สถิตย์ ชูแนวทาง 4T กระตุ้นเศรษฐกิจ ย้ำชัดเจน ทันเวลา โปร่งใส

รัฐสภา · ครั้งที่ ๓ · ๒๕ กรกฎาคม ๒๕๖๒

สถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ อภิปรายประเด็นนโยบายเศรษฐกิจเร่งด่วนที่ได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าและเทคโนโลยี โดยเสนอให้รัฐบาลเสริมความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจภายในผ่านการบริโภคและการลงทุน พร้อมผลักดันการใช้แนวทาง 4T เพื่อขับเคลื่อนมาตรการอย่างมีประสิทธิภาพ ตรงเป้า ทันเวลา และมีระยะเวลาจำกัด พร้อมเน้นความโปร่งใสในการใช้งบประมาณ สนับสนุนการส่งออก การท่องเที่ยวชุมชน การลงทุนของรัฐวิสาหกิจ การนำเข้าสินค้าทุนเพื่อลดดุลการค้าเกินดุล และการส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลและภาคการเงินเพื่อสร้างรากฐานเศรษฐกิจที่ยั่งยืนในอนาคต

นายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ สมาชิกวุฒิสภา แบบสรรหา

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม สถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิก รัฐสภา กระผมขออภิปรายในนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล ข้อที่ ๓ มาตรการเศรษฐกิจ เพื่อรองรับความผันผวนเศรษฐกิจโลก นโยบายเร่งด่วน ข้อที่ ๖ การวางรากฐานเศรษฐกิจ ของประเทศสู่อนาคต และนโยบายหลัก ข้อ ๕ การพัฒนาเศรษฐกิจและความสามารถ ในการแข่งขัน เมื่อวันที่ ๒๓ กรกฎาคมที่ผ่านมา กองทุนการเงินระหว่างประเทศหรือ ไอเอ็มเอฟ (IMF) ขออนุญาตใช้ภาษาต่างประเทศ ได้ปรับลดการเติบโตเศรษฐกิจของโลก จากร้อยละ ๓.๖ เมื่อต้นปี ๒๕๖๒ เหลือเพียงร้อยละ ๓.๒ ในขณะนี้ การชะลอตัว ของเศรษฐกิจโลกนั้นนอกจากปัจจัยอื่น ๆ แล้ว ปัจจัยที่สำคัญก็คือสงครามการค้าที่เริ่มต้น มาจากนโยบายของประธานาธิบดีทรัมป์ที่ได้เน้นนโยบายว่าประเทศสหรัฐอเมริกา ต้องมาก่อน และหลังจากนั้นสงครามการค้าหรือที่เรียกว่า เทรด วอร์ (Trade war) ก็ได้ ขยายตัวออกไปสู่สงครามเทคโนโลยีหรือที่เรียกว่า เทค วอร์ (Tech war) สงครามเหล่านี้ ที่ทำให้เศรษฐกิจโลกชะลอตัว และมีผลกระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจของไทย เหตุที่มีผลกระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจของไทยก็เพราะว่าเศรษฐกิจของไทยนั้น เป็นเศรษฐกิจเปิดเป็นเศรษฐกิจที่ผูกพันอยู่กับเศรษฐกิจภายนอกหรือเศรษฐกิจโลก อยู่ค่อนข้างมาก อย่างไรก็ตามผมอยากเรียนว่าในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาต้องขออนุญาต ชื่นชมฝีมือการบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดที่แล้วว่า เศรษฐกิจไทยได้เติบโตเป็นอย่างดี ตลอดมาโดยเติบโตร้อยละ ๑ ในปี ๒๕๕๗ ร้อยละ ๓ ในปี ๒๕๕๘ ร้อยละ ๓.๔ ในปี ๒๕๕๙ ร้อยละ ๔ ในปี ๒๕๖๐ และร้อยละ ๔.๑ ในปี ๒๕๖๑ จะเห็นว่าเป็นการบริหารเศรษฐกิจ มหภาคที่เติบโตต่อเนื่องตลอดมา เพิ่งจะมีการชะลอตัวเนื่องจากผลของสงครามการค้า และผลของสงครามเทคโนโลยี หนทางในการรับมือกับความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ก็คือการสร้างความเข้มแข็ง ของเศรษฐกิจภายใน กล่าวโดยเฉพาะเจาะจงคือการขยายตัวการบริโภคและการลงทุน ภายในประเทศ ซึ่งรัฐบาลได้วางนโยบายไปในแนวทางนี้อยู่แล้ว โดยการใช้มาตรการ ในการใช้จ่ายงบประมาณเพื่อให้เม็ดเงินเข้าสู่เศรษฐกิจโดยเร็ว เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตามมาตรการในการกระตุ้นเศรษฐกิจนั้น กระผมหวังว่าในทางปฏิบัติจะได้เดินตาม แนวทาง หลักการที่เรียกว่า หลัก ๔ ที (4T) ที (T) ภาษาอังกฤษนะครับ

ข้อแรก จะต้องมี ทาร์เกต (Target) คือจะต้องตรงกับเป้าหมายของ ผู้ที่สมควรจะได้รับ

ข้อที่ ๒ ที (T) ก็คือไทม์ลี (Timely) จะต้องเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ ตรงเวลา ทันเวลา

ข้อที่ ๓ ที (T) เทมโพรารี (Temporary) ก็คือการกระตุ้นเศรษฐกิจนั้นจะต้อง เป็นเรื่องชั่วคราวไม่ใช่ถาวร

ข้อสุดท้าย ต้องทรานส์แพเรนซี (Transparency) คือจะต้องการกระตุ้น เศรษฐกิจด้วยความโปร่งใส เหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพื่อที่จะทำให้การใช้งบประมาณในการกระตุ้น เศรษฐกิจมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และตรงเป้าหมายอย่างแท้จริง เพื่อที่จะได้เหลือพื้นที่ ทางด้านการคลัง หรือที่เรียกว่า ฟิสคอล สเปซ (Fiscal space) ขออนุญาตใช้ภาษาอังกฤษ สำหรับใช้จ่ายงบประมาณที่จำเป็นในการพัฒนาประเทศในเรื่องอื่นต่อไป นโยบายในการเพิ่ม ช่องทางการส่งออกที่ได้แถลงไว้นั้น เป็นนโยบายที่สำคัญที่จะทำให้ชดเชยการส่งออก ที่ชะลอตัวลง ผมขอเรียนว่าแต่เดิมการส่งออกจะให้ความสำคัญกับประเทศนำเข้าหลักคือ ประเทศสหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป ประเทศญี่ปุ่น ต่อมาคือประเทศจีน แต่ผมขอเรียนว่า ขณะนี้การส่งออกไปยังกลุ่มประเทศอาเซียน (ASEAN) ๙ ประเทศนั้น ได้ขยายตัวไปมากถึง ร้อยละ ๒๗ ของการส่งออกทั้งหมด เป็นจำนวนของการส่งออกที่มากกว่าแต่ละประเทศหลัก ๔ ประเทศที่ผมได้กล่าวไว้แล้ว จึงหวังว่าในการเพิ่มช่องทางการส่งออกนั้นรัฐบาล จะได้ให้ความสำคัญกับการค้าในอาเซียน (ASEAN) ให้มากขึ้น รวมทั้งการค้าชายแดน ที่นับวันจะขยายตัวมากขึ้นตามการขยายตัวของโครงสร้างพื้นฐานทางด้านคมนาคม ดังที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ท่านได้กล่าวไปเมื่อสักครู่ อย่างไรก็ตามเพื่อที่จะทำให้ การค้าชายแดนขยายตัวมากไปกว่านี้ คงจะต้องเร่งสร้างจุดเชื่อมต่อการค้าให้มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งจุดเชื่อมต่อการค้าในภาคตะวันตกกับสหภาพพม่า ตั้งแต่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดระนอง จังหวัดกาญจนบุรี แม่สอด จังหวัดแม่ฮ่องสอน เพื่อที่จะทำให้การค้าชายแดน ทางแถบตะวันตกได้ขยายตัวมากขึ้น ประเทศเพื่อนบ้านเชื่อถือไว้ใจในคุณภาพของสินค้าไทย การส่งสินค้าออกไปยังประเทศเพื่อนบ้านจะทำให้ประโยชน์จากการส่งออกนั้นประเทศไทย ได้รับเต็ม ๆ เพราะเป็นการส่งออกสินค้าไทยด้วยวัตถุดิบของประเทศไทยล้วน ๆ นโยบาย ส่งเสริมการท่องเที่ยวซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายรัฐบาลที่ได้แถลงนั้น ในครั้งนี้ได้แถลง อย่างชัดเจนว่า นอกจากท่องเที่ยวเมืองหลักเมืองรองแล้วยังได้ส่งเสริมการท่องเที่ยว ชุมชนอีกด้วย ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญเพราะทำให้การท่องเที่ยวนั้นได้ลงไปสู่ประชาชนในทุกระดับ การใช้งบประมาณเพื่อการลงทุนนั้น กระผมเข้าใจว่าคงจะครอบคลุมไปถึงการลงทุน ของรัฐวิสาหกิจด้วย และนอกจากนั้นก็หวังว่าจะได้มีการเร่งนำเข้าสินค้าทุนเพื่อที่จะทำให้ ดุลการค้า ดุลบัญชีเดินสะพัดที่เกินดุลอยู่มากได้ลดลง อันจะช่วยลดแรงกดดันของการแข็งค่า ของเงินบาทอีกด้วย ซึ่งจะส่งผลกลับมาช่วยการส่งออกและให้เกษตรกรได้รับราคาสินค้า เกษตรเป็นเงินไทยที่มากขึ้น แม้จะไม่ได้เขียนไว้ในนโยบาย แต่ในส่วนของการสนับสนุน ภาคการเงินนั้น ท่านรองนายกรัฐมนตรี สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ขออนุญาตเอ่ยนาม ได้ให้สัมภาษณ์แล้วว่า จะให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรสนับสนุน เกษตรกร ให้ธนาคารออมสินช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยในเมืองและธนาคารวิสาหกิจ ขนาดกลาง ขนาดย่อม หรือธนาคาร เอสเอ็มอี (SMEs) ดูแล เอสเอ็มอี (SMEs) ส่วนการ วางรากฐานของรัฐบาลเพื่อเศรษฐกิจในอนาคตนั้น ผมอยากเรียนว่าสิ่งที่สำคัญที่สุด ก็คือการวางรากฐานของเศรษฐกิจดิจิทัล เนื่องจากเวลาจำกัด ผมอยากเรียนว่า ในเรื่องเศรษฐกิจดิจิทัลนั้น ถ้าหากว่าได้ทำตามที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้แนะนำ ในวันแรกของการประชุมคณะรัฐมนตรีด้วยการอ่านหนังสือ ๓ เล่มที่ท่าน ได้มอบให้กับคณะรัฐมนตรีในวันนั้น ก็จะทำให้มีการขยายนโยบายเพื่อรองรับความแข็งแกร่ง ของเศรษฐกิจในอนาคตได้เป็นอย่างดี หนังสือทั้ง ๓ เล่มที่ว่านั้นก็คือ เศรษฐกิจดิจิทัล โดยดอน แท็ปสก็อต ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านเศรษฐกิจดิจิทัล อีก ๒ เล่มคือการปฏิวัติ อุตสาหกรรม ครั้งที่ ๔ และอีกเล่มหนึ่งทางรอดในโลกใบใหม่แห่งการปฏิวัติอุตสาหกรรม ครั้งที่ ๔ โดยเคลาส์ ชวาบ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของเวิลด์ อิโคโนมิก ฟอรัม (World Economic Forum) เพราะว่าความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจในอนาคตนั้นอยู่ที่เศรษฐกิจ ดิจิทัลอยู่ที่เศรษฐกิจที่อิงกับการปฏิวัติอุตสาหกรรม ครั้งที่ ๔ ถ้าหากว่าหนังสือ ที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้มอบให้กับ ครม. พร้อมลายมือชื่อในวันนั้น คณะรัฐมนตรีได้ไปอ่าน แล้วนำมาขยายนโยบายเพิ่มเติมผมเชื่อเหลือเกินว่าเศรษฐกิจในอนาคตของไทยจะแข็งแกร่ง และสามารถแข่งขันกับประเทศอื่น ๆ ในโลกได้เป็นอย่างดี กราบขอบพระคุณครับ