สมคิด ชี้เศรษฐกิจถดถอย-เสนอฟื้นฟูผ่านอุตสาหกรรมใหม่และอีอีซี

รัฐสภา · ครั้งที่ ๓ · ๒๕ กรกฎาคม ๒๕๖๒

สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ระบุปัญหาเศรษฐกิจถดถอยและความไม่มั่นคงทางการเมืองในอดีต พร้อมเสนอแนวทางฟื้นฟูผ่านนโยบายระยะยาวและการกระตุ้นความเชื่อมั่น โดยชี้ว่าการลดต้นทุนในการโอนเงินทั้งระบบมีมูลค่าสูงมากและไม่ใช่ประเด็นที่ต้องนำมาพิจารณา ในส่วนของการพัฒนาเศรษฐกิจ เสนอการพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าเพื่อการส่งออก การส่งเสริมเมืองรองและชุมชนเข้มแข็งเพื่อเชื่อมโยงการท่องเที่ยวกับการเกษตรผ่านโครงสร้างพื้นฐาน เช่น รถไฟและถนน พร้อมทั้งผลักดันโครงการอีอีซีเพื่อสร้างอุตสาหกรรมใหม่ ลดมลภาวะ และลดภาระงบประมาณรัฐบาลผ่านการร่วมลงทุนกับเอกชน

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี

ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรตินะครับ ผมต้องขออนุญาตขอบคุณท่าน ส.ว. สมชาย แสวงการ ที่ท่านได้กรุณาขึ้นมากล่าวให้กำลังใจทุกคนในการทำงานร่วมกันนะครับ ผมก็นั่งฟังตั้งแต่เช้าถึงขณะนี้ จริง ๆ แล้วคนที่อภิปรายหลายท่านผมก็ได้รู้จัก คือถ้าไม่เหลือบ่ากว่าแรงเราก็ยินดีรับฟังอยู่แล้วนะครับ ในทุกคำอภิปราย ในทุกคำวิจารณ์ ในทุกคำติเตียน ผมน้อมรับในฐานะที่เคยดูแลสิ่งเหล่านี้มา ๔-๕ ปีที่ผ่านมา จะรับไว้สำหรับ ประกอบการทำงานในอนาคตข้างหน้า แต่ผมอยากจะเรียนอย่างหนึ่งนะครับท่าน ผมเคยอยู่ในการเมืองตั้งแต่สมัยโน้น คุณพี่สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ผมก็คุ้นเคยกันนะครับ เราอยู่ในพรรคไทยรักไทยร่วมกัน ๖ ปี มันก็ไม่ใช่ของง่ายตั้งแต่หลังมีวิกฤตการณ์ ต้มยำกุ้ง ผมเรียนท่านอย่างหนึ่งเลยว่า การบริหารราชการแผ่นดินโดยเฉพาะอย่างยิ่งบริหาร เศรษฐกิจของประเทศมันไม่ใช่ของง่ายเลยนะครับ เมื่อเช้านี้ท่านบอกว่าสิ่งสำคัญก็คือว่า ๑. เรื่องนโยบาย ๒. คือคนที่จะขับเคลื่อน แต่จริง ๆ แล้วปัญหาเมืองไทยมันมากกว่า การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า มันมีปัญหาอย่างที่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติท่านได้กล่าวไว้ มันเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างจริง ๆ ซึ่งถ้าไม่เปลี่ยนแปลงมันโอกาสที่จะทำให้ทุกอย่างดีขึ้น มันก็ไม่ง่ายอย่างที่เราคิด ๆ กัน สมัยที่เกิดวิกฤตต้มยำกุ้งเราใช้เวลา ๔ ปีอย่างน้อย จาก ๖ ปี ที่ผมอยู่ตอนนั้นกว่าจะฟื้นฟูวิกฤตต้มยำกุ้งขึ้นมาได้ แล้วรัฐบาลในสมัยนั้นก็ต้องการ เปลี่ยนแปลงประเทศให้ดีขึ้น แต่โอกาสในการขับเคลื่อนยากมากเพราะว่า

ประการที่ ๑ การขับเคลื่อนต้องมีนโยบายระยะยาว ลงพื้นฐานที่แข็งแกร่ง มันถึงจะยั่งยืนได้ แต่ว่าการเมืองระบบรัฐสภาของเราแป๊บเดียวก็เลือกตั้ง แป๊บเดียวรัฐบาล ก็ล่ม ฉะนั้นนโยบายส่วนใหญ่มันก็เลยออกมาเชิงที่ค่อนข้างจะระยะสั้นเพื่อเรียกร้องคะแนน นิยม โอกาสจะทำหลาย ๆ สิ่งยากมาก ฉะนั้นใน ๖ ปีที่เสียไปนี่นะครับ ทำได้อย่างเก่งก็คือ ฟื้นฟูประเทศหลังต้มยำกุ้ง แต่เคยมีความพยายามหลายครั้งที่จะลงทุนในเมกะโปรเจกต์ (Megaproject) ผมจำได้เลยว่าในช่วงท้ายของสมัยนั้นได้มีการเรียกประชุมทูตทั่วโลกมาที่ ตึกนารีสโมสร เพราะต้องการลงทุนในเมกะโปรเจกต์ (Megaproject) เพราะเรารู้ว่าเรา ล้าหลังไปมาก แต่ไม่ทันการณ์ มันก็เกิดมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเกิดขึ้นมา ผมหายไป ๑๐ ปี ผมเข้ามาอีกครั้งหนึ่งเพราะว่าท่านนายกรัฐมนตรีประยุทธ์ท่านให้ผมมาช่วยเป็น ที่ปรึกษาท่านนะครับ ผมเรียนท่านอย่างนี้นะครับว่า อันนี้ไม่มีการว่ามาพาดพิงถึงใครนะครับ ในช่วงเวลาปีที่ผมเข้ามาเป็นที่ปรึกษาของ คสช. ท่านประยุทธ์ ผมเรียนท่านว่าเศรษฐกิจ ในขณะนั้นไม่ดีนะครับ ผมเรียนท่านว่าถ้าเหมือนชีพจรมันเต้นแผ่วนะครับ มันไม่แผ่ว ได้อย่างไร ในยุคก่อนหน้าที่ คสช. เข้ามา ท่านลองหลับตานึกภาพดูว่ามันเป็นอย่างไร บ้านเมืองมันก็จลาจลวุ่นวายนะครับ อย่าไปโทษเลยว่าฝ่ายไหนเป็นฝ่ายผิด หลังจากนั้น ก็มีน้ำท่วมใหญ่เกิดขึ้นมา ความเสียหายมหาศาลเลย แต่เราไม่โทษใคร มันเป็นสิ่งที่เราถือว่า เป็นโชคร้ายของประเทศไทย แต่หลังจากนั้นเพียงปีหนึ่งหลังน้ำท่วมใหญ่ จีดีพี (GDP) มันขึ้นไปถึง ๗.๒ เปอร์เซ็นต์ เพราะว่าปีที่เกิดน้ำท่วมใหญ่นั้นมันติดลบมันหดตัว แต่หลังจากนั้นจาก ๗.๒ เปอร์เซ็นต์ มันลงมาเหลือแค่ ๒.๗ เปอร์เซ็นต์ มันลงมาเหลือแค่ ๑ เปอร์เซ็นต์ แล้วมันลงมาติดลบที่ ๐.๔ เปอร์เซ็นต์ ในไตรมาส ๑ ของปี ๒๕๕๗ ก่อนที่ คสช. จะเข้ามา เงินเฟ้อนี่ต่ำกว่า ๐ ในขณะนั้น หมายความชีพจรมันแผ่ว ความมั่นใจทั้งหลายไม่มีเหลือแล้ว นักท่องเที่ยว ที่เราว่ากันหลีกเลี่ยงเมืองไทย เพราะว่ามันเกิดความไม่ปลอดภัยและประเทศ ก็บอกว่าแนะนำให้นักท่องเที่ยวหลีกเลี่ยงการมาเมืองไทย การส่งออกขณะนั้น ก็หดตัวตลาดโลกไม่ค่อยดีเลยครับ หดลงไป ๓ เปอร์เซ็นต์บ้าง ๒ เปอร์เซ็นต์บ้าง นี่เป็นธรรมชาติ แต่การหดตัวนั้นผมจะเรียนท่านเลย เมื่อสักครู่นี้สมาชิกท่านหนึ่ง ได้กล่าวขึ้นมา ปัญหามันใหญ่กว่าที่คิดนะครับ ไม่ใช่ว่าง่าย ๆ ที่จะมาแก้กัน เรื่องของการลงทุน น้อยมาก เพราะว่าใครจะมาลงทุนในขณะนั้น พื้นถนนก็มีแต่ม็อบ ความปลอดภัย ไม่มี เศรษฐกิจถดถอย ที่เมื่อเช้าพี่สมพงษ์บอกว่า เราเป็นซิก แมน ออฟ เอเชีย (Sick man of Asia) ใช่ไหมครับ ตอนนั้นเป็นเรียล ซิก แมน (Real sick man) เลยท่านผมจะบอกให้รู้ แต่ผมไม่โทษใครนะ ขณะนั้นเวลาที่เขาพูดถึงซิก แมน ออฟ เอเชีย (Sick man of Asia) เขาหมายถึงประเทศจีน ประเทศจีนซึ่งสมัยก่อนลำบากยากเข็ญ ติดยากันทั้งประเทศ ติดฝิ่น แต่หลังจากนั้นเขาไล่มาสู่ที่ประเทศฟิลิปปินส์ แต่วันที่เขาเรียกเราว่าเป็นซิก แมน ออฟ เอเชีย (Sick man of Asia) คือวันที่ประเทศฟิลิปปินส์เขาบอกว่าเขาฟื้นแล้วในขณะนั้น ตอนนั้น เมืองไทยสับสนวุ่นวายมาก นั่นละครับ ซิก แมน ออฟ เอเชีย (Sick man of Asia) ฉะนั้น ถ้าวันนั้นสภาพการณ์เป็นอย่างนั้น ท่านลองนึกดูว่าเมืองไทยมีอนาคตหรือไม่ ไม่มีใครอยากเป็น เมื่อสักครู่ท่านสมชายบอกแล้วว่ามันเกิดจากการทะเลาะกัน มันตีกัน มันไม่เข้าใจกัน ทุกอย่าง มันเกิดความจลาจลไปหมดเลย แต่หลังจากนั้นท่านบอกว่า ๕ ปีที่ผ่านมาไม่มีอะไรดีเลย เละเทะจริงหรือเปล่า ผมไม่โต้เถียงท่านนะครับ จะว่าเละเทะก็เละเทะ ประวัติศาสตร์จะเป็น เครื่องชี้นำเลยว่าใครผิด ใครถูก ตอนที่เข้ามาผมประกาศกับทีมเศรษฐกิจ ซึ่งวันนี้หลายคน ไม่ได้เข้ามาในนี้ เขาไม่มีโอกาสพูด ผมพูดแทนให้ วันนั้นผมประกาศว่ามีอยู่ ๒ อย่าง ที่เราต้องการทำ ๑. จะให้เศรษฐกิจตกต่ำอย่างนั้นไม่ได้ ติดลบอย่างนั้นไม่ได้ เพราะว่า ความมั่นใจหายไปมันดึงขึ้นมายากมาก ฉะนั้นสิ่งที่พยายามทำในช่วงปีแรกก็คือว่ากระตุ้น เศรษฐกิจ ถ้าไม่จำเป็นก็ไม่อยากจะกระตุ้น มันใช้เงินใช้ทอง ทุกมาตรการไม่ว่าจะเป็นของ รัฐบาลเก่า รัฐบาลใหม่ ผมใช้ทั้งนั้น ผมเรียนท่านนายกรัฐมนตรีท่านนายกรัฐมนตรีอนุมัติ กองทุนหมู่บ้านตอนนั้นใคร ๆ ก็บอกว่าต้องยุบทิ้ง ท่านนายกรัฐมนตรีไม่ยุบ เพราะว่ากองทุน หมู่บ้านนั้นคือกระดูกสันหลังที่แข็งแรงมากในประเทศของเรา ไม่มีใครเป็นเจ้าของ คนไทย เป็นเจ้าของ ในขณะนั้น ๓๐ บาท ไม่เลิก เพียงแต่ว่าจะต้องพัฒนาให้มันดีขึ้น จำนำข้าว เลิกแน่ ไม่ใช่เพราะมันไม่ดี แรก ๆ มันใช้ได้ หลัง ๆ มันเพี้ยน เกินไป เกินจนกระทั่งข้าว มันเต็มโกดัง ๑๗ ล้านตัน กดดันให้ราคาข้าวตกต่ำทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย อันนี้ เป็นเรื่องที่มันเกิดขึ้นมาแล้วมันน่าเศร้า แต่หลังจากนั้นรัฐบาลก็พยายามทำงาน ผมได้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังที่ดี ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมที่ดี แล้วก็มีเพื่อนร่วมงานดี ๆ หลายคนเลยทีเดียว พยายามอย่างหนักจริง ๆ แล้วผลเป็นอย่างไร ท่านก็เห็นตัวเลขอยู่แล้วว่าเป็นอย่างไร เมื่อสักครู่นี้สมาชิกท่านหนึ่งก็ได้กล่าวขึ้นมาแล้ว จาก ๑ เปอร์เซ็นต์ เป็น ๓ เปอร์เซ็นต์ ไล่ขึ้นไปถึง ๔ เปอร์เซ็นต์ ปี ๒๕๖๑ ไตรมาส ๑ ๔.๘ เปอร์เซ็นต์ท่าน แต่อันนี้ไม่ใช่คุย แล้วก็ไม่ได้ดีใจ ผมเคยประกาศพูดให้สัมภาษณ์บอกว่า อย่าฝันเลยว่ามันจะได้เกิน ๕ เปอร์เซ็นต์ หรือจะยืนอยู่อย่างนี้ได้ถ้าท่านไม่ปฏิรูป มันจะยืนอยู่ได้อย่างไรท่านครับ ท่านดูสิ ส่งออกไม่ใช่ว่าเพิ่งจะมาตกตอนนี้นะ ขึ้นมาสูงมากเลยในช่วงปี ๒๕๖๑ เกินดุล ตั้งเท่าไร แต่ว่าพอเศรษฐกิจโลกไม่ดีเท่านั้นเอง ติดลบทันที สมัยโน้นรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ที่ก่อนหน้านี้ก็เหมือนกันไปได้ดี ถึงเวลาเศรษฐกิจโลกไม่ดีติดลบทันที ไม่ติดลบได้อย่างไร ท่านไปดูตัวเลขสินค้าซึ่งเราส่งออกสิ ชิ้นส่วนยานยนต์ ชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ สินค้าเกษตร พื้นบ้านธรรมดานี่ละ ปิโตรเคมีเคิล (Petrochemical) มีอยู่ ๔-๕ อย่างนี่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา พอมาถึงครั้งนี้เจ็บหนักเพราะอะไร เพราะประเทศจีนกับประเทศสหรัฐอเมริกามีปัญหากัน ซัปพลายเชน (Supply Change) สมัยนี้ไม่เหมือนสมัยก่อนซัปพลาย เชน (Supply Change) ไปทั้งเอเชีย ไปทั้งโลก สินค้าเหล่านี้ที่ผมเอ่ยชื่อขึ้นมาเป็นสินค้าหลักของประเทศจีน อิเล็กทรอนิกส์ พวกนี้ประเทศจีนทั้งนั้น เราเป็นซัปพลาย เชน (Supply Change) ของเขา ท่านดู ประเทศสิงคโปร์ไตรมาสที่ผ่านมา สินค้าซึ่งไม่ใช่น้ำมันติดลบถึง ลบ ๑๗ เปอร์เซ็นต์ ประเทศสิงคโปร์เป็นอย่างนี้ต่อ ๆ ไปตีลังกาเหมือนกัน ฉะนั้นปัญหาสินค้าของเรามีอยู่ไม่กี่อย่าง เป็นสินค้าที่แอสเซมบลี ไลน์ (Assembly line) กินแค่ส่วนต่าง การที่มารับจ้างผลิต สินค้า เกษตรของเราก็เป็นสินค้าเกษตรดิบ ๆ ไม่เคยยกระดับ ไม่เคยเกรเชียส (Gracious) เทคโนโลยี สิ่งเหล่านี้อยู่ ๆ จะให้ดีขึ้นมาเป็น ๕ เปอร์เซ็นต์ เอาที่ไหนมาได้ เพราะ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ของ จีดีพี (GDP) คือการส่งออก คือเน็ต (Net) ส่งออกนี่ละ ท่านลองดูสิว่านอกจากส่งออกแล้วมีอะไร ท่องเที่ยว ถ้าท่านมีแต่ต่างประเทศมานั่งอาบแดดอยู่ทุกวันนี้ผมถามว่าคนไทยได้ประโยชน์ อะไร สิ่งแวดล้อมเสียหมด ทางเดียวก็คือต้องปฏิรูปการท่องเที่ยวว่าจะทำอย่างไรให้สามารถ สร้างรายได้ไปถึงทุกหมู่บ้านได้ สามารถรักษาสิ่งแวดล้อมได้ อันนี้คือสิ่งที่ต้องปฏิรูป ร่วมกันใช่หรือไม่ การลงทุนผมถามท่านหน่อยว่า ก่อนหน้าที่เกิดรัฐประหารคนหนีการลงทุน ทั้ง ๆ ที่เมืองไทยน่าลงทุนจะตายไป แต่ ณ จุดนั้นคู่แข่งเรามาแล้ว ประเทศเวียดนามเอย ประเทศพม่าเอย มาแรงมากตอนนั้น ประเทศฟิลิปปินส์เอย ผมถามท่านว่าเรากินบุญเก่า ประเทศมา ๓๐ ปี ตั้งแต่สมัยป๋าเปรมนะ แหลมฉบัง มาบตาพุด ไม่เคยมีการเปลี่ยนแปลง อะไรเลยในช่วงเวลา ๓๐ ปีที่ผ่านมา ถ้าท่านไม่สร้างสิ่งใหม่ ๆ ที่สามารถจูงใจให้นักลงทุน ต่างประเทศมาที่เมืองไทยได้ จะมีทางได้อย่างไรที่อยู่ ๆ จะให้เขาเข้ามาลงทุนในเมืองไทย เรามีอะไรดีกว่าประเทศเวียดนาม ดีกว่าประเทศพม่า ค่าแรงเราก็แพงกว่าเขา เทคโนโลยี เราก็ครึ่ง ๆ กลาง ๆ ถ้าคุณไม่ปฏิรูปประเทศไทยจะมีอะไรที่จะพัฒนาเข้ามาได้ ที่ซ้ำร้ายที่สุด ก็คือว่าอนาคตข้างหน้าขณะนี้อย่างที่ท่านกล่าวมาแล้วในหนังสือที่แจกนโยบาย สังคมเปลี่ยน เทคโนโลยีเปลี่ยน พฤติกรรมคนเปลี่ยน การผลิตเปลี่ยน การค้าเปลี่ยน แล้วถ้าเราไม่เปลี่ยน ตามสิ่งเหล่านี้ให้ทัน ท่านคิดว่าเราอยู่ได้หรือไม่ อันนี้เป็นเรื่องที่หนักใจมากในบรรดา คนที่ทำงานอยู่นะครับ อันนี้ก็เรียนตามความสัตย์จริง แต่เราก็พยายามวางรากฐานเอาไว้ว่า เราไม่ใช่แค่ว่าเห็น จีดีพี (GDP) โตแล้วก็ดีใจ เราพยายามวางรากฐานเพื่อการเปลี่ยนแปลง ในสิ่งเหล่านี้ ข้อแรกเลยทีเดียว เรื่องความเหลื่อมล้ำ ความเหลื่อมล้ำถ้ามีมากอยู่ไม่ได้ สังคมตีกัน เพราะคนจนเวลาจนมาก ๆ แล้ว เขาจะไม่ฟังเหตุผลแล้ว หยิบเบี้ยใกล้มือ จะเอาเงินนี้ไว้ก่อนแล้ว ผมถามท่านจริง ๆ เถอะ ในช่วงที่ผ่านมา ๔ ปี ๕ ปีนี้ ถ้าท่านเป็นธรรมกับรัฐบาลสักหน่อยหนึ่ง ข้าวราคาก็ตกต่ำ สินค้าเกษตรทั่วโลกตกต่ำทั้งนั้น ข้าวแย่กว่าเพื่อนเพราะว่ามีแรงกดดันจากข้าวในสต๊อก (Stock) มหาศาลทีเดียว เราจะไม่โทษว่า ใครทำอะไรไว้ ใครทำอะไรไว้ก็เป็นเรื่องของกรรมของแต่ละคน ยางตั้งแต่เราอยู่ สมัยพรรคไทยรักไทยนั่นละ ปลูกยางกันทั้งประเทศ ภาคอีสานก็ปลูก ภาคใต้ก็ปลูก ภาคเหนือก็ปลูก แต่ในช่วงที่ผ่านมาผมไม่ได้บอกว่าปลูกยางไม่ดี แต่เราไม่มีการเปลี่ยนแปลง การผลิตยางให้มีแวลู แอดเดด (Value added) เพิ่มเลย ซัปพลาย (Supply) มหาศาลเลย แวลู (Value) ต่ำ จะขายให้ใคร ไปเมืองจีนทีไรขายหน้าทุกที มีงานฝากว่าขอให้ประเทศจีนซื้อ ขอให้ประเทศจีนซื้อ ผมไม่ยอมพูดง่าย ๆ ว่าจะขอให้ประเทศจีนซื้อ ผมอยากจะทำสินค้า ให้ประเทศจีนนี้ต้องซื้อ ๑๕ ปีผ่านไปตั้งแต่ที่สมัยก่อนไปดิว (Due) เรื่องประเทศจีน ๑๕ ปีผ่านมาก็ยังต้องไปขอให้ เขาซื้อข้าว ซื้อยาง ผมขายหน้าพูดตรง ๆ เพราะฉะนั้นเราต้องพยายามเต็มที่ ก่อนอื่นเลย ชาวนา ท่านก็ทราบดีเกือบ ๓๐ ล้านคน จีดีพี (GDP) ไม่ถึง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ถ้า จีดีพี (GDP) ไม่ถึง ๑๐ เปอร์เซ็นต์เขาจะเอาส่วนแบ่งที่ไหนไปได้ มันน้อยมาก เพราะฉะนั้นพอเป็นอย่างนี้ ทางเดียวที่จะช่วยเขาได้ในระยะสั้น ทุกพรรคก็ใช้แล้วครับ พรรคเพื่อไทยใช้จำนำข้าว ทางพรรคประชาธิปัตย์ใช้ประกันรายได้ รัฐบาลที่ผ่านมาใช้วิธีเพิ่มรายได้ให้พอดี กับที่เขาคิดว่าเขาน่าจะอยู่ได้ แล้วก็พอมีพอกิน เราไม่รู้ว่าจะเรียกอันนั้นว่าอะไร จำนำ ยุ้งฉางหรือ ท่านจะเรียกอย่างนั้นก็ได้ ทุกคนเน้นไปที่เหตุการณ์เฉพาะหน้า ท่านบอกว่า เราไม่ได้ช่วยเหลือ อันนี้ไม่จริงนะครับ ผมไม่ทราบคุณลักษณ์ ธ.ก.ส. ยังอยู่ไหม รัฐมนตรี นั่งอยู่หรือเปล่า สารพัด ไม่ว่า ธ.ก.ส. ไม่ว่าเกษตร และทุกองค์กรต่างทุ่มเทไปที่คนจนทั้งสิ้น พยายามยกระดับราคาเขาขึ้นมาเท่าที่ทำได้ในขณะนั้น แต่ท่านก็ทราบราคาแค่นั้น มันไม่เพียงพอ ที่มีข่าวชาวนาฆ่าตัวตายที่จังหวัดนครปฐมมีใครดีใจบ้างไหม ทุกคน เสียใจหมด แต่มันเป็นสัจธรรมข้อหนึ่งที่บอกว่าราคาสินค้าที่เราผลิตขึ้นมานั้น ต่อให้เราช่วยเต็มที่แต่โครงสร้างทั้งระบบ ไม่ว่าปุ๋ย ไม่ว่าค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น ราคาทุกอย่าง ไม่เอื้ออำนวยเขาเลย ทำไมต่างประเทศรู้จักใช้สินค้าข้าวจากเราไปทำสินค้านานาประเภท ที่มีมูลค่าสูง ทำไมเขารู้จักแปรรูปสินค้าให้ดี ทำไมเขารู้จักสนับสนุนให้เกษตรกรเขาค้าขาย ผ่านอีคอมเมิร์ช (e-Commerce) ได้ สิ่งเหล่านี้เราพยายามเรียนรู้จากประเทศอื่น และพยายามนำเข้ามาในประเทศไทยที่เราทำอยู่ที่ผ่านมา ๔-๕ ปี สิ่งหนึ่งเลยที่เรามอง และเรากล้าทำลงไป คือเรารู้คนจนนี่จน สมัยก่อนเวลาที่เราจะช่วยเขา มันไปไม่ถึงเขา กระทรวงการคลังในขณะนั้นก็สร้างระบบพร้อมเพย์ (PromptPay) ขึ้นมา พร้อมเพย์ (PromptPay) มันมีประโยชน์ ๒ อย่างที่ยิ่งใหญ่มาก แต่ไม่เคยมีใครพูดเลยว่าสิ่งเหล่านี้มันดี

ข้อที่ ๑ มันลดต้นทุนในการทรานส์เฟอร์ (Transfer) เงินทั้งระบบ ปีหนึ่งไม่รู้ กี่หมื่นล้านบาท อันนั้นเราไม่ต้องพูดถึง

ข้ออ ๒ ก็คือว่าระบบพร้อมเพย์ (PromptPay) มันสามารถทำให้ทุกอย่าง ไปถึงมือชาวบ้านได้ ร้านค้าย่อยได้ ทั้งระบบหนีภาษีทั้งนั้น ทุกคนไม่ยอมจ่ายภาษีกัน แต่พร้อมเพย์ (PromptPay) เมื่อไปถึงแล้วคุณแค่รูดการ์ด (Card) ทุกอย่างมันก็จะอยู่ใน ระบบหมด สิ่งสำคัญก็คือว่าสวัสดิการประชารัฐที่ทำขึ้นมา มันมาคู่กับพร้อมเพย์ (PromptPay) มาคู่กับอิเล็กทรอนิกส์ ทรานส์เฟอร์ (Electronic transfer) เพราะว่าเราเรียนรู้จาก ต่างประเทศว่าวิธีการนี้มันสามารถยิงเงินตรงไปสู่ที่ที่ต้องการได้ตรง ๆ เลย ไม่มีการที่ว่า ไอศกรีมมันละลายระหว่างทาง ท่านบอกว่าสวัสดิการประชารัฐเอื้อคนรวย ผมเรียนท่าน ตรง ๆ เลยนะครับ พวกเราหลายคนเติบโตมาจากครอบครัวที่จน เรารู้ว่าความจน มันแย่อย่างไร ถ้าไม่มีการศึกษารายได้ปีหนึ่ง ๓๐,๐๐๐ บาทต่อปี มันอยู่กันได้อย่างไร ไม่ต้องพูดถึงต่ำกว่าแสนบาท ถ้า ๓๐,๐๐๐ บาท มันแค่เท่าไร ๒,๐๐๐ บาท ทั้งครัวเรือน อยู่กันได้อย่างไร เพราะฉะนั้นบัตรสวัสดิการประชารัฐทีแรกเรียกบัตรคนจน ก็โดนกระแนะ กระแหน เราเรียกว่าบัตรสวัสดิการประชารัฐ เริ่มต้นทำไมถึงให้เขาซื้อผ่านธงฟ้า เพราะขณะนั้นร้านค้ารายย่อยส่วนใหญ่ไม่มีเครื่องรูดการ์ด (Card) ไม่มีอีวอลเล็ท (e-Wallet) ไม่มีอะไรทั้งสิ้น แล้วเราก็ต้องการให้ชาวนาและเกษตรกรซื้อของที่จำเป็นเท่านั้น สินค้าที่ต้องใช้บริโภคประจำวัน แล้วเราก็มีการซัพพอร์ต (Support) เรื่องของแก๊ส เรื่องของค่าเดินทางเล็ก ๆ น้อย ๆ ท่านอย่าลืมว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ผมในอดีตเขาขี้เหนียวมากนะ ไม่ใช่อยู่ ๆ เขาจะอนุมัติง่าย ๆ แต่มันเริ่มขึ้นมาดี แล้วก็พยายามจูงใจให้ร้านค้าย่อยมีเครื่องรูดการ์ด (Card) ฉะนั้นพอหลังจากนั้นเราก็เริ่มค้าขายผ่าน ซื้อขายผ่านร้านอื่น ร้านค้าย่อย จนกระทั่ง มีการให้เงินสดเพิ่มเติมในช่วงที่เศรษฐกิจไม่ดี ค่อยเป็นค่อยไป ไม่ได้มีเจตนาแจกเงินเลย แต่เขาเหล่านั้นมีเงินปีหนึ่งแค่ ๓๐,๐๐๐ บาทเท่านั้นเอง เราต้องการประทังชีวิตของเขาให้ได้ แต่สิ่งสำคัญนะครับท่าน พวกนี้ระยะสั้นทั้งนั้น อนาคตข้างหน้าคนแก่ก็เยอะ ระบบสวัสดิการ ประเทศไทยก็ยังไม่มี แล้วท่านลองนึกดูสิว่าอะไรมันจะเกิดขึ้น ฉะนั้นหน้าที่ที่ทำมาหลายปี ที่ผ่านมาก็คือว่า จะทำอย่างไรที่จะวางรากฐานให้รับมือข้างหน้าได้ เอาเรื่องแรกก่อน เรื่องการส่งออก ท่านคิดหรือว่าส่งออกนี่หาตลาดใหม่ กระทรวงพาณิชย์เขาพยายามมา กี่ปีแล้วทุกช่องทาง เขาประชุมทุกปี ทุกคนมาถึงมีเป้า ทุกคนเจาะตลาดมา เขาพยายามมา เต็มที่ แต่ว่ามันไม่ได้ง่าย สมัยนี้มันแข่งกันสูงมาก ฉะนั้นการที่จะส่งออกได้ดี ทุกอย่างได้ดี สินค้าของเราต้องแข่งขันได้มีมูลค่าที่สู้เขาได้ ฉะนั้นถ้าคุณมีแต่อุตสาหกรรมเดิม ๔-๕ ตัว ยานยนต์ทั้งประเทศอย่างนี้ไปได้หรือ มันไม่ได้ สินค้าเกษตรที่ต้องแปรรูปยกระดับมูลค่ามัน อันนี้คือหัวใจ จะทำอย่างไร อุตสาหกรรมอื่นซึ่งเราแข่งขันได้อนาคตข้างหน้า เราถึงมี การประกาศอุตสาหกรรมใหม่ ๆ ที่ต้องการสร้างมันขึ้นมาสำหรับการส่งออกในอนาคต ข้างหน้า

การท่องเที่ยว เราประกาศว่าท่องเที่ยวต่อจากนี้ไปเราส่งเสริมการท่องเที่ยว เมืองรองเพราะอะไร เพราะการแก้ไขปัญหาความยากจนที่ดีที่สุด ข้อที่ ๑ คือว่าชุมชน จะต้องเข้มแข็ง เกษตรกร ๑ คน มันจน อ่อนแอ แต่ถ้าเขารวมเป็นชุมชนได้เขาเข้มแข็ง เมื่อเขาเข้มแข็งได้ท่านก็สามารถนำเทคโนโลยีเข้าไปได้ เอาสิ่งใหม่ ๆ เข้าไปได้ มันก็สามารถสร้างมูลค่าได้ ท่านก็รู้ว่าถ้าคนจนทั่ว ๆ ไปการเปลี่ยนแปลงทำได้ลำบาก ธ.ก.ส. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เขาก็เริ่มไปที่สมาร์ท ฟาร์มเมอร์ (Smart farmer) สมาร์ท ฟาร์มเมอร์ (Smart farmer) ไม่ใช่ว่าคนที่ฉลาดนะ แต่มันคือลีดเดอร์ โอพิเนียน (Leader opinion) คือคนที่เป็นผู้นำในหมู่บ้านเหล่านั้น ที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ กล้าเปลี่ยนแปลง เมื่อเปลี่ยนแปลงแล้วมันก็จะเกิดการกระจายไปสู่ลูกบ้าน ทั้งคอมมิวนิตี้ (Community) ทั้งสังคม ทั้งประเทศ นี่คือตัวที่ ๒ ฉะนั้นเมื่อท่านจะพยายามปฏิรูปการเกษตรให้มันดีขึ้น เอาท่องเที่ยวเข้าไปถึงหมู่บ้าน คนจะไปเที่ยวได้มันต้องมีอะไร ต้องมีเส้นทางคมนาคม เราสร้างทางถนนให้รถ ๓๐-๔๐ ปี รถไฟไม่เคยมี มีอยู่แค่ ๒๕๐ กว่ากิโลเมตร กี่สิบปี แต่รัฐบาลนี้ใช่หรือไม่ เมกะโปรเจกต์ (Megaproject) มันออกมา ออกมาอย่างน้อย ๆ รางคู่ ๗ เส้นทางแล้วอย่างน้อย จาก ๒๕๑ จะมีประมาณ ๔,๐๐๐ กิโลเมตรภายในเวลา ๕ ปี ไม่ใช่เท่านั้นนโยบายของเราก็คือว่า เอารถไฟไปที่เมืองรองด้วย ให้มันเกิดการเชื่อมโยง ระหว่างเมือง ๆ การท่องเที่ยวมันถึงจะไปถึง รถค่อยไป ถนนค่อยไปเชื่อมต่อเหมือน อย่างต่างประเทศเขา นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นใช่ไหม รถไฟฟ้าเคยเกิดไหม ตั้งแต่เกิด บีทีเอส (BTS) ขึ้นมากี่สิบปี นี่ออกมาแล้ว ๗ เส้นทางใช่ไหม แล้วเกิดอะไรขึ้นมาอีก อีอีซี (EEC) ผมเรียน ท่านตั้งแต่ตอนต้นแล้วว่า ถ้าท่านไม่มี อีอีซี (EEC) ท่านจะเอาอะไรไปขายไปสู้กับ ประเทศเวียดนาม เขาบอกว่าเขามีเขตเศรษฐกิจพิเศษของเขาที่เด่น ๆ ๓ แห่ง มีที่โฮจิมินห์ ซิตี้ มีที่ดานัง มีที่เมืองหลวงของเขา เรามีอะไร ค่าแรงแพงกว่าเขาครึ่งหนึ่ง ฉะนั้น อีอีซี (EEC) มันถึงเกิดขึ้นมา พยายามทำให้เป็นเบ้าหลอมของการนำเข้าส่งออกและเป็นแหล่งผลิต สินค้าที่มีมูลค่า และให้มันเป็นฮับ (Hub) ของภูมิภาคอันนี้ โครงการก็เลยออก จริงอยู่ โครงการเหล่านี้มันก็ต้องอาศัยเงิน เราก็พยายามคิดว่า ๑. งบประมาณ จะเซฟ (Save) งบประมาณได้อย่างไร เซฟ (Save) การกู้ได้อย่างไร ก็ออกฟิวเจอร์ ฟันด์ (Future fund) ออกมา อินฟรา ฟันด์ (Infra fund) ออกมา มันก็สำเร็จไปแล้ว ๑ โครงการ เซฟ (Save) เงินของรัฐบาลไปได้ประมาณ ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ดึงแค่โครงการเดียว เราเน้น พีพีพี (PPP) การร่วมลงทุนกับเอกชน เซฟ (Save) เงินรัฐบาลได้อีก อย่างโครงการรถไฟความเร็วสูง เชื่อมสามสนามบินที่ อีอีซี (EEC) รัฐบาลไม่ต้องจ่ายเลย เอกชนเขาต้องมาหาพวกเขามาสู้กัน ประมูลแข่งกัน เขาชนะ เขาต้องทำให้เมืองไทย สิ่งเหล่านี้นั้นจะบอกว่าเฉพาะแค่ ๓ จังหวัดได้ประโยชน์ได้อย่างไร เพราะเมื่อมี อีอีซี (EEC) แล้ว อุตสาหกรรมใหม่เราก็เกิดขึ้นที่นั่น แต่หลักการก็คือว่าเมื่อคุณเกิดอุตสาหกรรม ที่นั่นก็อย่าไปสร้างทำให้มลภาวะเป็นพิษ ให้ชาวบ้านมีส่วนร่วมด้วย ค่อยเป็นค่อยไป เริ่มต้น อาจจะมีปัญหาในการสื่อความ มันก็ต้องใช้เวลา แต่อย่างน้อยที่สุดวันนี้ ๕ โครงการใหญ่ คือแหลมฉบัง มาบตาพุด รถไฟ สนามบินอู่ตะเภา ๔ โครงการนี้มันเริ่มเดินหน้าแล้ว เหลือแค่ เอ็มอาร์โอ (MRO) หรือศูนย์ซ่อมที่ยังไม่เดินหน้า ซึ่งจะต้องไปเร่งให้มันดีขึ้น ฉะนั้น อีอีซี (EEC) มันต้องเกิด เพราะว่าสร้างจุดขายใหม่ให้ประเทศไทย สร้างแรงดึงดูดให้กับ ประเทศไทย ก็เพราะสิ่งเหล่านี้ ท่านบอกว่าสร้างเยอะแยะ สมัยก่อนไม่ได้สร้าง สมัย ๔-๕ ปีก่อน ที่รัฐบาลนี้จะเข้ามาตัวหนี้ต่อ จีดีพี (GDP) เท่าไร ครั้งนี้ล่าสุดอยู่ที่แค่ ๔๒ เปอร์เซ็นต์ ไม่ได้ สูงกว่าในอดีตเลย คำตอบมันอยู่ที่ว่าที่กู้มาลงทุนอะไรจริงจัง สร้างรายได้ในอนาคตได้หรือไม่ ถ้าสร้างได้ จีดีพี (GDP) โตขึ้นมามันก็สามารถรองรับขึ้นมาได้ สิ่งเหล่านี้ตัวเลขอินดิเคเตอร์ (Indicator) ที่สากลเขายอมรับ เราดีขึ้นทุกตัว ท่านบอกเละเทะทุกตัว ผมก็เลยต้อง ขออนุญาตพูดเห็นต่างนะครับ ซึ่งเราอยู่ในระบอบประชาธิปไตยท่านก็พูดของท่านได้ ผมก็พูดของผม แล้วก็หวังว่าถ้ามีโอกาสแลกเปลี่ยนความเห็นมากขึ้น เราก็จะเข้าใจกัน มากขึ้น ร่วมมือกันมากขึ้น ดังนั้นทุกโครงการที่ออกมาเราพยายามทำเพื่อปูรากฐาน อนาคต ข้างหน้าอยู่ที่ดิจิทัลเดี๋ยวนี้คนในชนบทที่เมืองจีนค้าขายออนไลน์ (Online) อินเทอร์เน็ต มันไปสู่เรื่องสมาร์ตซิตี้ (Smart city) การศึกษา สาธารณสุข มันผ่าน ไอโอที (IOT) ผ่าน อินเทอร์เน็ตทั้งสิ้น แล้วเราล่ะ ที่ท่านบอกว่าความเหลื่อมล้ำมันสูงมาก ผมจะบอก ให้ท่านรู้เลยว่า ถ้าเราไม่ไปสู่ดิจิทัล ไม่แก้มันตอนนี้ มันจะมากขึ้นกว่านี้อีก เพราะว่าคนที่เขา พอไปไหว เขาส่งลูกไปต่างประเทศ เขาเข้าโรงเรียนดี ๆ ความที่มันถ่างสังคมออกไปอย่างนี้ เราไม่สามารถให้มันเกิดขึ้นได้มากไปกว่านี้แล้ว ท่านยกอินเดกซ์ (Index) ขึ้นมา ซีเอส อินเดกซ์ (CS Index) ไม่มีใครเขาใช้กันหรอกครับท่าน เขาใช้จีเนียส เอฟฟิเชียน (Genius Efficient) โคเอฟฟิเชียน (Coefficient) ซึ่งทั้งเวิลด์แบงก์ (World Bank) ทั้งสมาร์ต (Smart) ทำทั้งนั้น ตัวเลขจริงคืออะไร ล่าสุดตัวจีเนียส เอฟฟิเชียน (Genius efficient) ของเราอยู่ที่ประมาณ ๐.๓ หรือ ๐.๖ ใกล้เคียงกับประเทศอังกฤษ ประเทศสหรัฐอเมริกา ๐.๔ ยิ่งเข้าใกล้ ๑ แปลว่ายิ่งเหลื่อมล้ำมากขึ้น แต่ผมไม่ได้มาโทษว่า เอฟฟิเชียน (Efficient) อะไรก็แล้วแต่ ปัญหาคือว่าเราพูดถึงบอตทอมไลน์ (Bottom Line) มัน พื้นฐานมัน เกษตรกรมีเยอะ แต่เขาจน สินค้าเราแข่งไม่ได้ ไม่มีมูลค่า กฎหมาย กฎระเบียบของเรายังค่อนข้างอืด ล้าสมัย ถึงแม้เราจะพยายามแก้ไขไปเยอะแล้ว เรื่องการลงทุนก็พยายามสร้างสิ่งจูงใจลงทุนใหม่ ๆ ท่านบอกว่าลงทุนไม่ดี ตัวเลขมันออกมา ปีแรกที่เข้ามานี่มีเงินเข้ามา ขอแอปพลาย (Apply) ประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท วันนี้ล่าสุดประมาณ ๘๘๐,๐๐๐ ล้านบาท มูลค่า ๔-๕ ปีที่ผ่านมา เกือบ ๓๓ ล้านล้านบาท ตัวเลข บีโอไอ (BOI) ท่านยืนยันกับ บีโอไอ (BOI) ได้เลย ที่สำคัญ ก็คือว่าที่มาลงทุนใน อีอีซี (EEC) มันเยอะมาก ฉะนั้น อีอีซี (EEC) เป็นตัวผลพวงซึ่งช่วยให้ เราดึงดูดนักลงทุนได้ จังหวะเวลานี้ไม่มีใครพูดถึงเลยคือเรื่องต่างประเทศ ที่ผ่านมา ๔-๕ ปีนี้ เราให้ความสำคัญเรื่องนี้สูงมาก ทุกคนในคณะรัฐมนตรี ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวง การต่างประเทศเดินทางเป็นว่าเล่น ท่านก็รู้ ประเทศจีนพลังมหาศาลที่ลงมา ประเทศจีน ลงมาเขาต้องการใช้ เบลต์ แอนด์ โรด (Belt and Road) ใช่หรือไม่ครับ ท่านก็ทราบดี และขณะนี้เขาต้องการเอาเบลต์ แอนด์ โรด (Belt and Road) ลงใต้ เพราะมันจะเห็นผล มากที่สุด ลงมาอาเซียน (ASEAN) ก็เพราะดัชนีเศรษฐกิจที่มันดีขึ้น ๆ นี่ละ ความสงบ ที่เรามีนี่ละที่ทำให้ประเทศจีนเลือกเราเป็นศูนย์กลาง เขาใช้ จีบีเอ (GBA) มีฮ่องกง มาเก๊า แล้วก็กวางตุ้งเป็นหัวหอกในการนำเงินลงทุนมาทางอาเซียน (ASEAN) เขาจะเลี้ยวซ้าย ไปประเทศเวียดนามก็ได้ เลี้ยวขวาไปประเทศพม่าก็ได้ ตรงมาที่ประเทศไทยก็ได้ หรือจะลง ไปที่ประเทศอินโดนีเซียก็ได้ แต่ทำไมเขาประชุมกันที่ปักกิ่ง ประเทศญี่ปุ่น ประเทศจีน จะขอลงทุนในเมืองไทยเป็นแห่งแรก ไปที่ อีอีซี (EEC) ระบุเลยนะครับ อีอีซี (EEC) นี่คือโอกาส ที่เราสร้างขึ้นมาใช่ไหม แล้วถ้าไม่มีสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นมาเขาจะมาหรือไม่ ทำไมเราเป็นประธาน แอ็กเมกส์ (ACMECS) ซีแอลเอ็มวี (CLMV) ทำไมเราเป็นคนที่สามารถสร้างมาสเตอร์แพลน (Master plan) ร่วมได้ ขณะนี้เราพยายามจูงใจให้ประเทศจีนมาใช้เราเป็นฐานในการเจาะเข้าไปใน ซีแอลเอ็มวีที (CLMVT) มันมีโอกาสทั้งนั้นอยู่ที่ว่าเราสามารถสร้างสทอรี (Story) ของเราได้ไหมให้เขา เชื่อใจเรา เราเป็นประธานอาเซียน (ASEAN) ทุกคนบอกว่าเราคือเพชรของอาเซียน (ASEAN) เราคือหัวใจของซีแอลเอ็มวี (CLMV) ตอนที่ประเทศไทยมีปัญหาประมาณ ๖-๗ ปีที่แล้ว ผู้นำบางประเทศ ผมพูดได้เลยว่าท่านฮุนเซนบอกว่า โฮลด์ (Hold) มากกับ เมืองไทย ถ้าเมืองไทยแก้ปัญหาไม่ได้ อาเซียน (ASEAN) จะมีปัญหาใหญ่เลย เพราะเราคือ ศูนย์กลางของอาเซียน (ASEAN) นี่คือความพยายามทั้งหมด และถ้าท่านบอกว่าไม่ดี ทำไม เวิลด์แบงก์ (World Bank) ออกรีพอร์ต (Report) เดือนเมษายน ยกย่องให้ประเทศไทย เป็นตัวอย่างของการพัฒนาจากประเทศด้อยพัฒนาขึ้นมาสู่ถึงระดับนี้ แต่เขาเตือนเราว่า เราต้องปฏิรูป ปฏิรูปการศึกษา ปฏิรูปคน ปฏิรูปทุกอย่างที่มันยังเป็นอุปสรรคอยู่ นี่ละผมถึงบอกว่าเราต้องเน้นเรื่องการปฏิรูป เราไม่ดีจริง ไอเอ็มดี (IMD) ยกระดับ ความสามารถเราทีเดียว ๕ อันดับ จาก ๓๐ มาอยู่ที่ ๒๕ ได้อย่างไร ถ้าเราไม่พยายาม ลดขั้นตอนในการดำเนินธุรกิจที่มันเป็นขวากหนาม อีส ออฟ ดูอิ้ง บิสซิเนส อินเดกซ์ (Ease of doing business index) ของเวิลด์แบงก์ (World Bank) ทำไมให้เราขึ้นมาดี ขนาดอย่างนั้น ถ้าเราไม่ดีขนาดส่งออกถดถอยอย่างนี้ฟิทช์ เรทติ้งส์ (Fits rating) เมื่อไม่กี่วันมานี้ อัปเกรด (Upgrade) เมืองไทยจาก สเตย์โลว์ (Stay low) ไปสู่โพสิทีฟ (Positive) เพราะเขามองว่า ประเทศไทยตอนนี้ ๑. ตลาดหุ้นของคุณใหญ่เป็นที่ ๒ ในอาเซียน (ASEAN) แต่เป็นตลาดหุ้นที่แข็งแรงมาก ๆ จ่ายปันผลดี การเมืองนิ่ง กลายเป็น เซฟเฮเว่น (Safe Haven) ของนักลงทุนต่างประเทศ ที่สำคัญมีเทรดดิ้ง วอลลุม (Trading volume) มีการเรสฟันด์ (Raise fund) จากตลาดหุ้นไทยสูงที่สุด ใครอยากลงทุนในอาเซียน (ASEAN) ใน ซีแอลเอ็มวี (CLMV) ซื้อหุ้นไทยที่มีกระดานพิเศษสำหรับคนที่ไปลงทุนใน ซีแอลเอ็มวี (CLMV) แล้วอย่างนี้ท่านยังบอกอีกหรือว่าใน ๕ ปีที่ผ่านมา ไม่ได้ทำอะไร เราวางพื้นฐานให้ท่านหมดแล้ว ไม่ว่าคมนาคม ไม่ว่าดิจิทัล อินเทอร์เน็ตหมู่บ้านครบถ้วน เหลืออย่างเดียวคือต่อยอดว่าจะเอาไปใช้ในการศึกษาได้อย่างไร สาธารณสุขได้อย่างไร ไม่ได้มีไว้สำหรับเล่นไลน์ (Line) บอกอย่างนี้ผมเรียนอย่างนี้ก็เพราะว่านี่เป็นแค่จุดเริ่มต้น อนาคตยังอีกยาว แล้วต่างประเทศเขาเฝ้ามองเราอยู่ เราเป็นศูนย์กลาง ที่เขามองว่าเรามีศักยภาพสูงมาก ๆ ไม่ว่าประเทศจีน ไม่ว่าประเทศญี่ปุ่น เมื่อสักครู่นี้ ท่านรองนายกรัฐมนตรีจุรินทร์พูด เรื่องอาร์เซ็ป (RCEP) ไม่ว่าอาร์เซ็ป (RCEP) ไม่ว่า อินโดแปซิฟิก (Indo-Pacific) ไม่ว่าอะไรก็แล้วแต่ มันต้องผ่านประเทศไทยทั้งนั้น อาร์เซ็ป (RCEP) ไม่ใช่แนวความคิดใหม่เลย มันก็คืออาเซียน +๖ (ASEAN+6) ตั้งแต่ ๑๕ ปีที่แล้ว แต่วันนี้ยังเจรจาไม่จบ เพราะแต่ละประเทศมันขวางซึ่งกันและกัน แต่เราจะต้องพยายามทำให้จบ รัฐมนตรีดอนรู้เรื่องนี้อยู่แล้ว ที่สำคัญคือตัว ซีพีทีพีพี (CPTPP) ต่างหากที่ประเทศญี่ปุ่นเป็นหัวหอก ถ้าเราไม่เดินการลงทุน มันย้ายฐานแน่นอน ซึ่งเรื่องนี้เป็นสิ่งที่ท้าทายสูงมาก ๆ ทีเดียว ทั้งหมดที่พูดมานี้ ผมไม่ได้มีเจตนาที่จะคุยโม้โอ้อวดนะครับ ทุกอย่างประวัติศาสตร์มันตัดสินทั้งนั้น ถ้ามันเป็นสิ่งที่ดี มันจะอยู่แล้วก็ยั่งยืน โอทอป (OTOP) เกิดขึ้นเมื่อไร ใครทำ เดี๋ยวนี้ เป็นอย่างไร แต่ยังไม่ถึง ต้องไปอีก ต้องช่วยกันทำ เมกะโปรเจกต์ (Megaproject) เดินแล้ว สนามบินกำลังพัฒนา ทุกอย่างมันเป็นจุดที่จะดีก็ได้ ไม่ดีก็ได้ ฉะนั้นเราหวัง อย่างยิ่งว่าการทำงานของรัฐบาลกับสภาจะร่วมกันได้ หลายท่านเลยผมจะบอกให้ว่า เมื่อสักครู่ท่านบอกว่า คนไม่แน่ใจว่ารัฐบาลทำได้หรือไม่ ผมเจอนักลงทุนทุกวัน เขาถามคำเดียว นโยบายเปลี่ยนหรือไม่ รัฐบาลผสมทำงานร่วมกัน ได้หรือไม่ ผมก็ถามเขาว่าพวกคุณไม่เคยเห็นเมืองไทยมีรัฐบาลผสมหรือ จริง ๆ เรามีรัฐบาล ผสมมาตลอด แล้วก็มีกลไกของมันอยู่ มี ครม. เศรษฐกิจ ซึ่งผมแนะนำกับท่านนายกรัฐมนตรี ไปแล้วว่าควรจะมี ครม. เศรษฐกิจ เพื่อทุกคนต้องมานั่งหารือกันแล้วไปในทางเดียวกัน ขอให้ มั่นใจ ขออย่างเดียวคือว่าขอให้ไว้ใจซึ่งกันและกันนะครับ พวกผมเป็นรองนายกรัฐมนตรี ก็ต้องกำกับกระทรวง ก็จะพยายามกำกับให้มันมีความโปร่งใส ให้มันเดินไปสู่ทิศทาง ที่ถูกต้อง ฉะนั้นผมจะพูดประโยคเดียวครับว่า นาทีนี้จุดพลิกผันมันสำคัญมาก ถ้าเราผ่าน พีเรียด (Period) นี้ไปซึ่งเป็นจุดที่เราอยู่สูงที่สุดแล้ว ถ้าเราพลาดจุดนี้ไปท่านรู้ใช่ไหมครับว่า รถยนต์โตโยต้าไปผลิต อีวี (EV) ที่ประเทศอินโดนีเซีย ผมไปประเทศญี่ปุ่นครั้งล่าสุด สินค้า ไฮเทค (Hitech) มาก ๆ เครื่องมือแพทย์มันไปที่ไหน ไปที่ประเทศเวียดนาม สินค้า ครึ่ง ๆ กลาง ๆ นี่ละอยู่ที่เมืองไทย เพราะว่าเรายังไม่สามารถฝ่าด่านในการปฏิรูปนี้ได้ ผมก็หวังอย่างยิ่งว่าถ้า ๓-๔ ปีข้างหน้า ถ้าเราร่วมมือกันได้มันก็จะไปได้ดีนะครับ ผมจะพูดแค่นี้ว่าเราทุกคนถือเป็นโชคดีที่ได้มาร่วมวันนี้ ผมอายุ ๖๖ ปี จะ ๖๗ ปีแล้ว ผมไม่ได้อยากจะอยู่ต่อนะครับท่าน แต่ถ้าเรารู้ว่าเรามีโอกาสอยู่ตรงนี้ มีกี่คนที่มีโอกาสรับใช้ ประเทศชาติในช่วงอย่างนี้ ผมเป็นมาแล้วรอบหนึ่ง ๒ รอบ ครั้งนี้ถ้าเรายังมีโอกาสทำให้กับ บ้านเมืองได้มันก็น่าจะทำร่วมกัน เมื่อเช้านี้สิ่งที่ผมดีใจผมฟังมาทั้งวัน ผมเห็นนักการเมือง รุ่นใหม่หลายคนทีเดียวมันเป็นความหวังของประเทศไทยนะ ครั้งหนึ่งที่ผมเริ่มเข้าสู่การเมือง เมื่ออายุได้ ๔๗ ปี เหตุผลหนึ่งก็คือว่า เราต้องการเข้ามาเป็นตัวอย่างของคนที่พร้อม และเข้ามา ไม่ได้เข้ามาแสวงหาแต่เข้ามาทำงาน ถ้าเราเข้ามาแล้วไม่สามารถทำงานได้ รุ่นใหม่มันก็ไม่อยากจะเข้ามา แล้วเมื่อนั้นการเมืองเราก็จะเละเทะ บ้านเมืองไปไม่ได้หรอกครับ ถ้ามันเป็นอย่างนั้น ก็ขออนุญาตนะครับ ผมใช้เวลามากเกินไปสักนิดหนึ่งต้องขออภัย แล้วก็ขอบคุณอีกครั้งนะครับท่านประธาน ขอบคุณครับ