ดอน ชี้ไทยหนุนอาเซียนแก้ปัญหาโรฮีนจา ย้ำไม่แทรกแต่สนับสนุน

รัฐสภา · ครั้งที่ ๓ · ๒๕ กรกฎาคม ๒๕๖๒

ดอน ปรมัตถ์วินัย ตอบข้อซักถามของพรรณิการ์ โดยชี้แจงประเด็นที่เชื่อมโยงกันหลายด้าน ทั้งสิทธิมนุษยชน เวทีระหว่างประเทศ และบทบาทของไทยในระดับภูมิภาค พร้อมย้ำถึงความสนใจของผู้นำรัฐบาลที่มีต่อการประชุมนานาชาติ และการผลักดันให้อาเซียนมีส่วนร่วมอย่างเป็นรูปธรรมในการแก้ไขวิกฤตโรฮีนจา โดยยึดหลักไม่แทรกแซงกิจการภายในแต่พร้อมสนับสนุนอย่างแข็งขัน

นายดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ขออนุญาตตอบคุณพรรณิการ์นะครับ เมื่อสักครู่ได้รับฟัง สิ่งที่คุณพรรณิการ์ได้กล่าวเริ่มต้นตั้งแต่แสดงความชื่นชมที่ได้เห็นท่านนายกรัฐมนตรีนั่งตั้งแต่ ช่วงเช้าจนถึงเวลานี้ แต่ขณะเดียวกันก็มีเรื่องต่าง ๆ มากมายในลักษณะที่ถักทอร้อยรัด โยงใยเกือบจะทุกเรื่องเข้าไปสู่จุดสุดท้ายที่มีความรู้สึกว่าเหมือนกับกำลังโอบโลกไว้อยู่ใน อุ้งมือด้วยเรื่องของ ฮิวแมนไรท์ (Human Right) คิดว่าน่าจะตอบใน ๓ ประเด็นนะครับ

ประเด็นแรกที่ว่าเห็นท่านนายกรัฐมนตรีนั่งอยู่ตั้งแต่เช้าจนถึงปัจจุบัน เวลานี้ ไม่ทราบกี่ชั่วโมง แต่อยากจะเรียนว่าการประชุมที่ท่านนายกรัฐมนตรีออกไปต่างประเทศ เกือบจะทุกรายการท่านจะเป็นอย่างนี้เสมอ คือนั่งปักหลักฟัง ฟังอย่างเดียว ฟังแล้วก็พูด จนกระทั่งคนในคณะบางครั้งต้องเตือนท่านบอกว่าน่าจะไปทานกาแฟหรือน้ำชา หรืออะไรก็แล้วแต่ แต่บางครั้งก็ได้รับการปฏิเสธบอกว่าอยากจะฟังต่อ อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นไม่แปลกใจสำหรับผู้ที่ได้เคยเดินทางไปต่างประเทศกับท่านนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่การเดินทางครั้งแรกไปมิลานในปี ๒๐๑๕ ถ้าจำไม่ผิด อันนั้นก็เป็นการเริ่มต้นที่เรา เห็นว่าท่านนายกรัฐมนตรีก็ให้ความสนใจกับทุกเรื่องราว จนกระทั่งไปคอปทเวนตีวัน (COP21) ที่นิวยอร์ก ยูเอ็นจีเอ (UNGA) ที่อาเซม (ASEM) ที่แอคเมกส์ (ECMECS) ที่ เอซีดี (ACD) เกือบจะทุกรายการที่เป็นเช่นนี้ ก็ขอเรียนว่าเป็นเรื่องปกติ แต่ขณะเดียวกันเรื่องที่ กล่าวถึงฮิวแมนไรท์ (Human Right) โดยเฉพาะนั้นก็อยากจะเรียนว่าสิ่งที่ปรากฏเป็นเรื่อง เป็นราวจนกระทั่งได้รับคำชื่นชมมานี้ต้องขอเรียนนะครับ จากทางฝ่ายสหประชาชาติก็คือว่า เราเป็นประเทศแรกในเอเชีย (Asia) ที่ให้ความสำคัญกับ ไกดิง ปรินซิเพิล (Guiding Principle) คือหลักการที่นำเกี่ยวกับเรื่องของสิทธิมนุษยชนกับธุรกิจในเอเชีย (Asia) เป็นประเทศแรกที่ลงนามในเรื่องเหล่านี้ นอกเหนือไปจากเรื่องของสิทธิมนุษยชนที่ได้ไปแสดงท่าทีไว้ในที่ต่าง ๆ ตลอดเวลาที่ผ่านมา ในเจนีวาโดยเฉพาะ เพราะฉะนั้นเรื่องของสิทธิมนุษยชนกับธุรกิจที่ให้ความสำคัญกับเรื่อง ของโพรเทกต์ (Protect) ก็คือการป้องกัน เรื่องของเรสเปกต์ (Respect) การให้ความเคารพ เรื่องของหลักการทั้งหลาย แล้วก็ในที่สุดเรื่องของแร็มมีดี้ (Remedy) คือการแก้ไข ข้อผิดพลาดทั้งหลายทั้งปวง ซึ่งเป็นหลักการดังกล่าว อันนี้ก็ได้รับการชื่นชมจากทาง สหประชาชาติ แต่สิ่งที่เป็นปรากฏการณ์ในลักษณะของรูปธรรม ท่านได้พูดถึงโรฮีนจาก็เลย ขออนุญาตเล่าเรื่องโรฮีนจาให้ฟังว่า โรฮีนจาที่เป็นปัญหามา ๓ ปีแล้วในรัฐยะไข่นั้น สิ่งที่เริ่ม ดำเนินมา ถ้าติดตามมาแต่แรกก็จะเห็นว่าประเทศไทยให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ แต่เรายึด หลักในอาเซียน (ASEAN) ตั้งแต่ครั้งปี ๑๙๗๖ ในทริที ออฟ อะมิที แอนด์ โคออเปอเรชัน (Treaty of Amity and Cooperation) ซึ่งก็คือสนธิสัญญาของความร่วมมือและการอยู่ด้วย ความสันตินั้น ก็คือการไม่แทรกแซงกิจการภายในของประเทศใด ๆ เพราะฉะนั้นจึงได้ปล่อย ให้ทางประเทศพม่าหรือประเทศเมียนมาพยายามหาทางแก้ไขปัญหาภายในของเขาเอง อันนี้ก็เป็นมติของทางอาเซียน (ASEAN) ทั้งหมด ซึ่งคุณอองซานซูจี ซึ่งถือว่าเป็น สเตท เคาน์เซเลอร์ (State counseelor) คือที่ปรึกษาแห่งรัฐ แต่ก็มีฐานะเทียบเท่า นายกรัฐมนตรีของรัฐบาลเขา ก็พยายามหาวิธีการต่าง ๆ นานาเพื่อจะแก้ไขปัญหา แต่ว่า ในที่สุดแล้วพบว่าปัญหามันใหญ่เกินกว่าที่จะดูแลได้ ก็เลยเชื้อเชิญให้อาเซียน (ASEAN) เข้าไป แต่ก่อนที่จะเชื้อเชิญอาเซียน (ASEAN) ก็เป็นท่านนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย อีกนั่นละที่ไปบอกกล่าวในที่ประชุมของอาเซียน (ASEAN) ของประเทศออสเตรเลีย ที่เมืองซิดนีย์ ให้ทางอาเซียน (ASEAN) ได้รับรู้ว่า การที่เราจะอยู่เฉย ๆ และปล่อยให้ทาง ประเทศเมียนมาพยายามจัดการกันเองก็ได้อยู่ แต่เราสามารถจะทำอะไรเพิ่มเติมได้ โดยการ เสนอแนะว่าถ้าหากอาเซียน (ASEAN) ๑ ประเทศก็ดี ๒ ประเทศ ไม่จำเป็นต้องครบ ๑๐ ประเทศ จะเข้าไปช่วยเสนอความคิดความอ่านให้กับทางประเทศเมียนมาก็ขอได้ ไม่รอช้า เพื่อจะได้ช่วยทำให้ทั้งประเทศเมียนมาและคนโรฮีนจามีโอกาสได้กลับสู่บ้านเกิด เมืองนอนของเขา อันนี้ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ในที่สุดนำไปสู่การที่อาเซียน (ASEAN) ได้เข้าไป มีบทบาทอยู่กับโรฮีนจา โดยในฐานะที่เราเป็นประธานซึ่งเป็นครั้งแรกเมื่อเดือนมกราคม ในปีนี้ที่ทางอาเซียน (ASEAN) ได้รวมตัวกัน ส่งทีมล่วงหน้าไปสังเกตการณ์อยู่ในรัฐยะไข่ว่า จะหาทางช่วยเหลือชาวโรฮีนจาได้อย่างไร จะนำกลับมาสู่รัฐยะไข่หรือประเทศพม่าโดยวิธีการใด และมีสิ่งใดที่จำเป็นจะต้องพยายามหาทางจัดการเพื่อรองรับการเดินทางกลับมา เป็นต้นว่า จะต้องมีรีเซฟชัน เซนเตอร์ (Reception center) ศูนย์ของการรองรับ มีทรานซิต เซนเตอร์ (Transit center) ศูนย์ของการเปลี่ยนผ่าน แล้วในที่สุดจะต้องมีศูนย์หรือแหล่งที่คนเหล่านี้ จะสามารถอยู่ทำมาหากินได้ เป็นต้น เพราะฉะนั้นก็เป็นเราอีกนั่นล่ะคือประเทศไทยร่วมกับ อาเซียน (ASEAN) ในการประชุมที่จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อต้นเดือนมกราคมที่ได้หาทางที่จะทำ ให้อาเซียน (ASEAN) มีบทบาทเต็มที่ เพื่อช่วยเหลือชาวโรฮีนจา ๗๐๐,๐๐๐ กว่าคน ในเมืองค็อกซ์บาซาร์ สิ่งเหล่านี้ได้ผ่านพ้นไปโดยมีความพยายามกันในหลาย ๆ ทางด้วยกัน แต่เราก็ต้องย่อมรู้ว่าปัญหานี้ไม่ใช่ปัญหาที่สามารถจะแก้ไขกันได้โดยง่าย มันมีประวัติ อันดั้งเดิมที่ยืดยาวมาก จนกระทั่งทั้งประเทศเมียนมา อาเซียน (ASEAN) และประเทศ บังกลาเทศ ซึ่งเป็นผู้ที่ดูแลค็อกซ์บาซาร์ก็พยายามอย่างเต็มที่ จนกระทั่งเมื่อ ๒ วันนี้เองก่อนที่เราจะมี การประชุมอาเซียน (ASEAN) ในวันที่ ๓๐ กรกฎาคมจนถึงวันที่ ๓ สิงหาคม ซึ่งรัฐมนตรี ต่างประเทศของนานาประเทศจะมาที่ประเทศไทยนี่ละครับ เราก็ยังพูดกันอยู่เหมือนกันว่า จะใช้โอกาสนี้ช่วยเหลือชาวโรฮีนจาได้อย่างไรนะครับ เป็นต้นว่าไม่จำเป็นจะต้องออกมากัน หรือกลับ ที่ใช้คำว่า รีเพทริเอชัน (Repatriation) ก็คือการกลับสู่บ้านเกิดเมืองนอน หรืออพยพกลับ ไม่จำเป็นต้องกลับมาในจำนวนเป็นพัน ๆ อย่างที่ทั้งประเทศเมียนมา กับประเทศบังกลาเทศได้วาดฝันเอาไว้ แต่สามารถจะกลับมาเอาแค่เรือนร้อยเพื่อจะให้เป็น จุดเริ่มต้นเสียก่อน แล้วดูสิว่าเราจะดูแลเรื่องของความปลอดภัยให้เขาได้แค่ไหน ดูแลเรื่อง ของวิถีชีวิตเขาได้เพียงใด และดูแลเรื่องของการที่เขาจะอินดีลิเคต (Indelicate) คือกลับเข้า สู่สังคมได้รับการยอมรับฐานะของสังคมจากประเทศเมียนมาได้อย่างไร สิ่งเหล่านี้ขอเรียนว่า เป็นการดำเนินการตั้งแต่ต้นอย่างที่ได้กล่าวไว้ตั้งแต่ที่ซิดนีย์โดยท่านนายกรัฐมนตรี ในส่วนนี้ มันผูกพันอย่างมากเลย เกี่ยวโยงอย่างมากเลย และเชื่อมโยงอย่างเห็นได้ชัดในเรื่องของ สิทธิมนุษยชน อันนี้ก็เลยยกเป็นตัวอย่างให้ได้เป็นที่ปรากฏ ขออภัยไม่ได้พูดมาตั้งแต่เช้า แต่ว่านอกจากด้านสิทธิมนุษยชนแล้ว อยากจะกล่าวถึงอีกเรื่องหนึ่งซึ่งเมื่อสักครู่ได้มีการ พูดถึงเรื่องภาษาที่ใช้ การเชื่อมโยงหรือการสื่อสาร พวกเราคงทราบดีว่าในเวทีโลก นายกรัฐมนตรีประเทศญี่ปุ่น ประเทศจีน ฮุน เซน ประเทศเขมร หรือของประเทศลาว หรือของอีกหลายประเทศเขาก็ใช้ภาษาของเขา ความเชื่อมโยงหรือการสื่อสารนี่ทำได้ โดยไม่จำเป็นต้องมาใช้ภาษากลางอย่างภาษาอังกฤษ เพราะว่าทุกคนใช้ล่ามนะครับ แต่ว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดที่ดำเนินไปก็คือประสิทธิภาพของการจัดการ เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นเวทีใด ที่นายกรัฐมนตรีไป ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเรื่องของการใช้ภาษาไทย ในการกล่าวสเทตเมินต์ (Statement) ในการกล่าวคำแถลง ก็ได้รับความชื่นชม เพราะว่าเนื้อหาสาระของเรา เป็นเนื้อหาสาระที่มีความหมายต่อภูมิภาคอย่างมาก ก็อยากจะเรียนว่าการประชุมอาเซียน (ASEAN) ครั้งสุดท้ายที่ปรากฏเมื่อเดือนมิถุนายน วันที่ ๒๒-๒๓ ที่แล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นที่สำคัญ อันหนึ่งที่ท่านกำลังพูดถึงเรื่องบทบาทนำ นั่นคือสิ่งที่ชัดเจนที่สุดในความเป็นผู้ที่มีบทบาท ที่สร้างสรรค์ของท่านนายกรัฐมนตรีหรือของประเทศไทย ก็คือนำเอาผลของการประชุมของ อาเซียน ซัมมิท (ASEAN Summit) ในวันที่ ๒๓ ของเดือนมิถุนายนกลับไปใช้เป็นประโยชน์ ในการประชุม จี ๒๐ (G20) ที่โอซาก้า คือนำเอาข้อเสนอของอาเซียน (ASEAN) ไปให้ จี ๒๐ (G20) รับรู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องอาเซียน เอาต์ลุก (ASEAN Outlook) เกี่ยวกับ อินโดนีเซีย-แปซิฟิก เพื่อจะให้ได้เห็นการเชื่อมโยงจากท่าทีของอาเซียน (ASEAN) และ ในวงกรอบที่กว้างขึ้นของ จี ๒๐ (G20) แล้วก็ได้ผลนะครับ มีประเทศแรกเลยที่แสดงท่าที ชัดเจนคือประเทศออสเตรเลีย เมื่อมีการพบปะกัน คุยกันระหว่างนายกรัฐมนตรีมอร์ริซัน กับนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ การพบปะทันทีที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้ถามถึง การติดตามเรื่องการประชุมที่กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ ๒๓ อันนี้เราพบกันประมาณวันที่ ๒๗ ของเดือนเดียวกันเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา มอร์ริซันตอบทันทีว่าเขาได้ติดตาม และเขา เห็นชอบด้วยอย่างมากกับอาเซียน เอาต์ลุก (ASEAN Outlook) ที่เป็นผลพวงของ การประชุมที่กรุงเทพฯ และไม่เพียงแต่ว่ามอร์ริซัน คือประเทศออสเตรเลียได้แสดงท่าที ดังกล่าว ทางประเทศสหรัฐอเมริกาก็เช่นกัน ประเทศญี่ปุ่นก็เช่นกัน และหลายประเทศ ก็แสดงท่าที โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อผู้แทนหรือผู้นำของรัฐบาลของประเทศไทยได้นำเอาสิ่งที่ ออกมาจากการประชุมซัมมิท (Summit) ที่กรุงเทพฯ ไปวางบนตักบนโต๊ะของการประชุม จี ๒๐ (G20) เพื่อชักชวนให้ผู้เข้าร่วมประชุม จี ๒๐ (G20) ทั้งหลายได้ให้ความสนใจ กับประเด็นต่าง ๆ ที่มาจากการประชุมอาเซียน (ASEAN) ใน ๓ ประเด็นหลักนะครับ แล้วก็ได้ผลที่ว่านั้นก็คือทางผู้นำของเราได้นำเสนอเรื่องของการประชุมเรื่องสิ่งแวดล้อม ทางทะเล อันเนื่องมาจากสิ่งที่เอาต์ลุก (Outlook) เอกสารของเรานี่ได้ให้ความสำคัญกับ ความร่วมมือทางด้านมหาสมุทรหรือท้องทะเล ชักชวนให้นานาประเทศได้เข้ามาร่วมประชุม ที่ประเทศไทย รายการที่ ๒ ก็คือเรื่องของไฟแนนเชียล อินคลูชัน (Financial inclusion) เรื่องของการเข้าถึงแหล่งเงินทุนก็เช่นกัน มาจากการพบปะกันระหว่างท่านนายกรัฐมนตรี กับพระราชินีของประเทศเนเธอร์แลนด์ที่ไปร่วมประชุม จี ๒๐ (G20) แล้วได้มีการพูดถึง เรื่องนี้กัน ก็นำเรื่องนี้โยงกลับมาถูกเรื่องของเอาต์ลุก (Outlook) แล้วก็นำเสนอให้กับทาง จี ๒๐ (G20) ทั้งหลายว่าเรายินดีจะเป็นเจ้าภาพของการประชุมเรื่องของแหล่งเงินทุน ที่ประเทศไทย ข้อเสนอที่ ๓ ก็คือเรื่องของสมาร์ต ซิตี้ เน็ตเวิร์ก (Smart City Network) ก็คือเมืองที่เป็นอัจฉริยะที่ประเทศไทยเราจะจัดในเดือนสิงหาคม อันนี้ก็เป็นตัวอย่าง ให้รับทราบว่าบทบาทสร้างสรรค์ทั้งหลายที่ท่านได้กล่าวถึงนี่นะครับ ได้มีการแสดงออก และออกมาเป็นรูปธรรม