จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์

รัฐสภา · ครั้งที่ ๓ · ๒๕ กรกฎาคม ๒๕๖๒

จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ อธิบายนโยบายประกันรายได้เกษตรกรที่แตกต่างจากการประกันราคาพืชผล โดยชี้แจงหลักการชดเชยส่วนต่างเมื่อราคาลดลง ระบุพืชผลเกษตร 5 ชนิดที่จะได้รับสิทธิ และเสนอให้ประชุมหารือร่วมกับภาครัฐ เอกชน และเกษตรกรเพื่อกำหนดเป้าหมายรายได้ที่เหมาะสม พร้อมทั้งยืนยันว่าจะดำเนินมาตรการผสมผสานควบคู่กันเพื่อลดภาระงบประมาณและรักษาเสถียรภาพราคาในระยะยาว

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง พาณิชย์

ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ขออนุญาตขยายความตอบคำถามจากที่ท่านนายกรัฐมนตรี ได้กรุณาตอบไปบ้างแล้ว เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับงานของกระทรวงพาณิชย์โดยตรง ๒-๓ ประเด็น

ประเด็นแรก ในช่วงสายที่เพื่อนสมาชิกได้ถามคำถามในเรื่องของการประกัน ราคาพืชผลการเกษตรกับในเรื่องของการประกันรายได้เกษตรกร ว่าสุดท้ายแล้วนโยบาย ของรัฐบาลนั้นคืออะไรกันแน่ จะประกันราคาหรือประกันรายได้เกษตรกร ก็ขออนุญาตตอบ ตรงนี้ว่าความจริงนโยบายรัฐบาลเขียนไว้ชัดนะครับ ทั้งในข้อ ๕.๓.๑ และในข้อ ๔ ของนโยบายเร่งด่วนว่า นโยบายของรัฐบาลนั้นคือนโยบายประกันรายได้เกษตรกร แต่ไม่ใช่ประกันราคาพืชผลการเกษตร ที่บอกว่าไม่ใช่การประกันราคาพืชผลก็เพราะว่า การประกันราคานั้นทำไม่ได้ ขัดกับหลักขององค์การการค้าโลก แต่ว่านโยบายประกันรายได้ เกษตรกรสามารถทำได้ คำว่า ประกันรายได้เกษตรกร ก็คือว่าประกันความชัดเจนแน่นอน ให้เกษตรกรที่ทำพืชผลการเกษตรตัวใดตัวหนึ่งนั้นมีรายได้ที่มีหลักประกัน ในปริมาณ ที่ทำให้เกิดความมั่นใจได้ว่าสามารถที่จะยังชีพได้ในอาชีพที่ทำอยู่ หลักการสำคัญ ของการประกันรายได้เกษตรกรก็คือ จะดำเนินการโดยเปิดโอกาสให้เกษตรกรสามารถ มีรายได้ชดเชยจากราคาพืชผลการเกษตรที่ตกต่ำและไม่สามารถขายพืชผลการเกษตร ให้มีรายได้ตามที่ควรจะเป็น โดยเปิดโอกาสให้เกษตรกรได้มีโอกาสได้รับเงินส่วนต่าง ส่วนต่างจากตัวเลข ๒ ตัวครับ ตัวที่ ๑ ก็คือตัวเลขรายได้ที่รัฐบาลจะประกันให้กับเกษตรกร คนนั้น ๆ เช่น ชาวนา สมมุติว่ารัฐบาลประกันรายได้ให้กับชาวนาที่ปลูกข้าวขาวในอัตรา ตันละ ๑๐,๐๐๐ บาท แปลว่าชาวนาจะได้รับหลักประกันว่าเขาจะมีรายได้ตันละ ๑๐,๐๐๐ บาท จากการขายข้าวขาว แต่ขณะที่ราคาตลาดในขณะนั้นตกแค่ ๘,๐๐๐ บาท เพราะฉะนั้น จะมีส่วนต่าง ๑๐,๐๐๐ บาท ลบ ๘,๐๐๐ บาท เหลือส่วนต่าง ๒,๐๐๐ บาท ๒,๐๐๐ บาทนี้ ที่รัฐบาลจะจัดส่งเงินผ่านบัญชีเกษตรกรผู้นั้นที่มาขึ้นทะเบียนกับ ธ.ก.ส. ซึ่งขณะนี้มีการขึ้น ทะเบียนไว้จำนวนมากแล้ว ส่งไปให้เข้าบัญชีโดยตรง โอกาสหายหกตกหล่นยากมาก อันนี้ก็คือหลักประกันที่จะช่วยให้ชาวนาคนนั้นมีรายได้ ๒ ทาง ทางที่ ๑ ก็คือจากการขายข้าว ในราคาตลาดเท่าที่เขาจะได้ แต่มันไม่พอยังชีพก็จะได้รับเงินอีกก้อนหนึ่งเพิ่มเติมขึ้นมา คือรายได้ส่วนต่างอีก ๒,๐๐๐ บาท จากการขายข้าว ๑ ตันนั้นเข้าบัญชีธนาคาร แล้วก็จะช่วยให้เขายังชีพได้ต่อไป อันนี้ก็คือนโยบายประกันรายได้เกษตรกรของรัฐบาลชุดนี้ ที่บรรจุไว้ในนโยบายเร่งด่วน ข้อ ๔ ระบุชัดเจนแล้ว ส่วนพืชผลการเกษตรที่จะประกันรายได้นั้น อย่างน้อยที่สุดระบุไว้ในนโยบาย ๕ ตัว ๑. ข้าว ๒. ยางพารา ๓. มันสำปะหลัง ๔. ปาล์มน้ำมัน แล้วก็ ๕. ข้าวโพด แต่ไม่ได้หมายความว่าพืชผลเกษตรตัวอื่นรัฐบาลจะไม่ดูแลนะครับ แต่ก็จะดูแลด้วยวิธีอื่น แต่อันนี้อย่างน้อย ๕ ตัวที่รัฐบาลนี้จะประกันรายได้ให้กับเกษตรกร ส่วนรายได้ที่จะประกัน คือหมายความว่าจะประกันที่ ๑๐,๐๐๐ บาท สำหรับข้าว หรือว่า ยางที่ ๖๐ บาท หรือว่าปาล์มที่ ๔ บาท หรือพืชเกษตรตัวอื่นที่ราคาเท่าไร อันนี้ก็จะได้มี การนัดประชุมหารือกันถัดจากนี้ไปหลังการแถลงนโยบาย โดยจะประชุมร่วม ๓ ฝ่าย ไม่ตัดสินใจระหว่างใครคนใดคนหนึ่งไปโดยลำพัง ให้ตกลงกันเป็นที่พอใจและมีดุลยภาพ ที่ทำให้เกษตรกรสามารถยังชีพอยู่ได้ ๓ ฝ่ายที่ว่าก็คือ ๑. ภาครัฐ ๒. ภาคเอกชน ผู้ประกอบการล้งบ้าง ผู้ประกอบการแปรรูปบ้าง ผู้ประกอบการส่งออกบ้าง แล้วก็ ๓. เกษตรกรที่เกี่ยวข้องกับพืชเกษตรตัวนั้น ๓ ฝ่ายจะช่วยกันตกลงว่าสุดท้ายแล้วราคา ควรจะเป็นอย่างไร เท่าไร หรือเขาควรจะมีรายได้อย่างไร เท่าไร อันนี้ก็คือสิ่งที่ตั้งใจไว้ว่า จะทำ แล้วก็จะทำโดยเร็ว ที่เป็นเช่นนั้นเพราะว่านโยบายประกันรายได้เกษตรกรนั้น อยู่ในนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล แต่อย่างไรก็ตามเพื่อนสมาชิกบางท่านก็กังวลว่า ถ้าเราทำ เฉพาะนโยบายประกันรายได้อย่างเดียว สุดท้ายก็จะเป็นภาระกับเงินงบประมาณแผ่นดิน แล้วมันก็จะพอกพูนขึ้น ถ้าตราบใดที่ราคาพืชผลการเกษตรไม่สูงขึ้น รัฐก็จะต้องชดเชยส่วนต่าง เป็นจำนวนมาก เพราะฉะนั้นมาตรการประกันรายได้ก็จะต้องทำควบคู่ไปกับมาตรการอื่น ๆ แบบผสมผสาน มาตรการอื่น ๆ ที่ระบุไว้ในนโยบายรัฐบาลชัดเจน อย่างเช่นการชดเชย ซึ่งมีระบุคำว่าชดเชยอยู่ในนโยบายรัฐบาลชัดเจน คำว่า ชดเชย ก็อย่างเช่นเวลาที่มีพืชผล การเกษตรบางตัวออกมาในปริมาณมาก หรือในช่วงที่เรียกว่าโอเวอร์ ซัปพลาย (Over Supply) ช่วงนั้นก็อาจจะต้องใช้นโยบายชดเชยให้กับเกษตรกร เพื่อเก็บพืชผล การเกษตรนั้นไว้ในโกดังหรือไว้กับตัว อย่าเพิ่งขาย แล้วก็จะมีรายได้ชดเชยให้ส่วนหนึ่ง เพื่อที่จะได้ไม่ทำให้ราคาตก แล้วรัฐจะต้องชดเชย ส่วนต่างจำนวนมากบวกลบคูณหารแล้วรัฐจะลดงบประมาณ แต่เกษตรกรจะมีรายได้มากขึ้น เพราะเมื่อราคาไม่ตกเขาขายได้ราคาดีขึ้น ส่วนต่างเขาก็ยังได้อยู่เช่นเดิม อันนี้ก็คือแนวทาง ประการหนึ่งที่จะมาใช้เป็นมาตรการผสมผสาน นอกจากนั้นมาตรการผสมผสานที่ว่า อีกอย่างหนึ่ง ก็อย่างเช่นการเพิ่มการใช้พืชผลการเกษตรตัวนั้นในประเทศให้มากขึ้น เช่น ยางพารา รัฐบาลก็จะมีนโยบายในการเอาไปทำถนนยางพารา ซึ่งก็จะช่วยดูดซับส่วนเกิน ของผลิตภัณฑ์ยางให้ออกจากตลาด แล้วก็จะช่วยให้ราคาพืชผลการเกษตรเรื่องยางดีขึ้นได้ ในอนาคต สำหรับเรื่องปาล์ม นโยบายรัฐบาลก็ระบุไว้ชัดเจนว่ารัฐบาลจะส่งเสริมให้ใช้ดีเซล บี ๒๐ (Diesel B20) แล้วก็ บี ๑๐๐ (B100) เป็นต้น การทำ บี ๒๐ (B20) กับ บี ๑๐๐ (B100) ก็คือจะต้องใช้น้ำมันปาล์มเข้าไปใช้ผสมกับดีเซล (Diesel) ในปริมาณมากขึ้นก็จะเป็นการ ดูดซับน้ำมันปาล์มส่วนเกินออกจากตลาดแล้วก็จะช่วยทำให้ราคาปาล์มมีโอกาสที่จะดีขึ้นได้ ในอนาคต อันนี้ก็เป็นแนวทางผสมผสาน หรือนอกจากนั้นก็คือการที่จะให้ใช้น้ำมันปาล์ม เอาไปทำเชื้อเพลิงการผลิตของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ซึ่งขณะนี้ก็มีแนวโน้มว่า จะดำเนินการได้อีก ๑๔๐,๐๐๐ ตัน ซึ่งก็จะช่วยทำให้ราคาปาล์มมีโอกาสที่จะขยับขึ้นได้ ในอนาคต เป็นต้น หรือการนำมันสำปะหลังไปทำแอลกอฮอล์ (Alcohol) เพิ่มขึ้น อันนี้ ก็จะเป็นอีกแนวทางผสมผสานอันหนึ่งที่จะทำ นอกจากมาตรการเพิ่มการใช้ในประเทศ ก็จะต้องมีมาตรการในการเร่งรัดการส่งออก หรือการเปิดตลาดเพิ่มขึ้นไม่ว่าจะเป็นยาง หรือจะเป็นพืชผลการเกษตรตัวอื่น มันสำปะหลังหรือว่าตัวใดก็ตาม อันนี้ก็เป็นแนวทางที่จะ เพิ่มเติมเข้ามา ที่สำคัญอีกอันหนึ่งที่ระบุไว้ในนโยบายรัฐบาลชัดเจน นั่นก็คือการใช้เกษตร พันธสัญญาหรือที่เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า คอนแทรกต์ ฟาร์มมิง (Contract Farming) ซึ่งขณะนี้มีพระราชบัญญัติเกษตรพันธสัญญาเริ่มบังคับใช้แล้ว เกษตรพันธสัญญาก็คือว่า จะมีการจับคู่เกษตรกรกับผู้ซื้อให้มาทำสัญญาร่วมกัน โดยมีหลักประกันว่าเกษตรกรจะต้อง ผลิตผลผลิตที่มีคุณภาพตามมาตรฐาน แล้วผู้ซื้อก็จะซื้อพืชผลการเกษตรตัวนั้นตามราคา ที่ตกลงกันไว้ จะช่วยให้เกษตรกรมีหลักประกันในเรื่องรายได้ที่มีความชัดเจน ผู้ซื้อก็จะมี หลักประกันในเรื่องของวัตถุดิบชัดเจนว่าเขาจะไม่ขาดแคลน และเขาจะได้วัตถุดิบ ที่มีมาตรฐานในการนำไปใช้ในการแปรรูปการผลิตและเพื่อการส่งออกต่อไปในอนาคต ซึ่งขณะนี้สิ่งที่ผมคิดไว้ก็คือว่า ผมเริ่มต้นที่จะดำเนินการในการที่จะให้กระทรวงพาณิชย์ หาตลาดหรือหาผู้ซื้อไปจับคู่กับสหกรณ์ทุกจังหวัดทั่วประเทศ ที่เขาสามารถผลิตพืชผล การเกษตรที่เป็นความต้องการของตลาด แต่ยังไม่รู้จะขายใคร ขายที่ไหน มีหลักประกัน เรื่องราคาได้เท่าไร ให้สามารถจับคู่กัน แล้วก็ทำเกษตรพันธสัญญาให้เกิดขึ้นอย่าง เป็นรูปธรรมต่อไป ถัดจากการแถลงนโยบาย อันนี้ก็คือสิ่งที่ขออนุญาตที่จะเรียนให้ทุกท่าน ได้รับทราบ ทั้งหมดนี้ก็จะช่วยดึงราคาตลาดให้สูงขึ้นได้ในอนาคตสำหรับพืชเกษตร หลายตัว แล้วก็เป็นการลดภาระงบประมาณในเรื่องของการจ่ายส่วนต่างในนโยบายประกัน รายได้ของรัฐบาลได้ด้วยอย่างที่เพื่อนสมาชิกกังวลก็ไม่น่าจะมีอะไรกังวลในทางนโยบาย ซึ่งมีหลักคิดที่มีความชัดเจนแล้วนะครับ

เรื่องที่ ๒ ก็คือเรื่องที่เพื่อนสมาชิกท่านหนึ่งอภิปราย แล้วก็กังวลในเรื่อง ของการสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ท่านถามว่าทำไมเราไม่ขยาย ความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับสหภาพยุโรป และทำไมไม่ขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับ ประเทศที่มีศักยภาพทางการค้าสูงเพื่อเพิ่มช่องทางการตลาดให้กับประเทศของเรา แล้วท่าน ก็ยกตัวอย่างว่าประเทศเวียดนามไปไกลถึงขนาดทำสัญญา เอฟทีเอ (FTA) กับสหภาพยุโรป แล้วก็เสร็จสิ้นแล้วขณะที่ไทยยังไม่ขยับ ขออนุญาตเรียนให้เป็นที่รับทราบว่ารัฐบาลมีนโยบาย ชัดเจนที่ต้องการขยายความร่วมมือทางการค้ากับกลุ่มประเทศ หรือแม้แต่ประเทศที่เขา มีศักยภาพทางเศรษฐกิจ อย่างน้อย อาร์เซ็ป (RCEP) ที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้กรุณาเกริ่นไว้ ในช่วงเช้า ขออนุญาตขยายความ อาร์เซ็ป (RCEP) คือความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ ระดับภูมิภาค ๑๖ ประเทศ ๑๖ ประเทศนี้ประกอบด้วยอาเซียน (ASEAN) ๑๐ ประเทศ บวกกับอีก ๖ คือ ประเทศจีน ประเทศญี่ปุ่น ประเทศเกาหลี ประเทศออสเตรเลีย ประเทศนิวซีแลนด์ แล้วก็ประเทศอินเดีย ๑๖ ประเทศนี้เป็นกลุ่มประเทศที่มีศักยภาพ ทางการค้าสูงมาก ประชากรรวมกัน ๓,๕๐๐ ล้านคน คิดเป็นร้อยละ ๕๐ ของประชากรโลก ครึ่งหนึ่งของทั้งโลกรวมกันอยู่ในอาร์เซ็ป (RCEP) แล้ว จีดีพี (GDP) รวมกัน ๑๖ ประเทศ สูงถึงร้อยละ ๓๐ ของโลก มูลค่าการค้าก็ร้อยละ ๓๐ ของโลกเหมือนกัน มูลค่าการค้ารวมที่ไทย ค้ากับ อาร์เซ็ป (RCEP) คิดเป็นร้อยละ ๖๐ ของมูลค่าการค้ารวมของไทยทั้งหมด ถ้าเราเปิด ตลาด อาร์เซ็ป (RCEP) ได้นั่นหมายความว่าเราจะมีอนาคตเพิ่มเติมขึ้น มีตลาดการค้า ที่ขยายตัวใหญ่โตขึ้นในอนาคต เราตั้งเป้าหมายว่าภายในสิ้นปีนี้เราจะเจรจากับ อาร์เซ็ป (RCEP) ให้จบ แล้วปีนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ของไทยเป็นประธาน อาร์เซ็ป (RCEP) คือเป็นประธานรัฐมนตรีการค้าของ ๑๖ ประเทศที่กำลังจะเกิดขึ้นอีกไม่กี่วันข้างหน้า จะมีการประชุมที่ปักกิ่ง ผมจะต้องเดินทางไปเป็นประธานในที่ประชุมกลุ่มประเทศ อาร์เซ็ป (RCEP) ในเรื่องของการค้า ตั้งแต่วันที่ ๓๑ กรกฎาคม ไม่กี่วันนี้ครับ ไปจนกระทั่งถึงวันที่ ๓ สิงหาคม เราจะทำหน้าที่ของเราให้เต็มที่ แล้วก็ตั้งเป้าหมายว่าหลังจากการประชุม เดือนสิงหาคมนี้แล้วมีการประชุมอีกครั้งครึ่งครั้งจะทำให้จบให้ได้ในสิ้นปีนี้ เพื่อเปิดโอกาส ให้ประเทศไทยได้มีโอกาสในการที่จะเพิ่มตลาดให้กับตัวเองอีก ๓,๕๐๐ ล้านคน อย่างที่ ผมเรียนกับท่านทั้งหลายเมื่อสักครู่นี้ นอกจากนั้น เอฟทีเอ (FTA) ไทยกับ อียู (EU) ผมเรียนว่า ผมมอบเป็นนโยบายไปแล้วในการหารือกับข้าราชการกระทรวงพาณิชย์ เมื่อวันสองวันที่ผ่านมา เราจะฟื้นการเจรจา เอฟทีเอ (FTA) ไทยกับสหภาพยุโรปอีกครั้งหนึ่ง หลังจากสะดุดในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาเพราะสถานการณ์ทางการเมืองของเรา แต่ว่า ถัดจากนี้ไปเรามีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง เราสามารถนับหนึ่งได้แล้ว และผมมอบเป็น นโยบายว่าต่อไปนี้เราจะเจรจา เอฟทีเอ (FTA) ไทยกับสหภาพยุโรป แล้วจะกำหนดกรอบใหม่ และจะขอนำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ผมหวังว่าคณะรัฐมนตรีโดยเฉพาะ ท่านนายกรัฐมนตรีนโยบายท่านชัดเจน ท่านคงจะอนุมัติให้ แล้วเราจะได้นับหนึ่ง ในเรื่องของการเจรจาต่อไป ถ้าเราทำเรื่อง เอฟทีเอ (FTA) ประเทศไทยกับสหภาพยุโรป สำเร็จก็จะมีส่วนช่วยให้เราสามารถเปิดตลาดใหญ่ได้อีกตลาดหนึ่ง เพราะว่า ตลาดสหภาพยุโรปนั้นใหญ่เป็นอันดับ ๒ ของโลกในแง่ของ จีดีพี (GDP) รองจาก ประเทศสหรัฐอเมริกาแล้วก็ใหญ่กว่าประเทศจีน ขณะเดียวกันถ้าเราทำสำเร็จ เราก็จะสามารถเปิดตลาดสินค้าสำคัญ ๆ ของไทยได้หลายตัว ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ ยางพารา ไม่ว่าจะเป็นไก่แช่แข็งหรือรถยนต์ หรืออัญมณี แล้วก็ตัวเลขอีกหลายตัว ที่เรามีโอกาสมากขึ้นในอนาคต นี่คือสิ่งที่อยากจะเรียนให้เพื่อนสมาชิกได้สบายใจว่า ในทางนโยบายนั้นเรามีนโยบายชัดเจนในการที่จะเพิ่มการเจรจาทางการค้ากับคู่ค้า ที่เขามีศักยภาพ

นอกจากนั้นประเด็นสุดท้ายในเรื่องของการเพิ่มมูลค่าการส่งออก อันนี้ ต้องยอมรับว่าเป็นงานหิน ภายใต้สงครามการค้าระหว่างประเทศสหรัฐอเมริกากับประเทศจีน แล้วก็มีผลกระทบกระเทือนทั่วโลกครับ ไม่ใช่กระทบแต่เราอย่างเดียว แต่ว่าถึงอย่างไรก็ตาม รัฐบาลก็มีหน้าที่ที่จะต้องทำให้ดีที่สุดในเรื่องของการส่งออก มาตรการที่เตรียมการ ในการดำเนินการนอกจากมาตรการปกติ ผมใช้คำว่า ปกติ ก็คือมาตรการในการรักษา และขยายตลาดเดิม อันนี้เป็นใครก็ต้องทำ หรือมาตรการในการเปิดตลาดใหม่ เรายังจะต้องนับหนึ่งในการฟื้นตลาดเก่า ๆ ของเราที่มีอยู่แล้วด้วย ผมมีโอกาสได้เจรจา พูดคุยกับสมาคมผู้ส่งออกข้าว ท่านบอกว่ามีแนวทางฟื้นตลาดเก่าอยู่อันหนึ่งจะสำเร็จ หรือไม่สำเร็จอีกเรื่องหนึ่ง แต่อย่างน้อยมันก็เป็นลู่ทางช่องทางในภาวะที่การส่งออก ประสบปัญหาอุปสรรคในขณะนี้อยู่ นั่นก็คือการฟื้นตลาดข้าวประเทศอิรัก ซึ่งท่านบอกว่า มีโอกาสเป็นไปได้ ถ้ารัฐบาลตั้งใจจะสนับสนุน หรือกระทรวงพาณิชย์ตั้งใจที่จะร่วมมือ กับสมาคมผู้ส่งออกข้าว ผมก็ตอบรับ แต่ยังไม่รู้ว่าอุปสรรคข้างหน้าจะเกิดอะไรขึ้นมาบ้าง แต่อย่างน้อยให้ท่านได้อุ่นใจว่ารัฐบาลนี้คิดแล้วก็เตรียมการในการที่จะดำเนินการให้ทุกอย่าง มันดีขึ้นภายใต้สภาวะการบริหารจัดการในภาวะวิกฤตทางด้านการส่งออกของทั้งโลก อันนี้ก็คือสิ่งที่ขออนุญาตที่จะเรียนให้ทราบ นอกจากนั้นผมก็ได้เตรียมกลไกใหม่ขึ้นมาตัวหนึ่ง นั่นก็คือเตรียมการในการตั้งคณะกรรมการร่วมภาครัฐกับเอกชนเฉพาะในส่วนงานที่เกี่ยวข้อง กับกระทรวงพาณิชย์ หรือจะเรียกว่า กรอ. พาณิชย์ก็ได้ เพราะได้สอบถามแล้ว ยังไม่ได้มีการตั้งขึ้นมาอย่างเป็นทางการ มีแต่การเจรจาเฉพาะส่วนในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา ไม่ใช่ความผิดอะไรนะครับ แต่ว่าอย่างน้อยผมจะมานับหนึ่ง ทำให้มันเป็นกิจจะลักษณะ ต่อไปนี้จะมีเวทีอีกเวทีหนึ่งที่จะช่วยให้ข้าราชการกระทรวงพาณิชย์ที่มีหน้าที่โดยตรง ในการสนับสนุนการส่งออกที่จะเจรจากับภาคเอกชน ไม่ว่าจะเป็นหอการค้าหรือว่าสมาคม สภาอุตสาหกรรม ผู้ส่งสินค้าทางเรือหรือสมาคมธนาคารไทย รวมกับภาคเอกชนอื่น ๆ ได้มีเวทีเจรจาพูดจากัน แล้วผมก็พูดชัดเจนว่านโยบายถัดจากนี้ไปในเรื่องการส่งออก เอกชนต้องเป็นพระเอก เพราะเอกชนไทยเขามีศักยภาพแล้วเขาจะต้องเป็นทัพหน้า แต่ภาครัฐ จะเป็นแค่ทัพหลัง โดยเฉพาะกระทรวงพาณิชย์มีหน้าที่ช่วยส่งเสริมทัพหน้าให้เขาสามารถ เดินหน้าไปบุกตลาดได้ เขาต้องการอะไรที่เราสนับสนุนได้เราจะช่วยทำ แต่เราไม่ใช่พระเอก แน่นอน เพราะเขาคือพระเอกตัวจริงที่จะช่วยทำยอดการส่งออกตัวเลขการส่งออก ให้กับรัฐบาลมาประกาศเป็นผลงาน อันนี้ก็คือหลักคิดที่มีความชัดเจนที่ผมตั้งใจ แล้วก็ได้กำหนดเวลาพูดคุยกันแล้ว แต่ว่าทั้ง ๓-๔ สมาคม ก็ขอเวลาอีกนิดหนึ่ง เลื่อนเวลา การประชุมไปเพื่อขอเวลาเตรียมตัวตัวเลขต่าง ๆ แล้วก็ผมตั้งใจแล้วว่าเราจะจัดประชุมกัน ครั้งแรกวันที่ ๑๔ สิงหาคม กลางเดือนหน้า ตอน ๙ โมงเช้า เริ่มต้นนับหนึ่ง กรอ. พาณิชย์ ในรัฐบาลชุดนี้ นี่ก็คือสิ่งที่อยากจะขออนุญาตเรียนให้ทราบนะครับ

นอกจากนั้นการเพิ่มยอดการส่งออกอีกแนวทางหนึ่งที่ตั้งใจไว้ ก็คือการค้าชายแดน ที่ผมหันมาให้ความสำคัญกับการค้าชายแดนก็เพราะว่าการค้า ชายแดนเป็นตลาดที่ยังมีอนาคต ไปดูตัวเลขอาเซียน (ASEAN) ยังมีโอกาสขยายตัว อยู่ในเรื่องของการค้า แล้วก็ชายแดนของเราก็คืออาเซียน ไม่ว่าจะเป็นการค้า ชายแดนไทย-มาเลเซีย ไทย-พม่า ไทย-กัมพูชา หรือว่าไทย-ลาว แล้วก็ไทย-เวียดนาม ที่จะผ่านแดนแล้วก็ไปต่อยังประเทศเวียดนามก็ตาม อันนี้ก็เป็นทิศทางที่จะเข้าไปฟื้น ไม่กี่วันนี้ผมไปกับรัฐมนตรีช่วยนิพนธ์กับรัฐมนตรีช่วยถาวร ไปเจรจากับ ศอ.บต. ที่จังหวัดยะลา ผมไปกับรัฐมนตรีช่วยนิพนธ์กับรัฐมนตรีช่วยถาวรไปเจรจากับ ศอ.บต. ที่จังหวัดยะลา แล้วตกลงกันว่าถัดจากนี้ไป ศอ.บต. จะช่วยประสานงานในการที่จะนัดประชุมผู้ค้าชายแดน ฝั่งไทยก่อนทั้งหมด แล้วก็ด่านทั้งหมด ๙ ด่านที่จะช่วยส่งสินค้าออกไปยังประเทศมาเลเซียได้ แล้วก็ถัดจากนั้นก็จะประชุมร่วมประเทศไทยกับประเทศมาเลเซีย เพื่อเร่งรัดการส่งออก หรือว่าเพิ่มมูลค่าการค้าของ ๒ ประเทศ อันนี้ก็คืออีกลู่ทางหนึ่งที่ได้เตรียมการไว้ สุดท้ายที่ขออนุญาตเรียนให้ทราบก็คือว่าถัดจากนี้ไปทูตพาณิชย์ที่เป็นกลไกสำคัญ ของกระทรวงพาณิชย์ที่ไปทำงานอยู่ในต่างประเทศต้องมีเป้าแล้วครับ ต้องมีเป้าตัวเลข เรื่องการทำตัวเลขส่งออกของประเทศ อีกไม่กี่วันผมจะนัดประชุมทูตพาณิชย์ทั้งหมด ของเรา แล้วทุกคนจะต้องกลับมาจากประเทศนั้น ๆ พร้อมลู่ทางและเป้าตัวเลข จะสำเร็จ หรือไม่สำเร็จอีกเรื่องหนึ่งนะครับ แต่ว่าอย่างน้อยให้ได้รับทราบความตั้งใจของผม และความตั้งใจของรัฐบาลนี้จะใช้ทุกวิถีทางที่จะช่วยรักษาสถานภาพการส่งออกของเรา เพราะมันหมายถึงทอดต่อ ๆ มาในเรื่องซัปพลายเชน (Supply Chain) หรือในเรื่องของ ห่วงโซ่ทางเศรษฐกิจที่จะทำให้เกษตรกรได้มีโอกาสลืมตาอ้าปากในฐานะที่เป็นต้นน้ำ ของระบบทั้งหมดต่อไปในอนาคตด้วย ขออนุญาตขยายความท่านนายกรัฐมนตรีเท่านี้ ขอบคุณครับ