ปิยบุตร ยันปฏิรูปประชาธิปไตย-เร่งแก้รัฐธรรมนูญ-เปิดทางปรองดอง

รัฐสภา · ครั้งที่ ๓ · ๒๕ กรกฎาคม ๒๕๖๒

ปิยบุตร แสงกนกกุล ย้ำถึงความจำเป็นในการปฏิรูปประชาธิปไตยและการกระจายอำนาจ โดยเรียกร้องให้ทบทวนรัฐธรรมนูญและคำสั่ง คสช. ที่จำกัดเสรีภาพ สนับสนุนการปรองดองผ่านการเปิดทางให้ผู้ลี้ภัยทางการเมืองกลับประเทศอย่างปลอดภัย พร้อมผลักดันการเลือกตั้งท้องถิ่นและการเพิ่มงบประมาณให้ชุมชน พร้อมเรียกร้องให้มีการแก้ไขระเบียบที่ขัดขวางการปกครองท้องถิ่นอย่างแท้จริง และผลักดันให้มีรัฐธรรมนูญใหม่ที่เกิดจากประชาชนเพื่อสร้างฉันทามติร่วมของทุกภาคส่วน

นายปิยบุตร แสงกนกกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ขออนุญาตต่อเลยนะครับ ท่านประธาน เมื่อสักครู่นี้ผมพูดทิ้งท้ายไว้ว่าถ้าต้องการพัฒนา และเสริมสร้างประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุมตามที่เขียนเป็นนโยบายหลัก ของคณะรัฐมนตรีชุดนี้เลย ผมอยากจะขอแสดงความคิดเห็นว่าถึงเวลาถ้าต้องทำนี่จะต้องทำ อย่างไร กำลังจะอธิบายอยู่ ถ้าทำโดยวิธีการแบบเดิมผมเชื่อว่าไม่ได้ ต้องทำแบบที่ผมกำลัง เสนอแนะ แล้วเดี๋ยวไปพิจารณาดูแล้วกันนะครับ นั่นก็คือต้องยืนยันหลักเรื่องอำนาจสูงสุด เป็นของประชาชน นั่นก็คืออำนาจที่มาจากการเลือกตั้งต้องมีมากกว่าอำนาจที่มาจาก การแต่งตั้ง ดังนั้นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต้องมีอำนาจที่มากกว่าวุฒิสภา วุฒิสภาถ้าหาก อยากจะมีอำนาจมาก ท่านต้องมาจากการเลือกตั้ง แต่ถ้าท่านมีอำนาจมาก แต่ท่าน มาจากการแต่งตั้งอย่างนี้ขัดกับหลักประชาธิปไตยครับ ต้องมีการประกันสิทธิและเสรีภาพ รัฐบาลพลเรือนอยู่เหนือกองทัพ ผมก็ดีใจที่ท่านผู้บัญชาการทหารบกได้ยืนยันแล้วว่า จะไม่มีการเข้ามาแทรกแซงโดยทางการเมือง จะอยู่ภายใต้รัฐบาล ก็หวังว่าจะเป็นหลักการ ที่ยึดถือกับรัฐบาลทุกชุดต่อไป จะต้องมีเรื่องที่สำคัญอีกอันหนึ่งซึ่งเป็นเฉพาะกรณีอย่างยิ่ง ในยุคปัจจุบันนั้นก็คือต้องมีการจัดการทบทวนบรรดาประกาศคำสั่งของ คสช. และคำสั่ง ของหัวหน้า คสช. ที่ออกมาตามมาตรา ๔๔ โอเค (OK) ละ ท่านอาจจะคิดว่าเป็นช่วงเวลา จำเป็น ช่วงเวลายกเว้น ช่วงเวลาพิเศษที่ท่านมีอำนาจมาก ท่านจึงออกประกาศคำสั่งเหล่านี้ ไปจำนวนมาก แต่ผมคิดว่า ๕ ปีนี้ออกมาเยอะ จริง ๆ แล้วไม่ใช่เฉพาะเรื่องการเมืองครับ กระทบทุกเรื่อง เศรษฐกิจ สังคม แม้กระทั่งเรื่องปราบมอเตอร์ไซค์เด็กแว๊น ทุกอย่างรวมไปหมด ดังนั้นมันถึงเวลาแล้วเมื่อเรากำลังกลับเข้าสู่ระบบปกติ ต้องมาทบทวนกันว่าคำสั่งไหน มันมีปัญหา มันไม่ยุติธรรม ต้องมีกระบวนการเรื่องการปรองดองเปลี่ยนผ่าน เพื่อเอา ประเทศไทยเดินหน้าต่อไปให้ได้ และที่สำคัญที่สุดก็คือต้องจัดการเปลี่ยนแปลงแก้ไข ตัวรัฐธรรมนูญฉบับนี้ด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมาตราสุดท้าย มาตรา ๒๗๙ ที่ได้รับรอง เอาไว้ว่าบรรดาประกาศคำสั่งของหัวหน้า คสช. ทั้งหลายทั้งปวง รวมทั้งการกระทำ ที่เกี่ยวเนื่องให้ถือว่าชอบด้วยตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้ทั้งหมดและชอบด้วยกฎหมายด้วย ถ้าหากจัดการไล่เลียงกันไปตามที่ผมบอกทั้งหมดนี้ นั่นหมายความว่าอะไรครับ เราก็จะได้ ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขอย่างยั่งยืน ความขัดแย้ง ในประเทศไทยก็จะยุติลดน้อยลง จะเหลือเพียงความขัดแย้งในทางความคิดเห็นที่เชื่อ ไม่ตรงกัน เห็นไม่ตรงกัน คิดเรื่องนโยบายไม่ตรงกัน ซึ่งเป็นเรื่องปกติในการปกครอง ระบอบประชาธิปไตย เราจะได้กองทัพที่เป็นมืออาชีพ เป็นกองทัพที่จิ๋วแต่แจ๋ว เล็กและทันสมัย เป็นมาตรฐาน เราจะได้ศาลที่ทำให้สร้างความเชื่อมั่นในระบบกระบวนการ ยุติธรรมกลับมา แล้วเราก็จะมีสถาบันพระมหากษัตริย์ที่สง่างามเป็นพระเกียรติต่อไป นี่คือทั้งหมดที่ผมพูดมาครับ ทีนี้เรามาถึงเรื่องความรักชาติ ในข้อนี้มีเรื่องความรักชาติ เช่นเดียวกันครับ ความรักชาตินี่นะครับ ผมอยากจะขออนุญาตแบบนี้ครับ อยากจะขออนุญาต เรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านนายกรัฐมนตรีว่าเรื่องความรักชาตินี้ขอให้ท่าน อย่ามองว่าพรรคการเมืองหรือนักการเมือง หรือพี่น้องประชาชนที่คิดเห็นไม่ตรงกับท่านนั้น เป็นคนที่ไม่รักชาติ คนที่วิพากษ์วิจารณ์ท่านก็รักชาติไม่แพ้ไปกว่ากัน คนไทยทั้งประเทศนี้ ก็คือคนรักชาติทั้งหมด และด้วยการที่เขารักชาติมากนั้นเอง เขาจึงจำเป็นต้องวิพากษ์วิจารณ์ คณะรัฐมนตรีเป็นเพียงส่วนหนึ่งของชาติ เป็นองค์ประกอบหนึ่งในการใช้อำนาจบริหาร ดังนั้นถ้าคนไม่เห็นด้วยกับท่าน ไม่เห็นด้วยกับการดำเนินงานนโยบายของท่าน นั่นก็คือ เขารักชาตินั่นเองเขาถึงวิพากษ์วิจารณ์ อย่าตั้งข้อหาเรื่องชังชาติต่อกัน ไม่อย่างนั้น ประเทศเดินหน้าต่อไม่ได้ ในส่วนเช่นเดียวกันครับ ท่านใช้คำว่า และความเป็นน้ำหนึ่ง ใจเดียวกัน ผมขออนุญาตเรียนแบบนี้นะครับ บ้านเมืองมีความขัดแย้งมา ๑๓-๑๔ ปีมาแล้ว แล้วก็กำลังจะกลับไปสู่ระบบปกติเพื่อเดินหน้าต่อได้ ตอนนี้เราก็มีผู้ประสบปัญหาต้องลี้ภัยในทางการเมืองไปอยู่ในต่างประเทศจำนวนมาก หลายท่านก็เป็นเพื่อนร่วมชาติ หลายท่านก็เคยรู้จักมักคุ้นกับสมาชิกสภาในห้องนี้ หลายท่าน ก็เป็นเพื่อนมิตรกัน แต่ด้วยความคิดเห็นในทางการเมืองที่ไม่ตรงกัน และในช่วงเวลาที่รัฐบาล ยึดอำนาจก็มีความกังวลใจ ลี้ภัยทางการเมืองออกไปอยู่ต่างประเทศ ท่านนายกรัฐมนตรี ก็บอกอยู่บ่อย ๆ ว่าให้กลับมาเถอะนะครับ อย่างไรก็เป็นคนชาติเดียวกัน แต่ผมคิดว่า การกลับมาก็ต้องมีหลักประกันด้วยนะครับว่า การกลับมานั้นถ้าหากเขาเป็นนักโทษในทาง การเมืองที่คิดเห็นไม่ตรงกับรัฐบาลที่ยึดอำนาจในเวลานั้น แล้วเขาหลบหนีลี้ภัยออกไป ก็ต้องตีว่าเป็นนักโทษในทางการเมือง ผมย้อนอดีตไปนิดเดียวครับ และเป็นกฎหมายที่สำคัญ ของประเทศ นโยบาย ๖๖/๒๓ สมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยหลบหนีเข้าไป อยู่ในป่า สู้กันมาเป็น ๑๐ กว่าปี สู้กับกองทัพเป็น ๑๐ กว่าปี ยิงกันตาย ฆ่ากันตาย บาดเจ็บ ล้มตาย ทั้ง ๒ ฝ่ายเสียหายจำนวนมากทั้ง ๒ ฝ่าย ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายพรรคคอมมิวนิสต์ แห่งประเทศไทย แต่สุดท้ายด้วยนโยบายอันเฉลียวฉลาดของรัฐบาลท่าน พลเอก เปรม นโยบาย ๖๖/๒๓ เอาคนเหล่านี้กลับมา แล้วหลายท่านไปเป็นนายกรัฐมนตรี ไปเป็นรัฐมนตรี หลายท่านอยู่ในที่ประชุมแห่งนี้ด้วย ครั้งนี้เป็นอีกครั้งหนึ่งทำไมเราถึงจะทำไม่ได้ครับ อยากจะฝากท่านประธานเรียนไปยังนายกรัฐมนตรีว่าริเริ่มกลับเข้าสู่ความปรองดอง เพื่อความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของคนทั้งประเทศ ด้วยการพานักโทษการเมืองที่ลี้ภัย ออกไปนั้นได้กลับมาใช้ชีวิตอย่างปกติในประเทศไทยครับ

นโยบายอีกเรื่องหนึ่งที่ผมจะพูดถึงครับ เป็นนโยบายหลักที่คณะรัฐมนตรี กำหนดไว้อยู่ในข้อ ๑๑.๘ เรื่องการกระจายอำนาจความรับผิดชอบและเพิ่มบทบาท การปกครองขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เรื่องกระจายอำนาจเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่เขียน เอาไว้ แล้วเป็นสิ่งที่ส่วนตัวผมเองผมไม่มั่นใจเลยว่าจะเกิดขึ้นจริงในคณะรัฐมนตรีชุดนี้ เนื่องมาจากว่าดูพฤติกรรมตอนที่ท่านครองอำนาจกันมาเมื่อ ๕ ปี แล้วบังเอิญว่า ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยก็ยังเป็นคนเดิมด้วย แต่ด้วยความหวังว่า มีรัฐมนตรีช่วยว่าการจากหลากหลายพรรคเข้าไปที่ได้รณรงค์หาเสียงเรื่องการกระจายอำนาจ เอาไว้ก็คิดว่าน่าจะเดินหน้าได้ นโยบายเรื่องการกระจายอำนาจครับ ตลอด ๕ ปีที่ผ่านมา เราไม่มีการเลือกตั้งท้องถิ่นเลย รัฐบาลชุดที่แล้วได้ทำลายหลักการกระจายอำนาจท้องถิ่น อย่างสิ้นเชิงครับ คือไม่ให้มีการเลือกตั้งท้องถิ่น แล้วก็เอาอำนาจเข้าไปแทรกแซงแต่งตั้ง โยกย้าย ปลดออกบ้าง แขวนบ้าง กับนักการเมือง ผู้บริหารท้องถิ่นหลายพื้นที่นะครับ บางท่านก็ได้กลับมา บางท่านก็ยังโดนแขวนเอาไว้อยู่นะครับ ตอนนี้เรามีพระราชบัญญัติ การเลือกตั้งท้องถิ่นประกาศใช้แล้วครับ แต่ปรากฏว่าก็ยังมีมาตราที่เขียนเอาไว้ว่า ให้คณะรัฐมนตรีเป็นคนตัดสินใจว่าจะให้มีการเลือกตั้งท้องถิ่นเมื่อไร ดังนั้นผมอยากจะ ขอให้คณะรัฐมนตรีได้ระบุให้ชัดเจนครับว่าจะเลือกตั้งท้องถิ่นเมื่อไร ในเมื่อท่านมี นโยบายหลักในเรื่องการกระจายอำนาจ การกระจายอำนาจไม่มีทางเกิดขึ้นได้เลยถ้าท่าน ไม่กลับไปเลือกตั้งท้องถิ่น ดังนั้นอยากจะให้คณะรัฐมนตรีกำหนดให้ชัดเลยครับ วันที่เท่าไร เดือนอะไร จะเริ่มมีการเลือกตั้งท้องถิ่นนะครับ เพราะผมได้ยินในข่าว คณะกรรมการการเลือกตั้งเขาก็พร้อม ข้าราชการก็พร้อม พรรคการเมืองนี่ยิ่งพร้อมเลยครับ เตรียมพร้อมลงสนามเลือกตั้งกันหมด อยากจะให้คณะรัฐมนตรีชุดนี้ประกาศให้ชัด เป็นปฏิทินเลยว่าจะเลือกตั้งท้องถิ่นอีกทีเมื่อไร เช่นเดียวกันครับในเรื่องการแบ่งสรรปันส่วน งบประมาณระหว่างราชการส่วนกลางกับราชการส่วนท้องถิ่น ในอดีตนั้นตั้งแต่มีรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เรามีกฎหมายแผนขั้นตอนการกระจายอำนาจออกมาปี ๒๕๔๒ เราทำแผน ขั้นตอนการกระจายอำนาจออกมาเพื่อวางกันเอาไว้ว่าจะทยอยการแบ่งสรรปันส่วน งบประมาณกับท้องถิ่นส่วนกลางไปให้ถึงฝันอยู่ที่ ๗๐ : ๓๐ แต่ทุกท่านก็ทราบดีว่า ณ เวลานี้ ภารกิจของท้องถิ่นมากขึ้น งบประมาณเพียงเท่านี้ยังไม่พอ ถ้าเป็นไปได้อยากจะให้ขยับขึ้น เป็น ๖๐ : ๔๐ หรือครึ่งต่อครึ่งก็ได้นะครับ เหมือนกับที่เป็นนโยบายที่พรรคอนาคตใหม่ ได้รณรงค์หาเสียงไว้ ในประเทศญี่ปุ่นก็เป็นลักษณะแบบนี้ เพราะท้องถิ่นเขามีภารกิจมาก อำนาจมากขึ้น งบประมาณก็จะมากขึ้นตาม

อีกเรื่องหนึ่งที่เป็นเรื่องสำคัญ ต้องฝากท่านประธานไปยังรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทย คือในช่วงเวลาที่ผ่านมากระทรวงมหาดไทยมีการออกประกาศ ระเบียบ คำสั่ง เป็นกฎเกณฑ์ภายในของกระทรวงที่ใช้กันภายในเยอะแยะเต็มไปหมด แต่ปรากฏว่า กฎเกณฑ์เหล่านี้ได้ทำลายหลักการกำกับดูแลของส่วนกลางกับท้องถิ่น เปลี่ยนมันจน กลายไปเป็นเหมือนบังคับบัญชา ท้องถิ่นจะทำอะไรแต่ละอย่างตอนนี้ต้องกังวลใจเสมอว่า กระทรวงมหาดไทยจะยอมไหม ผู้ว่าราชการจังหวัดจะยอมไหม ต้องกลับไปขอหรือไม่ ต้องกังวลกับเรื่องการตรวจเงินแผ่นดินของ สตง. ตลอดเวลา จนเขาไม่กล้าทำอะไรเลย ดังนั้นอยากจะให้จัดการแก้ไขปัญหาตรงนี้ด้วย เพื่อให้การกระจายอำนาจสมดังที่ท่านเขียน ไว้ในนโยบายนะครับ

อีกเรื่องหนึ่งครับ นโยบายเร่งด่วนข้อ ๑๒ เป็นข้อสุดท้ายที่ผมจะพูดถึง ในวันนี้นะครับ นั่นก็คือเรื่องการสนับสนุนให้มีการศึกษา การรับฟังความเห็นของประชาชน และการดำเนินการเพื่อแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะในส่วนที่ว่าด้วยหลักเกณฑ์ และวิธีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ผมและสมาชิกพรรคอนาคตใหม่สนับสนุนเต็มที่ให้มี การแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะเราเล็งเห็นว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นรัฐธรรมนูญที่ขาดความชอบธรรม ทางประชาธิปไตย ทั้งในแง่ของที่มา ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าเชื่อมโยงไปกับรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๗ แล้วรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๗ ก็เกิดมาจากการรัฐประหาร ทั้งในตัวเนื้อหาก็มีปัญหาเรื่องความไม่ชอบธรรมในเรื่องประชาธิปไตย เอาให้ง่ายที่สุดก็คือ มี ส.ว. ๒๕๐ ท่านที่มีอำนาจมาก มีอำนาจในการร่วมเลือกนายกรัฐมนตรี มีอำนาจร่วม ในการออกกฎหมายเกี่ยวกับการปฏิรูป และ ส.ว. ชุดนี้ทั้งหมดมาจากการแต่งตั้งของหัวหน้า คสช. มี มาตรา ๒๗๙ มาตราสุดท้ายที่รับรองเอาไว้หมดว่าประกาศคำสั่งถูกต้องตาม รัฐธรรมนูญเสมอ นั่นหมายความว่าประเทศไทยจะกลายเป็นมีรัฐธรรมนูญ ๒ ระบบ ระบบปกติกับระบบพิเศษคือข้อยกเว้นบรรดาประกาศคำสั่งทั้งหลายได้รับข้อยกเว้นหมดว่า ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ ใครก็ตามอยากจะไปโต้แย้งว่าประกาศฉบับนี้ ประกาศคำสั่งที่ หัวหน้า คสช. เคยออกมาขัดกับรัฐธรรมนูญไปถึงศาลท่านก็จะไม่รับ มีมาแล้วหลายคดี เขาบอกว่ารัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๙ รับรองเอาไว้ให้เรียบร้อยแล้ว ด้วยเนื้อหาแบบนี้เอง จำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนแปลง ท่านอาจจะบอกกันครับว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ผ่านการออกเสียงประชามติ แต่ใคร ๆ ก็ทราบดีว่าการออกเสียงประชามติครั้งที่ผ่านมานั้น ไม่ได้มาตรฐานสากลตามแบบอย่างประชาธิปไตย เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ของฝ่ายไม่รับ ใช้ได้ไม่เต็มที่ครับ หลายคนถูกดำเนินคดีจนตอนนี้ยังต้องขึ้นโรงขึ้นศาลกันอยู่ เพราะฉะนั้นแล้วรัฐธรรมนูญฉบับนี้มันมีปัญหาจริง ๆ มันต้องแก้กันขนานใหญ่ พรรคอนาคตใหม่เองจึงสนับสนุนให้มีการแก้รัฐธรรมนูญเพื่อเปิดทางให้มีการเลือกตั้ง สภาร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาจากประชาชน แล้วร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ โดยยึดหลัก ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขเอาไว้ ยึดหลักเรื่องราชอาณาจักร พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขสืบทอดทางสายโลหิต ยึดหลักเรื่องการแบ่งแยกอำนาจ ยึดหลักเรื่องความเป็นรัฐเดี่ยวเอาไว้ แล้วที่เหลือท่านก็ร่างในส่วนอื่น ๆ กันต่อ นี่คือกรอบ ที่เราคิดกันไว้ อยากจะฝากเรียนท่านด้วยว่านโยบายที่เร่งด่วน ข้อ ๑๒ นี้เป็นเรื่องสำคัญ อยากจะให้คณะรัฐมนตรีเน้นให้ชัดกว่านี้ อย่าเขียนเลื่อนลอยในลักษณะที่ขอไปทีเพื่อจะให้ พรรคการเมืองที่สนับสนุนการแก้รัฐธรรมนูญให้เขาเพียงพอใจที่เข้ามาร่วมรัฐบาล ด้วยการเขียนแต่เพียงสนับสนุนให้มีการศึกษาและฟังความเห็นของประชาชน แล้วสุดท้าย ก็ไม่รู้ว่าจะได้แก้หรือไม่ได้แก้นะครับ ผมเรียนนะครับ รัฐธรรมนูญชุดนี้เมื่อออกดอกออกผล เต็มที่แล้ว ไม่ได้มีแต่พวกผมทางซีกฝ่ายค้านหรอกครับที่จะโดนฤทธิ์เดชของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ทางพวกท่านเองที่กำลังเป็นรัฐบาลท่านก็ต้องโดนเหมือนกัน สิ่งที่ท่านคิดตอนออกแบบ รัฐธรรมนูญ อาจคิดว่าจะมาใช้กับใครคนใดคนหนึ่ง กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง พรรคการเมืองใด พรรคการเมืองหนึ่ง แต่เมื่อรัฐธรรมนูญมันออกมาใช้แล้วมันโดนใช้กับทุกคนครับ ท่านก็จะเห็นปัญหาต่าง ๆ ต่อเนื่องตลอดเวลา รัฐธรรมนูญฉบับนี้มันเป็นเหมือนกับดักเวลา เป็นกับดักลูกระเบิดที่พร้อมจะระเบิดต่อไป ถ้าหากจะให้บ้านเมืองกลับไปสู่ปกติได้ เราจำเป็นต้องทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ในอดีตที่ผ่านมาเราเคยมีรัฐธรรมนูญที่เป็นฉันทามติ ร่วมกันของคนทั้งประเทศไปแล้ว นั่นคือรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ อยากจะเชิญชวนให้ช่วยกัน ฟื้นวิญญาณการเกิดขึ้นของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ กลับมาครับ ยุติรัฐธรรมนูญ แบบการแก้แค้นเอาคืนตลอด ๓ ฉบับหลังที่ผ่านมา คือคุณต้องการแก้แค้นเอาคืนใครก็เขียน รัฐธรรมนูญให้มันหน้าตาเป็นอย่างนั้น แต่ถึงที่จริงแล้วมันหาฉันทามติของสังคมไม่ได้ ฟื้นวิญญาณรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มาด้วยกันครับ บ้านเมืองจะได้ไปต่อ มีรัฐธรรมนูญ ที่เป็นฉันทามติร่วมกันของคนทั้งประเทศ ผมขออนุญาตใช้เวลาสรุปอย่างนี้ครับท่านประธาน ผมเองในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคอนาคตใหม่ ผมขออนุญาตเรียนว่า พรรคอนาคตใหม่ ทั้งตัวหัวหน้าพรรคซึ่งไม่มีโอกาสได้เข้ามาสภาแห่งนี้ ทั้งสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรของพรรค พวกเรามีความปรารถนาดีต่อชาติบ้านเมือง พวกเรา มีความรักชาติบ้านเมือง รักและเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ไม่ได้น้อยไปกว่าพวกท่าน ไม่ได้น้อยไปกว่าคนที่กล่าวหาพวกเรา แต่การแสดงออกของแต่ละคน แต่ละท่าน อาจจะมีความเหมือนและแตกต่างกัน นั่นเป็นเรื่องในรายละเอียด แต่หัวจิตหัวใจ ไม่ได้แตกต่างจากพวกท่าน พวกเรามีความรักชาติ รักสถาบันพระมหากษัตริย์ ไม่ต่างจากพวกท่าน พวกเราไม่ได้มีความคิดที่จะล้มล้างอะไร ไม่ได้มีความคิดรุนแรง เราเพียงต้องการให้บ้านเมืองกลับมาสู่ระบบปกติ กลับมาสู่ในระบบประชาธิปไตย กลับมาสู่นิติรัฐให้ได้ เราเพียงต้องการร่วมกันสร้างฉันทามติร่วมกันเพื่อให้บ้านเมือง ออกจากความขัดแย้ง ๑๓ ปีนี้เสียที เราไม่ได้คิดตั้งตนเป็นศัตรูกับกองทัพ เพียงแต่ เราไม่สนับสนุนให้มีการรัฐประหารโดยกองทัพ เราไม่ต้องการให้รัฐบาลพลเรือน ไปอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาดูแลของตัวกองทัพเท่านั้นเอง เราต้องการกองทัพที่มืออาชีพ เราไม่ได้เป็นศัตรูกับองค์กรตุลาการหรือศาลใด เพียงแต่เราต้องการมาตรฐานกระบวนการ ยุติธรรมที่เท่าเทียมกัน ส.ส. พรรคอนาคตใหม่ทุกท่านที่มาร่วมประชุมกับท่านในที่นี้ พวกเรา ๘๑ ชีวิต ๘๑ คน เป็น ส.ส. หน้าใหม่ทั้งหมดครับ เป็น ส.ส. หน้าใหม่ทั้งหมด และพร้อมที่จะให้ความร่วมมือกับคณะรัฐมนตรี กับรัฐบาล กับทุกองค์กร กับสมาชิกวุฒิสภาด้วย กับทุก ๆ สถาบัน เพื่อที่จะนำประชาธิปไตยกลับมา และร่วมกันเดินหน้าหาฉันทามติ มาแสวงหาอนาคตแบบใหม่ร่วมกันครับ ขอบคุณครับ