สมชาย แสวงการ เรียกร้องให้สภาเร่งพิจารณานโยบายรัฐบาลอย่างสร้างสรรค์ โดยเน้นย้ำความสำคัญของการสื่อสารนโยบายเร่งด่วน 12 ข้อให้ประชาชนเข้าใจ พร้อมผลักดันให้ยุติการอภิปรายที่ไม่เกี่ยวข้องเพื่อมุ่งเน้นผลงานของรัฐบาลในด้านเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว สุขภาพ และสวัสดิการ รวมถึงการเตรียมรับสังคมสูงวัย และเร่งขับเคลื่อนการแก้รัฐธรรมนูญอย่างรอบคอบ โดยย้ำถึงความจำเป็นในการร่วมมือระหว่างรัฐบาลและฝ่ายค้านอย่างโปร่งใส มีประชาชนมีส่วนร่วม และไม่ย้อนกลับสู่ความขัดแย้งเดิม เพื่อให้ประเทศก้าวสู่ศตวรรษที่ 21 อย่างมั่นคง
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ สมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐภา ต้องขออนุญาตอภิปรายแล้วก็ไม่อยากเห็นบรรยากาศแบบนี้ ผมเรียนตามตรงว่าอยากเห็น สภาเดินหน้าต่อไปได้ แล้วผมก็คิดว่าการอภิปรายนโยบายรัฐบาลที่แถลงต่อสภาวันนี้ ผมเองไม่ได้เข้ามารับฟังเป็นครั้งแรก นี่ฉบับที่ ๗ แล้วครับ และขออนุญาตที่ต้องพูดถึงว่า ท่านประธานรัฐสภาและท่านประธานสภาพยายามที่จะทำให้สภาเป็นที่น่าเชื่อถือ ซึ่งผมคิดว่า อยากให้บรรยากาศนี้ผ่านไป แล้วก็ขอดำเนินการในเรื่องของนโยบายรัฐสภาที่ดี ก็ขออนุญาตว่า ถ้าในเรื่องเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ก็ขอให้ท่านประธานดำเนินการต่อไปนะครับ ต้องกราบเรียนว่า ในฐานะสมาชิกวุฒิสภาซึ่งเป็นสมาชิกรัฐสภานั้น ก็มีหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญที่ร่วม ในการพิจารณาตามกฎหมายรัฐธรรมนูญในการที่รัฐบาลจะแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ซึ่งถือว่าท่านนายกรัฐมนตรีได้นำคณะรัฐมนตรีมาแถลงในช่วงที่รัฐสภาซึ่งมาจากการเลือกตั้ง ได้ต่อเนื่องจากรัฐบาลซึ่งรัฐนาวาของท่าน พลเอก ประยุทธ์ มาในภาวะพิเศษในช่วงที่แล้ว ในเมื่อทำหน้าที่ตรงนี้ก็ต้องกราบเรียนว่า มีเรื่องที่ต้องเรียนไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการ ติชมตามสมควรแก่เหตุอย่างสร้างสรรค์ ซึ่งผมคิดว่าเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะวันนี้ พี่น้องประชาชนจับตาถ่ายทอดการประชุมรัฐสภาของเราด้วยความใจจดใจจ่อว่า รัฐบาล ของท่านนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ และคณะรัฐมนตรีใหม่ ซึ่งมีทั้งพรรคการเมือง ต่าง ๆ มาร่วมกันนั้น จะมีนโยบายที่เป็นรูปธรรมหรือไปดำเนินการให้เป็นผลอย่างไร ซึ่งผมคิดว่าเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง บรรยากาศที่ผ่าน ๆ มานั้นก็มีเสียงสะท้อน ในเรื่องของสิ่งที่เป็นปัญหาว่าเราไปติดในเรื่องของการอภิปรายในเรื่องไร้สาระหรือไม่ ผมคิดว่าอยากกราบเรียนทางคณะรัฐมนตรีด้วยนะครับว่าถ้ามีโอกาสในจังหวะ ที่ท่านต้องอธิบายถึง ๑๒ เรื่องหลัก กับ ๑๒ เรื่องเร่งด่วน แม้จะไม่ได้เขียนไว้ ในเรื่องผลสัมฤทธิ์ในแต่ละห้วงเป็นตัวเลข ไม่ว่าจะเรื่องราคาประกันรายได้ของข้าว หรือเรื่องยาง หรือเรื่องอะไรที่จะแก้ไขอย่างที่ท่านรองนายกรัฐมนตรี ท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงพาณิชย์ได้ดำเนินการแถลงไป ผมคิดว่าพี่น้องเองก็อยากฟัง และผมคิดว่า ในรายละเอียดซึ่งในคำแถลงนโยบายทั้งหมด ๖๐ กว่าหน้า มันมีรายละเอียดที่เขียนไว้ดีมาก ซึ่งผมคิดว่าก็ไม่ต่างกับ ๖-๗ ครั้งที่ได้เคยเห็นมาเพราะฉะนั้นสิ่งสำคัญที่ต้องเรียน ให้พี่น้องประชาชนรับทราบ ผมฝากประเด็นที่ ๑ คือ เมื่อมีโอกาสรัฐมนตรีคงต้อง ลงรายละเอียดด้วยในสภาแห่งนี้ถ้ามีเวลา ถ้าไม่มีเวลาผมคิดว่าแต่ละกระทรวง ทบวง กรม ต้องแถลงให้ประชาชนเข้าใจด้วย เพราะว่าสิ่งที่อ่านไปอย่างเดียว หรือวันนี้สภามัวแต่ซักฟอก ซึ่งผมคิดว่าน่าจะผิดห้วงเวลา ไปซักฟอกในเรื่องคุณสมบัติของนายกรัฐมนตรีก็ดี หรือรัฐมนตรีบางท่านก็ดี ผมคิดว่าท่านไปใช้เวลา ในฐานะสมาชิกวุฒิสภาก็อยากฝากว่า ท่านไปใช้เวลาตอนยื่นการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจโดยการลงมติหรือเปิดอภิปรายทั่วไป ตามมาตรา ๑๕๑ มาตรา ๑๕๒ เถอะครับ วันนี้อยากให้สภาเดินหน้าต่อ แล้วก็ขออนุญาตว่า ถ้าทางฝ่ายค้านก็ดี ฝ่ายรัฐบาลก็ดี หรือสมาชิกวุฒิสภาก็ดี เราจะพยายามพูดให้พี่น้อง ประชาชนได้รับทราบเข้าใจถึงนโยบายของรัฐบาล ซึ่งจะต้องดำเนินการใน ๑๒ เรื่องเร่งด่วน ผมคิดว่าปัญหาไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่รัฐบาล ท่านนายกรัฐมนตรีได้นำแถลงไปแล้ว ทั้งเรื่องการปรับปรุงระเบียบกฎหมายที่จะเอื้อต่อการทำธุรกิจในชีวิตประจำวันก็ดี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการส่งเสริมระบบธรรมาภิบาลในการบริหารราชการภาครัฐ ส่งเสริม พัฒนากลไกให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาและตรวจสอบภาครัฐ อันนี้เป็นเรื่องสำคัญ อีกประการหนึ่งที่ผมคิดว่าประชาชนจะมีส่วนร่วมได้ นอกเหนือจากเรื่องที่รัฐบาลกำหนด เป็นนโยบายเร่งด่วน ๑๒ เรื่อง ซึ่งเรื่องสำคัญ ๆ ผมคิดว่าไม่น่าจะต้องเรียงตาม ๑-๑๒ รัฐบาลมีเวลาน้อยในเรื่องของการฮันนีมูน พีเรียด (Honeymoon Period) เพราะฉะนั้น เมื่อมีเวลาน้อยผมคิดว่าผลสัมฤทธิ์ ๑ ปีต้องดำเนินการให้เห็นผลได้นะครับ อันนี้ ก็ฝากประชาสัมพันธ์และทำความเข้าใจด้วยนะครับ
ในส่วนของสิ่งที่รัฐบาลในอดีตต้องยอมรับนะครับว่าต่อเนื่องกันมาในภาวะ พิเศษนั้นแก้ปัญหาจากเหตุวิกฤตทางการเมือง เมื่อวิกฤตการเมืองเกิดขึ้น ไม่ว่าท่านจะ กล่าวหาอย่างไรก็ตามบ้านเมืองเดินหน้ามาได้แล้วครับ แล้วผมก็ไม่อยากเห็นบ้านเมือง กลับไปสู่ที่เดิมอีก เราเสียเวลา ๑๔-๑๕ ปีที่ผ่านมาในการที่เกิดวิกฤตความขัดแย้ง ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มสีต่าง ๆ ความขัดแย้งและการติดกับดักทั้งรายได้ปานกลาง ติดกับดักเรื่อง การไม่สามารถพัฒนาประเทศต่อไปได้ ประเทศเพื่อนบ้านเขาไปไกลแล้ว เพราะฉะนั้น สิ่งที่รัฐบาลเดินหน้ามาแล้วและควรจะต่อยอด ผมขออนุญาตบอกในสิ่งที่ดี ๆ ไปยัง พี่น้องประชาชนให้ได้รับรู้รับทราบกันบ้างนะครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของวันนี้ประเทศไทย มีสิ่งดี ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเงินคงคลังที่มากเป็นอันดับที่ ๑๒ ของโลกถึง ๒๔๐,๐๐๐ ล้านบาท ความจริงมากพอ ๆ กับเยอรมันเลยนะครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของประเทศไทยติดอันดับ ของดูอิง บิสซิเนส (Doing Business) หรือความน่าจะเป็นน่าสนใจที่จะมาลงทุน ในการประกอบธุรกิจ ประเทศไทยติดอันดับรายได้จากการท่องเที่ยวอันดับ ๔ ของโลก ซึ่งก็แซงโตเกียว แซงกัวลาลัมเปอร์ แซงฮ่องกง และกรุงเทพมหานครก็เป็นอันดับ ๑ ในเอเชียที่มีการแข่งขันทางการท่องเที่ยวไม่แพ้ลอนดอน ประเทศไทยติดอันดับ ๙ ของมรดกวัฒนธรรมในเรื่องต่าง ๆ มากมาย เราเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีคุณค่า เพราะฉะนั้น สิ่งที่รัฐบาลแถลงนโยบายมันต้องทำต่อก็คือการต่อยอดของธุรกิจท่องเที่ยว ซึ่งให้ได้ นักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพ อันนี้ผมคิดว่าเป็นเรื่องสำคัญ นอกจากนั้นประเทศไทย ยังมีเรื่องของดัชนีประสิทธิภาพระบบสุขภาพ หรือเฮลท์แคร์ เอฟฟิเชียนซี อินเดกซ์ (Healthcare Efficiency Index) ซึ่งจัดให้เราเป็นอันดับ ๗ ของโลก เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ คือสิ่งดี ๆ ที่ผมอยากเรียนว่า สิ่งที่เรากังวลกันว่าเกิดปัญหาขึ้นในรัฐบาลในสภาผมคิดว่า เป็นสิ่งที่เราต้องให้ประชาชนได้รับทราบว่าเมื่อได้ดำเนินการมาแล้วและควรดำเนินการต่อไป นั้นมีอะไรบ้าง นอกเหนือจากเรื่องของการที่จะต้องทำเรื่องที่รัฐบาลเขียนไว้ในนโยบาย เร่งด่วนสวัสดิการและลดความเหลื่อมล้ำ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่รัฐบาลได้ดำเนินการ เรื่องบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ การจัดเงินอุดหนุนการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิดในครอบครัว เรียกว่า จากครรภ์มารดาเลยนะครับ ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว การออกพระราชบัญญัติภาษีมรดก ซึ่งได้ดำเนินการสำเร็จในอดีตของรัฐบาลที่แล้ว และสภานิติบัญญัติแห่งชาติก็ต้องถือว่า จะต้องดำเนินการต่อไป โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐต่อเนื่องโดยปรับปรุงในรายละเอียด ประเมินผล ดำเนินการอย่างสม่ำเสมอ แล้วก็ดูแลถึงสวัสดิการเด็กปฐมวัย เร่งเตรียมความพร้อมของกลุ่มแรงงานความเสี่ยงต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้น เพราะขณะนี้ ประเทศไทยก็กำลังสู่สังคมสูงวัย ซึ่งมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องดำเนินการเตรียมพร้อม รับคนสูงวัยที่มีอายุยืน ซึ่งมีตัวเลขเฉลี่ยว่าคนไทยอาจจะอายุยืนถึง ๑๐๐ ปี ในเร็ว ๆ นี้นะครับ เพราะฉะนั้นสิ่งสำคัญที่สุดคือทำอย่างไรที่จะใช้เทคโนโลยี ที่ท่านนายกรัฐมนตรีกับคณะรัฐมนตรีได้วางรากฐานไว้ส่วนหนึ่ง ที่หลายท่านบอกว่า ได้เขียนในนโยบายขณะนี้ที่แถลงมานี่เป็นรูปธรรมหรือไม่ ผมยังอยากฟังท่านรัฐมนตรี ได้อธิบายให้เป็นรูปธรรมว่าจะดำเนินการอย่างไร จะอิมพลีเมนต์ (Implement) อย่างไร ให้เกิดประสิทธิผล และมันเป็นสังคมยุคใหม่จริง ๆ ที่วันนี้โลกข่าวสารทั้งโซเชียล (Social) ก็ดี ที่มีเฟกนิวส์ (Fake news) มีทั้งบิ๊กดาต้า (Big Data) ที่จำเป็นทั้งหลายทั้งปวง จะต้องเกิดการวางรากใหม่ทั้งหมดจะทำอย่างไร ท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงพาณิชย์ได้ชี้แจงไปแล้วเรื่องของการแก้ปัญหา อยากฟังท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังได้ช่วยดูแลในเรื่องภาคหอการค้า ภาคอุตสาหกรรม แล้วก็รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงอุตสาหกรรมได้พูดถึงเรื่องของการสนับสนุนดูแลเรื่องการส่งออก เรื่องค่าเงินบาท ซึ่งวันนี้แข็งตัวมาก อย่างนี้เป็นต้น ผมคิดว่าสิ่งเหล่าเป็นสิ่งที่ประชาชนเขาฝากมาครับ ว่าเขาอยากเห็นการอภิปรายนโยบายรัฐบายให้ลงรายละเอียดแบบนี้ อันนี้ฝากไปยัง ท่านรัฐมนตรีว่า เดี๋ยวถ้ามีจังหวะห้วงเวลาท่านช่วยอธิบายลงรายละเอียด แทนที่จะตอบคำถามหรือต้องโต้ไปโต้มา ขณะเดียวกันก็ต้องขออนุญาตฝ่ายค้านและทุกท่านเรื่องคุณสมบัติ เรื่องแก้รัฐธรรมนูญ ซึ่งความจริงรัฐบาลได้ใส่ไว้ในเรื่องนี้ ผมกราบเรียนว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่แก้ได้ครับ รัฐธรรมนูญ แต่ถามว่าแก้เมื่อใด แก้วันใดจึงเหมาะสม ผมคิดว่าต้องพูดกันในระยะยาว รัฐธรรมนูญฉบับนี้หลายท่านอาจจะพาดพิงว่า ส.ว. ซึ่งผมเป็น ส.ว. แล้วก็พยายามที่จะอดทน อดกลั้น ส.ว. ก็เป็นส่วนหนึ่งของสภา รัฐธรรมนูญนี้เขียนในบทเฉพาะกาลให้เราเข้ามา มีส่วนร่วมในการปฏิรูปประเทศ รัฐธรรมนูญเขียนให้เรามามีส่วนร่วมในการเลือก นายกรัฐมนตรีตามบทเฉพาะกาลเท่านั้นครับ ประเทศเดินหน้าไปได้จากนี้ ส.ว. ชุดนี้ ก็หมดไปครับ ต้องให้ความเป็นธรรมกับเราด้วยนะครับที่ท่านอภิปรายพาดพิงหลายครั้ง หลายหน ผมสะท้อนความรู้สึกของเพื่อนสมาชิกมาอธิบายกับท่านด้วยว่า เมื่อเราเป็นสภาแล้ว ไม่ว่าจะมาจากการสรรหาแบบ ส.ว. ๒๕๐ ท่าน ซึ่งท่านประธานผมก็มาจากการสรรหา ของ ส.ว. ด้วยนะครับ ต้องฝากให้ช่วยกันพิจารณาที่จะทำงานร่วมกันด้วย สภาผู้แทนราษฎร ๕๐๐ ท่าน จะมาจากพรรคใดก็ตามผมก็เห็นว่ามาด้วยกระบวนการการเลือกตั้งแล้ว วันนี้ต้องทำงานร่วมกัน อยากเห็นการอภิปราย อยากเห็นการเดินหน้าในการทำงานร่วมกันไป เพื่อไม่ให้เกิดเหตุสะดุดอีก เพราะฉะนั้นที่รัฐบาลเขียนไว้ในเรื่องเร่งด่วนเรื่องแก้รัฐธรรมนูญนี่ ผมไม่ได้ขัดครับ แต่ผมคิดว่าจังหวะที่ยังไม่เหมาะสมนั้นยังมีอีกหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น เรื่องของการต่อยอดให้รัฐบาลเดินหน้าไปก่อน เศรษฐกิจปากท้องของพี่น้องประชาชน กำลังรออยู่ เงินในกระเป๋าแฟบ ภัยแล้งกำลังเกิดขึ้น ราคาสินค้าการเกษตรตกต่ำ เศรษฐกิจ โลกมีปัญหา ไทยต้องสู้ได้ เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องให้โอกาสมีฮันนีมูน พีเรียด (Honeymoon period) ให้รัฐบาลก่อนครับ อย่างน้อย ๖ เดือน ที่เหลืออีก ๖ เดือน ครบ ๑ ปี ท่านแสดงผลให้ประชาชนทราบ แล้วจากนั้นผมคิดว่าท่านนายกรัฐมนตรีที่มี พรรคร่วมรัฐบาลก็อยากพูดเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญค่อยมาพูดกัน เพราะรัฐธรรมนูญแก้ได้ มีแบบแก้ง่าย มีแบบแก้ยาก และมีแบบแก้ไม่ได้ ส่วนไหนที่แก้ยากท่านจะเสนอก็ต้องไปถาม ประชามติ อย่างไรก็ตามในช่วง ๕ ปีแรกผมคิดว่าในฐานะ ส.ว. ต้องพูดแทนนี่ก็ต้องมาทำหน้าที่ ร่วมกับท่าน เพราะฉะนั้นการให้เกียรติซึ่งกันและกันในการร่วมทำงานในสภานี้เป็นสิ่งสำคัญ
สุดท้ายครับท่านประธานครับ ผมมีความหวัง และยังเชื่อมั่นว่าสังคมนั้น มีความคาดหวังต่อรัฐบาล ต่อสภาแห่งนี้ในการเดินหน้าขับเคลื่อนประเทศต่อ แม้ว่า สภาผู้แทนราษฎร รัฐบาลอาจจะมีเสียงปริ่มน้ำ อาจจะมีเสียงก้ำกึ่ง วุฒิสภาที่มาจากการ สรรหาก็เป็นส่วนหนึ่งที่จะมาช่วยโดยเฉพาะเรื่องของการปฏิรูปใน ๕ ปีเท่านั้น ถ้าประเทศ เดินหน้าต่อไปได้จาก ๕ ปีที่แล้วซึ่งเคยเกิดปัญหามา ๑๕ ปีก่อนหน้านั้น แล้วเดินต่ออีกไปได้ อย่างน้อย ๕ ปี รัฐบาลนี้อยู่ ๔ ปี แล้วท่านนายกรัฐมนตรีกับคณะรัฐมนตรีเดินหน้า มีประสิทธิผลไม่ทุจริตคอร์รัปชัน โปร่งใส ประชาชนมีส่วนร่วม เห็นเป็นรูปธรรมและทำให้เกิด ความเข้าใจในสังคมได้ ผมเชื่อว่าสังคมโลกก็จะให้โอกาสประเทศไทย สภาแห่งนี้ต้องร่วมมือ กันครับ ผมเรียกร้องว่าถ้าท่านร่วมมือกันแล้วเดินหน้าประเทศไปได้นี่ ท่านนายกรัฐมนตรี จะพาประเทศไทยสู่ศตวรรษที่ ๒๑ ซึ่งผมเชื่อว่าเราต้องรับมือและต้องเดินไปให้ได้จริง ๆ แล้วเราต้องไม่ย้อนกลับอีก ประวัติศาสตร์บอกแล้วว่า ๑๔-๑๕ ปีเราเสียเวลาไปมากแล้วกับ ความขัดแย้ง ผมเชื่อว่าเหตุการณ์เหล่านั้นจะไม่เกิดขึ้นอีกถ้าพวกเราร่วมมือกัน ก็ขออนุญาต เป็นกำลังใจ ต้องถือว่าวันนี้มาเป็นกำลังใจนะครับ แต่ทำหน้าที่ในฐานะ ส.ว. ที่จะตรวจสอบ การทำงานของรัฐบาลด้วย ก็ถือว่าช่วยพี่น้องประชาชนในการช่วยกันทำงาน แล้วก็เรื่องใด เป็นเรื่องที่ชมผมก็จะชื่นชม เรื่องไหนที่เป็นเรื่องที่ต้องติก็จะต้องติจริง ๆ ครับ แล้วผมคิดว่า ความโปร่งใส การให้ประชาชนมามีส่วนร่วมจะทำให้ท่านได้รับการชื่นชม และผมเชื่อว่า ท่านนายกรัฐมนตรีได้เสียสละพาบ้านเมืองมาได้ขนาดนี้ แล้วท่านสมาชิกทุกท่านก็จะร่วมมือกัน ต่อไปครับ อยากเห็นบรรยากาศ ขออนุญาตเรียกร้องนะครับ ในการเดินหน้าสภาวันนี้ ต่อไปนี้ขออนุญาตท่านประธานว่าช่วยกันเดินหน้าไปเถอะครับ เพราะว่าท่านนายกรัฐมนตรี ได้แถลงนโยบายต่อสภาเรียบร้อยแล้ว ความจริงถ้าหยุดการประชุมไปก็ไม่ได้หมายความว่า ท่านจะไม่มีความพร้อมในการทำงาน ท่านทำได้เลยนะครับ เพียงแต่ว่าภาพที่เคยเห็นมาตลอด ว่าสภาบางครั้งต้องปิดประชุมนายกรัฐมนตรี ๒ คนแถลงต่างที่ ต่างกรรม ต่างวาระ แล้วใช้เวลา แป๊บเดียวแล้วหนีออกจากสภา ผมไม่อยากเห็นบรรยากาศอย่างนั้นเกิดขึ้นอีก สภาแห่งนี้ อยากเห็นความร่วมมือทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้านทำหน้าที่แถลง ๒ วันตามที่ท่านประธานรัฐสภา กำหนด เราก็เดินหน้าประเทศได้ สังคมก็ไม่เกิดความขัดแย้ง ประชาชนก็จะมีความหวัง ก็ขออนุญาตใช้เวลาเพียงเท่านี้แล้วฝากความหวังกับท่านสมาชิกรัฐสภาทุกท่าน กราบขอบพระคุณครับ