สันติ กีระนันทน์ แสดงความเห็นต่อคำแถลงนโยบายของรัฐบาล โดยชื่นชมทิศทางที่มุ่งเน้นการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงโลกผ่านเทคโนโลยีดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ และฟินเทค พร้อมผลักดันสังคมไร้เงินสดเพื่อยกระดับประสิทธิภาพการใช้จ่ายงบประมาณและส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งทุนของประชาชนและเอสเอ็มอี ขณะเดียวกันได้เสนอความเห็นเพิ่มเติมในหลายด้าน ทั้งการปฏิรูประบบการออมเพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุ การสนับสนุนนโยบายกองทุนไทยแลนด์ ฟิวเจอร์ ฟันด์เพื่อลดภาระงบประมาณ รวมถึงเรียกร้องให้แก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนที่พุ่งสูงใกล้ระดับจีดีพี 79% อันเกิดจากนวัตกรรมทางการเงินที่ไม่เหมาะสม และชี้แจงกรณีคดีธนาคารกรุงไทยว่าคดีสิ้นสุดแล้วโดยไม่พบความผิดของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ขณะที่ผู้เกี่ยวข้องอีก 25 คนถูกดำเนินคดีแล้ว ยกเว้นหนึ่งรายที่ยังหลบหนีอยู่ต่างประเทศ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผม สันติ กีระนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ วันนี้นับว่าเป็นเรื่องที่ดีนะครับ ที่เราได้มีโอกาสฟังคำแถลงนโยบายจาก คณะรัฐมนตรีและจากปากคำของท่านนายกรัฐมนตรีเอง พร้อมกันนั้นก็ได้ฟังความคิดเห็น จากเพื่อนผู้ทรงเกียรติของฝ่ายค้าน อย่างไรก็ดีครับ ผมมีประเด็นอยู่สัก ๓-๔ ประเด็น ที่อยากจะกราบเรียนท่านประธาน เพื่อจะทำความเข้าใจแล้วก็ขยายความตามความเข้าใจ ของพวกเราที่ทำงานด้วยกัน ผมคิดว่าเมื่ออ่านคำแถลงนโยบายของรัฐบาลแล้ว ถ้าท่าน ไม่มีอคติมากเกินไปจะเห็นว่าแนวคิดของนโยบายครั้งนี้ประกอบไปด้วย ๒ เรื่องใหญ่ ๆ ที่เป็นปัจจัยในการสร้างนโยบายให้เกิดขึ้น
ประเด็นที่ ๑ ก็คือให้ความสำคัญกับบริบทในโลกนี้ที่เปลี่ยนแปลงไป อย่างรุนแรงและรวดเร็วมาก
ประเด็นที่ ๒ ก็คือพยายามสร้างความเข้มแข็งให้เกิดกับพี่น้องประชาชน ตั้งแต่ระดับฐานราก ทั้งในระยะกลางและระยะยาว เพื่อสร้างความเข้มแข็ง อย่างยั่งยืนและไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
ใน ๒ ปัจจัยที่กล่าวนั้นสะท้อนมาในนโยบายทุก ๆ ด้านที่เราจะเห็นประกอบ เป็นนโยบายหลัก ๑๒ ด้าน และนโยบายเร่งด่วนอีก ๑๒ เรื่อง ผมคงไม่สามารถที่จะจับ ทุก ๆ นโยบายขึ้นมาอภิปรายเพื่อสร้างความเข้าใจได้ชัดเจนทั้งหมด เพราะว่าจะมี เพื่อนสมาชิกอีกหลายท่านที่จะมาให้รายละเอียดในประเด็นต่าง ๆ เหล่านั้น ผมอยากจะยก บางประเด็นที่มีความน่าสนใจ
อย่างแรก นโยบายฉบับนี้ได้ให้ความสำคัญกับบริบทที่เปลี่ยนไปในโลกนี้ และให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีต่าง ๆ มีคำต่าง ๆ ที่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติบางท่าน ใช้คำว่าเป็นคำใหญ่ แล้วคิดว่าเราจะทำไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นคำว่า ดิจิทัล ข้อมูลขนาดใหญ่ ปัญญาประดิษฐ์ ฟินเทค (Fin Tech) กัฟเวิร์นเมนต์เทค (Government Tech) นวัตกรรม แต่ผมกราบเรียนว่าถ้อยคำเหล่านี้เป็นถ้อยคำที่สะท้อนถึงวิธีคิดอย่างชัดเจน และนำไปสู่ ความเป็นไปได้ในการทำงานถัดไป ซึ่งถ้าไม่ใช้ถ้อยคำเหล่านี้และไม่ใช้เทคโนโลยีเหล่านี้ ไม่มีทางเลยที่เราจะเอาชนะบริบทที่เปลี่ยนไปในโลกนี้ได้ เราจะเห็นในนโยบายหลัก ข้อ ๕.๑ เรื่องเศรษฐกิจมหภาค การเงินและการคลัง พูดว่าดำเนินนโยบายการเงินการคลัง เพื่อให้เศรษฐกิจไทยนั้นสามารถตอบสนองต่อความผันผวนของเศรษฐกิจโลก สังเกตตรงนี้ครับ นโยบายนี้ได้พูดถึงการสนับสนุนการนำเทคโนโลยีทางการเงินเข้ามาใช้ และเป็น การทำงานที่ต่อเนื่องครับ จากรัฐบาลที่แล้วที่ได้พยายามทำงานนำไปสู่สังคมไร้เงินสด ท่านอาจจะสงสัยว่าทำไมเราจะต้องพูดเรื่องสังคมไร้เงินสด ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านทราบหรือไม่ครับ ปัจจุบันนี้ต้นทุนของการใช้เงินสดในสังคมไทยแต่ละปีนั้น เราต้องเสียเงินงบประมาณไปไม่น้อยกว่าปีละ ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าเผื่อสามารถเข้าไปสู่ สังคมไร้เงินสดได้ เงิน ๕๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้นจะนำกลับมาช่วยในการพัฒนาประเทศให้เกิด ประโยชน์กับพี่น้องประชาชนได้มากแค่ไหน ผมคิดว่าทุก ๆ ท่านก็คงสามารถจะจินตนาการได้ ยิ่งกว่านั้นนะครับ ในนโยบายข้อ ๕.๑๑ ข้อเดียวกันนั้น ยังพูดถึงบริบทเมื่อสักครู่ ที่ผมกราบเรียนว่าไม่ลืมถึงการสร้างความเข้มแข็งให้กับประชาชน คือยังพูดอีกว่าจะให้ ความรู้ สร้างความรู้ทางการเงินให้กับผู้มีรายได้น้อย ซึ่งวันนี้ผู้มีรายได้น้อยเป็นคนที่ขาดความสามารถในการอ่านออกเขียนได้ทางการเงิน และมี ความยากลำบากในชีวิต เพราะบริหารการเงินของตัวเองไม่เป็น เป็นหน้าที่ของรัฐบาลครับ เป็นหน้าที่ของพวกเราทุกคนที่อยู่ฝ่ายนิติบัญญัติ เพื่อนสมาชิกทุกคนที่ต้องพยายามทำให้ พี่น้องประชาชนของเรานั้นพ้นจากความยากลำบากเรื่องนี้ให้ได้ นอกจากนั้นก็ยังกังวลต่อไปว่า เอสเอ็มอี (SMEs) จะเข้าถึงแหล่งเงินทุนอย่างไร นโยบายข้อนี้ก็ยังบรรจุไว้อีกเช่นเดียวกัน ว่าจะเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายย่อยสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ด้วยต้นทุน ที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
ในข้อ ๕.๑.๔ ภายใต้เรื่องเศรษฐกิจมหภาค การเงินการคลังเช่นเดียวกัน ยังพูดถึงเรื่องของการปฏิรูประบบการออม อันนี้ก็อีกเช่นเดียวกันครับ เราจะเห็นว่าทุกวันนี้ เรามีคำพูดที่มักจะพูดกันเล่น ๆ แต่เจ็บปวดครับท่านประธาน เราบอกว่าเราเข้าสู่ สังคมผู้สูงอายุ ประเทศอื่นนั้นเมื่อเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุนั้นเขารวยก่อนแก่ แต่ของเรานั้น แก่ก่อนรวย ก็เพราะว่าระบบการออมในอดีตที่ผ่านมานับ ๑๐ กว่าปีนั้นไม่มีประสิทธิภาพ เท่าที่ควร เพิ่งจะมีรัฐบาลชุดนี้ที่นึกถึงว่าจะต้องสร้างระบบการออมอย่างมีประสิทธิภาพ และเชื่อมโยง ยึดโยงกับการสร้างประสิทธิภาพให้เกิดขึ้นในระบบการเงินของประเทศ ก็คือระบบตลาดเงินและตลาดทุน และจะนำเครื่องมือทางการเงินใหม่ ๆ เข้ามาสร้าง ประโยชน์ให้กับผู้ต้องการระดมเงินทุน และเป็นเครื่องมือในการออมอย่างมีประสิทธิภาพ ให้กับผู้บริโภคทั่วไป เราจะเห็นว่าที่ผ่านมานั้นรัฐบาลที่ก่อนหน้านี้นั้นได้มีการสร้างสิ่งที่ เรียกว่า กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตของประเทศไทย หรือไทยแลนด์ ฟิวเจอร์ ฟันด์ (Thailand Future Fund) ไซส์ (Size) ของไทยแลนด์ ฟิวเจอร์ ฟันด์ (Thailand Future Fund) ที่ผ่านมานั้นเกือบ ๆ ๕๐,๐๐๐ ล้านบาทครับท่านประธาน ซึ่งทำให้ประหยัด งบประมาณของภาครัฐลงไปไม่น้อยกว่า ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วพร้อม ๆ กันนั้นก็ยังทำให้ ภาระหนี้สาธารณะนั้นไม่เพิ่มขึ้นด้วย อันนี้เป็นนวัตกรรมทางเงินที่รัฐบาลที่ผ่านมา และปรากฏในนโยบายของรัฐบาลนี้ที่จะดำเนินต่อไป อันนั้นเป็นเรื่องของเงินการคลัง
ถัดไปนะครับ ท่านประธานที่เคารพ เราพูดกันเรื่องหนี้ครัวเรือน ซึ่งเป็นความกังวลใจที่ถูกต้อง แต่ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานครับว่า เรื่องหนี้ครัวเรือนนั้นปัจจุบันมีตัวเลขที่ผมอยากจะนำเรียนเสนอว่าหนี้ครัวเรือน ในประเทศไทยนั้นถ้าเทียบกับ จีดีพี (GDP) ของประเทศ อีกแล้วนะครับต้องเทียบกับ จีดีพี (GDP) วันนี้เราอยู่ในระดับ ๗๘.๗ เปอร์เซ็นต์ของ จีดีพี (GDP) ย้อนหลังไป ๕ ปีก่อนที่จะเป็น รัฐบาลที่มาจากท่าน พลเอก ประยุทธ์ ในรอบที่ ๑ เหมือนกันเลยครับ หนี้ครัวเรือนขณะนั้น อยู่ที่ ๗๘.๖ เปอร์เซ็นต์ของ จีดีพี (GDP) เพราะฉะนั้นจะบอกว่าตอนนี้หนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้นนั้น ผมคิดว่าอาจจะต้องกลับไปดูตัวเลขกันใหม่อีกสักครั้งหนึ่ง อย่างไรก็ดีครับหนี้ครัวเรือน ขนาดนี้ไม่ได้เป็นผลดีแน่ ๆ แต่ต้องดูสาเหตุครับ ในตอนนั้นเราพูดกันเรื่องหนี้ครัวเรือน ที่เกิดขึ้นเป็นเพราะนโยบายรัฐบาลบางประการครับ ถ้าจำได้เรามีนโยบายเรื่อง รถคันแรก สร้างหนี้ครัวเรือนที่ไม่สร้างประสิทธิภาพในการผลิต และเป็นภาระของพี่น้องประชาชน สืบต่อเนื่องมา ในขณะที่หนี้ครัวเรือนขณะนี้ ๒ วันที่แล้ว ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย ท่านได้กรุณาให้รายละเอียดว่าหนี้ครัวเรือนขนาดนี้ก็น่าห่วง แต่สาเหตุสำคัญอันหนึ่งก็เพราะว่ามันดันไปเกิดนวัตกรรมทางการเงินที่ไม่พึงประสงค์ ก็คือเล่นมีพัฒนาการเรื่องสินเชื่อเงินทอนเกิดขึ้น และนี่ละครับเป็นเรื่องเร่งด่วนอีกเรื่องหนึ่ง ที่ผมอยากจะกราบเรียนคณะรัฐมนตรีครับ ที่คงจะต้องให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เพื่อทำให้ สินเชื่อเงินทอนประเภทนั้นไม่กลับมาทำร้ายประชาชนทั่วไปให้เกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ท่านประธานที่เคารพ เวลาของผมไม่มากนัก เพราะว่าอยากจะเอาแค่เนื้อ ๆ เมื่อสักครู่ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้อภิปรายจนกระทั่งถึงเรื่องของท่านรัฐมนตรีบางท่าน ซึ่งผมรู้สึกว่าเป็นการติเรือทั้งโกลน เพราะว่ายังไม่ได้เริ่มทำหน้าที่เลยครับ ท่านก็แสดง ความไม่ไว้วางใจเสียแล้วนะครับ โดยที่บางเรื่องบางประการนั้น ขออนุญาตเอ่ยนามครับ ท่านได้พาดพิงไปถึงท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังปัจจุบันว่าในครั้งที่ท่าน ดำรงตำแหน่งกรรมการบริหารของธนาคารกรุงไทย เรื่องนี้ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติบางท่าน ได้ลุกขึ้นมาพูดแล้วครับว่าคดีสิ้นสุด โดยที่ไม่ได้สิ้นสุดเพียงแค่การตรวจสอบเพียงครั้งเดียว หลากหลายครั้งมากครับ และไม่พบว่าท่านรัฐมนตรีอุตตมมีส่วนเกี่ยวข้องแต่ประการใด ท่านได้ให้ตัวเลขว่าคนที่เกี่ยวข้องนั้นทั้งกรรมการของธนาคาร ทั้งเจ้าหน้าที่ในระดับบริหาร และเจ้าหน้าที่ที่ไม่ใช่ระดับบริหาร ติดคุกกันระนาวครับ ซึ่งวันนี้ออกมาแล้ว ทั้งหมดนั้น ติดคุกกันไป ๒๕ คนครับ แต่กราบเรียนท่านประธานครับ ถ้าไปดูสำนวนคำฟ้องมี ๑ คนครับ ที่ยังหนีคดีอยู่ครับและยังไม่ได้รับโทษ แม้ว่าคดีนั้นสิ้นสุดแล้วว่าจะต้องรับโทษ ยังหนีคดี อยู่ต่างประเทศครับท่านประธาน ซึ่งผมขออนุญาตไม่เอ่ยนามว่าเป็นใคร เพราะถ้าท่านสนใจ ท่านสามารถไปหารายละเอียดอันนี้ได้ครับ กราบขอบพระคุณครับ