เกียรติ สิทธีอมร วิพากษ์นโยบายเศรษฐกิจที่แม้จีดีพีจะเติบโตแต่กลับมีความบิดเบี้ยวในโครงสร้างเศรษฐกิจ ทั้งปัญหาภาคเกษตร รายได้ครัวเรือนที่ลดลงในหลายพื้นที่ ความผันผวนของราคาสินค้าเกษตร และการส่งออกที่ถดถอย พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งดำเนินมาตรการเยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจฐานรากอย่างเป็นรูปธรรม โดยเสนอแนวทางทั้งการตั้งศูนย์กระจายสินค้าในต่างประเทศ การเปิดตลาดใหม่ การปรับโครงสร้างการผลิต และการกำกับดูแลตลาดอย่างเข้มงวดเพื่อความเป็นธรรมต่อเกษตรกรและผู้บริโภค
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายเกียรติ สิทธีอมร ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ เวลามีน้อยผมตรงเข้าประเด็นเลยนะครับ ผมจะอภิปรายในประเด็นเรื่องนโยบายด้านเศรษฐกิจ
ประการแรก ผมคิดว่าเราไม่ควรพึงพอใจในการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ในช่วงเวลาที่ผ่านมาถึงแม้จะโตที่ ๔ เปอร์เซ็นต์ก็แล้วแต่นะครับ เพราะว่าโครงสร้าง เศรษฐกิจมันมีสัญญาณบอกเหตุที่มีความผิดเพี้ยน บิดเบี้ยวของระบบอยู่พอสมควร ที่ผมพูดเช่นนี้ผมอยากให้ท่านลองไปดูว่า ในช่วงที่ผ่านมาเศรษฐกิจฐานรากประสบปัญหา ค่อนข้างมากนะครับ รายได้ภาคเกษตรซึ่งเป็นที่ทราบดีกันอยู่แล้ว ผมคงไม่ไปลง ในรายละเอียด ภัยแล้งตอนนี้ซ้ำเติมอยู่ ฉะนั้นนโยบายของท่านเองจะมีนโยบายอะไรที่เป็น นโยบายเร่งด่วนที่จะมาช่วยแก้ปัญหาเหล่านี้มากน้อยแค่ไหน ธุรกิจขนาดกลาง ขนาดเล็ก ประสบปัญหาพอสมควรทีเดียว เงินล้นธนาคารครับ เงินล้นธนาคารปล่อยกู้ไม่ได้ ฉะนั้นการลงทุนค่อนข้างมีน้อยนะครับ ในขณะที่ดอกเบี้ยเงินฝากติดดินนะครับ ดอกเบี้ย เงินกู้ทะลุเพดานครับ ผมอยากชี้ว่าส่วนต่างดอกเบี้ยของประเทศไทยสูงเท่ากับประเทศ ที่ด้อยพัฒนาในประเทศแอฟริกา ประเทศที่อยู่ในพื้นที่ของเอเชียแปซิฟิก ไม่มีนะครับ ส่วนต่างดอกเบี้ยที่สูงเท่ากับประเทศไทย ตลาดส่งออกถดถอยต่อเนื่องยกเว้นเดือนกุมภาพันธ์ ที่ผ่านมาที่เหลือติดลบหมด ส่วนหนึ่งเป็นปัจจัยภายนอกผมยอมรับครับ แต่อีกส่วนหนึ่ง เป็นเรื่องการบริหารจัดการภายในของเราเอง
ทีนี้ตัวเลขที่ผมอยากจะอ้างอิงนิดหนึ่งนะครับว่า เป็นตัวเลขที่สร้างความกังวลใจ อย่างยิ่งนะครับ คือรายได้ครัวเรือน โดยสำนักงานสถิติแห่งชาตินะครับ อันนี้เป็นตัวเลข ของสำนักงานของรัฐ ท่านทราบไหมครับว่า ตัวเลขของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ชี้ให้เห็นเลยว่ารายได้ครัวเรือนลดลง ในช่วงเวลาที่ผ่านมาลดลงไป ๔๐ จังหวัด ใน ๗๗ จังหวัด รายได้ครัวเรือนลดลงนะครับ แล้วมีจังหวัดที่น่าเป็นกังวลอย่างยิ่ง เช่น ภาคกลางนะครับ จังหวัดลพบุรี จังหวัดชัยนาท ติดลบ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ จังหวัดระยอง จังหวัดจันทบุรี จังหวัดสระแก้ว จังหวัดนครปฐม ลบ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ จังหวัดตาก จังหวัดพิจิตร ๑๐-๒๐ เปอร์เซ็นต์ จังหวัดนครราชสีมา จังหวัดบุรีรัมย์ จังหวัดสุรินทร์ จังหวัดยโสธร จังหวัดมุกดาหาร ในอีสาน ภาคใต้ จังหวัดตรังนี่ติดลบสูงที่สุดนะครับ ๔๒ เปอร์เซ็นต์ จังหวัดพัทลุงติดลบ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ อันนี้เป็นตัวชี้นะครับ
ทีนี้กลับมาดูว่าในส่วนของนโยบายเป็นอย่างไร แน่นอนครับในช่วงหาเสียง ทุกพรรคการเมืองต่างพูดนโยบายค่อนข้างชัด พอมาเขียนเป็นนโยบายเขาก็มีความคาดหวัง ว่าอยากจะเห็นตัวเลขที่ชัดว่าข้าวจะสักกี่บาท มันสำปะหลังจะกี่บาท ยางพาราจะกี่บาท ข้าวโพดจะกี่บาท ตรงนี้ผมเชื่อว่ารัฐบาลคงเร่งประกาศว่าในขั้นต่อไปในการที่จะเข้าไป ช่วยเหลือในโครงการประกันรายได้นี่จะเป็นอย่างไร ผมจะพูด ๓ นโยบายเฉพาะซึ่งผมคิดว่า เป็นประเด็นที่เป็นปัญหามากที่สุดนะครับ นโยบายเกษตรประกันรายได้ อันนี้ผมเห็นด้วย เป็นสิ่งที่ดีครับ แต่ทำแค่นั้นเพียงแค่ประทังชีวิตเท่านั้นครับ ยังไม่แก้ปัญหารายได้ที่ผันผวน ตกต่ำ มันมีปัจจัยอื่น ๆ เช่น เรายังไม่มีการกำกับดูแลการนำเข้าเลยครับ ท่านทราบหรือไม่ ปัจจุบันนี้ภายใต้ข้อตกลงเขตการค้าเสรีที่เรามีอยู่ ประเทศไทยสามารถออกระเบียบการดูแล กำกับการนำเข้า ถึงแม้ภาษีลดลงมาเป็นศูนย์หรือใกล้ศูนย์ แต่เราสร้างระเบียบอื่นได้ ตรงนี้ เราไม่ได้ดูครับ และมีการนำเข้าทั้งสินค้าเหมือนกันคุณภาพต่ำกว่ามาเบียดตลาดในประเทศ มากดราคาในประเทศ ตรงนี้เรายังไม่ได้ทำครับ สินค้าทดแทนบางประเภท เช่น ข้าวสาลี เอามาทดแทนก็กดราคาในประเทศ สิ่งนี้เราก็ยังไม่ได้ทำ ผมก็อยากให้เห็นว่าเราเริ่ม ดำเนินการในส่วนนี้
ส่วนการเบียดกันไปกันมาของตัวกลางทั้งในไทยทั้งในต่างประเทศ ไม่ว่าเป็นล้งกรณีผลไม้ เป็นหยงในกรณีข้าว ผมว่าต้องขึ้นทะเบียนทั้งหมด ถ้าขึ้นทะเบียน ท่านถึงจะกำกับดูแลเขาได้ และสร้างความเป็นธรรมให้อยู่ในกติกาได้นะครับ เรื่องยางพารา ไม่ใช่เรื่องในประเทศอย่างเดียวครับ มันมีการฮั้วกันข้ามชาติครับ ท่านแปลกใจหรือไม่ว่า ยางพาราเหลือ ๓ กิโลกรัม ๑๐๐ บาท ทำไมยางรถยนต์ราคาขึ้นตลอด ถ้าท่านเข้าใจว่า เป็นเพราะอะไรท่านถึงจะแก้ปัญหานี้ได้ แล้วก็ภาคเกษตรของเราในบางกรณี เกิดการทุ่มตลาดเข้ามาเหมือนกัน เพราะฉะนั้นต้องเร่งปรับโครงสร้างทั้งภายใน แล้วก็ในเรื่องของการประกันรายได้ของเกษตรกร นโยบายที่ผมเป็นกังวลมากที่สุด ในที่อ่านของรัฐบาลคือนโยบายพลังงาน ท่านคงทราบว่าน้ำมันแพง ก๊าซแพง ไฟฟ้าแพง ขนส่งแพง ของแพง ที่ผ่านมาผมเป็นกังวลนะครับ เพราะว่าคำพูดที่ใช้ในส่วนของนโยบาย ด้านพลังงานท่านใช้คำว่า ดูแลให้แข่งขันเป็นธรรมและสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง แต่ต้นทุน ที่แท้จริงของท่านไม่ได้เขียนเลยว่าต้นทุนที่เป็นธรรมกับประชาชนหรือเปล่า ท่านต้องยอมรับ แข่งขันเสรีเป็นธรรมในภาคพลังงาน ไม่มีครับ เป็นข้อยกเว้นที่ ดับบลิวทีโอ (WTO) นี่คือสาเหตุที่ทำไมกลุ่มประเทศโอเปก (OPEC) สามารถนั่งคุยกันเพื่อที่จะกำหนดราคาได้ เพราะฉะนั้นวิธีการที่ท่านกำกับดูแล ท่านต้องกำกับดูแลเข้มข้นครับ และให้เกิด ความเป็นธรรมกับผู้บริโภคในประเทศ ผมเรียนท่านในเวทีอื่นไปแล้วว่า จนถึงวันนี้ ราคาต้นทุนหน้าโรงกลั่นเราสูงกว่าเขา ราคาค่าการตลาดเราก็สูงกว่าเขา เป็นเหตุให้ราคา น้ำมันที่เราใช้ ราคาก๊าซที่ใช้สูงกว่าเขา แล้วเราต้องนำเข้า เอาต้นทุนการนำเข้าที่แพง มาเกลี่ยให้ผู้บริโภครับภาระ ตรงนี้ผมไม่เห็นด้วย ตรงนี้ผมคิดว่ารัฐมนตรีว่าการ กระทรวงพลังงานควรจะลองไปดูว่าตัวเลขแล้วก็นโยบายของท่านควรจะเป็นอย่างไร มีการลักลอบ แอลพีจี (LPG) ไปต่างประเทศ ลักลอบไปเยอะเท่ากับที่ใช้ในครัวเรือน ในประเทศไทย และท่านก็ไปนำเข้า แอลพีจี (LPG) สำเร็จรูป คือก๊าซหุงต้มนั่นเอง ท่านก็มา เกลี่ยต้นทุนราคาแพง อย่างนี้ใช้ไม่ได้ครับ อย่างนี้เป็นภาระต่อผู้บริโภค มีวิธีแก้ไขเยอะ
ในขณะเดียวกันของแพง ตรงนี้ผมคิดว่าการกำกับดูแลของกระทรวงพาณิชย์ ผมเชื่อว่าในขั้นต่อไปคงออกมาตรการมานะครับ ท่านเคยดูหรือไม่ว่าราคาอ้างอิงของ กระทรวงพาณิชย์ท่านไปซื้อที่ตลาดไหนได้บ้าง ได้บางตลาดเท่านั้นเองส่วนใหญ่ซื้อไม่ได้ครับ ไข่ครับ ฝากท่านประธานไปถึงท่านนายกรัฐมนตรี เรามักจะเปรียบเทียบดัชนีทางเศรษฐกิจ เป็นไข่ชวน ไข่อภิสิทธิ์ ไข่ยิ่งลักษณ์ ไข่ประยุทธ์ ไม่ได้ทะลึ่งนะครับ แต่ไข่นี่ครับท่านทราบ หรือไม่ครับเราบริโภค ๔๓ ล้านฟองต่อวัน ทำไมวันนี้ราคาประกาศของกระทรวงพาณิชย์ อยู่ที่ ๓.๒๐ บาท แต่ไปซื้อส่วนใหญ่ที่ไฮเปอร์ มาร์เก็ต (Hyper market) ที่ร้านสะดวกซื้อ อยู่ที่เกือบ ๗ บาท เป็นไปได้อย่างไรครับ ตอนนี้ช่องทางการตลาดมันถูกจำกัดเหลือ ไม่กี่ช่องทางเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นจะบอกให้ทุกคนไปซื้อตลาดสดทุกที่มันเป็นไปไม่ได้ครับ ตรงนี้การกำกับดูแลของกระทรวงพาณิชย์เป็นอย่างไร ขออนุญาตอีกสักนาที ๒ นาทีนะครับ เพราะฉะนั้นการกำกับดูแลตรงนี้ ผมคิดว่ามันมีหลายสินค้านะครับ ไก่ประกาศเป็นตัว แต่เวลาไปแยกส่วนขาย ประกาศเป็นตัวอยู่ที่ ๖๙ บาท พอแยกส่วนขายอยู่ที่ ๑๐๐ กว่าบาท เนื้อหมูเหมือนกัน ตรงนี้ผมคิดว่าเป็นประเด็นที่ท่านต้องเข้าไปช่วยดูให้เข้มข้นในการกำกับดูแล
มาตรการกีดกันทางการค้า ท่านบอกท่านจะเพิ่มส่งออก ผมขอแนะนำ เสนออย่างนี้นะครับ พอดีท่านไปเขียนว่าท่านจะแก้ปัญหาเรื่องส่งออกโดยการปรับปรุง ประสิทธิภาพการจ่ายงบประมาณ ไม่เกี่ยวนะครับ ท่านจะแก้ได้โดยการไปหาตลาดใหม่ ทีนี้มันมีโครงการที่เคยทำไว้แล้วแต่ไม่สานต่อครับ โครงการที่สำคัญ ยกตัวอย่าง ผมเคย ลงนามไว้แล้วท่านประธานครับ ลงนามกับประเทศบาห์เรนไว้แล้วว่าจะตั้งศูนย์คลังสินค้า เกษตรที่ประเทศบาห์เรน เพื่อกระจายไปกลุ่มประเทศกัลท์ (South) กับกลุ่มประเทศ ตะวันออกกลาง ตั้งศูนย์กระจายสินค้าไทยในตะวันออกกลาง ทั้งหมดนี้จะสร้างรายได้ ภาคการส่งออกให้ประเทศไทย ๓๕,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี แต่ไม่ได้มีการสานต่อ ลงนามไว้ตั้งแต่ ปี ๒๕๕๓ กลุ่มก่อสร้างไปต่างประเทศเคยทำไว้ ๑๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ในประเทศเป้าหมาย ทำได้ใน ๓ ปี ๑๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ตรงนี้ยังไม่เห็นอยู่ในเป้าหมาย กลุ่มประเทศ ลาตินอเมริกาเคยส่งค้าขายด้วยกัน ๓,๐๐๐ ล้านเหรียญ ผมทำในช่วงนั้น ๓ ปี เป็น ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท จากวันนั้นปี ๒๕๕๓ ถึงวันนี้เพิ่มเป็น ๑๒,๐๐๐ ล้านบาท ศักยภาพ ยังมีสูงมาก กลุ่มประเทศในอาฟริกามีโอกาสสูงมากเลยครับ แต่เรายังไม่มีโครงการเข้าไปดู เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ผมอยากจะเสนอให้เร่งทำ โดยสรุปนะครับท่านประธานครับ ช่วยเร่งแก้ปัญหา ๑๖ จังหวัดที่ผมพูดถึงนิดหนึ่งครับ ที่รายได้ครัวเรือนเขาตกต่ำอย่างรุนแรง ผมคิดว่าต้องมีนโยบายเฉพาะจังหวัด ๑๖ จังหวัด การกำกับดูแลสินค้าเกษตรไม่พอเฉพาะ ประกันรายได้ เพิ่มมาตรการเข้าไปในการกำกับดูแลการนำเข้า ซึ่งถูกต้องตามกติกา ขององค์การการค้าโลก ปรับโครงสร้างการผลิตให้ตรงกับความต้องการของตลาด พลังงาน ผมอยากฟังคำตอบว่านโยบายของท่านจะกำกับดูแลให้ความเป็นธรรมเกิดขึ้นกับประชาชน ได้อย่างไร ณ วันนี้หน้าโรงกลั่นสูงกว่าตลาด ๖-๒๐ เปอร์เซ็นต์ ตรงนี้ผมอยากเห็นว่า ท่านจะทำวิธีไหน ส่วนต่างดอกเบี้ยขอร้องจริง ๆ ท่านครับ ๗ เปอร์เซ็นต์สูงมาก สำหรับประเทศไทย แข่งก็ไม่ได้แล้วครับ ภาระตกกับประชาชนทุกคน ท่านสามารถแก้ได้ เพราะทุกประเทศในเอเชียแปซิฟิกอยู่ที่ ๓-๔ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น แก้ได้ เมื่อมีเวลา ค่อยอภิปรายว่าจะแก้อย่างไร ขอบคุณครับ