จิราพร ตั้งข้อสังเกตนโยบายเศรษฐกิจ ห่วงการค้าขาดดุล-กระทบเกษตรกร

รัฐสภา · ครั้งที่ ๓ · ๒๕ กรกฎาคม ๒๕๖๒

จิราพร สินธุไพร ตั้งข้อสังเกตถึงนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลที่ขาดความชัดเจนและประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการรับมือกับความผันผวนของเศรษฐกิจโลก สงครามการค้า และผลกระทบจากนโยบายการค้าที่ไม่สมดุล ทั้งในด้านการส่งออกน้ำมันปาล์มที่ติดขัดแม้มีโอกาสจากสถานการณ์ระหว่างประเทศ และการเจรจาเปิดเสรีนำเข้านมจากออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ที่อาจกระทบเกษตรกรและอุตสาหกรรมในประเทศ รวมถึงความล่าช้าในการเจรจาเอฟทีเอกับสหภาพยุโรปที่ทำให้ไทยเสียเปรียบประเทศคู่แข่ง จึงเรียกร้องให้มีการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจต่างประเทศอย่างโปร่งใส มีประชาชนมีส่วนร่วม และปกป้องผลประโยชน์ของประเทศอย่างแท้จริง โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสิทธิบัตรยาและพันธุ์พืช

นางสาวจิราพร สินธุไพร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ร้อยเอ็ด

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน จิราพร สินธุไพร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดร้อยเอ็ด เขต ๕ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา หลังจากที่ดิฉันได้ฟังการแถลงนโยบาย ของนายกรัฐมนตรี ดิฉันมีข้อสังเกตในประเด็นด้านเศรษฐกิจหลายประการค่ะ โดยเฉพาะ ในประเด็นนโยบายเร่งด่วน ข้อ ๓ เรื่องมาตรการเศรษฐกิจเพื่อรองรับความผันผวน ของเศรษฐกิจโลก ในประเด็นนี้ค่ะท่านประธานที่เคารพ ดิฉันมีความจำเป็นที่จะต้องพูดถึง การดำเนินนโยบายของรัฐบาลที่แล้ว เพราะนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ และทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดนี้แทบจะมีหน้าตาเหมือนกันกับรัฐบาลที่ผ่านมา วันนี้ดิฉัน จะไล่เลียงไปทั้งหมด ๓ ประเด็นหลัก ๆ ค่ะ

ประเด็นแรก ท่านระบุในนโยบายว่าจะจัดเตรียมมาตรการเพื่อรองรับ ความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและรองรับการกีดกันทางการค้า ท่านประธานที่เคารพคะ ในห้วงการบริหารประเทศต่อเนื่องยาวนานกว่า ๕ ปีของรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ปรากฏว่าทำให้เศรษฐกิจไทยมีอัตราการเติบโตที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ ในอาเซียน (ASEAN) แล้วเรามักจะได้ยินการกล่าวอ้างว่าเกิดจากภาวะนอกประเทศ เช่น เศรษฐกิจโลก สงครามทางการค้าระหว่างประเทศจีนและประเทศสหรัฐอเมริกา แต่ท่านประธาน ที่เคารพคะ ในความเป็นจริงแล้วสงครามทางการค้าครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อสินค้าอุตสาหกรรม บางรายการค่ะ แต่ถ้ารัฐบาลมีความเฉลียวฉลาดและสามารถฉกฉวยโอกาสนี้ได้ ประเทศไทย จะได้อานิสงส์ในการส่งออกสินค้าเพิ่มอีกหลายรายการ ยิ่งไปกว่านั้นค่ะ ถ้าเราดูให้ชัดลงไปอีก จะเห็นว่าตั้งแต่รัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ เข้ามาบริหารประเทศเศรษฐกิจไทยเริ่มส่อแวว ชะลอตัวเรื่อย ๆ ก่อนที่จะเกิดสงครามทางการค้าเสียอีก ดังเราจะเห็นได้จากเศรษฐกิจ ฐานรากของประเทศธุรกิจ เอสเอ็มอี (SMEs) ทั่วทุกภาคของประเทศไทยมีอัตราการเติบโต ที่ต่ำมาก ท่านประธานที่เคารพคะ ดิฉันกำลังเน้นย้ำให้เห็นว่าภาวะการผันผวนของเศรษฐกิจโลก มีผลต่อภาวะเศรษฐกิจในประเทศค่ะ แต่สาเหตุสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจของประเทศไทย ตกต่ำย่ำแย่ในทุกวันนี้ คือการบริหารประเทศของรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา รัฐบาลต้องสามารถที่จะคาดการณ์สถานการณ์เศรษฐกิจโลกได้ล่วงหน้า ท่านต้องเตรียม มาตรการรองรับ มาตรการเยียวยาตั้งแต่เนิ่น ๆ ไม่ใช่ปล่อยให้ปัญหาเกิดขึ้นเป็นปี ๆ ค่อยมาหาแนวทางแก้ไขค่ะ และในวันนี้สงครามทางการค้าระหว่างประเทศสหรัฐอเมริกา และประเทศจีนได้ขยายความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ไอเอ็มเอฟ (IMF) คาดการณ์ว่าประเทศ ที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุดคือประเทศที่กำลังพัฒนาซึ่งรวมถึงประเทศไทย ดังนั้นดิฉัน ขอถามรัฐบาลผ่านท่านประธานค่ะว่า รัฐบาลมีนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศที่ให้น้ำหนัก ของความร่วมมือกับประเทศจีนและประเทศสหรัฐอเมริกาให้สมดุลได้อย่างไร และขอถาม เพิ่มว่ารัฐบาลชุดนี้มีนโยบายร่วมเศรษฐกิจระหว่างนโยบายการเงินและการคลัง เพื่อรองรับ ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากสงครามทางการค้าครั้งนี้ได้อย่างไร ท่านมีแนวทางอย่างไรคะ

ประเด็นที่ ๒ ท่านระบุในนโยบายว่าจะจัดทำมาตรการเพิ่มช่องทาง การส่งออก เพื่อช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการกีดกันทางการค้า ท่านประธาน ที่เคารพคะ อย่าว่าแต่สินค้าที่ประเทศไทยได้รับการกีดกันทางการค้าเลยค่ะ สินค้าที่ประเทศไทยไม่ได้รับผลกระทบ รัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ ยังไม่สามารถเปิดตลาดใหม่ ได้เลย ยกตัวอย่างเช่น ปาล์มน้ำมัน สหภาพยุโรปได้เริ่มแซงชัน (Sanction) การนำเข้าปาล์ม น้ำมันจากประเทศที่เพาะปลูกในพื้นที่บุกรุกป่า ในขณะที่ประเทศผู้ส่งออกหลักอื่น ๆ ไม่สามารถส่งสินค้าไปยังสหภาพยุโรปได้ และประเทศไทยไม่ได้อยู่ในกลุ่มประเทศ เหล่านั้น ทำไมรัฐบาลไม่ใช้โอกาสนี้ในการเจรจาเปิดตลาดปาล์มน้ำมันในสหภาพยุโรป ปล่อยให้ราคาปาล์มในประเทศไทยตกต่ำอย่างต่อเนื่อง จนตอนนี้ตกต่ำที่สุดในรอบ ๒๐ ปี ท่านประธานที่เคารพคะ แต่สิ่งที่รัฐบาลไปเจรจามาคืออะไรทราบหรือไม่คะ ปรากฏว่ารัฐบาล ได้ไปเร่งการเจรจาเปิดเสรีตลาดเนื้อวัวนมและผลิตภัณฑ์นมกับประเทศออสเตรเลีย และประเทศนิวซีแลนด์ ท่านไปเจรจาเร่งให้การเปิดตลาดเร็วขึ้น สิ่งนี้จะสร้างผลกระทบ ให้กับพี่น้องเกษตรกรทั่วประเทศ และไม่ได้กระทบเฉพาะพี่น้องเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อโคนม เท่านั้น จะกระทบไปถึงธุรกิจอื่น ๆ เช่น ธุรกิจยา ธุรกิจผลิตอาหารสัตว์ ธุรกิจอุปกรณ์ การเกษตร และสิ่งนี้จะทำให้ไทยขาดดุลทางการค้าและอาจทำให้ธุรกิจฟาร์มโคเนื้อโคนม ของประเทศไทยต้องพังพินาศ และอาจมีมูลค่าสูงนับหมื่นล้านบาทได้ ท่านประธานที่เคารพ

ประเด็นที่ ๓ รัฐบาลระบุในนโยบายว่าจะขยายความร่วมมือทางการค้า และเศรษฐกิจกับประเทศที่มีศักยภาพ หลังการทำรัฐประหาร ปี ๒๕๕๗ ทำให้ประเทศไทย สูญเสียโอกาสในการสร้างความสัมพันธ์ทางการค้ากับนานาประเทศ เพราะประเทศที่เป็น ประชาธิปไตยขาดความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลไทย โดยเฉพาะสหภาพยุโรป ได้ขอระงับการเจรจา ความตกลงทางการค้า ที่เรียกว่า เอฟทีเอ (FTA) กับประเทศไทย และจนปัจจุบันนี้ผ่านมากว่า ๕ ปี ยังไม่มีความคืบหน้า ท่านอย่าบอกว่าที่ผ่านมาไม่เป็นไร เดี๋ยวรัฐบาลชุดนี้จะเข้ามารื้อฟื้น การเจรจาเอง แต่ท่านประธานที่เคารพคะ ประเทศไทยเหมือนหลับไป ๕ ปี ฟื้นขึ้นมาอีกที ปรากฏว่าประเทศเพื่อนบ้านอย่างประเทศสิงคโปร์และประเทศเวียดนามได้ลงนามความตกลง ทางการค้ากับสหภาพยุโรปไปเรียบร้อยแล้วค่ะ โดยเฉพาะประเทศเวียดนาม ประเทศไทย เสียเปรียบประเทศเวียดนามในทุกประตู เพราะประเทศเวียดนามได้รับสิทธิทางภาษีนำเข้า กับสหภาพยุโรป ในขณะที่ประเทศไทย สิทธิที่เรียกว่า จีเอสพี (GSP) นี้ถูกตัดไปตั้งแต่ ปี ๒๕๕๘ ทำให้ตอนนี้ประเทศเวียดนามกลายเป็นคู่แข่งคนสำคัญของประเทศไทยในการ ส่งออกสินค้าโดยเฉพาะข้าว ซึ่งข้าวเองนี้ ประเทศไทย ข้าวหอมมะลิไทยเพิ่งเสียแชมป์ ให้ข้าวประเทศกัมพูชาเมื่อปีที่แล้ว ตอนนี้ข้าวของประเทศเวียดนามกำลังเข้ามาแย่งตลาด ส่งออก แล้วอย่างนี้พี่น้องชาวนาจะอยู่กันอย่างไรคะ ท่านประธานที่เคารพ ถ้ารัฐบาลนี้ยืนยัน ที่จะเจรจา เอฟทีเอ (FTA) กับสหภาพยุโรป ดิฉันขอให้รัฐบาลยืนหยัดปกป้องผลประโยชน์ ของพี่น้องประชาชนและประเทศชาติ โดยเฉพาะในเรื่องของสิทธิบัตรยาและการคุ้มครอง พันธุ์พืชของไทย และดิฉันขอให้รัฐบาลเปิดให้พี่น้องประชาชนมีส่วนร่วมในการทำ ความตกลงระหว่างประเทศให้มากที่สุด เพราะรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ มาตรา ๑๗๘ ได้ตัดลดขั้นตอนการมีส่วนร่วมของประชาชนในการทำความตกลงเสรีทางการค้า สิ่งนี้อันตรายมาก เพราะอาจเป็นช่องทางที่เปิดให้การทำความตกลงทางการค้าระหว่าง ประเทศเอื้อประโยชน์ให้กับนายทุนยักษ์ใหญ่ แต่พี่น้องประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ อาจต้องมารับผลกระทบแทน ท่านประธานที่เคารพ ดิฉันจะขอสรุปว่านโยบายเศรษฐกิจ ของรัฐบาลนี้ไม่มีความชัดเจน ไม่มีตัวชี้วัดความสำเร็จที่เป็นรูปธรรม แต่เหนือสิ่งอื่นใด รัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา คือผลพวงจากการทำรัฐประหาร และได้พิสูจน์มาแล้ว ว่าที่ผ่านมาท่านทำให้ประเทศไทยล้มเหลวและเสียโอกาสทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล ดังนั้น ดิฉันไม่อาจเชื่อมั่นได้ว่ารัฐบาลชุดนี้จะสามารถนำพาให้ประเทศรอดพ้นจากวิกฤตเศรษฐกิจ โลกในครั้งนี้ได้ ขอบคุณค่ะ