดชอบ ต้องรีบแก้ไขอย่างเร่งด่วนเลย หากแก้ไม่ได้ รับผิดชอบไม่ได้ ลาออกเถอะครับ อย่าอยู่เลยบ้านนี้เมืองนี้มันลำบากมาหลายปีแล้ว
ทีนี้มาดูเรื่องของนโยบาย กยศ. เขียนไว้ดีมากเลยนะครับ ผมคิดว่าสวยแต่รูป จูบแล้วเหม็น ไม่ใช่จูบไม่หอมนะครับ จูบไม่หอมยังพอทนนะครับ โอ้โฮ ทรมานเหลือเกิน จูบแล้วเหม็นนี่ แปลว่าอะไรครับ ผลพวง ๕ ปีที่รัฐบาลล้มเหลว พี่น้องที่เป็นหนี้ กยศ. นักเรียนทุกคน แม้กระทั่งคนทำงานที่เพิ่งจะเข้าไปทำงานไม่กี่ปี ๕ ปีนี้ท่านยอมรับไหมว่า เศรษฐกิจตกต่ำเหลือเกิน พวกท่านลำบากเหลือเกิน จะกินจะอยู่ยังไม่พอเลยจะเอามาใช้หนี้ กยศ. เอาที่ไหนละครับ มันไม่ใช่ความผิดของน้อง ๆ เป็นความผิดของรัฐบาลที่ผ่านมา ถ้าชอบใจปรบมือดัง ๆ ให้หน่อยสิที่บ้าน ผมรอเขาปรบมือให้จบก่อน
ศรัณย์วุฒิครับ
ผมได้เวลา จากพรรคเพื่อชาติอีก ๑๐ นาทีนะครับ ขออนุญาต
เวลาไม่เป็นไรครับ แต่อย่าเล่นนะครับ
ครับ และผมอยากจะบอกว่าเราต้องใช้นโยบายปรับหนี้สร้างงาน แล้วให้เรียนฟรีเลย ป. ตรี อย่าไปให้เขากู้เงินเลย สงสาร คุณจะพัฒนาประเทศอย่างไร การส่งเสริมการศึกษาคุณไม่ให้ เขาเรียนฟรี ให้เขากู้ แล้วคุณก็มานั่งตามไล่ตามจับเหมือนกบเหมือนเขียด ตามฟ้องเขา อายคนทั่วโลกไปหมดเลย เปลี่ยนเถอะครับนโยบายนี้ ผมบอกก่อนนะครับ คนเหล่านี้เขาคือ พลังงานในอนาคตของชาติ เป็นพลังแห่งอนาคตของชาติ ท่านจะทำกับคนเหล่านี้อย่างไร คิดให้ดีนะครับ
มาดูนโยบายอีกอันหนึ่งนะครับ นโยบายที่ผมอยากจะเสนอก็คือว่าวันนี้ คนไทยทั่วหน้าเลย ทุกภาคส่วนก็ว่าได้ เป็นหนี้เป็นสินหมด ผมอยากจะเสนอนโยบายบอกว่า ให้เป็นนโยบายฟื้นชีวิต ฟื้นเศรษฐกิจชาติได้ไหม เราใช้นโยบายปรับหนี้ เติมเงิน สร้างงาน ฝากทุกคนที่เกี่ยวข้องที่นั่งอยู่ในห้องนี้ด้วย นี่ไม่ได้พูดถึงอดีต นี่คืออนาคตนะครับ สิ่งที่อยากจะฝากก็คือว่าถ้าท่านทำสิ่งนี้ได้ ท่านจะได้อะไรบ้าง ผมอยากจะบอกว่า ถึงแม้ท่าน จะปรับหนี้ให้เขาอย่างไร ท่านเคยได้ยินสุภาษิตไทยบอกว่า เรือล่มในหนอง ทองจะไปไหน เคยได้ยินไหม นี่คือนโยบายเรือล่มในหนอง ทองจะไปไหน คิดให้ดี คิดให้รอบคอบ กระเป๋าซ้าย กระเป๋าขวาครับ เงินไม่ได้หายไปไหนเลย และที่ท่านเอาเงินไปช่วยเจ้าสัว ไปอุ้มเจ้าสัวตั้งเยอะแยะที่ผมชำแหละมา มันเยอะกว่าตรงนี้อีก เอามาใช้ตรงนี้ไม่ถึง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ช่วยคนได้ทั้งประเทศเลย และถ้าช่วยได้เกิดอะไรขึ้นครับ เศรษฐกิจจะพัฒนา จะฟื้นประเทศ ฟื้นชีวิตคนจำนวนมากเลย แต่ถ้าไม่แก้ประเทศจะสู่วิบัตินะครับ ผมอยากจะฝากว่าเรื่องนี้ผมอยากให้เป็นอย่างไร และอยากให้เป็นวาระแห่งชาติ ๑. ทุกคน ที่เป็นเจ้าหนี้ฟังนะครับ เจ้าหนี้ทั้งประเทศเลย ประกอบด้วยเจ้าหนี้อะไรบ้างครับ เกษตรกร ที่เป็นหนี้ หนี้ข้าราชการชั้นผู้น้อย รวมทั้งครู ทหาร ตำรวจ รวมหมดเลย ยกเว้นชั้นผู้ใหญ่ แล้วก็หนี้ของกองทุนหมู่บ้าน หนี้สหกรณ์ หนี้ กยศ. และสารพัดหนี้ หนี้ครัวเรือน หนี้แรงงาน หนี้ เอสเอ็มอี (SMEs) จับเหมารวมมาแก้ใส่เข่งนี้แก้ให้หมด และจะดีมากสำหรับประเทศไทย ผมคิดนอกกรอบนะครับ คิดฉีกแนวเลย เรื่องนี้ไม่มีใครกล้าทำ แต่ผมอยากจะฝากรัฐบาล กล้า ๆ ทำสิครับ รับรองได้เลยท่านจะเป็นรัฐบาลได้ ๒๐ ปีแน่นอนตามยุทธศาสตร์ชาติ ที่ท่านเขียนไว้ ๑. หนี้ทั้งหมดให้หยุดดอกเบี้ย หยุดดอกเบี้ยเลยอย่าไปคิด แค่เงินต้น ก็จะตายอยู่แล้วยังมีดอกเบี้ยตามไล่ล่า ๒. ดอกเบี้ยที่คิดไว้ท่านลดให้เขาได้ไหม แบบเดียวกับพวกเศรษฐี กิจการใหญ่ ๆ เป็นหมื่น เป็นพันล้าน เขาใช้คำว่า แฮร์คัต (Hair cut) แปลว่าอะไรครับ ดอกเบี้ยหยุด ลดดอกเบี้ย ลดเงินต้น ยืดการชำระให้ยาว เขาทำกันอยู่แล้ว แต่ว่าทำไมคนจน คนรากหญ้า คนที่ตกระกำลำบากทั้งประเทศไม่ได้รับ สิ่งนี้ ฝากรัฐบาลเอาไปทำ เสร็จแล้วหลังจากที่เรายืดหนี้แล้ว ถ้าลูกหนี้รายใดสมควรเข้าข่าย มีเกณฑ์ที่จะให้ปลดหนี้ให้สิทธิ ปลดให้เขาไป ปลดไปเลยครับ เงินนิดเดียว เราไปทำอย่างอื่น เสียหายมากกว่านี้อีกเยอะเลย แล้วเมื่อหลังจากเราแก้หนี้เสร็จแล้ว มันก็จะมีหนี้จำนวนหนึ่ง ที่เป็นหนี้ดี แล้วพวกหนี้ดีจะได้อะไร เราต้องมีอินเซนทิฟ (Incentive) ให้เขา มีแรงจูงใจ อะไรที่ให้เขาได้จัดให้เขาเลย รัฐบาลมีทุกอย่าง ช่วยเขาได้ ให้เลย จนเขาพึงพอใจแลกเปลี่ยน กันไป จะได้ไม่เกิดความน้อยเนื้อต่ำใจว่าทำไมช่วยลูกหนี้ชั้นไม่ดี แต่ฉันเป็นลูกหนี้ดีไม่ได้รับ อะไร นี่คือฝากให้รัฐบาลไปคิด แก้หนี้อย่างเดียวไม่พอนะครับ เศรษฐกิจมาชะงักหมด คนจนเป็นหนี้หมด มันเดินไม่ได้ ท่านต้องเติมเงินครับ เติมเงินเลย เติมอย่างไรครับ วันนี้ คนยากคนจนเป็นหนี้เป็นสิน จะไปกู้เงิน นโยบายบอกเปิดให้กู้บ้าน เฮกันไปกู้เลย ๑๐๐ ราย ผ่านรายเดียว อีก ๙๙ ราย ติดเครดิตบูโร (Credit Bureau) ยกเลิกได้ไหม เครดิตบูโร (Credit Bureau) ถ้ายกเลิกไม่ได้ท่านหามาตรการผ่อนผันได้ไหม ท่านเป็นรัฐบาล ท่านมีอำนาจ วันนี้คนจนเข้าไม่ถึงแหล่งเงิน เข้าไม่ถึงทุน ฝากตรงนี้ไว้ด้วยนะครับ
ทีนี้มาถึงคุณภาพชีวิต ผมอยากจะบอกว่าวันนี้ท่าดีทีเหลวเหมือนเดิม และสิ่งที่มันจำฝังหัวเลยแล้วเราไม่อยากได้ยินคำนี้ คือคนจนต้องตายลูกเดียว ตายอย่างไรครับ ไปรักษาพยาบาล ไปรอหมอ รออุปกรณ์แพทย์ รอวันนัดผ่าตัด เป็นโรคอะไรสักอย่างหนึ่ง จะต้องตายภายใน ๑ เดือน หมอนัดอีก ๓ เดือนมาผ่าตัด ก็เชิญหมอมาเป็นประธานทอดผ้า มหาบังสุกุลด้วยเลย มันตายจริง ๆ นะครับ เรื่องนี้อย่าล้อเล่น ผมสงสารคนยากคนจน ทั้งประเทศเลย และสิ่งที่ผมอยากจะบอกก็คือว่าเลิกได้แล้วไปรอหมอตั้งแต่ตีห้า กว่าจะได้รักษาบ่ายโน่นแน่ะ แล้วก็กลายเป็นคนไข้อนาถา ผมอยากจะบอกว่าถ้าคนรวย รักษาอย่างไร คนเหล่านี้ต้องได้รักษาเยี่ยงคนรวย ถ้าข้าราชการได้รักษาดีอย่างไร คนจนเหล่านี้ต้องได้มีสิทธิรักษาดีเท่าข้าราชการ มันถึงจะยุติธรรม ท่านอย่าให้เกิด ความเหลื่อมล้ำ เดี๋ยวผมจะพูดเรื่องความเหลื่อมล้ำอีก แล้ววันนี้ถ้าท่านอ้างว่าเงินไม่พอ ผมจะบอกให้ว่าหาเงินมาจากไหน อันที่ ๑ รัฐบาลชุดใหม่นี้กรุณาเถอะครับใช้เงินให้มี ประสิทธิภาพหน่อย ที่จริงผมมีแผ่นชาร์ต (Chart) เยอะแยะขี้เกียจยก เสียเวลา สรุปเลยก็คือว่าเงินที่เอามานี่ใช้อย่างมีประสิทธิภาพเถอะครับ วันนี้ถ้าท่านไม่เอางบไปเอื้อ เจ้าสัว ถ้าท่านสามารถตัดงบคอร์รัปชันได้ ตัดงบค่าโง่ต่าง ๆ ตัดงบซื้อเรือดำน้ำ ตัดงบซื้อเรือเหาะ ตัดงบซื้อ ซีทีเอ็กซ์ (CTX) ที่เขาเรียกว่าไม้แหย่แย้ มันใช้ตรวจระเบิด ไม่ได้ไปแหย่แย้ได้อย่างเดียว อันนี้ขอยืมคำพูดคุณจตุพร พรหมพันธุ์ อันนี้พาดพิง ในสิ่งที่ดี แล้วงบประมาณกลาง ๔๖๘,๐๐๐ ล้านบาทที่ท่านตั้งไว้เมื่อปีที่แล้ว แล้วปีนี้ ก็ตั้งเพิ่มขึ้นอีก มันมากสุดในประวัติการณ์แล้วนะครับงบกลาง งบกลางแปลว่าอะไรครับ พี่น้องประชาชน อำนาจอยู่ที่คนคนเดียวนะครับ ฝากเรียนท่านประธานด้วย ผมไม่เอ่ยนาม คนนั้นสามารถสั่งชี้โบ๊ชี้เบ๊ใช้อะไรก็ได้ในงบกลาง จะถูกระเบียบไม่ถูกระเบียบ เขามีวิธีใช้ จนถูกระเบียบก็แล้วกัน นี่คืองบกลางมากสุดในประวัติศาสตร์ ยุทธศาสตร์ ๗ ด้าน ที่ท่านใช้เงิน ๓ ล้านล้านบาท ผมดูแล้วมันไม่สอดคล้อง มันไม่คุ้มค่าน่าจะต้องปรับใหม่ เอามาช่วยเจียดจ่ายส่วนนี้สักหน่อยเถอะครับ ท่านประธานครับ ฝากไปถึงผู้มีอำนาจด้วยครับ คนไทยต้องพ้นทุกข์ คนไทยต้องมีสุขภาพดีถ้วนหน้า นี่คือสิ่งที่ผมอยากเห็นพี่น้องประชาชน คนไทยได้รับสิ่งนี้ครับ
มาดูนโยบายภัยแล้ง เมื่อสักครู่ผมต้องกราบขอบพระคุณมากนะครับ ท่านประธาน ผ่านไปถึงท่านนายกรัฐมนตรีออกมาพูดเรื่องการแก้เรื่องน้ำท่วม เรื่องภัยแล้ง ผมฟังแล้วผมเข้าใจท่านเลยว่าท่านตั้งใจมาก ท่านทำดีที่สุดแล้วแต่มันได้แค่นั้น เดี๋ยวผมจะบอกให้ว่าทำดีกว่านั้นต้องทำอย่างไร ที่ผ่านมาแล้งซ้ำซาก ท่วมซ้ำซาก วันนี้ ๒๖ เขื่อนอยู่ในภาวะวิกฤต มันเป็นการบริหารผิดพลาดไหม ใครไปดูหน่อยเถอะ ที่จริงผมมีตัวเลขนะ แต่ว่าลืมหยิบมา มันมีการปล่อยน้ำโดยที่ไม่ได้ระมัดระวังเลยว่าปีนี้ จะเจอภัยพิบัติอะไร และทำให้บ้านเมืองขาดน้ำขนาดนี้ เดี๋ยวถ้าไม่พอใจผมจะเอาหลักฐาน มาแฉครั้งต่อไป แน่จริงขึ้นมาตอบว่าไม่ใช่ เดี๋ยวผมจะขนหลักฐานมาแฉให้ดู นโยบาย เขียนดีมากเลยแต่ไม่ตอบโจทย์ ไม่แก้ปัญหา และยังอ้างบอกว่าจะต้องไปทำตาม ยุทธศาสตร์ชาติใช้เวลา ๒๐ ปี ขอประทานอภัยพูดภาษาโบราณได้ไหมครับ คนโบราณ บอกว่า กูตายก่อนหรือ ๒๐ ปีรอไหวหรือครับ สิ่งที่ท่านนายกรัฐมนตรีต้องสั่ง ขอโทษนะครับ ท่านประธานครับ ฝากไปถึงท่านนายกรัฐมนตรีที่ต้องทำก็คือว่า ท่านทุ่มงบไปเลยครับ จะกี่ล้านล้านบาทใส่ไปเลย โครงการนี้คือโครงการน้ำแห่งชาติ บูรณาการทุกลุ่มน้ำเลย น้ำฟ้า น้ำบนบก น้ำใต้ดิน น้ำผิวดิน เอามาบูรณาการให้หมด ๒๕ ลุ่มน้ำใส่มาให้หมด ผมศึกษาหมดแล้วถ้าอยากได้เดี๋ยวจะฝากให้ท่านนายกรัฐมนตรี ถ้าท่านทำโครงการนี้ได้ เขาเรียก โครงการประเทศไทยเขียว ผมไม่ได้เลียนแบบ พลเอก ชวลิต นะ สมัยก่อน ทำอีสานเขียวแต่ที่สุดมันเหี่ยว เพราะว่าท่านไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรีต่อเนื่อง แต่วันนี้นายกรัฐมนตรีเราน่าจะอยู่ยาวทำเรื่องนี้เถอะครับเพื่อช่วยคนไทยทั้งประเทศ โครงการประเทศไทยเขียว ถ้าทำได้มันคือการแก้ไขความยากจนและนี่ละครับ สนองนโยบาย เศรษฐกิจพอเพียงอย่างแท้จริง รถไฟความเร็วสูง อีอีซี (EEC) ทำเสร็จแล้วใครได้ประโยชน์ นายทุนใหญ่ได้ประโยชน์ ต่างชาติได้ประโยชน์ ท่านให้ บีโอไอ (BOI) ให้อะไร สิทธิประโยชน์ เพียบเลย แล้วคนไทยที่ไปลงทุนไม่ได้สิทธิประโยชน์จะสู้เขาได้อย่างไร ทุนก็น้อยกว่า เทคโนโลยีก็น้อยกว่า การส่งเสริมสิทธิประโยชน์ก็ไม่ได้เหมือนเขา ยิ่งกว่านั้นเกิดอะไรขึ้น ทราบไหมครับ ฝากไปบอกเถอะครับ บีโอไอ (BOI) ผมก็ไม่ได้ต่อว่า บีโอไอ (BOI) นะ ต้องเป็นผู้บริหารที่ไปคุม บีโอไอ (BOI) ฝากรัฐบาล รัฐมนตรีชุดใหม่ชุดนี้ด้วย ท่านรู้จักคำว่า เทคโนโลยีทรานเฟอร์ (Tecnology Transfer) ไหมครับ ตะบี้ตะบันให้ บีโอไอ (BOI) แต่ไม่มี เทคโนโลยีที่จะทำให้คนไทยได้พัฒนาเลย มันน่าเสียดาย เสียดายจริง ๆ พี่น้องเอ๋ย มันน่าจะมีใครเอาเทคโนโลยีมาพัฒนาให้เรา เราจะได้เก่งสักที แล้ววันนี้มันทรานเฟอร์ (Transfer) เหมือนกันนะ แต่ว่าเป็นทรานแพลน (Transplant) แปลว่ามันยกมาทั้งโรงงาน แล้วคนไทยกดปุ่มอย่างเดียว แล้วส่งเสริม บีโอไอ (BOI) ๔.๐ ท่านตามไปดูนะ โรงงาน ผลิตยางที่จังหวัดระยองของประเทศจีนที่มาตั้งอยู่จังหวัดระยอง ผมเข้าไปดูตกใจเลย ไม่มีคนงานเลยมีแต่โรบอท (Robot) มีแต่หุ่นยนต์ ๔.๐ มันคืออันนั้นนะครับ ถ้าจับรอยต่อ ของการพัฒนาไม่ได้เราเสียหายและเสียเปรียบอย่างมากเลย แล้วคนไทยไม่ได้อะไรเลย นี่คือสิ่งที่จะเกิดขึ้นฝากท่านประธานด้วย และถ้าเราทำได้นะครับ เกษตรจะเข้มแข็งมาก เป็นนโยบายแก้จนแล้ว เขาบอกว่าในน้ำมีปลา แต่เขาห้ามร้องเพลงนะครับ ในนามีข้าว นี่คือสิ่งที่เราจะได้พบเห็น แล้วถ้าเราไม่ทำมันจะแล้งซ้ำซาก จนในที่สุดประเทศไทย จะเป็นประเทศที่จะเกิดภัยพิบัติ และจะกลายเป็นทะเลทรายในที่สุด ท่านอย่ามองข้ามครับ โอกาสเป็นไปได้สูงนะครับ
ทีนี้มาเข้าเรื่องการเหลื่อมล้ำ ฝากรัฐบาลชุดใหม่นี้เลยนะครับ ความเหลื่อมล้ำ ปรากฏว่าอย่างไรทราบไหมครับ ท่านช่วยกรุณาจดไว้ด้วยนะครับรัฐบาล ความเหลื่อมล้ำ ประเทศไทยวันนี้สูงที่สุดในโลก หน่วยงาน ซีเอส โกลบอล เว็ลธ รีพอร์ต ๒๐๑๘ (CS Global Wealth Report 2018) ความเหลื่อมล้ำมีอะไรบ้างผมจะบอกให้ เรื่องของ รวย จน ที่ผมบอกให้รวยจนจุก จนจนตาย นี่มันติดอันดับโลกแล้ว การเข้าถึงทุนที่ผมบอกว่า คนจนเข้าถึงทุนลำบากมาก คนรวยเข้าถึงทุนอย่างไรทราบไหมครับ ยิ่งเจ้าสัวนี่กู้ง่าย เหลือเกิน ธนาคารพยายามขอให้ใช้เงิน ช่วยใช้เงินหน่อยนะเจ้าสัว จะเอากี่หมื่นล้านบาท หลักประกันก็ไม่ต้องมี คนค้ำประกันก็ไม่ต้องมี ดอกเบี้ยก็แสนจะถูก นี่มันเป็นความ เหลื่อมล้ำมาก แต่คนจนเข้าได้ไหมครับ ไหนขอดูหลักประกันหน่อย มีโฉนดอยู่ผืนหนึ่ง ประมาณ ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท มันให้กู้แสนเดียว ฝากท่านรัฐมนตรีท่านใหม่ไปดูด้วยนะครับ เรื่องนี้ท่านต้องแก้ แล้วก็บอกว่า เมื่อชาติปางก่อนคุณไปทำเครดิต (Credit) ไม่ดีไว้ วันนี้เครดิตบูโร (Credit Bureau) ยังไม่ลบชื่อคุณ ดังนั้นคุณกู้ไม่ได้ ยุบเสียเลยหน่วยงานนี้ ยุบไปเถอะ นี่คือการเปลี่ยนแปลงประเทศ อย่าไปสนใจใคร การเหลื่อมล้ำเรื่องการถือครองที่ดิน เศรษฐีระดับใหญ่ ๑ เปอร์เซ็นต์ของประเทศถือครองที่ดิน ถือเป็นทรัพย์สิน ๖๐ เปอร์เซ็นต์ ของประเทศ บางคนถือที่ดิน ๖๐๐,๐๐๐ กว่าไร่ อันนี้ตามชื่อที่ออกมานะ แต่ที่ไปฝากไว้ นอมินี (Nominee) และที่ไม่ใส่อีกเท่าไร เป็นล้านไร่ คนไทยอีกหลายสิบล้านคนไม่มีที่ทำกิน เลยท่านนายกรัฐมนตรีครับ กราบขออนุญาตฝากผ่านท่านประธานไปถึงท่านนายกรัฐมนตรี ด้วย ไม่มีที่ทำกิน และสิ่งที่ผมอยากจะฝากก็คือว่าเรื่องของอาชีพก็เหมือนกัน บางอย่าง สงวนได้ช่วยสงวนให้คนไทยได้ไหม วันนี้ร้านขายของชำเจ๊งหมดทั้งประเทศเลย เคยขาย ไข่เจียวได้ เดี๋ยวนี้ไปซื้อในร้านสะดวกซื้อที่กดแล้วเดินเข้าไปติ๊งต่อง ผมไม่เอ่ยนามนะครับ เพราะว่ามันพาดพิงบุคคลภายนอก นี่แล้วพ่อค้าแม่ขายจะเอาอะไรมาค้าขายมันทำแทน หมดเลย มันเป็นทุนใหญ่ใช่ไหม มันได้เปรียบใช่ไหม ท่านนายกรัฐมนตรีต้องช่วยคนไทย ที่ลำบากยากจน ผมทราบว่าท่านนายกรัฐมนตรีท่านนี้เอาจริงเอาจัง ฝากเลยครับ ทำเถอะครับ ผมหนุนเต็มที่เลยใครโจมตีท่านผมจะกันให้เลย เป็นองครักษ์พิทักษ์ให้เลย
มาดูเรื่องความเหลื่อมล้ำทางด้านการศึกษา แปลว่าอะไรครับ ลูกคนจนเรียน โรงเรียนวัด เรียนโรงเรียนเทศบาลที่เรียนฟรีทั้งหมด แต่โรงเรียนเทศบาลที่ดี ๆ ที่ว่าเข้ายาก ๆ นี่เข้าไม่ถึงนะครับ เพราะว่าจะต้องมีค่าแป๊ะเจี๊ยะ ค่าอะไรต่าง ๆ เข้าลำบาก ไม่ได้ ส่วนลูกคนรวยเรียนโรงเรียนดี ๆ เรียนครูดี ๆ เรียนอินเตอร์ (Inter) เรียนต่างประเทศ ครูอินเตอร์ (Inter) ลูกนักเรียนไทยก็เรียนโรงเรียนวัด ครูบ้านนอก นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นฝากแก้ไข หน่อยเถอะครับ ผมเชื่อว่ารัฐมนตรีท่านใหม่ที่เข้ามาน่าจะทำเรื่องนี้ได้
ทีนี้มาดูเรื่องการรักษาพยาบาล เกิดอะไรขึ้นครับเรื่องการรักษาพยาบาล เหลื่อมล้ำมากเลย วันนี้เจ้าสัวเอย ข้าราชการเอย รักษาดีมากเลย แต่คนยากคนจนรักษา อย่างอนาถา นี่มันเหลื่อมล้ำนะครับแก้เสียทีเถอะครับ แล้วผมมั่นใจนะรัฐมนตรีใหม่ ท่านนี้ ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน ท่านอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นคนหนุ่มไฟแรงมีวิสัยทัศน์ คนนี้เป็นผู้นำที่ต้องจับตา ผมเชื่อว่าท่านทำได้แน่นอนและท่านจะทำ
ความเหลื่อมล้ำต่อไปคืออะไรครับ สิ่งที่ผมอยากจะบอกก็คือว่านอกจาก เรื่องการศึกษาแล้วความเหลื่อมล้ำทำอาชีพ วันนี้ปลาใหญ่กินปลาเล็ก ที่ผมพูดเมื่อสักครู่นี้ ต่างชาติก็เข้ามาผูกขาด ทุนจีนก็เข้ามา เมื่อก่อนนี้การจะซื้อผลไม้จากประเทศไทย ส่งประเทศจีน เราก็จะมีของคนไทยตัวแทนสหกรณ์หรือใครก็ได้ไปเปิดทำขายให้ แต่ปัจจุบันนี้ไม่ได้นะครับ ล้งจีนมาทำเองเลย ห้องเย็นก็ของประเทศจีน การส่งออก ก็ของประเทศจีน ไปตลาดประเทศจีน ประเทศไทยไม่มีวันเข้าไปแตะได้ คุมตลาดแห่งอนาคต ซื้อล่วงหน้าไว้เลย นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้คนไทยเสียเปรียบเทียบมากเลย
มาดูนโยบายต่อไป ผมจะไปเร็วนิดหนึ่ง ข้ามไปหลายเรื่อง เพื่อเคารพ ท่านประธานนะครับ นโยบายที่ ๘ เกี่ยวกับเรื่องการคอร์รัปชัน จริง ๆ นโยบายที่ท่านเขียนมา มันครอบไปหมดเลย ผมก็พยายามดูว่าข้อไหนใกล้ที่สุด แต่ถ้าไม่ใช่ก็เอาข้ออื่นแล้วกันที่อยู่ใน เล่มนั้นไปเปิดดูต้องเจอแน่นอน ผมอยากจะบอกว่าเรื่องคอร์รัปชันหยุดโกหกจัดฉาก ตัดริบบิ้นได้ไหม หยุดได้แล้ว ทำจริง ๆ เถอะครับ วันนี้สถิติหน่วยงานหลายหน่วยงานฟันธงเลย คอร์รัปชัน ปี ๒๕๖๑ ๓๘ เปอร์เซ็นต์ ปี ๒๕๖๒ ๔๘ เปอร์เซ็นต์ ค่าเฉลี่ยนะครับ อันนี้ขออนุญาตนะครับ ไม่เสียหาย ขออนุญาตนะครับ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐเขียนไว้ดีมากเลย คอร์รัปชันโดยเฉลี่ย ถ้าค่าเฉลี่ยกลาง ๆ นี่ ๒๗๐,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าขั้นสูงไป ๔๘ เปอร์เซ็นต์ นี่ ๔๘๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี ประหยัดส่วนนี้ได้ไหม เอามารักษาพยาบาลได้ไหม เอามาช่วยปรับหนี้เติมเงินได้ไหม นี่คือฝากให้ดูด้วยนี่คือดัชนีเรื่องของการคอร์รัปชัน หนังสือพิมพ์ไทยรัฐไปเปิดดูได้เลย สื่อมวลชนถ่ายไปเลยนะครับ แล้วก็ฝากนิดหนึ่งเถอะครับ เรื่องคอร์รัปชันตอนนี้ได้ข่าวว่ามีนายทุนใหญ่ที่สนับสนุนพรรคการเมืองพรรคหนึ่ง ผมไม่เอ่ยนาม ไม่ทราบพรรคอะไร ก็มีการแย่งชิงกันถึงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวง พลังงาน แล้วทราบว่านายทุนท่านนี้ใหญ่โตมากเลย โตเร็วเหลือเกิน ไม่กี่ปีโตไม่รู้ กี่ร้อยเปอร์เซ็นต์ หุ้นเข้าตลาดหลักทรัพย์คุมเกี่ยวกับพลังงาน เขาบอกว่าเป็นทุนใหญ่จริง ๆ ของพรรคนี้ สามารถเปลี่ยนรัฐมนตรีได้ ผมสงสารท่านสุริยะมากเลย ขออนุญาตพาดพิง เอ่ยนามท่าน ท่านเป็นคนมีความรู้ความสามารถ ถ้าคนนี้อยู่กระทรวงพลังงานรับรองเลยว่า ทำได้ดีแน่เลย แต่ก็ต้องเปลี่ยนเอาคนอื่นเข้ามา เหตุอะไรนี่สื่อมวลชนไปเจาะลึกเอานะครับ แต่ผมรู้มาในสภาแห่งนี้ไม่สมควรจะนำมาพูด และถามว่าทำไมถึงรีบจะเร่งจะพยายามผลักดัน ให้โครงการไฟฟ้าถ่านหินลิกไนต์ที่กระบี่ ๕,๐๐๐ เมกะวัตต์ พยายามผลักดันให้มันเกิดให้ได้ ทั้ง ๆ ที่มันเป็นโครงการไฟฟ้าที่เป็นสารพิษคนในโลกเขาเลิกใช้แล้ว ฝากไปถึงนายทุน คนนี้ด้วย คุณจะรวยอย่างไรแต่ต้องคิดถึงคนไทยด้วย คิดถึงอนาคตคนไทย คิดถึงลูกหลาน คิดถึงว่าเขาจะต้องเจ็บไข้ได้ป่วยอย่างไร แล้วเมืองท่องเที่ยวอย่างกระหรี่ ไม่ใช่ ขอโทษ มันคอแห้งมากเลยท่านประธาน เมืองท่องเที่ยวอย่างกระบี่ ผมไม่อยากให้ท่านง่วงนอน เป็นลีลาในการอภิปราย ขออนุญาตถอนนะครับ
คุณศรัณย์วุฒิครับ ขอโทษเสียด้วยครับ
เมืองท่องเที่ยว แล้วก็กลายเป็นว่าจะไปสร้างโรงไฟฟ้าที่เป็นสารพิษ เป็นพิษ นี่คือสิ่งที่ผมฝาก ไว้ว่านายทุนท่านนี้เขามีอิทธิพลเหลือเกิน แล้วสิ่งที่ผมจะบอกว่าข่าวว่าทุนใหญ่ทุนนี้กำลังรอ งาบสัมปทานใหญ่ ๆ ในกระทรวงพลังงานอีกหลายโครงการ ท่านจับตาดูด้วยครับ ผมไม่ได้ บอกว่าเป็นใคร เชิญมาฟ้องเลยครับ เมื่อสักครู่นี้นะครับ
ศรัณย์วุฒิครับ ผมขออภัยด้วย ทางพรรคของคุณแจ้งมาว่าเวลาของคุณหมดแล้วครับ
เอาละครับ สรุปแล้วท่านประธานครับ ขออนุญาตสรุปแล้ว ผมเคารพท่านประธานมากเลย ผมถือว่า โชคดีมากได้อภิปรายช่วงที่ท่านประธานอยู่ เพราะว่าท่านเป็นคนที่ไม้บรรทัดตรงเลย อาของผมเป็นนักการเมืองใหญ่ในอดีต เป็น ส.ส. เกือบ ๑๐ สมัย เคารพท่านประธานมาก พูดถึงท่านประธานในทางที่ดีตลอด ผมเคารพท่านมาก ผมอีกนิดเดียวท่านประธานครับ มาดูเรื่องความเหลื่อมล้ำ เรื่องความยุติธรรมสั้น ๆ นิดเดียว เดี๋ยวก็จบแล้วนะครับ ท่านประธาน อย่าประท้วงนะครับ ถ้าประท้วงผมลากยาวนะ ผมยังมีอีก ๕ แผ่น เมื่อสักครู่นี้ ผมเอาออกไปนะ ยกตัวอย่างเช่น นาฬิกาหรูยืมเพื่อนมาไม่ผิด ทุกคนติดตามแล้วลองคิดเอง แล้วกันว่าอันนี้ยุติธรรมไหม ปล่อยกู้กรุงไทย หลายคนติดคุกแต่บางคนรอด อันนี้ ยุติธรรมไหม ม็อบ (Mob) พัทยาโดนหมดทั้งโขลง รอดไอ้โบ้คนเดียว ผมไม่ได้บอกว่าโบ้ไหน ไอ้โบ้ เพื่อนผมชื่อไอ้โบ้ มันรอดอยู่คนเดียว นี่หรือครับคือความยุติธรรม ท่านใช้มาตรา ๔๔ ปลด ย้ายคนเป็นพันเลยนะ เข้าไปสู่สุสานคนเป็น ผมเรียกว่าสุสานคนเป็น จะย้ายไปไว้ที่ไหน นั่นละครับ คือไปนั่งอยู่ที่สุสานคนเป็นเพราะเขายังไม่ตาย แต่มันเจ็บปวดครับ บางคนไม่ได้ ทำอะไรผิดเลยท่านย้ายเขา แต่บางคนท่านบอกว่าเขาทำผิด เขาเป็นคนเลว แต่พอเขามาอยู่ พวกท่านปุ๊บ หมอนี่เป็นคนดีในฉับพลัน ในบัดเดี๋ยวนั้น ผมสงสารมากอดีตนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน ย้ายคุณถวิลคนเดียว ผมไม่เอ่ยชื่อถวิลไหนนะ รัฐบาลต้อง ล้มเลยนะครับ ดูสิครับนี่คือความยุติธรรม ผมไม่อยากพูดถึงเรื่องการจัดเลี้ยงที่ป่าวังน้ำเขียว โต๊ะจีนที่ว่าเป็นนายทุนใช่ไหม เป็นสปอนเซอร์ (Sponsor) ใช่ไหม ผมไม่อยากพูดถึง แต่พูดไปแล้ว
ผมขอนำหนังสือของผู้แทนฝ่ายค้าน เรียนให้ทราบว่าเวลาคุณศรัณย์วุฒิในส่วนฝ่ายค้านหมดแล้วครับ
ขออนุญาตท่านประธานครับ ผมได้จากพรรคเพื่อชาติ ๑๐ นาที แต่ผมไม่ใช้ ผมจะสรุป เดี๋ยวนี้ ภายในนาทีก็จบแล้วท่านประธานครับ กราบขอประทานอภัย ผมเคารพท่านมาก นิดเดียว เอาเป็นว่าวันนี้เรื่องความเหลื่อมล้ำในความยุติธรรมมีหลายเรื่องผมจะยกข้ามไป ฝากว่าที่รัฐมนตรีหรือว่าได้เป็นแล้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมไปดูด้วย องค์กรอิสระ ไปดูด้วยนะครับ อย่าให้ประเทศไทยเป็นอย่างนี้ ที่ไหนก็ตามถ้าไม่มีความยุติธรรม ท่านอย่าหวัง เรื่องจะเป็นความสามัคคี อย่าหวังว่าประเทศชาติจะเจริญ ความยุติธรรมคือหัวใจสำคัญ
สุดท้าย ความล้มเหลว ๕ ปีที่ผ่านมาเป็นตราบาปของท่านนะครับ ผมไม่เอ่ยชื่อ ของใคร ท่านต้องชดใช้ พวกเราวันนี้ได้ชี้ทางให้ท่านแล้ว อยากให้ท่านเอาไปทำ ไปแก้เถอะ กราบเรียนท่านประธานถึงท่านนายกรัฐมนตรี ท่านต้องทำ ทำเพื่อประเทศชาติ ทำเพื่อประชาชน ต้องทำให้ได้ ท่านทำประเทศเสียหายมามากพอแล้ว เห็นแก่อนาคต ลูกหลานเถอะครับ หากท่านทำไม่ได้ หรือไม่ตั้งใจจะทำ และไม่มั่นใจ ท่านลาออกเถอะครับ ขอบคุณครับ
ทั้งหมดที่ให้พูดไปอีกฝ่ายหนึ่ง ก็มีสิทธิที่จะชี้แจงนะครับ เมื่อสักครู่นี้มีผู้ประท้วงเรื่องนำภาพพรรคมา มีอะไรจะอธิบาย อนุญาตนะครับ
ขออนุญาตครับ
ท่านนายกรัฐมนตรี เชิญเลยครับ
กราบเรียนท่านประธานไปถึงสมาชิกผู้มีเกียรติทุกท่านนะครับ กระผมก็จำเป็นต้องพูดกับพี่น้องประชาชนที่เฝ้าดูอยู่ทางบ้านด้วย คงไม่ต้องปรบมือนะครับ ข้างนอกผมชื่นชมในกรณีที่ท่านพูดมาทั้งหมดครอบคลุมในทุกประเด็น ผมก็ฝากว่าขอให้ท่าน ลองพิจารณาการเป็นนายกรัฐมนตรีด้วยตัวเอง แล้วจะบริหารสิ่งที่ท่านพูดมาได้อย่างไร ท่านพูดมามีหลักการทั้งสิ้น ผมตอบเรื่องแรกก่อน เรื่องการรักษาความสมดุล ในเรื่องของอเมริกา ยุโรป อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ หรือแม้กระทั่งในเรื่องของการเป็นเจ้าของ ทรัพย์สินมาก คนรวย คนจน มีทั้งประเทศ มีทุกประเทศในโลกใบนี้ อเมริกาก็มี มีเงิน มากที่สุดในไม่กี่ธุรกิจหรอก ไม่กี่คน มันมีเหมือนกันทั้งโลก อันนี้คือโลกเสรี โลกการค้าเสรี แต่เราก็ต้องมาปรับแก้ของเราว่าทำอย่างไรจะให้ทุกคนได้เข้าถึงในสินทรัพย์เหล่านี้ โดยพื้นฐานของเราที่แตกต่างกันมาก เพราะฉะนั้นในเรื่องของการเชื่อมโยงกับต่างประเทศ เรามีทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการยกระดับไปสู่ การเป็นระดับยุทธศาสตร์ ระดับยุทธศาสตร์คือใหญ่ยิ่งกว่าทวิต่อทวิ เพราะยุทธศาสตร์ คือยกระดับความสัมพันธ์ขึ้นมา
ในเรื่องของ เอฟทีเอ (FTA) ผมได้มีการพูดคุยหารือกันมาตลอด ๕ ปีที่ผ่านมา หลายประเทศได้มีข้อตกลงกันแล้ว เพียงแต่ว่าเขารอเมื่อไรที่มีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง เขาพร้อมที่จะลงนาม พร้อมที่จะแก้ไข แต่ยังมีบางคนที่ไปทำให้เขาไม่ลงนาม ไม่รู้ว่าใคร ก็ไปหาดูแล้วกันนะครับ
อีกอันที่เรากำลังทำอยู่คือ อาร์เซ็ป (RCEP) อาเซียน (ASEAN) เราจำเป็นต้อง มีการเจรจา อาร์เซ็ป (RCEP) ของอาเซียน (ASEAN) ไปด้วยกัน ซึ่งเราขับเคลื่อนอยู่ใน เวทีของอาเซียน (ASEAN) ที่จะเป็นกติกาการค้าสำคัญของอาเซียน (ASEAN) เราไม่เคยมี เราก็จะดันอาเซียน (ASEAN) ออกมาให้ได้ในปีนี้เป็นกติการ่วมกันนะครับ
เรื่องการบริหารบิ๊ก ดาตา (Big Data) ผมพูดมา ๕ ปีแล้ว วันนี้เดินหน้า ไปเยอะ วันหน้าเดี๋ยวลองฟังดูสิว่าดิจิทัลเขาทำมาแล้วถึงไหน การให้บริการประชาชน การให้บริการภาคธุรกิจเอกชน การเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร บิ๊ก ดาตา (Big Data) ฝึกคนขึ้นมา มีการผลิตคนมาทำในเรื่องบิ๊ก ดาตา (Big Data) ในเรื่องของดาตา อะนาลีซิส (Data Analysis) วันนี้ต้องบริหารราชการลักษณะนี้ ขอบคุณ รัฐบาลทำอยู่แล้ว เรื่องสิทธิมนุษยชน กับการทำผิดกฎหมายพูดไปแล้ว วันนี้ปัญหาของประเทศเรามันไม่ใช่อย่างที่ท่านพูด หลายประการ ผมก็ขอชี้แจงด้วยข้อมูลต่าง ๆ ที่เรามีอยู่ รัฐบาลจำเป็นต้องบริหารราชการ จากข้อมูลที่มีอยู่ ส่วนหนึ่งก็มาจากประชาชน เพราะฉะนั้นรัฐบาลก็ต้องแก้ทั้ง ๒ อย่างทั้งในส่วนของรัฐบาลเอง การอำนวยความสะดวก กฎหมาย กติกาหรือว่ากลไกต่าง ๆ ต้องแก้ในระบบราชการ ทั้งนี้เพื่ออำนวยความสะดวก ให้ภาคประชาชน เพราะฉะนั้นถ้าทั้ง ๒ ฝ่ายไม่ช่วยกันแก้มันไปไม่ได้หรอกนะครับ
เรื่องของแรงงาน วันนี้เราต้องดูว่าแรงงานมันมี ๒ ประเภท แรงงานข้ามชาติ แรงงานต่างด้าวกับแรงงานในประเทศ มีจำนวนถึง ๓,๐๐๐,๐๐๐-๔,๐๐๐,๐๐๐ คน ต่างชาติ ก็มีมากกว่าด้วยซ้ำไปนะครับ เพราะฉะนั้นการดูแลถ้าเราให้สูงขึ้น เราต้องให้สูงขึ้น ทั้ง ๒ ประเภท เราแยกให้ไม่ได้ เมื่อ ๒ ประเภทนั้นสวัสดิการต่าง ๆ ตามมาเหมือนกัน ทั้งหมด เพราะฉะนั้นก็ต้องไปพิจารณาดูว่ามันจะทำได้แค่ไหน อย่างไร ผมไม่ได้ปฏิเสธว่า จะไม่ทำให้นะครับ แต่ภาระมันก็จะมากขึ้นพอสมควรนะครับ
เรื่องการปลูกพืชอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ก็พูดไปแล้ว
เรื่องการค้าขายเจ๊ง ผมก็อยากจะถามว่ามันจริงหรือไม่ มันเจ๊งทุกที่เลย หรืออย่างไร ผมก็ไม่แน่ใจนะ เพราะบางคนที่ผมดูในที่มาออกโทรทัศน์บ้าง ที่เขามาพูดทาง ทางวิทยุ ทางอะไรต่าง ๆ โทรทัศน์หรือในเอกสาร หนังสือพิมพ์ เขาก็มีรายได้ดีขึ้น เมื่อเขาปรับตัวเอง การเกษตร การค้าขาย การค้าขายออนไลน์ (Online) ดี ๆ เขาก็เยอะ อย่าใช้คำว่า ทั้งหมดเจ๊ง ถ้าอย่างนี้มันแช่งตัวเองนะครับ เพราะฉะนั้นผู้บริโภค วันนี้ เราต้องมองว่า ผู้บริโภคเท่าเดิมใช่ไหม คนไทยซื้อของเท่าเดิมใช่ไหม มีคนเป็นลูกค้าเท่าเดิม ใช่ไหม แต่ลูกค้าส่วนหนึ่งเขาไปซื้อขายออนไลน์ (Online) เพราะฉะนั้นแน่นอน ผู้บริโภคมันต้องลดลง ตราบใดก็ตามที่ร้านค้าปลีกยังไม่ปรับปรุงตัวเอง ไม่พัฒนาสินค้า ไม่พัฒนาคุณภาพ ยังขายแบบเดิม ๆ อยู่ แน่นอนครับคนเขาก็ไม่นิยม เราต้องมาช่วยตรงนี้ เพราะฉะนั้นพูดให้มีหลักการว่าเราจะต้องช่วยตรงนี้ด้วย ร้านค้าปลีก ตลาดค้าสด อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ ผมเคยไปเยี่ยมตลาดค้าสด เขาบอกแต่ก่อนขายดี พอเริ่มขายไม่ดีก็ตอนที่มาสร้างตึก รอบ ๆ ตลาดนี่ละ ผมก็ถามจะให้ผมแก้อย่างไร เขาบอกให้ผมรื้อตึกรอบ ๆ ให้หมดเลย คนจะได้มาซื้อมากเท่าเดิม นี่ความคิดของประชาชนเป็นอย่างนี้ ท่านต้องอธิบายให้เขาด้วย เวลาท่านฟังเขามานะครับ ผู้บริโภคเท่าเดิม คนซื้อก็ต้องลดลง เพราะไปซื้อออนไลน์ (Online) นี่คือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของคนในยุคนี้นะครับ รักความสะดวกสบาย แต่ท่านลองมองในมุมกลับสิครับ ทำไมเขาถึงไปซื้อตรงโน้น เขามีรายได้ดีขึ้นหรือเปล่า ในเมื่อเขาไปซื้อของที่มันแพงขึ้น ไปซื้อในห้างมากขึ้น เพราะเขามีรายได้ดีขึ้นไหม ต้องมองใน ๒ มุม เรื่องแรงงาน ไม่ได้ไปหลอกใครนะครับ ผมคิดว่าแรงงานขณะนี้มันก็มีอยู่แล้ว ๓๐๐-๓๕๐ บาท แต่ละจังหวัดมันก็มีอยู่แล้วตามค่าแรง คราวนี้แรงงานที่จะเพิ่มเป็น ๔๐๐ บาท ๔๒๕ บาท ๕๐๐ บาท ๘๐๐ บาท มันมีอยู่แล้วถ้ามีฝีมือพัฒนาฝีมือแรงงานมันขึ้นถึง ๘๐๐ บาท ขึ้นถึง ๑,๐๐๐ บาท ไปดูสิครับช่างปูกระเบื้องช่างอะไรต่าง ๆ รายได้ดี มี ประเภทที่เรียงกระเบื้อง สวย ๆ เขาก็ได้ดีอยู่แล้วตามคุณภาพฝีมือ แต่เราจะต้องพัฒนาอย่างไรไปว่ากันมานะครับ ผมก็ยินดีรับไป มีการพัฒนาให้สูงขึ้นในอนาคต
การปล้นฆ่า อันนี้มันก็ปัญหาสังคมนั่นละ วันนี้ถ้าพูดแบบนี้ ขอโทษไม่ได้ ชี้ท่าน ถ้าพูดอย่างนี้หรือพูดอะไรที่มันเฟกนิวส์ (Fake news) เรื่องไม่จริง มันรุนแรงขึ้น ทุกอย่างละครับ ท่านพูดอะไรก็ได้อย่างนั้นละ เพราะฉะนั้นวันนี้เด็กแว๊นก็มี ตีกันบนถนนก็มี เด็กนักเรียน ต้องแก้สิครับ โทษแต่รัฐบาลอย่างเดียว ผมว่าไม่มีใครแก้ได้ รัฐบาลท่านก็ แก้ไม่ได้ กยศ. กำลังพิจารณาอยู่นะครับว่าจะไปใช้เส้นทางใด ถ้าท่านบอกว่ายืมแล้ว ไม่ต้องใช้ ให้ไปเรียนถึงปริญญาตรี คนกว่าจะจบปริญญาตรีใช้เงินคนละ ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท ถ้าเรียนหมอ ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท หาเงินมาเถอะครับ ผมแจกให้ได้หมดละ ก็ต้องไปหาวิธีการ ทางที่เหมาะสม มีกองทุนมีต่าง ๆ กองทุนการศึกษาพิเศษไปว่ามา การปรับหนี้ เรียนฟรี อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ มันอยู่ในนโยบายทั้งนั้นละ แต่มันอยู่ในกล่องเมื่อสักครู่นี้ ท่านก็ไปหา วิธีการทำนะครับ ถ้ามันได้ทีเดียวก็ทำไป ถ้าเงินไม่พอท่านก็ทำทีละขั้นทีละตอนไปนะครับ
ท่านบอกว่าเอากระเป๋าซ้ายไปใส่กระเป๋าขวา แต่กระเป๋าที่มันแฟบคือรัฐบาล ไม่มีสตางค์นะครับ เพราะฉะนั้นท่านต้องดูตรงนี้ด้วย แม้กระทั่งแรงงานต่างด้าวเขาใช้ในประเทศ ของเราอย่างประหยัดแล้วเขาส่งเงินตรงนี้ แทนที่จะหมุนเวียนในประเทศไทยเขาส่งกลับบ้าน เขาอีกด้วย นั่นละครับคือปัญหาการใช้เงินในระบบของเรา หนี้ดี หนี้เสีย เอ็นพีแอล (NPL) เราก็มีกองทุนต่าง ๆ ให้มากมาย ลดโน่นลดนี่ให้ แต่ท้ายที่สุดก็ไม่มีเงินใช้หนี้ แม้กระทั่ง การบริหารจัดการเรื่องหนี้นอกระบบ เจรจาพูดคุยกันมา เซ็นสัญญากันเรียบร้อยปรากฏว่า ถึงเวลาพอคืนโฉนดให้แล้วเขาก็ไม่คืนให้ เพราะว่าไม่ยอมใช้เขาเลย นี่ละคือคนไทยจะต้อง แก้ปัญหาตรงนี้ให้ได้ จิตสำนึก เงินในธนาคารไม่ใช่เงินของผม ไม่ใช่เงินของท่าน เป็นเงินของทุกคนในห้องนี้ฝากธนาคารทั้งสิ้น เขาเอามาประกอบการธุรกิจ ท่านอยู่ดี ๆ จะให้ไปยกเลิกหนี้สิน ธนาคารเขาเจ๊งไปแล้วจะเกิดอะไรขึ้น ท่านต้องเข้าใจไม่ใช่เงินผม คนจนตายลูกเดียวหาหมอ วันนี้เรียกว่า ระบบประกันสุขภาพ มีเพิ่มรายหัวมากขึ้น ข้าราชการคือราชการ ถ้าไม่อย่างนั้นทุกคนก็มาเป็นข้าราชการ เราก็กำลังปรับแก้ตรงนี้อยู่ ไม่ใช่ว่ารังเกียจข้าราชการ แล้วเวลาเขาทำงานมันทำงานเหมือนกันหรือไม่ละ แรงจูงใจ สิทธิประโยชน์ในการเป็นข้าราชการมันมีหรือไม่ละ มันต้องดูตรงนี้ด้วยนะครับ คนจน ไม่ได้ตายลูกเดียวหรอกนะครับ วันนี้ก็มีทั้งการดูแลเรื่องปฐมภูมิ ทุติยภูมิ ดูแลสุขภาพ สิ่งสำคัญที่สุดคือท่านต้องสอนให้คนออกกำลังกาย มันไม่ตายหรอกครับ ออกกำลังกาย ท่านบอกจะรักษาพยาบาล เท่าไรมันจะพอ วันนี้ค่ารักษาพยาบาลในโรคที่เป็นแล้วไม่ตาย แต่ไปรักษานาน นั่นละคือการสิ้นเปลืองการรักษาพยาบาลใช่ไหม กินเหล้า สูบบุหรี่ หลาย ๆ เรื่อง ไม่ออกกำลังกายพวกนี้ ไม่ตายหรอกครับแต่ทรมาน ค่ารักษาพยาบาลเยอะ ถ้าขจัดเรื่อง พวกนี้ได้มันก็รักษาพยาบาลได้น้อยลง วันนี้โรงพยาบาลทำไมเขาถึงดูแลได้ไม่ดีนัก โรงพยาบาลทุกโรงพยาบาล ๕,๐๐๐ คนต่อวัน เข้าไป ๘,๐๐๐ คน เข้าไป ๑๐,๐๐๐ คน เราก็ต้องไปแก้ปัญหาข้างล่าง โรงพยาบาลประจำตำบล ดูแลที่บ้าน หมอ ครอบครัว เดินสาย ๑ ต่อ ๓๐,๐๐๐ คน รัฐบาลกำลังทำเรื่องนี้มาตลอด กำลังจะทำต่อเนื่อง อสม. ดูแลคนป่วย ที่บ้าน เคยมีหรือไม่แบบนี้ อย่ามาบอกว่ารักษาฟรี รักษาฟรี รักษา ๓๐ บาท แก้มาตั้งเยอะ ตั้งแยะแล้วไปดูด้วย ไม่ได้หมายความว่าจะไม่ดูแลคนจน ต้องหาวิธีการดูแลคนจนให้ได้ ก็แล้วกัน หลายประเทศเขาทำมาแล้ว หลายประเทศเขาบอกประเทศไทยทำได้อย่างไร ประเทศเขารวยกว่าเราเขายังทำไม่ได้เลย แปลกหรือไม่ละครับ เพราะฉะนั้นที่หาว่า การเอื้อเจ้าสัวที่ว่า ผมไม่ได้สนิทสนมกับเจ้าสัว เขาไม่ได้เอาเงินมาให้ผม เวลาคนที่เขามา ประมูลทุกอย่างเขาประมูลตาม ทีโออาร์ (TOR) มันจะมีสักกี่คนที่ประมูลที่เป็นเศรษฐี ในประเทศไทยกับต่างประเทศ วันนี้เปิดประมูลในลักษณะที่เป็นอินเตอร์ บิดดิง (Inter bidding) อย่างที่ทำที่ อีอีซี (EEC) ใช่ไหมครับ มีตั้ง ๑๓ กลุ่ม ๑๓ ประเทศเข้ามาประมูล แล้วปรากฏว่าประมูลแล้วคนไทยได้กลายเป็นเอื้อประโยชน์คนไทย มันใช่ไหมละครับ ผมไปปิดกั้นเขาตรงไหน งบกลางที่ว่าอะไร ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ตัวเลขมาจากไหน งบกลางบอกผมชี้เองได้หรือ ผมสั่งให้ได้หรือเอาเงินงบกลางไปแจก มันใช้ไม่ได้หรอกครับ ถึงจะเป็นงบกลางมันก็ตั้งแผนงานโครงการขึ้นมา แล้วขออนุมัติ ครม. ผ่านการกลั่นกรอง ของสำนักงบประมาณ สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ไม่มีหรอกครับ จะอนุมัติได้อย่างไร มีแต่เวลาไปต่างจังหวัดเขาขอมา ขอโครงการน้ำ โครงการถนนเล็กๆ น้อย ๆ ผมก็ให้กระทรวง หน่วยงานเขาไปทำเข้า ครม. มา ถ้าตรวจสอบผ่านแล้วก็อนุมัติให้ ผมเติมให้ตั้งเยอะ จริง ๆ งบประมาณตรงนี้ใช้สำหรับงบเร่งด่วนที่เราต้องการ ๒. แก้ปัญหา ภัยพิบัติ เยียวยาในเรื่องของแล้งซ้ำซาก ท่วมซ้ำซากนี่ละ การบริหารจัดการน้ำ ๒๐ ปี ใครจะไปคิดแบบนั้น ๒๐ ปี มันทำไปทุกปีละครับ เมื่อถึง ๒๐ ปีมันก็จะสมบูรณ์ วันนี้ ๕ ปี ก็ทำมาเยอะแล้ว ทำมาเป็น ๔ เท่าของรัฐบาลก่อนหน้านี้ ไปดูตัวเลข การลดความเหลื่อมล้ำ เข้าถึงทุน กู้อะไรต่าง ๆ ที่ไหนเขามีกู้ไม่มีหลักทรัพย์ ก็ไม่รู้เหมือนกันนะ รัฐบาลนี้มีกองทุน หลายอันที่พยายามจะลดเรื่องของหลักทรัพย์ค้ำประกัน ปรากฏว่า เอ็นพีแอล (NPL) เสียเยอะ และจะเอาจากไหน ก็ต้องสอนให้เขาว่าจะทำอย่างไร โครงสร้างการปรับลด ได้อย่างไร มีกติกาอย่างไร พอเราเข้าไปเคลียร์มาก ๆ ปรากฏว่าไม่ต้องใช้หนี้ มันใช่หรือไม่ ละครับอย่างนี้ มันสอนให้คนเป็นอย่างนี้ได้หรือไม่ เขาต้องรู้จักความรับผิดชอบ เป็นหนี้แล้ว ต้องใช้ เรื่องที่ดิน ๖๐ เปอร์เซ็นต์ ๖๐๐,๐๐๐ ไร่ มันก็เป็นข้อเท็จจริงนั่นละ แต่ถามว่า ก่อนที่เขามี ๖๐ เปอร์เซ็นต์ เขาเสื่อผืนหมอนใบมาหรือเปล่า แล้วแต่ก่อนที่เหล่านี้ เป็นของคนไทยหรือเปล่า แล้วจากที่เขามีเสื่อผืนหมอนใบเขาทำไมถึงมีวันนี้มากขึ้นเท่านี้ และคนที่มีที่ดินทำไมมันกลายเป็นคนเสื่อผืนหมอนใบแทน ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน มันมาด้วยกฎหมายหรือเปล่า เขาซื้อถูกต้องตามกฎหมายหรือเปล่าก็ไปว่ากันมา อย่ามาตำหนิกันมากมายนักเลย รัฐบาลจะเคลียร์ทุกอัน เพราะฉะนั้นคนรวยแม้กระทั่ง ท่านก็จะต้องเสียภาษีต่อไปในอนาคต สงวนอาชีพ ร้านค้าปลีก ร้านค้าสะดวกซื้อ ก็ไปดู ประชาชนเขาเลือกซื้อ การศึกษา โรงเรียนดี ลูกคนจนเรียนวัด ก็จะต้องปรับปรุงโรงเรียนวัด โรงเรียนเทศบาลเหล่านี้ ให้มันดีมีคุณภาพ โรงเรียนคุณภาพประจำตำบล โรงเรียน ที่เสียแป๊ะเจี๊ยะแจ้งมา ติดคุกปลด ครูบ้านนอกไม่มี เขากำลังพัฒนาอยู่
ท่านนายกรัฐมนตรีมีผู้ประท้วงครับ เชิญเลยครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดอุตรดิตถ์ พรรคเพื่อไทย ผมกราบเรียนท่านประธานขออนุญาตประท้วงผู้ที่กำลัง อภิปรายและกำลังชี้แจงนั้น ได้พาดพิงผมหลายประการ ยกตัวอย่างบอกว่างบกลางเอามา จากไหน นี่นะครับ สื่อมวลชนช่วยดู ช่องกลางนี้นะครับ นี่คืองบกลางจาก เดอะสแตนดาร์ด (The Standard) ชื่อถือได้ที่สุดและผมไม่ได้ยกเมฆมาเลย เดี๋ยวขออนุญาตฝากผ่าน ท่านประธานไปให้ผู้ที่กำลังพาดพิงผมด้วยนะครับ จะได้ทราบว่าที่มาของงบกลางเป็นอย่างไร ส่วนท่านชี้แจงบอกว่างบกลางมันใช้ไม่ได้ ใช้ไม่ง่าย แต่ว่าต้องผ่าน ครม. ใครนั่งหัวโต๊ะ ครม. ผมขออนุญาต เรื่องที่ ๒ ท่านพาดพิงคนที่มีที่ดิน
ท่านศรัณย์วุฒิครับ ไม่ได้มี การพาดพิง เป็นการตอบประเด็นที่ท่านศรัณย์วุฒิได้อภิปรายมา ส่วนประเด็นที่ตอบนั้น ถูกต้องหรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่งครับ
ถ้าผม ไม่ชี้แจงประชาชนจะไม่ทราบข้อเท็จจริงนะครับ
ถ้าชี้แจงก็ต้องเป็นเรื่องทีหลังนะครับ
ถ้าอย่างนั้น ท่านประธานเดี๋ยวเปิดให้ผมชี้แจงทีเดียวนะครับ กราบขอบพระคุณครับ
ได้ครับ ถ้าเกี่ยวข้องนะครับ เชิญท่านนายกรัฐมนตรีต่อครับ
โอเค (OK) นะครับ ขอบพระคุณครับ สวัสดีครับ เรื่องงบกลางเดี๋ยวไปดูกัน ตัวเลขที่แท้จริง งบประมาณมีการจำแนกตามกลุ่ม งบประมาณจ่ายบุคลากรภาครัฐ งบจ่ายกระทรวง งบจ่ายแรงงาน ตัวเลขเดี๋ยวลองมาเทียบกระทรวงการคลังดูสิว่าของเขา ตรงหรือไม่ เอามาจากกระทรวงการคลังของเราหรือเปล่า ช่วยกันตรวจสอบด้วยแล้วกัน ผมขอบคุณท่านนายกรัฐมนตรีมากเลย ขอบคุณท่านครับ ขอบคุณครับท่านประธานครับ
เชิญเลยครับ ท่านประท้วงใช่ไหม เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ถวิล เปลี่ยนศรี สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมไม่ได้ประท้วงท่านผู้ใด แต่ว่าใช้สิทธิพาดพิง ท่านประธานครับ ท่านจะอนุญาต ให้ผมใช้สิทธิพาดพิงไหมครับ
ได้ครับ ผมไม่ได้ยินครับ
เมื่อสักครู่ท่านสมาชิก ผู้มีเกียรติจากจังหวัดอุตรดิตถ์ ผมจำชื่อท่านไม่ได้ แต่จำได้ว่าท่านมีหนวด กล่าวถึงผมว่า ท่านนายกรัฐมนตรีใช้มาตรา ๔๔ ย้ายข้าราชการเป็นร้อยคนไม่เป็นไร แต่ท่านอดีต นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ย้ายผมคนเดียวต้องพ้นจากตำแหน่ง ท่านจำนามสกุลผมไม่ได้ แต่ท่านใช้คำว่า ถวิล ซึ่งมีคนเดียวครับที่ถูกย้ายแล้วท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ พ้นจากตำแหน่งก็คือผม เพราะฉะนั้นถ้าผมไม่ชี้แจงก็จะเกิดความเสียหายกับผม ในทำนองว่า ผมเส้นใหญ่หรืออย่างไร ย้ายผมคนเดียวนายกรัฐมนตรีต้องพ้นจากตำแหน่ง ผมขออนุญาต ท่านประธานที่เคารพว่า ขออนุญาตชี้แจงนะครับ
เชิญครับ
มีคนพูดกับผมอย่างนี้ เยอะแยะว่าท่านนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ใช้มาตรา ๔๔ ย้ายข้าราชการ เป็นร้อยคนไม่เป็นไร ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ย้ายผมคนเดียว ต้องพ้นจาก นายกรัฐมนตรี ผมเรียนให้ทราบนะครับว่า สำหรับผมเองนั้นเหตุผลที่ท่านนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ย้ายผม ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการบริหารราชการแผ่นดินตรงไหนเลย ผมไม่ได้ หย่อนสมรรถภาพ ผมไม่ได้กระทำผิดอะไร ในคำสั่งที่ย้ายผมนั้นท่านนายกรัฐมนตรียังพูดไว้ ในคำสั่งด้วยครับว่าย้ายผมเพื่อไปทำงานที่สูงขึ้น งานที่มีความสำคัญมากขึ้น ไปสู่ตำแหน่ง ที่สูงขึ้น ซึ่งศาลบอกแล้วว่าการย้ายผมนั้น ศาลปกครองบอกว่าไม่ได้ย้ายไปสู่ตำแหน่งที่สูงขึ้น ที่สูงขึ้นมีอย่างเดียวครับ ย้ายผมจากชั้น ๒ ไปอยู่ชั้น ๔ เพราะฉะนั้นผมคิดว่ามันมี ความแตกต่างกับกรณีของท่านนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ ท่านจะย้ายกี่คน ผมไม่ทราบ เป็นร้อยคนหรือเป็นพันคนก็แล้วแต่ แต่ผมเชื่อและผมก็เห็นว่ามันมีกรณีของการบริหาร ราชการแผ่นดิน ส่วนกรณีของผมนั้นไม่ใช่กรณีของการบริหารราชการแผ่นดินนะครับ เป็นเรื่องของ การรังเกียจรังงอน เป็นเรื่องของการมีอคติทางการเมืองเข้ามา และผลที่ท่านได้รับก็คือ ท่านพ้นจากตำแหน่งก็ไม่ใช่ผมไปร้องที่ศาลรัฐธรรมนูญนะครับ ท่านอดีตสมาชิกวุฒิสภา ในขณะนั้นได้เอาเรื่องของผม ซึ่งยุติที่ศาลปกครองสูงสุดไปร้องที่ศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับผมแต่อย่างใด ผมก็ขออนุญาตชี้แจงเพื่อให้ทราบทั่วกันนะครับว่า ผมไม่ได้มีเส้นใหญ่โตที่ไหนนะครับ ถึงขนาดว่าย้ายผม แตะต้องผมแล้วก็ต้องมีอันเป็นไปถึง ขนาดนั้น ต้องขออนุญาตชี้แจงครับ ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ
คุณศรัณย์วุฒิ เชิญครับ
ผมขอ ก่อนนะครับ ผมขออนุญาตใช้สิทธิพาดพิงนะครับ เพราะเมื่อสักครู่ท่านพาดพิงถึงคนมีหนวด ที่จังหวัดอุตรดิตถ์ ก็มีผมอยู่คนเดียวในสภาแห่งนี้เช่นกันครับ ผมไม่ได้บอกว่าท่านทำผิด ผมบอกว่าท่านเป็นหนึ่งในเกม เป็นหนึ่งในส่วนของการที่มีผลการตัดสินให้ท่านอดีต นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ต้องยุบสภาหรือว่ารัฐบาลนั้นต้องล้มไป ผมไม่ได้ว่าอะไร ท่านเลยนะครับ นับถือท่านมากยังไม่เอ่ยนามสกุล ไม่ใช่ผมจำไม่ได้ ท่านนามสกุลอะไร ผมจำแม่นเลย แต่ผมไม่เอ่ยนี่คือมารยาท แต่ขอฝากว่ามันเป็นโครงสร้างระบบอำนาจ และความไม่ยุติธรรมในบ้านเมืองแห่งนี้ กราบขอบพระคุณมากที่ให้ผมได้ชี้แจงอีกครั้งหนึ่ง ขอบคุณครับ
เข้าใจครับ เชิญท่านวิเชียรครับ
เรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม วิเชียร ชวลิต แบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ขออนุญาตกราบเรียนเรื่องที่ได้มีการอนุญาตให้นำป้ายหาเสียงของพรรคพลังประชารัฐ นำมาสู่ที่ประชุมสภา ขออนุญาตเรียนว่า ดังที่ผมเรียนแล้วว่าเป็นเอกสิทธิ์ที่ท่านสามารถ จะนำมาแสดงประกอบการอภิปรายเมื่อได้รับอนุญาตจากประธาน แต่ต้องเรียนว่าในเจตนารมณ์ แห่งรัฐธรรมนูญก็คือสมาชิกสามารถจะคุ้มครองสิทธิ ซึ่งท่านก็ได้ให้สิทธิในนามพรรคพลังประชารัฐ ที่จะอธิบาย ก็ขอเรียนว่าในข้อบังคับการประชุมสภาในข้อ ๔๓ กำหนดห้ามไว้ชัดเจนว่า ห้ามผู้อภิปรายเสียดสีบุคคลใด หรือหมายถึงพรรคการเมืองก็ได้ เพราะฉะนั้นถ้ามีการ อนุญาตให้นำป้ายหาเสียงของพรรคการเมืองหนึ่งพรรคการเมืองใดมาแสดงในที่ประชุม ประกอบการอภิปราย ซึ่งลักษณะที่นำมาแสดงก็เป็นการเทียบหรือคาดได้ว่าเป็นการเสียดสี ว่ามีการหาเสียงไว้แล้ว แล้วได้มาทำมากน้อยขนาดไหน ซึ่งการประชุมสภานั้นได้ถ่ายทอดสู่ พี่น้องประชาชน ก็ถือได้ว่าเป็นการเสียดสีว่าพรรคทำได้ขนาดไหนที่หาเสียงไว้ ซึ่งอันนี้ ต้องเรียนว่าถ้าพรรคพลังประชารัฐทำบ้าง หรือพรรคอื่น ๆ ทำบ้างสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ จะเกิดการกระทบกระทั่งกันในสภามากยิ่งขึ้น ก็ขอเรียนว่าครั้งนี้คงเป็นบทเรียน แล้วก็คิดว่า ต่อไปคงจะไม่มีลักษณะเช่นนี้อีกนะครับ
แต่สิ่งหนึ่งที่ผมได้ต่อมาก็คือว่า มีคนโทรศัพท์มาถามผมว่า พี่น้อง ชาวจังหวัดกระบี่รู้สึกเดือดร้อนว่าได้รับความเสียหายที่มีการพูดพาดพิงถึงจังหวัดกระบี่ รู้สึกว่าจะมีถ้อยคำที่ผมไม่อยากเอ่ยถึง เขาถามผมว่าได้มีการถอนคำพูดนั้นหรือยัง ผมไม่มั่นใจก็เลยขออนุญาตสอบถามด้วยนะครับ เพราะว่าชาวจังหวัดกระบี่เสียหาย แล้วเสียหายอย่างมากก็ขออนุญาตเรียนสอบถามด้วยครับ ขอบพระคุณครับ
ได้ขอให้ถอนแล้ว แล้วผมบอก ให้ขอโทษ
ผมขออนุญาตประท้วงครับท่านประธานครับ ขอใช้สิทธิพาดพิงด้วยนะครับ ผมเมื่อสักครู่นี้ คอแห้งมากเลย แล้วก็กล่าวคำที่ผิดไปไม่มีเจตนา ขอยกมือกราบไหว้เลยนะครับ พี่น้อง ชาวกระบี่นึกว่าเห็นแก่คนไทยทั้งประเทศเถอะครับ แล้วก็เมื่อสักครู่นี้ผมได้พูดถึง เรื่องความมั่นคงนิดเดียว
พอแล้วครับ ไม่แล้วครับ เพราะว่า ประเด็นเฉพาะเรื่องชื่อจังหวัดกระบี่ซึ่งอันนี้ผมก็เป็นคนบอกเองให้ถอนแล้วก็ให้ขอโทษ ท่านก็รับ ก็ขอให้จบนะครับ ต่อไปนี้ก็จะเป็นวาระของ ท่านรัฐมนตรีสุริยะหรือครับ เชิญท่าน รัฐมนตรีครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อุตสาหกรรม ตามที่ท่านศรัณย์วุฒิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดอุตรดิตถ์ ได้อภิปรายว่าเชื่อมั่นในความสามารถของผมที่จะเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานได้ดี ผมต้องขอขอบคุณท่านนะครับ แต่ในขณะเดียวกันผมก็อยากเรียนท่านศรัณย์วุฒิผ่าน ท่านประธานว่า ผมมีความเชื่อมั่นว่าท่านรัฐมนตรีสนธิรัตน์นั้นมีความรู้ความสามารถ และวิสัยทัศน์ที่จะบริหารกระทรวงพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ ต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ ทำให้ประเทศชาติและประชาชนได้ประโยชน์นะครับ ผมขอแค่นี้ครับ
ท่านรัฐมนตรีครับ การพาดพิงนั้น ท่านไม่เสียหายนะครับ พอแล้วครับ เพราะว่าผมเรียนท่านรัฐมนตรีแล้วว่าการพาดพิงนั้น ท่านรัฐมนตรีไม่ได้เสียหายครับ ต่อไปนี้ผู้อภิปราย ๒ ท่านตามลำดับ ท่านจะได้เตรียมตัว ท่านณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ นายภราดร ปริศนานันทกุล ขอเชิญเตรียม คุณณัฐวุฒิก่อน เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม ณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสุพรรณบุรี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา วันนี้เป็นวันที่สำคัญมากครับ เขาถึงกำหนดไว้ ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๖ ให้มีการประชุมร่วม ๒ สภา ก็คือสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ประชุมร่วมกันครับ รัฐธรรมนูญยังกำหนดต่อไปใน มาตรา ๑๖๒ ว่าการแถลงนโยบาย ของรัฐบาลจะเป็นความสมบูรณ์ที่จะไปปฏิบัติหน้าที่ต่อไป วันนี้ครับ รัฐบาลมาบอกกับสภาแห่งนี้ มาบอกกับพี่น้องประชาชนว่า รัฐบาลจะกระทำอะไร เมื่อไร และกระทำอะไรก่อนหลัง นโยบายเล่มนี้ครับ ท่านประธานที่เคารพ ๖๖ หน้า ถึงแม้จะเป็นนโยบายที่ไม่ดีที่สุดหรอก ที่ไม่ดีที่สุดก็เพราะว่าขาดในเรื่องของตัวชี้วัดในเชิงปริมาณ ในด้านความสัมฤทธิผล ของนโยบายเล่มนี้ รวมทั้งไม่มีระยะเวลากำหนดที่แน่ชัด มันนำไปสู่อะไรครับ นำไปสู่การไม่มี เกณฑ์ในการติดตาม ตรวจสอบ ประเมินผลของความสำเร็จของนโยบายได้ อย่างไรก็ดีครับ ผมถือว่าเป็นบริบทใหม่ของการเปลี่ยนแปลงเบื้องต้นภายใต้นายกรัฐมนตรี คนเดิม แต่องค์ประกอบเปลี่ยนไปครับ องค์ประกอบเปลี่ยนไปก็เพราะว่ามีฝ่ายการเมืองที่มาจาก ตัวแทนของพี่น้องประชาชนร่วมปฏิบัติงานอยู่ด้วย มีตัวแทนของพี่น้องประชาชนกำกับ การทำหน้าที่ของรัฐบาลนี้อยู่ด้วย จึงมั่นใจได้ว่าผลประโยชน์สูงสุด เป้าหมายสูงสุด หัวใจก็คือการทำเพื่อพี่น้องประชาชนครับ เมื่อวันที่ ๕ มิถุนายน กระผมได้ให้เหตุผลในการ เลือกผู้บริหารท่านเดิมท่านนี้ด้วยเงื่อนไข ๓ ป ครับ ป แรกต้องเป็นประยุทธ์ จันทร์โอชา เท่านั้น เนื่องจากอะไรครับ เนื่องจากกติกากำหนดไว้อย่างนี้ เนื่องจากผลการเลือกตั้ง เป็นอย่างนี้ครับ จึงจำเป็นต้องเป็นประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี เป็นรัฐบาลที่ สามารถที่จะก่อตั้งได้เร็วที่สุด
เงื่อนไขประการที่ ๒ ปากท้องของพี่น้องประชาชนเป็นเรื่องเร่งด่วน ที่รอต่อไปไม่ได้อีกแล้ว ปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำรอต่อไปไม่ได้อีกแล้วครับ ปัญหาภัยแล้งก็รอต่อไปไม่ได้อีกแล้ว แม้แต่พื้นที่อำเภอของผม อำเภอบางปลาม้า ซึ่งเป็น ที่ลุ่ม ปัจจุบันก็ประสบปัญหาภัยแล้ง พี่น้องเกษตรกร ตำบลองครักษ์ ตำบลโคกคราม ตำบลจรเข้ใหญ่ ตำบลไผ่กองดิน เขาบอกว่าขอน้ำอีกสักเดือนเถอะครับ เพราะข้าวกำลัง ตั้งท้อง ให้เขาได้มีโอกาสเก็บเกี่ยว มันรอกันไม่ได้ครับ จึงจำเป็นต้องมีรัฐบาลโดยเร็ว
ประการที่ ๓ เงื่อนไขความเป็นประชาธิปไตย เป็นเรื่องต่อมาที่ต้องทำก็คือ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทั้ง ๓ ประการนี้ผมอภิปรายในวันเลือกนายกรัฐมนตรีครับ เพราะว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น ฯพณฯ บรรหาร ศิลปอาชา ได้เคยแก้ไขปฏิรูปการเมืองสำเร็จ มาแล้วเมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๔๐ นำมาสู่รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน
ท่านประธานที่เคารพครับ จากการเลือกนายกรัฐมนตรีด้วยเงื่อนไข ๓ ประการนั้นผมตรวจสอบในคำแถลงนโยบายฉบับนี้ว่า ๓ ป ของผมได้ครบไหม ป แรกแน่นอนครับ ภายหลังจากท่านนายกรัฐมนตรีแถลงนโยบายในวันนี้ท่านมี ความสมบูรณ์ พร้อมที่จะขับเคลื่อนรัฐบาลชุดนี้ไปสู่การแก้ไขปัญหาของประชาชนได้รวดเร็ว ป ที่ ๒ ปากท้องราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ ภัยแล้ง อยู่ที่ไหนครับนโยบายฉบับนี้ อยู่ในนโยบายเร่งด่วน ๑๒ เรื่องของรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องที่ ๔ หน้า ๓๑ การให้ความช่วยเหลือเกษตรกรและพัฒนานวัตกรรมโดยกำหนดไว้ว่าอย่างนี้ พี่น้องเกษตรกรฟังนะครับ รัฐบาลนี้ได้กำหนดเป้าหมายรายได้เกษตรกรให้สามารถมีรายได้ จากผลผลิตทางการเกษตรที่มีคุณภาพในสินค้าเกษตรสำคัญ อาทิ ข้าว ยางพารา มันสำปะหลัง ปาล์ม อ้อย และข้าวโพดด้วยการชดเชยและประกันรายได้ รัฐบาลจะแก้ไขปัญหาข้าว ทั้งระบบอยู่ในหน้า ๓๑ ข้อ ๔ ผมยืนยันกับพี่น้องเกษตรกรผ่านท่านประธานรัฐสภาว่า รายได้ของพี่น้องเกษตรกรต่อไปนี้จะสูงขึ้นกว่าเมื่อ ๕ ปีที่แล้วอย่างแน่นอนครับ
ดูต่อไปครับ เรื่องภัยแล้ง รัฐบาลได้เขียนไว้ในเรื่องที่ ๑๑ หน้าที่ ๓๓ ว่ารัฐบาลจะจัดเตรียมมาตรการรองรับ ไม่ใช่ภัยแล้งอย่างเดียวนะครับ รวมทั้งอุทกภัยด้วย ผมได้คุยกับ ฯพณฯ ประภัตร โพธสุธน ท่านใช้คำว่า ขณะนี้ได้สั่งให้กระแทกน้ำไปช่วย พี่น้องเกษตรกรแล้วในขณะนี้ ก็เป็นเรื่องที่น่ายินดีเป็นอย่างยิ่ง ผมได้ ๒ ป แล้วนะครับ
ป ที่ ๓ ครับ เรื่องประชาธิปไตย พลิกไปเรื่องที่ ๑๒ หน้าที่ ๓๓ รัฐบาล เขียนไว้อย่างนี้ว่า การสนับสนุนให้มีการศึกษา การรับฟังความเห็นของประชาชน และการดำเนินการเพื่อแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ เห็นไหมครับ ๓ ป ผมได้ครบแล้วครับ
ผมยังได้แถมอีก ๑ ป นะครับ ผมได้แถมมาอีก ๑ ป แล้วเป็นเรื่องที่น่ายินดี เป็นอย่างยิ่ง ป ที่แถมนี่ ป อะไรครับ การปฏิรูปประเทศ รัฐบาลชุดนี้ให้ความสำคัญ กับเรื่องสิ่งแวดล้อมกับเรื่องทรัพยากรธรรมชาติเป็นอย่างสูงนะครับ ท่านเปิดไปสิครับวรรคแรก ของนโยบายรัฐบาลได้เขียนไว้ในบรรทัดสุดท้ายของวรรคแรกว่า จะให้ความสำคัญกับ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในภาคผนวกที่ ๑ หน้า ๓๙ เป็นเรื่องที่รัฐบาลจะเสนอ ร่างกฎหมายที่สำคัญที่คณะรัฐมนตรีจะตราขึ้นเพื่อดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ หมวด ๑๖ การปฏิรูปประเทศ มีทั้งหมด ๑๖ ฉบับ ใน ๑๖ ฉบับนี้เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม ๔ ฉบับ หรือ ๑ ใน ๔ ของการตรากฎหมาย ของรัฐบาล มีอะไรบ้างครับ ข้อ ๔ กฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งศาลสิ่งแวดล้อมและวิธี พิจารณาคดีสิ่งแวดล้อม นี่รัฐบาลจะเสนอ ข้อ ๘ กฎหมายว่าด้วยความหลากหลาย ทางชีวภาพ ข้อ ๙ กฎหมายว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ข้อ ๑๕ กฎหมายว่าด้วย การอนุรักษ์ทะเลไทย เห็นไหมครับ รัฐบาลชุดนี้ให้ความสำคัญต่อทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างสูง โดยเฉพาะในนโยบาย ข้อที่ ๑๐ หน้าที่ ๒๕ มีถึง ๘ ข้อย่อย ผมไม่สามารถใช้เวลาอ่านทั้งหมดได้ ท่านพูดถึงการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและรักษา สิ่งแวดล้อมเพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนไว้อย่างชัดเจน พรรคชาติไทยพัฒนาตระหนักดี ว่าทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในสถานการณ์โลกปัจจุบันจะเป็นตัวชี้วัดความอยู่รอด ของโลกครับ สถานการณ์สิ่งแวดล้อมปัจจุบันจะเป็นตัวชี้วัดความอยู่รอดของมวลมนุษยชาติ เราได้รับผลกระทบนี้โดยตรงอยู่แล้ว ผมไม่ทราบได้กี่นาทีครับ เมื่อสักครู่ ๑๒ นาทีนะครับ
ครับ หมดเวลาแล้วครับท่าน เชิญครับ
เรียนท่านประธานที่เคารพ ภราดร ปริศนานันทกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ในอันดับแรกต้องขอบคุณท่านประธานที่ให้โอกาสผม ได้มีโอกาสร่วมอภิปรายในนโยบายรัฐบาล ที่วันนี้ทางรัฐบาลได้แถลงต่อรัฐสภา ผมเรียน กับท่านประธานว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดีครับ หลังจากทางที่ทางรัฐบาลนั้นได้แถลงนโยบาย เสร็จสิ้น ซึ่งคาดว่าไม่น่าจะเกินพรุ่งนี้ นั่นหมายความว่ารัฐบาลจะสามารถที่จะทำงานได้ อย่างเต็มที่ เต็มรูปแบบ ผมเชื่อว่าหลังจากที่ผมและพี่น้องประชาชนทั้งประเทศเขาเฝ้ารอ มาตลอดระยะเวลา ๔ เดือนเต็ม ๆ หลังจากที่มีการเลือกตั้ง เขาเฝ้ารอว่าเมื่อไรที่จะมีรัฐบาล ที่มาจากการเลือกตั้ง แล้วมาทำหน้าที่ในการที่จะแก้ไขปัญหาในประเทศให้กับเขา โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาเรื่องปากท้อง ผมเป็นผู้แทนเขตครับ ผมไปที่ไหนก็มีแต่ พี่น้องประชาชนบ่นให้ฟังแล้วก็ถามหาว่า เมื่อไรจะได้รัฐบาล และเมื่อไรรัฐบาลจะแก้ไขปัญหา เรื่องปากท้องให้เขาเสียที ผมได้เห็นท่านนายกรัฐมนตรีได้แถลงนโยบายเมื่อเช้า และได้รับ หนังสือเล่มนี้ ได้เปิดอ่านก็ดีใจที่ทางรัฐบาลได้เห็นถึงความสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการพัฒนา ภาคการเกษตร ท่านลงเอาไว้เป็นนโยบายหลักข้อ ๕.๓ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนแรก ๕.๓.๑ นโยบายท่านเขียนเอาไว้ว่าจะรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตรและรายได้ให้กับเกษตรกร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ๖ พืชเศรษฐกิจหลัก โดยผ่านเครื่องมือและมาตรการที่เหมาะสม มีประสิทธิภาพ และที่สำคัญคือจะไม่เป็นภาระกับงบประมาณของแผ่นดินมากนัก อันนี้คือ หัวใจครับ ท่านประธานสังเกตดูช่วงหลายปีที่ผ่านมา หลายรัฐบาลที่ผ่านมา วิธีการแก้ไข ปัญหาเรื่องราคาพืชผลทางการเกษตร วิธีการของรัฐบาลแต่ละรัฐบาลนั้นเหมือนกัน คือพยายามที่จะแก้ไขปัญหาในระยะสั้น นั่นก็คือใช้เงินงบประมาณมหาศาล บางปี หลายหมื่นล้านบาท และบางปีก็เป็นแสนล้านบาท นี่คือวิธีการแก้ไขปัญหาในรัฐบาล ที่ผ่านมา ซึ่งผมบอกว่าเป็นการแก้ไขปัญหาในระยะสั้นทั้งสิ้น ผมยินดีที่เห็นข้อความนี้ ปรากฏขึ้นในข้อความแถลงนโยบายของทางรัฐบาล หมายความว่าทิศทางนโยบายในอนาคต ของรัฐบาลนี้จะพยายามที่จะเข้าไปแทรกแซงราคาของตลาด เข้าไปแทรกแซงราคา ของพืชผลทางการเกษตรให้น้อยลง แต่อย่างไรก็ดีในนโยบายเร่งด่วนข้อ ๔ ซึ่งอยู่หน้า ๓๑ ท่านก็กำหนดเอาไว้ว่าจะมีการประกันรายได้ จะมีการช่วยแทรกแซง ซึ่งนั่นก็คือ การแทรกแซงราคาพืชผลทางการเกษตรนั่นละ ผมยังเห็นด้วยที่ในช่วงแรก ๑ ปีหรือ ๒ ปี แรกของทางรัฐบาล ท่านจะพยายามช่วยเหลือเยียวยา และพยายามที่จะแทรกแซง ราคาพืชผลทางการเกษตรในอันดับต้นก่อน เพราะขณะนี้ต้องยอมรับครับว่าราคาพืชผล การเกษตรตกต่ำจริง ๆ และเราไม่สามารถที่จะวางรากฐาน แล้วทำให้สำเร็จลุล่วงได้ภายใน ๑ ปี เพราะฉะนั้นนโยบายเร่งด่วนที่กำหนดเอาไว้ในข้อ ๔ ยังมีความจำเป็นและผมเห็นด้วย แต่อย่างไรก็ดีการทำนโยบายระยะสั้น ขณะเดียวกันเราจะต้องคิดหากลไกในการที่จะ วางแผนในระยะยาวด้วยเช่นเดียวกัน กลไกที่จะทำให้เสถียรภาพของราคา เสถียรภาพ ของรายได้ของพี่น้องเกษตรกรเขามีความยั่งยืน เขามีความมั่นคง กลไกที่ว่าท่านไม่ได้เขียน ระบุเอาไว้ชัดเจนในตัวนโยบาย ผมจึงขอนำเสนอกับทางท่านประธานผ่านไปถึงรัฐบาลว่า ทางพรรคภูมิใจไทยเรามีแนวคิด วิธีการคิดที่จะหากลไกเพื่อที่จะมาแก้ไขปัญหาเรื่องราคาพืชผลทางการเกษตรในระยะยาว ไม่ใช่เพียงแต่ใช้เงินแสนล้านบาท หลายหมื่นล้านบาทในแต่ละปีเพื่อแก้ไขปัญหาระยะสั้น เท่านั้น เรามีแนวคิดเรื่อง โพรฟิต แชริ่ง (Profit Sharing) หรือที่เรียกว่า กำไรแบ่งปัน เรื่องนี้ นโยบายนี้ แนวคิดนี้คือการเอากำไร เอาผลประโยชน์ของทั้งระบบของภาคการเกษตรเอามา แบ่งปันกันใหม่ จัดสรรกันใหม่ ระหว่างผู้ผลิต ผู้แปรรูป และผู้ขาย ผมยกตัวอย่างข้าว ที่ผ่านมานี้เราจะเห็นนะครับ ยกตัวอย่างในอุตสาหกรรมข้าว อุตสาหกรรมข้าวจะมีผู้ผลิตคือ ชาวนา ผู้แปรรูปคือโรงสี และผู้ขายคือผู้ส่งออกหรือผู้ผลิตข้าวถุง ท่านประธานจะเห็น เลยครับว่าโรงสีก็ดี หรือผู้ส่งออกก็ดี เราไม่เคยเห็นโรงสีจนหรือโรงสีเจ๊ง และเช่นเดียวกัน เราไม่เคยเห็นผู้ส่งออกจนหรือผู้ส่งออกเจ๊ง ในเส้นทางการผลิต ในเส้นทางอุตสาหกรรมนี้ คนที่เจ๊งมีคนเดียว คือเกษตรกร คือชาวนา นั่นมันส่งสัญญาณอะไร ส่งสัญญาณว่า อุตสาหกรรมนี้มันไม่ได้เจ๊งทั้งระบบ มันเจ๊งเพียงตัวคนเดียวคือผู้ผลิต เพราะฉะนั้นมันเกิด ความผิดพลาดขึ้นในการจัดสรรแบ่งสรรกำไร เราจึงจำเป็นที่จะต้องมาจัดสรรและแบ่งสรร กำไรกันใหม่ให้มีความเหมาะสม และให้มีความยุติธรรมสำหรับผู้เล่นทั้ง ๓ ตัว พวกผม พยายามที่จะยกโมเดล (Model) ของอ้อยและน้ำตาลเอามาเป็นตัวอย่างเพื่อที่จะให้ พืชชนิดอื่นนำไปศึกษาและเอาไปปรับใช้ อ้อยและน้ำตาลเขาทำอย่างไร อ้อยและน้ำตาล เขามีพระราชบัญญัติรองรับเฉพาะของเขาโดยที่กำหนดสัดส่วนเอาไว้ชัดเจน แบ่งสรร ผลประโยชน์ แบ่งสรรกำไรกันชัดเจนว่ากำไรจากการขายน้ำตาล ๗๐ เปอร์เซ็นต์จะต้องถูกแบ่งคืน กลับไปให้ผู้ผลิตคือชาวไร่อ้อย ส่วนอีก ๓๐ เปอร์เซ็นต์ของกำไรจากการขายน้ำตาลจะให้กับ ผู้ผลิตหรือโรงงานน้ำตาล นี่คือโมเดล (Model) ของอ้อยและน้ำตาล ผมอยากจะนำเสนอ ท่านประธานถึงรัฐบาลว่าเราสามารถที่จะนำโมเดล (Model) แบบนี้ไปใช้กับพืชเศรษฐกิจ หลักตัวอื่นอีก ๕ ชนิดได้ จึงนำเสนอกับท่านประธานแบบนี้ครับ ผมใช้โอกาสตรงนี้สั้น ๆ ในท้ายที่สุดครับ เรียนกับท่านประธานถึงท่านนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีว่า หลังจาก ที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้อ่านแถลงนโยบายของรัฐบาลเสร็จสิ้นเมื่อเช้า และผมเองได้มีโอกาส อ่านทั้งหมด ๓๕ หน้า เป็นนโยบายที่สวยงาม เป็นนโยบายที่งดงาม เป็นนโยบายที่สวยหรู ๓๕ หน้า แต่ผมบอกกับท่านประธานครับ มันจะไม่มีประโยชน์อะไรเลย ถ้าหากว่า เราไม่สามารถที่จะแปรเปลี่ยนนโยบายหรือความคิดที่มีอยู่ใน ๓๕ หน้านี้ให้เกิดขึ้น เป็นรูปธรรมได้ ผมฟังท่านนายกรัฐมนตรีพูดหลายครั้งว่าสภาไม่ต้องมาล้มผม สภาอย่ามา ล้มรัฐบาล ผมก็เรียนกับท่านประธานว่าไม่มีใครล้มรัฐบาลได้หรอกครับ คนที่จะล้มรัฐบาลได้ คือรัฐบาลเองนั่นละ ถ้ารัฐบาลไม่สามารถที่จะแปรเปลี่ยนนโยบายที่สวยงามหรือสวยหรู ทั้ง ๓๕ หน้า ที่ผมได้บอกไปเมื่อสักครู่ นั่นละครับมันจะเป็นจุดจบของรัฐบาล ผมถือโอกาส ตรงนี้ในท้ายที่สุดเป็นกำลังใจให้กับท่านนายกรัฐมนตรี ให้กับคณะรัฐมนตรีทั้งหมด ที่จะช่วยกันนำพานโยบายทั้งหมดเหล่านี้ให้เกิดขึ้นเป็นรูปธรรม เพราะผมเชื่อว่าถ้าหากว่า นำทั้งหมด ๓๕ หน้านี้ให้เกิดขึ้นเป็นรูปธรรมได้ ประเทศไทยพี่น้องประชาชน จะหลุดออกจากวงจรความยากจน และมันจะสามารถนำพาประเทศให้ก้าวเดินไปข้างหน้า ได้อย่างมั่นคง ผมถือโอกาสตรงนี้เป็นกำลังใจให้กับรัฐบาล ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณครับ พอดีเวลานะครับ ท่านมีอะไรครับ ขอชี้แจงนะครับ ทางรัฐบาลขอชี้แจง เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม วราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมนะครับ ขออนุญาตตอบข้อสังเกต ของสมาชิกผู้อภิปรายเมื่อตอนช่วงบ่ายนะครับ คือของท่านอาจารย์วันมูหะมัดนอร์ มะทา จากพรรคประชาชาติไทยและของท่านอาจารย์ปิยบุตรจากพรรคอนาคตใหม่นะครับ ท่านประธานครับ
ประเด็นแรก ของท่านอาจารย์วันมูหะมัดนอร์ มะทา เกี่ยวกับเรื่อง 88 การ์มองเต้ รีสอร์ท ฮอต อีสชู (Hot issue) ของปัจจุบัน เป็นเรื่องร้อน ถามว่าดำเนินการ เป็นอย่างไร แล้วถ้าหากว่าคนมีสตางค์ คนไม่มีสตางค์ คนรวย คนจน จะดำเนินการ เหมือนกันหรือไม่ ก็ขออนุญาตเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านอาจารย์วันมูหะมัดนอร์ มะทา นะครับ ว่ากรณีของรีสอร์ทดังกล่าว เมื่อปี ๒๕๕๕ วันที่ ๙ พฤษภาคม ได้มีการเข้าไป ดำเนินคดี และหลังจากนั้นผ่านมาล่าสุดเมื่อวันที่ ๗ พฤศจิกายน ๒๕๖๑ ทางอัยการก็ได้มี คำสั่งเป็นที่สิ้นสุดว่าไม่ฟ้องในกรณีนี้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเมื่อตอนปี ๒๕๖๐ ก็ได้มีการฟ้องร้อง ดำเนินการเพิ่มเติม ขณะนี้ก็อยู่ในขั้นตอนที่ว่าเรากำลังดูว่าทางอัยการที่มีคำสั่งไม่ฟ้องนั้น มีหลักการมีเหตุผลอย่างไรนะครับ แล้วจะนำมาดูว่าที่ดังกล่าวที่อัยการให้เหตุผลว่าเป็นที่ของ ส.ป.ก. นั้น เป็นของ ส.ป.ก. หรืออย่างไร ถ้าหากว่าเป็นที่ของ ส.ป.ก. นั้นเราก็จะมานั่งดูกัน อีกว่าถ้าเป็นในส่วนของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หรือกรมอุทยานแห่งชาตินั้น ก็เป็นส่วนที่ ๒ หน่วยงานราชการจะต้องมาตกลงกันก่อนว่าเป็นที่ของกรมอุทยานแห่งชาติ หรือของ ส.ป.ก. นะครับ และที่ผ่านมาในอำเภอวังน้ำเขียวได้มีการดำเนินคดีถึง ๓๕๒ คดีนะครับ แล้วก็ได้มีการทยอยออกคำสั่งทางปกครองตามมาตรา ๒๒ ไปแล้ว ๒๐๗ คดี แล้วก็รื้อถอน เสร็จแล้ว จำนวน ๑๑๙ คดี แล้วก็ยังเหลืออยู่ระหว่างการดำเนินการอีก ๘๘ คดี ดังนั้น ให้ความมั่นใจกับทางท่านอาจารย์วันมูหะมัดนอร์ มะทา ได้นะครับท่านประธาน ไม่ว่าจะเป็น อย่างไรถ้าหากใครมาทำร้ายผืนป่าของประเทศไทย รัฐบาลนี้เราไม่ยอมแน่นอนนะครับ
ประเด็นต่อมาเรื่องนโยบายที่ดินแห่งชาติ เรื่องการจัดการที่ดิน การถือครอง ที่ดินว่าจะมีการจัดการอย่างไร ขออนุญาตเรียนว่าการแก้ไขปัญหาถือครองที่ดินนั้น ทางรัฐบาลมีคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติหรือ คทช. นะครับ โดยท่านนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน แล้วก็จะรับผิดชอบเรื่องการบริหารจัดการที่ดินและทรัพยากรที่ดิน โดยจะกำหนดมาตรการและแนวทางเพื่อที่จะกระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรม แล้วก็ติดตามการบริหารจัดการที่ดินให้มีประสิทธิภาพ ให้ได้ตามหลักเกณฑ์การจัดที่ดิน แล้วก็ที่สำคัญการจัดสรรที่ดินนั้นเราจะให้เป็นลักษณะแปลงรวมนะครับ ไม่ได้ให้บุคคลใด บุคคลหนึ่ง และที่สำคัญคือเราไม่ได้ให้กรรมสิทธิ์ เพียงแต่อนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ ในที่ดินที่เป็นของรัฐหรือกลุ่มชุมชนตามหลักเกณฑ์แล้วก็เงื่อนไขที่ทาง คทช. ได้กำหนดไว้ ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบของสหกรณ์หรือจะเป็นรูปแบบอื่นที่เหมาะสม โดยการดำเนินงาน ตามนโยบายดังกล่าวนั้นหน่วยงานของรัฐที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายของแต่ละที่ดิน จะเป็นผู้กำหนดระเบียบ กฎเกณฑ์และเงื่อนไขภายใต้ความเห็นชอบของ คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาตินะครับ ในส่วนของการช่วยเหลือประชาชนที่ไม่มี ที่ดินทำกิน รัฐบาลก็ได้ดำเนินโครงการจัดที่ดินทำกินให้กับชุมชนในลักษณะแปลงรวม ดังที่ผมได้เรียนไปเบื้องต้น แต่ไม่ให้กรรมสิทธิ์ แล้วที่ผ่านมานั้นได้อนุญาตให้ประชาชนเข้าใช้ ไปแล้วกว่า ๖๐๐,๐๐๐ ไร่จากพื้นที่เป้าหมายกว่า ๑.๓ ล้านไร่ มีประชาชนได้รับประโยชน์ กว่า ๔๐,๐๐๐ ราย ส่วนในแผนระยะยาว การดำเนินงานในพื้นที่ป่าไม้ในระยะเวลา ๒๐ ปีนั้น ทางกรมป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และกรมทรัพยากรทางทะเล และชายฝั่ง ก็ได้ออกสำรวจที่อยู่อาศัยและทำกินของประชากรผู้ที่ยากไร้แล้วก็ทำกินในผืนป่า ในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ พื้นที่ป่าชายเลน เพื่อกำหนดเป้าหมายในการจัดที่ดินให้กับประชาชน กลุ่มดังกล่าวนะครับ แล้วจากการสำรวจเบื้องต้นนั้นก็พบว่าผืนป่าที่จะเป็นเป้าหมาย ในการจัดการที่ดินทั้งหมดนั้นจะมีอยู่ประมาณ ๒๒ ล้านไร่ มีประชากรมีประชาชน ผู้ได้รับประโยชน์ถึง ๒๓,๐๐๐ ชุมชน หรือ ๒,๒๐๐,๐๐๐ ครัวเรือน หรือ ๘,๐๐๐,๐๐๐ กว่าคน ซึ่งเป้าหมายในการดำเนินการแต่ละปีนั้นเราคาดว่าจะดำเนินการปีละประมาณ ๑,๐๐๐,๐๐๐ ไร่
ในประเด็นต่อมาของท่านอาจารย์ปิยบุตรนะครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ขออนุญาตเรียนว่านโยบายลังเลเกี่ยวกับเรื่องการทวงคืนผืนป่าจะขัดแย้งกับการให้ประชาชน สามารถอยู่ร่วมกับป่านั้นเป็นนโยบายที่สวนทางกัน ก็ขออนุญาตเรียนท่านอาจารย์ปิยบุตร ผ่านทางท่านประธานว่า เป้าหมายการบังคับใช้กฎหมายทวงคืนผืนป่านั้นเราเน้น ไปที่การดำเนินการกับกลุ่มนายทุนที่เข้ามายึดครองที่ดินแบบผิดกฎหมายเป็นหลัก แล้วก็จะฟื้นฟูพื้นที่ดังกล่าวให้กลับมาเป็นประโยชน์ต่อระบบสิ่งแวดล้อมได้ดีดังเดิม แล้วก็บางส่วนที่เหมาะสมนั้นเราจะนำไปจัดสรรให้กับราษฎรผู้ยากไร้ให้มีพื้นที่ได้ทำกิน ตามมติของคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๖๑ ที่เป็นมติเห็นชอบนโยบาย การจัดการแก้ไขปัญหาที่ดินป่าไม้ของคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ และการดำเนินงานที่ผ่านมาก็ได้ตรวจยึดที่ดินส่วนใหญ่เป็นแปลงยางพาราของกลุ่มทุน ที่ผิดกฎหมาย แล้วก็เป็นการบูรณาการร่วมกันของหลาย ๆ ฝ่ายเข้าตรวจยึดดำเนินคดี แล้วก็ใช้อำนาจตามมาตรา ๒๕ ของพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่ชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗
ประเด็นต่อมาเกี่ยวกับเรื่องการส่งเสริมให้ประชาชนได้ใช้ประโยชน์ ผืนป่าอย่างยั่งยืนนั้น รัฐบาลได้ผลักดันพระราชบัญญัติป่าชุมชน ปี ๒๕๖๒ ให้มีกฎหมาย รับรอง แล้วก็อนุญาตให้ประชาชนที่ดูแลรักษาป่านั้นได้ใช้ประโยชน์จากป่าได้ถูกต้อง แล้วก็ เปิดโอกาสให้ประชาชนที่อยู่อาศัยในพื้นที่ทำกินของรัฐได้อย่างถูกกฎหมาย โดยรัฐบาลนั้น ได้จัดทำพระราชบัญญัติคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ พุทธศักราช ๒๕๖๒ หรือ คทช. แล้วก็มีมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๖๑ เพื่อให้มีการบริหาร จัดการที่ดินให้เกิดประโยชน์สูงสุด แล้วก็ที่ผ่านมาได้จัดที่ดินให้กับชุมชนในพื้นที่ป่าเสื่อมโทรม กว่า ๕๐๐,๐๐๐ ไร่แล้ว ส่วนการดำเนินงาน แนวทางในการจัดที่ดินให้กับชุมชนนั้น ประชาชนทุกคนที่อยู่ในพื้นที่ดังกล่าวนั้นต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดโดยที่จะต้อง ไม่บุกรุกผืนป่าเพิ่มเติม แล้วก็ใช้ประโยชน์จากที่ดินโดยที่ไม่กระทบต่อสิ่งแวดล้อม ก็ต้องขออนุญาตเรียนท่านอาจารย์ปิยบุตรผ่านท่านประธานว่า รัฐบาลชุดปัจจุบัน ภายใต้ท่านนายกรัฐมนตรีประยุทธ์ จันทร์โอชา นั้น ป่าและคนจะต้องอยู่ด้วยกันให้ได้ จะเป็นเรื่องป่ารุกคนหรือคนรุกป่านั้นเดี๋ยวเราจะต้องค่อย ๆ มาแก้กัน แต่ท้ายที่สุดแล้ว ประชาชนทุกคนบนผืนแผ่นดินไทยนั้นจะต้องได้รับการดูแล และที่สำคัญผืนป่าหรือทรัพยากร ผืนป่าที่สำคัญของประเทศไทยนั้น ผมจะไม่ยอมให้ใครมาทำภยันอันตรายเด็ดขาด แต่เรา จะต้องเดินไปด้วยกันครับ กราบขอบพระคุณครับ
เชิญรัฐบาล เลยครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ เพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม นายประภัตร โพธสุธน จากจังหวัดสุพรรณบุรี ในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ต้องขอบคุณเพื่อนสมาชิกเป็นอย่างยิ่งที่ได้กล่าวถึงและเป็นห่วงพี่น้องประชาชนในเรื่องของ ฝนแล้ง ฝนทิ้งช่วง ผมกราบเรียนว่าทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พวกเรานั้นได้ออกไป ตรวจเยี่ยมพื้นที่และได้ดำเนินการ อยากจะกราบเรียนให้พี่น้องชาวไร่ ชาวนาได้ทราบ ในขณะนี้น้ำที่เหลือในการเพาะปลูกมาจากเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์นั้นประมาณ ๑,๒๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตร ๑,๒๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตรนั้นเลี้ยงพี่น้องชาวนาในเขตภาคเหนือ ตอนล่างและภาคกลางประมาณ ๒๒ จังหวัด น้ำที่ปล่อยมาในขณะนี้ถามว่าพอหรือไม่ ยังพอเลี้ยงให้กับพี่น้องชาวนาได้ คือปล่อยมาจากเขื่อนภูมิพล ๒๕ ล้านลูกบาศก์เมตร ปล่อยมาจากเขื่อนสิริกิติ์ ๒๐ ล้านลูกบาศก์เมตร รวมแล้ว ๔๕ ล้านลูกบาศก์เมตร น้ำเดินทางมาถึงเขื่อนเจ้าพระยาใช้เวลาประมาณ ๕-๖ วัน เราคาดว่าน้ำที่จะมาถึงในวันเสาร์นี้ สามารถจะเลี้ยงลุ่มน้ำเจ้าพระยาได้ ขอกราบเรียนเพื่อนสมาชิกที่เคารพ นาในภาคกลางนั้น น้ำที่มีอยู่เราสามารถใช้ต่อไปได้ตลอดสิ้นเดือนสิงหาคม ในขณะนี้การปล่อยน้ำเราเริ่มลดจาก ๔๕ ล้านลูกบาศก์เมตร เหลือ ๔๐ ล้านลูกบาศก์เมตร เนื่องจากมีฝนตกแล้ว เป็นการบอกให้เห็นว่าจะแล้งต่อไปนั้นคงไม่มีปัญหา กรมอุตุนิยมวิทยา ได้ประกาศว่าต้นเดือนสิงหาคม ไม่เกินวันที่ ๑๐ จะมีฝนตกอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นการใช้น้ำ ก็คงจะลดน้อยลง ส่วนความเสียหายในขณะนี้มีมากก็คือทางภาคอีสาน ฝนแล้งทิ้งช่วงมา ๒ เดือน ไร่นาเสียหายประมาณ ๘๐๐,๐๐๐ ไร่ ภาคเหนือ ๔๐๐,๐๐๐ ไร่ ภาคกลาง ๑๐,๐๐๐ ไร่ ถามว่าเราเตรียมการไว้อย่างไรช่วยเหลือพี่น้องที่เสียหาย ๑. วันนี้เราได้ดูแล้ว จะหาเมล็ดพันธุ์ช่วยเหลือพี่น้องที่จะปลูกใหม่ที่ฝนจะมา ซึ่งทางภาคอีสานจะมีการปลูกใหม่ ในเดือนสิงหาคมนี้อีก ถ้ามีฝนมาแบบนี้ เราเตรียมไว้แล้วบางส่วน ส่วนพันธุ์ข้าวที่เตรียมไว้ ให้กับภาคกลาง เมล็ดพันธุ์ตอนนี้เรามีอยู่ ๑๐,๐๐๐ ตัน คิดว่าพอที่จะเข้าไปช่วยเหลือ เยียวยาในเบื้องต้น ส่วนที่เสียหายเด็ดขาด เสียหายแล้ว ประกาศแล้ว ทางรัฐบาลก็มี มาตรการที่จะช่วยเหลือมาโดยตลอดแล้ว ๑,๑๑๓ บาท ส่วนที่เป็นลูกค้า ธ.ก.ส. ก็จะได้รับ เงินประกันอีก ๑,๒๖๐ บาท นี่เป็นการช่วยเหลือเบื้องต้น ส่วนราคาที่เพื่อนสมาชิกถามว่า จะตั้งราคาเท่าไร ชดเชยอย่างไร อีกสักครู่หนึ่งเราได้ปรึกษากับท่านรัฐมนตรีจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์แล้ว ท่านจะขึ้นมาตอบเอง ในส่วนรายได้ที่จะหาให้กับพี่น้องประชาชน ที่ประกาศไว้ในนโยบายในวันนี้ จึงเรียนให้พี่น้องเพื่อนสมาชิกได้หายกังวลว่าสถานการณ์แล้ง จะเริ่มดีขึ้น ดีขึ้น โดยเฉพาะภาคอีสานฝนตกนับเป็นสิบจังหวัดแล้ว ขอขอบพระคุณครับ
ท่านจุรินทร์ จะเสนอ ท่านรองนายกรัฐมนตรีเชิญเลยครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ขออนุญาตขยายความตอบคำถามจากที่ท่านนายกรัฐมนตรี ได้กรุณาตอบไปบ้างแล้ว เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับงานของกระทรวงพาณิชย์โดยตรง ๒-๓ ประเด็น
ประเด็นแรก ในช่วงสายที่เพื่อนสมาชิกได้ถามคำถามในเรื่องของการประกัน ราคาพืชผลการเกษตรกับในเรื่องของการประกันรายได้เกษตรกร ว่าสุดท้ายแล้วนโยบาย ของรัฐบาลนั้นคืออะไรกันแน่ จะประกันราคาหรือประกันรายได้เกษตรกร ก็ขออนุญาตตอบ ตรงนี้ว่าความจริงนโยบายรัฐบาลเขียนไว้ชัดนะครับ ทั้งในข้อ ๕.๓.๑ และในข้อ ๔ ของนโยบายเร่งด่วนว่า นโยบายของรัฐบาลนั้นคือนโยบายประกันรายได้เกษตรกร แต่ไม่ใช่ประกันราคาพืชผลการเกษตร ที่บอกว่าไม่ใช่การประกันราคาพืชผลก็เพราะว่า การประกันราคานั้นทำไม่ได้ ขัดกับหลักขององค์การการค้าโลก แต่ว่านโยบายประกันรายได้ เกษตรกรสามารถทำได้ คำว่า ประกันรายได้เกษตรกร ก็คือว่าประกันความชัดเจนแน่นอน ให้เกษตรกรที่ทำพืชผลการเกษตรตัวใดตัวหนึ่งนั้นมีรายได้ที่มีหลักประกัน ในปริมาณ ที่ทำให้เกิดความมั่นใจได้ว่าสามารถที่จะยังชีพได้ในอาชีพที่ทำอยู่ หลักการสำคัญ ของการประกันรายได้เกษตรกรก็คือ จะดำเนินการโดยเปิดโอกาสให้เกษตรกรสามารถ มีรายได้ชดเชยจากราคาพืชผลการเกษตรที่ตกต่ำและไม่สามารถขายพืชผลการเกษตร ให้มีรายได้ตามที่ควรจะเป็น โดยเปิดโอกาสให้เกษตรกรได้มีโอกาสได้รับเงินส่วนต่าง ส่วนต่างจากตัวเลข ๒ ตัวครับ ตัวที่ ๑ ก็คือตัวเลขรายได้ที่รัฐบาลจะประกันให้กับเกษตรกร คนนั้น ๆ เช่น ชาวนา สมมุติว่ารัฐบาลประกันรายได้ให้กับชาวนาที่ปลูกข้าวขาวในอัตรา ตันละ ๑๐,๐๐๐ บาท แปลว่าชาวนาจะได้รับหลักประกันว่าเขาจะมีรายได้ตันละ ๑๐,๐๐๐ บาท จากการขายข้าวขาว แต่ขณะที่ราคาตลาดในขณะนั้นตกแค่ ๘,๐๐๐ บาท เพราะฉะนั้น จะมีส่วนต่าง ๑๐,๐๐๐ บาท ลบ ๘,๐๐๐ บาท เหลือส่วนต่าง ๒,๐๐๐ บาท ๒,๐๐๐ บาทนี้ ที่รัฐบาลจะจัดส่งเงินผ่านบัญชีเกษตรกรผู้นั้นที่มาขึ้นทะเบียนกับ ธ.ก.ส. ซึ่งขณะนี้มีการขึ้น ทะเบียนไว้จำนวนมากแล้ว ส่งไปให้เข้าบัญชีโดยตรง โอกาสหายหกตกหล่นยากมาก อันนี้ก็คือหลักประกันที่จะช่วยให้ชาวนาคนนั้นมีรายได้ ๒ ทาง ทางที่ ๑ ก็คือจากการขายข้าว ในราคาตลาดเท่าที่เขาจะได้ แต่มันไม่พอยังชีพก็จะได้รับเงินอีกก้อนหนึ่งเพิ่มเติมขึ้นมา คือรายได้ส่วนต่างอีก ๒,๐๐๐ บาท จากการขายข้าว ๑ ตันนั้นเข้าบัญชีธนาคาร แล้วก็จะช่วยให้เขายังชีพได้ต่อไป อันนี้ก็คือนโยบายประกันรายได้เกษตรกรของรัฐบาลชุดนี้ ที่บรรจุไว้ในนโยบายเร่งด่วน ข้อ ๔ ระบุชัดเจนแล้ว ส่วนพืชผลการเกษตรที่จะประกันรายได้นั้น อย่างน้อยที่สุดระบุไว้ในนโยบาย ๕ ตัว ๑. ข้าว ๒. ยางพารา ๓. มันสำปะหลัง ๔. ปาล์มน้ำมัน แล้วก็ ๕. ข้าวโพด แต่ไม่ได้หมายความว่าพืชผลเกษตรตัวอื่นรัฐบาลจะไม่ดูแลนะครับ แต่ก็จะดูแลด้วยวิธีอื่น แต่อันนี้อย่างน้อย ๕ ตัวที่รัฐบาลนี้จะประกันรายได้ให้กับเกษตรกร ส่วนรายได้ที่จะประกัน คือหมายความว่าจะประกันที่ ๑๐,๐๐๐ บาท สำหรับข้าว หรือว่า ยางที่ ๖๐ บาท หรือว่าปาล์มที่ ๔ บาท หรือพืชเกษตรตัวอื่นที่ราคาเท่าไร อันนี้ก็จะได้มี การนัดประชุมหารือกันถัดจากนี้ไปหลังการแถลงนโยบาย โดยจะประชุมร่วม ๓ ฝ่าย ไม่ตัดสินใจระหว่างใครคนใดคนหนึ่งไปโดยลำพัง ให้ตกลงกันเป็นที่พอใจและมีดุลยภาพ ที่ทำให้เกษตรกรสามารถยังชีพอยู่ได้ ๓ ฝ่ายที่ว่าก็คือ ๑. ภาครัฐ ๒. ภาคเอกชน ผู้ประกอบการล้งบ้าง ผู้ประกอบการแปรรูปบ้าง ผู้ประกอบการส่งออกบ้าง แล้วก็ ๓. เกษตรกรที่เกี่ยวข้องกับพืชเกษตรตัวนั้น ๓ ฝ่ายจะช่วยกันตกลงว่าสุดท้ายแล้วราคา ควรจะเป็นอย่างไร เท่าไร หรือเขาควรจะมีรายได้อย่างไร เท่าไร อันนี้ก็คือสิ่งที่ตั้งใจไว้ว่า จะทำ แล้วก็จะทำโดยเร็ว ที่เป็นเช่นนั้นเพราะว่านโยบายประกันรายได้เกษตรกรนั้น อยู่ในนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล แต่อย่างไรก็ตามเพื่อนสมาชิกบางท่านก็กังวลว่า ถ้าเราทำ เฉพาะนโยบายประกันรายได้อย่างเดียว สุดท้ายก็จะเป็นภาระกับเงินงบประมาณแผ่นดิน แล้วมันก็จะพอกพูนขึ้น ถ้าตราบใดที่ราคาพืชผลการเกษตรไม่สูงขึ้น รัฐก็จะต้องชดเชยส่วนต่าง เป็นจำนวนมาก เพราะฉะนั้นมาตรการประกันรายได้ก็จะต้องทำควบคู่ไปกับมาตรการอื่น ๆ แบบผสมผสาน มาตรการอื่น ๆ ที่ระบุไว้ในนโยบายรัฐบาลชัดเจน อย่างเช่นการชดเชย ซึ่งมีระบุคำว่าชดเชยอยู่ในนโยบายรัฐบาลชัดเจน คำว่า ชดเชย ก็อย่างเช่นเวลาที่มีพืชผล การเกษตรบางตัวออกมาในปริมาณมาก หรือในช่วงที่เรียกว่าโอเวอร์ ซัปพลาย (Over Supply) ช่วงนั้นก็อาจจะต้องใช้นโยบายชดเชยให้กับเกษตรกร เพื่อเก็บพืชผล การเกษตรนั้นไว้ในโกดังหรือไว้กับตัว อย่าเพิ่งขาย แล้วก็จะมีรายได้ชดเชยให้ส่วนหนึ่ง เพื่อที่จะได้ไม่ทำให้ราคาตก แล้วรัฐจะต้องชดเชย ส่วนต่างจำนวนมากบวกลบคูณหารแล้วรัฐจะลดงบประมาณ แต่เกษตรกรจะมีรายได้มากขึ้น เพราะเมื่อราคาไม่ตกเขาขายได้ราคาดีขึ้น ส่วนต่างเขาก็ยังได้อยู่เช่นเดิม อันนี้ก็คือแนวทาง ประการหนึ่งที่จะมาใช้เป็นมาตรการผสมผสาน นอกจากนั้นมาตรการผสมผสานที่ว่า อีกอย่างหนึ่ง ก็อย่างเช่นการเพิ่มการใช้พืชผลการเกษตรตัวนั้นในประเทศให้มากขึ้น เช่น ยางพารา รัฐบาลก็จะมีนโยบายในการเอาไปทำถนนยางพารา ซึ่งก็จะช่วยดูดซับส่วนเกิน ของผลิตภัณฑ์ยางให้ออกจากตลาด แล้วก็จะช่วยให้ราคาพืชผลการเกษตรเรื่องยางดีขึ้นได้ ในอนาคต สำหรับเรื่องปาล์ม นโยบายรัฐบาลก็ระบุไว้ชัดเจนว่ารัฐบาลจะส่งเสริมให้ใช้ดีเซล บี ๒๐ (Diesel B20) แล้วก็ บี ๑๐๐ (B100) เป็นต้น การทำ บี ๒๐ (B20) กับ บี ๑๐๐ (B100) ก็คือจะต้องใช้น้ำมันปาล์มเข้าไปใช้ผสมกับดีเซล (Diesel) ในปริมาณมากขึ้นก็จะเป็นการ ดูดซับน้ำมันปาล์มส่วนเกินออกจากตลาดแล้วก็จะช่วยทำให้ราคาปาล์มมีโอกาสที่จะดีขึ้นได้ ในอนาคต อันนี้ก็เป็นแนวทางผสมผสาน หรือนอกจากนั้นก็คือการที่จะให้ใช้น้ำมันปาล์ม เอาไปทำเชื้อเพลิงการผลิตของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ซึ่งขณะนี้ก็มีแนวโน้มว่า จะดำเนินการได้อีก ๑๔๐,๐๐๐ ตัน ซึ่งก็จะช่วยทำให้ราคาปาล์มมีโอกาสที่จะขยับขึ้นได้ ในอนาคต เป็นต้น หรือการนำมันสำปะหลังไปทำแอลกอฮอล์ (Alcohol) เพิ่มขึ้น อันนี้ ก็จะเป็นอีกแนวทางผสมผสานอันหนึ่งที่จะทำ นอกจากมาตรการเพิ่มการใช้ในประเทศ ก็จะต้องมีมาตรการในการเร่งรัดการส่งออก หรือการเปิดตลาดเพิ่มขึ้นไม่ว่าจะเป็นยาง หรือจะเป็นพืชผลการเกษตรตัวอื่น มันสำปะหลังหรือว่าตัวใดก็ตาม อันนี้ก็เป็นแนวทางที่จะ เพิ่มเติมเข้ามา ที่สำคัญอีกอันหนึ่งที่ระบุไว้ในนโยบายรัฐบาลชัดเจน นั่นก็คือการใช้เกษตร พันธสัญญาหรือที่เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า คอนแทรกต์ ฟาร์มมิง (Contract Farming) ซึ่งขณะนี้มีพระราชบัญญัติเกษตรพันธสัญญาเริ่มบังคับใช้แล้ว เกษตรพันธสัญญาก็คือว่า จะมีการจับคู่เกษตรกรกับผู้ซื้อให้มาทำสัญญาร่วมกัน โดยมีหลักประกันว่าเกษตรกรจะต้อง ผลิตผลผลิตที่มีคุณภาพตามมาตรฐาน แล้วผู้ซื้อก็จะซื้อพืชผลการเกษตรตัวนั้นตามราคา ที่ตกลงกันไว้ จะช่วยให้เกษตรกรมีหลักประกันในเรื่องรายได้ที่มีความชัดเจน ผู้ซื้อก็จะมี หลักประกันในเรื่องของวัตถุดิบชัดเจนว่าเขาจะไม่ขาดแคลน และเขาจะได้วัตถุดิบ ที่มีมาตรฐานในการนำไปใช้ในการแปรรูปการผลิตและเพื่อการส่งออกต่อไปในอนาคต ซึ่งขณะนี้สิ่งที่ผมคิดไว้ก็คือว่า ผมเริ่มต้นที่จะดำเนินการในการที่จะให้กระทรวงพาณิชย์ หาตลาดหรือหาผู้ซื้อไปจับคู่กับสหกรณ์ทุกจังหวัดทั่วประเทศ ที่เขาสามารถผลิตพืชผล การเกษตรที่เป็นความต้องการของตลาด แต่ยังไม่รู้จะขายใคร ขายที่ไหน มีหลักประกัน เรื่องราคาได้เท่าไร ให้สามารถจับคู่กัน แล้วก็ทำเกษตรพันธสัญญาให้เกิดขึ้นอย่าง เป็นรูปธรรมต่อไป ถัดจากการแถลงนโยบาย อันนี้ก็คือสิ่งที่ขออนุญาตที่จะเรียนให้ทุกท่าน ได้รับทราบ ทั้งหมดนี้ก็จะช่วยดึงราคาตลาดให้สูงขึ้นได้ในอนาคตสำหรับพืชเกษตร หลายตัว แล้วก็เป็นการลดภาระงบประมาณในเรื่องของการจ่ายส่วนต่างในนโยบายประกัน รายได้ของรัฐบาลได้ด้วยอย่างที่เพื่อนสมาชิกกังวลก็ไม่น่าจะมีอะไรกังวลในทางนโยบาย ซึ่งมีหลักคิดที่มีความชัดเจนแล้วนะครับ
เรื่องที่ ๒ ก็คือเรื่องที่เพื่อนสมาชิกท่านหนึ่งอภิปราย แล้วก็กังวลในเรื่อง ของการสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ท่านถามว่าทำไมเราไม่ขยาย ความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับสหภาพยุโรป และทำไมไม่ขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับ ประเทศที่มีศักยภาพทางการค้าสูงเพื่อเพิ่มช่องทางการตลาดให้กับประเทศของเรา แล้วท่าน ก็ยกตัวอย่างว่าประเทศเวียดนามไปไกลถึงขนาดทำสัญญา เอฟทีเอ (FTA) กับสหภาพยุโรป แล้วก็เสร็จสิ้นแล้วขณะที่ไทยยังไม่ขยับ ขออนุญาตเรียนให้เป็นที่รับทราบว่ารัฐบาลมีนโยบาย ชัดเจนที่ต้องการขยายความร่วมมือทางการค้ากับกลุ่มประเทศ หรือแม้แต่ประเทศที่เขา มีศักยภาพทางเศรษฐกิจ อย่างน้อย อาร์เซ็ป (RCEP) ที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้กรุณาเกริ่นไว้ ในช่วงเช้า ขออนุญาตขยายความ อาร์เซ็ป (RCEP) คือความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ ระดับภูมิภาค ๑๖ ประเทศ ๑๖ ประเทศนี้ประกอบด้วยอาเซียน (ASEAN) ๑๐ ประเทศ บวกกับอีก ๖ คือ ประเทศจีน ประเทศญี่ปุ่น ประเทศเกาหลี ประเทศออสเตรเลีย ประเทศนิวซีแลนด์ แล้วก็ประเทศอินเดีย ๑๖ ประเทศนี้เป็นกลุ่มประเทศที่มีศักยภาพ ทางการค้าสูงมาก ประชากรรวมกัน ๓,๕๐๐ ล้านคน คิดเป็นร้อยละ ๕๐ ของประชากรโลก ครึ่งหนึ่งของทั้งโลกรวมกันอยู่ในอาร์เซ็ป (RCEP) แล้ว จีดีพี (GDP) รวมกัน ๑๖ ประเทศ สูงถึงร้อยละ ๓๐ ของโลก มูลค่าการค้าก็ร้อยละ ๓๐ ของโลกเหมือนกัน มูลค่าการค้ารวมที่ไทย ค้ากับ อาร์เซ็ป (RCEP) คิดเป็นร้อยละ ๖๐ ของมูลค่าการค้ารวมของไทยทั้งหมด ถ้าเราเปิด ตลาด อาร์เซ็ป (RCEP) ได้นั่นหมายความว่าเราจะมีอนาคตเพิ่มเติมขึ้น มีตลาดการค้า ที่ขยายตัวใหญ่โตขึ้นในอนาคต เราตั้งเป้าหมายว่าภายในสิ้นปีนี้เราจะเจรจากับ อาร์เซ็ป (RCEP) ให้จบ แล้วปีนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ของไทยเป็นประธาน อาร์เซ็ป (RCEP) คือเป็นประธานรัฐมนตรีการค้าของ ๑๖ ประเทศที่กำลังจะเกิดขึ้นอีกไม่กี่วันข้างหน้า จะมีการประชุมที่ปักกิ่ง ผมจะต้องเดินทางไปเป็นประธานในที่ประชุมกลุ่มประเทศ อาร์เซ็ป (RCEP) ในเรื่องของการค้า ตั้งแต่วันที่ ๓๑ กรกฎาคม ไม่กี่วันนี้ครับ ไปจนกระทั่งถึงวันที่ ๓ สิงหาคม เราจะทำหน้าที่ของเราให้เต็มที่ แล้วก็ตั้งเป้าหมายว่าหลังจากการประชุม เดือนสิงหาคมนี้แล้วมีการประชุมอีกครั้งครึ่งครั้งจะทำให้จบให้ได้ในสิ้นปีนี้ เพื่อเปิดโอกาส ให้ประเทศไทยได้มีโอกาสในการที่จะเพิ่มตลาดให้กับตัวเองอีก ๓,๕๐๐ ล้านคน อย่างที่ ผมเรียนกับท่านทั้งหลายเมื่อสักครู่นี้ นอกจากนั้น เอฟทีเอ (FTA) ไทยกับ อียู (EU) ผมเรียนว่า ผมมอบเป็นนโยบายไปแล้วในการหารือกับข้าราชการกระทรวงพาณิชย์ เมื่อวันสองวันที่ผ่านมา เราจะฟื้นการเจรจา เอฟทีเอ (FTA) ไทยกับสหภาพยุโรปอีกครั้งหนึ่ง หลังจากสะดุดในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาเพราะสถานการณ์ทางการเมืองของเรา แต่ว่า ถัดจากนี้ไปเรามีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง เราสามารถนับหนึ่งได้แล้ว และผมมอบเป็น นโยบายว่าต่อไปนี้เราจะเจรจา เอฟทีเอ (FTA) ไทยกับสหภาพยุโรป แล้วจะกำหนดกรอบใหม่ และจะขอนำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ผมหวังว่าคณะรัฐมนตรีโดยเฉพาะ ท่านนายกรัฐมนตรีนโยบายท่านชัดเจน ท่านคงจะอนุมัติให้ แล้วเราจะได้นับหนึ่ง ในเรื่องของการเจรจาต่อไป ถ้าเราทำเรื่อง เอฟทีเอ (FTA) ประเทศไทยกับสหภาพยุโรป สำเร็จก็จะมีส่วนช่วยให้เราสามารถเปิดตลาดใหญ่ได้อีกตลาดหนึ่ง เพราะว่า ตลาดสหภาพยุโรปนั้นใหญ่เป็นอันดับ ๒ ของโลกในแง่ของ จีดีพี (GDP) รองจาก ประเทศสหรัฐอเมริกาแล้วก็ใหญ่กว่าประเทศจีน ขณะเดียวกันถ้าเราทำสำเร็จ เราก็จะสามารถเปิดตลาดสินค้าสำคัญ ๆ ของไทยได้หลายตัว ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ ยางพารา ไม่ว่าจะเป็นไก่แช่แข็งหรือรถยนต์ หรืออัญมณี แล้วก็ตัวเลขอีกหลายตัว ที่เรามีโอกาสมากขึ้นในอนาคต นี่คือสิ่งที่อยากจะเรียนให้เพื่อนสมาชิกได้สบายใจว่า ในทางนโยบายนั้นเรามีนโยบายชัดเจนในการที่จะเพิ่มการเจรจาทางการค้ากับคู่ค้า ที่เขามีศักยภาพ
นอกจากนั้นประเด็นสุดท้ายในเรื่องของการเพิ่มมูลค่าการส่งออก อันนี้ ต้องยอมรับว่าเป็นงานหิน ภายใต้สงครามการค้าระหว่างประเทศสหรัฐอเมริกากับประเทศจีน แล้วก็มีผลกระทบกระเทือนทั่วโลกครับ ไม่ใช่กระทบแต่เราอย่างเดียว แต่ว่าถึงอย่างไรก็ตาม รัฐบาลก็มีหน้าที่ที่จะต้องทำให้ดีที่สุดในเรื่องของการส่งออก มาตรการที่เตรียมการ ในการดำเนินการนอกจากมาตรการปกติ ผมใช้คำว่า ปกติ ก็คือมาตรการในการรักษา และขยายตลาดเดิม อันนี้เป็นใครก็ต้องทำ หรือมาตรการในการเปิดตลาดใหม่ เรายังจะต้องนับหนึ่งในการฟื้นตลาดเก่า ๆ ของเราที่มีอยู่แล้วด้วย ผมมีโอกาสได้เจรจา พูดคุยกับสมาคมผู้ส่งออกข้าว ท่านบอกว่ามีแนวทางฟื้นตลาดเก่าอยู่อันหนึ่งจะสำเร็จ หรือไม่สำเร็จอีกเรื่องหนึ่ง แต่อย่างน้อยมันก็เป็นลู่ทางช่องทางในภาวะที่การส่งออก ประสบปัญหาอุปสรรคในขณะนี้อยู่ นั่นก็คือการฟื้นตลาดข้าวประเทศอิรัก ซึ่งท่านบอกว่า มีโอกาสเป็นไปได้ ถ้ารัฐบาลตั้งใจจะสนับสนุน หรือกระทรวงพาณิชย์ตั้งใจที่จะร่วมมือ กับสมาคมผู้ส่งออกข้าว ผมก็ตอบรับ แต่ยังไม่รู้ว่าอุปสรรคข้างหน้าจะเกิดอะไรขึ้นมาบ้าง แต่อย่างน้อยให้ท่านได้อุ่นใจว่ารัฐบาลนี้คิดแล้วก็เตรียมการในการที่จะดำเนินการให้ทุกอย่าง มันดีขึ้นภายใต้สภาวะการบริหารจัดการในภาวะวิกฤตทางด้านการส่งออกของทั้งโลก อันนี้ก็คือสิ่งที่ขออนุญาตที่จะเรียนให้ทราบ นอกจากนั้นผมก็ได้เตรียมกลไกใหม่ขึ้นมาตัวหนึ่ง นั่นก็คือเตรียมการในการตั้งคณะกรรมการร่วมภาครัฐกับเอกชนเฉพาะในส่วนงานที่เกี่ยวข้อง กับกระทรวงพาณิชย์ หรือจะเรียกว่า กรอ. พาณิชย์ก็ได้ เพราะได้สอบถามแล้ว ยังไม่ได้มีการตั้งขึ้นมาอย่างเป็นทางการ มีแต่การเจรจาเฉพาะส่วนในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา ไม่ใช่ความผิดอะไรนะครับ แต่ว่าอย่างน้อยผมจะมานับหนึ่ง ทำให้มันเป็นกิจจะลักษณะ ต่อไปนี้จะมีเวทีอีกเวทีหนึ่งที่จะช่วยให้ข้าราชการกระทรวงพาณิชย์ที่มีหน้าที่โดยตรง ในการสนับสนุนการส่งออกที่จะเจรจากับภาคเอกชน ไม่ว่าจะเป็นหอการค้าหรือว่าสมาคม สภาอุตสาหกรรม ผู้ส่งสินค้าทางเรือหรือสมาคมธนาคารไทย รวมกับภาคเอกชนอื่น ๆ ได้มีเวทีเจรจาพูดจากัน แล้วผมก็พูดชัดเจนว่านโยบายถัดจากนี้ไปในเรื่องการส่งออก เอกชนต้องเป็นพระเอก เพราะเอกชนไทยเขามีศักยภาพแล้วเขาจะต้องเป็นทัพหน้า แต่ภาครัฐ จะเป็นแค่ทัพหลัง โดยเฉพาะกระทรวงพาณิชย์มีหน้าที่ช่วยส่งเสริมทัพหน้าให้เขาสามารถ เดินหน้าไปบุกตลาดได้ เขาต้องการอะไรที่เราสนับสนุนได้เราจะช่วยทำ แต่เราไม่ใช่พระเอก แน่นอน เพราะเขาคือพระเอกตัวจริงที่จะช่วยทำยอดการส่งออกตัวเลขการส่งออก ให้กับรัฐบาลมาประกาศเป็นผลงาน อันนี้ก็คือหลักคิดที่มีความชัดเจนที่ผมตั้งใจ แล้วก็ได้กำหนดเวลาพูดคุยกันแล้ว แต่ว่าทั้ง ๓-๔ สมาคม ก็ขอเวลาอีกนิดหนึ่ง เลื่อนเวลา การประชุมไปเพื่อขอเวลาเตรียมตัวตัวเลขต่าง ๆ แล้วก็ผมตั้งใจแล้วว่าเราจะจัดประชุมกัน ครั้งแรกวันที่ ๑๔ สิงหาคม กลางเดือนหน้า ตอน ๙ โมงเช้า เริ่มต้นนับหนึ่ง กรอ. พาณิชย์ ในรัฐบาลชุดนี้ นี่ก็คือสิ่งที่อยากจะขออนุญาตเรียนให้ทราบนะครับ
นอกจากนั้นการเพิ่มยอดการส่งออกอีกแนวทางหนึ่งที่ตั้งใจไว้ ก็คือการค้าชายแดน ที่ผมหันมาให้ความสำคัญกับการค้าชายแดนก็เพราะว่าการค้า ชายแดนเป็นตลาดที่ยังมีอนาคต ไปดูตัวเลขอาเซียน (ASEAN) ยังมีโอกาสขยายตัว อยู่ในเรื่องของการค้า แล้วก็ชายแดนของเราก็คืออาเซียน ไม่ว่าจะเป็นการค้า ชายแดนไทย-มาเลเซีย ไทย-พม่า ไทย-กัมพูชา หรือว่าไทย-ลาว แล้วก็ไทย-เวียดนาม ที่จะผ่านแดนแล้วก็ไปต่อยังประเทศเวียดนามก็ตาม อันนี้ก็เป็นทิศทางที่จะเข้าไปฟื้น ไม่กี่วันนี้ผมไปกับรัฐมนตรีช่วยนิพนธ์กับรัฐมนตรีช่วยถาวร ไปเจรจากับ ศอ.บต. ที่จังหวัดยะลา ผมไปกับรัฐมนตรีช่วยนิพนธ์กับรัฐมนตรีช่วยถาวรไปเจรจากับ ศอ.บต. ที่จังหวัดยะลา แล้วตกลงกันว่าถัดจากนี้ไป ศอ.บต. จะช่วยประสานงานในการที่จะนัดประชุมผู้ค้าชายแดน ฝั่งไทยก่อนทั้งหมด แล้วก็ด่านทั้งหมด ๙ ด่านที่จะช่วยส่งสินค้าออกไปยังประเทศมาเลเซียได้ แล้วก็ถัดจากนั้นก็จะประชุมร่วมประเทศไทยกับประเทศมาเลเซีย เพื่อเร่งรัดการส่งออก หรือว่าเพิ่มมูลค่าการค้าของ ๒ ประเทศ อันนี้ก็คืออีกลู่ทางหนึ่งที่ได้เตรียมการไว้ สุดท้ายที่ขออนุญาตเรียนให้ทราบก็คือว่าถัดจากนี้ไปทูตพาณิชย์ที่เป็นกลไกสำคัญ ของกระทรวงพาณิชย์ที่ไปทำงานอยู่ในต่างประเทศต้องมีเป้าแล้วครับ ต้องมีเป้าตัวเลข เรื่องการทำตัวเลขส่งออกของประเทศ อีกไม่กี่วันผมจะนัดประชุมทูตพาณิชย์ทั้งหมด ของเรา แล้วทุกคนจะต้องกลับมาจากประเทศนั้น ๆ พร้อมลู่ทางและเป้าตัวเลข จะสำเร็จ หรือไม่สำเร็จอีกเรื่องหนึ่งนะครับ แต่ว่าอย่างน้อยให้ได้รับทราบความตั้งใจของผม และความตั้งใจของรัฐบาลนี้จะใช้ทุกวิถีทางที่จะช่วยรักษาสถานภาพการส่งออกของเรา เพราะมันหมายถึงทอดต่อ ๆ มาในเรื่องซัปพลายเชน (Supply Chain) หรือในเรื่องของ ห่วงโซ่ทางเศรษฐกิจที่จะทำให้เกษตรกรได้มีโอกาสลืมตาอ้าปากในฐานะที่เป็นต้นน้ำ ของระบบทั้งหมดต่อไปในอนาคตด้วย ขออนุญาตขยายความท่านนายกรัฐมนตรีเท่านี้ ขอบคุณครับ
เรียนท่านประธานครับ ผม ภราดร ปริศนานันทกุล สมาชิกรัฐสภาครับ ผมต่อเนื่อง ท่านจุรินทร์ เมื่อสักครู่ได้พาดพิงนิดเดียวครับ ๑ นาทีครับ
คือท่าน จะขอพูดต่อเลยใช่หรือไม่ครับ เชิญครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ ภราดร ปริศนานันทกุล สมาชิกรัฐสภา พรรคภูมิใจไทย เมื่อสักครู่นี้ท่านจุรินทร์ ได้อธิบายในเรื่องโครงการประกันรายได้ ซึ่งท่านพูดว่าข้าวขาวท่านประกันที่ ๑๐,๐๐๐ บาท ทีนี้ท่านต้องพูดให้ชัดว่าข้าวขาวของท่านหมายถึงข้าวสารหรือหมายถึงข้าวเปลือก อันนั้นประเด็นที่ ๑ นะครับ
ประเด็นที่ ๒ เรื่องการประกันรายได้ขั้นต่ำที่ ๑๐,๐๐๐ บาท ปัญหาอุปสรรค ที่เคยเกิดขึ้นกับโครงการประกันรายได้เราประกันที่ ๑๐,๐๐๐ บาท แล้วจะมีราคากลาง อยู่ที่ ๘,๐๐๐ บาท เมื่อสักครู่นี้ท่านรัฐมนตรีได้ยกตัวอย่าง ๘,๐๐๐ บาท เท่ากับว่ารัฐบาล จะจ่ายเงินชดเชย ๒,๐๐๐ บาท แต่ในความเป็นจริงเกษตรกรไปขายได้ต่ำกว่าราคากลางคือ ๗,๐๐๐ บาท มันเกิดขึ้นเนื่องจากความชื้นที่เราไปกำหนดไว้ที่ ๑๕ เปอร์เซ็นต์ เวลาไปขาย อย่างนี้ความชื้นไม่มีทาง ท่านรัฐมนตรีประภัตรนั่งอยู่ที่นี่ท่านทราบดีครับ ความชื้นไม่มีทาง ที่เกษตรกรไปขายแล้วได้ความชื้น ๑๕ เปอร์เซ็นต์ อย่างน้อยต้องมี ๒๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นราคาที่ไปขายจริงจะอยู่เพียงแค่ ๗,๐๐๐ บาท เพราะฉะนั้นชดเชยอีก ๒,๐๐๐ บาท ก็คือ ๙,๐๐๐ บาท จะไม่ได้ ๑๐,๐๐๐ บาทตามที่นโยบายกำหนด เพราะฉะนั้น จึงอยากจะเรียนถามท่านนายกรัฐมนตรีผ่านท่านประธานสภาว่าท่านมีนโยบายอย่างไร ๑. อาจจะกำหนดความชื้นเพิ่มเติมจาก ๑๕ เปอร์เซ็นต์ เป็น ๒๐ เปอร์เซ็นต์ได้หรือไม่ ๒. อาจจะขยับราคาประกันขึ้นจาก ๑๐,๐๐๐ บาท เป็น ๑๒,๐๐๐ บาทได้หรือไม่ ขอบพระคุณครับ
คือผม อยากจะเรียนให้ทราบนะครับ ท่านถามเพิ่มเติมอย่างนี้ก็เท่ากับใช้เวลาของการอภิปราย ของพรรคร่วมฝ่ายรัฐบาล รัฐบาลก็เช่นกันนะครับ ถ้าแถลงเพิ่มเติมก็ต้องไปหักเวลา ที่รัฐบาลแถลง เวลาทั้งหมดก็มีฝ่ายละ ๕ ชั่วโมง ๕ ชั่วโมงนี่ ๒ วันนะครับ ๕ คูณ ๖๐ ก็เป็น เท่าไร ๓๐๐ นาทีนะครับ เชิญทางรัฐบาล เชิญท่านรองนายกรัฐมนตรีครับ
นิดเดียวครับท่านประธาน ประการที่ ๑ ประกันข้าวเปลือก ประการที่ ๒ ก็คือในเรื่องราคาความชื้นรายละเอียดของมาตรฐานคุณภาพทุกตัวจะไปคุยกันในเวที ๓ ฝ่ายที่ผมเรียน รัฐบาล เอกชน เกษตรกรครับ
ขออนุญาตครับ
เชิญท่าน นายกรัฐมนตรีครับ
กราบเรียนท่านประธานนะครับ อันนี้ผมคิดว่าเป็นนโยบายที่ดีนะคับ ที่รัฐบาลนี้ จำเป็นต้องดำเนินการต่อไปนะครับ อย่างที่ท่านรองนายกรัฐมนตรีได้กรุณาชี้แจงแล้ว วันนี้อยากจะให้คณะกรรมการที่ตั้งขึ้นมาอะไรต่าง ๆ ก็ตาม ได้ไปพิจารณาข้าวที่ว่าเป็นข้าว ประเภทใดบ้าง ข้าวขาว ข้าวอะไรต่าง ๆ ข้าวเหนียว ข้าวอะไรมีหมด เพราะฉะนั้นตัวนี้ จะเป็นตัวตั้ง ตั้งกฎเกณฑ์ไว้ก่อน เพราะอันนี้ข้าวอันหนึ่งเราผลิตมาใหม่ มีพันธุ์ใหม่คือ ข้าว กข ๔๓ นั่นข้าวอีกคุณภาพหนึ่ง ข้าวลดน้ำตาลเหมาะสำหรับคนที่เป็นโรคเบาหวาน อะไรทำนองนี้ เพราะฉะนั้นราคามันจะมีความแตกต่างกันอยู่พอสมควร ก็ต้องพิจารณา ให้รอบคอบนะครับ ในส่วนของความชื้นข้าวนี่ วันนี้เรากำหนดไว้ ๑๔-๑๕ เปอร์เซ็นต์ใช่ไหม เพราะฉะนั้น เราต้องคำนึงถึงว่าในปัจจุบันนี้ในการเก็บเกี่ยวข้าวของชาวนา เนื่องจากเขาใช้เครื่องจักร เพราะฉะนั้นเครื่องจักรบางทีมาเป็นพื้นที่ เดือนนี้เขามาตรงนี้ อีกเดือนไปตรงโน้น บางทีก็รอกันไม่ไหว เพราะปลูกไม่พร้อมกัน บางทีไม่พร้อมกัน เพราะฉะนั้นบางครั้งเกี่ยวสด เกี่ยวสดความชื้นมันจะสูง ก็มีปัญหาตรงนี้เหมือนกันก็ฝากพิจารณาในเรื่องนี้ด้วย ช่วยกันคิด ตรงนี้ ผมคิดว่าท่านรองนายกรัฐมนตรีทราบดีอยู่แล้ว ขอบพระคุณครับท่านประธาน
ขอบคุณครับ ต่อไปจะเป็นการอภิปรายของท่านสมาชิกต่อตามลำดับที่วางไว้ ผมแจ้งไปนะครับ ท่านสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ สมาชิกวุฒิสภา ๘ นาที แล้วก็จะมา พลตำรวจเอก เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ๔๕ นาที แล้วก็จะมาท่านเกียรติ สิทธีอมร ๘ นาที จากนั้นทางสมาชิกวุฒิสภาขอ ๒ ท่าน เพราะเพิ่งอภิปรายไป ๓ ท่าน จะเป็นท่านสมชาย แสวงการ กับท่านเสรี สุวรรณภานนท์ ตกลงตามนี้นะครับ ต่อไปขอเรียนเชิญท่านสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ครับ
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม สถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิก รัฐสภา กระผมขออภิปรายในนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล ข้อที่ ๓ มาตรการเศรษฐกิจ เพื่อรองรับความผันผวนเศรษฐกิจโลก นโยบายเร่งด่วน ข้อที่ ๖ การวางรากฐานเศรษฐกิจ ของประเทศสู่อนาคต และนโยบายหลัก ข้อ ๕ การพัฒนาเศรษฐกิจและความสามารถ ในการแข่งขัน เมื่อวันที่ ๒๓ กรกฎาคมที่ผ่านมา กองทุนการเงินระหว่างประเทศหรือ ไอเอ็มเอฟ (IMF) ขออนุญาตใช้ภาษาต่างประเทศ ได้ปรับลดการเติบโตเศรษฐกิจของโลก จากร้อยละ ๓.๖ เมื่อต้นปี ๒๕๖๒ เหลือเพียงร้อยละ ๓.๒ ในขณะนี้ การชะลอตัว ของเศรษฐกิจโลกนั้นนอกจากปัจจัยอื่น ๆ แล้ว ปัจจัยที่สำคัญก็คือสงครามการค้าที่เริ่มต้น มาจากนโยบายของประธานาธิบดีทรัมป์ที่ได้เน้นนโยบายว่าประเทศสหรัฐอเมริกา ต้องมาก่อน และหลังจากนั้นสงครามการค้าหรือที่เรียกว่า เทรด วอร์ (Trade war) ก็ได้ ขยายตัวออกไปสู่สงครามเทคโนโลยีหรือที่เรียกว่า เทค วอร์ (Tech war) สงครามเหล่านี้ ที่ทำให้เศรษฐกิจโลกชะลอตัว และมีผลกระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจของไทย เหตุที่มีผลกระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจของไทยก็เพราะว่าเศรษฐกิจของไทยนั้น เป็นเศรษฐกิจเปิดเป็นเศรษฐกิจที่ผูกพันอยู่กับเศรษฐกิจภายนอกหรือเศรษฐกิจโลก อยู่ค่อนข้างมาก อย่างไรก็ตามผมอยากเรียนว่าในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาต้องขออนุญาต ชื่นชมฝีมือการบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดที่แล้วว่า เศรษฐกิจไทยได้เติบโตเป็นอย่างดี ตลอดมาโดยเติบโตร้อยละ ๑ ในปี ๒๕๕๗ ร้อยละ ๓ ในปี ๒๕๕๘ ร้อยละ ๓.๔ ในปี ๒๕๕๙ ร้อยละ ๔ ในปี ๒๕๖๐ และร้อยละ ๔.๑ ในปี ๒๕๖๑ จะเห็นว่าเป็นการบริหารเศรษฐกิจ มหภาคที่เติบโตต่อเนื่องตลอดมา เพิ่งจะมีการชะลอตัวเนื่องจากผลของสงครามการค้า และผลของสงครามเทคโนโลยี หนทางในการรับมือกับความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ก็คือการสร้างความเข้มแข็ง ของเศรษฐกิจภายใน กล่าวโดยเฉพาะเจาะจงคือการขยายตัวการบริโภคและการลงทุน ภายในประเทศ ซึ่งรัฐบาลได้วางนโยบายไปในแนวทางนี้อยู่แล้ว โดยการใช้มาตรการ ในการใช้จ่ายงบประมาณเพื่อให้เม็ดเงินเข้าสู่เศรษฐกิจโดยเร็ว เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตามมาตรการในการกระตุ้นเศรษฐกิจนั้น กระผมหวังว่าในทางปฏิบัติจะได้เดินตาม แนวทาง หลักการที่เรียกว่า หลัก ๔ ที (4T) ที (T) ภาษาอังกฤษนะครับ
ข้อแรก จะต้องมี ทาร์เกต (Target) คือจะต้องตรงกับเป้าหมายของ ผู้ที่สมควรจะได้รับ
ข้อที่ ๒ ที (T) ก็คือไทม์ลี (Timely) จะต้องเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ ตรงเวลา ทันเวลา
ข้อที่ ๓ ที (T) เทมโพรารี (Temporary) ก็คือการกระตุ้นเศรษฐกิจนั้นจะต้อง เป็นเรื่องชั่วคราวไม่ใช่ถาวร
ข้อสุดท้าย ต้องทรานส์แพเรนซี (Transparency) คือจะต้องการกระตุ้น เศรษฐกิจด้วยความโปร่งใส เหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพื่อที่จะทำให้การใช้งบประมาณในการกระตุ้น เศรษฐกิจมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และตรงเป้าหมายอย่างแท้จริง เพื่อที่จะได้เหลือพื้นที่ ทางด้านการคลัง หรือที่เรียกว่า ฟิสคอล สเปซ (Fiscal space) ขออนุญาตใช้ภาษาอังกฤษ สำหรับใช้จ่ายงบประมาณที่จำเป็นในการพัฒนาประเทศในเรื่องอื่นต่อไป นโยบายในการเพิ่ม ช่องทางการส่งออกที่ได้แถลงไว้นั้น เป็นนโยบายที่สำคัญที่จะทำให้ชดเชยการส่งออก ที่ชะลอตัวลง ผมขอเรียนว่าแต่เดิมการส่งออกจะให้ความสำคัญกับประเทศนำเข้าหลักคือ ประเทศสหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป ประเทศญี่ปุ่น ต่อมาคือประเทศจีน แต่ผมขอเรียนว่า ขณะนี้การส่งออกไปยังกลุ่มประเทศอาเซียน (ASEAN) ๙ ประเทศนั้น ได้ขยายตัวไปมากถึง ร้อยละ ๒๗ ของการส่งออกทั้งหมด เป็นจำนวนของการส่งออกที่มากกว่าแต่ละประเทศหลัก ๔ ประเทศที่ผมได้กล่าวไว้แล้ว จึงหวังว่าในการเพิ่มช่องทางการส่งออกนั้นรัฐบาล จะได้ให้ความสำคัญกับการค้าในอาเซียน (ASEAN) ให้มากขึ้น รวมทั้งการค้าชายแดน ที่นับวันจะขยายตัวมากขึ้นตามการขยายตัวของโครงสร้างพื้นฐานทางด้านคมนาคม ดังที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ท่านได้กล่าวไปเมื่อสักครู่ อย่างไรก็ตามเพื่อที่จะทำให้ การค้าชายแดนขยายตัวมากไปกว่านี้ คงจะต้องเร่งสร้างจุดเชื่อมต่อการค้าให้มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งจุดเชื่อมต่อการค้าในภาคตะวันตกกับสหภาพพม่า ตั้งแต่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดระนอง จังหวัดกาญจนบุรี แม่สอด จังหวัดแม่ฮ่องสอน เพื่อที่จะทำให้การค้าชายแดน ทางแถบตะวันตกได้ขยายตัวมากขึ้น ประเทศเพื่อนบ้านเชื่อถือไว้ใจในคุณภาพของสินค้าไทย การส่งสินค้าออกไปยังประเทศเพื่อนบ้านจะทำให้ประโยชน์จากการส่งออกนั้นประเทศไทย ได้รับเต็ม ๆ เพราะเป็นการส่งออกสินค้าไทยด้วยวัตถุดิบของประเทศไทยล้วน ๆ นโยบาย ส่งเสริมการท่องเที่ยวซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายรัฐบาลที่ได้แถลงนั้น ในครั้งนี้ได้แถลง อย่างชัดเจนว่า นอกจากท่องเที่ยวเมืองหลักเมืองรองแล้วยังได้ส่งเสริมการท่องเที่ยว ชุมชนอีกด้วย ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญเพราะทำให้การท่องเที่ยวนั้นได้ลงไปสู่ประชาชนในทุกระดับ การใช้งบประมาณเพื่อการลงทุนนั้น กระผมเข้าใจว่าคงจะครอบคลุมไปถึงการลงทุน ของรัฐวิสาหกิจด้วย และนอกจากนั้นก็หวังว่าจะได้มีการเร่งนำเข้าสินค้าทุนเพื่อที่จะทำให้ ดุลการค้า ดุลบัญชีเดินสะพัดที่เกินดุลอยู่มากได้ลดลง อันจะช่วยลดแรงกดดันของการแข็งค่า ของเงินบาทอีกด้วย ซึ่งจะส่งผลกลับมาช่วยการส่งออกและให้เกษตรกรได้รับราคาสินค้า เกษตรเป็นเงินไทยที่มากขึ้น แม้จะไม่ได้เขียนไว้ในนโยบาย แต่ในส่วนของการสนับสนุน ภาคการเงินนั้น ท่านรองนายกรัฐมนตรี สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ขออนุญาตเอ่ยนาม ได้ให้สัมภาษณ์แล้วว่า จะให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรสนับสนุน เกษตรกร ให้ธนาคารออมสินช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยในเมืองและธนาคารวิสาหกิจ ขนาดกลาง ขนาดย่อม หรือธนาคาร เอสเอ็มอี (SMEs) ดูแล เอสเอ็มอี (SMEs) ส่วนการ วางรากฐานของรัฐบาลเพื่อเศรษฐกิจในอนาคตนั้น ผมอยากเรียนว่าสิ่งที่สำคัญที่สุด ก็คือการวางรากฐานของเศรษฐกิจดิจิทัล เนื่องจากเวลาจำกัด ผมอยากเรียนว่า ในเรื่องเศรษฐกิจดิจิทัลนั้น ถ้าหากว่าได้ทำตามที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้แนะนำ ในวันแรกของการประชุมคณะรัฐมนตรีด้วยการอ่านหนังสือ ๓ เล่มที่ท่าน ได้มอบให้กับคณะรัฐมนตรีในวันนั้น ก็จะทำให้มีการขยายนโยบายเพื่อรองรับความแข็งแกร่ง ของเศรษฐกิจในอนาคตได้เป็นอย่างดี หนังสือทั้ง ๓ เล่มที่ว่านั้นก็คือ เศรษฐกิจดิจิทัล โดยดอน แท็ปสก็อต ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านเศรษฐกิจดิจิทัล อีก ๒ เล่มคือการปฏิวัติ อุตสาหกรรม ครั้งที่ ๔ และอีกเล่มหนึ่งทางรอดในโลกใบใหม่แห่งการปฏิวัติอุตสาหกรรม ครั้งที่ ๔ โดยเคลาส์ ชวาบ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของเวิลด์ อิโคโนมิก ฟอรัม (World Economic Forum) เพราะว่าความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจในอนาคตนั้นอยู่ที่เศรษฐกิจ ดิจิทัลอยู่ที่เศรษฐกิจที่อิงกับการปฏิวัติอุตสาหกรรม ครั้งที่ ๔ ถ้าหากว่าหนังสือ ที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้มอบให้กับ ครม. พร้อมลายมือชื่อในวันนั้น คณะรัฐมนตรีได้ไปอ่าน แล้วนำมาขยายนโยบายเพิ่มเติมผมเชื่อเหลือเกินว่าเศรษฐกิจในอนาคตของไทยจะแข็งแกร่ง และสามารถแข่งขันกับประเทศอื่น ๆ ในโลกได้เป็นอย่างดี กราบขอบพระคุณครับ
ทางพรรคร่วม ฝ่ายค้านได้มีหนังสือขึ้นมาขอสลับให้ท่านรังสิมันต์ โรม ใช้สิทธิก่อน แล้วจึงต่อด้วยท่านเสรีพิศุทธ์ เตมียเวช ท่านเสรีพิศุทธ์ขัดข้องหรือไม่ครับ ไม่ขัดข้องนะครับ
ท่านประธานครับ ผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดเชียงใหม่ ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ก็ได้มีการหารือกันในพรรคร่วมฝ่ายค้านทั้ง ๗ พรรค ท่านเสรีพิศุทธ์ ได้ให้ความกรุณาสละเวลาให้กับคุณโรมได้อภิปรายก่อน แล้วก็ให้เกิดการสลับฝั่งอย่างที่ ท่านประธานได้เรียนก็ได้ครับ และท่านเสรีพิศุทธ์จะได้กลับเข้ามาเพื่ออภิปรายต่อครับ ก็เป็นท่านรังสิมันต์ โรม แล้วต่อด้วยท่านสมชาย แสวงการ ท่านวงศ์สยาม และท่านเกียรติ ที่ท่านได้เรียนนะครับ แล้วก็ต่อด้วยท่านเสรีพิศุทธ์ไม่เป็นการไปข้ามคิวของพรรคร่วมรัฐบาล ขอบพระคุณครับ
เชิญท่านรังสิมันต์ โรม แล้วต่อไปก็เป็นเกียรติ สิทธีอมร
เรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม รังสิมันต์ โรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา เป็นเกียรติที่ได้มาแถลงต่อหน้าท่านนายกรัฐมนตรี ถ้าเป็นก่อนหน้านี้ผมก็คงจะต้องถูกพาตัวไปอยู่ในค่ายสักค่ายหนึ่งหรือเรือนจำ สักเรือนจำหนึ่ง แต่วันนี้คิดว่าการแถลงคราวนี้ไม่น่าจะได้รับคดีความ ถึงแม้ว่า ท่านนายกรัฐมนตรีจะได้แถลงต่อสภาอันทรงเกียรติเอาไว้ว่าได้จดชื่อเอาไว้ทุกคนก็ตาม แต่หวังว่าทุกอย่างจะเรียบร้อยนะครับ ในการแถลงอภิปรายในเรื่องของนโยบายที่รัฐบาลกำลังจะทำ เป็นเรื่องที่มีความสำคัญ เพราะเป็นการแถลงที่เกิดขึ้นหลังจากมีการรัฐประหาร การรัฐประหารที่กินเวลาถึง ๕ ปีกว่า ๆ แน่นอนว่าภารกิจหนึ่งที่เราจำเป็นจะต้องทำให้เกิดขึ้นและลุล่วงในช่วงเวลานี้ก็คือ การฟื้นฟูความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อระบอบประชาธิปไตย ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ไม่ง่าย เนื่องจากว่าบุคคลที่เป็นหัวเรือหลักในการนำพาซึ่งความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อระบอบ ประชาธิปไตย คือบุคคลที่อวดอ้างตัวเองว่าเป็นคนดีกว่าคนอื่น และกระทำการรัฐประหาร ในปี ๒๕๕๗ ดังนั้นในการแถลงนโยบายวันนี้จึงเป็นเรื่องที่สำคัญและเป็นภารกิจที่สภาจะต้อง ทำให้ลุล่วงให้ได้ แม้เราจะต้องเผชิญหน้ากับการสืบทอดอำนาจก็ตาม ประเด็นที่ผมจะแถลง ก่อนที่จะมีผู้ยกมือประท้วงต่อผมมี ๒ เรื่องด้วยกัน คือข้อ ๒.๓ ในประเด็นการส่งเสริม ให้นักการเมืองมีคุณภาพ
ขอโทษครับ พอดีมีท่านประท้วง เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม กรุงศรีวิไล พรรคพลังประชารัฐ เขต ๕ จังหวัดสมุทรปราการ วันนี้เป็นวันสำคัญของประเทศชาติ ซึ่งคณะรัฐบาลและคณะรัฐมนตรีทุกท่านจะแถลง นโยบายปกครองประเทศและดำเนินงานต่อไปของประเทศเรา ไม่ใช่เป็นการถากถาง ท่านนายกรัฐมนตรีหรือว่าคณะรัฐมนตรีทุกท่าน ผมเป็นลูกทุ่ง ลูกชาวนาโดยกำเนิด ไม่ใช่ลูกครึ่งหรือว่าครึ่งลูกที่ไหน ความสำคัญที่สุดในชีวิตของความเป็นคนไทยนั้นสำคัญที่สุด ท่านประธานครับ ท่านประธานต้องเข้มงวดถึงเวลา หมดเวลาท่านประธานครับ ปิดไมโครโฟนเลยครับ อย่าไปให้ผู้ที่อภิปรายถากถางทุก ๆ ท่านในสภาแห่งนี้ ผมรับรองว่า ถ้าคณะรัฐมนตรีชุดนี้ แม้กระทั่งนายกรัฐมนตรีของผมทุจริตแม้แต่นิดเดียว ผมประกาศ ไปทั่วว่าผมจะเดินจากตรงนี้ขึ้นไปบนบัลลังก์
เข้าใจ แล้วครับ
แล้วไปกราบเท้าท่านบอกว่า หมดความสง่างามให้ลาออกเถอะครับ ด้วยเกียรติ ของนายกรุงศรีวิไล นักแสดง ๕๐ ปี ขอบคุณครับ
ท่านประท้วง อะไร เชิญครับ
ท่านประธานครับ จิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานครครับ
ขอโทษท่านประธานครับ ผมเสียมารยาทนิดหนึ่ง กรุงศรีวิไลครับ ถ้าท่านจิรายุ จะออกตัวแทน ไม่มีปัญหาครับ เพราะว่าผมกับจิรายุเปรียบเสมือนพี่น้องคลานตามกันมา อยู่กันมาครับ
คือไปกันใหญ่แล้ว พอแล้วครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ จริง ๆ ผมไม่ได้จะประท้วงพี่กรุงศรีวิไลนะครับ ท่านเป็นผู้อาวุโส ติดตามผลงานมา แต่ผมจะบอกท่านประธานว่า
ท่านจิรายุ ว่าเลย ประท้วงใคร
ท่านประธานควบคุมการประชุมนิดหนึ่งครับ กำลังเพิ่งไตเติล (Title) เอง เพิ่งไตเติล (Title) นิดหน่อยเอง
ไม่ใช่ไตเติล (Title) นะครับ
แล้วก็ จะได้อภิปรายได้ ขอบคุณท่านประธานครับ
คือผม วินิจฉัยอย่างนี้ ท่านรังสิมันต์ โรม ไปท้าเขาให้พูดจำได้ไหม ท่านบอกว่าท่านจะพูดก่อนที่จะมี คนประท้วง ผมขอร้อง
เรียนท่านประธานนิดหนึ่งครับ ผมไม่ติดใจอะไร จริง ๆ ผมเป็นแฟนหนังของท่านกรุงศรีวิไล มาก่อนด้วยซ้ำไป
เมื่อไม่ติดใจ แล้วก็ทำตามที่ท่านกรุงศรีวิไลว่านะครับ พูดต่อไป
แต่ผม จะพูดต่อเพื่อใช้เวลาที่ผมได้รับให้เป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนมากที่สุด
อย่าถากถาง อย่าใช้วาจาอย่างนั้นนะครับ
ผมไม่อยาก จะสร้างบรรยากาศอะไรที่เกิดความวุ่นวายครับท่านประธาน
ฟังผม เถอะครับ อย่าใช้วาจาอย่างนั้นก็แล้วกันนะครับ ไปถากถางอะไร พูดให้ตรงประเด็นก็แล้วกัน
ครับ ผมตรงประเด็นแน่นอนครับ เพราะว่าสิ่งที่ผมกำลังจะสื่อสารต่อท่านประธาน ผ่านไปยังท่านประยุทธ์ ท่านประวิตร และท่านสมคิด เป็นเรื่องที่อยู่ในแนวนโยบาย ของตัวท่านเองนั่นคือในเรื่องของการสร้างให้นักการเมืองมีคุณภาพ เป็นคนดี มีคุณธรรม เป็นเรื่องของการแก้ไขปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน การสร้างสังคมให้ยึดมั่นในความซื่อสัตย์ และสุจริต ถ้าเราอ่านถ้อยคำในแนวนโยบายที่ท่านได้ส่งให้กับทางรัฐสภา เราจะพบว่าถ้อยคำ เหล่านี้เขียนดูดีครับ เขียนดูดี แต่ผมจำเป็นต้องย้ำเตือนกับสังคม ผมจำเป็นต้องย้ำเตือน กับรัฐสภาว่าบุคคลที่ดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี ซึ่งข้อเท็จจริงนี้ เป็นข้อเท็จจริงที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า เราจะพบว่าเป็นบุคคลที่มีส่วนสำคัญ หรือเป็นบุคคล ที่เป็นรัฐบาลเดิมมาตั้งแต่วันที่ยึดอำนาจ ดังนั้นในการพิจารณาถึงแนวนโยบาย ๒ ข้อนี้ จำเป็นครับ ที่จะต้องพิจารณาถึงวันที่ท่านได้แสดงบทบาทในฐานะที่เป็นคณะรัฐมนตรี ก่อนที่จะมีการเลือกตั้งด้วยซ้ำไป สิ่งที่ผมจะต้องแถลงและนำเรียนต่อท่านประธานเพื่อให้เกิด ความชัดเจนว่า ผมไม่เชื่อว่านโยบายทั้ง ๒ ข้อจะเกิดขึ้นได้จริงด้วยเหตุผลดังนี้ครับ
ประการแรก ในวันที่ท่านประยุทธ์ จันทร์โอชา เข้ามาดำรงตำแหน่ง เป็นนายกรัฐมนตรี สิ่งแรก ๆ ที่ท่านทำคือการแต่งตั้งคนของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็น น้องชาย รุ่นพี่ ผองเพื่อน เครือบริวารของตัวท่านเองเข้ามาดำรงตำแหน่งสำคัญต่าง ๆ ในคณะรัฐมนตรี หรือบางครั้งก็เป็น ส.ว. เมื่อสักครู่นี้ผมก็ยังเดินสวน ต้องขอโทษที่เอ่ยนาม ท่านปรีชา จันทร์โอชา ตั้งมาเป็น ส.ว. ก่อนหน้านี้ก็เป็น สนช. เข้าสภากี่ครั้งผมไม่รู้นะครับ แต่เข้าใจว่าไม่เยอะ นอกจากนั้นท่านรับเงินเดือน ๒ ทางครับท่านประยุทธ์ ท่านรับเงินเดือน ๒ ทาง เดือนละ ๒๕๐,๐๐๐ บาท ระยะเวลากว่า ๕ ปี ท่านรับเงินไปทั้งสิ้น ๑๕.๓ ล้านบาท นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นจริง
ประการที่ ๒ มากไปกว่านั้นท่านปล่อยปละละเลยให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชัน หลายกรณี ไม่ว่าจะเป็นการปล่อยให้น้องชายที่เป็น สนช. ไปเซ็นแต่งตั้งให้ลูกชาย ที่จบนิเทศศาสตร์เข้ามาเป็นทหาร ท่านปล่อยให้รุ่นพี่ซึ่งนั่งอยู่ข้าง ๆ บินไปฮาวาย ใช้งบประมาณภาษีของประชาชนทั้งสิ้น ๒๐ ล้านบาท ระหว่างทางท่านกินอาหารหรูหรา ท่ามกลางที่ประเทศไทยกำลังยากลำบากทางเศรษฐกิจ ท่านกินคาเวียร์ (Caviar) ซึ่งเป็นอาหารชนิดหนึ่งที่อยู่บนเครื่องบินของท่าน มูลค่าอาหารมื้อนั้นคือ ๖๐๐,๐๐๐ บาท
มีผู้ประท้วง แล้วครับ เชิญครับ
ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม นายมณเฑียร สงฆ์ประชา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชัยนาท ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอประท้วงท่านประธานในข้อ ๕ แล้วก็ขอประท้วงผู้อภิปราย ในข้อ ๔๓ ครับ เพราะไม่ได้อยู่ในเรื่องที่พวกเรากำลังพิจารณาอยู่เลย เป็นการเสียดสี แล้วก็ใส่ร้ายผู้อื่น ขอให้ท่านประธานได้พิจารณาด้วยครับ
ท่านพูดจา เสียดสี
ผมขอถอน ว่ากินคาเวียร์ (Caviar) แล้วกันครับ เอาเป็นว่ากินอาหารราคาแพงนะครับ
เดี๋ยวฟังผมก่อน ท่านเชื่อผมเถอะนะครับ พูดในเรื่องที่เกี่ยวกับการแถลงนโยบายอันนี้
ท่านประธานครับ ผมจำเป็นต้องชี้แจงกับท่านว่าผมกำลังอยู่ในนโยบายในเรื่องของการส่งเสริมนักการเมือง ที่มีคุณภาพและการแก้ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน ผมพูดไม่ตรงประเด็นตรงไหน นี่คือสิ่งที่ท่าน เขียนขึ้นมาเองในสมุดเล่มนี้ที่แจกให้กับทุกคนในสภา ท่านต้องให้โอกาสผมได้พูด
ผมให้โอกาสมา ๖ นาทีแล้วนะครับ
ผมยังมีเวลาอยู่นะครับท่าน
คือก็อย่าไปพูด รุนแรงอย่างนั้นเลยนะครับ ทำอะไรก็ว่าไปตามพฤติกรรมที่ถูกครับ
ผมจะเดินเครื่องต่อเครื่องกำลังติดนะครับ นอกจากนั้นครับท่านประธาน อันนี้เป็นข้อเท็จจริง ที่ทุกคนรับทราบอยู่ทั่วกันและเป็นคดีความ คือท่านประวิตรนะครับ น่าจะเป็นบุคคล ที่มีนาฬิกาที่อาจจะยืมมามากที่สุดในประเทศไทย คือทั้งหมด ๒๒ เรือน ราคาหลักแสน หลักล้านทั้งสิ้น ซึ่งบุคคลที่รับราชการมาไม่ควรจะมีของที่มีมูลค่ามากขนาดนั้น
มีผู้ประท้วง เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคพลังประชารัฐครับ เรื่องที่ท่านพูดอยู่ก็ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องการแถลงนโยบายนะครับ แล้ว ป.ป.ช. ก็ได้ตัดสินเรื่องนี้จบไปหมดแล้ว เสียเวลาพวกเราครับ ไปที่นโยบายเลยดีกว่าครับ
ท่านรังสิมันต์ ช่วยพูดให้ตรงประเด็นครับ
ขอบคุณครับ ขอบคุณผู้ประท้วงครับ นอกจากนั้นครับ ยังมีประเด็นปัญหาต่อไปว่ารุ่นพี่ของท่านประยุทธ์ อีกคนนะครับ ที่เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ทั้งในรัฐบาลชุดที่แล้วและชุดนี้ ได้มีการเซ็นยกที่ป่าชุมชนให้กับกลุ่มทุนไปสร้างโรงงาน อีกทั้งยังมีการซื้อเครื่องตรวจความเร็ว ราคา
ท่านกรุงศรีวิไลครับ ท่านประท้วงครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ซ้ำซาก วนเวียน เสียดสี ให้ร้ายผู้อื่นตลอดเวลา ไม่ใช่แถลง นโยบายเพื่อประชาชนแล้วครับ พี่น้องทั่วประเทศไทยที่ร่ำรวย ชาวไร่ ชาวนา หรือว่ายากจน กำลังฟังอยู่ครับ ว่ารัฐบาลนี้จะทำอย่างไรต่อไป พี่น้องไม่ต้องการฟังเรื่องส่วนตัวของผู้ใด ทั้งสิ้นในสภาแห่งนี้ นักการเมืองทุกท่านที่อยู่ในสภาแห่งนี้ ล้วนแต่มีเกียรติและเป็นคนดี ทุกท่านครับ ถึงได้รับเลือกตั้งเข้ามา แม้กระทั่งผู้อภิปรายขณะนี้ด้วย ขอบคุณท่านประธานครับ
ท่านประธานครับ ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๐๘ ผมสามารถตั้งคำถามโดยการอภิปรายทั้งในทาง สนับสนุนและคัดค้านในเรื่องของความเหมาะสมของนโยบายและความสามารถที่จะบริหาร ราชการแผ่นดินให้สำเร็จผลตามนโยบายในการนี้ นี่คือสิ่งที่ผมกำลังตั้งคำถาม และเป็นสิ่งที่ท่านระบุเอาไว้ในหนังสือของท่านเอง ผมพูดอะไรผมมีหลักการ และผมพูด จากข้อบังคับ
ผมวินิจฉัย นะครับ ท่านไม่ได้พูดในเรื่องของการสนับสนุน หรือคัดค้านความเหมาะสมของนโยบาย เนื้อหาทั้งหมดท่าน
ท่านประธานครับ ให้โอกาสผมชี้แจงแค่ ๓๐ วินาทีได้หรือไม่ครับ ในตอนที่ประธานพูด
เดี๋ยวสิ ท่านฟังผมก่อน ท่านพูดแต่ความไม่ดีของบุคคลที่เกี่ยวพันกับผู้ที่แถลง ผู้ที่เป็น ครม. พูดง่าย ๆ หลายท่านนะครับ ดังนั้นนี่ท่านไม่ได้โยงใยอะไรไปเกี่ยวกับนโยบายหรือที่ทางคณะรัฐมนตรี ได้แถลงเลยนะครับ เพราะฉะนั้นพอแล้วเรื่องนี้นะครับ ผมวินิจฉัยแล้วนะครับ
ขอบคุณ ท่านประธานครับ สิ่งที่ผมต้องการจะชี้แจงให้พี่น้องประชาชนได้เห็น รัฐบาลที่แล้ว ซึ่งเป็นบุคคลกลุ่มเดียวกัน เป็นกลุ่มบุคคลคณะเดียวกัน มีปัญหาที่ถูกสังคมตั้งคำถาม เรื่องการคอร์รัปชันเยอะแยะมากมาย แล้วท่านได้เขียนนโยบายว่าท่านต้องการส่งเสริม ให้นักการเมืองมีคุณภาพจะแก้ปัญหาการคอร์รัปชัน สังคมเขาถึงถามว่าท่านจะแก้ได้อย่างไร เพราะในเมื่อตัวท่านเองท่านยังแก้ไม่ได้ เราต้องยอมรับตรง ๆ ว่าวันนี้ปัญหาของประเทศไทย มีการคอร์รัปชัน
ประท้วง อีกแล้วครับ ท่านรังสิมันต์ครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม ศุภชัย ใจสมุทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ผมประท้วงท่านประธานครับ ท่านปล่อยให้สมาชิกได้อภิปราย โดยผิดข้อบังคับ เมื่อสักครู่สมาชิกอ้างว่าได้มีการอภิปรายตามข้อ ๑๐๘ ซึ่งความจริงแล้วนี่ ผมว่าท่านประธานควรจะต้องวินิจฉัยให้ชัดว่า สิ่งที่ท่านสมาชิกกำลังอภิปรายเป็นไปตาม ข้อ ๑๐๘ หรือไม่ ซึ่งผมคิดว่าท่านต้องวินิจฉัยให้ชัด ให้ชัดแล้วปรากฏว่าในระหว่างที่ท่าน กำลังวินิจฉัยสมาชิกก็ควรที่จะต้องรอฟังการวินิจฉัย แต่ท่านก็เถียงกันไปเถียงกันมา ฟังแล้วไม่เพลิดเพลินเลยครับ เวลาเรามีค่ามาก เพราะฉะนั้นท่านประธานกรุณาได้วินิจฉัย ให้ชัดเจนว่าสมาชิกสามารถอภิปรายในลักษณะนี้ได้อีกต่อไปหรือไม่ และถ้ามีการดำเนินการ ในลักษณะที่ไม่เป็นไปตามที่ท่านประธานวินิจฉัย ท่านประธานก็ใช้อำนาจของประธาน ตามข้อ ๕ สิครับ ขอบพระคุณครับ
ผมวินิจฉัย ไปแล้วว่าจากการที่อภิปรายมามีแต่คำพูดที่เป็นการเสียดสี แล้วก็ต่อว่ากล่าวหาบุคคล ที่เกี่ยวข้องโดยไม่ได้พูดถึงเรื่องการสนับสนุนหรือคัดค้าน ความเหมาะสมของนโยบาย หรือความสามารถที่บริหารราชการแผ่นดิน ดังนั้นขอให้ท่านยุติการกระทำเถอะครับ
เอาเป็นว่า เมื่อสักครู่นี้จริง ๆ ผมมีความตั้งใจจะพูดถึงเรื่องอุทยานราชภักดิ์ที่มีประเด็นเรื่องการ คอร์รัปชัน แต่ผมไม่พูดก็ได้ เพราะผมคิดว่าสังคมคงรู้อยู่แล้วว่าเป็นใคร แต่ผมต้องการชี้ เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ และผมต้องการฝากเข้าไปถึงคณะรัฐมนตรี เราต้องยอมรับกัน ตามตรงครับท่านประธาน ว่าปัญหาของประเทศไทยในวันนี้ไม่ใช่เราไม่รู้ว่ามีการคอร์รัปชัน แต่ปัญหาคือว่า เมื่อเรารู้ว่ามีการการคอร์รัปชัน แล้วเราจะจัดการกับปัญหาการคอร์รัปชัน ได้อย่างไร เพราะที่ผ่านมาคนใกล้ชิดของคณะรัฐมนตรีชุดที่แล้วกลไกยุติธรรมไม่สามารถ ดำเนินการกับคนเหล่านี้ได้เลย
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม กรุงศรีวิไลครับ
เชิญครับ ประท้วงอะไรครับ
ตามข้อบังคับ ข้อ ๔๓ เสียดสีตลอดเวลา ใครโกงใส่ร้ายตลอดเวลา ทุกครั้งท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ท่าน พลเอก ประวิตร บอกว่าเป็นเจ้านายผมใช่หรือไม่ ใช่ครับ ผมไม่เถียง เพราะว่าผมกราบเรียนท่านประธานแล้วว่า ผมลูกทุ่ง รักใครรักจริง แต่สิ่งหนึ่งที่ควรตระหนัก ที่สุดในสภาแห่งนี้คือความมีมนุษยธรรม ความรู้จักที่ต่ำที่สูง สัปปายะสภาสถานแห่งนี้ คือที่ขัดเกลาจิตใจและมันสมองของนักการเมืองครับ ขอบคุณครับ
เข้าใจแล้วครับ มีผู้ประท้วงอีกหรือเปล่า
ไหนครับ
ท่านประธานครับ ผม นิโรธครับ ประท้วงก่อนครับ
เชิญครับ
ท่านประธานครับ ไม่ต้องให้เขาไปประท้วงไกล ๆ ให้เขามาประท้วงใกล้ ๆ ตรงนี้เลยครับ
ท่านกรุงศรีวิไล ท่านหมดแล้วใช่ไหมครับ
จะได้มองหน้ากันชัด ๆ อย่าไปประท้วงไกล ๆ เข้ามาใกล้ ๆ
ท่านกรุงศรีวิไล นั่งก่อนครับ
ขอบคุณ ท่านประธานรัฐสภาครับ ผม นิโรธ สุนทรเลขา
ถ้าหล่อไม่เท่าผมอย่าประท้วง
ท่านนั่งครับ ท่านนั่งได้แล้วครับ เชิญครับ
กราบขอบพระคุณท่านประธานรัฐสภาครับ ผม นิโรธ สุนทรเลขา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา พรรคพลังประชารัฐ จังหวัดนครสวรรค์ ขออนุญาตประท้วงท่านประธานรัฐสภาว่า ผู้ที่กำลัง อภิปรายไม่ได้อภิปรายในเนื้อหาของการแถลงนโยบายที่รัฐสภาแห่งนี้กำลังปรึกษาหารือกัน ออกนอกประเด็น ฉะนั้นกราบเรียนท่านประธานรัฐสภาได้วินิจฉัยด้วย เมื่อเช้านี้ผมกำลัง ชื่นชมท่านเลขาธิการพรรคของพรรคอนาคตใหม่ ท่านอภิปรายได้ดีมาก ชวนฟังและน่าฟัง เป็นการอภิปรายที่สร้างสรรค์ มีจริยธรรมในการอภิปราย ตอนนี้รู้สึกสมาชิกพรรคของท่าน กำลังอภิปรายอยู่นอกประเด็น นอกเนื้อหาที่กำลังหารือกันในรัฐสภาแห่งนี้ในปัจจุบัน ขอให้ท่านประธานวินิจฉัย เพราะว่ามีการอภิปรายนอกเนื้อหาตลอดเวลา ท่านวินิจฉัย แล้วก็ยังไม่หยุด ขอให้ท่านมีคำสั่งที่เด็ดขาดนะครับ
มีคน ประท้วงอีก แต่ผมคิดว่าผมวินิจฉัยก่อนแล้วผู้ประท้วงค่อยว่านะครับ คือผมเห็นว่าผู้อภิปราย ได้ฝ่าฝืนคำที่ผมวินิจฉัยไว้ โดยยังดื้อดึงดันที่จะอภิปรายในลักษณะเดิม ซึ่งไม่เป็นไปตาม มาตรา ๑๐๘ ดังนั้นผมวินิจฉัยอย่างนี้ และขอให้ท่านดำเนินการพูดต่อไป อภิปรายต่อไป โดยอย่าไปทำที่ผมพูดไว้ว่ามันไม่ถูกต้องนะครับ ท่านจะประท้วงอะไร ท่านข้างหลัง เชิญพูด
ผมขอประท้วงท่านประธานครับ ผม วิโรจน์ ลักขณาอดิศร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ผมขอประท้วงท่านประธานตามข้อบังคับ ข้อ ๕ แล้วก็รัฐธรรมนูญ มาตรา ๘๐ ท่านประธานทำตัวไม่เป็นกลาง เพราะตามข้อบังคับ ข้อ ๑๐๘ ทางผู้อภิปรายกำลังที่จะไล่เลียงว่าคณะรัฐมนตรีขาดความสามารถในการบริหารราชการ แผ่นดินในส่วนที่ผู้อภิปรายกำลังอภิปรายอย่างไร และจริง ๆ แล้ว
ผมเข้าใจ แล้วครับ ผมเข้าใจแล้ว
ท่านอื่นก็ไม่มีสิทธิที่จะมาคัดค้านได้ เพราะว่าข้อบังคับ ข้อ ๑๐๙ ก็กำหนดให้
พอแล้วครับ ผมเข้าใจแล้วครับ มีท่านประท้วงอะไรครับ เชิญครับ
ท่านประธานครับ ผม ครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดสุรินทร์ ผมประท้วงท่านประธานตามข้อบังคับ ข้อ ๕
แบบเดียวกัน ใช่ไหมครับ
ไม่ใช่ครับ ประท้วงโดยตรงเลยครับ ท่านประธานฟังผมนิดหนึ่งนะครับ ผมประท้วงเพื่อส่วนรวม ไม่ใช่คนเกเร คือจริง ๆ บรรยากาศที่มันเกิดขึ้นในช่วงที่ท่านประธานมานั่งเป็นประธาน ก็เพราะประธาน ถ้าประธานได้ตัดไมโครโฟนวินิจฉัยแต่ละครั้งบรรยากาศยังไม่เกิด เมื่อสักครู่อยู่ ๆ ท่านกรุงศรีวิไลผมกระโดดขึ้นไป ทางโน้นกระโดดมาท่านประธาน ก็ปล่อยให้พูดไป เขาก็ตัดบทกันไปกันมาเถียงอย่างนี้ นี่ประชุมผมก็เห็นใจท่านประธาน เพราะท่านประธานไม่ค่อยได้มาทำหน้าที่กับพวกผู้แทนราษฎร ท่านประธานเป็นประธาน แต่ สนช. มาตลอด อาจจะไม่ค่อยเจอบรรยากาศอย่างนี้ ยังไม่จบครับท่านประธาน ฟังผม นิดหนึ่งครับ แล้วต่อไปประธานจะได้ควบคุมการประชุมได้ราบรื่น ฉะนั้นท่านประธาน พยายามกดไมโครโฟน นี่ผมว่าดีนะครับคุณรังสิมันต์ โรม เขาไม่ได้สวน ถ้าเขาได้สวนตอบ ก็สวนกันไปสวนกันมาระหว่างประธานกับเขา ตัดไมโครโฟนสิครับ แล้ววินิจฉัยทีละคน ท่านประธานครับผมกำลังบอกประธาน ผมไม่ใช่คนเกเร
ผมเข้าใจแล้ว คือท่านปารีณาครับ ถ้าท่านประท้วงอีกเขาก็จะหาว่าผม ก็มีคนประท้วงอีกนะครับ ดังนั้น เพื่อให้ราบรื่น ท่านรังสิมันต์ โรม เหลืออีก ๒ นาที ขอให้ท่านรังสิมันต์ โรม อภิปราย ให้อยู่ในกฎเกณฑ์ของมาตรา ๑๐๘ นะครับท่านปารีณา
จริง ๆ ท่านประธานให้ประท้วงกันให้เสร็จเรียบร้อยก็ดีนะครับ เผื่อว่าอัดอั้นกันมานาน
ไม่ต้องสอนครับ พอแล้วครับ เมื่อสักครู่มีคนว่าผมแล้ว เชิญครับ
เราต้อง ยอมรับว่า ๕ ปีที่ผ่านมาผมเชื่อว่าคงไม่มีใครกล้าพูดตรง ๆ กับคณะรัฐมนตรีมานาน ผมก็ยอมรับครับว่าสิ่งที่ผมพูดอาจจะตรงเกินไป แล้วก็อาจจะทำให้หลายท่านรับไม่ได้ กับสิ่งที่ผมพูด แต่ไม่เป็นไรครับ ในเมื่อสภาแห่งนี้หลายท่านไม่ยินยอมให้ผม หรือไม่อยากให้ ผมพูดเกี่ยวกับปัญหาเรื่องการคอร์รัปชันมากนัก ผมก็จะไม่พูดปัญหาคอร์รัปชันของ ท่านประยุทธ์อีกต่อไป แต่ผมจะไปพูดการเอื้อเฟื้อพี่น้องพ้องพี่ของพรรคบางพรรคที่ไปจัด
ขออนุญาต คือท่านยังฝ่าฝืนอยู่อีกนะครับ แล้วก็จะมีคนประท้วงอีก
(นายสายัณห์ ยุติธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้ยืนและยกมือขึ้น)
ท่านประท้วง ใช่ไหมครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม สายัณห์ ยุติธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครศรีธรรมราช ขอประท้วงท่านประธาน ข้อ ๔๓ พูดไปวกวนพูดแต่เรื่องคอร์รัปชัน พูดแต่เรื่องนาฬิกา ผมได้ฟังจากฝ่ายนี้พูดเป็นร้อยรอบแล้ว ผมว่าน่าจะไม่ให้พูดแล้วครับ ขอบคุณครับ
เชิญท่านครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ ผม ศิริพงษ์ รัสมี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเขตหนองจอก กรุงเทพมหานคร ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านที่กำลังอภิปรายใช้คำว่า คอร์รัปชัน ผมนับดูไม่ต่ำกว่า ๕-๖ ครั้ง ถ้าจะอภิปรายต่อ คำว่า คอร์รัปชัน ผมประท้วง ข้อ ๔๓ นะครับ คำว่า คอร์รัปชัน ชี้ให้ชัดเจนเลยนะครับว่าคอร์รัปชันที่ไหน ใครคอร์รัปชัน และคอร์รัปชัน เท่าไร เพื่อจะบันทึกไว้ในสภาแห่งนี้เลยครับ แล้วก็รับผิดชอบคำพูดด้วยครับ ขอบคุณมากครับ
ผมวินิจฉัย ขอให้ท่านรังสิมันต์ โรม ใช้เวลาที่เหลือพูดให้อยู่ในประเด็นของมาตรา ๑๐๘ ห้ามไปพูดจา เสียดสีหรือว่าไปกล่าวหาใครโดยให้เรื่องบานปลายไปนะครับ ถ้ามิเช่นนั้นผมขอให้ท่าน หยุดพูดเลยนะครับ เชิญครับ
ผมหวังว่า เรื่องนี้จะไม่เสียดสีนะครับ เพราะว่าผมกำลังจะพูดถึงรีสอร์ต (Resort) ที่ตั้งอยู่บนที่ดิน ส.ป.ก. ซึ่งรีสอร์ต (Resort) แห่งนี้ได้มีการจัดสัมมนาที่แสนจะสนุกสนานนะครับ โดยมีการ ให้สัมภาษณ์กันไว้ว่าต้องการให้เห็นที่ดินระหว่างรัฐกับราษฎร ผมขออนุญาตเอ่ยพาดพิง นิดหนึ่ง เนื่องจากว่าเป็นนโยบายของพรรคพลังประชารัฐที่ต้องการเปลี่ยนที่ดิน ส.ป.ก. ให้เป็นที่ดินที่มีโฉนด เดิมทีนั้นที่ดิน ส.ป.ก. มีความหมาย หมายถึงที่ดินที่เอาไว้ใช้สำหรับ ทำการเกษตร ที่ดินดังกล่าวได้มีการมอบให้กับชาวบ้านที่ไม่มีที่ดินทำกิน ผลปรากฏว่า ไม่รู้ทำไมถึงได้มีการเลือกไปสำรวจที่ดิน ส.ป.ก. ซึ่งเป็นที่ตั้งของรีสอร์ต (Resort) แห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนของพรรคพลังประชารัฐ แทนที่จะไปดูที่ดิน ส.ป.ก. ที่มีชาวบ้าน จำนวนมากที่เขาได้รับความเดือดร้อนจริง ๆ ประเด็นแบบนี้ที่ผมตั้งคำถามเพื่อให้เห็นว่า สุดท้ายแล้วผมไม่สามารถเชื่อได้จริง ๆ ว่าสิ่งที่ท่านกำลังจะทำนั้น เป็นไปเพื่อประชาชน อย่างแท้จริง และให้ความสำคัญกับประชาชนที่เป็นคนเล็กคนน้อย คนยากคนจน เพราะท่านได้เลือกที่จะให้ความสำคัญกับคนที่เป็นนายทุนให้กับท่าน ผมขอทิ้งท้ายอย่างนี้ครับ พวกเขาเข้ามาด้วยประโยชน์ของตัวเอง โดยอ้างว่านั่นคือการทำเพื่อประเทศชาติ พวกเขา เข้ามาเพื่อปกป้องความมั่นคงของตัวเอง โดยอ้างว่านั่นคือความมั่นคงของประเทศ พวกเขา เข้ามาเพื่อช่วยเหลือพวกพ้องตัวเองโดยอ้างว่านั่นคือการช่วยเหลือประชาชน ผมหวังว่า ข้อความแบบนี้จะเป็นข้อความที่ผิดและไม่อยากให้เกิดขึ้น เพราะข้อความดังกล่าวคือ ข้อความที่มันสะท้อนว่าเกิดอะไรขึ้นของรัฐบาลที่ผ่านมา ซึ่งนำโดยท่านประยุทธ์ จันทร์โอชา สุดท้ายจริง ๆ ครับท่านประธาน ผมคงต้องฝากคำถามคำถามหนึ่งเพราะผมมั่นใจว่า ท่านประยุทธ์ก็คงจะต้องตอบคำถามของผมและอยากจะตอบแน่ ๆ ผมถามคำถามสุดท้าย อย่างนี้ว่าท่านจะยังคงรัฐประหารอีกหรือไม่ แค่นี้ครับ ขอบคุณครับ จบแล้วครับ
ประท้วง เรื่องอะไรครับ
ท่านประธานขอวินาทีเดียวครับ ข้อบังคับ ข้อ ๔๓ เหมือนเดิมครับ ถ้ายังถามว่าจะมีปฏิวัติ อีกหรือไม่ ถ้าเหตุการณ์และนักการเมืองนิสัยอย่างนี้ มีครับ
ท่านไม่ได้ถาม แล้วก็ไม่ได้ประท้วงนะครับ นั่งได้แล้วครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทั้งหลาย ในฐานะ ที่ผมถูกกล่าวพาดพิงพอสมควร ผมอยากจะบอกเลยว่าการปฏิวัติที่ผ่านมานั้น ผมก็ไม่ได้ อยากปฏิวัติเลย ท่านคงทราบสถานการณ์ดีอะไรมันเกิดขึ้น แล้วก็ถ้าไม่ยุติกันได้ในวันนั้น ก็อาจจะลุกลามบานปลายไป ซึ่งผมไม่ได้เตรียมการเรื่องนี้มาก่อน สิ่งที่ท่านพูดเรื่องทุจริต ผิดกฎหมายอะไรของท่านนี่ ต้องไปดูสิว่ากฎหมายเขาว่าอย่างไร กลไกในการตรวจสอบ เขาดำเนินการไปว่าอย่างไร ถ้าคุณไม่เคารพกฎหมายตรงนี้แล้วคุณพูดไปเรื่อย สังคม ก็เข้าใจผิดไปเรื่อย คุณไม่เข้าใจว่าเขาตัดสินว่าอย่างไร ศาลเขาว่าอย่างไร หน่วยงานเขาว่า อย่างไร คุณไม่มีหลักเกณฑ์อะไรเลยแล้วคุณมาพูดให้คนโน้นคนนี้เขาเสียหาย อันนี้ผมถือว่า ไม่น่าจะรับได้นะครับ ผมอยากให้คุณไปสนใจว่าเรื่องโครงการจำนำข้าวต่อเนื่อง ที่ผ่านมาก่อน มีความเสียหายเท่าไร มีเท่าไร ตัวเลขยอดคดีอาญาเป็นที่ยุติแล้วรวมทั้งสิ้น ๑,๑๖๒ คดี คดีอาญาเกี่ยวกับ อ.ค.ส. ๘๗๑ คดี คดี อ.ต.ก. ๒๙๑ คดี อยู่ที่ไหน ผมไม่ได้ว่าใครคุณอย่ายุ่ง คารม พลพรกลาง ไม่ต้องพูด คุณเกี่ยวข้องด้วยอยู่แล้ว
ประท้วง ก่อนครับ ประท้วงอะไรครับ
ขออนุญาตครับ ท่านประธานที่เคารพ ผม นายคารม พลพรกลาง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคอนาคตใหม่ แบบบัญชีรายชื่อ จังหวัดร้อยเอ็ดครับ จริง ๆ ผมก็เห็นว่าท่านนายกรัฐมนตรี น่ารัก แล้วก็ไม่มีอะไรเลย
ท่านประท้วง อะไรครับ
ประท้วงเพราะว่าท่านนายกรัฐมนตรีเวลาพูด ท่านต้องพูดกับประธานครับ
เรื่องนี้ บ่อยแล้ว นิด ๆ หน่อย ๆ นะครับ
ท่านประธานต้องฟังผมครับ เพราะว่าท่านนายกรัฐมนตรีข่มขู่ผมกลางสภานะครับ ท่านประธานต้องฟังนิดหนึ่งครับ ผมเป็นคนมีเหตุผลพอครับ ผมเคารพและยินดีสนับสนุน รัฐบาลนี้ที่จะเดินไปด้วยกติกาประชาธิปไตย แล้วก็ไม่มีอะไรกับท่านนายกรัฐมนตรี และเคารพแม้จะไม่เคยเห็นหน้าท่านใกล้ ๆ
ประเด็นต่อมาก็คือว่าท่านนายกรัฐมนตรีก็เป็นคนที่อารมณ์ขัน ผมฟังอยู่ครับ แล้วผมไม่ได้ลุกประท้วง เดี๋ยวท่านประธานฟังผมก่อนครับ ท่านประธานครับ ผมอยากให้ การประชุมราบรื่น ผมยืนฟังการประชุมท่านไม่เป็นกลาง ท่านควบคุมไม่ได้ครับ ท่านนายกรัฐมนตรี ผมเป็นเด็ก ซึ่งผมเคารพ
ผมวินิจฉัยได้ ขอความกรุณานะครับ
ผมอีกนาทีเดียวจะจบเลยครับ
ไม่ต้อง นาทีเดียวครับ ผมจะวินิจฉัยอย่างนี้นะครับ ในเวลาที่มีการอภิปรายในลักษณะอย่างนี้ มักจะไม่มีการเอ่ยถึงท่านประธาน ซึ่งผมก็ไม่ได้ถือสา อย่างกรณีที่เมื่อเช้านี้ขอประทานโทษ ที่ต้องเอ่ยชื่อ บางท่านก็ไม่พูดถึงผมนะครับ ผมก็บอกแล้ว
ท่านประธานจะทำผิดข้อบังคับใช่ไหมครับ ท่านประธานดูข้อ ๒๐ ครับ
ไม่ต้องดูครับ ผมทราบ ผมวินิจฉัยแล้วว่ามันเป็นเรื่องที่ผ่านไปแล้ว ก็ประโยคเพียงเล็กน้อย
ผมไม่ติดใจที่ผ่านไป และไม่ติดใจท่านนายกรัฐมนตรีและเคารพด้วย เจอก็ไหว้ได้ครับ แต่กำลังจะบอกว่ากติกาสภานี้มี แล้วบางทีท่านควบคุมรุ่นพี่ผู้ทรงเกียรติผู้เป็นดาราหนังข่มขู่ สนับสนุนปฏิวัติในสภานี้ ผมยังนั่งฟังเลยครับ เพราะฉะนั้นท่านประธานต้องควบคุม เพียงแต่กำชับว่าท่านนายกรัฐมนตรีเวลาพูดกับพวกผม พวกผมก็อย่างที่บอกอันนี้มันคือสภา มันเป็นที่รวมของตัวแทนประชาชน ก็กำชับ มันไม่ใช่ค่ายทหารก็ระมัดระวังนิดหนึ่ง ขอบคุณครับ
ท่านทราบแล้ว ผมก็เตือนแล้ว เป็นที่เข้าใจแล้ว ท่านอย่าพูดจาเสียดสีท่านอื่นนะครับ
ขออนุญาตครับ ผมก็มาจากประชาชนเหมือนกัน ๙ ล้านกว่าคน เขาเลือกผม เข้ามาเหมือนกันให้เป็นนายกรัฐมนตรี ขอบพระคุณนะครับ
ท่านชาดา ไทยเศรษฐ์ มีประเด็นใดประท้วง เชิญครับ
ท่านประธานครับ ผม ชาดา ไทยเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุทัยธานี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมกราบเรียนว่าผมไม่ได้ประท้วงใคร แต่กราบเรียนท่านประธานว่าขอหารือ คือในกรณี พูดถึงบุคคลไม่ว่าผู้อภิปรายจะเป็นใครก็ตาม กรณีพูดถึงบุคคลซึ่งมียศนำหน้า ไม่สมควรใช้คำอื่นนะครับ ต้องเอ่ยยศด้วย เพราะว่ายศนั้นมาจากการพระราชทานนะครับ ก็อยากให้น้อง ๆ หรือว่าพี่ ๆ การพูดในสภาแห่งนี้เด็ก ๆ ก็ดูอยู่ ก็ฝากด้วยครับ ด้วยความเคารพ ด้วยความรักจริง ๆ ท่านประธานครับ ขอบคุณครับ
ก็ถือว่า ท่านชาดาได้แนะนำให้แก่เพื่อนสมาชิกนะครับ ต่อไปตามคิวนะครับ ท่านเกียรติ สิทธีอมร เชิญครับ ท่านเกียรติ สิทธีอมร ๘ นาทีครับ
ใช่ผม หรือครับท่านประธานครับ
ใช่ครับ
ขอบคุณครับ เพราะตอนแรกเห็นว่าคิวเป็นทาง ส.ว. อีก ๒ ท่านก่อน
ไม่ครับ ท่านเกียรติก่อนครับ เพราะว่าอันนี้ว่าไว้แต่แรกแล้วครับ ถึงค่อยไป ส.ว. ครับ
(นายสมศักดิ์ พันธ์เกษม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา ได้ยืนและยกมือขึ้น)
ประท้วง อะไรครับ
ผมใช้สิทธิพาดพิงครับ ผม สมศักดิ์ พันธ์เกษม พรรคพลังประชารัฐ โคราชครับ เมื่อสักครู่ มีเพื่อนท่านสมาชิกได้พูดถึงเรื่องการที่เราไปจัดสัมมนาที่วังน้ำเขียว
ยังไม่ได้ พูดถึงท่านสมศักดิ์เลยนะครับ
พูดเป็นประเด็นว่าเราจะไปออกเป็นโฉนดให้กับพี่น้องประชาชน ถ้าฟังจากที่ผมให้สัมภาษณ์ จะพูดชัดเจนว่าการที่เราไปนั้นเรามี ๒ ประเด็นนะครับ
ประเด็นหนึ่ง ก็คือการแก้ปัญหาข้อพิพาทที่ดินระหว่างรัฐกับพี่น้องประชาชน ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมก็ได้มาชี้แจงเป็นที่เรียบร้อยแล้วว่า ที่ดินดังกล่าวนั้นเป็นที่ดินของ ส.ป.ก.
ท่านสมศักดิ์ครับ ผมว่าเดี๋ยวมันไปไกล
และผม ชี้ประเด็นที่ว่า
ท่านฟัง ผมก่อน เดี๋ยวก็มีคนประท้วงผมว่าไม่ควบคุมให้อยู่ในประเด็นนะครับ ผมฟังดูแล้วเขาไม่ได้ เอ่ยถึงท่าน แล้วก็ไม่ได้เอ่ยเรื่องอะไรมากมาย
คือผม อยากจะนำเรียนว่า
ไม่อย่างนั้น ทุกคนก็ต้องชี้แจงกันทุกเรื่อง ถ้าจำเป็นจริง ๆ ผมก็จะให้ท่านชี้แจงนะครับ
ถ้าท่าน วินิจฉัยเช่นนั้นผมก็เคารพในแนวคิดของท่านประธานครับ ขอบคุณมากครับ
ขอบคุณ มากครับ ท่านเกียรติครับ เชิญเลยครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายเกียรติ สิทธีอมร ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ เวลามีน้อยผมตรงเข้าประเด็นเลยนะครับ ผมจะอภิปรายในประเด็นเรื่องนโยบายด้านเศรษฐกิจ
ประการแรก ผมคิดว่าเราไม่ควรพึงพอใจในการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ในช่วงเวลาที่ผ่านมาถึงแม้จะโตที่ ๔ เปอร์เซ็นต์ก็แล้วแต่นะครับ เพราะว่าโครงสร้าง เศรษฐกิจมันมีสัญญาณบอกเหตุที่มีความผิดเพี้ยน บิดเบี้ยวของระบบอยู่พอสมควร ที่ผมพูดเช่นนี้ผมอยากให้ท่านลองไปดูว่า ในช่วงที่ผ่านมาเศรษฐกิจฐานรากประสบปัญหา ค่อนข้างมากนะครับ รายได้ภาคเกษตรซึ่งเป็นที่ทราบดีกันอยู่แล้ว ผมคงไม่ไปลง ในรายละเอียด ภัยแล้งตอนนี้ซ้ำเติมอยู่ ฉะนั้นนโยบายของท่านเองจะมีนโยบายอะไรที่เป็น นโยบายเร่งด่วนที่จะมาช่วยแก้ปัญหาเหล่านี้มากน้อยแค่ไหน ธุรกิจขนาดกลาง ขนาดเล็ก ประสบปัญหาพอสมควรทีเดียว เงินล้นธนาคารครับ เงินล้นธนาคารปล่อยกู้ไม่ได้ ฉะนั้นการลงทุนค่อนข้างมีน้อยนะครับ ในขณะที่ดอกเบี้ยเงินฝากติดดินนะครับ ดอกเบี้ย เงินกู้ทะลุเพดานครับ ผมอยากชี้ว่าส่วนต่างดอกเบี้ยของประเทศไทยสูงเท่ากับประเทศ ที่ด้อยพัฒนาในประเทศแอฟริกา ประเทศที่อยู่ในพื้นที่ของเอเชียแปซิฟิก ไม่มีนะครับ ส่วนต่างดอกเบี้ยที่สูงเท่ากับประเทศไทย ตลาดส่งออกถดถอยต่อเนื่องยกเว้นเดือนกุมภาพันธ์ ที่ผ่านมาที่เหลือติดลบหมด ส่วนหนึ่งเป็นปัจจัยภายนอกผมยอมรับครับ แต่อีกส่วนหนึ่ง เป็นเรื่องการบริหารจัดการภายในของเราเอง
ทีนี้ตัวเลขที่ผมอยากจะอ้างอิงนิดหนึ่งนะครับว่า เป็นตัวเลขที่สร้างความกังวลใจ อย่างยิ่งนะครับ คือรายได้ครัวเรือน โดยสำนักงานสถิติแห่งชาตินะครับ อันนี้เป็นตัวเลข ของสำนักงานของรัฐ ท่านทราบไหมครับว่า ตัวเลขของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ชี้ให้เห็นเลยว่ารายได้ครัวเรือนลดลง ในช่วงเวลาที่ผ่านมาลดลงไป ๔๐ จังหวัด ใน ๗๗ จังหวัด รายได้ครัวเรือนลดลงนะครับ แล้วมีจังหวัดที่น่าเป็นกังวลอย่างยิ่ง เช่น ภาคกลางนะครับ จังหวัดลพบุรี จังหวัดชัยนาท ติดลบ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ จังหวัดระยอง จังหวัดจันทบุรี จังหวัดสระแก้ว จังหวัดนครปฐม ลบ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ จังหวัดตาก จังหวัดพิจิตร ๑๐-๒๐ เปอร์เซ็นต์ จังหวัดนครราชสีมา จังหวัดบุรีรัมย์ จังหวัดสุรินทร์ จังหวัดยโสธร จังหวัดมุกดาหาร ในอีสาน ภาคใต้ จังหวัดตรังนี่ติดลบสูงที่สุดนะครับ ๔๒ เปอร์เซ็นต์ จังหวัดพัทลุงติดลบ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ อันนี้เป็นตัวชี้นะครับ
ทีนี้กลับมาดูว่าในส่วนของนโยบายเป็นอย่างไร แน่นอนครับในช่วงหาเสียง ทุกพรรคการเมืองต่างพูดนโยบายค่อนข้างชัด พอมาเขียนเป็นนโยบายเขาก็มีความคาดหวัง ว่าอยากจะเห็นตัวเลขที่ชัดว่าข้าวจะสักกี่บาท มันสำปะหลังจะกี่บาท ยางพาราจะกี่บาท ข้าวโพดจะกี่บาท ตรงนี้ผมเชื่อว่ารัฐบาลคงเร่งประกาศว่าในขั้นต่อไปในการที่จะเข้าไป ช่วยเหลือในโครงการประกันรายได้นี่จะเป็นอย่างไร ผมจะพูด ๓ นโยบายเฉพาะซึ่งผมคิดว่า เป็นประเด็นที่เป็นปัญหามากที่สุดนะครับ นโยบายเกษตรประกันรายได้ อันนี้ผมเห็นด้วย เป็นสิ่งที่ดีครับ แต่ทำแค่นั้นเพียงแค่ประทังชีวิตเท่านั้นครับ ยังไม่แก้ปัญหารายได้ที่ผันผวน ตกต่ำ มันมีปัจจัยอื่น ๆ เช่น เรายังไม่มีการกำกับดูแลการนำเข้าเลยครับ ท่านทราบหรือไม่ ปัจจุบันนี้ภายใต้ข้อตกลงเขตการค้าเสรีที่เรามีอยู่ ประเทศไทยสามารถออกระเบียบการดูแล กำกับการนำเข้า ถึงแม้ภาษีลดลงมาเป็นศูนย์หรือใกล้ศูนย์ แต่เราสร้างระเบียบอื่นได้ ตรงนี้ เราไม่ได้ดูครับ และมีการนำเข้าทั้งสินค้าเหมือนกันคุณภาพต่ำกว่ามาเบียดตลาดในประเทศ มากดราคาในประเทศ ตรงนี้เรายังไม่ได้ทำครับ สินค้าทดแทนบางประเภท เช่น ข้าวสาลี เอามาทดแทนก็กดราคาในประเทศ สิ่งนี้เราก็ยังไม่ได้ทำ ผมก็อยากให้เห็นว่าเราเริ่ม ดำเนินการในส่วนนี้
ส่วนการเบียดกันไปกันมาของตัวกลางทั้งในไทยทั้งในต่างประเทศ ไม่ว่าเป็นล้งกรณีผลไม้ เป็นหยงในกรณีข้าว ผมว่าต้องขึ้นทะเบียนทั้งหมด ถ้าขึ้นทะเบียน ท่านถึงจะกำกับดูแลเขาได้ และสร้างความเป็นธรรมให้อยู่ในกติกาได้นะครับ เรื่องยางพารา ไม่ใช่เรื่องในประเทศอย่างเดียวครับ มันมีการฮั้วกันข้ามชาติครับ ท่านแปลกใจหรือไม่ว่า ยางพาราเหลือ ๓ กิโลกรัม ๑๐๐ บาท ทำไมยางรถยนต์ราคาขึ้นตลอด ถ้าท่านเข้าใจว่า เป็นเพราะอะไรท่านถึงจะแก้ปัญหานี้ได้ แล้วก็ภาคเกษตรของเราในบางกรณี เกิดการทุ่มตลาดเข้ามาเหมือนกัน เพราะฉะนั้นต้องเร่งปรับโครงสร้างทั้งภายใน แล้วก็ในเรื่องของการประกันรายได้ของเกษตรกร นโยบายที่ผมเป็นกังวลมากที่สุด ในที่อ่านของรัฐบาลคือนโยบายพลังงาน ท่านคงทราบว่าน้ำมันแพง ก๊าซแพง ไฟฟ้าแพง ขนส่งแพง ของแพง ที่ผ่านมาผมเป็นกังวลนะครับ เพราะว่าคำพูดที่ใช้ในส่วนของนโยบาย ด้านพลังงานท่านใช้คำว่า ดูแลให้แข่งขันเป็นธรรมและสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง แต่ต้นทุน ที่แท้จริงของท่านไม่ได้เขียนเลยว่าต้นทุนที่เป็นธรรมกับประชาชนหรือเปล่า ท่านต้องยอมรับ แข่งขันเสรีเป็นธรรมในภาคพลังงาน ไม่มีครับ เป็นข้อยกเว้นที่ ดับบลิวทีโอ (WTO) นี่คือสาเหตุที่ทำไมกลุ่มประเทศโอเปก (OPEC) สามารถนั่งคุยกันเพื่อที่จะกำหนดราคาได้ เพราะฉะนั้นวิธีการที่ท่านกำกับดูแล ท่านต้องกำกับดูแลเข้มข้นครับ และให้เกิด ความเป็นธรรมกับผู้บริโภคในประเทศ ผมเรียนท่านในเวทีอื่นไปแล้วว่า จนถึงวันนี้ ราคาต้นทุนหน้าโรงกลั่นเราสูงกว่าเขา ราคาค่าการตลาดเราก็สูงกว่าเขา เป็นเหตุให้ราคา น้ำมันที่เราใช้ ราคาก๊าซที่ใช้สูงกว่าเขา แล้วเราต้องนำเข้า เอาต้นทุนการนำเข้าที่แพง มาเกลี่ยให้ผู้บริโภครับภาระ ตรงนี้ผมไม่เห็นด้วย ตรงนี้ผมคิดว่ารัฐมนตรีว่าการ กระทรวงพลังงานควรจะลองไปดูว่าตัวเลขแล้วก็นโยบายของท่านควรจะเป็นอย่างไร มีการลักลอบ แอลพีจี (LPG) ไปต่างประเทศ ลักลอบไปเยอะเท่ากับที่ใช้ในครัวเรือน ในประเทศไทย และท่านก็ไปนำเข้า แอลพีจี (LPG) สำเร็จรูป คือก๊าซหุงต้มนั่นเอง ท่านก็มา เกลี่ยต้นทุนราคาแพง อย่างนี้ใช้ไม่ได้ครับ อย่างนี้เป็นภาระต่อผู้บริโภค มีวิธีแก้ไขเยอะ
ในขณะเดียวกันของแพง ตรงนี้ผมคิดว่าการกำกับดูแลของกระทรวงพาณิชย์ ผมเชื่อว่าในขั้นต่อไปคงออกมาตรการมานะครับ ท่านเคยดูหรือไม่ว่าราคาอ้างอิงของ กระทรวงพาณิชย์ท่านไปซื้อที่ตลาดไหนได้บ้าง ได้บางตลาดเท่านั้นเองส่วนใหญ่ซื้อไม่ได้ครับ ไข่ครับ ฝากท่านประธานไปถึงท่านนายกรัฐมนตรี เรามักจะเปรียบเทียบดัชนีทางเศรษฐกิจ เป็นไข่ชวน ไข่อภิสิทธิ์ ไข่ยิ่งลักษณ์ ไข่ประยุทธ์ ไม่ได้ทะลึ่งนะครับ แต่ไข่นี่ครับท่านทราบ หรือไม่ครับเราบริโภค ๔๓ ล้านฟองต่อวัน ทำไมวันนี้ราคาประกาศของกระทรวงพาณิชย์ อยู่ที่ ๓.๒๐ บาท แต่ไปซื้อส่วนใหญ่ที่ไฮเปอร์ มาร์เก็ต (Hyper market) ที่ร้านสะดวกซื้อ อยู่ที่เกือบ ๗ บาท เป็นไปได้อย่างไรครับ ตอนนี้ช่องทางการตลาดมันถูกจำกัดเหลือ ไม่กี่ช่องทางเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นจะบอกให้ทุกคนไปซื้อตลาดสดทุกที่มันเป็นไปไม่ได้ครับ ตรงนี้การกำกับดูแลของกระทรวงพาณิชย์เป็นอย่างไร ขออนุญาตอีกสักนาที ๒ นาทีนะครับ เพราะฉะนั้นการกำกับดูแลตรงนี้ ผมคิดว่ามันมีหลายสินค้านะครับ ไก่ประกาศเป็นตัว แต่เวลาไปแยกส่วนขาย ประกาศเป็นตัวอยู่ที่ ๖๙ บาท พอแยกส่วนขายอยู่ที่ ๑๐๐ กว่าบาท เนื้อหมูเหมือนกัน ตรงนี้ผมคิดว่าเป็นประเด็นที่ท่านต้องเข้าไปช่วยดูให้เข้มข้นในการกำกับดูแล
มาตรการกีดกันทางการค้า ท่านบอกท่านจะเพิ่มส่งออก ผมขอแนะนำ เสนออย่างนี้นะครับ พอดีท่านไปเขียนว่าท่านจะแก้ปัญหาเรื่องส่งออกโดยการปรับปรุง ประสิทธิภาพการจ่ายงบประมาณ ไม่เกี่ยวนะครับ ท่านจะแก้ได้โดยการไปหาตลาดใหม่ ทีนี้มันมีโครงการที่เคยทำไว้แล้วแต่ไม่สานต่อครับ โครงการที่สำคัญ ยกตัวอย่าง ผมเคย ลงนามไว้แล้วท่านประธานครับ ลงนามกับประเทศบาห์เรนไว้แล้วว่าจะตั้งศูนย์คลังสินค้า เกษตรที่ประเทศบาห์เรน เพื่อกระจายไปกลุ่มประเทศกัลท์ (South) กับกลุ่มประเทศ ตะวันออกกลาง ตั้งศูนย์กระจายสินค้าไทยในตะวันออกกลาง ทั้งหมดนี้จะสร้างรายได้ ภาคการส่งออกให้ประเทศไทย ๓๕,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี แต่ไม่ได้มีการสานต่อ ลงนามไว้ตั้งแต่ ปี ๒๕๕๓ กลุ่มก่อสร้างไปต่างประเทศเคยทำไว้ ๑๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ในประเทศเป้าหมาย ทำได้ใน ๓ ปี ๑๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ตรงนี้ยังไม่เห็นอยู่ในเป้าหมาย กลุ่มประเทศ ลาตินอเมริกาเคยส่งค้าขายด้วยกัน ๓,๐๐๐ ล้านเหรียญ ผมทำในช่วงนั้น ๓ ปี เป็น ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท จากวันนั้นปี ๒๕๕๓ ถึงวันนี้เพิ่มเป็น ๑๒,๐๐๐ ล้านบาท ศักยภาพ ยังมีสูงมาก กลุ่มประเทศในอาฟริกามีโอกาสสูงมากเลยครับ แต่เรายังไม่มีโครงการเข้าไปดู เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ผมอยากจะเสนอให้เร่งทำ โดยสรุปนะครับท่านประธานครับ ช่วยเร่งแก้ปัญหา ๑๖ จังหวัดที่ผมพูดถึงนิดหนึ่งครับ ที่รายได้ครัวเรือนเขาตกต่ำอย่างรุนแรง ผมคิดว่าต้องมีนโยบายเฉพาะจังหวัด ๑๖ จังหวัด การกำกับดูแลสินค้าเกษตรไม่พอเฉพาะ ประกันรายได้ เพิ่มมาตรการเข้าไปในการกำกับดูแลการนำเข้า ซึ่งถูกต้องตามกติกา ขององค์การการค้าโลก ปรับโครงสร้างการผลิตให้ตรงกับความต้องการของตลาด พลังงาน ผมอยากฟังคำตอบว่านโยบายของท่านจะกำกับดูแลให้ความเป็นธรรมเกิดขึ้นกับประชาชน ได้อย่างไร ณ วันนี้หน้าโรงกลั่นสูงกว่าตลาด ๖-๒๐ เปอร์เซ็นต์ ตรงนี้ผมอยากเห็นว่า ท่านจะทำวิธีไหน ส่วนต่างดอกเบี้ยขอร้องจริง ๆ ท่านครับ ๗ เปอร์เซ็นต์สูงมาก สำหรับประเทศไทย แข่งก็ไม่ได้แล้วครับ ภาระตกกับประชาชนทุกคน ท่านสามารถแก้ได้ เพราะทุกประเทศในเอเชียแปซิฟิกอยู่ที่ ๓-๔ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น แก้ได้ เมื่อมีเวลา ค่อยอภิปรายว่าจะแก้อย่างไร ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ ต่อไป ผมได้รับการประสานงานว่าทางวิป (Whip) ของวุฒิสภาขอให้ท่าน พลตำรวจเอก เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส อภิปรายก่อนนะครับ เชิญท่าน พลตำรวจเอก เสรีพิศุทธ์ ๔๕ นาทีนะครับ และมีคลิป (Clip) ขออนุญาตถ่ายคลิป วิดีโอ (Clip VDO) ซึ่งท่านประธานชวน ได้อนุญาตไว้แล้ว ท่านพร้อมแล้วนะครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ พลตำรวจเอก เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส พรรคเสรีรวมไทย วันนี้ผมก็มีเรื่องที่จะกราบเรียนท่านประธานใน ๓ เรื่องด้วยกันนะครับ
เรื่องแรก ก็คือเรื่องคุณสมบัติหรือความสามารถของบุคคลที่ดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีน่าจะทำตามนโยบายไม่ได้
เรื่องที่ ๒ ก็คือคำแถลงนโยบายของท่านนายกรัฐมนตรีเมื่อเช้านี้ไม่ได้ปฏิบัติ ตามรัฐธรรมนูญ
เรื่องที่ ๓ ก็คือคณะรัฐมนตรีทั้งหมดไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ยังไม่สามารถ ที่จะปฏิบัติหน้าที่ได้
กราบเรียนว่าผมดีใจนะครับที่ท่านนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี มาร่วมเวทีการอภิปรายในวันนี้ มาแถลงแล้วก็มารับฟังการอภิปรายของพวกเรา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ทั้งฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล และท่านสมาชิกวุฒิสภาในวันนี้ ผมอยู่บ้าน เวลาผมไม่ได้เห็นท่านนายกรัฐมนตรี ท่าน พลเอก ประวิตร พลเอก ประยุทธ์ หรือใคร ๆ นานแล้ว เพราะเราเคยเจอกันตั้งแต่โน่นเป็นรับราชการกันอยู่ หลังจากนั้นก็ไม่เจอกันเลย ผมเจอท่านแต่ทางทีวี (TV) ผมเปิดทีวี (TV) ดู ลูกชายผมปิดทุกที ถามทำไมปิดลูก มันไม่ชอบ ไม่ชอบ ผมบอกพ่อชอบ เขาบอกเขาไม่ชอบ แล้วจะเอาอย่างไรดี แต่เราก็เป็นประชาธิปไตย พ่อชอบ ลูกไม่ชอบ ก็ไม่เป็นไรเป็นประชาธิปไตย วันนี้ กล้องทีวี (TV) ถ่ายเยอะแยะเลย นาฬิกายืมเพื่อนมาคืนไปหรือยังครับ เพราะอะไรครับ ผมไม่ได้เสียดสีอะไรนะ เพราะกล้องก็ถ่ายเห็น เดี๋ยวมันจะเป็นเรื่องอีก ผมเตือนท่านไว้ด้วย ผมเป็นน้องท่านไม่เป็นอะไร ผมไม่มีปัญหา แต่คนอื่นผมไม่รับผิดชอบว่าเขาจะคิดอย่างไรบ้าง ท่านช่วยดูตัวเองด้วยก็แล้วกัน
ท่านประธานครับ ในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาผมคิดว่าผมเป็นหัวหน้าพรรค ที่ลงพื้นที่มากที่สุดเลย ท่านจะเห็นว่าผมไม่มี ส.ส. เขตสักคน เพราะผู้สมัครผม ไม่ค่อยมีชื่อเสียง ผมก็ต้องตระเวนลงพื้นที่ หาเสียงให้ผู้สมัครทุกคนไปทั่วประเทศ เพราะฉะนั้นผมจึงมีโอกาสพบปะกับพี่น้องประชาชนมาก หรือแม้กระทั่งเลือกตั้งเสร็จแล้ว ถ้าว่างถ้ามีโอกาส ผมก็ยังพบพี่น้องประชาชนอยู่ ตอนลงไปพบพี่น้องประชาชน ประชาชน เขาบอกผมว่า ท่านนายกรัฐมนตรีเป็นนายกรัฐมนตรี ๒ สมัย ไม่สง่างามเลยนะครับ ครั้งแรก ก็ปล้นเขามา ครั้งที่ ๒ ก็โกงเขามา ผมไม่เชื่อนะครับ ผมบอกผมไม่เชื่อ เพราะอะไร เพราะผม เป็นนักเรียนเตรียมทหารนะครับ ท่านก็เป็นนักเรียนเตรียมทหาร แต่ผมแยกเหล่าไปเรียน ตำรวจ ท่านไปไหนครับฟังผมหน่อยสิ นึกว่าท่านจะกลับบ้านแล้ว ผมเป็นนักเรียนเตรียมทหาร
คือท่าน พลตำรวจเอก เสรีพิศุทธ์ครับ คือเดี๋ยวคนเขาว่าผมอีก ว่าไปตรง ๆ ดีกว่า
ตรงสิครับ
อย่าไป มีเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยหรือว่ามีถามเล็กถามน้อยอย่างนี้ ว่าไปตรง ๆ
ผมเป็นนักเรียนเตรียมทหาร ท่านก็เป็นนักเรียนเตรียมทหารนะครับ ท่านประวิตรรุ่นพี่ผม ๒ ปีเอง ส่วนท่านประยุทธ์ ท่านอนุพงษ์ก็หลังผมทั้งนั้นนะครับ เราแก่พอกันแล้วนะครับ หลังจากนั้นผมก็ไปเรียนตำรวจ ท่านก็ไป จปร. นะครับ ผมบอกว่าสถาบันเหล่านี้เขาไม่สอน ให้คนมาโกงหรอกนะครับ เขาสอนให้ซื่อสัตย์สุจริต ปฏิบัติหน้าที่เพื่อประเทศชาติ และประชาชน แล้วยิ่งท่านเป็นทหารท่านต้องกระทำพิธีสัตย์ปฏิญาณต่อธงชัยเฉลิมพล ในวันกองทัพไทยด้วยนะครับ ก็มีข้อความ
ท่าน พลตำรวจเอก เสรีพิศุทธ์ครับ อย่างที่ผมว่าเลยครับ มีผู้ประท้วงแล้วนะครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม สายัณห์ ยุติธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคพลังประชารัฐ ผมประท้วงประธานตามข้อ ๔๓ ครับ ปล่อยให้สมาชิกสภาพูดส่อเสียด เสียดสี แล้วก็ไม่ตรงประเด็น วันนี้เป็นวันแถลงนโยบาย ต่อสภา ท่านจะพูดนโยบายอย่างไรก็ได้มีตั้ง ๖๐ หน้าไม่เอามาพูด แล้วท่านก็เป็นผู้อาวุโส เป็นถึงอดีต ผบ.ตร. น่าจะให้เกียรติสภานี้ด้วยครับ ขอบคุณครับ
ท่านครับ ทำไมไม่หยุดเวลาให้ผมครับ
ท่านเสรีพิศุทธ์ ขอผมวินิจฉัยก่อนครับ คืออย่างนี้นะครับท่านผู้อภิปรายกรุณาอย่าไปใช้วิธีการอย่างนั้นเลย เมื่อสักครู่นี้ก็ประท้วงกันไม่จบไม่สิ้นตั้งหลายรอบครับ ดังนั้นท่าน พลตำรวจเอก เสรีพิศุทธ์ ผมคิดว่าท่านตรงไปตรงมา แล้วก็พูดไปในเรื่องที่มันอย่าไปใช้ในทำนองเสียดสีหรืออะไร ทำนองนั้นเลยนะครับ ก็พูดไปตรง ๆ ว่านโยบายนี้จะดำเนินไปไม่ได้อย่างไรนะครับ เพราะอะไร
ผมเข้าใจครับ แล้วคำพูดผมไม่ได้เสียดสีเลยนะครับ แล้วเมื่อเช้าท่านประธานชวนเอง ก็วินิจฉัยแล้วว่าพวกเราสามารถที่จะพูดถึงคุณสมบัติและความสามารถของผู้ที่ดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีได้นะครับ เพราะบุคคลเหล่านี้จะต้องมาบริหารประเทศตามนโยบาย ที่แถลงไว้ ถ้าคุณสมบัติไม่เหมาะสมแล้วมันจะทำตามนโยบายได้อย่างไรครับท่าน ใช่ไหมครับ
เดินต่อ เลยครับ
ผมก็บอกว่าท่านทั้งหลายปฏิญาณตนมาแล้วทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นคงไม่ทำเรื่องเหล่านี้หรอก เขาก็อธิบายให้ฟังนะครับ อธิบายอย่างไรครับท่านประธาน ก็อธิบายว่าท่านนายกรัฐมนตรี เข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีก็เพราะการยึดอำนาจ ยึดอำนาจตอนนั้นถือเป็นกบฏนะ เพียงแต่ ได้รับพระราชทานอภัยโทษเท่านั้นเองนะครับ ท่านก็อ้างอยู่ตลอดเวลาว่าที่เข้ามายึดอำนาจ เพราะบ้านเมืองมันไม่สงบเรียบร้อย แต่วันเวลามันผ่านมา อย่าว่าแต่ผมเลย ชาวบ้านก็ยังรู้ว่า ข้อเท็จจริงมันไม่ได้เป็นอย่างนั้นนะครับ เพราะอะไร เมื่อเช้าท่านวันมูหะมัดนอร์ก็พูดอยู่แล้วว่า วันที่ยึดอำนาจท่านประยุทธ์ในตำแหน่ง ผบ.ทบ. พูดไว้เลยในที่ประชุมว่าได้คิดที่จะยึดอำนาจมาก่อนแล้ว ๓ ปี ในวันนั้นผมไม่ได้ยินนะครับ แต่ว่าท่านอาจารย์วันมูหะมัดนอร์พูด เพราะฉะนั้นท่านเข้ามายึดอำนาจไม่ได้ต้องการเข้ามา แก้ไขปัญหาความเรียบร้อยหรอก แต่ท่านต้องการที่จะเอาอำนาจ แล้วพอยึดอำนาจเสร็จ ลงมาจนถึงปัจจุบันนี้ก็เห็นว่า คนเดิม ๆ เขาก็คิดว่าฝ่ายที่เดินอะไรต่าง ๆ หัวหน้า กปปส. คือคุณสุเทพนะครับ แต่พอมาวันนี้ลูกพรรคของท่านที่เป็น กปปส. เวลาจัดอันดับ เดิมเขาให้ คุณสุริยะเพื่อนผมเป็นปาร์ตี้ลิสต์ (Party-list) เบอร์ ๑ พอถึงเวลาเขาก็เอาพวก กปปส. เป็นเบอร์ ๑ เบอร์ต้น ๆ อะไรต่าง ๆ ทั้งนั้น แล้วก็ตอนนี้เป็นรัฐมนตรีอีก ผมบอกว่าสงสัย ท่านประยุทธ์เป็นหัวหน้า กปปส. ตัวจริงเสียด้วย หลังจากนั้นก็ออกรัฐธรรมนูญ ออกกฎหมายลูก ผมคงไม่ต้องอธิบายที่ชาวบ้านเขาพูดนะครับ ก็มาแต่งตั้งองค์กรอิสระ เพื่อช่วยเหลือกัน ก็คือ ป.ป.ช. บ้าง กกต. บ้าง องค์กรนั้นองค์กรนี้บ้าง ท่านเห็นหรือไม่ว่า ป.ป.ช. จีที ๒๐๐ (GT200)
พลตำรวจเอก เสรีพิศุทธ์ครับ มีผู้ประท้วงครับ
ผม ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคพลังประชารัฐ ผมว่า ท่านผู้อภิปรายไม่ได้อยู่ในประเด็นนะครับ แล้วท่านประธานก็ได้ให้คำแนะนำแล้วว่าให้พูดถึง เรื่องนโยบายให้ตรงประเด็น แต่นี่ไปพูดพาดพิงถึง กปปส. พาดพิงถึงท่านนายกรัฐมนตรี เรื่องการเลือกตั้ง ตอนนี้ก็มาเรื่ององค์กรอิสระอีกแล้ว ซึ่งผมว่ามันไม่เกี่ยวกับนโยบายรัฐบาล เลยนะครับ อยากให้ท่านเข้าประเด็นครับ
เห็นด้วยนะครับ
ผมคิดว่าผู้ประท้วงไม่รู้เรื่องกำหนดประเด็นไม่เป็น ผมเป็นตำรวจ ผมกำหนดประเด็น เป็นนะครับ สิ่งต่าง ๆ ที่ผมพูดอยู่ในประเด็นทั้งสิ้นนะครับ
อย่าไปเถียง อย่างนั้น ท่านว่าไปตรง ๆ ดีกว่า
(พลเอก ธวัชชัย สมุทรสาคร สมาชิกวุฒิสภาแบบสรรหา ได้ยืนและยกมือขึ้น)
เชิญครับ
ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตประท้วงผู้อภิปรายครับ ผม พลเอก ธวัชชัย สมุทรสาคร ในฐานะสมาชิกวุฒิสภา เรียนท่านประธาน ผมว่าพี่เสรีพิศุทธ์ไม่เหมาะสมจะเป็น ผบ.ตร. เลยครับ ถ้ามีวุฒิภาวะแบบนี้ ปลดเกษียณมาตั้งนานแล้ว ผมก็เป็นรุ่นน้อง แล้วเอาสถาบันมาพูดต่อหน้า การที่จะพูดไปว่า ใครเขานี่มันต้องดูตัวเองก่อนว่าตัวเองมีดีมีเลวขนาดไหนในส่วนนี้ ผมอยากจะพูดอย่างนั้น แล้วพูดซ้ำซากแบบนี้ผมทนมานาน ผมไม่อยากจะสวน ผมอยากจะถามว่าที่ได้เหรียญรามมาลา มาเขียนเองหรือเปล่า ผมรู้หมดในรายละเอียดแต่ไม่อยากจะพูด เพราะฉะนั้นอย่าไปอุปโลกน์ ตัวเองในส่วนนี้ จะอย่างไรขอให้อยู่ในระเบียบการในวันนี้เราอภิปรายนโยบายรัฐบาล ก็ต้อง ชี้แจงไปจะเพิ่มเติมหรืออะไร รัฐบาลเราถึงไม่เจริญ ประเทศไทยเพราะมีพวกทะเลาะเบาะแว้ง ไม่มีวินัยในส่วนนี้ เพราะฉะนั้นสิ่งต่าง ๆ ผมเรียนยืนยันเสมอว่าถ้าอยากจะให้ประเทศไทยเจริญ ชายไทยทุกคนต้องเป็นทหารเหมือนประเทศเกาหลี แล้วเราจะไม่มีการปฏิวัติใด ๆ ทั้งสิ้น ทุกคนเป็นเพื่อนกัน แล้วไม่มาทะเลาะเบาะแว้งกันแบบนี้ ถ้าแบบนี้มันต้องปฏิวัติ ๒๐ ปี ขอบคุณครับ
พอแล้วครับ ไม่ได้ปล่อยให้พูดครับ ผมบอกให้เขาหยุดแล้ว เชิญท่านแรกก่อน
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมประท้วงท่านประธานตามข้อ ๑๕ ข้อ ๑๐๘ ข้อ ๑๐๙ ท่านประธานครับ ท่านต้องควบคุมการประชุมตามหน้าที่อย่างเคร่งครัด วันนี้สภาเรา เละครับ ใครพูดอะไรก็ได้ ไม่ได้มีข้อบังคับ ผมยังเห็นว่าท่านเสรีพิศุทธ์มีสิทธิตามข้อ ๑๐๘ ผมอ่านให้ท่านประธานฟังนิดหนึ่ง
ไม่ต้องอ่าน แล้วครับ
ขออนุญาต อ่านนิดหนึ่ง
ไม่ต้องอ่านครับ ผมเปิดอ่านผมรู้อยู่แล้ว ไม่ลืม ขอความกรุณานั่งครับ ได้วินิจฉัยตามข้อ ๑๐๘ ผมวินิจฉัย ไปแล้วทีหนึ่งด้วย
ท่านประธานครับ ขออนุญาตผมประท้วงท่านประธานและประท้วงท่านผู้อภิปราย เมื่อสักครู่ครับ ผม นายคารม พลพรกลาง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคอนาคตใหม่ แบบบัญชีรายชื่อ จังหวัดร้อยเอ็ด ท่านประธานครับ ผมก็นั่งฟังอยู่ ผมประท้วง ข้อ ๑๓ ขอเอ่ยนาม ท่าน พลเอก หรือ พลโท ไม่ทราบ ธวัชชัย สมุทรสาคร ถ้าเรียกยศผิด ขออภัยนะครับ คืออย่างนี้ครับท่านประธาน จริง ๆ การอภิปรายนโยบายมันก็จะมีการพูดถึงบ้าง แต่ว่าท่านผู้อภิปรายท่านที่พูดก่อนที่จะขอให้ท่านวินิจฉัยมันเกินไปครับ คือเราให้เกียรติ วุฒิสภาเป็นตัวแทนปวงชนมาโดยรัฐธรรมนูญไม่มีปัญหาเลยครับ แต่การที่ท่านมาพูดขนาดนี้ ปฏิวัติ ๒๐ ปีถ้าไม่อยู่ในสภาออกไปแจ้งความจับเลยครับ
พอแล้วครับ ผมวินิจฉัยได้แล้ว
เพราะฉะนั้นท่านประธานต้องควบคุมครับ
ผมควบคุมครับ
เดี๋ยวให้ผม พูดให้จบครับ
จบแล้วครับ ถ้าอย่างนั้นท่านก็พูดเหมือนกับ พลเอก ธวัชชัย
เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกินไปครับ
เถียงกันไป เถียงกันมาครับ
ท่านประธานครับ ก็เคารพ ท่านนายกรัฐมนตรี ครม. ไม่มีปัญหา แต่ผู้อภิปรายที่พูดเมื่อสักครู่นี้ไม่เคารพใครเลย ไม่เคารพประชาชนที่ฟังอยู่ ท่านเป็นตัวแทนปวงชนนะครับ ไม่อย่างนั้นไปลาออกครับ ขอบคุณครับท่านประธาน วินิจฉัยเลย
ผมวินิจฉัย คือเรื่องข้อ ๑๐๘ ถ้าจะพูดว่าสามารถพูดถึงเรื่องของคุณสมบัติหรือความเสียหาย ของบุคคล ในการที่ไม่สามารถบริหารราชการแผ่นดินได้ ก็พูดได้ ตามที่ท่านประธานชวน ได้วินิจฉัยไว้แล้ว แต่ว่าถ้าพูดซ้ำซากเมื่อสักครู่นี้ก็มีการพูดอย่างนี้อยู่แล้ว ไม่ว่าเกี่ยวกับ ท่านนายกรัฐมนตรีหรือเกี่ยวกับบุคคลใดก็ตาม และมีการพูดจาในทำนองถากถางหรือพูดจา ที่เสียดสีอย่างนี้ ผมก็ต้องควบคุม ควบคุมผมทำได้เพียงแค่ว่าขอความกรุณาท่านผู้อภิปราย มิฉะนั้นก็จะมีคนมาประท้วง แล้วคนที่ประท้วงก็พูดยาวอีก ผมไม่รู้จะทำอย่างไรกดไมโครโฟน ก็กดไม่ได้อย่างนี้นะครับ ดังนั้นคือผมวินิจฉัยว่าขอให้ท่าน พลตำรวจเอก เสรีพิศุทธ์ พูดไปให้มันจบเร็ว ๆ โดยได้เนื้อหาตามที่ท่านต้องการนะครับ
ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตประท้วงท่านประธานครับ ผม นิโรธ สุนทรเลขา
ผมวินิจฉัย เมื่อสักครู่นี้แล้วประท้วงอะไร
ผมขอประท้วง ท่านประธานรัฐสภา มันยังไม่มีข้อบังคับข้อไหนเลยที่ว่ากำหนดให้อภิปรายคุณสมบัติ ของรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีนะครับ
ไม่มีครับ
เพียงแต่ บอกว่ามีความสามารถในการบริหารงานหรือไม่เท่านั้นเองนะครับ ถ้าวินิจฉัยว่าให้อภิปราย ถึงคุณสมบัติได้ผมว่ามันเลยข้อบังคับนะครับ ฉะนั้นท่านประธานต้องดูข้อ ๕ ผมประท้วง ท่านประธาน ข้อบังคับ ข้อ ๕ (๓) (๔)
ไม่ได้ วินิจฉัยอย่างนั้นครับ เข้าใจครับ
ไม่มี ข้อบังคับไหนให้อภิปรายลักษณะหรือคุณสมบัติของรัฐมนตรี หรือคณะรัฐมนตรีนะครับ ขอบคุณครับ
เมื่อสักครู่นี้ ผมก็วินิจฉัยทำนองนั้นนะครับ
กราบเรียน ท่านประธานครับ
เอาละครับ ต่อครับ ท่านนายกรัฐมนตรีมีอะไรจะชี้แจงเลยครับ ไม่เอาแล้วท่าน
ผม พลเอก ธวัชชัย
ผมไม่อนุญาต แล้วท่าน พลเอก ธวัชชัย
ผมขออนุญาต ถอนเรื่องปฏิวัติ ๒๐ ปีที่ผมได้พูดไปด้วยอารมณ์ครับ ขอบคุณครับ
ท่านถอน แล้วนะครับ หมดเรื่องแล้วนะครับ ผมวินิจฉัยไว้เรียบร้อยแล้วว่าการพูดถึงคุณสมบัติ ของบุคคลต้องโยงเข้าไปเกี่ยวกับความสามารถในการบริหารราชการแผ่นดินนะครับ
ถ้าคนมันทุจริตก็คือความสามารถอย่างไรท่าน ท่านพอจะเข้าใจไหมครับ
ไม่หรอก นี่ท่านพูดแต่คุณสมบัติเฉย ๆ พูดง่าย ๆ
ความสามารถด้วยครับ
ยังไม่ได้พูดโยงกัน
พอตั้ง ป.ป.ช. ก็มาฟอกขาว เป็นอย่างไร จีที ๒๐๐ (GT 200) บอลลูน (Balloon) เป็นอย่างไร อุทยานราชภักดิ์ ไม่รู้เรื่อง หรือแม้แต่งบองค์การทหารผ่านศึก แล้วก็นาฬิกา ๒๕ เรือน ไม่เห็นได้ผลอะไรเลยมาฟอกขาว กกต. ล่ะ เป็น กกต. มาเลือกตั้ง ร้องเรื่องโต๊ะจีนไปก็ยุติ ผมก็ร้องเรื่องค้ามนุษย์ไป ค้ามนุษย์ก็คือตั้งพรรคมาแล้วก็ซื้อ ส.ส. มา ดูด ส.ส. มา แล้วก็ข่มขู่ เขามาอยู่ในพรรค อยู่ในพรรคแล้วก็ให้ลงเลือกตั้งเพื่อจะได้คะแนนเป็นจำนวนมากจะได้ จัดตั้งรัฐบาลกัน มันก็เข้าข่ายค้ามนุษย์ ส่งไป กกต. ก็ยุติไม่สอบสวนอะไรเลยนะครับ
ขออนุญาตท่าน ผมว่าเกินไปแล้วนะ ไปพูดถึง กกต. ป.ป.ช.
นั่นสิครับ เพราะว่ารัฐบาลเป็นคนตั้งนะครับ
เดี๋ยวฟังผมก่อน
นั่นสิครับ เพราะว่ารัฐบาลเป็นคนตั้ง ถ้ารัฐบาลที่แล้วไม่ได้ตั้งผมคงไม่พูดนะครับ
เดี๋ยวฟังผมก่อน ไปพูดถึงความไม่ชอบของหน่วยงานซึ่งเขาไม่มีสิทธิมาพูดอะไรโต้แย้งตอนนี้
(นายจุลพันธ์ โนนศรีชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ได้ยืน และยกมือขึ้น
ขออนุญาตประท้วงท่านประธานครับ
ขอความกรุณา ให้ผมอธิบายให้ผู้อภิปรายฟังก่อนนะครับ แล้วเดี๋ยวท่านจะประท้วงผมก็เอา
(นายสายัณห์ ยุติธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้ยืนและยกมือขึ้น
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม สายัณห์ ยุติธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครศรีธรรมราช
นี่พูดไม่รู้เรื่องหรือ ท่านประธานพูดไม่รู้เรื่องหรือครับ
ท่านสายัณห์ รอสักครู่นะครับ ผมวินิจฉัยแล้วว่าท่านไม่ควรพูดไปถึงหน่วยงานอื่นเขานะครับ เดี๋ยวท่าน เรียกเข้ามาตั้งญัตติอะไรตามกระบวนการที่ทำได้ทางสภา
แล้วท่านทำไมไม่หยุดเวลาให้ผมหรือกินเวลาผมไปตลอดเลยครับ
ผมไม่เกี่ยวกับ เรื่องหยุดเวลา
ไม่รู้ครับ แล้วทีมงานท่านทำไมไม่หยุดให้ผม กินเวลาผมไปตั้งเยอะแยะแล้วนะครับ
เอาละครับ พอแล้วครับ โอเค (OK) ครับ ท่าน พลตำรวจเอก เสรีพิศุทธ์ ฟังนะครับ ท่านอย่าไปพูดให้มัน เกิดข้อพิพาท
กราบเรียนท่านประธานครับ
เดี๋ยวครับ เดี๋ยวผมให้ท่านพูดแน่ ท่านต้องไม่พูดเรื่องนี้ไปพาดพิงถึงหน่วยงานอื่น ท่านอยากจะจัดการ อย่างไรกับหน่วยงานอื่นที่ดำเนินการไม่ถูกต้องมีวิถีทางทางรัฐสภาที่ดำเนินการได้เยอะนะครับ ดังนั้นขอความกรุณานะครับ เอาเฉพาะที่มันเกี่ยวกับนโยบายและความสามารถในการ บริหารนโยบาย เชิญท่านผู้ประท้วงก่อน ท่านอย่าเพิ่งพูด
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม สายัณห์ ยุติธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคพลังประชารัฐ ท่านผู้อภิปรายผู้ทรงเกียรติท่านนี้อภิปรายมา ๒๐ นาที ไม่ได้อะไรเลย แล้วก็ผมอยากให้ท่านถอนเมื่อสักครู่ ผมพูดไม่ทันนะครับ ที่บอกว่า ท่านนายกรัฐมนตรีโกงเลือกตั้งมา คำนี้ให้ถอนจากสภาทันที เพราะท่านพูดเอาเทปมาดูเลยครับ ท่านบอกว่ารัฐบาลชุดนี้โกงเลือกตั้งมา คนกำลังฟังทั้งประเทศอย่างนี้เป็นการใส่ร้ายป้ายสีครับ ท่านประธาน ขอบคุณครับ
ผมบอกชาวบ้านเขาเล่าให้ผมฟังแต่ผมไม่เชื่อ
เดี๋ยวก่อน ท่าน พลตำรวจเอก เสรีพิศุทธ์ หยุดก่อนครับ มีผู้ประท้วงครับ
ตกลง ท่านจะถอนไหมครับ
ท่านนั่งได้ เดี๋ยวผมถามของท่าน เชิญข้างหลังครับ ประท้วงเรื่องอะไรครับ
กราบเรียนท่านประธานครับ ผม จุลพันธ์ โนนศรีชัย พรรคอนาคตใหม่ แบบบัญชีรายชื่อครับ ขอประท้วงท่านประธานในข้อ ๕ เรื่องควบคุมการประชุมนะครับ คือผมอยากเตือน ท่านประธานนิดหนึ่งว่าสภาแห่งนี้เป็นของประชาชนนะครับ เพราะฉะนั้นเรื่องใครจะชั่ว ใครจะโกง ใครจะทุจริต ประชาชนต้องมีสิทธิรู้นะครับ
ผมจะ วินิจฉัยแล้วนะครับ ท่านนั่งครับ ผมยังไม่ได้วินิจฉัยเลย ที่ท่านขอโทษนามสกุลยุติธรรมนี่ครับ ท่าน พลตำรวจเอก เสรีพิศุทธ์ว่าอย่างไรครับ
ต่อเลยใช่ไหมครับ
ท่านประธานครับ ผม นิโรธ นิดเดียวครับ
เดี๋ยวก่อน เกี่ยวเนื่องหรือเปล่าครับ
เกี่ยวเนื่องครับ ระหว่างที่ยังไม่มีการอภิปรายผมจะขออนุญาตท่านประธานรัฐสภาอภิปรายตามข้อ ๔๑ วรรคสอง ได้ไหมครับ
เดี๋ยวก่อนครับ ท่านที่ประท้วงเมื่อสักครู่นี้
ก็เห็นยังไม่มี การอภิปรายอะไรกันนี่ครับ ผมก็จะขอเป็นผู้อภิปรายตามข้อบังคับ ข้อ ๔๑ วรรคสองครับ
ท่านจะ อภิปรายเรื่องอะไรครับ เดี๋ยวไปกันใหญ่
ผมเห็นเกือบ ๔๕ นาทีแล้วนะครับ ยังไม่มีการอภิปราย ผมเลยจะขอเป็นผู้อภิปรายตามข้อบังคับ ข้อ ๔๑ วรรคสอง
ให้ผม วินิจฉัยปัญหาที่ค้างเมื่อสักครู่ก่อน ท่าน พลตำรวจเอก เสรีพิศุทธ์ว่าอย่างไรครับ เขาขอให้ถอน เรื่องที่ท่านไปว่าเขา
ท่านประธานครับ คือข้อบังคับ ข้อ ๑๐๘ ผมได้อ่านดูแล้วนโยบายที่แถลงแล้ว ผมไม่เชื่อว่า คณะรัฐมนตรีที่มีตำหนิจะสามารถบริหารราชการแผ่นดินได้สำเร็จตามนโยบายที่แถลง เพราะฉะนั้นผมจึงจำเป็นจะต้องพูดให้ท่านประธานและที่ประชุมและพี่น้องประชาชน ได้รับทราบครับ ผมอาศัยข้อบังคับนี้ครับ
เชิญครับ
ท่านประธานครับ ผมยังรออยู่ว่าท่านผู้อภิปรายจะถอนหรือไม่ครับ ที่ว่าโกงเลือกตั้งครับ
เขาไม่ยอมถอน
ไม่ยอม ท่านก็ไม่ให้อยู่ในสภาสิครับ เพราะมันผิด พูดได้อย่างไร สภาแห่งนี้ไม่มีใครโกง มาจาก การเลือกตั้งของประชาชน ทุกคนเป็นตัวแทนปวงชนชาวไทยครับ
ผมพิสูจน์ได้นะครับ คุณอย่ามาพูดเล่น
พูดเล่นอย่างไร ท่านเป็น ผบ.ตร. ผมพูดกับประธานครับ
ผมพิสูจน์ได้นะครับ
ประธานต้องวินิจฉัยว่าที่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติท่านนี้พูดว่า ในสภาแห่งนี้โกงเลือกตั้งมา พูดได้อย่างไร ท่านประธานต้องวินิจฉัยเรื่องนี้ครับ
เดี๋ยวผม จะวินิจฉัยนะครับ
ท่านประธานครับ ถ้าตกลงไม่ได้ผมจะขออนุญาตอภิปราย
ผมวินิจฉัย ว่าท่านไปกล่าวหาว่าการเลือกตั้งทั้งหมดโกงนี่ ท่านถอนเสียเถอะ แล้วก็โกงหรือไม่โกงนี่ ท่านก็ไปดำเนินการพิสูจน์กันได้ในกระบวนการอื่นนะครับ
ก็พรรคผมยังถูกโกงนี่ครับ เห็น ๆ กันอยู่
เอาเป็นว่า ท่านกล่าวอ้าง
แล้วสรุปไม่โกงได้อย่างไรนะครับ
ท่านประธานครับ ถ้ายังตกลงกันไม่ได้ ไม่มีผู้อภิปราย ผมจะขอเป็นผู้อภิปราย ตามข้อ ๔๑ วรรคสองครับ
ข้อ ๔๑ วรรคสอง คงไม่ได้ให้ท่านขึ้นมาอภิปรายเกี่ยวกับเรื่องการสลับกันนะครับ มันเรื่องของตัวบุคคล ซึ่งยังค้างอยู่ที่ พลตำรวจเอก เสรีพิศุทธ์
ผมก็มีสิทธิ ที่จะอภิปรายโดยไม่สลับครับ เพราะผมเป็นกลาง ไม่เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ตามวรรคสองครับ
ท่านอาจารย์ นั่งไปก่อน เดี๋ยวผมให้ท่านพูดนะครับ โอเค (OK) ครับ
ผมยังติดใจว่าท่านสมาชิกจะถอน ไม่ถอนครับ โกงเลือกตั้งครับ
ท่านไม่ถอน ก็ต้องรับผิดชอบ
ท่านพูด กลางสภา คนชมถ่ายทอดทั้งประเทศ ท่านประธานครับ ต้องถอน เพราะพูดว่า การเลือกตั้ง นายกรัฐมนตรี หรือว่ารัฐบาลโกงมา พูดได้อย่างไร แล้วจะไม่ถอนอีก ผมว่าถ้าไม่ถอนเป็นถึงอดีต ผบ.ตร. เสียชื่อหมดนะครับ
ให้เขาเสียชื่อไป
แล้วของท่าน วันก่อนลูกพรรคถูกจับยาเสพติดด้วยครับ ผมดูหนังสือพิมพ์มาครับ
คุณเป็น ส.ส. เขต คุณไม่เคยฟังประชาชนบ้างหรือว่าประชาชนเขาพูดอย่างนี้ ผมบอกผมลงพื้นที่ มากที่สุดแล้ว ประชาชนเขาพูดมาอย่างนี้นะครับ ผมก็มาเล่าให้ฟัง รู้เรื่องหรือเปล่า
คือท่าน เป็นเพียงข้อกล่าวหา
ท่านผู้มีเกียรติอายุเท่าพ่อผมเลยครับ ยังไม่ถอนเลย
ไม่ถอนครับ เขาไม่ยอมถอน ประชาชนก็จะเป็นผู้วินิจฉัยเองว่าเป็นคำกล่าวอ้าง
แสดงว่า ยอมรับความโกงสิพวกฝ่ายเลือกตั้งนี้ ถ้าไม่ถอนแสดงว่าเรายอมรับ ต้องถอน เพราะถ้าจะออกไป ว่ากล่าวเฉย ๆ ลอย ๆ ไม่ได้ ท่านประธานที่เคารพ แล้วถ้าโกงก็ไปฟ้องกันเอง ไม่ใช่มาพูด ในสภาแห่งนี้ให้เสียชื่อเสียง สภาแห่งนี้สภาอันทรงเกียรติ
เชิญครับ ท่านจิรายุประท้วงเรื่องอะไรครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม จิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมประชุมมาก็หลายสมัยเวลาผู้อภิปรายเขาพูด อะไรไปก็แล้วแต่ ถ้าเขาไม่ถอนก็เป็นสิทธิของเขา ไม่ใช่เรื่องที่ท่านจะต้องบังคับให้ถอน ให้ถอน ให้ถอน ท่านวินิจฉัยด้วยนะครับ ถ้าเขาไม่ถอนเขาก็รับผิดชอบของเขาเอง ท่านนั่ง ได้แล้วครับ จะได้อภิปรายต่อ เสียเวลาครับ ท่านประธานครับ
ผมวินิจฉัย แล้วครับ ผมวินิจฉัยไปแล้วนะครับว่าก็เป็นเพียงข้อกล่าวหาของเขา แล้วก็ไปพิสูจน์กัน เชิญพูดต่อ มีอะไรประท้วงหรือเปล่าครับ เชิญครับ ท่านชัยชนะนะครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม ชัยชนะ เดชเดโช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดนครศรีธรรมราช ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมประท้วงประธานสภา ข้อ ๕ (๓) ท่านประธานไม่สามารถควบคุมดำเนินกิจการของสภา ท่านประธานปล่อยให้ ผู้อภิปรายไม่ถอนคำพูดในการกล่าวร้าย ใส่ร้ายป้ายสีว่ามีการโกงการเลือกตั้ง ผมคิดว่าวันนี้ ประชาชนเขารอฟังประเด็นนโยบายที่ฝ่ายค้านอยากเสนอแนะรัฐบาลในแนวทางในการแก้ไข ปัญหาของประเทศชาติ วันนี้ชาวบ้านบ้านผมกำลังรอว่าแนวทางนโยบายในการแก้ไขปัญหา เรื่องมังคุดจะทำอย่างไรครับ เรื่องปาล์ม เรื่องยางพารา
ผมวินิจฉัย แล้วนะครับ
วินิจฉัยก็ต้องถอนครับท่านประธาน
เขาไม่ยอม ถอนนะครับ
ไม่ยอมถอน ท่านประธานต้องดำรงตำแหน่งหน้าที่
ฟังผมก่อน แล้วก็ท่านไม่ต้องประท้วงซ้อนนะครับ เพราะว่าประเด็นเดียวกัน ผมวินิจฉัยแล้วว่าเป็นเพียง ข้อกล่าวหาของเขา เพราะว่าในนี้ก็ไม่มีใครที่ยกมือประท้วงหมดเลยว่าท่านเสรีพิศุทธ์ กล่าวหา ทุกคนมาจากการเลือกตั้งโดยโกงก็ว่ากันไป เขากล่าวหาอย่างนั้น ไม่มีใครเดือดร้อน
ท่านประธานครับ เขากล่าวหาว่ารัฐบาลนี้มาจากการโกงเลือกตั้งไม่พอเท่านั้นครับ ยังกล่าวหา ผู้ที่ประท้วงอภิปรายขอเอ่ยนามท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติคือ ท่านชัยวุฒิครับ เขากล่าวหาว่า ท่านชัยวุฒิเป็นคนไม่รู้เรื่องด้วยครับ ท่านประธานต้องวินิจฉัยครับ
คนละเรื่อง กันแล้วครับ พอแล้วครับ เดี๋ยวขอฟังท่านเสรีครับ
ท่านประธานต้องวินิจฉัย ต้องควบคุมครับ
เมื่อสักครู่ วินิจฉัยแล้ว
ท่านประธาน ตกลงยังไม่มีผู้อภิปราย ผมจะขออนุญาตอภิปราย ข้อ ๔๑ วรรคสองครับ
ผมวินิจฉัยว่า อนุญาตไม่ได้ครับ เชิญท่านนั่งครับ เดี๋ยวฟังท่านเสรีก่อน
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ท่านประธานวินิจฉัยแล้วเขาไม่ยอมถอน
เขาไม่ยอม ถอนครับ
เขาไม่ยอมถอนท่านประธานต้องใช้ดุลยพินิจนะครับ
ผมใช้ดุลยพินิจ ว่าเป็นเพียงข้อกล่าวหา
ท่านประธานครับ ผมประท้วงครับ
ท่านประธานครับ ท่านประธานต้องฟังผมก่อน ผมมีสิทธิประท้วงอยู่
ผมวินิจฉัย ไปแล้ว ไม่อย่างนั้นผมก็ควบคุมการพิจารณาไม่ได้ พอแล้วนะครับ
ท่านประธานครับ ถ้าบรรทัดฐานสภาแห่งนี้มีการกล่าวร้าย
ท่านประธานถ้าให้ตะโกนพูดได้ ผมตะโกนได้เหมือนกันนะครับ ท่านประธานครับ
ผมไม่ได้ตะโกนครับ
ไม่ครับ ผมบอกถ้าผู้อภิปรายตะโกนพูดได้
ขอฟัง ท่านเสรีก่อน ทุกท่านอยู่ในความสงบนะครับ
ท่านประธานขอบพระคุณครับ
ฟังท่านเสรี
ท่านประธานที่เคารพ ผม นายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมก็อยากจะกราบเรียน ท่านประธาน พอดีท่านประธานคุยกับท่านเลขาธิการอยู่นะครับ ก็อยากจะกราบเรียนว่า ในการประชุมของเรานี้เป็นการประชุมที่ต้องทำตามระเบียบข้อบังคับ การทำตามระเบียบ ข้อบังคับก็คือ สิ่งใดก็ตามถ้าหากท่านประธานได้วินิจฉัยแล้วสมาชิกต้องปฏิบัติ เพราะฉะนั้น สมาชิกจะอภิปรายในสภาได้นี่นะครับก็ควรที่จะต้องอยู่ในข้อบังคับที่สภากำหนดไว้ ผมขออนุญาตประท้วงท่านประธานว่า ท่านประธานปล่อยให้สมาชิกพูดเถียงกับประธาน มากเกินไป ถ้าหากว่าสมาชิกเอ่ยคำพูดที่จะทำให้เห็นได้ชัดเจนว่าเป็นการพูดนอกประเด็น นอกเนื้อหาในที่ประชุม ประธานต้องตัดบททันที ถ้าหากประธานฟังแล้วปล่อยให้สมาชิก พูดกันต่อไปทั้ง ๆ ที่เรารู้อยู่แล้ว
เอาละครับ พอแล้วครับ
ท่านประธานครับ ขออนุญาตพูดให้จบนิดเดียว เพราะผมกำลังประท้วงอยู่ ผมประท้วงท่านประธานนะครับ เพราะฉะนั้นต้องกราบเรียนท่านประธานว่า เมื่อท่านวินิจฉัยแล้วสมาชิกต้องปฏิบัติ ประธาน จะกำหนดหรือวินิจฉัยเพียงแต่ว่าพูดไม่ตรงหรือพูดไม่เข้าเนื้อหาสาระเพียงอย่างเดียวไม่ได้ ท่านประธานต้องดูในข้อ ๑๑๔ ถ้าเกิดมีการฝ่าฝืนประธานเตือนแล้ว ประธานห้ามปรามแล้ว แล้วก็ให้ถอนคำพูดแล้ว ท่านประธานดูนะครับมันมีข้อบังคับที่เขียนไว้ชัดเจนนะครับ
ยาวไปแล้วครับ ท่านประธานครับยาวไปแล้วครับ
ครับ
ถ้าหากว่ายาว ไม่ยาว ผมมีสิทธิพูดอยู่นะครับ
พอแล้วครับ ผมไม่อนุญาตให้ใครประท้วงแล้ว
ผมยกมือ ประท้วงเหมือนกัน
ท่านประธาน ผมพูดจบนิดเดียว ท่านต้องอย่าตัดบท เพราะว่าถ้าผมพูดครึ่ง ๆ กลาง ๆ ก็ไม่จบ
ยาวไปแล้วครับ ท่านประธานครับ
ผมเพียงแต่
ไม่ให้ใคร พูดแล้วนะครับ ไม่ให้ท่านใดพูดแล้ว ไม่ต้องประท้วงผม เพราะผมวินิจฉัยแล้ว
เมื่อท่านประธาน ให้ผมพูดนี่นะครับ คนอื่นก็ไม่ควรแทรกครับท่านประธาน
ไม่มีใครแทรก และผมห้ามพูดแล้ว กรุณาไปนั่งที่นะครับ
เมื่อสักครู่นี้ก็พูด ยาวไปแล้ว ยาวไปแล้วนี่ครับ พยายามจะตัดบทให้ผมพูดไม่จบ
มาเถียงกันเอง ผมไม่ยอมนะครับ
ท่านประธานครับ ผมพยายามจะช่วยท่านประธาน เพื่อให้เห็นได้ว่าที่ประชุมแห่งนี้ต้องมีความสงบเรียบร้อย
ท่านประธาน ผมพยายามหาทางออกให้ท่านประธานครับ ขอความกรุณา
ท่านประธานครับ ขอหารือพักการประชุมสัก ๑๐ นาทีครับ
ท่านประธานต้องแข็งนะครับ
ผมไม่ให้พูด แล้วนะครับ ไม่ให้ใครพูดทั้งนั้น ไม่อย่างนั้นก็ว่าผมนะครับ ประท้วงผมทุกคน
ให้ผมอภิปราย ต่อดีกว่าครับ ข้อ ๔๑ วรรคสองครับ
ทุกคน กรุณานั่งนะครับ
คือท่านประธาน ก็อยู่ในข้อบังคับการประชุมอยู่ครับ
นั่นละครับ ทุกท่านนั่งนะครับ เพราะตอนนี้เป็นการซ้อนผมนะครับ
ท่านประธานครับ ก็อยู่ในข้อบังคับการประชุม ข้อ ๔๕ อยู่ครับท่านประธาน เมื่อท่านประธาน วินิจฉัยแล้วว่าให้ถอน การวินิจฉัยของท่านประธานถือเป็นที่สุด
ทุกท่าน นั่งฟังผมนะครับ ผมไม่ได้วินิจฉัยให้ถอนนะครับ
ท่านประธานวินิจฉัยแล้วว่าให้ถอนตามข้อ ๔๕
ไม่ได้ ให้ถอนนะครับ เพราะว่าเขาไม่ยอมถอน
เพราะท่านวินิจฉัยมันเป็นการที่สุด ต้องปฏิบัติตาม ถ้าไม่ตามผมอยากรู้ว่าตำรวจรัฐสภา กล้ามาเชิญอดีต ผบ.ตร. หรือไม่
พอแล้วครับ ผมไม่โต้เถียงกับท่าน ท่านเสรีพิศุทธ์กรุณาพูดต่อนะครับ ผมวินิจฉัยแล้วว่าท่านกล่าวหา โดยไม่ถูกต้อง เชิญครับ
ท่านจะกล่าวหาผมอย่างนี้ได้อย่างไร
ท่านเป็นคนกล่าว
ท่านรู้กฎหมาย ผมก็รู้กฎหมายนะครับท่านประธานท่านเป็นกลางหน่อย ท่านก็รู้ว่าตัวท่านเอง มาจากไหนใช่ไหมครับ
เป็นกล่าวหา
เพราะฉะนั้นท่านวางตัวเป็นกลางด้วยนะครับ
เอาละครับ แล้วท่านพูดต่อ ท่านว่าผมไม่เป็นกลาง
ท่านเป็นอย่างนี้มาโดยตลอด อย่าติด สนช. มานะครับ
ท่านประธานครับ ขอเสนอพักการประชุม ๑๐ นาทีครับท่านประธาน
เดี๋ยว พลตำรวจเอก เสรีพิศุทธ์พูดต่อ
ท่านประธานครับ ความจริงผมเองยังมีประเด็นนี้นะครับ เรื่องคุณสมบัติความสามารถของ นายกรัฐมนตรีและคณะที่จะพูดอีกมากเลย แต่เพื่อความสงบเรียบร้อยของสภาประเด็นนี้ ผมจะจบแค่นี้นะครับ
เชิญต่อครับ
ผมสรุปว่าเรื่องที่ผมพูดชาวบ้านเล่ามาทั้งนั้น ผมก็สรุป อ๋อ มันเป็นเช่นนี้เองนะครับ ถ้าเป็นผม ผมไม่หน้าด้านเป็นต่อหรอกนะครับ
ท่านบอก สรุปแล้ว โอเค (OK)
ไม่เป็นดีกว่า อะไร แปลไทยไม่เป็นหรือ ไม่หน้าด้านเป็นต่อเป็นอะไร
อันนี้ไม่ได้แล้วครับ
ผมขออนุญาตพูด ท่านประธานครับ ผมก็ทนฟังมานานแล้วนะครับ
ขอเสนอ พักการประชุม ๑๐ นาทีท่านประธาน
ผมกับท่านนี้นะครับ
อย่าชี้ผม
ผมไม่ได้ชี้นะครับ ผมกวาดไปอย่างนี้
หันไปพูดกับประธานโน่น
ผมรู้จักกับท่านมานานแล้วนะครับ
ขอเสนอ พักการประชุม ๑๐ นาทีครับประธาน
แต่งงานก็วันเดียวกัน สมรสพระราชทานมาด้วยกัน เป็นรุ่นพี่ผม แต่วันนี้ถือว่าไม่เป็นรุ่นพี่ผม
โอเค (OK)
เพราะท่านไม่เคยให้เกียรติผมเลย ท่านบอกว่าชักปืนยิงผมตั้งแต่ วันโน้น ถ้าท่านชักปืนยิงวันนั้นท่านก็ติดคุก เหรียญรามมาลาท่านได้ ผมก็ได้นะครับ แต่ผม ไม่เคยคุยไม่เคยไปแอบอ้าง ผลงานต่าง ๆ ผมมีมากมาย พูดจาหยาบคาย อวดอ้างอำนาจ ท่านไปทบทวนของท่านเอง ขอบคุณครับ สวัสดีครับ
ท่านนายกรัฐมนตรี กำลังพูดครับ
พักการประชุม ท่านประธาน
ทุกคน ต้องนั่งครับ กรุณานั่งลงครับ กรุณานั่งลง ทุกท่านนั่งลงนะ ไม่ให้ท่านใดพูดนะครับ ผมขอพักการประชุม ๑๐ นาทีครับ
พักประชุมเวลา ๒๑.๐๑ นาฬิกา
เริ่มประชุมต่อเวลา ๒๑.๐๘ นาฬิกา
เชิญท่าน สมาชิกประจำที่ครับ ท่าน พลตำรวจเอก เสรีพิศุทธ์จบข้อแรกแล้วนะครับ
ท่านประธานครับ ท่านประธานอนุญาตให้ผมพูดหรือเปล่าครับ
ครับ
ขออนุญาตครับ ผม ชาดา ไทยเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุทัยธานี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมกราบเรียนท่านประธานสภาด้วยความเคารพนะครับ คงมิบังอาจที่จะประท้วงประธาน แต่ข้อบังคับหรือการกระทำของสภานั้นมันจะเป็นบรรทัดฐาน ผมเคารพในผู้อภิปราย ท่าน พลตำรวจเอก เสรีพิศุทธ์ เนื่องจากว่าเมื่อสักครู่ท่านประธานวินิจฉัยว่าให้ถอนคำพูด ผู้ที่อภิปรายไม่ถอน เท่าที่ผมทราบและเคยเห็นมาก็คือว่า ผู้อภิปรายจะต้องเดินออกจากที่ประชุม แล้วกลับมาใหม่นะครับ อีกกรณีหนึ่ง แต่ถ้าเกิดว่าท่านประธานไม่ให้เหตุการณ์อย่างนั้นเกิดขึ้น ต่อไปนี้มีการให้ถอนในสภาจะเกิดความเสื่อมทันที เพราะทุกคนก็จะปฏิบัติตามแนวทางนี้ ผมเรียนด้วยความเคารพ ต่อไปก็จะไม่มีใครถอนคำพูดในสภา ผมถึงอยากให้ท่านประธาน ได้กรุณาวินิจฉัย ผมไม่ได้โกรธแค้นหรือไม่ได้ชอบใคร ผมพูดด้วยความเป็นกลาง ด้วยความเคารพจริง ๆ เลยครับ ท่านก็คงจะทราบว่าโดยบุคลิกผมเองผมอยู่ตรงกลางอยู่แล้ว แต่เรียนด้วยความเคารพผมต้องการความเป็นมาตรฐานและความชัดเจน ความศักดิ์สิทธิ์ การให้เกียรติต่อสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ กราบขอบพระคุณครับ
ผมขอให้ ท่าน พลตำรวจเอก เสรีพิศุทธ์ ถอนสิ่งที่ท่านพูดเกี่ยวกับการเลือกตั้ง โกงเลือกตั้ง แล้วก็ หน้าด้านเข้ามาอะไรนี่นะครับ ถอนสิ่งเหล่านี้เสียแล้วท่านจะได้พูดต่อ
ท่านครับ ผมคำไหนคำนั้นครับ
ท่านประธานครับ ขออนุญาตประท้วงท่านประธานครับ ตามข้อ ๕ นะครับ ท่านประธาน ผม จิรวัฒน์ อรัณยกานนท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ท่านประธานต้องควบคุมการประชุม และอีกประเด็นหนึ่งนะครับ ท่านประธานครับ เมื่อสักครู่ก่อนที่จะมีการพักการประชุม ท่านประธานไม่ได้วางตัว เป็นกลาง เพราะว่าท่านประธานได้อนุญาตให้มีการประท้วง ฝ่ายค้านเองก็ยกมือกันตั้ง ๔-๕ คน แต่ไม่มีโอกาสที่จะพูด ไม่มีโอกาสที่จะประท้วง อีกประเด็นหนึ่งครับท่านประธาน ท่านเสรีพิศุทธ์นี่นะครับ ท่านไม่จำเป็นต้องถอน เพราะถ้าเกิดว่าท่านไม่ถอนก็สามารถบันทึก ไว้ในรายงานการประชุมได้ครับ ขอบพระคุณครับท่านประธาน
คือผมได้ วินิจฉัยไปแล้วนะครับ และต่อมาท่านเสรีพิศุทธ์ก็ได้พูดประโยคที่หนักขึ้น ยืนยันเรื่องการโกง แล้วก็การที่หน้าด้านอยู่ ดังนั้นผมขอให้ท่านถอนแล้วตอนนี้ ไม่อย่างนั้นผมจะดำเนินการ ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๑๔
ท่านครับ ท่านฟังผมพูดหรือมาดูโผของผมก็ได้นะครับ ผมบอกว่าชาวบ้านเขาพูดอย่างนี้ แต่ผมไม่เชื่อ ในโผผมก็มีอยู่ มันไม่ใช่คำพูดของผม คำพูดชาวบ้าน ผมก็มาเล่าสู่ให้ท่านฟัง เท่านั้นเองนะครับ ขออนุญาตต่อไปเรื่องนโยบายนะครับ
เล่าสู่กันฟัง ท่านก็ทราบหลักกฎหมายดีนะ เอาคำพูดของคนอื่นมาเสมือนหนึ่งว่าท่านพูดเอง ดังนั้นขอให้ ท่านถอนเถอะนะครับ คือท่านไม่ได้พูดคำนี้ ท่านอธิบายแล้วนี่ว่าชาวบ้านพูด
เรียนท่านแล้วอย่างไรครับ คำไหนคำนั้นครับ
ก็แสดงว่า ท่านยังยืนยันนะครับ กรณีที่ขัดขืนเช่นนี้ผมขอให้ท่านออกจากห้องประชุมก่อนครับ
(ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา ได้วินิจฉัยให้ พลตำรวจเอก เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ถอนคำพูด แต่ พลตำรวจเอก เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ไม่ถอนคำพูดตามคำวินิจฉัย และได้เดินออกจากที่ประชุม)
ต่อไป ตามลำดับก็เป็นท่านสมชาย แสวงการ เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ สมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐภา ต้องขออนุญาตอภิปรายแล้วก็ไม่อยากเห็นบรรยากาศแบบนี้ ผมเรียนตามตรงว่าอยากเห็น สภาเดินหน้าต่อไปได้ แล้วผมก็คิดว่าการอภิปรายนโยบายรัฐบาลที่แถลงต่อสภาวันนี้ ผมเองไม่ได้เข้ามารับฟังเป็นครั้งแรก นี่ฉบับที่ ๗ แล้วครับ และขออนุญาตที่ต้องพูดถึงว่า ท่านประธานรัฐสภาและท่านประธานสภาพยายามที่จะทำให้สภาเป็นที่น่าเชื่อถือ ซึ่งผมคิดว่า อยากให้บรรยากาศนี้ผ่านไป แล้วก็ขอดำเนินการในเรื่องของนโยบายรัฐสภาที่ดี ก็ขออนุญาตว่า ถ้าในเรื่องเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ก็ขอให้ท่านประธานดำเนินการต่อไปนะครับ ต้องกราบเรียนว่า ในฐานะสมาชิกวุฒิสภาซึ่งเป็นสมาชิกรัฐสภานั้น ก็มีหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญที่ร่วม ในการพิจารณาตามกฎหมายรัฐธรรมนูญในการที่รัฐบาลจะแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ซึ่งถือว่าท่านนายกรัฐมนตรีได้นำคณะรัฐมนตรีมาแถลงในช่วงที่รัฐสภาซึ่งมาจากการเลือกตั้ง ได้ต่อเนื่องจากรัฐบาลซึ่งรัฐนาวาของท่าน พลเอก ประยุทธ์ มาในภาวะพิเศษในช่วงที่แล้ว ในเมื่อทำหน้าที่ตรงนี้ก็ต้องกราบเรียนว่า มีเรื่องที่ต้องเรียนไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการ ติชมตามสมควรแก่เหตุอย่างสร้างสรรค์ ซึ่งผมคิดว่าเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะวันนี้ พี่น้องประชาชนจับตาถ่ายทอดการประชุมรัฐสภาของเราด้วยความใจจดใจจ่อว่า รัฐบาล ของท่านนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ และคณะรัฐมนตรีใหม่ ซึ่งมีทั้งพรรคการเมือง ต่าง ๆ มาร่วมกันนั้น จะมีนโยบายที่เป็นรูปธรรมหรือไปดำเนินการให้เป็นผลอย่างไร ซึ่งผมคิดว่าเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง บรรยากาศที่ผ่าน ๆ มานั้นก็มีเสียงสะท้อน ในเรื่องของสิ่งที่เป็นปัญหาว่าเราไปติดในเรื่องของการอภิปรายในเรื่องไร้สาระหรือไม่ ผมคิดว่าอยากกราบเรียนทางคณะรัฐมนตรีด้วยนะครับว่าถ้ามีโอกาสในจังหวะ ที่ท่านต้องอธิบายถึง ๑๒ เรื่องหลัก กับ ๑๒ เรื่องเร่งด่วน แม้จะไม่ได้เขียนไว้ ในเรื่องผลสัมฤทธิ์ในแต่ละห้วงเป็นตัวเลข ไม่ว่าจะเรื่องราคาประกันรายได้ของข้าว หรือเรื่องยาง หรือเรื่องอะไรที่จะแก้ไขอย่างที่ท่านรองนายกรัฐมนตรี ท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงพาณิชย์ได้ดำเนินการแถลงไป ผมคิดว่าพี่น้องเองก็อยากฟัง และผมคิดว่า ในรายละเอียดซึ่งในคำแถลงนโยบายทั้งหมด ๖๐ กว่าหน้า มันมีรายละเอียดที่เขียนไว้ดีมาก ซึ่งผมคิดว่าก็ไม่ต่างกับ ๖-๗ ครั้งที่ได้เคยเห็นมาเพราะฉะนั้นสิ่งสำคัญที่ต้องเรียน ให้พี่น้องประชาชนรับทราบ ผมฝากประเด็นที่ ๑ คือ เมื่อมีโอกาสรัฐมนตรีคงต้อง ลงรายละเอียดด้วยในสภาแห่งนี้ถ้ามีเวลา ถ้าไม่มีเวลาผมคิดว่าแต่ละกระทรวง ทบวง กรม ต้องแถลงให้ประชาชนเข้าใจด้วย เพราะว่าสิ่งที่อ่านไปอย่างเดียว หรือวันนี้สภามัวแต่ซักฟอก ซึ่งผมคิดว่าน่าจะผิดห้วงเวลา ไปซักฟอกในเรื่องคุณสมบัติของนายกรัฐมนตรีก็ดี หรือรัฐมนตรีบางท่านก็ดี ผมคิดว่าท่านไปใช้เวลา ในฐานะสมาชิกวุฒิสภาก็อยากฝากว่า ท่านไปใช้เวลาตอนยื่นการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจโดยการลงมติหรือเปิดอภิปรายทั่วไป ตามมาตรา ๑๕๑ มาตรา ๑๕๒ เถอะครับ วันนี้อยากให้สภาเดินหน้าต่อ แล้วก็ขออนุญาตว่า ถ้าทางฝ่ายค้านก็ดี ฝ่ายรัฐบาลก็ดี หรือสมาชิกวุฒิสภาก็ดี เราจะพยายามพูดให้พี่น้อง ประชาชนได้รับทราบเข้าใจถึงนโยบายของรัฐบาล ซึ่งจะต้องดำเนินการใน ๑๒ เรื่องเร่งด่วน ผมคิดว่าปัญหาไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่รัฐบาล ท่านนายกรัฐมนตรีได้นำแถลงไปแล้ว ทั้งเรื่องการปรับปรุงระเบียบกฎหมายที่จะเอื้อต่อการทำธุรกิจในชีวิตประจำวันก็ดี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการส่งเสริมระบบธรรมาภิบาลในการบริหารราชการภาครัฐ ส่งเสริม พัฒนากลไกให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาและตรวจสอบภาครัฐ อันนี้เป็นเรื่องสำคัญ อีกประการหนึ่งที่ผมคิดว่าประชาชนจะมีส่วนร่วมได้ นอกเหนือจากเรื่องที่รัฐบาลกำหนด เป็นนโยบายเร่งด่วน ๑๒ เรื่อง ซึ่งเรื่องสำคัญ ๆ ผมคิดว่าไม่น่าจะต้องเรียงตาม ๑-๑๒ รัฐบาลมีเวลาน้อยในเรื่องของการฮันนีมูน พีเรียด (Honeymoon Period) เพราะฉะนั้น เมื่อมีเวลาน้อยผมคิดว่าผลสัมฤทธิ์ ๑ ปีต้องดำเนินการให้เห็นผลได้นะครับ อันนี้ ก็ฝากประชาสัมพันธ์และทำความเข้าใจด้วยนะครับ
ในส่วนของสิ่งที่รัฐบาลในอดีตต้องยอมรับนะครับว่าต่อเนื่องกันมาในภาวะ พิเศษนั้นแก้ปัญหาจากเหตุวิกฤตทางการเมือง เมื่อวิกฤตการเมืองเกิดขึ้น ไม่ว่าท่านจะ กล่าวหาอย่างไรก็ตามบ้านเมืองเดินหน้ามาได้แล้วครับ แล้วผมก็ไม่อยากเห็นบ้านเมือง กลับไปสู่ที่เดิมอีก เราเสียเวลา ๑๔-๑๕ ปีที่ผ่านมาในการที่เกิดวิกฤตความขัดแย้ง ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มสีต่าง ๆ ความขัดแย้งและการติดกับดักทั้งรายได้ปานกลาง ติดกับดักเรื่อง การไม่สามารถพัฒนาประเทศต่อไปได้ ประเทศเพื่อนบ้านเขาไปไกลแล้ว เพราะฉะนั้น สิ่งที่รัฐบาลเดินหน้ามาแล้วและควรจะต่อยอด ผมขออนุญาตบอกในสิ่งที่ดี ๆ ไปยัง พี่น้องประชาชนให้ได้รับรู้รับทราบกันบ้างนะครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของวันนี้ประเทศไทย มีสิ่งดี ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเงินคงคลังที่มากเป็นอันดับที่ ๑๒ ของโลกถึง ๒๔๐,๐๐๐ ล้านบาท ความจริงมากพอ ๆ กับเยอรมันเลยนะครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของประเทศไทยติดอันดับ ของดูอิง บิสซิเนส (Doing Business) หรือความน่าจะเป็นน่าสนใจที่จะมาลงทุน ในการประกอบธุรกิจ ประเทศไทยติดอันดับรายได้จากการท่องเที่ยวอันดับ ๔ ของโลก ซึ่งก็แซงโตเกียว แซงกัวลาลัมเปอร์ แซงฮ่องกง และกรุงเทพมหานครก็เป็นอันดับ ๑ ในเอเชียที่มีการแข่งขันทางการท่องเที่ยวไม่แพ้ลอนดอน ประเทศไทยติดอันดับ ๙ ของมรดกวัฒนธรรมในเรื่องต่าง ๆ มากมาย เราเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีคุณค่า เพราะฉะนั้น สิ่งที่รัฐบาลแถลงนโยบายมันต้องทำต่อก็คือการต่อยอดของธุรกิจท่องเที่ยว ซึ่งให้ได้ นักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพ อันนี้ผมคิดว่าเป็นเรื่องสำคัญ นอกจากนั้นประเทศไทย ยังมีเรื่องของดัชนีประสิทธิภาพระบบสุขภาพ หรือเฮลท์แคร์ เอฟฟิเชียนซี อินเดกซ์ (Healthcare Efficiency Index) ซึ่งจัดให้เราเป็นอันดับ ๗ ของโลก เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ คือสิ่งดี ๆ ที่ผมอยากเรียนว่า สิ่งที่เรากังวลกันว่าเกิดปัญหาขึ้นในรัฐบาลในสภาผมคิดว่า เป็นสิ่งที่เราต้องให้ประชาชนได้รับทราบว่าเมื่อได้ดำเนินการมาแล้วและควรดำเนินการต่อไป นั้นมีอะไรบ้าง นอกเหนือจากเรื่องของการที่จะต้องทำเรื่องที่รัฐบาลเขียนไว้ในนโยบาย เร่งด่วนสวัสดิการและลดความเหลื่อมล้ำ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่รัฐบาลได้ดำเนินการ เรื่องบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ การจัดเงินอุดหนุนการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิดในครอบครัว เรียกว่า จากครรภ์มารดาเลยนะครับ ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว การออกพระราชบัญญัติภาษีมรดก ซึ่งได้ดำเนินการสำเร็จในอดีตของรัฐบาลที่แล้ว และสภานิติบัญญัติแห่งชาติก็ต้องถือว่า จะต้องดำเนินการต่อไป โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐต่อเนื่องโดยปรับปรุงในรายละเอียด ประเมินผล ดำเนินการอย่างสม่ำเสมอ แล้วก็ดูแลถึงสวัสดิการเด็กปฐมวัย เร่งเตรียมความพร้อมของกลุ่มแรงงานความเสี่ยงต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้น เพราะขณะนี้ ประเทศไทยก็กำลังสู่สังคมสูงวัย ซึ่งมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องดำเนินการเตรียมพร้อม รับคนสูงวัยที่มีอายุยืน ซึ่งมีตัวเลขเฉลี่ยว่าคนไทยอาจจะอายุยืนถึง ๑๐๐ ปี ในเร็ว ๆ นี้นะครับ เพราะฉะนั้นสิ่งสำคัญที่สุดคือทำอย่างไรที่จะใช้เทคโนโลยี ที่ท่านนายกรัฐมนตรีกับคณะรัฐมนตรีได้วางรากฐานไว้ส่วนหนึ่ง ที่หลายท่านบอกว่า ได้เขียนในนโยบายขณะนี้ที่แถลงมานี่เป็นรูปธรรมหรือไม่ ผมยังอยากฟังท่านรัฐมนตรี ได้อธิบายให้เป็นรูปธรรมว่าจะดำเนินการอย่างไร จะอิมพลีเมนต์ (Implement) อย่างไร ให้เกิดประสิทธิผล และมันเป็นสังคมยุคใหม่จริง ๆ ที่วันนี้โลกข่าวสารทั้งโซเชียล (Social) ก็ดี ที่มีเฟกนิวส์ (Fake news) มีทั้งบิ๊กดาต้า (Big Data) ที่จำเป็นทั้งหลายทั้งปวง จะต้องเกิดการวางรากใหม่ทั้งหมดจะทำอย่างไร ท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงพาณิชย์ได้ชี้แจงไปแล้วเรื่องของการแก้ปัญหา อยากฟังท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังได้ช่วยดูแลในเรื่องภาคหอการค้า ภาคอุตสาหกรรม แล้วก็รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงอุตสาหกรรมได้พูดถึงเรื่องของการสนับสนุนดูแลเรื่องการส่งออก เรื่องค่าเงินบาท ซึ่งวันนี้แข็งตัวมาก อย่างนี้เป็นต้น ผมคิดว่าสิ่งเหล่าเป็นสิ่งที่ประชาชนเขาฝากมาครับ ว่าเขาอยากเห็นการอภิปรายนโยบายรัฐบายให้ลงรายละเอียดแบบนี้ อันนี้ฝากไปยัง ท่านรัฐมนตรีว่า เดี๋ยวถ้ามีจังหวะห้วงเวลาท่านช่วยอธิบายลงรายละเอียด แทนที่จะตอบคำถามหรือต้องโต้ไปโต้มา ขณะเดียวกันก็ต้องขออนุญาตฝ่ายค้านและทุกท่านเรื่องคุณสมบัติ เรื่องแก้รัฐธรรมนูญ ซึ่งความจริงรัฐบาลได้ใส่ไว้ในเรื่องนี้ ผมกราบเรียนว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่แก้ได้ครับ รัฐธรรมนูญ แต่ถามว่าแก้เมื่อใด แก้วันใดจึงเหมาะสม ผมคิดว่าต้องพูดกันในระยะยาว รัฐธรรมนูญฉบับนี้หลายท่านอาจจะพาดพิงว่า ส.ว. ซึ่งผมเป็น ส.ว. แล้วก็พยายามที่จะอดทน อดกลั้น ส.ว. ก็เป็นส่วนหนึ่งของสภา รัฐธรรมนูญนี้เขียนในบทเฉพาะกาลให้เราเข้ามา มีส่วนร่วมในการปฏิรูปประเทศ รัฐธรรมนูญเขียนให้เรามามีส่วนร่วมในการเลือก นายกรัฐมนตรีตามบทเฉพาะกาลเท่านั้นครับ ประเทศเดินหน้าไปได้จากนี้ ส.ว. ชุดนี้ ก็หมดไปครับ ต้องให้ความเป็นธรรมกับเราด้วยนะครับที่ท่านอภิปรายพาดพิงหลายครั้ง หลายหน ผมสะท้อนความรู้สึกของเพื่อนสมาชิกมาอธิบายกับท่านด้วยว่า เมื่อเราเป็นสภาแล้ว ไม่ว่าจะมาจากการสรรหาแบบ ส.ว. ๒๕๐ ท่าน ซึ่งท่านประธานผมก็มาจากการสรรหา ของ ส.ว. ด้วยนะครับ ต้องฝากให้ช่วยกันพิจารณาที่จะทำงานร่วมกันด้วย สภาผู้แทนราษฎร ๕๐๐ ท่าน จะมาจากพรรคใดก็ตามผมก็เห็นว่ามาด้วยกระบวนการการเลือกตั้งแล้ว วันนี้ต้องทำงานร่วมกัน อยากเห็นการอภิปราย อยากเห็นการเดินหน้าในการทำงานร่วมกันไป เพื่อไม่ให้เกิดเหตุสะดุดอีก เพราะฉะนั้นที่รัฐบาลเขียนไว้ในเรื่องเร่งด่วนเรื่องแก้รัฐธรรมนูญนี่ ผมไม่ได้ขัดครับ แต่ผมคิดว่าจังหวะที่ยังไม่เหมาะสมนั้นยังมีอีกหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น เรื่องของการต่อยอดให้รัฐบาลเดินหน้าไปก่อน เศรษฐกิจปากท้องของพี่น้องประชาชน กำลังรออยู่ เงินในกระเป๋าแฟบ ภัยแล้งกำลังเกิดขึ้น ราคาสินค้าการเกษตรตกต่ำ เศรษฐกิจ โลกมีปัญหา ไทยต้องสู้ได้ เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องให้โอกาสมีฮันนีมูน พีเรียด (Honeymoon period) ให้รัฐบาลก่อนครับ อย่างน้อย ๖ เดือน ที่เหลืออีก ๖ เดือน ครบ ๑ ปี ท่านแสดงผลให้ประชาชนทราบ แล้วจากนั้นผมคิดว่าท่านนายกรัฐมนตรีที่มี พรรคร่วมรัฐบาลก็อยากพูดเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญค่อยมาพูดกัน เพราะรัฐธรรมนูญแก้ได้ มีแบบแก้ง่าย มีแบบแก้ยาก และมีแบบแก้ไม่ได้ ส่วนไหนที่แก้ยากท่านจะเสนอก็ต้องไปถาม ประชามติ อย่างไรก็ตามในช่วง ๕ ปีแรกผมคิดว่าในฐานะ ส.ว. ต้องพูดแทนนี่ก็ต้องมาทำหน้าที่ ร่วมกับท่าน เพราะฉะนั้นการให้เกียรติซึ่งกันและกันในการร่วมทำงานในสภานี้เป็นสิ่งสำคัญ
สุดท้ายครับท่านประธานครับ ผมมีความหวัง และยังเชื่อมั่นว่าสังคมนั้น มีความคาดหวังต่อรัฐบาล ต่อสภาแห่งนี้ในการเดินหน้าขับเคลื่อนประเทศต่อ แม้ว่า สภาผู้แทนราษฎร รัฐบาลอาจจะมีเสียงปริ่มน้ำ อาจจะมีเสียงก้ำกึ่ง วุฒิสภาที่มาจากการ สรรหาก็เป็นส่วนหนึ่งที่จะมาช่วยโดยเฉพาะเรื่องของการปฏิรูปใน ๕ ปีเท่านั้น ถ้าประเทศ เดินหน้าต่อไปได้จาก ๕ ปีที่แล้วซึ่งเคยเกิดปัญหามา ๑๕ ปีก่อนหน้านั้น แล้วเดินต่ออีกไปได้ อย่างน้อย ๕ ปี รัฐบาลนี้อยู่ ๔ ปี แล้วท่านนายกรัฐมนตรีกับคณะรัฐมนตรีเดินหน้า มีประสิทธิผลไม่ทุจริตคอร์รัปชัน โปร่งใส ประชาชนมีส่วนร่วม เห็นเป็นรูปธรรมและทำให้เกิด ความเข้าใจในสังคมได้ ผมเชื่อว่าสังคมโลกก็จะให้โอกาสประเทศไทย สภาแห่งนี้ต้องร่วมมือ กันครับ ผมเรียกร้องว่าถ้าท่านร่วมมือกันแล้วเดินหน้าประเทศไปได้นี่ ท่านนายกรัฐมนตรี จะพาประเทศไทยสู่ศตวรรษที่ ๒๑ ซึ่งผมเชื่อว่าเราต้องรับมือและต้องเดินไปให้ได้จริง ๆ แล้วเราต้องไม่ย้อนกลับอีก ประวัติศาสตร์บอกแล้วว่า ๑๔-๑๕ ปีเราเสียเวลาไปมากแล้วกับ ความขัดแย้ง ผมเชื่อว่าเหตุการณ์เหล่านั้นจะไม่เกิดขึ้นอีกถ้าพวกเราร่วมมือกัน ก็ขออนุญาต เป็นกำลังใจ ต้องถือว่าวันนี้มาเป็นกำลังใจนะครับ แต่ทำหน้าที่ในฐานะ ส.ว. ที่จะตรวจสอบ การทำงานของรัฐบาลด้วย ก็ถือว่าช่วยพี่น้องประชาชนในการช่วยกันทำงาน แล้วก็เรื่องใด เป็นเรื่องที่ชมผมก็จะชื่นชม เรื่องไหนที่เป็นเรื่องที่ต้องติก็จะต้องติจริง ๆ ครับ แล้วผมคิดว่า ความโปร่งใส การให้ประชาชนมามีส่วนร่วมจะทำให้ท่านได้รับการชื่นชม และผมเชื่อว่า ท่านนายกรัฐมนตรีได้เสียสละพาบ้านเมืองมาได้ขนาดนี้ แล้วท่านสมาชิกทุกท่านก็จะร่วมมือกัน ต่อไปครับ อยากเห็นบรรยากาศ ขออนุญาตเรียกร้องนะครับ ในการเดินหน้าสภาวันนี้ ต่อไปนี้ขออนุญาตท่านประธานว่าช่วยกันเดินหน้าไปเถอะครับ เพราะว่าท่านนายกรัฐมนตรี ได้แถลงนโยบายต่อสภาเรียบร้อยแล้ว ความจริงถ้าหยุดการประชุมไปก็ไม่ได้หมายความว่า ท่านจะไม่มีความพร้อมในการทำงาน ท่านทำได้เลยนะครับ เพียงแต่ว่าภาพที่เคยเห็นมาตลอด ว่าสภาบางครั้งต้องปิดประชุมนายกรัฐมนตรี ๒ คนแถลงต่างที่ ต่างกรรม ต่างวาระ แล้วใช้เวลา แป๊บเดียวแล้วหนีออกจากสภา ผมไม่อยากเห็นบรรยากาศอย่างนั้นเกิดขึ้นอีก สภาแห่งนี้ อยากเห็นความร่วมมือทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้านทำหน้าที่แถลง ๒ วันตามที่ท่านประธานรัฐสภา กำหนด เราก็เดินหน้าประเทศได้ สังคมก็ไม่เกิดความขัดแย้ง ประชาชนก็จะมีความหวัง ก็ขออนุญาตใช้เวลาเพียงเท่านี้แล้วฝากความหวังกับท่านสมาชิกรัฐสภาทุกท่าน กราบขอบพระคุณครับ
ขอบคุณมากครับ เชิญท่านรอง นายกรัฐมนตรี เชิญครับ
ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรตินะครับ ผมต้องขออนุญาตขอบคุณท่าน ส.ว. สมชาย แสวงการ ที่ท่านได้กรุณาขึ้นมากล่าวให้กำลังใจทุกคนในการทำงานร่วมกันนะครับ ผมก็นั่งฟังตั้งแต่เช้าถึงขณะนี้ จริง ๆ แล้วคนที่อภิปรายหลายท่านผมก็ได้รู้จัก คือถ้าไม่เหลือบ่ากว่าแรงเราก็ยินดีรับฟังอยู่แล้วนะครับ ในทุกคำอภิปราย ในทุกคำวิจารณ์ ในทุกคำติเตียน ผมน้อมรับในฐานะที่เคยดูแลสิ่งเหล่านี้มา ๔-๕ ปีที่ผ่านมา จะรับไว้สำหรับ ประกอบการทำงานในอนาคตข้างหน้า แต่ผมอยากจะเรียนอย่างหนึ่งนะครับท่าน ผมเคยอยู่ในการเมืองตั้งแต่สมัยโน้น คุณพี่สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ผมก็คุ้นเคยกันนะครับ เราอยู่ในพรรคไทยรักไทยร่วมกัน ๖ ปี มันก็ไม่ใช่ของง่ายตั้งแต่หลังมีวิกฤตการณ์ ต้มยำกุ้ง ผมเรียนท่านอย่างหนึ่งเลยว่า การบริหารราชการแผ่นดินโดยเฉพาะอย่างยิ่งบริหาร เศรษฐกิจของประเทศมันไม่ใช่ของง่ายเลยนะครับ เมื่อเช้านี้ท่านบอกว่าสิ่งสำคัญก็คือว่า ๑. เรื่องนโยบาย ๒. คือคนที่จะขับเคลื่อน แต่จริง ๆ แล้วปัญหาเมืองไทยมันมากกว่า การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า มันมีปัญหาอย่างที่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติท่านได้กล่าวไว้ มันเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างจริง ๆ ซึ่งถ้าไม่เปลี่ยนแปลงมันโอกาสที่จะทำให้ทุกอย่างดีขึ้น มันก็ไม่ง่ายอย่างที่เราคิด ๆ กัน สมัยที่เกิดวิกฤตต้มยำกุ้งเราใช้เวลา ๔ ปีอย่างน้อย จาก ๖ ปี ที่ผมอยู่ตอนนั้นกว่าจะฟื้นฟูวิกฤตต้มยำกุ้งขึ้นมาได้ แล้วรัฐบาลในสมัยนั้นก็ต้องการ เปลี่ยนแปลงประเทศให้ดีขึ้น แต่โอกาสในการขับเคลื่อนยากมากเพราะว่า
ประการที่ ๑ การขับเคลื่อนต้องมีนโยบายระยะยาว ลงพื้นฐานที่แข็งแกร่ง มันถึงจะยั่งยืนได้ แต่ว่าการเมืองระบบรัฐสภาของเราแป๊บเดียวก็เลือกตั้ง แป๊บเดียวรัฐบาล ก็ล่ม ฉะนั้นนโยบายส่วนใหญ่มันก็เลยออกมาเชิงที่ค่อนข้างจะระยะสั้นเพื่อเรียกร้องคะแนน นิยม โอกาสจะทำหลาย ๆ สิ่งยากมาก ฉะนั้นใน ๖ ปีที่เสียไปนี่นะครับ ทำได้อย่างเก่งก็คือ ฟื้นฟูประเทศหลังต้มยำกุ้ง แต่เคยมีความพยายามหลายครั้งที่จะลงทุนในเมกะโปรเจกต์ (Megaproject) ผมจำได้เลยว่าในช่วงท้ายของสมัยนั้นได้มีการเรียกประชุมทูตทั่วโลกมาที่ ตึกนารีสโมสร เพราะต้องการลงทุนในเมกะโปรเจกต์ (Megaproject) เพราะเรารู้ว่าเรา ล้าหลังไปมาก แต่ไม่ทันการณ์ มันก็เกิดมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเกิดขึ้นมา ผมหายไป ๑๐ ปี ผมเข้ามาอีกครั้งหนึ่งเพราะว่าท่านนายกรัฐมนตรีประยุทธ์ท่านให้ผมมาช่วยเป็น ที่ปรึกษาท่านนะครับ ผมเรียนท่านอย่างนี้นะครับว่า อันนี้ไม่มีการว่ามาพาดพิงถึงใครนะครับ ในช่วงเวลาปีที่ผมเข้ามาเป็นที่ปรึกษาของ คสช. ท่านประยุทธ์ ผมเรียนท่านว่าเศรษฐกิจ ในขณะนั้นไม่ดีนะครับ ผมเรียนท่านว่าถ้าเหมือนชีพจรมันเต้นแผ่วนะครับ มันไม่แผ่ว ได้อย่างไร ในยุคก่อนหน้าที่ คสช. เข้ามา ท่านลองหลับตานึกภาพดูว่ามันเป็นอย่างไร บ้านเมืองมันก็จลาจลวุ่นวายนะครับ อย่าไปโทษเลยว่าฝ่ายไหนเป็นฝ่ายผิด หลังจากนั้น ก็มีน้ำท่วมใหญ่เกิดขึ้นมา ความเสียหายมหาศาลเลย แต่เราไม่โทษใคร มันเป็นสิ่งที่เราถือว่า เป็นโชคร้ายของประเทศไทย แต่หลังจากนั้นเพียงปีหนึ่งหลังน้ำท่วมใหญ่ จีดีพี (GDP) มันขึ้นไปถึง ๗.๒ เปอร์เซ็นต์ เพราะว่าปีที่เกิดน้ำท่วมใหญ่นั้นมันติดลบมันหดตัว แต่หลังจากนั้นจาก ๗.๒ เปอร์เซ็นต์ มันลงมาเหลือแค่ ๒.๗ เปอร์เซ็นต์ มันลงมาเหลือแค่ ๑ เปอร์เซ็นต์ แล้วมันลงมาติดลบที่ ๐.๔ เปอร์เซ็นต์ ในไตรมาส ๑ ของปี ๒๕๕๗ ก่อนที่ คสช. จะเข้ามา เงินเฟ้อนี่ต่ำกว่า ๐ ในขณะนั้น หมายความชีพจรมันแผ่ว ความมั่นใจทั้งหลายไม่มีเหลือแล้ว นักท่องเที่ยว ที่เราว่ากันหลีกเลี่ยงเมืองไทย เพราะว่ามันเกิดความไม่ปลอดภัยและประเทศ ก็บอกว่าแนะนำให้นักท่องเที่ยวหลีกเลี่ยงการมาเมืองไทย การส่งออกขณะนั้น ก็หดตัวตลาดโลกไม่ค่อยดีเลยครับ หดลงไป ๓ เปอร์เซ็นต์บ้าง ๒ เปอร์เซ็นต์บ้าง นี่เป็นธรรมชาติ แต่การหดตัวนั้นผมจะเรียนท่านเลย เมื่อสักครู่นี้สมาชิกท่านหนึ่ง ได้กล่าวขึ้นมา ปัญหามันใหญ่กว่าที่คิดนะครับ ไม่ใช่ว่าง่าย ๆ ที่จะมาแก้กัน เรื่องของการลงทุน น้อยมาก เพราะว่าใครจะมาลงทุนในขณะนั้น พื้นถนนก็มีแต่ม็อบ ความปลอดภัย ไม่มี เศรษฐกิจถดถอย ที่เมื่อเช้าพี่สมพงษ์บอกว่า เราเป็นซิก แมน ออฟ เอเชีย (Sick man of Asia) ใช่ไหมครับ ตอนนั้นเป็นเรียล ซิก แมน (Real sick man) เลยท่านผมจะบอกให้รู้ แต่ผมไม่โทษใครนะ ขณะนั้นเวลาที่เขาพูดถึงซิก แมน ออฟ เอเชีย (Sick man of Asia) เขาหมายถึงประเทศจีน ประเทศจีนซึ่งสมัยก่อนลำบากยากเข็ญ ติดยากันทั้งประเทศ ติดฝิ่น แต่หลังจากนั้นเขาไล่มาสู่ที่ประเทศฟิลิปปินส์ แต่วันที่เขาเรียกเราว่าเป็นซิก แมน ออฟ เอเชีย (Sick man of Asia) คือวันที่ประเทศฟิลิปปินส์เขาบอกว่าเขาฟื้นแล้วในขณะนั้น ตอนนั้น เมืองไทยสับสนวุ่นวายมาก นั่นละครับ ซิก แมน ออฟ เอเชีย (Sick man of Asia) ฉะนั้น ถ้าวันนั้นสภาพการณ์เป็นอย่างนั้น ท่านลองนึกดูว่าเมืองไทยมีอนาคตหรือไม่ ไม่มีใครอยากเป็น เมื่อสักครู่ท่านสมชายบอกแล้วว่ามันเกิดจากการทะเลาะกัน มันตีกัน มันไม่เข้าใจกัน ทุกอย่าง มันเกิดความจลาจลไปหมดเลย แต่หลังจากนั้นท่านบอกว่า ๕ ปีที่ผ่านมาไม่มีอะไรดีเลย เละเทะจริงหรือเปล่า ผมไม่โต้เถียงท่านนะครับ จะว่าเละเทะก็เละเทะ ประวัติศาสตร์จะเป็น เครื่องชี้นำเลยว่าใครผิด ใครถูก ตอนที่เข้ามาผมประกาศกับทีมเศรษฐกิจ ซึ่งวันนี้หลายคน ไม่ได้เข้ามาในนี้ เขาไม่มีโอกาสพูด ผมพูดแทนให้ วันนั้นผมประกาศว่ามีอยู่ ๒ อย่าง ที่เราต้องการทำ ๑. จะให้เศรษฐกิจตกต่ำอย่างนั้นไม่ได้ ติดลบอย่างนั้นไม่ได้ เพราะว่า ความมั่นใจหายไปมันดึงขึ้นมายากมาก ฉะนั้นสิ่งที่พยายามทำในช่วงปีแรกก็คือว่ากระตุ้น เศรษฐกิจ ถ้าไม่จำเป็นก็ไม่อยากจะกระตุ้น มันใช้เงินใช้ทอง ทุกมาตรการไม่ว่าจะเป็นของ รัฐบาลเก่า รัฐบาลใหม่ ผมใช้ทั้งนั้น ผมเรียนท่านนายกรัฐมนตรีท่านนายกรัฐมนตรีอนุมัติ กองทุนหมู่บ้านตอนนั้นใคร ๆ ก็บอกว่าต้องยุบทิ้ง ท่านนายกรัฐมนตรีไม่ยุบ เพราะว่ากองทุน หมู่บ้านนั้นคือกระดูกสันหลังที่แข็งแรงมากในประเทศของเรา ไม่มีใครเป็นเจ้าของ คนไทย เป็นเจ้าของ ในขณะนั้น ๓๐ บาท ไม่เลิก เพียงแต่ว่าจะต้องพัฒนาให้มันดีขึ้น จำนำข้าว เลิกแน่ ไม่ใช่เพราะมันไม่ดี แรก ๆ มันใช้ได้ หลัง ๆ มันเพี้ยน เกินไป เกินจนกระทั่งข้าว มันเต็มโกดัง ๑๗ ล้านตัน กดดันให้ราคาข้าวตกต่ำทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย อันนี้ เป็นเรื่องที่มันเกิดขึ้นมาแล้วมันน่าเศร้า แต่หลังจากนั้นรัฐบาลก็พยายามทำงาน ผมได้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังที่ดี ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมที่ดี แล้วก็มีเพื่อนร่วมงานดี ๆ หลายคนเลยทีเดียว พยายามอย่างหนักจริง ๆ แล้วผลเป็นอย่างไร ท่านก็เห็นตัวเลขอยู่แล้วว่าเป็นอย่างไร เมื่อสักครู่นี้สมาชิกท่านหนึ่งก็ได้กล่าวขึ้นมาแล้ว จาก ๑ เปอร์เซ็นต์ เป็น ๓ เปอร์เซ็นต์ ไล่ขึ้นไปถึง ๔ เปอร์เซ็นต์ ปี ๒๕๖๑ ไตรมาส ๑ ๔.๘ เปอร์เซ็นต์ท่าน แต่อันนี้ไม่ใช่คุย แล้วก็ไม่ได้ดีใจ ผมเคยประกาศพูดให้สัมภาษณ์บอกว่า อย่าฝันเลยว่ามันจะได้เกิน ๕ เปอร์เซ็นต์ หรือจะยืนอยู่อย่างนี้ได้ถ้าท่านไม่ปฏิรูป มันจะยืนอยู่ได้อย่างไรท่านครับ ท่านดูสิ ส่งออกไม่ใช่ว่าเพิ่งจะมาตกตอนนี้นะ ขึ้นมาสูงมากเลยในช่วงปี ๒๕๖๑ เกินดุล ตั้งเท่าไร แต่ว่าพอเศรษฐกิจโลกไม่ดีเท่านั้นเอง ติดลบทันที สมัยโน้นรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ที่ก่อนหน้านี้ก็เหมือนกันไปได้ดี ถึงเวลาเศรษฐกิจโลกไม่ดีติดลบทันที ไม่ติดลบได้อย่างไร ท่านไปดูตัวเลขสินค้าซึ่งเราส่งออกสิ ชิ้นส่วนยานยนต์ ชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ สินค้าเกษตร พื้นบ้านธรรมดานี่ละ ปิโตรเคมีเคิล (Petrochemical) มีอยู่ ๔-๕ อย่างนี่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา พอมาถึงครั้งนี้เจ็บหนักเพราะอะไร เพราะประเทศจีนกับประเทศสหรัฐอเมริกามีปัญหากัน ซัปพลายเชน (Supply Change) สมัยนี้ไม่เหมือนสมัยก่อนซัปพลาย เชน (Supply Change) ไปทั้งเอเชีย ไปทั้งโลก สินค้าเหล่านี้ที่ผมเอ่ยชื่อขึ้นมาเป็นสินค้าหลักของประเทศจีน อิเล็กทรอนิกส์ พวกนี้ประเทศจีนทั้งนั้น เราเป็นซัปพลาย เชน (Supply Change) ของเขา ท่านดู ประเทศสิงคโปร์ไตรมาสที่ผ่านมา สินค้าซึ่งไม่ใช่น้ำมันติดลบถึง ลบ ๑๗ เปอร์เซ็นต์ ประเทศสิงคโปร์เป็นอย่างนี้ต่อ ๆ ไปตีลังกาเหมือนกัน ฉะนั้นปัญหาสินค้าของเรามีอยู่ไม่กี่อย่าง เป็นสินค้าที่แอสเซมบลี ไลน์ (Assembly line) กินแค่ส่วนต่าง การที่มารับจ้างผลิต สินค้า เกษตรของเราก็เป็นสินค้าเกษตรดิบ ๆ ไม่เคยยกระดับ ไม่เคยเกรเชียส (Gracious) เทคโนโลยี สิ่งเหล่านี้อยู่ ๆ จะให้ดีขึ้นมาเป็น ๕ เปอร์เซ็นต์ เอาที่ไหนมาได้ เพราะ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ของ จีดีพี (GDP) คือการส่งออก คือเน็ต (Net) ส่งออกนี่ละ ท่านลองดูสิว่านอกจากส่งออกแล้วมีอะไร ท่องเที่ยว ถ้าท่านมีแต่ต่างประเทศมานั่งอาบแดดอยู่ทุกวันนี้ผมถามว่าคนไทยได้ประโยชน์ อะไร สิ่งแวดล้อมเสียหมด ทางเดียวก็คือต้องปฏิรูปการท่องเที่ยวว่าจะทำอย่างไรให้สามารถ สร้างรายได้ไปถึงทุกหมู่บ้านได้ สามารถรักษาสิ่งแวดล้อมได้ อันนี้คือสิ่งที่ต้องปฏิรูป ร่วมกันใช่หรือไม่ การลงทุนผมถามท่านหน่อยว่า ก่อนหน้าที่เกิดรัฐประหารคนหนีการลงทุน ทั้ง ๆ ที่เมืองไทยน่าลงทุนจะตายไป แต่ ณ จุดนั้นคู่แข่งเรามาแล้ว ประเทศเวียดนามเอย ประเทศพม่าเอย มาแรงมากตอนนั้น ประเทศฟิลิปปินส์เอย ผมถามท่านว่าเรากินบุญเก่า ประเทศมา ๓๐ ปี ตั้งแต่สมัยป๋าเปรมนะ แหลมฉบัง มาบตาพุด ไม่เคยมีการเปลี่ยนแปลง อะไรเลยในช่วงเวลา ๓๐ ปีที่ผ่านมา ถ้าท่านไม่สร้างสิ่งใหม่ ๆ ที่สามารถจูงใจให้นักลงทุน ต่างประเทศมาที่เมืองไทยได้ จะมีทางได้อย่างไรที่อยู่ ๆ จะให้เขาเข้ามาลงทุนในเมืองไทย เรามีอะไรดีกว่าประเทศเวียดนาม ดีกว่าประเทศพม่า ค่าแรงเราก็แพงกว่าเขา เทคโนโลยี เราก็ครึ่ง ๆ กลาง ๆ ถ้าคุณไม่ปฏิรูปประเทศไทยจะมีอะไรที่จะพัฒนาเข้ามาได้ ที่ซ้ำร้ายที่สุด ก็คือว่าอนาคตข้างหน้าขณะนี้อย่างที่ท่านกล่าวมาแล้วในหนังสือที่แจกนโยบาย สังคมเปลี่ยน เทคโนโลยีเปลี่ยน พฤติกรรมคนเปลี่ยน การผลิตเปลี่ยน การค้าเปลี่ยน แล้วถ้าเราไม่เปลี่ยน ตามสิ่งเหล่านี้ให้ทัน ท่านคิดว่าเราอยู่ได้หรือไม่ อันนี้เป็นเรื่องที่หนักใจมากในบรรดา คนที่ทำงานอยู่นะครับ อันนี้ก็เรียนตามความสัตย์จริง แต่เราก็พยายามวางรากฐานเอาไว้ว่า เราไม่ใช่แค่ว่าเห็น จีดีพี (GDP) โตแล้วก็ดีใจ เราพยายามวางรากฐานเพื่อการเปลี่ยนแปลง ในสิ่งเหล่านี้ ข้อแรกเลยทีเดียว เรื่องความเหลื่อมล้ำ ความเหลื่อมล้ำถ้ามีมากอยู่ไม่ได้ สังคมตีกัน เพราะคนจนเวลาจนมาก ๆ แล้ว เขาจะไม่ฟังเหตุผลแล้ว หยิบเบี้ยใกล้มือ จะเอาเงินนี้ไว้ก่อนแล้ว ผมถามท่านจริง ๆ เถอะ ในช่วงที่ผ่านมา ๔ ปี ๕ ปีนี้ ถ้าท่านเป็นธรรมกับรัฐบาลสักหน่อยหนึ่ง ข้าวราคาก็ตกต่ำ สินค้าเกษตรทั่วโลกตกต่ำทั้งนั้น ข้าวแย่กว่าเพื่อนเพราะว่ามีแรงกดดันจากข้าวในสต๊อก (Stock) มหาศาลทีเดียว เราจะไม่โทษว่า ใครทำอะไรไว้ ใครทำอะไรไว้ก็เป็นเรื่องของกรรมของแต่ละคน ยางตั้งแต่เราอยู่ สมัยพรรคไทยรักไทยนั่นละ ปลูกยางกันทั้งประเทศ ภาคอีสานก็ปลูก ภาคใต้ก็ปลูก ภาคเหนือก็ปลูก แต่ในช่วงที่ผ่านมาผมไม่ได้บอกว่าปลูกยางไม่ดี แต่เราไม่มีการเปลี่ยนแปลง การผลิตยางให้มีแวลู แอดเดด (Value added) เพิ่มเลย ซัปพลาย (Supply) มหาศาลเลย แวลู (Value) ต่ำ จะขายให้ใคร ไปเมืองจีนทีไรขายหน้าทุกที มีงานฝากว่าขอให้ประเทศจีนซื้อ ขอให้ประเทศจีนซื้อ ผมไม่ยอมพูดง่าย ๆ ว่าจะขอให้ประเทศจีนซื้อ ผมอยากจะทำสินค้า ให้ประเทศจีนนี้ต้องซื้อ ๑๕ ปีผ่านไปตั้งแต่ที่สมัยก่อนไปดิว (Due) เรื่องประเทศจีน ๑๕ ปีผ่านมาก็ยังต้องไปขอให้ เขาซื้อข้าว ซื้อยาง ผมขายหน้าพูดตรง ๆ เพราะฉะนั้นเราต้องพยายามเต็มที่ ก่อนอื่นเลย ชาวนา ท่านก็ทราบดีเกือบ ๓๐ ล้านคน จีดีพี (GDP) ไม่ถึง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ถ้า จีดีพี (GDP) ไม่ถึง ๑๐ เปอร์เซ็นต์เขาจะเอาส่วนแบ่งที่ไหนไปได้ มันน้อยมาก เพราะฉะนั้นพอเป็นอย่างนี้ ทางเดียวที่จะช่วยเขาได้ในระยะสั้น ทุกพรรคก็ใช้แล้วครับ พรรคเพื่อไทยใช้จำนำข้าว ทางพรรคประชาธิปัตย์ใช้ประกันรายได้ รัฐบาลที่ผ่านมาใช้วิธีเพิ่มรายได้ให้พอดี กับที่เขาคิดว่าเขาน่าจะอยู่ได้ แล้วก็พอมีพอกิน เราไม่รู้ว่าจะเรียกอันนั้นว่าอะไร จำนำ ยุ้งฉางหรือ ท่านจะเรียกอย่างนั้นก็ได้ ทุกคนเน้นไปที่เหตุการณ์เฉพาะหน้า ท่านบอกว่า เราไม่ได้ช่วยเหลือ อันนี้ไม่จริงนะครับ ผมไม่ทราบคุณลักษณ์ ธ.ก.ส. ยังอยู่ไหม รัฐมนตรี นั่งอยู่หรือเปล่า สารพัด ไม่ว่า ธ.ก.ส. ไม่ว่าเกษตร และทุกองค์กรต่างทุ่มเทไปที่คนจนทั้งสิ้น พยายามยกระดับราคาเขาขึ้นมาเท่าที่ทำได้ในขณะนั้น แต่ท่านก็ทราบราคาแค่นั้น มันไม่เพียงพอ ที่มีข่าวชาวนาฆ่าตัวตายที่จังหวัดนครปฐมมีใครดีใจบ้างไหม ทุกคน เสียใจหมด แต่มันเป็นสัจธรรมข้อหนึ่งที่บอกว่าราคาสินค้าที่เราผลิตขึ้นมานั้น ต่อให้เราช่วยเต็มที่แต่โครงสร้างทั้งระบบ ไม่ว่าปุ๋ย ไม่ว่าค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น ราคาทุกอย่าง ไม่เอื้ออำนวยเขาเลย ทำไมต่างประเทศรู้จักใช้สินค้าข้าวจากเราไปทำสินค้านานาประเภท ที่มีมูลค่าสูง ทำไมเขารู้จักแปรรูปสินค้าให้ดี ทำไมเขารู้จักสนับสนุนให้เกษตรกรเขาค้าขาย ผ่านอีคอมเมิร์ช (e-Commerce) ได้ สิ่งเหล่านี้เราพยายามเรียนรู้จากประเทศอื่น และพยายามนำเข้ามาในประเทศไทยที่เราทำอยู่ที่ผ่านมา ๔-๕ ปี สิ่งหนึ่งเลยที่เรามอง และเรากล้าทำลงไป คือเรารู้คนจนนี่จน สมัยก่อนเวลาที่เราจะช่วยเขา มันไปไม่ถึงเขา กระทรวงการคลังในขณะนั้นก็สร้างระบบพร้อมเพย์ (PromptPay) ขึ้นมา พร้อมเพย์ (PromptPay) มันมีประโยชน์ ๒ อย่างที่ยิ่งใหญ่มาก แต่ไม่เคยมีใครพูดเลยว่าสิ่งเหล่านี้มันดี
ข้อที่ ๑ มันลดต้นทุนในการทรานส์เฟอร์ (Transfer) เงินทั้งระบบ ปีหนึ่งไม่รู้ กี่หมื่นล้านบาท อันนั้นเราไม่ต้องพูดถึง
ข้ออ ๒ ก็คือว่าระบบพร้อมเพย์ (PromptPay) มันสามารถทำให้ทุกอย่าง ไปถึงมือชาวบ้านได้ ร้านค้าย่อยได้ ทั้งระบบหนีภาษีทั้งนั้น ทุกคนไม่ยอมจ่ายภาษีกัน แต่พร้อมเพย์ (PromptPay) เมื่อไปถึงแล้วคุณแค่รูดการ์ด (Card) ทุกอย่างมันก็จะอยู่ใน ระบบหมด สิ่งสำคัญก็คือว่าสวัสดิการประชารัฐที่ทำขึ้นมา มันมาคู่กับพร้อมเพย์ (PromptPay) มาคู่กับอิเล็กทรอนิกส์ ทรานส์เฟอร์ (Electronic transfer) เพราะว่าเราเรียนรู้จาก ต่างประเทศว่าวิธีการนี้มันสามารถยิงเงินตรงไปสู่ที่ที่ต้องการได้ตรง ๆ เลย ไม่มีการที่ว่า ไอศกรีมมันละลายระหว่างทาง ท่านบอกว่าสวัสดิการประชารัฐเอื้อคนรวย ผมเรียนท่าน ตรง ๆ เลยนะครับ พวกเราหลายคนเติบโตมาจากครอบครัวที่จน เรารู้ว่าความจน มันแย่อย่างไร ถ้าไม่มีการศึกษารายได้ปีหนึ่ง ๓๐,๐๐๐ บาทต่อปี มันอยู่กันได้อย่างไร ไม่ต้องพูดถึงต่ำกว่าแสนบาท ถ้า ๓๐,๐๐๐ บาท มันแค่เท่าไร ๒,๐๐๐ บาท ทั้งครัวเรือน อยู่กันได้อย่างไร เพราะฉะนั้นบัตรสวัสดิการประชารัฐทีแรกเรียกบัตรคนจน ก็โดนกระแนะ กระแหน เราเรียกว่าบัตรสวัสดิการประชารัฐ เริ่มต้นทำไมถึงให้เขาซื้อผ่านธงฟ้า เพราะขณะนั้นร้านค้ารายย่อยส่วนใหญ่ไม่มีเครื่องรูดการ์ด (Card) ไม่มีอีวอลเล็ท (e-Wallet) ไม่มีอะไรทั้งสิ้น แล้วเราก็ต้องการให้ชาวนาและเกษตรกรซื้อของที่จำเป็นเท่านั้น สินค้าที่ต้องใช้บริโภคประจำวัน แล้วเราก็มีการซัพพอร์ต (Support) เรื่องของแก๊ส เรื่องของค่าเดินทางเล็ก ๆ น้อย ๆ ท่านอย่าลืมว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ผมในอดีตเขาขี้เหนียวมากนะ ไม่ใช่อยู่ ๆ เขาจะอนุมัติง่าย ๆ แต่มันเริ่มขึ้นมาดี แล้วก็พยายามจูงใจให้ร้านค้าย่อยมีเครื่องรูดการ์ด (Card) ฉะนั้นพอหลังจากนั้นเราก็เริ่มค้าขายผ่าน ซื้อขายผ่านร้านอื่น ร้านค้าย่อย จนกระทั่ง มีการให้เงินสดเพิ่มเติมในช่วงที่เศรษฐกิจไม่ดี ค่อยเป็นค่อยไป ไม่ได้มีเจตนาแจกเงินเลย แต่เขาเหล่านั้นมีเงินปีหนึ่งแค่ ๓๐,๐๐๐ บาทเท่านั้นเอง เราต้องการประทังชีวิตของเขาให้ได้ แต่สิ่งสำคัญนะครับท่าน พวกนี้ระยะสั้นทั้งนั้น อนาคตข้างหน้าคนแก่ก็เยอะ ระบบสวัสดิการ ประเทศไทยก็ยังไม่มี แล้วท่านลองนึกดูสิว่าอะไรมันจะเกิดขึ้น ฉะนั้นหน้าที่ที่ทำมาหลายปี ที่ผ่านมาก็คือว่า จะทำอย่างไรที่จะวางรากฐานให้รับมือข้างหน้าได้ เอาเรื่องแรกก่อน เรื่องการส่งออก ท่านคิดหรือว่าส่งออกนี่หาตลาดใหม่ กระทรวงพาณิชย์เขาพยายามมา กี่ปีแล้วทุกช่องทาง เขาประชุมทุกปี ทุกคนมาถึงมีเป้า ทุกคนเจาะตลาดมา เขาพยายามมา เต็มที่ แต่ว่ามันไม่ได้ง่าย สมัยนี้มันแข่งกันสูงมาก ฉะนั้นการที่จะส่งออกได้ดี ทุกอย่างได้ดี สินค้าของเราต้องแข่งขันได้มีมูลค่าที่สู้เขาได้ ฉะนั้นถ้าคุณมีแต่อุตสาหกรรมเดิม ๔-๕ ตัว ยานยนต์ทั้งประเทศอย่างนี้ไปได้หรือ มันไม่ได้ สินค้าเกษตรที่ต้องแปรรูปยกระดับมูลค่ามัน อันนี้คือหัวใจ จะทำอย่างไร อุตสาหกรรมอื่นซึ่งเราแข่งขันได้อนาคตข้างหน้า เราถึงมี การประกาศอุตสาหกรรมใหม่ ๆ ที่ต้องการสร้างมันขึ้นมาสำหรับการส่งออกในอนาคต ข้างหน้า
การท่องเที่ยว เราประกาศว่าท่องเที่ยวต่อจากนี้ไปเราส่งเสริมการท่องเที่ยว เมืองรองเพราะอะไร เพราะการแก้ไขปัญหาความยากจนที่ดีที่สุด ข้อที่ ๑ คือว่าชุมชน จะต้องเข้มแข็ง เกษตรกร ๑ คน มันจน อ่อนแอ แต่ถ้าเขารวมเป็นชุมชนได้เขาเข้มแข็ง เมื่อเขาเข้มแข็งได้ท่านก็สามารถนำเทคโนโลยีเข้าไปได้ เอาสิ่งใหม่ ๆ เข้าไปได้ มันก็สามารถสร้างมูลค่าได้ ท่านก็รู้ว่าถ้าคนจนทั่ว ๆ ไปการเปลี่ยนแปลงทำได้ลำบาก ธ.ก.ส. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เขาก็เริ่มไปที่สมาร์ท ฟาร์มเมอร์ (Smart farmer) สมาร์ท ฟาร์มเมอร์ (Smart farmer) ไม่ใช่ว่าคนที่ฉลาดนะ แต่มันคือลีดเดอร์ โอพิเนียน (Leader opinion) คือคนที่เป็นผู้นำในหมู่บ้านเหล่านั้น ที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ กล้าเปลี่ยนแปลง เมื่อเปลี่ยนแปลงแล้วมันก็จะเกิดการกระจายไปสู่ลูกบ้าน ทั้งคอมมิวนิตี้ (Community) ทั้งสังคม ทั้งประเทศ นี่คือตัวที่ ๒ ฉะนั้นเมื่อท่านจะพยายามปฏิรูปการเกษตรให้มันดีขึ้น เอาท่องเที่ยวเข้าไปถึงหมู่บ้าน คนจะไปเที่ยวได้มันต้องมีอะไร ต้องมีเส้นทางคมนาคม เราสร้างทางถนนให้รถ ๓๐-๔๐ ปี รถไฟไม่เคยมี มีอยู่แค่ ๒๕๐ กว่ากิโลเมตร กี่สิบปี แต่รัฐบาลนี้ใช่หรือไม่ เมกะโปรเจกต์ (Megaproject) มันออกมา ออกมาอย่างน้อย ๆ รางคู่ ๗ เส้นทางแล้วอย่างน้อย จาก ๒๕๑ จะมีประมาณ ๔,๐๐๐ กิโลเมตรภายในเวลา ๕ ปี ไม่ใช่เท่านั้นนโยบายของเราก็คือว่า เอารถไฟไปที่เมืองรองด้วย ให้มันเกิดการเชื่อมโยง ระหว่างเมือง ๆ การท่องเที่ยวมันถึงจะไปถึง รถค่อยไป ถนนค่อยไปเชื่อมต่อเหมือน อย่างต่างประเทศเขา นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นใช่ไหม รถไฟฟ้าเคยเกิดไหม ตั้งแต่เกิด บีทีเอส (BTS) ขึ้นมากี่สิบปี นี่ออกมาแล้ว ๗ เส้นทางใช่ไหม แล้วเกิดอะไรขึ้นมาอีก อีอีซี (EEC) ผมเรียน ท่านตั้งแต่ตอนต้นแล้วว่า ถ้าท่านไม่มี อีอีซี (EEC) ท่านจะเอาอะไรไปขายไปสู้กับ ประเทศเวียดนาม เขาบอกว่าเขามีเขตเศรษฐกิจพิเศษของเขาที่เด่น ๆ ๓ แห่ง มีที่โฮจิมินห์ ซิตี้ มีที่ดานัง มีที่เมืองหลวงของเขา เรามีอะไร ค่าแรงแพงกว่าเขาครึ่งหนึ่ง ฉะนั้น อีอีซี (EEC) มันถึงเกิดขึ้นมา พยายามทำให้เป็นเบ้าหลอมของการนำเข้าส่งออกและเป็นแหล่งผลิต สินค้าที่มีมูลค่า และให้มันเป็นฮับ (Hub) ของภูมิภาคอันนี้ โครงการก็เลยออก จริงอยู่ โครงการเหล่านี้มันก็ต้องอาศัยเงิน เราก็พยายามคิดว่า ๑. งบประมาณ จะเซฟ (Save) งบประมาณได้อย่างไร เซฟ (Save) การกู้ได้อย่างไร ก็ออกฟิวเจอร์ ฟันด์ (Future fund) ออกมา อินฟรา ฟันด์ (Infra fund) ออกมา มันก็สำเร็จไปแล้ว ๑ โครงการ เซฟ (Save) เงินของรัฐบาลไปได้ประมาณ ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ดึงแค่โครงการเดียว เราเน้น พีพีพี (PPP) การร่วมลงทุนกับเอกชน เซฟ (Save) เงินรัฐบาลได้อีก อย่างโครงการรถไฟความเร็วสูง เชื่อมสามสนามบินที่ อีอีซี (EEC) รัฐบาลไม่ต้องจ่ายเลย เอกชนเขาต้องมาหาพวกเขามาสู้กัน ประมูลแข่งกัน เขาชนะ เขาต้องทำให้เมืองไทย สิ่งเหล่านี้นั้นจะบอกว่าเฉพาะแค่ ๓ จังหวัดได้ประโยชน์ได้อย่างไร เพราะเมื่อมี อีอีซี (EEC) แล้ว อุตสาหกรรมใหม่เราก็เกิดขึ้นที่นั่น แต่หลักการก็คือว่าเมื่อคุณเกิดอุตสาหกรรม ที่นั่นก็อย่าไปสร้างทำให้มลภาวะเป็นพิษ ให้ชาวบ้านมีส่วนร่วมด้วย ค่อยเป็นค่อยไป เริ่มต้น อาจจะมีปัญหาในการสื่อความ มันก็ต้องใช้เวลา แต่อย่างน้อยที่สุดวันนี้ ๕ โครงการใหญ่ คือแหลมฉบัง มาบตาพุด รถไฟ สนามบินอู่ตะเภา ๔ โครงการนี้มันเริ่มเดินหน้าแล้ว เหลือแค่ เอ็มอาร์โอ (MRO) หรือศูนย์ซ่อมที่ยังไม่เดินหน้า ซึ่งจะต้องไปเร่งให้มันดีขึ้น ฉะนั้น อีอีซี (EEC) มันต้องเกิด เพราะว่าสร้างจุดขายใหม่ให้ประเทศไทย สร้างแรงดึงดูดให้กับ ประเทศไทย ก็เพราะสิ่งเหล่านี้ ท่านบอกว่าสร้างเยอะแยะ สมัยก่อนไม่ได้สร้าง สมัย ๔-๕ ปีก่อน ที่รัฐบาลนี้จะเข้ามาตัวหนี้ต่อ จีดีพี (GDP) เท่าไร ครั้งนี้ล่าสุดอยู่ที่แค่ ๔๒ เปอร์เซ็นต์ ไม่ได้ สูงกว่าในอดีตเลย คำตอบมันอยู่ที่ว่าที่กู้มาลงทุนอะไรจริงจัง สร้างรายได้ในอนาคตได้หรือไม่ ถ้าสร้างได้ จีดีพี (GDP) โตขึ้นมามันก็สามารถรองรับขึ้นมาได้ สิ่งเหล่านี้ตัวเลขอินดิเคเตอร์ (Indicator) ที่สากลเขายอมรับ เราดีขึ้นทุกตัว ท่านบอกเละเทะทุกตัว ผมก็เลยต้อง ขออนุญาตพูดเห็นต่างนะครับ ซึ่งเราอยู่ในระบอบประชาธิปไตยท่านก็พูดของท่านได้ ผมก็พูดของผม แล้วก็หวังว่าถ้ามีโอกาสแลกเปลี่ยนความเห็นมากขึ้น เราก็จะเข้าใจกัน มากขึ้น ร่วมมือกันมากขึ้น ดังนั้นทุกโครงการที่ออกมาเราพยายามทำเพื่อปูรากฐาน อนาคต ข้างหน้าอยู่ที่ดิจิทัลเดี๋ยวนี้คนในชนบทที่เมืองจีนค้าขายออนไลน์ (Online) อินเทอร์เน็ต มันไปสู่เรื่องสมาร์ตซิตี้ (Smart city) การศึกษา สาธารณสุข มันผ่าน ไอโอที (IOT) ผ่าน อินเทอร์เน็ตทั้งสิ้น แล้วเราล่ะ ที่ท่านบอกว่าความเหลื่อมล้ำมันสูงมาก ผมจะบอก ให้ท่านรู้เลยว่า ถ้าเราไม่ไปสู่ดิจิทัล ไม่แก้มันตอนนี้ มันจะมากขึ้นกว่านี้อีก เพราะว่าคนที่เขา พอไปไหว เขาส่งลูกไปต่างประเทศ เขาเข้าโรงเรียนดี ๆ ความที่มันถ่างสังคมออกไปอย่างนี้ เราไม่สามารถให้มันเกิดขึ้นได้มากไปกว่านี้แล้ว ท่านยกอินเดกซ์ (Index) ขึ้นมา ซีเอส อินเดกซ์ (CS Index) ไม่มีใครเขาใช้กันหรอกครับท่าน เขาใช้จีเนียส เอฟฟิเชียน (Genius Efficient) โคเอฟฟิเชียน (Coefficient) ซึ่งทั้งเวิลด์แบงก์ (World Bank) ทั้งสมาร์ต (Smart) ทำทั้งนั้น ตัวเลขจริงคืออะไร ล่าสุดตัวจีเนียส เอฟฟิเชียน (Genius efficient) ของเราอยู่ที่ประมาณ ๐.๓ หรือ ๐.๖ ใกล้เคียงกับประเทศอังกฤษ ประเทศสหรัฐอเมริกา ๐.๔ ยิ่งเข้าใกล้ ๑ แปลว่ายิ่งเหลื่อมล้ำมากขึ้น แต่ผมไม่ได้มาโทษว่า เอฟฟิเชียน (Efficient) อะไรก็แล้วแต่ ปัญหาคือว่าเราพูดถึงบอตทอมไลน์ (Bottom Line) มัน พื้นฐานมัน เกษตรกรมีเยอะ แต่เขาจน สินค้าเราแข่งไม่ได้ ไม่มีมูลค่า กฎหมาย กฎระเบียบของเรายังค่อนข้างอืด ล้าสมัย ถึงแม้เราจะพยายามแก้ไขไปเยอะแล้ว เรื่องการลงทุนก็พยายามสร้างสิ่งจูงใจลงทุนใหม่ ๆ ท่านบอกว่าลงทุนไม่ดี ตัวเลขมันออกมา ปีแรกที่เข้ามานี่มีเงินเข้ามา ขอแอปพลาย (Apply) ประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท วันนี้ล่าสุดประมาณ ๘๘๐,๐๐๐ ล้านบาท มูลค่า ๔-๕ ปีที่ผ่านมา เกือบ ๓๓ ล้านล้านบาท ตัวเลข บีโอไอ (BOI) ท่านยืนยันกับ บีโอไอ (BOI) ได้เลย ที่สำคัญ ก็คือว่าที่มาลงทุนใน อีอีซี (EEC) มันเยอะมาก ฉะนั้น อีอีซี (EEC) เป็นตัวผลพวงซึ่งช่วยให้ เราดึงดูดนักลงทุนได้ จังหวะเวลานี้ไม่มีใครพูดถึงเลยคือเรื่องต่างประเทศ ที่ผ่านมา ๔-๕ ปีนี้ เราให้ความสำคัญเรื่องนี้สูงมาก ทุกคนในคณะรัฐมนตรี ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวง การต่างประเทศเดินทางเป็นว่าเล่น ท่านก็รู้ ประเทศจีนพลังมหาศาลที่ลงมา ประเทศจีน ลงมาเขาต้องการใช้ เบลต์ แอนด์ โรด (Belt and Road) ใช่หรือไม่ครับ ท่านก็ทราบดี และขณะนี้เขาต้องการเอาเบลต์ แอนด์ โรด (Belt and Road) ลงใต้ เพราะมันจะเห็นผล มากที่สุด ลงมาอาเซียน (ASEAN) ก็เพราะดัชนีเศรษฐกิจที่มันดีขึ้น ๆ นี่ละ ความสงบ ที่เรามีนี่ละที่ทำให้ประเทศจีนเลือกเราเป็นศูนย์กลาง เขาใช้ จีบีเอ (GBA) มีฮ่องกง มาเก๊า แล้วก็กวางตุ้งเป็นหัวหอกในการนำเงินลงทุนมาทางอาเซียน (ASEAN) เขาจะเลี้ยวซ้าย ไปประเทศเวียดนามก็ได้ เลี้ยวขวาไปประเทศพม่าก็ได้ ตรงมาที่ประเทศไทยก็ได้ หรือจะลง ไปที่ประเทศอินโดนีเซียก็ได้ แต่ทำไมเขาประชุมกันที่ปักกิ่ง ประเทศญี่ปุ่น ประเทศจีน จะขอลงทุนในเมืองไทยเป็นแห่งแรก ไปที่ อีอีซี (EEC) ระบุเลยนะครับ อีอีซี (EEC) นี่คือโอกาส ที่เราสร้างขึ้นมาใช่ไหม แล้วถ้าไม่มีสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นมาเขาจะมาหรือไม่ ทำไมเราเป็นประธาน แอ็กเมกส์ (ACMECS) ซีแอลเอ็มวี (CLMV) ทำไมเราเป็นคนที่สามารถสร้างมาสเตอร์แพลน (Master plan) ร่วมได้ ขณะนี้เราพยายามจูงใจให้ประเทศจีนมาใช้เราเป็นฐานในการเจาะเข้าไปใน ซีแอลเอ็มวีที (CLMVT) มันมีโอกาสทั้งนั้นอยู่ที่ว่าเราสามารถสร้างสทอรี (Story) ของเราได้ไหมให้เขา เชื่อใจเรา เราเป็นประธานอาเซียน (ASEAN) ทุกคนบอกว่าเราคือเพชรของอาเซียน (ASEAN) เราคือหัวใจของซีแอลเอ็มวี (CLMV) ตอนที่ประเทศไทยมีปัญหาประมาณ ๖-๗ ปีที่แล้ว ผู้นำบางประเทศ ผมพูดได้เลยว่าท่านฮุนเซนบอกว่า โฮลด์ (Hold) มากกับ เมืองไทย ถ้าเมืองไทยแก้ปัญหาไม่ได้ อาเซียน (ASEAN) จะมีปัญหาใหญ่เลย เพราะเราคือ ศูนย์กลางของอาเซียน (ASEAN) นี่คือความพยายามทั้งหมด และถ้าท่านบอกว่าไม่ดี ทำไม เวิลด์แบงก์ (World Bank) ออกรีพอร์ต (Report) เดือนเมษายน ยกย่องให้ประเทศไทย เป็นตัวอย่างของการพัฒนาจากประเทศด้อยพัฒนาขึ้นมาสู่ถึงระดับนี้ แต่เขาเตือนเราว่า เราต้องปฏิรูป ปฏิรูปการศึกษา ปฏิรูปคน ปฏิรูปทุกอย่างที่มันยังเป็นอุปสรรคอยู่ นี่ละผมถึงบอกว่าเราต้องเน้นเรื่องการปฏิรูป เราไม่ดีจริง ไอเอ็มดี (IMD) ยกระดับ ความสามารถเราทีเดียว ๕ อันดับ จาก ๓๐ มาอยู่ที่ ๒๕ ได้อย่างไร ถ้าเราไม่พยายาม ลดขั้นตอนในการดำเนินธุรกิจที่มันเป็นขวากหนาม อีส ออฟ ดูอิ้ง บิสซิเนส อินเดกซ์ (Ease of doing business index) ของเวิลด์แบงก์ (World Bank) ทำไมให้เราขึ้นมาดี ขนาดอย่างนั้น ถ้าเราไม่ดีขนาดส่งออกถดถอยอย่างนี้ฟิทช์ เรทติ้งส์ (Fits rating) เมื่อไม่กี่วันมานี้ อัปเกรด (Upgrade) เมืองไทยจาก สเตย์โลว์ (Stay low) ไปสู่โพสิทีฟ (Positive) เพราะเขามองว่า ประเทศไทยตอนนี้ ๑. ตลาดหุ้นของคุณใหญ่เป็นที่ ๒ ในอาเซียน (ASEAN) แต่เป็นตลาดหุ้นที่แข็งแรงมาก ๆ จ่ายปันผลดี การเมืองนิ่ง กลายเป็น เซฟเฮเว่น (Safe Haven) ของนักลงทุนต่างประเทศ ที่สำคัญมีเทรดดิ้ง วอลลุม (Trading volume) มีการเรสฟันด์ (Raise fund) จากตลาดหุ้นไทยสูงที่สุด ใครอยากลงทุนในอาเซียน (ASEAN) ใน ซีแอลเอ็มวี (CLMV) ซื้อหุ้นไทยที่มีกระดานพิเศษสำหรับคนที่ไปลงทุนใน ซีแอลเอ็มวี (CLMV) แล้วอย่างนี้ท่านยังบอกอีกหรือว่าใน ๕ ปีที่ผ่านมา ไม่ได้ทำอะไร เราวางพื้นฐานให้ท่านหมดแล้ว ไม่ว่าคมนาคม ไม่ว่าดิจิทัล อินเทอร์เน็ตหมู่บ้านครบถ้วน เหลืออย่างเดียวคือต่อยอดว่าจะเอาไปใช้ในการศึกษาได้อย่างไร สาธารณสุขได้อย่างไร ไม่ได้มีไว้สำหรับเล่นไลน์ (Line) บอกอย่างนี้ผมเรียนอย่างนี้ก็เพราะว่านี่เป็นแค่จุดเริ่มต้น อนาคตยังอีกยาว แล้วต่างประเทศเขาเฝ้ามองเราอยู่ เราเป็นศูนย์กลาง ที่เขามองว่าเรามีศักยภาพสูงมาก ๆ ไม่ว่าประเทศจีน ไม่ว่าประเทศญี่ปุ่น เมื่อสักครู่นี้ ท่านรองนายกรัฐมนตรีจุรินทร์พูด เรื่องอาร์เซ็ป (RCEP) ไม่ว่าอาร์เซ็ป (RCEP) ไม่ว่า อินโดแปซิฟิก (Indo-Pacific) ไม่ว่าอะไรก็แล้วแต่ มันต้องผ่านประเทศไทยทั้งนั้น อาร์เซ็ป (RCEP) ไม่ใช่แนวความคิดใหม่เลย มันก็คืออาเซียน +๖ (ASEAN+6) ตั้งแต่ ๑๕ ปีที่แล้ว แต่วันนี้ยังเจรจาไม่จบ เพราะแต่ละประเทศมันขวางซึ่งกันและกัน แต่เราจะต้องพยายามทำให้จบ รัฐมนตรีดอนรู้เรื่องนี้อยู่แล้ว ที่สำคัญคือตัว ซีพีทีพีพี (CPTPP) ต่างหากที่ประเทศญี่ปุ่นเป็นหัวหอก ถ้าเราไม่เดินการลงทุน มันย้ายฐานแน่นอน ซึ่งเรื่องนี้เป็นสิ่งที่ท้าทายสูงมาก ๆ ทีเดียว ทั้งหมดที่พูดมานี้ ผมไม่ได้มีเจตนาที่จะคุยโม้โอ้อวดนะครับ ทุกอย่างประวัติศาสตร์มันตัดสินทั้งนั้น ถ้ามันเป็นสิ่งที่ดี มันจะอยู่แล้วก็ยั่งยืน โอทอป (OTOP) เกิดขึ้นเมื่อไร ใครทำ เดี๋ยวนี้ เป็นอย่างไร แต่ยังไม่ถึง ต้องไปอีก ต้องช่วยกันทำ เมกะโปรเจกต์ (Megaproject) เดินแล้ว สนามบินกำลังพัฒนา ทุกอย่างมันเป็นจุดที่จะดีก็ได้ ไม่ดีก็ได้ ฉะนั้นเราหวัง อย่างยิ่งว่าการทำงานของรัฐบาลกับสภาจะร่วมกันได้ หลายท่านเลยผมจะบอกให้ว่า เมื่อสักครู่ท่านบอกว่า คนไม่แน่ใจว่ารัฐบาลทำได้หรือไม่ ผมเจอนักลงทุนทุกวัน เขาถามคำเดียว นโยบายเปลี่ยนหรือไม่ รัฐบาลผสมทำงานร่วมกัน ได้หรือไม่ ผมก็ถามเขาว่าพวกคุณไม่เคยเห็นเมืองไทยมีรัฐบาลผสมหรือ จริง ๆ เรามีรัฐบาล ผสมมาตลอด แล้วก็มีกลไกของมันอยู่ มี ครม. เศรษฐกิจ ซึ่งผมแนะนำกับท่านนายกรัฐมนตรี ไปแล้วว่าควรจะมี ครม. เศรษฐกิจ เพื่อทุกคนต้องมานั่งหารือกันแล้วไปในทางเดียวกัน ขอให้ มั่นใจ ขออย่างเดียวคือว่าขอให้ไว้ใจซึ่งกันและกันนะครับ พวกผมเป็นรองนายกรัฐมนตรี ก็ต้องกำกับกระทรวง ก็จะพยายามกำกับให้มันมีความโปร่งใส ให้มันเดินไปสู่ทิศทาง ที่ถูกต้อง ฉะนั้นผมจะพูดประโยคเดียวครับว่า นาทีนี้จุดพลิกผันมันสำคัญมาก ถ้าเราผ่าน พีเรียด (Period) นี้ไปซึ่งเป็นจุดที่เราอยู่สูงที่สุดแล้ว ถ้าเราพลาดจุดนี้ไปท่านรู้ใช่ไหมครับว่า รถยนต์โตโยต้าไปผลิต อีวี (EV) ที่ประเทศอินโดนีเซีย ผมไปประเทศญี่ปุ่นครั้งล่าสุด สินค้า ไฮเทค (Hitech) มาก ๆ เครื่องมือแพทย์มันไปที่ไหน ไปที่ประเทศเวียดนาม สินค้า ครึ่ง ๆ กลาง ๆ นี่ละอยู่ที่เมืองไทย เพราะว่าเรายังไม่สามารถฝ่าด่านในการปฏิรูปนี้ได้ ผมก็หวังอย่างยิ่งว่าถ้า ๓-๔ ปีข้างหน้า ถ้าเราร่วมมือกันได้มันก็จะไปได้ดีนะครับ ผมจะพูดแค่นี้ว่าเราทุกคนถือเป็นโชคดีที่ได้มาร่วมวันนี้ ผมอายุ ๖๖ ปี จะ ๖๗ ปีแล้ว ผมไม่ได้อยากจะอยู่ต่อนะครับท่าน แต่ถ้าเรารู้ว่าเรามีโอกาสอยู่ตรงนี้ มีกี่คนที่มีโอกาสรับใช้ ประเทศชาติในช่วงอย่างนี้ ผมเป็นมาแล้วรอบหนึ่ง ๒ รอบ ครั้งนี้ถ้าเรายังมีโอกาสทำให้กับ บ้านเมืองได้มันก็น่าจะทำร่วมกัน เมื่อเช้านี้สิ่งที่ผมดีใจผมฟังมาทั้งวัน ผมเห็นนักการเมือง รุ่นใหม่หลายคนทีเดียวมันเป็นความหวังของประเทศไทยนะ ครั้งหนึ่งที่ผมเริ่มเข้าสู่การเมือง เมื่ออายุได้ ๔๗ ปี เหตุผลหนึ่งก็คือว่า เราต้องการเข้ามาเป็นตัวอย่างของคนที่พร้อม และเข้ามา ไม่ได้เข้ามาแสวงหาแต่เข้ามาทำงาน ถ้าเราเข้ามาแล้วไม่สามารถทำงานได้ รุ่นใหม่มันก็ไม่อยากจะเข้ามา แล้วเมื่อนั้นการเมืองเราก็จะเละเทะ บ้านเมืองไปไม่ได้หรอกครับ ถ้ามันเป็นอย่างนั้น ก็ขออนุญาตนะครับ ผมใช้เวลามากเกินไปสักนิดหนึ่งต้องขออภัย แล้วก็ขอบคุณอีกครั้งนะครับท่านประธาน ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับท่านรองนายกรัฐมนตรี ผมรายงานพวกเรานะครับ เพื่อจะได้รู้ตัวว่าเวลาเหลืออยู่เท่าไร เพราะว่ามีรายชื่อที่เสนอ เข้ามานะครับ ของพรรคร่วมฝ่ายค้านขณะนี้เสนอมาทั้งหมด ๓๐ ท่าน ได้อภิปรายไปแล้ว ๑๐ ท่าน เหลืออยู่ ๒๐ ท่าน คงมีเพิ่มอีกนะครับ พรรคร่วมรัฐบาลเสนอมาแล้วทั้งหมด ๑๗ ท่าน ได้อภิปรายไปแล้ว ๖ ท่าน วุฒิสมาชิกเสนอมาขณะนี้ ๑๙ ท่าน อภิปรายไปแล้ว ๔ ท่าน เวลาที่เหลือเราต้องบริหารกันเอง เพราะว่าเราตกลงกันเองนะครับ ผมไม่ได้เป็นผู้ไป สั่งให้ใครได้เท่าไร แต่ว่าเป็นผู้ควบคุมเสียงทั้ง ๓ ฝ่ายหารือกันแล้วแจ้งให้ผมทราบ เพราะฉะนั้นขณะนี้เวลาที่เหลืออยู่ไม่คิดท่านรองนายกรัฐมนตรีสมคิดเมื่อสักครู่นี้นะครับ ของรัฐบาลเหลืออยู่ประมาณ ๓ ชั่วโมง ถ้าคิดท่านสมคิดไปด้วยนี่เหลือ ๒ ชั่วโมงกว่า เพราะฉะนั้นเผื่อรัฐมนตรีคนอื่นที่ยังไม่ได้ชี้แจงด้วยครับ พรรคร่วมรัฐบาลเหลือเวลาอยู่ ประมาณ ๓.๓๒ ชั่วโมง พรรคร่วมฝ่ายค้านเหลือเวลาอยู่ ๙ ชั่วโมงนะครับ เพราะว่าได้เวลาไว้ ๑๓.๓๐ ชั่วโมง ก็เรียนพวกเราเพื่อได้เตรียมตัวเราจะได้ไม่ทะเลาะกันตอนปลายอีกครั้งหนึ่ง เพราะว่าถ้าผู้ใดพูดกินเวลาเพื่อนมากเพื่อนที่อยู่ลำดับหลังไม่ได้พูดมีปัญหา เราจะประชุมกัน คืนนี้ผมจะทำหน้าที่จนจบคืนนี้นะครับ แล้วก็พรุ่งนี้เช้าผมต้องไปเป็นกรรมการสรรหา ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ก็จะให้ท่านประธานวุฒิสภาทำหน้าที่ในช่วงแรกก่อน เสร็จประชุมแล้วผมจะรีบกลับมา อันนี้ขอพวกเราร่วมมือกันนะครับเพื่อให้การประชุม ได้ผ่านไปโดยเรียบร้อย ผมได้กราบเรียนไว้ตั้งแต่ตอนเช้าแล้วว่าเป็นโอกาสแรกที่ฝ่ายอำนาจ อธิปไตย ฝ่ายนิติบัญญัติคือพวกเราที่อยู่ในสภานี้ทำงานร่วมกับอำนาจฝ่ายบริหาร ๒ อำนาจ อธิปไตยใน ๓ อำนาจอยู่ในที่นี้นะครับ ประชาชนหวังพวกเรา และเราก็คือความหวัง ส่วนหนึ่งของบ้านเมือง เราไม่ใช่ทั้งหมดของบ้านเมือง แต่เป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้บ้านเมือง ไปในทิศทางที่ดีหรือร้ายได้ เพราะฉะนั้นก็เป็นความรับผิดชอบร่วมกันที่จะต้องให้ ความร่วมมือร่วมกัน แต่ผมใช้สิทธิสมาชิกขอทำความเข้าใจ เพราะเชื่อว่าจะมีปัญหาต่อไป คือตามข้อบังคับ ข้อ ๑๐๘ นั้นสมาชิกสามารถที่จะซักถามอภิปรายทั้งทางสนับสนุน และคัดค้านในเรื่องความเหมาะสมของนโยบาย และความสามารถที่จะบริหารราชการ แผ่นดินให้สำเร็จผลตามนโยบาย ในการนี้สมาชิกอาจซักถามและอภิปรายถึงแผนการปฏิบัติ และวิธีการที่จะปฏิบัติตามนโยบายนั้น ๆ ด้วยก็ได้ ประเด็นก็คืออภิปรายเรื่องตัวบุคคล ซึ่งผมเรียนไว้แล้วว่าอนุญาตด้วยเหตุผลว่าเป็นเรื่องที่สามารถจะบริหารราชการแผ่นดิน สำเร็จตามนโยบายได้หรือไม่ขึ้นอยู่กับตัวบุคคลด้วย เพราะฉะนั้นท่านสมาชิกก็มีสิทธิ อภิปรายในส่วนนี้เพื่อเป็นเหตุผล แต่ไม่ใช่อภิปรายไม่ไว้วางใจนะครับ ไม่ใช่เราหยิบเรื่อง ที่เป็นอดีตของผู้ที่บริหารมาพูดทั้งหมด เพียงแต่เป็นเชื้อว่าเราเห็นว่าจะไม่สามารถบริหาร ราชการแผ่นดินได้ หรือได้ด้วยเหตุผลอันเกิดจากอดีตที่เคยทำมาอย่างไรด้วย อันนี้ขอให้ เข้าใจอย่างที่เราทำมาเมื่อตอนเช้านะครับ เพราะฉะนั้นถ้าเราเข้าใจตรงนี้ แล้วก็เพื่อนสมาชิก ได้เข้าใจถึงความหมายของข้อบังคับ ข้อ ๑๐๘ แล้ว ผมคิดว่าเราก็สามารถผ่านการอภิปราย ไปได้เป็นปกตินะครับ รายชื่อของผู้ที่จะอภิปรายนั้นผมได้เรียนแล้วว่าเนื่องจากมีผู้เสนอ เข้ามาไม่เท่ากันนะครับ แล้วเวลาเราก็ต่างกันมาก เพราะฉะนั้นเดิมท่านประธานวุฒิสภา ผมว่าต่อไปจะเป็นท่านเสรี แต่ผมขออนุญาตท่านเสรีนะครับ ผมขอเคลียร์ (Clear) ให้กลุ่มที่มีจำนวนสมาชิกมาก คือกลุ่มพรรคร่วมฝ่ายค้าน ๒ ท่านนะครับ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง และนายชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ ในนี้กำหนดเวลาไว้ท่านละ ๑๐ นาที และ ๘ นาที ไม่นานครับ แล้วหลังจากนั้น ผมจะขออนุญาตให้ท่านเสรีนะครับ ขอไป ตามลำดับอย่างนี้ครับ เพื่อเคลียร์ (Clear) ให้จำนวนสมาชิกที่มีมากได้พูดไปก่อน ขอเชิญ ท่านประเสริฐ จันทรรวงทอง ครับ
ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายประเสริฐ จันทรรวงทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครราชสีมา พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมมีเวลา ๑๐ นาที จะขออนุญาตท่านประธานได้เข้าสู่เนื้อหาการอภิปรายนโยบายของรัฐบาล ในส่วนนโยบายหลักและนโยบายเร่งด่วนใน ๔ ประเด็น ดังต่อไปนี้
ท่านประธานครับ เรื่องแรก การพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจและการกระจาย ความเจริญสู่ภูมิภาค ซึ่งเป็นนโยบายหลักด้านที่ ๖ ในเรื่องนี้รัฐบาลเองได้อ้างว่าจะลด เรื่องความเหลื่อมล้ำ ลดการกระจุกตัวของประชากร และกระจายความเจริญสู่ภูมิภาคต่าง ๆ ท่านประธานที่เคารพครับ แต่เมื่อมาดูโครงการที่รัฐบาลได้นำเสนอ ผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้ กลับทำในสิ่งที่ตรงข้ามกันอย่างสิ้นเชิง ผมขออนุญาตได้กล่าวถึงโครงการพัฒนาพื้นที่ระเบียง เศรษฐกิจภาคตะวันออกหรือ อีอีซี (EEC) ท่านประธานที่เคารพครับ รัฐบาลได้ทุ่มเท ความเจริญในพื้นที่ที่มีความเจริญอยู่แล้วเข้าไปสู่พื้นที่เศรษฐกิจ ๓ จังหวัด คือจังหวัดชลบุรี จังหวัดระยอง และจังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นเขตที่มีการลงทุนอุตสาหกรรมปริมาณที่สูง เป็นเม็ดเงินที่ไม่น้อยกว่า ๑ ล้านล้านบาท ผมฟังท่านรองนายกรัฐมนตรีได้กล่าวเมื่อสักครู่ บอกว่าจะมีการลงทุนที่ยื่นขอ บีโอไอ (BOI) แล้วประมาณ ๘๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ท่านประธานที่เคารพครับ แต่เม็ดเงินจริง ๆ ที่จะไปลงทุนนี่ยังไม่สามารถประเมินได้ว่าเขาจะ มาลงทุนจริงเท่าไร เขาขอ บีโอไอ (BOI) เพื่อรับสิทธิต่าง ๆ ในการได้สิทธิประโยชน์ในการ ลงทุน อีกทั้งพระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับสาระสำคัญของ อีอีซี (EEC) นั้น ผมเรียน ท่านประธานด้วยความเคารพว่า ได้ดูสาระสำคัญแล้วเห็นว่า พ.ร.บ. ฉบับนี้เป็น พ.ร.บ. ที่เสียเปรียบชาวต่างชาติและนักลงทุนต่างชาติหลายอย่าง ท่านประธานที่เคารพครับ เสียเปรียบอย่างไร เสียเปรียบจนมีนักวิชาการหลายคนบอกว่า พ.ร.บ. อีอีซี (EEC) นี้ เป็น พ.ร.บ. ขายชาติ เริ่มจากเรื่องแรก นักลงทุนต่างชาติสามารถเป็นกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ในคอนโดมิเนียม ในบ้าน อยู่อาศัยได้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ เรื่องที่ ๒ นักลงทุนต่างชาติ ไม่ว่าจะเป็นลูกเมีย พ่อแม่ได้รับ สิทธิในการยกเว้นภาษีอากรถ้ามาลงทุนในเขตอุตสาหกรรม อีอีซี (EEC) ซึ่งคนไทยเอง เวลาไปลงทุนในเขตอุตสาหกรรมอื่นในต่างประเทศไม่เคยได้รับสิทธินี้แต่อย่างใด เรื่องที่ ๓ เรื่องเงินตราต่างประเทศ ท่านประธานครับ เงินตราต่างประเทศเอาเงินดอลลาร์มาใช้ใน อีอีซี (EEC) ได้ เรื่องนี้ผมมีความเสียใจครับท่านประธาน การใช้เงินสกุลใดของประเทศใด ในประเทศนั้น ผมถือว่าเป็นเกียรติยศและเป็นศักดิ์ศรีที่สำคัญของพี่น้องประชาชน ในเขตเศรษฐกิจนั้น ๆ เขตประเทศนั้น ๆ เรื่องคนต่างชาติเช่าที่ดินได้ ๙๙ ปี คนไทยเอง เช่าได้ ๓๐ ปี เกษตรกรบ้านผมจะเช่าที่ดินปลูกมัน ปลูกข้าวโพด เช่าได้ไม่เกินปีหรือ ๓ ปี แต่ชาวต่างชาติเช่าได้ถึง ๙๙ ปี ท่านประธานครับ ผมมีเวลาน้อย เพราะฉะนั้น พระราชบัญญัติ อีอีซี (EEC) นั้น ผมอยากกราบเรียนรัฐบาลว่าน่าจะมีการแก้ไข ลดสิทธิประโยชน์ สิทธิพิเศษบางอย่างลง ดูเหมือนว่ารัฐบาลจะให้สิทธิคนต่างชาติ มากเกินไป นอกจากนั้นนโยบายในหน้า ๑๗ รัฐบาลบอกจะส่งเสริมระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจในภาคเหนือ ภาคอีสาน ท่านทำจริงหรือไม่ครับ ท่านเขียน เพื่อให้นโยบายมีความสวยหรูโก้งดงามเพียงเท่านั้นหรือเปล่า นอกจากนั้นแล้ว ท่านบอกว่าจะขับเคลื่อนเศรษฐกิจชายแดน วันนี้แนวเศรษฐกิจชายแดน ๕ แห่ง ไม่ว่าจะเป็นด่านแม่สอด จังหวัดตาก จังหวัดมุกดาหาร และอีกหลายจังหวัด วันนี้ไม่มีใคร เหลียวแล เศรษฐกิจที่ท่านบอกวันนี้ที่ดินสมัยก่อนไร่ละล้านบาท จังหวัดตากไปถึง ๑๐-๒๐ ล้านบาท วันนี้ซบเซา รัฐบาลปล่อยให้การพัฒนาเหล่านั้นขาดชะงักลง ผมกลัว อีอีซี (EEC) จะเกิดปรากฏการณ์อย่างนี้ ด้วยความเป็นห่วง
เรื่องที่ ๒ เรื่องการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ขอบคุณนะครับ โครงสร้าง พื้นฐานเป็นนโยบายของพรรคเพื่อไทยที่รัฐบาลนี้ก็ได้ลอกเลียนหลายอย่างได้เอามา ใช้ประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นทางบก ทางน้ำ ทางอากาศ ไม่ว่านะครับอะไรที่เป็นความเจริญ อะไรที่เป็นประโยชน์ของประเทศชาติพรรคเพื่อไทยยินดี เพราะว่าพรรคเพื่อไทย เป็นคนเสนอพระราชบัญญัติโครงสร้างพื้นฐาน ๒ ล้านล้านบาทในขณะนั้น แล้วท่านก็ได้ เอามาทำตามอย่างหลายอย่าง
เรื่องที่ ๓ ท่านประธานครับ การแก้ไขปัญหาทุจริตและประพฤติมิชอบ ในวงการราชการและการเมือง นักการเมือง ในเรื่องนี้ท่านได้ให้ความสำคัญเป็นพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นเขียนในนโยบายหลัก ไม่ว่าจะเขียนในนโยบายเร่งด่วน ผมมีเรื่องฝาก ท่านประธานผ่านไปยังนายกรัฐมนตรี เรื่องโครงการทุจริตโครงการก่อสร้างสนามฟุตซอล (Futsal) ที่จังหวัดนครราชสีมา ท่านประธานที่เคารพครับ แหล่งข่าวจากสื่อได้ชี้แจงบอกว่า มีนักการเมือง ๓ ราย ได้ถูก ป.ป.ช.ชี้มูล แล้วก็เป็นนักการเมืองที่สนับสนุนท่าน นายกรัฐมนตรีให้เป็นนายกรัฐมนตรี ผมฝากท่านนายกรัฐมนตรีได้ดูแลเรื่องนี้ เพราะว่า โครงการนี้โรงเรียนในจังหวัดนครราชสีมาในเขตพื้นที่การศึกษาเขต ๒ ๕๘ โรงนี้ งบประมาณ การก่อสร้างสนามฟุตซอล (Futsal) ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท สนามไม่ได้มาตรฐานใช้การไม่ได้ เด็กนักเรียนถูกโกงงบประมาณ ท่านประธานครับ หวังว่าท่านประธานคงจะไม่อยากให้ เรื่องนี้เกิดขึ้นในอนาคตซ้ำแล้วซ้ำอีก และท่านก็ให้ความสำคัญเป็นนโยบายหนึ่งในนโยบายหลัก เขียนในนโยบายเร่งด่วน เขียนในนโยบายที่ต้องทำ
เรื่องสุดท้ายท่านประธานที่เคารพครับ การฟื้นฟูธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในหน้าที่ ๒๕ ของนโยบาย ท่านบอกว่าการฟื้นฟูนั้นจะสร้างความเจริญเติบโต อย่างยั่งยืนเพื่อหยุดยั้งการบุกรุกทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่าอย่างจริงจัง ในเรื่องนี้ จะให้เชื่อท่านได้อย่างไรครับ จะให้เชื่อท่านได้อย่างไร เพราะว่าเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ต้องขออนุญาต ท่านรองนายกรัฐมนตรีเองก็ได้เดินทางไปที่อำเภอวังน้ำเขียว เพื่อไปสัมมนา ของพรรคการเมืองพรรคหนึ่งไม่บอกก็รู้ว่าเป็นพรรคพลังประชารัฐ ท่านประธานครับ ที่จัดสัมมนานั้นมีเยอะแยะ เขาใหญ่ก็จัดได้ จะไปเหนือไปใต้ได้ทั้งนั้น ทำไมครับ ท่านประธาน ทำไมต้องไปจัดในสถานที่ที่เป็นข้อพิพาททางด้านกฎหมาย ในเรื่องนี้เอง มีหลายคนออกมาแก้เกี้ยวบอกว่า ต้องการจุดประเด็นเรื่องความเดือดร้อนของพี่น้อง ประชาชน ผมเรียนด้วยความเคารพว่า อย่าเอาพี่น้องเป็นตัวประกันแต่นายทุนได้ประโยชน์ อย่าทำตัวสงสารคนจน แต่นับถือคนรวย ผมจำคำพูดท่านประธานได้ดี ท่านประธาน ได้เคยพูดคำหนึ่งบอกว่า เราไม่อาจทำให้ทุกคนร่ำรวยเหมือนกันได้ แต่เราสามารถ ทำให้ทุกคนอยู่ใต้กฎหมายอันเดียวกันได้ ผมจำได้ดีท่านประธานครับ สิ่งเหล่านี้ ผมกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังนายกรัฐมนตรีบอกว่า ท่านต้องดำเนินการเรื่องนี้ อย่างเฉียบขาด เพราะเราอยู่ภายใต้กฎหมายอันเดียวกัน ท่านประธานที่เคารพ หากนโยบาย ที่ได้แถลงต่อรัฐสภาของคณะรัฐมนตรีในวันนี้เป็นนโยบายที่ไม่สามารถปฏิบัติได้ ท่านต้องแสดงความรับผิดชอบ กระผมในฐานะฝ่ายค้านจะได้ทำการตรวจสอบการทำงาน ของรัฐบาลอย่างใกล้ชิดต่อไป ขอขอบคุณครับ
ขอบคุณมากครับ ต่อไป นายชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดอุบลราชธานี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา จากคำแถลงนโยบายของ ฯพณฯ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ต่อสภาในวันนี้ กระผมทราบถึง แนวทางการบริหารราชการแผ่นดิน ที่รัฐบาลชุดที่แล้วและรัฐบาลชุดปัจจุบันจะดำเนินการ เพื่อพัฒนาประเทศให้ก้าวไปข้างหน้าเพื่อให้คนไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ฟังดูแล้วก็ดีนะครับ แต่ผมคิดว่าท่านและคณะทำไม่ได้ เพราะตลอดเวลา ๕ ปีที่ผ่านมาท่านทำไม่ได้ ท่านประธาน ที่เคารพครับ ประเทศไทยมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง มีนายกรัฐมนตรีมาหลายท่าน มีนายกรัฐมนตรีมาหลายคน มีทั้งที่ประชาชนชอบ ประชาชนไม่ชอบ มีทั้งที่ประชาชนรัก และประชาชนไม่รัก มีทั้งประชาชนเชื่อถือและไม่เชื่อถือ ถ้าประชาชนไม่เชื่อถือแล้วก็จะทำ ให้ไม่กล้ามาลงทุน ไม่กล้าจับจ่ายใช้สอย ไม่กล้าใช้เงิน ไม่กล้าลงทุน ประเทศไทยเราเคยอยู่ ในโปรแกรมของ ไอเอ็มเอฟ (IMF) มาแล้วนะครับ ถ้ามีความเชื่อถือเหมือนกับคนป่วย ถ้าเชื่อถือคุณหมอปฏิบัติตัวดีก็จะหายเร็วขึ้นนะครับ วันนี้ประชาชนขาดความเชื่อถือ ไม่กล้าลงทุน เศรษฐกิจถดถอย เศรษฐกิจแย่ ยกตัวอย่างในปี ๒๕๔๐ ถึงปี ๒๕๔๔ วันนั้นประเทศไทยเกิดปัญหาต้มยำกุ้ง วิกฤตมากกว่าวันนี้ ๘ เท่า ด้วยความเชื่อมั่นของผู้นำ แก้ไขปัญหาได้ เราฟื้นจากประเทศเราที่กำลังประสบปัญหา วันนี้สงครามเศรษฐกิจกำลังจะเกิดระหว่างประเทศจีนและประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อสงครามเศรษฐกิจเกิดขึ้น ก็จะส่งผลกระทบถึงประเทศไทยของเรา เพราะว่าทั้ง ๒ คน ทะเลาะกัน ก็จะไม่สามารถที่จะซื้อพืชพันธุ์เกษตรจากประเทศไทย ทำให้ประเทศของเรา ประสบปัญหา ท่านประธานครับ การค้า การท่องเที่ยว เมื่อการท่องเที่ยวของประเทศไทยถดถอย นักท่องเที่ยวมาน้อย ประเทศไทยของเราก็จะประสบปัญหาจากรายได้จากการท่องเที่ยว ประเทศไทยมีรายได้จากการท่องเที่ยวปีละ ๒ ล้านล้านบาท วันนี้เมื่อนักท่องเที่ยวไม่มา ประเทศไทยรายได้ของเราก็ถดถอย เมื่อรายได้ถดถอยปัญหาก็เกิดขึ้นกับพี่น้องประชาชน ธุรกิจการท่องเที่ยวเริ่มเจ๊งหมดแล้วครับ เมื่อธุรกิจการท่องเที่ยวเจ๊ง เจ้าของธุรกิจ ก็ไม่สามารถที่จะไปตลาด ไปซื้อเนื้อหมู เนื้อเป็ด เนื้อไก่มาทำอาหารให้นักท่องเที่ยวได้ ก็เกิดปัญหาติดตามมาเรื่อย ๆ ในขณะนี้จังหวัดเมืองหลัก จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดเชียงราย จังหวัดกระบี่ จังหวัดภูเก็ต เสร็จหมดแล้วครับ แล้วเมืองรองไม่ต้องถามถึง ไปเที่ยวเมืองรอง จะไปอย่างไรครับ ลงรถทัวร์ (Tour) แล้วไม่รู้จะไปต่อที่ไหนเพราะไม่มีรถไป ยกตัวอย่างเช่น ที่ท่านทำหมู่บ้านนวัตวิถี หรือหมู่บ้านโอทอป (OTOP) นวัตวิถีครับ ใช้เงินหมู่บ้านละ ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท ไปถึงชุมชนไม่เกิน ๒๐๐,๐๐๐ บาท เขาเรียกว่านโยบายไอติมครับ ดูดตั้งแต่ กระทรวงถึงจังหวัด จังหวัดถึงอำเภอ อำเภอถึงหมู่บ้าน ไปถึงหมู่บ้านนวัตวิถีก็จะมีไม้ไผ่ ไม่เกิน ๒๐-๓๐ ลำ ก็จะทำให้ชาวบ้านไปถ่ายรูป หมดไปแล้ว ๓,๐๐๐,๐๐๐บาท ท่านประธานที่เคารพครับ การท่องเที่ยวรัฐบาลต้องทำทันทีนะครับ โดยเฉพาะคุณภาพ แหล่งท่องเที่ยว ทำให้ประเทศไทยเป็นที่น่าจดจำในด้านศิลปวัฒนธรรม อาหารอร่อย ที่คนอยากจะมา ในชีวิตหนึ่งของนักท่องเที่ยวเขาอยากจะมาประเทศไทย เพราะประเทศไทย เป็นประเทศที่คนไทยใจดี สินค้าราคาถูก อาหารอร่อย โดยเฉพาะแถว ๆ เยาวราช เขาเรียกว่า ฟู๊ด สตรีต (Food Street) มีต้มยำกุ้ง มีผัดไท มีปิ้งหมูนมสด ซึ่งเขาอยากมาเที่ยว แต่ตลอดระยะเวลา ๔-๕ ปีที่ผ่านมา การท่องเที่ยวหดหาย รีสอร์ต (Resort) กำลังจะตาย ร้านค้าเงียบเหงา ตอนนี้ปิดร้านหนีไปหมดแล้วครับ ทางบ้านผมเขาบอกว่าไปไหน ไปอยู่ประเทศอิตาลีครับ ทำไมต้องไปประเทศอิตาลีครับ เพราะว่าติดหนี้เขา ต้องไปหลบไปลี้ เขาเรียกว่าไปประเทศอิตาลีหมดแล้วนะครับ ท่านประธานที่เคารพครับ จากคำแถลง นโยบายของท่านผมมานั่งดูว่าพรรคที่ร่วมรัฐบาลมีพรรคพลังประชารัฐ พรรคประชาธิปัตย์ พรรคภูมิใจไทย ผมก็นั่งคิดว่าท่านจะเอานโยบายที่ท่านได้หาเสียงไว้นี้ไม่ว่ายางพารา ๖๕ บาททำทันที ปาล์มน้ำมัน กิโลกรัมละ ๕ บาท อ้อยตันละ ๑,๐๐๐ บาท ตั้งครรภ์ประชารัฐ สารพัดจากนโยบายที่ท่านได้พูดไว้นะครับ ผมมานั่งไล่ดูต้องใช้เงินปีหนึ่ง ๘๗,๐๐๐ ล้านบาท แล้วรวม ๆ ทุกโครงการที่ท่านว่าก็จะใช้เงินประมาณ ๖๓๔,๖๔๐ ล้านบาท บัตรสวัสดิการ แห่งรัฐ ๓๐๐ บาท ตอนนี้ท่านจะขึ้นเป็น ๕๐๐ บาท ฝากท่านว่าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐนั้น วันนี้ยังไม่ได้รูดเลยครับหายไป ๓๐ บาท เพราะวันนี้ไม่ได้รูดเอาสินค้า เพราะชาวบ้านอยากได้ เงินสด เจ้าของร้านที่มีเครื่องรูดก็บอกว่า ได้ ไม่ต้องเอาสินค้าก็ได้ แต่คิดให้ ๒๗๐ บาท วันนี้เงินหายไปเฉย ๆ ๓๐ บาทครับ จากนโยบายต่าง ๆ ที่ท่านเขียน ผมอยากจะฝากท่านประธานว่า วันนี้ผมมีแนวทางให้ท่านหาสตางค์ได้ อยากจะให้ท่าน นายกรัฐมนตรีได้ใช้มาตรา ๔๔ อีกครั้งหนึ่งก็ได้ ในการเร่งรัดออกเอกสารสิทธิในที่ดิน ให้กับพี่น้องประชาชน ที่รกร้างว่างเปล่า แปลงสินทรัพย์เป็นทุน สามารถให้พี่น้องเกษตรกร ที่มีที่ดินที่ไม่มีเอกสารสิทธิเอามากู้หนี้ยืมสินสร้างครอบครัวใหม่ได้ แล้วอยากจะฝากท่านครับ นโยบายภาษีสุรา ยาสูบ ที่ท่านไม่ให้แบ่งขายสุราเป็นกั๊ก ผมก็บอกว่าไม่ต้องแบ่ง ให้ทำ ขวดเล็ก ขวดละ ๒๐ บาท ไม่ต้องแบ่งบุหรี่ก็ทำบุหรี่ซองเล็ก ๔ มวน ๒๐ บาท ก็จะแก้ปัญหา ให้กับคนที่อยากจะเลิกบุหรี่ได้ วันนี้เศรษฐกิจดีดูไม่ยากครับ เศรษฐกิจดีค้าขายได้ ค่อย ๆ ผ่อนบ้าน ค่อย ๆ ผ่อนรถ ค่อย ๆ ซื้อรถ ค่อย ๆ มีบ้าน เศรษฐกิจเจ๊ง ค่อย ๆ ขายรถ ค่อย ๆ ขายบ้าน ค่อย ๆ ขายสวนนา ค่อย ๆ ขายสวนยาง วันนี้เศรษฐกิจมันแย่มาก ๆ ไปที่ไหนก็เห็นแต่ป้ายติดว่าขายด่วน ขายด่วน ขายด่วน แต่ไม่มีคนซื้อด่วนเลย ก็ต้องฝาก ท่านประธานถึงท่านนายกรัฐมนตรีและคณะว่าพูดไว้ขอให้ทำให้ได้ ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณมากครับ ต่อไปท่านเสรี สุวรรณภานนท์ ครับ ขออภัยครับ ท่านรัฐมนตรีครับ ขออภัยท่านเสรีครับ
ขอบคุณท่านประธานครับ วันนี้มีทางผู้นำฝ่ายค้านกับสมาชิกผู้ทรงเกียรติพาดพิง ถึงกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ผม นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวง การท่องเที่ยวและกีฬา ที่มีการกล่าวว่าปัจจุบันนี้นักท่องเที่ยวมาเที่ยวเมืองไทยลดลงถึง ๓๐ เปอร์เซ็นต์ โอเค (OK) ครับ ตรงนี้การที่ว่าลดลง ๓๐ เปอร์เซ็นต์ เป็นตัวเลข จากสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว ซึ่งมาเป็นกรุ๊ปทัวร์ (Group tour) ลดลง ๓๐ เปอร์เซ็นต์ จริงครับ แต่ในขณะเดียวกันปัจจุบันนี้การท่องเที่ยวมาเป็นครอบครัว มาเที่ยวในลักษณะ เป็นส่วนตัวได้เพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้นการท่องเที่ยวลดลงเราจะไปฟังตามที่สมาคมไทยธุรกิจ การท่องเที่ยวชี้แจงมานั้นไม่ถูกครับ โอเค (OK) จากการที่ว่ามีการเก็บตัวเลขจากสุวรรณภูมิ แล้วก็ดอนเมือง จริงครับ แต่ในขณะเดียวกันเขาได้มาในช่องทางอื่น ๆ ตามด่านอื่น ๆ เพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะทางใต้มาจากประเทศมาเลเซียหรือทางประเทศจีนตอนใต้ที่เข้ามา ทางภาคเหนือของประเทศไทยเรานะครับ เพราะฉะนั้นตัวเลขจากที่เก็บได้ ณ วันที่ ๑ มกราคมจนถึงสิ้นเดือนมิถุนายน คือ ๖ เดือน เทียบระหว่างปี ๒๕๖๑ และปี ๒๕๖๒ การท่องเที่ยวของเรายังมีการเจริญเติบโตถึง ๐.๙๔ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นจะบอกว่า การท่องเที่ยวของเราหดตัวมันไม่จริงนะครับ แต่การท่องเที่ยวระหว่างปี ๒๕๖๑ ไปปี ๒๕๖๒ ก็อาจจะไม่ได้เจริญเติบโตเหมือนกับปี ๒๕๖๐ มาปี ๒๕๖๑ แต่จะบอกว่าการท่องเที่ยว ปี ๒๕๖๒ ลดลง ทางกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาขอปฏิเสธครับ ขอบคุณครับ
ท่านนายกรัฐมนตรีเชิญนะครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพนะครับ ขออนุญาตกราบเรียน ไปถึงสมาชิก จากสถานการณ์ท่องเที่ยวระหว่างประเทศ อันนี้ผมพูดเสียงดังนิดหนึ่งครับ ก็สอดคล้องกับที่ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้กรุณากล่าวเมื่อสักครู่แล้ว เมื่อเดือนมิถุนายนนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางมาท่องเที่ยวประเทศไทย จำนวน ๒.๙ ล้านคน สร้างรายได้ ๑.๔๔ แสนล้านบาท ช่วงครึ่งปีแรกเดือนมกราคมถึงเดือนมิถุนายน ต่างชาติ ท่องเที่ยวเมืองไทยจำนวน ๑๙.๖ ล้านคน ขยายตัวขึ้นร้อยละ ๐.๗ มีรายได้จากการท่องเที่ยว ๑.๐๑ ล้านล้านบาท ขยายตัวร้อยละ ๐.๓ สำหรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ๓ อันดับแรก ได้แก่ ประเทศจีน ประเทศมาเลเซีย และประเทศอินเดียตามลำดับ ถึงแม้ว่าเดือนมิถุนายนจะไม่ใช่ฤดูกาลท่องเที่ยว ของประเทศไทย แต่นักท่องเที่ยวชาวจีนยังมีสัดส่วนมากกว่า ๑ ใน ๔ ของนักท่องเที่ยว ต่างชาติ ผลจากมาตรการการยกเว้นค่าธรรมเนียมตรวจลงตรา วีซ่า ออน อาร์ไรเวิล (Visa on Arrival) ส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวชาวอินเดียเดินทางมาประเทศไทยสูงที่สุด เป็นประวัติการณ์ประมาณ ๑.๘ แสนคน ขยายตัวขึ้นร้อยละ ๒๒.๒ ซึ่งจะช่วยลด ความผันผวนของรายได้จากการท่องเที่ยวจากส่วนแบ่งของนักท่องเที่ยวจีน ทั้งนี้นักท่องเที่ยวประเทศอินเดียถือเป็นนักท่องเที่ยวที่มีศักยภาพของประเทศไทย มีการใช้จ่ายในการเดินทางต่อครั้งค่าเฉลี่ยประมาณ ๕๐,๐๐๐ บาทต่อคนต่อครั้ง ซึ่งสูงกว่า การเดินทางของนักท่องเที่ยวต่างชาติทั่วไปที่มีรายได้เฉลี่ยประมาณ ๔๕,๐๐๐ บาทต่อคน ต่อครั้ง นักท่องเที่ยวชาวอินเดียมีอัตราการเติบโตตลาดเฉพาะกลุ่มสูง เช่น กลุ่มท่องเที่ยว เชิงสุขภาพ กลุ่มคู่รักหลังแต่งงาน กลุ่มการจัดงานแต่งงาน กลุ่มถ่ายทำภาพยนตร์ กลุ่มเดินทางเพื่อการประชุม เป็นต้น สถานการณ์ในการท่องเที่ยวนั้นในช่วงเดือนมกราคม ถึงเดือนมิถุนายนชาวไทยเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ เมื่อสักครู่ต่างประเทศนะครับ ชาวไทยเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ ๗๖ ล้านคน ก่อให้เกิดรายได้ ๐.๕๔ ล้านล้านบาท ขยายตัวประมาณร้อยละ ๕ จากปีที่ผ่านมา จังหวัดที่มีจำนวนนักท่องเที่ยวชาวไทยขยายตัว สูงสุด ๓ อันดับแรก ได้แก่ จังหวัดขอนแก่น รองลงมาจังหวัดบุรีรัมย์ และจังหวัดจันทบุรี ตามลำดับ รายได้จากการท่องเที่ยวปัจจุบันตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเดือนมิถุนายน รวมการกระจายรายได้ต่าง ๆ นั้น ๑.๕๕ ล้านบาท คาดการณ์ไว้ว่าในปี ๒๕๖๒ ในไตรมาส ๓ จะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติประมาณ ๙.๗๐ ล้านคน เพิ่มขึ้นร้อยละ ๗.๐๖ จากช่วงเดียวกัน ที่ผ่านมา และคาดว่าปี ๒๕๖๒ จะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติประมาณ ๔๐.๐๖ ล้านคน เพิ่มขึ้น ร้อยละ ๔.๖๕ จากปีที่ผ่านมา และสามารถสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวประมาณ ๒.๑๓ ล้านล้านบาท การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยคาดว่า ปี ๒๕๖๒ จะมีรายได้รวม จากการท่องเที่ยว ๓.๓๘ ล้านล้านบาท ขยายตัวร้อยละ ๙.๕ แบ่งเป็นรายได้ จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ ๒.๒๑ ล้านล้านบาท รายได้จากการท่องเที่ยวในประเทศ ๑.๑๗ ล้านล้านบาท โดยมีการปรับลดจากเป้าหมายเดิมเพียง ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท เพราะฉะนั้นอันนี้ก็เป็นข้อมูลเสริมให้ท่าน ไม่ทราบว่าท่านอยู่จังหวัดไหนเหมือนกัน เดี๋ยวก็คงต้องไปพัฒนาจังหวัดท่านให้ดีขึ้นกว่าเดิมนะครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านเสรีครับ หลังจากนั้นผมขอเชิญท่านวัชรพล โตมรศักดิ์ นะครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ต้องกราบเรียนท่านประธานว่ารายงานเกี่ยวกับคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี ที่ได้ดำเนินการพิจารณาอยู่ในขณะนี้ ต้องกราบเรียนว่านโยบายที่รัฐบาลเสนอมานี้ ส่วนที่เป็นผู้พิจารณาก็คือสมาชิกรัฐสภา สมาชิกรัฐสภาในส่วนของวุฒิสภานั้น ก็ต้องกราบเรียนว่า ในการทำหน้าที่ของสมาชิกวุฒิสภาจะให้ความสำคัญต่อการดำเนินการ ที่รัฐบาลแถลงนโยบายในครั้งนี้ไว้ สมาชิกวุฒิสภาก็พยายามที่จะรักษาบรรยากาศ ของการประชุมร่วมกันในการที่จะฟังคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี เพื่อให้นโยบาย ของคณะรัฐมนตรีที่นำเสนอต่อรัฐสภานี้สามารถดำเนินการนำไปปฏิบัติ แล้วก็เพื่อให้เกิด สัมฤทธิผล เป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชนทั้งประเทศ ท่านประธานครับ ในเรื่องเกี่ยวกับ นโยบายที่รัฐบาลเสนอดังกล่าวนี้ ต้องกราบเรียนว่า ผมเองก็พยายามที่จะศึกษา แล้วก็ดูข้อมูล เนื้อหาสาระของนโยบายที่นำเสนอโดยรัฐบาลนี้ดังกล่าว ต้องกราบเรียนว่าในการพิจารณา เรื่องเหล่านี้พอมีสมาชิกพูดถึงว่าเป็นนโยบายที่เลื่อนลอย โลเล หรือหลอกลวง อะไรก็ตาม ผมก็พยายามดูครับท่านประธาน ว่านโยบายที่นำเสนอมาดังกล่าวนี้เป็นนโยบายที่สร้างสรรค์ หรือก่อให้เกิดปัญหาของบ้านเมืองหรือไม่ ต้องกราบเรียนครับว่าพยายามดูอย่างละเอียดแล้ว ผมว่าเรื่องของนโยบายดังกล่าวเป็นเรื่อง ของหลักการ เป็นเรื่องของการนำเสนอวิธีการที่จะนำไปปฏิบัติ แล้วก็เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ ที่จะเกิดขึ้นจากการบริหารประเทศ ดังนั้นอ่านทั้งหมดก็พยายามสังเกตว่านโยบายดังกล่าวนี้ สามารถนำไปปฏิบัติได้หรือไม่ อย่างไร โดยนโยบายทั้งหมดที่นำเสนอมาเป็นประโยชน์ครับ ท่านประธานครับ เป็นเรื่องที่ถ้าหากว่ารัฐบาลสามารถนำนโยบายดังกล่าวนี้ไปปฏิบัติโดยมี วัตถุประสงค์ เป้าหมายให้สัมฤทธิ์ผลอย่างแท้จริงแล้วจะทำให้เกิดประโยชน์กับพี่น้อง ประชาชนทั้งประเทศ แต่อย่างไรก็ตามนโยบายดังกล่าวนี้เป็นหลักการที่จะนำไปปฏิบัติ แต่หลักการดังกล่าวนี้ก็มีหลายหัวข้อที่อยากจะฝากท่านรัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรี ว่าในปัญหาที่เกิดขึ้นจากความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนมีปัญหาที่เกิดขึ้น แล้วอยากเสนอเป็นข้อที่นำไปแก้ไข ยกตัวอย่างเช่นเมื่อสักครู่ได้รับความกรุณาจากท่านรัฐมนตรี และท่านนายกรัฐมนตรีพูดเรื่องการท่องเที่ยว ในส่วนของงานการท่องเที่ยวดังกล่าวนี้ เราก็มีความน่าจะดีใจและภูมิใจว่าเราสามารถมีคนมาเที่ยวในประเทศไทยเรา แล้วก็มีรายได้ จำนวนมาก แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นอยากจะฝากท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยว และกีฬาที่รับผิดชอบอยู่ ในส่วนของประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างเช่นการท่องเที่ยวนั้น ได้กำหนดหรือมีแนวทางในการเที่ยวเชิงธรรมชาติ อย่างนี้เราก็ต้องสร้างมาตรการป้องกัน ความปลอดภัยอย่างที่นโยบายนี้เสนอมา แต่ในส่วนของการท่องเที่ยวในระดับที่เป็นสถานที่ ท่องเที่ยว และเป็นสถานที่ที่คนต่างประเทศเขามาเที่ยวประเทศไทยเพื่อหาความสนุกสนาน รื่นเริงบันเทิง ในส่วนนี้อยากให้โซน (Zone) ที่กำหนดไว้ว่าเป็นที่ท่องเที่ยวดังกล่าวนั้น มีปัญหาในเรื่องของเวลา เรายังไม่สามารถที่จะกำหนดเวลาพิเศษหรือนอกเหนือจากเวลา ปกติของสถานที่ท่องเที่ยวเหล่านี้ได้ มันก็เลยเกิดอิหลักอิเหลื่อท่านประธานครับ มันเกิด ปัญหาตรงที่ว่าระยะเวลาที่นักท่องเที่ยวเขามาเที่ยวกัน ไม่ว่าจะเป็นจังหวัดภูเก็ต สมุย จังหวัดเชียงใหม่ หรือแม้แต่กรุงเทพมหานคร ปรากฏว่าระยะเวลาที่กำหนดไว้ยกตัวอย่าง ให้เลิกเที่ยงคืนอย่างนี้ แต่ปรากกฎว่าในความเป็นจริงเวลาเขายาวกว่านั้น กว่าเขาจะเริ่ม เที่ยวกันได้ สี่ทุ่มอย่างนี้ครับ แต่พอเที่ยงคืนบอกให้เลิกแล้ว มันก็เป็นปัญหาว่าเราไม่ได้ สนับสนุนการท่องเที่ยวอย่างสภาพตามความเป็นจริง แต่มันกลับกลายเป็นปัญหาที่ย้อน กลับมาครับท่านประธาน มันเลยกลายเป็นช่องว่างครับ ทำให้เจ้าหน้าที่ที่ไม่สุจริตใช้โอกาส เหล่านี้ในการที่จะรู้เห็นเป็นใจให้เปิดเกินเวลา แล้วก็เรียกรับผลประโยชน์อย่างนี้เป็นต้น นี่คือปัญหาที่เกิดขึ้น และเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง ดังนั้นในเรื่องของการท่องเที่ยวดังกล่าว เราทำมาผมเห็นแล้วว่าดีมากแล้ว แต่เราไปติดขัดเรื่องตัวบทกฎหมาย เรื่องวิธีการที่จะ นำไปปฏิบัติ ผมว่านี่มันคือการสร้างปัญหา
ประเด็นที่จะฝากท่านประธานผ่านไปยังรัฐมนตรีก็คือในเรื่องเกี่ยวกับ การบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งการบังคับใช้กฎหมายที่นำมาใช้อยู่ในปัจจุบันนี้มันกลายเป็น กระบวนการ ขั้นตอน เป็นวิธีการที่นำไปใช้แล้วสลับซับซ้อน ผมพยายามอ่านรายงาน แถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีฉบับนี้ ก็พยายามที่จะแก้ปัญหาในเรื่องเหล่านี้นะครับ ผมขอยกตัวอย่างที่ชัดเจนในเรื่องการพัฒนาระบบการให้บริการประชาชนครับท่านประธาน คือข้อเสนอนโยบายดังกล่าวนี้เขียนไว้ดีมากเลย ซึ่งผมอยากจะให้ท่านสมาชิก แล้วก็ทางประชาชนที่รับฟังอยู่ได้รับทราบว่านโยบายของรัฐบาลรับปากไว้อย่างนี้นะ ขออนุญาตอ่านนะครับ ท่านประธานครับ ในหน้า ๓๓ การพัฒนาระบบการให้บริการ ประชาชน โดยมุ่งสู่ความเป็นรัฐบาลดิจิทัลที่โปร่งใสตรวจสอบได้ พัฒนาระบบจัดเก็บ และเปิดเผยข้อมูลของภาครัฐ ปรับปรุงระบบการอนุมัติและอนุญาตของทางราชการที่สำคัญ ให้เป็นระบบดิจิทัล ทั้งบุคคลและนิติบุคคล เพื่อลดการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่รัฐ ลดภาระ ค่าใช้จ่ายของประชาชน ลดขั้นตอนที่ยุ่งยากเกินความจำเป็น ลดข้อจำกัดด้านกฎหมาย ที่เป็นปัญหาอุปสรรคต่อการทำธุรกิจและการดำรงชีวิตของประชาชน แก้ไขกฎหมาย ที่ไม่เป็นธรรม ล้าสมัยและเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ ผ่านการทดลองใช้มาตรการ ด้านกฎระเบียบต่าง ๆ เพื่อให้เกิดการเรียนรู้และขับเคลื่อนการให้บริการในทิศทางที่ตรงกับ ความต้องการของประชาชนและภาคธุรกิจ ขออนุญาตท่านประธานอ่านให้ได้ยินได้ฟังกัน ผมว่าถ้าหากว่านโยบายของรัฐบาลสามารถทำเรื่องเหล่านี้ได้ มันจะเป็นคุณูปการให้กับพี่น้อง ประชาชน ท่านประธานทราบไหมครับว่า พี่น้องประชาชนเขาได้รับความเดือดร้อนมาก จากกระบวนการการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐในส่วนที่ให้บริการประชาชน เรามี กฎหมายอำนวยความสะดวกให้กับประชาชน แต่ปรากฏว่ากฎหมายที่อำนวยความสะดวกนั้น ไม่สะดวกครับท่านประธาน ไป ๆ มา ๆ พอเขียนกฎหมายขึ้นมา ต้องฝากท่านรัฐมนตรี กระทรวงยุติธรรมด้วยนะครับ ท่านสมศักดิ์ เทพสุทิน ขออนุญาตเอ่ยนาม ประชาชน เดือดร้อนจากกระบวนการทางกฎหมาย นโยบายของรัฐบาลเป็นนโยบายที่ดีมาก แต่ผมเกรงว่า จะขาดแนวทางที่จะนำไปหาวิธีให้สัมฤทธิผล หรือถ้าจะทำก็อาจจะล่าช้า พี่น้องประชาชน เดือดร้อนมากครับท่านประธาน ยกตัวอย่างเรามีกฎหมายมีกระบวนการเรื่องสิ่งแวดล้อม อย่างนี้ แต่ปรากฏว่าพี่น้องประชาชนกว่าจะก่อสร้างอะไรสักอย่างผ่านกระบวนการในเรื่อง ความปลอดภัย อันนี้เป็นเรื่องดี แต่มีกระบวนการที่ซับซ้อน กว่าจะอนุมัติ อนุญาตได้ นี่คือความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ก็อยากจะฝากท่านรัฐมนตรีว่าในเมื่อมีนโยบาย อย่างนี้แล้วจะทำอย่างไรที่ไม่ให้กระบวนการเหล่านี้เป็นอุปสรรคต่อการที่จะให้บริการ ประชาชน อันนี้เป็นต้น นอกจากนั้นปัญหาของพี่น้องประชาชนผมเข้าใจครับว่าเราพยายาม สนับสนุนในเรื่องของการศึกษา แต่ปรากฏว่าสิ่งที่เป็นปัญหาก็คือเรามีกองทุน กยศ. ให้นักเรียน นักศึกษา เขากู้เงินไปเรียน แล้วก็เป็นนโยบายเหมือนกับช่วยเหลือคนยากจน แต่ในทางปฏิบัติท่านประธานครับอยากจะฝากรัฐมนตรี ถ้าจะสนับสนุนการศึกษา อย่างจริงจัง นโยบายของรัฐบาลต้องชัดเจนในเรื่องจะช่วยเหลือเยาวชนหรือนักเรียน นักศึกษาเหล่านี้ สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ ขณะที่เขาต้องการจะเรียนหนังสือแต่ไม่มีเงิน พอไม่มีเงินเขาก็ต้องไปกู้ ขณะที่ไปกู้รายได้ยังไม่มีท่านประธาน จบมาแล้วรายได้ก็ยัง ไม่สามารถจะมาดูแลตัวเองได้อีก แต่หนี้ต้องชำระคืนท่านประธาน กลายเป็นกลับไปกลับมา ปัจจุบันมีคดีที่เกิดขึ้นจากนักเรียน นักศึกษาที่ไปกู้เงินเหล่านี้มาเรียนเกิดขึ้นมากมาย อันนี้ไม่ใช่ความผิดของรัฐบาล แต่กำลังขอเสนอนะครับว่าถ้าจะมีนโยบายในเรื่องเหล่านี้แล้ว อยากจะให้ช่วยแก้ปัญหาในเรื่องเหล่านี้ ผมมีแนวคิดท่านประธาน ผมคิดว่าถ้ามันเป็นปัญหา ของนักเรียน นักศึกษาที่กู้เงินไปขนาดนี้แล้ว ควรจะยกเลิกหนี้ให้เขาเลยได้หรือไม่ครับ แต่ก็ยังไปติดขัดคำว่า ทุกคนเป็นหนี้ต้องใช้หนี้ แต่ผมว่ามันก็อยู่ที่นโยบายรัฐบาลครับ ท่านประธานลองคิดดูนะครับ ถ้าเด็กนักศึกษาต่าง ๆ ที่ต้องคดีเหล่านี้หาทางออกให้เขา หาทางแก้ให้เขาให้มากกว่าที่เป็นอยู่ เขาก็จะได้รับการช่วยเหลืออย่างเป็นรูปธรรม อย่างจริงจังนะครับ ก็ต้องฝากเป็นนโยบายเพิ่มเติมจากข้อเสนอแนวคิดที่รัฐบาลเสนอมา ในครั้งนี้นะครับ ต้องกราบเรียนเพิ่มเติมครับว่า ในส่วนของข้อเสนอที่กำหนดในนโยบายดังกล่าวนี้ มีอีกหลายเรื่องนะครับ ในเรื่องของเศรษฐกิจยุคใหม่อย่างนี้นะครับ ในปัญหาเรื่องเศรษฐกิจ ยุคใหม่ผมว่าอันนี้เป็นเรื่องสำคัญ เมื่อสักครู่นี้ฟังท่านรองนายกรัฐมนตรีสมคิด ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านก็อธิบายแนวทางการแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจในมหภาคนะครับ แต่ในจุลภาคก็คือ ในส่วนของพี่น้องประชาชน ก็อยากจะให้เพิ่มเติมเสริมเข้าไปนอกจากบัตรสวัสดิการ ประชารัฐแล้ว ผมคิดว่าเป็นนโยบายที่ดี เพราะอย่างน้อยเราเข้าใจว่าการแก้ปัญหา ในเรื่องเศรษฐกิจเราจะแก้ไขปัญหาในระยะเบื้องต้นก่อนนะครับ ในเบื้องหน้า ที่ชาวบ้านเดือดร้อนเรามีเงินไปสนับสนุนคนที่มีโอกาสด้อยกว่า อันนี้ผมว่าเป็นแนวทาง ที่ทำถูกต้องแล้ว แต่ความยั่งยืนครับท่านประธาน เมื่อเราช่วยเหลือในระดับหนึ่งแล้วนะครับ ความยั่งยืนคือการให้ประชาชนมีงานทำ ความยั่งยืนก็คือให้มีอาชีพ ความยั่งยืนคือ ให้ประชาชนมีรายได้ ผมอยากเสนอนะครับว่าจะต้องมีมาตรการทำอย่างไรให้พี่น้อง ประชาชนเป็นพ่อค้า เพราะว่าเขาไม่สามารถจะรับราชการได้ แต่ความเป็นพ่อค้าของพี่น้อง ประชาชนสามารถที่จะสนับสนุนเขาได้นะครับ ถ้าหากว่าทุกคนมีงานทำ มีรายได้ ทำงาน ค้าขายของตัวเองมันก็จะก่อให้เกิดแนวทางการแก้ปัญหาในเรื่องรายได้ในการดำรงชีวิต ของพี่น้องประชาชน อันนี้ผมว่าน่าจะเป็นตัวเสริมอีกทางหนึ่งนะครับ นอกจากเรามอง แต่เรื่องใหญ่ ๆ แต่เรื่องใหญ่ ๆ ดังกล่าวนั้นบางทีก็มีคำถามอยู่เหมือนกัน ท่านประธานครับ ก็มีคำถาม ยกตัวอย่าง ผมเห็นด้วยนะครับกับมาตรการการสร้างรถไฟฟ้าถึง ๗ สายแล้ว อันนี้จะเป็นผลงานที่ทำให้เห็นในอนาคตข้างหน้า แล้วก็จะปรากฏให้เห็นต่อไปอีกยาวนานว่า เกิดในยุคใกล้เคียงนี้ แต่มันมีบางสายท่านประธาน รถไฟฟ้าบางสายสร้างรางรถไฟเสร็จตั้งนานแล้ว นะครับ อย่างเช่นสายสีแดงที่วิ่งมาถึงสถานีตลิ่งชัน เส้นนี้สร้างทางรถไฟเสร็จนานแล้วครับ แต่ยังไม่เห็นมีรถวิ่ง ตรงนี้มันมีปัญหาเกิดขึ้นจากอะไรนะครับ หรือจะแก้ปัญหาให้มีรถวิ่งได้ อย่างไรนะครับ ก็กราบเรียนเพื่อที่จะเสริมแนวทางนโยบายที่รัฐบาลได้เสนอมานะครับ
ท่านประธานครับ ในส่วนของการสนับสนุนให้มีการศึกษา การรับฟัง ความคิดเห็นของประชาชน และการดำเนินการเพื่อแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะ ในส่วนที่ว่าด้วยหลักการและวิธีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ในหัวข้อนี้ผมว่าเป็นหัวข้อ ที่จะต้องพิจารณาให้ดีนะครับ การที่กำหนดว่าเป็นหัวข้อเรื่องสนับสนุนให้มีการศึกษา ผมว่าน่าจะถูกต้อง เพราะอย่างน้อยที่สุดรัฐธรรมนูญที่ใช้มาเราใช้มาไม่นาน เพราะฉะนั้น รัฐธรรมนูญที่มีอยู่ในแต่ละยุคแต่ละสมัยก็จะเหมาะกับเวลาในแต่ละช่วงเวลา กับสภาพ ปัญหา กับสถานการณ์บ้านเมือง กับวิกฤตของบ้านเมืองที่เกิดขึ้นในแต่ละช่วงเวลา รัฐธรรมนูญเขาก็จะพัฒนาหรือถูกเขียนขึ้นมาไปในแนวทางที่จะใช้ในบ้านเมืองไทยในแต่ละ ช่วงเวลาดังกล่าว ดังนั้นแม้ว่าจะมีข้อเสนอในเรื่องให้แก้รัฐธรรมนูญก็ต้องดูเหตุผล ดูความสำคัญ ดูความจำเป็น ดูอุปสรรคว่ามีประเด็นเรื่องใดที่จะต้องมีการแก้ไข แต่ให้มีการศึกษาก่อน แล้วก็ให้รับฟัง ความคิดเห็นก่อน อันนี้ถือว่าเป็นแนวทางที่ดี ที่ถูกต้อง เพื่อลดความขัดแย้งลดปัญหา ที่จะเกิดขึ้น แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตามส่วนที่เป็นหลักการและวิธีการจะแก้ไขมากน้อยแค่ไหน ก็ถูกจำกัดไว้ว่าเป็นเรื่องของแก้ไขเพิ่มเติม ก็คือพิจารณาในเรื่องที่จะแก้รัฐธรรมนูญ ในส่วนบทบัญญัติของการแก้รัฐธรรมนูญ ก็คงยังไม่ได้ไปลึกไกลว่าจะแก้เรื่องใดนะครับ แต่อย่างไรก็ตามผมว่าก็เป็นส่วนที่เราจะต้องระมัดระวัง อย่างที่ว่าในการที่จะดำเนินการ แก้ไขรัฐธรรมนูญหรือเพิ่มเติมแก้ไขให้ดีขึ้น ก็เป็นสิ่งที่ถ้าพัฒนาให้ดีขึ้นก็ไม่ได้ขัดข้องนะครับ แต่ถ้าทำแล้วสร้างปัญหาสร้างความขัดแย้งให้มากขึ้น หรือเป็นอุปสรรคการทำงาน ของประเทศก็คงต้องระมัดระวัง แต่ส่วนสมาชิกวุฒิสภาครับ ท่านประธานครับ สมาชิก วุฒิสภาเองต้องกราบเรียนในส่วนสุดท้ายที่จะกราบเรียนท่านประธานว่า สมาชิกวุฒิสภา ที่มา ๒๕๐ คน เราก็จะถูกกล่าวอ้างว่าเข้ามาแล้วไม่ได้เข้ามาระบบของการเลือกตั้ง เข้ามา โดยแต่งตั้งเข้ามาให้อำนาจมากเกินไป ต้องกราบเรียนท่านประธานว่า ในส่วนของอำนาจ หน้าที่ของวุฒิสภา หรือที่มาก็เป็นข้อที่หนึ่งเลย ปฏิเสธไม่ได้ว่ามาตามรัฐธรรมนูญ
ประการที่ ๒ ท่านประธานครับ ในส่วนของการดำรงตำแหน่งต่าง ๆ มันไม่มี ความจำเป็นที่จะต้องมาจากการเลือกตั้งในทุกตำแหน่ง ทุกหน้าที่ ตำแหน่งต่าง ๆ นั้น อาจจะเกิดขึ้นจากการแต่งตั้งได้นะครับ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายนิติบัญญัติเองในยุคที่ผ่านมา หรือฝ่ายบริหารในยุคที่ผ่านมา ก็เป็นตำแหน่งแต่งตั้ง และข้อสำคัญการแต่งตั้งดังกล่าว เป็นตำแหน่งที่โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง เพราะฉะนั้นความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่า จากการเลือกตั้ง อันนี้ก็เป็นส่วนที่ถูกกำหนดไว้ ส่วนอำนาจหน้าที่ของวุฒิสภาชุดนี้นะครับ มีหน้าที่แตกต่างจากวุฒิสภาชุดก่อนครับ อันนี้คือความสำคัญที่เมื่อเราเข้ามาในช่วงนี้นะครับ เราก็จะทำหน้าที่ในการที่จะทำภารกิจหน้าที่ที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ นอกเหนือจากงานปกติ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการปฏิรูปประเทศ ในเรื่องของยุทธศาสตร์ชาติ หรือในเรื่องเกี่ยวกับ ติดตามงานของรัฐบาล
สุดท้ายสรุปครับ ท่านประธาน คำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีที่พิจารณาอยู่นี้ สมาชิกวุฒิสภาต้องกราบเรียนด้วยความเคารพว่าจะทำหน้าที่ในการตรวจสอบ ในการติดตาม ในการเสนอแนะ เพื่อให้รัฐบาลและผู้รับผิดชอบดำเนินการให้เป็นไปตามนโยบาย ของคณะรัฐมนตรีที่แถลงต่อรัฐสภานี้ครับ ขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปก็เป็นนายวัชรพล โตมรศักดิ์ แล้วหลังจากนั้นก็จะเป็นนางสาวพรรณิการ์ วานิช และขอเลื่อนลำดับมา นางอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล นะครับ ขอเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม วัชรพล โตมรศักดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครราชสีมา พรรคชาติพัฒนา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก่อนอื่นผมต้องขออนุญาต ได้กราบขอบคุณทางพรรคชาติพัฒนานะครับ ที่ได้ให้สิทธิผมเป็นตัวแทนในการที่จะอภิปราย ในการที่รัฐบาลได้นำนโยบายมาแถลงต่อรัฐสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้ ผมเองได้อ่านนโยบาย ของทางรัฐบาลอย่างรอบคอบและโดยละเอียด ผมเห็นว่าเป็นนโยบายที่ดีและจะก่อให้เกิด ประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชนได้อย่างเป็นรูปแบบ ในการดูแลแก้ไขปัญหา ปากท้องของพี่น้องประชาชนที่กำลังประสบความเดือดร้อนอยู่ในขณะนี้ รวมทั้ง การพัฒนาประเทศในด้านเศรษฐกิจ เพื่อสร้างรายได้ให้แก่ประเทศและการกระจายรายได้ สู่ชนบทให้มากยิ่งขึ้น เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม ตลอดจนการพัฒนาด้านสังคม ในมิติต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการศึกษา สาธารณสุข รวมโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในการดูแลผู้สูงอายุ ผู้ด้อยโอกาส และเพื่อให้ประเทศไทยของเราได้ก้าวพ้น จากการเป็นประเทศรายได้ปานกลางไปสู่ประเทศที่พัฒนาแล้ว ให้ชีวิตของพี่น้องประชาชน มีคุณภาพที่ดี ผมจึงขอสนับสนุนนโยบายที่รัฐบาลได้ยื่นในวันนี้ ก่อนอื่นครับ ในนามของพรรคชาติพัฒนา ผมต้องขอขอบคุณท่านนายกรัฐมนตรี ตลอดจนคณะรัฐมนตรีทุกท่านที่ท่านได้เปิดโอกาสในการที่จะผนวกนโยบายต่าง ๆ ของทุกพรรคการเมือง เพราะล้วนแล้วแต่ทุกพรรคการเมืองนั้น ได้มีการไปพบปะ พี่น้องประชาชน แล้วก็โดยเฉพาะอย่างยิ่งนำปัญหาต่าง ๆ ที่เขาได้พบได้เห็นมานำเป็นร่าง นโยบายและนำเสนอต่อพี่น้องประชาชนและได้รับการเลือกตั้ง และหนึ่งในนโยบายวันนี้ ก็มีนโยบายของพรรคชาติพัฒนาที่ได้รวมอยู่ด้วย กราบขอบพระคุณครับ ผมจะใช้เวลาสั้น ๆ ๘ นาที เพื่อจะอธิบายแล้วก็ได้พูดเกี่ยวกับเรื่องนโยบายบางส่วนที่จะเป็นประโยชน์ และเป็นการนำเสนอ
เรื่องแรกที่ผมจะขออนุญาตได้กราบเรียนท่านประธานครับ ก็คือนโยบาย ในส่วนของเร่งด่วนที่รัฐบาลได้ดำเนินการเขียนไว้ ๑๒ เรื่อง ผมจะยกขึ้นมาแค่ ๒ เรื่อง สั้น ๆ ครับ ในเรื่องแรกก็คือ เรื่องของการปรับปรุงสวัสดิการและการพัฒนาคุณภาพชีวิต ของประชาชน รัฐบาลได้มีแนวนโยบายในการที่จะดูแลปรับปรุงสวัสดิการแห่งรัฐ เบี้ยยังชีพ ของประชาชน ผู้สูงอายุ และคนพิการที่มีรายได้น้อย ผู้ยากไร้ ผู้ด้อยโอกาส เมื่อสักครู่ ท่านรองนายกรัฐมนตรีสมคิดท่านได้พูดมาผมดีใจครับ เพราะวันนี้สังคมไทยเป็นสังคม ผู้สูงอายุ ซึ่งตรงนี้ถ้าเป็นไปได้ผมอยากจะเห็นรัฐบาลได้จัดเงินให้กับผู้สูงอายุไม่ใช่ แบบก้าวบันได ๖๐๐ บาท ๗๐๐ บาท ๘๐๐ บาท ถ้าเป็นไปได้ให้ไปเลยครับ ๒,๐๐๐ บาท ๓,๐๐๐ บาท บุคคลเหล่านี้วันนี้คือตัวแทนของลูกหลานที่ต้องอยู่บ้านไม่มีรายได้ ถ้าเขาได้มีเงินก้อนนี้ก็จะเป็นประโยชน์อย่างมหาศาล
อีกเรื่องหนึ่งในหัวข้อที่ ๒ ก็คือ เรื่องอาสาสมัครหรือ อสม. ก็ถือว่าเป็นบุคคล ที่ได้เสียสละ ถ้าเป็นไปได้ค่าตอบแทนที่เขามีอยู่เห็นควรที่จะต้องเพิ่มขึ้น ต่อจากนั้น ในข้อที่ ๑๑ ท่านประธานครับ ถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง ก็คือในเรื่องของจัดเตรียม มาตรการรองรับภัยแล้งและอุทกภัยบวกกับนโยบายหลักในข้อ ๑๐.๓ ซึ่งเป็นการส่งเสริม การบริหารจัดการน้ำทั้งระบบและแหล่งน้ำชุมชน วันนี้เราปฏิเสธไม่ได้เลยครับว่า ประเทศไทยเรากำลังประสบปัญหาวิกฤตหนักในเรื่องของภัยแล้งเฉกเช่นเดียวกับ จังหวัดนครราชสีมาของผมที่มีปัญหาในเรื่องของภัยแล้ง เพราะฉะนั้นในการแก้ไขปัญหา ภัยแล้งไม่ใช่เพิ่งเกิดครับ ผ่านมาไม่รู้กี่สิบปีประเทศไทยเราไม่ภัยแล้งก็น้ำท่วม เพราะฉะนั้น อยากจะขอให้รัฐบาลได้มีความตั้งใจที่อยากจะแก้ไข สิ่งหนึ่งก็คือว่านอกเหนือจากที่ภัยแล้ง ในขณะนี้ เราทำฝนเทียม ฝนอาจจะไม่สามารถจะตกต้องได้ แต่เป็นไปได้ไหม ที่เราจะเจาะบ่อบาดาล หรือแม้กระทั่งในการที่จะดำเนินการในการที่จะใช้เหมือนกับ กรมทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ไปทำให้กับพี่น้องประชาชนครับ คือเจาะ บ่อบาดาลเสร็จแล้วก็ใช้ระบบโซลาร์ เซลล์ (Solar cell) ในการที่จะช่วยเหลือพี่น้องประชาชน โดยเร่งด่วนในขณะนี้ นั่นก็คือสิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะฝาก และท้ายที่สุดของเรื่องการแก้ไข ในระบบการระบายน้ำหรือการแก้ไขเรื่องน้ำ ที่อยากจะเห็นมากที่สุดครับ คือการที่จะ ก่อสร้างระบบชลประทานแบบเต็มรูปแบบ เฉกเช่นเดียวกับจังหวัดนครราชสีมาผม วิธีแก้ง่าย ๆ ไม่ยากเลยครับ ก่อนหน้านี้ได้มีการออกแบบระบบชลประทานใช้เงิน ๔,๐๐๐ กว่าล้านบาท ก็คือทำลำน้ำทั้งระบบให้มีระบบแก้มลิง น้ำที่ไหลจากลำตะคอง ก่อนที่จะไปสู่ตัวเมือง ในตอนที่น้ำฝนเยอะก็จะกักเก็บไว้ พอตอนไหนที่น้ำแล้งก็สามารถ ที่จะนำน้ำออกมาใช้ประโยชน์ได้ นั่นก็คือสิ่งหนึ่งเกี่ยวกับเรื่องน้ำ
ต่อไปเป็นนโยบายหลักครับ ผมมีเรื่องที่อยากจะกราบเรียนท่านในประเด็นแรก ก็คือในหัวข้อที่ ๕ การพัฒนาเศรษฐกิจและความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย ในข้อ ๕.๓.๗ การส่งเสริมทำปศุสัตว์ให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่ม ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งเลยครับ เพราะวันนี้ท่านประธานทราบไหมครับว่า จังหวัดนครราชสีมาของผม มหาวิทยาลัย เทคโนโลยีสุรนารีได้มีการวิจัยเกี่ยวกับเรื่องวัวหรือโคนะครับ เนื้อโคราชวากิว (Wagyu) ซึ่งพ่อพันธุ์ได้นำเข้าจากประเทศออสเตรเลีย ระยะเวลา ๑๒ ปี ในขณะนี้เกษตรกร ๑,๐๐๐ กว่าราย ได้เลี้ยงวัวพันธุ์โคราชวากิว (Wagyu) จำนวน ๒๐,๐๐๐ กว่าตัว สร้างรายได้มหาศาลให้กับพี่น้องประชาชน จากวัวราคากิโลกรัมละ ๒๐๐ บาท ๓๐๐ บาท วันนี้เขาสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้กิโลกรัมละ ๓,๐๐๐-๕,๐๐๐ บาท ในเดือนตุลาคม ที่ผ่านมารัฐบาลได้อนุมัติเงินก่อสร้างโรงเชือดที่เป็นมาตรฐานมูลค่า ๕๐ ล้านบาท ถ้าโรงเชือดแห่งนี้เสร็จ นั่นก็หมายความว่าจะมีการรับรองฟู้ด เชฟตี้ (Food Safety) ให้เราสามารถที่จะจำหน่ายเนื้อนี้ได้ไปตามยุโรป หรือในประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในวันนี้การบินไทยได้มาสั่งจอง เพราะฉะนั้นถ้ารัฐบาลได้สนับสนุนตรงนี้ก็จะเป็นการสร้าง รายได้ให้กับพี่น้องประชาชน
ในประเด็นสุดท้ายที่ผมจะพูดถึง ก็คือใน ข้อ ๕.๖ การพัฒนาสาธารณูปโภค พื้นฐานรถไฟความเร็วสูง กราบขอบพระคุณท่านนายกรัฐมนตรีเป็นอย่างยิ่งที่ท่านได้สร้าง โครงสร้างพื้นฐานให้กับพี่น้องประชาชนคนไทยทั้งประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในจังหวัดนครราชสีมาของผม อีกไม่นานเราจะมีมอเตอร์เวย์ (Motorway) อีกไม่นาน เราจะมีรถไฟความเร็วสูง นั่นคือสิ่งหนึ่งที่จะเชื่อมต่อไปถึงประเทศลาวและประเทศจีน ในอินโดจีน ก็จะเกิดการสร้างรายได้ให้กับคนอีสานและประเทศไทยของเรา สิ่งหนึ่ง ที่ผมอยากจะฝากไปถึงท่านรัฐมนตรี ซึ่งท่านเป็นคนจังหวัดบุรีรัมย์ วันนี้รถไฟความเร็วสูง หรือรถไฟทางคู่ได้ผ่าเมืองโคราช แต่การดำเนินการก่อสร้างตอนแรก ก็คือจะให้รถไฟ อยู่บนพื้น นั่นหมายความว่าโคราชจะถูกแบ่งออกเป็น ๒ ส่วน แต่วันนี้ทราบข่าว ว่ามีการแก้ไขว่าจะยกระดับรถไฟทางคู่ หรือรถไฟความเร็วสูงให้ขึ้นอีกเป็นระยะทาง ประมาณ ๕ กิโลเมตรกว่า ผมว่าไม่ใช่ครับ อยากจะฝากให้ท่านได้ทบทวน อย่างน้อยโคราช จะได้ไม่ถูกแบ่งออกเป็น ๒ ส่วน จะสร้างความงดงามให้กับประเทศ นั่นคือสิ่งหนึ่งที่ผม อยากจะฝากครับ ด้วยเวลาอันสั้นผมขอเป็นกำลังใจให้กับรัฐบาล ถ้าเกิดท่านได้นำนโยบายนี้ ไปดำเนินการได้ประสบความสำเร็จ ศรัทธาต่าง ๆ พี่น้องประชาชนจะให้กำลังใจ ท่านนายกรัฐมนตรีที่ชื่อ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา กราบขอบพระคุณครับ
ขอบคุณมากครับ ต่อไป นางสาวพรรณิการ์ เชิญเลยครับ
เรียนท่านประธานค่ะ ดิฉัน นางสาวพรรณิการ์ วานิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาค่ะ ก่อนอื่นต้องขอบพระคุณท่านนายกรัฐมนตรี ที่ยังอยู่ฟังพวกเราผู้แทนราษฎรและสมาชิกรัฐสภาจนถึงขณะนี้ เพราะว่าวันนี้เป็นวันสำคัญ เป็นวันแรกที่ท่านได้เข้ามาพบกับพวกเรา แล้วก็ได้รับฟังรวมถึงอธิบายชี้แจงคำแถลงนโยบาย ของท่าน ซึ่งดิฉันเพิ่งได้รับมาเมื่อไม่กี่วันก่อน แล้วก็พลิกดูพลิกไปพลิกมาหลายครั้ง แล้วก็พบว่ายังคงขาดรายละเอียดอีกมากอย่างที่ท่านสมาชิกหลายท่านอภิปรายไปแล้ว ก็คงจะเป็นการดีที่เราจะได้สอบถามกัน แล้วท่านได้มีโอกาสอธิบายในประเด็นต่าง ๆ นะคะ ดิฉันรับผิดชอบหน้าที่ในการมาอภิปรายนโยบายที่เกี่ยวข้องกับด้านของการต่างประเทศ ดิฉันฟังตั้งแต่คำปรารภในแถลงนโยบายของท่าน ก็ดีใจนะคะว่ามีคำปรารภที่สะท้อน ให้เห็นว่าท่านรับทราบว่าการเข้ามารับตำแหน่งของรัฐบาลใหม่เกิดขึ้นท่ามกลางความผันผวน ของสภาวะเศรษฐกิจการเมืองโลก เกิดขึ้นท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงที่ประเทศไทย ต้องรับมือความท้าทายอย่างหนักหน่วงหลายประการนะคะ มีเป้าหมายและหลักการ ที่ชัดเจนในนโยบายต่างประเทศของท่าน ในการที่จะบอกว่าท่ามกลางความผันผวน เปลี่ยนแปลงนี้ประเทศไทยซึ่งเป็นประธานอาเซียน (ASEAN) ในปีนี้ควรจะมีบทบาทนำ ในเวทีระหว่างประเทศ เป็นเรื่องที่ถูกต้อง เป็นเป้าหมายที่ถูกต้องที่ท่านจะรักษาส่งเสริม สมดุลกับความสัมพันธ์ระหว่างชาติมหาอำนาจต่าง ๆ เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของคนไทย เป็นหลักการที่ถูกต้องที่ดิฉันประทับใจที่ท่านบอกว่า จะมีการทูตเชิงรุกเพื่อปกป้อง ผลประโยชน์ของประชาชนในประเทศไทย ปัญหาก็คือเป้าหมายและหลักการที่ถูกต้องที่ว่ามาทั้งหมดในคำแถลงนโยบายของท่าน โดยเฉพาะ ข้อ ๔ เรื่องการสร้างบทบาทนำของไทยในเวทีโลก เป้าหมายนั้นการจะไปให้ถึง ดิฉันมองไม่เห็นรูปธรรม พลิกอ่านไปมาก็หลายตลบแล้ว หลักการที่ท่านบอกว่าเป็นการทูต เชิงรุกเพื่อประชาชนอันเป็นหลักการที่ดีนั้น ในเมื่อท่านนายกรัฐมนตรียังเป็นคนเดิม ท่านรัฐมนตรีต่างประเทศก็ยังเป็นคนเดิม และดิฉันก็ได้ทำตามที่ท่านประยุทธ์บอกมา ตอนแรกว่าให้ติดตามการทำงานของท่านตลอด ๕ ปีที่ผ่านมาด้วย ดิฉันติดตามแล้วก็พบว่า หลักการอันดีซึ่งอยู่ในคำแถลงนโยบายของท่านนั้น ดิฉันไม่สามารถทำใจให้เชื่อว่าท่านได้ เชื่อมั่นในหลักการนั้น และจะปฏิบัติตามจริงหรือไม่ ซึ่งดิฉันจะได้อภิปรายในรายละเอียด ต่อไป
อย่างแรกการที่ท่านบอกว่าท่านจะมีบทบาทนำในเวทีโลก ประเทศไทย จะมีบทบาทนำในเวทีโลกได้อย่างแรกต้องทำอะไรคะ ท่านต้องทราบก่อนว่าโลกเขาคุยเรื่อง อะไรกัน ท่านจะได้คุยกับเขารู้เรื่อง ซึ่งไม่เกี่ยวกับความสามารถด้านภาษาของท่าน ดิฉัน เห็นด้วยกับท่านว่าในห้องมีล่ามเป็นสิบ ๆ คน ท่านใช้ล่ามได้ ไม่มีปัญหาอะไร ท่านรัฐมนตรี ต่างประเทศเอง ก็คงจะสามารถพูดแทนท่านได้เช่นเดียวกัน ท่านก็ทำงานในกระทรวง การต่างประเทศมานาน ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ความสามารถด้านการสื่อสารภาษาอังกฤษ หรือภาษาอื่นใด ปัญหาก็คือวิสัยทัศน์และการเข้าใจประเด็นต่าง ๆ ที่นานาอารยประเทศ กำลังพูดคุยเพื่อสร้างความร่วมมือกันอยู่นั้น เป็นประเด็นที่เราเข้าใจและจะเข้าไปมี บทบาทนำในเวทีโลกได้หรือไม่ แน่นอนค่ะ ดิฉันอ่านคำแถลงนโยบายของท่าน มีคำหลายคำ ที่อยู่ในการพูดคุยแลกเปลี่ยนกันในเวทีระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจหมุนเวียน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการพัฒนาโดยรักษาสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของนวัตกรรม เทคโนโลยีต่าง ๆ ดิฉันก็พอใจที่ท่านถึงกับยกให้การเตรียมคนไทยสู่ศตวรรษที่ ๒๑ และการวาง โครงสร้างเศรษฐกิจไทยไปสู่อนาคต เป็น ๑ ใน ๑๒ นโยบายเร่งด่วนของท่าน
ปัญหาก็คือว่าดิฉันอยากจะให้ท่านมีอรรถาธิบายเพิ่มเติมให้เห็นว่าวิสัยทัศน์ ของท่าน อันจะไปพูดในเวที จี ๒๐ (G20) เวทีอาร์เซ็ป (RCEP) ต่าง ๆ ในเรื่องที่โลกกำลัง พูดคุยกันอยู่นั้น ท่านแสดงให้ดิฉันดูสักนิดได้หรือไม่ เนื่องจากในคำแถลงนโยบายนั้นไม่ได้ มีรายละเอียด ดิฉันอยากจะทราบในฐานะเป็นตัวแทนของประชาชนคนไทยว่า หากผู้นำ ของเราจะไปพูดในเวทีระดับโลก แสดงวิสัยทัศน์ในประเด็นที่โลกกำลังคุยกันเหล่านี้เพื่อแสดง บทบาทนำ จะมีวิสัยทัศน์เช่นใดบ้าง ประเด็นต่าง ๆ เหล่านี้เช่นอะไรคะ เช่น การรับมือกับ เอไอ (AI) และคนที่จะตกงาน เนื่องจาก เอไอ (AI) และหุ่นยนต์เข้ามาแทนที่ ซึ่งมีการ ประเมินไว้ว่า ๘๐๐ ล้านคนจะตกงานเนื่องจาก เอไอ (AI) จะมาแทนที่ในอีก ๑๒ ปีข้างหน้า ประเด็นต่าง ๆ เช่น เมื่อหุ่นยนต์เข้ามาแทนที่คนแล้ว เราจะสร้างสิ่งที่เรียกว่าดีเซนต์ เวิร์ก (Decent works) หรือว่างานที่มีคุณภาพ ปลดปล่อยศักยภาพของมนุษย์ เหล่านี้จะทำได้ อย่างไร เรากำลังพูดถึงลิฟวิง เวจ (Living wage) หรือค่าแรงเพื่อชีวิต ค่าแรงที่ทำให้เรา มีชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี เลี้ยงดูครอบครัวได้ ไม่ใช่ค่าแรงขั้นต่ำ เหล่านี้ท่านจะไปแสดงวิสัยทัศน์ อย่างไร เราจะรับมือกับสภาวะโลกร้อนอย่างไร อย่างเป็นรูปธรรม ลดการใช้พลังงานฟอสซิล (Fossil) อย่างไร ลดปริมาณการใช้รถยนต์ จัดการสิ่งแวดล้อม ลดการใช้พลาสติกอย่างไร นี่คือสิ่งที่นานาอารยประเทศกำลังพูดคุยสร้างบทสนทนากันในเวทีระดับโลก ท่านจะไป พูดคุยกับเขาอย่างไรในประเด็นแอนไททรัสต์ (Antitrust) หรือประเด็นที่นานาชาติกำลัง พูดคุยกันว่าจะพยายามคลี่คลายการผูกขาดของทุนใหญ่ระดับโลกได้อย่างไร โดยที่ ไม่ขัดขวางการพัฒนานวัตกรรม ซึ่งต้องใช้เงินทุนจำนวนมหาศาลของบริษัทยักษ์ใหญ่เหล่านี้
สำคัญที่สุดก็คือดิฉันอยากทราบว่าประเทศไทยจะมีบทบาทนำในเวทีโลก ได้อย่างไร ถ้าหากว่าเราไม่พูดจาในภาษาสากลและพูดถึงปัญหาสากลอย่างตรงไปตรงมา ๑ ในปัญหาที่ท้าทายโลกมากที่สุดในรอบหลายปีมานี้ ก็คือปัญหาผู้อพยพลี้ภัย เราในฐานะ ประธานอาเซียน (ASEAN) ก็กำลังรับมือกับปัญหาผู้อพยพลี้ภัยโรฮีนจาอยู่เช่นเดียวกัน ดิฉันอยากทราบว่าประเทศไทยจะมีบทบาทนำในเรื่องนี้ได้อย่างไร ในเมื่อประเทศไทย ยังไม่แม้แต่จะเป็นภาคีสมาชิกอนุสัญญาว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัยปี ๒๔๙๔ และพิธีสาร ปี ๒๕๑๐ ทำให้กฎหมายไทยยังไม่เคยรองรับสถานะของผู้ลี้ภัย ผู้ขอลี้ภัยเข้ามาในประเทศ ยังคงต้องเผชิญกับความเสี่ยงที่จะถูกจับกุมคุมขัง หรือแม้แต่เนรเทศออกนอกประเทศไป เราจะมีบทบาทนำในเรื่องนี้ได้อย่างไร เป็นประธานอาเซียน (ASEAN) เราจะพูดถึงเรื่องของ การรับมือกับการโยกย้ายถิ่นฐานโดยผิดปกติ ซึ่งท่านพูดเองในคำแถลงนโยบายของท่าน ในฐานะหนึ่งในการส่งเสริมความร่วมมือด้าน ความมั่นคงระหว่างประเทศ เราจะทำเรื่องนี้ได้อย่างไรหากกฎหมายเราไม่รองรับเรื่องของ ผู้ลี้ภัยตั้งแต่แรกนะคะ สำคัญยิ่งไปกว่านั้นอีกค่ะท่าน ท่านจะพูดคุยกับนานาอารยประเทศ อย่างไร เพราะว่าภาษาที่ตอนนี้นานาอารยประเทศใช้เป็นภาษาหลักในการพูดคุย ท่านจะอยู่ ใน ยูเอ็น (UN) ในสหประชาชาติอย่างไร ทำตามแผนพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติ ที่ท่านพูดไว้ในคำแถลงนโยบายได้อย่างไร ถ้าท่านพูดและพูดเมื่อเช้านี้ด้วยอีกครั้งหนึ่งว่า เราพูดเรื่องสิทธิมนุษยชนกันมากเกินไป ดิฉันอยากทราบว่าการพูดเรื่องสิทธิมนุษยชน มากเกินไปมีด้วยหรือ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ หมวด ๓ ว่าด้วยสิทธิเสรีภาพของปวงชนชาวไทย และรัฐธรรมนูญไทยโดยหลักการทั่วไปคุ้มครอง สิทธิเสรีภาพของประชาชน การพูดเรื่องสิทธิมนุษยชนมากไปจึงไม่มี การพูดน้อยไปต่างหาก จึงเป็นปัญหา เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าเราจะเป็นผู้นำ มีบทบาทนำในเวทีโลก การพูดถึง สิทธิมนุษยชนเป็นเรื่องสำคัญฮิวแมนไรท์ วอตช์ (Human Rights Watch) องค์กรสิทธิ มนุษยชนระหว่างประเทศออกแถลงการณ์ออกมาหลังจากได้เห็นคำแถลงนโยบายของท่าน พูดออกมาว่านโยบายที่ พลเอก ประยุทธ์ แถลงไม่มีเนื้อหาที่สามารถแก้ปัญหาร้ายแรงที่เคย เกิดขึ้นระหว่างการปกครองของทหารอย่างกดขี่นับตั้งแต่รัฐประหารปี ๒๕๕๗ ความหวังว่า รัฐบาลใหม่จะปฏิรูปสิทธิมนุษยชน และทำให้เกิดความก้าวหน้าด้านประชาธิปไตยภายใต้ การปกครองของพลเรือนต้องเผชิญกับความถดถอยร้ายแรง เนื่องจากไม่มีการประกาศ เจตนารมณ์ใด ๆ ในเรื่องนี้ในคำแถลงนโยบาย นี่คือข้อกังวลขององค์การสิทธิมนุษยชนระดับ ระหว่างประเทศนะคะ
ดิฉันขอถามค่ะท่าน เป็นไปได้อย่างไรที่ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๖๑ ในขณะที่ท่านยังเป็นผู้นำรัฐบาลทหารอย่างเต็มตัวอยู่นั้น ประกาศให้สิทธิมนุษยชนเป็นวาระแห่งชาติ แต่ พลเอก ประยุทธ์ คนเดียวกันเมื่อมาดำรง ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหลังการเลือกตั้งกลับไม่มีวาระสิทธิมนุษยชนอยู่ในคำแถลงนโยบาย ชุดแรกของท่าน ดิฉันตั้งข้อสงสัยดังนี้นะคะว่าเป็นไปได้หรือไม่ว่า ท่านเห็นสิทธิมนุษยชน เป็นเพียงเครื่องประดับตกแต่งในการสร้างความยอมรับจากทั้งในและต่างประเทศ เมื่อท่านมีความชอบธรรม ท่านคิดว่าท่านได้รับความชอบธรรมผ่านการเลือกตั้งเรียบร้อยแล้ว ท่านก็ไม่เห็นความสำคัญของการอ้างความชอบธรรมจากสิทธิมนุษยชนอีกต่อไป สิทธิมนุษยชนเป็นเพียงเสื้อผ้าสำหรับท่าน ไม่ใช่เลือดเนื้อและหัวใจของท่านใช่หรือไม่ ถ้าท่านจะกรุณาก็ช่วยตอบด้วยจะเป็นพระคุณอย่างยิ่งนะคะ
ท่านประธานคะ มีคำแถลงนโยบายของ พลเอก ประยุทธ์ อีกเรื่องหนึ่งนะคะ ที่กล่าวถึงประเด็นในระดับโลก ซึ่งดิฉันหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเรื่องนี้เราจะมีบทบาทนำ หรืออย่างน้อยก็ให้ความร่วมมือกับนานาอารยประเทศได้ นั่นก็คือเรื่องของการกำจัด จัดการ เฟกนิวส์ (Fake news) ข่าวปลอม วันนี้ท่านพูดเองในหลายโอกาสนะคะ และในคำแถลง นโยบายมีทั้งในวาระเร่งด่วน ๑๒ นโยบายของท่าน และมีทั้งในวาระข้อ ๒ เรื่องของ ความมั่นคงของท่านปรากฏอยู่หลายครั้งในคำแถลงนโยบาย ตัวท่านเองก็เป็นผู้ที่ดิฉัน เห็นว่าท่านชื่นชอบการใช้โซเชียล มีเดีย (Social media) ตัวท่านเองมีแฟนเพจ เฟซบุ๊ก (Fan page Facebook) อยู่หลากหลายแฟนเพจ (Fan page) เพจ (Page) ที่สนับสนุน ท่านก็มีอยู่เยอะ เชื่อว่าท่านคงเป็นหนึ่งในคนที่เห็นถึงพลังของโซเชียล มีเดีย (Social media) ในการเมือง อย่างน้อยในระยะ ๕ ปีที่ผ่านมาท่านก็คงเห็นอิทธิพลของโซเชียล มีเดีย (Social media) อยู่นะคะ ความหวังของดิฉันที่ว่าเราจะมีบทบาทนำในเรื่องนี้ก็ริบหรี่ลงไป เมื่อรัฐมนตรีกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมของท่านคนใหม่บอกว่าจะมีการตั้งศูนย์ ต่อต้านเฟกนิวส์ (Fake news) ซึ่งฟังดูเหมือนจะดีเหมือนมีความตั้งใจจริงนะคะ แต่ประเด็น ก็คือ นี่แสดงให้เห็นว่าอย่างน้อยท่านไม่มีความรู้เพียงพอในการจะออกนโยบายเรื่องการ ต่อต้านเฟกนิวส์ (Fake news) หรืออย่างมากท่านไม่มีความตั้งใจจริง ทำไมดิฉันถึงพูด เช่นนั้นคะ อธิบายง่าย ๆ ค่ะ รัฐบาลเองเป็นต้นตอของข่าวต่าง ๆ ที่ไหลวนอยู่ในประเทศไทย รัฐบาลเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเต็ม ๆ ในข่าวอันจะเป็นจริงหรือเป็นเท็จที่เกิดขึ้น ในประเทศไทย ผู้บริหารของบริษัทการันตีว่างบการเงินของตัวเองโปร่งใสไม่ได้ ต้องจ้างผู้สอบบัญชีที่เป็นกลางมาสอบบัญชีให้ฉันใด รัฐบาลก็ไม่มีสิทธิที่จะไปปิดป้ายว่า ข่าวใดปลอม ข่าวใดจริงฉันนั้น จำเป็นต้องให้องค์กรที่มีความเป็นกลางและไม่มีส่วนได้ส่วนเสีย มาเป็นผู้ปิดป้ายตัดสินว่าข่าวใดปลอม ข่าวใดไม่ปลอม ล่าสุดเฟซบุ๊ก (Facebook) วันนี้เองเพิ่งจะมีการประกาศออกมาปิดแอ็กเคานต์ (Account) ๑๐ แอ็กเคานต์ (Account) แล้วก็ ๑๒ แฟนเพจ (Fan page) ในประเทศไทย ซึ่งเฟซบุ๊ก (Facebook) แถลงเองว่ามีพฤติกรรมอันเป็นพฤติกรรมที่ปลอมแปลงตัวตน และเผยแพร่ข่าว อันเป็นการสร้างความแตกแยกทางการเมืองในประเทศไทย รวมถึงโจมตีนักเคลื่อนไหว ทางประชาธิปไตยในประเทศไทย ดิฉันถามว่าทำไมเฟซบุ๊ก (Facebook) จึงกลายเป็นผู้ที่ ต้องมาปิดเพจ (Page) เหล่านี้ รัฐบาลที่บอกมาโดยตลอดว่าจะเป็นผู้ที่ปราบปรามเฟกนิวส์ (Fake news) ปล่อยให้แฟนเพจ (Fan page) เหล่านี้ แอ็กเคานต์ (Account) เหล่านี้ ลอยนวลมาได้เป็นเวลานานหลายปี ตกลงว่ามีความตั้งใจจริงหรือไม่ที่จะต่อต้านข่าวปลอม การบิดเบือนข้อมูลในโซเชียล มีเดีย (Social media) ตามคำแถลงนโยบายของท่าน เพราะว่าจากข้อสังเกตของดิฉัน ของประชาชนโดยทั่วไปมีข้อสังเกตอยู่ว่าข่าวปลอม ข่าวลวงใด อันเป็นข่าวปลอม ข่าวลวงที่เป็นคุณกับรัฐบาลมักอยู่รอดปลอดภัย ข่าวปลอม ข่าวลวงใด ที่เป็นโทษกับรัฐบาลซึ่งเป็นข่าวปลอมหรือข่าวลวงหรือเปล่าก็ไม่รู้มักมีอันเป็นไป รวมถึง ผู้ที่เผยแพร่ด้วย ยกตัวอย่างเช่น เอ็มวี (MV) ประเทศกูมี ก็เคยถูก บก. ปอท. ขู่ว่าผู้ที่เผยแพร่ เอ็มวี (MV) นี้ และทำ เอ็มวี (MV) นี้อาจผิด พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ มาตรา ๑๔ (๒) ว่าด้วย การนำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จสู่ระบบคอมพิวเตอร์อันอาจเป็นภัยต่อความมั่นคง เอ็มวี (MV) ประเทศกูมีปัจจุบันมีผู้ชม ๖๙ ล้านครั้ง ดิฉันเชื่อว่าในห้องนี้ก็ต้องมีอย่างน้อยสักคนสองคน ที่ได้เคยดูอยู่ ดิฉันคงไม่จำเป็นต้องเผยแพร่ซ้ำว่าเอ็มวี (MV) นี้มีเนื้อหาอย่างไร เป็นเท็จ หรือไม่ และตกลงเป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศหรือว่าของใครกันแน่นะคะ ด้วยเหตุผล ประการเหล่านี้ดิฉันจึงตั้งคำถามว่าการจะจัดการเฟกนิวส์ (Fake news) ข่าวลวง ข่าวปลอม ของรัฐบาลนั้นเป็นนโยบายที่จะสัมฤทธิผลเป็นจริงได้หรือไม่ หรือจะกลายเป็นเพียงหนึ่ง ในเครื่องมือทางการเมืองของรัฐบาลในการปิดปากฝ่ายตรงข้ามกันแน่
อีกประเด็นหนึ่งที่ดิฉันอยากจะพูดถึงมาก ดิฉันชื่นชมนะคะ การทูตเชิงรุก เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน หลักการนี้ถูกต้องอย่างยิ่ง แต่ดิฉันถามหน่อยค่ะว่า การทูตเชิงรุกเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน จะเกิดขึ้นจริงได้หรือไม่ในรัฐบาล ของท่าน ตอนนี้สิ่งที่ต้องการการปกป้องอย่างยิ่งโดยใช้การทูต คือการจัดการภัยแล้ง แม่น้ำโขงไหลผ่าน ๖ ประเทศ และมีผลโดยตรงอย่างยิ่งต่อการจัดการภัยแล้งในประเทศไทย สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติของไทยเองก็บอกว่า หนึ่งในสาเหตุภัยแล้งเกิดจาก แม่น้ำโขง ซึ่งการจัดการทรัพยากรน้ำในแม่น้ำโขงนั้นเป็นการจัดการที่ เอ็มอาร์ซี (MRC) หรือคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงอันเป็นกลไกระหว่างประเทศ ซึ่งเราร่วมเป็นหนึ่งในนั้นอยู่ ไม่สามารถจัดการได้ คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงมีมาตั้งแต่ ปี ๒๕๓๘ ปี ๒๕๓๙ น่าจะเป็น ยุคที่ท่านดอนเริ่มเข้ามาทำงานกระทรวงการต่างประเทศพอดี ผ่านไปหลายสิบปี คณะกรรมาธิการนี้ไม่สามารถปกป้องชีวิตความเป็นอยู่ของคนในลุ่มน้ำโขงได้ดีเท่าที่ควร เพราะว่าไม่สามารถจะเจรจาต่อรองกับมหาอำนาจได้มากเท่าที่ควรจะเป็น ดิฉันขอฝากท่าน หากอยากจะใช้การทูตเชิงรุกปกป้องประชาชนจริง ๆ ขอเริ่มที่คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง ฝากไว้ตรงนี้และพิสูจน์ให้พวกเราเห็นว่า ประเทศไทยจะมีบทบาทนำในเวทีโลกและปกป้อง ผลประโยชน์ของไทยด้วยการทูตเชิงรุกได้จริง ๆ
ดิฉันฝากสุดท้ายนะคะ ประเทศไทยมีปัญหามากมาย ความท้าทายมาก ในตอนนี้ ดิฉันก็ชอบค่ะคนตลก และดิฉันก็เห็นว่าท่านนายกรัฐมนตรีวันนี้มีความตลก อยู่ในหลายช็อต (Shot) หลายซีน (Scene) ด้วยกัน แต่ปัจจุบันประเทศไทยอาจต้องการ มากกว่านายกรัฐมนตรีที่ตลกนะคะ ต้องการนายกรัฐมนตรีที่มีวิสัยทัศน์ ผู้นำที่จะนำพา เกียรติภูมิศักดิ์ศรีของประเทศไทยให้กลับมาในเวทีโลกอีกครั้งค่ะ ขอบพระคุณค่ะ
ขอบคุณครับ
ท่านประธานครับ ผมขอประท้วงนิดหนึ่งครับ
เชิญเลยครับ
ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ในช่วงตอนที่เราประชุมกันประมาณ ๒๑.๑๑ นาฬิกา ตอนที่ท่านเสรีพิศุทธ์อภิปราย แล้วท่านนายกรัฐมนตรีก็ได้ชี้แจง มีเพื่อนสมาชิกท่านหนึ่ง ขออนุญาตเอ่ยนาม คือท่านจิรายุ ห่วงทรัพย์ ท่านก็ได้ใช้มือถือถ่ายรูปเซลฟี่ (Selfie) แล้วก็ โพสต์ (Post) ลงไปในทวิตเตอร์ (Twitter) ผมคิดว่าไม่เหมาะสมด้วยเนื้อหาด้วยสิ่งที่ทำก็ผิด ระเบียบอยู่แล้ว เพราะว่าข้อบังคับห้ามใช้เครื่องมือสื่อสารใด ๆ ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๑๓ ในห้องประชุม แต่ที่สำคัญนะครับ คือเนื้อหาที่ไปก็เป็นการบิดเบือน ทำให้สภาเราเสื่อมเสีย เพราะท่านไปพูดว่า บิ๊กตู่ปรี๊ดแตกท้าเสรีพิศุทธ์ยิงกันกลางสภา ผมว่าเนื้อหาแบบนี้ทำให้พวก เราเสื่อมเสียนะครับ เพราะว่าเราไม่ได้มีการท้ายิงอะไร เราเป็นการอภิปรายโต้ตอบ กันตามการแถลงนโยบายนะครับ แต่ท่านจิรายุ ห่วงทรัพย์ ไปทวิตเตอร์ (Twitter) อย่างนี้ ผมว่าทำให้บรรยากาศในสภาเราคนก็ตกใจกันไปหมดครับ อยากให้ท่านประธานได้วินิจฉัย เรื่องนี้ด้วยครับ
ขอบคุณครับ เมื่อเช้านี้ผมได้เตือน เรื่องนี้นะครับ ในข้อบังคับ ข้อ ๑๑๓ ห้ามใช้เครื่องมือสื่อสารใด ๆ รวมทั้งห้ามสูบบุหรี่ ในห้องประชุมรัฐสภา ซึ่งเรื่องสูบบุหรี่นี่เราก็ปฏิบัติได้ร้อยทั้งร้อยนะครับ แต่ว่าเรื่องห้ามใช้ เครื่องมือสื่อสารนี้เป็นข้อบังคับโดยตรงเลยครับ ไม่ใช่เป็นคำสั่งของประธาน เพราะฉะนั้น ท่านใดที่ใช้เครื่องมือสื่อสาร โทรศัพท์มือถือหรืออะไรก็ตามที่บันทึกแล้วเอาไปเผยแพร่ ก็ถือว่าผิดระเบียบนี้ ก็ต้องเรียนเตือนว่าอย่าให้เกิดอย่างนี้ขึ้นอีกครับ ต่อไปเชิญท่าน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ขออนุญาตตอบคุณพรรณิการ์นะครับ เมื่อสักครู่ได้รับฟัง สิ่งที่คุณพรรณิการ์ได้กล่าวเริ่มต้นตั้งแต่แสดงความชื่นชมที่ได้เห็นท่านนายกรัฐมนตรีนั่งตั้งแต่ ช่วงเช้าจนถึงเวลานี้ แต่ขณะเดียวกันก็มีเรื่องต่าง ๆ มากมายในลักษณะที่ถักทอร้อยรัด โยงใยเกือบจะทุกเรื่องเข้าไปสู่จุดสุดท้ายที่มีความรู้สึกว่าเหมือนกับกำลังโอบโลกไว้อยู่ใน อุ้งมือด้วยเรื่องของ ฮิวแมนไรท์ (Human Right) คิดว่าน่าจะตอบใน ๓ ประเด็นนะครับ
ประเด็นแรกที่ว่าเห็นท่านนายกรัฐมนตรีนั่งอยู่ตั้งแต่เช้าจนถึงปัจจุบัน เวลานี้ ไม่ทราบกี่ชั่วโมง แต่อยากจะเรียนว่าการประชุมที่ท่านนายกรัฐมนตรีออกไปต่างประเทศ เกือบจะทุกรายการท่านจะเป็นอย่างนี้เสมอ คือนั่งปักหลักฟัง ฟังอย่างเดียว ฟังแล้วก็พูด จนกระทั่งคนในคณะบางครั้งต้องเตือนท่านบอกว่าน่าจะไปทานกาแฟหรือน้ำชา หรืออะไรก็แล้วแต่ แต่บางครั้งก็ได้รับการปฏิเสธบอกว่าอยากจะฟังต่อ อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นไม่แปลกใจสำหรับผู้ที่ได้เคยเดินทางไปต่างประเทศกับท่านนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่การเดินทางครั้งแรกไปมิลานในปี ๒๐๑๕ ถ้าจำไม่ผิด อันนั้นก็เป็นการเริ่มต้นที่เรา เห็นว่าท่านนายกรัฐมนตรีก็ให้ความสนใจกับทุกเรื่องราว จนกระทั่งไปคอปทเวนตีวัน (COP21) ที่นิวยอร์ก ยูเอ็นจีเอ (UNGA) ที่อาเซม (ASEM) ที่แอคเมกส์ (ECMECS) ที่ เอซีดี (ACD) เกือบจะทุกรายการที่เป็นเช่นนี้ ก็ขอเรียนว่าเป็นเรื่องปกติ แต่ขณะเดียวกันเรื่องที่ กล่าวถึงฮิวแมนไรท์ (Human Right) โดยเฉพาะนั้นก็อยากจะเรียนว่าสิ่งที่ปรากฏเป็นเรื่อง เป็นราวจนกระทั่งได้รับคำชื่นชมมานี้ต้องขอเรียนนะครับ จากทางฝ่ายสหประชาชาติก็คือว่า เราเป็นประเทศแรกในเอเชีย (Asia) ที่ให้ความสำคัญกับ ไกดิง ปรินซิเพิล (Guiding Principle) คือหลักการที่นำเกี่ยวกับเรื่องของสิทธิมนุษยชนกับธุรกิจในเอเชีย (Asia) เป็นประเทศแรกที่ลงนามในเรื่องเหล่านี้ นอกเหนือไปจากเรื่องของสิทธิมนุษยชนที่ได้ไปแสดงท่าทีไว้ในที่ต่าง ๆ ตลอดเวลาที่ผ่านมา ในเจนีวาโดยเฉพาะ เพราะฉะนั้นเรื่องของสิทธิมนุษยชนกับธุรกิจที่ให้ความสำคัญกับเรื่อง ของโพรเทกต์ (Protect) ก็คือการป้องกัน เรื่องของเรสเปกต์ (Respect) การให้ความเคารพ เรื่องของหลักการทั้งหลาย แล้วก็ในที่สุดเรื่องของแร็มมีดี้ (Remedy) คือการแก้ไข ข้อผิดพลาดทั้งหลายทั้งปวง ซึ่งเป็นหลักการดังกล่าว อันนี้ก็ได้รับการชื่นชมจากทาง สหประชาชาติ แต่สิ่งที่เป็นปรากฏการณ์ในลักษณะของรูปธรรม ท่านได้พูดถึงโรฮีนจาก็เลย ขออนุญาตเล่าเรื่องโรฮีนจาให้ฟังว่า โรฮีนจาที่เป็นปัญหามา ๓ ปีแล้วในรัฐยะไข่นั้น สิ่งที่เริ่ม ดำเนินมา ถ้าติดตามมาแต่แรกก็จะเห็นว่าประเทศไทยให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ แต่เรายึด หลักในอาเซียน (ASEAN) ตั้งแต่ครั้งปี ๑๙๗๖ ในทริที ออฟ อะมิที แอนด์ โคออเปอเรชัน (Treaty of Amity and Cooperation) ซึ่งก็คือสนธิสัญญาของความร่วมมือและการอยู่ด้วย ความสันตินั้น ก็คือการไม่แทรกแซงกิจการภายในของประเทศใด ๆ เพราะฉะนั้นจึงได้ปล่อย ให้ทางประเทศพม่าหรือประเทศเมียนมาพยายามหาทางแก้ไขปัญหาภายในของเขาเอง อันนี้ก็เป็นมติของทางอาเซียน (ASEAN) ทั้งหมด ซึ่งคุณอองซานซูจี ซึ่งถือว่าเป็น สเตท เคาน์เซเลอร์ (State counseelor) คือที่ปรึกษาแห่งรัฐ แต่ก็มีฐานะเทียบเท่า นายกรัฐมนตรีของรัฐบาลเขา ก็พยายามหาวิธีการต่าง ๆ นานาเพื่อจะแก้ไขปัญหา แต่ว่า ในที่สุดแล้วพบว่าปัญหามันใหญ่เกินกว่าที่จะดูแลได้ ก็เลยเชื้อเชิญให้อาเซียน (ASEAN) เข้าไป แต่ก่อนที่จะเชื้อเชิญอาเซียน (ASEAN) ก็เป็นท่านนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย อีกนั่นละที่ไปบอกกล่าวในที่ประชุมของอาเซียน (ASEAN) ของประเทศออสเตรเลีย ที่เมืองซิดนีย์ ให้ทางอาเซียน (ASEAN) ได้รับรู้ว่า การที่เราจะอยู่เฉย ๆ และปล่อยให้ทาง ประเทศเมียนมาพยายามจัดการกันเองก็ได้อยู่ แต่เราสามารถจะทำอะไรเพิ่มเติมได้ โดยการ เสนอแนะว่าถ้าหากอาเซียน (ASEAN) ๑ ประเทศก็ดี ๒ ประเทศ ไม่จำเป็นต้องครบ ๑๐ ประเทศ จะเข้าไปช่วยเสนอความคิดความอ่านให้กับทางประเทศเมียนมาก็ขอได้ ไม่รอช้า เพื่อจะได้ช่วยทำให้ทั้งประเทศเมียนมาและคนโรฮีนจามีโอกาสได้กลับสู่บ้านเกิด เมืองนอนของเขา อันนี้ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ในที่สุดนำไปสู่การที่อาเซียน (ASEAN) ได้เข้าไป มีบทบาทอยู่กับโรฮีนจา โดยในฐานะที่เราเป็นประธานซึ่งเป็นครั้งแรกเมื่อเดือนมกราคม ในปีนี้ที่ทางอาเซียน (ASEAN) ได้รวมตัวกัน ส่งทีมล่วงหน้าไปสังเกตการณ์อยู่ในรัฐยะไข่ว่า จะหาทางช่วยเหลือชาวโรฮีนจาได้อย่างไร จะนำกลับมาสู่รัฐยะไข่หรือประเทศพม่าโดยวิธีการใด และมีสิ่งใดที่จำเป็นจะต้องพยายามหาทางจัดการเพื่อรองรับการเดินทางกลับมา เป็นต้นว่า จะต้องมีรีเซฟชัน เซนเตอร์ (Reception center) ศูนย์ของการรองรับ มีทรานซิต เซนเตอร์ (Transit center) ศูนย์ของการเปลี่ยนผ่าน แล้วในที่สุดจะต้องมีศูนย์หรือแหล่งที่คนเหล่านี้ จะสามารถอยู่ทำมาหากินได้ เป็นต้น เพราะฉะนั้นก็เป็นเราอีกนั่นล่ะคือประเทศไทยร่วมกับ อาเซียน (ASEAN) ในการประชุมที่จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อต้นเดือนมกราคมที่ได้หาทางที่จะทำ ให้อาเซียน (ASEAN) มีบทบาทเต็มที่ เพื่อช่วยเหลือชาวโรฮีนจา ๗๐๐,๐๐๐ กว่าคน ในเมืองค็อกซ์บาซาร์ สิ่งเหล่านี้ได้ผ่านพ้นไปโดยมีความพยายามกันในหลาย ๆ ทางด้วยกัน แต่เราก็ต้องย่อมรู้ว่าปัญหานี้ไม่ใช่ปัญหาที่สามารถจะแก้ไขกันได้โดยง่าย มันมีประวัติ อันดั้งเดิมที่ยืดยาวมาก จนกระทั่งทั้งประเทศเมียนมา อาเซียน (ASEAN) และประเทศ บังกลาเทศ ซึ่งเป็นผู้ที่ดูแลค็อกซ์บาซาร์ก็พยายามอย่างเต็มที่ จนกระทั่งเมื่อ ๒ วันนี้เองก่อนที่เราจะมี การประชุมอาเซียน (ASEAN) ในวันที่ ๓๐ กรกฎาคมจนถึงวันที่ ๓ สิงหาคม ซึ่งรัฐมนตรี ต่างประเทศของนานาประเทศจะมาที่ประเทศไทยนี่ละครับ เราก็ยังพูดกันอยู่เหมือนกันว่า จะใช้โอกาสนี้ช่วยเหลือชาวโรฮีนจาได้อย่างไรนะครับ เป็นต้นว่าไม่จำเป็นจะต้องออกมากัน หรือกลับ ที่ใช้คำว่า รีเพทริเอชัน (Repatriation) ก็คือการกลับสู่บ้านเกิดเมืองนอน หรืออพยพกลับ ไม่จำเป็นต้องกลับมาในจำนวนเป็นพัน ๆ อย่างที่ทั้งประเทศเมียนมา กับประเทศบังกลาเทศได้วาดฝันเอาไว้ แต่สามารถจะกลับมาเอาแค่เรือนร้อยเพื่อจะให้เป็น จุดเริ่มต้นเสียก่อน แล้วดูสิว่าเราจะดูแลเรื่องของความปลอดภัยให้เขาได้แค่ไหน ดูแลเรื่อง ของวิถีชีวิตเขาได้เพียงใด และดูแลเรื่องของการที่เขาจะอินดีลิเคต (Indelicate) คือกลับเข้า สู่สังคมได้รับการยอมรับฐานะของสังคมจากประเทศเมียนมาได้อย่างไร สิ่งเหล่านี้ขอเรียนว่า เป็นการดำเนินการตั้งแต่ต้นอย่างที่ได้กล่าวไว้ตั้งแต่ที่ซิดนีย์โดยท่านนายกรัฐมนตรี ในส่วนนี้ มันผูกพันอย่างมากเลย เกี่ยวโยงอย่างมากเลย และเชื่อมโยงอย่างเห็นได้ชัดในเรื่องของ สิทธิมนุษยชน อันนี้ก็เลยยกเป็นตัวอย่างให้ได้เป็นที่ปรากฏ ขออภัยไม่ได้พูดมาตั้งแต่เช้า แต่ว่านอกจากด้านสิทธิมนุษยชนแล้ว อยากจะกล่าวถึงอีกเรื่องหนึ่งซึ่งเมื่อสักครู่ได้มีการ พูดถึงเรื่องภาษาที่ใช้ การเชื่อมโยงหรือการสื่อสาร พวกเราคงทราบดีว่าในเวทีโลก นายกรัฐมนตรีประเทศญี่ปุ่น ประเทศจีน ฮุน เซน ประเทศเขมร หรือของประเทศลาว หรือของอีกหลายประเทศเขาก็ใช้ภาษาของเขา ความเชื่อมโยงหรือการสื่อสารนี่ทำได้ โดยไม่จำเป็นต้องมาใช้ภาษากลางอย่างภาษาอังกฤษ เพราะว่าทุกคนใช้ล่ามนะครับ แต่ว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดที่ดำเนินไปก็คือประสิทธิภาพของการจัดการ เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นเวทีใด ที่นายกรัฐมนตรีไป ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเรื่องของการใช้ภาษาไทย ในการกล่าวสเทตเมินต์ (Statement) ในการกล่าวคำแถลง ก็ได้รับความชื่นชม เพราะว่าเนื้อหาสาระของเรา เป็นเนื้อหาสาระที่มีความหมายต่อภูมิภาคอย่างมาก ก็อยากจะเรียนว่าการประชุมอาเซียน (ASEAN) ครั้งสุดท้ายที่ปรากฏเมื่อเดือนมิถุนายน วันที่ ๒๒-๒๓ ที่แล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นที่สำคัญ อันหนึ่งที่ท่านกำลังพูดถึงเรื่องบทบาทนำ นั่นคือสิ่งที่ชัดเจนที่สุดในความเป็นผู้ที่มีบทบาท ที่สร้างสรรค์ของท่านนายกรัฐมนตรีหรือของประเทศไทย ก็คือนำเอาผลของการประชุมของ อาเซียน ซัมมิท (ASEAN Summit) ในวันที่ ๒๓ ของเดือนมิถุนายนกลับไปใช้เป็นประโยชน์ ในการประชุม จี ๒๐ (G20) ที่โอซาก้า คือนำเอาข้อเสนอของอาเซียน (ASEAN) ไปให้ จี ๒๐ (G20) รับรู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องอาเซียน เอาต์ลุก (ASEAN Outlook) เกี่ยวกับ อินโดนีเซีย-แปซิฟิก เพื่อจะให้ได้เห็นการเชื่อมโยงจากท่าทีของอาเซียน (ASEAN) และ ในวงกรอบที่กว้างขึ้นของ จี ๒๐ (G20) แล้วก็ได้ผลนะครับ มีประเทศแรกเลยที่แสดงท่าที ชัดเจนคือประเทศออสเตรเลีย เมื่อมีการพบปะกัน คุยกันระหว่างนายกรัฐมนตรีมอร์ริซัน กับนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ การพบปะทันทีที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้ถามถึง การติดตามเรื่องการประชุมที่กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ ๒๓ อันนี้เราพบกันประมาณวันที่ ๒๗ ของเดือนเดียวกันเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา มอร์ริซันตอบทันทีว่าเขาได้ติดตาม และเขา เห็นชอบด้วยอย่างมากกับอาเซียน เอาต์ลุก (ASEAN Outlook) ที่เป็นผลพวงของ การประชุมที่กรุงเทพฯ และไม่เพียงแต่ว่ามอร์ริซัน คือประเทศออสเตรเลียได้แสดงท่าที ดังกล่าว ทางประเทศสหรัฐอเมริกาก็เช่นกัน ประเทศญี่ปุ่นก็เช่นกัน และหลายประเทศ ก็แสดงท่าที โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อผู้แทนหรือผู้นำของรัฐบาลของประเทศไทยได้นำเอาสิ่งที่ ออกมาจากการประชุมซัมมิท (Summit) ที่กรุงเทพฯ ไปวางบนตักบนโต๊ะของการประชุม จี ๒๐ (G20) เพื่อชักชวนให้ผู้เข้าร่วมประชุม จี ๒๐ (G20) ทั้งหลายได้ให้ความสนใจ กับประเด็นต่าง ๆ ที่มาจากการประชุมอาเซียน (ASEAN) ใน ๓ ประเด็นหลักนะครับ แล้วก็ได้ผลที่ว่านั้นก็คือทางผู้นำของเราได้นำเสนอเรื่องของการประชุมเรื่องสิ่งแวดล้อม ทางทะเล อันเนื่องมาจากสิ่งที่เอาต์ลุก (Outlook) เอกสารของเรานี่ได้ให้ความสำคัญกับ ความร่วมมือทางด้านมหาสมุทรหรือท้องทะเล ชักชวนให้นานาประเทศได้เข้ามาร่วมประชุม ที่ประเทศไทย รายการที่ ๒ ก็คือเรื่องของไฟแนนเชียล อินคลูชัน (Financial inclusion) เรื่องของการเข้าถึงแหล่งเงินทุนก็เช่นกัน มาจากการพบปะกันระหว่างท่านนายกรัฐมนตรี กับพระราชินีของประเทศเนเธอร์แลนด์ที่ไปร่วมประชุม จี ๒๐ (G20) แล้วได้มีการพูดถึง เรื่องนี้กัน ก็นำเรื่องนี้โยงกลับมาถูกเรื่องของเอาต์ลุก (Outlook) แล้วก็นำเสนอให้กับทาง จี ๒๐ (G20) ทั้งหลายว่าเรายินดีจะเป็นเจ้าภาพของการประชุมเรื่องของแหล่งเงินทุน ที่ประเทศไทย ข้อเสนอที่ ๓ ก็คือเรื่องของสมาร์ต ซิตี้ เน็ตเวิร์ก (Smart City Network) ก็คือเมืองที่เป็นอัจฉริยะที่ประเทศไทยเราจะจัดในเดือนสิงหาคม อันนี้ก็เป็นตัวอย่าง ให้รับทราบว่าบทบาทสร้างสรรค์ทั้งหลายที่ท่านได้กล่าวถึงนี่นะครับ ได้มีการแสดงออก และออกมาเป็นรูปธรรม
โอเค (OK) นะครับ ขอบพระคุณนะครับ ขออนุญาตท่านประธาน นิดหนึ่งนะครับ เพราะเมื่อสักครู่นั้นคุณพรรณิการ์นะครับ คุณคนสวย
ท่านนายกรัฐมนตรีอย่าไป
ขออนุญาตครับ ผมพูดกับท่านประธานนะครับ
เดี๋ยวคนอื่นเขาจะประท้วงกันนะครับ
คงไม่หรอกครับ เรื่องการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน กรุณาดูหน้า ๒๙ เขียนไว้แล้วว่า ในการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ส่งเสริมให้มีรูปแบบการลงโทษอื่นที่ไม่ใช่ โทษอาญาตามหลักสากล มุ่งเน้นยกระดับการพัฒนาระบบ แก้ไข บำบัด ฟื้นฟูผู้กระทำ ความผิด ส่งเสริม ปกป้อง คุ้มครองสิทธิมนุษยชน คำว่า สิทธิมนุษยชน ตรงนี้คือหมายความว่า ต้องไม่ไปละเมิดสิทธิมนุษยชนผู้อื่น ไม่ผิดกฎหมาย นั่นละครับ คือสิทธิมนุษยชน ตามรัฐธรรมนูญนะครับ
เรื่องที่ ๒ เรื่องเมื่อสักครู่นี้ที่พูดไปย่อ ๆ ก็คือว่าสิทธิมนุษยชนประกอบการ ธุรกิจ ผมก็เป็นคนริเริ่มเอง ประเทศไทยต้องนำตั้งแต่ตรงนี้ เพราะฉะนั้นการลงทุน ในประเทศต่าง ๆ นั้น การลงทุนต่าง ๆ ประเทศในประเทศไทย ผมใช้คำว่า ต้องมี สิทธิมนุษยชนในการประกอบการธุรกิจคือ คุ้มครอง เคารพและเยียวยาในทุกกิจการ ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยนะครับ
เรื่องของการดูแลสิทธิมนุษยชนอื่น ๆ เช่น แรงงานต่างด้าวเราก็ดูแลตาม กฎหมายแรงงานระหว่างประเทศอยู่แล้ว เรื่องของการดูแลผู้หลบหนีลี้ภัยจากการสู้รบ ท่านทราบหรือไม่ครับ เราเคยมีผู้หลบหนีภัยจากสู้รบในประเทศไทย ๔๐๐,๐๐๐ กว่าคน ดูแลมา ๒๐ ปี ตอนนี้ยังค้างอยู่ประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ คน ซึ่งยังไม่รู้จะกลับเมื่อไร ซึ่งก็เป็น ภาระผูกพันกับประเทศไทยมากพอสมควร ดูแลสิทธิประโยชน์ การศึกษา การรักษาพยาบาล อาชีพ ที่อยู่อาศัย แล้วข้อสำคัญเมื่อเขาอยู่นานเขาจะมีครอบครัว เมื่อมีครอบครัว ก็มีลูกมีหลานเกิดขึ้นมาในประเทศไทย สัญชาติไทยเข้าไปอีก เพราะฉะนั้นท่านต้องระวัง นิดหนึ่ง โรฮีนจาผมก็เห็นใจเขานะ แต่รูปร่างลักษณะอัตลักษณ์เขานี่มันต่างกับเรามาก ถ้าท่านยอมรับได้ว่าวันหน้าเราจะมีคนเหล่านี้ในประเทศไทยมากยิ่งขึ้นก็แล้วแต่ท่าน เพราะฉะนั้นเราต้องหามาตรการทำอย่างไรให้เขากลับประเทศเขาให้ได้มากที่สุด ปัญหาไม่ได้ อยู่ที่เรา ปัญหาอยู่ที่ประเทศต้นทาง ประเทศไทยเป็นทางผ่านของในสิ่งเหล่านี้นะครับ
อันนี้ผมแยกเป็น ๒ ประเด็นแล้วนะครับ เรื่องค่าแรง เรื่องการลดการใช้ พลาสติก มีแผนแม่บทการลดขยะ การลดพลาสติกภายในระยะเวลากี่ปี ๆ ก๊าซซีโอทู (CO2) ตามข้อตกลงทุกประการที่เราทำกับต่างประเทศ เดี๋ยวไปถามกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมได้นะครับ
เรื่องการผูกขาดทุนใหญ่ระดับโลก ผมกำลังศึกษาอยู่ว่ามีหลายอย่างที่เป็น แม่แบบได้ ต่างประเทศ อเมริกา ยุโรปต่าง ๆ มีหมดนะครับ ทุกประเทศมีปัญหาทั้งสิ้น เนื่องจากเป็นประเทศที่ทำการค้าเสรี ประเทศไทยนั้นจะมีบทบาทที่เรียกว่า บทบาทนำ บทบาทนำก็คือว่าเวลาเราไปประชุมทุกครั้ง ผมบอกว่าต้องมีข้อเสนอแนะของเรา ในที่ประชุม ถึงแม้ผมจะพูดภาษาไทย ผมก็คิดภาษาไทย แล้วผมให้เขาเขียนภาษาอังกฤษ ออกไป ผมต้องการอย่างนี้ การประชุมทุกครั้งจะต้องมีข้อสรุป แล้วเรามีความก้าวหน้า ไม่ใช่ทำ เอ็มโอยู (MOU) อย่างเดียว ต้องเรียกว่า เอ็มโอดู (MO Do) ผมพูดกับเขาแบบนี้ ทุกประเทศเขาก็หัวเราะ เขาเห็นด้วยนะครับ เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้มันอยู่ที่เราจะแสดงออกอย่างไร ผมเป็นคนไทย ผมมีการแสดง ออกแบบไทย ๆ ความจริงใจของผมออกไป ผมก็คุยกับทุกประธานาธิบดี ทุกนายกรัฐมนตรี เขาก็คุยกับผมหมดนะครับ ไม่เห็นใครรังเกียจผมเลย แล้วก็เวลาคุยกันเวลาคุยส่วนตัว มันก็คุยกันในห้อง แต่ถึงเวลาจะไปพรีเซนต์ (Present) ข้างนอกกับนักข่าว ผมก็จำเป็นต้อง พูดภาษาไทยเพราะมีคนแปลอยู่แล้ว ถ้าผมพูดผิดพูดถูกไปมันก็ออกไปทั่วโลก มันก็ไม่ใช่อีก เพราะฉะนั้นอย่าจับผิดจับถูกผมมากนักเลยนะครับ
เรื่องบทบาทผู้ลี้ภัย โรฮีนจา ผมก็เห็นด้วยก็สงสารเขาเหมือนกัน ผมกำลัง เจรจาอยู่ ผมเป็นคนเสนอไปเองว่า ถ้าให้ประเทศเมียนมารับแต่ผู้เดียวมันแก้ไม่ได้หรอกครับ ผมก็บอกว่า ประเทศไทยพร้อมที่จะเป็นแกนกลางในการที่จะเจรจาให้ทั้งประเทศบังกลาเทศ และประเทศเมียนมาร่วมมือกันได้นำคนกลับประเทศ แต่มันก็มีข้อปัญหาอยู่บางอย่างสำหรับ ประเทศเมียนมา ผมก็ใช้กลไกของอาเซียน (ASEAN) ขอร้องอาเซียน (ASEAN) ขอร้อง ประเทศอื่นให้เขามาช่วยกันนะครับ
เรื่องการพัฒนาแผนพัฒนาของประชาชาติที่ว่านี้ วันนี้อยู่ในขั้นตอน การปฏิบัติตามแผนการพัฒนาของยูเอ็นเอสดีจี (UNSDG) ๒๐๑๕-๒๐๓๐ เรามีอยู่หลายข้อ ด้วยกันที่เราทำสำเร็จแล้ว บางอันก็กำลังเร่งทำ มีอยู่หลายตัวเราต้องทำทุกตัวนะครับ วันนี้เรามีบทบาทนำในกลุ่มจี ๗๗ (G77) มี ๑๓๐ กว่าประเทศที่เอาปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไปใช้ แล้วก็เขาพอใจกัน เกิดประโยชน์มากในขณะนี้นะครับ เพราะฉะนั้นหลักการต่าง ๆ เหล่านี้เราเคารพหลักการสากลเสมอ แต่เราก็ต้องดูประเทศไทย ของเราด้วยนะครับ ขอบคุณนะครับ
ขอบคุณมากครับ ต่อไปรัฐมนตรี เชิญเลยครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ
ท่านรัฐมนตรีอย่าลืมดูเวลาด้วยนะครับ
ท่านประธานผมอภิปรายได้เลยไหมครับ พอดีมีท่านที่อภิปรายต่อเนื่องครับ
ประท้วงเรื่องอะไรครับ
ดิฉันขอใช้สิทธิพาดพิงค่ะ ดิฉัน นางสาวพรรณิการ์ วานิช สมาชิกผู้แทนราษฎร แบบบัญชี รายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาค่ะ ก่อนอื่นขอให้ท่านถอนค่ะ เรื่องชมว่า คนสวยนะคะ ที่สภาแห่งนี้เป็นที่ที่ควรจะปฏิบัติต่อทุกท่านอย่างเท่าเทียมกันนะคะ
ขอโทษครับ ผมขอถอนครับ
ขอบพระคุณค่ะ และดิฉันขออีก ๓๐ วินาทีสั้น ๆ นะคะ ชี้แจงเรื่องที่ท่านกรุณาตอบดิฉัน ในหลายเรื่องรวมถึงท่านรัฐมนตรีดอนด้วยนะคะ ๓๐ วินาที
ไม่ได้หรอกครับ เพราะว่าที่พูด ที่อภิปรายนี่เป็นการประท้วงครับ ถ้าจะพูดต่อก็ต้องเป็นรายการอื่นครับ
ดิฉันใช้สิทธิพาดพิงนะคะ
ไม่ได้ครับ พาดพิงเมื่อสักครู่นี้จบ แล้วครับ
ท่านเข้าใจผิดเรื่องหนึ่ง
จบไปแล้วครับ พาดพิงเรื่องคนสวย
มีอีกเรื่องหนึ่งค่ะ ท่านเข้าใจผิดเรื่องที่ดิฉันตั้งข้อสงสัยนิดเดียวค่ะท่านประธาน ๒๐ วินาที
ขออนุญาตครับ ยินดีเวลาเต็มที่เลยครับ แต่ให้เป็นไปตามระเบียบเถอะครับ เมื่อสักครู่นี้ยืนขึ้นประท้วง ซึ่งก็ทำได้ว่ามีการพาดพิง ความจริงผมก็เตือนนายกรัฐมนตรีแล้วว่าอย่า แต่ผมคิดว่า ส.ส. หญิงอื่นจะประท้วงมากกว่า เมื่อสักครู่นี้ก็เลยเตือนไป แต่ว่าเมื่อคุณพรรณิการ์ประท้วงเองก็ให้ประท้วงไป จบแล้วครับ ส่วนถ้าจะพูดเรื่องอื่นนี่ต้องนั่งลงนะครับ
ขอโทษนะครับ พอดีผมไม่อยากเรียกอีกชื่อหนึ่ง ก็เลยนึกไม่ออกว่า จะชื่ออะไร ขอโทษนะครับ ขอถอนคำพูดนะครับ
ท่านนายกรัฐมนตรีไม่ได้ขออนุญาต ก่อนนะครับ
ขออนุญาตครับ
จบนะครับ ขอเชิญรัฐมนตรีครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติในรัฐสภานะครับ ผม พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ขออนุญาตใช้เวลาของ รัฐสภาแห่งนี้สั้น ๆ เพื่อชี้แจงเรื่องสำคัญแล้วก็เรื่องที่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ คุณพรรณิการ์ วานิช กรุณาได้อภิปรายเมื่อสักครู่นะครับ ในเรื่องที่สำคัญก็คือว่าต้องขอบคุณที่ท่านสมาชิก ได้กรุณาพูดถึงในเรื่องของโซเชียล มีเดีย (Social media) หรือการใช้สื่อทางดิจิทัลนะครับ รวมไปถึงในเรื่องของศูนย์ป้องกันข่าวปลอม เรื่องนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมากแล้วก็เป็นสิ่งที่รัฐบาล โดยการนำของ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ให้ความสำคัญในเรื่องนี้ อย่างมาก เหตุผลก็เนื่องมาจากว่าปัจจุบันมีการติดตามข่าวสารทางโซเชียล มีเดีย (Social media) ตามที่ท่านผู้อภิปรายเมื่อสักครู่ได้กรุณานำเรียนไปแล้วเป็นจำนวนมาก แล้วก็คงจะทราบดีว่าในอดีตการส่งข่าวสารต่าง ๆ มักจะมาจากสำนักข่าวต่าง ๆ ซึ่งผมเรียนครับว่าสมัยก่อนสำนักข่าวต่าง ๆ ก็จะมีความรับผิดชอบ แล้วก็มีจรรยาบรรณ ในการเสนอข่าวต่าง ๆ เพราะก็เป็นอาชีพของเขา แต่ปัจจุบันด้วยเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป พี่น้องประชาชนทุกคนสามารถเป็นผู้สื่อข่าวได้ครับ สามารถอยากจะเขียนอะไร บรรยายอะไร ตัดต่ออะไรก็ทำได้ตลอดเวลา แต่ปัญหาที่ผ่านมาก็คือว่าเมื่อทำแล้ว การส่งต่อ การเสพสื่อ ต่าง ๆ ของพี่น้องประชาชนคนไทยก็มีทั้งข่าวจริงแล้วก็ข่าวปลอม แล้วก็ต้องยอมรับว่า ข่าวปลอมที่เกิดขึ้นในประเทศไทยวันนี้เป็นข่าวปลอมที่มีมากกว่าข่าวจริง ๗๐-๘๐ เปอร์เซ็นต์ ของข่าวทุกวันที่เราได้เห็น เพราะมาเนื่องมาจากเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่เรา สามารถทำได้ง่าย แล้วก็สามารถที่จะปรับปรุงเปลี่ยนแปลง แล้วก็แต่งเติม แล้วก็ใส่ ความคิดเห็นของตัวเองลงไป แล้วก็มีการแชร์ (Share) ต่อ ๆ ไป ซึ่งไม่มีใครบอกได้เลยว่า ข่าวเหล่านั้นเป็นข่าวที่จริงหรือไม่จริง แต่รัฐบาลชุดนี้ต้องยอมรับว่าเรารู้ว่านี่คือปัญหา ที่มันจะเกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าแล้วก็หมักหมม แล้วมากขึ้นไปเรื่อย ๆ ถ้าเทคโนโลยีนี้มีต่อไป ในอนาคตมากกว่านี้ แล้วที่สำคัญที่สุดจะกระทบกับลูกหลานของเรา เยาวชนก็จะกระทบ กับสิ่งที่ต้องเสพสื่อปลอมอยู่ตลอดเวลา แล้วไม่มีการคัดสรร คัดแยกกัน สิ่งไหนคือสิ่งที่จริง และสิ่งที่ปลอม เพราะฉะนั้นสิ่งที่ท่านผู้อภิปรายเมื่อสักครู่ได้บอกว่าผมในฐานะที่มารับหน้าที่ ตรงนี้ แล้วก็แสดงให้เห็นถึงความที่ไม่มีความรู้ความสามารถ ผมเรียนครับ ผมเสียใจนะครับ ต้องเรียนตรงนี้ว่า ผมเคารพแล้วก็ชื่นชมในความเป็นคนรุ่นใหม่ แล้วท่านมีความรู้ ความสามารถในเรื่องของการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ผมคิดว่าอันดับต้น ๆ ของประเทศครับ แต่วันนี้ต้องยอมรับว่าศูนย์เฟก นิวส์ (Fake news) ที่จะเกิดขึ้นเราไม่ได้มีแนวคิดเลยครับ หรือศูนย์ป้องกันข่าวปลอม ไม่ได้มีแนวคิดที่จะทำเพื่อปกป้องรัฐบาล หรือเป็นการตอบโต้ข่าว ทางด้านการเมืองเลยครับ เราต้องการเริ่มจากข่าวที่ทำให้พี่น้องตื่นตระหนก อย่างเช่น ขออนุญาตยกตัวอย่าง เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมานี้ก็มีการทำข่าวปลอมบอกว่า เขื่อนจะแตก ก็มีการแชร์ (Share) ส่งต่อ ๆ กันไปทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่ครับ กว่าจะมีโอกาสให้หน่วยงาน ที่รับผิดชอบได้ยืนยันว่า ไม่จริง ความตื่นตระหนกและปัญหาที่เกิดขึ้นกับพี่น้องประชาชน มีแล้วครับ วันก่อนมีข่าวว่าจะมีสึนามิเข้า จะมีพายุใหญ่เข้า ก็เป็นความสนุกสนาน ก็ไม่ทราบ ว่าเกิดด้วยเพราะเหตุใดครับ แล้วเมื่อสักครู่นี้ที่บอกว่าการจะตั้งศูนย์นี้เพื่อเป็นการทำร้าย หรือรัฐบาลต้องการจะปกป้องตัวเอง แล้วก็บอกว่ารัฐบาลโดยส่วนใหญ่แล้วจะมีส่วนได้ส่วนเสีย กับการปล่อยข่าวเท่านั้น ไม่จริงครับ นี่คือการปกป้องพี่น้องประชาชนที่จะให้มีที่พักพิง ที่ยึดเหนี่ยวได้ว่าอะไรคือข่าวจริง อะไรคือข่าวปลอม แล้วต้องขอบพระคุณมากที่บอกว่า รัฐบาลจะสามารถการันตี (Guarantee) ตัวเองได้อย่างไร ถ้าจะปกป้องข่าวของตัวเอง ผมเรียนครับ ท่านยังไม่ได้เคยฟังผมเลยว่าศูนย์นี้จะมีกระบวนการจัดตั้งแบบไหน การเข้า ของข่าวสารเดี๋ยวนี้มีระบบ เอไอ (AI) ระบบที่ทันสมัยสามารถคัดกรองได้ว่าแต่ละวินาที มีข่าวอะไรบ้างที่มีคนแชร์ (Share) กันแล้วติดตาม ๑ ใน ๕ ๑ ใน ๑๐ เราก็เลือกดูครับ เอาข่าวที่พี่น้องประชาชนมีการส่งต่อกันมากที่สุดและเป็นข่าวปลอม เราก็ต้องหาที่ในการ ตรวจสอบวิเคราะห์ว่าข่าวนั้นเป็นข่าวจริงหรือข่าวปลอม ขั้นตอนของการประกอบวิธีการ วิเคราะห์ว่าข่าวไหนจริงหรือปลอม ก็ไม่ใช่เราทำเอง เราเป็นแค่ผู้คัดสรร เราสามารถจะขอ ตัวแทนจากสำนักข่าวทุกข่าว รวมทั้งสื่อของท่านก็ดี สื่อต่าง ๆ ก็ดี สื่อโทรทัศน์ วิทยุ และข่าวสารในหนังสือพิมพ์ สามารถส่งให้ท่านช่วยเป็นผู้ที่วิเคราะห์ว่าข่าวนี้ในความคิด ของท่านจริงหรือไม่จริง เพราะเราเชื่อครับว่าสำนักข่าวทุกสำนักข่าวมีจรรยาบรรณ ในการที่จะวิเคราะห์ข่าว รวมไปถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อย่างเมื่อสักครู่ที่ผมยกตัวอย่างว่า เรื่องเขื่อนแตก เราก็สามารถจะบอกกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ครับว่าเขายืนยันจาก การไฟฟ้าก็ดี จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าข่าวนั้นเป็นข่าวปลอมหรือไม่ แล้วถามว่า แล้วจะส่งต่อกลับไปให้พี่น้องประชาชนอย่างไร ก็พี่น้องประชาชนอย่างไรครับ เข้ามาดู แล้วเห็นว่านี่ได้มีการตรวจสอบแล้วเป็นข่าวปลอม ก็จะช่วยกันแชร์ (Share) ต่อ ๆ ไปว่า ข่าวนี้เป็นข่าวปลอม นี่คือวิธีคิดและความตั้งใจของรัฐบาลที่จะทำศูนย์นี้ครับ แล้วในหลาย ๆ ประเทศเขาทำแล้วครับ เขาได้มีการดำเนินการทำแบบเรียบร้อย แล้วก็เป็นประโยชน์มาก แล้วท่านเองไม่ใช่หรือครับที่เป็นคนบอกว่าให้ช่วยกันเคร่งครัดในเรื่องของ พ.ร.บ. ที่มาคุ้มครองเรื่องการกระทำผิดทางคอมพิวเตอร์ นี่ก็อยู่ในกระบวนการในสิ่งที่เราจะต้องดำเนินการครับ เพราะฉะนั้นผมถึงอยากเรียนว่า ในรายละเอียดทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่เราตั้งใจแล้วก็อยากทำเพื่อประโยชน์ของพี่น้อง ของประชาชน
อีกเรื่องหนึ่งที่ไม่พูดไม่ได้เมื่อสักครู่ท่านบอกว่า เมื่อไม่กี่วันนี้มีหน่วยงานที่ทำ แพลตฟอร์ม (Platform) ทางด้าน โซเชียล มีเดีย (Social media) ได้ประกาศปิด เว็บไซต์ (Website) ของใครก็ไม่ทราบ ๑๐ ท่าน ไม่เกี่ยวอะไรกับรัฐบาลเลยครับ ต้องขอโทษด้วย ขออนุญาตนะครับ เป็นระบบของโซเชียล มีเดีย แพลตฟอร์ม (Social media platform) ของเอกชนที่เขามีความตั้งใจที่จะคัดกรองใครก็ตามที่เขารู้สึกว่าเป็นศูนย์ข่าวหรือเป็น เว็บไซต์ (Website) ที่ปลอม แล้วไม่มีตัวตน เป็นความตั้งใจของเอกชนเขา เขาก็ทำเองครับ ในส่วนของหน่วยงานภาครัฐที่ท่านบอกว่า เราใช้อำนาจไปปิด เราต้องไปขออำนาจศาลครับ เมื่อเราตรวจสอบแล้ว ศาลออกคำสั่งให้เราปิดได้ เราถึงต้องใช้อำนาจปิดโดยผ่านศาล เราไม่เคยไปลิดรอนสิทธิของใครครับ ถูกก็คือถูก ผิดก็คือผิด ฉะนั้นผมเรียนว่าแนวทางนี้ คือแนวทางที่เราตั้งใจที่จะช่วยเหลือ แล้วก็ดูแลพี่น้องประชาชนด้วยความตั้งใจจริง แล้วก็จริงใจครับ แล้วผมเรียนเลยสุดท้ายว่าท่านไม่ต้องกังวลครับ พี่น้องประชาชน ไม่ต้องกังวล ถ้าท่านไม่เคยคิดที่จะออกข่าวปลอม ไม่เคยคิดที่จะถนัดในเรื่องของการทำ ข่าวปลอม ท่านไม่ต้องกังวลครับ ท่านปลอดภัยครับ แต่ถ้าใครก็ตามที่คิดทำข่าวปลอม แล้วสร้างความเสียหายให้พี่น้องประชาชน นั่นละครับต้องระวัง เพราะเรารู้ทันท่าน แล้วเราจะติดตาม แล้วเราจะตรวจสอบว่าเขาคือใครที่ทำให้กระบวนการสร้างข่าวปลอม มันเกิดขึ้นในประเทศไทย ขอขอบคุณท่านประธานครับ
ขอบคุณครับท่านรัฐมนตรี ต่อไปก็เป็น นางอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล หลังจากนั้นก็จะเป็นกลุ่ม
(นางสาวปารีณา ไกรคุปต์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดราชบุรี ได้ยืน และยกมือขึ้น)
คุณปารีณาประท้วง เชิญเลยครับ
ท่านประธานคะ ดิฉันขออนุญาตประท้วงท่านประธานถึงผู้อภิปราย ข้อ ๔๓ เมื่อสักครู่นี้ท่านนายกรัฐมนตรี ท่านถอนคำพูดว่า คนสวย ซึ่งจริง ๆ แล้ว สวย ก็ไม่ได้เสียหายตรงไหน ท่านก็ยังถอน แต่ว่าท่าน ส.ส. ช่อ ท่านพูดว่านายกรัฐมนตรีเป็นคนตลก ซึ่งนายกรัฐมนตรีไม่ใช่ตัวตลก ก็อยากจะให้ท่านถอนคำว่า ตลก ค่ะ
นายกรัฐมนตรีท่านไม่เดือดร้อนครับ ขอบคุณครับ ไม่ประท้วงนะครับ ต่อไปนะครับ ผมเรียนว่าหลังจากนั้นทางกลุ่มที่ขอเวลาสั้น ๆ หลังจากคุณอมรัตน์แล้ว ทางกลุ่มก็จะเป็นนายสมเกียรติ ศรลัมพ์ ๔ นาที พลตรี ทรงกลด ทิพย์รัตน์ ๒ นาที นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ ๒ นาที ๓ ท่าน ๙ นาที ไปในชุดเดียวกัน เลยนะครับ เชิญคุณอมรัตน์ครับ เชิญ
ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน อมรัตน์ โชคปมิตต์กุล ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ฟังแถลงนโยบายรัฐบาลจบ พบว่าเขียนไว้กว้างมาก แล้วก็มีความเป็น นามธรรมมากเกินไป ดูเลื่อนลอย อีกทั้งยังขาดสิ่งสำคัญที่ควรจะมีก็คือกรอบระยะเวลา ที่ชัดเจนกว่านี้ การไม่มีกรอบเวลาที่ชัดเจนจะทำให้การตรวจสอบการทำงานเป็นไปด้วย ความยากลำบาก อีกทั้งนโยบายที่เป็นรูปธรรม ที่พรรคการเมืองร่วมรัฐบาลต่าง ๆ หาเสียง เอาไว้ในช่วงหาเสียง ที่ไปสัญญิงสัญญากับชาวบ้านเอาไว้ ก็ไม่ได้บรรจุอย่างเป็นรูปธรรม ในนโยบายรัฐบาลนี้ ดิฉันคิดว่าเรื่องนี้อาจจะทำให้ประชาชนเสื่อมความศรัทธาต่อระบบ พรรคการเมือง แล้วก็เสื่อมความศรัทธากับระบบรัฐสภาด้วยค่ะ ดิฉันฟังการแถลงนโยบาย ของนายกรัฐมนตรีอย่างอดทนเกือบ ๒ ชั่วโมง แล้วก็ฟังด้วยความยากลำบาก เข้าใจได้ยาก ดิฉันคิดว่าท่านนายกรัฐมนตรีมีปัญหาในทักษะทางการอ่านพอ ๆ กับที่มีปัญหาทักษะ ทางการพูด ทั้งการเลือกใช้น้ำเสียง จังหวะจะโคนในการพูด การเว้นวรรค คำควบกล้ำ รวมทั้งกิริยาอาการชี้หน้าผู้สนทนา มีปรากฏอยู่ในคลิป (Clip) อยู่มากมาย รวมทั้ง การตอบคำถามของท่านและปฏิกิริยาของท่านต่อกรณีท่านเสรีพิศุทธ์เมื่อสักครู่นี้ ก็แสดงให้เห็นว่าท่านมีวุฒิภาวะทางอารมณ์ที่ไม่เหมาะสมกับการเป็นผู้นำประเทศ ขอเข้าประเด็นเลยเนื่องจากเวลามีน้อย ดิฉันจะพูดถึงประเด็นนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล ข้อ ๑๒ ซึ่งสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ มาตรา ๗๗ วรรคสอง สนับสนุนให้มีการศึกษา และการรับฟังความคิดเห็นในการดำเนินงานเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ เมื่อฟังมาถึงตรงนี้ เลือดก็สูบฉีดค่ะ
คุณอมรัตน์ครับมีผู้ประท้วงครับ ขอผู้ประท้วงครับ เชิญเลยครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางพิชชารัตน์ เลาหพงศ์ชนะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ดิฉันขอประท้วงในข้อบังคับ ข้อ ๔๓ ว่าผู้ที่กำลังอภิปรายอยู่ ณ ขณะนี้แสดงกิริยาวาจาอันไม่สุภาพใส่ร้ายป้ายสี เสียดสี บุคคลซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีของพวกเรา นายกรัฐมนตรีซึ่งมาจากการเลือกตั้งในระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ดิฉันขอให้ท่านผู้ที่อภิปรายอยู่นี้ ถอนคำพูดค่ะ
คุณอมรัตน์ครับ เมื่อสักครู่นี้ ก็ไม่เหมาะสมที่ไปประเมินนายกรัฐมนตรีนอกเหนือจากการอภิปรายว่า สามารถปฏิบัติ นโยบายนั้นเป็นไปได้หรือไม่ ซึ่งก็มีการพูดถึงงาน แต่ว่าเมื่อสักครู่นี้ไปวิจารณ์เรื่องส่วนตัว พูดง่าย ๆ ก็คือ การพูด การอ่าน ซึ่งแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นผมขอว่าอันนี้ที่จริง นายกรัฐมนตรี ท่านยอมไหมครับ ท่านนายกรัฐมนตรีครับ คือที่จริงท่านก็ไม่ติดใจ แต่ว่า อย่างนี้ได้ไหมครับผู้ประท้วง ผมขอเตือนก็แล้วกันว่ากรุณาอย่าใช้คำนี้
ดิฉันขอให้ผู้อภิปรายถอนคำพูดด้วยค่ะ
เชิญคุณอมรัตน์ครับ
ดิฉันไม่ถอนค่ะ
คุณอมรรัตน์ไม่ถอน
ประธานไม่ได้ให้ถอนนะคะ
ประธานขอให้ถอนแล้วกันครับ
เมื่อสักครู่นี้ท่านประธานบอกให้ถอนหรือคะ
เมื่อสักครู่นี้ยังไม่ได้บอก แต่บอก เดี๋ยวนี้ครับ
กรุณาถอนด้วยนะคะ
ถอนคำว่าอะไรบ้างคะ
ท่านคิดว่าคำพูดไหนที่ไม่เหมาะสมคะ
ถอนก็แล้วกันครับ คำสั่งประธาน เป็นถึงที่สุดครับ
ได้ค่ะ จะถอน แต่ให้ถอนคำไหนล่ะคะ
ที่พูดไปทั้งหมดที่เกี่ยวกับ นายกรัฐมนตรีครับ
ท่านกรุณาอ่านในโพยที่ท่านกำลังถืออยู่ว่า ท่านได้พูดประโยคไหนที่ท่านคิดว่า มันไม่เหมาะสม แล้วก็ไม่สุภาพนะคะ
คำสั่งก็เป็นเด็ดขาด ถอนเถอะนะครับ ถอนคำพูดที่เกี่ยวกับนายกรัฐมนตรี
ดิฉันคิดว่าท่านนายกรัฐมนตรี ให้พูดซ้ำไหมคะ
ไม่ต้องแล้วครับ ไม่มีประโยชน์หรอกครับ
ค่ะ ถ้าเพื่อความเรียบร้อยแล้วนี่ก็ดึกมากแล้ว ดิฉันขอถอนก็ได้ค่ะ
ขอบพระคุณนะคะ
ค่ะ
เชิญต่อครับ
ฟังมาถึงข้อที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นในนโยบายเร่งด่วน ข้อ ๑๒ ทำให้เลือดดิฉันสูบฉีด เพราะในทางปฏิบัติตลอดเวลาอันยาวนานมา การรับฟังความคิดเห็น ของประชาชนในประเทศนี้เป็นเพียงพิธีกรรม ไม่ได้เป็นเรื่องจริง เมื่อครั้งที่ลงประชามติ ปี ๒๕๕๙ เดือนสิงหาคม ความคิดเห็นของฝ่ายที่ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญกลายเป็นความผิด การรณรงค์ทำได้ทางเดียวคือเป็นฝ่ายรับร่าง ฝ่ายรณรงค์ไม่รับร่าง มีผู้ถูกจับกุมดำเนินคดี มากกว่า ๒๑๒ คน แบ่งเป็นโพสต์ เฟสบุ๊ก (Post facebook) วิจารณ์ ๓๖ คน เผยแพร่ จดหมายวิจารณ์ ๒๐ คน ตั้งศูนย์ช่วยปราบโกงก็โดนไปด้วย ๑๔๗ คน ฉีกบัตรลงคะแนน ๓ คน จัดกิจกรรมไม่รับรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ที่จังหวัดขอนแก่น จำนวน ๑๑ คน แล้วมีการตัดไฟด้วยไม่ให้ทำกิจกรรม คนเหล่านี้ถูกฟ้องด้วยคดีขัดคำสั่งหัวหน้า คสช. และคดี พ.ร.บ. ประชามติ รวมทั้งคดีอื่น ๆ สื่อกระแสหลักไม่กล้าเสนอข่าวจึงเซนเซอร์ (Censor) ตัวเองด้วยการเสนอข่าวเพียงด้านเดียว จึงชัดเจนว่าในทางปฏิบัติกระบวนการ รับฟังความคิดเห็นของประชาชนของประเทศไทยเรามีปัญหาจริง ๆ เพราะเป็นเพียง พิธีกรรม และเพื่อให้ดูมีความชอบธรรมเท่านั้น ตามมาตรฐานขององค์กรระดับสากลคือ โออีซีดี (OECD) ในขั้นตอนการรับฟังความคิดเห็น กำหนดว่าจะต้องมีขั้นตอน ๓ ขั้นคือ การแจ้งให้ทราบ ขั้นนี้เจ้าหน้าที่รัฐจะเป็นผู้สื่อสารทางเดียว เพื่อให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย รับทราบแล้วก็เตรียมพร้อม ขั้นที่ ๒ คือขั้นปรึกษาหารือเป็นขั้นแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน ๒ ทาง ระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสีย และขั้นที่สำคัญที่สุด คือขั้นที่ ๓ ขั้นมีส่วนร่วม ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจะต้องร่วมร่างถ้อยคำในกฎหมายนั้นร่วมกัน ยกตัวอย่างบ้านเรา โครงการสัมมนาเพื่อรับฟังความคิดเห็นโครงการหนึ่งในเวทีที่จะไม่ขอ เอ่ยชื่อนะคะ แต่เป็นเวทีรับฟังความคิดเห็น ๑๕ นาทีแรก ลงทะเบียน ๑๕ นาทีถัดไปให้ ปลัดกระทรวงมาทำพิธีเปิด ๓ ชั่วโมงถัดไปให้เจ้าหน้าที่รัฐทั้งหมด ๔ ท่านเป็นวิทยากร บรรยาย เมื่อบรรยายครบ ๔ ท่านแล้วปิดการประชุม ประชาชนไม่ได้พูดอะไรเลยสักคำเดียว ดิฉันขอเสนอแนะให้เรามีหน่วยงานกลางตั้งขึ้นเพื่อตรวจสอบคุณภาพของเวทีรับฟัง ความคิดเห็นหรือเวทีลงประชามติ เพื่อให้มีคุณภาพมาตรฐานสากล แทนที่จะเป็นเพียง พิธีกรรมแบบที่แล้ว ๆ มา เหตุการณ์ล่าสุดเมื่อสองสัปดาห์ที่แล้วก็มีนะคะ การเปิดรับฟัง ความคิดเห็น แม้จะขออนุญาตชุมนุมสาธารณะแล้วก็ตาม มีการขออนุญาตที่ สน. แต่เมื่อไป ในสถานที่ที่ขออนุญาตแล้ว เจ้าหน้าที่ตำรวจนำแผงกั้น และไม่อนุญาตให้เข้า และสุดท้ายนี้ ดิฉันต้องขออภัยเพื่อน ๆ พี่น้องทุกคนที่ฝากสาร ฝากข้อความมามากมาย เพราะเห็นว่า วันนี้มีโอกาสได้สบตากับท่านนายกรัฐมนตรี เพราะว่าคำว่า หน้าด้าน ก็เป็นคำที่ไม่เหมาะสม ที่จะพูดในสถานที่แห่งนี้ค่ะ ขอบคุณมากค่ะ
ถอนเถอะครับ คุณอมรัตน์ครับ เชิญนะครับถอนเถอะครับ ไม่มีประโยชน์อะไรครับ
ถอนคำว่าอะไรคะ
คำว่า หน้าด้าน ถอนเถอะครับ
คำว่า หน้าด้าน ใช่ไหมคะ ขอถอนคำว่า หน้าด้าน ค่ะ
เชิญต่อไปครับ เชิญคุณสมเกียรติครับ
ท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านครับ ผม สมเกียรติ ศรลัมพ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาภิวัฒน์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา
คุณสมเกียรติเดี๋ยวรอนิดหนึ่งครับ มีผู้ประท้วงครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม อรรถกร ศิริลัทธยากร พรรคพลังประชารัฐ ระบบบัญชีรายชื่อ จังหวัดฉะเชิงเทรา ไม่ได้ประท้วงเมื่อสักครู่นี้ผมนั่งครับ แต่อยากจะเรียน ท่านประธานว่าเมื่อสักครู่นี้ที่ท่านประธานแจ้งต่อที่ประชุมในเรื่องของคิวผู้อภิปรายในกลุ่ม พรรคร่วมรัฐบาล ท่านประธานแจ้งไว้ ๓ ท่านจริง ๆ แล้วผมขอยอมรับผิดว่าอาจจะสื่อสาร กับทางหน้าบัลลังก์ผิดพลาด เพราะว่าจริง ๆ แล้วที่จัดมาก็จะมีท่านสมเกียรติ ศรลัมพ์ ๕ นาที ท่านทรงกลด ๒ นาที ท่านมงคลกิตติ์ ๓ นาที และท่านอาจารย์ปรีดา ๔ นาที เป็นกลุ่มแรกครับ ก็อยากจะขอกราบเรียนท่านประธาน เพราะว่าพี่ ๆ เขารอมาทั้งวันแล้ว ก็อยากจะขอจัดกลุ่ม ๔ ท่านก่อนได้ไหมครับ
พอดีที่ส่งมานี้ ท่านปรีดานี้เป็น กลุ่ม ๒ ครับ ๓ นาที กลุ่มแรกมี ๓ ท่าน รวมแล้ว ๙ นาที เอาอย่างนี้ก่อนไหมครับ หลังจากนั้นก็จะเป็นกลุ่ม หรือจะให้ท่านปรีดา บุญเพลิง เข้าไปรวมในกลุ่มนี้ด้วย ๔ ท่าน รวมทั้งหมด ๑๒ นาที
กราบขอบพระคุณครับ
ท่านปรีดา บุญเพลิง รวมอยู่ในกลุ่มนี้ด้วย ก็ได้ครับ ๑๒ นาที ทั้ง ๔ ท่าน เชิญเลยครับ
ท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติที่เคารพทุกท่านครับ ผม สมเกียรติ ศรลัมพ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาภิวัฒน์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมได้อ่านคำแถลง นโยบายของ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีและรัฐบาลชุดนี้ครบทั้ง ๑๒ ข้อ ทำให้เกิดความรู้สึกว่า ผู้เขียนนั้นเขียนได้ครอบคลุม การทำงานของรัฐบาลชุดหน้านี้ถ้าท่านสามารถทำงาน ได้ตามนโยบายที่เขียนมา ผมเชื่อว่าเป็นความหวังของประเทศ หลายคนได้อ่านนโยบายแล้ว รู้สึกว่ามันไม่มีรูปธรรมอะไรที่จะทำให้แตะว่าเขาจะได้อะไรบ้าง แต่ว่าผมก็ได้ถามเจ้าหน้าที่ ของสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เขาบอกว่าจะเป็นการเขียนที่เป็นกรอบ ทุกคนได้ทราบแล้วว่านี่คือโพลิซี (Policy) มีแผน มีโปรเจกต์ (Project) มีแอ็กติวิตี้ (Activity) เพราะฉะนั้นผมเชื่อว่ารัฐมนตรีแต่ละท่าน ก็ยังพูดเรื่องแผน เรื่องโปรเจกต์ (Project) แอ็กติวิตี้ (Activity) เพื่อจะให้สังคมได้เห็น ความชัดและกระจ่างมากยิ่งขึ้น แต่อย่างไรก็ตามแม้นโยบายจะเขียนดีอย่างไรก็ตาม แต่ถ้าข้าราชการไม่กระทำหรือกระทำแบบไม่เต็มที่ หรือไม่ซื่อสัตย์ หรือว่ากระทำแบบไม่รัก และไม่ศรัทธาในประชาชนที่แท้จริงนั้น นโยบายนี้ก็ไม่สามารถขับเคลื่อนได้ ผมอยากฝาก รัฐบาลว่าปัจจุบันข้าราชการยังมีความรู้สึกว่าไม่ได้รับเป็นผู้รับใช้ประชาชน มีข้าราชการ หลายคนหลายส่วนทำให้ประชาชนต้องเจ็บปวด ต้องลำบาก ผมจะยกตัวอย่างให้เห็นนะครับ ว่าตอนนี้ประเทศจีน ท่านสี จิ้นผิง ได้ทำแอปพลิเคชัน (Application) ให้กับประชาชน เป็นพันล้าน เวลาไปพบข้าราชการมีแอป (App) ไปถึงศูนย์กลางของรัฐบาลประเทศจีนเลย แล้วเวลาติดต่องานถ่ายรูปข้าราชการออนไลน์ (Online) ถึง ถ้าสมมุติว่าข้าราชการพูดจาไม่ดี หรือทำอะไรต่าง ๆ ที่ไม่เหมาะสม ไม่บริการประชาชน อีกไม่กี่วันนะครับ ศูนย์กลาง ของประเทศจะโทรไปประสานงานกับข้าราชการคนนั้น ผมว่าน่าจะเอาวิธีนี้มาใช้จะดีกว่า ศูนย์ดำรงธรรม ที่กว่าจะเข้าคิวไปเจรจาได้ต้องรออีกเป็นเดือน แต่ผมอยากจะฝากว่าเรื่องนี้ ผมเห็นความตั้งใจของท่านนายกรัฐมนตรี แล้วถ้าเราใช้เทคโนโลยีมาช่วยจะทำให้การทำงาน นั้นดีมาก แต่อย่างไรก็ตามผมมองเห็นข้าราชการที่เราสร้างความทุกข์ให้กับประชาชนมี มากเหลือเกิน แล้วหลายคนนะครับ ผมจะยกตัวอย่างว่าเกิดอะไรขึ้นเวลาเรานั่งรถ เห็นตำรวจจราจรจับรถแท็กซี่ จับรถคนจน รถติดผมก็นึกว่าติดอะไร ติดเพราะว่าตำรวจ ตั้งด่าน แล้วก็ออกใบ เขาเรียกใบสั่ง ท่านทราบไหมว่าการที่ท่านให้รางวัลตำรวจในการเขียน ใบสั่งนี้ สร้างรายได้ให้กับตำรวจมากมหาศาล เรื่องบางเรื่องแทนที่จะอะลุ่มอล่วยในการ ว่ากล่าวตักเตือน เหมือนกับกรณีที่รถมอเตอร์ไซค์ถูก ๔๐๐ บาทนี่ อะไรก็จับ ผมได้เอาสถิติ มาดูท่านทราบไหมครับว่าการจับความเร็วของทางหลวงในแต่ละเดือนเป็น ๓๐ ล้านบาท แล้วโรงพักดินแดงมี ๒,๔๒๙ คดี ปรับล้านกว่าบาท ส่งคลัง ๕๒๙ บาท แล้วเป็นเงินรางวัล ล้านกว่าบาท ตอนนี้แต่ละโรงพักนะครับ แล้วก็จับควันดำปีหนึ่งเป็นหมื่นล้าน ท่านนายกรัฐมนตรีครับ ประชาชนนี่เงินหมื่นล้านเป็นคนยากจน เป็นคนขับรถบรรทุก เป็นคนขับแท็กซี่ ถ้าท่านเลิกสิ่งเหล่านี้ ประชาชนจะมีความสุขมาก ท่านยงยุทธ์ ท่านเป็น หัวหน้าพรรคที่อยู่ในกลุ่มผมได้ฝากไว้ว่า ผมมีอยู่ ๕ นาทีนะครับ
ผมไม่ห้ามอะไร เพราะว่ามันจะ กินเวลาของท่านไปเองครับ
ต่อนะครับ
ท่านพูดนานเท่าไรก็ได้ แต่เวลา ในกลุ่มของท่านก็จะหมดไปครับ
ถ้าอย่างนั้นผมขออนุญาตสรุปครับว่าสิ่งต่าง ๆ ที่ได้กล่าวมาแล้วว่า ถ้าเราทำให้ประชาชน มีความสุข รัฐบาลก็มีความสุข แต่ถ้ารัฐบาลทำให้ประชาชนมีความทุกข์ ผมเชื่อว่าประชาชน หลายคนก็จะไม่สบายใจ ผมขอฝากรัฐบาลครับว่าท่านเป็นความหวังของคน ๖๗ ล้านคน ที่รอท่านอยู่ ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปท่าน พลตรี ทรงกลดครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม พลตรี ทรงกลด ทิพย์รัตน์ หัวหน้าพรรคพลังชาติไทย ฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอพูดนโยบายเร่งด่วนของ ๑๒ เรื่องของรัฐบาล โดยเฉพาะข้อ ๑๑ หัวข้อเรื่อง การจัดเตรียมมาตรการรองรับภัยแล้งและอุทกภัย หน้า ๓๓ ของนโยบาย ของรัฐบาล แต่ปัญหาเรื่องที่รัฐบาลแก้ไขมาหลายสิบปี ในเรื่องของการที่ขุดบ่อน้ำบาดาลบ้าง แล้วก็ทำฝนเทียมบ้าง ปัญหาพวกนี้มันก็แก้ปัญหาเฉพาะหน้า ไม่สามารถที่จะแก้ไขได้ตลอดไป ผมอยากจะเสนอ จะเสริมนโยบายของรัฐบาลในเรื่องที่จะทำอุโมงค์ส่งน้ำ แล้วก็ทำวอเตอร์ เวย์ (Water way) ไม่ใช่มอเตอร์ เวย์ (Motorway) นะครับ ประเทศจีนก็มีประสบปัญหาในเรื่องของการ ขาดแคลนน้ำจากภาคเหนือ ตอนนี้ทะเลทรายรุกเข้ามาเกือบครึ่งประเทศแล้วนะครับ ส่วนของประเทศลิเบีย ก็มีการขาดแคลนน้ำ ในทะเลทรายก็จะใช้อุโมงค์ส่งน้ำ ระยะทาง ทั้งหมด ๓,๐๐๐ กิโลเมตร สำหรับประเทศจีนประมาณ ๑,๕๐๐ กิโลเมตร ของประเทศไทย เราเองถ้าเราทำเรื่องอุโมงค์ส่งน้ำเชื่อม ต้นน้ำในประเทศไทยมีทั้งหมด ๔๓ สาย ซึ่งมีต้นน้ำมากที่สุดในโลก ถ้าเราเชื่อมแบบนี้แล้ว เราจะแก้ปัญหาเรื่องของภัยแล้งได้ ผมก็หวังว่าทางรัฐบาลน่าจะมีการเสริมตรงนี้ จะทำให้การแก้ปัญหาแบบยั่งยืนและถาวร ตลอดไป ขอบคุณครับ
ขอบคุณนะครับ ท่านต่อไปเลยครับ ท่านมงคลกิตติ์
สวัสดีครับ ท่านประธานรัฐสภา และท่านนายกรัฐมนตรี ท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา และ ครม. ใหม่ กระผม นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ หัวหน้าพรรคไทยศรีวิไล และ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา วันนี้ก็ฟังท่านนายกรัฐมนตรีและ ครม. บางส่วน ได้อภิปรายนโยบายมาพอสมควร ก็เห็นว่านโยบายดังกล่าวก็เป็นนโยบายที่ค่อนข้างใช้ได้ แต่ผมอยากจะมีส่วนเสนอเติมเต็มไปอีกนิดหนึ่งอีกสัก ๑๐ เปอร์เซ็นต์ด้วยกัน มีประมาณ ๒-๓ ประเด็นด้วยกัน
ประเด็นที่ ๑ ก็คือด้านการเงินการคลัง ปัจจุบัน ณ วันนี้เรามีหนี้สาธารณะ อยู่ประมาณ ๗.๐ ล้านล้านบาทด้วยกัน ปี ๒๕๖๓ เราน่าจะจัดงบประมาณขาดดุล อีกประมาณ ๔๐๐,๐๐๐-๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เราจะมีหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นอยู่ราว ๆ ประมาณ ๗.๕ ล้านล้านบาทด้วยกัน และ ณ ปัจจุบันเรามีทุนสำรองระหว่างประเทศ ประมาณ ๗.๖ ล้านล้านบาทด้วยกัน แล้วก็ถ้าปีนี้การบินไทยซื้อเครื่องบินอีกประมาณ ๓๘ ลำด้วยกัน ก็จะมีหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นอีก ๑๕๖,๐๐๐ ล้านบาทด้วยกัน เพราะฉะนั้น สถานการณ์การเงินการคลังของปัจจุบันไม่สู้ดีนัก กระผมจึงอยากเสนอแนะเรียน ท่านนายกรัฐมนตรีเร่งดำเนินการเขาเรียกว่า อุดรูที่รั่วไหลในส่วนของการทุจริตคอร์รัปชัน ในส่วนของกรมศุลกากร กรมสรรพากร กรมสรรพสามิต ณ ปัจจุบันเรามีการจัดเก็บภาษี ที่รั่วไหลหลากหลายประเภทด้วยกัน ปีหนึ่งประมาณ ๓๐๐,๐๐๐-๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ด้วยกัน ก็อยากให้ท่านนายกรัฐมนตรีไปเร่งจัดการตรงจุดนี้ด้วย อีกส่วนหนึ่งในการหารายได้ เข้าประเทศ ผมอยากเสนอแนะรัฐบาลให้เปิดเอนเตอร์เทนเมนต์ คอมเพล็กซ์ (Entertainment complex) ประมาณสัก ๖ จุดด้วยกัน นำภาษีจากเปิดบ่อนคาสิโน ให้ชาวต่างชาติเข้ามาเล่นกันสักปีละ ๔๐ ล้านคน คนละ ๒๐,๐๐๐ บาท เราก็ได้ ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาทแล้วนะครับ
อีกส่วนหนึ่ง นโยบายด้านการเกษตรที่ผมอยากจะเสริมไปก็คือเรื่อง การรับซื้อสินค้าเกษตรในปัจจุบัน ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำมาก ผมอยากให้รัฐบาล ออกกำหนดกฎเกณฑ์ในการรับซื้อสินค้าเกษตรในราคาที่พี่น้องเกษตรกรอ้อย ยาง มัน ปาล์ม มีกำไรไม่น้อยกว่า ๓๐ เปอร์เซ็นต์ด้วยกัน เพื่อยกระดับค่าครองชีพของพวกเขา ให้พวกเขา มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น
อีกส่วนหนึ่ง การแก้ไขปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง ณ ปัจจุบัน เราเป็นการแก้ไข แบบปัญหามาวันนี้แก้ไขพรุ่งนี้ ผมอยากให้ท่านนายกรัฐมนตรีแก้ไขแบบเบ็ดเสร็จเลยทีเดียว มีรัฐมนตรีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ตั้ง ๔ คนด้วยกัน ต้องอย่าลืมว่าฤดูน้ำหลาก มาประมาณเดือนตุลาคมจนถึงประมาณเดือนธันวาคมด้วยกัน ช่วงนั้นน้ำเต็มเขื่อน แต่เรา ปล่อยน้ำทิ้งลงทะเลไปโดยเปล่าประโยชน์ เราควรที่จะทำธนาคารน้ำใต้ดิน แล้วเราก็ควร ที่จะพร่องน้ำไปยังห้วย หนอง คลอง บึง แล้วก็แก้มลิง เพื่อเอาไว้พร่องน้ำเพื่อพี่น้อง เกษตรกรในช่วงฤดูฝนขาดช่วงประมาณเดือนเมษายนถึงเดือนกรกฎาคม แล้วก็การแก้ไข ปัญหาให้ชาวนาไม่ต้องทำนาปรัง เป็นความคิดที่ไม่สมควรทำนะครับ สมควรให้วิถีชีวิต ของพี่น้องเกษตรกรยังทำนาปรังได้เหมือนเดิม แต่เราเป็นผู้บริหารประเทศเราต้องแก้ไข ปัญหาให้กับพี่น้องเกษตรกรโดยภาพรวม ฝากท่านนายกรัฐมนตรีวันนี้แค่นี้ครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปครับ นายปรีดา บุญเพลิง ครับ ขออภัยครับ หลังจากนั้นแล้วก็นายวัน อยู่บำรุง นะครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม นายปรีดา บุญเพลิง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคครูไทยเพื่อประชาชน ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตนำเสนอในเรื่องของนโยบายนะครับ จากการที่ศึกษาทั้งหมด ๑๒ ข้อละเอียดอย่างยิ่ง แล้วก็มีเรื่องที่จะเสนอเพื่อให้รัฐบาลได้เติมเต็มในส่วนของแต่ละข้อ ขอเรียนเรื่องปัญหา ภัยแล้งขณะนี้เป็นปัญหาเฉพาะหน้าเฉพาะกิจที่รัฐบาลจะต้องรีบทำ เพราะว่านโยบายในข้อนี้ มันอยู่ที่ข้อ ๑.๑ คือสืบสานต่อยอดศาสตร์พระราชา และโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ คือสูตรขนมครก ผมเรียนเสนออย่างนี้นะครับ เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน นั่นก็คือ ให้ซื้อรถแมคโครให้กับ อบต. ละ ๒ คัน และมีรถลาก ๑ คัน และให้ขุดบ่อตลอดปี รับสมัคร เจ้าหน้าที่ เพราะว่าทุก อบต. มีกองช่างในการดำเนินการ ผมว่าใช้งบประมาณไม่มากนะครับ แล้วก็ผมได้เรียนกับทางประชาชนแล้วว่าเราจะสามารถที่จะออกเงินซื้อน้ำมันได้หรือไม่ ประชาชนพร้อมนะครับ ประชาชนมีเกียรติและศักดิ์ศรีในการที่จะทำบ่อของตนเอง โดยให้ รัฐบาลได้ตั้งงบประมาณตัวนี้ไว้ที่ ธ.ก.ส. โดยให้ประชาชนได้กู้เงินโดยไม่ต้องคิดดอกเบี้ย นี่เป็นการแก้ไขปัญหาที่มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน
ส่วนที่ ๒ ก็คือเรื่องการปราบยาเสพติด ข้อ ๒.๕ เป็นการแก้ปัญหายาเสพติด อย่างเป็นระบบ ผมเรียนว่าจะให้เด็กทั้งหมดตั้งแต่ ม. ๔ ถึงเรียนระดับปริญญาตรี เป็นเด็กวัยรุ่น ที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด เพราะฉะนั้นควรที่จะต้องให้บัตรคนดีกับเขา แล้วเขาทำความดี เด็กเหล่านี้ไม่สูบบุหรี่ ไม่ดื่มเหล้า ไม่ติดยาเสพติด มีจิตอาสาช่วยงานสังคม ก็ประเมิน มีคณะกรรมการประเมินให้คะแนน จากนั้นก็ตีค่าเป็นเงิน และเงินตัวนี้ก็จะไปใช้หนี้จากเงินกู้ กองทุน กยศ. เราใช้ความดีเป็นหลักประกันนะครับ เป็นหลักประกันในการที่จะให้เด็กกู้ ไม่ต้องให้ครูไปเป็นผู้ค้ำประกันนี่ในส่วนหนึ่ง รัฐจะได้คนดีทั้งแผ่นดิน
ส่วนที่ ๓ ข้อ ๕.๓.๖ ส่งเสริมการปลูกไม้มีค่าเป็นพืชเศรษฐกิจ อันนี้เห็นด้วย อย่างยิ่ง ซึ่งเราคงจะต้องดำเนินการให้ชัดเจน โดยเฉพาะกระทรวงเกษตรและสหกรณ์นะครับ ก็คือเราควรจะเปิดนโยบายธนาคารต้นไม้ และปลูกต้นไม้ให้เต็มแผ่นดินเลย ครอบครัวละ ๑,๐๐๐ ต้น รักษาและเขาจะมีโอกาส โดยเฉพาะไม้ที่มีค่า แล้วก็มาวกเข้าข้อ ๘ นะครับ เรื่องนี้ เป็นเรื่องใหญ่ การปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้และการพัฒนาศักยภาพของคนไทยทุกช่วงวัยนะครับ เรื่องของครู โดยเฉพาะในเรื่องของปัญหาหนี้สินของครูบาอาจารย์ อยากจะให้รัฐบาลทำเป็น วาระแห่งชาติในการแก้ปัญหาของข้าราชการครู ข้าราชการทั่วไปทั้งหมด และปัญหาหนี้สิน ของประชาชน ขอบคุณมากครับ
ขอบคุณมากครับ ต่อไป นายวัน อยู่บำรุง หลังจากนั้นก็เป็นวุฒิสมาชิก ว่าที่ร้อยตรี วงศ์สยาม เพ็งพานิชภักดี นะครับ ขอเชิญครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม วัน อยู่บำรุง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย กรุงเทพมหานคร ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณวิป (Whip) ฝ่ายค้าน ที่แบ่งเวลาให้ผมได้มีโอกาสอภิปราย ท่านประธานครับ ผมต้องขอกราบขอบพระคุณ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ท่านนายกรัฐมนตรี ที่ในครั้งหนึ่งในอดีตที่ผมเคยโพสต์ (Post) ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก (Facebook) ส่วนตัว ใจความประมาณว่า ที่บ้านเมืองล้าหลัง ไม่ก้าวหน้าก็เพราะมีผู้นำกาก ๆ อย่างพวกท่านบิ๊ก ๆ (Big) ทั้งหลายไปตายเสีย แถมมี แฮชแท็ก (Hashtag) ไอ้สลัดผักอีกด้วย ผ่านไปไม่กี่ชั่วโมงมีคนแชร์ (Share) ข้อความ ของผมเป็นพันเป็นหมื่น คสช. หัวร้อนด้วยครับ ผ่านไป ๑ วัน ผมได้รับการติดต่อจาก พลโท อภิรัชต์ คงสมพงษ์ แม่ทัพภาคที่ ๑ ยศในขณะนั้น ให้ผมไปรายงานตัว ท่านเป็นกาวใจให้ ท่านถามผมว่าโพสต์ (Post) เอง หรือเปล่า ยอมรับผิดไหม ผมบอกผมโพสต์ (Post) เอง ผมยอมรับผิด ถ้าอย่างนั้น ให้ไป ขอโทษทาง คสช. ถ้าไม่ขอโทษจะจับกุมตัวผม ผมก็เต็มใจสิครับ ผมเป็นลูกผู้ชายพอ เมื่อทำผิดก็ต้องยอมรับผิด มีคนถามว่ากลัวไหม ไม่กลัวได้อย่างไรครับท่านประธานครับ ม. ๔๔ อยู่ในมือครับ เหมือนถุงมือธานอส (Thanos)
คุณปารีณาประท้วงครับ
ท่านประธานคะ ดิฉัน นางสาวปารีณา ไกรคุปต์ ขออนุญาตประท้วงท่านประธานผ่านไปทาง ท่านผู้อภิปรายนะคะ เพราะว่าวันนี้ท่านผู้อภิปรายพูดไม่เกี่ยวกับนโยบายเลยค่ะ ขอให้ท่านประธานวินิจฉัยด้วยค่ะ
เห็นเป็นอารัมภบท เข้าหรือยังครับ
กำลัง จะเข้าอีกนิดเดียวครับ ท่านประธานครับ
เอานโยบายนะครับ
ครับ นิดเดียวครับ ท่านประธานครับ
ก็ชื่นชมเป็นส่วนตัวกันก็แล้วกันครับ เป็นเรื่องส่วนตัว แต่ว่าอันนี้ก็เป็นเรื่องนโยบายนะครับ ขอบคุณครับ
ขอขอบคุณ ท่านนายกรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่งนะครับ ที่เมตตาผม ไม่ดำเนินคดีกับผม เพราะถ้าเกิดท่าน ใส่ถุงมือธานอส (Thanos) ดีดนิ้วนิดเดียวครับ ผมสาบสูญ ลูกเมียผมอยู่ลำบากเลยครับ ท่านประธานครับ คสช. นะครับท่านประธาน ผมกำลังจะพูดถึงเกี่ยวกับคุณสมบัติ ท่านนายกรัฐมนตรีครับ เอาเข้าเรื่องเลยก็ได้ครับ ประชาชนทางบ้านรอดูอยู่นานแล้ว คุณพ่อก็รอดูอยู่ ที่จริงนะครับท่านประธาน คสช. นี่ยึดอำนาจมา ๕ ปี มีดีอย่างเดียวละครับ บ้านเมืองเงียบสงบจนเงียบสงัด เศรษฐกิจตกต่ำ
ท่านวันครับ ด้วยความปรารถนาดีนะครับ
ครับ โอเค (OK) ครับ เข้าเรื่องครับ
ขออ่านข้อ ๑๐๘ ให้ฟังอีกครั้งหนึ่งนะครับ
ครับ
สมาชิกรัฐสภามีสิทธิซักถาม และอภิปรายทั้งในทางสนับสนุนและคัดค้านในเรื่องความเหมาะสมของนโยบาย และความสามารถที่จะบริหารราชการแผ่นดินให้สำเร็จผลตามนโยบายในการนี้ ประเด็น ถ้าเราจะพูดถึงตัวบุคคล ก็คือเรื่องความสามารถที่จะบริหารราชการแผ่นดินให้เป็นไปตาม นโยบาย
ครับ ท่านประธานครับ คืออันนี้ครับ คือท่านนายกรัฐมนตรีไม่มีความสามารถอย่างไรครับ ผมว่า เข้าเรื่องเลยครับ คสช. ปฏิวัติเมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ รุ่งขึ้นวันที่ ๒๓ พฤษภาคม ออกคำสั่ง หมายเรียกให้บุคคลไปรายงานตัว หนึ่งในนั้นมีนายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก. ลายจุด
ท่านสมาชิกประท้วงครับ เชิญครับ
เรียนท่านประธานคะ ดิฉัน นางสาวธณิกานต์ พรพงษาโรจน์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภานะคะ ขอใช้ข้อบังคับ ข้อ ๔๓ ประท้วงท่านประธานที่ให้ผู้อภิปรายใส่ร้ายโดยใช้ข้อความว่า ปฏิวัติ อยากจะเรียนว่า ปฏิวัติคือการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง ซึ่งในประเทศเรามีครั้งเดียว เท่านั้นค่ะ ปี ๒๔๗๕ ค่ะ ในการทำรัฐประหาร คือการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล ดังนั้น ขอให้ถอน แล้วใช้คำให้ถูกต้องด้วยค่ะ
ยึดอำนาจ ใช้คำให้ถูกต้อง
ค่ะ เมื่อสักครู่ท่านที่อภิปรายใช้คำว่า ปฏิวัติ ค่ะ
ให้ถอนคำว่า ปฏิวัติ
ใช่ค่ะ เพราะปฏิวัติคือการเปลี่ยนแปลงการปกครองค่ะ
ขอถอนครับ ยึดอำนาจรัฐประหารครับ ท่านประธานครับ แล้ววันที่ ๒๓ ออกคำสั่งให้บุคคลไปรายงานตัว ตามคำสั่ง คสช. หนึ่งในนั้นมีนายสมบัติ บุญงามอนงค์ บก. ลายจุด ผมได้มีโอกาสพูดคุยกับ บก. ลายจุด ครับ บก. ลายจุดบอกว่าตั้งแต่เกิดมาจากท้องพ่อท้องแม่ไม่เคยได้ยินว่า คสช. คืออะไร ไม่ได้เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ จึงขัดคำสั่งและไม่ไปรายงานตัวตามคำสั่งของ คสช. สุดท้ายถูกออกหมายจับ บก. ลายจุด ถูกจับกุมโดยเจ้าหน้าที่ทหารเป็นสิบนาย ใช้อาวุธปืน
เดี๋ยวครับ มีผู้ประท้วงครับ
โอ้โฮ สนุกกันเลย
กราบเรียน ท่านประธาน ดิฉัน นางสาวปารีณา ไกรคุปต์ ขออนุญาตประท้วงท่านประธานผ่านไปยัง ผู้อภิปรายนะคะ อีกแล้วค่ะ ไม่เกี่ยวกับนโยบายเลยค่ะ
ครับ ผมฟังอารัมภบทอยู่ครับว่า เขาก็บอกว่าเขาจะอภิปรายความสามารถนายกรัฐมนตรี ก็ฟังเบื้องต้นเดี๋ยวจะดูให้ครับ คุณวันครับ
ครับ ท่านประธาน
ถ้าไกลกว่านี้ก็ไม่ได้ครับ
ครับ โอเค (OK) ครับท่านประธาน บก.ลายจุดถูกจับครับ เพราะขัดคำสั่งของ คสช. พนักงาน อัยการเป็นโจทก์ฟ้อง บก.ลายจุด ศาลชั้นต้นครับ พิพากษาครับท่านประธานครับ นี่เข้าเรื่องแล้วครับท่านประธานครับ
จบนะครับ
พิพากษาว่า คสช.
ไม่อย่างนั้นจะมีผู้ประท้วงไม่หยุดครับ
ขออนุญาตท่านประธานขอประท้วงค่ะ
นี่ครับ ท่านประธานครับ
ดิฉันขอประท้วงท่านประธานนิดหนึ่งค่ะ
ยังมีคำสั่ง ศาลฎีกาอีกนะครับ
ขออนุญาตท่านประธาน ขอประท้วงค่ะ ดิฉันประท้วงท่านประธานนิดหนึ่งค่ะ
นี่ครับ ท่านประธาน ยังมีคำสั่งศาลฎีกาอีกนะครับ
ท่านประธานอนุญาตให้พูดไหมคะ
คำพิพากษา ศาลฎีกานะครับว่า ท่านนายกรัฐมนตรีเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่มีสิทธิมาลงสมัครรับเลือกตั้ง นายกรัฐมนตรีครั้งต่อมานะครับ
ดิฉันขอประท้วงท่านประธานนะคะ
เชิญครับ
ดิฉันขอประท้วงท่านประธาน ข้อ ๕ ดิฉัน นางกรณิศ งามสุคนธ์รัตนา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๔ กรุงเทพมหานคร พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ดิฉันขอประท้วง ท่านประธานในข้อ ๕ ที่ไม่สามารถควบคุมท่านผู้อภิปรายได้ รวมไปถึงในข้อบังคับ ข้อ ๔๓ ที่นอกประเด็นและท่านก็ทักท้วงมาหลายครั้งหลายรอบ ดิฉันต้องกราบขอบพระคุณ ท่านประธานทั้ง ๒ ท่าน ที่ให้ความกรุณาสมาชิกในวันนี้ตั้งแต่ช่วงเช้า หลายท่านเกริ่นมา ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการแถลงนโยบายวันนี้เลย แล้วก็หลอกด่ารัฐบาลตลอด ท่านประธาน ก็ให้อภัย ทุกคนทุกท่านก็นั่งฟัง ตอนนี้ก็ตีหนึ่งแล้วนะคะท่านประธาน
พอแล้วครับ
แล้วอีกอย่างหนึ่งเมื่อสักครู่นี้เจ๊ดาวแดงก็แอบหลอกด่า
ถ้าไปนอกกว่านี้ก็จะไม่จบ
ท่านประธานคะ อย่าให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้บ่อยนะคะ ขอบพระคุณค่ะ
พาดพิงไปถึงคนอื่นก็จะมีปัญหา ตามมา คุณวันครับ เริ่มเข้าประเด็นเลยนะครับ มิฉะนั้นจะตัดไม่ให้อภิปราย
ผมไม่เก่งเท่า คุณพ่อหรอกครับ ไม่ต้องกลัวหรอกครับ ถ้าคุณพ่อผมอยู่ในสภา ป่านนี้มันระเบิดเถิดเทิง ไปแล้วครับ
เอาเข้าประเด็นนะครับ
ศาลฎีกา มีคำพิพากษา หมายเลข
เกี่ยวอะไรครับ
คำพิพากษา ศาลฎีกาว่า พลเอก ประยุทธ์ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐครับ จึงมาขัดต่อมาตรา ๙๘ (๖๕) ประกอบรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๐ (๖)
อภิปรายได้ครับ
ขอบพระคุณครับท่านประธาน รอเวลานี้มานานครับ ศาลฎีกามีคำพิพากษา เลขที่ ๓๕๗๘/๒๕๖๐ ลงวันที่ ๑ มิถุนายน ๒๕๖๐ ความว่า การที่จำเลยคือ บก. ลายจุด สู้ว่า คสช. ไม่มีอำนาจ เรียกตัว บก. ลายจุดนั้น ศาลพิพากษาว่าข้อเท็จจริงได้วินิจฉัยแล้ว การยึดอำนาจ การปกครองเป็นผลสำเร็จแล้ว คสช. จึงเป็นรัฏฐาธิปัตย์ จึงย่อมมีอำนาจออกประกาศ และคำสั่งให้จำเลยรายงานตัวต่อ คสช. ได้ ศาลมีข้อสรุปที่น่าสนใจ กล่าวคือการยึดอำนาจ ของ คสช. ไม่มีผู้ต่อต้าน คราวที่แล้วไม่มีต่อต้านนะครับ ถ้ามีรอบหน้าก็คงไม่แน่ครับ และได้ แต่งตั้งผู้บริหารบางส่วนแล้ว จึงนับว่าเป็นการยึดอำนาจที่สำเร็จลุล่วง ท่าน พลเอก ประยุทธ์ หัวหน้า คสช. เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ก็มาดูต่อครับท่านประธาน มาตรา ๙๘ รัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย ปี ๒๕๖๐ และมาตรา ๙๘ บุคคลผู้มีลักษณะดังต่อไปนี้
คุณวันครับ ปัญหาเรื่องคุณสมบัติ นายกรัฐมนตรีนั้นได้ไปสู่ศาลรัฐธรรมนูญแล้วครับ
ท่านประธานครับ ผมไม่ได้เป็นคู่ความในกรณีนี้นะครับ ผมไม่กล้าไปชี้นำก้าวล่วง ศาลรัฐธรรมนูญครับ
แจ้งให้ทราบว่าได้ไปสู่ศาลแล้ว
ทราบครับ แต่อยากจะแสดงให้พี่น้องประชาชนทางบ้านได้เข้าใจครับ
เพราะฉะนั้นประเด็นนี้ไม่ควร จะพูดต่อแล้วนะครับ ก็เข้าใจกันแล้วครับ มิฉะนั้นจะไม่จบ แล้วก็กลายเป็นเรื่องเราไปพูด ประเด็นที่ไปก้าวก่ายเขาครับ
ท่านประธาน ผม นิโรธ สุนทรเลขา พรรคพลังประชารัฐ ขออนุญาตประท้วงครับ
ไม่เป็นไร จะขอทำความเข้าใจครับ ประเด็นนี้จบแล้วนะครับ อภิปรายเรื่องนโยบายและตามข้อบังคับที่ผมได้อ่านให้ฟัง เมื่อสักครู่นี้มิเช่นนั้นคุณวันก็จะพูดต่อยาก ถ้าวนเวียนอยู่ตรงนี้ ผมเข้าใจว่าเตรียมเรื่องนี้มา แต่ว่าเมื่อประธานบอกว่าเรื่องนี้ไม่ควรพูดแล้ว ท่านก็เอาเรื่องอื่นที่เกี่ยวกับนโยบายครับ
ผมต่อ เลยนะครับท่านประธาน
ท่านประธาน ผมประท้วงท่านประธานครับ
เดี๋ยวครับ ผู้ประท้วงครับ เชิญครับ
ท่านประธานครับ ผมขอประท้วงท่านประธานที่ปล่อยปละละเลยผู้อภิปราย อภิปรายซ้ำซาก ตามข้อ ๔๓ นะครับ เพราะว่ากรณีการอภิปรายเรื่องคุณสมบัติของนายกรัฐมนตรีนั้น ได้มีการอภิปรายไปแล้วเมื่อวันที่ ๕ มิถุนายน ๒๕๖๒ แล้วก็มีสมาชิกรัฐสภามีความเห็น ขัดข้องว่าไม่แน่ใจว่าในคุณสมบัติท่านนายกรัฐมนตรีเป็นอย่างไรนะครับ แล้วก็ได้ลงชื่อกัน นำเสนอท่านประธานสภาในฐานะนิติบัญญัติ คือหนึ่งในอำนาจ นำส่งที่ศาลครับ แล้วขณะนี้ คดีอยู่ในศาลนะครับ มันก็จะเป็นการก้าวล่วง เป็นการชี้นำศาลหรือไม่ครับ ถ้ายังมี การอภิปราย
ก็อธิบายแล้วสักครู่นี้นะครับ จบครับ คุณวันต้องเข้าประเด็นเรื่องนโยบาย วันนี้ไม่ใช่เรื่องไม่ไว้วางใจนะครับ ถ้าไม่เข้าประเด็นก็จะ ไม่ให้พูดต่อครับ
ผมขอสรุปครับ ท่านประธาน ผมไม่ทราบว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะเป็นนายกรัฐมนตรีเถื่อนหรือไม่ แต่ท่านเป็นนายกรัฐมนตรีที่ไม่สง่างามครับ ขอบคุณครับ
ไม่เป็นอะไรครับ เขาพูดเรื่องนี้กันมา ตั้งแต่ต้นนะครับ ต่อไปผมขอเชิญท่านดอกเตอร์วิษณุครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม วิษณุ เครืองาม ขอใช้เวลานิดเดียวเท่านั้นครับ ประเด็นเรื่องคุณสมบัติของนายกรัฐมนตรี ผมจะไม่พูดในเรื่องนี้ เพราะเป็นอย่างที่ท่านประธานว่า ว่าคดีมันอยู่ในศาลรัฐธรรมนูญ แล้วที่จริงวันนี้รัฐบาลเพิ่งจะเอาคำให้การไปยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อจะตอบประเด็น ที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ๑๑๐ คน ได้ยื่นคำร้องผ่านท่านประธานไปเรียบร้อยแล้ว แต่มันมีประเด็นหนึ่งที่ขออนุญาต ผมกับคุณวันก็คุ้นเคย กับคุณพ่อท่านก็เคารพนับถือกันดี อยากจะขอแก้ความเข้าใจคลาดเคลื่อนนิดเดียวเท่านั้นเองครับว่า เมื่อท่านยกเอาคำพิพากษา ศาลฎีกา ที่ ๓๕๗๘/๒๕๖๐ ขึ้นมาในคดีคุณสมบัติ บุญงามอนงค์ นั้น ศาลฎีกาได้พิพากษา ในคดีนี้ซึ่งก็มักจะเอามาอ้างกัน ไม่มีที่ใดในคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้เลยที่บอกว่า คสช. หรือหัวหน้า คสช. เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ แต่บอกว่าเป็นเจ้าพนักงาน ซึ่งคดีนี้ได้มีการฟ้องว่า จำเลยนั้นขัดคำสั่งเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๖๘ ซึ่งบัญญัติว่า ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงาน ขีดเส้นใต้ คำว่า เจ้าพนักงาน มีความผิดลหุโทษ คราวนี้ก็มาเกิดความเข้าใจว่า เจ้าพนักงานกับเจ้าหน้าที่ของรัฐนั้นชะรอยจะเป็นอันเดียวกัน ซึ่งไม่ใช่ครับ เจ้าพนักงานก็เจ้าพนักงาน เจ้าหน้าที่ของรัฐก็เจ้าหน้าที่ของรัฐ คุณสมบัติของ นายกรัฐมนตรีตามมาตรา ๙๘ (๑๕) นั้นพูดถึงเรื่องการเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่ใช่ เจ้าพนักงาน ย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า เจ้าพนักงานก็เจ้าพนักงาน เจ้าหน้าที่ของรัฐก็เจ้าหน้าที่ของรัฐ เคยมีคำพิพากษาศาลฎีกา ที่ ๗๕๔๐/๒๕๕๔ วินิจฉัยในคดีนั้นว่ามีการจับเจ้าอาวาสวัดหนึ่ง ในข้อหาว่าเป็นเจ้าพนักงานและยักยอกทรัพย์ของวัด เพราะว่าตามกฎหมายคณะสงฆ์ถือว่า เจ้าอาวาสเป็นเจ้าพนักงาน คดีนั้นพระที่เป็นเจ้าอาวาสหรือจำเลยนั้นได้สู้คดีว่าตนไม่ได้เป็น เจ้าหน้าที่ของรัฐ ตนจึงไม่ควรจะเป็นเจ้าพนักงาน ศาลฎีกาตัดสินว่าจำเลยคือเจ้าอาวาสนั้น เป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมายคณะสงฆ์ แต่ไม่ได้เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามกฎหมายอื่น เพราะเจ้าหน้าที่ของรัฐและเจ้าพนักงานเป็นคนละเรื่องและคนละอย่างกัน ถ้ากฎหมาย ประสงค์จะเอาผิดบุคคลใด เพราะเป็นเจ้าพนักงานก็จะระบุว่า เป็นเจ้าพนักงาน เพราะฉะนั้นขออนุญาตกราบเรียนว่าในคดีตามคำพิพากษาศาลฎีกา ซึ่งบังเอิญฎีกานี้ ก็เป็นฎีกาที่ผู้ร้อง ๑๑๐ คน ได้อ้างต่อศาลรัฐธรรมนูญและยกขึ้นมาว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามนัยแห่งคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าว แล้วผมขอ กราบเรียนท่านประธานอีกครั้งหนึ่งว่า ไม่มีที่ใดบรรทัดใดในจำนวนทั้งหมดของคำพิพากษา ศาลฎีกา ๓๔ หน้านี้ และไล่มาตั้งแต่ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ จนถึงศาลฎีกาเลย แม้แต่นิดเดียวที่บอกว่า คสช. หรือหัวหน้า คสช. เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ขออนุญาตกราบเรียน เฉพาะประเด็นนี้ ส่วนประเด็นอื่นว่าจะหลุดไปเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามกฎหมายอื่นหรือไม่ หรือตามรัฐธรรมนูญหรือไม่นั้นเป็นประเด็นอยู่ที่ศาลรัฐธรรมนูญแล้ว ขออนุญาตกราบเรียน ท่านประธานครับ
รับทราบไว้เพียงเท่านี้นะครับ เชิญท่านนายกรัฐมนตรีครับ
ขอบคุณครับ กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผมเคารพ ในกระบวนการศาลยุติธรรมทุกประเภทของประเทศไทยนะครับ เพราะฉะนั้นเนื่องจาก เรื่องนี้เข้าอยู่ในกระบวนการศาลแล้วผมก็จะไม่พูดนะครับ แต่ผมยืนยันว่าผมจะรับคำตัดสินทุกประการของศาล เพราะฉะนั้นมีคดีเดียวกันหลายท่าน อยู่ด้วยกัน อย่ามาบอกว่าคดีมันไม่เป็นธรรมอีกก็แล้วกัน ผมยอมรับว่าอย่างไรตามนั้น ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ พาดพิงคุณวันหรือครับ พาดพิงเรื่องอะไรครับ
อาจารย์ วิษณุพูดเมื่อสักครู่นี้ครับ
ครับ เชิญครับ
เมื่อสักครู่นี้ ตอนผมอภิปราย ท่านประท้วงบอกว่าผมชี้นำศาล แล้วที่อาจารย์วิษณุอภิปรายไม่ชี้นำศาล หรือครับ
บังเอิญคุณวันได้พูดเรื่องนี้ ไปก่อนครับ
อย่างนี้ก็ได้
ผมก็มาห้ามทีหลังครับ
ด้วยความเคารพท่านประธานลุงชวนครับ ตามประธานลุงชวน ขอบคุณครับ
ประท้วงเรื่องอะไรเชิญครับ
ท่านประธานคะ ขอประท้วงตามข้อบังคับ ข้อ ๔๓ ค่ะ ดิฉัน พิชชารัตน์ เลาหพงศ์ชนะ สมาชิกรัฐสภา ขอประท้วงท่านที่อภิปรายเมื่อสักครู่นี้พี่วันนะคะ พูดว่านายกรัฐมนตรีเถื่อน นายกรัฐมนตรีของเราคนที่ ๓๐ มาจากการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยค่ะ แล้วท่าน ก็เป็นคนน่ารัก แล้วก็มีคุณสมบัติที่ดีตามที่ท่านรองนายกรัฐมนตรีได้แจ้งไปเมื่อสักครู่นี้นะคะ ดิฉันขอให้ถอนค่ะ
ไม่มีผิดข้อบังคับอะไรครับ
ใช้วาจาไม่สุภาพค่ะท่าน
ไม่มีแล้วครับ ผ่านไปแล้วครับ ไม่มี ข้อบังคับอะไร
รบกวนขอให้ถอนด้วยนะคะ
เลยไปแล้วครับ นั่งเลยครับ มีเวลา อยู่จำกัดนะครับ ทางวุฒิสมาชิกขอมาว่าเพื่อให้ผู้อภิปรายซึ่งใช้เวลาท่านละ ๕ นาที อภิปราย ติดต่อกันคือ ว่าที่ร้อยตรี วงศ์สยาม ตามที่เรียนไว้แล้ว แล้วก็นางประภาศรี สุฉันทบุตร เชิญครับ ขอเชิญ ว่าที่ร้อยตรี วงศ์สยามครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ ผม ว่าที่ร้อยตรีวงศ์สยาม เพ็งพานิชภักดี ท่านประธานครับ วันนี้รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งแทนพี่น้องประชาชนคนไทยทั้งประเทศ ที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้นำคณะรัฐมนตรีมาแถลง มาให้สัญญากับพี่น้องประชาชนว่า ๔ ปี ต่อจากนี้ไปคณะรัฐมนตรีจะทำอะไรให้พี่น้องประชาชนบ้าง ท่านประธานครับ ผมได้ดู ในเอกสารฉบับนี้ แล้วก็มีพี่ ๆ ในรัฐสภาหลายท่านได้พูดกันไปเยอะครับ ทั้ง ๑๒ ด้าน ทั้งภาคผนวก แต่วันนี้เราไม่มี คสช. แล้ว แล้วรัฐบาลก็จะต้องมารายงานในรัฐสภาแห่งนี้ ทุก ๓ เดือน แต่ในร่างนี้ไม่มี ตลอด ๔ ปีเข้าใจครับว่าอาจจะทำเป็นทุก ๆ ๓ เดือนไป แต่ใน ๓ เดือน ๖ เดือนข้างหน้านี้จะมีการเลือกตั้งท้องถิ่น พี่น้องประชาชนรอฟังอยู่ว่า จะเริ่มกันอย่างไร อบต. จะทำอย่างไร อบจ. จะทำอย่างไร ประชาชนอยากฟังครับ ก็กราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังนายกรัฐมนตรี เข้าใจครับว่าในรัฐธรรมนูญเขียนไว้ จะต้องมีการเลือกตั้งภายใน ๓ เดือน ท่านประธานครับ วันนี้เราไม่อยากให้เสียของอีกแล้ว เพราะการมาของนายกรัฐมนตรีมาจากการเลือกตั้งของประชาชน วันนี้ประชาธิปไตยเกิดขึ้นแล้วในประเทศไทย โดยมีพวกเราในรัฐสภาแห่งนี้เป็นผู้แทน ปวงชนชาวไทย ตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ตามบทเฉพาะกาล วันนี้เราต้องช่วยกันปลูก ประชาธิปไตยให้มันกินได้ ให้ประชาชนได้สัมผัสได้ เขามีความหวังกับรัฐบาลชุดนี้มาก ตลอดระยะเวลา ๕ ปีที่ผ่านมา ประชาชนรู้สึกเก็บกด เพราะอยากให้เศรษฐกิจมันดี พยายาม ที่จะนิ่ง พยายามที่จะแสดงอะไรที่มันอยากจะให้มันผ่าน ๆ ไป รอวันนี้ครับ รอวันแถลง นโยบายรัฐบาล เราจะได้ให้คำสัญญากับพี่น้องประชาชนอย่างไรได้บ้าง วันนี้สินค้าเกษตร ไม่ได้ดีขึ้น ไม่มีเวลาฮันนีมูน (Honeymoon) แล้วครับ ๕ ปี ฮันนีมูน (Honeymoon) มาแล้วครับ อีก ๔ ปีข้างหน้าหวังว่าจะอยู่ครบ ๔ ปีข้างหน้าไม่อยากให้มีการเลือกตั้งกัน บ่อยครั้ง โดยเฉลี่ยแล้ว ๒ ปีเศษ ๆ นิดหน่อยต่อรัฐบาล ๑ ชุด วันนี้ก็อยากจะเห็นรัฐบาลลุงตู่ ขออนุญาตเรียกครับ เพราะพี่น้องประชาชนทั้งประเทศเรียกลุงตู่กันทั้งประเทศ อยากให้อยู่ ๔ ปี อยากให้ทำให้เห็นหน้าเห็นหลังเลยครับ อะไรที่สัญญากับประชาชนไว้ในวันนี้ตามร่าง ในเอกสารฉบับนี้ แล้วท่านได้โปรดกลับไปดูด้วยวันนี้ไม่มี สปช. แล้ว ไม่มี สปท. แล้ว ไม่มี สนช. แล้ว แต่สิ่งที่ดี ๆ ที่ สปท. ทำเอาไว้และกำลังจะส่งไปที่ สนช. วันนี้ไม่มี สนช. แล้วครับ มันจะต้องกลับมายังที่รัฐสภาแห่งนี้ สิ่งที่ดี ๆ แล้วทำไว้ เช่นการลดการผูกขาดการใช้อำนาจรัฐ ที่ทำไว้ดี ๆ หลายอย่างวาระดำรงตำแหน่งของกำนัน เราไม่ได้ไปแตะเรื่องผู้ใหญ่บ้าน ท่านไปดูว่า สปท. ทำอะไรไว้บ้าง แล้วอยากให้เป็นผล ไม่อยากให้เสียของครับ ท่านประธานครับ วันนี้ดึกแล้วผมได้เวลาน้อยครับ วันนี้ได้หยิบเอกสารมาผมมีโอกาสได้อยู่ใน ๑ คณะ คณะกรรมาธิการการเมือง ซึ่งที่ผ่านมามีหลายคณะ ๑๐ กว่าคณะ วันนี้ผมขออนุญาต เป็นตัวแทน กลัวท่านนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐบาลชุดนี้จะลืมครับท่านประธาน ก็เลยจะขอเป็น ตัวแทนของทุกคณะ จะขอมอบหนังสือฉบับนี้เป็นหนังสือฉบับสรุปผลการดำเนินงาน ของคณะกรรมาธิการการเมือง แล้วยังมีอีกหลายคณะ อันนี้เป็นสัญลักษณ์นะครับ ท่านประธาน อย่าให้เสียของเลยครับ ท่านประธานครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณมากครับ
ผมจะขอมอบให้ท่านประธานนะครับ
ผมไม่ติงเรื่องเวลาเลยนะครับ เพราะว่าถ้าเราใช้มากมันก็ไปหักคนต่อไปเรื่อย ๆ เนื่องจากกำหนดเวลาไว้แน่นอนครับ ต่อไป คุณประภาศรี สุฉันทบุตร เชิญเลยครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ดิฉัน ประภาศรี สุฉันทบุตร สมาชิก วุฒิสภา ดิฉันขออนุญาตพูดเรื่องการกระจายความเจริญไปสู่ส่วนภูมิภาค ดิฉันขอพูด เฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตั้งแต่หลายร้อยปีที่ผ่านมาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จะเป็นภาคที่ลำบากที่สุด ยากจนที่สุด แล้วจนถึงปัจจุบันก็ยังยากจนที่สุดตลอดมา รายได้ต่อหัวต่อประชากรก็จะต่ำตลอดนะคะ ทีนี้ดิฉันอยากให้รัฐบาลให้ความสำคัญกับ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือให้มากที่สุด แทบจะว่ามากกว่าภาคอื่น ๆ ก็ได้ ดิฉันเห็นโครงการ อีอีซี (EEC) ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก ก็รู้สึกไม่ใช่อิจฉานะคะ ก็ดีใจที่เห็น ภาคตะวันออกเจริญขนาดนั้น แต่ในขณะเดียวกันก็อยากให้มี เอ็นอีอีซี (NEEC) ก็คือ นอร์ทอีสเทิร์น อิโคโนมิก คอร์ริดอร์ (Northeastern Economic Corridor) ระเบียง เศรษฐกิจภาคตะวันออกเฉียงเหนือด้วย อยากให้ช่วยจังหวัดที่ยากจน ไม่ควรจะทิ้งจังหวัด ยากจนไว้ข้างหลังนะคะ ดิฉันอยากให้รัฐบาลช่วยลิสต์ (List) จังหวัดยากจนมาสัก ๑๐ จังหวัด จังหวัดสุดท้าย ที่ยากจนนะคะ เพื่อมาจัดการให้เป็นโมเดล (Model) ที่ให้เกิดประโยชน์กับประชาชนที่นั่น ให้มากที่สุดนะคะ
อันดับแรก สิ่งที่ดิฉันต้องการก็คือ การคมนาคม การคมนาคมจะทำให้สร้าง ความเจริญไปสู่จังหวัดที่ยากจนได้ ในอดีตที่ผ่านมาเราเคยมีโครงการอีสต์-เวสต์ คอร์ริดอร์ (East-West Corridor) ที่จะมาตั้งแต่แม่สอดผ่าประเทศไทยเข้าไปผ่านจังหวัดร้อยเอ็ด ไปจังหวัดมุกดาหาร จังหวัดนครพนม แล้วก็ออกประเทศลาว จนบัดนี้ อีสต์-เวสต์ คอร์ริดอร์ (East-West Corridor) ก็ยังไม่เกิดอย่างที่เห็นเป็นที่ประจักษ์ ก็อยากให้ท่านกลับไปทบทวน เรื่องอีสต์-เวสต์ คอร์ริดอร์ (East-West Corridor) อีกครั้งหนึ่ง แล้วก็ในอดีตที่ผ่านมา ก็มีอีสานเขียว ก็เขียวขึ้นมาบ้างแต่ช่วงนี้แห้งแล้ง ก็คงจะกลับไปแห้งแล้งเหมือนเดิม แล้วสมัย พลเอก ชาติชายซึ่งนานมากแล้ว ได้เปลี่ยนสนามรบให้เป็นสนามการค้า ก็ออกสู่ อินโดจีนแล้วก็เงียบไปอีก ปัจจุบันดิฉันขออนุญาตยกตัวอย่าง ๓ จังหวัดนะคะ จังหวัดยโสธร จังหวัดมุกดาหารและจังหวัดอำนาจเจริญ อันนี้เป็นตัวอย่างของจังหวัดที่ยากจนติดอันดับเลย เราต้องการมากที่สุดคือคมนาคม ที่จังหวัดยโสธรเรามีสนามบินเก่าของสนามบินทหาร ซึ่งควรจะปรับปรุงให้เป็นสนามบินพาณิชย์ได้ ซึ่งลงทุนไม่มากเลยค่ะ ท่านลองไปดูอีกครั้งหนึ่ง ในรัฐบาลที่ผ่านมาท่านอาคม ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมได้ไปแอบดูบ้างแล้ว โดยที่ไม่ได้บอกในพื้นที่ให้ทราบ แต่ก็ไม่ได้รับผลว่าท่านจะทำให้หรือไม่ทำให้นะคะ อันนี้จะลงทุนไม่เยอะ ในขณะเดียวกันก็จะเป็นประโยชน์สำหรับชาวจังหวัดยโสธร และจังหวัดอำนาจเจริญ ในขณะเดียวกันจังหวัดมุกดาหารก็เหมือนกันเขาก็ต้องการสนามบิน ในทฤษฎีแล้วเราก็จะมองว่าถ้าห่างกัน ๑๐๐ กิโลเมตร เดี๋ยวทุกคนจะบอกว่าแต่ละจังหวัด ต้องการสนามบินกันหมดนะคะ แต่สำหรับจังหวัดที่ยากจนก็เหมือนในต่างประเทศทุกเมือง ก็จะมีสนามบิน ดิฉันก็อยากให้มองจังหวัดที่ยากจนเป็นพิเศษ เพื่อที่จะรองรับนักลงทุน ให้ไปที่นั่น อย่างจังหวัดมุกดาหารก็จำเป็นต้องมี จังหวัดมุกดาหารเป็นจังหวัดเศรษฐกิจ พิเศษชายแดน ถ้าไม่มีสนามบิน ก็ไม่มีใครไปลงทุน บูม (Boom) อยู่พักหนึ่ง ปัจจุบัน จังหวัดมุกดาหารเงียบมาก อยากเชิญท่านไปเที่ยวที่จังหวัดมุกดาหาร ริมแม่น้ำโขง ซึ่งเป็นแหล่งการค้าของสินค้าอินโดจีนเคยแน่น เคยเดินกันแบบไม่มีที่เดิน ปัจจุบันเงียบมาก อันนี้คือเมืองเศรษฐกิจ เมืองที่จะพัฒนาเป็นเขตเศรษฐกิจก็เงียบมาก
ทีนี้มาถึงรถไฟ ตอนนี้ก็จะมีรถไฟรางคู่จากบ้านไผ่ผ่านจังหวัดร้อยเอ็ด แล้วก็ ไปจังหวัดมุกดาหารและจังหวัดนครพนม ก็แวะที่จังหวัดยโสธรนิดหนึ่ง ที่อำเภอเลิงนกทา แต่ไม่แวะเข้าอำเภอเมืองยโสธร ดิฉันคิดว่าถ้าเพิ่มงบประมาณอีกนิดหนึ่งเพื่อแวะเข้า อำเภอเมืองยโสธรก็จะให้เมืองยโสธรดูดีขึ้น ก็รุ่งเรืองขึ้น ในขณะเดียวกันการที่จะทำให้ จังหวัดที่ยากจนดีขึ้นมาได้ ดิฉันขอพูดเรื่องการขนคนนะคะ เราอาจจะไม่เคยคิดเรื่องการขนคน เราพูดแต่ขนสินค้า เราต้องมีวิธีว่าขนประชากร ชักชวนคนให้ไปอยู่ในจังหวัดยากจนเหล่านั้น จังหวัดยโสธรเคยมีประชากร ๕๐๐,๐๐๐ คน ปัจจุบันมีอยู่ในทะเบียนบ้านประมาณ ๔๐๐,๐๐๐ คน และอยู่จริง ๆ ประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ คน ถ้าท่านสามารถขนคนไปอยู่ จังหวัดยโสธรได้อีกสัก ๒๐๐,๐๐๐ คน ดิฉันคิดว่าจังหวัดยโสธรจะเจริญรุ่งเรืองมาก วิธีขนคนก็อาจจะต้องเชิญชวนไปอยู่ ทำอย่างไรให้ไปอยู่ได้ เช่นมาตรการภาษีเอย หรือแม้แต่ จ้างคนไปอยู่ก็ควรจะจ้าง แล้วก็สิ่งที่จะช่วยอีกอันหนึ่งก็คือสถาบันการศึกษา ถ้าเรามี สาขาวิชาที่คนอยากเรียนมาก ๆ เช่นแพทย์อย่างนี้ค่ะ แล้วเราก็ไปตั้งคณะ เราอาจจะ ไม่สามารถตั้งคณะแพทย์ได้ แต่ตั้งเตรียมแพทย์ที่นั่นเพื่อเรียนคณะวิทยาศาสตร์ คนก็จะไปอยู่ อยู่แล้วหรือตั้งวิทยาลัยพยาบาลที่จังหวัดอำนาจเจริญอย่างนี้ค่ะ วิชาที่ยาก ๆ ที่คนอยากเรียนก็ไปตั้งในจังหวัดยากจนซึ่งทำได้นะคะ แล้วก็อย่างพวกเภสัชกรอะไร พวกนี้อาจจะไปตั้งที่จังหวัดมุกดาหารอะไรพวกนี้นะคะ ก็นำการศึกษาไปทำให้เจริญได้ รู้สึกเวลาน้อยจริง ๆ ดิฉันเตรียมเรื่องกัญชาเสรีมาด้วยนะคะ ที่เป็นห่วงประชาชนมาก แล้วก็ท่านรัฐมนตรีก็อยู่ด้วย แต่เมื่อเวลามีแค่ ๕ นาทีก็ขออนุญาตจบแต่เพียงเท่านี้ ขอขอบคุณมากนะคะ
ขอบคุณนะครับ ผมขออภัยนะครับ ที่เมื่อสักครู่นี้ไม่ได้บอกล่วงหน้า ท่านนิคม บุญวิเศษ เชิญเลยครับ เรียนว่าเรามาประมาณ ครึ่งทาง เฉพาะของฝ่ายรัฐบาลนั้นเกินครึ่งไปแล้วครับ ของวุฒิสมาชิกยังไม่ถึงครึ่ง แต่ว่าเวลา ไม่มากนัก ของฝ่ายค้านได้ครึ่งหนึ่ง เพื่อไม่ให้พรุ่งนี้ต้องดึกเกินไปนะครับ ก็ขออนุญาตใช้เวลา ต่อไปอีกสักเล็กน้อยนะครับ เชิญเลยครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายนิคม บุญวิเศษ สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังปวงชนไทย หัวหน้าพรรคพลังปวงชนไทย ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมได้อ่านนโยบายของรัฐบาลชุดนี้ อ่านวันละ ๒ รอบ อ่านแล้วครับปรากฏว่ามีหลายประเด็นที่ยังไม่สามารถเขียนให้ครอบคลุม
ประเด็นแรก ท่านประธานครับ ในมาตรา ๖๐ บอกว่า รัฐต้องรักษาไว้ ซึ่งคลื่นความถี่และสิทธิในการเข้าใช้วงโคจรดาวเทียม แล้วก็จัดให้มีการใช้ประโยชน์ จากคลื่นความถี่ ไม่ว่าจะเป็นคลื่นวิทยุกระจายเสียงแล้วก็วิทยุโทรทัศน์ ในประเด็นนี้ เป็นประเด็นที่มีความสำคัญมาก วันนี้ฟังมาทั้งวันไม่มีใครพูดประเด็นนี้ เลย ผมไม่ทราบว่าลืมเขียนประเด็นนี้หรือตั้งใจลืม เหตุผลที่พวกผมพูดอย่างนี้เพราะว่า วิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์นั้นเป็นขุมทรัพย์สำคัญของกลุ่มบุคคลใดบุคคลหนึ่ง เป็นมานานแล้วครับท่านประธาน กฎหมายบอกว่า วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ ต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชน เพื่อความมั่นคงของรัฐ และประโยชน์ สาธารณะ และป้องกันมิให้บุคคลใดบุคคลหนึ่งใช้ประโยชน์จากคลื่นความถี่ รัฐธรรมนูญ เขียนไว้ชัดเจนว่าคลื่นความถี่เป็นทรัพยากรสื่อสารของชาติเพื่อประโยชน์สาธารณะ ให้มีองค์กรของรัฐที่เป็นองค์กรอิสระทำหน้าที่ในการจัดสรรคลื่นความถี่ ให้มีการแข่งขัน โดยเสรีอย่างเป็นธรรม แต่ที่ผ่านมานั้นท่านจะเห็นว่าคลื่นความถี่นั้น โดยเฉพาะ ภาคประชาชนที่เป็นเจ้าของสถานีวิทยุไม่ได้รับการส่งเสริมอย่างเท่าที่ควร ซึ่งกฎหมาย เขียนไว้ชัดเจนครับว่า จะต้องมีการส่งเสริม สนับสนุนผู้ประกอบวิชาชีพวิทยุและโทรทัศน์ แต่วิทยุภาคประชาชนที่ผ่านมาไม่ว่าจะเป็นธุรกิจภาคประชาชนหรือวิทยุชุมชนก็แล้วแต่ ยังไม่มีคลื่นใดเลยครับ ที่ได้รับใบอนุญาต ทั้ง ๆ ที่ กสทช. มีหน้าที่ออกใบอนุญาตให้ ผมก็หวังว่ารัฐบาลชุดนี้โดยการนำของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา น่าจะมีนโยบายสำหรับ ผู้ประกอบวิชาชีพวิทยุและโทรทัศน์ แต่ปรากฏว่าอ่านแล้วไม่มีนโยบายนี้เลยครับ ผมก็แปลกครับ ซึ่งเป็นขุมทรัพย์อันมหาศาลของประเทศไทย แต่ขุมทรัพย์เหล่านี้ไม่มีประโยชน์กับประชาชนเลย ผมขอเรียนในที่ประชุมให้ทราบว่า ทำไมถึงบอกว่าขุมทรัพย์มหาศาล วิทยุมันมีประโยชน์ ทางด้านเศรษฐกิจ คนที่ทำธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นเถ้าแก่เล็ก เถ้าแก่น้อย คนเริ่มทำธุรกิจต้องอาศัยการโฆษณาประชาสัมพันธ์ ถ้าช่องทางในการโฆษณาประชาสัมพันธ์ไม่มีแล้ว ผมเชื่อเหลือเกินว่าธุรกิจเหล่านั้น ไม่สามารถเติบโตได้ สื่อมีความสำคัญต่อการโฆษณาประชาสัมพันธ์ ทำให้คนรู้จักสินค้า หรือบริการของนักธุรกิจรายใหม่ จะเห็นว่าที่ผ่านมาเมื่อปี ๒๕๕๔ ปี ๒๕๕๕ ถึงแม้เศรษฐกิจ จะไม่ดี น้ำท่วม แต่ภาคประชาชนรากหญ้ายังอยู่ได้ เพราะเศรษฐกิจรากหญ้าสามารถค้าขาย หมุนเวียนได้ เนื่องจากว่าสามารถเช่าวิทยุชุมชนที่มีราคาถูก จึงทำให้เศรษฐกิจเหล่านี้ เติบโตได้ มีเถ้าแก่เล็ก เถ้าแก่น้อยเกิดขึ้นมา หลังจากที่มีการยึดอำนาจในปี ๒๕๕๗ ก็มีคำสั่ง คสช. ได้ปิดวิทยุหลายคลื่น ทำให้ธุรกิจเหล่านี้ล้มหายตายจากไปครับท่านประธาน โดยเฉพาะผู้ประกอบการวิทยุแต่ละคลื่นจะมีนักจัดรายการ ๕ คน ๗ คน ๑๐ คนก็มี ตกงานกันหลายหมื่นคน ผมอยากให้รัฐบาลชุดนี้หันมาให้โอกาสวิทยุเหล่านี้ได้มีโอกาส เปิดขึ้นมาอีกสักครั้งหนึ่ง อย่างน้อยนักจัดรายการวิทยุที่มีภูมิปัญญาต่าง ๆ ก็จะได้มีงานทำ และธุรกิจรายเล็กรายน้อยก็จะได้เติบโตขึ้นครับ นอกจากเรื่องเศรษฐกิจแล้ว ยังมี เรื่องการศึกษา วิทยุให้การศึกษาโดยที่ประชาชนหลายคนไม่มีโอกาสได้รับการศึกษา ก็ได้มีโอกาสได้ฟังวิทยุท่านประธานครับ นอกจากนั้นแล้ววิทยุยังให้ความสำคัญ ทางด้านการอบรมสั่งสอนทางพุทธศาสนา จะเห็นว่าวัดต่าง ๆ มีวิทยุกระจายเสียง เป็นของตัวเอง มีการถ่ายทอดคำสั่งสอนของพระสงฆ์องค์เจ้าเพื่อเป็นประโยชน์ กับพ่อแม่พี่น้องเรา ปู่ย่าตายายที่สุขภาพไม่ดี ไม่สามารถเดินทางไปวัดได้ ก็มีโอกาส ได้นั่งฟังเปิดวิทยุที่บ้าน อย่างน้อยก็เป็นอาหารทางใจได้ นี่คือประโยชน์ของวิทยุ นอกจากนั้น แล้วยังเป็นประโยชน์ต่อศิลปินรุ่นใหม่ที่ไม่มีค่าย นักแต่งเพลง ศิลปินลูกทุ่ง ลูกกรุง ก็แล้วแต่ที่ไม่มีค่าย อาศัยวิทยุช่องทางนี้ก็คือว่าอาศัยเปิดเพลง ฝาก ดีเจ (DJ) เปิดเพลงให้กัน ก็สามารถที่จะมีงานทำได้เช่นกัน วิทยุเหล่านี้ยังเป็นช่องทางในการแจ้งข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ ที่ใดมียาเสพติดที่ใดมีโจรผู้ร้าย ที่ใดมีฉกชิงวิ่งราวทรัพย์ ก็สามารถฝากข่าวสารให้กับ ดีเจ (DJ) สามารถพูดให้พี่น้องประชาชนในท้องถิ่นรับรู้รับทราบเหตุการณ์ต่าง ๆ ได้อย่างทั่วถึง หรือเหตุอุทกภัยต่าง ๆ น้ำท่วมก็สามารถฝากได้ งานบุญ งานบวช งานวัด นี่คือประโยชน์ของวิทยุชุมชน หรือวิทยุภาคธุรกิจของประชาชน ผมจึงอยากให้รัฐบาลชุดนี้ ได้เพิ่มเติมนโยบายนี้เข้ามา เพราะไม่เช่นนั้นแล้วก็จะมีกลุ่มคนกลุ่มเดียวที่ได้ประโยชน์ จากวิทยุก็คือกลุ่มทหารนั่นเอง อย่าลืมว่ากลุ่มทหารได้ครอบครองวิทยุและโทรทัศน์ มาเป็นเวลายาวนาน และรายได้จากการที่มาจากวิทยุหลาย ๆ คลื่น ผมเชื่อว่ามีรายได้ มหาศาล ซึ่งส่วนใหญ่จะไม่มีใครพูดถึง
อีกประเด็นหนึ่งท่านประธานครับ อยากให้ท่านประธานได้ส่งเสริม เรื่องการเกษตร ส่งเสริมอย่างไรครับท่านประธาน ภาคการเกษตรนั้นมีผู้ที่ทำอาชีพนี้ ประมาณ ๒๔ ล้านคน การเกษตรนั้นประกอบด้วยที่ดิน หลายคนไม่มีที่ดินเป็นของตัวเอง อยากให้ท่านได้จัดสรรที่ดินของรัฐที่มีจำนวนมากให้ประชาชนเหล่านี้มีที่ดินทำกิน นอกจากนั้นแล้วการบริหารจัดการน้ำเป็นสิ่งสำคัญที่สุด การปลูกพืชถ้าไม่มีน้ำ ไม่สามารถ ปลูกพืชได้ครับท่านประธาน การบริหารจัดการน้ำนั้นผมเชื่อว่าถ้ารัฐบาลมีความจริงใจ กล้าที่จะทุ่มงบประมาณ ลงทุนครั้งเดียวครับท่านประธาน ไม่กี่หมื่นล้านบาท เพราะตอนนี้ มีแหล่งน้ำที่เป็นธรรมชาติอยู่แล้วมากมาย เพียงแต่ว่าโครงการที่เป็นโครงการดี ๆ ผมยกตัวอย่างครับ โครงการพระราชดำริแก้มลิง ๙๔ โครงการ ใช้งบประมาณเพียง ๒๕,๐๐๐ ล้านบาทเอง สามารถขุดบ่อที่มีอยู่แล้วเก็บกักน้ำได้ ๙๔ โครงการ จะทำให้น้ำ มีใช้ในหน้าแล้ง โดยเฉพาะชาวภาคอีสาน ซึ่งเป็นภาคที่มีความแห้งแล้ง แห้งแล้งซ้ำซาก จนกลายเป็นว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดา ทั้ง ๆ ที่การแห้งแล้งไม่ใช่เรื่องปกติ มันเป็นภัย วิกฤตทำให้คนภาคอีสานยากจน เพราะมีที่ทำไร่ทำนาแต่ขาดน้ำ อาศัยน้ำธรรมชาติ อยากให้รัฐบาลทุ่มงบประมาณลงไปครับ ขุดแหล่งน้ำซ่อมแซมหรือปรับปรุงแหล่งน้ำ ธรรมชาติ หรือทำคลองชลประทานเข้าไปในพื้นที่ที่ไม่มีน้ำไปถึง เพื่อป้องกันให้น้ำ ไม่ท่วมในบางจังหวัด แล้วให้บางจังหวัดที่แล้งก็ไม่แล้งครับท่านประธาน การลงทุน ครั้งนี้ผมเชื่อว่าคุ้มค่าครับ
อีกประการหนึ่งครับ เนื่องจากว่าเศรษฐกิจไม่ดี เนื่องจากว่าเราอาจจะมี ข้อกำหนดกฎหมายที่กีดกันการค้า โดยเฉพาะการค้าในประเทศไทยเรานี่ล่ะครับ รัฐบาลควรจะส่งเสริมการค้าการท่องเที่ยวอย่างจริงจัง ตลอด ๒๔ ชั่วโมง ผมยกตัวอย่าง ร้านค้า ร้านขาย ร้านอาหาร แหล่งท่องเที่ยว สถานบันเทิงต่าง ๆ รัฐบาลมีข้อกำหนดว่า เปิดได้ไม่เกินเที่ยงคืนหรือตี ๑ ท่านทราบไหมครับว่าสถานบันเทิงบางสถานที่ลูกค้า เข้าประมาณ ๔ ทุ่ม สั่งอาหาร ๕ ทุ่ม เที่ยงคืนลูกค้าแน่นร้านครับ พอตี ๑ บอกให้เขาปิด ทั้ง ๆ ที่เขามีลูกค้าอยู่แล้ว แหล่งท่องเที่ยวเช่นกันครับ ต่างชาติเข้ามาเที่ยวในเมืองไทย เขาเที่ยวเวลากลางคืน ถ้ารัฐบาลเปิดโอกาสให้สามารถเปิดได้ ๒๔ ชั่วโมง นั่นหมายถึงว่า ไม่จำกัดความสามารถของประชาชนเกี่ยวกับการค้าก็จะเกิดอะไรครับ การจับจ่ายใช้สอย หมุนเวียน ผมอยากให้เปิดตรงนี้ครับท่านประธาน สงสารผู้ประกอบการ โดยเฉพาะร้านค้า ร้านอาหาร สถานบันเทิงต่าง ๆ ตอนนี้จะเจ๊งกันหมดแล้วครับ บางร้านท่านประธานที่เปิด ได้ถึงตี ๓ ตี ๔ ผมเชื่อว่าท่านทราบดีว่ามีการทุจริต มีการเก็บส่วย ถ้าร้านไหนไม่ให้ก็ไปตั้ง เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ไปตั้งกรวยไว้ครับ คนที่เที่ยวกลางคืนพอเห็นกรวยเจ้าหน้าที่ตำรวจ แล้วก็ไม่เที่ยวกันครับ ทำให้ร้านนั้นเจ๊ง อันนี้คือประสบการณ์ที่ผมไปสอบถามมา
อีกประการหนึ่งครับ ได้เขียนไว้อย่างดีว่า จะมีการส่งเสริมสนับสนุน ศาสนาทุกศาสนา โดยเฉพาะศาสนาพุทธ แต่ที่ผ่านมาเป็นที่น่าเศร้าใจครับ มีการทุบ ทำลายวัด มีการทุบทำลายสถานปฏิบัติธรรมของพระสงฆ์องค์เจ้า เห็นแล้วน่าเศร้าใจครับ ท่านประธานครับ จะด้วยเหตุผลกลใดก็แล้วแต่ จะมีข้ออ้างว่าพระบุกรุกป่าก็แล้วแต่ แต่ผมเชื่อว่าพระที่เป็นพระอรหันต์ เป็นพระผู้ใหญ่ตั้งแต่อดีตกาลที่ผ่านมา ก็อยู่ในป่า กันทั้งนั้นครับ พระกับป่าเป็นของคู่กัน ผมอยากให้ท่านประธานช่วยดูแลตรงนี้ด้วย มันเป็นจิตใจและวิญญาณของคนชาวพุทธ หลายท่านฝากผมมาว่าอย่าให้มีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นเลย พระอยู่ในป่าคงไม่ได้บุกรุกอะไร ท่านไปสร้างความเจริญ เป็นที่พักอกพักใจของพี่น้องที่อยู่ในชาวเขา ดีกว่านายทุนใหญ่ ๆ ไปบุกรุกป่า ผมอยากให้พี่น้องได้มีความมั่นใจว่ารัฐบาลชุดนี้ส่งเสริมอนุรักษ์วัฒนธรรม เรื่องศาสนาจริง ๆ
ท่านประธานครับ นโยบายที่ท่านประธานเขียนมานั้นถามว่าดีหรือไม่ ที่ผมนั่งอ่าน ๒ วัน ๒ รอบ ดูแล้วจะดีครับ แต่ผมไม่มีความมั่นใจว่ารัฐบาลจะสามารถทำได้ เพราะที่ผ่านมา ๕ ปี ผมฝากไปถึงท่านประยุทธ์ จันทร์โอชา ท่านมีมาตรา ๔๔ อยู่ในมือ ท่านยังไม่สามารถที่จะพัฒนาประเทศ ปล่อยให้เศรษฐกิจของประเทศตกต่ำได้ แต่นี่ไม่มี มาตรา ๔๔ แล้ว ผมไม่ทราบว่าท่านจะทำได้อย่างไร โดยเฉพาะคณะรัฐมนตรีของท่าน ที่เป็นฝ่ายเศรษฐกิจก็ยังเป็นคนเดิมอยู่ แต่ก็มีความหวังอยู่เช่นกันว่าผมเองเป็นคนไทย อยากให้ประเทศไทยมีความเจริญรุ่งเรือง ก็ขอฝากให้รัฐมนตรีทุกคนทำงานด้วยความสุจริต โปร่งใสครับ ขอบพระคุณมากครับ
ขอบคุณมากครับ คุณวิรัชมีอะไรครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายวิรัช รัตนเศรษฐ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ จังหวัดนครราชสีมา ผมขออนุญาตเรียนท่านประธานว่า หลังจากที่ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ได้แถลงนโยบายเสร็จประมาณ ๑๑.๐๕ นาฬิกา เราก็เริ่มมีการอภิปรายซึ่งนำโดยท่านผู้นำฝ่ายค้าน ไล่มาเรื่อย ๆ ถ้าเทียบเป็นเวลาแล้ว ท่านประธานครับ จากเวลา ๕ โมง ๑๕ นาทีเช้าจนมาถึงเวลานี้ประมาณตีหนึ่งสิบห้า เอาคร่าว ๆ เราใช้เวลาประมาณเกือบ ๑๔ ชั่วโมง แต่เวลาที่ผมคิดได้โดยรวมกับ ในส่วนที่คิดหักได้ก็คือท่านสมาชิกฝ่ายค้าน ท่าน ส.ส. ฝ่ายรัฐบาล แล้วก็วุฒิสมาชิก คิดได้เพียงแค่ ๑๐ ชั่วโมงครึ่ง หายไปประมาณ ๓ ชั่วโมงครึ่ง ผมเองก็เรียนถามทางเจ้าหน้าที่ ก็ได้รับทราบข้อเท็จจริงว่าเวลาหาย หายจากรอยต่อส่วนหนึ่ง รอยต่อก็คือบางท่านพอกดปุ๊บ จบหมดเวลา ตรงนั้นก็มีแถมมีต่อ ตรงนี้ก็เป็นรอยต่อ
อันที่ ๒ เกิดจากการที่ปรึกษาหารือกับทางท่านประธาน แล้วท่านประธาน ก็ได้แสดงความคิดเห็นแล้วท่านสมาชิกก็พูดโต้ตอบกับท่านประธาน ในส่วนตรงนี้ก็หายไป อีกส่วนหนึ่งครับท่านประธาน พอมารวมกับอื่น ๆ ที่จะต้องนั่นนี่ ผมคิดว่าวันนี้ผมเก็บ เวลาได้เพียงแค่ ๑๐ ชั่วโมง ๔๐ นาที ซึ่งถือว่าเราใช้เวลาทั้งหมด ๒๘ ชั่วโมง ผมจะต้องหา เวลาอีก ๑๘ ชั่วโมง ที่จะต้องอภิปรายในวันพรุ่งนี้ โดยเริ่มตั้งแต่ ๐๙.๓๐ นาฬิกา ก็ยังไม่ทราบว่าจะจบเวลาไหน ตรงนี้ก็สุดแท้แล้วแต่ท่านประธาน ก็เรียนท่านประธาน ด้วยความเคารพครับ
ครับ เสียเวลาไปหลายนาทีครับ ผมขออนุญาตต่อนะครับ เราก้าวหน้ามาโดยลำดับ ถ้าไม่มีการเสนอสมาชิกเพิ่มเติม ในส่วนของฝ่ายรัฐบาลนั้นท่านละ ๒ นาที ๓ นาที ซึ่งไม่มาก แต่ในส่วนของฝ่ายค้านนั้น ก็มาได้ครึ่งหนึ่งถ้าไม่เสนอเพิ่มนะครับ ก็มาได้ครึ่งหนึ่ง ผมตั้งใจว่าเราจะหยุดประมาณสัก ตี ๑ ครึ่ง มีเวลาอีกเล็กน้อยนะครับ ขออนุญาตให้ได้ไปให้จบถึงตี ๑ ครึ่ง ขอเชิญท่าน พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ ครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคอนาคตใหม่ แบบบัญชีรายชื่อ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา วันนี้ผมได้รับมอบหมายให้มาอภิปรายในประเด็นของการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม เข้าตรงประเด็นเลยครับ ในหนังสือคำแถลงของท่านนายกรัฐมนตรี ท่านประธาน ในข้อ ๑๒.๒ ผมคงไม่อ่านหมดนะครับ แต่จะไปอ่านตรงข้อความที่ว่า พัฒนาบุคลากร ในกระบวนการยุติธรรมให้สามารถอำนวยความยุติธรรมได้อย่างเป็นธรรม เสมอภาค โปร่งใส รวดเร็ว ทั่วถึงและปราศจากการเลือกปฏิบัติ สร้างความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมได้ และสร้างสังคมที่พัฒนาอย่างเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเสมอภาคและเท่าเทียม จุดจุดจุดไปนะครับ มันยาว แต่ทั้งหมดนี้จนจบคำว่า สะดวกและรวดเร็ว ก็เพื่อรองรับหมวด ๖ นโยบายแห่งรัฐ มาตรา ๖๘ และมาตรา ๒๕๘ ง (๑) ถึง (๔) และมาตรา ๒๖๐ วรรคแรก ถึงวรรคสาม ในหนังสือเอกสารแถลงนี้ยังไม่ครอบคลุมถึงมาตรา ๒๖๐ วรรคสามนะครับ เดี๋ยวจะว่าไปว่ามาตรา ๒๖๐ วรรคสาม ว่าด้วยเรื่องอะไร แต่ในเรื่องของกระบวนการ ยุติธรรมนั้นผมไม่ลงลึกมาก ผมจะไปแตะที่ต้นธารของกระบวนการยุติธรรมเลยนะครับ ว่าทุกวันนี้ชาวบ้านตาสีตาสา ยายมียายมา ไอ้บัด ไอ้เอี้ยง พ่อค้าแม่ค้าเดือดร้อนครับ เดือดร้อนเรื่องอะไรครับ เดือดร้อนเรื่องการไปแจ้งความร้องทุกข์ เพื่อน ส.ส.บางคน เดินมาถามผมบอกว่า พี่ นี่มันรับแจ้งความหรือไม่ ขึ้นมาดูสำเนาบันทึกประจำวัน ไม่มีเลขคดีครับ ผมเลยบอกว่านี่มันเป่าคดี การรับร้องทุกข์บนสถานีตำรวจครับ ทุกข์ของราษฎรโดยเฉพาะทุกข์ของคนด้อยโอกาส คนไร้ซึ่งสิทธิต่าง ๆ คนชั้นรากหญ้า และคนชั้นกลางที่ประสบต่อความอยุติธรรมหรือความไม่เป็นธรรม โดยเฉพาะเรื่อง ความเหลื่อมล้ำของกระบวนการยุติธรรมที่เกิดจากล่าช้า จากการสร้างปัญหาที่เกิดขึ้น ของใครครับ ของเจ้าพนักงาน ทำไมเจ้าพนักงานผู้บังคับใช้กฎหมาย ไม่ใช่เจ้าพนักงาน ตำรวจแต่เพียงผู้เดียวละครับ เจ้าพนักงานผู้บังคับใช้กฎหมายในพระราชบัญญัติ อื่น ๆ ก็มี ไม่ว่าจะเป็นเจ้าพนักงาน ดีเอสไอ (DSI) เจ้าพนักงานศุลกากร เจ้าพนักงาน ตามพระราชบัญญัติที่บังคับใช้กฎหมาย เริ่มต้นตั้งแต่เรื่องการแจ้งความร้องทุกข์ จับกุม ดำเนินคดีและส่งศาลเต็มฟูล (Full) ของกระบวนการยุติธรรมก็ยันไปถึงการบังคับ ใช้กฎหมาย จะเห็นในภาพข่าวเยอะแยะครับว่า ที่ข่าวดัง ๆ ความล่าช้า เหยื่อคอยโอกาส ที่ได้รับการชดใช้ก็ไม่ได้ ต้องยันไปถึงการบังคับคดี คดีดัง ๆ ที่ถูกทำร้าย ถูกคนร้าย สะกดรอยมาตีตรงที่มีสัญญาณ หนีไป เรื่องง่าย ๆ แค่นี้ครับ เจ้าพนักงานผู้สืบสวน หรือพนักงานผู้ร้องทุกข์ก็ยังหาตัวไม่ได้ ง่ายนิดเดียวครับ ถ้าเขามีความรู้ความสามารถ เขาล้มเสาที่หน้าบ้าน ล้มเสาจุดที่เกิดเหตุ ล้มเสาจุดที่เห็นสุดท้ายนั่นละครับ ได้ตัว ผู้ต้องหาแล้วครับ ถ้าเขามีความรู้ความสามารถ และสิ่งที่ภาครัฐจะสามารถจัดให้ สิ่งสำคัญที่สุดในกระบวนการ ยุติธรรมรากฐานนี้นั้น มันเป็นความทุกข์ของคนชั้นล่างจริง ๆ ครับ การเข้าตรวจค้นจับกุม โดยไม่มีเหตุอันต้องสงสัย เช่น การตั้งจุดตรวจค้นโดยตรวจแบบอยากตรวจ การตั้งด่าน มันต้องมีเหตุอันที่ควรจะสงสัย และมีกิริยาหรือมีอุปกรณ์ที่จะป้องกันตัวของเจ้าพนักงาน ผู้ตรวจค้นได้ ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นเหยื่อของอุปกรณ์หรือยานพาหนะที่จะเข้าตรวจค้น ความปลอดภัยไม่มีครับ นั่นคือสิ่งที่อยากให้ทางภาครัฐ ซึ่งฝากท่านประธานครับว่า ต้องดูแล ดูแลใครครับ เจ้าพนักงานตำรวจชั้นผู้น้อย หรือเจ้าพนักงานผู้บังคับใช้กฎหมาย ชั้นผู้น้อยที่ต้องทำงานในหน้าที่ ต้องมีขีดความสามารถครับ ต้องพัฒนา สถานีตำรวจ ต้องถูก ดิสรัปต์ (Disrupt) ขอประทานโทษที่ต้องใช้คำภาษาอังกฤษ ยุคนี้เป็นยุคที่เกิด กระแสของเทคโนโลยีป่วน เพราะฉะนั้นจะต้องรองรับเรื่องเทคโนโลยีและควรจะต้อง เข้าไปถึงการใช้การบริหารแบบพลิ้ว ด้วยการใช้ใจลีดเดอร์ (Leader) คือผู้กำกับทุกสถานี ๑,๗๐๐ สถานี จะต้องเตรียมรับการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ โดยเฉพาะเรื่องของการ เปลี่ยนแปลงในเรื่องของเทคโนโลยี ผมเอาสั้น ๆ ง่าย ๆ ว่ารับแจ้งความที่ว่ารับแจ้งความ ทุกสถานีได้ทุกแห่ง ขณะนี้ยังทำไม่ได้ แต่ถ้ารัฐต้องการเอื้ออำนวยให้ทำครับ จัสต์ทิส (Justice) เริ่มตั้งแต่การรับแจ้งความด้วยมือถือสมาร์ตโฟน (Smart Phone) โดยสร้าง แพลตฟอร์ม (Platform) พนักงานสอบสวนหรือสายตรวจไปตรวจที่เกิดเหตุ แล้วบันทึก ลงทันทีได้เลขคดี เลขคดี เจน (Gen) ขึ้น เข้าระบบแพลตฟอร์ม (Platform) มีแผนที่ปักหมุด เลยว่าที่เกิดเหตุนั้นเกิดคดีอะไร เกิดคดีลักทรัพย์ ทั้งพื้นที่ทั้งประเทศจะเห็นเป็นฮอตสปอต (Hotspot) ขึ้นมา ประชาชนสามารถแท็ก (Tag) คดีนี้ได้ ว่าคดีนี้เกิดขึ้นตั้งแต่วันนั้นถึงวันนี้ มีความเคลื่อนไหวอย่างไร ตลอดจนการที่ประชาชนสามารถที่จะติดตามผลคดี ในชั้นสอบสวน เมื่อมีการสอบสวนหรือสืบสวนต่อไป นอกจากนั้นแล้วเรื่องการประกันตัว ของผู้ต้องหา ถ้าใช้ อีดอคคิวเมนท์ (e-Document) ในจัสต์เทกต์ (Just text) การนำตัว ผู้ต้องหาไปฝากขังควรจะกระทำด้วยความรวดเร็ว เพราะอิสรภาพของผู้ต้องหาหรือ จำเลยนั้นมันเป็นความทุกข์ของคนถูกควบคุม ถ้าใช้ อีดอคคิวเมนท์ (e-Document) ตั้งแต่ยื่นคำร้องของพนักงานสอบสวนไปยังศาล หน้าบัลลังก์ ฝากขังให้ศาล ศาลรับคำร้อง ร ๓/๒๕๖๒ (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) ภิ ร ญำ ๑ ๘ ๙ / ๒ ผู้ที่จะยื่นประกันตัวเขียนคำร้องทาง อี-ดอคคิวเมนท์ (e-Document) บนแพลตฟอร์ม (Platform) ประกันตัวภายใน ๑ ชั่วโมง โดยวางหลักทรัพย์ทางแบงก์ (Bank) หรือใช้ หลักทรัพย์จาก เติร์ดปาร์ตี้ (Third Party) หรือใช้บัตรเครดิตรูดก็ได้ แล้วฝากเงิน เข้าไปหน้าบัลลังก์ ศาลจะพิจารณาเพียง ๑ ชั่วโมง ตัวผู้ต้องหายังไม่ถึงหน้าห้องควบคุมเลย ก็ปล่อยตัวได้ถ้าหลักทรัพย์นั้นมั่นคง หรือแม้กระทั่งจำเลยที่นอนอยู่ในเรือนจำ ถ้าได้รับคำร้องนี้ ทุกนาทีของเวลาของคนยากไร้ มันต่างกับนายทุนขุนศึก ที่สามารถเข้าถึงความยุติธรรมนี้ได้ โปรดเถอะครับให้ราษฎรผู้ที่มีเงินน้อย มีทรัพย์น้อย และเข้าถึงความยุติธรรมเท่าเทียมกับนายทุนขุนศึก อย่าปล่อยให้ระยะเวลาที่ช้า และการขาดความสามารถของเจ้าพนักงานเป็นตัวทำลายความยุติธรรมเลย แก้ไขครับ ใช้เทคโนโลยีเพื่อเสริมสร้างให้ความยุติธรรมนี้เข้าถึงได้รวดเร็ว และที่สำคัญคือ จะทำให้ประชาชนที่เป็นระดับรากหญ้าจริง ๆ มีความเท่าเทียมกันกับผู้ที่ต่างชั้น ที่สามารถเข้าไปยังความยุติธรรมนั้นได้ นายทุนขุนศึกไม่ต้องเปิดโอกาส เขามีสิทธิที่จะเข้าได้เร็วอยู่แล้ว แต่การที่ความยุติธรรม จะถึงตัวราษฎรที่ตกทุกข์ได้ยาก ไม่มีเงินประกัน ถูกยัดข้อหา กลั่นแกล้งต่าง ๆ นานา ต้องรับฟังครับ พนักงานสอบสวนจะต้องรับฟังและสอบสวนด้วยความรวดเร็วโดยใช้ เทคโนโลยีเข้าไปเสริมสร้าง สุดท้ายจริง ๆ ครับ ในเอกสารแผ่นนี้มีคำใหญ่ ๆ อยู่ ๑ คำว่า ประเทศไทยสำคัญที่สุด ประเทศไทยในนโยบายข้อ ๒.๒ ที่สำคัญที่สุดนั้นคือ การเคารพ กฎหมายและกติกาสังคม ใครครับที่ต้องเคารพ คนสร้างหรือคนบังคับใช้หรือประชาชน คนไทยที่ต้องใช้ คิดให้ดีครับ สุดท้ายจริง ๆ ประชาชนต้องสำคัญที่สุดครับ ขอบคุณ ท่านประธานครับ
ขอบคุณมากครับ ขอท่านสุดท้าย วุฒิสมาชิก นายอำพล จินดาวัฒนะ ขอเชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาครับ ผม นายแพทย์อำพล จินดาวัฒนะ สมาชิกวุฒิสภาในฐานะ สมาชิกรัฐสภา กราบขอบพระคุณครับ แล้วก็ดีใจที่ไม่ได้เป็นคนต้น ๆ แต่ก็ได้เป็นคนสุดท้าย แล้วก็ดีใจอย่างยิ่งที่ท่านประธานได้กรุณาให้คิว และท่านนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี ยังอยู่ เป็นสปิริต (Spirit) ที่สูงยิ่ง ท่านประธานที่เคารพครับ ผมอยากจะกราบเรียนว่า ทุกท่านจะทราบดีว่าเจดีย์ต้องสร้างจากฐาน ไม่มีเจดีย์ที่ไหนในโลกนี้ที่สร้างจากยอดได้ เจดีย์จะสวยงาม มั่นคงฐานเจดีย์ต้องแข็งแรง เข้มแข็ง ฉันท์ใดก็ฉันท์นั้น ประเทศจะมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เป็นประเทศที่พัฒนาแล้วไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ฐานของประเทศคือชุมชน ต้องเข้มแข็ง วันนี้เราได้ฟังแถลงนโยบายของรัฐบาลท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา และมีการอภิปรายมาทั้งวัน ส่วนใหญ่เราจะพูดกันที่ยอดเจดีย์ แล้วก็มีเรื่องที่จะต้องไป ไกลถึงระดับโลก แต่ในระดับฐานมีการแตะอยู่บ้างบางส่วน เป็นที่น่าชื่นชมยินดีครับ ท่านประธานว่า เรื่องชุมชนท้องถิ่นนั้นปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ และที่สำคัญ ถัดมาก็คือปรากฏอยู่ในยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการสร้างโอกาส และความเสมอภาคสังคม ในแผนและขั้นตอนปฏิรูปด้านสังคมก็มีว่าด้วยการปฏิรูประบบ สร้างเสริมชุมชนเข้มแข็ง ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นความงดงาม เมื่อตอนหัวค่ำได้ฟังท่าน รองนายกรัฐมนตรีได้กล่าวถึงว่า ๕ ปีที่ผ่านมาได้ขับเคลื่อนประเทศฝ่าวิกฤติต่าง ๆ ไป ร ๓/๒๕๖๒ (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) ลลิตา ๑๙๐/๒ ท่านบอกว่าเป็นเรื่องเฉพาะหน้า แต่เรื่องที่จะต้องสร้างความเข้มแข็งระยะยาวนั้น คือการปฏิรูป ซึ่งรัฐบาลนี้ก็ได้วางเรื่องนโยบายและยุทธศาสตร์ไว้ในแผน ในนโยบายที่ได้ แถลงนะครับ เป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างยิ่งที่รัฐบาลได้บรรจุเรื่องการพัฒนาสร้างความเข้มแข็ง จากฐานรากในข้อ ๗ ใน ๑๒ นโยบายหลัก ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นจุดเด่น เป็นจุดเด่นอย่างยิ่ง แต่ในขณะเดียวกันอาจจะมีจุดบางจุดที่ผมในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตฝากไปถึง รัฐบาลเพื่ออาจจะได้เติมเต็มในส่วนเรื่องการขับเคลื่อนนโยบายในช่วง ๔ ปีจากนี้ครับ ผมจะกราบเรียนว่า ในส่วนนโยบายข้อ ๗ ซึ่งที่ผมกราบเรียนแล้วว่า เป็นการให้ความสำคัญ กับฐานราก ซึ่งอันนี้เป็นเรื่องยั่งยืนและเป็นเรื่องที่ต้องทำไปอีกนาน ส่วนใหญ่ที่เขียนไว้นั้น เป็นเรื่องการส่งเสริมและไปในเรื่องทางด้านเศรษฐกิจ ซึ่งสัมพันธ์กับเรื่องชีวิตและสังคม กระผมคิดว่าสิ่งที่บรรจุอยู่ในแผนและขั้นตอนปฏิรูปประเทศนั้นได้ย้ำอีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญ ก็คือการขจัดปัญหาอุปสรรค ปกป้องคุ้มครองชุมชนท้องถิ่นจากปัจจัยที่กระทบจากภายนอก เนื่องจากเวลาหมุนเร็วมาก ผมขออนุญาตกราบเรียนว่ามีอยู่ ๔ ประเด็นที่คิดว่าจำเป็น และสำคัญมาก การละเลยต่อช่องทางความเหลื่อมล้ำไม่เป็นธรรมเชิงระบบและโครงสร้าง ที่กดทับชุมชนไทยอยู่ในปัจจุบัน ผมกราบเรียนว่าท่านทั้งหลายจะทราบดีท่านประธานครับ จังหวัดแม่ฮ่องสอนซึ่งยากจนที่สุด ใช้น้ำมันแพงที่สุด อัตราน้ำมันเมื่อวันที่ ๒๔ แก๊สโซฮอล์ กทม. ใช้ลิตรละ ๓๕.๗๖ บาท จังหวัดแม่ฮ่องสอนใช้ ๓๗.๑๑ บาท ทุกเรื่องที่จังหวัดแม่ฮ่องสอนซึ่งเป็นจังหวัดยากจน แพงทุกเรื่องเลย จังหวัดเหล่านั้นฐานเหล่านั้นเปราะบางมากครับ ถ้าเราจะพัฒนาให้ชุมชน ท้องถิ่นมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง นโยบายการพัฒนาประเทศจะต้องให้แต้มต่อ กับพื้นที่ชุมชนท้องถิ่น ซึ่งนั่นคือปัญหาเรื่องโครงสร้างที่กดทับอยู่ครับ ผมขออนุญาตพูด อย่างสั้นอย่างนั้น
อันที่ ๒ เรื่องกฎหมาย ที่เป็นตัวอุปสรรคใหญ่ในเรื่องทำให้ชุมชนอ่อนแอ เรามีกฎหมายหลายร้อยฉบับ ส่วนใหญ่เรารวมศูนย์อำนาจไว้ที่อำนาจข้างบนครับ ผมยกตัวอย่างนิดเดียว มีชุมชนเล่าให้ฟังในการทำงานร่วมกันว่า เขาทำท่องเที่ยวชุมชน ที่หมู่บ้านคีรีวงกต อำเภอนายูง ที่อีสาน เขาเน้นเรื่องการท่องเที่ยววิถีชุมชนธรรมชาติ น้ำตก สิ่งแวดล้อม แม้แต่เขาจะสร้างส้วมให้นักท่องเที่ยว ทำไม่ได้ เพราะเป็นพื้นที่อุทยาน และเป็นพื้นที่เขตป่าสงวน เพราะอำนาจอยู่ข้างบนครับ อันนั้นเป็นประเด็นเรื่องกฎหมาย ผมยกตัวอย่างเพียงแค่ประเด็นเดียว
ประเด็นที่ ๓ คือการบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งเมื่อท่านแถลงนโยบายแล้ว เรื่องการบริหารจะไปอยู่ที่ระบบราชการ ผมขออนุญาตท่านประธานนิดเดียวครับ พอไปอยู่ ที่ระบบราชการ ตัวการปฏิบัติหน้าที่ราชการนั้นรวมศูนย์แยกส่วนคิดทำเองโดยไม่สอดคล้อง กับความจริง ในชุมชนเดียวกันนั้นผมขออนุญาตกราบเรียนยกตัวอย่างที่เป็นรูปธรรม ซึ่งเกิดขึ้นจำนวนไม่น้อยในประเทศไทย ปรากฏว่ามีงบประมาณเรื่องการส่งเสริม การท่องเที่ยวชุมชนลงไป ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีครับ แต่ปรากฏว่าชาวบ้านเขาไม่ได้คิดเอง ไม่ได้ทำเอง เขาทำท่องเที่ยววิถีชุมชนธรรมชาติ แต่งบประมาณลงไปให้เขาหากลุ่มสตรี ที่เป็นนางรำ แล้วมารำเพื่อจะทำท่องเที่ยวประเภทวัฒนธรรม เขาเล่าให้ผมฟังเมื่อสักครู่นี้ ตอนเย็นผมก็เช็ก (Check) ข้อมูลอีกทีหนึ่ง ปรากฏว่ามีการจัดการโดยทางภาครัฐให้เอาเงิน ลงไปจ้าง แล้วก็ดำเนินการ แล้วเมื่ออบรมสอนนางรำตัดชุดเรียบร้อยแล้ว ไม่เคยมีการรับ นักท่องเที่ยวเลย เพราะไม่ใช่เป็นที่ท่องเที่ยวแบบนั้น เพราะฉะนั้นอันนี้ท่านประธานครับ ผมคิดว่าท่านคณะรัฐมนตรีและทุกท่านทราบดีว่า อันนี้คือปัญหาอุปสรรคเมื่อลงไปในระดับ ปฏิบัติครับ แล้วข้อสุดท้ายที่ผมอยากจะกราบเรียนคือ เพื่อแก้ปัญหาตรงนี้
คุณหมอต้องกินเวลาคนอื่นนะครับ
ครับ จบตรงนี้ แล้วครับท่านประธาน ต้องขอประทานอภัย เดิมผมเตรียมไว้ ๘ นาที แล้วท่านผู้ใหญ่ ได้ขอให้ขยับเข้ามา ต้องขออภัยทุกท่านจริง ๆ ครับ สุดท้ายผมอยากจะกราบเรียนฝาก ท่านนายกรัฐมนตรีไปถึงคณะรัฐมนตรีที่ท่านมีความมุ่งมั่นเรื่องนี้ ซึ่งน่าชื่นชมอย่างยิ่ง เป็นไปได้ไหมที่จะกำหนดตัวชี้วัดร่วมของส่วนราชการต่าง ๆ ให้เน้นฐานเจดีย์ที่เข้มแข็ง แล้วสร้างตัวชี้วัดร่วมระหว่างกระทรวง ทบวง กรม ให้เน้นที่ชุมชนเข้มแข็งด้วยกัน จะได้ทำให้ตัวชี้วัดเหล่านั้นเป็นตัวชี้วัดร่วมที่ไม่ได้ต่างคนต่างทำ ต่างคนต่างคิด แล้วให้ ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมดูแลตัวชี้วัดเหล่านั้น การปฏิบัติราชการก็จะกระชับ และตรงประเด็นมากขึ้น สนองการบริหารราชการแผ่นดินตามนโยบายที่ท่านได้แถลงไว้ สุดท้ายขอกราบชื่นชมการแถลงนโยบายของรัฐบาลและนโยบายรัฐบาล โดยเฉพาะข้อ ๗ ที่ได้เน้นฐานรากของสังคมครับ กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ
ขอบคุณครับ วันนี้เราได้ใช้เวลา พอสมควรแล้วนะครับ ตามเวลาที่กำหนดไว้ ผมขอขอบพระคุณท่านสมาชิก ขอบพระคุณ ท่านนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีที่กรุณาอยู่ร่วมกันจนถึงบัดนี้ ขอเลื่อนไปวันนี้ เวลา ๐๙.๓๐ นาฬิกา ขอบพระคุณครับ
เลิกประชุมเวลา ๐๑.๓๕ นาฬิกา
ของวันศุกร์ที่ ๒๖ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๒