ประยุทธ์ จันทร์โอชา ชี้แจงต่อที่ประชุมถึงข้อความที่ถูกพาดพิง โดยย้ำว่าการพูดที่อาจฟังดูไม่ชัดเกิดจากความเป็นมนุษย์ธรรมดา แต่ย้ำถึงความสำคัญของการลงมือปฏิบัติจริง ทั้งในด้านการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบภายใต้สถานการณ์ภัยแล้ง การจัดหาน้ำเพื่อการเกษตร อุปโภคบริโภค และอุตสาหกรรม รวมถึงความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านและมาตรการใช้ฝนหลวง พร้อมย้ำถึงการบริหารงบประมาณที่มาจากรายได้ภาษีและเงินกู้อย่างมีระบบ โดยเน้นการก่อหนี้เพื่อการลงทุนที่ก่อให้เกิดรายได้ และตั้งคำถามถึงความล่าช้าของโครงการในอดีต ขณะเดียวกันก็ชี้ให้เห็นถึงความเชื่อมั่นจากนักลงทุนต่างชาติที่สะท้อนความน่าเชื่อถือของรัฐบาลในปัจจุบัน
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพนะครับ ฝากไปถึงสมาชิก ผู้ทรงเกียรติด้วยนะครับ ก็มีหลายเรื่องที่มีการกล่าวพาดพิงขึ้นมา ผมก็จำเป็นต้องชี้แจงนะครับ ก็อาจจะพูดเร็วไปนิดหนึ่ง พูดไม่ชัดบ้าง กลืนน้ำลายบ้าง เพราะผมเป็นมนุษย์นะครับ ฉะนั้นท่านพูดเก่งก็เรื่องของท่าน ผมพูดแล้วทำไปด้วยนะครับ
เรื่องแรก เรื่องของการบริหารจัดการน้ำภัยแล้ง เราทำมาโดยตลอด ถ้าท่านติดตามดูว่าการพัฒนาในเรื่อง สทนช. ของเราเป็นอย่างไร การพัฒนาบริหารจัดการน้ำ ทั้งประเทศ ทุกจังหวัด ทุกกิจกรรมน้ำ น้ำคือไม่ใช่น้ำอย่างเดียว น้ำ ๑. เพื่อการอุปโภค บริโภค ประปา อุปโภคบริโภค ๒. คือน้ำเพื่อการเกษตร ๓. คือน้ำเพื่อการอุตสาหกรรม และ ๔. คือน้ำที่รักษาระบบนิเวศ น้ำทะเลไม่ให้เข้ามาในฝั่ง วันนี้ดำเนินการทั้งหมด อันนี้ มีเอกสารชัดเจน ถ้าท่านสนใจก็เดี๋ยวมาขอศึกษาดูได้ เพราะเป็นรายละเอียด นี่คือสิ่งที่เรา ต้องปฏิบัติ พูดอย่างเดียวมันเป็นไปไม่ได้ เรามี พ.ร.บ. ทรัพยากรน้ำ มีแผนแม่บท มีองค์กรกลาง มีนวัตกรรมเทคโนโลยี ยกระดับทุกอย่าง น้ำประปา ลุ่มน้ำ ปัญหาเราวันนี้ ก็คือน้ำไม่เพียงพอ ฝนไม่ตก ฝนตกใต้เขื่อน เก็บน้ำได้น้อย การเกษตรทำเกินที่สามารถ ส่งน้ำให้ได้ นอกจากนั้นก็ยังมีปัญหาในพื้นที่ทำนาน้ำฝน เมื่อฝนไม่ตกมันมีปัญหาแน่นอน แต่รัฐบาลจะต้องแก้ไขโดยการพัฒนาเพิ่มเติมแหล่งน้ำต่อไป ทำระบบแหล่งน้ำต่อไป เอาน้ำในแม่น้ำโขงขึ้นมาใช้ได้อย่างไร เอาน้ำในแม่น้ำทางด้านพม่ามาได้อย่างไร เพราะเป็น แม่น้ำระหว่างประเทศ มันไม่ได้ง่ายนักหรอก ในการที่จะทำทุกอย่าง วันนี้ระดับน้ำใน แม่น้ำโขงก็เพิ่มขึ้น โดยการที่ผมให้ไปติดต่อกับประเทศจีน ประเทศลาว ในการที่จะปล่อยน้ำ ผ่านเขื่อนออกมาก็ระดับน้ำเริ่มจะสูงขึ้น แต่ก็ยังไม่เพียงพอ เพราะประเทศจีนเขาตอบมาว่า ในประเทศจีนก็แล้งน้ำเช่นเดียวกัน นั่นคือปัญหาของโลกของเรา เพราะฉะนั้นถ้าท่าน ติติงอย่างเดียว โดยไม่สร้างสรรค์เลยนี่มันไม่ได้ ท่านบอกว่าต้องหาน้ำให้ได้ หาน้ำให้พอ บางพื้นที่มันสูงเกินไป มันส่งน้ำไปไม่ถึง นั่นคือใช้นาน้ำฝน ตรงไหนที่มีระบบชลประทาน ก็ต้องอาศัยน้ำจากเขื่อน ถ้าน้ำน้อยมันก็มีน้ำส่งไม่ได้ วันนี้ส่งจนเกินขนาดไปแล้ว เพราะว่า ประชาชนเรียกร้องก็ส่งไปจนต่ำค่ามาตรฐาน ปัญหาต่อไปที่จะเกิดขึ้นคือน้ำอุปโภคบริโภค น้ำประปาจะไม่มี นี่ก็คือปัญหาของผมสั้น ๆ นะครับ ศูนย์อำนวยการเฉพาะกิจ ปฏิบัติการ ฝนหลวงบินไปทั้งหมด ๕,๐๐๐ กว่าชั่วโมงแล้วในเวลานี้ ๓,๐๐๐ กว่าเที่ยว ๕,๐๐๐ กว่าชั่วโมง ใช้สารเคมีไป ๕,๐๐๐ ตัน ตรงไหนที่มีเมฆก็ทำ มันก็ตกลงมา ตรงไหนไม่มีเมฆอย่าให้ ไปบินเลยนะครับ สิ้นเปลือง แต่เราก็พยายามจะปล่อยน้ำที่มีอยู่ ถ้าน้ำเข้ามาก็ปล่อยอีก ปล่อยอีก แต่ท้ายที่สุดถ้าปล่อยจนหมด ปัญหาเรื่องน้ำประปาท่านก็ต้องรับผิดชอบไปด้วยกัน เพราะไม่รู้จะเอาน้ำจากไหนให้เหมือนกัน เรื่องน้ำผมพูดสั้น ๆ
เรื่องต่อไป เสียงดังไปหรือเปล่าไม่รู้ เพราะไม่ได้พูดนานแล้ว เอาละ ผมก็เป็น ตัวตนของผมเหมือนกัน เขาก็บอกให้ผมสุภาพเรียบร้อย นี่ผมยิ้มอยู่นะนี่
ต่อไปเรื่องการทำงานต่าง ๆ ก็ตาม ท่านบอกว่าท่านต้องการงบประมาณ งบประมาณมาจากไหนครับ งบประมาณประเทศมาจากไหน มาจากไหนตอบผมสักทีสิ มาจาก ภาษี ๒. มาจากไหน มาจากเงินกู้ แล้วรายได้ที่เราเก็บมาทั้งหมด ๒ ล้านล้านบาท เราจำเป็นต้องตั้งงบประมาณขาดดุลไว้ เพราะเราเผื่อตัวเลขตัวนั้นไว้เพื่อจะกู้ก็ได้ ไม่กู้ก็ได้ จำเป็นก็กู้ ถ้าจำเป็นต้องมากู้เพื่อการลงทุน เพื่อให้เกิดมูลค่าสูงสุด ที่ผ่านมากี่รัฐบาลแล้ว ตัวเลข ๒ ล้านล้านบาทนี่ละครับ รัฐบาลใครก็ไม่รู้ แต่ทำไมไม่เกิดถนนหนทาง รถไฟ รถไฟฟ้า อย่างที่ผมทำวันนี้ ทำไมไม่เกิด อีอีซี (EEC) มันหายไปไหน ตอบคำถามผมให้ได้ งบประมาณใกล้เคียงกันละครับ ๒ ล้านล้านบาทนี่ ในส่วนที่ท่านบอกว่าสร้างหนี้ไว้ทั้งหมด เท่าไร เป็นหนี้ที่ก่อให้เกิดรายได้หรือเปล่า หนี้ทั้งหมดที่สร้างมาเป็นหนี้ที่ก่อให้เกิดรายได้ เป็นการลงทุนร่วม รัฐบาลร่วมกับเอกชน ถนนหนทาง แต่ก่อนนี้มีการลงทุนภาครัฐ แต่เพียงอย่างเดียว วันนี้เอกชนมาร่วมด้วย เอกชนมีความเสี่ยงเอง รัฐบาลก็ต้องดูแล สิทธิประโยชน์ให้กับเขา ถ้ายังคิดแบบเดิม ไม่มีอะไรเกิดขึ้นได้ในประเทศไทย การที่ประเทศไทย มีการเจริญเติบโต จีดีพี (GDP) น้อย ท่านต้องดูว่าฐานเศรษฐกิจประเทศไทยมันกว้างแค่ไหน อุตสาหกรรมเรามันใหญ่แค่ไหน ถ้าไปเปรียบเทียบประเทศที่กำลังโด่ง ๆ วันนี้ เราเป็นอย่างนั้นมาเมื่อ ๓๐ ปีที่แล้วแล้ว เมื่อมีการปฏิรูปเศรษฐกิจใหม่ของเราขึ้นมา เพราะฉะนั้นวันนี้เขาก็เริ่มโตแบบนี้ก็ให้เขาโตไป เดี๋ยวเราก็โตของเรา เพราะหลายประเทศ ก็สนใจมาลงทุนประเทศเรา มีการย้ายฐานการผลิตอีกหลายบริษัทที่จะมาประเทศไทย เขาก็สงสัยเหมือนกันว่าทำไมเขารักประเทศไทย ทำไมมีบางคนไม่รักประเทศไทย เขาสงสัย กับผมแบบนี้นะ
ต่อไปเรื่องรายได้รัฐบาลมาจากไหนบ้าง รายได้รัฐบาลสุทธิประเมินไว้ ๒,๗๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เราก็ตั้งงบประมาณเออเร่อ (Error) ไว้ คือ ๓,๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ต้องตั้งเพิ่มไว้ทุกปี ๆ แต่เราจะกู้หรือไม่กู้ก็ได้ บางอันก็กู้ในประเทศแทน ดอกเบี้ยต่ำกว่า ระยะสั้นกว่า มันก็ต้องแยกประเภท นี่คือการบริหารจัดการของกระทรวงการคลังเขา มีคณะกรรมการอีกหลายคณะด้วยกัน ไม่ใช่ผมไปสั่งหรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสั่ง ไม่ได้ เข้า ครม. ทั้งหมด รายได้จากกรมสรรพากร ๒ ล้านล้านบาท กรมสรรพสามิต ๖๒๐,๐๐๐ ล้านบาท กรมศุลกากร ๑๑๐,๐๐๐ ล้านบาท รัฐวิสาหกิจ ๑๕๐,๐๐๐ ล้านบาท หน่วยงานอื่นอีก ๒๔๘,๖๐๐ ล้านบาท มีรายการหักทั้งหมด ๕๖,๕๐๐ ล้านบาท ภาษีมาจากไหน ภาษีรายได้บุคคลธรรมดาสุทธิ ๓๑๕,๘๐๔ ล้านบาท ได้มาแค่ ๑๑ เปอร์เซ็นต์ มีคนเสียจริง ๆ แค่ ๔ เปอร์เซ็นต์ ๔,๐๐๐,๐๐๐ คนเสียภาษี ที่อยู่ในเกณฑ์เสียภาษีบุคคลธรรมดา กรมศุลกากรได้มา ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท กรมสรรพสามิตได้มา ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาท รายได้อื่น ๆ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ทั้งหมดนี้อะไรที่เป็น ของคนจนเราไม่ได้ภาษีหรอกครับ เราได้จากเขามีอย่างเดียวอะไร ภาษีแวต (VAT) ๗ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถ้าเขาซื้อของ เขาถึงเสีย ด้านการเกษตร เรื่องน้ำ เรื่องอะไรต่าง ๆ ไม่มีการเสียภาษีสำหรับเกษตรกร ท่านต้องดูว่ารายได้ประเทศมาอย่างนี้