ไชยา ชี้กังวลเศรษฐกิจติดกับดัก หวั่นความเหลื่อมล้ำเพิ่ม

รัฐสภา · ครั้งที่ ๓ · ๒๕ กรกฎาคม ๒๕๖๒

ไชยา พรหมา วิพากษ์นโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล โดยเฉพาะปัญหาความเหลื่อมล้ำทางรายได้ ความไม่เชื่อมั่นในนโยบายรัฐ และการขาดดุลงบประมาณต่อเนื่อง พร้อมเรียกร้องให้ปรับปรุงเพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน

นายไชยา พรหมา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หนองบัวลำภู

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม ไชยา พรหมา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดหนองบัวลำภู พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ประเด็นที่ผมจะอภิปรายเกี่ยวกับหัวข้อการแถลงนโยบายของรัฐบาล ในครั้งนี้ ในหัวข้อที่ ๕ ว่าด้วยการพัฒนาเศรษฐกิจและความสามารถในการแข่งขันของไทย ผมจะลงในรายละเอียดในหัวข้อ ๕.๑.๑ ๕.๑.๒ ๕.๑.๓ และ ๕.๑.๔ แต่ผมจะขออนุญาต ที่จะไม่ลงในรายละเอียดว่าในแต่ละหัวข้อนั้นเป็นอย่างไร ผมจะพูดในภาพรวมทั้งหมด โดยเฉพาะปัญหาในเรื่องของนโยบายทางด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดนี้ ต้องขอกราบเรียน ท่านประธานนะครับว่า พวกกระผมในฐานะที่เป็นนักการเมืองฝ่ายค้านได้ทำหน้าที่ในการ ท้วงติงด้วยความหวังดีว่าอยากจะเห็นรัฐบาลชุดนี้ แม้ท่านจะได้แถลงนโยบายไปเมื่อเช้าแล้ว แต่เมื่อผมได้ดูในรายละเอียดในหัวข้อแต่ละประเด็นแล้ว มีข้อห่วงใย มีข้อกังวลที่ผมคิดว่า อาจจะมีข้อบกพร่องซึ่งอยากจะชี้แนะถ้าหากว่าเป็นประโยชน์ รัฐบาลจะเอาไปแก้ไขปรับปรุง เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ ประสิทธิผลในการทำงานก็จะเกิดประโยชน์สูงสุดกับชาติบ้านเมือง และพี่น้องประชาชน สิ่งหนึ่งที่ผมมีความกังวลเป็นอย่างมากครับท่านประธาน ว่าประเทศเรานั้นเป็นประเทศที่ถูกมองว่า เป็นประเทศที่ตกอยู่ในภาวะของ การเป็นประเทศที่มีกับดักรายได้ปานกลางมาเป็นเวลา ๔๐ ปีแล้ว และมีแนวโน้มว่าจะเป็น ประเทศที่อยู่ในภาวะของการเป็นประเทศที่อยู่ในกับดักรายได้ปานกลางนี้ต่อไปอีก ๓๐ ปี ถ้ามองในรายละเอียดอย่างที่เวิลด์แบงก์ (World Bank) เขาวิเคราะห์แล้ว อาจจะมองปัญหาได้ ไม่ครอบคลุมในทุกประเด็น ท่านประธานครับ ท่านจะเห็นได้ว่าความเหลื่อมล้ำของสังคม ในขณะนี้ต้องยอมรับครับว่าประเทศเราเป็นประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำของเรื่องรายได้ เป็นลำดับต้น ๆ ของโลกทีเดียว มันเกิดขึ้นได้อย่างไรครับท่านประธาน ก็เพราะว่าเขามอง มาที่ประเทศของเราว่ามีความเหลื่อมล้ำในลำดับต้น ๆ ของประเทศ เพราะคน ๑ เปอร์เซ็นต์ ของจำนวนประชากรในประเทศนี้ ถือครองทรัพย์สินที่มองถึงเรื่องของความมั่งคั่ง ที่มีสินทรัพย์รวมต่อทรัพย์สินส่วนรวมของประเทศ คน ๑ เปอร์เซ็นต์ของจำนวนประชากร ถือครองสินทรัพย์รวมของทั้งประเทศเป็นสัดส่วนถึง ๖๖.๙ เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่คนอีก ๙๕ เปอร์เซ็นต์ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศนี้ ถือครองทรัพย์สินบ่งบอกถึงความมั่งคั่ง เพียง ๓๓.๑ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ตัวเลขนี้มันอธิบายอะไรครับท่านประธาน มันอธิบายว่า คนเพียง ๑ เปอร์เซ็นต์ของจำนวนประชากรในประเทศนี้มีความร่ำรวย ในขณะที่คนอีก ๙๕ เปอร์เซ็นต์ซึ่งเป็นคนจน ชาวไร่ชาวนา ผู้ใช้แรงงาน กรรมกร ผู้หาเช้ากินค่ำ มีความยากจนไม่สามารถที่จะดำรงชีวิตอยู่ได้ในสถานะสภาพในปัจจุบัน ท่านประธานครับ ใน ๕ ปีที่ผ่านมาที่ท่านนายกรัฐมนตรี แม้ว่าท่านไม่ได้มาจากระบอบประชาธิปไตย ท่านเข้ามาในภาวะของการเมืองในภาวะพิเศษก็ตาม แต่ท่านมีหน้าที่ในการที่จะทำให้คนไทยนั้น หลุดพ้นจากความยากจน ในสมัยที่พวกเราเป็นรัฐบาลก็ต้องทำอย่างนี้ละครับ เพียงแต่ว่าในจังหวะเวลานี้เป็นภาระหน้าที่ของท่าน ถ้าหากว่ามีสิ่งใดที่ผมคิดว่าอาจจะเป็น ข้อบกพร่อง ขอให้ท่านประธานฝากไปยังท่านนายกรัฐมนตรีได้รับฟังคำชี้แนะของสมาชิก รัฐสภาแห่งนี้ด้วยความใจกว้าง ถ้าหากว่าเป็นประโยชน์ท่านก็เอาไปปรับปรุงแก้ไข เพื่อประสิทธิภาพในการทำงานต่อไป สิ่งที่ผมจะชี้ให้ท่านประธานได้เห็นว่าข้อห่วงใยของผม ในขณะนี้ก็คือว่า สภาวะของการรวยกระจุก จนกระจาย ด้วยการขับเคลื่อนนโยบาย ของรัฐบาลชุดนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ รัฐบาลจะต้องสร้างความมั่นใจ หัวใจสำคัญ ของการพัฒนาประเทศ และหัวใจสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจ สิ่งหนึ่งที่จะต้องสร้างให้ได้ นั่นก็คือความเชื่อมั่น ความเชื่อถือ ความเชื่อมั่นและสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน วันนี้ประชาชนเขาฝากความหวังให้กับรัฐบาลชุดนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ ถ้าหากว่า ความเชื่อถือและความเชื่อมั่นไม่เกิด มันก็จะทำให้การบริหารประเทศ การเจริญเติบโต ทางเศรษฐกิจก็จะมีปัญหา อย่างที่มันเกิดขึ้นมาแล้วเมื่อ ๕ ปีย้อนหลังในสมัยที่ท่านเป็น นายกรัฐมนตรี ที่ผมพูดเช่นนี้ ผมไม่ได้พูดเองครับท่านประธาน มันฟ้องด้วยตัวเลข ทางเศรษฐกิจว่าใน ๕ ปีที่ผ่านมาประชาชนไม่มีความเชื่อมั่น เพราะสถานการณ์การเมือง บ้านเราตกอยู่ในภาวะของความไม่แน่นอนในเรื่องของความมั่นคงในเรื่องของนโยบาย ความต่อเนื่องของนโยบาย ความต่อเนื่องของทีมงานเศรษฐกิจ จึงทำให้เห็นสะท้อนผ่าน ตัวเลขทางเศรษฐกิจดังนี้ครับท่านประธาน เราจะเห็นได้ว่าตลอดระยะเวลา ๕ ปีที่ผ่านมา รัฐบาลของ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ก็คือท่านนายกรัฐมนตรีในปัจจุบันนี่ละครับ ทีมงานเศรษฐกิจชุดเดียวกันเลย ผมให้ท่านประธานดูตัวเลขนี้ครับ ท่านประธานครับ ตลอดเวลา ๕ ปี รัฐบาลขาดดุลงบประมาณติดต่อกัน ๕ ปีมาแล้ว หลังจากปี ๒๕๕๗ ท่านประธานครับ นั่นก็คือช่วงที่ท่านเข้ามารับผิดชอบบ้านเมือง นั่นก็คือการเข้ามายึดอำนาจ การปกครอง ในปี ๒๕๕๘ เราขาดดุลงบประมาณไป ๒๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เราต้องกู้ เขามานะครับท่านประธาน ปี ๒๕๕๙ เรากู้มา ๓๙๐,๐๐๐ ล้านบาท ปี ๒๕๖๐ ปี ๒๕๖๑ ตัวเลขใกล้เคียงกัน ๕๕๐,๐๐๐ ล้านบาท และปี ๒๕๖๒ ท่านประธานครับ คือตัวเลขตัวนี้ ๒๕๖๒ ท่านกู้มา ๔๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ตลอดระยะเวลา ๕ ปี ของรัฐบาลภายใต้การนำของ ท่านนายกรัฐมนตรีได้สร้างหนี้ให้กับประเทศติดต่อกันมาถือว่าสูงสุดเป็นประวัติศาสตร์ ตั้งแต่มีรัฐบาลปกครองประเทศมา ๕ ปีมานี้ท่านกู้เงินมาเพื่อชดเชยวงเงินงบประมาณสูงถึง เกือบ ๒.๒ ล้านล้านบาท ท่านประธานที่เคารพครับ มันสะท้อนอะไรท่านประธานครับ มันสะท้อนให้เห็นว่าคนเขาไม่มีความเชื่อมั่น คนเขาไม่มีความเชื่อมั่นว่าสถานการณ์การเมือง ภายใต้การบริหารงานของท่านนั้นจะสามารถนำพาประเทศชาติไปสู่หนทางแก้ไข โดยเฉพาะ ภาวะเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ ท่านประธานมองครับว่าวันนี้ประชาชนเขาไม่มีรายได้ เขาไม่มีจะกิน เขาต้องดิ้นรน เมื่อเช้านี้ท่านแถลงมาตรการด้วยความห่วงใยว่า วันนี้ประเทศไทยเรานั้น ต้องเจอปัญหาภาวะเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่หลวงนัก ท่านประธานครับ เราไม่ต้องอ้าง หรอกว่าในขณะนี้เราอยู่ในภาวะที่เจอสถานการณ์ภายนอกประเทศ โดยเฉพาะเรื่อง เทรด วอร์ (Trade war) สงครามการค้าระหว่างประเทศจีนกับประเทศสหรัฐอเมริกา แต่วันนี้ถ้าเราไปดูประเทศรอบข้างบ้านเราครับ โดยเฉพาะประเทศที่อยู่ในอาเซียน (ASEAN) ด้วยกัน เรามีการประมาณการว่าการขยายตัวทางเศรษฐกิจของเราจะโตประมาณ ๓.๘ เปอร์เซ็นต์ สุดท้ายเราก็ต้องปรับลดลงมาครับท่านประธาน ว่าประมาณ ๓.๑ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านเราโตขึ้น จีดีพี (GDP) ของเขาโตขึ้น สูงกว่าประเทศไทย ทำไมเขาไม่อ้างว่าภาวะเศรษฐกิจทั่วโลก โดยเฉพาะสงครามเทรด วอร์ (Trade war) นั้นมีผลกระทบ เพราะเขาสามารถมีศักยภาพในการบริหารประเทศ เขามีกลไก มีองคาพยพ ผมอยากจะเห็นรัฐบาลชุดนี้ที่เข้ามาในช่วงเวลาจำกัดนี้ ให้ท่านได้คิดถึงประเด็นในการ แก้ไขปัญหา ท่านประธานที่เคารพครับ ตัวเลขสะท้อนนั้นทำให้เห็นว่า ตลอดระยะเวลา ๕ ปีมานี้ คนไม่มีจะกิน คนไม่มีกำลังซื้อ เพราะตัวขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ เครื่องยนต์ในการ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศมันมีอยู่ ๕ ตัว ๑. คือการส่งออก ๒. การบริโภค ภายในประเทศ โดเมสทิก คอนซัมป์ชัน (Domestic consumption) ๓. ก็คือการใช้จ่าย ภาครัฐ ๔. การท่องเที่ยว และ ๕. การลงทุนใหม่ ๆ เรามาดูเครื่องยนต์แต่ละตัว ท่านประธานครับ เริ่มต้นจากตัวเลขการส่งออก ท่านประธานที่เคารพครับ มีการประมาณการโดยไม่ว่าจะเป็นภาคธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลของทางราชการ มีการคาดการณ์ว่าตัวเลขในปี ๒๕๖๒ ปีนี้การส่งออกเรามีการประมาณการว่าเราจะโต ประมาณ ๓ เปอร์เซ็นต์ ๓.๗ เปอร์เซ็นต์ ท่านประธานครับ สุดท้ายแล้วจะต้องมีการปรับ ประมาณการว่าการส่งออกเราเหลือ ๐ เปอร์เซ็นต์ ตัวเลขนี้จากศูนย์วิจัยของกสิกรไทย ได้มีการปรับลดตัวเลขการส่งออกว่า การส่งออกของเราเหลือ ๐ เปอร์เซ็นต์ หมายถึงอะไร มันหมายถึงว่ารายได้ของประเทศจะหดหายไป ความเป็นอยู่ในเรื่องรายได้ของชาวไร่ชาวนา จะหายไป ภาคอุตสาหกรรมก็จะได้รับผลกระทบ เมื่อตัวเลขการส่งออกเป็นศูนย์ รายได้ของประเทศมันก็ต้องหายไป มันส่งผลไปสู่การจัดเก็บรายได้ที่ต่ำกว่าประมาณการ ตัวเลขนี้ผมไม่ได้พูดลอย ๆ ครับท่านประธาน มันฟ้องโดยตัวเลขของระบบราชการนั่นเอง ท่านประธานที่เคารพครับ มันมีอยู่ ๒ อย่างที่โกหกกันไม่ได้ ถ้าหากว่าท่านประธานไปหาหมอ เจาะเลือด แล้วหมอวินิจฉัยว่าท่านประธานนั้นเป็นเบาหวาน ท่านประธานอย่าเถียงหมอครับ ผลแล็บ (Lab) มันไม่โกหก อันที่ ๒ คือตัวเลขทางเศรษฐกิจท่านประธาน ตัวเลข ทางเศรษฐกิจมันฟ้องโดยข้อมูล ซึ่งผมจะบอกว่าตลอดระยะเวลา ๕ ปีที่ผ่านมา การจัดเก็บรายได้ตั้งแต่ท่านเป็นนายกรัฐมนตรี ช่วงปี ๒๕๕๗ ปี ๒๕๕๘ ปี ๒๕๕๙ ปี ๒๕๖๐ ปี ๒๕๖๑ จนถึงปี ๒๕๖๒ คือ ๕ ปีมานี้ เราจะเห็นได้ว่าการจัดเก็บรายได้และ การประมาณการจัดเก็บรายได้มันต่ำกว่าเป้า มันหมายถึงอะไรครับ มันหมายถึงว่าวันนี้คน ไม่มีสตางค์ เมื่อการส่งออกมันเป็นศูนย์ มันส่งผลกระทบเนื่องจากว่าประเทศเรานั้น เราพึ่งพาการส่งออกเป็นสัดส่วน ๗๐ เปอร์เซ็นต์ต่อ จีดีพี (GDP) จีดีพี (GDP) ปี ๒๕๖๑ มีตัวเลขกลม ๆ อยู่ประมาณ ๑๖.๓ ล้านล้านบาท ๗๐ เปอร์เซ็นต์ต่อ จีดีพี (GDP) ก็ประมาณ ๑๑.๔ ล้านล้านบาท เมื่อตัวเลขการส่งออกมันเป็นศูนย์ นั่นหมายความว่าสินค้าส่งออก เราได้รับผลกระทบ คือไม่มีรายได้เข้าประเทศ มันส่งผลต่อการจัดเก็บรายได้ นี่อันที่ ๑ แล้วมันส่งผลต่อพี่น้องประชาชน ชาวไร่ชาวนาอย่างไร ท่านประธานครับ ประเทศเรานั้น เป็นประเทศเกษตรกรรม เราผลิตสินค้าการเกษตร เราไม่ได้ผลิตเพื่อการบริโภคอย่างเดียว แต่เราผลิตเพื่อการส่งออก ยกตัวอย่างท่านประธานครับ ข้าว เราผลิตข้าวได้ปีหนึ่ง ๓๐ ล้านตันข้าวเปลือก ๑๘ ล้านตันข้าวสาร บริโภคภายในประเทศ ๘,๐๐๐,๐๐๐ ตัน ส่งออก ๑๐ ล้ำนตั น ๒. ยางพารา เราผลิ ตได้ ปี หนึ่ งประมาณ ๔,๐๐๐,๐๐๐ ตั น น้ำยาง ๔,๐๐๐,๐๐๐ ตัน บริโภคภายในประเทศ ๕๐๐,๐๐๐ ตัน ส่งออก ๓.๕ ล้านตัน เราผลิตเพื่อการส่งออก เมื่อส่งออกมันเป็นศูนย์ ถามว่าเกษตรกรที่ปลูกข้าว ชาวสวนยาง ที่ปลูกยาง คนปลูกมัน คนปลูกอ้อย เมื่อมันไม่สามารถที่จะส่งออกได้ นั่นหมายความว่า เงินในกระเป๋าเขาไม่มี เมื่อเงินในกระเป๋าไม่มี มันก็เกิดปัญหาหนี้สินล้นพ้นตัว มันสะท้อน ผ่านว่าตลอดระยะเวลา ๕ ปีที่ผ่านมา ท่านประธานที่เคารพครับ ตัวเลขหนี้สินครัวเรือน พุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติศาสตร์ สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติบอกว่า หนี้ครัวเรือน ของประชาชนคนไทย วันนี้เฉลี่ยต่อหัวคนละประมาณเกือบ ๒๐๐,๐๐๐ บาท มันติดต่อกันมา ๕ ปี ตั้งแต่สมัยที่ท่านนั่งเป็นนายกรัฐมนตรีมาแล้ว มันเกิดขึ้นเนื่องอะไร เนื่องจากเงิน ในกระเป๋าชาวบ้านไม่มี อย่างที่ผมกราบเรียนไปแล้ว วันนี้เราผลิตสินค้าเพื่อการส่งออกมันโอเวอร์ ซัพพลาย (Over supply) ผลิตมาแล้วขายไม่ได้ เมื่อขายไม่ได้แล้วคนไม่มีกำลังซื้อ เราจะมาหวังพึ่งว่าเมื่อการส่งออกมันไม่เกิดขึ้นแล้ว อันที่ ๒ เครื่องยนต์ตัวที่ ๒ ก็คือเครื่องยนต์การขับเคลื่อนการกระตุ้นการใช้จ่าย ภายในประเทศ การใช้จ่ายภายในประเทศ ก็คือการส่งเสริมให้ประชาชนซื้อของบริโภค ภายในประเทศมากขึ้น ในเมื่อกำลังซื้อไม่มี ชาวนาเขาไม่สามารถขายข้าวได้ ชาวสวนยาง ไม่สามารถที่จะจำหน่ายได้ วันนี้ยางบ้านผม อีสานบ้านผม ๖ กิโลกรัม ๑๐๐ บาท ๗ กิโลกรัม ๑๐๐ บาท ท่านประธานครับ ข้าวไม่ต้องพูดถึง ราคาอ้อยในสมัยที่เราเป็นรัฐบาล สูงสุดถึงตันละ ๑,๒๐๐ บาท ต่ำลงมาก็ไม่เกิน ๑,๑๐๐ บาท วันนี้เขาขายอยู่ที่ตันหนึ่ง ๔๘๐ บาท ในขณะที่ต้นทุนการผลิตประมาณ ๑,๐๐๐ กว่าบาทแล้ว แต่เขาจำเป็นต้องขาย ขายแล้วก็ไม่พอใช้หนี้ นั่นหมายความว่ากำลังซื้อในกระเป๋าของชาวบ้านไม่มี จะไปกระตุ้น ให้เขาใช้จ่ายภายในประเทศจะเอาเงินมาจากไหน สุดท้ายตัวเลขว่าด้วยหนี้สินครัวเรือน สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติบอกว่าสูงที่สุดในรอบ ๑๐ ปีที่ผ่านมา เรามีหนี้ครัวเรือนสูงสุดอันดับ ๑๐ ของโลก อันดับ ๓ ของเอเชีย (Asia) นั่นมันสะท้อนให้เห็นว่า ข้าวยากหมากแพง ผมอยากเห็นว่าในแผนนโยบายของรัฐบาลที่ท่านนายกรัฐมนตรี อ่านเมื่อเช้านี้ ผมใช้เวลาในการเปิดอ่านด้วยความรอบคอบ ด้วยความเป็นธรรม ผมอยากจะ เห็นแนวทางการทำงานของรัฐบาลที่มุ่งหวังว่า ในภาวะอย่างนี้ เศรษฐกิจที่ย่ำแย่อย่างนี้ เราจะกระตุ้นเศรษฐกิจ เราจะกระตุ้นการทำมาหากินเราจะกระตุ้นเงินในกระเป๋าประชาชน อย่างไร แต่ผมเห็นว่าสิ่งที่รัฐบาลกำลังทำในขณะนี้รัฐบาลอาจจะมีความภาคภูมิใจว่า การกระตุ้นเศรษฐกิจก็คือการเติมเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐตามนโยบายของรัฐบาลอย่างไร มันไม่ใช่อย่างนั้นแล้วครับท่านประธาน ทุกครั้งที่ท่านเติมเงินเข้าไปในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เงินมันไม่ได้เข้ากระเป๋าชาวบ้าน มันวิ่งไปที่นายทุน เจ้าสัว เจ้าของสินค้าอุปโภคบริโภคทั้งนั้น ถามว่าในร้านธงฟ้าราคาประหยัดตามโครงการประชารัฐของท่านทุกครั้งที่เงิน ๓๐๐ บาท ใส่เข้าไปในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แล้วท่านก็จะใส่เข้าไปอีก ผมไม่ได้ห้าม ผมไม่ได้ขัดขวาง ผมยินดีที่จะให้ท่านทำ แต่วิธีของท่านมันอาจจะผิดพลาด เพราะคนที่ได้ประโยชน์ ไม่ใช่ชาวบ้าน คนที่ได้ประโยชน์อย่างแท้จริงก็คือ บริษัท ห้างร้าน เจ้าสัว นายทุน ผูกขาด ซึ่งเป็นคน ๑ เปอร์เซ็นต์ของจำนวนประชากรที่ถือสินทรัพย์รวมของประเทศมากที่สุด ในขณะนี้ ๓๐๐ บาทวันนี้ท่านจดทะเบียนคนจน ๑๔ ล้านคน เดือนหนึ่งเท่าไรครับ ท่านประธาน เอา ๓๐๐ คูณ ๑๔ ล้าน ๔,๒๐๐ ล้านบาท ๑๒ เดือน ก็คือ ๕๐,๔๐๐ ล้านบาท ทุกครั้งที่รูดปรื๊ด ๆ เงินมันก็วิ่งไปที่นายทุน เงินก็วิ่งไปที่พ่อค้า ถามว่า ในร้านธงฟ้าราคาประหยัดมีสินค้าโอทอป (OTOP) มีสินค้าเกษตร มีสินค้าจากชาวบ้าน สักกี่อย่างครับท่านประธาน ผมอยากให้ท่านเดินหน้าต่อไปในเรื่องของบัตรสวัสดิการ แต่ไม่ควรที่จะใช้จ่ายผ่านร้านสวัสดิการแบบเดิม แล้วสิ่งที่เกิดขึ้นท่านประธานครับ ฝากไปยัง ท่านนายกรัฐมนตรี ท่านรู้ไหมว่าก่อนหน้านี้ ก่อนที่จะมีการเลือกตั้ง บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ชาวบ้านไปรอคิวกดเงินที่ธนาคารกรุงไทยแบงก์เดียว แบงก์ออมสินของรัฐ แบงก์ ธ.ก.ส. ก็ของรัฐ หรือแบงก์พาณิชย์ทั้งหลายใช้ระบบที่มันพูล (Pool) กันได้ไหมแบบเอทีเอ็ม (ATM) วิธีการอย่างนี้ก็บริหารจัดการไม่ได้ ผมถึงบอกว่า ไม่ต้องเอาเงินใส่บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แล้วก็บังคับชาวบ้านไปซื้อของร้านสวัสดิการ ท่านจะให้เงินแจกเข้าไปให้ชาวบ้าน ให้เงินมันหมุนจากกระเป๋าซ้ายไปกระเป๋าขวา จาก นาย ก ไป นาย ข จาก นาย ข ไป นาย ง ให้มันหมุนซื้อสินค้าโอทอป (OTOP) ให้ชาวบ้านด้วยกัน ซื้อด้วยกันได้ ถ้าสิ่งเหล่านี้ มันเกิดขึ้นอย่างน้อยมันก็แก้ไขปัญหาได้ แต่วิธีการอย่างนี้ไม่ใช่วิธีการแบบยั่งยืน มันเป็นวิธีการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า แต่สิ่งที่ผมอยากจะฝากท่านประธานนั้นก็คือว่า การเพิ่มกำลังซื้อภายในประเทศ ผมมองไปที่สินค้าเกษตร ท่านประธานครับ วันนี้การบริโภค มันเปลี่ยนไปแล้ว ผมไม่ต้องการให้เกษตรกรบ้านผมกลายมาเป็นผู้ผลิตแล้วขายให้พ่อค้า คนกลาง ผมอยากเห็นรัฐบริหารจัดการแบบทันสมัย โดยวันนี้ผู้ซื้อผู้ขายไม่จำเป็นที่จะต้องเจอหน้ากัน ฝากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมที่รักของผมด้วยนะครับว่า วันนี้เราจะพัฒนาให้พี่น้องเกษตรกรชาวไร่ชาวนากลายเป็นเทรดเดอร์ (Trader) กลายเป็น ผู้ค้าได้หรือไม่ สินค้าโอทอป (OTOP) จากหนองบัวลำภูบ้านผมนี่สามารถขึ้นเว็บไซต์ Web site) ขายโดยระบบออนไลน์ (Online) ขายโดยระบบอีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) แล้วก็จ่ายเงินการผ่านอีเพย์เมนต์ (e-Payment) ทั้งหลายนี่ ซึ่งวันนี้มันทันสมัยมากขึ้น ตัวเลขของธุรกิจพวกนี้ ท่านประธานครับ มันหายไปจากระบบ ปีหนึ่งประมาณ ๓ ล้านล้าน ที่มันไม่อยู่ในระบบนี้ วันนี้มันต้องให้ชาวบ้าน สินค้าโอทอป (OTOP) ที่วันนี้ศูนย์แสดงสินค้า ทั้งหลายมันกลายเป็นสถานร้างและเป็นอนุสาวรีย์ ท่านไปปัดฝุ่น นี่คือภูมิปัญญาของท้องถิ่น ที่เกิดขึ้น ผมเสียดายครับว่าเวลาผมหมดแล้ว ยังมีอีกหลายเรื่อง ตัวขับเคลื่อน ทางเศรษฐกิจอีกหลายตัวยังไม่ได้พูด แต่ผมฝากว่าสิ่งที่ผมนำกราบเรียนท่านประธานไปยัง ท่านนายกรัฐมนตรี ผมไม่มีเจตนาอะไรที่จะไม่ปรารถนาดีต่อบ้านเมือง วันนี้ผมก็มี ความรักชาติบ้านเมือง อยากจะเห็นท่านแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะ ชาวไร่ชาวนา ถ้าหากว่าสิ่งใดที่เป็นผลประโยชน์ที่ผมได้กราบเรียนไปแล้ว ท่านจะกรุณา เอาไปปรับปรุงแก้ไข แล้วให้ผลประโยชน์นั้นตกไปถึงมือประชาชนผู้ที่เป็นเจ้าของประเทศ อย่างแท้จริง ก็จะเกิดประโยชน์สูงสุดของบ้านเมืองครับ ขอบคุณครับท่านประธาน