ปิยบุตร แสงกนกกุล

รัฐสภา · ครั้งที่ ๓ · ๒๕ กรกฎาคม ๒๕๖๒

ปิยบุตร แสงกนกกุล วิพากษ์วิจารณ์นโยบายรัฐบาลชุดปัจจุบันว่าเป็นนโยบายที่หลอกลวงเลื่อนลอย โดยชี้ให้เห็นว่าหลายพรรคการเมืองได้รณรงค์หาเสียงด้วยนโยบายสำคัญ เช่น การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ เงินเดือนปริญญาตรีและอาชีวะ ยกเว้นภาษีเด็กจบใหม่ การยกเลิกเกณฑ์ทหาร และการเปิดเสรีกัญชา แต่กลับไม่บรรจุลงในนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล ซึ่งผู้พูดระบุว่าสาเหตุหลักเกิดจากระบบรัฐธรรมนูญปี ๒๕๖๐ ที่ออกแบบมาอย่างมีข้อบกพร่อง โดยกลไกวุฒิสภาที่มาจากการเลือก

นายปิยบุตร แสงกนกกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม ปิยบุตร แสงกนกกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคอนาคตใหม่ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา การประชุมร่วมกันของรัฐสภาในวันนี้ เป็นวาระสำคัญอย่างยิ่งนะครับ นอกจากเป็นโอกาสให้คณะรัฐมนตรีที่เพิ่งเข้ารับการปฏิบัติ หน้าที่ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาเพื่อให้สมาชิกรัฐสภาได้วิพากษ์วิจารณ์ และให้ข้อคิดเห็น อันเป็นประโยชน์แก่คณะรัฐมนตรี นอกจากนั้นแล้ววันนี้เป็นครั้งแรกในรอบ ๕ ปี ที่ท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตหัวหน้า คสช. ผู้ก่อการรัฐประหารเมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ และเป็นความผิด แต่ท่านนิรโทษกรรมตัวท่านเองไปแล้ว ท่านได้เข้าสภาครั้งแรกในรอบ ๕ ปี โดยที่มี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฝ่ายค้านได้ทำหน้าที่ตรวจสอบถ่วงดุลท่านด้วย ซึ่งเป็นนิมิตหมายที่ดี ของการกลับคืนเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ดังนั้น ผมเองในฐานะผู้แทนราษฎรจากฝ่ายค้านจึงขออนุญาตใช้เวลาของสภาแห่งนี้ทำหน้าที่ อภิปรายแสดงข้อคิดเห็นเพื่อเป็นประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน โดยผมเองนั้น จะเป็นตัวแทนของพรรคอนาคตใหม่ โดยรับมอบสิทธิของหัวหน้าพรรคมาใช้ในการอภิปราย โดยไม่จำกัดเวลา แต่ผมจะพยายามควบคุมให้อยู่ใน ๓๐ นาที และถ้าเวลาส่วนใดเกิน ให้หักเวลาจากส่วนของพรรคอนาคตใหม่ไป ผมจะอธิบายในภาพรวมของนโยบายนี้ และหลังจากนั้นก็จะลงไปในรายละเอียดในนโยบายหลัก ๑๒ ด้านบางเรื่อง และนโยบาย เร่งด่วน ๑๒ อีกในบางด้าน แล้วก็ที่อื่น ๆ ส่วนอื่น ๆ นั้นก็จะมีสมาชิกจากพรรคอนาคตใหม่ ได้อภิปรายแสดงข้อคิดเห็นต่อไป ผมต้องขออนุญาตฝากเรียนท่านประธานไปยัง ท่านนายกรัฐมนตรีว่า ผมขอขอบคุณท่านจริง ๆ ที่ท่านอดทนฟังต่ออีกสักนิดหนึ่ง เพื่อที่ท่าน จะได้รู้จักตัวผมมากขึ้น ท่านจะได้มีโอกาสรู้จักสมาชิกพรรคอนาคตใหม่มากขึ้น แล้วจะได้ เข้าอกเข้าใจกันมากขึ้นว่า เรามีมิตรจิตมิตรใจไมตรีต่อกันต่างเห็นผลประโยชน์ของ ชาติบ้านเมือง และข้อคิดเห็นที่ผมกำลังจะพูดต่อไปนี้จะเป็นประโยชน์ต่อตัวคณะรัฐมนตรี ท่านเองด้วย

ท่านประธานครับ ก่อนอื่นที่จะเข้าสู่เรื่องการแถลงนโยบาย ผมมีความจำเป็น อย่างยิ่งที่จะต้องขออนุญาตดูจากข้อบังคับ ข้อ ๑๐๘ ขออภิปรายต่อเนื่องจากการหารือ เมื่อเช้าเล็กน้อยเท่านั้นเอง เพราะมันเกี่ยวข้องกับความสามารถที่จะบริหารราชการแผ่นดิน ให้สำเร็จตามนโยบายนี้ ผมเรียนตรงนี้ว่านี่เป็นประโยชน์ของทุกท่านจริง ๆ ผมไม่ได้ หยุมหยิมจุกจิกกับเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่อยากจะเคลียร์ (Clear) ปัญหาเรื่องนี้ให้กระจ่างชัด เพื่อประโยชน์ต่อคณะรัฐมนตรีว่าสุดท้ายแล้วมันสมบูรณ์เรียบร้อยแล้วหรือยัง ในการถวายสัตย์ปฏิญาณ ผมเองดูจากข่าวพระราชสำนักซึ่งผมเองก็ไม่ทราบหรอกครับว่า ในความเป็นจริงแล้วจะมีขั้นตอนอะไรอย่างไร แต่ว่าคนที่จะยืนยันเรื่องนี้ได้ดีที่สุดก็คือ ตัวท่านนายกรัฐมนตรี ดังนั้นจึงขอความกรุณาว่าถ้าผมอภิปรายเสร็จแล้ว ถ้าท่านช่วยยืนยัน ให้สักนิดหนึ่งว่าการกล่าวปฏิญาณตอนนั้นครบถ้วนหรือไม่ อย่างไร เพราะเราจะได้วินิจฉัย ได้ว่าสุดท้ายแล้วการเข้ารับหน้าที่ของท่านนั้นสมบูรณ์ตามรัฐธรรมนูญแล้วหรือยัง เพื่อบ้านเมืองจะได้เดินหน้าไปได้ต่อ

ขออนุญาตเข้าสู่เรื่องการแถลงนโยบายของท่าน คำแถลงนโยบายของ คณะรัฐมนตรีที่ท่าน พลเอก ประยุทธ์ ได้อ่านมาทั้งหมดรวม ๓๕ หน้า แล้วก็เข้าใจว่า เขียนกันอย่างค่อนข้างเร่งรีบ แล้วก็ส่งให้สมาชิกค่อนข้างล่าช้ามาก เรามีเวลาอ่านกันเพียงแค่ ๓-๔ วันเท่านั้นเอง แล้วท่านเองก็ได้ใช้เวลาอ่านข้ามไปข้ามมาบ้าง ไม่เป็นอะไร เพราะเรา ก็ถือว่าเราทำการบ้านเราอ่านมาเหมือนกัน ท่านใช้เวลาอ่านไปเกือบ ๒ ชั่วโมง ขออนุญาต เรียนท่านประธานอย่างนี้ว่า ผมได้พิจารณาทั้งหมดแล้ว ขอสรุปว่านโยบายของคณะรัฐมนตรี ชุดนี้มีลักษณะเด่นอยู่ ๓ ประการ

ประการที่ ๑ นโยบายของคณะรัฐมนตรีชุดนี้เป็นนโยบายที่เลื่อนลอย นโยบายเลื่อนลอยคืออะไร นโยบายเลื่อนลอยคือท่านผสมปนเปเอาทุก ๆ เรื่องจับยัดใส่ เข้าไปหมด และเรียงต่อ ๆ กันมา ใส่ทุกเรื่อง แต่ว่าไม่ได้โฟกัส (Focus) เน้นเฉพาะเจาะจงไป ที่เรื่องใดเรื่องหนึ่ง มันคลุมกระจัดกระจายเต็มไปหมด แล้วก็จะประกอบไปด้วยคำใหญ่ ๆ โต ๆ คำสวยหรูเหมือนกับโฆษณาชวนเชื่อ แต่ว่าอ่านลงไปในรายละเอียดแล้วไม่มีเนื้อหา ที่เป็นรูปธรรม ผมยกตัวอย่างเช่น ท่านจะพบเห็นคำว่า เสริมสร้างสิ่งนั้น พัฒนาสิ่งนี้ ส่งเสริมสิ่งนั้น เหมาะสมอย่างนั้น ส่งเสริมอย่างนี้ มันจะวนเวียนไปซ้ำซากอยู่แบบนี้ แต่ถามว่าทำอย่างไร ไม่มีอะไรบอกไว้ แล้วก็ไม่ได้เน้นเฉพาะเจาะจงไปในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง

เพราะฉะนั้นผมขอยกตัวอย่างให้เห็นเป็นรูปธรรมแบบนี้ ถ้าท่านลองดู ตัวนโยบาย ในนโยบายหลักข้อที่ ๕.๑.๑ อันนี้เป็นตัวอย่าง ท่านเขียนเอาไว้ว่า ดำเนินนโยบายการเงินการคลังเพื่อให้เศรษฐกิจไทยสามารถตอบสนองต่อความผันผวนโลก โดยบริหารเศรษฐกิจมหภาคให้มีเสถียรภาพ เอื้ออำนวยต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ในภาพรวมอะไรต่าง ๆ ท่านว่าไปอย่างยาวเลย แต่ท่านก็ไม่ได้บอกวิธีการทำว่าทำอย่างไร สุดท้ายแล้วหน้าที่ในการบริหารเศรษฐกิจต่าง ๆ ที่ท่านว่ามาในข้อ ๕.๑.๑ นี่เป็นหน้าที่ ของรัฐบาลท่านอยู่แล้ว รัฐบาลทุกชุดก็ต้องทำหน้าที่เหล่านี้ แต่สิ่งที่พวกเราสมาชิก อยากทราบและจะได้วิพากษ์วิจารณ์กันถูกคือท่านทำอย่างไรต่างหาก เช่นเดียวกันครับ ในส่วนนโยบายเร่งด่วนในเรื่องที่ ๙ สิ่งนี้ก็เป็นการผสมผสานซึ่งย้อนแย้งกัน แต่ดันเอามาจับ อยู่ร่วมกัน เมื่อสักครู่ท่านสมาชิกอาวุโสซึ่งอภิปรายไปก่อนหน้าผมนะครับ ท่านอาจารย์ วันมูหะมัดนอร์ ท่านก็ได้พูดตรงนี้ไปแล้ว ในเร่งด่วนข้อ ๙ นั้นคือการแก้ไขปัญหายาเสพติดและสร้างความสงบสุขในพื้นที่ ชายแดนภาคใต้ ผมก็ไม่มั่นใจว่ามันเกี่ยวเชื่อมโยงกันได้อย่างไรใน ๒ เรื่องนี้ เรื่องหนึ่งคือ เรื่องยาเสพติด อีกเรื่องหนึ่งคือเรื่องการแก้ไขปัญหาความสงบชายแดนภาคใต้ ทำไม ท่านถึงไม่แยกออกจากกัน ถ้าเขียนติดกันอย่างนี้เดี๋ยวอ่านแล้วก็จะเข้าใจผิดว่ายาเสพติด มันมีอยู่แต่ที่ชายแดนภาคใต้หรือไม่ อย่างไร

เร่งด่วนข้อที่ ๔ ครับ การให้ความช่วยเหลือเกษตรกรต่าง ๆ แล้วท่านก็มี ถ้อยคำหนึ่งบอกว่าแก้ไขปัญหาข้าวครบวงจร ซึ่งก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าทำอย่างไร อีกเช่นเดียวกัน แค่บอกเฉย ๆ

เร่งด่วนข้อที่ ๕ การวางรากฐานระบบเศรษฐกิจของประเทศสู่อนาคต ท่านก็บรรยายสาธยายเต็มไปหมด เช่นเดียวกันครับไม่ได้บอกว่าจะทำให้มันเกิดขึ้นได้จริงนั้น อย่างไร

ทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้ยังมีการเขียนซึ่งมันขัดแย้งกันเองอยู่ ผมยกตัวอย่าง เช่น ขับเคลื่อนการทูตเชิงรุกเพื่อประชาชน เพื่อคุ้มครองผลประโยชน์ของคนไทย ส่งเสริม บทบาทของชุมชนไทย ท่านก็ว่าของท่านไปนะครับ มันเหมือนเป็นทิศทางที่ท่านจะทำ แต่ท่านก็ไม่ได้บอกว่าท่านจะทำนั้นอย่างไร อย่างน้อยก็พอสังเขปก็ไม่ได้บอกนะครับ

ลักษณะเด่นประการที่ ๒ ต่อไปครับ ผมขออนุญาตเรียกว่านโยบายชุดนี้ เป็นนโยบายโลเล เมื่อสักครู่นี้นโยบายเลื่อนลอยไปแล้ว ครั้งนี้เป็นนโยบายโลเล นโยบายโลเล ตรงไหนครับ โลเลคือไม่แน่ใจว่าท่านต้องการอะไรกันแน่ เพราะว่าหลายอย่างมันเขียน ซับซ้อนซ่อนเงื่อนขัดแย้งกันไปกันมาเอง ผมยกตัวอย่างเช่น นโยบายหลัก ข้อ ๑๐.๑ ท่านบอกว่าจะเร่งคืนพื้นที่ผืนป่า แต่ท่านก็ต่อไปว่า ระบุว่าจะจัดการให้ประชาชนสามารถ อยู่ร่วมกับป่าได้ คือตกลงแล้วนโยบายทวงคืนผืนป่าที่ท่านทำมาตลอด ๕ ปีที่ผ่านมา ซึ่งมีพี่น้องประชาชนชาวบ้านเดือดร้อนถูกดำเนินคดีจำนวนมาก ติดคุกจริงนะครับ บางท่าน อาจจะเพิ่งได้รอลงอาญา ได้ประกันตัวกันมา จริง ๆ นะครับ ติดคุกกันจริง ๆ และสุดท้ายแล้วนี่ ทวงคืนผืนป่า แล้วจะเอาป่ากับชุมชนมาอยู่ร่วมกัน ประชาชนสามารถอยู่ร่วมกันได้ ซึ่งมันดูกันคนละทิศคนละทาง จึงอยากทราบว่าแล้วสุดท้ายจะประสาน ๒ เรื่องนี้เข้าหากัน ได้อย่างไร

เช่นเดียวกันครับในส่วนของเรื่องการเกษตร ในนโยบายหลัก ๕.๓.๑ ท่านเขียนว่า รักษาเสถียรภาพราคาและรักษาเสถียรภาพรายได้ของเกษตรกรไว้ แต่ในขณะเดียวกันนโยบายเร่งด่วนเรื่องที่ ๔ ท่านเขียนว่า จะประกันรายได้เกษตร สุดท้ายคือถ้าสมมุติผมเป็นพี่น้องชาวเกษตรกร ผมก็ประเมินไม่ถูกว่าสุดท้ายนโยบายรัฐบาล ชุดนี้จะเอาอย่างไรกันแน่นะครับ จะประกันราคาหรือจะประกันรายได้ ตกลงแล้วจะมี การอุดหนุนช่วยเหลือเกษตรกรตามพืชรายตัวหรือไม่ อย่างไร เพราะมันเขียนขัดแย้งกันเอง อยู่นะครับ

เช่นเดียวกันครับนโยบายข้อ ๘.๖.๓ ท่านบอกว่า จะลดความเหลื่อมล้ำ ทางการศึกษา แต่สุดท้ายท่านก็บอกว่า จะทบทวนรูปแบบการให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา ที่เหมาะสม สุดท้ายแล้วมันจะลดการเหลื่อมล้ำได้หรือไม่ หรือว่าสุดท้ายท่านจะไปปรับเรื่อง การกู้ยืมกันแน่ เพราะฉะนั้นเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้มันคือโลเล โลเลคือไม่รู้ว่าจะเอาแบบไหน กันแน่นะครับ เขียนผสมปนเปกันลงไปหมด

ลักษณะเด่นประการที่ ๓ คือเป็นนโยบายที่หลอกลวงครับ ทำไมผมถึงพูด เช่นนี้ครับ เพราะว่าช่วงการเลือกตั้งที่ผ่านมา เราเพิ่งผ่านกันไม่นานทุกท่านความจำ ก็คงไม่ได้สั้น เราจำได้ดีเลยว่าการรณรงค์หาเสียงในการเลือกตั้งวันที่ ๒๔ มีนาคมนั้น เป็นการรณรงค์หาเสียงที่คึกคักเป็นอย่างยิ่ง เพราะเราไม่ได้เลือกตั้งมา ๕ ปี ในการรณรงค์ หาเสียงครั้งนั้น แต่ละพรรคการเมืองได้นำเสนอนโยบายที่ก้าวหน้าสร้างสรรค์จำนวนมาก เราพบเห็นหลายพรรคการเมือง พูดถึงเรื่องการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ พูดเรื่องสวัสดิการ พูดเรื่อง การยกเลิกการเกณฑ์ทหาร พูดเรื่องการนำกัญชามาใช้อย่างถูกกฎหมาย แต่ปรากฏว่า หลายพรรคการเมืองได้เข้าไปร่วมสู่รัฐบาลชุดนี้ เราก็เลยลองไปสำรวจดูว่าในนโยบาย ได้มีระบุนโยบายตามที่แต่ละพรรคการเมืองที่ร่วมรัฐบาลกันในเวลานี้ ตอนที่เอาไปรณรงค์ หาเสียงนั้นมีจริงหรือไม่ หรือสุดท้ายแล้วเอาไปใช้แต่เพียงหาเสียง และเมื่อประชาชนเลือกมา ให้ความไว้วางใจ แต่เมื่อท่านได้เข้าไปประกอบกันเป็นรัฐบาลท่านกลับไม่บรรจุลงในนโยบาย ขออนุญาตยกตัวอย่างเป็นบางเรื่องนะครับ ในนโยบายเร่งด่วน ข้อ ๕ ขออนุญาตเอ่ยนาม ตอนที่พรรคพลังประชารัฐซึ่งเป็นแกนนำของรัฐบาลชุดนี้ได้หาเสียงไว้มีเรื่องหนึ่งคือ เรื่องเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ ๔๐๐-๔๒๕ บาท นี่ผมเอามาจากแผ่นป้ายหาเสียงของท่านเองเลย มีเรื่องปริญญาตรีจบแล้วได้เงินเดือน ๒๐,๐๐๐ บาท อาชีวะจบแล้วได้เงินเดือน ๑๘,๐๐๐ บาท แต่ทั้ง ๓ เรื่องนี้ไม่ปรากฏอยู่ในนโยบายของคณะรัฐมนตรีชุดปัจจุบัน ที่พรรคพลังประชารัฐเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ในนโยบายของพรรคพลังประชารัฐยังได้พูดถึงอีกว่าเด็กจบใหม่จะได้รับการยกเว้นภาษี ๕ ปี ได้รับการยกเว้นลดภาษี ๑๐ เปอร์เซ็นต์สำหรับบุคคลธรรมดา ซึ่งเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่ดี แต่ปรากฏว่าในนโยบายก็ไม่ได้บรรจุลงไปอีกเช่นเดียวกัน เช่นเดียวกันครับ ขออนุญาตเอ่ยนามพรรคการเมืองพรรคประชาธิปัตย์ ตอนท่านรณรงค์หาเสียงก็มีเรื่อง การยกเลิกการเกณฑ์ทหารอยู่ แต่เรื่องนี้ก็ไม่ปรากฏอยู่ในนโยบายของรัฐบาลชุดปัจจุบัน ในส่วนของพรรคภูมิใจไทยได้รณรงค์เรื่องกัญชาแล้วก็จะเปิดเสรีเรื่องกัญชาเพื่อมาใช้ในทาง การแพทย์ แล้วก็มีเรื่องอนุญาตให้ปลูกบ้านละ ๖ ต้น แต่ปรากฏว่าในนโยบายเร่งด่วนนั้น เขียนแต่เพียงแค่ให้นำมาศึกษา ผมขออนุญาตอ่านนะครับ ให้นำมาศึกษาทดลองดูว่า จะอนุญาตให้ใช้กัญชงและกัญชาได้หรือไม่เพียงใด คือสุดท้ายก็ยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะทำ หรือไม่ทำ โดยไม่ได้ระบุลงไปในนโยบายตามที่ท่านได้หาเสียง ลักษณะเด่นทั้ง ๓ ประการ ที่ผมได้พูดไปคือเป็นนโยบายที่เลื่อนลอย โลเลและหลอกลวงนี้นะครับ ผมก็มานั่งทบทวนดู ลองไปอ่านนโยบายของคณะรัฐมนตรีชุดก่อน ๆ ไม่ต้องย้อนไปอื่นไกล เดี๋ยวท่านจะหาว่า ผมย้อนอดีตไปไกล เอานโยบายชุดของที่ท่านประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรีชุดที่แล้วก็ได้ครับ ผมคิดว่านโยบายคณะรัฐมนตรีของชุดที่ท่านประยุทธ์เมื่อปี ๒๕๕๗ ที่ท่านเข้ามา เขียนได้ดีกว่าตอนนี้อีก ไม่ต้องพูดถึงตอนรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งในชุดก่อน ๆ ซึ่งเขียน ได้ดีกว่ามาก ผมก็ให้ความเป็นธรรมแก่ตัวท่านนายกรัฐมนตรี แล้วก็เห็นใจ ตัวท่านนายกรัฐมนตรีและทีมงานของคณะรัฐมนตรีทั้งหมดว่า เราก็ลองมานั่งพิเคราะห์กันดู ว่าทำไมการเขียนนโยบายของรัฐมนตรีชุดนี้มันมีลักษณะที่เป็นเลื่อนลอย โลเล และหลอกลวง แบบนี้ ผมไม่ได้โทษตัวท่าน แต่ผมโทษไปที่ระบบ ผมโทษไปที่ระบบครับท่านประธาน ระบบออกแบบของรัฐธรรมนูญชุดนี้ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ที่ออกแบบกันมา มันบีบบังคับให้ คณะรัฐมนตรีต้องเขียนนโยบายแบบนี้ ผมเชื่อว่าลึก ๆ แล้วท่านอยากจะบรรจุนโยบายของ พรรคพลังประชารัฐใส่ลงไปทั้งหมดนั่นละ แต่บังเอิญท่านไม่ได้เป็นรัฐบาลที่เป็นพรรคเดียว เช่นเดียวกันพรรคอื่น ๆ ที่เข้าไปร่วมก็อยากจะบรรจุนโยบายของตนเองเข้าไปทั้งหมดนั่นละ แต่ท่านไม่ได้เป็นพรรคแกนนำ ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อเราดูองค์ประกอบของคณะรัฐมนตรีชุดนี้ มีทั้งสิ้น ๑๙ พรรค มากที่สุดในลำดับต้น ๆ ของประวัติศาสตร์การเมืองไทย ท่านรวมกันถึง ๑๙ พรรค แต่ท่านได้คะแนนเสียงยังเกินกึ่งหนึ่งมาเพียงเป็นเสียงปริ่มน้ำเท่านั้น แล้วทำไม ถึงเกิดเหตุการณ์อย่างนี้ขึ้น ผมคิดว่ามันคือระบบรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ที่ออกแบบมา ทุกท่าน ก็คงทราบดีว่าวุฒิสภาชุดแรก ๒๕๐ คนนั้นมาจากการเลือกกันของคณะ คสช. แล้ววุฒิสภา ชุดแรกก็มีอำนาจในการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี ซึ่งท่านก็ได้เลือกตัวท่าน พลเอก ประยุทธ์ เมื่อวันที่ ๕ มิถุนายนให้กลับมารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง ในส่วนนี้เองเมื่อเรา พิจารณาดูแล้ว เราก็พบว่ากลไกที่กำหนด ส.ว. ๒๕๐ คนเอาไว้แบบนี้ละ ทำให้การตัดสินใจ ของพรรคการเมืองต่าง ๆ บิดเบือนไปจากความเป็นจริง กติกาเช่นนี้เองกำหนดพฤติกรรม ของพรรคการเมืองแต่ละพรรค พรรคการเมืองแต่ละพรรค ทุกท่านลองจินตนาการดูว่าถ้าเรา ไม่มี ส.ว. ๒๕๐ คนในบทเฉพาะกาลนี้ ผมคิดว่าพรรคการเมืองที่ตั้งได้อันดับ ๑ เขาจัดตั้ง รัฐบาลเสร็จไป ๓ วัน ๕ วัน ก็คงจัดเสร็จเรียบร้อย ทำไมพรรคการเมืองที่ได้อันดับ ๒ ซึ่งคะแนนทิ้งห่างประมาณ ๒๐-๓๐ ที่นั่ง ถึงกล้าที่จะลองจัดรัฐบาลดู เพราะท่านทราบดีว่า มี ส.ว. ๒๕๐ คนอยู่ เช่นเดียวกันครับ พรรคการเมืองลำดับ ๔ ลำดับ ๕ ซึ่งหาเสียงเอาไว้ เช่นเดียวกันว่าจะไม่ร่วมการสืบทอดอำนาจ ทำไมถึงต้องตัดสินใจเข้าไปร่วมเพราะท่านทราบ ดีว่าถ้ามาอยู่ข้างนี้โอกาสจะโหวตได้เป็นนายกรัฐมนตรี ได้เป็นรัฐบาลคงยากมาก ๆ เพราะไม่มี ส.ว. ๒๕๐ คน เมื่อระบบรัฐธรรมนูญออกแบบอย่างนี้มันจึงบิดเบือนการตัดสินใจ ของพรรคการเมืองทุกพรรคไปหมด หลายท่านก็เข้าไปร่วมด้วยความจำใจ หลายท่าน เข้าไปร่วมด้วยการยอมลดหย่อนบางอย่างในสิ่งที่ท่านต้องการแล้วท่านไม่ได้ เช่นเดียวกับ ตัวพรรคแกนนำเอง นี่จึงเป็นที่มาของการที่เขียนนโยบายที่สับสนปนเป และมีแต่น้ำนะครับ หาเนื้อไม่ค่อยเจอ มีลักษณะที่หาเสียงเอาไว้แล้วก็ไม่ได้เอามาเขียนในนโยบายด้วย เพราะฉะนั้นก็ไม่ได้อยากจะโทษท่าน แต่อยากจะโทษไปที่ตัวรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ และเมื่อพูดถึงตัวรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ก็คือมันเป็นความสืบเนื่องกันมานั่นเองว่าที่ท่าน ต้องการออกแบบรัฐธรรมนูญกันแบบนี้ เพราะท่านต้องการสืบทอดอำนาจเป็น นายกรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง โดยเปลี่ยนจากนายกรัฐมนตรีที่ยึดอำนาจให้กลายเป็น นายกรัฐมนตรีจากการเลือกตั้ง ท่านครับ นโยบายเช่นนี้เองที่ออกมาด้วยสภาพคณะรัฐมนตรี ๑๙ พรรค เรียกว่าเป็นสหพรรคก็ได้นะครับ แล้วก็เสียงปริ่มน้ำแบบนี้ภายใต้ระบบพิกลพิการของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ทำให้เรา เสียโอกาส มีโอกาสน้อยมากที่คณะรัฐมนตรีจะได้มีเวลาโอกาสในการผลักดันนโยบาย ที่ก้าวหน้าสร้างสรรค์ นโยบายที่แก้ไขปัญหาประเทศในเชิงโครงสร้าง ทุกท่านก็คงทราบดีว่า ตอนนี้ประเทศไทยมันไม่ใช่ปัญหายิบย่อยรายละเอียด แต่มันเป็นปัญหาในระดับโครงสร้าง เรื่องการแก้ไขปัญหาในระดับโครงสร้าง นโยบายต่าง ๆ ที่ก้าวหน้าจะถูกผลักดันโดยนโยบาย ที่ประกอบไปด้วยสหพรรคและเสียงปริ่มน้ำแบบนี้แทบจะเป็นไปไม่ได้ ดังนั้นผมขออนุญาต คาดการณ์เอาไว้ล่วงหน้า และเดี๋ยวรอดูว่าเมื่อสิ้นสุดคณะรัฐมนตรีชุดนี้แล้วจะเป็นไปตามที่ ผมคาดการณ์หรือไม่ คณะรัฐมนตรีชุดนี้ก็คงจะผลักดันนโยบายได้เพียงนโยบายเฉพาะหน้า นโยบายที่จะส่งผลประโยชน์ต่อเนื่องต่อไปในการเลือกตั้งครั้งถัดไปของพวกท่าน นโยบายจะเป็นเพียงตัวอักษร แต่ถึงเวลาทำไม่ได้จริงในทางปฏิบัติ จะเน้นไปที่การอัดฉีดเงิน เข้าไปในระบบเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและเพื่อเพิ่มคะแนนนิยมพรรคของท่านในการเลือกตั้ง ครั้งต่อไป นโยบายสำคัญ ๆ เชิงก้าวหน้าแทบจะไม่มีโอกาสได้ผลักดันแน่นอน ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผมได้อภิปรายภาพรวมของนโยบายทั้งหมดไปแล้ว ผมจะขอใช้เวลาของสภาแห่งนี้ เพื่อจะอภิปรายลงรายละเอียดในนโยบายบางข้อ นโยบายหลักที่ท่านให้ไว้ทั้งหมด ๑๒ ด้าน ผมขออนุญาตอภิปรายไปเฉพาะด้านบางส่วนเท่านั้นนะครับ

ในด้านแรก นโยบายหลักด้านแรกของท่าน นั่นก็คือเรื่องการปกป้อง และเชิดชูสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นนโยบายที่คณะรัฐมนตรีของท่าน พลเอก ประยุทธ์ ให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก ท่านประธานครับ ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักร เรามี พระมหากษัตริย์เป็นประมุขสืบทอดทางสายโลหิต สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นสถาบันหลัก ที่ดำรงอยู่อย่างต่อเนื่องยาวนานในสังคมไทย ไม่ว่าอย่างไรนโยบายเรื่องนี้ก็เป็นนโยบายหลัก ของทุกรัฐบาลแน่นอน เป็นหน้าที่ของรัฐตามรัฐธรรมนูญกำหนด แต่ผมอยากจะให้ข้อสังเกต กับท่านประธานและฝากไปยังท่านนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีสักเล็กน้อยครับ การปกป้องและเชิดชูสถาบันพระมหากษัตริย์ที่ดีที่สุด มิใช่การนำสถาบันพระมหากษัตริย์ มาใช้เป็นเครื่องมือในการทำลายล้างทางการเมือง มิใช่การใส่ร้ายป้ายสีข้อหาที่เรามัก เรียกกันในภาษาสื่อกันว่า ล้มเจ้า มิใช่การเปิดโอกาสให้กองทัพเข้ามารัฐประหารยึดอำนาจ โดยใช้ข้ออ้างเรื่องหมิ่นพระบรมเดชานุภาพแบบในอดีตที่ผ่านมา แต่การปกป้องและเชิดชู สถาบันพระมหากษัตริย์ที่ดีที่สุด คือการสร้างประชาธิปไตยให้มั่นคงครับ มีแต่การปกครอง ในระบอบประชาธิปไตยที่เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ประกันสิทธิและเสรีภาพ ของประชาชนเท่านั้นที่จะทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์ดำรงอยู่อย่างมั่นคงสถาพร ประสบการณ์จากหลากหลายประเทศที่สถาบันพระมหากษัตริย์ดำรงอยู่อย่างมั่นคงสถาพร และทรงพระเกียรติยศ ล้วนแล้วแต่เป็นประเทศที่ปกครองในระบอบประชาธิปไตยทั้งสิ้นครับ ดังนั้นผมขออนุญาตฝากท่านประธานเรียนไปยังคณะรัฐมนตรีด้วยว่า พรรคอนาคตใหม่ สนับสนุนเรื่องการปกป้องและเชิดชูสถาบันพระมหากษัตริย์ เพียงแต่ว่าวิธีการปกป้องนั้น จะต้องไม่นำสถาบันพระมหากษัตริย์มาใช้เป็นเครื่องมือในการทำลายล้างทางการเมือง ซึ่งกันและกัน

ในด้านที่ ๒ นโยบายหลักด้านที่ ๒ ที่คณะรัฐมนตรีได้กำหนดไว้ การสร้าง ความมั่นคงและความปลอดภัยของประเทศ และความสงบสุขของประเทศ ในข้อ ๒.๓ ท่านระบุเอาไว้เรื่องพัฒนาและและเสริมสร้างการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ที่มีธรรมาภิบาล ความรักชาติ และความเป็นน้ำหนึ่ง ใจเดียวกัน จากข้อ ๒.๓ นี่เองนะครับ คณะรัฐมนตรีของท่าน พลเอก ประยุทธ์ ตั้งใจ จะพัฒนาและเสริมสร้าง ๑. การเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ๒. ธรรมาภิบาล ๓. ความรักชาติ และ ๔. ความเป็น น้ำหนึ่งใจเดียวกัน ผมขออนุญาตใช้เรื่องนี้ในการตั้งข้อสังเกตเพื่อเป็นประโยชน์ในการ ดำเนินการของคณะรัฐมนตรีชุดนี้ต่อไป เราได้ยินคำว่า การปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข บ่อย ๆ แต่ละท่านก็หยิบยกมาโดยที่ไม่ได้พูดถึง รายละเอียดว่ามันคืออะไรกันแน่ คำว่า การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ระบอบการปกครองแบบนี้ถือกำเนิดขึ้นเมื่อปี ๒๔๗๕ นั่นคือการเปลี่ยนแปลงการปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาเป็นการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เกิดขึ้นจากการตกลงกัน ระหว่างในหลวงรัชกาลที่ ๗ กับคณะราษฎร จนออกแบบระบอบการปกครองนี้ขึ้นมา ให้พวกเราได้ใช้อยู่กันในปัจจุบัน องค์ประกอบของระบอบการปกครองนี้ผมคิดว่า มี ๔ ขาสำคัญ ๑. คือสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นประมุขของประเทศและสืบทอด ทางสายโลหิต ๒. คือเรื่องความเป็นประชาธิปไตย ซึ่งยืนยันว่าอำนาจสูงสุด เป็นของประชาชน และแสดงออกผ่านทางการเลือกตั้ง หรือประชาธิปไตยทางตรงผ่าน การประชามติ ๓. คือเรื่องของระบบรัฐสภา ซึ่งประเทศไทยตัดสินใจเลือกใช้ระบบรัฐสภา มีการเลือกตั้งผ่านทางผู้แทน บางช่วงบางสมัยมีรัฐสภาที่มาจากการแต่งตั้งบ้าง บางช่วง บางสมัยมาจากการเลือกตั้งผสมแต่งตั้งบ้าง และบางช่วงบางสมัยก็เป็นเลือกตั้งทั้งหมด และองค์ประกอบข้อที่ ๔ นั่นก็คือเรื่องเสรีนิยม นั่นก็คือเรื่องการประกันสิทธิเสรีภาพ ของประชาชน การยึดมั่นในหลักนิติรัฐ ระบบการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ทั้ง ๔ ขานี้ เป็น ๔ ขาที่ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขจะต้อง พยายามหาจุดสมดุลทั้ง ๔ จุดนี้ให้ได้ นี่คือเนื้อหาของมัน ดังนั้นระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขจึงไม่มีที่อยู่ที่ยืนให้กับการรัฐประหารครับ ไม่มีที่อยู่ที่ยืน ให้กับกองทัพในการยึดอำนาจครับ และไม่มีอยู่ที่ยืนให้กับกองทัพที่จะมาอยู่เหนือ รัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้ง นี่คือเนื้อแท้ของการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขที่แท้จริงครับ ดังนั้นถ้าหากท่านยืนยันว่าคณะรัฐมนตรี ชุดนี้จะเดินหน้าต่อไป เรื่องการเสริมสร้างพัฒนาการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขก็อยากจะ ขออนุญาตเรียนท่านว่า จำเป็นอย่างยิ่งที่ประเทศไทยจะต้องช่วยกันหยุดยั้งป้องกันไม่ให้มีรัฐประหารเกิดขึ้นอีกแล้ว จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องให้กองทัพกลับไปเป็นกองทัพแบบมืออาชีพ ไม่ได้เข้ามาข้องเกี่ยว ในทางการเมือง และให้รัฐบาลพลเรือนอยู่เหนือกองทัพตามหลักประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ท่านประธานจะอนุญาตให้ท่านนั้นประท้วง ก่อนไหมครับ