กรณ์ ยันนโยบายครบถ้วน แต่ห่วงรัฐบาลผสมนำปฏิบัติได้จริงหรือ

รัฐสภา · ครั้งที่ ๓ · ๒๕ กรกฎาคม ๒๕๖๒

กรณ์ จาติกวณิช หารือถึงความกังวลของประชาชนต่อความสามารถของรัฐบาลผสมในการขับเคลื่อนนโยบาย พร้อมเสนอให้กำหนดแนวทางชัดเจนในการพัฒนาประเทศสู่ระดับรายได้สูง โดยเน้นยกระดับมาตรฐานทุกด้านให้มีคุณภาพระดับพรีเมียมและสามารถวัดผลได้จริง

นายกรณ์ จาติกวณิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

ขอบคุณครับ กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม กรณ์ จาติกวณิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ แบบบัญชีรายชื่อ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมได้รับ การจัดสรรเวลา ๘ นาทีน้อยมาก เพราะฉะนั้นผมขออนุญาตเข้าสู่ประเด็นเลย อยากจะ กราบเรียนคณะรัฐบาลผ่านท่านประธานว่า นโยบายที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้แถลงต่อรัฐสภา วันนี้ ส่วนตัวผมเองผมมองว่ามีความครบถ้วนในเกือบทุกประเด็นที่มีความสำคัญต่อ การแก้ปัญหาของพี่น้องประชาชนและการแก้ปัญหาของบ้านเมือง แต่ความเป็นจริงก็คือ พี่น้องประชาชนที่ติดตามการอภิปรายยังอดที่จะมีความกังวลไม่ได้ว่าสุดท้ายแล้วรัฐบาล จะสามารถที่จะนำนโยบายเหล่านี้ไปสู่การปฏิบัติได้มากน้อยเพียงใด และสาเหตุที่ประชาชน มีความกังวลส่วนหนึ่ง ปฏิเสธไม่ได้เช่นเดียวกัน ก็เป็นเพราะอำนาจทางกฎหมาย ของท่านนายกรัฐมนตรีน้อยลง เมื่อเทียบกับในช่วง ๕ ปีที่ผ่านมา และนอกเหนือจากนั้น รัฐบาลนี้ก็เป็นรัฐบาลผสม ที่เป็นการผสมผสานระหว่าง ๑๙ พรรคการเมือง มีรัฐมนตรี มาจากหลากหลายพรรค มีแนวความคิดที่แตกต่างกัน วิธีการทำงานที่อาจจะไม่คุ้นเคย ซึ่งกันและกัน เพราะฉะนั้นความกังวลนี้จึงมีในใจของพี่น้องประชาชน จึงเป็นความสำคัญ ของรัฐบาลที่จะต้องมีการกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน และมีการกำหนดผลลัพธ์ที่ชัดเจน สำหรับแต่ละนโยบายว่ารัฐบาลคาดหวังว่าแต่ละนโยบายนั้นจะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ประชาชน จับต้องได้ และที่สำคัญที่สุดก็คือวัดผลได้อย่างไร และเพียงแค่กำหนดนโยบายอาจจะ ไม่เพียงพอ แต่สิ่งที่รัฐบาลอาจจะต้องมีเพิ่มเติม ก็คือการกำหนดสิ่งที่บางท่านอาจจะเรียกว่า วิสัยทัศน์ แต่ผมขอเรียกว่าแนวทาง การที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้กำหนดเป้าหมายไว้ว่า อยากที่จะใช้นโยบายชุดนี้ช่วยนำพาประเทศไทยไปสู่ประเทศที่มีการพัฒนา ไปสู่ประเทศ ที่มีรายได้ระดับสูง เป็นเป้าหมายที่ถูกต้อง แต่สิ่งที่ผมคิดว่ายังอาจจะขาดไปก็คือการกำหนดว่า เส้นทางการเดินไปสู่เป้าหมายนั้น ประเทศไทยควรจะเดินไปในเส้นทางใด ถ้าเราลองดู ประเทศในภูมิภาคนี้เป็นตัวอย่าง ประเทศที่ประสบความสำเร็จเราจะเห็นนะครับ อย่างกรณีประเทศสิงคโปร์ จริง ๆ เขาไม่ได้ทำหลายเรื่องหรอกครับ เขาเพียงแค่ มียุทธศาสตร์หรือมีเส้นทางที่กำหนดไว้ชัดเจนว่าเขาจะเป็นศูนย์กลางการให้บริการ ทางการเงิน ถ้าเราดูประเทศจีน เติ้ง เสี่ยวผิง ก็เพียงแค่กำหนดว่าประเทศจีนจะพึ่งพา ระบบเศรษฐกิจการตลาด ประเทศเกาหลีใต้ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ ๒๕๔๐ วิกฤตเดียวกัน กับเรา เขาก็ได้พิจารณาว่าอุปสรรคต่อการพัฒนาภาคเอกชนและโอกาสของประชาชน ของเขาก็คือรัฐบาลเอง ภาครัฐ ราชการและกฎหมายที่มีความล้าสมัยและอุ้ยอ้าย เขาจึงเข้าสู่กระบวนการ การปรับปรุงปฏิรูประบบกฎหมาย ซึ่งทำให้วันนี้จำนวนกฎหมาย ของเขาลดลงจาก ๑๐ เหลือเพียงแค่ ๓ ทำให้รัฐและประชาชนมีความคล่องตัวมากยิ่งขึ้น ประเทศไทยเองก็เช่นเดียวกันครับ มองย้อนกลับไปสู่สาเหตุของความสำเร็จของเราในช่วง ๓๐ ปีที่ผ่านมา ก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่านโยบายทางด้านอุตสาหกรรม โดยเฉพาะในการพัฒนา พื้นที่ทางซีกตะวันออกมีผลอย่างมาก นโยบายในการเปิดรับการลงทุนจากต่างประเทศ มีผลอย่างมากในการช่วยทำให้รายได้ของคนไทยในช่วง ๑๐ ปีนั้นเพิ่มขึ้นถึง ๓ เท่า เป็นอัตราการขยายตัวที่เกือบ ๆ จะสูงที่สุดในโลกตามที่เคยปรากฏมา เพราะฉะนั้น การกำหนดแนวทางและเส้นทางจึงเป็นเรื่องที่สำคัญ ด้วยเวลาที่จำกัดที่ผมอยากที่จะขอ นำเสนอต่อรัฐบาลก็คือถึงเวลาแล้วครับ ที่เราจะยกระดับมาตรฐานทุก ๆ อย่าง ที่เราทำให้มีความเป็นพรีเมียม (Premium) ไม่ว่าจะในเรื่องของคุณภาพชีวิตของประชาชน คนไทยกันเอง มาตรฐานการรักษาพยาบาล แม้แต่ลงในรายละเอียดถึงทางเดินฟุตพาธ (Footpath) ทำไมเราถึงจะทำให้เหมือนกับประเทศญี่ปุ่นไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของภาคการเกษตร ที่เกษตรกรควรที่จะต้องมีคุณภาพ ผลผลิตชั้นนำของโลก และที่สำคัญก็คือเข้าสู่ตลาด ด้วยตนเองได้ในราคาที่เป็นธรรม ไม่ว่าจะในเรื่องของอาหาร ในเรื่องของภาคอุตสาหกรรม ที่หยุดได้แล้วครับที่เราจะเป็นเพียงแค่ศูนย์การผลิต โออีเอ็ม (OEM) แต่เราควรจะมี นวัตกรรมที่จะนำไปสู่การพัฒนาสินค้าอุตสาหกรรมที่มีมาตรฐานในระดับโลก จริง ๆ ประเทศไทยเรามีทุกอย่าง ถามว่าเรามีไหมรถไฟเชื่อมระหว่างสนามบินกับตัวเมือง มีครับ แต่มีการออกแบบที่ไม่มีมาตรฐาน มีการบริหารจัดการเช่นเดียวกันที่ไม่ได้ เอื้อประโยชน์ให้กับประชาชนในฐานะผู้ใช้บริการ เรามีไหมโอกาสของเด็กไทยที่จะเรียน ภาษาอังกฤษ มีทุกคนครับ แต่ ณ วันนี้เด็กไทยก็ยังพูดภาษาอังกฤษกันไม่ได้ เรามีไหมครับ สตาร์ทอัพ (Startup) เหมือนกันครับ ทุก ๆ ประเทศมีสตาร์ทอัพ (Startup) เราก็มี แต่โอกาสที่สตาร์ทอัพ (Startup) ของเราจะเติบโตมีน้อย ยูนิคอร์น (Unicorn) เรายังไม่มี ชลประทานเรามีไหม มี แต่ก็อีกละครับ ยังไม่ได้มาตรฐาน ณ วันนี้พี่น้องเกษตรกรเกือบ ๙๐ เปอร์เซ็นต์ โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคอีสานไม่มีน้ำใช้ นี่คือสาเหตุที่ผมถึงบอกว่า ถึงเวลาที่เราจะให้ความสำคัญกับการกำหนดมาตรฐานที่สูง นโยบายเรามีทุกเรื่อง แต่ประชาชนยังมีความกังวลจริง ๆ ว่าสุดท้ายแล้วจะนำไปสู่การปฏิบัติอย่างมีมาตรฐาน ที่เป็นสากลได้หรือไม่ ถามว่าเราจะไปสู่จุดนั้นได้อย่างไร จุดที่เราเป็นประเทศ พรีเมียม (Premium) ในทุก ๆ เรื่อง พรรคประชาธิปัตย์ได้เคยกำหนดกรอบนโยบายไว้ เราเรียกว่าการแก้จน สร้างคน สร้างชาติ ซึ่งนโยบายของรัฐบาลที่ท่านนายกรัฐมนตรี ได้กรุณานำแถลงต่อรัฐสภาวันนี้ก็ครบถ้วนในการตอบโจทย์เรื่องของการแก้จน สร้างคน สร้างชาติ และที่สำคัญก็คือเราต้องเตรียมตัวเพื่อให้คนไทยสามารถที่ปรับตัวรองรับ การเปลี่ยนแปลงสำคัญ ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้ เช่นเดียวกันมีระบุไว้หมดในชุดนโยบาย ที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้นำเสนอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสังคมสูงอายุ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ การเปลี่ยนแปลงในเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าของเรา หรือผลของการเปลี่ยนแปลงทางด้าน เทคโนโลยี ซึ่งนักวิชาการประเมินว่าจะมีผลต่องานที่คนไทย ณ วันนี้ทำอยู่มากกว่าครึ่ง เพราะฉะนั้นการเดินหน้าไปสู่การแก้ปัญหาในเรื่องของการแก้ความยากจน อย่างไรก็ยังเป็น ภารกิจสำคัญที่รัฐบาลต้องเร่งดำเนินการ ทั้งในส่วนโครงการเกษตร ด้วยเรื่องของการประกัน รายได้ ทั้งในส่วนของการแก้ไขปัญหาหนี้สิน ทั้งในส่วนของการแก้ปัญหาเรื่องค่าครองชีพ ของประชาชน แต่ผมอยากให้รัฐบาลไม่มองข้ามประเด็นปัญหาความเดือดร้อน ของพี่น้องประชาชนที่อยู่ในกลุ่มที่เราอาจจะขอเรียกว่า ชนชั้นกลาง พรรคร่วมรัฐบาล อย่างน้อย ๒ พรรคได้มีนโยบายให้คำมั่นสัญญากับพี่น้องประชาชนชนชั้นกลางไว้ว่า เราจะดูแลให้ภาระภาษีของเขามีความเป็นธรรม ผมขอให้รัฐบาลผ่านท่านประธานคำนึงถึง ประเด็นนี้แล้วก็มุ่งสู่การแก้ปัญหา ส่วนเรื่องของการสร้างชาติ เรื่องของการสร้างคน อย่าไปพูดเรื่องการปฏิรูปอีกครับ กำหนดนโยบายที่วัดได้ จับต้องได้ชัดเจน ทำอย่างไร ให้เด็กไทยทุกคนมีโอกาสที่จะพูดภาษาได้อย่างน้อย ๒ ภาษา จะทำเช่นนั้น ให้ประสบความสำเร็จอย่างไรก็ต้องปฏิรูปอยู่แล้ว เพราะเราต้องเปลี่ยนในเรื่องของคุณภาพ ครู เปลี่ยนวิธีการเรียน การสอน การสอบ นั่นคือการนำไปสู่การปฏิรูป ด้วยการนำนโยบาย ที่จับต้องได้และวัดได้โดยประชาชน ถ้ารัฐบาลทำได้ตามนี้ผมมั่นใจว่าความกังวล ของประชาชนจะคลี่คลายลง แล้วรัฐบาลจะประสบความสำเร็จตามความตั้งใจ ของท่านนายกรัฐมนตรี ขอบคุณครับ