พรรณิการ์ วานิช ตั้งข้อสังเกตต่อนโยบายต่างประเทศและทิศทางการนำของรัฐบาลที่ขาดรูปธรรม ทั้งในด้านวิสัยทัศน์ต่อเวทีโลก นโยบายสิทธิมนุษยชนที่เปลี่ยนแปลงตามสถานการณ์การเมือง และการใช้มาตรการต่อต้านข่าวปลอมที่อาจเอื้อประโยชน์ทางการเมือง พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลแสดงความจริงใจและดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมในประเด็นสำคัญระดับนานาชาติ เช่น การจัดการน้ำในแม่น้ำโขง การคุ้มครองผู้ลี้ภัย และการส่งเสริมประชาธิปไตย เพื่อเสริมสร้างความน่าเชื่อถือของไทยในเวทีโลก
เรียนท่านประธานค่ะ ดิฉัน นางสาวพรรณิการ์ วานิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาค่ะ ก่อนอื่นต้องขอบพระคุณท่านนายกรัฐมนตรี ที่ยังอยู่ฟังพวกเราผู้แทนราษฎรและสมาชิกรัฐสภาจนถึงขณะนี้ เพราะว่าวันนี้เป็นวันสำคัญ เป็นวันแรกที่ท่านได้เข้ามาพบกับพวกเรา แล้วก็ได้รับฟังรวมถึงอธิบายชี้แจงคำแถลงนโยบาย ของท่าน ซึ่งดิฉันเพิ่งได้รับมาเมื่อไม่กี่วันก่อน แล้วก็พลิกดูพลิกไปพลิกมาหลายครั้ง แล้วก็พบว่ายังคงขาดรายละเอียดอีกมากอย่างที่ท่านสมาชิกหลายท่านอภิปรายไปแล้ว ก็คงจะเป็นการดีที่เราจะได้สอบถามกัน แล้วท่านได้มีโอกาสอธิบายในประเด็นต่าง ๆ นะคะ ดิฉันรับผิดชอบหน้าที่ในการมาอภิปรายนโยบายที่เกี่ยวข้องกับด้านของการต่างประเทศ ดิฉันฟังตั้งแต่คำปรารภในแถลงนโยบายของท่าน ก็ดีใจนะคะว่ามีคำปรารภที่สะท้อน ให้เห็นว่าท่านรับทราบว่าการเข้ามารับตำแหน่งของรัฐบาลใหม่เกิดขึ้นท่ามกลางความผันผวน ของสภาวะเศรษฐกิจการเมืองโลก เกิดขึ้นท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงที่ประเทศไทย ต้องรับมือความท้าทายอย่างหนักหน่วงหลายประการนะคะ มีเป้าหมายและหลักการ ที่ชัดเจนในนโยบายต่างประเทศของท่าน ในการที่จะบอกว่าท่ามกลางความผันผวน เปลี่ยนแปลงนี้ประเทศไทยซึ่งเป็นประธานอาเซียน (ASEAN) ในปีนี้ควรจะมีบทบาทนำ ในเวทีระหว่างประเทศ เป็นเรื่องที่ถูกต้อง เป็นเป้าหมายที่ถูกต้องที่ท่านจะรักษาส่งเสริม สมดุลกับความสัมพันธ์ระหว่างชาติมหาอำนาจต่าง ๆ เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของคนไทย เป็นหลักการที่ถูกต้องที่ดิฉันประทับใจที่ท่านบอกว่า จะมีการทูตเชิงรุกเพื่อปกป้อง ผลประโยชน์ของประชาชนในประเทศไทย ปัญหาก็คือเป้าหมายและหลักการที่ถูกต้องที่ว่ามาทั้งหมดในคำแถลงนโยบายของท่าน โดยเฉพาะ ข้อ ๔ เรื่องการสร้างบทบาทนำของไทยในเวทีโลก เป้าหมายนั้นการจะไปให้ถึง ดิฉันมองไม่เห็นรูปธรรม พลิกอ่านไปมาก็หลายตลบแล้ว หลักการที่ท่านบอกว่าเป็นการทูต เชิงรุกเพื่อประชาชนอันเป็นหลักการที่ดีนั้น ในเมื่อท่านนายกรัฐมนตรียังเป็นคนเดิม ท่านรัฐมนตรีต่างประเทศก็ยังเป็นคนเดิม และดิฉันก็ได้ทำตามที่ท่านประยุทธ์บอกมา ตอนแรกว่าให้ติดตามการทำงานของท่านตลอด ๕ ปีที่ผ่านมาด้วย ดิฉันติดตามแล้วก็พบว่า หลักการอันดีซึ่งอยู่ในคำแถลงนโยบายของท่านนั้น ดิฉันไม่สามารถทำใจให้เชื่อว่าท่านได้ เชื่อมั่นในหลักการนั้น และจะปฏิบัติตามจริงหรือไม่ ซึ่งดิฉันจะได้อภิปรายในรายละเอียด ต่อไป
อย่างแรกการที่ท่านบอกว่าท่านจะมีบทบาทนำในเวทีโลก ประเทศไทย จะมีบทบาทนำในเวทีโลกได้อย่างแรกต้องทำอะไรคะ ท่านต้องทราบก่อนว่าโลกเขาคุยเรื่อง อะไรกัน ท่านจะได้คุยกับเขารู้เรื่อง ซึ่งไม่เกี่ยวกับความสามารถด้านภาษาของท่าน ดิฉัน เห็นด้วยกับท่านว่าในห้องมีล่ามเป็นสิบ ๆ คน ท่านใช้ล่ามได้ ไม่มีปัญหาอะไร ท่านรัฐมนตรี ต่างประเทศเอง ก็คงจะสามารถพูดแทนท่านได้เช่นเดียวกัน ท่านก็ทำงานในกระทรวง การต่างประเทศมานาน ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ความสามารถด้านการสื่อสารภาษาอังกฤษ หรือภาษาอื่นใด ปัญหาก็คือวิสัยทัศน์และการเข้าใจประเด็นต่าง ๆ ที่นานาอารยประเทศ กำลังพูดคุยเพื่อสร้างความร่วมมือกันอยู่นั้น เป็นประเด็นที่เราเข้าใจและจะเข้าไปมี บทบาทนำในเวทีโลกได้หรือไม่ แน่นอนค่ะ ดิฉันอ่านคำแถลงนโยบายของท่าน มีคำหลายคำ ที่อยู่ในการพูดคุยแลกเปลี่ยนกันในเวทีระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจหมุนเวียน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการพัฒนาโดยรักษาสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของนวัตกรรม เทคโนโลยีต่าง ๆ ดิฉันก็พอใจที่ท่านถึงกับยกให้การเตรียมคนไทยสู่ศตวรรษที่ ๒๑ และการวาง โครงสร้างเศรษฐกิจไทยไปสู่อนาคต เป็น ๑ ใน ๑๒ นโยบายเร่งด่วนของท่าน
ปัญหาก็คือว่าดิฉันอยากจะให้ท่านมีอรรถาธิบายเพิ่มเติมให้เห็นว่าวิสัยทัศน์ ของท่าน อันจะไปพูดในเวที จี ๒๐ (G20) เวทีอาร์เซ็ป (RCEP) ต่าง ๆ ในเรื่องที่โลกกำลัง พูดคุยกันอยู่นั้น ท่านแสดงให้ดิฉันดูสักนิดได้หรือไม่ เนื่องจากในคำแถลงนโยบายนั้นไม่ได้ มีรายละเอียด ดิฉันอยากจะทราบในฐานะเป็นตัวแทนของประชาชนคนไทยว่า หากผู้นำ ของเราจะไปพูดในเวทีระดับโลก แสดงวิสัยทัศน์ในประเด็นที่โลกกำลังคุยกันเหล่านี้เพื่อแสดง บทบาทนำ จะมีวิสัยทัศน์เช่นใดบ้าง ประเด็นต่าง ๆ เหล่านี้เช่นอะไรคะ เช่น การรับมือกับ เอไอ (AI) และคนที่จะตกงาน เนื่องจาก เอไอ (AI) และหุ่นยนต์เข้ามาแทนที่ ซึ่งมีการ ประเมินไว้ว่า ๘๐๐ ล้านคนจะตกงานเนื่องจาก เอไอ (AI) จะมาแทนที่ในอีก ๑๒ ปีข้างหน้า ประเด็นต่าง ๆ เช่น เมื่อหุ่นยนต์เข้ามาแทนที่คนแล้ว เราจะสร้างสิ่งที่เรียกว่าดีเซนต์ เวิร์ก (Decent works) หรือว่างานที่มีคุณภาพ ปลดปล่อยศักยภาพของมนุษย์ เหล่านี้จะทำได้ อย่างไร เรากำลังพูดถึงลิฟวิง เวจ (Living wage) หรือค่าแรงเพื่อชีวิต ค่าแรงที่ทำให้เรา มีชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี เลี้ยงดูครอบครัวได้ ไม่ใช่ค่าแรงขั้นต่ำ เหล่านี้ท่านจะไปแสดงวิสัยทัศน์ อย่างไร เราจะรับมือกับสภาวะโลกร้อนอย่างไร อย่างเป็นรูปธรรม ลดการใช้พลังงานฟอสซิล (Fossil) อย่างไร ลดปริมาณการใช้รถยนต์ จัดการสิ่งแวดล้อม ลดการใช้พลาสติกอย่างไร นี่คือสิ่งที่นานาอารยประเทศกำลังพูดคุยสร้างบทสนทนากันในเวทีระดับโลก ท่านจะไป พูดคุยกับเขาอย่างไรในประเด็นแอนไททรัสต์ (Antitrust) หรือประเด็นที่นานาชาติกำลัง พูดคุยกันว่าจะพยายามคลี่คลายการผูกขาดของทุนใหญ่ระดับโลกได้อย่างไร โดยที่ ไม่ขัดขวางการพัฒนานวัตกรรม ซึ่งต้องใช้เงินทุนจำนวนมหาศาลของบริษัทยักษ์ใหญ่เหล่านี้
สำคัญที่สุดก็คือดิฉันอยากทราบว่าประเทศไทยจะมีบทบาทนำในเวทีโลก ได้อย่างไร ถ้าหากว่าเราไม่พูดจาในภาษาสากลและพูดถึงปัญหาสากลอย่างตรงไปตรงมา ๑ ในปัญหาที่ท้าทายโลกมากที่สุดในรอบหลายปีมานี้ ก็คือปัญหาผู้อพยพลี้ภัย เราในฐานะ ประธานอาเซียน (ASEAN) ก็กำลังรับมือกับปัญหาผู้อพยพลี้ภัยโรฮีนจาอยู่เช่นเดียวกัน ดิฉันอยากทราบว่าประเทศไทยจะมีบทบาทนำในเรื่องนี้ได้อย่างไร ในเมื่อประเทศไทย ยังไม่แม้แต่จะเป็นภาคีสมาชิกอนุสัญญาว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัยปี ๒๔๙๔ และพิธีสาร ปี ๒๕๑๐ ทำให้กฎหมายไทยยังไม่เคยรองรับสถานะของผู้ลี้ภัย ผู้ขอลี้ภัยเข้ามาในประเทศ ยังคงต้องเผชิญกับความเสี่ยงที่จะถูกจับกุมคุมขัง หรือแม้แต่เนรเทศออกนอกประเทศไป เราจะมีบทบาทนำในเรื่องนี้ได้อย่างไร เป็นประธานอาเซียน (ASEAN) เราจะพูดถึงเรื่องของ การรับมือกับการโยกย้ายถิ่นฐานโดยผิดปกติ ซึ่งท่านพูดเองในคำแถลงนโยบายของท่าน ในฐานะหนึ่งในการส่งเสริมความร่วมมือด้าน ความมั่นคงระหว่างประเทศ เราจะทำเรื่องนี้ได้อย่างไรหากกฎหมายเราไม่รองรับเรื่องของ ผู้ลี้ภัยตั้งแต่แรกนะคะ สำคัญยิ่งไปกว่านั้นอีกค่ะท่าน ท่านจะพูดคุยกับนานาอารยประเทศ อย่างไร เพราะว่าภาษาที่ตอนนี้นานาอารยประเทศใช้เป็นภาษาหลักในการพูดคุย ท่านจะอยู่ ใน ยูเอ็น (UN) ในสหประชาชาติอย่างไร ทำตามแผนพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติ ที่ท่านพูดไว้ในคำแถลงนโยบายได้อย่างไร ถ้าท่านพูดและพูดเมื่อเช้านี้ด้วยอีกครั้งหนึ่งว่า เราพูดเรื่องสิทธิมนุษยชนกันมากเกินไป ดิฉันอยากทราบว่าการพูดเรื่องสิทธิมนุษยชน มากเกินไปมีด้วยหรือ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ หมวด ๓ ว่าด้วยสิทธิเสรีภาพของปวงชนชาวไทย และรัฐธรรมนูญไทยโดยหลักการทั่วไปคุ้มครอง สิทธิเสรีภาพของประชาชน การพูดเรื่องสิทธิมนุษยชนมากไปจึงไม่มี การพูดน้อยไปต่างหาก จึงเป็นปัญหา เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าเราจะเป็นผู้นำ มีบทบาทนำในเวทีโลก การพูดถึง สิทธิมนุษยชนเป็นเรื่องสำคัญฮิวแมนไรท์ วอตช์ (Human Rights Watch) องค์กรสิทธิ มนุษยชนระหว่างประเทศออกแถลงการณ์ออกมาหลังจากได้เห็นคำแถลงนโยบายของท่าน พูดออกมาว่านโยบายที่ พลเอก ประยุทธ์ แถลงไม่มีเนื้อหาที่สามารถแก้ปัญหาร้ายแรงที่เคย เกิดขึ้นระหว่างการปกครองของทหารอย่างกดขี่นับตั้งแต่รัฐประหารปี ๒๕๕๗ ความหวังว่า รัฐบาลใหม่จะปฏิรูปสิทธิมนุษยชน และทำให้เกิดความก้าวหน้าด้านประชาธิปไตยภายใต้ การปกครองของพลเรือนต้องเผชิญกับความถดถอยร้ายแรง เนื่องจากไม่มีการประกาศ เจตนารมณ์ใด ๆ ในเรื่องนี้ในคำแถลงนโยบาย นี่คือข้อกังวลขององค์การสิทธิมนุษยชนระดับ ระหว่างประเทศนะคะ
ดิฉันขอถามค่ะท่าน เป็นไปได้อย่างไรที่ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๖๑ ในขณะที่ท่านยังเป็นผู้นำรัฐบาลทหารอย่างเต็มตัวอยู่นั้น ประกาศให้สิทธิมนุษยชนเป็นวาระแห่งชาติ แต่ พลเอก ประยุทธ์ คนเดียวกันเมื่อมาดำรง ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหลังการเลือกตั้งกลับไม่มีวาระสิทธิมนุษยชนอยู่ในคำแถลงนโยบาย ชุดแรกของท่าน ดิฉันตั้งข้อสงสัยดังนี้นะคะว่าเป็นไปได้หรือไม่ว่า ท่านเห็นสิทธิมนุษยชน เป็นเพียงเครื่องประดับตกแต่งในการสร้างความยอมรับจากทั้งในและต่างประเทศ เมื่อท่านมีความชอบธรรม ท่านคิดว่าท่านได้รับความชอบธรรมผ่านการเลือกตั้งเรียบร้อยแล้ว ท่านก็ไม่เห็นความสำคัญของการอ้างความชอบธรรมจากสิทธิมนุษยชนอีกต่อไป สิทธิมนุษยชนเป็นเพียงเสื้อผ้าสำหรับท่าน ไม่ใช่เลือดเนื้อและหัวใจของท่านใช่หรือไม่ ถ้าท่านจะกรุณาก็ช่วยตอบด้วยจะเป็นพระคุณอย่างยิ่งนะคะ
ท่านประธานคะ มีคำแถลงนโยบายของ พลเอก ประยุทธ์ อีกเรื่องหนึ่งนะคะ ที่กล่าวถึงประเด็นในระดับโลก ซึ่งดิฉันหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเรื่องนี้เราจะมีบทบาทนำ หรืออย่างน้อยก็ให้ความร่วมมือกับนานาอารยประเทศได้ นั่นก็คือเรื่องของการกำจัด จัดการ เฟกนิวส์ (Fake news) ข่าวปลอม วันนี้ท่านพูดเองในหลายโอกาสนะคะ และในคำแถลง นโยบายมีทั้งในวาระเร่งด่วน ๑๒ นโยบายของท่าน และมีทั้งในวาระข้อ ๒ เรื่องของ ความมั่นคงของท่านปรากฏอยู่หลายครั้งในคำแถลงนโยบาย ตัวท่านเองก็เป็นผู้ที่ดิฉัน เห็นว่าท่านชื่นชอบการใช้โซเชียล มีเดีย (Social media) ตัวท่านเองมีแฟนเพจ เฟซบุ๊ก (Fan page Facebook) อยู่หลากหลายแฟนเพจ (Fan page) เพจ (Page) ที่สนับสนุน ท่านก็มีอยู่เยอะ เชื่อว่าท่านคงเป็นหนึ่งในคนที่เห็นถึงพลังของโซเชียล มีเดีย (Social media) ในการเมือง อย่างน้อยในระยะ ๕ ปีที่ผ่านมาท่านก็คงเห็นอิทธิพลของโซเชียล มีเดีย (Social media) อยู่นะคะ ความหวังของดิฉันที่ว่าเราจะมีบทบาทนำในเรื่องนี้ก็ริบหรี่ลงไป เมื่อรัฐมนตรีกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมของท่านคนใหม่บอกว่าจะมีการตั้งศูนย์ ต่อต้านเฟกนิวส์ (Fake news) ซึ่งฟังดูเหมือนจะดีเหมือนมีความตั้งใจจริงนะคะ แต่ประเด็น ก็คือ นี่แสดงให้เห็นว่าอย่างน้อยท่านไม่มีความรู้เพียงพอในการจะออกนโยบายเรื่องการ ต่อต้านเฟกนิวส์ (Fake news) หรืออย่างมากท่านไม่มีความตั้งใจจริง ทำไมดิฉันถึงพูด เช่นนั้นคะ อธิบายง่าย ๆ ค่ะ รัฐบาลเองเป็นต้นตอของข่าวต่าง ๆ ที่ไหลวนอยู่ในประเทศไทย รัฐบาลเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเต็ม ๆ ในข่าวอันจะเป็นจริงหรือเป็นเท็จที่เกิดขึ้น ในประเทศไทย ผู้บริหารของบริษัทการันตีว่างบการเงินของตัวเองโปร่งใสไม่ได้ ต้องจ้างผู้สอบบัญชีที่เป็นกลางมาสอบบัญชีให้ฉันใด รัฐบาลก็ไม่มีสิทธิที่จะไปปิดป้ายว่า ข่าวใดปลอม ข่าวใดจริงฉันนั้น จำเป็นต้องให้องค์กรที่มีความเป็นกลางและไม่มีส่วนได้ส่วนเสีย มาเป็นผู้ปิดป้ายตัดสินว่าข่าวใดปลอม ข่าวใดไม่ปลอม ล่าสุดเฟซบุ๊ก (Facebook) วันนี้เองเพิ่งจะมีการประกาศออกมาปิดแอ็กเคานต์ (Account) ๑๐ แอ็กเคานต์ (Account) แล้วก็ ๑๒ แฟนเพจ (Fan page) ในประเทศไทย ซึ่งเฟซบุ๊ก (Facebook) แถลงเองว่ามีพฤติกรรมอันเป็นพฤติกรรมที่ปลอมแปลงตัวตน และเผยแพร่ข่าว อันเป็นการสร้างความแตกแยกทางการเมืองในประเทศไทย รวมถึงโจมตีนักเคลื่อนไหว ทางประชาธิปไตยในประเทศไทย ดิฉันถามว่าทำไมเฟซบุ๊ก (Facebook) จึงกลายเป็นผู้ที่ ต้องมาปิดเพจ (Page) เหล่านี้ รัฐบาลที่บอกมาโดยตลอดว่าจะเป็นผู้ที่ปราบปรามเฟกนิวส์ (Fake news) ปล่อยให้แฟนเพจ (Fan page) เหล่านี้ แอ็กเคานต์ (Account) เหล่านี้ ลอยนวลมาได้เป็นเวลานานหลายปี ตกลงว่ามีความตั้งใจจริงหรือไม่ที่จะต่อต้านข่าวปลอม การบิดเบือนข้อมูลในโซเชียล มีเดีย (Social media) ตามคำแถลงนโยบายของท่าน เพราะว่าจากข้อสังเกตของดิฉัน ของประชาชนโดยทั่วไปมีข้อสังเกตอยู่ว่าข่าวปลอม ข่าวลวงใด อันเป็นข่าวปลอม ข่าวลวงที่เป็นคุณกับรัฐบาลมักอยู่รอดปลอดภัย ข่าวปลอม ข่าวลวงใด ที่เป็นโทษกับรัฐบาลซึ่งเป็นข่าวปลอมหรือข่าวลวงหรือเปล่าก็ไม่รู้มักมีอันเป็นไป รวมถึง ผู้ที่เผยแพร่ด้วย ยกตัวอย่างเช่น เอ็มวี (MV) ประเทศกูมี ก็เคยถูก บก. ปอท. ขู่ว่าผู้ที่เผยแพร่ เอ็มวี (MV) นี้ และทำ เอ็มวี (MV) นี้อาจผิด พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ มาตรา ๑๔ (๒) ว่าด้วย การนำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จสู่ระบบคอมพิวเตอร์อันอาจเป็นภัยต่อความมั่นคง เอ็มวี (MV) ประเทศกูมีปัจจุบันมีผู้ชม ๖๙ ล้านครั้ง ดิฉันเชื่อว่าในห้องนี้ก็ต้องมีอย่างน้อยสักคนสองคน ที่ได้เคยดูอยู่ ดิฉันคงไม่จำเป็นต้องเผยแพร่ซ้ำว่าเอ็มวี (MV) นี้มีเนื้อหาอย่างไร เป็นเท็จ หรือไม่ และตกลงเป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศหรือว่าของใครกันแน่นะคะ ด้วยเหตุผล ประการเหล่านี้ดิฉันจึงตั้งคำถามว่าการจะจัดการเฟกนิวส์ (Fake news) ข่าวลวง ข่าวปลอม ของรัฐบาลนั้นเป็นนโยบายที่จะสัมฤทธิผลเป็นจริงได้หรือไม่ หรือจะกลายเป็นเพียงหนึ่ง ในเครื่องมือทางการเมืองของรัฐบาลในการปิดปากฝ่ายตรงข้ามกันแน่
อีกประเด็นหนึ่งที่ดิฉันอยากจะพูดถึงมาก ดิฉันชื่นชมนะคะ การทูตเชิงรุก เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน หลักการนี้ถูกต้องอย่างยิ่ง แต่ดิฉันถามหน่อยค่ะว่า การทูตเชิงรุกเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน จะเกิดขึ้นจริงได้หรือไม่ในรัฐบาล ของท่าน ตอนนี้สิ่งที่ต้องการการปกป้องอย่างยิ่งโดยใช้การทูต คือการจัดการภัยแล้ง แม่น้ำโขงไหลผ่าน ๖ ประเทศ และมีผลโดยตรงอย่างยิ่งต่อการจัดการภัยแล้งในประเทศไทย สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติของไทยเองก็บอกว่า หนึ่งในสาเหตุภัยแล้งเกิดจาก แม่น้ำโขง ซึ่งการจัดการทรัพยากรน้ำในแม่น้ำโขงนั้นเป็นการจัดการที่ เอ็มอาร์ซี (MRC) หรือคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงอันเป็นกลไกระหว่างประเทศ ซึ่งเราร่วมเป็นหนึ่งในนั้นอยู่ ไม่สามารถจัดการได้ คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงมีมาตั้งแต่ ปี ๒๕๓๘ ปี ๒๕๓๙ น่าจะเป็น ยุคที่ท่านดอนเริ่มเข้ามาทำงานกระทรวงการต่างประเทศพอดี ผ่านไปหลายสิบปี คณะกรรมาธิการนี้ไม่สามารถปกป้องชีวิตความเป็นอยู่ของคนในลุ่มน้ำโขงได้ดีเท่าที่ควร เพราะว่าไม่สามารถจะเจรจาต่อรองกับมหาอำนาจได้มากเท่าที่ควรจะเป็น ดิฉันขอฝากท่าน หากอยากจะใช้การทูตเชิงรุกปกป้องประชาชนจริง ๆ ขอเริ่มที่คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง ฝากไว้ตรงนี้และพิสูจน์ให้พวกเราเห็นว่า ประเทศไทยจะมีบทบาทนำในเวทีโลกและปกป้อง ผลประโยชน์ของไทยด้วยการทูตเชิงรุกได้จริง ๆ
ดิฉันฝากสุดท้ายนะคะ ประเทศไทยมีปัญหามากมาย ความท้าทายมาก ในตอนนี้ ดิฉันก็ชอบค่ะคนตลก และดิฉันก็เห็นว่าท่านนายกรัฐมนตรีวันนี้มีความตลก อยู่ในหลายช็อต (Shot) หลายซีน (Scene) ด้วยกัน แต่ปัจจุบันประเทศไทยอาจต้องการ มากกว่านายกรัฐมนตรีที่ตลกนะคะ ต้องการนายกรัฐมนตรีที่มีวิสัยทัศน์ ผู้นำที่จะนำพา เกียรติภูมิศักดิ์ศรีของประเทศไทยให้กลับมาในเวทีโลกอีกครั้งค่ะ ขอบพระคุณค่ะ