สุรชัย อภิปรายรัฐบาล ชื่นชมคำแถลงนโยบาย

รัฐสภา · ครั้งที่ ๓ · ๒๕ กรกฎาคม ๒๕๖๒

สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย สมาชิกวุฒิสภา อภิปรายเกี่ยวกับการแถลงนโยบายของรัฐบาลตามรัฐธรรมนูญมาตรา 162 โดยชื่นชมการจัดทำคำแถลงและภาคผนวกที่สอดคล้องกับหน้าที่ของรัฐ นโยบายแห่งรัฐ และยุทธศาสตร์ชาติ แต่ชี้ว่ารายละเอียดบางประเด็นยังไม่ชัดเจน พร้อมย้ำเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญที่ต้องการให้ประเทศพัฒนาอย่างยั่งยืนภายใต้ความมั่นคงทางการเมือง และอธิบายบทบาทของสมาชิกวุฒิสภาตามบทเฉพาะกาลเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องต่อประชาชน

นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย สมาชิกวุฒิสภา แบบสรรหา

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ก่อนอื่นผมต้องขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังคณะรัฐมนตรี และเพื่อนสมาชิกว่า วันนี้เป็นวันที่พวกเราที่ประชุมมารับฟังการแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี ซึ่งนำโดยท่านนายกรัฐมนตรี ผมขออนุญาตเริ่มอย่างนี้ครับ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๓ เขียนไว้ว่า รัฐสภา รัฐมนตรี ศาล องค์กรอิสระ และหน่วยงานของรัฐทุกหน่วยงานจะต้องปฏิบัติหน้าที่ ตามรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และหลักนิติธรรม ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติ และความผาสุกของพี่น้องประชาชน เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมจะอภิปรายต่อไปนี้ และสมาชิก วุฒิสภาท่านต่อ ๆ ไปที่จะขึ้นมาอภิปราย เราจะยึดถือประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติ และความผาสุกของประชาชนเป็นหลักและเป็นแนวทางในการอภิปราย เพื่อที่จะเป็น ประโยชน์กับรัฐบาลในการที่จะนำข้อเสนอแนะต่าง ๆ ไปเป็นแนวทางสู่แผนการปฏิบัติ และวิธีการปฏิบัติตามนโยบายที่แถลงต่อรัฐสภาต่อไป

ผมกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับว่าในการจัดทำนโยบายและการแถลง นโยบายต่อรัฐสภาในวันนี้เป็นเงื่อนไขหนึ่งที่รัฐธรรมนูญได้กำหนดไว้ในมาตรา ๑๖๒ คือก่อนที่รัฐบาลจะเข้าบริหารราชการแผ่นดินนั้นจะต้องมาแถลงนโยบายต่อรัฐสภา โดยไม่มีการลงมติ แม้ว่าจะไม่มีการลงมติก็ตาม แต่ผมกราบเรียนครับว่า เป็นสิทธิของสมาชิก แห่งรัฐสภาที่จะให้ความคิดเห็นและซักถามคณะรัฐมนตรีต่อนโยบายที่สมาชิกยังเห็นว่า ไม่มีความชัดเจนหรือยังไม่เป็นไปเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติและความผาสุก ของประชาชน เงื่อนไขที่ปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ซึ่งผมกราบเรียนว่า เป็นเงื่อนไขที่ไม่เคยถูกกำหนดมาก่อนในรัฐธรรมนูญฉบับก่อนหน้านี้ของประเทศไทย ก็คือเงื่อนไขในการจัดทำนโยบายและการแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภาว่า การแถลงนโยบายนั้นจะต้องแถลงให้เห็นว่านโยบายที่รัฐบาลจัดทำขึ้นนั้นสอดคล้องกับหน้าที่ ของรัฐเช่นใดบ้าง สอดคล้องกับนโยบายแห่งรัฐเช่นใดบ้าง และสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ เช่นใดบ้าง และทั้งหมดเมื่อถูกกำหนดให้เป็นนโยบายของรัฐบาลแล้ว การขับเคลื่อน การบริหารราชการแผ่นดินตามนโยบายนั้น ๆ จะต้องใช้จ่ายงบประมาณ ท่านมีแหล่ง งบประมาณจากที่ใด ผมได้ตรวจสอบเอกสารเกี่ยวกับการแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี ทั้งหมดแล้วก็ต้องขอชื่นชมว่าทางรัฐบาลได้จัดทำคำแถลงนโยบายถูกต้องเป็นไปตาม หลักเกณฑ์ที่ถูกกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านได้กรุณาจัดทำภาคผนวกที่ ๒ ซึ่งเป็นภาคผนวกที่สรุปให้เราได้เห็นว่า นโยบายแต่ละข้อ แต่ละประเด็นนั้นสอดคล้องกับหน้าที่ของรัฐที่มีต่อพี่น้องประชาชน อย่างไรบ้าง สอดคล้องกับนโยบายแห่งรัฐอย่างไรบ้าง และสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ อย่างไรบ้าง แม้ว่าบางนโยบายทั้งนโยบายหลักและนโยบายเร่งด่วน ซึ่งสักครู่ผมจะลง รายละเอียดในบางนโยบายเป็นภาพรวมเสนอต่อที่ประชุม แม้บางนโยบายที่ท่านกรุณา สรุปมาว่าเป็นนโยบายที่สอดคล้องกับหน้าที่รัฐในเรื่องนั้นเรื่องนี้ สอดคล้องกับ ยุทธศาสตร์ชาติในเรื่องนั้นเรื่องนี้ หรือสอดคล้องกับนโยบายแห่งรัฐในเรื่องนั้นเรื่องนี้ก็ตาม พอลงไปดูรายละเอียดแล้วไม่ค่อยชัดเจนนัก แต่ก่อนที่ผมจะลงในรายละเอียดเรื่องนั้น ผมอยากจะกราบเรียนเพื่อให้คณะรัฐมนตรีและเพื่อนสมาชิกแห่งรัฐสภาได้มีความเข้าใจถึง เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ความเป็นมาของรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับหลักเกณฑ์ที่ต้องไปเขียนใน รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๒ ว่า เหตุใดรัฐธรรมนูญฉบับนี้จึงเป็นฉบับแรกที่กำหนดกติกาในการ จัดทำนโยบายว่าจะต้องสอดคล้องกับ ๓ เรื่องหลักของประเทศ โดยเฉพาะเรื่องหน้าที่แห่งรัฐ เรื่องนโยบายแห่งรัฐและยุทธศาสตร์ชาติ ก็กราบเรียนว่าทั้งหมดนี้เป็นแนวคิดของผู้ยกร่าง รัฐธรรมนูญที่อยากจะเห็นประเทศชาติของเรามีเป้าหมายในการพัฒนาประเทศชาติ อย่างชัดเจน และอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อนำไปสู่การพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน ไปสู่เป้าหมาย ที่ทุกคนต้องการ ผมเชื่อว่าทุกท่านที่ได้อภิปรายไปแล้วและจะอภิปรายต่อไปนั้นทุกคน รักประเทศชาติเหมือนกันหมด เพราะฉะนั้นทุกคนในห้องประชุมนี้เป็นพวกเดียวกันหมด ไม่มีพวกเรา พวกท่าน พวกเขา เราเป็นพวกเดียวกันที่ต่างอาสามาทำงานให้กับ พี่น้องประชาชนภายใต้กติกาของรัฐธรรมนูญที่เขียนไว้ กราบเรียนว่าโดยเฉพาะสมาชิก แห่งวุฒิสภาชุดนี้ ผมย้ำว่าชุดนี้เป็นชุดที่ถูกกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญที่ออกแบบให้เข้ามา มีส่วนร่วมในการรับผิดชอบภารกิจของประเทศชาติ ในช่วง ๕ ปีแรกของการเปลี่ยนผ่าน ประเทศ เสร็จแล้วพวกผมก็ต้องไปตามกติกาของรัฐธรรมนูญ ประเทศจะเดินหน้าไปสู่ การเปลี่ยนแปลงอีกขั้นตอนหนึ่ง ซึ่งจะเป็นขั้นตอนของการที่ไม่มี ๒๕๐ ส.ว. ไม่มี ส.ว. ที่ท่านบอกว่ามีอำนาจเหนือกว่า ส.ส. แต่ก็เป็นกติกาที่รัฐธรรมนูญได้เขียนออกแบบไว้เพื่อให้ ทำหน้าที่ตามบทเฉพาะกาลเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นตรงนี้คือสิ่งที่อยากจะกราบเรียน เพื่อผ่านไปยังพี่น้องประชาชนให้มีความเข้าใจว่าบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญเขียนไว้ด้วย วัตถุประสงค์ของการเปลี่ยนผ่านในเพียงชั่วระยะเวลาหนึ่ง บทบาทของสมาชิกวุฒิสภา ตามบทหลักของรัฐธรรมนูญนั้นไม่ได้เป็นไปอย่างที่หลายท่าน หรือบางท่านพยายามที่จะ อธิบายในการที่จะสร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนต่อความเป็นจริงต่อพี่น้องประชาชน ผมกราบเรียนท่านประธานเพื่อผ่านไปยังคณะรัฐมนตรีว่า เจตนารมณ์ที่เขากำหนดให้ ท่านทั้งหลายจะต้องมาแถลงนโยบายที่สอดคล้องกับหน้าที่ของรัฐนั้น แนวความคิดนี้ ไม่ได้เพิ่งเกิด นักการเมืองผู้บริหารประเทศชาติในอดีต ผู้รักชาติรักประชาธิปไตยในอดีต เขาคิดถึงอนาคตประเทศมาตั้งแต่เมื่อ ๒๒ ปีที่แล้ว คือ ๒๒ ปีที่แล้วที่เป็นยุคของการจัดทำ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ คนในยุคสมัยนั้นเขาก็คิดถึงอนาคตของประเทศว่า ทำอย่างไรจะให้ ประเทศชาติมีความยั่งยืนภายใต้ความไม่ยั่งยืนในระบบการเมืองของประเทศไทย แนวความคิดจึงเปลี่ยนผ่านเป็นบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญในปี ๒๕๔๐ คือบทบัญญัติ ที่ว่าด้วยแนวนโยบายแห่งรัฐที่ถูกบรรจุอยู่ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เสียดายว่าผู้คนในยุคนั้น มองผิดพลาดไปนิดหนึ่งในเรื่องของความรับผิดชอบต่อบ้านเมืองในการที่จะปฏิบัติตาม บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ผู้คนในยุคนั้นซึ่งรับผิดชอบในการจัดทำรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ หรือเมื่อ ๒๒ ปีที่แล้ว จึงไปเขียนให้แนวนโยบายแห่งรัฐตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ นั้น เป็นเพียงแนวทางในการกำหนดนโยบายและแนวทางในการออกกฎหมายของประเทศ พอเขียนเบาบางอย่างนั้น ผลที่ปรากฏตลอดระยะเวลา ๙ ปีของการบังคับใช้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ท่านประธานเชื่อไหมครับ เอาแค่ออกกฎหมายลูกตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ๙ ปี ยังออกกันไม่ครบเลยครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้คือคำตอบว่าเหตุใดประเทศไทยจึงไม่สามารถ ก้าวไปสู่เป้าหมายที่เราพึงประสงค์ โดยผ่านบทบัญญัตินโยบายแห่งรัฐที่กำหนด ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ได้ ย่างเข้าสู่ยุคสมัยของการจัดทำรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ผู้ที่รับผิดชอบรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ จึงได้ยกระดับแนวคิดนี้ให้มีความเข้มข้นขึ้น เปลี่ยนบทบัญญัติที่ว่าด้วยนโยบายแห่งรัฐตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เป็นนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ เปลี่ยนแนวคิดในการเขียนหมวดนี้ในรัฐธรรมนูญจากเพียงเป็นแนวทางในการกำหนด นโยบายและการออกกฎหมายของประเทศให้มีความเข้มข้นขึ้น โดยเขียนใส่ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เลยครับว่า นโยบายพื้นฐานแห่งรัฐคือเจตจำนงของรัฐ ในการให้รัฐบาลไปกำหนด นโยบายและการออกกฎหมาย คำว่า เจตจำนง ผมเชื่อว่าทุกท่านคงเข้าใจว่าหมายถึงอะไร แต่ที่สุดเราเดินซ้ำรอยประวัติศาสตร์เก่า รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ใช้เมื่อวันที่ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ เกือบ ๗ ปีของการที่เราใช้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เราเดินซ้ำรอยประวัติศาสตร์เดิม คือออกกฎหมายลูกได้ไม่ครบ เราเดินซ้ำรอยของประวัติศาสตร์เดิม ก็คือแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ไม่ได้รับการปฏิบัติจากรัฐบาล จะกี่ชุดก็สุดแล้วแต่ที่ท่านจะจดจำได้ แต่บทสรุปที่ ประเทศไทยได้รับก็คือว่า เราไม่สามารถใช้นโยบายแห่งรัฐหรือนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เป็นเข็มทิศในการนำพาประเทศไทยไปสู่เป้าหมายที่พวกเรา ต้องการได้ เมื่อเข้าสู่ยุคของการจัดทำรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ผู้ที่รับผิดชอบจัดทำรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ก็พยายามที่จะสานต่อความคิดนี้ให้มีความเข้มข้นขึ้น นำแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มาสังเคราะห์ใหม่ กลั่นสิ่งที่คิดว่าเป็นเรื่องสำคัญของประเทศชาติ และยอมไม่ได้อีกต่อไปที่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญแล้วไม่ทำ จึงก่อกำเนิดขึ้นมาเป็นหมวดที่ว่าด้วย หน้าที่แห่งรัฐส่วนหนึ่ง ส่วนที่มีความสำคัญลำดับต่อไปยังคงเป็นหมวดที่ว่าด้วยนโยบายแห่งรัฐ ผมพูดถึงตรงนี้กำลังจะกราบเรียนทั้งหลายท่านว่า นี่ละคือเหตุผลว่าทำไมรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ จึงกำหนดกติกาไว้ว่าการทำนโยบายของรัฐบาลตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ การแถลงนโยบายของรัฐบาลตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ต้องแถลงว่าจะทำอย่างไร บริหารประเทศนี้อย่างไร ให้สอดคล้องกับหน้าที่ของรัฐและนโยบายแห่งรัฐ เขากำหนดเช่นนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้ประวัติศาสตร์เดินซ้ำรอยตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ และปี ๒๕๕๐ ซึ่งเป็นรอยที่เกิดขึ้นมาแล้ว ๒๒ ปี ที่ผมหยิบประเด็นนี้มากราบเรียนก็เพื่อที่จะย้ำ ผ่านท่านประธานไปสู่คณะรัฐมนตรี ซึ่งนำโดยท่านนายกรัฐมนตรีว่า เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจ ของการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาในวันนี้แล้ว ขอความกรุณาท่านนำแผนปฏิบัติการ และวิธีการที่ท่านกำหนดไว้ แม้ไม่ได้เขียนชัดเจนในคำแถลงนโยบาย แต่ผมเชื่อว่า ท่านต้องมีแผนปฏิบัติการและวิธีการปฏิบัติการตามนโยบายของท่านไปสู่การปฏิบัติการ ให้เป็นรูปธรรม เพื่อให้เราประสบความสำเร็จ คือไปสู่เป้าหมายที่ประเทศไทย จะเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว หรือที่ท่านเรียกว่า ไทยแลนด์ ๔.๐ (Thailand 4.0) เมื่อนั่นละเราจะได้ชื่อว่าพวกเราได้ช่วยกันทำงานเพื่อประชาชน โดยมุ่งประโยชน์ ส่วนรวมของประเทศชาติและความผาสุกของประชาชนเป็นเป้าหมาย ผมจะขออนุญาตกราบเรียนในรายละเอียดเรื่องของนโยบายที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้แถลง เมื่อเช้านี้ ผมกราบเรียนต่อที่ประชุมว่า ถ้าเรามองถึงโครงสร้างหลักของสังคมไทยในภาพรวม เราจะเห็นได้ว่าสังคมไทยจะมีเสาหลักสำคัญอยู่ ๔ เสา เสาแรกก็คือสถาบันพระมหากษัตริย์ เสาที่ ๒ ก็คือเรื่องของความมั่นคง ความปลอดภัยของประเทศชาติ เสาที่ ๓ คือเรื่องของเสา ที่ว่าด้วยการเมือง และเสาที่ ๔ เป็นเรื่องที่ว่าด้วยสังคมและเศรษฐกิจ นโยบายของท่าน ถ้าเราแยกพิจารณาตามเสาหลักสำคัญที่ผมได้กราบเรียนต่อที่ประชุม เราจะเห็นว่า เสาหลักที่ ๑ ท่านพูดไว้ชัดเจนในนโยบายหลัก นโยบายที่ ๑ ก็คือการปกป้องและการเชิดชู สถาบันพระมหากษัตริย์ เรื่องเสาหลักที่ ๒ ความมั่นคง ความปลอดภัย ท่านพูดอยู่ใน นโยบายหลักข้อที่ ๒ ชัดเจนเช่นกัน ก็คือการสร้างความมั่นคง ความปลอดภัยของประเทศ ความสงบสุขของประเทศ แล้วก็ยังเชื่อมโยงไปสู่นโยบายเร่งด่วนในนโยบายเรื่องที่ ๘ เสาที่ ๓ เรื่องการเมืองไม่ค่อยชัดเจนครับ ท่านพูดโดยเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายหลักที่ว่าด้วย เรื่องการพัฒนาความเข้มแข็งจากฐานราก ไปพูดอยู่ในเรื่องของการสร้างความเข้มแข็ง ของชุมชน ซึ่งผมมีความเห็นว่าค่อนข้างอ่อนในเรื่องของนโยบายด้านนี้ เสาที่ ๔ เรื่องสังคม เศรษฐกิจ นโยบายของท่านค่อนข้างให้ความสำคัญกับเรื่องเศรษฐกิจมากกว่าเรื่องของสังคม จนทำให้ดุลยภาพของเสาที่ ๔ นี้ค่อนข้างที่จะขาดความสมดุลระหว่างเรื่องของเศรษฐกิจ และสังคม แม้ว่าเป็นที่รับรู้โดยทั่วไปว่าขณะนี้ปัญหาปากท้องของพี่น้องประชาชน เป็นเรื่องใหญ่ เป็นเรื่องที่รัฐบาลจะต้องเร่งรีบในการแก้ไข ซึ่งผมเห็นด้วยอย่างเต็มที่ และเห็นด้วยกับนโยบายที่ท่านพยายามเขียนให้น้ำหนักในเรื่องของเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะอยู่ใน นโยบาย ข้อ ๖ การพัฒนาเศรษฐกิจและกระจายความเจริญสู่ภูมิภาค ในเรื่องของการแก้ไข ปัญหาการดำรงชีวิต ในนโยบายเร่งด่วน เรื่องที่ ๑ ในเรื่องมาตรการเศรษฐกิจเพื่อรองรับ ความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ในเรื่องการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรและการพัฒนา นวัตกรรม แต่จริง ๆ สิ่งที่จะควบคู่กันกับการที่จะทำให้สังคมไทยเป็นสังคมที่ดีขึ้น นั่นก็คือ คุณภาพของสังคมด้วย ที่ผมกราบเรียนไว้แล้วว่าท่านให้น้ำหนักในเรื่องนี้ค่อนข้างอ่อนไป นิดหนึ่ง จริง ๆ สังคมไทยขณะนี้เรามีปัญหาค่อนข้างเยอะ กราบเรียนท่านประธานผ่านไปยัง ท่านนายกรัฐมนตรีว่า ถ้าเรามองไปที่สภาวะของสังคมไทย ในขณะนี้สังคมไทย ค่อนข้างอ่อนแอ เรามีปัญหาอาชญากรรมค่อนข้างสูง ถ้าท่านไปดูสถิติของผู้ต้องขัง ในเรือนจำทั่วประเทศจะมีตัวเลขหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ ตัวเลขเกี่ยวกับจำนวนผู้ต้องขังที่อยู่ใน เรือนจำทั่วประเทศ ข้อมูลล่าสุดสิ้นสุด ณ วันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๖๒ ท่านทราบไหมครับ มีพี่น้องประชาชนต้องมาใช้ชีวิตอยู่ในเรือนจำเท่าไร ๓๕๔,๙๐๕ คน ตัวเลขนี้ถ้าเปรียบเทียบ กับเดือนกรกฎาคมของปีที่แล้ว ซึ่งมีตัวเลข ๓๕๕,๕๔๓ คน ดูเหมือนประหนึ่งว่าผู้ต้องขัง ลดลง แต่เป็นผลจากการพระราชทานอภัยโทษเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา นั่นแปลว่า ตัวเลขสูงขึ้นในความเป็นจริง และในตัวเลขจำนวน ๓๕๐,๐๐๐ กว่าคนนี้มีตัวเลขหนึ่ง ที่ผมสนใจมาก แล้วอยากจะกราบเรียนไปยังท่านรัฐมนตรี โดยเฉพาะท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงยุติธรรม มีผู้ที่ต้องถูกจองจำอยู่ในเรือนจำแต่เป็นผู้ต้องขังระหว่างการดำเนินคดี ๕๘,๐๐๐ กว่าคน ไหนเราบอกว่าถ้ายังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า ทุกคนเป็นผู้บริสุทธิ์ ไหนเราบอกว่ายังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุดห้ามปฏิบัติต่อผู้นั้น