สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๑๑ · ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๘

(ที่ประชุมรับทราบ)
ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

เรื่องต่อไป รับทราบรายงานของคณะกรรมการพิจารณาและกลั่นกรอง การดํารงตําแหน่งกรรมาธิการวิสามัญขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ ตามที่ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ได้มีคําสั่งสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ที่ ๓/๒๕๕๘ เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณา และกลั่นกรองการดํารงตําแหน่งกรรมาธิการวิสามัญขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ เพื่อดําเนินกิจการของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ อันเป็นประโยชน์ต่อการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ซึ่งประกอบด้วย อันนี้เป็นเรื่องของคณะกรรมการนะครับ ประกอบด้วย นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ ประธานกรรมการ ซึ่งเป็นรองประธาน คนที่สอง ๒. พลเอก ชูศักดิ์ เมฆสุวรรณ์ กรรมการ ๓. พลเอก วัฒนา สรรพานิช กรรมการ ๔. นางสร้อยทิพย์ ไตรสุทธิ์ กรรมการ ๕. นายมนู เลียวไพโรจน์ กรรมการ ๖. นางนรรัตน์ พิมเสน กรรมการและเลขานุการ แล้วนั้น

บัดนี้ คณะกรรมการได้ดําเนินการพิจารณาและกลั่นกรองการดํารงตําแหน่ง กรรมาธิการวิสามัญขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริต และประพฤติมิชอบเสร็จเรียบร้อยแล้ว

จึงได้เสนอรายชื่อประธานกรรมาธิการและผู้ดํารงตําแหน่งต่าง ๆ เพื่อให้สภา พิจารณาให้ความเห็นชอบตามข้อบังคับ ข้อ ๗๘ ต่อไป ขอเชิญเลขาธิการอ่านรายชื่อ คณะกรรมาธิการวิสามัญขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการป้องกันและปราบปราม การทุจริตและประพฤติมิชอบครับ

นายจีรพงศ์ วัฒนะรัตน์ ที่ปรึกษาด้านกฎหมาย ปฏิบัติหน้าที่แทนเลขาธิการ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

คณะกรรมาธิการวิสามัญขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ ลําดับที่ ๑ นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธานกรรมาธิการ ลําดับที่ ๒ พันเอก กฤษณะ วโรภาษ กรรมาธิการ ลําดับที่ ๓ นายกษิต ภิรมย์ กรรมาธิการ ลําดับที่ ๔ นางกอบกุล อาภากร ณ อยุธยา กรรมาธิการ ลําดับที่ ๕ พลเอก จิระ โกมุทพงศ์ กรรมาธิการ ลําดับที่ ๖ นายชาญเชาว์ ไชยานุกิจ กรรมาธิการ ลําดับที่ ๗ นายณรงค์ สหเมธาพัฒน์ กรรมาธิการ ลําดับที่ ๘ พลตํารวจเอก ไตรรัตน์ อมาตยกุล กรรมาธิการ ลําดับที่ ๙ พันเอก ธนศักดิ์ มิตรภานนท์ กรรมาธิการ ลําดับที่ ๑๐ นายธวัชชัย ไทยเขียว กรรมาธิการ ลําดับที่ ๑๑ พลเอก นคร สุขประเสริฐ กรรมาธิการ ลําดับที่ ๑๒ นายประภาศ คงเอียด กรรมาธิการ ลําดับที่ ๑๓ นายประมนต์ สุธีวงศ์ กรรมาธิการ ลําดับที่ ๑๔ พลเรือเอก พะจุณณ์ ตามประทีป กรรมาธิการ ลําดับที่ ๑๕ พลเรือเอก ยุทธนา เกิดด้วยบุญ กรรมาธิการ ลําดับที่ ๑๖ พลเอก เยาวดนัย ภู่เจริญยศ กรรมาธิการ ลําดับที่ ๑๗ นายวรวิทย์ ศรีอนันต์รักษา กรรมาธิการ ลําดับที่ ๑๘ นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมาธิการ ลําดับที่ ๑๙ นายไวกูณฑ์ ทองอร่าม กรรมาธิการ ลําดับที่ ๒๐ นายสังศิต พิริยะรังสรรค์ กรรมาธิการ ลําดับที่ ๒๑ นายอนุสิษฐ คุณากร กรรมาธิการ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ 🔗

ประธานกรรมาธิการก็ได้อ่านแล้วใช่ไหมครับ ท่านสมาชิกครับ ตามที่เลขาธิการได้อ่าน รายชื่อคณะกรรมาธิการเพื่อให้ที่ประชุมได้รับทราบแล้วนั้น ผมขอผู้รับรองด้วยครับ

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)

ขอบพระคุณครับ จะมีสมาชิกท่านใดมีความเห็นอย่างอื่นหรือไม่ครับ

(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)

ถ้าไม่มี ก็ถือว่าที่ประชุมเห็นชอบรายชื่อของคณะกรรมาธิการตามที่เลขาธิการอ่านนะครับ สรุปก็คือว่าที่ประชุมเห็นชอบรายชื่อคณะกรรมาธิการวิสามัญขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบรวมทั้งประธานกรรมาธิการด้วย

เรื่องต่อไป ก่อนที่ที่ประชุมจะพิจารณาเรื่องตามระเบียบวาระ ผมมีเรื่อง ที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม ซึ่งไม่ปรากฏในระเบียบวาระ จํานวน ๒ เรื่อง

เรื่องแรก ก็คือรับทราบข้อเสนอแนะเพื่อการปฏิรูปตามมาตรา ๓๑ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗

ตามที่สภาปฏิรูปแห่งชาติได้มีมติให้ส่งรายงานพร้อมความเห็น และข้อเสนอแนะ ของสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติไปยังคณะรัฐมนตรีเพื่อดําเนินการแล้วนั้น

บัดนี้ คณะรัฐมนตรีได้มีมติรับทราบผลการดําเนินการเกี่ยวกับข้อเสนอแนะ เพื่อการปฏิรูปตามมาตรา ๓๑ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว จึงได้แจ้งผลการดําเนินการ ให้สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศทราบ ซึ่งมีผลดําเนินการจํานวน ๑๒ เรื่องคือ ๑. การปฏิรูประบบการบริหารจัดการรัฐวิสาหกิจ ๒. แผนปฏิรูปการเข้าสู่อํานาจหรือระบบ พรรคการเมือง ๓. การปฏิรูประบบงบประมาณ ๔. การเพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพ การบริหารงานแห่งรัฐ ๕. ระบบวิจัยเพื่อเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางปัญญาของประเทศ ระบบวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมเพื่อเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางนวัตกรรมของ ประเทศ และการปฏิรูประบบข้อมูลเพื่อการพัฒนาประเทศ ๖. สรุปผลการรับฟังข้อพิจารณา และข้อเสนอแนะเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. .... ของสภาปฏิรูป แห่งชาติ ๗. การพัฒนาด้านการท่องเที่ยว ๘. แนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจพื้นที่ร่วมชายแดน ๙. การปฏิรูปการกีฬา ร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ พ.ศ. .... ร่างพระราชบัญญัติสภาการกีฬาแห่งชาติ พ.ศ. .... และร่างพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ๑๐. ศิลปวัฒนธรรมเพื่อสร้างคุณค่าและมูลค่าทางเศรษฐกิจ และสังคมของประเทศ และร่างพระราชบัญญัติสมัชชาศิลปะและวัฒนธรรมแห่งชาติ พ.ศ. .... ๑๑. ระบบค่านิยม คุณธรรมจริยธรรมเพื่อความเป็นพลเมืองที่ดีและมนุษย์ ที่สมบูรณ์ ๑๒. กลไกการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม

ซึ่งผมได้ให้เจ้าหน้าที่จัดเตรียมเอกสารไว้ประจําที่นั่งของสมาชิกทุกท่านแล้ว จึงขอแจ้งให้ที่ประชุมทราบด้วย คือท่านจะได้ทราบความคืบหน้าของการที่เราได้เสนอเรื่องไปที่ ครม. และ ครม. ก็ส่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาให้ความเห็น เสร็จเรียบร้อย ครม. ก็จะแจ้งให้เราทราบว่าคืบหน้าไปถึงไหนแล้วเราจะได้ตามความคืบหน้าในแต่ละด้าน แต่ละเรื่อง ๓๗ วาระ บวกประมาณ ๗๓ เรื่องดังกล่าวนั้น เพื่อการที่เราจะได้สานต่องาน ดังกล่าวนั้นนะครับ

อีกเรื่องหนึ่งที่จะแจ้งให้ที่ประชุมทราบก็คือรูปแบบแผนการปฏิรูป ด้วยประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศได้กําหนดรูปแบบแผนการเสนอการปฏิรูปของ คณะกรรมาธิการ ซึ่งคณะกรรมาธิการสามัญประจําสภาทั้ง ๑๑ คณะ จะต้องเสนอต่อ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศภายใน ๓๐ วัน นับตั้งแต่วันที่ประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศกําหนดตามข้อบังคับ ข้อ ๗๓ วรรคสี่ โดยการกําหนดรูปแบบดังกล่าว เพื่อดําเนินการให้สอดคล้องตามหนังสือสํานักนายกรัฐมนตรี ที่ นร. ๐๔๐๔/๑๓๑๘๓ เรื่อง ดํารินายกรัฐมนตรีเกี่ยวกับการอภิปรายทั่วไป เพื่อเสนอวิธีการปฏิรูปประเทศ ๑๑ ด้าน ทั้งนี้ เพื่อให้คณะกรรมาธิการดําเนินการเสนอรูปแบบแผนการปฏิรูปประเทศให้เป็นไป ในแนวทางเดียวกัน ซึ่งรูปแบบแผนการปฏิรูปดังกล่าวผมได้ให้เจ้าหน้าที่จัดวางไว้ประจําที่นั่ง ของสมาชิกทุกท่านแล้วด้วย จึงขอแจ้งให้ที่ประชุมทราบ หมายเหตุ ประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศกําหนดให้วันพุธที่ ๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๘ เป็นวันเริ่มต้น ซึ่งจะครบ กําหนด ๓๐ วัน ในวันพฤหัสบดีที่ ๑๐ ธันวาคม ๒๕๕๘ จึงกราบเรียนที่ประชุมให้ทราบ ดังกล่าวนะครับ

(ที่ประชุมรับทราบ)

ระเบียบวาระที่ ๒ รับรองรายงานการประชุม ไม่มี

ขอเรียนเชิญท่านกษิต

นายกษิต ภิรมย์

กราบเรียนท่านประธานครับ ผม กษิต ภิรมย์ สปท. เบอร์ ๗ ครับ ก็เป็นความในใจแล้วก็เผอิญท่านกิตติซึ่งนั่งถัดผมไปนั้นก็มาปรึกษาหารือด้วย ผมก็เลยตัดสินใจว่าขอยกเรื่องนี้ขึ้นปรึกษาหารือท่านประธานแล้วก็ที่ประชุมนะครับ คือเมื่อสักครู่ท่านประธานก็ได้กรุณาแจ้งให้เราทราบว่าท่านได้มีสารถึงเอกอัครราชทูต ประเทศฝรั่งเศสแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่กรุงปารีส แล้วเมื่อวานนี้เราก็ได้ร่วมกันยืนร่วมไว้อาลัยต่อเหตุการณ์ที่ปารีส แล้วเราก็ทราบว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แล้วก็สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ก็ได้ มีพระราชสาส์นไปถึงประธานาธิบดีฝรั่งเศส ท่านนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ก็ได้ ให้สัมภาษณ์แล้วก็มีสารไปด้วย แล้ววันรุ่งขึ้นจากเหตุการณ์ที่ปารีสนั้นรัฐบาลฝรั่งเศส ก็ส่งเครื่องบินเข้าไปถล่มทลายฝ่ายไอซิสที่ซีเรีย ไม่ใช่ทหารผู้ก่อการร้ายของไอซิสเท่านั้นที่เสียชีวิต มีพี่น้องชาวมุสลิม พวกเคิร์ด (Kurd) พวกคริสเตียนอื่น ๆ ก็เสียชีวิตไปด้วย เป็นผลพลอยได้ ของการสงคราม คราวนี้เราจะแสดงความเสียใจต่อรัฐบาลฝรั่งเศสแล้วก็คนฝรั่งเศส แล้วก็ นักท่องเที่ยวที่เสียชีวิตคงจะไม่เป็นการเพียงพอครับ แล้วผมก็อยู่กระทรวงการต่างประเทศ มาตลอดเวลา ก็ต้องขอใช้ประสบการณ์นี้ว่าเราน่าจะมีข้อเสนอต่อชาวซีเรีย ชาวอาหรับ แล้วก็เพื่อนร่วมโลกของเราในแง่ของมนุษยธรรมด้วย ก็อยากจะขอเสนอผ่านท่านประธาน ช่วยกรุณาหารือคณะรัฐบาลว่าเราควรจะส่งเวชภัณฑ์ อาหารแห้งสําเร็จรูป เครื่องใช้ประจําวัน แม้กระทั่งเครื่องนุ่งห่ม เพราะอากาศหนาวจะมาแล้ว เต็นท์ สังกะสี ผ้า พลาสติก แล้วถ้าเผื่อ เป็นไปได้จะส่งทีมแพทย์ ไม่ใช่ไปที่ซีเรียนะครับ ไปที่จอร์แดน ไปที่เลบานอน หรือไปที่ตุรกีได้ไหม เป็นแพทย์ที่นับถือศาสนาอิสลามแล้วก็นางพยาบาลด้วย ผมคิดว่าถ้าเผื่อเราได้ทําสิ่งนี้ ในแง่ของมนุษยธรรมจะเป็นสิ่งที่ดีงาม ไม่อย่างนั้นเราก็จะบอกว่าเราก็คิดแต่ฝรั่งมังค่า แล้วพี่น้องมุสลิมของเราทั่วโลกว่าอย่างไร อันนี้เป็นเรื่องที่อยากจะขอให้ท่านประธาน ช่วยหารือกับรัฐบาลอย่างเร่งด่วนนะครับ ต้องขออนุญาตด้วยที่เรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวกับเราโดยตรง แต่ก็อยู่ที่กระทรวงการต่างประเทศมานานก็อดที่จะพูดเรื่องนี้ไม่ได้ครับ ขอขอบคุณ ท่านประธานครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ขอกราบขอบพระคุณด้วยนะครับ ผมจะดําเนินการตามนั้น สมาชิกท่านอื่นมีความเห็น เพิ่มเติมไหมครับ

(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเพิ่มเติม)

ไม่มี ผมขออนุญาตดําเนินการประชุมตามวาระต่อไป

ต่อไปเป็นการพิจารณาเรื่องด่วนหลายเรื่องนะครับ เรื่องแรก ก็คือเรื่อง การอภิปรายทั่วไปเพื่อเสนอวิธีการปฏิรูปประเทศ ๑๑ ด้าน ตามมาตรา ๒๗ ของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ ก็เรียงลําดับตามนี้นะครับ

๑. ด้านสังคม

๒. ด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม

๓. ด้านเศรษฐกิจ เรียลเซกเตอร์ (Real sector)

๔. วิสัยทัศน์ ยุทธศาสตร์การปฏิรูปประเทศ และการปรับเปลี่ยนกลไกภาครัฐ

ก่อนที่ผมจะอนุญาตให้ท่านสมาชิกได้อภิปรายเป็นการทั่วไปเพื่อเสนอวิธีการ ปฏิรูปประเทศด้านสังคม ผมได้เชิญให้ผู้แทนของคณะกรรมาธิการปฏิรูปสังคม ชุมชน เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ด้อยโอกาส คณะกรรมาธิการปฏิรูปการแรงงาน และคณะกรรมาธิการปฏิรูปการคุ้มครองผู้บริโภค สภาปฏิรูปแห่งชาติ ได้นําเสนอภาพรวม ของด้านสังคมจํานวน ๔ ท่านคือ ๑. นายอําพล จินดาวัฒนะ ประธานคณะกรรมาธิการ ปฏิรูปสังคม ชุมชน เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ด้อยโอกาส ๒. รองศาสตราจารย์ไวกูณฑ์ ทองอร่าม รองประธานคณะกรรมาธิการปฏิรูปการแรงงาน คนที่สี่ ๓. พลเอก ภูดิศ ทัตติยโชติ รองประธานคณะกรรมาธิการปฏิรูปการคุ้มครองผู้บริโภค คนที่หนึ่ง ๔. นายวินัย ดะห์ลัน เลขานุการคณะกรรมาธิการปฏิรูปการคุ้มครองผู้บริโภค ขอเชิญครับ

(ผู้แทนของคณะกรรมาธิการปฏิรูปสังคม ชุมชน เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ด้อยโอกาส ผู้แทนของคณะกรรมาธิการปฏิรูปการแรงงาน และผู้แทน ของคณะกรรมาธิการปฏิรูปการคุ้มครองผู้บริโภค สภาปฏิรูปแห่งชาติ เข้าชี้แจงต่อที่ประชุม)

ก่อนที่จะเรียนเชิญท่านอําพล จินดาวัฒนะ พูด ก็อยากจะเรียนที่ประชุมดังนี้ คณะบุคคล ขออนุญาตเข้าฟังการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ วันอังคารที่ ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๘ เวลา ๑๐.๐๐ นาฬิกา คณะบุคคลที่ได้ขออนุญาตเข้าฟังการประชุมในขณะนี้คือ คณะองค์กรภาคประชาชนปกป้องผลประโยชน์ชาติ จากจังหวัดสุรินทร์ จังหวัดบุรีรัมย์ จังหวัดอุตรดิตถ์ จํานวน ๑๐ คนด้วยกัน จึงเรียนให้ที่ประชุมทราบด้วย ขอต้อนรับนะครับ ยินดีต้อนรับเข้าสู่การประชุมของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศครั้งนี้ด้วย จากนี้ไป ก็ขอเรียนเชิญคุณหมออําพล จินดาวัฒนะ ครับ

นายอําพล จินดาวัฒนะ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศที่เคารพครับ ผม นายแพทย์อําพล จินดาวัฒนะ อดีตประธานคณะกรรมาธิการ ปฏิรูปด้านสังคม ชุมชน เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ ผู้ด้อยโอกาส ของสภาปฏิรูป แห่งชาติ ขอกราบขอบพระคุณท่านประธานที่ได้กรุณาให้โอกาสในการมานําเสนอสรุป รายงานการปฏิรูปด้านสังคมนะครับ ผมขออนุญาตกราบเรียนว่าในขณะนี้ สปท. ของเรานั้น ได้กําหนดคณะกรรมาธิการสามัญประจําสภาทั้งหมด ๑๑ ด้าน ด้านสังคมอยู่ในด้านที่ ๑๐ แล้วในด้านสังคมนั้นตามข้อบังคับของเราได้มีการกําหนดให้รวมงานนอกจากที่ผมกราบเรียนไป แล้วสักครู่นี้ เป็นการรวมงานการปฏิรูประบบคุ้มครองผู้บริโภคและการปฏิรูประบบแรงงาน เข้าด้วยกัน ซึ่งในตอนที่เป็น สปช. นั้นจะเป็นคณะกรรมาธิการอีก ๒ ชุด ดังนั้นวันนี้สิ่งที่เรา จะนําเสนอนั้นจะเป็นวาระปฏิรูปทั้งสิ้น ๕ วาระที่มารวมอยู่ภายใต้เรื่องเดียวกันคือปฏิรูป สังคม ชุมชน และกลุ่มเป้าหมาย อันได้แก่วาระปฏิรูปที่ ๒๘ เรื่องปฏิรูประบบเพื่อส่งเสริม ความเข้มแข็งของชุมชน วาระที่ ๒๙ ปฏิรูประบบสวัสดิการที่เหมาะสมกับสังคมไทย วาระที่ ๓๐ ปฏิรูประบบรองรับสังคมสูงวัย ซึ่งในส่วนนี้ผมในฐานะตัวแทนของกรรมาธิการ ของ สปช. ด้านสังคมก็จะได้เป็นผู้ที่นําเสนอโดยสรุป สําหรับวาระที่ ๓๑ การปฏิรูประบบ คุ้มครองผู้บริโภคก็จะเป็นท่าน พลเอก ภูดิศ ทัตติยโชติ และอาจารย์วินัย ดะห์ลัน เป็นผู้เสนอ ท่านเป็นรองประธานและเลขานุการของคณะกรรมาธิการ วาระปฏิรูปที่ ๓๗ เรื่องการปฏิรูประบบแรงงาน ท่านอาจารย์ไวกูณฑ์ ทองอร่าม ซึ่งเป็นรองประธานกรรมาธิการ ของ สปช. ในเรื่องแรงงานก็จะได้เป็นผู้ที่นําเสนอครับ

ท่านประธานที่เคารพและท่านสมาชิกครับ ในส่วนของการปฏิรูปสังคม ชุมชน เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ ผู้ด้อยโอกาสนั้น ทางคณะกรรมาธิการ ได้มีการดําเนินการพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบายที่ผมกราบเรียนไปแล้วอยู่ในวาระปฏิรูปใหญ่ ๓ เรื่องด้วยกันที่รายงานไปสักครู่นี้ คราวนี้ในส่วนของวาระปฏิรูปที่ ๒๘ ผมขออนุญาตเริ่มต้นถึง

วาระปฏิรูปที่ ๒๘ ซึ่งเป็นวาระปฏิรูประบบเพื่อส่งเสริมชุมชนเข้มแข็ง ทางเจ้าหน้าที่ขอเพาเวอร์พอยนท์ (PowerPoint)

(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))

หรือท่านทั้งหลายได้รับเอกสารแล้วที่เป็นกรอบ ความคิดรวบยอดเรื่องของปฏิรูประบบเพื่อส่งเสริมชุมชนเข้มแข็ง ผมอยากจะกราบเรียนว่า การปฏิรูประบบเพื่อส่งเสริมชุมชนเข้มแข็งเป็นหัวใจสําคัญของการปฏิรูประบบ และโครงสร้างเพื่อลดความเหลื่อมล้ํา เพิ่มความเป็นธรรมในสังคมไทย ชุมชนของเรานั้น ถูกปล่อยให้อ่อนแอและอ่อนแรงไปเรื่อย ๆ ถ้าเราเสริมความเข้มแข็งชุมชนและท้องถิ่น ให้เข้มแข็ง ก็จะเป็นฐานที่สําคัญของสังคม ถ้าสังคมมีฐานที่เข้มแข็งประเทศก็จะ มีความเข้มแข็งไปด้วย มีความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ถ้าเราปล่อยให้ฐานของสังคมอ่อนแอ ไปเรื่อย ๆ ประเทศเราก็จะง่อนแง่นไปเรื่อย ๆ นะครับ ก็จะเข้มแข็งได้ยาก การทําให้ชุมชน เข้มแข็งนั้นมีหัวใจสําคัญอยู่ ๓ ประการ

ประการที่ ๑ คือต้องส่งเสริมสิทธิ ให้อํานาจ และให้มีสิทธิในการจัดการ ทรัพยากรในระดับที่สําคัญ ที่มีนัยสําคัญ

ประการที่ ๒ คือต้องส่งเสริมสมรรถนะและความสามารถของชุมชนท้องถิ่น สามารถจัดการสาธารณะและจัดการทรัพยากร จัดการความเป็นอยู่ของตนเอง เพราะเขา อ่อนแอมานาน

ประการที่ ๓ ที่สําคัญก็คือต้องมีการปกป้องคุ้มครองภัยและปัจจัยที่จะทําให้ ชุมชนอ่อนแอ ซึ่งภัยภายนอกนั้นกระทบมากที่ทําให้ชุมชนอ่อนแอนะครับ เพราะฉะนั้นหัวใจ สําคัญ ๓ ประการ

ทีนี้ทางคณะกรรมาธิการได้มีการวิเคราะห์ว่าสิ่งสําคัญที่เป็นหัวใจในการทําให้ ชุมชนเข้มแข็งนั้นมีด้วยกัน ๔ ประการ ซึ่งเราเรียกว่าเสาหลัก ๔ ข้อ อยู่ในกรอบความคิด รวบยอดที่เราจะเห็น

เสาหลักที่ ๑ คือเราเรียกว่าการจัดการชุมชนจะต้องมีการส่งเสริม การเพิ่ม สิทธิชุมชน ส่งเสริมประชาธิปไตยทางตรงในชุมชน ส่งเสริมการที่เป็นชุมชนจะต้องเป็นนิติบุคคล และมีความเป็นเจ้าของในการจัดการสาธารณะ คําว่า ชุมชน ในที่นี้ครอบคลุมองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นด้วย แต่จะกว้างกว่าเรื่องของการกระจายอํานาจ ในระบบและกลไก ที่เราคิดว่าจะต้องมีการปฏิรูปเขียนไว้ทางด้านซ้ายประมาณเวลา ๐๙.๐๐-๑๒.๐๐ นาฬิกา ของภาพนี้ผมจะไม่กล่าวถึง

เสาหลักที่ ๒ ที่เป็นเสาหลักที่สําคัญอีกอันหนึ่ง ก็คือการจัดการทรัพยากร ชุมชน ซึ่งหมายถึงทรัพยากรธรรมชาติ วัฒนธรรม ทุนทางปัญญาและความรู้ มีอยู่มากมาย ในชุมชนทรัพยากรเหล่านี้ แต่ชุมชนและท้องถิ่นยังไม่สามารถจัดการตัวเองได้เท่าที่ควร

เสาหลักที่ ๓ เสาหลักที่ ๓ คือสวัสดิการสังคม จะต้องมีการส่งเสริม ให้มีการจัดบริการสาธารณะที่ดีที่เป็นธรรมทั่วถึง หลักประกันทางด้านเศรษฐกิจ สังคม สุขภาพ และการศึกษา การเรียนรู้ทั้งหลาย ระบบและกลไกอยู่ทางขวาล่าง

เสาหลักที่ ๔ คือเรื่องปากท้อง สัมมาชีพชุมชน ต้องส่งเสริมเรื่องเศรษฐกิจ ฐานราก ซึ่งขณะนี้รัฐบาลปัจจุบันกําลังมุ่งทําเรื่องนี้อยู่ ส่งเสริมสัมมาชีพชุมชน พัฒนาทุน การจัดการ และการพึ่งตนเอง อันนี้คือกรอบความคิดรวบยอดที่เราได้มีการสังเคราะห์ แล้วก็สภาปฏิรูปแห่งชาติได้เห็นชอบและส่งไปที่รัฐบาลแล้ว

สําหรับในเนื้อเรื่องที่เราได้ดําเนินการผลักดันเคลื่อนไปอีกระดับหนึ่งในตอน ที่เป็น สปช. ในด้านที่ ๑ คือการจัดการชุมชน หรือเสาหลักที่ ๑ นั้นเราได้ผลักดันเรื่องของ กฎหมายว่าด้วยสิทธิชุมชน ซึ่งมีการยกร่างโดยคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายแล้วก็เสนอต่อ คณะรัฐมนตรีแล้ว ต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และต่อประธานสภา สปช. ทางคณะกรรมาธิการ ก็เห็นด้วย แล้วก็ได้มีการเสนอสภาปฏิรูปแห่งชาติเพื่อจะผลักดันเรื่องเหล่านี้แต่เราไม่ได้เสนอ ตัวร่างกฎหมายด้วยตัว สปช. เองนะครับ เพราะว่าได้มีการยกร่างกฎหมายโดยคณะกรรมการ ปฏิรูปกฎหมายแล้วเพื่อให้ชุมชนเขามีสิทธิในการปกป้อง ฟื้นฟู อนุรักษ์ สืบสาน พัฒนา ขนบธรรมเนียมประเพณี ศิลปวัฒนธรรม ภูมิปัญญาของเขา มีส่วนร่วมในการบํารุงรักษา และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ทําให้มีกฎหมายสิทธิชุมชนที่มีวัตถุประสงค์ในการ รองรับสิทธิของชุมชนในด้านต่าง ๆ รายละเอียดนั้นอยู่ในเอกสารที่เราได้สรุปให้กับท่านสมาชิก ทั้งหลายแล้วครับท่านประธานครับ

เรื่องที่ ๒ เราได้เสนอแก้พระราชบัญญัติสภาองค์กรชุมชน พ.ศ. ๒๕๕๑ เพื่อปรับบทบาท ขอบเขต หน้าที่ ของสภาองค์กรชุมชน แล้วก็ปรับโครงสร้างการบริหารจัดการ ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมทั้งกําหนดให้มีสํานักงานสนับสนุนสภาองค์กรชุมชนแห่งชาติ ซึ่งปัจจุบันนี้ฝากงานไว้ที่ พอช. นะครับ

เรื่องที่ ๓ มีการเสนอผลักดันให้มีพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสถาบันองค์กรชุมชน โดยที่เปลี่ยนจากองค์กรมหาชนให้เป็นพระราชบัญญัติครับ เพื่อให้ พอช. หรือสถาบันพัฒนา องค์กรชุมชนนั้นทํางานได้มีประสิทธิภาพและมีประสิทธิผลมากขึ้น รายละเอียดผมขอข้ามไป มีในรายละเอียดอยู่แล้ว

เรื่องถัดมา ก็คือเสนอให้มีการส่งเสริมให้จัดตั้งกลไกส่งเสริม ฟื้นฟู และพัฒนา ชุมชนท้องถิ่นจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นการเฉพาะ หรือพูดภาษาอันหนึ่งก็คือเสนอให้มี พอช. เฉพาะดูแลเรื่องของการสนับสนุนการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นในพื้นที่ภาคใต้ซึ่งมีลักษณะ เป็นความเฉพาะเจาะจงนะครับ ในส่วนของการจัดการทรัพยากรทุนชุมชน เราได้เสนอ ๒ เรื่องใหญ่แล้วก็ได้ผ่านสภาปฏิรูปแห่งชาติไปถึงรัฐบาลแล้ว คือเรื่องการเสนอ การออกกฎหมายสิทธิชุมชนในการจัดการที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติ ที่เราเคยรู้จักในภาษา ชื่อเล่นว่าโฉนดชุมชน ถ้ารัฐบาลปัจจุบันท่านใช้คําว่า แปลงรวม นะครับ แนวคิดนั้นเปลี่ยนจาก การให้เอกสารสิทธิหรือสิทธิทางที่ดินให้กับปัจเจกไปสู่การให้สิทธิในการทํากินร่วมกันเป็นลักษณะ คอลเลกทีฟไรท์ส (Collective rights) โดยที่ไม่ได้ให้สิทธิหลุดมือไปเป็นของเอกชน ที่ดิน เหล่านั้นยังเป็นของรัฐอยู่ แต่มีการจัดการแล้วก็มีการสนับสนุนให้เกิดการใช้ สําหรับชุมชน ที่เป็นชุมชนที่อยู่ในพื้นที่ของรัฐมาเป็นเวลาก่อน ๑๐ ปีก่อนที่จะมีกฎหมาย ไม่ใช่ให้ไปบุกรุก ใหม่นะครับ มีชุมชนที่รอการยื่นขอโฉนดชุมชนอยู่ตอนนี้ประมาณ ๕๐๐ แห่งทั่วประเทศ พื้นที่ทั้งหมด ๑,๐๐๐,๐๐๐ กว่าไร่นะครับ มีประชากรที่เกี่ยวข้องอยู่ประมาณ ๒๐๐,๐๐๐-๓๐๐,๐๐๐ คน ตรงนี้ปัจจุบันมีระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจัดการ โฉนดชุมชน พ.ศ. ๒๕๕๕ อยู่แล้ว แต่ที่เราได้เสนอนั้นเสนอผลักดันเป็นกฎหมาย ได้มีการยกร่างกฎหมายเรียบร้อย เสนอผ่าน สปช. ไปที่รัฐบาลเพื่อที่จะเปลี่ยนวิธีคิด ในการจัดสรรที่ทํากินให้กับประชาชนซึ่งเขาอยู่อยู่แล้วแต่ให้เขามีความมั่นคง และให้เขา มีการที่จะกล้าพัฒนาที่ดินของเขา แล้วก็ที่ดินไม่หลุดมือไปไหน จะไม่เหมือน ส.ป.ก. นะครับ เพราะเป็นลักษณะการที่จะต้องมีแผนร่วมของชุมชนในการผลักดันให้เกิดการเคลื่อนเรื่องนี้ ซึ่งเป็นความคิดที่ตกผลึกอย่างมากมาเป็นเวลาร่วม ๑๐ ปีแล้ว เราก็เสนอรัฐบาลว่าเรื่องนี้ ควรจะออกเป็นกฎหมาย กระผมทราบว่าขณะนี้ทางคณะรัฐมนตรีได้รับทราบเรื่องนี้นะครับ และส่งถามหน่วยงานต่าง ๆ โดยให้มีสํานักนายกรัฐมนตรีเป็นแกนเพื่อจะผลักดันกฎหมาย ฉบับนี้ ควบคู่กันนั้นเราได้เสนอร่างพระราชบัญญัติธนาคารที่ดิน ร่างพระราชบัญญัติธนาคารที่ดิน เป็นตัวที่จะเกิดเป็นนิติบุคคลอยู่ในกํากับของธนาคารแห่งประเทศไทยนะครับ เพื่อที่จะช่วย ประชาชนที่มีกรรมสิทธิ์ที่ดิน แต่ไปฝาก ไปจํานอง ไปขายฝาก แล้วก็หลุดมือไปสู่นายทุนทุกวี่ทุกวัน ให้ได้สามารถที่จะไปพึ่งพิงธนาคาร แล้วธนาคารก็จะให้เงินเขาในดอกเบี้ยที่ต่ํา และให้สิทธิ เขาในการไถ่ถอนคืนไม่ให้ที่ดินของเขานั้นหลุดมือไปสู่นายทุนนะครับ ตรงนี้จะเป็นการแก้ปัญหา คนเล็กคนน้อยที่มีที่ดินเพียงเล็กน้อยและทําเกษตรกร แล้วก็ไม่สามารถที่จะลืมตาอ้าปากได้ ในขณะเดียวกันก็จะทําหน้าที่บริหารที่ดินของรัฐที่รัฐให้ธนาคารนําไปบริหารให้เกิดการใช้ประโยชน์ ให้เต็มที่แต่ยังเป็นที่ดินของรัฐอยู่เหมือนเดิม และต่อไปก็คือถ้าเอกชนมีที่ดินมากเกิน และไม่ได้ใช้ รกร้างว่างเปล่า ก็สามารถให้ธนาคารที่ดินนํามาจัดสรรไปให้คนเช่า คนใช้ประโยชน์ ก็ยังเป็นของเขาอยู่เหมือนเดิม การใช้ที่ดินรกร้างว่างเปล่าในประเทศก็จะมีประสิทธิภาพมากขึ้น ผมกราบเรียนโดยสังเขปตรงนี้นะครับ ๒ เรื่องนี้จะเป็นกฎหมายคู่แฝดกัน เป็น ๒ กฎหมาย ที่เขาเรียกว่ากฎหมายเพื่อคนจน ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีมาก ที่ผมกราบเรียนว่าขณะนี้คณะรัฐมนตรี รับทราบและกําลังจะผลักดันเรื่องนี้นะครับ เมื่อคืนกระผมได้มีโอกาสไปออกรายการเดินหน้า ปฏิรูปประเทศของคณะรักษาความสงบแห่งชาติก็ได้พูดเรื่องนี้ ผมคิดว่าเรื่องนี้ผมอยากจะ กราบเรียนฝาก สปท. ครับ ถ้า สปท. ได้ช่วยกับรัฐบาล ช่วยกับ สนช. โดยเฉพาะ คณะกรรมการประสานที่ท่านประธานตั้งขึ้นมา ถ้าได้ช่วยผลักดันเรื่องเหล่านี้จะเป็นเรื่อง ที่มีประโยชน์อย่างมาก และจะลดความเหลื่อมล้ํา เพิ่มความเป็นธรรม ปัญหาที่ดินนั้น ยังไม่หมดไปนะครับ แต่จะคลี่คลายไปได้อย่างมากทีเดียว ก็ฝากกราบเรียนไว้

ในส่วนอื่น ๆ นะครับ เรื่องของรายละเอียดต่าง ๆ นั้น กระผมจะประหยัดเวลา ของท่านในที่ประชุมที่จะไม่กล่าวถึง นอกนั้นก็จะเป็นเรื่องของการผลักดันเรื่องของ พ.ร.บ. วิสาหกิจเพื่อสังคม ซึ่ง สปช. ได้ผ่านร่างกฎหมายไปแล้วนะครับ โซเชียลเอนเตอร์ไพร์ส (Social enterprise) มีการผลักดันเรื่องของแก้ไข พ.ร.บ. สวัสดิการสังคมเพื่อจะให้ไปหนุน เสริมสวัสดิการชุมชน มีการเสนอเรื่องการจัดตั้งกลไกส่งเสริมสัมมาชีพชุมชนเพื่อจะแมตชิง (Matching) เอกชนลงไปหนุนเสริมความเข้มแข็งในเรื่องของการทํามาหากิน ปากท้อง เศรษฐกิจรากหญ้าของชุมชนนะครับ กราบเรียนโดยสรุปนั้นวาระปฏิรูปที่ ๒๘ เรื่องชุมชนนั้นสําคัญครับ เป็นคานงัดอันหนึ่งของ การปฏิรูปประเทศไทย ซึ่ง สปท. เราคงจะได้มีหน้าที่ช่วยกันผลักดันให้เกิดการขับเคลื่อน ปฏิรูปอย่างเป็นจริงเป็นจังร่วมกับรัฐบาลและ สนช. นะครับ ในของวาระถัดมานี้ผมจะ กราบเรียนคือวาระปฏิรูปที่ ๒๙

วาระปฏิรูปที่ ๒๙ เรื่องระบบสวัสดิการสังคม เราได้วิเคราะห์กรอบความคิด ไว้เป็นลักษณะ ๔ ด้านเหมือนกันนะครับ ก็จะขอแตะเรื่องกรอบนะครับ สวัสดิการสังคม ที่เหมาะสม สังคมไทยนี้เป็นระบบใหญ่มหึมาอีกระบบหนึ่งนะครับ ประกอบด้วยเสาหลักที่ ๑ คือการบริการทางสังคม ซึ่งมีรายละเอียดอยู่ทางด้านซ้ายบนนะครับ ผมจะไม่กล่าวถึง แล้วก็ เรื่องของการประกันสังคม รายละเอียดอยู่ทางขวาบน การช่วยเหลือทางสังคม รายละเอียด อยู่ทางขวาล่างนะครับ และสนับสนุนหุ้นส่วนทางสังคม รายละเอียดอยู่ทางซ้ายล่างครับ ในส่วนเหล่านี้นะครับ เรื่องสวัสดิการสังคมมีการทําข้อเสนอและผลักดันเรื่องของการที่จะ ทําให้เกิดระบบประกันสังคมถ้วนหน้านะครับ ผมจะไม่ลงรายละเอียดนะครับ มีการผลักดัน เรื่องระบบสวัสดิการสังคมที่เหมาะสมกับเด็กปฐมวัย ซึ่งหมายถึงเด็กที่อายุต่ํากว่า ๔ ปี การลงทุนเพื่อเด็กปฐมวัยเขาถือว่าเป็นการลงทุนนะครับ ไม่ใช่เป็นการสงเคราะห์ ซึ่งในสังคม เรานั้นยังให้ความสําคัญน้อยกับเด็กกลุ่มเล็กนี้นะครับ มีการเสนอเรื่องการดําเนินการ เรื่องสวัสดิการสําหรับผู้พิการและผู้ด้อยโอกาส รวมทั้งกลุ่มคนไร้รัฐ ไร้สัญชาติต่าง ๆ นะครับ และรวมถึงสวัสดิการที่อยู่อาศัย ซึ่งสวัสดิการที่อยู่อาศัยนี้กรรมาธิการของ สปช. ยังไม่สามารถ ก้าวล่วงไปได้มากนักเพราะว่าเวลาหมดนะครับ และเป็นเรื่องใหญ่มากที่ยังไม่มีเวลาทํา ยังต้องใช้เวลาอีกนานนะครับ มีการผลักดันเรื่องของการออกกฎหมายส่งเสริมการพัฒนา ภาคประชาสังคม เพราะในประเทศที่พัฒนาแล้วเขาจะให้ความสําคัญกับภาคประชาสังคม เข้ามาเป็นหุ้นส่วนของรัฐในการดําเนินการทางด้านสวัสดิการสังคมอย่างกว้างขวางครับ ไม่ได้เน้นการดําเนินการโดยรัฐหรือโดยการสงเคราะห์เท่านั้น แต่เขาจะส่งเสริมให้องค์กร ภาคสังคมเข้ามาเป็นหุ้นส่วนในการจัดการ ซึ่งองค์กรภาคสังคมในที่นี้ก็หมายถึงเอกชนนะครับ องค์กรไม่แสวงกําไรต่าง ๆ ที่จะต้องเข้ามามีส่วนร่วมอย่างสําคัญในการดําเนินการสวัสดิการ สังคมครับ อันนี้ก็ขออนุญาตกราบเรียนโดยสังเขป ๒ ระเบียบวาระ สําหรับวาระปฏิรูปที่ ๓๐ ปฏิรูประบบเพื่อรองรับสังคมสูงวัย นี่ก็เป็นเรื่องใหญ่มากอีกเรื่องหนึ่งของสังคมเรา เพราะเรา เข้าสู่สังคมสูงวัยแล้ว และกําลังจะเข้าสู่สังคมสูงวัยเต็มรูปแบบในเวลาอันใกล้ ๆ นี้ เพื่อประหยัดเวลาในการนําเสนอเนื้อหาสาระ ผมขออนุญาตท่านประธาน ในส่วนนี้ ขอนําเสนอด้วยวีดิทัศน์ประมาณ ๗-๘ นาที วีดิทัศน์พร้อมไหมครับ

(การประชุมดําเนินมาถึงตอนนี้ ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ได้ลงจากบัลลังก์ โดยมอบให้ นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง ปฏิบัติหน้าที่แทน)
นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

เจ้าหน้าที่ดําเนินการด้วยครับ ท่านเลขาธิการดูหน่อยสิ

(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))

นายอําพล จินดาวัฒนะ

กราบเรียนท่านประธาน ท่านเพื่อนสมาชิกครับ อันนั้นก็เป็นเรื่องของวีดิทัศน์นะครับ ในแผนปฏิรูปวาระที่ ๓๐ เรื่องปฏิรูประบบรองรับสังคม สูงวัยนั้น ประธานคณะกรรมการที่ขับเคลื่อนข้อเสนอนี้ ที่พัฒนาข้อเสนอนี้นะครับ ไม่ใช่ขับเคลื่อน คือดอกเตอร์เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ส่วน ๒ ระเบียบวาระ สักครู่หนึ่งก็มีแกนนํา ในกรรมาธิการหลายท่านที่เป็นผู้ดําเนินการ เช่น อาจารย์วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ คุณฑิฆัมพร กองสอน แล้วก็คุณอุบล หลิมสกุล รวมทั้งกรรมาธิการอีกจํานวน ๒๐-๓๐ ท่าน ที่ได้ช่วยกัน พัฒนาข้อเสนอ ๓ ประเด็นนี้นะครับ

สําหรับในประเด็นที่ ๓ เรื่องวาระที่ ๓๐ ที่ผมนําเสนอโดยวีดิทัศน์ไปนั้น ที่เขาสังเคราะห์ไว้ ถ้าท่านเห็นในเพาเวอร์พอยท์ (PowerPoint) ทางคณะกรรมการ ครอสคัตติง (Cross cutting) งานนี้อยู่ในภายใต้ความรับผิดชอบของกรรมาธิการที่ผมดูแล แต่ท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติได้ตั้งกรรมาธิการข้ามกรรมาธิการเพราะว่าเป็นเรื่อง ที่เกี่ยวกับทั้งเศรษฐกิจ สังคม เรื่องกระจายอํานาจ เรื่องสาธารณสุข ก็ได้มีการตั้งกรรมการ ข้ามกรรมาธิการนะครับ เขาได้วิเคราะห์ไว้เป็นดอกลําดวนนะครับ กลีบดอกลําดวน ท่านประธานและท่านสมาชิกจะทราบว่าดอกลําดวนนั้นเป็นสัญลักษณ์ของผู้สูงวัย แต่ดอกลําดวนโดยธรรมชาตินั้นมี ๓ กลีบ แต่ทางคณะกรรมการนั้นได้สังเคราะห์เรื่องนี้ ไว้เป็น ๔ กลีบ ก็เลยสร้างดอกลําดวนพิเศษขึ้นมาดอกหนึ่งนะครับ อันได้แก่เรื่องของ การปฏิรูประบบที่เกี่ยวกับเรื่องเศรษฐกิจ ประกอบด้วยประเด็นหลัก คือ เรื่องของทําให้เกิด ความยั่งยืนทางเศรษฐกิจของประเทศ การสร้างหลักประกันทางรายได้ให้กับผู้สูงวัย และกลุ่มที่จะเข้าสู่ผู้สูงวัย เพิ่มศักยภาพให้กับระบบเศรษฐกิจไทย ข้อเสนอของการปฏิรูป ระบบรองรับสังคมสูงวัย หัวใจสําคัญคือจะต้องทําให้ผู้สูงวัยนั้นเป็นพลังมากกว่าเป็นภาระ ของชาติ เป็นพลังมากกว่าเป็นภาระ ด้านที่ ๒ กลีบลําดวนที่ ๒ ที่เป็นเนื้อหาสาระ ในการปฏิรูป คือการปฏิรูประบบที่เกี่ยวกับสภาพแวดล้อม ซึ่งไม่ใช่เป็นการปฏิรูป สภาพแวดล้อมเพื่อผู้สูงวัยเท่านั้น แต่เป็นการปฏิรูปสภาพแวดล้อมเพื่อผู้พิการด้วย และทุก ๆ คนด้วย เป็นลักษณะที่จะต้องทําให้เกิดยูนิเวอร์ซัลดีไซน์ (Universal design) ในการใช้ประโยชน์ร่วมกัน แต่ก็จะเกิดประโยชน์กับผู้สูงวัยด้วยนะครับ

การปฏิรูปเรื่องที่ ๓ คือการปฏิรูประบบที่เกี่ยวกับด้านสุขภาพ ที่จะต้อง มีการออกแบบระบบในเรื่องการดูแลสุขภาพที่เป็นระบบการดูแลระยะยาวทั้งที่โรงพยาบาล ที่ชุมชน และที่บ้าน ซึ่งจะต้องมีการปฏิรูประบบกันอย่างมาก แล้วก็เป็นการส่งเสริมให้ คนทุกวัย ไม่ใช่ผู้สูงวัยเท่านั้นอยู่ร่วมกันในชุมชนที่เรียกว่าเป็นสังคม ส่งเสริมชุมชนเข้มแข็ง อย่างมีส่วนร่วมที่เรียกว่าอินคลูซีฟคอมมูนิตี (Inclusive community)

และสุดท้ายคือการปฏิรูประบบรองรับสังคมสูงวัยด้านสังคม ซึ่งรายละเอียดนั้น กระผมจะไม่กล่าวถึงนะครับ ทั้งหมดนี้ก็เป็นไปตามเวลาที่เราตกลงกันไว้ ผมมีหน้าที่นําเสนอ รายงานสรุปให้กับท่านประธานและท่านสมาชิก ๓ ระเบียบวาระ ๓๐ นาทีนะครับ แล้วต่อไปก็จะเป็นเรื่องของ ๒ คณะกรรมาธิการที่ทางท่าน พลเอก ภูดิศ ท่านจะได้นําเสนอ รวมกับอาจารย์วินัยในส่วนของวาระปฏิรูปที่ ๓๑ เรื่องระบบคุ้มครองผู้บริโภค ขอกราบขอบพระคุณท่านประธานครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง 🔗

ขอบคุณท่านประธานอําพลนะครับ นี่เป็นตัวอย่างที่ดีมากของผู้นําเสนอ ก็คือการนําเสนอในวาระปฏิรูปที่กลั่นกรองมาชั้นหนึ่งแล้วของสภาปฏิรูปแห่งชาติและส่งมอบ ทางรัฐบาลไปเมื่อวันที่ ๑๓ สิงหาคม และรายงานประชาชนด้วย ท่านจะเห็นว่าในรายงานปฏิรูป ที่ สปช. ทํามานี้ไม่ใช่เพียงแค่แนวคิด แต่ทําไปถึงฮาวทู (How-to) ด้วย ทําไปถึงลีกัลดีไซน์ (Legal design) ก็คือการออกแบบกฎหมาย เผอิญว่าเวลามันสั้นไปกฎหมาย ๒๐๐-๓๐๐ ฉบับ จึงไม่สามารถเขียนบัญญัติได้ แต่ว่าก็เสร็จแล้ว ๔๐ กว่าฉบับ ที่เหลือเป็น กรอบกฎหมาย มีหลักการ เหตุผล มีสารัตถะกฎหมายเพื่อการปฏิรูปนะครับ แล้วที่บอกว่า กรองมาแล้วก็คือว่ามันมีทั้งหมด ๕๐๐ กว่าประเด็นปฏิรูป แล้วก็มาสรุปออกเป็นวาระปฏิรูป ๓๗ วาระ ที่ครอบคลุม ๑๑ ด้าน เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็เป็นส่วนที่ ๑ ที่ สปท. เองแต่ละคณะ ไปต่อยอด ท่านจะเห็นว่าแม้แต่วาระเรื่องสังคมสูงวัยมีรายละเอียดลงไปมาก มีตัวกฎหมาย ที่จะต้องแก้ไข มีกลไกโครงสร้างการบริหาร และรวมไปถึงโครงสร้างของสังคมระดับพื้นล่าง

ประการที่ ๒ คือได้นําเสนอว่ารัฐบาลดําเนินการไปถึงไหนแล้ว สภานิติบัญญัติ แห่งชาติดําเนินการไปถึงไหนแล้ว เราต้องไปต่อจากตรงนั้นนะครับ เพราะฉะนั้นการนําเสนอ ก็ขอให้เน้นด้วย เพราะว่าท่านนายกรัฐมนตรีได้มีดําริแล้วก็ส่งถึงประธานดอกเตอร์ทินพันธุ์ แล้วให้ผมแจ้งประกาศที่ประชุมไปเมื่อวันก่อนนั้นก็คือว่าให้นําเสนอด้วยว่าทางรัฐบาล ดําเนินการไปถึงไหนสําหรับวาระที่ท่านรับผิดชอบและเราจะต่อยอดต่อไปนะครับ ผมเพิ่มเติมนิดเดียวก่อนที่ท่าน พลเอก ภูดิศ ทัตติยโชติ จะได้นําเสนอก็คือว่าท่านเห็น ความสลับซับซ้อนของข้อเสนอไหมครับ และการออกแบบกระบวนการ กลไก โครงสร้าง ของการปฏิรูป และรวมไปถึงถ้าจําเป็นเรื่องของกฎหมาย และนี่คือการทํางานแบบ เป็นเอกภาพทีมเดียวกันในแม่น้ํา ๕ สายนะครับ เรื่องของสังคมสูงวัย ถ้าข้อเสนอ ที่นําเสนอไปผมอยากให้ท่านบันทึกไว้ด้วยว่าคณะกรรมการควบคุมอาคารของเรา ท่านคิดว่าเกี่ยวข้องไหมกับเรื่องสังคมสูงวัย เพราะฉะนั้นท่านประธานอโณทัยท่านก็ต้อง บันทึก คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปสังคมของเราก็ต้องบันทึกไว้ เพราะว่าอุบัติเหตุ ที่เกิดขึ้นจนเป็นอัมพาต หรือว่าเส้นโลหิตแตก หรือเสียชีวิตในห้องน้ําในบ้านตัวเองสูงมากครับ แต่คณะกรรมการควบคุมอาคารเราดูด้านเซฟตี (Safety) แต่เซฟตีในความแข็งแกร่ง ของอาคาร แต่วันนี้มิติทางสังคมต้องลงไปอย่างนี้ ถามบอกว่าลักษณะของการข้าม คณะกรรมาธิการที่เราเรียกว่า ครอส คัตติง คอมมิตตี (Cross cutting committee) ที่ทําชุดนี้ขึ้นมา เพราะว่าเกี่ยวข้องไปถึงเรื่องการควบคุมอาคารแบบใหม่ ต่อไปใบอนุญาต จะต้องออกมาและสํารวจด้วยว่าบ้านนั้นจะมีประชากรสูงวัยกี่คน มีเด็กกี่คน และในอนาคต เพราะฉะนั้นก่อสร้างทีเดียวทําไปเลยมันก็จะอยู่ในมาตรฐานเดียวกัน อย่างนี้เป็นต้น ประเทศญี่ปุ่นเขาทํามาหลายปีแล้วนะครับ นโยบายฟิวเจอร์ซิตี (Future city) เช่นที่เมืองโทยามะ สังคมสูงวัยเขามองไปถึงว่าจะทําให้ประชากร ๑ ใน ๓ ที่จะเป็นคนสูงวัยเหมือนพวกเรา และท่านทั้งหลายที่นี้ส่วนใหญ่ทําอย่างไรจะไม่หายไปจากจีดีพี (GDP) ของประเทศ เขามองมิติเศรษฐกิจไปถึงขนาดนั้นว่าถ้าสังคมญี่ปุ่น ๑ ใน ๓ ของจีดีพี (GDP) หายเพราะว่า ผู้สูงวัยจะอยู่แต่ในบ้านไปไหนไม่ได้ กิจกรรมทางธุรกิจเศรษฐกิจหายไปเลย คุณค่าที่ได้ลงทุนไป ศักยภาพของผู้สูงวัยตลอด ๖๐ ปี หรือ ๖๕ ปีสูญไปอยู่ในห้องหับเพียงแค่สี่เหลี่ยมในห้อง มันคือความสูญเสียของการลงทุนเป็นระยะเวลาเกินครึ่งศตวรรษ เพราะฉะนั้นเขาก็ร่วมกับ รัฐบาลท้องถิ่น ซึ่งก็มาเกี่ยวข้องกับคณะกรรมาธิการปฏิรูปการปกครองท้องถิ่นที่ท่านต้องคิด เชื่อมโยงกันด้วยว่าท้องถิ่นจะมีการขับเคลื่อน ปรับปรุง เปลี่ยนแปลง ปฏิรูป ตรงนี้อย่างไร นโยบายฟิวเจอร์ซิตี (Future city) เขาก็ร่วมกับรัฐบาลท้องถิ่น การสร้างโลจิสติกส์ (Logistics) ที่คอมมูนิตี (Community) ทั้งหลาย หรือว่าการขนส่งมวลชนในแต่ละซิตี (City) เพื่อให้คนสูงวัยออกจากบ้านไปทุกที่ในเมืองได้โดยไม่มีอุปสรรค อันนี้จะเห็นว่าการออกแบบเมือง การออกแบบระบบขนส่ง ท่านนิกร จํานง ผู้เชี่ยวชาญเรื่องนี้ก็จะช่วยได้เยอะนะครับ เพราะฉะนั้นนี่คือตัวอย่างให้เห็นว่าการปฏิรูปประเทศครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องการเมืองมาพูดกัน เรื่องระบบเลือกตั้ง อันนั้นเป็นเรื่องปลีกย่อย ๑ ใน ๑๑ ด้าน และด้านที่สําคัญคือภาระที่เรา เห็นข้างหน้าอยู่แล้วว่าเร็ว ๆ นี้ และตอนนี้เป็นแล้วนะสังคมสูงวัย และจะเพิ่มขึ้น ๆ อย่างสมบูรณ์แบบในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เราต้องรีบปฏิรูปก่อนเลือกตั้งหรือหลังเลือกตั้งแล้วก็ มอบให้ แต่สิ่งสําคัญคือความร่วมมือทํางานระหว่างเรากับรัฐบาลก็คือว่ารัฐบาลจะเป็น คนตัดสินใจขั้นสุดท้าย ก่อนที่จะส่งไปต้องทํางานรอบด้านรับฟังความคิดเห็นต่าง ๆ นี่ครับ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราต่อยอดได้จาก สปช. ก็คือการนําเสนออย่างนี้ครับ เพราะผมทราบดีว่า ท่านอาจจะอ่านครบทั้ง ๗๗ เล่มแล้ว หรือบางท่านอาจจะอ่านเพียงแค่สรุป แต่ว่าการนําเสนอ อย่างนี้ แล้วมีการแลกเปลี่ยนหลังจากนําเสนอแล้วซักถามได้ แล้วท่านไปต่อยอดได้ อย่างรวดเร็ว การบ้านส่งรอบแรกภายใน ๓๐ วัน เชิญท่าน พลเอก ภูดิศ ทัตติยโชติ ครับ

พลเอก ภูดิศ ทัตติยโชติ 🔗

เรียนท่านประธาน เพื่อนสมาชิก ผม พลเอก ภูดิศ ทัตติยโชติ สปท. หมายเลข ๑๑๓ ในฐานะที่เป็นอดีตรองประธานคณะกรรมาธิการปฏิรูป การคุ้มครองผู้บริโภค สมัยที่ยังมีสภาปฏิรูปแห่งชาตินะครับ ผมขออนุญาตเรียนชี้แจงสรุป โดยย่อถึงวาระการปฏิรูปที่ ๓๑ ในเรื่องของการปฏิรูปการคุ้มครองผู้บริโภคที่คณะกรรมาธิการ ปฏิรูปการคุ้มครองผู้บริโภคได้ดําเนินการเสร็จสิ้นแล้ว แล้วก็ได้ดําเนินการจัดทําเป็นเอกสาร แล้วก็ได้ส่งมอบให้กับท่านไปแล้วนะครับ เอกสารนั้นมีจํานวนเล่มหนามากนะครับ ที่คณะกรรมาธิการได้ทําไปแล้วมีจํานวนถึง ๔๐๐ หน้า เพราะฉะนั้นก็คงเป็นการยากที่วันนี้ ใช้เวลาเพียง ๑๐-๑๕ นาทีที่จะสรุปให้ท่านฟังในเอกสารประมาณ ๔๐๐ หน้าได้นะครับ อย่างไรก็แล้วแต่จะพยายามชี้แจงให้ท่านเห็นถึงประเด็นและสาระสําคัญ ส่วนรายละเอียด ท่านก็สามารถจะไปพลิกอ่านเองได้นะครับ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมอยากจะนําเสนอประการแรก ให้กับพวกเราได้มีความเข้าใจในเรื่องของงานคุ้มครองผู้บริโภค ซึ่งเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวที่สุด แต่เป็นเรื่องที่ค่อนข้างจะไม่ค่อยมีใครเห็น หรือไม่ค่อยที่อยากจะไปเกี่ยวข้องหรือทํามากนักนะครับ

ในประการแรกที่ผมอยากจะเสนอให้พวกเราได้รับทราบนะครับ ท่านสมาชิก ได้รับทราบก็คือเรื่องของสภาพปัญหาด้านการคุ้มครองผู้บริโภค ซึ่งคณะกรรมาธิการปฏิรูป การคุ้มครองผู้บริโภคได้ศึกษามา สรุปโดยย่อ ๆ นะครับ ผมขออนุญาตเป็นภาพฉายนะครับ

(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))

เพื่อพวกเราได้เห็นชัด ๆ ส่วนรายละเอียดนั้น คงไม่กล่าวลงไปลึกมากนัก เพราะว่าท่านสามารถไปดูในเอกสารที่จะขยายความได้มากกว่านี้นะครับ ในสภาพปัญหาด้านการคุ้มครองผู้บริโภคซึ่งคณะกรรมาธิการเราได้ศึกษาและตรวจสอบพบนั้น เราก็หยิบยกขึ้นมาด้วยกันคร่าว ๆ ประมาณ ๖ ประเด็นนะครับ

ประเด็นแรก ตามแผ่นฉายคือเรื่องของประการแรกที่เราถือว่าเป็นเรื่องที่มี ความสําคัญ ก็คือเรื่องของสิทธิผู้บริโภคไทยนั้นยังไม่ได้รับการรับรองเทียบเท่าสากล ปัจจุบัน ถ้าท่านดูตามแผ่นฉายท่านจะเห็นว่าสิทธิผู้บริโภคไทยนั้นมีด้วยกันเพียง ๕ ประการ แต่ในระดับสากลหรือเป็นที่ยอมรับในองค์กรสากลในระดับประเทศนั้น ปัจจุบันนี้ เขามีด้วยกัน ๘ ประการ ทีนี้เราก็ต้องคํานึงถึงว่าในขณะที่ประเทศเรากําลังเข้าสู่เออีซี (AEC) อย่างสมบูรณ์ในอีกเร็ว ๆ นี้ ปัจจุบันนี้ก็เข้าแล้ว แล้วก็กําลังจะเข้าให้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้นนั้น เราจะเห็นได้ว่าถ้าเราไม่รีบปรับปรุงในเรื่องสิทธิหรือการรับรองสิทธิของผู้บริโภคไทยนั้น ให้เฉกเช่นเดียวกับประเทศอื่น ๆ ข้างเคียงแล้วเราจะเป็นผู้เสียเปรียบ หมายความว่า สิทธิในการคุ้มครองของเรานั้นได้เพียง ๕ สิทธิเท่านั้นเอง แต่ว่าในต่างชาติหรือประเทศเพื่อนบ้าน ได้มีการคุ้มครองถึง ๘ สิทธิด้วยกัน รายละเอียดตามภาพฉายนะครับ

ประการที่ ๒ ที่เรามองเห็นก็คือว่าสิทธิของผู้บริโภคยังไม่ได้รับการคุ้มครอง ตามกฎหมาย โดยเฉพาะปัญหาในเรื่องของความปลอดภัยของผู้บริโภค

ประการที่ ๓ ผู้บริโภคขาดข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค ไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลเพื่อประกอบการตัดสินใจ

ประการที่ ๔ องค์กรผู้บริโภคไม่มีส่วนร่วมในการกําหนดนโยบาย และมาตรการในการคุ้มครองผู้บริโภค การค้าขาย การค้าของธุรกิจขนาดใหญ่ยังมีลักษณะ ของการผูกขาด ขาดระบบการเยียวยาผู้บริโภคอย่างมีประสิทธิภาพอย่างเพียงพอ อันนี้ เป็นหัวข้อคร่าว ๆ ซึ่งขออนุญาตว่าจะไม่กล่าวลงไปในรายละเอียดนะครับ สิ่งที่ผมอยากจะ นําเสนอต่อไปก็คือว่าอยากจะให้พวกเราได้เห็นภาพของการคุ้มครองผู้บริโภคที่เกิดขึ้น ในประเทศไทย เพื่อให้พวกเราได้ตระหนักถึงความสัมพันธ์ของงานในด้านนี้ ก็คือว่า งานคุ้มครองผู้บริโภคที่เกิดขึ้นในประเทศไทยนั้น ถ้ามองอย่างเป็นรูปธรรมและเห็นที่เป็นตัว จับต้องได้ก็คือ ตั้งแต่มีพระราชบัญญัติที่เราเรียกว่าพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค ฉบับ พ.ศ. ๒๕๒๒ แล้วก็แก้ไขเพิ่มเติมใน พ.ศ. ๒๕๔๑ เจตนาของกฎหมายฉบับนี้ก็เป็น กฎหมายกลางที่จะคุ้มครองประชาชนในฐานะผู้บริโภคจากการเสนอสินค้าและการบริการ เพื่อคุ้มครองประชาชนผู้บริโภค ตามกฎหมายที่กล่าวไปแล้วซึ่งเป็นกฎหมายกลางนั้น ก็จะกล่าวถึงสิทธิของผู้บริโภคไว้ ได้รับรองสิทธิผู้บริโภคไว้ ๕ ประการ ตามที่ผมกล่าวไว้ เบื้องต้นว่าสิทธิเหล่านั้นยังไม่ครอบคลุมสิทธิซึ่งเป็นสากลอย่างเพียงพอ ซึ่งจะต้องดําเนินการ แก้ไขต่อไป ตามกฎหมายฉบับนี้เราจะได้เห็นชื่อของหน่วยงานซึ่งปรากฏและได้มีบทบาท สําคัญอยู่ปัจจุบัน เช่นว่าได้กล่าวถึงคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคในระดับชาติ ได้กล่าวถึง สํานักงานคุ้มครองผู้บริโภค หรือที่เราเรียกกันย่อ ๆ ว่า สคบ. นั่นเองนะครับ แต่ที่จริงแล้ว งานในการคุ้มครองผู้บริโภคนั้นไม่ได้มีเพียงแค่นี้นะครับ ที่จริงแล้วกฎหมายในการคุ้มครอง ผู้บริโภคมีก่อนปี ๒๕๒๒ เสียด้วยซ้ําไปนะครับ เช่นพระราชบัญญัติยา พ.ศ. ๒๕๑๐ เป็นต้น อันนี้เกิดมาก่อนนะครับ แต่กฎหมายต่าง ๆ เหล่านี้เป็นกฎหมายลักษณะที่แต่ละกระทรวง แต่ละทบวง แต่ละกรม หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างก็ทําตาม ๆ กันมานะครับ เช่น พระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. ๒๕๒๒ พระราชบัญญัติเครื่องสําอาง พ.ศ. ๒๕๓๓ พระราชบัญญัติวิธีการพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ อันนี้ก็ล่าสุดนะครับ ก็จะเห็นได้ว่า ยังมีอีกนะครับ ไม่ใช่มีแค่นี้ มีกฎหมายอื่น ๆ อีกมากมาย แต่เป็นลักษณะของต่างคน ต่างทํานะครับ เพิ่งมีกฎหมายฉบับกลางซึ่งเป็นการริเริ่มในมิติใหม่ของการคุ้มครองผู้บริโภค ตามที่ได้กล่าวให้พวกเราได้รับทราบแล้วนะครับ นอกจากกฎหมายอื่น ๆ หรือกฎหมาย ต่าง ๆ ที่ได้ทําการคุ้มครองประชาชนแล้ว ก็ยังมีหน่วยงานอีกมากมายมหาศาลในการดูแล หรือการคุ้มครองผู้บริโภค ต้องถามว่าเมื่อมีหน่วยงานมากมาย มีกฎหมายต่าง ๆ ทั้งทันสมัย และไม่ทันสมัยเกิดขึ้นนั้น แต่สถานการณ์ในการคุ้มครองผู้บริโภคนั้นก็ยังไม่ได้รับการดูแล อย่างมีประสิทธิภาพอย่างเพียงพอ แล้วก็เห็นได้ว่ายังมีการหลอกลวงในเรื่องของการไปทํา ฌาปนกิจสงเคราะห์บ้าง หรือที่เคยปรากฏเมื่อที่ผ่านมา ปัจจุบันก็ซา ๆ ไป เช่น การมา ทุบรถบ้าง ประท้วงบ้าง อย่างนี้นะครับ หรือว่าการโฆษณาหลอกลวงตามที่เราเปิดดูในทีวี (TV) ก็จะเห็นว่าโฆษณายาบํารุงกําลังอะไรทั้งหลาย จริงบ้างเท็จบ้าง สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ ยังปรากฏอยู่นะครับ สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นเป็นไปตามสภาวะของโลก ที่เราเรียกว่า โลกมีการเปลี่ยนแปลง เปลี่ยนแปลงทั้งระดับโลก ระดับภูมิภาค หรือระดับประเทศ ก็สุดแล้วแต่นะครับ กระแสโลกาภิวัตน์ที่มาแรง ตลอดจนความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี สิ่งเหล่านี้ประกอบกับอุปนิสัยของประชาชน วันนี้เราก็ไปหมกมุ่นหรือไปหลงใหลอยู่กับกระแสที่เรียกว่ากระแสบริโภคนิยมพวกเราก็จะ ตกเป็นเหยื่อ ประชาชนที่ขาดความรู้ความเข้าใจ ขาดข้อมูลข่าวสารก็ตกเป็นเหยื่อของพ่อค้า หรือนายทุน สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ตัวคณะกรรมาธิการคุ้มครองผู้บริโภคเราจึงได้ทําเป็นประเด็น เพื่อการปฏิรูปซึ่งเป็นหัวใจของงานปฏิรูปในเรื่องของการคุ้มครองผู้บริโภคไว้หลัก ๆ ๔ ประการ ด้วยกันนะครับ ขออนุญาตตามแผ่นฉายช่วยดูนิดหนึ่งนะครับ งานทั้งสิ้นทั้งปวงนั้น ผมอยากจะกล่าวถึงหัวใจของมันนะครับ คือผมจะพูดถึงทางด้านมุมซ้ายบนก่อน แล้วก็ มุมขวาล่าง เพราะจะมีความยึดโยงซึ่งกันและกันนะครับ มุมขวาบนนี้จะกล่าวถึงประชาชน มีส่วนร่วมในการคุ้มครองผู้บริโภค ขวาล่างจะกล่าวถึงการปฏิรูปหน่วยงานภาครัฐ ให้มีประสิทธิภาพ อยากจะกล่าวให้ท่านทั้งหลายได้เข้าใจนะครับ คือคณะกรรมาธิการ ของเรานั้นได้ศึกษาแล้วเรามองว่าหัวใจจริง ๆ ของการคุ้มครองผู้บริโภคนี้ประกอบด้วย ผู้แสดงหรือผู้เล่นหรือจะเรียกอะไรก็แล้วแต่ในจํานวนด้วยกันทั้งหมด ๓ ส่วนด้วยกัน คือ

ส่วนที่ ๑ ก็คือภาคประชาชนในฐานะเขาเป็นผู้บริโภค อีกฟากหนึ่งก็คือ ภาคธุรกิจ ภาคเอกชน ทั้ง ๒ ฟากนี้อยู่กันคนละซีก ส่วนที่อยู่ตรงกลางอันที่ ๓ ก็คือภาครัฐนะครับ ภาครัฐจะเป็นผู้ถือดุลทั้งสิ้นเลย ซึ่งปัจจุบันนี้เราจะเห็นว่าภาคที่มีความอ่อนแอและโดน เอารัดเอาเปรียบมากที่สุดก็คือภาคประชาชน ภาคประชาชนขาดความรู้ ภาคประชาชน ขาดการรวมตัว ภาคประชาชนขาดทุน ในขณะที่ภาคธุรกิจ ภาคเอกชนนั้นเพียบพร้อมทุกอย่าง ทั้งความรู้ ข้อมูล ข่าวสาร พร้อมที่จะดําเนินการทุกอย่างแล้วนํามาซึ่งผลประโยชน์หรือผลกําไร นั่นก็หมายถึงว่าภาคประชาชนนั้นก็จะต้องพึงระมัดระวังตัวเองให้มากยิ่งขึ้น ปัจจุบันนี้ ดุลเหล่านี้มีตัวช่วยคือภาครัฐจะเป็นตัวช่วย ภาครัฐอยู่ตรงกลาง ภาครัฐไม่ได้ช่วยภาคเอกชน อย่างเดียว หรือภาครัฐไม่ได้ช่วยภาคประชาชนอย่างเดียว ไม่ใช่ ภาครัฐนั้นจะต้องช่วยเหลือ ดูแลประชาชนไม่ให้โดนเอารัดเอาเปรียบ ขณะเดียวกันภาครัฐเองก็จะต้องดูแลช่วยเหลือ ภาคเอกชน เพราะภาคเอกชนเองก็จะต้องได้รับการดูแลเช่นเดียวกันในเรื่องของการแข่งขัน ทางการค้าที่เป็นธรรม กลไกทางการตลาด การผูกขาด เพราะว่าเอกชนนั้นก็เป็นทั้งผู้บริโภค แล้วก็เป็นทั้งนายทุนด้วยในตัวเอง ถ้าเอกชนไปซื้อของเมื่อไร เอกชนก็เป็นผู้บริโภคทันที สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่คณะกรรมาธิการเห็นความสําคัญ เพราะฉะนั้นเมื่อเรามองว่า ภาคประชาชนนั้นเป็นภาคที่มีความอ่อนแอก็พยายามจะเติมเต็มให้กับภาคประชาชนได้รับ ความดูแลและมีความเข้มแข็งยิ่งขึ้น จะเห็นได้ว่าตัวกรรมาธิการได้เสนอกฎหมายที่สําคัญ อย่างยิ่งอันหนึ่งเข้าไปก็คือเรื่องพระราชบัญญัติองค์การอิสระเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคนะครับ องค์การนี้เป็นกฎหมายซึ่งได้รับความสนใจจากทุก ๆ ส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคประชาชน ได้พยายามกดดัน เราพยายามผลักดันจากภายนอกเข้ามา จนกระทั่งในรัฐธรรมนูญ ถึง ๒ ฉบับด้วยกันได้กําหนดในเรื่องขององค์การอิสระเพื่อคุ้มครองผู้บริโภค อยากจะ กล่าวถึงก็คือว่าตามรัฐธรรมนูญ ฉบับพุทธศักราช ๒๕๔๐ มาตรา ๔๗ ครั้งหนึ่งแล้วก็ออกมา เรื่ององค์การอิสระเพื่อคุ้มครองผู้บริโภค อีกครั้งหนึ่งก็คือตามรัฐธรรมนูญ พุทธศักราช ๒๕๕๐ มาตรา ๖๑ ก็กําหนดให้มีองค์การอิสระเพื่อคุ้มครองผู้บริโภค ในนี้จะเขียนอะไรต่อบทบาท หน้าที่ เจตนาเพื่อช่วยเหลือ เสนอแนะอะไรต่าง ๆ นั้นผมไม่กล่าวถึงหรอกครับ แต่จริง ๆ แล้ว องค์การอิสระเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคนั้นหัวใจของมันก็คือว่าเสริมสร้างพลังประชาชน ให้มีความเข้มแข็งเหมือนเป็นองค์กรที่เป็นตัวแทนของภาคประชาชนในการที่จะช่วยเหลือ เป็นปากเป็นเสียงพูดจาให้ประชาชน องค์การอิสระคุ้มครองผู้บริโภคปรากฏมาตั้งแต่ ปี ๒๕๔๐ จนถึงปัจจุบัน ปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญเลยครับจะต้องให้ทํา แต่จนปัจจุบันนี้ พระราชบัญญัติฉบับนี้ก็ยังไม่เกิดเป็นรูปธรรม อันนี้สาเหตุหลัก ๆ ที่ผมได้ลองศึกษาดู ก็จะพบว่าตัวพระราชบัญญัติฉบับนี้เป็นที่อย่างไรดีครับ เป็นที่กังขา หรือเป็นที่ ที่ยังไม่ค่อยมีความสบายใจของหลาย ๆ ฝ่าย ประเด็นก็คือว่าตัวพระราชบัญญัตินี้ถ้ามอง ในภาพของประชาชนก็จะบอกว่าพระราชบัญญัติฉบับนี้เป็นการช่วยเหลือสนับสนุนภาครัฐ ในการทํางาน แต่ขณะเดียวกันภาครัฐเองก็มองไปอีกมุมหนึ่งว่ากฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมาย ซึ่งมอบอํานาจให้กับภาคประชาชนมาทํางานซ้ําซ้อนกับภาครัฐ อันนี้ก็คือปัญหานะครับ

อันที่ ๒ ก็คือเรื่องงบประมาณที่จะมาสนับสนุน องค์กรอิสระนี้ก็มีการพูดจากันมาก อันนี้ตัวคณะกรรมาธิการไม่ลงรายละเอียดนะครับ คณะกรรมาธิการก็ได้เสนอกฎหมาย ฉบับนี้เข้าไป เพราะฉะนั้นกฎหมายฉบับนี้ก็อยากจะเรียนว่าเป็นกฎหมายที่มีความสําคัญ ก็อยากจะขอให้ท่านสมาชิกได้ช่วยกันสนับสนุนกฎหมายฉบับนี้ต่อไปนะครับ ส่วนความขัดแย้ง หรือปัญหาที่ผมกล่าวไปแล้วนั้นก็เป็นประเด็นที่สามารถตกลงและหาข้อยุติกลาง ๆ กันได้ แต่ว่าในสาระสําคัญก็คือจะเป็นกําลังหรือเป็นมือเป็นไม้ให้กับภาคประชาชนที่จะทํางาน หรือเป็นปากเป็นเสียงแทนเขาได้

อีกอันหนึ่งที่เราพูดกันมากและให้ความสนใจในคณะกรรมาธิการก็คือว่า การปฏิรูปภาครัฐให้ทําหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพ ท่านสมาชิกครับ อยากจะเรียนว่า ส่วนราชการที่ทํางานในการคุ้มครองผู้บริโภคนั้นมีถึง ๑๐ กระทรวงด้วยกัน ๑๐ กระทรวงนี้ ก็มีหน่วยงานย่อย ๆ รองลงมาอีกประมาณ ๒๐ หน่วยงานด้วยกันที่ทํางานในเรื่องของ การคุ้มครองผู้บริโภค แต่ละหน่วยงานมีกฎหมาย มีระเบียบ มีคําสั่งของตัวเองทั้งนั้นเลย ที่เกี่ยวข้องมากมายไปหมดเลย เยอะแยะขนาดนี้ก็น่าจะดีนะครับ แต่ว่าความเยอะแยะขนาดนี้ ก็กลายเป็นความยุ่งเหยิง ในที่สุดแล้วประชาชนเองก็ยังได้รับการดูแลอย่างไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย ถ้าพูดกันอย่างไม่อายในฐานะที่ผมเองก็เป็นข้าราชการเหมือนกันว่าเคยไปพบปะพี่น้องประชาชน ในต่างจังหวัด ประชาชนเคยพูดว่าถ้ามีเรื่องร้องเรียนเขาก็จะไปหาองค์กรภาคประชาชนก่อน เขาจะนึกถึง สคบ. เป็นอันดับท้าย ๆ เลย อันนี้ก็เป็นเรื่องที่เราต้องทบทวนตัวเองเหมือนกัน ในส่วนราชการ ถึงปรากฏในเรื่องของการปฏิรูปภาครัฐให้มีการทํางานอย่างมีประสิทธิภาพ สิ่งที่เรามองเห็นก็คือเชื่อไหมครับว่าการทํางาน ๑๐ กระทรวง ๒๐ หน่วยงานรวมทั้งภาคีเครือข่าย ที่แต่ละกระทรวง ทบวง กรม ตั้งขึ้นมานั้นยังไม่เคยมีแผนเรียกว่าแผนระดับชาติ แผนบูรณาการ หรือจะแผนคุ้มครองผู้บริโภคอะไรเลย ไม่เคยมีเลย อันนี้ตัวคณะกรรมาธิการของเราเองนั้น ก็พยายามที่จะทําเรื่องแผนนี้เหมือนกันแต่เผอิญว่าหมดเวลาก่อน เพราะเรามองเห็นว่า ถ้าไม่มีแผน ไม่มีการบูรณาการ ต่างคนต่างทํา ช่องโหว่ความซ้ําซ้อนเกิดขึ้นอย่างมากมาย มหาศาล ในที่สุดแล้วการทํางานก็จะประสบผลอย่างที่เราเรียกว่ายังไม่มีประสิทธิภาพ เพราะฉะนั้นสิ่งที่คณะกรรมาธิการมองก็คือเรื่องดุลเหมือนอย่างที่เมื่อวานท่านอาจารย์เนาวรัตน์ ก็พูดถึงดุลเหมือนกัน ดุลระหว่างภาคประชาชน ดุลระหว่างภาคเอกชน โดยมีภาครัฐเป็นแกน ที่จะประคับประคองทั้ง ๒ ฝ่ายให้เกิดสมดุลซึ่งกันและกัน นอกจากนี้แล้วประเด็นปฏิรูปอื่น ๆ อีก ๒ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการสร้างระบบข้อมูลเตือนภัยเพื่อความปลอดภัยผู้บริโภค หรือการพัฒนากลไกร้องเรียนเยียวยาความเสียหายนั้น ส่วนใหญ่แล้วเป็นงานที่เกี่ยวข้อง กับเรื่องของประเด็นกฎหมายเกือบทั้งสิ้น ทุกส่วนที่ประเด็นปฏิรูปเราพูดถึงหลาย ๆ ส่วน จะเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับกฎหมาย กฎหมายเป็นเครื่องมือให้กับประชาชน ในการปกป้องตัวเอง กฎหมายเป็นเครื่องมือให้กับภาครัฐที่จะผดุงความยุติธรรม ความถูกต้อง กฎหมายเป็นเครื่องช่วยเหลือภาคเอกชนไม่ให้โดนเอารัดเอาเปรียบเกิดการแข่งขันที่เป็นธรรม การค้าขายต่าง ๆ อย่างตรงไปตรงมานะครับ อันนี้คือสิ่งที่คณะกรรมาธิการเราได้มองเห็น ในเบื้องต้น เพราะฉะนั้นผมขออนุญาตที่จะกล่าวในเบื้องต้นเพียงเท่านี้ก่อน ต่อไปจะเป็นเรื่อง รายละเอียดค่อนข้างจะลงไปทางด้านกฎหมายที่คณะกรรมาธิการได้ทําออกมาหลายฉบับนะครับ ยกร่างกฎหมายขึ้นมาหลายฉบับ ต้องขออนุญาตท่านประธานให้ท่านอาจารย์วินัย ดะห์ลัน ได้เป็นผู้เสนอรายงานต่อไปครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณมากครับ เดี๋ยวดอกเตอร์วินัยจะใช้ในช่วงตอบคําถาม จะนําเสนอ ในเรื่องของตัวหลักกฎหมาย กรอบกฎหมาย ต่อไปขอเชิญท่านรองศาสตราจารย์ไวกูณฑ์ ทองอร่าม ด้านรายงานครับ

นายไวกูณฑ์ ทองอร่าม 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติทุกท่านครับ ต้องขออภัยท่านประธานนะครับ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ครับ ไม่ใช่รองศาสตราจารย์นะครับ ท่านประธานกรรมาธิการคือท่าน พลเอก เดชา ปุญญบาล ประธานกรรมาธิการปฏิรูปแรงงานท่านติดภารกิจ มอบให้ผม นายไวกูณฑ์ ทองอร่าม สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ลําดับที่ ๑๔๗ ในฐานะรองประธานกรรมาธิการ ปฏิรูปแรงงาน สภาปฏิรูปแห่งชาติ มาทําหน้าที่นําเสนอผลของการศึกษาค้นคว้าของ คณะกรรมาธิการปฏิรูปการแรงงาน ซึ่งผลของการศึกษาค้นคว้านั้นได้นําเสนอต่อสภาปฏิรูปแห่งชาติแห่งนี้ และได้นําเสนอต่อ คณะรัฐมนตรีเป็นลําดับนะครับ ในปัจจุบันนี้ปัญหาของประเทศไทยที่สําคัญยิ่งคือปัญหา ของการขาดแรงงานทั้งภาคการผลิตของอุตสาหกรรม ของการก่อสร้าง ของการเกษตร รวมทั้งการบริการอื่น ๆ อีก เป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ของประเทศชาติเป็นอย่างยิ่ง การที่เราขาดแรงงานนั้นประเทศไทยไม่ได้ขาดคน แต่ขาดแรงงาน ที่จะเข้าไปทํางานได้ โดยเฉพาะงานที่เรามักจะเรียกว่างาน ๓ ดี (3D) แดนเจอรัส (Dangerous) ดิฟฟิคัลท์ (Difficult) และเดอร์ตี (Dirty) คนไทยไม่ทํา รวมถึงกิจการประมงด้วย อันนี้ เป็นผลกระทบอย่างยิ่งต่อการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจของชาติ ผู้ใช้แรงงานของไทย มีคุณภาพชีวิตที่ไม่ดีเนื่องจากไม่สามารถเข้าหาแหล่งทุนและไม่มีวินัยทางการเงินที่ดีพอ รวมทั้งได้รับค่าตอบแทนที่ไม่สัมพันธ์กับทักษะฝีมือ เราจึงมีความจําเป็นที่จะต้องพึ่งพา แรงงานต่างชาติเป็นจํานวนมาก ซึ่งในปัจจุบันนี้ประมาณการว่าจะมีแรงงานต่างชาติเข้ามา อยู่ปฏิบัติงานในประเทศไทยไม่ต่ํากว่า ๕,๐๐๐,๐๐๐ คน แต่จํานวนผู้ที่จดทะเบียนแรงงานนั้น คาดว่าจะไม่เกิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ คน ปัญหาของแรงงานต่างชาติก็เป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบ ต่อประเทศไทยทั้งด้านความมั่นคงทางสังคม สาธารณสุข และอื่น ๆ อีกมากมายเป็นที่รับทราบ กันทั่วไป เรามีแรงงานของคนไทยที่ปฏิบัติงานอยู่ถึง ๓๙ ล้านคน โดยแยกออกเป็นแรงงาน ในระบบ ๑๘ ล้านคน และแรงงานนอกระบบ ๒๑ ล้านคน คณะกรรมาธิการปฏิรูปการแรงงาน สภาปฏิรูปแห่งชาติ มีเป้าหมายเพื่อผลักดันให้เกิดการปฏิรูป ๔ ประเด็นใหญ่ ๆ ดังนี้คือ ๑. การปฏิรูปการพัฒนาฝีมือแรงงาน ๒. ปฏิรูปการเคลื่อนย้ายแรงงานข้ามชาติ และ ๓. การจัดตั้งธนาคารแรงงานเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงาน ประเด็นที่ ๔ การจัดทํา ระบบฐานข้อมูลด้านแรงงาน โดยนําระบบเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้อย่างบูรณาการ เพื่อการกําหนดแผนยุทธศาสตร์และการขับเคลื่อนแนวนโยบายด้านแรงงาน ซึ่งในประเด็น ต่าง ๆ นั้นมีรายละเอียดพอสังเขปที่จะกราบเรียนให้ท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ที่เคารพได้รับทราบเป็นแนวทางว่าคณะกรรมาธิการปฏิรูปแรงงานของสภาปฏิรูปแห่งชาติ ได้ศึกษาไว้อย่างไรบ้าง

ประเด็นที่ ๑ ในการปฏิรูปการพัฒนาฝีมือแรงงานนั้น คงรับทราบนะครับว่า เราไม่มีแรงงานฝีมือระดับสูงที่จะเข้าไปสู่สถานประกอบการ จึงทําให้ขาดแคลนแรงงาน ดังกล่าว คณะกรรมาธิการปฏิรูปการแรงงานเห็นว่าแนวทางในการที่จะจัดการกับปัญหา การพัฒนาฝีมือแรงงานนั้นจะต้องมีการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ในการพัฒนาคน โดยอาศัย กรอบการพัฒนามนุษย์ให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ เน้นการพัฒนามนุษย์ ในทุกวัย ตั้งแต่วัยอนุบาล วัยเรียน จนถึงมหาวิทยาลัย และนอกจากนั้นภายหลังการเข้าสู่ ตลาดแรงงานแล้วก็จัดให้มีการเรียนรู้และมีการพัฒนาตลอดชีวิต โดยดึงภาคส่วนต่าง ๆ เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนา ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน รวมถึงภาคประชาชนด้วย ๒. โดยการนําระบบคุณวุฒิวิชาชีพและมาตรฐานอาชีพมาร่วมบูรณาการการศึกษาในระบบ การเรียนรู้ในสายอาชีวศึกษา และการฝึกทักษะอาชีพที่มีเอกภาพ โดยมีการปรับปรุงพัฒนาการเรียน การฝึกทักษะในเชิงช่าง หรืออาชีวศึกษา ซึ่งเป็นที่ต้องการ ของตลาดแรงงาน และมีภาวะขาดแคลนอย่างรุนแรง ผ่านการนําระบบการพัฒนาความรู้ ความสามารถแบบคอมพีเทนซี เบส เทรนนิง (Competency-Based Training) ที่อาศัย แนวคิดที่ให้ผู้เรียนสามารถทํางานได้จริง นอกจากนี้การพัฒนาทักษะฝีมือแรงงาน กับเครื่องจักรและเทคโนโลยีที่ทันสมัยก็มีความจําเป็นยิ่ง ซึ่งจําเป็นที่จะต้องทําต่อเนื่อง ตลอดไป ต้องสร้างวัฒนธรรมในการเรียนรู้ให้กับแรงงานที่จะยกระดับมาตรฐานฝีมือแรงงาน ของเขา โดยมุ่งเน้นในด้านของการที่จะให้ภาคเอกชนหรือสถานประกอบการมาร่วม ในการที่จะพัฒนาฝีมือแรงงานด้วยมาตรการที่เป็นแรงจูงใจ เช่นมาตรการทางภาษี

ประเด็นที่ ๒ ในแนวทางการปฏิรูปการจัดการเคลื่อนย้ายแรงงานข้ามชาติ ซึ่งตามที่ผมเรียนว่าคณะเราได้ศึกษานั้นประมาณการว่ามีอยู่ประมาณ ๕,๐๐๐,๐๐๐ กว่าคน แต่ก็ไม่รู้ว่า ๕,๐๐๐,๐๐๐ กว่าคนนี้อยู่ที่ไหนบ้าง อยู่อย่างไรนะครับ มีจดทะเบียนอยู่ ๑,๐๐๐,๐๐๐ กว่าคน ความจําเป็นในการที่จะต้องใช้แรงงานต่างชาติเพื่อมาขับเคลื่อน เศรษฐกิจหรือมาใช้ในภาคของการผลิตและการบริการยังมีความจําเป็นอยู่ เพราะเรา ไม่สามารถที่จะพัฒนาหรือจัดคนไทยเข้าไปทดแทนได้ และในอนาคตก็ยังเป็นปัญหาสําคัญ ที่จะเกิดขึ้น ทางคณะไม่ได้กังวลว่าเราจะขาดแคลนแรงงาน เพราะว่าตราบใด ที่ค่าแรงงานของไทยยัง ๓๐๐ บาท แรงงานต่างชาติหรือประเทศใกล้เคียงแรงงานค่าแรง รายวันวันละ ๙๐ บาทหรือ ๑๐๐ บาท ก็จะเป็นแรงจูงใจให้คนงานหรือแรงงานต่างชาติ มุ่งเข้ามาประกอบอาชีพในเมืองไทยนะครับ การปฏิรูปของการจัดการเคลื่อนย้ายแรงงาน ข้ามชาตินั้น จะต้องจัดทําให้มีฐานข้อมูลและพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อรวบรวมข้อมูล แรงงานข้ามชาติ นําข้อมูลเข้าฐานข้อมูลกลางเพื่อให้สามารถเรียกดูประมวลผล และใช้ประโยชน์ในการบริหารจัดการเคลื่อนย้ายแรงงานข้ามชาติ โดยเฉพาะการป้องกัน และปราบปรามการค้ามนุษย์ และมีการจัดทําข้อตกลงด้านแรงงานกับประเทศต้นทาง เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและแรงงานเพื่อจัดตั้งสํานักงานจัดหางานในประเทศต้นทาง นอกจากนั้นในด้านของการบริหารจัดการเพื่อคุณภาพชีวิตและสิทธิมนุษยชนอันพึงมีให้กับ แรงงานต่างชาติก็มีความจําเป็น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่พักอาศัย สิทธิมนุษยชนต่าง ๆ ที่เขา พึงได้รับการปฏิบัติเยี่ยงสามัญชนหรือเทียบเท่าคนไทย หรือไม่สามารถเทียบเท่าคนไทย ก็ขอให้มีความใกล้เคียงกัน ไม่ว่าจะเป็นด้านที่อยู่อาศัย การสาธารณสุข หรือการศึกษา อันนี้เป็นสิทธิมนุษยชนสากลที่ควรพึงปฏิบัติตามหลักการของไอแอลโอ (ILO)

ประเด็นที่ ๓ การจัดตั้งธนาคารแรงานเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต การจัดตั้ง ธนาคารแรงงานขึ้นเป็นธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยบรรเทา ความเดือดร้อนทางการเงิน และเป็นธนาคารของผู้ใช้แรงงานอย่างแท้จริง แตกต่างจาก ธนาคารพาณิชย์หรือธนาคารอื่น ๆ ของรัฐ นโยบายหลักเราไม่ได้มุ่งส่งเสริมให้แรงงาน เป็นหนี้นะครับ เรามุ่งที่จะส่งเสริมให้แรงงานได้รู้จักการออม และเปิดโอกาสให้แรงงาน ได้มีความสามารถที่จะเข้าถึงแหล่งทุนของรัฐที่มีอัตราดอกเบี้ยถูก เพื่อที่จะสามารถนําไปใช้ ในการประกอบชีวิต ในการดํารงชีวิต โดยไม่ต้องไปใช้สถาบันการเงินอื่นหรือสถาบันการเงิน นอกระบบที่เป็นปัญหาต่อแรงงาน เพราะฉะนั้นในการดําเนินการจัดตั้งธนาคารแรงงาน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตนั้นมุ่งหวังที่จะให้แรงงานมีวินัยทางการเงิน และต้องการให้แรงงาน ได้พ้นจากวงจรความยากจนอันจะนําไปสู่ความมั่นคงทางรายได้แบบยั่งยืน ลดช่องว่าง และความเหลื่อมล้ําของคนในชาติ พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้ผู้ใช้แรงงานมีสิทธิเข้ามา เป็นเจ้าของผ่านการซื้อหุ้นของธนาคารได้ ในช่วงเริ่มต้นให้จัดตั้งดําเนินการในรูปของกองทุน พัฒนาคุณภาพชีวิตแรงงาน เป็นหน่วยงานในสังกัดของธนาคารแรงงาน โดยในช่วงระยะเวลา ๓ ปีแรกหากผลประกอบการกองทุนดีมีประสิทธิภาพ ให้คณะกรรมการ ธนาคารแรงงานพิจารณาดําเนินการธนาคารแรงงานได้ และเมื่อมีการจดทะเบียนเพิ่มทุน ของธนาคาร ให้ผู้ใช้แรงงานมีสิทธิซื้อหุ้นธนาคารได้ก่อน สิ่งนี้ก็เป็นสิ่งที่ทางคณะกรรมาธิการ ปฏิรูปการแรงงานเห็นว่ามีความจําเป็นและมีความสําคัญยิ่งต่อการที่จะยกระดับคุณภาพชีวิต ของแรงงาน

ประเด็นที่ ๔ เป็นประเด็นสุดท้าย จัดทําฐานข้อมูลระบบแรงงานโดยนํา ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้อย่างบูรณาการเพื่อกําหนดแผนยุทธศาสตร์ และการขับเคลื่อนแนวนโยบายด้านแรงงาน สําหรับฐานข้อมูลด้านแรงงานนั้น เป็นที่ถกเถียงกันและเป็นที่ได้นําเสนอกันว่าฐานข้อมูลด้านแรงงานนั้นไม่สามารถที่จะนํามา บูรณาการกับหน่วยงานอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานทางความมั่นคงเช่นกระทรวงกลาโหม หรือกระทรวงมหาดไทยที่จะรู้แหล่งสถานประกอบการของคนงานว่าอยู่ที่ไหน คนต่างชาติ เข้ามาอยู่บ้านเรากี่คน อยู่ที่ตรงไหนบ้าง ลงทะเบียน จดทะเบียนถูกต้องกี่คน จะจัดทํา ฐานข้อมูลที่มีการบูรณาการกับทุกกระทรวง ทบวง กรมที่เกี่ยวข้อง และจัดเป็นฐานเดียว เพื่อที่จะสามารถให้แรงงานนั้นรับทราบถึงสถานประกอบการที่มีอยู่ในประเทศไทย หรือสถานประกอบการที่เขาควรจะไปปฏิบัติงาน นอกจากสถานประกอบการแล้วสถานภาพ ของข้อมูลแรงงานก็จะต้องมีความชัดเจนทุกระดับทั้งแรงงานในประเทศและต่างประเทศ จากแนวทางการศึกษาดังกล่าวนี้คณะกรรมาธิการได้นําเสนอและถูกบรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญ ทั้ง ๔ ประเด็น แต่เป็นที่น่าเสียดายที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๘ ไม่สามารถ ผ่านความเห็นชอบจากสภาปฏิรูปแห่งชาติได้จึงไม่มีผลบังคับใช้ แต่ทั้ง ๔ ประเด็นดังกล่าว ได้ถูกบรรจุไว้แล้ว คณะกรรมาธิการปฏิรูปการแรงงานมีความเชื่อมั่นว่าหากการปฏิรูปแรงงาน เป็นไปตามแผนการปฏิรูปนี้ คนรุ่นใหม่ของประเทศจะมีอนาคต ผู้มีรายได้น้อย ผู้ด้อยโอกาส และผู้ใช้แรงงานทั่วไปจะมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีความเข้มแข็ง มีทักษะฝีมือ เป็นกําลังสําคัญของชาติที่จะช่วยพัฒนาประเทศชาติให้เจริญรุ่งเรืองได้ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และในทางการเมือง ก้าวเข้าสู่สังคมโลกได้อย่างสง่างาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะรองรับ ในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางสังคมของประเทศชาติที่มีสังคมของผู้สูงอายุ เพิ่มขึ้นตามที่คุณหมออําพลได้นําเรียนในเบื้องต้น ผมขอนําเสนอการปฏิรูปแรงงาน ของสภาปฏิรูปแห่งชาติเพียงเท่านี้ครับ ขอบคุณมากครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณมากครับ ท่านผู้ช่วยศาสตราจารย์ไวกูณฑ์ ความจริงน่าจะเป็น ศาสตราจารย์นะครับต่อไปข้างหน้า เชิญคุณหมออําพลสรุปครับ

นายอําพล จินดาวัฒนะ

กราบเรียนท่านประธานครับ ผมขมวดสุดท้าย นิดเดียวครับ เพื่อให้เห็นว่า ๕ วาระการปฏิรูปที่อยู่ใน ๓ คณะกรรมาธิการเดิมตอนนี้ รวมทั้งหมดอยู่ในคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปด้านสังคมทั้งหมดแล้วนะครับ ทั้งหมด ๕ เรื่อง ตอนที่เราทํางานทั้งหมดนั้นกราบเรียนว่าได้มีการเสนอออกกฎหมายใหม่ และแก้กฎหมายทั้ง ๕ วาระปฏิรูปรวมทั้งสิ้น ๒๔ ฉบับ สปช. ได้ให้ความเห็นชอบไปแล้ว ๑๓ ฉบับเป็นร่างกฎหมาย แล้วก็ได้ให้ความเห็นชอบหลักการ เหตุผลไว้อีก ๑๑ ฉบับ และได้มีการเสนอให้มีการศึกษาทบทวนกฎหมายที่เกี่ยวกับระบบสวัสดิการสังคมอีก ๗๐ ฉบับ อันนี้กราบเรียนให้เห็นปริมาณแต่เพียง ๕ วาระเท่านั้น สปช. ได้ขับเคลื่อนเรื่อง การยกร่างกฎหมายเอาไว้จํานวนมากซึ่งเราจะต้องไปพิจารณาเพื่อจะขับเคลื่อนกันต่อครับ เช่น กฎหมายด้านส่งเสริมชุมชนเข้มแข็ง ก็มีเรื่องของโฉนดชุมชนที่ผมว่า ธนาคารที่ดิน แก้ไข พ.ร.บ. ส่งเสริมจัดสวัสดิการสังคม ร่าง พ.ร.บ. ส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม เกี่ยวกับ ระบบสวัสดิการสังคมก็มีแก้กฎหมาย พ.ร.บ. ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ร.บ. ส่งเสริมและพัฒนาภาคประชาสังคม ของคุ้มครองผู้บริโภคที่ สปช. เห็นชอบไปแล้ว ก็มี ร่างพระราชบัญญัติการแจ้งเตือนภัยและจัดการสินค้าที่ไม่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค ร่างพระราชบัญญัติความรับผิดชอบต่อความชํารุดบกพร่องของสินค้า ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ได้รับผลกระทบจากบริการสาธารณสุข แก้ไขร่างพระราชบัญญัติ องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกํากับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ คมนาคม แก้ไขร่าง พ.ร.บ. หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ แก้ไขร่าง พ.ร.บ. สังคม กราบเรียน เพื่อให้ที่ประชุมได้เห็นปริมาณในเรื่องของเนื้อที่และมีการพัฒนาในด้านกฎหมายไว้ กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง 🔗

ขอบคุณทางด้านผู้นําเสนอนะครับ ท่านสมาชิกจะเห็นว่าเฉพาะเรื่องปฏิรูป สังคมนั้นครอบคลุมอย่างน้อย ๓ คณะกรรมาธิการปฏิรูป ที่ทางคุณหมออําพลได้นําเสนอ และคณะผู้นําเสนอทุกท่าน ก็คือทางด้านปฏิรูปสังคม ชื่อยาวมากคณะนี้ แล้วก็คณะปฏิรูป ด้านการคุ้มครองผู้บริโภค แล้วก็คณะปฏิรูปแรงงาน ทั้งหมด ๓ คณะ ๓ คณะมี ๕ วาระปฏิรูป เฉพาะ ๕ วาระที่จะต้องเข้าไปในคณะปฏิรูปสังคมของเราครับ ไปกลั่น ไปกรอง และใน ๕ วาระปฏิรูปยังประกอบไปด้วย ๓๗ ประเด็นปฏิรูป ๓๗ ประเด็นปฏิรูปยังประกอบไปด้วย กฎหมายเกี่ยวข้องอีก ๙๔ ฉบับ ๒๔ ฉบับทําใหม่ ๗๐ ฉบับทบทวนของเก่า ท่านต้องไปทํามา ให้เป็นลายลักษณ์อักษรในการที่จะเสนอแผนปฏิรูป เพราะฉะนั้นจะเห็นว่ารายละเอียด ทั้งหมดรวมทั้งวีดิทัศน์ที่ฉายให้ท่านดูเป็นความรวดเร็วและรุนแรงของปัญหาของประเทศ ที่เราเหลือเวลาน้อยมาก ดังนั้นจึงต้องทํางานอย่างเร่งรีบ เร่งรัด แต่รอบคอบและรวดเร็ว แต่ละคณะจึงไม่มีเวลาโหมโรง ไหว้มวย ตอนนี้มีผู้ที่จะอภิปรายจํานวนมากแสดงว่า เป็นประเด็นที่ให้ความสนใจกันมาก ทั้งสิ้นขณะนี้ ๑๐ ท่านด้วยกัน แต่ละท่านส่วนใหญ่ นําเสนอคําแถลงเป็นลายลักษณ์อักษรและขออนุญาต ซึ่งอันนี้จะช่วยให้สมาชิกท่านอื่น ได้อ่านคําแถลงของท่านหลังจากที่ท่านเสร็จสิ้นแล้ว ผมขออนุญาตที่จะอ่าน ๓ ท่านแรก พลตํารวจโท สุวิระ ทรงเมตตา ผู้ช่วยผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ ขออนุญาตในการนําเสนอ เอกสาร ผมอนุญาตให้สําเนาได้แล้ว ๒. คือท่านอภินันท์ ซื่อธานุวงศ์ ท่านเป็นอธิบดีกรมที่ดิน ปัจจุบัน ท่านที่ ๓ พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน อดีตผู้บัญชาการตํารวจภูธรภาค ๑ ขอเชิญท่าน พลตํารวจโท สุวิระ ทรงเมตตา ครับ

พลตํารวจโท สุวิระ ทรงเมตตา : กราบเรียนท่านประธาน ท่านสมาชิก สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศผู้ทรงเกียรติที่เคารพทุกท่าน กระผม พลตํารวจโท สุวิระ ทรงเมตตา ผู้ช่วยผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ สมาชิก สปท. ลําดับที่ ๑๗๖ ขออภิปราย เพื่อเสนอวิธีการปฏิรูปประเทศด้านสังคม ขออนุญาตใช้ภาพฉายและเอกสารประกอบ การอภิปรายครับ

(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))

พลตํารวจโท สุวิระ ทรงเมตตา : หัวใจของการปฏิรูปด้านสังคมก็คือ การเสริมสร้างชุมชนให้เข้มแข็ง และชุมชนจะเข้มแข็งได้ชุมชนนั้นจะต้องมีวินัย และชุมชน จะมีวินัยได้สังคมนั้นจะต้องมีวินัย และสังคมจะมีวินัยได้คนในสังคมก็จะต้องมีวินัยด้วย เช่นเดียวกัน ตามภาพฉายนะครับ เราต้องเริ่มต้นจากการปลูกฝังวินัย อุดมการณ์ และความรักชาติ ให้กับเด็กและเยาวชน เราก็จะได้พลเมืองที่มีคุณภาพ มีวินัย มีอุดมการณ์ และมีความรักชาติ ก็จะนําไปสู่สังคมมีวินัย ชุมชนมีระเบียบ ประเทศชาติพัฒนา สังคมมีวินัยก็คือเริ่มตั้งแต่ ครอบครัวมีวินัย โรงเรียนมีวินัย สถานประกอบการมีวินัย สถานที่ราชการมีวินัย การจราจร ในท้องถนนมีวินัย และสังคมมีวินัย ชุมชนมีระเบียบ ก็จะก่อให้เกิดความเป็นระเบียบ เรียบร้อยในชุมชน ชุมชนมีความปลอดภัย แล้วก็ลดความขัดแย้งในชุมชน ประเทศชาติ พัฒนา ก็คือศักยภาพในการพัฒนาทรัพยากรบุคคลของชาติ ศักยภาพในการพัฒนาเศรษฐกิจ ของชาติ และศักยภาพในการพัฒนาสังคมของชาติ รวมทั้งการพัฒนาทางด้านการเมือง ของชาตินั่นเอง ดังนั้นรากฐานหรือปัจจัยพื้นฐานที่สําคัญในการปฏิรูปด้านสังคมก็คือ การปลูกฝังและเสริมสร้างให้คนในสังคมมีวินัย มีอุดมการณ์ และมีความรักชาติ โดยเริ่ม ดําเนินการตั้งแต่วัยเด็กจนถึงเยาวชน ต่อเนื่องจนเติบโตเป็นผู้ใหญ่ครับ จากการทําวิจัยและจากประสบการณ์ที่ผมรับราชการเมื่อครั้งเป็นผู้บังคับการตํารวจภูธร จังหวัดสมุทรปราการ แล้วก็รับราชการเป็นรองผู้บัญชาการในภาคอีสาน ภาคตะวันออก ภาคกลาง กรุงเทพฯ และปริมณฑล ได้สัมภาษณ์ผู้ขายยาเสพติดและผู้ค้ายาเสพติด รวมทั้งผู้เสพด้วยที่ถูกดําเนินคดี ได้พบข้อมูลที่สอดคล้องต้องกันว่าช่วงเวลาที่ปิดเทอม เป็นช่วงเวลาที่เด็กและเยาวชนเริ่มมีพฤติกรรมเบี่ยงเบน ขาดวินัย แล้วเข้าไปมั่วสุม ในอบายมุขมากที่สุด นักเรียนหญิงจะก้าวเข้าสู่แม่วัยใส ซึ่งขณะนี้ประเทศไทยเราถือว่า เป็นอันดับ ๒ ของอาเซียน (ASEAN) มีมากถึง ๑๓๐,๐๐๐ คนในปี ๒๕๕๕ ส่วนนักเรียนชาย ก็ก้าวเข้าสู่การเป็นผู้เสพยาเสพติด เรื่องปัญหาการแพร่ระบาดยาเสพติดก็ล้วนเริ่มมาจาก การเสพยาเสพติดของนักเรียนในครั้งแรกทั้งสิ้นนะครับ โดยปัญหาที่เกิดขึ้นในวัยเรียน จะกลายมาเป็นปัญหายาเสพติดในชุมชนและสังคมเมื่อเด็กนั้นผ่านพ้นจากการศึกษามาอยู่ ในสังคมนะครับ โดยในปี ๒๕๕๕ มีผู้เสพยาและผู้ค้าถึง ๑.๒ ล้านคน ปี ๒๕๕๖ ๑.๙ ล้านคน และในปี ๒๕๕๕ นั้นมีผู้เข้าบําบัดประมาณ ๓๓๐,๐๐๐ คน ส่วนใหญ่เป็นนักเรียนกลุ่มมัธยม มากถึง ๘๕.๒ เปอร์เซ็นต์ สาเหตุที่นักเรียนก้าวเข้าสู่การเริ่มเสพยาเสพติดครั้งแรกในช่วง ปิดภาคเรียนก็เพราะว่ามีเวลาว่างมาก ไม่มีใครปกครองดูแล เนื่องจากพ่อแม่ ผู้ปกครอง ต้องออกไปทํางานปล่อยให้บุตรหลานอยู่ที่บ้านโดยไม่มีใครดูแล เยาวชนเหล่านั้นจึงหนีไปเที่ยว และมั่วสุม และมีพฤติกรรมเบี่ยงเบนในที่สุด ผมขอนําเสนอขั้นตอนและวิธีการในการปลูกฝังวินัย สร้างอุดมการณ์และความรักชาติให้กับเด็กและเยาวชน อีกทั้งยังเป็นการป้องกันและแก้ไข ปัญหาเด็ก เยาวชนมีพฤติกรรมเบี่ยงเบนดังนี้นะครับ ให้เป็นการจัดกิจกรรมค่ายฝึกอบรม ในช่วงปิดเทอม ในช่วงเดือนตุลาคมซึ่งหยุด ๒๐ วัน และในช่วงเดือนเมษายนซึ่งหยุดถึง ๔๕ วันโดยใช้ทหาร ตํารวจเป็นวิทยากรกระบวนการ ใช้ครูเป็นวิทยากรพี่เลี้ยง ใช้สถานที่ ก็คือค่ายทหาร ค่ายของ ตชด. ศาสนสถาน โรงเรียน หรือค่ายลูกเสือ วิธีการคือการจัดกิจกรรม ค่ายฝึกอบรมแบบร่วมกัน ขอบเขตเนื้อหาวิชาก็คือปลูกฝังวินัย เสริมสร้างอุดมการณ์ และความรักชาติ เสริมสร้างความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และเสริมสร้างความรัก ความผูกพัน ความปรองดองกับทุกคน ทุกหมู่เหล่าในสังคม โดยใช้งบกลางของรัฐบาลครับ แล้วก็กลุ่มนักเรียน นักศึกษานั้นจะใช้กลุ่มไหนบ้างนะครับ มีทั้งระดับมัธยมศึกษา เด็กโตหน่อย ก็เข้าค่ายแบบค้างคืน เด็กเล็กหน่อยก็ใช้แบบไปเช้าเย็นกลับ ก็มีทั้งพวก ปวช. ปวส. ด้วยนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปวช. ปวส. ที่ตีกันบ่อย ๆ ก็จับกระจายไปอยู่ในค่ายเดียวกันเสีย โดยกระจายคนไปแล้วอยู่ในค่ายเดียวกัน ก็จะลดการขัดแย้งและกลายเป็นการสร้างความรัก ความสามัคคีระหว่างสถาบันขึ้นด้วยครับ จึงขอนําเสนอหนึ่งในวิธีการปฏิรูปด้านสังคม ที่สามารถดําเนินการได้ในทันทีผ่านท่านประธานไปยังคณะกรรมาธิการเพื่อโปรดพิจารณา ดําเนินการต่อไป ขอขอบคุณครับ

ขอบคุณมากครับ ต่อไปขอเชิญท่านอภินันท์ ซื่อธานุวงศ์ อธิบดีกรมที่ดิน เชิญครับ

นายอภินันท์ ซื่อธานุวงศ์ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ผม อภินันท์ ซื่อธานุวงศ์ สมาชิก สปท. ลําดับที่ ๑๘๖ ครับ กราบเรียน ท่านประธานว่าผมฟังคณะกรรมาธิการปฏิรูปสังคมของ สปช. มา ชื่อท่านยาวนะครับ ชื่อท่านยาวแล้วก็มีเรื่องเกี่ยวข้องกับเด็กและเยาวชนอยู่ด้วย แต่วาระที่ท่านนําเสนอ ท่านไม่มีเรื่องเด็กและเยาวชนอยู่ในวาระปฏิรูปเลย ผมเห็นด้วยกับท่านสมาชิก สปท. เมื่อสักครู่ที่พูดถึงเรื่องเด็กและเยาวชน จากประสบการณ์ที่ทํางานในพื้นที่ของฝ่ายปกครอง ถ้าจะให้ผมเลือกว่าอะไรที่สําคัญที่สุดในขณะนี้ ผมขอเลือกงานเด็กและเยาวชนครับ ถ้าหากท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติหรือท่านประธานกลับไปในหมู่บ้านและตําบลนะครับ ขณะนี้เด็ก ๆ เยาวชนในหมู่บ้าน ตําบลเราเพ่นพ่านไปหมดครับ ขาดองค์กรดูแล ขาดพี่เลี้ยง ที่ปรึกษาที่จะเข้าไปช่วยเหลือดูแลคุณภาพชีวิตของเด็ก เยาวชนในหมู่บ้านนะครับ ขณะนี้เรามีกฎหมายสําคัญอยู่กฎหมายหนึ่งที่ผมอยากจะกราบฝากกรรมาธิการฝ่ายสังคม ของ สปท. เรานะครับ ได้โปรดหยิบยกกฎหมายฉบับนี้ขึ้นพิจารณาปรับปรุง แก้ไข จะให้วิงวอน ขอร้องก็จะว่าได้นะครับ เพราะผมคิดว่าจุดแตกหักของการพัฒนาประเทศอยู่ที่ตรงนี้นะครับ การสืบสานปณิธานรุ่นต่อรุ่น การทําให้อุดมการณ์ของชุมชนตกทอดจากบรรพบุรุษสู่เยาวชน สู่รุ่นต่อรุ่นในขณะนี้ขาดความต่อเนื่องในระดับหมู่บ้านและชุมชนเป็นอย่างยิ่ง กฎหมาย ที่ผมกล่าวถึงนี้ผมขอเสนอเรื่องเดียวนี้ ก็คือพระราชบัญญัติส่งเสริมและการพัฒนาเด็ก เยาวชนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๐ ข้อสังเกตของกฎหมายฉบับนี้เป็นการออกแบบสร้างกลไก การดูแลภารกิจงานเด็กและเยาวชนในระดับพื้นที่จังหวัดและอําเภอ ข้อสังเกตที่สําคัญนะครับ กฎหมายฉบับนี้ได้มอบภารกิจหลักให้กับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และส่วนราชการในสังกัด คือท่านพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดนะครับ ซึ่งกระผมขอเรียกชื่อย่อว่า พม. และ พมจ. เป็นลําดับนะครับ ท่านได้รับภารกิจหลักนี้ ไปดูแลเรื่องกิจการเด็กและเยาวชนในระดับพื้นที่ แต่ในความเป็นจริงภารกิจเรื่องเยาวชน มีหลายหน่วยงานที่ดูแลเรื่องนี้อยู่ในระดับอําเภอและจังหวัด เช่นผมยกตัวอย่าง งานยุวเกษตรของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กลุ่มที่สําคัญขณะนี้ที่จับตัวแล้วก็อยู่เป็น กลุ่มก้อนได้ดีที่สุดคือเด็ก ๆ ที่ไปเรียนอยู่ที่ กศน. ครับ กระผมขอเรียก กศน. นะครับ และแม้กระทั่งศูนย์พัฒนาเยาวชนที่กรมการพัฒนาชุมชนทํามานับสิบปีขณะนี้ก็เลือนหายไปแล้ว เพราะหลังจากการปฏิรูประบบราชการ ได้ถ่ายโอนภารกิจองค์กรประชาชนของ กรมการพัฒนาชุมชนนี้ไปให้กระทรวง พม. หมดทั้งสิ้น พช. ไม่สามารถไปแตะต้องได้ เพราะว่าไม่มีฟังก์ชัน (Function) เกี่ยวกับเรื่องนี้แล้ว แต่ พม. เมื่อรับไปแล้ว พม. ไม่มี พม. ตําบลนะครับ พม. มีเฉพาะ พมจ. แค่นั้นเอง คือ พม. จังหวัด องค์กรเยาวชนในระดับ หมู่บ้าน ตําบลจึงขาดคนดูแลอย่างเต็มที่ พม. จังหวัดได้ไปจับมือกับท้องถิ่นก็จริงนะครับ จับมือกับองค์กรพัฒนาชุมชน องค์กรเอกชน ไปทํางานก็จริง แต่ขณะนี้ท่านไปวัดดูได้เลยว่า การขับเคลื่อนภารกิจในด้านนี้เป็นอย่างไร

อันที่ ๒ กฎหมายฉบับนี้ได้ออกแบบให้สภาตําบลและเยาวชนปะปนทั้งเด็กนักเรียน และเยาวชนนอกสถานศึกษา ซึ่งความคิด ความอ่าน ความสนใจ ก็มีไม่เหมือนกันนะครับ

อันที่ ๓ กฎหมายฉบับนี้ไม่มีองค์กรขับเคลื่อนในระดับตําบล มีเฉพาะอําเภอ และจังหวัด

อันที่ ๔ กฎหมายกําหนดให้มีที่ปรึกษา ซึ่งในระดับอําเภอให้ พมจ. ผอ. สํานักเขตศึกษา ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ไม่มีนายอําเภอครับ ในขณะนี้ สภาเยาวชนอําเภอนะครับ ถามนายอําเภอ แทบจะไม่รู้จักเลยนะครับ ไม่มีกํานัน ผู้ใหญ่บ้าน เขาออกแบบโครงสร้างเปรียบเสมือนหนึ่งว่าอยากจะให้พื้นที่เหล่านี้แก่เยาวชน แต่จริง ๆ แล้วไม่มีเชนจ์เอเจนต์ (Change agent) เข้าไปดูแล ผมขอเลยเวลาไปอีกหน่อยนะครับ ท่านประธานครับ ข้อเสนอที่ผมอยากจะเสนออีกสัก ๑ นาทีก็คือ

๑. ขอได้โปรดหยิบกฎหมายฉบับนี้มาแก้ไข ปรับปรุง โดยพัฒนากลไกดูแล เด็กและเยาวชน สมควรให้มีองค์กรเยาวชนในระดับตําบลเกิดขึ้น ให้สภาเยาวชนอําเภอ และจังหวัดเป็นสภาเยาวชนที่บูรณาการถักทอองค์กรของเยาวชน โดยรวมก็เป็นเรื่องดีครับท่าน

๒. ให้พัฒนากลไกในการส่งเสริมพัฒนาเด็กและเยาวชนในระดับจังหวัด และอําเภอด้วย ที่กฎหมายฉบับนี้ออกแบบให้เป็นเพียงที่ปรึกษาของสภาเยาวชนแค่นั้นเอง หากเราตั้งคณะกรรมการส่งเสริมการพัฒนาเด็กและเยาวชนซึ่งมีระดับชาติอยู่แล้วครับ กฎหมายฉบับนี้มีระดับชาติ แต่ระดับจังหวัดและระดับอําเภอไม่มีครับ

๓. ควรกําหนดวาระของการขับเคลื่อนเด็กและเยาวชนเป็นวาระแห่งชาติครับ ขณะนี้หากรัฐบาลสามารถประกาศเป็นปีรณรงค์พัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กและเยาวชน โดยทุกภาคส่วนเข้ามาช่วยเหลือนะครับ และเด็ก เยาวชนมีองค์กรดูแลตัวเอง มีพื้นที่ดําเนิน กิจกรรมของตัวเองโดยมีผู้ใหญ่ใจดีดูแลอยู่ใกล้ ๆ ผลที่จะได้และสําคัญที่สุดคือการที่สามารถ สืบทอด อบรม บ่มนิสัยทางสังคม สืบทอดปณิธานระหว่างเด็กกับผู้ใหญ่ผมว่าเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ ก็จะได้สัมฤทธิผลมากยิ่งขึ้นนะครับ ขอบคุณท่านประธานครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง 🔗

ขอบคุณท่านอธิบดีอภินันท์นะครับ ท่านพูดถึงเด็ก เยาวชนเป็นจุดแตกหัก สําคัญ แล้วก็เป็นคานงัดสําคัญที่เป็นหัวใจ แล้วก็เรียนเพิ่มเติมว่าเมื่อวันอาทิตย์ ที่ผมไปบรรยายให้กับสภานิสิตนักศึกษาสัมพันธ์แห่งประเทศไทย ๒๕ มหาวิทยาลัย ผู้เข้าร่วมคือระดับประธานสภานักศึกษาและสมาชิกสภานักศึกษานะครับ เมื่อบรรยายถึงกรอบ ภารกิจ หน้าที่ สปท. เราแล้วประธานโครงการดังกล่าวก็เต็มใจที่จะมาร่วมในการขับเคลื่อน ปฏิรูปประเทศกับ สปท. เราครับ ก็จะได้นัดหมายท่านประธานคณะที่เกี่ยวข้อง เมื่อผู้นํา นักศึกษาได้มาที่นี่เราจะมีการประชุมหารือกันและจะขยายไปถึงทุกมหาวิทยาลัย ทั่วทั้งประเทศ ครอบคลุม ๗๗ จังหวัด นี่คือพลังการเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากภายในของนิสิต นักศึกษา ต่อไปก็คือสภานักเรียนแล้วก็นักเรียนนะครับ ก็ขอบคุณท่านอธิบดีอภินันท์ เชิญท่าน พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน อดีตผู้บัญชาการตํารวจภูธรภาค ๑ ท่านมีเอกสาร ได้รับอนุญาตให้สําเนาแจกนะครับ เชิญครับ

พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน : เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน สมาชิกลําดับ ๑๙๗ ก่อนอื่นต้องขอขอบพระคุณกรรมาธิการ ที่ได้รายงานผลการศึกษา โดยเฉพาะท่าน พลเอก ภูดิศได้พูดถึงเรื่องการคุ้มครองผู้บริโภค การเอารัดเอาเปรียบ ก็ฟังอย่างชัดเจนครับ ถ้าพูดถึงปัญหาทางสังคมคงต้องมองในหลายมิติ ในเรื่องของความขัดแย้ง ในเรื่องเด็ก เยาวชน ในเรื่องรายได้ไม่พอกับรายจ่าย ในเรื่องปัญหา ยาเสพติด และที่สําคัญยิ่งก็คือในเรื่องความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ปัญหาเหล่านี้จะเป็นปัญหาที่กระทบเกี่ยวพันกันทั้งสิ้น ยาเสพติดกับเด็กและเยาวชน กับปัญหาอาชญากรรม ความปลอดภัย ไม่ปลอดภัยในชีวิต ทรัพย์สิน เมื่อเป็นปัญหาสังคม สังคมนั่นละจะต้องรับผิดชอบในการแก้ปัญหา ท่านประธานที่เคารพครับ เพื่อนสมาชิกครับ ท่านทราบไหมว่าประเทศใดในโลกที่มีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินสูงที่สุดในโลก ไม่ใช่ประเทศสหรัฐอเมริกา ไม่ใช่ประเทศอังกฤษ ไม่ใช่ประเทศญี่ปุ่น ไม่ใช่ประเทศฝรั่งเศส และเร็ว ๆ นี้น่าภาคภูมิใจครับ อยู่ในเอเชีย และน่าจะภาคภูมิใจยิ่งขึ้นไปอีก อยู่ในเอเชียอาคเนย์คือประเทศสิงคโปร์ ถามต่อว่าทําไมประเทศสิงคโปร์เขามีความปลอดภัย สูงที่สุดในโลก แปลว่าตํารวจสิงคโปร์เก่งใช่ไหม คําตอบ ตํารวจที่เก่งที่สุดในโลกน่าจะ เป็นตํารวจไทยนี่ละครับ ทําคลอดก็ได้ จับช้างก็ได้ จับงูก็ได้ ทําได้ทุกเรื่องยกเว้นงานในหน้าที่ เรามามองกันว่าทําไมประเทศสิงคโปร์ถึงมีความปลอดภัยในชีวิต ทรัพย์สินมากที่สุดในโลก ซึ่งเป็นปัญหาหลักของสังคม ประเทศสิงคโปร์เขามีกฎหมายอยู่ฉบับหนึ่งครับ เขาบังคับ ให้เอกชนมีส่วนร่วมในการป้องกันอาชญากรรม คุณจะทําอะไร คุณจะทําธนาคาร ร้านทอง โรงรับจํานํา หอพัก คอนโดมิเนียม อพาร์ตเมนต์ (Apartment) บ้านเช่า ห้างสรรพสินค้า คุณจะต้องสร้างระบบความปลอดภัยติดมากับพื้นที่เอกชนนั้น ๆ ต้องได้มาตรฐาน คอนโดมิเนียมทุกแห่งจะต้องมีคีย์การ์ด (Key card) จะต้องมี รปภ. ต่อตารางเมตร ต่อกี่ตารางเมตรต่อคน ต้องมีระบบกล้องวงจรปิด สัญญาณเตือนครบหมด ตํารวจในประเทศสิงคโปร์รับผิดชอบ เฉพาะในท้องถนนกับสวนสาธารณะเท่านั้น เอกชนเขาเข้ามามีส่วนร่วมทั้งหมดโดยไฟท์ (Fight) บังคับโดยกฎหมาย นั่นแปลว่าพื้นที่รับผิดชอบของตํารวจประเทศสิงคโปร์คือ พื้นที่สาธารณะ นอกนั้นเอกชนดูแล ตํารวจไทยรับผิดชอบแม้กระทั่งแหวนหมั้นที่ซ่อนไว้ใต้หมอน เป็นไปไม่ได้หรอก ดังนั้นเราจะต้องสร้างระบบนี้ขึ้นมาด้วยการสร้างกฎหมายขึ้นมาฉบับหนึ่ง ให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วม ผมให้ดูตัวอย่างง่าย ๆ ตัวอย่างหนึ่ง มีอยู่ธุรกิจหนึ่งเปิดบริการ ๒๔ ชั่วโมง รปภ. ไม่มีแม้แต่คนเดียว ผมจะไม่เอ่ยว่าเป็นธุรกิจอะไรเดี๋ยวรู้ว่าเป็นเซเว่น อีเลฟเว่น (7-Eleven) เป็นที่ฝึกงานของการเป็นโจร ไม่มี รปภ. ไม่มีแม้กระทั่งประตูไฟฟ้าอัตโนมัติ ที่จะคอยคอนโทรล (Control) หลัง ๔ ทุ่ม ตั้งอยู่ตามหลืบตามมุมทั่วสร้างปัญหา อยู่ในขณะนี้ ดังนั้นถ้าหากว่าเราสร้างกฎหมายนี้ขึ้นมาเราก็จะไม่น้อยหน้าไปกว่า ประเทศสิงคโปร์ ผมให้ดูตัวอย่างตัวอย่างหนึ่งครับ คําสั่งหัวหน้า คสช. ฉบับที่ ๒๒/๒๕๕๘ ลงวันที่ ๒๒ กรกฎาคม ๒๕๕๘ เรื่อง มาตรการในการแก้ไขปัญหาการแข่งรถยนต์ รถจักรยานยนต์ในทาง กฎหมายเดิมมีอยู่แล้วครับ พ.ร.บ. คุ้มครองเด็กเอย พ.ร.บ. รถยนต์เอย พ.ร.บ. การจราจรทางบกเอย หัวหน้า คสช. ต้องออกคําสั่งนี้มาเพราะกฎหมายเหล่านั้น ยังแก้ปัญหาไม่ได้ กฎหมายนี้มีหลักการง่าย ๆ ครับ บังคับให้บิดามารดา ผู้ปกครองดูแลเด็ก ในปกครอง บังคับกํากับให้ร้านขายอุปกรณ์ตกแต่งบิลด์ (Build) รถที่จะมาแข่งไม่กระทํา สิ่งเหล่านั้น หลังจากนั้นมาการแข่งรถในทางหายไป ดังนั้นถ้าหากว่าเรามีพระราชบัญญัติตัวนี้ เราไม่ต้องคิดมากเลยครับ ไปลอกของประเทศสิงคโปร์แปลเป็นไทยเท่านั้นเองครับ แล้วมา ปรับให้เหมือนสังคมไทย ความปลอดภัยในชีวิตทรัพย์สินของประชาชนในสังคมในประเทศนี้ ก็จะเป็นอันดับ ๒ หรืออันดับ ๑ แซงหน้าประเทศสิงคโปร์ไปครับ ปัญหาสังคมเราก็จะได้รับ การแก้ไข ไม่ใช่ไปโทษแต่ตํารวจ ๆ ที่ต้องดูแลในทุกตารางนิ้วซึ่งมันเป็นไปไม่ได้ครับ ขอบคุณครับ

ขอบคุณครับ ท่านมีแนวคิดดี ๆ ใหม่ ๆ เสมอนะครับ จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งทีเดียว ผมขอแจ้งรายชื่อล่วงหน้าไปอีก ๓ ท่าน ถัดจากนี้ไปก็คือท่าน พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช อดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ประธานกรรมการบริหารสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ องค์การมหาชน อดีตสมาชิก สปช. อดีตสมาชิกวุฒิสภาครับ ท่านถัดไปคือท่านกษิต ภิรมย์ อดีตเอกอัครราชทูต อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ อดีต ส.ส. บัญชีรายชื่อ แล้วก็ท่านศาสตราจารย์ ดอกเตอร์อิศรา ศานติศาสน์ ศาสตราจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เชิญท่าน พลเอก เลิศรัตน์ครับ

พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ขอขอบพระคุณ ท่านประธานที่ให้โอกาสในการร่วมอภิปรายการขับเคลื่อนการปฏิรูปในด้านสังคม ก็ต้อง ขอชื่นชมขอบพระคุณท่านผู้ชี้แจงนะครับ ท่านประธานอําพล แล้วก็ทุก ๆ ท่านที่ได้ ให้ความกระจ่างกับพวกเราที่จะมาต่อยอดมาสานต่อการขับเคลื่อนด้านสังคม ซึ่งก็ต้อง ถือว่าเป็นด้านที่มีความสําคัญอย่างยิ่งนะครับ อย่างที่ท่านประธานได้กรุณากล่าวไม่แพ้ ด้านอื่นด้านใดเป็นเรื่องใกล้ตัว เป็นเรื่องของเราเอง ของครอบครัวเรา และของพี่น้องประชาชน ทั้งประเทศ ผมได้รับอนุมัติจากท่านประธานให้แจกเอกสารมีอยู่ ๕ แผ่นนะครับ เพียงแต่ ไม่มีชื่อผมอยู่เท่านั้นเองนะครับ ขึ้นหน้าแรกเขียนว่าบทสรุปผู้บริหารนะครับ เอกสารอันนี้ ก็จัดทําขึ้นเพื่อที่จริงแล้วเจตนาที่ให้ทําเอกสารนี้เพื่อจะให้เห็นแนวทางที่ท่านประธาน และท่านประธาน สปท. ได้พูดถึงอยู่เสมอว่าเราจะต่อยอดงานของ สปช. อย่างไร เพราะฉะนั้นท่านจะเห็นว่าเอกสารที่ผมแจกใน ๓ หน้าแรกจะพูดถึงทอปปิก (Topic) ของผม คือแนวคิดการพัฒนากําลังคนและแรงงานของประเทศไทย ซึ่งเป็นการต่อยอดต่อจาก คณะกรรมาธิการปฏิรูปด้านแรงงานของ สปช. โดยนําข้อเสนอทั้ง ๓ ข้อ ๓ หลักที่ สปช. ได้เสนอด้านแรงงานมาขับเคลื่อนต่อ เพราะฉะนั้นใน ๓ หน้าแรกก็จะพูดถึงวิธีการ อันนี้คือ ฮาวทู (How-to) ที่ท่านประธานพูดอยู่บ่อย ๆ แต่ฮาวทู (How-to) ของผมจะลงไปจนถึง ฮู (Who) วอต (What) แอนด์ (And) เวน (When) ฮู (Who) คือว่าใครทําบ้าง วอต (What) ทําอะไร แล้วก็เวน (When) ทําเมื่อไร เพราะฉะนั้นในหน้า ๑ และหน้า ๒ นั้นจะแบ่งกลุ่มออกเป็น ๘ กลุ่มงาน คือฮู (Who) ใครอยู่ในฮู (Who) นี้บ้าง ในแต่ละกลุ่มงานนี้ก็จะมีตัวละครที่ต่างกัน คือมีหน่วยงานทั้งภาครัฐ เอกชนที่ต่างกัน และในหน้าที่ ๓ ก็จะเป็นเรื่องของการขับเคลื่อน ซึ่งผมกําหนดระยะไว้ ๖ ปี มีระยะแรกก็เป็นระยะของการวางแผนดําเนินงานขับเคลื่อน ต่าง ๆ ใช้เวลาประมาณ ๖ เดือน ถึง ๑ ปี ระยะที่ ๒ ก็เป็นระยะของการเริ่มดําเนินการ ขับเคลื่อนก็ใช้เวลาอีกประมาณ ๒ ปี ระยะที่ ๓ คือการทําการขับเคลื่อนให้สําเร็จอย่างต่อเนื่อง ในสิ่งที่ยังทําไม่สําเร็จ ในหน้าที่ ๔ นั้นซึ่งตอนนี้ก็ฉายภาพที่ปรากฏอยู่บนจอซึ่งอาจจะตัวเล็กมาก แต่ท่านสามารถดูได้จากเอกสารที่ผมได้มอบให้ท่านประธานแล้วก็เพื่อนสมาชิกเรียบร้อยแล้ว ในหน้านี้จะบอกทุกอย่างถึงสิ่งที่ผมได้นําเรียนเสนอคือตั้งแต่นโยบายของรัฐบาล แผนพัฒนา เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ซึ่งก็เป็นส่วนหนึ่งของแผนยุทธศาสตร์ชาตินั่นเอง ก็จะมีขั้นตอน อันแรกคือมาตรการหลัก ซึ่งคณะกรรมาธิการปฏิรูปการแรงงานเสนอไว้คือการพัฒนา ฝีมือแรงงาน ขับเคลื่อนโดยพระราชบัญญัติบูรณาการพัฒนากําลังคนและพัฒนาฝีมือแรงงาน ซึ่งก็มี พ.ร.บ. ที่เสนอ ภายใต้ พ.ร.บ. นี้จะมีคณะกรรมการบูรณาการพัฒนากําลังคน และพัฒนาฝีมือแรงงาน ซึ่งจะมาเป็นคณะกรรมการระดับชาติขึ้นตรงกับนายกรัฐมนตรี มาขับเคลื่อนการทํางานของทุกหน่วยงาน เริ่มตั้งแต่กลุ่มที่ ๑ คือการเชื่อมโยงเอ็นคิวเอฟ (NQF) ก็คือเนชันนัล ควอลิฟิเคชันส์ เฟรมเวิร์ก (National Qualifications Framework) หรือกรอบคุณวุฒิชาติและเปรียบเทียบกับเอคิวอาร์เอฟ (AQRF) เป็นกรอบคุณวุฒิวิชาชีพ เพื่อรองรับการเคลื่อนย้ายแรงงานและระบบเศรษฐกิจในยุคใหม่ที่เราเรียกว่า ดิจิทัลอีโคโนมี (Digital economy) จากนั้นในกลุ่มที่ ๒ เมื่อมีการเชื่อมโยงกันแล้วทั้งในส่วนของมาตรฐานวิชาชีพ ของหน่วยงานต่าง ๆ สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพและกรมพัฒนาฝีมือแรงงานจะได้พัฒนา ระบบคุณวุฒิวิชาชีพและมาตรฐานอาชีพต่าง ๆ ตามที่ท่านไวกูณฑ์ได้พูดถึงคือเป็นคอมพีเทนซีเบส (Competency-based) หมายความว่าเป็นการพัฒนาบนพื้นฐานของสมรรถนะไม่ใช่แค่ วิชาเรียนในห้องอย่างเดียว เมื่อเราสร้างการยอมรับระบบคุณวุฒิวิชาชีพนี้ได้แล้ว ซึ่งปัจจุบัน สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) เป็นผู้รับผิดชอบและเป็นออโธริตี (Authority) ที่สามารถที่จะกําหนดกรอบคุณวุฒิวิชาชีพได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย บายลอว์ (By law) จากนั้นกระทรวงศึกษาธิการก็จะนําไปพัฒนาเป็นหลักสูตรการศึกษาในการสอน และกลุ่มที่ ๓ ก็เป็นองค์กรรับรองสมรรถนะซึ่งมีความสําคัญ กลุ่มที่ ๔ เป็นเรื่องกระทรวงศึกษาธิการ กลุ่มที่ ๕ ก็เป็นส่วนราชการ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กลุ่มที่ ๖ ก็เป็นการสนับสนุนจาก หน่วยงานต่าง ๆ ในกลุ่มที่ ๗ ก็เรื่องของรีเสิร์ช (Research) อาร์แอนด์ดี (R&D) เป็นเรื่องที่มี ความสําคัญที่จะนํามาต่อยอดความสําเร็จ ส่วนกลุ่มที่ ๘ ก็เป็นเรื่องที่บีโอไอ (BOI) และกระทรวงการคลังต้องเข้ามาช่วยในการให้สิทธิประโยชน์ในการลงทุน ในการให้ การศึกษาต่าง ๆ อันนี้ก็จะเป็นแผนการพัฒนาฝีมือแรงงานและการเรียนรู้ตลอดชีวิตของ เลเบอร์ฟอร์ซ (Labor force) ซึ่งท่านคุณหมออําพลได้ฉายวีดิทัศน์ให้เราดูว่ามีอยู่ประมาณ ๓๕-๓๗ ล้านคน ตั้งแต่ผู้ที่อยู่ในวัยเรียนจนถึงผู้ที่อยู่ในวัยที่เราเรียกว่าสังคมผู้สูงอายุก็จะ มีโอกาสได้รับการพัฒนา เพราะฉะนั้นการพัฒนาฝีมือแรงงานถือเป็นหัวใจของการที่จะนําประเทศไปสู่การมีศักยภาพ ในการแข่งขันในด้านเศรษฐกิจกับนานาชาติได้ ซึ่งเรายังต้องถือว่าตามหลังประเทศที่เขาพัฒนา ในเรื่องการสร้างระบบครูวิชาชีพ การกําหนดมาตรฐานฝีมือแรงงานต่าง ๆ เป็นสิบ ๆ ปีนะครับ เพราะฉะนั้นก็เป็นเรื่องที่มีความสําคัญยิ่ง ผมจึงได้นํามาดําเนินการ และในหน้าสุดท้ายนะครับ ก็จะเป็นแผ่นขวาง ซึ่งจะกําหนดระยะและแผนงานในแต่ละห้วงระยะเวลาว่าในแผนที่ ๑ ระดับห้วง ๖ เดือนแรกทําอะไร ๒ ปีถัดไปทําอะไร และ ๓ ปีถัดไปทําอะไร ก็ใช้เวลาประมาณ ๖ ปีที่จะทําให้การพัฒนากําลังคนและฝีมือแรงงานของประเทศไทยสามารถยกระดับ เข้าไปเป็นแนวหน้าของอาเซียน (ASEAN) ได้ ก็หวังว่าเพื่อนสมาชิกจะได้ดูจากเอกสารก็คงจะ มีความเข้าใจนะครับ ขอขอบพระคุณครับท่านประธาน

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณท่าน พลเอก เลิศรัตน์ นะครับ ฮาวทู (How-to) ฮู (Who) เวน (When) แวร์ (Where) ยังต้องมีฮาวมัช (How much) ด้วยนะครับ ใช้งบประมาณเท่าไร ท่านนายกรัฐมนตรีก็ย้ํามา เชิญท่านกษิต ภิรมย์ ท่านอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และเอกอัครราชทูต หลายประเทศครับ

นายกษิต ภิรมย์ 🔗

ขอบคุณท่านประธานครับ ผม กษิต ภิรมย์ สปท. เบอร์ ๗ ท่านประธานครับ ความหมายของคําว่าสังคมในแง่ของผมนั้นหมายถึงสวัสดิการสังคม คือบทบาทของรัฐในการที่จะดูแลประชาชนทั้ง ๖๕ ล้านคนให้มีความมั่นคงในชีวิต แล้วก็ มีคุณภาพชีวิต สวัสดิการสังคม ในที่นี้มันครอบคลุมอะไรบ้าง

อันแรก ก็คงเรื่องของการศึกษา รวมทั้งการเรียนรู้ตลอดชีวิตด้วย ภาษาอังกฤษ ใช้คําว่า ไลฟ์ลองเลิร์นนิง (Lifelong learning) ก็เรียนกันไม่จบ เรียนกันต่อไปได้ นั่นประเด็นที่ ๑

อันที่ ๒ ก็คือเรื่องการรักษาพยาบาล ว่าเราจะดูแลคนของเราให้สุขภาพดี อย่างไรให้ทั่วถึง

อันที่ ๓ ก็คือที่อยู่อาศัย ทุกคนต้องมีบ้านช่องที่จะอยู่นะครับ อันนี้เป็นเรื่องที่ สําคัญ ก็อาจจะไปพูดได้ว่าการผ่อนบ้านให้เป็น ๓๐ ปี ๕๐ ปีได้ไหม อะไรต่าง ๆ เพื่อไม่ให้ เป็นภาระ นอกจากนั้นแล้วก็เป็นเรื่องของที่ทํากิน จะเป็นโฉนดส่วนตัว หรือว่าโฉนดชุมชน เกษตรกรต้องมีที่ทํากินเป็นเจ้าของของตนเอง แล้วก็ผู้ประกอบการรายย่อยตั้งแต่เข็นรถ ขายก๋วยเตี๋ยว พวกที่เป็นอะไรครับ ทํากิจการด้วยตัวเอง ภาษาอังกฤษใช้คําว่า เซลฟ์เอมพลอยด์ (Self-employed) ต้องมีโอกาสในการที่จะเข้าถึงซึ่งอะไรครับ เครดิต กู้เงินจํานวนน้อย ดอกเบี้ยต่ําระยะยาว เพื่อเขาจะได้ดํารงชีวิตได้

แล้วอีกประเด็นหนึ่งก็คือในทุกชุมชน จะเป็นระดับตําบลหรือเทศบาล จะต้อง มีสถานบริการสาธารณประโยชน์ ที่เขาเรียกว่าเป็นพับลิกฟาซิลิตีส์ (Public facilities) จะไปว่ายน้ํา จะไปเรียนหนังสือ จะไปทําเครื่องปั้นดินเผาอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ก็จะต้องมี ซึ่งทั่วโลกจะเป็นในสังคมจีน คอมมิวนิสต์ หรือว่าในประเทศญี่ปุ่นข้ามทะเลไป ไปที่เทศบาล อําเภอเมือง ที่อาคารนั้นเขาก็จะมีฟาซิลิตีส์ (Facilities) ต่าง ๆ เหล่านี้

นอกจากนั้นแล้วในหลายประเทศเขาก็มีสวัสดิการประจําวัน เช่น ออกค่ารถ หรือว่าออกค่ารถให้ทุกคนที่ไปทํางานขึ้นรถสาธารณะไป หรือมีค่าอาหารกลางวันให้ เพราะฉะนั้น ผมก็อยากจะเสนอต่อผู้เสนอ แล้วก็ต่อ สปท. ว่าเราจะต้องให้การปฏิรูปงานสังคม หรือสังคม สวัสดิการครอบคลุม ๖-๗ ประเด็นที่ผมได้กล่าวมาแล้วนี้เป็นสําคัญนะครับ เรื่องมีอยู่แล้ว ในเอกสารเพียงแต่มาจัดระเบียบเท่านั้นเองว่าสวัสดิการสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ควรจะครอบ ๖-๗ ประเด็นที่ผมกล่าวมาหรือไม่ แล้วอย่างไร คราวนี้อย่างไร ก็มี ๒ ประเด็น เมื่อสักครู่นี้ท่านประธานก็ถามว่าแล้วเงินจะเอามาจากไหน แน่นอนภาษี ถ้าเผื่อฟรี ให้กับทุกคนแบบสแกนดิเนเวียก็หมายความว่าทุกคนต้องเสียภาษี ผมก็ได้เสนอไว้ทุกคน ต้องเสียภาษีนะครับ ใครไม่มีตอนหลังก็ให้รัฐบาลจ่ายชดเชยกลับไปได้ แต่ถ้าเผื่อไม่มีระบบ เสียภาษีให้ทุกคนที่ทํางานก็ต้องมีการจ่ายสมทบ ไม่ใช่เป็นฟรีประชานิยม อันนั้นรัฐบาล ไม่มีความสามารถ และในที่สุดก็จะล้มละลายกันไปหมดนะครับ เพราะฉะนั้นฟรีเมื่อจ่ายภาษี กับไม่ฟรี หรือว่ากึ่งฟรีแล้วก็ต้องเสียค่าบํารุงเพื่อจะได้ช่วยออกกันด้วย นั่นเป็นประเด็นที่ ๒

ประเด็นที่ ๓ ใครทํางาน ก็ดู ๆ มาแล้วหลายคณะกรรมาธิการปฏิรูปมาเสนอ ก็จะเป็นเรื่องของการออกกฎหมาย เพิ่มอํานาจส่วนกลาง เพิ่มความเป็นราชการ ผมแสนจะเบื่อครับ ผมอยากให้ท่านเบื่อด้วย โอนอํานาจไปให้ชุมชนทํา โอนอํานาจไปให้เรื่องเอ็นจีโอ (NGOs) ทํา ผมอยากจะยกประเด็น ของอาหารฮาลาล ที่เจริญขึ้นมาได้ในช่วง ๑๐ ปีนั้นไม่ใช่เป็นหน่วยราชการที่กระทรวงอุตสาหกรรม ที่กระทรวงพาณิชย์ หรือที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ท่านอาจารย์วินัยนั่งอยู่นั่น ร่วมทํางาน กับผมมาเราไปกันทั่วโลกหลายแห่ง เริ่มต้นที่ประเทศบาห์เรน ไปที่โคโลญ ไปอะไรต่าง ๆ ท่านอาจารย์คงจะจําได้ เป็นเรื่องของการทํางานกันโดยทางภาคเอกชน หรือเอ็นจีโอ (NGOs) หรือมหาวิทยาลัยเป็นตัวนํา คราวนี้เราก็มีเอ็นจีโอ (NGOs) ต่าง ๆ เพราะฉะนั้นการดูแล คนชราก็ดี คนพิการก็ดี ทุกข์สุขประจําวันนั้นควรจะโอนอํานาจแล้วก็เงินอันนี้ไปให้ชุมชน ไปให้องค์กรภาคประชาสังคมทําให้มากที่สุด แล้วก็ลดความเป็นราชการ ลดความเป็นรัฐ เพื่อจะได้ช่วยกันทํางานได้ ในแง่ของวิธีการทํางาน

ส่วนประเด็นเกี่ยวกับแรงงานนั้นต้องมีแผนระดับชาติ ๒ อันด้วยกัน แผนว่าด้วย แรงงานแห่งประเทศไทย แล้วในส่วนนั้นก็จะมีอีกส่วนหนึ่งว่าด้วยแรงงานต่างด้าว อันนี้ต้อง ไปเป็นส่วนหนึ่งของแรงงานต่างด้าวในระดับอาเซียน (ASEAN) ซึ่งยังไม่ประสบความสําเร็จ เพราะว่าประเทศสิงคโปร์ค่อนข้างจะค้านในเรื่องนี้ ประเทศมาเลเซียก็ครึ่ง ๆ กลาง ๆ แต่ว่า ที่อยู่ในหัวอกและเจ็บปวดมาก มีปัญหามากคือแรงงานฟิลิปปินส์ แรงงานเขมร แรงงานไทย แรงงานอินโดนีเซีย โดยเฉพาะในประเทศสิงคโปร์และประเทศมาเลเซีย เพราะฉะนั้นเราจะต้อง ทํามาสเตอร์แพลน (Master plan) อันนี้เป็นเรื่องที่สําคัญยิ่ง แล้วเมื่อไม่มีคนไทยจะทํางาน ต้องอํานวยความสะดวก แต่ไม่เปิดโอกาสให้เป็นที่ทํามาหากิน การทุจริต การค้ามนุษย์ แล้วก็ การขูดรีดไถต่าง ๆ เราต้องแก้ประเด็นปัญหานี้

ส่วนประเด็นสุดท้าย ในแง่ของสังคมเพื่อความทัดเทียมในสังคมไทย ผมขอเสนอ ต่อที่ประชุม สปท. ผ่าน สปท. ไปที่รัฐบาลเลย ออกกฎหมายมาเลยครับ ขอให้ชาวเล ชาวมอแกน ชาวเขา ให้เขาได้สิทธิพลเมือง แล้วก็รวมทั้งชาวไทย พม่า มุสลิม ที่อยู่ตรงแถวจังหวัดระนอง ตะเข็บชายแดนด้วย เขาอาจจะอยู่มาก่อนคนไทยที่เป็นคนไทยเสียด้วยซ้ํา เขาเป็นบรรพบุรุษ ในดินแดนของสุวรรณภูมิ แต่ว่าเขาไม่มีสิทธิพลเมือง ผมอยากจะให้เราทําอย่างที่ประเทศเยอรมนี เมื่อเขารวมประเทศ เขาเอาคนเยอรมันที่ไปอยู่ที่สหภาพโซเวียตเมื่อ ๓๐๐-๔๐๐ ปีมาแล้ว ที่ประเทศคาซัคสถาน ที่ประเทศอุซเบกิสถาน เขาให้เดินทางกลับมาที่ประเทศเยอรมนีครับ เขาไม่ได้ถามว่าชื่ออะไร อะไรต่าง ๆ พูดภาษาเยอรมัน มีเชื้อชาติเยอรมัน ถูกอพยพไปเป็น แรงงานให้กับสหภาพโซเวียต หรือรัสเซีย พระเจ้าซาร์สมัยนั้นวันที่รวมประเทศเขาให้ ซิติเซนชิพ (Citizenship) เขาให้สิทธิพลเมืองเต็มที่ อยากจะให้ทําเรื่องนี้เป็นเรื่องเร่งด่วน แล้วก็สําคัญ เพื่อเราจะได้เป็นคนไทยทั้ง ๖๕ ล้านคนจริง ๆ ขอกราบขอบพระคุณท่านประธานครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ก่อนที่ท่านศาสตราจารย์ ดอกเตอร์อิศรา ศานติศาสน์ จะได้ อภิปรายนะครับ ซึ่งท่านมีเอกสารที่จะแจกด้วย ขอแจ้งรายชื่ออีก ๓ ท่านถัดไปนะครับ คือท่านนิกร จํานง อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม อดีต ส.ส. และเป็นผู้อํานวยการ พรรคชาติไทยพัฒนา ถัดไปคือท่านต่อพงศ์ เสลานนท์ ที่ปรึกษาคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และคมนาคมแห่งชาติ ท่านที่ ๓ คือท่านเพิ่มพงษ์ เชาวลิต อดีตเลขาธิการ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ก่อนที่ท่านศาสตราจารย์ ดอกเตอร์อิศรา ผมขอพักการประชุม ๒ นาทีนะครับ

พักประชุมเวลา ๑๑.๕๓ นาฬิกา

เริ่มประชุมต่อเวลา ๑๑.๕๕ นาฬิกา

เชิญท่านศาสตราจารย์ ดอกเตอร์อิศรา ศานติศาสน์ นะครับ เราเริ่มประชุม ต่อครับ

นายอิศรา ศานติศาสน์ 🔗

ขอบคุณครับ เรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศที่เคารพครับ ผม นายอิศรา ศานติศาสน์ สมาชิก สปท. หมายเลข ๑๙๑ นะครับ ก่อนอื่นผมชื่นชมในการทํางานเนื้อหาการปฏิรูปสังคมของคณะกรรมาธิการของ สปช. มากนะครับที่ได้กรุณาทํามาครอบคลุมหลายมุมมอง สังคม แรงงาน แล้วก็คุ้มครองผู้บริโภค แล้วก็ขออนุญาตเจ้าตัวไม่ได้อยู่ตรงนี้แล้ว ชื่นชมท่านกษิต ภิรมย์ ด้วยครับ เนื้อหาที่ท่าน อภิปรายเมื่อสักครู่นี้เป็นเนื้อหาที่ผมคิดว่าชอบมาก ๆ แล้วก็สอดคล้องกับสิ่งที่ผมจะพูด ต่อไปนี้ครับ คือสิ่งที่ผมจะพูดถึงต่อไปนี้เรื่องแนวทางการปฏิรูประบบคุ้มครอง ทางสังคมในระดับชุมชนนะครับ ผมขอย้ําว่าเป็นระดับชุมชนนะครับ เพื่อบรรเทาปัญหา ความไม่เท่าเทียมกัน ปัญหาความยากจน ซึ่งอยู่ในวาระปฏิรูปและวาระปฏิรูปพิเศษ ตามเอกสารของสํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี แล้วก็สอดคล้องกับ ๔ หลักการสําคัญในการปฏิรูป ระบบสวัสดิการสังคมของ สปช. ด้วยนะครับ ผมมีเหตุผลอยู่ ๔-๕ ประการครับ

ข้อแรก ปัญหาความยากจนในประเทศไทยเป็นปัญหาที่เคยมีแนวโน้มลดมา โดยตลอดนะครับ แต่ระยะหลังมีลักษณะค่อนข้างทรงตัว ในปี ๒๕๕๖ ที่ผ่านมานี้เอง เรามีคนจนอยู่ประมาณร้อยละ ๑๑ เป็นอย่างต่ํา ซึ่งหมายถึงเรามีคนจนอยู่ ๗,๐๐๐,๐๐๐ คน ทั่วประเทศ

ข้อ ๒ ในระดับพื้นที่ปัญหาความยากจนจะกระจุกตัวรุนแรงอยู่ในเขตชนบท มากกว่าเขตเมือง เรื่องนี้เป็นที่ทราบกันดี แล้วก็กระจุกตัวอยู่ในพื้นที่ภาคอีสานมากกว่า ภาคเหนือ แล้วก็ตามด้วยภาคใต้ ที่สําคัญก็คือภาคเหนือนั้นจะมีมากในภาคเหนือตอนบนนะครับ แล้วก็ที่ภาคใต้มีมากใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ทําให้เกิดการเคลื่อนย้าย แรงงานจากชนบท จากภาคเหนือ ภาคอีสานมาสู่เมือง มาสู่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ก่อให้เกิดปัญหาสังคม และเป็นส่วนหนึ่งที่ทําให้เกิดปัญหาความไม่สงบใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพราะมีรายงานวิจัยชี้ให้เห็นว่างบประมาณเพื่อแก้ปัญหาความยากจนในพื้นที่นั้นไปไม่ถึง เป็นรายงานของเอดีบี (ADB) ด้านงบประมาณไปแก้ปัญหาความยากจนที่พื้นที่ ๓ จังหวัด ชายแดนภาคใต้ประมาณครึ่งหนึ่งของจังหวัดอื่นในประเทศไทยได้รับต่อหัว การที่ชนบท และบางภูมิภาคมีอัตราความยากจนสูงนั้นมักจะอธิบายด้วยอาชีพหลักคือเกษตรกรหรืออยู่ ในชนบท ทําให้แผนการดําเนินงานเพื่อแก้ปัญหาความยากจนที่ผ่านมามุ่งเน้นไปที่ชนบท มุ่งเน้นไปที่ภาคอีสาน และมุ่งเน้นที่ภาคเหนือ ซึ่งก็ไม่มีข้อเสียหายอะไรเป็นแนวทางที่ดี แต่ก็ เป็นแนวทางที่มีข้อจํากัด ขาดการมองปัญหา การกระจายรายได้ในมิติที่เขาเรียกกันว่า ฮอริซอนทัลไดเมนชัน (Horizontal dimension) นะครับ ปัญหาความยากจนมีความรุนแรง มันต่างกัน ไม่เท่ากันของคนที่มีพื้นฐานทางชาติพันธุ์ ศาสนาและวัฒนธรรมไม่เหมือนกัน เช่น ปัญหาความยากจนในภาคเหนือตอนบนซึ่งคนจํานวนมากเป็นชาวไทยภูเขา ปัญหานี้ จะมีมากกว่าพื้นที่อื่นของภาคเหนือ ปัญหาความยากจนใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ในหมู่ มุสลิมในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ก็จะรุนแรงกว่าปัญหาความยากจนในหมู่คนไทย ศาสนาอื่นในพื้นที่เดียวกันในภาคใต้ด้วยนะครับ อันนี้ทําให้เราเห็นปัญหานี้ว่าเป็นมุมมองของ ชาติพันธุ์ มุมมองของศาสนา วัฒนธรรม ซึ่งถ้าเรามองอันนี้ไปด้วยจะพบปัญหาทํานอง เดียวกันในกลุ่มชาวเล เมื่อสักครู่นี้ท่านกษิตพูดถึงชาวมอแกน คนไร้รัฐอะไรสารพัดอย่าง ซึ่งเป็นกลุ่มชาติพันธุ์และศาสนาอื่น ๆ ปัญหาเหล่านี้ถ้ามองเบื้องต้นมันมีรากเหง้ามาจาก เศรษฐกิจ แต่แปรเป็นปัญหาสังคม แล้วมาตรการทางเศรษฐกิจและสังคมที่ผ่านมา แก้ได้ระดับหนึ่ง แก้ได้ไม่หมด มาตรการทางวัฒนธรรมน่าจะทํางานที่เหลืออยู่ได้ดีกว่า ในหลายกลุ่มชาติพันธุ์ ศาสนา วัฒนธรรมของประเทศไทย มีกลไกแก้ปัญหาความไม่เท่าเทียมกัน และความยากจนเป็นของตัวเอง ซึ่งกลไกเหล่านี้ต้องการการสนับสนุนและส่งเสริมจากภาครัฐ เพื่อให้การดําเนินงานมีประสิทธิภาพสูงสุด เกิดประสิทธิผลสูงสุด ตัวอย่างสําคัญที่เวิลด์แบงก์ (World Bank) หรือธนาคารโลกได้ให้เอาไว้เมื่อ ๑๐ ปีที่แล้ว ในรายงานการพัฒนาแห่งสหัสวรรษ หรือมิลเลนเนียม ดิเวลอปเมนต์ โกลส์ เอ็มดีจี (Millennium Development Goals MDGs) ได้ยกตัวอย่างไว้ ๒ ตัวอย่าง ซึ่งผมจะขอยกตัวอย่างอันนี้มาเล่าให้ท่านฟังนะครับ ตัวอย่างแรก คือประเพณีตานต๊อด ตัวอย่างที่ ๒ คือระบบซะกาต ประเพณีตานต๊อดเป็นประเพณีของ ชาวล้านนา ซึ่งเขาจะให้คนในชุมชนรวมตัวกัน ปรึกษาหารือกันว่าคนในชุมชนตัวเองนั้น มีใครที่ยากจน ขัดสน ไม่มีอาชีพ ต้องการความช่วยเหลือ เช่นคนชราที่ไม่มีลูกหลานดูแล ก็รวมอยู่ในนี้ด้วย จากนั้นคนในชุมชนก็จะรวบรวมเงินทอง ข้าวของเครื่องใช้ ยารักษาโรค เสื้อผ้า เอาไปวางไว้ให้ที่หน้าบ้านของเขาตอนกลางคืนไม่ให้เจ้าตัวรู้ คําว่า ตาน มาจากคําว่า ทาน ต๊อด แปลว่า ทอด ก็คือเอาทานที่รวมรวม ตานต๊อดครับ เอาไปวางไว้หน้าบ้าน ก็คือเอาไป ทอดวางไว้หน้าบ้านแล้วก็ไปจุดประทัดเพื่อให้เจ้าของบ้านออกมารับทานที่พี่น้องในชุมชน เอาไปให้ อันนั้นคือหลักการเขาง่าย ๆ ครับ ส่วนระบบซะกาตนั้นเป็นหลักปฏิบัติในศาสนา อิสลาม ซึ่งไม่ได้แปลว่าเฉพาะมุสลิมเท่านั้นที่ใช้ได้ มีหลายประเทศที่ประยุกต์ไปใช้ ก็คือให้ คนรวยบริจาคเงิน ๒.๕ เปอร์เซ็นต์จากทรัพย์สินที่ตัวเองมีอยู่ทุก ๑ ปีเข้ากองทุนเพื่อไปช่วยเหลือ คน ๘ ประเภท ซึ่งในจํานวนนั้นก็คือคนยากคนจน คนยากไร้ขัดสน อันนี้เป็นตัวอย่างครับ จริง ๆ แล้วกลุ่มชาติพันธุ์ กลุ่มศาสนาวัฒนธรรมในประเทศไทยมีอยู่ ๗๐ ชาติพันธุ์ที่ผมเคย เรียนให้ทราบในการอภิปรายก่อนหน้านั้น แต่ละกลุ่มชาติพันธุ์ก็มีระบบ มีแนวทางของตัวเอง ซึ่งน่าชื่นชม ผมเชื่อมั่นว่าประเพณีวัฒนธรรมดี ๆ เหล่านี้ถ้าเราไม่เลือกว่าเป็นของภูมิภาคใด เป็นของภาคเหนือตอนบน ไม่เลือกว่าเป็นของมุสลิม คัดสรรสิ่งดี ๆ ออกมาเอามาใช้ และให้การสนับสนุน ร่างกฎหมายสักฉบับหนึ่งสนับสนุนและส่งเสริมระบบเหล่านี้ไม่จําเป็นต้อง เป็นร่างกฎหมายเฉพาะตานต๊อด หรือเฉพาะซะกาต แต่ดึงเอาความดีเหล่านี้มาใช้ ก็จะช่วย ให้เราสามารถช่วยเหลือพี่น้องของเราคนไทย ๗,๐๐๐,๐๐๐ กว่าคน ซึ่งมีคุณภาพชีวิตไม่ดี ให้ดีขึ้น ดึงคนเหล่านี้ให้พ้นความยากจนแล้วช่วยลดปัญหาความยากจนของประเทศไทยลงไป ผ่อนคลายภาระของภาครัฐ ซึ่ง ณ ปัจจุบันนี้ผมเข้าใจว่าใช้งบประมาณอยู่ประมาณปีละ ๓๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อปีนะครับ ระบบเหล่านี้ไม่ต้องใช้เงินของรัฐบาลแม้แต่บาทเดียวครับ ขอเรียนมาเพื่อขอความอนุเคราะห์ครับ ขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

เป็นประโยชน์อย่างยิ่งนะครับ ต่อเชื่อมจากเมื่อวานที่เรามีการพูดถึงเรื่องวัฒนธรรม ประเพณี ก็เป็นการเอาชุมชน ประเพณี วัฒนธรรม มาพยุงคนในสังคมด้วยกัน ต่อไปเชิญ ท่านอดีตรัฐมนตรีนิกร จํานง เชิญครับ

นายนิกร จํานง 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกที่นับถือ ผม นิกร จํานง สมาชิก สปท. ลําดับที่ ๗๙ ประเด็นที่ผมจะนําเสนอ ณ ที่นี้ที่จริงแล้ว มีความคาบเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม แต่ผมได้พิจารณาแล้วเห็นว่ามีความจําเป็นจะต้องมาอยู่ ในด้านสังคมมากกว่า ผมเรียนท่านประธานว่าผมได้ทําจดหมายไปถึงทั้ง ๒ ท่านประธานแล้ว ก็คือท่านประธานทางด้านสังคม แล้วก็สิ่งแวดล้อมไปด้วยกันในคราวเดียวนะครับ ประเด็นที่ผม จะพูดถึงก็คือว่าสวัสดิการสังคมทางด้านความปลอดภัยสาธารณะซึ่งนับวันจะมีความรุนแรง มากขึ้นทุกวันนะครับ ไม่ว่าจะเป็นอุบัติภัยทางด้านถนนซึ่งเรามีปัญหากันอยู่ แต่ว่าภัยที่มีปัญหา มาก ๆ ขณะนี้ก็คือภัยธรรมชาติ ตามธรรมชาติ หรือภัยพิบัติต่าง ๆ ผมได้ตรวจสอบดูแล้ว วาระปฏิรูปที่ได้มีการดําเนินการเรื่องนี้ก็คือเป็นงานของคณะกรรมาธิการสิ่งแวดล้อมทําไว้ เดิมในวาระปฏิรูปที่ ๒๖ ว่าด้วยเรื่องการจัดการภัยพิบัติตามธรรมชาติภาวะโลกร้อน ซึ่งมีอยู่ ค่อนข้างละเอียดอยู่แล้วนะครับ แต่อยากจะเรียนว่าปัญหาเรื่องนี้ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นจากภาวะโลกร้อนสิ่งที่เราทําได้ก็คือถ้าเรา จะแก้ปัญหาว่าไม่ให้โลกร้อนลําบากมาก เพราะเป็นปัญหาของโลก ดังนั้นผลที่เกิดขึ้น หน่วยงานที่รับผิดชอบก็คือกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมไม่สามารถจะดูแล เหตุการณ์นี้ได้ มันเป็นปัญหาเรื่องภัยพิบัตินะครับ ผมเองเคยไปนั่งเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ในคณะกรรมการสิ่งแวดล้อม ๒ วาระ ก็เห็นแต่ว่าเรามีความพยายามที่จะมีการนําเสนอ เรื่องการป้องกันไม่ให้โลกร้อน แต่ว่าเรื่องภัยต่าง ๆ เราไม่มีหน้าที่เลย ผมก็เลยขอว่าเรื่องนี้ มีความสําคัญมาก ก็เลยขอว่าจะต้องมีการดําเนินการดูแลให้เป็นระบบ ดําเนินการต่อไปให้ เป็นรูปธรรมให้ได้ แต่ขอย้ายกิจกรรมด้านนี้ วาระด้านนี้ หรือการปฏิรูปด้านนี้มาอยู่กับ การปฏิรูปสังคม ซึ่งผมได้ทําเอกสารไปยังท่านประธานกรรมาธิการแล้ว เหตุผลเพื่อว่าเราจะ ได้เข้ามาจัดการภัยทางด้านนี้ ทางด้านอุบัติภัยแล้วก็สาธารณภัยที่เป็นอยู่ขณะนี้เราใช้กลไก เดียวกันก็คือว่าเป็นลักษณะของแผนในการป้องกันภัยแห่งชาติ ผมเองก็เคยไปเป็นที่ปรึกษา อยู่ ๒ วาระเหมือนกันของคณะกรรมการป้องกันอุบัติภัยแห่งชาติ ก็ได้เห็นวิธีการต่าง ๆ แล้วก็ ในช่วงที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็ได้เป็นกรรมาธิการคณะเดียวคือคณะกรรมาธิการ สวัสดิการสังคมและติดตามมาตลอด ตั้งแต่เดิมเราไม่เคยมีแผนป้องกันแผ่นดินไหว ผมก็ได้ เสนอไปแล้วก็ประกาศเป็นแผนที่ใช้อยู่ปัจจุบันในสมัยที่ท่านบรรหาร ศิลปอาชา เป็นรัฐมนตรี ว่าการกระทรวงมหาดไทย ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของหน่วยงาน ซึ่งเดิมอยากจะ เรียนท่านประธานว่าหน่วยงานเดิมก็คือเป็นเทียบเท่ากองเท่านั้นเองคือกองป้องกันภัย ฝ่ายพลเรือนอยู่ในกรมการปกครอง ช่วงที่น้ําท่วมหาดใหญ่และน้ําท่วมใหญ่มีความเสียหาย ๖,๐๐๐ ล้านบาท ผมมีพี่อยู่ที่นั่นปรากฏว่ามีเจ้าหน้าที่ดูแลอยู่ ๖ คนเท่านั้นเองกับภัยขนาดนั้น ไม่มีคนดูแล ตอนหลังเราก็เลยเปลี่ยนมาเป็นสํานักงาน และสุดท้ายมาเป็นกรมขึ้นกับกระทรวง มหาดไทย ประเด็นที่ผมอยากจะฝากไปยังคณะกรรมาธิการทางด้านสังคมว่างานทางด้านนี้ จะต้องมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง

ประเด็นแรก คือการปรับโครงสร้าง ขณะนี้ได้มีการปรับปรุงไปบ้างแล้วอย่างที่ ผมเรียนเมื่อสักครู่นี้ เปลี่ยนมีหน่วยงานเป็นกรมขึ้นมาดูแล แต่ว่าสายการบังคับบัญชาเรื่องนี้ เป็นพิเศษครับ เราจะติดกับการกระจายอํานาจ ซึ่งน่าเป็นห่วงมากคือสายการบังคับบัญชา ที่มีการยกร่างขณะนี้เป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว แล้วก็มอบหมายรองนายกรัฐมนตรีที่นายกรัฐมนตรี มอบหมาย แต่ปรากฏว่าเวลาเกิดภัยเราดูแคทรีนา (Hurricane Katrina) ท่านประธาน ก็คงติดตามเรื่องนี้นะครับ ฟีมา (FEMA) หรือเป็นหน่วยงานที่ดูแลเข้าไปดูแล ตอนหลัง ประธานาธิบดีต้องไปดูแลเองเวลาเกิดภัยใหญ่ ๆ มีความจําเป็นต้องการการบัญชาการที่เป็น โครงสร้างเดียว เป็นศูนย์บัญชาการรวมศูนย์ แต่ที่เราแบ่งขณะนี้จะแบ่งไปตามเทศบาลบ้าง เราจะแบ่งไปตามจังหวัดให้ดูแล เวลาเกิดเหตุผมยกตัวอย่างว่าตอนที่ไฟไหม้คลังน้ํามัน ที่จังหวัดสมุทรปราการ คือจังหวัดสมุทรปราการดูแลตัวเองไม่ได้จําเป็นจะต้องใช้ระดับชาติ เข้าไปดูแลเวลาเกิดเหตุการณ์ตรงนี้ และขณะนี้อย่างดับเพลิง ดับเพลิงเป็นการเข้าไปดูแล เราจะแบ่งออกเป็นดับเพลิงให้ท้องถิ่นดูแล แต่เวลามีภัยที่ว่ามากกว่าไฟไหม้บ้าน ขออนุญาต ท่านประธานอีกสัก ๒-๓ ข้อนะครับใช้เวลาไม่มาก เราจําเป็นมากที่จะต้องใช้วิธีการรวมศูนย์ เวลาเกิดภัยขนาดใหญ่ ดังนั้นการปรับโครงสร้างต้องมีสายบังคับบัญชาที่ชัดเจน เมื่อปี ๒๕๓๖ มีโรงแรมทรุดตัวที่โคราช ท่านประธานคงจําได้โรงแรมรอยัล พลาซ่า วันนั้นผมเป็น กรรมาธิการสวัสดิการสังคมเราเอาเรื่องนี้มาศึกษา คนเสียชีวิตไปอยู่ใต้ซากโรงแรม ๑๓๗ ศพ ตอนนั้นก่อนที่จะเสียชีวิต ยังไม่เสียชีวิต ทางยูโนแคล (Unocal) เขามา เขาก็เอาเครื่องมือ ในการตรวจสิ่งที่อยู่ใต้ดินของเขา เขาบอกเขาตรวจเจอว่าคนยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ เขาแค่ขอว่า มีใครเซ็นรับรองว่าเครื่องมือตรงนี้เขาประมาณ ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาทถ้าเกิดเสียหายจะต้อง มีคนรับผิดชอบบ้างเท่านั้นเอง ปรากฏว่าวันนั้นท่านผู้ว่าราชการจังหวัดก็อยู่ ทางกองทัพก็อยู่ แต่ไม่มีใครมีอํานาจที่จะเซ็นได้ แล้วก็ปล่อยให้เป็นแบบนี้ เพราะว่าอํานาจการบังคับบัญชา ไม่ชัดเจน เวลาเกิดภัยตรงนี้ต้องชัด

ประเด็นที่ ๒ แผนนะครับ คิดว่าควรจะเป็นแบบปีต่อปี คือไม่ใช่เป็นแผนยาว ไปเลย ปีหนึ่งเราจะประเมินได้ว่าที่ไหน เมื่อไร อย่างภาคเหนือดินถล่มเมื่อไร ภาคกลางน้ําท่วม เมื่อไร ภาคใต้จะมีพายุเมื่อไร มันเกิดวงรอบไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นแผนจะทําให้ส่วนที่อยู่ ในพื้นที่จะได้จัดการตัวเองได้ เรื่องงบประมาณก็ควรจะต้องมี ปัจจุบันเราใช้งบประมาณ แบบใช้เหมือนวาล์ว (Valve) เพราะมี พ.ร.บ. เกี่ยวกับเรื่องการป้องกันภัยด้านนี้เวลามีเหตุ เราสามารถจะของบประมาณงบกลางได้ เราก็เลยเหมือนกับไม่จําเป็นจะต้องมีงบมาเป็น งบประจํา ซึ่งไม่ได้ เพราะว่างบเวลาเราเบิกมา คือแม้ว่าจะเบิกเท่าไรก็ได้แต่มันจะกระฉอกหมด สูญหายหมด แล้วก็ไม่ได้มีการเตรียมการไว้ก่อนนะครับ เราใช้งบฉุกเฉินอย่างเดียวไม่ได้นะครับ จะต้องมีงบเป็นการประจํา และผมเสนอนะครับ ซึ่งเรื่องนี้เคยเสนอไว้นานแล้วแต่ว่า ยังไม่เป็นผล ก็คือว่าท่านประธานครับ ตึกสูงเราดับไฟได้แค่ชั้นที่ ๑๑ เท่านั้นเอง เครื่องที่เรา ยกขึ้นไปที่เหนือกว่านั้นเราดับไม่ได้ ครั้นเราจะไปเอาเฮลิคอปเตอร์ขึ้นไปจอดบนชั้นบน เงินตรงนี้ถ้าเราเอาภาษีอากรของประชาชนชาวไร่ชาวนาไปไม่เหมาะสม ผมมีความเห็นว่า อาคารสูงชั้นที่ ๑๒ ชั้นที่ ๑๓ ชั้นที่ ๑๔ ควรจะเก็บภาษีไม่เท่ากัน เพื่อจะได้เอาเงินส่วนนี้ ใครใช้ใครจ่ายกันสิ มาซื้ออุปกรณ์ไปป้องกันอัคคีภัย ป้องกันอุบัติภัยของเขาบนตึกเหล่านั้น เสียเอง แบบนี้จะเป็นธรรมแล้วก็จะทําได้ดีกว่านะครับ

ประเด็นต่อไปเรื่องบุคลากร ก็อยากจะนําเรียนท่านประธานว่า ขอเสนอว่า หน่วยหลักขณะนี้เราต้องเชื่อว่ากรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยมาจาก รพช. เป็นส่วนใหญ่ ไม่ได้มีความรู้ทางด้านเรื่องการเรสคิว (Rescue) หรือการป้องกันภัยสักเท่าไรเลย ต้องอบรม กันขนานใหญ่ แล้วก็หน่วยรองอยากเสนอในที่นี้ว่าเราก็เห็นว่าทหารไปช่วยเราอยู่ตลอด อยากจะขอทหารให้เป็นหน่วยรองเลย หน่วยรอง หมายความว่า อุปกรณ์ที่มีรถสะเทินน้ํา สะเทินบก แต่ที่สําคัญอยากจะให้มีการฝึกทหารเกณฑ์ให้ฝึกเรื่องการช่วยเหลืออุบัติภัยด้วย เวลาเขากลับไปยังท้องถิ่นก็ดี อะไรก็ดี เขาจะได้เป็นหน่วยที่ไปอยู่ในท้องถิ่นคอยช่วยหน่วยงาน ของรัฐเวลาเข้าไปช่วยเหลือ บางทีเขาอาจจะได้งานในเทศบาลเป็นพนักงานดับเพลิงอะไร พวกนี้ เรื่องนี้ควรจะทําเป็นอย่างยิ่ง

แล้วสุดท้ายก็คือในส่วนของหน่วยเสริมสนับสนุน เรามี อปพร. อยู่ ๒๐๐,๐๐๐-๓๐๐,๐๐๐ คน เราเองเห็นว่ามีมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง มูลนิธิร่วมกตัญญูอยู่ เราก็เลย เหมือนกับว่าไม่ถือเป็นหน้าที่เห็นว่ามีอยู่แล้ว ตรงนี้เราไม่เคยอบรมเขา ผมเองเรียนท่านประธานว่า หม่อมราชวงศ์เจตจันทร์ ประวิตร ท่านไม่อยู่แล้วขณะนี้ ทําเรื่องนี้อยู่ ผมได้อนุมัติเงินจาก การประมูลเลขสวย ซึ่งมีอยู่ขณะนี้เป็นหมื่นล้านบาทแล้วจากการประมูลเลข เคยให้ไป ๒-๓ ปี ไปฝึกพนักงานเหล่านี้ อาสาสมัครเหล่านี้ ที่วิ่งกันวู้ ๆ เวลามีอุบัติเหตุ เขาเองเข้าไปช่วย บางที เขาไม่รู้ว่าไปยกคนถ้ายกไม่ดีทําให้เขาพิการได้ถ้าเราไม่ฝึก หรือเวลาเข้าไปดับไฟอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ เข้าไปเกิดอันตรายต่อตัวเขาได้ ตรงนี้เราจําเป็นต้องมีงบในการอบรมแล้วก็จัดให้เขา อยู่ด้วยกัน

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ช่วยสรุปครับ

นายนิกร จํานง

สุดท้ายอยากจะให้มีการสอนในโรงเรียนอนุบาลจนถึง ประชาชนว่าควรจะมีความรู้เกี่ยวกับเรื่องความปลอดภัยด้วยนะครับ แล้วทุกอย่างก็จะครบ วงจร ก็นําเรียนท่านประธานนะครับ นี่เป็นประเด็นที่อยากจะนําเสนอเนื่องจากมีความสําคัญ ขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณมากครับ ต่อไปท่านต่อพงศ์ เสลานนท์ นะครับ ที่ปรึกษาคณะกรรมการ กสทช. เชิญครับ

นายต่อพงศ์ เสลานนท์ 🔗

กราบเรียนท่านประธาน ท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ผม นายต่อพงศ์ เสลานนท์ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ลําดับที่ ๕๙ ในเบื้องต้นผมต้องขอขอบพระคุณท่านกรรมาธิการทางด้านสังคม สภาปฏิรูป แห่งชาติ ที่ได้นําเสนอเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปด้านสังคม ซึ่งผมคิดว่ามีหลายประเด็น ที่ผมก็มีความเห็นสอดคล้องกันว่ามีความสําคัญอย่างยิ่ง ซึ่งเดี๋ยวผมจะได้อภิปรายในลําดับต่อไป แล้วก็ขอขอบคุณท่านประธานที่ได้กรุณาพูดในที่ประชุมให้เห็นถึงความเชื่อมโยงถึงประเด็น ในด้านสังคมที่เกี่ยวเนื่องกับหลาย ๆ คณะกรรมาธิการหรือว่าหลาย ๆ เรื่อง ก่อนอื่นกระผม ต้องขอกราบเรียนท่านประธานและที่ประชุมว่านอกจากการเป็นที่ปรึกษาของ กสทช. ผมเองยังเป็นนายกสมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย แล้วก็เป็นรองประธานสมาคม สภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย เพราะฉะนั้นงานด้านคนพิการผมเองก็จะมีความรู้ ลึกซึ้งแล้วก็เชี่ยวชาญ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ กสทช. ผมเข้าไปทํางานในเรื่องเกี่ยวข้องกับการเข้าถึงของคนพิการ และผู้ด้อยโอกาสโดยเฉพาะ เพราะฉะนั้นประเด็นเรื่องการเข้าถึงก็จะเป็นอีกส่วนหนึ่งที่ผมจะ ขอนําเสนอในลําดับถัดไปนะครับ

ในเบื้องต้นผมอยากจะกราบเรียนอย่างนี้ครับว่าในปัญหาด้านสังคมของ ประเทศไทยคงมีหลาย ๆ เรื่องอย่างที่ท่านสมาชิกได้กล่าวมา แต่ว่าสิ่งที่เราได้ฟังกันอย่างคุ้นหู เกี่ยวกับด้านสังคมก็คือว่าปัญหาด้านสังคมหนึ่งก็คือคนไทยมีคนที่ด้อยโอกาสจํานวนมาก คนไทยจํานวนมากที่ด้อยอยู่ภายใต้คําว่า ด้อยโอกาส พวกเราไม่เคยได้รับประโยชน์เต็มที่จาก การพัฒนาประเทศหรือการพัฒนาเศรษฐกิจเหมือนกับคนทั่วไป อันนี้จึงเป็นที่มาของคําว่า ด้อยโอกาส ในคนกลุ่มนี้ผมคิดว่าในประเทศไทยอย่างที่ท่านสมาชิกได้กล่าวก็อาจจะมีอยู่ จํานวนหลายล้านคนแล้วก็อาจจะรวมถึงคนพิการด้วย ซึ่งคราวที่แล้วที่ผมอภิปรายก็บอก แล้วว่าคนพิการ ได้เคยกราบเรียนท่านประธานและท่านสมาชิกแล้วว่าเรามีคนพิการอยู่ประมาณ เกือบ ๒,๐๐๐,๐๐๐ คน ซึ่งผมคิดว่าการปฏิรูปประเทศในครั้งนี้ถ้าจะมีการเปลี่ยนแปลงทําให้ ประเทศเราเติบโตหรือว่าพ้นจากประเทศที่มีรายได้ระดับปานกลาง ผมอยากให้ท่านประธาน และท่านสมาชิกไม่ลืมกลุ่มคนที่ถูกมองว่าเป็นปัญหาทางสังคม หรือที่เรียกว่าเป็นผู้ด้อยโอกาส ปัญหาหลักคือจะทําอย่างไรให้คนเหล่านี้ได้โอกาสและได้ประโยชน์จากการพัฒนาหรือจาก การปฏิรูปครั้งนี้ เช่นเดียวกับที่ทุกคนคาดหวังจะได้ประโยชน์จากการปฏิรูปครั้งนี้ ซึ่งข้อเสนอหลัก ของผมเองก็คิดว่าแนวทางในการพัฒนาคนในปัจจุบันโดยเฉพาะในกลุ่มคนผู้ด้อยโอกาส ถ้าในอดีตเราอาจจะมองเรื่องการสงเคราะห์หรือการให้ความช่วยเหลือ แต่หลายสิบปีที่ผ่านมา ก็เป็นที่ประจักษ์ชัดว่าการสงเคราะห์ต่าง ๆ นั้นไม่ได้เกิดความยั่งยืนกับกลุ่มเป้าหมายหรือว่า ผู้ด้อยโอกาส พอพ้นสภาวะที่ถูกสงเคราะห์ก็กลับไปด้อยโอกาสเหมือนเดิม เพราะฉะนั้นแนวคิด ในปัจจุบันจึงใช้แนวคิดในการพัฒนาคน เสริมศักยภาพ หรือว่าเสริมพลัง หรือเอ็มเพาเวอร์เมนต์ (Empowerment) เข้าเป็นตัวหลักในการพัฒนากลุ่มเป้าหมายที่เป็นกลุ่มผู้ด้อยโอกาส ผมเรียน นะครับว่าในกลุ่มของคนพิการจํานวนเกือบ ๒,๐๐๐,๐๐๐ คน มีจํานวนเกือบ ๑,๐๐๐,๐๐๐ คน ที่อยู่ในวัยแรงงาน แล้วเขาเองก็พร้อมที่จะเป็นคนที่สร้างงานแล้วก็สร้างผลผลิตให้กับสังคมนี้ เช่นกัน ถ้าวันนี้เขายังอยู่ในสถานะของคนที่เป็นคนพิการแล้วก็ว่างงานไม่มีงานทํา เศรษฐกิจ จะเติบโตไปอย่างไร คนเหล่านี้ก็รับเบี้ยยังชีพเดือนละ ๘๐๐ บาทเท่าเดิมครับ ไม่ได้รับ ผลประโยชน์อะไรจากโอกาสทางสังคมที่เพิ่มมากขึ้น

เพราะฉะนั้นสิ่งที่เป็นข้อเสนอผมในประการแรก แล้วผมคิดว่าน่าจะช่วยเหลือ สังคมประเทศชาติในการขับเคลื่อนประเทศไปสู่การพ้นระดับจากประเทศที่มีรายได้ปานกลาง ทําอย่างไรให้คนกลุ่มเหล่านี้สามารถที่จะมีงานทําออกมาพึ่งพาตัวเองได้ และมีส่วนได้รับ ประโยชน์และโอกาสจากสังคม จากประเทศชาติที่พัฒนาถัดไป ทําอย่างไรให้การเจริญเติบโต ของจีดีพี (GDP) ประเทศไทยในอีก ๔-๕ ปีข้างหน้า ผมขออีก ๒ นาทีครับ เม็ดเงินเหล่านั้น กระจายลงมาสู่ประชาชนส่วนใหญ่ซึ่งเป็นโครงสร้างที่ได้โอกาสจากทรัพยากรหรือส่วนแบ่ง รายได้น้อยกว่าคนส่วนน้อยนะครับ

ประเด็นที่ ๒ ผมอยากจะเรียนว่าผมขอสนับสนุนอย่างเต็มกําลังในเรื่องเกี่ยวกับ ข้อเสนอของคณะปฏิรูป ที่พูดถึงการเข้าถึงหรือแอกเซสซิบิลิตี (Accessibility) ของกลุ่มผู้สูงอายุ ในสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ผมเรียนว่าความเสื่อมทางการมองเห็น ทางการเคลื่อนไหว ทางความคิด หรือการได้ยินทั้งหลาย เหล่านี้เขาเรียกว่าความพิการครับ ผมอาจจะเป็นคนพิการที่สูญเสีย การมองเห็นอย่างถาวร จดทะเบียนเป็นคนพิการ แต่หลายท่านที่พอใช้ชีวิตมาจนถึงวัยหนึ่ง กฎธรรมชาติครับทําให้เกิดความเสื่อมแล้วก็เกิดความพิการ เพราะฉะนั้นประเด็นเรื่องการเข้าถึงสภาพแวดล้อม การเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร การเข้าถึงสิ่งที่ เป็นปัญหาอุปสรรคทั้งหลายนี่นะครับ คนที่สูงอายุหรือคนพิการที่เจออยู่ทุกวันนี้เรามีต้นทุน ชีวิตสูงกว่าคนทั่วไปครับ คนสูงอายุที่มีรายได้น้อยเขาใช้บริการรถไฟ รถ บขส. ไม่ได้ เขาต้อง ใช้บริการรถแท็กซี่หรือว่ารถที่ต้องจ่ายภาระเพิ่ม ทั้ง ๆ ที่เขามีรายได้และยากจน เพราะว่า สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ถูกออกแบบแต่ต้น เพราะฉะนั้นในกลุ่มคนพิการหรือกลุ่มที่ทํางานด้านนี้ เราจึงรณรงค์ในเรื่องเกี่ยวกับยูนิเวอร์ซัลดีไซน์ (Universal design) ข้อเสนอหลักของผม คิดว่าไม่อยากจะไปเพิ่มกฎหมายที่ต้องเสนอเพิ่ม แต่ผมคิดว่าถึงเวลาแล้วครับที่ประเทศไทย เราควรจะเดินตามหลาย ๆ ประเทศ อย่างในประเทศสหรัฐอเมริกาหรือในยุโรปที่เขา มีกฎหมายที่เรียกว่าเป็นแอกเซสซิบิลิตีแอกท์ (Accessibility act) หรือกฎหมายที่คอยเป็นกรอบ มองเรื่องความเข้าถึงมิติต่าง ๆ เพื่อทําให้ประชาชนมีโอกาสใกล้เคียงกันมากที่สุด ท้ายที่สุด ผมเรียนว่า ๒ เรื่องที่พูดมาผมว่ามีหน่วยงานที่ดูแลรับผิดชอบอยู่แล้ว โดยเฉพาะในเรื่องแรก เรื่องเกี่ยวกับการส่งเสริมอาชีพให้กับประชาชนผู้ด้อยโอกาส เพียงแต่ว่าเราทําอย่างไร ให้หน่วยงานมีนโยบาย แล้วก็สามารถสร้างความร่วมมือกับภาคเอกชนต่าง ๆ เพื่อทําให้คน ที่ด้อยโอกาสสามารถที่จะเข้มแข็ง แล้วก็ได้รับประโยชน์ ได้รับโอกาสไปพร้อมกับประชาชน ทั่วไป ขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

เป็นกําลังใจให้ท่านต่อพงศ์ นายกสมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย แล้วก็ เป็นรองประธานของสมาคมสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย แล้วก็เชิญชวนเลยว่า สปท. พร้อมที่จะไปประสานงานการขับเคลื่อนดูแลในส่วนเกือบ ๒,๐๐๐,๐๐๐ คนนี้ครับ แปลงจากวิกฤติเป็นโอกาส แล้วก็มาเป็นพลังการขับเคลื่อนประเทศให้กับประเทศของเรา ต่อไปท่านเพิ่มพงษ์ เชาวลิต อดีตเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ผมขออนุญาตท่านเพิ่มพงษ์ก่อนที่จะอภิปราย แจ้งรายชื่อ ๔ ท่านที่เหลือ ถัดจากท่านเพิ่มพงษ์ ก็คือรองศาสตราจารย์ ดอกเตอร์วรรณธรรม กาญจนสุวรรณ รองศาสตราจารย์ดอกเตอร์ ประจําสาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ถัดไปคือ พลตํารวจเอก เรืองศักดิ์ จริตเอก อดีตรองผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ แล้วก็ท่านศิริชัย ไม้งาม ประธานสหภาพแรงงาน ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย สุดท้ายก็คือท่านประธานอโณทัย ฤทธิปัญญาวงศ์ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสังคม อดีตสมาชิกวุฒิสภาครับ เชิญท่านเลขาธิการเพิ่มพงษ์ เชาวลิต ครับ

นายเพิ่มพงษ์ เชาวลิต 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศที่เคารพนะครับ กระผม นายเพิ่มพงษ์ เชาวลิต สปท. หมายเลข ๑๑๐ ขออนุญาต อภิปรายให้ข้อคิดเห็นเพิ่มเติมในส่วนของการเสริมสร้างชุมชนเข้มแข็ง ซึ่งท่านคุณหมออําพล ได้อภิปรายได้อย่างกว้างขวางครอบคลุมอยู่แล้ว แต่ผมขออนุญาตตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติม เราคง ทราบว่าจริง ๆ แล้วชุมชนของเราในปัจจุบันนี้มีความอ่อนแอมากขึ้น แล้วความที่ชุมชน มีความอ่อนแอมากขึ้นเป็นสาเหตุสําคัญที่ทําให้เกิดอะไรหลาย ๆ อย่างที่เราได้มีการพูดคุยกันมา สาเหตุสําคัญอันหนึ่งที่ผมคิดว่าเป็นรากฐานความอ่อนแอของชุมชนที่จริงมาจาก ความเหลื่อมล้ํา ไม่ว่าจะเป็นทางเศรษฐกิจ ทางสังคม หรือโอกาสต่าง ๆ ถ้าพูดถึง เศรษฐกิจของชุมชนส่วนใหญ่จะมีการพึ่งพาภายนอกเป็นหลักทําให้เราเปลี่ยนแปลงจากเศรษฐกิจ ที่เราพึ่งตัวเองได้กลายเป็นพึ่งพาภายนอก ถ้าเราดูถึงรายได้และรายจ่ายของชุมชนทั้งหมด ก็เกิดพบว่ามีรายจ่ายมากกว่ารายได้ทําให้เกิดการเพิ่มหนี้สินขึ้นมาแล้วก็มีการพึ่งพา ในเรื่องธรรมชาติเป็นหลัก ทําให้เกิดปีใดที่ฝนแล้งก็เป็นหนี้เป็นสิน มีการพึ่งพาปุ๋ยจากเคมี ต่าง ๆ รวมทั้งการจ้างงานของชุมชน ในขณะนี้เนื่องจากการขาดแรงงานทําให้เกิดหนี้สิน ต่าง ๆ ที่เข้าไปจ้างงานเพื่อไปทําพืชผลทางการเกษตร แล้วผลผลิตทางการเกษตรที่เกิดขึ้น ยังไม่มีความแน่นอนที่ต้องพึ่งพิงธรรมชาติต่าง ๆ นี้ รวมทั้งภาวะหนี้สินเกิดจากการบริโภคนิยม บางทีอาจจะมีอบายมุข มียาเสพติดอะไรต่าง ๆ มากขึ้น พวกนี้ทั้งหมดเป็นเหตุสําคัญอันหนึ่ง ที่เป็นรากฐานทางเศรษฐกิจที่ทําให้ชุมชนมีความอ่อนแอมากขึ้น ในเรื่องของการปกครอง เราได้มีระบบการปกครอง ผู้นํา ผู้ใหญ่บ้าน รวมทั้งท้องถิ่นต่าง ๆ เหล่านี้ แต่ก็ยอมรับว่า องค์กรที่ทําหน้าที่ผู้นําของชุมชนต่าง ๆ เหล่านี้ ภาวะการทุจริต การคอร์รัปชัน ก็ดี หรือการเป็นตัวแทนจากผลประโยชน์ก็ดี ทําให้ความเป็นผู้แทนของชุมชนน้อยลงอะไรต่าง ๆ สิ่งเหล่านี้ทั้งเศรษฐกิจและสังคมและโอกาสมีผลสําคัญที่ทําให้ชุมชนมีความอ่อนแอนะครับ ในขณะที่เราต้องการจะให้ชุมชนมีความเข้มแข็ง ข้อเสนอของ สปช. ที่ท่านคุณหมออําพล ได้มีการพูดถึงกันมาเท่าที่ดูแล้วจะมีการเพิ่มในเรื่องของกฎหมายเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ สิทธิชุมชน การจัดการชุมชน การเพิ่มทุนชุมชนต่าง ๆ ให้ชุมชนได้มีการจัดการตนเอง ผมคิดว่ากฎหมายเหล่านี้ถ้าสามารถออกมาได้ก็สามารถทําให้ดุลยภาพของชุมชน ในการจัดการตนเองสูงขึ้น และชุมชนมีโอกาสที่จะมีความเข้มแข็งแล้วก็สามารถที่จะดูแล ตัวเองต่าง ๆ ได้นะครับ ผมว่าถ้าเราผลักดันตรงนี้ได้ก็จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ผมขออนุญาตที่จะเสนอข้อคิดเห็นเพิ่มเติม ๒-๓ ประการ ในการขับเคลื่อนชุมชน เพื่อจะเสริมให้ทางคณะนี้ได้รับไปพิจารณา ๒-๓ ประการ

ประการแรก ก็คือผมคิดว่าการเปลี่ยนแปลงชุมชนทั้งหมดที่จะทําให้เกิด ความเข้มแข็ง นอกจากเราพูดถึงเศรษฐกิจ การแก้กฎหมายต่าง ๆ ที่เป็นเครื่องมือต่าง ๆ แล้ว สิ่งที่สําคัญมากที่สุดคือการเปลี่ยนแปลงวิธีคิดของชุมชน ตรงนี้เป็นเรื่องใหญ่มากนะครับ เราปรับปรุงเปลี่ยนแปลงกฎหมายหลายเรื่อง แต่ถ้าวิธีคิดของชุมชนไม่เปลี่ยนตรงนี้จะเป็น เรื่องสําคัญนะครับ เขาก็จะกลับไปสู่ความอ่อนแออีก ฉะนั้นในการขับเคลื่อนต่าง ๆ เราคง ต้องไปนั่งคิดว่าจะเปลี่ยนแปลงให้เกิดการเปลี่ยนแปลงวิธีคิดของชุมชนอย่างไรให้พึ่งตนเอง ให้พึ่งพลังตนเองต่าง ๆ เหล่านี้ได้ แล้วก็ลดพึ่งพิงภายนอก ผมคิดว่ารูปแบบในเรื่องของการทํา โรงเรียนผู้นําก็ดี การให้ชุมชนได้ดูตัวอย่างซึ่งกันและกันก็ดี การแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน มีบทบาทสําคัญต่อการเปลี่ยนแปลงวิธีคิดของชุมชน ซึ่งผมว่าเรื่องนี้จะเป็นเรื่องที่มีความสําคัญ มากนะครับ

ประการที่ ๒ ก็คือการสร้างผู้นําชุมชนให้เกิดความเข้มแข็ง คําว่า ผู้นําชุมชน ที่ผมหมายถึง ไม่ได้หมายถึงผู้นําที่เป็นทางการอย่างเดียว แต่หมายถึงผู้นําธรรมชาติ ผู้นําที่ เกิดจากชุมชนจริง ๆ ตรงนี้จะเป็นเรื่องหลัก เรามีสถาบันอะไรบ้างที่จะสามารถทําให้ชุมชน มีความเข้มแข็งและเข้าใจในบริบทต่าง ๆ ที่เป็นเหตุให้ชุมชนมีความอ่อนแอ และสามารถ จะใช้ศักยภาพของผู้นําที่เกิดขึ้นจากธรรมชาตินําพาชุมชนให้มีความเข้มแข็งมากขึ้น อันนี้ผมว่า เป็นเรื่องที่ ๒ ที่มีความสําคัญ

ประการที่ ๓ ก็คือทําอย่างไรเมื่อเรารู้ว่าเหตุความอ่อนแอของชุมชน มาจากเศรษฐกิจ ถ้าเราสามารถทําให้ชุมชนมีความพึ่งพาตนเองได้อย่างน้อยในระดับหนึ่ง ตรงนี้เป็นเรื่องสําคัญ โครงการ กิจกรรมกี่อย่างที่เกิดขึ้นทําให้ชุมชนมีความเข้มแข็งทั้งเรื่อง การจัดการแหล่งน้ํา การจัดระบบสหกรณ์ การทําให้ชุมชนมีการรวมกลุ่มกันเป็นรูปแบบ ต่าง ๆ เหล่านี้ถ้าสามารถทําได้อย่างดี ผมว่าเมื่อชุมชนมีความเข้มแข็งอย่างนี้แล้ว จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการสร้างความเข้มแข็งของชุมชนในระยะยาว ผมขอขอบคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ท่านสมาชิกครับ มีผู้แสดงความจํานงเพิ่มมาอีก ก็คิดว่าพอสมควรนะครับ ต่อไปท่านรองศาสตราจารย์ ดอกเตอร์วรรณธรรม กาญจนสุวรรณ ท่านเป็นรองศาสตราจารย์ ดอกเตอร์ ประจําสาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช เชิญครับ

นายวรรณธรรม กาญจนสุวรรณ 🔗

เรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศ กระผม วรรณธรรม กาญจนสุวรรณ สมาชิกหมายเลข ๑๒๙ จะขออภิปรายเพิ่มเติม เพื่อเป็นข้อสังเกตให้กับท่านกรรมาธิการได้นําไปขับเคลื่อนในด้านสังคม และสิ่งที่ผมจะพูด จากนี้ไปอาจจะมีความเกี่ยวพันกับเรื่องการเมืองอยู่บ้าง เริ่มต้นจากการที่เราจะพัฒนาสังคมนั้น ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ท่านทราบกันดีว่าเราให้ความสําคัญ ในเรื่องของการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคม ซึ่งคํานี้คําว่า ประชาสังคม มันยิ่งใหญ่มาก มันหมายรวมถึงประชาชนที่รวมกลุ่มกันทุกหมู่เหล่าเลย เราก็ได้พัฒนาเรื่องการรวมกลุ่ม ที่มาจากหลากหลาย จนกระทั่งออกเป็นพระราชบัญญัติก็มี อย่างเช่นพระราชบัญญัติสภาองค์กรชุมชน ที่คุณหมออําพลได้กรุณานําเสนอ ผมอยากให้มีการถอดบทเรียนว่าการมีส่วนร่วมของ ภาคประชาชนนั้นเป็นประโยชน์กับการพัฒนาประเทศมากน้อยเพียงใด เพราะว่าถ้าเราฟังดู อย่างโลกสวย หรือดูในลักษณะของเสรีภาพแบบประชาธิปไตย เป็นเรื่องที่ดีงามมากครับ แต่ก็คงจะมีมุมมองไม่มากก็น้อยว่าก็สร้างปัญหาอยู่เช่นกันไม่มากก็น้อยครับ ผมคิดว่า หลักการมีส่วนร่วมทางการเมือง หรือการมีส่วนร่วมของประชาชนเพื่อพัฒนาสังคมนั้น สิ่งหนึ่ง จะต้องคํานึงถึงหลักจิตอาสา ซึ่งผมคิดว่าเป็นเรื่องใหญ่มากครับเรื่องจิตอาสา แต่พบว่าที่ผ่านมา กลายเป็นเรื่องวัตถุอาสาเสียเยอะเหมือนกัน เพราะทุกคนไปวิ่งหาผลประโยชน์เรื่องของ งบประมาณ การทุจริตไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะภาคราชการ แต่การทุจริตกลายไปเกิดขึ้นกับ ภาคประชาสังคม หรือภาคประชาชน ฟังดูแล้วน่าเสียชื่ออย่างยิ่ง ทําอย่างไรเราถึงจะมีมาตรการ หรือพยายามที่จะทําให้เกิดจิตอาสาอย่างแท้จริง เราพบว่าเงินคือปัจจัยสําคัญที่การอยู่รอด เหมือนกัน เราใช้เงินนําหน้าเพื่อให้เขามารวมกลุ่ม เราใช้เงินนําหน้าเพื่อให้เขาได้มาทําโน่น ทํานี่ให้ แล้วก็บอกว่านี่คือการมีส่วนร่วม ซึ่งผมก็ตั้งข้อสังเกตว่าจากนี้ไปเราจะขับเคลื่อน ในเชิงจิตอาสาได้อย่างไร ผมเห็นสภาพการณ์อย่างหนึ่งครับว่าบางครั้งเราพยายามจัดระเบียบ การมีส่วนร่วมให้กับประชาชน เราพยายามตั้งสภาองค์กรชุมชนขึ้นมาด้วยวัตถุประสงค์เพื่อ ต้องการให้เขานั้น ชื่อบอกครับ องค์กรชุมชนระดับตําบล มีการรวมกลุ่มกัน ตําบล หมู่บ้าน และขึ้นมาจังหวัด สุดแล้วแต่ เจตนารมณ์เพื่อให้เขาทํางานอยู่ตรงนั้นละครับ เพื่อการรวมกลุ่มกัน เพื่อจะสร้างสรรค์จรรโลงสิ่งที่ดีงามอยู่ตรงนั้นละครับ แต่บางโอกาสกลายเป็นการเมือง ผมยกตัวอย่างเช่นในพระราชบัญญัติสภาองค์กรชุมชนไปเชื่อมต่อกับพระราชบัญญัติ สภาพัฒนาการเมือง บางครั้งเจตนารมณ์ของกฎหมายบอกว่าต้องการเอาเรื่องชุมชนเป็นหลัก แต่ต้องการจะมีส่วนร่วมนี่นะครับ เลยขอให้สภาองค์กรชุมชนระดับจังหวัด ๑ คนมาเป็น สมาชิกโดยตําแหน่งของสภาพัฒนาการเมือง ท่านทราบไหมว่าเมื่อไปทํางานแล้วคนละมิติเลย เก่งในพื้นที่ เป็นปราชญ์ชาวบ้านที่เก่งกาจมากเลย แต่พอมาวันหนึ่งขึ้นมาระดับประเทศเป็น สภาพัฒนาการเมือง ยิ่งใหญ่มากครับ ฟังดูแล้วพัฒนาการเมือง สิ่งที่เป็นห่วงคืออะไรครับ เรื่องขององค์ความรู้ เรื่องของการปรับตัว เรื่องของการที่จะพัฒนาการเมืองตามเจตนารมณ์ ของกฎหมายอีกฉบับหนึ่งนั้น ท่านคงทราบกันดีครับว่าค่อนข้างจะล้มเหลว นี่ละครับคือ เหตุผลหนึ่งที่ผมลุกขึ้นมาอภิปรายเพื่อต้องการทําให้ท่านเห็นภาพครับว่าการมีส่วนร่วม ของประชาชนนั้นต้องดูเช่นเดียวกันว่าเขาถนัดอย่างไร แบบไหน มีพัฒนาการไปแค่ไหน อย่างไร ถ้ากระโดดกันขึ้นไปอย่างรวดเร็ว ฐานไม่แกร่งชุมชนก็พัง ผมมีตัวอย่างครับ ผมทําวิจัยเรื่องนี้ มาโดยตรงครับ พบว่าสมาชิกสภาพัฒนาการเมืองส่วนหนึ่ง ผมก็ไม่ได้บอกว่าทั้งหมดนะครับ กลับพื้นที่เดิมไปไม่ได้ ด้วยเหตุที่ว่าเมื่อกลับไปพื้นที่เดิมนั้น บริบทตอนที่เป็นตัวแทน ของสภาองค์กรชุมชนนั้นไม่ได้ทําหน้าที่ในชุมชนอย่างเต็มที่ กลับมาทําหน้าที่ที่เรียกว่า พัฒนาการเมือง และระยะแรกของเขามาทําหน้าที่พัฒนาการเมืองในระยะแรกนั้นอึดอัดเป็นที่สุด เพราะมองมิติทางการเมืองนั้นไม่เป็นผล ไม่ทะลุปรุโปร่ง ขนาดพวกเรา ๒๐๐ คน เป็นอย่างไรครับ เรานั่งอยู่ตรงนี้กัน เรายังมองตีความกันหลากหลายเลย แต่เพื่อนร่วมชาติส่วนหนึ่งมีจิตใจ ที่โดดเด่นอยากจะทํางานด้านการเมืองโดยผ่านสภาองค์กรชุมชน เมื่อขึ้นมาแล้วบางครั้ง ก็น่าเห็นใจท่านทั้งหลายครับ ไม่สามารถที่จะนําพาซึ่งเจตนารมณ์พัฒนาการเมืองได้ กลายเป็นองค์กรที่ล้มเหลว กลายเป็นองค์กรที่วันนี้นั้นแม้แต่รัฐบาลหรือใครก็ไม่ได้ฝากความหวังไว้ และไปกระทบโดยตรงกับที่มาคือสภาองค์กรชุมชน ผมเลยจึงอยากจะเห็นภาพว่าทําอย่างไร เราถึงจะมีการจัดระเบียบการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคมใหม่ให้เกิดความถูกต้อง ถูกที่ถูกทาง เฉพาะแห่งหนให้ถูกต้องตามหลักความรู้ความสามารถ นี่ก็คือเรื่องสําคัญครับ อีกส่วนเดียวครับท่านประธาน ขอเวลาอีก ๒-๓ นาที วันนี้นั้นเราจะ พูดถึงแผนชาติ แผนชาติก็มักจะพูดถึงการมีส่วนร่วมทางการเมืองหรือการมีส่วนร่วมของประชาชน ให้เข้ามาร่วมจัดทําแผน สภาปฏิรูปของเราหรือสภาขับเคลื่อนของเราก็พยายามจะบอก ให้มีส่วนร่วมทั้งนั้นละครับ แต่การมีส่วนร่วมที่ว่านี้มันเป็นอย่างไรที่จะเป็นมรรคเป็นผล อย่างแท้จริง ผมยกตัวอย่างวันนี้มีเรื่องที่เกี่ยวข้องกับรากหญ้า ที่เรียกว่าระดับหมู่บ้าน ที่เรียกว่า คณะกรรมการหมู่บ้าน ทุกหน่วยงานลงไปครับ ๒๐ กระทรวง ๒๐๐ กว่ากรมลงไปเพื่อต้องการ จะเอานโยบายของแต่ละกรมนั้นลงไปให้ชาวบ้าน ก็เหมือนผู้ใหญ่ลีตีกลองประชุม เรียกชาวบ้านมาชุมนุมกัน การมีส่วนร่วมวันนั้นมันกลายผิดเพี้ยนไปทันทีเลยว่าไม่ได้มีส่วนร่วม มันไปรับนโยบาย และกลายเป็นเรื่องอะไรครับ การให้ความร่วมมือ คําว่า การมีส่วนร่วม กับการให้ความร่วมมือคนละมิติอีกครับ ดังนั้นที่ผ่านมามันอาจจะทับซ้อนกันอยู่ และผมคิดว่าเป็นเพียงความร่วมมือที่เขาปฏิเสธไม่ได้เท่านั้น ไม่ใช่หลักการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ถ้าหลักการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง คิด พูด ทํา ตั้งแต่เริ่มต้นต้องนับ ๑ พร้อมกันกับทุกภาคส่วน และเมื่อขึ้นมาแล้วสามารถนําไปเป็นผลในทางปฏิบัติได้ คือกินได้ หรือเป็นรูปธรรมได้ ซึ่งแน่นอนครับ จุดอ่อนมาก ๆ เลยคือวันนี้ทุกหน่วยงานพยายามจะเน้นให้เกิดการมีส่วนร่วม จากประชาชน เราก็ทราบกันดีครับว่าเรียกชาวบ้านมาเซ็นชื่อรับค่าเดินทางกันไป อย่างนี้ อันตรายครับ เพราะเรากําลังสร้างวัฒนธรรมทุจริตประพฤติมิชอบตั้งแต่รากหญ้าเลย ทําอย่างไรถึงจะเกิดจิตอาสาอย่างแท้จริง อันนี้ต้องฝากท่านประธานครับ ผมก็เข้าใจครับว่า เป็นเรื่องที่ยากครับ แต่ไม่อยากเห็นครับว่าจากนี้ไปการมีส่วนร่วมเป็นเรื่องของเงินทองนําหน้า แต่ต้องเป็นเรื่องของจิตอาสา เราไม่จําเป็นต้องทันทีทันใด ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แต่อาจจะต้อง ค่อยเป็นค่อยไป มีหมู่บ้านตัวอย่าง มีตําบลตัวอย่างที่เขาเกิดขึ้นจากจิตอาสาผมคิดว่า มีมากมายครับ แล้ววันนี้ปัญหาหนึ่งที่เราประสบพบกันก็คือเรื่องงบประมาณ เขาทําแผน คิดกันทั้งตําบล หมู่บ้าน แต่พอไปถึงแล้วเขาไม่สามารถเป็นผู้ตัดสินใจที่จะเอางบประมาณมาได้ ทั้งหลายทั้งปวงจึงฝากท่านประธานไปถึงท่านกรรมาธิการครับว่าผมสะท้อนในมุมมอง ที่เห็นใจท่านครับ แต่อยากเห็นว่าการปฏิรูปครั้งนี้นั้นจะต้องมาด้วยความสําคัญเรื่องจิตอาสา ขอบพระคุณครับ

(การประชุมดําเนินมาถึงตอนนี้ นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง ได้ลงจากบัลลังก์ โดยมอบให้นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง ปฏิบัติหน้าที่แทน)
นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง 🔗

ขอบพระคุณค่ะ ช่วงนี้คงจะต้องกระชับเวลากันนิดหน่อยนะคะ เพราะเรา ยังมีอีก ๓ เรื่อง ๓ วาระประเด็นใหญ่ ๆ รอคอยอยู่ ต่อไปเรียนเชิญท่าน พลตํารวจเอก เรืองศักดิ์ จริตเอก เชิญค่ะ

พลตํารวจเอก เรืองศักดิ์ จริตเอก : กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศและสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ ผม พลตํารวจเอก เรืองศักดิ์ จริตเอก สมาชิก สปท. หมายเลข ๑๒๔ สิ่งที่ผมจะนําเสนอต่อไปนี้ก็คงเป็นการนําเสนอแบบกรณีศึกษาเรียกว่า เคสสตัดดี (Case study) ในส่วนที่เกี่ยวกับโพรดักต์เซฟตี (Product safety) หรือว่าการจัดการ สินค้าหรือผลิตภัณฑ์ที่ไม่ปลอดภัยต่อผู้บริโภคนะครับ ผมขออนุญาตนําเข้าสู่ส่วนที่จะพูด ก็คือว่าจากต้นน้ําสู่ปลายน้ํา คือจากผู้ผลิตหรือจากผู้ทําสู่ผู้ใช้ จากต้นน้ําผมอยากให้มีน้ําใจ และมีความรับผิดชอบไปถึงปลายน้ํา คือเขาจะต้องไม่นอนน้ําตาตกหรือเสียใจในสิ่งที่เขาได้รับ สินค้าหรือรับของนั้นมา มุขน้ําตาตกอันนั้นก็อาจจะเป็นเราหรือพวกท่านทั้งหลายรวมทั้ง พวกเราทั้งหมดนี่นะครับ ยกตัวอย่างเช่นสินค้าต่าง ๆ ตั้งแต่ใหญ่ ๆ ถึงเล็กนะครับ ช่วงเทศกาล ต่าง ๆ ก็จะมีขายสินค้า ระบายสินค้าหรือของผลิตภัณฑ์ ผมยกตัวอย่างชัด ๆ เลยนะครับ ท่านประธานครับ อย่างผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าเราใช้มันก็จะมีอายุ แต่ว่ามาตรฐานของอายุเป็นสากล ทั่วโลกว่าผลิตภัณฑ์สินค้าเขาจะมีอายุตามหลักของสินค้าหรือวิชาการทางด้านวิศวะไฟฟ้า นี่นะครับ สมมุติว่าบวก ลบ ๕ ปี หรือ ๓ ปี มาตรฐานสินค้าเหล่านี้ทั่วโลกเขาได้มี การกําหนดอายุงานที่เกิดจาก สมมุติว่ามีการผิดพลาด หรือมีการเสียเกิดจากการกระทํา ของมนุษย์ หรือเกิดจากการกระทําโดยธรรมชาติก็ตาม หรือเกิดจากการกระทําที่โดยไม่บังเอิญ ก็ตาม เขาจะคุ้มครอง หรืออย่างเช่นประเทศสิงคโปร์นี่นะครับ เพื่อนผมซื้อพวกเครื่องไฟฟ้าอยู่ในบ้าน แล้วก็ ไปต่างประเทศหรือไปที่ไหนก็ตามอยู่ดี ๆ ก็ฟ้าผ่าหรืออะไรต่าง ๆ เหล่านี้ พวกของใช้เหล่านั้น ก็จะเสียหาย ก็ได้เอาสินค้านี้ไปเคลม (Claim) ไปบอกกับผู้ที่เราซื้อมานะครับ โดยที่ เขาไม่รู้ว่า เขาอาจจะไม่แน่ใจว่าถูกฟ้าผ่าหรืออะไรก็ตาม แต่ผู้ขายมีความรับผิดชอบสูงสุด บอกว่าน่าจะถูกฟ้าผ่า หรือไม่เป็นไร ถูกฟ้าผ่าหรือไม่อะไรก็ตาม แต่เขารีบดูว่าได้ซื้อมา ตั้งแต่เมื่อไร ก็คืออายุของผลิตภัณฑ์นี้ ๕ ปี ท่านซื้อมายังไม่เกิน ๕ ปีเลยนะครับ เพิ่งปีกว่า ๆ เพราะฉะนั้นท่านเปลี่ยนได้หมดเลย ท่านเปลี่ยนได้หมด หรือท่านไม่เปลี่ยนท่านก็ขายคืนได้เลยครับ ถามว่าบ้านเราเมืองเรามีไหมอย่างนี้ นี่เป็นจุดย่อย ๆ ส่วนหนึ่ง ยากนะครับ ยากแต่ทําได้ ผมว่าสามารถทําได้ หรืออย่างเฉกเช่นบ้านร้าวบ้านรั่วที่ซื้อโครงการใหญ่ ๆ หรือถูก เอาเปรียบในส่วนอื่นอีกเยอะ ๆ แรก ๆ ไปถึงเขียนคําร้องยินดีต้อนรับ แต่กระดาษแผ่นน้อย ๆ เหล่านั้นจะเป็นเครื่องต่อรองกับบริษัทนายทุนหรือเจ้าของโครงการใหญ่ ๆ ให้เจ้าหน้าที่ สมมุติเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือเจ้าหน้าที่ ขอโทษนะครับ อาจจะเอ่ยเจ้าหน้าที่ อย่างผมก็เป็น เจ้าหน้าที่ของรัฐมาก่อน เจ้าหน้าที่อาจจะเอากระดาษน้อย ๆ นี้ไปเคลม (Claim) เคลม (Claim) กับใครรู้ไหมครับ เคลม (Claim) กับเจ้าของบริษัทนายทุนที่เป็นที่ดินผืนใหญ่ ๆ เหล่านั้น ระดับประเทศก็จะแปลงมูลค่าสิ่งเหล่านั้นเป็นประโยชน์ และผู้ที่บ้านร้าวบ้านรั่วนั้นก็ต้อง ทนรั่วและร้าวต่อไปนะครับ อย่างนี้ผมว่ามีเยอะในประเทศเรานะครับ สิ่งเหล่านี้เป็นเคส (Case) กรณีศึกษาผมไม่สามารถพรรณนาได้หมดนะครับ ยังมีอีกหลายอย่าง ผมเชื่อว่า ที่ผมพูดนี้พ่อแม่พี่น้องประชาชนคงนึกได้อีกหลาย ๆ อย่าง เรามีอยู่ ๑๒ กระทรวงนะครับ แล้วหลาย ๆ กระทรวง ผมเอง หรือเพื่อนตํารวจ ซึ่งขออนุญาตเอ่ยนามเมื่อสักครู่นี้ พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน ได้พูดแล้วว่าตํารวจทําหน้าที่ตั้งแต่ดูแลแหวนหมั้นหรืออะไร ที่ซุกอยู่ใต้ที่นอนอันอบอุ่นของเขาหายไปตํารวจก็ต้องไปค้นหา เฉกเช่นเดียวกัน ๑๒ กระทรวง ที่ว่านี้ ยกตัวอย่างผมเองครับ จริง ๆ ผมไม่อยากยกตัวอย่าง ผมเคยทําหน้าที่มอบหมาย จากสํานักงานตํารวจแห่งชาติดูแลเกี่ยวกับพวกนี้ การคุ้มครองผู้บริโภคอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ หลายหน่วยได้ร่วมกันทํา หลายหน่วยได้เป็นเจ้าของงบประมาณ หลายหน่วยได้เป็นเจ้าของคน แต่ตํารวจก็เป็นส่วนหนึ่งครับ และท่านทั้งหลายเหล่านั้นอีก ๑๑ กระทรวงหรืออีกหน่วยต่าง ๆ คอยให้ผมรายงานรีพอร์ต (Report) คอยเอาผลงานจากผม จากพวกผม ตํารวจคอยทํางาน ช่วง ๑๕ วัน ช่วง ๑ เดือน ขอแปลงเป็นปริมาณการจับกุมหรืองานไป เพื่อไปแปลงไปปรุงแต่ง เป็นรีพอร์ต (Report) อันสวยงามทั้งรูปภาพต่าง ๆ แต่พวกผมไม่รับไปปฏิบัติ ไม่สามารถ จะมาเจียระไนอย่างนั้นได้ ผมก็บอกลูกน้องว่าหยุดการรายงาน เพื่อให้ได้กระทบไป ๑๒ กระทรวง ว่าเราทําแต่งานอย่างเดียว ไม่มีงบ เพื่ออีก ๑๒ หน่วยนั้นดูสิว่าเขาจะทําอย่างไร เขาจะ มีการขับเคลื่อนไหม สิ่งนี้ผมอาจจะพูดสมมุติตัวอย่างขึ้น แต่จริงหรือไม่จริงผมก็ขอพูดนําเสนอว่า สิ่งเหล่านี้องคาพยพอันนี้ต้องมีการบูรณาการร่วมกัน และอย่าได้เกิดช่องว่างต่อพ่อแม่ พี่น้องประชาชนของเรา ก็คือว่าสิ่งต่าง ๆ ที่เราคิดเราพูดนี้ก็ขอให้เกิดความเป็นจริงนะครับ ก็คือหวนไปที่ผมพูดว่าต้นน้ํานี้ ต้นน้ําต้องมีความรับผิดชอบนะครับ เมื่อสักครู่อภิปรายโยง ไปในเรื่องสิทธิชุมชน อะไรต่าง ๆ ผมอยากจะเติมคําเล่น ๆ ว่า สิทธิและหน้าที่ สิทธิและหน้าที่ ผมพูดมาตั้งแต่แรก ๆ แล้วว่าผมจะพูดเรื่องหน้าที่บ่อย ๆ เราปฏิรูป ปฏิรูป เราอย่าเพิ่งเคลิ้ม ไปว่าปฏิรูปก็คือจะได้สิ่งดี ๆ มา แต่ท่านอย่าลืมหน้าที่ ผมจะให้หน้าที่ท่านเรื่อย ๆ แทนที่ให้สิทธิ อย่างน้อยผมขอแถมด้วยว่าท่านอย่าลืมหน้าที่ ความจริงแล้วหน้าที่ต้องมาก่อนสิทธิ แต่หลาย ๆ ท่านบอกว่าท่านเรืองศักดิ์พูดอะไรอย่างนี้ไม่ได้ ต้องพูดสิทธิมาก่อนหน้าที่ จริง ๆ แล้วประเทศเจริญก็ต้องหน้าที่มาก่อนสิทธินะครับ เพราะฉะนั้นผมบอกว่าสิ่งที่ผมพูด ตั้งแต่ต้นน้ํา ปลายน้ํา ผมยกเคสสตัดดี (Case study) ความจริงผมทํารวบรวมมาสิ่งต่าง ๆ ที่ประชาชนเดือดร้อนเป็นรากหญ้า เป็นสิทธิพื้นฐานก็จริงเพราะบุคคลเหล่านี้กําลังน้อย ไม่สามารถต่อรอง ไม่มีเรี่ยวมีแรงหรอกครับ แต่ว่าผู้ที่จะเสียสละก็คือกําลังเยอะเลยครับ มีทั้งทุนรอนอะไรเหล่านี้ เห็นใจคนยากคนจนเหล่านี้บ้างนะครับ แล้วที่สําคัญก็คือ มีคอนส์เชียส (Conscious) ซับคอนส์เชียส (Subconscious) มีจิตสํานึก จิตใต้สํานึก ที่ควรจะเผื่อแผ่ต่อคนอื่นและช่วยกันดูแล ประเทศสิงคโปร์ ตัวอย่างใกล้ ๆ บ้าน ความจริงผมไปมาหลายประเทศ ผมเห็นเขาคุ้มครองคนของเขาโดยคนที่มีกําลังเหนือกว่า หรือคนที่มีสติปัญญาดีกว่า ฉลาดกว่า มีความมั่งคั่งกว่า จุนเจือ เผื่อแผ่ไปยังคนที่ ด้อยโอกาสกว่า และคนที่ด้อยโอกาสนั้นความเป็นจริงเขาไม่ได้เรียกร้องอะไร เขาเรียกร้อง สิทธิในความเป็นธรรมของเขาก็คือว่าคุณขายของไม่ดี เพราะฉะนั้นเหล่านี้เราจะสังเกตว่า ขณะนี้เขาจะเน้นเรื่องผู้ผลิต ขออนุญาตท่านประธานครับ ผู้ผลิต ผู้นําเข้า ผู้จําหน่าย ของเรามีการลัดวงจร ผู้ผลิต ผู้นําเข้า ผู้จําหน่าย ก็จะชอร์ต (Short) กันเองระหว่างผู้ผลิต เขาจะชอร์ต (Short) ไปถึงผู้ผลิตเลย เราต้องอธิบายว่าผู้ผลิตคือใคร ต้องแบ่งความรับผิดชอบ ผู้นําเข้าคือใคร ผู้จําหน่ายคือใคร ผู้จําหน่ายคือคนที่ขายให้กับชาวบ้านต้องออกกฎหมาย คุ้มครองผู้ซื้อและผู้ใช้นะครับ แล้วลงโทษหนัก ๆ ต่อผู้ผลิต ผู้นําเข้า ผู้จําหน่าย ผมขอฝากไปด้วย เกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้ครับท่านประธาน กราบขอบคุณครับ

ขอบพระคุณค่ะ ลําดับถัดไปนะคะ ท่านศิริชัย ไม้งาม เชิญค่ะ ท่านประธาน สหภาพแรงงานของ กฟผ. เชิญค่ะ

นายศิริชัย ไม้งาม 🔗

ขอบคุณท่านประธานครับ เรียนท่านประธานสภา ท่านสมาชิก สปท. ที่เคารพทุกท่านครับ ผม ศิริชัย ไม้งาม สมาชิก สปท. ลําดับที่ ๑๕๒ ครับ ผมเองก่อนอื่นต้องขอกราบขอบพระคุณคณะกรรมาธิการซึ่งได้นําเสนอในเรื่องของประเด็น สังคม และยังมีในส่วนของแรงงาน เราต้องยอมรับครับว่าผู้ใช้แรงงานของประเทศนั้น มีจํานวนถึง ๓๙ ล้านคน ซึ่งมีทั้งอยู่ในส่วนของแรงงานภาคเกษตร อยู่ในส่วนของแรงงาน ที่รับจ้างทํางานบ้าน หรือแม้กระทั่งผู้ประกอบอาชีพส่วนตัวนะครับ ในจํานวน ๓๙ ล้านคนนั้นมีในเรื่องของผู้ใช้แรงงานนอกระบบซึ่งถือว่าขาดโอกาส ในเรื่องนี้เราเองควรที่ จะให้การคุ้มครองแล้วก็ให้หลักประกันกับผู้ใช้แรงงานเป็นจํานวนถึง ๒๕ ล้านคน ให้มีโอกาส ได้รับในเรื่องของความมั่นคง และเป็นสิ่งที่จําเป็นประมาณ ๗ ด้าน ๑. คือความมั่นคง ตลาดแรงงาน ให้โอกาสกับการจ้างงานให้เพียงพอ โดยมีการจ้างงานที่ไปสอดรับกับนโยบาย เศรษฐกิจมหภาค ในเรื่องความมั่นคงในการจ้างงาน ต้องมีการคุ้มครองจากการที่จะถูก เลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ในเรื่องของความมั่นคงในการทํางาน คืออาชีพและโอกาสในการที่จะ พัฒนาอาชีพและส่งเสริมทักษะของการทํางาน ในเรื่องของความปลอดภัยในการทํางาน ต้องมีการคุ้มครองการประสบอันตรายและการเจ็บป่วยจากการทํางาน โดยมีการออกกฎ ระเบียบในเรื่องของอาชีวอนามัยและความปลอดภัยให้ครอบคลุมมากขึ้น ในด้านของ ความมั่นคงในการส่งเสริมทักษะ โอกาสในการที่จะฝึกฝนทักษะด้วยนวัตกรรมใหม่ และมีโอกาสในการฝึกงานและฝึกอบรม ความมั่นคงในเรื่องของรายได้ ก็ให้คนงานนั้น ได้มีรายได้ที่เพียงพอ และสุดท้ายคือความมั่นคงในการมีตัวแทน ซึ่งการคุ้มครองแรงงาน สิทธิ เสรีภาพในการเจรจาต่อรองในตลาดแรงงาน โดยมีสหภาพแรงงาน มีองค์กรนายจ้าง และสถาบันที่จัดการในเรื่องของการเจรจาทางสังคม ซึ่งผมเองต้องขอบคุณกรรมาธิการ ที่ได้มีการนําเสนอใน ๓ ประเด็น ๓ เรื่อง ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นส่วนที่มีความสําคัญ แต่ในส่วน ของผมนั้น เห็นว่าเรื่องของการปฏิรูปแรงงานนั้นก็คือการขจัดปัญหาความยากจน ลดความเหลื่อมล้ํา เป็นเป้าหมายสําคัญในการที่จะพัฒนาประเทศ สร้างความสมดุลและสร้างความเป็นธรรม และความเท่าเทียมในสังคม ผมเองขอบคุณครับในการที่นําเสนอในเรื่องของการจัดตั้ง ธนาคารแรงงาน ซึ่งธนาคารแรงงานนั้นจะเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตและความมั่นคง ในรายได้ และเป็นการเสริมสร้างศักยภาพของอาชีพ ซึ่งสามารถที่จะเกื้อหนุนได้ด้วยนโยบาย มาตรการทางสังคม ผมขอเสนอนะครับว่าเราเองนั้นในส่วนของภาคแรงงานได้วางไว้แล้วครับ ว่า ๑ เป้าหมายกับ ๓ จังหวะก้าวย่าง ที่ขอนําเสนอเพื่อให้ไปสอดคล้องกับตัวร่างกฎหมาย ของ สปช. ที่ได้มีการนําเสนอ อันนี้คือส่วนที่ถ้าไปเสริมได้มันจะเป็นประโยชน์กับ กระบวนการแรงงาน ใน ๑ เป้าหมายนั้นชัดเจนครับ คือเรื่องของการลดความเหลื่อมล้ํา สร้างความเป็นธรรมทางด้านเศรษฐกิจให้กับคนทํางาน ก้าวที่ ๑ เรื่องของการลดดอกเบี้ยต่ํา และปลดหนี้สินของคนงาน ซึ่งวันนี้เราต้องยอมรับครับว่าคนงานนั้นมีรายได้เพียงแค่วันละ ๑๓๐ บาทเป็นขั้นต่ํา ซึ่งเขาเองนั้นต้องเลี้ยงดูครอบครัวครับ อย่างน้อย ๆ ก็ต้องมีภรรยา บุตร บางครั้งไปดูแลถึงพ่อแม่ นี่คือสังคมไทยครับ ดังนั้นรายได้ไม่เพียงพอครับ เขาเองต้อง ไปกู้หนี้นอกระบบซึ่งเป็นดอกเบี้ยที่สูงมาก การที่มีธนาคารแรงงานนั้นจะทําให้เขาเอง มีความหวังครับ และจะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการใช้จ่ายเงินเพื่อเป็นการนําเงินนั้นมาสู่ การออมในการที่จะไปเป็นทุนในการสร้างอนาคตให้กับตัวเอง ในก้าวที่ ๒ การจัดตั้งธนาคาร แรงงานนั้นควรจะเป็นการจัดตั้งของคนงาน โดยผู้ใช้แรงงาน เพื่อผู้ใช้แรงงาน อันนั้นคือการที่ จะกระจายเรื่องของกรรมสิทธิ์ทุนไปให้กับผู้ใช้แรงงาน ซึ่งได้เห็นแล้วครับว่าวันนี้กองทุน ประกันสังคมซึ่งมาจากเงินสะสมของนายจ้าง ของรัฐบาล และของคนงานเองนั้น วันนี้มีเงินถึง ประมาณ ๑,๒๐๐,๐๐๐ บาท ซึ่งเยอะมากนะครับ อันนี้ผมเชื่อว่าธนาคารแรงงานนั้นตั้งโดย คนงานได้ และก้าวที่ ๓ เรื่องของธนาคารแรงงานนั้นจะเป็นกลไกในเรื่องของทุนที่จะสร้าง เศรษฐกิจให้กับประชาชนระดับล่าง เช่น ธุรกิจรายย่อย วิสาหกิจชุมชน ที่อยู่อาศัยของคนจน ในระดับล่าง วิสาหกิจเพื่อสังคมที่ประชาชนสามารถเป็นเจ้าของได้ ดังนั้นผมเองขอขอบคุณ สมาชิก สปช. และขอฝากสมาชิก สปท. ที่จะมีส่วนสําคัญในการสนับสนุนธนาคารแรงงาน หรือการปฏิรูปแรงงานในทุกด้าน ในฐานะที่เป็นตัวแทนของภาคแรงงานครับ ต้องขอ กราบขอบพระคุณทุกท่านมา ณ โอกาสนี้นะครับ ขอบคุณครับ สวัสดีครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบพระคุณค่ะท่านศิริชัย ต่อไปเรียนเชิญท่าน พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม ท่านอดีต ส.ว. เชิญค่ะ

พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม 🔗

ขอบคุณท่านประธานครับ เฉลิมชัย เครืองาม สปท. หมายเลข ๓๑ ท่านประธานครับ ขออนุญาตแลกเปลี่ยนแล้วก็เติมเต็ม ซึ่งผมคิดว่าน่าจะเป็นประเด็นที่เป็นประโยชน์ต่อทางคณะกรรมาธิการที่จะไปพิจารณา ถ้าจําได้เมื่อปี ๒๐๐๐ ได้มีการประชุมขององค์การสหประชาชาติ ในการประชุมสหประชาชาติ ครั้งนั้น ที่ประชุมร่วมกันของ ๑๘๙ ชาติได้มีมติร่วมกันกําหนดเป้าหมายอันหนึ่งที่เรียกว่า เดอะ มิลเลนเนียม ดีเวลอปเมนต์ โกลส์ (The Millennium Development Goals) หรือเอ็มดีจี (MDGs) เป็นตัวย่อที่คิดว่านักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์แล้วก็ประชากรศาสตร์ รู้แล้วตระหนักดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งสํานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ เอ็มดีจี (MDGs) ที่ทางสหประชาชาติกําหนดนั้นเป็นการกําหนดเป้าหมาย ที่กําหนดว่านับจากปี ๒๐๐๐ คือปีมิลเลนเนียม (Millennium) ถัดไปอีก ๑๕ ปี คือปี ๒๐๑๕ คนทั้งโลกหรือชาติต่าง ๆ ๑๘๙ ชาติ ที่ได้ลงนาม ลงสัตยาบันร่วมกัน จะพยายามทําให้ประเทศของเขาบรรลุถึงเป้าหมายอันนั้นให้ได้ เป้าหมายคร่าว ๆ ตอนนั้นมีอยู่ประมาณ ๘ เป้าหมาย ผมยกตัวอย่างง่าย ๆ เช่น การขจัดความยากจน การศึกษาขั้นพื้นฐาน ความเท่าเทียมทางเพศ สุขอนามัยของแม่ และปัญหาเรื่องเอชไอวี (HIV) ความยากจน และอื่น ๆ ที่ผมขออนุญาตใช้เวลาตรงนี้เพื่อที่จะเรียนให้ทางกรรมาธิการ ท่านช่วยกรุณาพิจารณาเติมในสิ่งที่ถ้าหากว่ายังขาดอยู่ คือข้อหนึ่งของเป้าหมายก็คือ มาเทอร์นัลเฮลท์ (Maternal health) หรือสุขภาวะของแม่ ผมยกตัวอย่างที่เป็นรูปธรรม ชัดเจนที่สุด ที่กําลังเป็นปัญหาต่อสังคมไทย ต่อประเทศไทยอย่างมาก ถ้าเปรียบไป ก็เหมือนกับน้ําแข็ง ฐานน้ําแข็งที่อยู่ข้างล่างที่เรากําลังเผชิญอยู่ในวันนี้อยู่ในมุมมืดที่คน ให้ความสําคัญค่อนข้างน้อย นั่นคือเรื่องปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น มีศัพท์ต่าง ๆ ที่เรียกกัน มากมาย ไม่ว่าเรื่องแม่วัยใส การตั้งครรภ์ในวัยรุ่น การตั้งครรภ์ที่ไม่ปลอดภัย การตั้งครรภ์ ที่ไม่พึงประสงค์ อะไรต่าง ๆ อีกมากมาย สังคมไทยกําลังเผชิญกับปัญหาสังคมผู้สูงอายุ ที่กําลังจะเกิดขึ้นในอนาคต แต่ในอีกมุมหนึ่งตรงกันข้ามเลยครับ เด็กวัยรุ่นของเรามีปัญหา ในเรื่องของการตั้งครรภ์ ต้องขอกราบเรียนว่าเชื่อไหมการคลอดของคนไทย ของสตรีไทย หญิงไทย ๑๐๐ ส่วน ๑๖ เปอร์เซ็นต์ ๑๖ ส่วน เป็นการตั้งครรภ์ที่เกิดจากวัยรุ่น เป็นวัยใส ที่เขากําลังจะต้องพัฒนา จะต้องเรียนหนังสือ จะต้องอยู่ในโรงเรียน แต่ส่วนหนึ่ง ๑๖ เปอร์เซ็นต์ กลับเผชิญปัญหาที่สังคมมองไม่เห็น หรือเห็นแต่ให้ความสําคัญค่อนข้างน้อย เพราะฉะนั้น การปฏิรูปต่าง ๆ นั้นเท่าที่ผ่านมาปัญหาเรื่องนี้ได้รับความสําคัญค่อนข้างน้อย ทั้ง ๆ ที่ ประเทศไทย ต้องขออนุญาตเรียนว่าเราตกเอ็มดีจี (MDGs) ข้อนี้นะครับ เอ็มดีจี (MDGs) ที่กําหนดขึ้นเมื่อปี ๒๐๐๐ ที่จะต้องแก้ปัญหาให้สําเร็จในปี ๒๐๑๕ ปีนี้ ๒๐๑๕ แต่เรา ไม่สามารถแก้ปัญหาให้บรรลุเป้าได้ นั่นคือเราไม่สามารถแก้ปัญหาลดเปอร์เซ็นต์ หรือลดสัดส่วนของการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นได้ น่าอายไหมครับ ประเทศไทยเป็นเมืองพุทธ ประเทศไทยเป็นเมืองที่บอกว่าเราเห็นแก่สตรี เราเห็นแก่เด็กค่อนข้างมาก แต่เด็กส่วนหนึ่ง กลับถูกทอดทิ้งให้ความสําคัญกับเขาน้อยเกินไป หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องขอกราบเรียนว่า จะต้องมีการบูรณาการร่วมกัน นั่นคือนําไปสู่การปฏิรูปครั้งสําคัญที่จะแก้ปัญหาเรื่องนี้ ไม่ใช่เฉพาะกระทรวงสาธารณสุข เรื่องนี้ไม่ใช่เป็นปัญหาที่กระทรวงสาธารณสุข โดยกรมอนามัย หรือกรมไหนจะต้องไปแก้ปัญหาเพียงกระทรวงเดียว จะต้องประกอบด้วยกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และรัฐบาลจะต้องพยายามที่วางเป้าหมาย วางกําหนดกฎเกณฑ์ กฎหมายใดที่มีความจําเป็นที่จะต้องร่างขึ้นมาใหม่ หรือมีการแก้ไข เพื่อแก้ปัญหานี้รีบดําเนินการ เด็กวัยรุ่นเป็นวัยที่อยากรู้ อยากลอง อยากทดลอง ไม่ใช่ความผิดของเขา ปัญหานี้สังคมไทยมักจะบอกว่าเป็นความผิดของเด็ก เป็นความผิด ของวัยรุ่น จริง ๆ ไม่ใช่ครับ เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นทั้งแวดล้อมเขาทั้งหมดเลย ไม่ว่าที่ครอบครัว ที่สังคม แม้แต่ในระดับประเทศชาติ สิ่งต่าง ๆ ที่จะต้องดําเนินการแล้วก็มีการปฏิรูปนั้น จะต้องใช้งบประมาณ จะต้องใช้กฎหมาย จะต้องใช้บุคลากร จะต้องใช้ความร่วมมือร่วมแรงกัน ของหน่วยงานต่าง ๆ ก็จะต้องดําเนินการ เพราะฉะนั้นการปฏิรูปที่จะเกิดขึ้นผมขอฝาก เรื่องนี้เอาไว้ เพราะไม่เช่นนั้นต้องขอกราบเรียนครับ สํานักงานคณะกรรมการพัฒนา การเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเขาทําแพลตฟอร์ม (Platform) เอาไว้เลยว่า ในอนาคต ดาตา (Data) หรือจํานวนของประชากรของประเทศไทยจะเกิดความสุดโต่งกัน ๒ ขั้ว ขั้วหนึ่งในอนาคต อีก ๓๐ ปีข้างหน้าคือสังคมผู้สูงวัย อีกขั้วหนึ่งคือวัยรุ่นที่เกิดขึ้นในตอนนี้ ที่เกิดจากสถานการณ์ที่เรียกว่าเด็กเลี้ยงเด็ก เป็นเด็กที่ควรจะต้องเรียนหนังสืออยู่ในโรงเรียน แต่เขาต้องออกจากโรงเรียนออกจากสถาบันการศึกษาเพื่อไปเลี้ยงเด็ก เพราะฉะนั้น ๒ ขั้วนี้ คือขั้วของคนสูงวัยในอนาคตกับขั้วหนึ่งคือขั้วของเด็กที่เพิ่งเกิดจากวัยรุ่นจะเป็น ๒๐-๓๐ ปี มันจะมี ๒ ขั้ว คือขั้วคนอายุ ๒๐ ปี กับขั้วคนอายุ ๘๐-๙๐ ปี ส่วนกลาง ๆ มันจะน้อยลง เพราะอย่าลืมว่า ผมยกตัวเลขไว้แล้วว่า การคลอดของคนไทยในเวลานี้ ๑๖ เปอร์เซ็นต์เกิดจากวัยรุ่น เพราะฉะนั้นสังคมจะต้อง ตระหนักในเรื่องนี้ อย่าให้สังคมที่จะเกิดขึ้นในอนาคตเป็นปัญหาในการแก้ไขหรือพัฒนา เศรษฐกิจ สังคมในอนาคต ขอบพระคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบคุณค่ะท่านเฉลิมชัย ต่อไปท่านสุดท้ายนะคะ ท่านอโณทัย ฤทธิปัญญาวงศ์ ท่านเป็นประธานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสังคม เป็นอดีตสมาชิก สภาปฏิรูปแห่งชาติ และอดีตวุฒิสมาชิก เรียนเชิญค่ะ

นายอโณทัย ฤทธิปัญญาวงศ์

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพทุกท่านครับ กระผม นายอโณทัย ฤทธิปัญญาวงศ์ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศด้านสังคม กระผมฟังมาตั้งแต่ต้นทาง ๓ คณะกรรมาธิการได้อธิบายผลงานต่าง ๆ ที่ทํามา ตลอดจนกระทั่งเพื่อนสมาชิกได้อภิปรายข้อเสนอแนะต่าง ๆ เป็นเรื่องที่น่าชื่นชม แล้วก็ขอขอบคุณเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งคณะกรรมาธิการ ๓ คณะของ สปช. ซึ่งประกอบไปด้วยคณะกรรมาธิการปฏิรูปด้านสังคม ชุมชน เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการและผู้ด้อยโอกาส ตลอดจนคณะกรรมาธิการปฏิรูปการคุ้มครองผู้บริโภค คณะกรรมาธิการปฏิรูปการแรงงาน ซึ่งจะเห็นว่าทั้ง ๓ คณะนี่ผมเข้าใจว่ามีคณะอนุกรรมาธิการ น่าจะเป็น ๑๐ คณะ แต่ทั้ง ๓ คณะก็ได้ทําวาระการปฏิรูปมาทั้งหมด ๕ วาระ มี ๓๗ เรื่อง มีเรื่องซึ่งผ่านการพิจารณาจาก สนช. มาแล้ว ๒๔ เรื่อง กําลังรอการพิจารณาอยู่ ๑๓ เรื่อง ในขณะเดียวกันกําลังทบทวนอีก ๗๐ เรื่อง ซึ่งจะเห็นว่าขอบเขตกรอบการทํางานของ ทั้ง ๓ คณะกรรมาธิการรวมกันนั้นภาระอํานาจหน้าที่ตกมาอยู่กับคณะกรรมาธิการปฏิรูป ด้านสังคมอย่างเดียว ซึ่งก็ท้าทายพอสมควรครับ แต่ผมคิดว่าคณะกรรมาธิการองค์ประกอบ เรามีความพร้อมหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นอาจารย์หมออําพล จินดาวัฒนะ ซึ่งนั่งอยู่ข้างบน ซึ่งก็เป็นรองประธานคนหนึ่งคงได้เสนอแนะ คงได้ชี้นําให้คําปรึกษาได้ดีเพียงพอ ผมพยายาม ทบทวนวันที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้พูดเมื่อวันที่ ๒๘ ตุลาคม ในแม่น้ํา ๕ สาย ได้พยายาม ให้เด็กถอดเทป (Tape) ย้อนหลัง ๑ ปีว่าท่านนายกรัฐมนตรีได้พูดอะไรในรายการคืนความสุข ให้ประเทศไทยที่เกี่ยวกับทางด้านสังคมบ้าง ผมจะได้นํามาปรึกษาหารือในคณะกรรมาธิการ ซึ่งผมคิดว่าผมอาจจะต้องขอความกรุณาจากท่านประธานว่าอาจจะมีคณะอนุกรรมาธิการสัก ๕ คณะอนุกรรมาธิการ อาจจะมากสักเล็กน้อย แต่ว่าทุกคณะอนุกรรมาธิการผมมีกรอบ ระยะเวลาในการทํางาน ซึ่งคงจะเป็น ๓ เดือน ไม่เกิน ๖ เดือนเป็นต้น เพราะว่างานเรา มีมากมายเหลือเกิน อันนี้คือประเด็นที่อาจจะขอความกรุณาทางท่านประธาน กระผม มีอีกเรื่องหนึ่งก็คือในการประชุมคณะกรรมาธิการนี้ในช่วง ๑ เดือนจากนี้ไป ผมอยากจะให้ พวกเราถ้ามีเวลาได้ประชุมกันอาทิตย์ละ ๓ วัน คือวันจันทร์ วันอังคาร วันพุธ เพราะงานเรา มีมากเหลือเกินที่จะต้องสังเคราะห์ให้ตกผลึกว่าเราจะทําอะไรก่อนหลัง เพราะเนื่องจากเรามีงาน มากมายแล้ว เรายังมีกรอบของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) ซึ่งในมาตรา ๓๙ (๒) บัญญัติไว้ชัดเจนว่า ให้คํานึงถึงความสําคัญเร่งด่วนและความสัมฤทธิผล ของการปฏิรูปในระยะเวลาที่เหลืออยู่เป็นตัวข้อกําหนดอีกนะครับ เพราะฉะนั้นเป็นเรื่อง ซึ่งไม่ใช่คิดแล้วก็อยากจะทําอย่างเดียว จะต้องดูกฎเกณฑ์ กติกา มารยาทต่าง ๆ อันนี้ ผมขอน้อมรับเพื่อทําให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

ประการสุดท้ายที่เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายไปหลาย ๆ ท่าน ผมอาจจะต้อง ขอความกรุณาจากท่านให้มาเป็นกรรมาธิการที่ปรึกษากิตติมศักดิ์เพื่อขอคําปรึกษา ในบางเรื่องบางราวบางครั้ง ขอกราบขอบพระคุณล่วงหน้าด้วยครับ ขอบพระคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบพระคุณค่ะ เมื่อสักครู่ตอนนําเสนอเราค้างท่านวินัย ดะห์ลัน ไว้ จะเรียน เชิญท่านวินัย ดะห์ลัน พูดสัก ๕ นาที ให้ ๕ นาทีก่อนที่ท่านอาจารย์หมออําพลจะสรุปค่ะ เชิญสัก ๕ นาทีค่ะ

นายวินัย ดะห์ลัน 🔗

ขอบคุณมากครับท่านประธาน ผม วินัย ดะห์ลัน หมายเลข ๑๔๓ ครับ ในฐานะของเลขานุการคณะกรรมาธิการปฏิรูปการคุ้มครองผู้บริโภค สภาปฏิรูปแห่งชาติ สปช. เมื่อครั้งที่ผ่านมานะครับ ประเด็นที่ค้างกันไว้ขออนุญาต พูดไว้สั้น ๆ ก็เป็นเรื่องประเด็นของข้อกฎหมาย ก่อนอื่นอยากจะให้พวกเรามีความเข้าใจ ตรงกันนิดหนึ่งกรณีของสังคมที่เป็นสุขนั้น อันแรกเลยก็คือจะต้องเป็นธรรม มีเรื่องของ ข้อกฎหมาย มีเรื่องของข้อบัญญัติต่าง ๆ หัวใจหลักที่เราคุยกันมาโดยตลอดก็คือเรื่องของ ความเหลื่อมล้ํา จะเห็นได้ว่าท่านกรรมาธิการที่ได้พูดมาทั้งหมด ๑๔ ท่าน ส่วนใหญ่ แตะประเด็นในเรื่องของความเหลื่อมล้ําทั้งสิ้น ในกรณีของการคุ้มครองผู้บริโภคนั้น ในเรื่องของการแข่งขันทางการค้าเป็นประเด็นสําคัญ ถ้าสมมุติว่าการแข่งขันทางการค้า สามารถที่จะดําเนินไปได้โดยสมดุล ผู้ประกอบการไม่ได้อยู่เหนือผู้บริโภค ในขณะเดียวกัน ผู้บริโภคก็ไม่ได้ถูกเอาเปรียบจนเกินไป สังคมก็รุ่งเรืองเป็นสุขได้นะครับ ในกรณีนี้นั้น มีคนพยายามที่จะปรับเรื่องสมดุลของสังคมในเรื่องของการคุ้มครองผู้บริโภคไว้ตั้งแต่ ในปี ๑๙๖๒ ในประเทศสหรัฐอเมริกาเองนั้นได้มองประเด็นในเรื่องนี้ไว้ค่อนข้างจะชัดเจน เขามองว่ากรณีของผู้ประกอบการ กรณีของข้าราชการ กรณีของนักการเมือง ทั้ง ๓ ส่วน มีแนวโน้มในการที่จะรวมกลุ่มกันได้ดีเนื่องจากว่าพลังทางเศรษฐกิจของนักธุรกิจนั้นมีอยู่สูง หากต้องการที่จะให้สังคมเกิดสมดุลจําเป็นที่จะต้องสร้างอํานาจขึ้นมาอีกอํานาจหนึ่งนะครับ ก็คืออํานาจของผู้บริโภค แต่อย่างไรก็ตามผู้บริโภคนั้นจะมีประเด็นปัญหาก็คือไม่รวมกัน แม้ว่าจะเป็นเจ้าของเงิน แม้ว่าจะเป็นเจ้าของทรัพย์สินในการที่จะไปซื้อสินค้าและบริการ ต่าง ๆ แต่ก็ไม่รวมกัน ในขณะที่นักธุรกิจนั้นมีศักยภาพในเรื่องของการรวมตัวได้ดีกว่า ซึ่งสมาชิกบางท่านได้พูดไปแล้ว เช่นนี้เองกฎหมายจําเป็นที่จะต้องเข้ามาช่วยสนับสนุนนะครับ เรื่องของกฎหมายกรณีของผู้ประกอบการ จําเป็นที่จะต้องช่วยกันดึงให้ผู้ประกอบการนั้น ไม่เอาเปรียบจนเกินไป ในขณะที่ผู้บริโภคนั้น กฎหมายนั้นจะต้องช่วยกันดันเพื่อที่จะทําให้ ผู้บริโภคนั้นมีความได้เปรียบมากขึ้น ยกตัวอย่างเช่นเรื่องของการดันผู้บริโภคนั้น ก็ได้แก่เรื่อง ขององค์กรอิสระเพื่อคุ้มครองผู้บริโภค เรื่องนี้คุยกันมา ๑๘ ปี ในกรณีของประเทศไทย ยังไม่มีโอกาสที่จะได้เกิดเลยนะครับ ตั้งแต่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ จนกระทั่งถึงปัจจุบัน เรื่องของการที่จะดึงผู้ประกอบการเพื่อไม่ให้ได้เปรียบจนเกินไป ยกตัวอย่างเช่น เรื่องของ กฎหมายการป้องกันการผูกขาด เรื่องการแข่งขันอย่างเป็นธรรม เรื่องของการป้องกัน การมีอํานาจเหนือตลาด การชดเชยค่าเสียหาย ชดเชยสินค้าบกพร่อง ซึ่งท่านผู้มีเกียรติ ได้พูดกันไปแล้วนะครับ ก็คือท่าน พลตํารวจเอก เรืองศักดิ์ท่านได้พูดถึงเรื่องของความปลอดภัย ในสินค้าและบริการ ผมก็จะขออนุญาตพูดถึงเรื่องของข้อกฎหมาย ที่ทางคณะกรรมาธิการปฏิรูปการคุ้มครองผู้บริโภคได้นําเสนอมีทั้งหมด ๘ ฉบับ ไม่น่าเชื่อนะครับ เรามี พ.ร.บ. ที่ได้นําเสนอเป็นร่าง พ.ร.บ. ไปถึง ๘ ฉบับ บางฉบับนั้นเป็นเรื่องของ ครอส คัตติง คอมมิตตี (Cross cutting committee) การทํางานร่วมกันระหว่างคณะกรรมาธิการ ตั้งแต่ ๒ คณะขึ้นไป ยกตัวอย่างในข้อเสนอของการปฏิรูป เช่น เรื่องของการปฏิรูประบบ ชดเชยความเสียหาย เรื่องของการปฏิรูประบบและกลไกการมีส่วนร่วมในการคุ้มครองผู้บริโภค เรื่องนี้ทางคณะกรรมาธิการได้เสนอร่างพระราชบัญญัติองค์กรอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค เพื่อที่จะทําให้คณะกรรมการในฐานะของผู้ที่อยู่ในหน่วยงานที่ไม่ใช่หน่วยงานภาครัฐ ถ้าเราดูนั้นเราจะเห็นได้ว่าผู้มีเกียรติคือสมาชิกทั้งหมดได้พูดในเรื่องขององค์กรเอกชน อย่างเช่น ท่านอํานวย ท่านกษิต ท่านอาจารย์ดอกเตอร์อิศรา ท่านนิกร ท่านพูดถึงเรื่องขององค์กรอิสระ อยู่ส่วนหนึ่งเรื่องของการที่จะให้เอกชนเข้ามาดูแลเรื่องของการที่จะให้หน่วยงานทางวัฒนธรรม ในพื้นที่ดูแล เรื่องของการให้เอกชนได้เป็นผู้ทํางาน แล้วก็เรื่องของการให้เอกชนดูแลในเรื่อง ของการดูแลพื้นที่ต่าง ๆ นั้น เรื่องหนึ่งเราคงจะได้เห็นร่วมกันก็คือการให้ภาคประชาสังคม เป็นผู้ดูแลผลประโยชน์ของเขาเรื่องนี้ก็คือเรื่องขององค์กรอิสระคุ้มครองผู้บริโภคในกรณี ของผู้บริโภค ผมก็จะขอกล่าวถึง พ.ร.บ. ต่าง ๆ ที่ทางคณะกรรมาธิการปฏิรูปการคุ้มครองผู้บริโภค ได้เสนอ อย่างเช่นเรื่องของการปฏิรูประบบข้อมูลและความปลอดภัยของผู้บริโภค ได้เสนอเรื่องของร่างพระราชบัญญัติการแจ้งเตือนภัยและจัดการสินค้าที่ไม่ปลอดภัย ต่อผู้บริโภค อันนี้ได้เสนอไปแล้วนะครับ ในกรณีของเรื่องนี้นั้นประเด็นสําคัญก็คือ ผู้ประกอบการก่อนที่จะนําเสนอสินค้าและบริการเข้ามาสู่ตลาดจะต้องเป็นผลิตภัณฑ์และบริการ ที่มีความปลอดภัยเท่านั้น แล้วก็จะต้องดูแลความปลอดภัยหลังการวางตลาดและหลังการขาย เจ้าหน้าที่รัฐจะต้องกํากับดูแลความปลอดภัย การกําหนดมาตรการหลังการวางตลาด และการจัดให้มีระบบแจ้งเตือนภัยและรวมถึงเรื่องของการสร้างความร่วมมือกับต่างประเทศ อันนี้ก็เป็นเรื่องของ ๒ พ.ร.บ. นะครับ ยังมีเรื่องของการปฏิรูประบบชดเชยความเสียหาย กรณีนี้ทางคณะกรรมาธิการได้เสนอร่าง พ.ร.บ. ๒ พ.ร.บ. ก็คือร่าง พ.ร.บ. ความรับผิดชอบ ต่อความชํารุดบกพร่องของสินค้าในต่างประเทศ เขาเรียกว่าเลมอนลอว์ (Lemon law) กฎหมายมะนาว กรณีนี้แทนที่ทั้งผู้ประกอบการก็คือผู้จําหน่ายแล้วก็ทางผู้บริโภคจะต้อง ไปขึ้นโรงขึ้นศาลกันทั้ง ๒ ฝ่าย จะมีข้อกฎหมายในการที่จะเจรจาต่อรองกันว่าจะคืนสินค้า จะเปลี่ยนสินค้าใหม่ หรือจะอย่างไร ในกรณีอย่างนี้ก็ได้มีเรื่องของแนวทางการทําพระราชบัญญัติ ออกมา เรื่องของร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ได้รับผลกระทบจากการบริการสาธารณสุขอันนี้ ก็เป็นครอส คัตติง คอมมิตตี (Cross cutting committee) ร่วมกับทางคณะกรรมาธิการปฏิรูป ระบบสาธารณสุข ในกรณีของปฏิรูปกลไกและมาตรการคุ้มครองผู้บริโภคภาครัฐ ก็ยกตัวอย่างเช่นเรื่องของ ร่าง พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกํากับการประกอบกิจการ วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการคมนาคม เป็นการทํางานร่วมกันระหว่าง คณะกรรมาธิการปฏิรูปการคุ้มครองผู้บริโภคกับคณะกรรมาธิการปฏิรูปการสื่อสารมวลชน และเทคโนโลยีสารสนเทศ เรื่องของร่างพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพก็ร่วมกับทาง คณะกรรมาธิการปฏิรูประบบสาธารณสุข เรื่องของร่างพระราชบัญญัติประกันสังคมก็ร่วมกับ คณะกรรมาธิการปฏิรูปสังคม ชุมชน เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการและผู้ด้อยโอกาส แล้วก็อันสุดท้ายซึ่งเป็นส่วนที่ทางคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเกษตร อุตสาหกรรม พาณิชย์ การท่องเที่ยวและบริการ หรือว่าเรียลเซกเตอร์ (Real sector) นั้นนําไปทํา แต่ว่าเป็นการทํางาน ร่วมกันระหว่างคณะกรรมาธิการปฏิรูปการคุ้มครองผู้บริโภคก็คือเรื่องของพระราชบัญญัติ การแข่งขันทางการค้า ตรงนี้มีความสําคัญอย่างยิ่ง เรื่องของการแข่งขันทางการค้ากรณี ของการทําพระราชบัญญัติมักจะล้มเหลว เนื่องมาจากผู้ประกอบการมีความเข้าใจว่า กรณีของผู้บริโภค การให้สิทธิผู้บริโภคนั้นเป็นเรื่องของการลิดรอนสิทธิของตนเอง จริง ๆ ไม่ใช่ การที่ให้แต้มต่อแก่ผู้บริโภคนั้นคือการสร้างความสามารถในการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการ อันนี้เป็นประเด็นหลักในเรื่องของการแข่งขันทางการค้า หากว่าเราต้องการให้ผู้ประกอบการ ของเราสามารถที่จะแข่งขันได้ในตลาด ไม่ใช่เฉพาะตลาดในประเทศไทยนะครับ ตลาดโลก จําเป็นที่จะต้องสร้างอํานาจต่อรองหรือว่าสร้างแต้มต่อให้กับผู้บริโภค เพื่อที่จะได้ เป็นแรงกระตุ้นและแรงกดดันให้ผู้ประกอบการนั้นพัฒนาศักยภาพในการแข่งขันของตนเอง ก็ขออนุญาตกล่าวถึงประเด็นของคุ้มครองผู้บริโภคเพียงเท่านี้ครับ ขอบคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบพระคุณค่ะ ก่อนที่ดิฉันจะเรียนเชิญอาจารย์หมออําพลพูดนะคะ ขอแจ้ง ให้ทราบว่าบัดนี้มีคณะบุคคลขออนุญาตเข้าฟังการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เป็นคณะนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๔-๖ โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ จํานวน ๕๐ คน ยินดีต้อนรับค่ะ ต่อไปกราบเรียนเชิญคุณหมออําพลค่ะ

นายอําพล จินดาวัฒนะ

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศ ผม นายแพทย์อําพล จินดาวัฒนะ วันนี้อยู่ในสถานะอดีตประธานคณะกรรมาธิการ ปฏิรูปของ สปช. นะครับ แล้วก็เป็นสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ขอกราบ ขอบพระคุณท่านประธาน กราบขอบพระคุณเพื่อนสมาชิก สปท. ทั้งหลาย ๑๐ กว่าท่านที่ได้ กรุณาให้ข้อคิดเห็นเพิ่มเติม ให้ข้อสังเกตต่าง ๆ แต่ถัดจากนี้ไปก็ไม่ใช่เป็นบทของเรา คณะกรรมาธิการ ๓ ชุด เราก็จะไปแปลงร่างอยู่ใน สปท. แล้วก็เป็นบทที่คณะกรรมาธิการ สามัญประจําสภาของ สปท. เราจะได้นําสิ่งที่อยู่ในรายงานของ สปช. และข้อสังเกต ข้อคิดเห็นเพิ่มเติมต่าง ๆ ของเพื่อนสมาชิกนําไปดําเนินการขับเคลื่อน ไปร่วมหาภาคส่วน ภาคีต่าง ๆ ในการร่วมกันขับเคลื่อนสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ให้ประสบความสําเร็จ ถึงแม้จะไม่ได้ ทุกเรื่อง แต่ก็คงจะได้ในเรื่องสําคัญ ๆ ในห้วงเวลาที่เรามีอยู่ต่อไปนะครับ ก็ขอกราบ ขอบพระคุณ อาจจะถือว่าเป็นการส่งไม้จาก สปช. ๓ คณะ ไปสู่กรรมาธิการ สปท. ของเรานะครับ กราบขอบพระคุณท่านสมาชิกและขอบพระคุณท่านประธานอีกครั้งหนึ่งครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบพระคุณมากค่ะ ดิฉันในนามของผู้แทนสมาชิกก็ขอกราบขอบพระคุณ คณะกรรมาธิการปฏิรูปทั้ง ๓ คณะที่กรุณามาให้ความเห็นแล้วก็ให้ข้อมูลข้อเท็จจริง ที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ขอบพระคุณค่ะ

ระเบียบวาระต่อไปนะคะ เป็นการอภิปรายทั่วไปเพื่อเสนอวิธีการปฏิรูป ๑๑ ด้าน ของด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมค่ะ ในการนี้เราได้เชิญผู้แทนของ คณะกรรมาธิการปฏิรูประบบสาธารณสุข และผู้แทนของคณะกรรมาธิการปฏิรูป ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภาปฏิรูปแห่งชาติ มานําเสนอภาพรวมให้ท่านสมาชิก ได้รับฟัง เจ้าหน้าที่กรุณาเรียนเชิญท่านผู้แทนผู้ชี้แจงด้วยค่ะ

(ผู้แทนของคณะกรรมาธิการปฏิรูประบบสาธารณสุข และผู้แทนของ คณะกรรมาธิการปฏิรูปทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภาปฏิรูปแห่งชาติ เข้าชี้แจง ต่อที่ประชุม)

สักครู่นะคะ เชิญเลยค่ะ เชิญท่านอาจารย์หมอพรพันธุ์เลยค่ะ สมาชิกกรุณารอ สักครู่นะคะ ท่านเป็น สปท. ท่านเดินอ้อมมาขึ้นข้างหลัง ท่านผู้ที่จะมานําเสนอภาพรวม ทางด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมให้เราได้รับฟังมี ๓ ท่านดังนี้นะคะ ท่านพรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ ประธานคณะกรรมาธิการปฏิรูประบบสาธารณสุข ท่านปราโมทย์ ไม้กลัด ประธานคณะกรรมาธิการปฏิรูปทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ท่านสุชาติ นวกวงษ์ เลขานุการคณะกรรมาธิการปฏิรูปทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมค่ะ ในชั้นนี้ เพื่อประหยัดเวลา วันนี้เวลาเราค่อนข้างจะน้อยเพราะว่ายังมีอีก ๒ วาระใหญ่ ๆ นะคะ ก็ขอเรียนเชิญอาจารย์หมอพรพันธุ์กรุณาเสนอภาพรวมเป็นท่านแรกเลยค่ะ เชิญเลยค่ะ

นางพรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน แพทย์หญิงพรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ กรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุข และสิ่งแวดล้อม ในฐานะอดีตประธานกรรมาธิการปฏิรูประบบสาธารณสุขของ สปช. ขอนําเสนอในการปฏิรูประบบสาธารณสุขที่สภาปฏิรูปแห่งชาติได้ดําเนินการไว้ ในการนี้ดิฉันได้เรียนเชิญ พลอากาศเอก ขวัญชัย เอี่ยมรักษา ซึ่งท่านเคยเป็นประธาน คณะอนุกรรมาธิการด้านของการปฏิรูประบบการบริหารจัดการด้านสาธารณสุข เพื่อจะได้ เพิ่มเติมในกรณีที่ดิฉันได้นําเสนอที่เกี่ยวข้องกับระบบการปฏิรูประบบบริหารจัดการ ขออนุญาตใช้เพาเวอร์พอยท์ (PowerPoint) ในการนําเสนอ เริ่มต้นด้วยอยากจะทําความเข้าใจ ในเรื่องของระบบสาธารณสุขที่เราได้รับมอบหมายให้ทําการปฏิรูป แต่ว่าครอบคลุม นอกเหนือไปจากระบบสาธารณสุขซึ่งส่งผลกระทบถึงสุขภาพของคน ก็คืออยากจะเรียก ระบบสุขภาพทั้งหมดนะคะ ซึ่งนอกเหนือไปจากบริการทางด้านสาธารณสุขและบริการทางด้าน การแพทย์ก็คือบริบทของสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ทั้งด้านกายภาพ ด้านสังคม อันนี้รวมกันก็คือ ระบบสุขภาพ ซึ่งมีความจําเป็นอย่างยิ่งในการที่จะปฏิรูประบบสาธารณสุขให้เกิดความสําเร็จ นอกจากนั้นก็ขอนําเสนออย่างรวดเร็วถึงกลไกต่าง ๆ ในระบบสาธารณสุขซึ่งเป็นระบบ ของประเทศชาติ นอกไปจากกระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ต่าง ๆ พวกนี้ ก็ยังมีองค์กรมหาชน หรือองค์กรอิสระต่าง ๆ ที่ให้ข้อมูลและให้ข้อเสนอแนะทางด้านสุขภาพ แก่กระทรวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สมัชชาสุขภาพแห่งชาติ สวรส. ที่เกี่ยวกับการวิจัย สสส. สปสช. สถาบันการแพทย์ฉุกเฉิน อะไรพวกนี้ นอกจากนี้บริบทของสาธารณสุขก็ยังเกี่ยวข้องถึงหน่วยงานในส่วนภูมิภาค องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งมีความกว้างขวางเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งบุคลากร ของกระทรวงสาธารณสุขซึ่งมีมากกว่า ๒๐๐,๐๐๐ คน หน่วยงานในสังกัดต่าง ๆ อาจจะ เรียกได้ว่ากระทรวงสาธารณสุขได้ปฏิรูปมาก่อนหน้านี้นะคะ โดยวางอินฟราสตรักเจอร์ (Infrastructure) หรือว่าโครงสร้างทางด้านสาธารณสุขเอาไว้รองรับการปฏิรูประบบบริการ เอาไว้ก่อนหน้านั้นหลายปีนะคะ จนกระทั่งเราสามารถที่จะมีสถานีอนามัยได้ครบทุกตําบล แล้วก็มีโรงพยาบาลอําเภอได้ครบทุกอําเภอ อันนี้ก็เป็นโครงสร้างต่าง ๆ ของกระทรวง และพลังคน นอกจากนั้นในระบบสาธารณสุขยังมีภาคเอกชน ซึ่งมีสัดส่วนของการให้บริการนี้ เป็นประมาณ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ของทั้งประเทศด้วยกัน เพราะฉะนั้นในระบบสาธารณสุข ของไทยเมื่อ ๑๐ ปีมาแล้วเราก็มีการปฏิรูปครั้งใหญ่ ก็คือหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ที่ให้ประชาชนทุกคนได้รับบริการสาธารณสุขที่ไม่เสียเงิน แล้วก็ไม่ให้การเจ็บป่วยนั้น มาทําให้มีความล้มละลายทางด้านเศรษฐกิจ เพราะฉะนั้นระบบสุขภาพไทยถ้าเผื่อว่า จัดในความครอบคลุมก็เรียกได้ว่าครอบคลุมประมาณเกือบ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ของประชาชน ในประเทศก็คือระบบประกันสวัสดิการสุขภาพของข้าราชการซึ่งครอบคลุมประมาณ ๕,๐๐๐,๐๐๐ คน ข้าราชการและครอบครัว นอกจากนั้นระบบประกันสังคมซึ่งมีผู้ประกันตน ประมาณ ๑๐ ล้านคน ที่เหลือประมาณ ๔๙ ล้านคน หรือ ๕๐ ล้านคน ก็คือผู้ที่อยู่ในระบบ หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ทั้งหมดของระบบนี้ส่วนใหญ่มาจากภาษีของประเทศนะคะ โดยเฉพาะเรื่องของหลักประกัน สุขภาพถ้วนหน้านั้นใช้เงินภาษี ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ เช่นเดียวกันระบบสวัสดิการข้าราชการ ส่วนระบบการประกันตนหรือประกันสังคมนั้นมีผู้ร่วมกันออก ๓ ส่วน ผู้ประกันตน ก็เป็นระบบเดียวที่ผู้ประกันตนได้เสียเงินด้วย ทั้งหมดนี้ก็รวมกันไปเป็นหลักประกันสุขภาพ ถ้วนหน้าของประเทศไทย อย่างไรก็ดียังมีปัญหาในเรื่องระบบนี้ถึงแม้ว่าความครอบคลุม จะทั่วถึง แต่ว่าในระบบสุขภาพจริง ๆ ซึ่งประกอบไปด้วยทางด้านของการป้องกันโรค การสร้างเสริมสุขภาพ การรักษาพยาบาล การฟื้นฟูสมรรถภาพ เหล่านี้ก็มีปัญหาในระบบ ก็คือเงินส่วนใหญ่ซึ่งเป็นเงินของรัฐลงไปในเรื่องการรักษาพยาบาลมากกว่า ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นการลงทุนที่เราเรียกว่าไม่คุ้มค่าเพราะว่าสูญเปล่าไปแต่ละปี ขณะเดียวกันกับ การป้องกันโรคและการสร้างเสริมสุขภาพที่จะทําให้คนไม่เป็นโรคนั้นมีสัดส่วนในการลงทุน น้อยมาก นอกจากนี้การบริการซึ่งควรจะดําเนินไปตามลําดับ จากปฐมภูมิไปสู่บริการ ที่ให้การรักษาสลับซับซ้อนและมีราคาแพงขึ้นนี้ก็กลายเป็นว่าขณะนี้คนไปแออัดยัดเยียด อยู่ในส่วนของการบริการเซคันดารี (Secondary) กับเทอร์เทียรี (Tertiary) มากกว่าไพรมารี (Primary) หรือปฐมภูมิ ทําให้ผู้ที่ต้องการการรักษาพยาบาลจริง ๆ นั้นบางครั้งเข้าไม่ถึง การรักษาพยาบาล ยังมีปัญหาของความแตกต่างในค่าใช้จ่ายระหว่างกองทุนสุขภาพใหญ่ ๆ ๓ กองทุน ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทําให้เกิดความรู้สึกว่ามีความเหลื่อมล้ําในด้านการเงิน การจ่าย แต่ในขณะเดียวกันการศึกษาวิจัยก็ยืนยันว่ามีความแตกต่างในผลลัพธ์ทางสุขภาพจริง ระหว่าง ๓ กองทุน เพราะฉะนั้นเรื่องของคุณภาพของบริการ แล้วก็เรื่องของการเข้าถึง บริการเป็นสิ่งที่จะต้องแก้ไขและปฏิรูปที่สําคัญนะคะ นอกจากนั้นสิทธิประโยชน์ที่แตกต่าง กันระหว่าง ๓ กองทุนก็เป็นสิ่งที่จําเป็นที่จะต้องพิจารณาเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นดิฉัน อยากจะให้พิจารณาแผนภูมิอันนี้ซึ่งเป็นภาพรวมของจุดประสงค์ที่ทําไมเราถึงจะต้องมา ปฏิรูประบบสุขภาพ เราต้องการให้ประชาชนมีสุขภาพดีในทุกกลุ่มอายุ ชุมชนเป็นชุมชน ที่มีสุขภาวะ แล้วก็การเงิน การคลังทางด้านสุขภาพมั่นคงและยั่งยืน เรามีปัญหาการเงิน การคลัง ในด้านสุขภาพด้วยเช่นเดียวกัน ก็คือค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ มีการเพิ่มขึ้นโดยเปอร์เซ็นต์แล้ว สูงกว่าการเพิ่มของจีดีพี (GDP) ของประเทศมีผู้ทําการวิจัยให้เราเห็นได้อย่างชัดเจนว่า ถ้าหากว่าเศรษฐกิจของประเทศหรือจีดีพี (GDP) ของประเทศเติบโตไม่ถึง ๕ เปอร์เซ็นต์ การเติบโตของความต้องการการใช้จ่ายด้านสุขภาพในขณะนี้จะเป็นปัญหาต่อประเทศ ในอนาคตอันใกล้นี้ ก็คือหนี้สาธารณะของเราก็จะท่วมท้นขึ้นมา เพราะฉะนั้นอันนี้ ก็เป็นปัญหาอันหนึ่งที่จะต้องดําเนินการแก้ไขโดยด่วนนะคะ เพราะฉะนั้นท่านจะเห็นว่า ในระบบบริการสุขภาพทั้ง ๔ ด้าน ก็คือ การป้องกันโรค สร้างเสริมสุขภาพ การรักษาพยาบาล และฟื้นฟูสุขภาพภายหลังการเจ็บไข้ จะมีระบบบริการซึ่งดําเนินการตั้งแต่พื้นฐาน ก็คือสามารถดูแลตัวเองได้ไปจนกระทั่งถึงระดับปฐมภูมิจนถึงระดับสุดท้ายก็คือเซนเตอร์ ออฟ เอกซ์เซลเลนซ์ (Center of excellence) พวกนี้จําเป็นที่จะต้องมีการปฏิรูปเพื่อให้ การส่งต่อผู้ป่วยนี้เป็นไปตามสถานะการเจ็บป่วยจริง ๆ ไม่ไปแออัดยัดเยียดอยู่ในที่ใดที่หนึ่ง นอกจากนั้นการอภิบาลระบบก็เป็นสิ่งที่จําเป็นในการที่จะดูแลระบบบริการให้ตั้งแต่ปฐมภูมิ ไปจนกระทั่งถึงระดับเทอร์เทียรี (Tertiary) พวกนี้ต้องการข้อมูลข่าวสารทางด้านสุขภาพ ที่ชัดเจน ที่ทันสมัย ที่ถูกต้องได้มาตรฐาน ต้องการบุคลากรสาธารณสุขที่จําเป็น ไม่ว่าจะเป็นแพทย์ พยาบาล ที่เพียงพอ ที่มีคุณภาพ มีการกระจายอย่างดี มีเทคโนโลยีที่ทันสมัย และเทคโนโลยีที่ทันสมัยนี้ ก็จะมาพร้อมกับค่าใช้จ่ายที่สูงเช่นเดียวกัน เพราะว่าค่าใช้จ่ายทางด้านสุขภาพของเรา ไม่ว่าจะเป็นยาหรือว่าเทคโนโลยีนั้น ประมาณ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ก็มาจากต่างประเทศนะคะ

นอกจากนั้นเราต้องการการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งประกอบด้วย การบริหารจัดการที่ไม่มีความเหลื่อมล้ํา ใช้เอฟวิเดนซ์เบส (Evidence based) หรือว่า เหตุผลเชิงประจักษ์ แล้วก็มีความร่วมมือจากทุกฝ่าย แล้วก็มีการเงิน การคลังที่ดําเนินการ อย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ พวกนี้ก็คือปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการอภิบาลระบบ และในขณะเดียวกันก็มีปัจจัยนอกระบบสาธารณสุขที่มีความสําคัญเพียงพอกัน ในขณะนี้ เมื่อคิดในบริบทของปัญหาโรคภัยไข้เจ็บที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ซึ่งเป็นโรคเกี่ยวกับโรคไร้เชื้อเรื้อรัง หรือเราเรียกว่านอน คอมมูนิเคเบิล ดิซีส (Non-communicable diseases) เป็นส่วนใหญ่ โรคต่าง ๆ เหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นมะเร็ง ไม่ว่าจะเป็นหลอดเลือดหัวใจ หรือหลอดเลือดในสมอง เบาหวาน ความดันโลหิตสูง เหล่านี้เป็นโรคซึ่งมีค่าใช้จ่ายที่สูง แล้วก็มีปัจจัยต่าง ๆ นอกไปจากเชื้อโรคก็คือปัจจัยในสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ นะคะ เพราะฉะนั้นสิ่งแวดล้อมที่ดี ปราศจากมลภาวะที่สามารถจะเป็นชุมชนที่มีสุขภาวะได้มีความสําคัญมากต่อสุขภาพ ของประชาชน และบางครั้งสําคัญยิ่งกว่าการรักษาพยาบาลด้วยซ้ําไป นอกจากนั้นปัจจัยอื่น ๆ นอกระบบ เช่น ระบบเศรษฐกิจ สังคม และการศึกษา ก็มีความสําคัญต่อสุขภาพ ของประชาชนด้วยเช่นเดียวกันนะคะ เพราะฉะนั้นในการปฏิรูประบบสุขภาพจําเป็นที่จะต้อง คิดถึงสิ่งเหล่านี้ครบถ้วนไปพร้อม ๆ กันหมด มิฉะนั้นการปฏิรูปจะไม่มีประสิทธิภาพ เท่าที่ควร คณะกรรมาธิการปฏิรูประบบสาธารณสุขของ สปช. เราได้พิจารณาศึกษา เพื่อที่จะหาแนวทางการปฏิรูปที่เหมาะสมสําหรับประเทศไทย สําหรับในสถานการณ์ดังกล่าว มาแล้วด้วยการศึกษารอบด้าน ทั้งการลงพื้นที่ ทั้งการศึกษากับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งการศึกษาจากประชาชน แล้วก็จากการวิจัยต่าง ๆ ที่ดําเนินไปในประเทศไทย เราก็พอที่จะสรุปได้ว่าสิ่งที่จําเป็นจะต้องปฏิรูปโดยเร่งด่วนก็คือการปฏิรูประบบ บริการสุขภาพที่เน้นการปฏิรูประบบปฐมภูมิก่อนนะคะ แล้วก็มาถึงการปฏิรูประบบ การสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค

นอกจากนั้นสิ่งที่จําเป็นที่จะต้องปฏิรูปก็คือเรื่องของการปฏิรูประบบบริหาร จัดการ หรือการปฏิรูปการอภิบาลระบบทั้งหมด เช่นการบริหารจัดการการเงิน การคลังด้าน สุขภาพ นอกจากนั้นก็ยังมีความจําเป็นในการปฏิรูปในเรื่องของระบบการแพทย์ฉุกเฉิน เพราะว่าเรามีคนไข้ที่เป็นคนไข้ฉุกเฉินอยู่ประมาณปีละไม่ต่ํากว่า ๒,๐๐๐,๐๐๐ คนต่อปี นอกจากนี้แล้วในการที่จะอภิบาลระบบให้ได้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ลดค่าใช้จ่าย แล้วก็ ใช้ภูมิปัญญาของไทยให้เป็นประโยชน์ก็คือการปฏิรูปการแพทย์แผนไทยให้คู่ขนานไปกับ การแพทย์แผนปัจจุบัน เราก็ดําเนินการปฏิรูปได้เช่นเดียวกันนะคะ อันนี้ก็เป็นสรุปวาระ ปฏิรูปทั้งหมด

ขอย้อนกลับไปสไลด์ (Slide) ที่เป็นแผนภูมิ อันนี้จะกล่าวถึงเรื่องของการปฏิรูป ระบบปฐมภูมิ เมื่อก่อนนี้เราใช้โรงพยาบาล โรคภัยไข้เจ็บเป็นจุดศูนย์กลางของการพัฒนา ระบบสาธารณสุข แต่เมื่อคิดถึงบริบทของการสร้างเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค การเฝ้าระวังโรค พื้นที่หรือประชาชนจะทวีความสําคัญมากขึ้น เพราะฉะนั้นหลักใหญ่ของการปฏิรูประบบบริการปฐมภูมินี้ก็คือใช้พื้นที่เป็นฐาน ประชาชน เป็นศูนย์กลาง ปัญหาสุขภาพของประชาชนอยู่ในพื้นที่ใด มีความครอบคลุมของสถานบริการ เป็นอย่างไร เป็นสิ่งที่ได้นํามาพิจารณาในการที่จะปฏิรูประบบปฐมภูมิ หลักของการปฏิรูป ระบบปฐมภูมินั้นก็คือการที่จะสร้างเครือข่ายด้านสุขภาพให้เกิดขึ้นในพื้นที่ในระดับอําเภอ โดยมีคณะกรรมการสุขภาพระดับพื้นที่ ซึ่งประกอบด้วยหลายกลุ่ม นอกไปจากแพทย์ แล้วก็บุคลากรทางสาธารณสุข ก็มีตัวแทนของภาคประชาชนเข้ามาร่วมกันพิจารณาด้วยว่า เราจะแก้ปัญหาในพื้นที่ได้อย่างไร แม้กระทั่งการกําหนดสิทธิประโยชน์พื้นฐานของ การรักษาพยาบาลในพื้นที่ก็ควรจะมาจากความตกลงของคณะกรรมการบอร์ด (Board) ของดิสทริกต์ เฮลท์ บอร์ด (District health board) เช่นเดียวกัน ที่สําคัญก็คือประชาชน ทุกครอบครัวจะมีผู้ดูแล ซึ่งเป็นทีมของหมออนามัย เราเรียกว่าหมออนามัย เพราะว่า ประกอบด้วยทั้งพยาบาล เจ้าหน้าที่ทางด้านเทคนิค เจ้าหน้าที่สาธารณสุขต่าง ๆ ที่จะดูแล ทุกครอบครัวในพื้นที่ แล้วก็เชื่อมโยงกับโรงพยาบาลอําเภอ อันนี้ก็เพื่อสามารถที่จะทําหน้าที่ ทั้งให้ข้อแนะนําในเรื่องของพฤติกรรมด้านสุขภาพ ดูแลผู้ป่วยที่ติดเตียง หรือว่าผู้ป่วย ที่ต้องการการฟื้นฟูสุขภาพที่ต้องอยู่ที่บ้าน ก็เป็นความร่วมมือของอาสาสมัครสาธารณสุข ในพื้นที่ แม้กระทั่งบุคคลในครอบครัวของผู้ป่วยเองก็สามารถที่จะผันตัวมาดูแล เป็นทีมสุขภาพได้นะคะ เพราะฉะนั้นผู้ป่วยเรื้อรังก็จะได้รับการดูแล คนทุกกลุ่มอายุ ก็จะได้รับข้อแนะนําที่เกี่ยวกับพฤติกรรมสุขภาพที่ถูกต้อง จะได้รับการแนะนําเมื่อมีการเจ็บไข้ ได้ป่วยตั้งแต่เริ่มแรก แล้วก็รีเฟอร์ (Refer) ส่งไปทีมของหมอ ครอบครัวจะประสานกับทีม ที่ปรึกษาในโรงพยาบาลชุมชนก็คือโรงพยาบาลระดับอําเภอพวกนี้ เพราะฉะนั้นในด้าน ของการสร้างเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค การเฝ้าระวังโรค การฟื้นฟูสมรรถภาพ ก็จะได้รับ การดูแลในระดับปฐมภูมิ ถ้าหากว่ามีอะไรเหลือบ่ากว่าแรง ก็จะถูกรีเฟอร์ (Refer) จากโรงพยาบาลอําเภอไปยังโรงพยาบาลจังหวัดต่อ ๆ ไปอย่างสะดวกมากยิ่งขึ้นนะคะ นอกจากนั้นก็คือจะพัฒนาโรงพยาบาลชุมชนหรือโรงพยาบาลอําเภอให้มีศักยภาพ อันนี้เป็นรายละเอียดนะคะ ซึ่งท่านจะอ่านได้ทั้งในเอกสารของการปฏิรูประบบสาธารณสุข แล้วก็ในพรินต์เอาต์ (Print out) ของเพาเวอร์พอยท์ (PowerPoint) ที่ได้แจกให้นะคะ นอกจากนั้นมีทั้งระบบบริหารจัดการ การพัฒนาเครือข่าย แล้วก็ระบบสนับสนุน มีทั้งการเงิน ในการที่จะมีสิทธิประโยชน์จําเพาะเช่น การฉีดวัคซีนซึ่งนอกเหนือไปจากวัคซีนที่กําหนดไว้ ในสิทธิประโยชน์พื้นฐาน ถ้าชุมชนเห็นว่ามีความจําเป็นก็อาจจะพิจารณาที่ใช้กองทุนสุขภาพ ในพื้นที่เพื่อการป้องกันสุขภาพสามารถที่จะดําเนินการได้นะคะ นอกจากนั้นก็คือการพัฒนา โรงพยาบาลชุมชนให้เป็นเหมือนกับองค์กรที่สกัดให้ประชาชนไม่ไปท่วมท้นอยู่ในโรงพยาบาล ระดับตติยภูมิหรือทุติยภูมิ เพราะว่าโรงพยาบาลระดับนั้นควรจะเป็นโรงพยาบาล ที่ให้การรักษาพยาบาลในโรคที่สลับซับซ้อน แล้วก็ต้องการการดูแลโดยเฉพาะจากแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญ แต่ว่าในปัจจุบันนี้โรงพยาบาลเหล่านั้นแน่นไปหมดนะคะ ด้วยบางครั้ง ก็เป็นโรคภัยไข้เจ็บเล็ก ๆ น้อย ๆ มันทําให้ผู้ที่เจ็บไข้ได้ป่วยจริง ๆ ต้องการการรักษาจริง ๆ บางครั้งเข้าไม่ถึงหรือได้รับการรักษาที่ช้าไม่ทันท่วงทีก็เกิดการฟ้องร้อง เกิดการสูญเสีย ที่ไม่จําเป็น เพราะฉะนั้นสิ่งที่จะต้องทําก็คือพัฒนาโรงพยาบาลชุมชนให้เป็นเกตคีปเปอร์ (Gatekeeper) ที่มีประสิทธิภาพก็ต้องกําหนดแผนการให้บริการว่าเขาจะทําอะไรได้บ้าง เช่นเขาจะทําซีซาเรียน (Cesarean) ได้ไหม เขาจะทําเรื่องของการผ่าตัดไส้ติ่งอักเสบได้ไหม อันนี้ก็ต้องมีแผนว่าจะต้องมีบุคลากรที่เชี่ยวชาญในเรื่องอะไรบ้าง เช่นหมอดมยา มีการลิงค์เกจ (Linkage) หรือให้คําแนะนําจากโรงพยาบาลที่เหนือขึ้นไปอย่างไรโดยใช้ระบบ ของเทเลเมดิซีน (Telemedicine) ได้มากน้อยแค่ไหน อันนี้ก็เป็นสิ่งที่จะต้องวางแผน ก็คือเซอร์วิสแพลน (Service plan) ต่าง ๆ แล้วก็ระบบส่งต่อนะคะ อันนี้ก็เป็นทั้งหมด ที่เกี่ยวข้องกับระบบปฐมภูมิ

อีกเรื่องหนึ่งที่มีความสําคัญมากในขณะนี้ แล้วเราคิดว่าถ้าหากไม่ปฏิรูป อันนี้การปฏิรูปการเงิน การคลังของประเทศก็จะประสบปัญหาอยู่เรื่อย ๆ เพราะว่า การสร้างเสริมสุขภาพก็คือการทําให้คนมีสุขภาพดีแล้วก็ไม่เจ็บป่วย ถ้าไม่เหลือบ่ากว่าแรงจริง ๆ การควบคุมและป้องกันโรคจะได้ผลถ้าหากว่าคนมีพฤติกรรมอนามัยที่ถูกต้อง แล้วโรคที่ เป็นอยู่ในขณะนี้ที่ใช้เงินเป็นจํานวนมากคือโรคที่ป้องกันได้เกือบทั้งสิ้นถ้าคุณมีพฤติกรรม อนามัยที่ถูกต้อง เพราะฉะนั้นถ้าจะลดราคาค่าใช้จ่ายของระบบสุขภาพในขณะนี้ก็คือ ประชาชนจะต้องมีพฤติกรรมอนามัยที่ถูก จะมีพฤติกรรมอนามัยที่ถูกต้องได้ก็จะต้องได้รับ ข้อมูลทางด้านสุขภาพที่ถูกต้อง ทันสมัยและต่อเนื่อง และต้องอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ปราศจาก มลภาวะ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่สําคัญ เพราะฉะนั้นประเด็นการปฏิรูปในทางด้านสร้างเสริม สุขภาพและป้องกันโรคจะเน้นในการที่จะให้ประชาชนมีศักยภาพในการที่จะดูแลสุขภาพ ของตัวเอง และรู้สึกว่าเป็นความรับผิดชอบที่จะต้องดูแลสุขภาพของตัวเองให้ดีอยู่เสมอ อาจจะมีมาตรการต่าง ๆ ที่ติดตามออกมาเพื่อให้รางวัลผู้ที่ดูแลสุขภาพของตัวเองได้เป็นอย่างดี ชุมชนโดยเฉพาะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนี้จะต้องมีบทบาทสําคัญในการสร้างเสริม สุขภาพและป้องกันโรค โดยเฉพาะในการที่จะปกป้องประชาชนจากสิ่งแวดล้อมซึ่งเป็นภัย ต่อสุขภาพ โดยมาก พ.ร.บ. ซึ่งเกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมหรือ พ.ร.บ. สาธารณสุขในสมัยก่อน จะให้ความสําคัญเฉพาะในส่วนกลางหรือส่วนภูมิภาคในการที่จะปกป้องประชาชน ในขณะนี้ มีความจําเป็นที่จะต้องแก้ไขสิ่งเหล่านั้นเพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในระดับ อบต. สามารถที่จะจัดการกับปัจจัยที่เป็นภัยต่อสุขภาพนี้ได้ เช่นสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นเสียง ไม่ว่าจะเป็นมลภาวะอะไรต่าง ๆ ให้อยู่ในระดับของ อบต. หรือ อปท. ที่จะจัดการได้ อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ในระดับจังหวัดก็จะมีระดับของบอร์ด (Board) ในการที่จะดูแล การสร้างเสริมสุขภาพ แล้วก็ป้องกันโรคด้วยเช่นเดียวกัน เพื่อที่จะเชื่อมโยงกับองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น ส่วนในระดับประเทศนั้นสิ่งที่สําคัญที่สุดก็คือทําอย่างไรถึงจะให้รัฐบาลได้ตระหนัก ถึงความสําคัญของสุขภาพ ถึงความสําคัญของผลกระทบต่าง ๆ จากนโยบายสาธารณะ ที่มีต่อสุขภาพของประชาชน เพราะฉะนั้นวัตถุประสงค์ที่สําคัญที่สุดก็คือเราต้องการ ให้ทุกนโยบายของประเทศนั้นห่วงใยในด้านสุขภาพ หรือว่าพุต เฮลท์ อิน ออล โพลิซีส์ (Put health in all policies) เพราะฉะนั้นในระดับของชาติจะต้องสร้างกลไกให้ทุกนโยบาย ของภาครัฐคํานึงถึงสุขภาพ เช่นเป็นต้นว่าในมาตรา ๖๗ ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๕๐ ให้ทุกโครงการที่จะมีผลกระทบต่อสุขภาพได้ผ่านการประเมินทางด้านผลกระทบต่อสุขภาพด้วย ไม่ใช่ในทางด้านเศรษฐกิจเท่านั้น อันนี้ก็เป็นเรื่องของการปฏิรูปด้านสร้างเสริมสุขภาพ และป้องกันโรคที่ให้มีทุกระดับที่มีในระดับชาติ ขอย้อนกลับไปนิดหนึ่งค่ะ ที่ในระดับชาติจะต้องเกิดนโยบายอันนี้ให้ได้นะคะ แล้วก็ปรับปรุง กฎหมายต่าง ๆ ระดับจังหวัดก็เป็นศูนย์กลางที่คอยมอนิเตอร์ (Monitor) ปัญหาทางด้าน สุขภาพในระดับจังหวัด แล้วก็หาทางในการแก้ไขโดยเฉพาะการป้องกันและการสร้างเสริม สุขภาพ ชุมชนนี้รับรู้ ได้มีศักยภาพที่จะปกป้องตัวเองแล้วก็มีศักยภาพในการที่มีพฤติกรรม อนามัยที่ถูกต้อง ผลสุดท้ายที่จะได้ ถ้าเผื่อว่าการปฏิรูปอันนี้ประสบความสําเร็จก็คือ ประชาชนมีสุขภาพที่ดีนะคะ มีตัววัดหลายตัวที่จะวัด แก่อย่างมีสุขภาพดี เฮลตี ไลฟ์ เยียร์ส (Healthy life years) คือแทนที่จะวัดความยืนยาวของชีวิต ไลฟ์ เอกซ์เพกเทนซี (Life expectancy) จําเป็นที่จะต้องดีเวลอป (Develop) เป็นเฮลตี ไลฟ์ เยียร์ส (Healthy life years) ขึ้นมาว่าอายุยืนยาวอย่างมีสุขภาพดีนี้เท่าไร เพราะคนไทยนี้ เราอายุยืนยาวโดยเฉลี่ยในขณะนี้ ๗๕ ปีแต่อายุยืนยาวที่มีสุขภาพดีคือแค่ ๖๕ ปีเท่านั้น หลังจากนั้นไปเป็นดิสอะบิลิตี ไลฟ์ เยียร์ส (Disability life years) ทั้งสิ้น นอกจากนั้น ก็จะต้องมีชุมชนที่มีสุขภาวะ และถ้าเผื่อเป็นไปได้ทุกจังหวัดในประเทศไทยเป็นเฮลตี ซิตี (Healthy city) คือเป็นเมืองแห่งสุขภาวะทั้งสิ้นนะคะ อันนี้ก็คือการปฏิรูปการสร้างเสริมสุขภาพ

ต่อไปคือการปฏิรูปการอภิบาลระบบสุขภาพ ซึ่งขอเริ่มต้นด้วยการปฏิรูป ระบบบริหารจัดการด้านสุขภาพก่อนนะคะ ในทางด้านนี้คงจะจําได้ว่าเราต้องการที่จะพุต เฮลท์ อิน ออล โพลิซีส์ (Put Health in All Policies) เพราะว่าผลกระทบต่อสุขภาพนี้ นอกเหนือไปจากกระทรวงสาธารณสุขแล้ว มีหลายกระทรวงที่เข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะฉะนั้น การที่จะให้ทุกกระทรวงได้รับรู้ว่านโยบายต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรามีเกษตรกร ที่เจ็บป่วยด้วยพิษภัยจากการประกอบอาชีพนี้เป็นจํานวนมากต่อปีแล้วก็เสียชีวิตด้วย เพราะฉะนั้นทุกกระทรวงเหล่านี้จะต้องได้มาเข้าใจนะคะ ถ้าหากว่าจะทําเป็นเกษตรอินทรีย์ ไม่ใช้ปุ๋ยเคมีเลยจะได้ไหม อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ก็เป็นสิ่งที่ควรจะได้มาพูดกันในระดับชาติ เพราะฉะนั้นเราได้กําหนดให้มีกลไกที่จะอภิบาลระบบในระดับประเทศ ก็คือแทนที่ จะมีกระทรวงสาธารณสุขและองค์กรมหาชนที่เกี่ยวข้องอยู่ในกลุ่มเดียวกันเท่านั้น เราจะกําหนดให้มีคณะกรรมการกําหนดนโยบายสุขภาพแห่งชาติซึ่งเป็นผู้บริหารระดับสูง ของประเทศ โดยมีภารกิจที่จะดูแลประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เกิดนโยบายสาธารณะ ที่ใส่ใจต่อสุขภาพให้ได้นะคะ ถ้าไม่ได้มีบอร์ด (Board) อันนี้ก็คงจะหาโอกาสที่พูดกัน ให้เข้าใจอย่างต่อเนื่องเป็นไปได้ยาก นอกจากนั้นเราจะเห็นได้ว่าระบบการให้บริการนั้น ยังกระจัดกระจายอยู่นะคะ โดยเฉพาะการเงินในด้านของกองทุนต่าง ๆ ซึ่งต่างฝ่ายต่างบริหาร ไม่ได้มีการเชื่อมโยงซึ่งกันและกัน เพราะฉะนั้นนโยบายในระดับประเทศก็ควรจะได้บรรจุ อยู่ในบอร์ด (Board) อันนี้ แทนที่จะกระจัดกระจายอยู่ในกองทุนต่าง ๆ ก็คือทําอยู่ ๒ เรื่อง นโยบายทางด้านสาธารณสุข แล้วก็นโยบายการเงิน การคลังทางด้านสุขภาพ รองลงมาก็คือ การกําหนดคณะกรรมการสุขภาพเขตลดหลั่นลงไป เพราะเป็นการใช้ทรัพยากรที่คุ้มค่า แล้วก็เป็นการร่วมมือร่วมใจกัน ในแต่ละเขตของประเทศไทยนี้ปัญหาสุขภาพไม่เหมือนกัน งานวิจัยทุกปี ทุก ๕ ปีบอกกับเราอย่างนั้น เพราะฉะนั้นคนที่จะรู้และสามารถที่จะแก้ไข ปัญหาสุขภาพในระดับเขตได้ ในระดับพื้นที่ได้ ก็จะต้องเป็นแต่ละเขตสุขภาพด้วยกัน อันนี้เราก็สนับสนุนให้มีคณะกรรมการสุขภาพระดับเขตซึ่งรับนโยบายจากระดับชาติแล้วก็ มาพัฒนาให้เชื่อมโยงกับปัญหาในเขต เพราะฉะนั้นเมื่อเป็นนิติบุคคล การบริหารจัดการก็ควรจะมีการดูแลทั้งระบบบริการทั้งหมด ในเขตหนึ่งมีระบบบริการ ทางด้านสุขภาพไม่ใช่เฉพาะของกระทรวงสาธารณสุข มีทั้งของมหาวิทยาลัย คณะแพทย์ มีทั้งของทหาร มีทั้งของเทศบาลในท้องถิ่น มีทั้งหลายหน่วย เพราะฉะนั้นควรจะมาใช้ ทรัพยากรร่วมกันในรูปของเขตบริการสุขภาพ ประชาชนจะได้รับความสะดวกมากยิ่งขึ้น แล้วก็ทรัพยากรจะถูกแชร์กันใช้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น นอกจากนั้นก็จะเชื่อมโยงกับ คณะกรรมการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคระดับจังหวัด อันนี้ก็เห็นความเชื่อมโยงกัน นอกจากนั้นแล้วสิ่งที่เราต้องการคือข้อมูลที่มีความถูกต้องชัดเจนเกี่ยวกับข้อมูลค่าใช้จ่าย แล้วก็ค่าบริการสุขภาพ ข้อมูลการเจ็บไข้ได้ป่วยว่าโรคนี้ได้รับการรักษาและมีค่าใช้จ่ายเท่าไร ทุกวันนี้แต่ละกองทุนต่างฝ่ายต่างเขียนไปเบิกเงิน ซึ่งข้อมูลไม่เชื่อมโยงกัน เราไม่รู้ภาพของ การเจ็บไข้ได้ป่วยที่ชัดเจน รวมทั้งการเงินบางทีมีการเบิกซ้ําซ้อนอะไรทํานองนี้ เพราะฉะนั้น สิ่งที่จําเป็นเร่งด่วนในขณะนี้ก็คือมีสํานักงานอยู่สํานักงานหนึ่งที่จะต้องจัดตั้งขึ้นมา เป็นสํานักงานที่เรียกว่า สํานักงานมาตรฐานสารสนเทศบริการสุขภาพ หรือ สมสส. ที่จะดูแล เกี่ยวกับเรื่องของค่าใช้จ่ายและโรคที่เจ็บป่วยทั้งหมดของคนไทยทั้ง ๓ กองทุน อันนี้ จะเป็นเนชันนัล เคลียริง เฮาส์ (National clearing house) ให้นะคะ แล้วข้อมูลที่ได้ จะประกอบในการใช้วางนโยบายในการให้บริการสาธารณสุขในแต่ละปี เพราะฉะนั้น องค์ประกอบของคณะกรรมการ แน่นอนในระดับชาติก็ต้องประกอบไปหลายหน่วยงานด้วยกัน แล้วอันนี้ก็เป็นโครงสร้างในระดับเขตต่าง ๆ ท่านที่ได้ทําเรื่องนี้มาด้วยตัวเองตลอด ดิฉันขออนุญาตท่านประธานนะคะ ขอเชิญท่าน พลอากาศเอก ขวัญชัย เอี่ยมรักษา ช่วยกรุณาบรีฟ (Brief) เรื่องนี้นิดเดียวค่ะ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

เรียนเชิญค่ะ ท่านทั้งคณะมีเวลาประมาณ ๔๕ นาทีนะคะ

พลอากาศเอก ขวัญชัย เอี่ยมรักษา

กราบเรียนท่านประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศทุกท่าน กระผม พลอากาศเอก ขวัญชัย เอี่ยมรักษา สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ หมายเลขสมาชิก ลําดับที่ ๑๕ อดีตประธานคณะอนุกรรมาธิการปฏิรูประบบบริหารจัดการ ระบบสุขภาพ ในคณะกรรมาธิการปฏิรูประบบสาธารณสุข สภาปฏิรูปแห่งชาติ ขอเรียน ต่อที่ประชุมเกี่ยวกับข้อเสนอปฏิรูปและแนวทางดําเนินการเกี่ยวกับกลไกการอภิบาลระบบ สุขภาพดังนี้

ข้อเสนอปฏิรูปและแนวทางในการดําเนินการ

๑. การตั้งคณะกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติ จะต้องมีการตรา พระราชบัญญัติการจัดตั้งคณะกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. .... ซึ่งจะ มีคณะกรรมการ ๓ ระดับ ประกอบด้วย คณะกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติ คณะกรรมการสุขภาพเขต และคณะกรรมการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคระดับจังหวัด ซึ่งมีขั้นตอนการดําเนินการดังนี้ การรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน การจัดทํา ร่างพระราชบัญญัติ การเตรียมการก่อนมีผลบังคับใช้ และการบังคับใช้กฎหมาย ใช้ระยะเวลาดําเนินการทั้งสิ้น ๕ ปี จากปีงบประมาณ ๒๕๕๙ ถึงปีงบประมาณ ๒๕๖๔

สําหรับแนวทางการดําเนินการในข้อ ๒ เป็นการปรับวิธีการปฏิบัติงาน ภายในกระทรวงสาธารณสุขและสถานพยาบาลที่สังกัดกระทรวงสาธารณสุข

มาตรการ เตรียมรายละเอียดการดําเนินการคู่ขนานกับการตรา พระราชบัญญัติโดยการปรับวิธีการปฏิบัติงานในกระทรวงสาธารณสุขและหน่วยงานที่ สถานพยาบาลสังกัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมีระบบสารสนเทศมาสนับสนุน ซึ่งนําไปสู่ ข้อเสนอการปฏิรูปด้านสาธารณสุข โดยมีวิธีการดําเนินการดังนี้

๑. การศึกษาและจัดทําแนวทางวิธีการจัดลําดับความสําคัญของการทําแผน และงบประมาณของทุกส่วนราชการที่เกี่ยวข้องสําหรับบริการสุขภาพ บริการสาธารณสุข แผนกําลังคน และงบประมาณสําหรับกําลังคนด้านสุขภาพ

๒. ศึกษาและจัดทําวิธีลําดับความสําคัญของการลงทุนสถานพยาบาล ของเอกชนและอุดหนุนด้านภาษีให้สอดคล้องกับการตราพระราชบัญญัติดังกล่าวข้างต้น

๓. ศึกษาและจัดทําแผนและขั้นตอนการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง ของกระทรวงสาธารณสุขไปในทิศทางที่เหมาะสม ระยะเวลาดําเนินการ ๑๐ ปี จากปีงบประมาณ ๒๕๕๙ ถึงปีงบประมาณ ๒๕๖๙

สําหรับแนวทางในการดําเนินการในข้อที่ ๓ เป็นการปฏิรูประบบข้อมูล สารสนเทศบริการสุขภาพของประเทศ โดยการจัดตั้งสํานักงานมาตรฐานและจัดการข้อมูล สารสนเทศระบบสุขภาพแห่งชาติ (สมสส.) เพื่อทําหน้าที่เป็นกลไกกลางในการกําหนด มาตรฐานข้อมูลระบบสารสนเทศ การประกันสุขภาพ การบริการสุขภาพ ดําเนินการให้เกิดบูรณการ กระบวนการ และจัดส่งข้อมูลสารสนเทศที่เกี่ยวข้องกับการเบิกจ่ายและบริการสุขภาพ เพื่อเป็นศูนย์กลางการบริหารจัดการข้อมูลสารสนเทศการประกันสุขภาพและเป็นคลังข้อมูล บริการสุขภาพที่สนับสนุนบริหารจัดการการบริการสุขภาพและงานวิจัย

ขั้นตอน ขอให้เร่งรัดดําเนินการออกพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสํานักงาน มาตรฐานและการจัดการสารสนเทศระบบข้อมูลสุขภาพแห่งชาติ (สมสส.) เป็นองค์การ มหาชน ตามพระราชบัญญัติองค์การมหาชน ปีพุทธศักราช ๒๕๔๒ ภายในปีงบประมาณ ๒๕๕๙ กระผมจึงขออนุญาตเรียนเพื่อให้ที่ประชุมทราบกับผลการดําเนินการที่ผ่านมา เท่านี้ครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบคุณค่ะ จะมีท่านผู้แทนท่านอื่นชี้แจงต่อไหมคะ เชิญค่ะ

นางพรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ 🔗

มีค่ะ กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ พรพันธุ์ บุณยรัตนพันธุ์ ค่ะ ดิฉันขอชี้แจงเพิ่มเติมอีกนิดเดียวในเรื่องของการปฏิรูปการเงิน การคลัง ด้านสุขภาพนะคะ จะใช้เวลาไม่มาก ที่สําคัญก็คืออย่างที่ได้เรียนมาแล้วว่าในขณะนี้ การเจริญเติบโตค่าใช้จ่ายมันมากกว่าการเติบโตของจีดีพี (GDP) ของประเทศนะคะ แล้วก็ สัดส่วนของงบประมาณทางด้านสุขภาพ ทางด้านสาธารณสุขในงบประมาณรายจ่ายประจําปี ก็เพิ่มขึ้นทุกปีนะคะ ซึ่งขณะที่จีดีพี (GDP) ของเราเติบโตไม่ถึง ๕ เปอร์เซ็นต์ มีความจําเป็น ที่เราจะต้องปรับเรื่องการเงิน การคลังทางด้านสุขภาพอย่างแน่นอนนะคะ สิ่งที่จะขอเสนอ ในเรื่องการปฏิรูปการเงิน การคลังก็มีกลไกต่าง ๆ อยู่ ๔-๕ อันด้วยกัน ที่สําคัญที่สุดนะคะ เพื่อที่จะลดความเหลื่อมล้ําทางด้านคุณภาพของบริการ เรากําหนดให้มีสิทธิประโยชน์ ขั้นพื้นฐานด้านสุขภาพที่เท่าเทียมกันนะคะ แต่ก่อนนี้มีสิทธิประโยชน์ที่แตกต่างกัน ในระหว่างกองทุนทั้งหลาย อันนี้ก็จะต้องมีสิทธิประโยชน์ขั้นพื้นฐานที่เหมือนกัน แล้วนอกจากนั้นเราก็ทราบว่าประชาชนบางกลุ่มมีศักยภาพในการที่จะเสียเงินได้บ้าง ในการรักษาพยาบาลของเขาเพราะฉะนั้นก็ควรจะเปิดโอกาส ให้ประชาชนมีส่วนร่วมบ้างในค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพถ้าเขามีศักยภาพ ส่วนคนที่ไม่สามารถ จะทําได้ เช่น ผู้มีรายได้น้อยต่ํากว่าโพเวอร์ตีไลน์ (Poverty line) หรือผู้สูงอายุ หรือเด็ก รัฐก็จะต้องโอบอุ้มคนพวกนี้ เพราะฉะนั้นการที่ดําเนินงานในด้านดังกล่าวนี้จําเป็นต้อง มีหน่วยงานที่จะดูแล โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ดูแลทั้งเรื่องของคุณภาพ ของบริการ ดูแลทั้ง การบริหารจัดการกองทุนทั้ง ๓ เราเสนอให้มีคณะกรรมการประสานงานหลักประกันสุขภาพ กองทุนประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือว่าเป็นคณะกรรมการประกันสุขภาพแห่งชาติพูดในภาพรวม เพราะว่าหน้าที่ของกรรมการชุดนี้ไม่ใช่เฉพาะมอนิเตอร์ (Monitor) ในเรื่องการดําเนินงานของ ๓ กองทุน กําหนดสิทธิประโยชน์พื้นฐานที่เหมือนกัน คณะกรรมการชุดนี้ซึ่งประกอบไปด้วย ผู้ทรงคุณวุฒิจะต้องคิดถึงระบบประกันสุขภาพที่เพิ่มเติมไปจากสิทธิประโยชน์พื้นฐานด้วย เช่นเดียวกันในอนาคตอันใกล้นี้ ไม่ว่าจะเป็นในรูปของภาษีสุขภาพที่เติมเงินเข้าไป ในกองทุนสุขภาพแห่งชาติ หรือว่าจะเป็นการประกันสุขภาพที่แอดด์ออน (Add on) ไปจาก สิทธิประโยชน์พื้นฐานก็เป็นสิ่งที่จะต้องมีการพัฒนาขึ้นมา เรื่องนี้ก็จะต้องอาศัย คณะกรรมการประกันสุขภาพแห่งชาตินี้ รวมทั้งคณะกรรมการชุดนี้ยังมีหน้าที่ ทําข้อเสนอต่าง ๆ ในด้านของการตัดสินใจเกี่ยวกับการเงิน การคลังทางด้านสุขภาพ หรือว่าบริการสุขภาพให้แก่คณะกรรมการกําหนดนโยบายสุขภาพแห่งชาติด้วยในแต่ละปี เพราะฉะนั้นก็จะต้องมีสํานักงานหรือมีคณะกรรมการชุดนี้ขึ้นมาเพื่อทําหน้าที่ที่สําคัญอันนี้ ก็คือกําหนดสิทธิประโยชน์พื้นฐานด้านสุขภาพ บูรณาการการบริหารจัดการกองทุนต่าง ๆ ทางด้านสุขภาพซึ่งมีอยู่มากมายอันนี้ให้มีการบริหารจัดการที่โปร่งใส ที่ตรวจสอบได้ แล้วก็ สามารถที่จะปรับปรุงให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้เช่นเดียวกัน นอกจากนั้นก็มีหน้าที่อื่น ๆ เช่นปฏิรูปการบริหารจัดการ เราคิดว่าเมื่อมีบัดเจต (Budget) ทางด้านการเงิน การคลัง ก็ต้องมีการใช้เงินที่คุ้มค่า การใช้เงินที่คุ้มค่าก็จะต้องมีการปรับการบริหารจัดการเขตสุขภาพ จะเป็นการกระจายอํานาจทางด้านบริหารจัดการไปสู่ท้องถิ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ แล้วก็ใช้ทรัพยากรร่วมกัน อันนั้นก็จะทําให้การบริหารการเงินมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โรงพยาบาลก็จะไม่ประสบปัญหาขาดทุนอีกต่อไป เพราะสามารถที่จะแชร์หรือว่าช่วยเหลือ ในเรื่องของทรัพยากรกันได้ แล้วประชาชนก็ควรจะมีการร่วมจ่ายในด้านสุขภาพด้วยถ้าเขา มีความสามารถ มีการเติมเงินเข้าสู่ระบบ ภาษีสุขภาพ ภาษีต่าง ๆ เช่น เครื่องดื่ม ที่เป็นภัยต่อสุขภาพ เครื่องดื่มรสหวานอะไรพวกนี้นะคะ ท่านจะหาอ่านได้ในเอกสาร ของคณะกรรมการปฏิรูปซึ่งมีรายละเอียดอยู่ในนั้น การประกันสุขภาพในกลุ่มต่าง ๆ เช่น นักท่องเที่ยว หรือว่าผู้ใช้แรงงานต่างชาติ ขณะนี้มีผู้ใช้แรงงานต่างชาติจํานวนเป็นล้านคน ซึ่งไม่มีการประกันสุขภาพเพราะว่าเป็นแรงงานนอกกฎหมาย ถ้าหากว่ากระทรวงแรงงาน ได้ทําแรงงานเหล่านี้ให้ถูกกฎหมายเข้าสู่ระบบประกันสุขภาพรัฐจะได้เงินเพิ่มขึ้นมา แล้วเราอาจจะมีโรงพยาบาลเฉพาะของผู้ใช้แรงงานชาวต่างชาตินี้เพื่อไม่ให้เข้าไปใช้บริการ กับประชาชนคนไทยซึ่งแออัดยัดเยียดอยู่แล้ว เป็นการแบ่งเบาภาระ แล้วก็ทําให้การบริการ สะดวกยิ่งขึ้น แล้วก็มีเงินเติมเข้ามาสู่ระบบได้ นอกจากนั้นก็พัฒนาการแพทย์แผนไทย เพราะว่ายาไทยบางอย่างสามารถที่จะใช้รักษาโรคที่สําคัญ ๆ ได้ แต่ยังไม่มีการวิจัย ที่มีมาตรฐานเพียงพอ ถ้าเผื่อมีหลายโรคที่มีโพเทนเชียล (Potential) ที่จะรักษาได้โดยยาไทย เช่นโรคมะเร็งบางอย่าง ถ้าเผื่อได้มีการพัฒนาต่อยอดอย่างมีคุณภาพ และรัฐให้การซัพพอร์ต (Support) อย่างดี ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของเราอาจจะลดลงไปกว่านี้ เพราะว่าเราใช้ยาที่ทําในประเทศของเรา อันนั้นก็เป็นสิ่งสําคัญทางด้านของการปฏิรูป การเงิน การคลังที่ดิฉันอยากจะเรียน นอกจากนั้นก็มีเกี่ยวกับว่าปฏิรูปแล้วประชาชน จะได้อะไร ก็เชิญท่านอ่านในเพาเวอร์พอยท์ (PowerPoint) พูดถึงเรื่องกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เรามีกฎหมายทั้งหมดที่จะต้องยกร่างใหม่ประมาณ ๖ ฉบับด้วยกัน ปรับปรุงแก้ไขร่างเพิ่มเติม ประมาณ ๑๕ ฉบับ ซึ่งรายละเอียดที่จะแจกก็คงปรากฏอยู่ภายหลังนะคะ นอกจากนี้ ก็คงไม่มีอีกแล้ว ขอบพระคุณค่ะ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบคุณค่ะ อันนี้ก็เป็นส่วนที่กรรมาธิการจะรับผิดชอบทางด้านสุขภาพ ใช้เวลามาประมาณ ๔๕ นาที แต่ว่ายังมีด้านสิ่งแวดล้อมอยู่อีก ซึ่งดิฉันจะเรียนเชิญ ท่านปราโมทย์ ไม้กลัด ท่านได้กรุณานําเสนอภาพรวมทางด้านสิ่งแวดล้อม ขอความกรุณา กระชับเวลาสัก ๑๐ นาทีได้ไหมคะ ท่านจะใช้เวลานานไหมคะ ทั้ง ๒ ท่านเลยใช่ไหมคะ ท่านเดียวนะคะ เชิญค่ะ

นายปราโมทย์ ไม้กลัด 🔗

กราบเรียนประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ที่เคารพครับ กระผม นายปราโมทย์ ไม้กลัด ประธานกรรมาธิการปฏิรูปทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมของสภาปฏิรูปแห่งชาติครับ วันนี้ก็ต้องขอขอบคุณท่านประธาน ที่ให้เกียรติเชิญผมมาให้ข้อมูลและรายละเอียดที่สําคัญโดยสรุปเกี่ยวกับแนวทางการปฏิรูป ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่สภาปฏิรูปแห่งชาติได้ดําเนินการ ดําเนินการเสร็จแล้ว ผ่านแล้วก็นําเสนอ ครม. เพื่อพิจารณาดําเนินการต่อไปว่ามีประเด็นการปฏิรูปเกี่ยวกับ เรื่องอะไรบ้าง แล้วแต่ละเรื่องนั้นมีสาระอะไรที่ท่านสมาชิกทุกท่านในสภาแห่งนี้ควรจะ รับทราบและพิจารณาดําเนินการกําหนดทิศทางการขับเคลื่อนต่อไปนะครับ เอาละครับ ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมใคร่ขอเรียนว่าในการศึกษา วิเคราะห์ แล้วก็จัดทําแนวทาง และข้อเสนอแนะเพื่อการปฏิรูปเรื่องต่าง ๆ นั้นของแต่ละเรื่องของคณะกรรมาธิการปฏิรูป ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีหัวข้อสําคัญในทุกเรื่องที่เราทํา มีหัวข้อว่าด้วย หลักการและเหตุผล มีหัวข้อว่าด้วยประเด็นการปฏิรูป มีหัวข้อว่าด้วยวิธีการพิจารณาศึกษา วิเคราะห์ แล้วก็สรุปผลการพิจารณาศึกษา แล้วที่สําคัญก็คือข้อเสนอการปฏิรูปและแนวทาง การดําเนินการ ผลลัพธ์ที่คาดว่าจะได้รับจากข้อเสนอการปฏิรูปคืออะไร ประชาชนได้รับ ประโยชน์อะไร อันนี้เป็นเรื่องราวสําคัญที่สุดที่คณะกรรมาธิการของเราได้ให้ความสําคัญ แล้วรวมไปถึงตัวชี้วัดความสําเร็จจากผลลัพธ์นั้นคืออะไร ท่านประธานครับ แต่ละเรื่อง ที่ทําการเสนอให้ปฏิรูปมีเนื้อหาสาระสําคัญและรายละเอียดอย่างครบถ้วนก็อยู่ในเอกสาร ฉบับสมบูรณ์นะครับ ในแต่ละเรื่อง ๆ อยู่ในนั้นอย่างชัดเจน ท่านประธานที่เคารพครับ ลําดับต่อไปกระผมอยากจะขอกราบเรียนว่าการปฏิรูปเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมนี้ คณะกรรมาธิการปฏิรูปทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมตระหนักดีว่า เนื่องจากทรัพยากรธรรมชาติมีหลายชนิด หลายประเภท แตกต่างกัน แต่ละด้าน แต่ละชนิด ก็มีกระบวนการบริหารจัดการไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นเราจะปฏิรูปเพื่อสร้างความสมดุล ในการใช้ การอนุรักษ์ และฟื้นฟูแต่ละทรัพยากรที่มีปัญหาอย่างไร และสิ่งแวดล้อม ก็เช่นเดียวกันนะครับ ก็มีหลากหลายเรื่องราวเกี่ยวกับเรื่องที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ไม่ใช่เรื่องของมิติเดี่ยว ๆ เพราะฉะนั้นเรื่องราวของการปฏิรูปทรัพยากรธรรมชาติ เรื่องราวของการปฏิรูปด้านสิ่งแวดล้อม คณะกรรมาธิการปฏิรูปทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจึงมีเรื่องหรือประเด็นการปฏิรูป ที่เราดําเนินการศึกษาเพื่อเสนอให้สภาปฏิรูปแห่งชาติได้พิจารณาให้ความเห็นชอบ เพื่อนําเสนอต่อ ครม. เพื่อพิจารณาดําเนินการต่อไปนั้น ตลอดระยะเวลาทํางานเกือบ ๑๐ เดือน ของสภาปฏิรูปแห่งชาติเราได้ทํางานมีอยู่รวมกันทั้งหมด ๑๖ ประเด็น หรือ ๑๖ เรื่อง ของการปฏิรูปที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แต่ละเรื่อง ๆ หรือแต่ละ ประเด็นไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นโดยสรุปแล้วการปฏิรูปทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมต้องพูดกันเป็นเรื่อง ๆ ไป เป็นประเด็น ๆ ไปไม่คลุมครับ ท่านประธานครับ ประเด็นการปฏิรูปที่คณะกรรมาธิการปฏิรูปทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมดําเนินการ ศึกษาเสนอต่อสภาปฏิรูปแห่งชาติแล้วก็เสนอต่อ ครม. มีอยู่ ๑๖ เรื่อง อย่างที่กระผม ได้กล่าวถึงมีทั้งเรื่องเล็ก ๆ เรื่องง่าย ๆ ปฏิรูปได้ค่อนข้างจะทันทีทันใด บางเรื่องเป็นเรื่องยาก สลับซับซ้อนปนกันอยู่ในนี้ละครับ ๑๖ เรื่อง กระผมก็อยากจะให้ข้อมูลสรุปว่า ๑๖ เรื่อง ๑๖ ประเด็นที่กระผมพูดมีอะไรบ้าง

เรื่องที่ ๑ เป็นการเสนอการปฏิรูปเร็วควิกวิน (Quick win) เรื่องการนําเสนอ พื้นที่อนุรักษ์ในทะเลอันดามันให้เป็นเขตมรดกโลก นี่เรื่องที่ ๑ ควิกวิน (Quick win)

เรื่องที่ ๒ คือการปฏิรูประบบผังเมืองและการใช้พื้นที่และร่างพระราชบัญญัติ การผังเมืองและการใช้พื้นที่ พ.ศ. .... รวมไปถึงร่างพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ในบริบทของการปฏิรูปผังเมืองและการใช้พื้นที่ เรื่องนี้ เป็นเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม ถ้าผังเมืองดี สิ่งแวดล้อมดี ผังเมืองไม่ดี สิ่งแวดล้อมไม่ดี

เรื่องที่ ๓ การปฏิรูปที่ดินและการจัดการที่ดิน แล้วก็มีร่างพระราชบัญญัติ ชุมชนนอกเขตอนุรักษ์ พ.ศ. .... ประกอบไปด้วย ก็เป็นเรื่องใหญ่ทีเดียว

เรื่องที่ ๔ การปฏิรูประบบการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ระบบ การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติคืออะไร ภาพใหญ่ ภาพรวมคืออะไร รวมทุกสิ่ง ทุกอย่างในทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ระบบ

เรื่องที่ ๕ ก็คือการปฏิรูประบบการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม อีไอเอ (EIA) อีเอชไอเอ (EHIA) นะครับ ต้องปฏิรูป

เรื่องที่ ๖ การปฏิรูปกลไกการบริหารจัดการทรัพยากรน้ํา และร่างพระราชบัญญัติ บริหารจัดการทรัพยากรน้ํา พ.ศ. .... เรื่องนี้เรื่องใหญ่ เราเสนอไปถึงรัฐบาลให้ได้คิดพิจารณา ว่าถึงเวลาแล้วหรือยังที่จะปฏิรูปเพราะว่ามีความสับสนอลหม่าน

เรื่องที่ ๗ ก็คือการปฏิรูประบบการกําจัดขยะเพื่อแก้ปัญหาการจัดการ ขยะมูลฝอยชุมชน นี่ก็เรื่องใหญ่ครับ และเสนอข้อมูลในเรื่องราวของการปฏิรูประบบ การบริหารจัดการขยะ รายละเอียดเดี๋ยวกระผมก็จะมีอยู่ในช่วงท้ายว่าอะไร มีหลักการ และเหตุผลแบบไหน ทําอย่างไรครับ

เรื่องที่ ๘ การปฏิรูปการจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ทรัพยากร ทางทะเลและชายฝั่งเป็นทรัพยากรสําคัญของประเทศ จะมีระบบการบริหารจัดการ ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่มีความสมดุลอย่างไร อันนี้อยู่ในรายละเอียดที่จะกล่าวถึง ต่อไป

เรื่องที่ ๙ การกําหนดให้โรงงานไปติดตั้งระบบรายงานแสดงผลการตรวจวัด คุณภาพน้ําทิ้งหรือคุณภาพอากาศจากปล่องต่อสาธารณะ เรามีความชัดเจนว่าสมควรที่ จะต้องมีการประกาศให้ประชาชนได้รับรู้โดยระบบแบบนี้

เรื่องที่ ๑๐ การปฏิรูปการจัดการคุณภาพสิ่งแวดล้อมในสถานศึกษาต่ํากว่า ระดับอุดมศึกษา โรงเรียนอะไรต่าง ๆ ทั้งหลายทั่วประเทศควรจะต้องมีระบบการจัดการ คุณภาพสิ่งแวดล้อมในสถาบันการศึกษานั้น ๆ อันนี้ทําไม่ยาก เราก็เสนอไปว่าทําอย่างไร

เรื่องที่ ๑๑ การพัฒนาและปรับปรุงระเบียบคณะกรรมการกํากับกิจการ พลังงานว่าด้วยกองทุนพัฒนาไฟฟ้าเพื่อการพัฒนาหรือฟื้นฟูท้องถิ่นที่ได้รับผลกระทบจาก การดําเนินงานของโรงไฟฟ้า เรื่องที่เกิดขึ้นมีเยอะแยะมากมายหลายบริเวณ ดังนั้นเราเสนอ ให้มีการปฏิรูปจัดระบบเสียใหม่

เรื่องที่ ๑๒ เรื่องการปฏิรูปการอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืนระหว่างภาคอุตสาหกรรม และชุมชน ต้องอยู่กันให้ได้ ด้วยอะไร ด้วยแนวคิดระบบเมืองนิเวศ มีรายละเอียดชัดเจน อยู่ในเอกสารฉบับสมบูรณ์ครับ

เรื่องที่ ๑๓ การปฏิรูปการจัดการคุณภาพสิ่งแวดล้อมในภาคอุตสาหกรรม เพราะเวลานี้ในภาคอุตสาหกรรมไม่ชัดเจน ต้องเสนอให้มีการปฏิรูประบบการจัดการอันนี้

เรื่องที่ ๑๔ การปฏิรูปกลไกการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดการ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีอะไร ควรจะจัดอย่างไร มีรายละเอียดอยู่ในเอกสาร ฉบับสมบูรณ์ครับ

เรื่องที่ ๑๕ การปฏิรูปการจัดการภัยพิบัติตามธรรมชาติภาวะโลกร้อน เวลานี้ ภัยพิบัติทางธรรมชาติของเมืองไทยมีเยอะแยะมากมายหลากหลาย แล้วจะจัดการกันอย่างไร ให้สามารถที่จะอยู่กันได้อย่างมีความสุข พูดกันง่าย ๆ

เรื่องสุดท้าย เรื่องที่ ๑๖ เป็นการปฏิรูปพิเศษว่าด้วยเรื่องการจัดตั้ง ศาลสิ่งแวดล้อม และร่างพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลสิ่งแวดล้อมและวิธีพิจารณาคดีสิ่งแวดล้อม พ.ศ. .... ท่านผู้มีเกียรติทุกท่านครับ จะเห็นว่าภาระงานของคณะกรรมาธิการปฏิรูป ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมีหลากหลายเรื่อง เพราะว่าทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมมันหลายเรื่อง เพราะฉะนั้นต้องแยกเป็นเรื่อง ๆ แบบนี้

ท่านประธานและท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศครับ เรื่องการปฏิรูปที่กระผมกล่าวมานี้จะเห็นได้ว่าบางเรื่องมีการจัดทําร่างพระราชบัญญัติ เสนอเพื่อพิจารณาด้วยครับ ท่านประธานครับ ลําดับต่อไปนี้กระผมอยากจะใคร่ขอนําเสนอ ถึงสาระสําคัญ ประเด็นสําคัญในการปฏิรูปแต่ละเรื่องตามกรอบเวลาที่กระผมมีอยู่ว่า มีหลักการ เหตุผล และแนวทางการดําเนินงานอย่างไรให้ที่ประชุมได้รับทราบพอสังเขปนะครับ ทั้งหมดนี้ก็อยู่ในเอกสารที่นําเสนอต่อทุกท่านแล้วนะครับ

เรื่องที่ ๑ การปฏิรูปเร็ว เรื่องการนําเสนอพื้นที่อนุรักษ์ทะเลอันดามันเป็นเขต มรดกโลก อยากจะกล่าวถึงประโยชน์ว่าถ้าเราเอาอันนี้เสนอเข้าไปได้แล้วเป็นเขตมรดกโลก ซึ่งเวลานี้ได้มีการเสนอขั้นต้นให้คณะกรรมาธิการพิจารณาเป็นมรดกโลกในเรื่องต่าง ๆ รับทราบแล้ว เพราะฉะนั้นในเรื่องราวของประเทศไทยต้องมีกระบวนการบริหารจัดการ ที่ชัดเจน แน่ชัดเกี่ยวกับเรื่องนี้จะเป็นประโยชน์กับประเทศครับ ประโยชน์เมื่อเป็น เขตมรดกโลกจะได้อะไร ก็จะเป็นเขตมรดกโลกทางทะเลแห่งแรกของประเทศไทย มรดกโลก บนภาคพื้นดินมีเยอะ วัฒนธรรม พื้นที่ต่าง ๆ ภาคพื้นดินมีเยอะ ได้ประโยชน์ในเรื่องราวของ การอนุรักษ์ การศึกษา วิจัยทรัพยากรและความหลากหลายทางชีวภาพ การใช้ประโยชน์ อย่างยั่งยืนในท้องทะเลไทยย่านนั้นนะครับ และจะเกิดประโยชน์ในการท่องเที่ยว เชิงอนุรักษ์ครับ เนื่องจากเขตมรดกโลกก็เป็นที่สนใจของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย และชาวต่างประเทศ เป็นการยกระดับแหล่งท่องเที่ยว นี่ก็เป็นประโยชน์ เราก็นําเสนอไป ก็ได้รับความสนใจจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมนะครับ ในเรื่องราวของการประมง การใช้ประโยชน์รูปแบบอื่น ๆ ก็จะได้รับ การดูแล และจัดการแบบมีส่วนร่วมจากภาคประชาชน เพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมดูแล ในการกระทําผิดกฎหมาย อันนี้เป็นประโยชน์ การดูแลปัญหาต่าง ๆ ด้านสิ่งแวดล้อม มลพิษ น้ําเสีย การท่องเที่ยว สัตว์ทะเลที่ใกล้สูญพันธุ์ ก็จะกระทําได้อย่างมีประสิทธิภาพ นี่เป็นเรื่องราว ที่ได้ประโยชน์จากการเสนอเขตอนุรักษ์ในทะเลอันดามันเป็นเขตมรดกโลกนะครับ

เรื่องที่ ๒ เรื่องการปฏิรูปผังเมืองและการใช้พื้นที่ แล้วก็ร่างพระราชบัญญัติ การผังเมืองและการใช้พื้นที่ พ.ศ. .... ทุกท่านในที่นี้ทราบดีเรื่องราวของการผังเมือง ในเมืองไทยมีปัญหาอย่างไร มีปัญหามาก ๆ ทุกคนทราบดีหมด ปัญหาด้านการผังเมือง และการใช้พื้นที่มีปัญหามากในปัจจุบัน และถ้าไม่มีการจัดการตั้งแต่สมัยนี้เป็นต้นไป ให้เรียบร้อย อนาคตต้องมีปัญหาแน่ ๆ นะครับ ปัญหาระบบผังเมืองและการใช้พื้นที่เวลานี้ ถ้าจะพูดกันแล้วถึงจะมีอะไรก็ตามไม่สามารถขับเคลื่อนได้อย่างเป็นรูปธรรม นี่คือปัญหา เพราะฉะนั้นหลักการการปฏิรูปก็จะปฏิรูปโครงสร้าง ปฏิรูปโครงสร้างก็มีความหมายว่า โครงสร้างที่มีอยู่ในขณะนี้จะทําอย่างไร ให้มีโครงสร้างระดับชาติ ระดับนโยบาย ระดับ ดําเนินการ ระดับจังหวัด ระดับท้องถิ่น เป็นรูปแบบของการทํางานที่สมควรจะยอมรับกัน ในแบบนี้นะครับ แล้วเมื่อเป็นเช่นนั้นแล้วก็ต้องมีการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายใช่ไหมครับ เราก็ จัดทําร่างพระราชบัญญัติเสนอประกอบด้วย และความมุ่งหมายในการปฏิรูปก็เพื่อทําให้ การผังเมืองเป็นกลไกหลักสําหรับการวางแผนเชิงพื้นที่ให้เกิดการปฏิบัติอย่างมีประสิทธิภาพ และยั่งยืน เวลานี้การผังเมืองไม่สามารถที่จะเป็นกลไกในการพัฒนาด้านต่าง ๆ ได้เลย ทั้งระบบเมือง และระบบอะไรต่าง ๆ ในชนบท อันนี้เป็นเรื่องราวสําคัญนะครับ เวลานี้เรื่องก็ คงจะอยู่ที่ ครม. แล้วนะครับ ประเด็นการปฏิรูปและแนวทางการดําเนินการคือพูดกันง่าย ๆ เมื่อสักครู่ได้พูดมาแล้วนะครับ ปฏิรูปองค์กร ให้มีนโยบายแห่งชาติว่าด้วยผังเมืองและการใช้ พื้นที่อย่างชัดเจน มีคณะกรรมการหลายระดับ ระดับนโยบาย ระดับบริหาร ระดับจังหวัด ระดับว่าด้วยการผังเมืองเฉพาะ พูดกันง่าย ๆ เสนอให้มีคณะกรรมการระดับชาติขึ้นมา รายละเอียดก็อยู่ในนั้นนะครับ อันนี้เป็นโดยสรุปของหลักการและเหตุผลการปฏิรูประบบ การผังเมืองและการใช้พื้นที่ ถึงเวลาและมีความจําเป็นครับ

เรื่องที่ ๓ การปฏิรูปที่ดินและการจัดการที่ดิน แล้วก็ร่างพระราชบัญญัติ ป่าชุมชนนอกเขตอนุรักษ์ พ.ศ. .... ปัญหาก็คือเรามีเรื่องราวของปัญหามากมายเกี่ยวกับ ที่ดิน การใช้ที่ดินทํากิน การใช้ที่ดินของรัฐ การบุกรุกที่ดินของรัฐ การใช้กรรมสิทธิ์ มีกรรมสิทธิ์ที่ดินและมีปัญหามากมาย ประเด็นสําคัญของการปฏิรูปการจัดการทรัพยากรที่ดิน ที่พูดกันแล้วมี ๔ ประเด็นหลัก เราจะทําอย่างไรจะลดความเหลื่อมล้ําในการใช้ประโยชน์ที่ดิน ทําอย่างไรจะสร้างความสมดุลในการอนุรักษ์และฟื้นฟูที่ดิน การส่งเสริมสิทธิชุมชน และการมีส่วนร่วมในเรื่องราวที่ดิน ลดปัญหาข้อพิพาทระหว่างภาครัฐและภาคประชาชน นี่เป็นประเด็นสําคัญในการปฏิรูปที่เราจะมีการศึกษา แล้วก็มีอยู่ในเอกสารฉบับสมบูรณ์นะครับ

ข้อเสนอแนวทางการปฏิรูป เราจะปฏิรูประบบที่ดิน การปฏิรูปที่ดินเพื่อ เกษตรกรรม เวลานี้ก็มีระบบงานอันนี้อยู่แล้ว แต่เวลานี้มีปัญหา พูดกันตรง ๆ ต้องมีระบบการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมให้ชัด ๆ เสนอให้มีร่างพระราชบัญญัติธนาคารที่ดิน พ.ศ. .... เสนอให้มีร่างป่าชุมชนนอกเขตอนุรักษ์ พ.ศ. .... ในเขตอนุรักษ์เข้าไปยุ่งไม่ได้ เสนอร่างพระราชบัญญัติโฉนดชุมชน เสนอให้มีระบบแผนที่กลางที่จะใช้

เรื่องที่ ๔ ปฏิรูประบบการจัดการทรัพยากร ทรัพยากรมีหลากหลายมากมาย เหลือเกิน แล้วเรามาพูดถึงระบบประเด็นการบริหารจัดการทรัพยากร มีระบบที่สําคัญ ๔ ประการ

ประการที่ ๑ เราจะทําอย่างไรจะเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้ได้

ประการที่ ๒ เราจะทําอย่างไรจะต้องปฏิรูประบบโครงสร้างองค์กร และกฎหมายว่าด้วยการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เวลานี้หลายเรื่อง มันพัวพันกันหมด ยังไม่สามารถเดินหน้าไปได้อย่างสมบูรณ์ ระบบโครงสร้างองค์กร กฎหมายว่าด้วยการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เราอาจจะมีกฎหมาย บางฉบับที่ใช้อยู่แต่ยังไม่ครบเครื่อง ยังไม่สมบูรณ์ครับ

ประการที่ ๓ ทําอย่างไรที่จะมาเพิ่มประสิทธิภาพการใช้เครื่องมือและกลไก ในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ต้องสร้างกลไก ประสิทธิภาพ เครื่องมือ รายละเอียดไปสู่ในนั้น

ประการที่ ๔ ทําอย่างไรจะสร้างความเป็นหุ้นส่วนในการจัดการ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หุ้นส่วน ภาคส่วนต่าง ๆ ทุกภาคส่วน ประชาชน สื่อมวลชน นักวิชาการ ภาคเอกชนร่วมกับภาครัฐ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จัดการโดยภาครัฐอย่างเดียวเหมือนอย่างยุคปัจจุบันเป็นหลักไม่สําเร็จนะครับ

เรื่องที่ ๕ อยากจะพูดในรายละเอียดลงไปให้เห็นถึงความสําคัญว่าอะไร คืออะไร คือการปฏิรูประบบการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม เวลานี้กระบวนการ ประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมมีปัญหาครับ ปัญหาระบบการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม การประเมินด้านสิ่งแวดล้อมในระดับนโยบายมีปัญหาอยู่ นโยบายก็ดูเหมือนว่าจะให้ความสําคัญ กับการบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อมแต่ไม่ชัด ก็มีปัญหาด้านการจัดการระบบประเมิน ผลกระทบสิ่งแวดล้อมระดับโครงการหรืออีไอเอ (EIA) นั่นละครับ เวลานี้มีข้อถกเถียงกัน วิวาทะกัน ก็มีปัญหาด้านการบังคับใช้พระราชบัญญัติในเรื่องนี้ พูดกันง่าย ๆ ไม่ว่าที่เกี่ยวข้อง ตามรัฐธรรมนูญ หรือพระราชบัญญัติว่าด้วยสิ่งแวดล้อม และมีปัญหากระบวนการติดตาม ตรวจสอบผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมมีปัญหา เอาละครับ ประเด็นการปฏิรูปเราจะปฏิรูปอะไร ในเรื่องนี้ จะปฏิรูปการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมในระดับนโยบายที่จําเป็น จําเป็นต้องมีการบูรณาการสู่ระดับนโยบายเพื่อให้ใช้กระบวนการประเมินสิ่งแวดล้อม ระดับยุทธศาสตร์ให้ได้ การจะทําอะไรก็แล้วแต่ต้องควบคู่กันไป เชื่อมโยงกันไปทาง ด้านสิ่งแวดล้อม ด้านการพัฒนา ด้านการขับเคลื่อนอะไรต่าง ๆ ในระดับนโยบายระดับใหญ่ ของประเทศ ประเด็นการปฏิรูปเราจะทําอย่างไร จัดการระบบการประเมินผลกระทบ สิ่งแวดล้อมในระดับโครงการ จะต้องมีการปรับปรุงจัดทํารายงานประเมินผลกระทบ สิ่งแวดล้อมอีไอเอ (EIA) ให้มีประสิทธิภาพ เวลานี้มีวิวาทะเกี่ยวกับเรื่องนี้ ฝ่ายพัฒนา ฝ่ายดูแลผลกระทบสิ่งแวดล้อมไม่สามารถไปกันได้อย่างกลมกลืนครับ ประเด็นการปฏิรูปก็คือ กระบวนการติดตามตรวจสอบการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมจําเป็นต้องมีการพัฒนามากขึ้น พูดกันง่าย ๆ อันนี้เป็นเรื่องหลักเป็นเรื่องสําคัญ

เรื่องที่ ๖ การปฏิรูปกลไกการบริหารจัดการทรัพยากรน้ํา แล้วก็ ร่างพระราชบัญญัติบริหารจัดการทรัพยากรน้ํา พ.ศ. .... เราเสนอประเด็นการปฏิรูป และแนวทางดําเนินการไว้ดังนี้ ๑. กลไกการบริหารจัดการทรัพยากรน้ําเสนอไว้ว่า ต้องมีการปฏิรูปโครงสร้างองค์กรบริหารจัดการทรัพยากรน้ําระดับชาติ ระดับลุ่มน้ํา แล้วก็ ระดับพื้นที่ เวลานี้องค์กรบริหารจัดการทรัพยากรน้ําระดับชาติไม่มีครับ ผมอยู่ในวงการนี้มา ระดับชาติคือที่ไหน อย่างไร ไม่มี ระดับลุ่มน้ําก็ไม่มี แต่มีองค์กรที่อยู่ในกระทรวง ทบวง กรม ต่าง ๆ อันนี้ยังไม่บูรณาการกัน ไม่เป็นเอกภาพ แล้วเราพบว่าต้องมีการจัดทําร่างพระราชบัญญัติบริหารจัดการทรัพยากรน้ํา พ.ศ. .... เพื่อให้เป็นกฎหมายแม่บทในการทํางานบริหารจัดการทรัพยากรน้ํา เวลานี้ไม่มีกฎหมาย แม่บท ไม่มี ใครใคร่ทําทําไป มีกฎหมายเฉพาะของแต่ละหน่วยงานขึ้นมาซึ่งก็ไม่เป็นเอกภาพ แก้ปัญหาอะไรไม่ครบถ้วน ไม่ครบวงจร แล้วต้องมีประเด็นการปฏิรูปคือการสร้างกลไก การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ยุคสมัยนี้การบริหารจัดการแก้ปัญหาเรื่องน้ําจะดําเนินการ ด้วยภาครัฐอย่างเดียวไปไม่ได้แล้ว ไม่บรรลุเป้าหมาย ทุกภาคส่วนต้องมาร่วมกันทํา เรามีรายละเอียดการคิดอยู่ในนี้ชัดเจนครับ แล้วเราจะต้องมีการปฏิรูป การจัดทํายุทธศาสตร์ การบริหารจัดการทรัพยากรน้ําระดับประเทศ แล้วก็ระดับลุ่มน้ํา ระดับประเทศอยู่ที่ไหน ยุทธศาสตร์ ผมก็บอกได้เลยนะครับว่าไม่มี มีระดับบริเวณ ระดับพื้นที่ บางทีก็ไม่มีด้วย ระดับลุ่มน้ํายิ่งไม่มีใหญ่ พวกนี้มีปัญหาทั้งนั้นนะครับ แล้วถ้าปรับปรุงปฏิรูปกฎหมาย กฎ ระเบียบที่มีอยู่แล้วที่มีอยู่มากมายสลับซับซ้อนกัน แล้วก็ไม่เชื่อมโยงกันก็ต้องทําให้เรียบร้อย ที่ไหนยังขาดก็ต้องทําเพิ่ม กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเรื่องราวของน้ําหลาย ๆ อย่าง หลาย ๆ ประเด็นมีเยอะ แต่ว่าเป็นกฎหมายเฉพาะเรื่อง ต้องมีการปฏิรูปครับ แล้วต้องมีการปฏิรูป การบริหารจัดการข้อมูลและการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของประชาชน เรื่องทรัพยากรน้ํา แล้วก็ทรัพยากรอื่นที่เกี่ยวข้องในเวลานี้ต้องมีเรื่องนี้ให้ประชาชนได้เข้าถึงอันนี้อย่างง่าย ๆ ให้ได้นะครับ แล้วต่อไปท่านผู้มีเกียรติทุกท่านครับ ต่อไปนี้ก็อยากจะนําเรียนว่า

เรื่องที่ ๗ การปฏิรูประบบการกําจัดขยะเพื่อลดปัญหาการจัดการขยะมูลฝอย ชุมชน ปัญหาเรื่องขยะมูลฝอยของชุมชนต่าง ๆ ในเมืองไทยเราก็รู้กันอยู่มีมากมายเหลือเกิน ชุมชนเมือง ชุมชนชนบท ไม่ว่าจังหวัดไหนก็มีปัญหาเรื่องนี้ กรุงเทพมหานครไม่ต้องพูดถึง การกําจัดขยะเวลานี้ก็ใช้อยู่ในระบบของการกองเท เทกอง หรือกลบฝังแค่นั้น แล้วเราจะไป แก้ไขปัญหาได้อย่างไรครับ ต้องปฏิรูป จึงได้มีความคิดในการปฏิรูประบบการบริหารจัดการ ขยะมูลฝอยของชุมชนแล้วก็แปรสภาพขยะให้เป็นพลังงาน ต้องจัดการให้ได้ครับ จัดการ ให้ได้ แล้วการดําเนินงานระบบการกําจัดขยะนี้เราเสนอว่าต้องทําแบบกลุ่มจังหวัด กรุงเทพมหานครอาจจะแยกเป็นกลุ่มเขตก็ได้ แต่หลาย ๆ จังหวัดในเมืองไทยอาจจะเป็น ระบบกลุ่มจังหวัด รายละเอียดอยู่ในนั้นครับ เอาละครับ แล้วจะเสนอประเด็นการปฏิรูป และแนวทางการดําเนินการอย่างนี้ ก็ขอให้คณะรัฐมนตรีได้มีมติกําหนดนโยบายสนับสนุน การก่อสร้างโรงงานกําจัดขยะโดยใช้เทคโนโลยีขั้นสูงแบบไร้มลพิษแล้วก็แปลงเป็นพลังงานไฟฟ้า ให้เป็นวาระแห่งชาติ เวลานี้เราขัดข้องเรื่องนี้มาก ๆ เลย คณะรัฐมนตรียังไม่พิจารณาเรื่องนี้ ชัดเจน จะต้องเป็นอย่างนี้ครับ แล้วไม่ได้เอาตัวอย่างต่างประเทศ แต่เราต้องเอารูปแบบ ต่างประเทศที่เขาจัดการขยะได้อย่างเรียบร้อยมาใช้ในเมืองไทย ก็ไม่เห็นวิธีการอื่นนะครับ การฝังกลบก่อให้เกิดมลพิษ ก่อให้เกิดความเสียหายในเรื่องราวของสิ่งแวดล้อมมาก ๆ เลย แล้วขอให้ภาครัฐให้การสนับสนุนภาคเอกชน ส่งเสริมให้เอกชนเป็นผู้ลงทุน อันนี้เป็นหนทางหนึ่ง ภาครัฐจะลงทุนแต่เพียงอย่างเดียวก็ไปไม่รอดอีกเพราะไม่สามารถที่จะเปลี่ยนเรื่องราว ของการกําจัดขยะให้มีรายได้กลับมาสู่กระบวนการกําจัดขยะได้ แล้วเสนอให้มีการจัดกลุ่มจังหวัด เพื่อรวบรวมขยะให้ได้ปริมาณตามต้องการ และกลุ่มขยะอันนี้ก็จัดให้มีการรวมศูนย์ขยะตามที่กําหนด รายละเอียดก็อยู่ในนั้นละครับ กลุ่มจังหวัดรวบรวมเป็นกลุ่ม อาจจะไม่ใช่จังหวัดเดี่ยว จังหวัดใหญ่ก็อาจจะเป็นจังหวัดเดี่ยว อันนี้เป็นแนวทางของเรานะครับ

เรื่องที่ ๘ การปฏิรูปการจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง อันนี้ เป็นเรื่องราวซึ่งเราได้มีข้อเสนอว่าเราต้องมีการปฏิรูปเรื่องนี้

การปฏิรูปชุดที่ ๑ ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เราจะทําอย่างไรให้เกิด การใช้ประโยชน์ทางทะเล ยึดหลักมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งเราไป เห็นกระจัดกระจายกันอยู่ เพราะฉะนั้นเราจะมีการปฏิรูปแบ่งเขตการใช้ประโยชน์ทางทะเล ยึดหลักมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เป็นพิเศษเรื่องนี้ให้ชัด ๆ มั่นคงก็ว่าด้วยเรื่องราวเขตทหาร สัตหีบ หมู่เกาะ เป็นชุดของเขาที่ทํามานะครับ แล้วก็มั่งคั่งเขตท่องเที่ยวอะไรต่าง ๆ ทําอย่างไร ยั่งยืนก็เขตสงวน รักษาอุทยาน พื้นที่คุ้มครองอะไรแบบนี้นะครับ

การปฏิรูปลักษณะที่ ๒ ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ปฏิรูปเรื่องราว ของการปรับสมดุลการพัฒนาทะเลไทย ตามแนวทางมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน

ข้อเสนอในประเด็นการปฏิรูปมีหลายข้อนะครับ ๑. ขอให้มีการจัดทํา เขตใช้สอยใช้ประโยชน์ในเขตทะเลไทย โดยให้เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์แห่งชาติ เวลานี้ เรื่องราวของการใช้สอยใช้ประโยชน์ในทะเลไทยไม่ได้กําหนดเป็นยุทธศาสตร์แห่งชาติเลย มันก็เวิ้งว้างนะครับ และขอให้มีคณะกรรมการที่ปรึกษาจัดการความรู้เพื่อผลประโยชน์ ของชาติทางทะเล จัดทําแผนแบ่งเขตการใช้ประโยชน์ทางทะเลให้ชัดเจน ขอให้หน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องปรับปรุงประสิทธิภาพเพื่อรองรับการดูแลเขตใช้สอยประโยชน์ทางทะเลไทย ตัวนี้ก็เป็นเรื่องหนึ่ง ขอให้มีการจัดทําปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เวลานี้กฎหมาย ที่พัวพันกับเรื่องราวทรัพยากรทางทะเลมีหลายกฎหมายเหลือเกิน ตัวนี้ก็ต้องมีการดูแล ปรับปรุงกฎหมายให้เป็นเอกภาพนะครับ เรื่องกฎหมายมันเป็นบริบทหลายเรื่องที่พัวพัน เพราะฉะนั้นเรื่องราวของทรัพยากรทางทะเลก็ตามภาพนะครับ มันต้องมีความสอดคล้อง สัมพันธ์ แล้วก็ยั่งยืน เรือเดินสมุทรอย่างใหญ่ก็อยู่ในทะเลไทยได้ สัตว์ต่าง ๆ หายาก หาไม่ยากก็อยู่ในทะเลไทยอย่างมีความสุขได้นะครับ

เรื่องที่ ๙ เรื่องการกําหนดให้โรงงานติดตั้งระบบรายงานแสดงผล การตรวจวัดคุณภาพน้ําทิ้ง หรือคุณภาพอากาศจากปล่องสาธารณะ อันนี้ก็เป็นเรื่องง่าย ๆ แต่ว่าไม่ได้ทํา เพราะฉะนั้นก็เป็นเรื่องสําคัญอยู่เรื่องหนึ่งที่เราจะให้คุณภาพของสิ่งแวดล้อม มันดีขึ้น ก็ต้องเสนอไปยังกระทรวงหรือจากรัฐบาลเพื่อให้กระทรวงที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้โรงงาน ต่าง ๆ มีการแสดงอะไรต่าง ๆ ที่ตัวเองปล่อยสารพิษออกมา ปล่อยคุณภาพที่เป็นน้ําเสีย ออกมา แสดงว่าที่ปล่อยออกมามันชัดเจนในเรื่องความบริสุทธิ์หรือเปล่า เข้าเกณฑ์มาตรฐาน หรือเปล่า ก็เป็นเรื่องง่าย ๆ แต่ไม่ได้ทํา เพราะฉะนั้นทางคณะของเราเห็นว่าสมควรจะทํา ประกอบด้วย ๒ หัวข้อที่นําไปสู่การปฏิรูป พิจารณากําหนดนโยบาย สนับสนุน ส่งเสริม ให้โรงงานอุตสาหกรรมติดตั้งระบบรายงานการตรวจวัดคุณภาพน้ําทิ้ง คุณภาพอากาศที่ออกจาก ปล่องสาธารณะ แล้วก็จะมีการติดตั้งจอแสดงผล พูดกันง่าย ๆ ถ้าเขาทําดี ผลก็แสดงในจอดี ประชาชนก็ให้ความชื่นชม ถ้าเขาทําไม่ดี ผิดกฎ กติกา ก็แสดงผลอยู่ในนั้น ประชาชนเขาก็ได้ตรวจสอบ ดูแล ตําหนิติเตียนได้

เรื่องที่ ๑๐ การจัดการคุณภาพสิ่งแวดล้อมในสถานศึกษาต่ํากว่า ระดับอุดมศึกษา ทําไมเราไปมุ่งสถานศึกษาระดับต่ํากว่าอุดมศึกษา ระดับอุดมศึกษายังไม่พูดถึงเขา สถานศึกษาที่ต่ํากว่าระดับอุดมศึกษา โรงเรียนนี่นะครับ แล้วมีเยอะแยะทั่วประเทศ เยาวชน นักเรียน ต้องสร้างองค์ความรู้เรื่องนี้ให้เขานะครับว่าเรื่องราวของสิ่งแวดล้อมนี้ช่วยกัน คนละไม้คนละมือตั้งแต่เด็ก เป็นการให้องค์ความรู้ตั้งแต่เด็ก อันนี้จะเกิดประโยชน์อย่างยิ่ง และให้แนวทางการดําเนินการ คือการปฏิรูปด้านกายภาพ การปฏิรูประยะสั้น หรือการจัดการ สถานที่ ห้องเรียนให้เหมาะสม มีการกําจัดขยะมูลฝอย บําบัดน้ําเน่าเสีย ป้องกันสัตว์ แมลงนําโรค รักษาความปลอดภัย ทางกายภาพทําได้ง่ายทุกโรงเรียน นี่เราไม่ได้ทํากันชัดเจน จึงต้องนําเสนอไปให้มีการปฏิรูป และการปฏิรูปด้านที่ ๒ ปฏิรูปด้านส่งเสริมการเรียนรู้ การปฏิรูประยะกลาง เราเรียกกันว่าการปฏิรูประยะกลาง โดยให้ครูผู้สอนและนักเรียนเขามี ส่วนร่วมในกระบวนการในกิจกรรมต่าง ๆ อย่างเช่น การคัดแยกขยะ การติดตั้ง และดําเนินการระบบบําบัดน้ําเสียประจําสถานศึกษา ติดตั้งระบบดําเนินการ ผลิตแก๊สชีวภาพจากขยะอินทรีย์ อะไรประเภทนี้ คิดได้ทําได้นะครับ และการปฏิรูปที่ยั่งยืน อีกเรื่องหนึ่งคือการปฏิรูประยะยาว โดยส่งเสริมให้นําแนวทางการจัดทําโรงเรียนสิ่งแวดล้อม อีโคสคูล (Eco-school) มาใช้ในสถานศึกษาอย่างทั่วถึง อันนี้ก็อยากจะเรียนท่านสมาชิก ทุกท่านนะครับ พวกนี้มันเป็นเรื่องที่ปฏิรูป ส่งเสริม ทําได้ตั้งแต่ระดับเยาวชน ต้องเริ่มตั้งแต่ ที่นี่แล้วจะทําให้ง่ายขึ้นนะครับ พันธกิจที่ ๑ พันธกิจที่ ๒ พันธกิจที่ ๓ พันธกิจที่ ๔ พันธกิจที่ ๕ คืออะไร

เรื่องที่ ๑๑ ท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้มีเกียรติทุกท่านนะครับ เรื่องที่ ๑๑ การพัฒนาและปรับปรุงระเบียบคณะกรรมการกํากับกิจการพลังงานว่าด้วย กองทุนพัฒนาไฟฟ้าเพื่อการพัฒนาหรือฟื้นฟูท้องถิ่นที่ได้รับผลกระทบจากการดําเนินงาน ของโรงไฟฟ้า คณะของเราไปพบไปเห็นโรงไฟฟ้ากับชุมชน ของรัฐก็มี ของอะไรก็มีอยู่กัน มีการกระทบกระทั่งกัน และมีเรื่องราวที่โรงไฟฟ้าต้องดูแลให้ชุมชนโดยรอบ มีสิ่งแวดล้อมที่ดี เขามีกองทุน กองทุนนี่ถ้าสรุปกันแล้วมีการใช้การอย่างไม่มีประสิทธิภาพ ไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ ออกนอกแนว อะไรทํานองนั้น เพราะฉะนั้นจะต้องมีการพัฒนาให้มีความชัดเจน โรงไฟฟ้า ที่ก่อมลพิษ ทําให้เกิดผลกระทบโดยรอบชุมชน ต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการในทํานองนี้ และมีเรื่องราวของกองทุน รายละเอียดก็อยู่ในนั้นครับ พิจารณาสนับสนุนให้มีการพัฒนา แล้วก็ปรับปรุงระเบียบของคณะกรรมการกํากับกิจการพลังงานว่าด้วยกองทุนพัฒนาไฟฟ้า เห็นควรให้มีการดําเนินการจัดทําระเบียบและคณะกรรมการกํากับกิจการพลังงานว่าด้วย กองทุนพัฒนาไฟฟ้าเพื่อการพัฒนา หรือฟื้นฟูท้องถิ่นที่ได้รับผลกระทบจากการดําเนินงาน ของโรงไฟฟ้า ให้หน่วยงานที่เกี่ยวกับโรงไฟฟ้ามีส่วนรับผิดชอบอย่างเต็มที่นะครับ

เรื่องที่ ๑๒ เรื่องการปฏิรูปการอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืนระหว่างภาคอุตสาหกรรม และชุมชน เวลานี้เราจะเห็นนะครับ ภาคอุตสาหกรรมที่มีกันดาษดื่นในเมืองไทยกับชุมชน อยู่ด้วยกันอย่างไม่มีความสุข ชุมชนได้รับผลกระทบ เห็นกันชัดเจน ไม่ว่าจังหวัดระยอง จังหวัดชลบุรี จังหวัดทางภาคเหนือ เต็มไปหมดนะครับ เพราะฉะนั้นเราจึงเสนอ ประเด็นการปฏิรูปอันนี้ขึ้นมาว่า ๑. แนวทางดําเนินงานต้องมียุทธศาสตร์การพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศขึ้นมา ต่างประเทศเขาอยู่กันได้อย่างมีความสุขครับ โรงงานอุตสาหกรรม พื้นที่เพาะปลูก ชุมชน หมู่บ้านอยู่ชิดติดกันเลย มีการพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน แต่ของประเทศไทยไม่ เพราะฉะนั้น เราต้องมียุทธศาสตร์พัฒนาเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศให้เกิดขึ้น ยุทธศาสตร์ที่ ๑ ก็เสริมสร้าง ความรู้ความเข้าใจและการตระหนักถึงความสําคัญของเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศให้กับสังคม ยุทธศาสตร์ที่ ๒ สร้างการอยู่ร่วมกันระหว่างนิคมอุตสาหกรรมและชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ใช่พูดกันอยู่ ไม่ใช่แยกกันอยู่ เวลานี้จะเป็นอย่างนั้นครับ ยุทธศาสตร์ที่ ๓ มีการดําเนินธุรกิจ ที่ผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชน อันนี้ละครับ ยุทธศาสตร์ที่ ๔ ต้องมีเกณฑ์ และแนวปฏิบัติที่ชัดเจนเรื่องนิคมอุตสาหกรรม สร้างสภาพแวดล้อมและกิจกรรมด้านเศรษฐกิจ สังคมที่เป็นประโยชน์ต่อชุมชน เป็นลักษณะของการเกื้อกูลกัน ไม่ใช่ธุรกิจอุตสาหกรรม จะเอาแต่เรื่องรายได้การพัฒนาเรื่องอุตสาหกรรมอย่างเดียว ไม่ใช่นะครับ เพราะฉะนั้น เรื่องราวของอันนี้เป็นเรื่องสําคัญ

เรื่องที่ ๑๓ การปฏิรูปการจัดการคุณภาพสิ่งแวดล้อมในภาคอุตสาหกรรม การจัดการคุณภาพสิ่งแวดล้อม เสนอให้มีการปฏิรูปแนวทางการดําเนินงาน ๕ ประเด็น ๕ ข้อด้วยกันนะครับ พูดกันง่าย ๆ เราเสนอให้มีการปรับผังองค์กรของกรมโรงงานอุตสาหกรรม รูปแบบใหม่เสียเถอะ ไม่ใช่เป็นแบบนี้ อาจจะเข้าไปจี้กับหน่วยงานเขาหน่อย หรือเสนอ ให้มีการตรวจสอบมลพิษแล้วก็เก็บภาษีมลพิษ โดยต้องคํานึงถึงวัตถุดิบและของเสียที่เกิดจาก กระบวนการผลิตของภาคอุตสาหกรรม และเห็นควรที่จะมอบอํานาจการอนุญาตกรณีต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการประกอบกิจการโรงงานอุตสาหกรรมให้แก่จังหวัด ท้องถิ่นเป็นผู้พิจารณา อนุญาตในรูปแบบของคณะกรรมการ ไม่ใช่อนุญาตโดยส่วนกลาง โดยกรมอุตสาหกรรม แต่เพียงอย่างเดียว เพราะฉะนั้นต้องท้องถิ่นมีส่วนร่วม อันนี้เสนอแนวทางปฏิรูปนะครับ และเห็นควรให้เปลี่ยนระบบการอนุญาตการขนขยะอุตสาหกรรมภายในจังหวัด ตลอดจน ให้มีเรื่องราวของการครอบครองวัตถุอันตราย อันนี้ต้องมีการปรับปรุงให้ชัดเจนสักนิดหน่อยว่า อะไรคืออะไร แล้วก็ปรับเปลี่ยนกระบวนการพระราชบัญญัติว่าด้วยเรื่องราวของเครื่องจักร เรื่องราวทะเบียนเครื่องจักร และเปลี่ยนแปลงทรัพย์สินให้เป็นทุน เมื่อเป็นอํานาจหน้าที่ ของจังหวัดได้พิจารณา เอาละครับ

เรื่องที่ ๑๔ กําลังจะจบแล้ว ท่านประธานครับ เรื่องการปฏิรูปกลไก การมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เวลานี้ การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเราคํานึงให้ทุกภาคส่วนได้เข้ามามีส่วนร่วม ในการจัดการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคประชาชน กรอบในการดําเนินการปฏิรูปกลไกการมีส่วนร่วม ก็มีอยู่ ๕ กระบวนการ ๗ กลไก ที่นําเสนออยู่ในชุดเอกสารนําเสนอต่อท่านผู้มีเกียรตินะครับ มีกระบวนการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร มีกระบวนการผลิต วางแผนโครงการ มีกระบวนการตัดสินใจ และร่วมดําเนินการ มีกระบวนการกํากับ ตรวจสอบ มีกระบวนการดูแลรักษาและรับผลประโยชน์ ๗ กลไกอะไรต่าง ๆ ก็คือรวมเบ็ดเสร็จแล้วก็หมายความว่าการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ชุมชน ภาครัฐ และภาคส่วนต่าง ๆ มีกลไก กลุ่มเครือข่าย คณะกรรมการสภาพลเมือง ประชาชน กลไกแผนยุทธศาสตร์เชิงบูรณาการ มีอะไร สมควรที่จะสร้างสถาบันพัฒนากลไก การมีส่วนร่วม กลไกส่งเสริมระบบการผลิต การพัฒนา การอนุรักษ์อย่างสมดุลและยั่งยืน เป็นอย่างไร กลไกการจัดการทรัพยากรที่ยั่งยืน มีอะไร กลไกทางกฎหมาย กลไกการเผยแพร่ การประชาสัมพันธ์ แล้วก็มีรูปแบบให้เห็นความพัวพันระหว่างกลไกต่าง ๆ ในกรอบแนวคิด อันนี้ละครับ แล้วข้อเสนอการปฏิรูปที่ว่านี้ก็มีอยู่ ๕ ปฏิรูป รายละเอียดอยู่ในนี้แล้วครับ

เรื่องที่ ๑๕ ก็อยากจะพูดถึงนะครับ คือการปฏิรูปการจัดการภัยพิบัติ ตามธรรมชาติภาวะโลกร้อน เสนอประเด็นการปฏิรูปและแนวทางการดําเนินการดังนี้ครับ และเห็นสมควรปฏิรูป การสร้างยุทธศาสตร์ต่อยอดจากที่ฝ่ายรัฐก็ดําเนินการอยู่ในขณะนี้ อยู่ในปัจจุบันนี้ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น หรือฝ่ายรัฐมีกลไกมียุทธศาสตร์ในการดําเนินการ จัดการภัยพิบัติตามธรรมชาติอยู่แล้ว ก่อนเกิดภัย ระหว่างเกิดภัย หลังเกิดภัยทําอย่างไร ก็เห็นสมควรจะให้มีกลไกล่วงหน้าด้วย ก่อนเกิดภัยนี่ไม่ใช่มาบริหารจัดการเตรียมการ เครื่องไม้เครื่องมือ เตรียมงบประมาณอย่างเดียว ไม่ใช่ การให้องค์ความรู้ การบอกกล่าวข้อมูล เกี่ยวกับภัยธรรมชาติเป็นเรื่องสําคัญ เวลานี้ก็มีภัยธรรมชาติอยู่ประจําเดือน ประจําให้อยู่แล้ว ภัยแล้ง ภัยธรรมชาติมันเป็นอย่างไร ภัยแล้ง แล้วต่อไปมันจะเป็นอย่างไร อุทกภัย ภัยน้ําท่วม อีกไม่นานก็จะมีแล้วมันจะเป็นอย่างไร เรื่องราวอะไรต่าง ๆ แบบนี้ก็มีการปฏิรูปยุทธศาสตร์ ต่อยอด เราต้องมีการพัฒนาปรับปรุงศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติขึ้นมาให้ได้ เวลานี้ มีศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติที่สร้างขึ้นมาภายใต้ระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีมันก็ยัง มีประสิทธิภาพไม่ชัดเจน คณะกรรมาธิการปฏิรูปทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมได้มีแนวคิดว่า ควรจะจัดตั้งศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติขึ้นมาให้ชัดเจน จะสังกัดกรมไหน หน่วยราชการไหน ก็ว่ากันมาให้ชัด ๆ แต่ว่าเรายังไม่สามารถจะศึกษาหารูปแบบออกมาที่แน่นอนได้เพราะว่า วาระของสภาปฏิรูปแห่งชาติมันหมด เพราะฉะนั้นก็อยากจะฝากให้คิดเรื่องนี้นะครับ แล้วควรจะมีการพิจารณาบอกกล่าวเรื่องราวของธรรมชาติให้ประชาชนท้องถิ่นต่าง ๆ แต่ละภูมิภาคได้รับรู้เรื่องภัย ภัยธรรมชาติมันมีหลากหลาย มีตั้ง ๙ ตัว ๑๐ ตัว มันคืออะไร จะเป็นอย่างไร องค์ความรู้อันนี้เราไม่มีเลย พอถึงเวลาก็ประกาศกันแล้วอย่างโน้นอย่างนี้ อ้ายนี่ละครับเป็นเรื่องสําคัญ เราควรจะพัฒนาศูนย์ป้องกันและจัดการภัยพิบัติแห่งชาติขึ้นมา อย่างเป็นระบบครับ ถ้าทําได้จากประเด็นดังกล่าวนี้ประเทศไทยจะมียุทธศาสตร์ในการขับเคลื่อน จัดการภัยพิบัติตามธรรมชาติ ภาวะโลกร้อน มีความครบถ้วนในทุกมิติจะสามารถสร้าง ความมั่นใจให้กับสังคม ประชาชนถึงความพร้อมในการรับมือภัยพิบัติตามธรรมชาติ ภาวะโลกร้อน ทุกรูปแบบ ทุกภาคส่วนก็สามารถเข้ามาร่วมเป็นกลไกหลัก กลไกรอง แล้วก็กลไกหนุนเสริม ในการจัดการภัยพิบัติธรรมชาติที่อาจจะเกิดขึ้นอย่างเป็นระบบก็สามารถลดผลกระทบ และความสูญเสียได้อย่างชัดเจนเมื่อภัยพิบัติมาเยือน อย่างอุทกภัยเวลานี้เฉยกันหมด ทําอย่างไร อันนี้ก็น่าเป็นห่วง

เรื่องวาระการปฏิรูปวาระพิเศษเรื่องสุดท้าย ผมเรียกว่าเป็นวาระพิเศษ เสนอให้มีการจัดตั้งศาลสิ่งแวดล้อม แล้วก็ร่างพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลสิ่งแวดล้อม และวิธีพิจารณาคดีศาลสิ่งแวดล้อมขึ้น เพราะว่าเราพิจารณาจากเหตุผลความเป็นจริง เวลานี้ ปัญหาด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของไทยก่อให้เกิดผลกระทบสร้างความเดือดร้อน แก่ประชาชนทั้งวิถีชีวิต สุขภาพ อนามัยเยอะแยะมากมายและไม่สามารถจะตัดสินคดีความอะไร ให้ประชาชนพ้นจากความเดือดร้อนความทุกข์ได้ อาจจะเกิดจากสาเหตุการทําความผิกฎหมาย ของผู้ประกอบการ การละเลยจากการปฏิบัติหน้าที่หรือการปฏิบัติหน้าที่ซึ่งล่าช้าเกินสมควร อันนี้เป็นเหตุปัจจัยซึ่งเกิดทั้งสิ้นนะครับ แล้วเรื่องราวของกระบวนการความเสียหายทางด้าน สิ่งแวดล้อมทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งจะใช้เรื่องราวของกระบวนการยุติธรรมมาจัดการ ดูเหมือนจะไม่ค่อยมี คณะของเราจึงเห็นสมควรปรับปรุงแก้ไขโครงสร้างและระบบของศาลสิ่งแวดล้อมให้มีขึ้น ให้สามารถอํานวยความยุติธรรมแก่ประชาชนผู้เสียหายหรือได้รับผลกระทบให้มีสภาพตาม ความเป็นจริงมากขึ้น ทางด้านแพ่งก็ดี ด้านอาญาก็ดี ตัวนี้สําคัญข้อเสนอปฏิรูปและแนวทาง ดําเนินการ หรือเสนอให้มีการจัดตั้งศาลสิ่งแวดล้อมในรูปแบบศาลชํานัญพิเศษ ให้มีโครงสร้าง และมีระบบการพิจารณาคดีในลักษณะวัน สต็อป เซอร์วิส (One stop service) จะผิดถูก อย่างไรระบบศาลไปคิด แต่ผมว่ามันน่าจะพิจารณาแล้ว และเราก็จัดทําร่างกฎหมาย เพื่อประกอบการพิจารณาจัดตั้งศาลสิ่งแวดล้อมแล้วก็วิธีพิจารณาคดีให้ได้พิจารณาครับ ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องราวโดยสรุปของคณะกรรมาธิการปฏิรูปทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่ผมกราบเรียนท่านประธานและสมาชิกทุกท่านมันมีหลากหลายด้าน หลากหลายประเด็น เพราะฉะนั้นเราจึงทําการศึกษาวิเคราะห์กําหนดเรื่องราวที่จะมาปฏิรูปหรือประเด็นปฏิรูป มีทั้งหมด ๑๖ ประเด็น ๑๖ เรื่อง ทั้งเรื่องเล็ก เรื่องกลาง ๆ เรื่องใหญ่สลับซับซ้อนผสมอยู่ในนี้ ขอขอบคุณท่านประธานนะครับ ขอจบการนําเสนอเพียงเท่านี้ครับ ขอบพระคุณครับ

(การประชุมดําเนินมาถึงตอนนี้ นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง ได้กลับมาขึ้นบัลลังก์เพื่อดําเนินการประชุมต่อไป)
นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง 🔗

ขอบคุณท่านปราโมทย์ ไม้กลัด ประธานคณะกรรมาธิการปฏิรูป ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของ สปช. นะครับ รวมทั้งท่านพรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ ประธานคณะกรรมาธิการปฏิรูประบบสาธารณสุขของ สปช. แล้วก็ท่านสุชาติ นวกวงษ์ เลขานุการคณะกรรมาธิการปฏิรูปทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งท่านสุชาติ จะมาตอบคําถามในช่วงสุดท้ายนะครับ ท่านสมาชิกครับ การนําเสนอในวาระสําคัญก็คือ ด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม โดยการนําเสนอเพื่อเชื่อมต่อการทํางานของ สปช. กับ สปท. นั้นก็ได้เสร็จสิ้นในการนําเสนอใช้เวลาไปด้านละ ๔๕ นาทีนะครับ ก่อนที่ผมจะแจ้ง รายชื่อผู้ที่แสดงความจํานงอภิปรายนั้นก็เรียนไว้เบื้องต้นว่าเรายังมีวาระการอภิปรายทั่วไป ในด้านของเศรษฐกิจเรียลเซกเตอร์ (Real sector) โดยมีท่านสุทัศน์ เศรษฐ์บุญสร้าง อดีตรองเลขาธิการอาเซียน (ASEAN) แล้วก็เป็น สปช. แล้วก็เป็นกรรมาธิการเศรษฐกิจ เรียลเซกเตอร์ (Real sector) ของ สปช. จะเป็นผู้มานําเสนอ แล้วก็ต่อด้วยท่านรัฐมนตรีสุวิทย์ เมษินทรีย์ ซึ่งท่านจะมานําเสนอในวิสัยทัศน์ยุทธศาสตร์การปฏิรูปประเทศไทย และการปรับเปลี่ยนกลไกภาครัฐ โดยที่ท่านรัฐมนตรีสุวิทย์ เมษินทรีย์ นั้นท่านเป็นอดีต ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญจัดทําวิสัยทัศน์และออกแบบอนาคตประเทศไทยของ สปช. ดังนั้นก็คงจะไปถึงประมาณ ๖ โมง หรือ ๖ โมงเศษ ๆ ทางสภาได้จัดเตรียมอาหารเย็นไว้ให้ ก็หวังว่าทุกท่านจะได้ใช้เวลาในการประชุมรวมของสภา ซึ่งวันนี้จะเป็นวันสุดท้ายนะครับ หลังจากนั้นอาจจะปิดเทอมเพื่อให้คณะกรรมาธิการของเราได้ไปทํางานแล้วก็ส่งแผนปฏิรูป ภายใน ๓๐ วัน สําหรับรายชื่อของสมาชิกที่แสดงความจํานงอภิปรายมีทั้งสิ้น ๙ ท่านด้วยกัน โดยในจํานวน ๙ ท่านนั้น มี ๗ ท่านที่ได้ขออนุญาตนําเอกสารประกอบการอภิปราย เพื่อสําเนาให้กับท่านสมาชิก ซึ่งได้อนุญาตแล้วก็ให้สําเนาได้นะครับ ๓ ท่านแรก พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน อดีตผู้บัญชาการตํารวจภูธรภาค ๑ มีเอกสารประกอบ การอภิปราย ๒. พลตํารวจโท สุวิระ ทรงเมตตา ผู้ช่วยผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ มีเอกสาร ประกอบการอภิปรายเช่นกัน ท่านที่ ๓ คือ พลเอก คณิต อุทิตสาร อดีตผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ กองทัพบก มีเอกสารประกอบการอภิปราย เชิญท่าน พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน ครับ

พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน : ขอบคุณท่านประธานสภาครับ กระผม พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน สมาชิกลําดับ ๑๙๗ ก็ฝากเรียนไปยังสมาชิกหลายท่าน คงจะแปลกใจว่าทําไมนายตํารวจท่านนี้ถึงพูดได้ทุกเรื่อง มันอดไม่ได้ที่จะพูดเพราะมันเป็น ปัญหาของบ้านเมือง และประกอบกับหน้าตาผู้อภิปรายอาจจะดูไม่ฉลาดแต่มันตรงกันข้าม แปลว่าฉลาดครับ ต้องขอบพระคุณท่านอาจารย์ปราโมทย์ ในเรื่องที่ผมจะขออภิปราย เป็นเรื่องของสิ่งแวดล้อม เป็นเรื่องของมลภาวะ ในเรื่องนี้เกิดขึ้นจาก ๒ ปัจจัยครับ

ปัจจัยที่ ๑ มลภาวะที่เกิดโดยธรรมชาติ แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด เราคงต้องยอมรับชะตากรรมแล้วมาแก้ปัญหากัน แต่มลภาวะที่เกิดจากมนุษย์สร้างขึ้น และโดยเฉพาะอย่างมนุษย์ที่เป็นเจ้าพนักงานของรัฐและมีส่วนร่วม ตรงนี้เป็นเรื่องที่ร้ายแรง ท่านประธานที่เคารพครับ มีกฎหมายอยู่ฉบับหนึ่งชื่อว่าพระราชบัญญัติการผังเมือง พ.ศ. ๒๕๑๘ ใช้มา ๔๐ ปีแล้วครับ เป็นกฎหมายที่ประหลาด ตลก ถ้าเป็นตลกก็คือตลกหลวง กฎหมายนี้ จะมีผลบังคับอยู่ ๕ ปี ผังเมืองรวม แล้วจะเว้นวรรคสัก ๒ ปีเพื่อดูท่าทีของการเปลี่ยนแปลง ของบ้านเมืองและประกาศเพิ่ม เขียว เหลือง แดง การเว้นวรรคกลายเป็นว่าไม่มีสภาพบังคับใช้ แปลว่าบ้านเมืองนี้ไม่มีกฎหมาย ตรงนั้นอันตรายเกิดขึ้นกับประเทศนี้ครับ สิ่งเหล่านั้น ได้เกิดขึ้นทั่วกรุงเทพฯ ในเขตปริมณฑล นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ นครปฐม ครบหมด มันเกิดอย่างไรครับ เจ้าหน้าที่ของรัฐอนุญาตให้สร้างโรงงาน พอผังเมืองมีผลบังคับใช้ ในปีต่อมาห้าม ก็จะไปออกันอนุญาตอยู่ตรงนั้นละครับ ตรงนี้ผมกล้าพูดเพราะว่ามีตัวอย่าง เป็นที่ประจักษ์ โรงงานอุตสาหกรรมขนาดเล็ก ขนาดกลาง ขนาดใหญ่ กระจายอยู่ทั่ว ผมขออนุญาตยกตัวอย่างให้ดูเป็นตัวอย่างนะครับ ไม่ใช่นําเรื่องส่วนตัวมาอภิปราย แต่ผมเชื่อว่า เรื่องพรรค์อย่างนี้มีทั่วไป จะได้แก้ปัญหาไปพร้อม ๆ กันถ้าเราตั้งใจจริงที่จะแก้ปัญหาเรื่อง มลภาวะ ขออนุญาตสั้น ๆ นิดเดียวครับเพื่อให้เห็นภาพ ภรรยาผมครับเป็นโรคภูมิแพ้ ชนิดร้ายแรง หมอแนะนําว่าให้ไปหาที่อยู่ที่เป็นเรือกสวนไร่นา ก็เลยไปอยู่ที่บางกรวย เมื่อ ๒๐ ปีที่แล้ว ไปซื้อที่ดินอยู่ในหมู่บ้านจัดสรรแห่งหนึ่ง จะไม่บอกชื่อครับ เพราะว่า เดี๋ยวจะรู้ว่าเป็นหมู่บ้านสวนดวงพร อยู่ที่อําเภอบางกรวย ผมอยู่มา ๒๐ ปี ภรรยาหายจาก โรคภูมิแพ้ ปี ๒๕๐๒ มีตอหม้อขนาดใหญ่เกิดขึ้นในหมู่บ้าน ผมเป็นประธานหมู่บ้าน ผมถามว่า มาทําอะไรนี่ สร้างโรงงานครับ เป็นโรงพิมพ์ขนาดใหญ่ ผมคัดค้านครับ ผมต่อสู้มาตลอด ผมถามว่าสร้างได้อย่างไร ผลปรากฏว่าไปที่ที่ดินครับ ผมจะเล่าให้ฟัง หมู่บ้านนี้มีประมาณ เกือบ ๕๐ หลังคาเรือน ทั้งทาวน์เฮาส์ ทั้งบ้านแฝด ทั้งบ้านเดี่ยว ผมซื้อที่ปลูกบ้าน ผลปรากฏว่าเจ้าของหมู่บ้านเลี่ยงจัดสรรครับ ๙ แปลง ๙ แปลง ๙ แปลง เอาครอบครัว มาถือ ๙ แปลง ลูก เมีย สามี ภรรยา น้อง คนละ ๙ แปลงไม่ให้ครบ ๑๐ แปลง ไม่ว่ากัน ต่อมา อบต. ก็ทํารายงานเท็จไปยังจังหวัดว่าสถานที่ก่อสร้างโรงงานเป็นที่รกร้าง ไม่มีบ้านเรือน ประชาชน หลังคานั่นละเสียบอยู่กับโรงงานเลยครับ รายงานเท็จครับ ต่อมา พ.ร.บ. ผังเมือง เว้นวรรคฟันหลอ เพราะ ๕ ปีเลิกที ผมไม่นานครับ ถ้าจะเกินไม่เกิน ๒ นาที เว้นวรรค ๒ ปี ช่วงเว้นวรรคครับ อุตสาหกรรมจังหวัดก็บอกว่าในเมื่อไม่ใช่หมู่บ้านจัดสรรเพราะเลี่ยงจัดสรร ในเมื่อ อบต. บอกว่าไม่มีบ้านเรือนประชาชนอยู่ใกล้เคียง ในเมื่อขณะนี้กฎหมายผังเมืองไม่มีผล บังคับใช้เพราะเว้นวรรค อุตสาหกรรมจังหวัดเลยอนุญาตให้สร้างโรงพิมพ์ขึ้นตรงนั้น ไม่ต้องพูด เรื่องมลภาวะครับ ทุกวันนี้ตอนเช้าผมจะต้องมานั่งอยู่หน้าบ้านดูว่ามีผีเสื้อบินไหม คนโบราณสั่งไว้ภูมิปัญญาชาวบ้าน ถ้าไม่มีผีเสื้อมลภาวะมาแล้ว ตอนนี้ไม่มีผีเสื้อแล้วครับ ผมเองจะกลายเป็นผีแทนแล้วครับ มันอะไรกัน ผมขอบคุณ คสช. ครับ เพิ่งจะออกกฎหมายครับ เรียนอาจารย์ปราโมทย์ด้วยครับ เมื่อวันที่ ๙ กันยายน คสช. ออกกฎหมายแก้ พ.ร.บ. การผังเมือง มาตรา ๒๖ ให้ช่วงเว้นวรรคให้ใช้ผังเมืองเดิมแทนไปก่อน ๔๐ ปีไม่มีใครทํา ผมวกกลับครับ ฟันหลอที่ว่านี้ขณะนี้ฟันซี่อื่นก็ผุหมดแล้วรีไวนด์ (Rewind) ใหม่ได้ไหมครับ ตั้งคณะกรรมการ มาตรวจสอบว่าช่วงอนุญาต ช่วงฟันหลอถูกต้องไหม ไม่ถูกต้อง ต้องรักษาฟันผุให้หายครับ ต้องรักษารากฟันครับ แปลว่านอกจาก คสช. จะแก้กฎหมายแล้วไม่ให้มีช่องว่างเป็นช่องโหว่ ไปหากิน กล้าพูดครับ แล้วจะต้องย้อนไปรักษามลภาวะสภาพแวดล้อมเดิมด้วย เพราะถ้ายัง เดินเครื่องอยู่พร้อม ๆ เฉพาะหมู่บ้านผมนะครับ กลางหมู่บ้านมีแล้วครับ รอบหมู่บ้านอีก ๓ โรงงาน อําเภอบางกรวยครับ ใกล้วัดแก้วฟ้า วัดบางขนุน อยู่ตรงวงเวียนพระราม ๕ อุโมงค์เข้าไป หน่อยเดียวครับ จากที่ผมเคยอยู่อย่างมีความสุขไม่มีมลภาวะ ที่นั่นทุเรียนดังที่สุดครับ จังหวัดนนทบุรี เดี๋ยวนี้ ๗ ปีผมไปจ็อกกิง (Jogging) วิ่งตอนเช้า ทุเรียนปลูกมา ๗ ปี ยังไม่ถึงก้นผมเลย สูงไม่ถึงก้นผมเลย เมื่อก่อน ๗ ปีเก็บลูกกินแล้วครับ เดี๋ยวนี้ ๗ ปี ยอดยังไม่แทงก้นผมเลยครับ มลภาวะ ฉะนั้นจะต้องรุกต่อครับ เรื่องนี้ผมขออนุญาตหลังอภิปราย ผมจะไปยื่น คสช. ผมจะไปยื่นที่กระทรวงอุตสาหกรรมต้องตรวจสอบ แล้วผมจะเอาเป็น กรณีศึกษาให้ทําที่อื่นไปพร้อม ๆ กันครับ ไปเอาฟันที่ผุมารักษารากฟันเสียใหม่เพื่อแก้ มลภาวะของบ้านนี้เมืองนี้ครับ จังหวัดนนทบุรี จังหวัดปทุมธานี จังหวัดนครปฐม จังหวัดสมุทรปราการ เต็มไปหมดครับ ผมจะพูดในเรื่องมลภาวะเรื่องเดียว แล้วผมเชื่อว่า เป็นประโยชน์ ฉะนั้นตํารวจคนนี้พูดทุกเรื่องแต่เป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์ ขอบคุณครับ

ขอบคุณมากครับ เชิญท่าน พลตํารวจโท สุวิระ ทรงเมตตา ตํารวจอีกท่านหนึ่ง เชิญครับ

พลตํารวจโท สุวิระ ทรงเมตตา : กราบเรียนท่านประธาน ท่านสมาชิก ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศผู้ทรงเกียรติที่เคารพทุกท่าน ผม พลตํารวจโท สุวิระ ทรงเมตตา ผู้ช่วยผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ สมาชิกลําดับที่ ๑๗๖ ขออภิปรายเพื่อเสนอวิธีการปฏิรูป ประเทศด้านสิ่งแวดล้อม ขออนุญาตใช้ภาพถ่ายและเอกสารประกอบการอภิปรายครับ ก่อนอื่นผมต้องขอขอบคุณท่านอาจารย์ปราโมทย์ ไม้กลัด ท่านประธานกรรมาธิการ ได้อธิบายขั้นตอนและวิธีการปฏิรูปอย่างชัดเจนและครอบคลุมมากนะครับ ทั้ง ๑๖ หัวข้อ ของที่ท่านบรรยายนั้นผมมาแยกแยะได้เป็น ๕ กระบวนการ ขอภาพฉายครับ

(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))

พลตํารวจโท สุวิระ ทรงเมตตา : กระบวนการแรกเป็นกระบวนการกําหนด ยุทธศาสตร์ด้านสิ่งแวดล้อม

กระบวนการที่ ๒ เป็นกระบวนการแก้ไขกฎหมายและการออกกฎหมาย หรือออกระเบียบ หรือข้อบังคับให้สอดคล้องเหมาะสม

กระบวนการที่ ๓ คือการกําหนดเงื่อนไขและขั้นตอนการปฏิบัติให้ชัดเจน ในรูปของโคด ออฟ แพรกทิซ (Code of Practice) หรือว่าซีโอพี (CoP) นั่นเองครับ

กระบวนการที่ ๔ คือกระบวนการติดตามประเมินผล และการกํากับดูแล แบบมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนและชุมชนครับ

ในส่วนแรกนะครับ กระบวนการกําหนดยุทธศาสตร์ด้านสิ่งแวดล้อม ท่านอาจารย์ก็กําหนดไว้เรียบร้อยนะครับ เรื่องการสร้างสมดุลระหว่างการอนุรักษ์และการใช้ ประโยชน์ทางทรัพยากรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม กําหนดยุทธศาสตร์การบริหารจัดการน้ํา กําหนดยุทธศาสตร์การวางผังเมืองและการใช้พื้นที่ แล้วก็กําหนดยุทธศาสตร์การอยู่ร่วมกัน ระหว่างชุมชนกับภาคอุตสาหกรรม เมื่อสักครู่ที่ท่านอํานวยได้นําเสนอไปแล้วนั้นก็เป็น ส่วนหนึ่งที่อยู่ในส่วนนี้ต้องกําหนดยุทธศาสตร์ว่าจะเอาอย่างไร และสุดท้ายครับ กําหนด ยุทธศาสตร์การรับมือภัยพิบัติ ในส่วนกระบวนการแก้ไขและการออกกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ ตรงนี้มีทั้งกฎหมายและระเบียบข้อบังคับเดิมที่มีดีอยู่แล้ว ส่วนใหญ่ถูกต้องแล้ว อาจจะมีการปรับปรุงแก้ไขนิดหน่อย ซึ่งบางส่วนใช้ได้อยู่แล้ว บางส่วนต้องออกใหม่ ตรงนี้ ท่านอาจารย์ก็ได้อธิบายไปแล้วนะครับ ในส่วนนี้ผมจะผ่านไปนะครับ

ในส่วนที่ ๓ ส่วนนี้ผมถือว่าสําคัญในกระบวนการกําหนดเงื่อนไขและขั้นตอน การปฏิบัติให้ชัดเจนในรูปซีโอพี (CoP) หรือว่าโคด ออฟ แพรกทิซ (Code of Practice) ตรงนี้สําคัญครับจะช่วยแก้ปัญหาได้ ท่านอาจารย์ปราโมทย์ได้พูดละเอียดแล้วก็ลึกมากนะครับ ในเรื่องระบบการจัดการทํารายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม ตรงนี้ในอดีตมีปัญหาครับ เพราะว่าในอดีตนั้นล่าช้า ไม่รวดเร็ว ไม่โปร่งใส ไม่ชัดเจน และไม่มีมาตรฐานที่ชัดเจน ในการที่ เอกชนยื่นขออนุญาตครั้งนี้คณะกรรมการก็ติติงเรื่องนี้แล้วให้กลับไปทํา พอกลับไปทํามาใหม่ อีกระยะหนึ่งก็มาติติงอีกหัวข้อหนึ่ง คนเดียวกันนั่นละครับในเรื่องเดียวกัน พอหมดเวลาบอกว่า รีเจกต์ (Reject) ไม่ผ่านให้ไปเสนอเข้ากระบวนการไปปรับปรุงใหม่แล้วเสนอเข้ากระบวนการใหม่ ก็ทําอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ ๒ รอบ ๓ รอบ จนรอมา ๒-๓ ปีแล้วยังไม่ผ่านสักทีหนึ่ง เพราะมาทีไร คณะกรรมการก็เพิ่มทุกทีทุกหัวข้อ ตรงนี้ละครับเป็นอุปสรรคของการลงทุนและเป็นต้นเหตุ ที่ว่าประเทศไทยนั้นขั้นตอน กระบวนการ ขออนุญาตล่าช้าก็เพราะตรงนี้ด้วยครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้สามารถแก้ได้ครับด้วยการกําหนดโคด ออฟ แพรกทิซ (Code of Practice) ให้ชัดเจนว่าเอกชนจะลงทุนทําธุรกิจอะไรก็ตาม จะทําโรงงานอุตสาหกรรมอะไรก็ตาม มีขั้นตอนการปฏิบัติและวิธีปฏิบัติอย่างไรบ้างให้เขียนให้ละเอียดเลยครับ และก็ให้มีเจ้าหน้าที่ ไปติดตามประเมินว่าเขาปฏิบัติตามนั้นหรือเปล่า การที่ทําอยู่ในปัจจุบันนี้เพียงแต่ถามว่า ภาคเอกชนเขาจะทําอย่างไร ไหนอธิบายมาสิว่าจะสร้างโรงงานนี่จะทําอย่างไร เสร็จแล้วก็ บอกว่าผ่านกับไม่ผ่าน แต่ไม่ได้บอกให้ชัดเจนว่าจะต้องมีมาตรฐานอะไรบ้าง เพราะฉะนั้น ที่กําหนดโคด ออฟ แพรกทิซ (Code of Practice) มาถือว่าดีมากครับ อยากให้ทํา แล้วก็ อยากให้เกิดขึ้นมาก ๆ ทราบว่าตอนนี้ สผ. ได้ทําอยู่แล้ว แต่ยังทําไม่ครอบคลุม อยากขอให้ ทําให้ครอบคลุม แล้วก็นําไปใช้แทนอีไอเอ (EIA) หรืออีเอชไอเอ (EHIA) แต่ว่าหัวข้อในอีไอเอ (EIA) หรืออีเอชไอเอ (EHIA) อยู่ให้ครอบคลุมในโคด ออฟ แพรกทิซ (Code of Practice) หรือซีโอพี (CoP) ที่จะออกนะครับ ตรงนี้จะเป็นการทําให้รวดเร็วขึ้นและป้องกันข้อครหา ต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นครับ

ในเรื่องที่ ๒ โคด ออฟ แพรกทิซ (Code of Practice) ซีโอพี (CoP) นะครับ ในรูปแบบการปฏิรูประบบการกําจัดขยะมูลฝอย ท่านอาจารย์ก็พูดชัดเจน แต่อยากจะ กําหนดไปให้ชัดอีกนิดหนึ่งว่าการกําหนดต้องกําหนดและวิธีปฏิบัติที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และที่สําคัญต้องไม่ปลดปล่อยมลพิษทางอากาศแล้วก็น้ําใต้ดินด้วย ขอเรียนท่านอาจารย์ เป็นข้อมูลนะครับ ขอให้ท่านอาจารย์ส่งคนไปตรวจสอบ ขณะนี้ที่เทศบาลนครขอนแก่น เขาทดสอบเจาะบ่อบาดาลที่กองขยะ พบว่าสารโลหะหนักมากกว่าน้ําในแม่น้ําลําคลองถึง ๓๓-๓๘ เท่า เพราะฉะนั้นนี่เป็นตัวอย่างอันหนึ่งครับ แล้วก็ก๊าซพิษที่เหนือกองขยะ เช่นเดียวกันทั่วประเทศอยากให้มีการไปตรวจสอบว่ามีมากน้อยเพียงใด แค่ไหน เพราะตรงนี้ จะนํามาใช้ในการตัดสินใจเชิงนโยบายได้

และอันสุดท้ายที่สําคัญนะครับ คือการติดตาม กํากับดูแลแบบมีส่วนร่วม จากทุกภาคส่วน เมื่อสักครู่นี้ท่านอาจารย์พูดว่ามีมาตรการหลายอันมาก แต่ปรากฏว่าตรงนี้ ไม่สามารถบังคับใช้ได้ รวมทั้งที่ท่าน พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน ได้กล่าวเหมือนกันก็คือ ตรงขั้นตอนนี้ครับ การกํากับดูแลนั้นขออย่างนี้เลยครับว่าขณะนี้กฎหมายมีอยู่แล้ว แต่ไม่สามารถกํากับดูแลและดําเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายได้ ขอให้ตั้งคณะกรรมการ ขึ้นมาทั้งในระดับชุมชน ในระดับอําเภอ ในระดับจังหวัด แล้วไปตรวจสอบเลยครับว่าโรงงาน ที่มีอยู่ในปัจจุบันนี้มีโรงงานไหนบ้างที่ปล่อยมลภาวะ โรงงานไหนเขาทําถูกต้องก็ต้อง ติดประกาศให้ใบประกาศเกียรติคุณเขานะครับว่าเขาทําได้ดี ทําได้ถูกต้อง แต่ถ้าโรงงานไหน ก็ตามมีปัญหาปล่อยผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจะต้องออกมาตรการให้เขาแก้ไขภายในกําหนดเวลา แล้วไม่สามารถแก้ไขได้ก็ต้องปิดเหมือนกันนะครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้สามารถทําได้เลยครับ และขับเคลื่อนได้เลย และจะบังเกิดผลเป็นรูปธรรม ในเรื่องการกําจัดขยะมูลฝอยก็เช่นเดียวกัน ตั้งคณะกรรมการไปตรวจสอบเช่นนี้โดยให้ภาคชุมชนมีส่วนร่วมแล้วก็ดําเนินการอย่างเป็น รูปธรรม มิฉะนั้นแล้วจะไม่สามารถแก้ไขปัญหาเรื่องมลภาวะกับสิ่งแวดล้อมได้ ถ้าไม่มีการปฏิบัติ ในเรื่องการติดตามประเมินผลและการบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นรูปธรรม ผมขอจบ การนําเสนอครับ

ขอบคุณมากครับ ก่อนที่ท่าน พลเอก คณิต อุทิตสาร จะอภิปราย ผมขอแจ้ง รายชื่ออีก ๓ ท่านล่วงหน้านะครับ ก็คือ ท่านผู้ช่วยศาสตราจารย์ขวัญชัย ดวงสถาพร ตําแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ หัวหน้าภาควิชาจัดการป่าไม้ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์นะครับ ท่านถัดไปคือ นางมิ่งขวัญ วิชยารังสฤษดิ์ อดีตปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมนะครับ ท่านถัดไปคือ พลเอก ชูศิลป์ คุณาไทย ทั้ง ๓ ท่านมีเอกสารประกอบ การอภิปรายแล้วท่านประธานก็ได้อนุญาตแล้วนะครับ เชิญท่าน พลเอก คณิต อุทิตสาร อดีตผู้ทรงวุฒิพิเศษกองทัพบกครับ

พลเอก คณิต อุทิตสาร 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม พลเอก คณิต อุทิตสาร สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ลําดับที่ ๑๙ ผมขออนุญาต อภิปรายเกี่ยวกับอาจารย์ปราโมทย์นะครับ ซึ่งท่านได้พูดว่าทรัพยากรธรรมชาตินั้นมีหลายชนิด บริหารจัดการแตกต่างกัน แต่ละประเด็นนั้นไม่เหมือนกันจะต้องพูดทีละเรื่องไม่คลุมเครือ อันนี้ผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งนะครับ ในช่วงระยะเวลา ๒๐ เดือนที่ สปท. จะมีอายุอยู่ เห็นท่านอาจารย์ปราโมทย์พิจารณาไว้ถึง ๑๖ ประเด็น ซึ่งถือว่าเป็นประเด็นที่ใหญ่มาก และกว้างมากนะครับ ๒๐ เดือน สปท. คงจะไม่สามารถที่จะทําให้เห็นเป็นรูปธรรมได้ อย่างชัดเจน เราคิดว่าทําได้ประมาณ ๔-๕ เรื่องเด่น ๆ ก็จะเป็นคุณูปการกับประเทศเป็นอย่างยิ่ง ผมมองเห็นว่าเรื่องของการตัดไม้ทําลายป่าเป็นเรื่องที่มีความสําคัญแล้วก็เกี่ยวข้องกับดิน น้ํา อากาศ ระบบนิเวศ และภัยธรรมชาติ จะเห็นว่าเกี่ยวข้องอยู่หลาย ๆ มิตินะครับ พายุไห่เยี่ยน ลงที่ประเทศฟิลิปปินส์ พอ ๆ กับปรมาณู ๑ ลูกลง อันนี้ก็คือระบบนิเวศที่เปลี่ยนไป เกิดจาก การตัดไม้ทําลายป่านั่นเอง ภัยแล้งที่พูดถึง ขณะนี้รัฐบาลได้มีการเตรียมการเรื่องภัยแล้ง ก็เกิดจากการตัดไม้ทําลายป่า ผมมีภาพให้กับเพื่อนสมาชิกและท่านประธานได้เห็นนะครับว่า ขณะนี้การตัดไม้ทําลายป่าของประเทศไทยเรานั้นรุนแรงแค่ไหน อันนี้เป็นจุดหนึ่งของพื้นที่ ของจังหวัดเพชรบูรณ์ซึ่งเป็นต้นน้ําป่าสัก แล้วก็มีอีกหลาย ๆ จุดทางภาคเหนือ เช่น จังหวัดพิษณุโลก จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดลําปาง หรือจังหวัดตาก ถ้าซูม (Zoom) เข้ามาใกล้ ๆ จะเห็นว่า แม้แต่ต้นไม้ต้นเดียวก็ยังไม่เหลือ ลักษณะการตัดไม้ก็คือตัดแล้วเผา เผาเสร็จเอาน้ํายาเคมี คลุมภูเขาทั้งลูก ท่านลองนึกดูนะครับว่าน้ํายาเคมีเหล่านี้จะหายไปที่ไหน ก็ตกมายังลําน้ํา ถ้าเป็นภาคเหนือก็ปิง วัง ยม น่าน แล้วก็ไหลรวมกันลงมายังแม่น้ําเจ้าพระยา เพราะฉะนั้น แน่นอนว่าประชากรคนไทยจะอุดมไปด้วยโรค แม้ว่าอาจารย์พรพันธุ์พยายามที่จะรณรงค์ เกี่ยวกับเรื่องนี้ ถ้าเผื่อเราไม่แก้ที่ต้นเหตุก็จะอีกนานครับ จุดนี้เป็นจุดของต้นน้ําป่าสักที่บ้านสักง่า ผมได้มีโอกาสลงไปในพื้นที่ในช่วงที่ผมปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้อํานวยการศูนย์ประสานการปฏิบัติที่ ๔ กองอํานวยการรักษาความมั่นคงภายใน ชาวบ้านที่อยู่ในบริเวณนี้บอกว่าเมื่อ ๒๐ ปีที่แล้ว รถไม่สามารถที่จะผ่านได้ ระดับน้ําเพียงคอ แต่ปีที่แล้วที่ผมไปยืนอยู่ ณ จุดนี้นะครับ สามารถที่จะขับรถผ่านไปได้ ก็เป็นสิ่งบอกเหตุว่าเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ปีนี้เก็บน้ําได้เพียง ประมาณ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ของความจุ ๑,๐๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตรนะครับ เลขกลม ๆ แต่ว่าอาจได้แค่ครึ่งเดียว ตอนสร้างใหม่ ๆ เต็มเขื่อนนะครับ สาเหตุปัจจัยที่มีการตัดไม้ ทําลายป่ามาก ๆ นั้นผมพอจะรวบรวมให้เป็นจุดที่จําได้ง่าย ๆ นะครับ ผมใช้คําว่า ๔ ขาด

ขาดอย่างที่ ๑ ก็คือขาดความพอเพียง แยกประชาชน แยกกลุ่มที่เป็น ตัวแสดงออกเป็น ๒ กลุ่มนะครับ กลุ่มหนึ่งคือไม่พอกิน ประชาชนก็รุก ในระดับรากหญ้าก็รุก อีกกลุ่มหนึ่งก็คือกินไม่พอ รุกเช่นเดียวกัน เปลี่ยนมือ เปลี่ยนเอกสารสิทธิจากกลุ่มที่ไม่พอกิน

ขาดที่ ๒ คือขาดจิตสํานึกสาธารณะ ผมเคยสอบถามในขณะที่ลงไปในพื้นที่ สอบถามว่าเมื่อเทียบกับยาเสพติด ยาเสพติดเม็ดเล็ก ๆ ๔-๕ เม็ดซ่อนอยู่ตามที่ต่าง ๆ ของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นรองเท้าหรือตามยานพาหนะแต่สามารถที่จะตรวจพบ แต่ภูเขาทั้งลูก ที่เป็นเขาหัวโล้นที่ผมโชว์ในภาพสไลด์ (Slide) เมื่อสักครู่ ผ่านทุกคนเห็น แต่ก็เหมือนกับ ไม่เดือดร้อนทั้งที่ภัยต่าง ๆ เหล่านี้ใกล้ตัวเต็มที อันนี้ก็คือขาดจิตสํานึกสาธารณะ

ขาดที่ ๓ คือขาดการบริหารจัดการที่ดี หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่มีความสามารถ หรือไม่มีประสิทธิภาพที่จะแก้ปัญหานี้ได้ ผมไม่ได้หมายความว่าเจ้าหน้าที่ที่อยู่หน่วยงานนั้น เป็นบุคคลที่ไม่มีคุณภาพและประสิทธิภาพ เนื่องจากว่าการจัดโครงสร้างของหน่วยที่เกี่ยวข้องนั้น ไม่เอื้อกับสถานการณ์ที่รุนแรง ยกตัวอย่างเช่นเมื่อปี ๒๕๔๕ เรามีการจัดตั้งกระทรวงใหม่ ไปดึงกรมป่าไม้มาจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แล้วมาแตกหัวเป็น ๔ ส่วน แยกเป็น กรมป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด พูดง่าย ๆ ว่าโตแต่หัวแต่ว่าแขนขาลีบ ก็ไม่สามารถ ที่จะไปแก้สถานการณ์ความรุนแรง ในขณะเดียวกันผู้ที่เกี่ยวข้องก็ใช้ช่องว่างไม่ว่าจะเป็นช่องว่างทางกฎหมายหรือช่องว่างทาง นโยบายที่อ่อนแอ รัฐบาลเองก็มีนโยบายที่ไม่ชัดเจนเนื่องจากว่ากลัวจะเสียคะแนนเสียง กฎหมายต่าง ๆ ก็ไม่เอื้อ อันนี้อยู่ในเรื่องของการขาดการบริหารจัดการที่ดี ข้อมูลพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นแผนที่ที่เกี่ยวข้อง ผมขออนุญาตอีกนิดเดียวครับ ข้อมูลพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง เช่น แผนที่ก็ถือคนละฉบับ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็หลายหน่วยงาน ผมคิดว่าทางอาจารย์ ดอกเตอร์ขวัญชัยแล้วก็ปลัดกระทรวงมิ่งขวัญคงจะได้บรรยายในรายละเอียดตัวนี้ต่อนะครับ

ขาดที่ ๔ ก็คือขาดความจริงจังและความต่อเนื่อง ประธานไปทําพิธีเปิดปลูกป่า หลังจากปลูกป่าเสร็จป่าจะเป็นอย่างไรช่างไม่มีการติดตามประเมินผลแล้วก็งบประมาณ ที่ใช้ในการเพาะกล้าอะไรต่าง ๆ ก็สูญไป ท่านประธานอาจจะถามว่าแล้วจะทําอย่างไรโนว์ฮาว (Know-how) ของ สปท. สั้น ๆ ครับ ผมใช้ยุทธศาสตร์ ๔ ป ป ที่ ๑ ก็คือการป้องกัน และปราบปราม ขณะนี้ คสช. ได้ดําเนินการมา ๑ ปี ๙๕ เปอร์เซ็นต์สามารถที่จะหยุดยั้งได้ แต่อีก ๕ เปอร์เซ็นต์ก็ยังมีการตัดไม้ทําลายป่าอยู่ แต่การรุกหยุดแล้วนะครับ เราจะต้อง จัดการปราบปรามอย่างเด็ดขาดและจริงจังใช้กฎหมายยึดคืนมา ยึดทรัพย์ด้วย แต่ถ้าเผื่อ บอกว่ายึดเฉพาะของคืนแต่ตัวโจรปล่อย อันนี้คงจะไม่ทําแล้วก็คงจะต้องเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ คนร้ายขโมยของเอาของคืนแล้วปล่อยคนร้ายไปไม่ได้ ต้องจัดการกับตัวคนร้ายด้วย ยึดทรัพย์ ดําเนินคดีให้ถึงที่สุด ป ที่ ๒ คือปลูกจิตสํานึกสาธารณะ สื่อต่าง ๆ ช่วยกันรณรงค์ให้รู้ว่า ขณะนี้ภัยพิบัติมาถึงตัวแล้ว สมบัติต่าง ๆ เหล่านี้เป็นของส่วนรวม ป ที่ ๓ ก็คือปรับเปลี่ยน โครงสร้าง ซึ่งในเนื้อทั้งหมดนั้นก็คือที่คณะอนุกรรมาธิการกําลังจะพิจารณาซึ่งเลือกมา ทั้งสิ้น ๓-๔ ประเด็นที่จะเป็นสิ่งที่จับต้องได้ แล้วก็ ป สุดท้ายก็คือปลูกป่าทดแทน โดยมีระบบ การติดตาม โดยมีระบบการประเมินผลที่ชัดเจน ขอบคุณมากครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณมากครับ ได้ทั้งวิธีการชัดเจนครับ ต่อไปท่านผู้ช่วยศาสตราจารย์ขวัญชัย ดวงสถาพร ผู้ช่วยศาสตราจารย์ภาควิชาจัดการป่าไม้ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เชิญครับ

นายขวัญชัย ดวงสถาพร 🔗

กราบเรียนท่านประธานครับ ผม ขวัญชัย ดวงสถาพร สมาชิก สปท. ลําดับที่ ๑๔ ครับ ผมจะมาอภิปรายในประเด็นเรื่องทรัพยากร ป่าไม้ของชาติ ก่อนอื่นผมขอที่จะนําเสนอข้อมูลในเบื้องต้นก่อนนะครับ ประเทศไทยนั้น เรามีเป้าหมายพื้นที่ป่าไม้เชิงนโยบายที่เขียนไว้ค่อนข้างจะชัดตั้งแต่ปี ๒๕๒๘ นั้น นโยบายป่าไม้ แห่งชาติเราให้มีป่า ๔๐ เปอร์เซ็นต์ มาจนถึงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๑ เราก็ยังกําหนดให้มีป่า ๔๐ เปอร์เซ็นต์ คําว่าป่า ๔๐ เปอร์เซ็นต์คืออะไรครับ ก็คือส่วนที่เป็นทั้งป่าธรรมชาติแล้วส่วนที่เป็นสวนป่าหรือป่าเศรษฐกิจ ในประเทศไทย ปัจจุบันนั้นเรามีป่าส่วนที่เป็นป่าธรรมชาติ เดิมนั้นเราเคยมีสัมปทานทําไม้เราก็อาจจะ โยกป่าธรรมชาติเป็นป่าเศรษฐกิจ แต่ในปัจจุบันนั้นเรามีการปิดสัมปทานทําไม้ป่าบก หรือป่าชายเลนทั่วประเทศเรียบร้อย เพราะฉะนั้นการใช้ไม้จะพุ่งเป้าไปที่ป่าเศรษฐกิจ แต่ป่าธรรมชาตินั้นจะมีความสําคัญในเชิงของการอนุรักษ์ ป้องกันภัยพิบัติในเรื่องของ การช่วยป้องกันเรื่องของ เช่น โลกร้อน ดินพังทลาย น้ําท่วม ภัยแล้ง เป็นแหล่งต้นน้ําลําธาร ก่อนอื่นผมจะขอพูดถึงประเด็นของสถานการณ์ทรัพยากรป่าไม้ของชาติที่เป็นประเด็นใหญ่ ๆ

ประเด็นแรก คือในเรื่องของพื้นที่ป่าไม้ ปัจจุบันพื้นที่ป่าไม้ถ้าใช้ฐานปี ๒๕๕๖ เรามีป่าประมาณ ๑๐๒ ล้านไร่ ซึ่งหลักวิชาการถ้าโดยทั่วไปตามข้อมูลเชิงวิชาการเราจะเห็นว่า ในป่าเขตร้อนบ้านเรานั้นถ้าประเทศใดมีป่าน้อยกว่า ๑ ใน ๓ ถือว่าขั้นวิกฤติ วิกฤติคืออะไรครับ ภัยธรรมชาติทั้งหลายจะเกิดขึ้น โดยปัจจุบันนั้นเรามีป่าประมาณร้อยละ ๓๑ ซึ่งเราต้องหาป่า มาเพิ่มอีก ๒๗ ล้านไร่

ประเด็นถัดไป คือในช่วง ๔๐ ปีที่ผ่านมาตั้งแต่ปี ๒๕๑๖ ป่าของเราลดลงไป ๓๖ ล้านไร่ ป่าที่เป็นของรัฐนะครับ เฉลี่ยปีละประมาณ ๙๐๐,๐๐๐ ไร่

ประเด็นถัดไป คือมีประชาชนจํานวนมากที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ป่า เฉพาะเขตป่าอนุรักษ์ประกอบไปด้วยอุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เขตห้ามล่าสัตว์ป่า เหล่านี้จะมีประชาชนอาศัยอยู่ตอนนี้ประมาณ ๒,๑๕๙,๐๐๙ ไร่ มีคนอยู่ในป่าซึ่งกฎหมาย ป่าอนุรักษ์เหล่านี้ไม่อนุญาต นี่เป็นข้อเท็จจริง แล้วก็มีความขัดแย้งระหว่างประชาชน กับเจ้าหน้าที่รัฐค่อนข้างมาก ในขณะที่ป่าเสื่อมโทรมก็มีปริมาณที่เยอะขึ้นเรื่อย ๆ ในขณะที่ป่าเสื่อมโทรมก็มีปริมาณที่เยอะขึ้น ส่วนด้านนโยบายประเทศไทยก็พยายามที่จะแก้ไข มีนโยบายหลากหลายมากนะครับ เราเคยมีนโยบายป่าไม้แห่งชาติ นโยบายป่าไม้แห่งชาติ ให้มีป่า ๔๐ เปอร์เซ็นต์ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติก็มีการกําหนดนโยบาย ด้านป่าไม้ที่ขาดความต่อเนื่อง แต่นโยบายและแผนการส่งเสริม และรักษาคุณภาพ สิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ปี ๒๕๔๐-๒๕๕๙ กลับกําหนดให้มีป่า ๕๐ เปอร์เซ็นต์ แต่อยู่กระทรวง เดียวกัน แต่คิดบนพื้นฐานต่างกัน แสดงถึงการขาดเอกภาพทางนโยบาย และปัจจุบัน ประเทศไทยไม่มีคณะกรรมการนโยบายป่าไม้แห่งชาติมาควบคุมพื้นที่ป่าไม้ แผนพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติก็กําหนดไปคนละทาง แต่ละฉบับ ยกตัวอย่างเช่น ฉบับที่ ๖ ให้มีป่าอนุรักษ์ ๑๕ เปอร์เซ็นต์ ฉบับที่ ๗ ป่าอนุรักษ์ ๒๕ เปอร์เซ็นต์ ฉบับที่ ๑๐ ให้มีป่าอนุรักษ์ ๑๘ เปอร์เซ็นต์ พอฉบับที่ ๑๑ ให้มีป่าอนุรักษ์ ๑๙ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งพูดไปคนละทางไม่รู้ใช้ฐานตัวไหน แม้กระทั่งการพัฒนาเศรษฐกิจ เราจะมีประเด็นในเรื่องของการส่งเสริมปลูกพืชพลังงาน ปลูกพืชเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทําให้สร้างแรงจูงใจเหมือนกันโดยขาดการป้องกัน ผมไม่ได้มองว่านโยบายไม่ดี แต่เราขาดการควบคุมนะครับ แล้วอีกประเด็นหนึ่งก็คือว่า เรามีนโยบายหลาย ๆ ตัวที่เป็นการผ่อนปรนให้มีการอาศัยอยู่ อย่างเช่นมติ ครม. ๓๐ มิถุนายน ๒๕๔๑ ซึ่งผ่อนปรนเหมือนกับบรรเทา แต่ปัญหายังอยู่ใต้พรม อยู่ที่รุนแรงอีกหลาย ๆ ประเด็น อีกประเด็นหนึ่งก็คือปัจจุบันมี คทช. คณะกรรมการที่ดินแห่งชาติ ซึ่งถ้าสังเกตดูดี ๆ คณะกรรมการที่ดินแห่งชาติผู้อนุญาตให้ผู้จัดสรรที่ดินกับผู้เพิกถอนป่าอยู่ในกลุ่มเดียวกัน ในอนาคตถ้าฝ่ายการเมืองหรือฝ่ายบริหารประเทศขาดจริยธรรมก็เป็นความเสี่ยงหนึ่งนะครับ ปัญหาด้านระบบฐานข้อมูลเรื่องแนวเขต ประเทศไทยไม่มีแนวเขตที่ชัดเจน ระบบการโซนนิง (Zoning) ว่าคนจะอยู่ตรงไหนได้ ไม่ได้ ควรจะทําอะไรอย่างไรไม่ชัดเจน ในขณะที่ฐานข้อมูล ผู้ครอบครองการใช้ประโยชน์ที่ดิน ตอนนี้ก็ยังไม่สมบูรณ์ ผมขออนุญาตเสนอสั้น ๆ ประเด็น หัวข้อ ๘ ประการสั้น ๆ เป็นเฉพาะหัวข้อนะครับท่านประธาน ข้อเสนอการแก้ไขปัญหาข้อที่ ๑ ทําแนวเขตให้เสร็จ เพราะปัจจุบันแนวเขตป่าไม้เป็นแนวเขตที่กระทรวงมหาดไทยมีอีกเส้นหนึ่ง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีอยู่เส้นหนึ่ง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมีอยู่เส้นหนึ่ง แต่ละเส้นยึดกฎหมายคนละฉบับ พอไปพูดถึงกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ก็บอกว่าเป็นเขตอุทยาน ยึดแผนที่แนบท้ายอุทยานซึ่งเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมาย ในขณะที่กรมอื่นเขาก็มีเส้นของเขา เพราะฉะนั้นเคลียร์ (Clear) กันให้ลงตัวและเอาเป็นเส้นเดียว ประการถัดไปคือพอรู้จักเส้นแนวเขตป่าชัดเจน เราจะต้องมาควบคุมว่ามีคนอยู่เท่าไร อย่างไร และแต่ละคนมีเอกสารสิทธิประเภทไหน หลังจากนั้นก็จัดโซนนิง (Zoning) แล้ว ตรงไหน ให้คนอยู่ได้ ตรงไหนให้คนอยู่ไม่ได้ ถ้าอยู่ได้อยู่ให้แบบมีเงื่อนไขอย่างไร ซึ่งช่วงนี้ต้องใช้กฎหมาย การใช้นโยบายเดิม ๆ อาจจะไม่ได้ผล ข้อต่อไปคือควรจะมีคณะกรรมการกลาง อย่างเช่น เหมือนฝ่ายการศึกษามีซูเปอร์บอร์ด (Superboard) คณะกรรมการกลางนี้จะต้องชี้ขาดว่า คนอยู่ตรงไหนได้ คนอยู่ตรงไหนไม่ได้ แล้วจะมีเกณฑ์อะไร และคณะกรรมการกลางนี้จะต้อง มีกฎหมายรองรับ ประเด็นถัดไปคือว่าเราจะต้องส่งเสริมให้มีการสร้างสวนป่าเศรษฐกิจเยอะขึ้น และสร้างโอกาสแทนที่จะขัดขวางหรือสร้างกลไกทางระเบียบมาทําให้ไม่เอื้ออํานวยความสะดวก ประเด็นถัดไปก็คือว่าป่าเสื่อมโทรมในประเทศไทยเห็นมีการรายงานว่ามี ๔๐ ล้านไร่ประมาณนั้น ข้อมูลโดยประมาณจะทําอย่างไรให้ฟื้นฟูให้ได้ และประเด็นรองสุดท้ายว่าพื้นที่ ส.ป.ก. สทก. หรือพื้นที่ที่รัฐอนุญาตให้ใช้ประโยชน์ที่มีการเปลี่ยนมือหรือที่ใช้ประโยชน์ไม่เหมาะสมยึดคืน หรือมาให้คนจน ผมพูดตรง ๆ นะครับ ง่าย ๆ ไม่ต้องมีอะไรมากนะครับ หรือบุคคล ที่เคยมีสิทธิแล้ว ๑ คน ๑ สิทธิ ทุกคนมีหมายเลขบัตรประจําตัวประชาชนอยู่ ๑๓ หลัก คุณเคยใช้สิทธิอะไรใช้สิทธินั้น เพราะว่ามีคนที่ไร้ที่ดินทํากินอีกเยอะแยะที่จะต้องได้รับการดูแล สุดท้ายก็คือว่าจะทําอย่างไรให้มีมาตรการทางกฎหมายที่เคร่งครัด จะทําอย่างไรให้คนไทย ทําผิดต้องถูกลงโทษ ถ้าคนทําผิดไม่ถูกลงโทษประเทศอยู่ไม่ได้ครับ เพื่อสร้างค่านิยมให้เห็นว่า ต่อไปคุณห้ามบุกรุกป่า เพราะการบุกรุกป่าเกิดผลกระทบรุนแรงและจะต้องได้รับโทษ ขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณท่านอาจารย์ขวัญชัยมากนะครับ ต่อไปเชิญท่านอดีต ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมครับ คุณมิ่งขวัญ วิชยารังสฤษดิ์ ครับ

นางมิ่งขวัญ วิชยารังสฤษดิ์ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางมิ่งขวัญ วิชยารังสฤษดิ์ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ สปท. หมายเลข ๑๑๖ ขออภิปรายเรื่องการปฏิรูปด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยขอใช้เวลาในการ อภิปรายประมาณ ๗-๘ นาที ทรัพยากรธรรมชาติเป็นสมบัติของชาติเพื่อประโยชน์สาธารณะ รัฐบาลต้องบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติเพื่อให้เกิดสูงสุดของรัฐ ประชาชน และชุมชน ทั้งในระดับชาติและระดับท้องถิ่น การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จะต้องยึดหลักธรรมาภิบาล มุ่งเน้นการพัฒนาที่ยั่งยืนเพื่อสร้างสมดุลระหว่างการพัฒนา เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ในโอกาสแรกดิฉันขอขอบคุณ แล้วก็ขอชื่นชม สปท. ที่ได้จัดทําเอกสารตามกรอบวาระการประชุม โดยเฉพาะในเรื่องของทางด้านทรัพยากร และธรรมชาติได้อย่างมีประโยชน์ยิ่ง เป็นส่วนที่จะทําให้ทาง สปท. ดําเนินการได้ง่ายขึ้น ตามที่ทางท่านปราโมทย์ได้กล่าวถึงว่ามีวาระปฏิรูปที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมถึง ๑๖ วาระ นอกจากนี้ก็ยังมีเรื่องของวาระปฏิรูปพิเศษ วาระการพัฒนา แล้วก็ข้อเสนอปฏิรูปเร็ว ซึ่งมีทั้งเรื่องของเฉพาะด้าน แล้วก็มีเรื่องที่เป็นระบบทั้งระบบ ที่มีความซับซ้อน ดิฉันอยากขอกราบเรียนว่าจากการศึกษาวิเคราะห์ข้อเสนอแนะวาระ การปฏิรูปของ สปช. พบว่ามีประเด็นปฏิรูปที่จะเป็นกลไกสําคัญในการสนับสนุนให้เกิด การขับเคลื่อนการปฏิรูปทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่ง สปท. จะต้องมีการขับเคลื่อน แบบบูรณาการร่วมกับ สนช. ครม. และ คสช. รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยอาจจะ ผ่านทางคณะกรรมการประสานงานร่วม ๓ ฝ่าย โดยมีประเด็นที่จะต้องมีการขับเคลื่อน หรือว่ามีการบูรณาการร่วมกัน ๓ ประเด็น

ประเด็นแรก เรื่องของการปฏิรูปกฎหมายและโครงสร้างองค์กร ข้อเสนอ การปฏิรูปกฎหมายทางด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของ สปช. มีการเสนอ ขอแก้ไขกฎหมาย กฎ ระเบียบจํานวนมาก ซึ่งมีทั้งการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายที่มีอยู่เดิม และเสนอยกร่างกฎหมายใหม่ ดังนั้นเพื่อให้การขับเคลื่อนการปฏิรูปกฎหมายทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมของ สปท. ในช่วงระยะเวลาที่เหลืออยู่เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม สปท. จําเป็นที่จะต้องมีการขับเคลื่อนบูรณาการร่วมกับ สนช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมกันกําหนดกรอบแนวคิดของกฎหมายที่จะเสนอให้ปรับปรุงแก้ไขให้มีความชัดเจน เสียก่อน เพื่อจะทําให้บทบัญญัติของกฎหมายแต่ละฉบับไม่มีข้อขัดแย้งกัน การปฏิรูปกฎหมาย เป็นเรื่องที่มีความจําเป็นเร่งด่วนจะต้องดําเนินการให้แล้วเสร็จในลําดับแรก มิฉะนั้นไม่สามารถ ขับเคลื่อนการปฏิรูปในเรื่องอื่น ๆ ต่อไปได้ กฎหมายสําคัญที่จําเป็นจะต้องมีการบูรณาการ กําหนดกรอบแนวคิดของกฎหมาย อาทิเช่น กฎหมายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งปัจจุบันมี ๑๓ ฉบับ ขณะนี้ก็ได้มีการปรับปรุงแก้ไขไปบางส่วนแล้ว กฎหมายที่ดิน และการบริหารจัดการที่ดิน ๔ ฉบับ ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างการเสนอยกร่างกฎหมายใหม่ ขณะนี้ยังมีบางประเด็นที่ไม่มีความชัดเจนแล้วอาจจะทับซ้อนกับกฎหมายเดิม ส่วนกฎหมาย ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของการบริหารจัดการทรัพยากรน้ําที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายเดิมมีมากกว่า ๕๐ ฉบับ และมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายสิบหน่วยงานภายใต้กระทรวงต่าง ๆ ฉะนั้นในเรื่อง ของการปฏิรูปโครงสร้างองค์กรด้านการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีความจําเป็นที่จะต้องมีการทบทวน โดยเฉพาะในเรื่องของโครงสร้างองค์กรหลักของระบบ บริหารจัดการทรัพยากรน้ําของประเทศและระบบบริหารจัดการขยะมูลฝอยชุมชนซึ่งขณะนี้ ยังไม่มีหน่วยงานที่เป็นองค์กรหลัก จึงมีความจําเป็นเร่งด่วนที่จะต้องมีการทบทวน ปรับเปลี่ยนโครงสร้างองค์กรเดิม หรือออกแบบโครงสร้างองค์กรใหม่ และเสนอกลไก การบริหารจัดการให้มีเอกภาพในการขับเคลื่อนการดําเนินงานให้บรรลุเป้าหมาย มีขีดความสามารถ ในการป้องกันและแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบทุกมิติทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

ประเด็นที่ ๒ คือเรื่องของการปฏิรูประบบข้อมูลพื้นฐานเพื่อการพัฒนาประเทศ ปัจจุบันข้อมูลพื้นฐานด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อาทิ แนวเขตที่ดิน ข้อมูล ทรัพยากรดิน ข้อมูลพื้นที่เสี่ยงภัย ข้อมูลการถือครองและการใช้ประโยชน์ที่ดินของรัฐ และการจัดสรรที่ดินทํากินของรัฐยังมีความไม่ถูกต้องสมบูรณ์ ข้อมูลไม่เป็นปัจจุบัน ขาดความน่าเชื่อถือ ขาดการบูรณาการเชื่อมโยงระหว่างหน่วยงานทั้งในระดับกระทรวง เดียวกัน ต่างกระทรวง ข้อมูลขาดความพร้อมในการใช้งาน ไม่มีรายละเอียดของข้อมูล ในระดับพื้นที่ที่จะนําไปสู่การจัดการในระดับชุมชนและรายบุคคล ฉะนั้นจึงมีความจําเป็นที่จะต้องเร่งรัดการปฏิรูประบบฐานข้อมูลใหม่ โดยการออกแบบ ฐานข้อมูลเพื่อให้สามารถมีความเชื่อมโยงแล้วก็เข้าถึงข้อมูลระหว่างหน่วยงานของรัฐ รวมทั้ง ในเรื่องของการให้บริการข้อมูลแก่ประชาชน อาทิเช่น ในเรื่องของระบบฐานข้อมูลแนวเขตป่าไม้ แนวเขตที่ดินแบบบูรณาการที่ถูกต้องตามกฎหมาย แม้ว่าขณะนี้ทุกภาคส่วนได้ดําเนินการ จัดทําแผนที่กลางหรือวันแมป (One map) โดยใช้มาตรฐานเดียวกันก็คือ ๑ : ๔,๐๐๐ แล้วแต่ ทั้งนี้เห็นควรให้มีการกําหนดยุทธศาสตร์โรดแมป (Road map) ในเรื่องของการจัดทําแผนที่ แนวเขตที่ดินให้เกิดความชัดเจน รวมทั้งในเรื่องของการประกาศให้มีผลบังคับใช้ทางกฎหมาย และให้มีการจัดทําแผนการใช้ประโยชน์ที่ดินแบบบูรณาการ โดยเฉพาะในเรื่องของการจัดทํา โซนนิง (Zoning) ในเขตพื้นที่ป่าไม้ แล้วก็ที่ดินของรัฐ และข้อมูลอีกเรื่องหนึ่งที่มีความสําคัญ ที่จะต้องมีความเชื่อมโยงและมีการบูรณาการกับข้อมูลทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะในเรื่องของฐานข้อมูลและแปลงที่ดินทั้งหมดที่มีอยู่ในเขตพื้นที่ป่าไม้และที่ดินของรัฐ ทั้งนี้โดยให้ใช้เลขข้อมูลบัตรประจําตัวประชาชน ๑๓ หลักเพื่อความเชื่อมโยงและสามารถ ตรวจสอบย้อนกลับได้

ประเด็นสุดท้าย ในเรื่องของการปฏิรูปแนวทางการกําหนดนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ในเรื่องของการปฏิรูปด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เนื่องจากในการขับเคลื่อน การปฏิรูปทางด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจะต้องใช้ระยะเวลานานและมีความซับซ้อน ฉะนั้นในเรื่องของการกําหนดแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ซึ่งเป็นกรอบพื้นฐานในการบริหาร ราชการแผ่นดินที่ทุกรัฐบาลจะต้องยึดถือและปฏิบัติตามแนวทางที่บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ได้กําหนดไว้ จึงขอเสนอแนะให้มีการปฏิรูปแนวทางการกําหนดนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของการอนุรักษ์ สงวน และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ โดยกําหนด ให้เป็นนโยบายสําคัญของชาติ เพื่อยึดโยงให้ทุกรัฐบาลจะต้องมีหน้าที่ผลักดันทําให้เกิดขึ้นจริง ตามที่มีบทบัญญัติไว้อย่างต่อเนื่อง อย่างเช่นตลอดระยะเวลา ๒๐ ปีข้างหน้า โดยเฉพาะ ในเรื่องการเพิ่มพื้นที่ป่าของประเทศที่จะต้องให้ได้ร้อยละ ๔๐ เรื่องการจัดการ ให้มียุทธศาสตร์หรือแผนบริหารจัดการทรัพยากรน้ําระดับประเทศ ระดับลุ่มน้ําและเชิงพื้นที่ ดิฉันเชื่อว่าประเด็นต่าง ๆ ที่เสนอทั้ง ๓ ประเด็นนี้จะเป็นกลไกสําคัญในการขับเคลื่อน การปฏิรูปทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของประเทศเพื่อให้เกิดการพัฒนา ที่มีความยั่งยืนต่อไปในอนาคตค่ะ ขอบพระคุณค่ะ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณท่านปลัดกระทรวงมิ่งขวัญนะครับ ก่อนที่ท่าน พลเอก ชูศิลป์ คุณาไทย จะได้อภิปราย ผมขอแจ้งรายชื่อ ๓ ท่านสุดท้าย รองศาสตราจารย์ (พิเศษ) เภสัชกรกิตติ พิทักษ์นิตินันท์ นายกสภาเภสัชกรรม ที่ปรึกษากระทรวงด้านอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข ท่านมีเอกสารประกอบการอภิปรายนะครับ ต่อไปท่านกษิต ภิรมย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ อดีตเอกอัครราชทูต แล้วก็อดีต ส.ส. ท่านสุดท้ายคือคุณหมอณรงค์ สหเมธาพัฒน์ อดีตปลัดกระทรวงสาธารณสุข ผมเรียนอย่างนี้ ว่าผมจะส่งสัญญาณลงมติไปยังทุกห้องคณะกรรมาธิการเพื่อเตรียมพร้อมอาจจะต้องขอหารือ เรื่องการสลับวาระประชุม เพราะฉะนั้นก็จะส่งสัญญาณเตือนไปทุกห้องคณะกรรมาธิการ เข้าห้องประชุมหลังจากที่อภิปรายทั้ง ๔ ท่านแล้ว แล้วก็ท่านสุชาติ นวกวงษ์ จะทําหน้าที่ ในการตอบข้อซักถาม แล้วก็รวมทั้งท่านผู้แทนทั้งคณะด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม จากนั้นผมจะขออนุญาตหารือเรื่องการสลับวาระประชุม ก็คือจะเอาด้านของวิสัยทัศน์ ที่ท่านรัฐมนตรีสุวิทย์ เมษินทรีย์ มานําเสนอ ซึ่งอาจจะมีรวมไปถึงเรื่องการรายงานให้ทราบว่า คณะรัฐมนตรี คสช. และแม่น้ําอื่น ๆ ได้ดําเนินการในเรื่อง ๑๑ ด้านการปฏิรูปไปถึงไหนแล้ว จากนั้นถึงจะเข้าสู่วาระในเรื่องของเศรษฐกิจเรียลเซกเตอร์ (Real sector) ที่ท่านสุทัศน์ เศรษฐ์บุญสร้างจะได้นําเสนอ ขอเชิญพลเอก ชูศิลป์ คุณาไทย อดีต สปช. อดีตสมาชิก สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ปี ๒๕๕๐ เชิญ

พลเอก ชูศิลป์ คุณาไทย 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศที่เคารพ กระผม พลเอก ชูศิลป์ คุณาไทย สปท. หมายเลข ๐๔๕ ผมขออภิปราย สนับสนุนการขับเคลื่อนการปฏิรูปความรอบรู้และการสื่อสารสุขภาพ ซึ่งอยู่ในระบบ การเสริมสร้างสุขภาพและการป้องกันโรค ท่านประธานสภาครับ เป้าหมายของระบบสาธารณสุขต้องการให้ประชาชนชาวไทยมีสุขภาพดีถ้วนหน้า ปัจจัยสําคัญ อย่างหนึ่งที่จะทําให้ประชาชนมีสุขภาพที่ดีนั้นคือการติดอาวุธทางปัญญาด้านสุขภาพให้กับ ประชาชน เพื่อให้ประชาชนได้นําเอาอาวุธทางปัญญาด้านสุขภาพไปใช้ประโยชน์ในการดูแล สุขภาพของตนเอง อาวุธทางปัญญาด้านสุขภาพนี้หมายถึงความรอบรู้ด้านสุขภาพ หรือเฮลท์ลิเทอเรซี (Health literacy) ที่หมายถึงการเข้าถึง เข้าใจ นําไปใช้ประโยชน์ของข้อมูลสุขภาพที่ได้รับ เพื่อดูแลและส่งเสริมสุขภาพของตนเองและครอบครัวได้ ข้อมูลสุขภาพจะเข้าถึงประชาชน ได้อย่างไร จะต้องการมีการสื่อสารสุขภาพหรือเฮลท์คอมมูนิเคชัน (Health communication) หมายถึงการใช้สื่อต่าง ๆ ทุกประเภทในการเผยแพร่ข้อมูลสุขภาพที่ถูกต้องทันสมัย ส่งผลให้เข้าถึง ประชาชน ชุมชน และสังคม ให้เกิดความเข้าใจและสามารถนําไปใช้ให้เป็นประโยชน์ได้ สถานการณ์การเจ็บป่วย การเจ็บป่วยของประชาชนในปี ๒๕๕๕ มีการเจ็บป่วยด้วยโรคต่าง ๆ มากมาย ซึ่งเป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ได้แก่ โรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือด สมอง โรคเบาหวาน โรคไตวายเรื้อรัง รวมยอดผู้ป่วย ๑๗,๕๐๐,๐๐๐ คน แสดงว่า คนไทย ๔ คน จะป่วยเป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ๑ คน รวมค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล ๓๐๘,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี สถานการณ์การตั้งครรภ์ในวัยรุ่น ท้องไม่พร้อม แม่วัยใส ประเทศไทย มาเป็นอันดับ ๑ ของเอเชีย สถานการณ์การบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ ประเทศไทยเป็นอันดับ ๑ ของเอเชีย แล้วก็เป็นอันดับ ๓ ของโลกครับ สถานการณ์การสื่อสารสุขภาพในปัจจุบัน มีหน่วยงานของรัฐที่ทําหน้าที่ให้ความรู้แล้วก็ข้อมูลข่าวสารด้านสุขภาพมีมากมาย ทั้งในกระทรวงสาธารณสุขมีมากกว่า ๒๐ หน่วยงาน และในกระทรวงอื่น ๆ เช่น กระทรวงแรงงาน กระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ มีมากกว่า ๑๐ หน่วยงาน ต่างคนก็ต่างทํา ต่างคนต่างใช้งบประมาณจํานวนมาก ไม่มีการประเมินผล การดําเนินงาน ไม่มีหน่วยงานที่จะคัดกรองข้อมูลที่ถูกต้องเหมาะสมกับทุกกลุ่มวัยของประชาชน ไม่มีหน่วยงานที่ทําหน้าที่โต้ตอบข้อมูลสุขภาพที่ไม่ถูกต้อง ตัวอย่างที่เราจะเห็นนะครับ ที่มาทางโซเชียลมีเดีย (Social media) บ่อย ๆ เกี่ยวกับการโภชนาการเช่นการทานน้ํามันหมู แล้วก็ว่าดีเก็บเป็นสโตรก (Stroke) จากโรคหลอดเลือดสมองหรือหลอดเลือดหัวใจนะครับ ก็ให้เจาะเลือดจากปลายนิ้ว ซึ่งก็ไม่มีหน่วยงานไหนออกมาโต้ตอบนะครับ ผลก็คือประชาชน มีความรอบรู้ด้านสุขภาพต่ํา เป็นโรคเพิ่มขึ้น ค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลเพิ่มขึ้น ทั้งนี้เป็นผลจากการสื่อสารสุขภาพที่ไม่มีประสิทธิภาพ พอจะสรุปสาเหตุได้ ๒ ประการคือ ประการแรก ประเทศไม่มีหน่วยงานระดับชาติที่จะกําหนดนโยบายและกลไกมากํากับ การทํางานและการบูรณาการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ประการที่ ๒ การสื่อสารสุขภาพ ไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอที่จะปรับเปลี่ยนให้ประชาชนมีพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ได้ ดังนั้นเพื่อให้ประชาชนมีความรอบรู้ด้านสุขภาพจึงควรมีการขับเคลื่อนการปฏิรูปความรอบรู้ และการสื่อสารสุขภาพครับ

ประเด็นในการขับเคลื่อนการปฏิรูปประการแรก เสนอบรรจุในร่างรัฐธรรมนูญ ด้านสิทธิของประชาชนดังนี้ ประชาชนมีสิทธิในด้านสาธารณสุข ได้รับข้อมูลด้านสุขภาพ ที่ถูกต้องและทันสมัยจากรัฐ เมื่อประชาชนมีสิทธิก็เป็นหน่วยงานของรัฐที่จะต้องไปดําเนินการ ในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อ

ประการที่ ๒ จัดตั้งคณะกรรมการเสริมสร้างความรอบรู้และการสื่อสาร สุขภาพแห่งชาติ โดยการจัดทําร่างระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการสร้างเสริม ความรอบรู้และการสื่อสารสุขภาพแห่งชาติ ให้มาทําหน้าที่กําหนดนโยบายและกลไก การกํากับการทํางานและการบูรณาการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยให้มีหน้าที่ให้รัฐ จัดให้มีช่องทางการสื่อสารมวลชนทางสุขภาพที่มีประสิทธิภาพและเหมาะสมกับประชาชน ในทุกกลุ่มเป้าหมาย จัดให้มีหน่วยงานทางวิชาการเพื่อรวบรวม คัดกรอง แก้ไขข้อมูลข่าวสาร ด้านสุขภาพที่ไม่เหมาะสมและก่อให้เกิดการเข้าใจผิดอันเป็นอันตรายต่อสุขภาพของประชาชน การพัฒนาองค์กรและกลไก ส่งเสริมการมีส่วนร่วมและควบคุมกํากับการดําเนินงาน ด้านความรอบรู้และการสื่อสารสุขภาพ ตลอดจนควบคุมการใช้สื่อ จัดทํายุทธศาสตร์บูรณาการ องค์ความรู้และการสื่อสารสุขภาพอย่างมีส่วนร่วม จัดให้มีเครือข่ายการดําเนินงาน และยกระดับการใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมและทันสมัย จัดให้มีการยกระดับการเรียนรู้ และสื่อสารสุขภาพทั้งในและนอกระบบการศึกษา จัดให้มีการวิจัย พัฒนาองค์ความรู้ และนวัตกรรมด้านสุขภาพ ขอบคุณท่านประธานสภาครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณมากครับ ท่าน พลเอก ชูศิลป์นะครับ อีก ๓ ท่านนะครับ หลังจากนั้น ก็จะมีการตอบแล้วก็จะมีการหารือนะครับ เชิญท่านรองศาสตราจารย์ (พิเศษ) เภสัชกรกิตติ พิทักษ์นิตินันท์ นายกสภาเภสัชกรรม และเป็นที่ปรึกษากระทรวงด้านอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข เชิญครับ

นายกิตติ พิทักษ์นิตินันท์ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม เภสัชกรกิตติ พิทักษ์นิตินันท์ สมาชิก สปท. หมายเลข ๑๑ ผมขออนุญาตอภิปรายในประเด็น ด้านสาธารณสุขนะครับ ตามที่สภาปฏิรูปแห่งชาติได้มีการศึกษา แล้วก็ที่ท่านอาจารย์พรพันธุ์ ได้กรุณานําเสนอให้ฟังนะครับ เท่าที่ดูแล้วส่วนใหญ่ก็ค่อนข้างละเอียดแล้วก็ครอบคลุม ค่อนข้างดีนะครับ ส่วนใหญ่ก็มีความเห็นสอดคล้องกัน แต่คงขออนุญาตที่จะเสนอ ใน ๓-๔ ประเด็นนะครับ

ประเด็นแรก คงเป็นแนวคิดหลักการในการปฏิรูปสาธารณสุขในครั้งนี้นะครับ ที่คิดว่าน่าจะเป็นเรื่องที่ประชาชนต้องมีหน้าที่รับผิดชอบดูแลสุขภาพตัวเอง แล้วก็รัฐมีหน้าที่ ในการเพิ่มขีดความสามารถของประชาชน และจัดบริการรักษาพยาบาลที่มีคุณภาพ ให้ประชาชนสามารถเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม ซึ่งปกติเราจะเห็นว่าในรัฐธรรมนูญที่ผ่านมา จะกําหนดเพียงแค่รัฐจะต้องจัดบริการเป็นหลักนะครับ คิดว่าถ้าหลักการครั้งนี้เห็นด้วย ควรจะมีการกําหนดไว้ในรัฐธรรมนูญด้วยในหลักการว่าประชาชนต้องมีหน้าที่ดูแลตัวเองด้วย ในเบื้องต้นนะครับ

ประเด็นที่ ๒ ในเรื่องการปฏิรูปการรักษาพยาบาล ก็เห็นด้วยที่เสนอว่า จัดระบบในเรื่องการตรวจอาการเบื้องต้น การติดตามผลการรักษา หรือว่าเพื่อค้นหา หรือว่าคัดสรรในการที่จะต้องส่งไปพบแพทย์ หรือว่าเพื่อลดภาระของแพทย์ โดยกลยุทธ์ ที่ดําเนินการเน้นในเรื่องการสร้างระบบสุขภาพที่มีเกตคีปเปอร์ (Gatekeeper) แล้วก็ให้เกิด ขั้นตอนการดูแลสุขภาพโดยบุคลากรที่อยู่ใกล้ผู้ป่วยโดยเฉพาะหน่วยบริการปฐมภูมิ ซึ่งตรงนี้อาจจะมีข้อเสนอเพิ่มเติม เพียงแค่ว่าเดิมที่เราดําเนินการส่วนใหญ่เราเน้นในภาครัฐ เป็นผู้ดําเนินการ คือโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตําบล หรือว่าโรงพยาบาลชุมชน อยากเสนอ เพิ่มเติมว่าน่าจะมีการเชื่อมต่อหน่วยงานภาคเอกชนที่อยู่ในพื้นที่คือสถานบริการต่าง ๆ อย่างเช่นคลินิกเอกชนร้านยาเข้าร่วมในระบบบริการปฐมภูมิร่วมกับรัฐด้วย อันนี้คิดว่า จะมีผลดีในลักษณะที่ว่า

ประการแรก คือได้ใช้ทรัพยากรที่มีอยู่แล้วให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการที่ ได้ภาคเอกชนมาร่วมมือกับภาครัฐ

ประการที่ ๒ ก็ช่วยบรรเทาปัญหาเรื่องการขาดแคลนของบุคลากรภาครัฐ ลงได้ระดับหนึ่ง

ประการที่ ๓ เนื่องจากที่ผ่านมาก็ต้องยอมรับว่าในหน่วยบริการภาคเอกชน ส่วนใหญ่ก็อาจจะมีปัญหาที่ดําเนินการไม่ค่อยได้ตามมาตรฐานหรืออาจจะไม่ค่อยถูกต้อง ตามมาตรฐานทั้งหลาย อันนี้ถ้ามีการร่วมมือระหว่างภาครัฐกับเอกชนที่ค่อนข้างใกล้ชิด มันน่าจะยกระดับในเรื่องมาตรฐานของสถานพยาบาลพวกเอกชนหรือคลินิกเอกชน ร้านยา ทั้งหลายให้มีส่วนร่วมตระหนักในการที่จะร่วมบริการประชาชนหรือว่าให้มีแนวคิดที่จะมอง ถึงประชาชนมากกว่าการทํามาหากินที่ต่างคนต่างทําในปัจจุบัน

ประเด็นที่ ๓ เป็นเรื่องการปฏิรูประบบสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค ประเด็นนี้คงชัดเจนว่าที่นําเสนอว่าเป็นหน้าที่ของประชาชนในส่วนนี้ที่ประชาชนจะต้อง มีความรับผิดชอบของประชาชนแต่ละปัจเจก หมายความว่าประชาชนแต่ละคนมีหน้าที่ ที่จะต้องดูแลสุขภาพของตนเองให้สมบูรณ์ แข็งแรง รัฐมีบทบาทในการส่งเสริมให้ประชาชน ตระหนักว่าแต่ละคนมีหน้าที่ที่จะต้องรับผิดชอบภาวะที่จะเกิดแก่ลูกหลานของตนเอง ประเด็นที่ ๒ คือรัฐมีหน้าที่ในการเพิ่มขีดความสามารถหรือเอ็มเพาเวอร์เมนต์ (Empowerment) ประชาชน และจัดให้มีโครงสร้างและทรัพยากรที่จะรองรับให้ประชาชนสามารถดูแลสุขภาพตัวเอง อย่างจริงจัง ให้ทุกหน่วยงานจัดกิจกรรมสร้างเสริมสุขภาพ ให้เวลาเจ้าหน้าที่ในหน่วยงาน ดําเนินการได้ต่อเนื่อง ซึ่งในส่วนการรักษาพยาบาลกับการสร้างเสริมสุขภาพก็ได้มีการเสนอโครงการ ตัวอย่างไว้แต่คงไม่ได้ลงรายละเอียด คงฝากพิจารณา

ประเด็นสุดท้ายหรือประเด็นที่ ๔ ประเด็นนี้คิดว่ามีความสําคัญแล้วก็ อยากให้เน้นขึ้นมาเพื่อให้มีการดําเนินการหรือเริ่มต้นปฏิรูปที่ชัดเจนในรัฐบาลนี้ก็คงเป็น ประเด็นเรื่องการปฏิรูประบบยาและสมุนไพรแห่งชาติเพื่อการพึ่งตนเอง เพื่อการเพิ่ม ศักยภาพในการแข่งขันของประเทศไทย รวมถึงส่งผลกระทบต่อการลดค่าใช้จ่าย ซึ่งประเด็นนี้ จริง ๆ ท่านอาจารย์พรพันธุ์ก็มีการกล่าวถึงมาแล้วนะครับ แต่คิดว่าเรื่องยาและสมุนไพร ของประเทศเป็นเรื่องใหญ่ เป็นเรื่องหนึ่งที่ถ้าหากดําเนินการได้ดี มีการปฏิรูปและส่งเสริม อย่างจริงจังจะเป็นปัจจัยสําคัญหนึ่งที่จะช่วยเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของประเทศ และจะเป็นกลไกหนึ่งที่จะสามารถช่วยยกระดับรายได้ของประชาชาติขึ้นเพื่อให้ประเทศไทย หลุดจากกับดักของประเทศกําลังพัฒนาให้ได้

ขออนุญาตอีกนิดหนึ่งนะครับ ในปัจจุบันประเทศไทยมีปัญหาเกี่ยวกับด้านยา และสมุนไพรก็คือ

ประการแรก การไม่สามารถพึ่งตนเองด้านยา ปัจจุบันเราก็ทราบดีว่าเราต้อง นําเข้ายาสําเร็จรูปทั้งหมด แม้ยาที่ผลิตในประเทศก็ต้องนําเข้าสารเคมีหรือตัวยาสําคัญ ทั้งหมด อันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่เป็นเรื่องของความมั่นคงของประเทศ ฉะนั้นถ้าหากเกิด สงครามหรือว่าภัยพิบัติ หรือโรคระบาดใหญ่ประเทศไทยก็อาจจะเกิดปัญหาขาดแคลนยา ซึ่งเราก็คงเคยเห็นในช่วงที่เกิดน้ําท่วมใหญ่ หรือช่วงที่เกิดการระบาดของโรคหวัดสายพันธุ์ใหม่ ซึ่งเราก็หายามาไม่ทันนะครับ

ประการที่ ๒ อุตสาหกรรมยาและสมุนไพรยังขาดการวิจัย พัฒนาที่ชัดเจน ศักยภาพในการแข่งขันยังต่ําทั้งที่ประเทศไทยมีสมุนไพรที่มีศักยภาพที่จะให้ใช้ในการรักษา และสร้างเสริมสุขภาพอยู่มาก

ประการที่ ๓ คือค่าใช้จ่ายด้านยาสูงขึ้นทุกปี มูลค่าการใช้ยาของประเทศไทย ประมาณ ๒.๕-๓ แสนล้านบาท แล้วก็ ๗๕ เปอร์เซ็นต์เป็นการนําเข้ายาสําเร็จรูป ที่เหลือ ก็ซื้อสารเคมีเข้ามาผลิต ในส่วนการใช้สมุนไพรเรามีเพียงประมาณ ๑.๒ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง ซึ่งตรงนี้เป็นส่วนที่เราน่าจะพัฒนาต่อได้นะครับ

ประการที่ ๔ มีการกระจายยาทั่วทุกแห่งทั้งร้านชํา แผงลอย สะดวกซื้อ ทั้งหลาย ถ้ามองแง่บวกก็ดีคือประชาชนเข้าถึงยาง่าย แต่ถ้าแง่ลบคือได้รับปัญหา เกิดปัญหา จากการใช้ยา ปัจจุบันเรามีการโฆษณาชวนเชื่อแล้วก็มีการเผยแพร่เรื่องยาสมุนไพร ในอินเทอร์เน็ต (Internet) ทีวี (TV) ดาวเทียมอย่างแพร่หลาย มีการใช้ยาฟุ่มเฟือยมาก เกินความจําเป็น มีการปนปลอมสารสเตียรอยด์ (Steroid) ในยาแผนโบราณ ยาชุด ซึ่งเกิดอันตรายกับประชาชน ที่มีการรับประทานต่อเนื่อง มีการสั่งใช้ยาไม่สมเหตุสมผล ทั้งจากประชาชนหาซื้อเองแล้วก็ที่ผ่านบุคลากรทางการแพทย์ เนื่องจากระบบของประเทศไทย ปัจจุบันการรักษาพยาบาลเรายังอิงคิดค่าใช้จ่ายจากเรื่องยาเป็นหลัก ฉะนั้นก็อาจจะ มีการจ่ายยามากเกินเหตุนะครับ

ประเด็นที่สัมพันธ์กันต่อมาก็คือปัญหาเชื้อดื้อยา ในช่วง ๓๐ ปีที่ผ่านมา สถานการณ์เรื่องเชื้อดื้อยานี้มีความรุนแรงมากขึ้น จะเห็นว่าอัตราการตายจากเชื้อดื้อยาสูงขึ้น แต่ว่าในประมาณ ๕ ปีหลังนี้จะพบว่ามีการคิดค้น ยาใหม่ที่เป็นยาฆ่าเชื้อออกมาอยู่ประมาณ ๒-๓ ขนานเท่านั้นเอง ฉะนั้นปัญหานี้ก็เป็นปัญหาใหญ่ ของโลกนะครับ ไม่ใช่ปัญหาของประเทศเราอย่างเดียว เพราะว่ามันแพร่หลายข้ามพรมแดน ได้ตลอด ซึ่งใน ๒-๓ ปีที่ผ่านมาเราจะเห็นว่าแม้แต่ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา นายบารัก โอบามา นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐเยอรมนี อังเกลา แมร์เคิล แล้วก็นายกรัฐมนตรีประเทศอังกฤษ เดวิด แคเมอรอน ก็ต้องกล่าวถึงเรื่องปัญหาเชื้อดื้อยานะครับ แล้วก็ให้จัดทําแผนยุทธศาสตร์ ของประเทศเพื่อตอบสนองแก้ปัญหาดังกล่าว ประเทศไทยเราก็กําลังประสบปัญหานี้อยู่นะครับ

ประเด็นสุดท้ายเป็นเรื่องของสมุนไพร ประเทศไทยปัจจุบันต้องยอมรับว่า เรามีความสนใจเรื่องนี้มากขึ้น มีการผลิตจําหน่ายมากขึ้น แต่ยังมีปัญหาเรื่องการควบคุม คุณภาพและมาตรฐานของตัวยา และอุปสรรคในแง่กฎหมายในการนําเทคโนโลยี และวิทยาการสมัยใหม่มาช่วยในการผลิตเภสัชภัณฑ์ รวมถึงการที่สามารถอธิบายสรรพคุณ และการรักษาด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจน จากประเด็นปัญหาทั้งหมดจึงเห็น ความจําเป็นที่จะต้องเน้นการปฏิรูประบบยาและสมุนไพรแห่งชาติใหม่ทั้งระบบให้มีการเน้น ปฏิรูปในลักษณะที่เร่งด่วน

ประเด็นแรก คงเป็นเรื่องของการวิจัย ส่งเสริม วิจัย พัฒนายาและสมุนไพร และการวิจัยทางคลินิก ก็เชื่อว่าถ้ารัฐบาลมีความตั้งใจในการส่งเสริมสนับสนุนจริงเชื่อว่า นักวิทยาศาสตร์ไทย แพทย์ เภสัชกร และแพทย์แผนไทย สามารถร่วมมือกันที่จะยกระดับ ศักยภาพการวิจัยพัฒนายาทั้งในเรื่องสารเคมีและยาจากสมุนไพรทั้งที่สกัดเป็นตัวยาสําคัญ เหมือนยาแผนปัจจุบัน และรวมทั้งในรูปแบบการพัฒนาเป็นยาสมุนไพรที่พัฒนาแพร่หลาย ในประเทศเยอรมนี ประเทศทางยุโรป แล้วก็ประเทศออสเตรเลีย รวมถึงการพัฒนาคุณภาพ ตํารับยาแผนไทยดั้งเดิมให้เป็นรูปธรรมได้

ประเด็นที่ ๒ คงเป็นเรื่องการส่งเสริมยกระดับคุณภาพและมาตรฐาน อุตสาหกรรมการผลิตยาและสมุนไพรของประเทศอย่างจริงจัง เพื่อให้สามารถแข่งขันกับ ต่างประเทศได้ และสร้างผลิตภัณฑ์สมุนไพรของชาติที่ใช้ทั้งในด้านการรักษาพยาบาล การส่งเสริมสุขภาพ สปา (Spa) การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และรวมถึงธุรกิจความงาม

ประเด็นที่ ๓ คือการสร้างกลไกกํากับให้เกิดการใช้ยาและสมุนไพร ที่สมเหตุสมผล โดยความร่วมมือของแพทย์ เภสัชกร และบุคลากรทางการแพทย์ หน่วยงาน รัฐและเอกชนเพื่อไม่ให้การใช้ยาเกินความจําเป็นหรือนําไปใช้ในทางที่ผิด และผลักดัน ยุทธศาสตร์ชาติเพื่อตอบสนองต่อปัญหาเชื้อดื้อยา รวมถึงนโยบายให้มีการใช้สมุนไพร ทดแทนยาแผนปัจจุบัน โดยสรุปเห็นว่าการปฏิรูประบบยาและสมุนไพรที่ชัดเจน จะมีผลกระทบต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศโดยตรง และจะมีส่วน ช่วยให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วต่อไปได้ครับ ขอบคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ มีอีก ๓ ท่าน ท่านกษิต ภิรมย์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ท่านณรงค์ สหเมธาพัฒน์ และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ท่านวิทยา แก้วภราดัย ข้อสังเกตคือรู้สึกปลัดกระทรวงสาธารณสุขท่านณรงค์ กับอดีตรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงสาธารณสุขจะฮั้วกันหรือเปล่าครับ มาต่อท้ายกัน ๒ รอบแล้ว เชิญท่านกษิต ภิรมย์ ครับ

นายกษิต ภิรมย์ 🔗

ขอบคุณครับท่านประธาน ผม กษิต ภิรมย์ สปท. เบอร์ ๗ ต้องขอขอบคุณคณะคุณหมอพรพันธุ์ที่ได้มาชี้แจง แล้วก็ต้องขอแสดงความชื่นชมแล้วก็ เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งกับท่านเภสัชกรกิตติ พิทักษ์นิตินันท์ ผมเห็นด้วยทุกประเด็น โดยเฉพาะ ในช่วง ๑๐ นาทีหลังที่ท่านได้อภิปราย แล้วก็ขอความกรุณาถ้าเผื่อท่านจะพิมพ์แจก พวกเราด้วยก็จะเป็นวิทยาทานอย่างยิ่ง เพราะมีประโยชน์ยิ่ง นั่นเป็นประเด็นที่ ๑

ประเด็นที่ ๒ ครับท่านประธาน ผมเพิ่งไปเยือนประเทศคิวบามาก็อยากจะยก ประเทศคิวบาเป็นตัวอย่าง ท่านก็ทราบกันดีว่าประเทศคิวบาภายใต้คอมมิวนิสต์ ฟีเดล คาสโตร นั้นเป็นคู่อริของประเทศสหรัฐอเมริกาแล้วก็ถูกคว่ําบาตรมา ๕๐ กว่าปี ประเทศสหรัฐอเมริกา เพิ่งจะเริ่มที่จะคลายความเป็นศัตรูกับประเทศคิวบาเมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา แล้วประเทศคิวบา ก็เงินน้อยอยู่ด้วยความช่วยเหลือของต่างประเทศเป็นสําคัญ แต่ว่าท่ามกลางความยากจน รัฐบาลคอมมิวนิสต์ประเทศคิวบาทํา ๒ อย่าง คือ ๑. เขาให้ความสําคัญสูงสุดต่อเรื่องสาธารณสุข การแพทย์ แล้วก็อันที่ ๒ ให้ความสําคัญ รองลงมาคือเรื่องของการศึกษา แล้ว ณ วันนี้มหาวิทยาลัยแพทย์ของประเทศคิวบาใหญ่ที่สุด ในโลก มีนิสิตแพทย์ ๑๐,๐๐๐ กว่าคน คนมาเรียนจากทั่วสารทิศรวมทั้งนักเรียนแพทย์จาก ประเทศสหรัฐอเมริกา แล้วก็มหาวิทยาลัยการแพทย์ของประเทศคิวบานั้นได้รับการรับรอง จากการแพทย์ของประเทศสหรัฐอเมริกา คือคนอเมริกันมาเรียนที่มหาวิทยาลัยแพทย์ ของประเทศคิวบาสามารถกลับไปทํางานที่ประเทศสหรัฐอเมริกาได้ คู่ขนานกับการศึกษา แล้วเขาก็สามารถผลิตแพทย์มาได้มาก ณ วันนี้มีแพทย์ของประเทศคิวบารับจ้างทํางาน ในต่างประเทศอยู่ประมาณ ๕๐,๐๐๐ กว่าคน เขาถึงขั้นที่ส่งหมอไปที่ประเทศเวเนซุเอลา ๓๐,๐๐๐ คนเพื่อจะแลกกับน้ํามันที่เขาไม่มี แล้วเขามีการทําคู่ขนานกันไป ก็มีการวิจัย มีศูนย์เฉพาะทางต่าง ๆ ผมตาไม่ค่อยดี ลูกนัยน์ตาเขาก็มีศูนย์เฉพาะทางทางด้านเรตินา ปิกเมนโตซา (Retina Pigmentosa) ต่าง ๆ เหล่านี้ แล้วก็การผลิตวัคซีนในเรื่องต่าง ๆ ก็ไม่ค่อย เป็นรองใคร แต่ทั้งหมดนี้ก็ไม่สําคัญเท่ากับว่าการบริการของสาธารณสุขเขาทั่วถึงทั่วประเทศ ผมไปเดินในตลาดที่เรียกว่าฟรีมาร์เก็ต (Free market) ตรงนั้นก็มีสถานพยาบาล เพราะฉะนั้น ประชาชนจะอยู่ใกล้ชิดกับแพทย์ตลอดเวลาของการเข้าถึงที่เรียกว่าเบสิกเฮลท์ (Basic health) เขาให้ลําดับความสําคัญสูงสุด แล้วก็เวิลด์ เฮลท์ ออร์กะไนเซชัน (World health organization) องค์การอนามัยโลกก็จัดให้ประเทศคิวบาประเทศด้อยพัฒนาสุด ๆ อันหนึ่งของโลก แต่ว่า ในระดับของการแพทย์ การศึกษา การดูแลประชากรแล้วก็อยู่ในระดับท็อปเทน (Top ten) ของโลกนะครับ แล้วก็การขจัดการตายแต่แรกเกิดก็ดี การถ่ายทอดโรคเอดส์จากแม่ไปสู่ลูก ต่าง ๆ เหล่านี้เขาก็ได้ขจัดไปแทบจะหมดแล้ว เป็นประเทศชั้นนําของโลก คราวนี้ประเด็นปัญหา หรือว่าบทเรียนที่สําคัญต่อประเทศไทยซึ่งมีทรัพยากรมากมาย ร่ํารวยกว่าประเทศคิวบา หลายร้อยเท่าว่า ณ วันนี้ในช่วงของการปฏิรูปสาธารณสุขนั้นเราจะเอาเรื่องสาธารณสุข เป็นอันดับ ๑ ของประเทศหรือไม่ ซึ่งผมคิดว่าเราอยู่ในวิสัยที่จะกระทําได้ แต่ก็คงต้องขจัด ประเด็นปัญหาบางประการเพื่อให้เรามีคลินิกที่จะดูแลอยู่ใกล้ชิด มีหมอประจําครอบครัว แล้วก็การเข้าถึง โรงพยาบาลระดับต่าง ๆ ก็จะต้องมีทั่วประเทศ แล้วก็ต้องมีศูนย์เฉพาะทาง สัก ๑๐ โรคสําคัญ ๆ ของโรค ผมคิดว่าเราสามารถที่จะกระทําได้สําเร็จภายใน ๕ ปี ๑๐ ปี ข้างหน้านี้งบประมาณเพียงพอ คราวนี้อุปสรรคมันอยู่ตรงไหน ผมก็คิดว่ามีประเด็นปัญหาว่า ที่การสาธารณสุขของไทยนกตัวเดียวมี ๒ หัวครับ คือข้าราชการที่กระทรวงสาธารณสุข แล้วก็สํานักงานส่งเสริมสุขภาพใช่ไหมครับ ตราบใดที่เราไม่แก้ปัญหาอันนี้ แล้วก็ ให้มีความเป็นเอกภาพ แล้วก็ไม่ใช่เป็นเรื่องของการกีดกัน แข่งขันซึ่งกันและกันแล้วก็ กลายเป็นฐานการเมืองต่าง ๆ เหล่านี้เราก็ไม่สามารถที่จะบรรลุเป้าหมายได้ ผมก็คิดว่า เรื่องนี้สําคัญ

อันที่ ๒ เราก็บอกว่าเราเป็นศูนย์กลางการรักษาพยาบาลของโลก เป็นเมดิคัลฮับ (Medical hub) แต่เราก็มีประเด็นปัญหากับความเป็นอนุรักษ์นิยม ของสมาคมแพทย์ หรือสภาแพทย์ใช่ไหมครับ หมอต่างประเทศมาก็ไม่ได้ เราตั้งเงื่อนไข อุปสรรคไปอย่างนี้ ขณะที่ประเทศสิงคโปร์เขาก็เอาหมอต่างประเทศเข้าไปทํางาน เป็นหมื่นเป็นแสนคน มันก็สามารถที่จะกําหนดกฎเกณฑ์กันได้ เพื่อเราจะได้มีการวิจัย ค้นคว้า แล้วก็มีการบริการเป็นศูนย์กลางการแพทย์ของโลกอย่างจริงจัง นอกเหนือจากการที่จะต้อง ลงทุนเรื่องของการค้นคว้า วิจัย เมื่อสักครู่นี้ท่านเภสัชกรกิตติก็ได้พูด แล้วเราก็ได้พูดมา หลาย ๆ รอบแล้ว อันนี้เป็นเรื่องที่สําคัญ

อีกอันหนึ่งก็คือการเปิดให้มหาวิทยาลัยเอกชน โรงพยาบาลเอกชนนั้น สามารถที่จะเปิดมหาวิทยาลัยแพทย์ได้ให้มีความคล่องตัว ทางกระทรวงสาธารณสุขก็ดี สภาแพทย์ก็ดี ก็มีหน้าที่ที่จะกํากับดูแลว่าให้ได้มาตรฐาน แต่ต้องเปิดเสรียิ่งขึ้นครับ เพื่อเราจะได้มีบุคลากรทั้งแพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่เทคนิคทางการแพทย์ทั้งหลาย รวมทั้ง จะได้มีการค้นคว้า วิจัย เพิ่มศักยภาพในเรื่องของการผลิตอุปกรณ์ต่าง ๆ ทางการแพทย์ ผลิตยา ก็ยังมีประเด็นปัญหากับองค์การเภสัชกรรมของชาติอยู่ว่าจะเปิดกว้างได้ไหม ให้มีการแข่งขัน

ส่วนประเด็นสุดท้าย ก็ขอฝากเราเองผ่านทางท่านประธานไปที่รัฐบาล ขอให้ระมัดระวังสักนิดหนึ่ง อย่ากระโจนเข้าไปทําความตกลงเปิดเขตการค้าเสรีกับ สหภาพยุโรป แล้วก็ผ่านของสหรัฐอเมริกาในกรอบของทรานส์แปซิฟิก พาร์ตเนอร์ชิป (Trans-Pacific Partnership) ว่าอย่าตัดสินใจเข้าไป ถ้าเผื่อไม่สามารถที่จะปกป้องอุตสาหกรรมยา แล้วก็การปกป้องคุ้มครองสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ทางด้านอะไรครับ ทรัพย์สินทางปัญญาให้ได้ อันนี้ให้คิดให้ดีเพราะว่าเราไม่ต้องการให้คนยากคนจนต้องซื้อยาแพง ซึ่งเมื่อสักครู่ท่านเภสัชกร ท่าน สปท. กิตติ ก็ได้พูดไว้แล้ว อันนี้ต้องดูให้รอบคอบ แล้วต้องชั่งว่าจะขายสินค้าบางอย่าง ไปประเทศสหรัฐอเมริกาได้มากเพื่อแลกกับราคายาแพงที่ประเทศไทยคุ้มหรือไม่ ต้องเอาคน ส่วนใหญ่เป็นตัวตั้งครับ แล้วก็มาร่วมกันคิดร่วมกันทําในการปฏิรูปขับเคลื่อนให้การสาธารณสุข เป็นอันดับ ๑ ของโลก เราอยู่ในวิสัยที่ทําได้ คนไทยมีสุขภาพดีเข้าถึงซึ่งทุกสิ่งทุกอย่างนะครับ ที่จําเป็นต่อชีวิตร่างกาย ขอบคุณมากครับท่านประธาน

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณท่านรัฐมนตรีกษิตนะครับ ความจริงท่านอํานวย นิ่มมะโน บอกว่า ตํารวจพูดได้ทุกเรื่อง นักการทูตก็พูดได้ทุกเรื่อง และพูดดีทั้งตํารวจและนักการทูตเลยนะครับ ได้สาระได้ประเด็นรวมทั้งท่านอื่น ๆ ด้วย ต่อไปเชิญท่านปลัดกระทรวงสาธารณสุข นายแพทย์ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ครับ

นายณรงค์ สหเมธาพัฒน์ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม นายแพทย์ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ สปท. หมายเลข ๔๘ ครับ จะขออภิปรายประเด็น การปฏิรูปสาธารณสุขนะครับ จริง ๆ แล้วการปฏิรูปคงเริ่มมานานพอสมควรแล้ว จุดเปลี่ยน สําคัญคงเป็นปี ๒๕๔๕ ที่มีการตั้งองค์กรต่าง ๆ เกิดขึ้นอยู่หลายองค์กร ซึ่งตรงนี้เกิด คุณูปการต่อระบบอย่างยิ่งนะครับ ผ่านเวลามา ๑๐ ปีผมคิดว่าการประเมินสถานการณ์ จากภายในโดยกระทรวงสาธารณสุขเองเราก็คงทํามา ๓-๔ ปีแล้ว แล้วก็เมื่อมาประจวบกับ การมีสภาปฏิรูปแห่งชาติ ซึ่งท่านประธานกรรมาธิการได้กรุณานําเสนอภาพการมองจาก สภาปฏิรูปก็จะเห็นตรงกันในหลายประเด็น แล้วก็อีกหลายประเด็นผมคิดว่าคงจะต้องศึกษาต่อ เพราะฉะนั้นประเด็นปฏิรูปคงไม่ใช่จํากัดเฉพาะในเวทีนี้เท่านั้น คงต้องร่วมกับทางผู้ที่ เกี่ยวข้องทั้งหมด ทั้งหน่วยงานภาครัฐแล้วก็ภาคีต่าง ๆ ซึ่งผมคิดว่าขณะนี้ที่ สปช. ทํางานมา ก็คงเป็นไปอย่างนั้นนะครับ ประเด็นของผมคงอยากจะแสดงปรากฏการณ์เล็ก ๆ ให้ที่ประชุมได้เห็นนะครับ โดยเฉพาะประเด็นเรื่องของผลกระทบด้านบวกซึ่งทําให้ประชาชน เข้าถึงบริการได้เป็นอย่างดี ครัวเรือนล้มละลายลดลงเยอะมาก แต่ประเด็นที่สร้างปัญหา ให้กับระบบบริการก็มีพอสมควร โดยเฉพาะเรื่องปริมาณงานเวิร์กโหลด (Workload) นะครับ คนไข้นอกเพิ่มจาก ๘๐ ล้านคนเป็นถึงประมาณเกือบ ๑๕๐ ล้านคนในช่วงเวลาที่มีการปฏิรูป แต่ประเด็นสําคัญคือเริ่มมีการส่งต่อผู้ป่วยจากโรงพยาบาลขนาดเล็กเข้าไปในโรงพยาบาล ขนาดใหญ่โดยเฉพาะผู้ป่วยใน ทําให้ตัวเลขอันหนึ่งที่เห็นก็คือไส้ติ่งแตกมากขึ้น ผมคิดว่า มีประเด็นปัจจัยภายนอกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการฟ้องร้องหรือว่าประเด็นศักยภาพก็ตาม รวมทั้งปัจจัยการเงิน การคลัง ประเด็นระบบการเงิน การคลัง ซึ่งส่งตรงไปยังหน่วยบริการ ผมคิดว่าปัญหาคงไม่ต่างจากการศึกษา ซึ่งมีการส่งงบประมาณไปยังสถานศึกษา ผมคิดว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่จะต้องเข้ามาดูเพื่อที่จะทําให้การใช้งบประมาณเกิดประโยชน์สูงสุด ประเด็นของผมคงมีข้อเสนออยู่ ๒-๓ ประเด็นนะครับ ผมคิดว่าการศึกษาในช่วงที่ผ่านมาถึง ระบบบริการ ท่านประธานได้พูดไปแล้วนะครับ ท่านประธานกรรมาธิการได้พูดไปแล้วว่า ตัวผู้เล่นในระบบบริการมีมากทั้งส่วนของกองทัพ ส่วนของมหาวิทยาลัย ส่วนของอะไรต่าง ๆ ผมคิดว่าแต่ละส่วนก็จะมีการบังคับบัญชา มีแผนปฏิบัติการ มีการพัฒนาไปในคนละทิศทาง ปรากฏการณ์ที่เห็นในบางจังหวัดนะครับ มีโรงเรียนแพทย์ที่ตั้งขึ้นโดยใช้งบประมาณผ่าน กระทรวงศึกษาธิการเป็น ๑,๐๐๐ ล้านบาท แต่ไม่สามารถหาแพทย์ได้เนื่องจากไปตั้งอยู่ในจังหวัด ที่มีโรงพยาบาลอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นผมคิดว่าประเด็นที่มีข้อเสนอจากหลาย ๆ หน่วยงาน ถึงการจัดการร่วมกันในระดับเขต ผมคิดว่าตรงนี้จะเป็นจุดสําคัญ จุดคานงัดที่จะทํา ให้มีการมองเรื่องการจัดระบบบริการให้สอดคล้องกับปัญหา ให้ใช้ทรัพยากรได้เกิดประโยชน์สูงสุด ที่ระดับเขต การศึกษาของ คสช. เองนะครับ โดยสํานักงานปลัดกระทรวงกลาโหม การศึกษาของสภาพัฒน์และองค์กรต่าง ๆ แล้วก็องค์กรต่าง ๆ โดยเฉพาะของ สปช. และมองมุมมองจากภายในกระทรวงก็เห็นตรงกันเรื่องของเกณฑ์สุขภาพ ซึ่งตรงนี้ผมคิดว่า อย่างน้อยการเข้าถึงบริการและการเหลื่อมล้ําเราคงไม่สามารถที่จะทําให้ระบบบริการ ทุกจังหวัดเท่าเทียมกันได้ด้วยปัจจัยต่าง ๆ นะครับ แพทย์ศูนย์หัวใจคงไม่สามารถเกิด ที่จังหวัดพิจิตรได้ นอกจากที่จังหวัดพิษณุโลก ซึ่งตรงนี้คงเป็นการจัดระบบบริการให้เกิด ประโยชน์สูงสุด ดังนั้นการจัดระบบบริการที่ระดับเขตจะเป็นคําตอบ แล้วก็การบริหารจัดการ ที่ระดับเขตก็จะเป็นคําตอบอีกเช่นเดียวกัน ซึ่งก็น่าจะสอดคล้องกับสิ่งที่มีการกระจายอํานาจ โดยเฉพาะนโยบายรัฐบาลเรื่องเขต นโยบายท่านประยุทธ์ที่บอกว่าจะต้องกระจาย การตัดสินใจ การบริหารจัดการไปไว้ที่ระดับเขต อันนี้น่าจะเป็นคําตอบ

ประเด็นที่ ๒ เรื่องของระบบบริการ ผมเห็นด้วยเรื่องของระบบบริการ ปฐมภูมิ แต่คงจะต้องเชื่อมร้อยกับระบบบริการทั้งทุติยภูมิ และเรื่องของระดับสูง เอกซ์เซลเลนต์เซนเตอร์ (Excellent center) ให้ชัดเจน เพราะฉะนั้นการมองในระดับเขตจะ เห็นภาพเหล่านี้ทั้งระบบ แล้วก็เชื่อมโยงกับทุก ๆ กระทรวงให้เห็นเป็นภาพเดียวกัน

ประเด็นสุดท้าย ผมคิดว่ากลไกระดับชาติคงเห็นไม่ต่างจากการปฏิรูป การศึกษา ซึ่งจะต้องมีกลไกระดับชาติเพื่อกํากับทิศทางให้เป็นไปในแนวทางเดียวกัน ผมขออนุญาตที่จะนําเสนอสั้น ๆ ในประเด็นเหล่านี้ครับ ขอบคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณมากครับ ตรงเวลาพอดี ท่านปลัดกระทรวงไปแล้วก็เป็นเจ้ากระทรวงครับ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ท่านวิทยา แก้วภราดัย เป็นท่านสุดท้ายครับ

นายวิทยา แก้วภราดัย 🔗

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม วิทยา แก้วภราดัย ขออนุญาตที่จะอภิปรายต่อจากท่านอดีตปลัดกระทรวง ในฐานะผมก็เป็นอดีตรัฐมนตรี ไปอยู่ที่นั่นมา ๓๖๕ วันพอดีครับ ก็ต้องยอมรับนะครับว่ากระบวนการสาธารณสุขไทย เป็นกระบวนการที่พัฒนาตัวได้ดีมากครับ จนเกิดปัญหาที่เราต้องพูดกันก็คือสังคมผู้สูงอายุ จากอายุคนไทยเฉลี่ย ๔๐ กว่าปีก็เสียชีวิตนะครับ มาวันนี้อายุคนไทยเรา ๖๕ ปี จะไป ๗๐ ปีแล้ว แล้วจะก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเร็วมาก เพราะฉะนั้นต้องยอมรับว่ากระบวนการสาธารณสุข ประเทศไทยพัฒนาไปเร็ว ปี ๒๕๑๘ เราเริ่มส่งแพทย์บุกชนบท รุ่นพวกผมที่จะจบปริญญาตรี ตอนนั้นนะครับ รุ่นพี่ผมจบกันไปก็ไปนั่งเป็นหมอโรงพยาบาลอําเภอ ทั้งโรงพยาบาลมีหมอ คนเดียว แล้วก็อยู่ในแวดล้อมของเจ้าหน้าที่สาธารณสุขไม่กี่คน เย็นก็ต้องนั่งร้องไห้หัวบันไดครับ วันนี้เรามีโรงพยาบาลอําเภอครบหมดทุกอําเภอในประเทศไทย แม้แต่อําเภอที่ตั้งใหม่ ก็ได้สร้างโรงพยาบาลเกือบครบถ้วน เมื่อปี ๒๕๕๔ เราก้าวถึงขั้นตั้ง รพ.สต. โรงพยาบาล ส่งเสริมสุขภาพตําบล หลายคนก็คิดว่าคงอีกนานกว่าเราจะมีหมอโรงพยาบาลตําบล จริงครับ ปี ๒๕๔๘ ใครไม่คิดหรอกครับว่าประเทศนี้จะมีหมอครบทุกอําเภอ วันนี้เรามีหมอครบ ทุกอําเภอ เราก้าวไปตั้งโรงพยาบาลตําบล ความคิดที่จะมีหมอทุกโรงพยาบาลตําบล ๘,๐๐๐ กว่าตําบลนี้ยาก แต่ท่านประธานครับ ระบบที่ท่านปลัดกระทรวงได้พูดเมื่อสักครู่ครับ ระบบที่สามารถพัฒนาการเชื่อมร้อยระหว่างโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตําบล มาโรงพยาบาลอําเภอ มาโรงพยาบาลจังหวัด และมาโรงพยาบาลศูนย์ที่เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน สามารถเชื่อมร้อยกันได้ครับ เพราะฉะนั้นโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตําบลตั้งขึ้นมา ไม่ใช่เป็นฟิตเนส (Fitness) ส่งเสริมสุขภาพอย่างเดียวนะครับ เราใช้คําว่า โรงพยาบาลด้วย เพราะฉะนั้นที่นั่นอย่างน้อยเมื่อประชาชนไม่มีสิทธิพบหมอจริง ๆ เพราะเรามีหมอไม่พอ มันก็สามารถใช้ระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ (Video conference) หรือระบบอะไรก็ได้ครับ ที่เมื่อเข้าสู่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตําบลแล้วเจ้าหน้าที่พยาบาลที่อยู่นั่นจะจัดให้ประชาชน ได้พบแพทย์ทางหน้าจอทีวี (TV) และได้รับคําอธิบายทางการแพทย์ วันนี้ที่คุณหมอ ท่านปลัดกระทรวงพูดถึงว่าเรามีระบบที่ตายกลางทางเยอะ เพราะกระทรวงสาธารณสุข เกิดปัญหาใหญ่ขึ้น ในครั้งที่มีศาลจังหวัดทุ่งสงตัดสินพิพากษาจําคุกหมอซึ่งได้ ใช้ความสามารถเต็มที่ เป็นหมอคนเดียวและคุมการดมยาด้วย ผ่าตัดคลอดและคนป่วย ถึงแก่ชีวิต ศาลชั้นต้นพิพากษาจําคุกครับ เป็นเหตุให้โรงพยาบาลอําเภอเกือบทั้งประเทศ ปฏิเสธที่จะทํางานการเสี่ยงทั้งหมด งานผ่าตัดทั้งหมดหยุดครับ เพราะไม่มีวิสัญญีแพทย์ ก็เกิดวิกฤติทั้งหมดก็คือระบบส่งต่อ สะเทือนไปหมดทั้งกระทรวงสาธารณสุขครับ ทุกโรงพยาบาลตําบลเหลืองานผ่าตัดเล็ก ขนาดทําหมันอย่างเดียวครับ ใหญ่กว่านั้นเกือบทั้งหมดปฏิเสธไม่อยากมีใครเสี่ยง ส่งต่อ โรงพยาบาลจังหวัด เพราะฉะนั้นที่ท่านปลัดกระทรวงบอกว่าไส้ติ่งแตกกลางทางก็เยอะ เพราะอย่างนี้ครับ เพราะเขาไม่อาจเสี่ยงได้ครับ ไม่มีใครค้ําประกันให้ มาถึงวันนี้สิ่งที่เกิด ในกระบวนการสาธารณสุขที่อยากสะท้อนปัญหาไปยังคณะกรรมการที่จะปฏิรูประบบสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุขเรารวมทั้งระบบสาธารณสุขทั้งหมด ประชาชนเราประมาณ ๗๐ ล้านคน ประเทศนี้รัฐเราดูแลผู้ป่วยหมดทั้ง ๗๐ ล้านคน ส่วนหนึ่งเป็นข้าราชการ ครอบครัวราชการ จ่ายเต็มที่ปีหนึ่ง ๖๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท

ส่วนที่ ๒ ประชากรที่เป็นแรงงานสมทบกับรัฐบาลจ่ายผู้ป่วยแรงงานหมด ทั้งประเทศครับ

ส่วนที่ ๓ ผู้ยากไร้ซึ่งไม่อยู่ระบบราชการ ไม่อยู่ระบบแรงงาน รัฐบาลสมทบ จ่ายหมดรายหัวครับ เพราะฉะนั้น ๗๐ ล้านคนนี้รัฐเราจ่ายให้ทุกคนนะครับ แต่ปรากฏการณ์ ที่เกิดขึ้นคือทําไมในช่วง ๑๐ กว่าปีนี้ที่มี สปสช. โรงพยาบาลเอกชนโตวันโตคืนครับ เกิดอะไรขึ้นในระบบครับ มันต้องสามารถปรับระบบเพราะรัฐนี้จ่ายให้กับประชาชนทุกหัวแล้ว ในประเทศนี้ แต่โรงพยาบาลเอกชนหุ้นในตลาดท่านก็รู้ครับ ขึ้นทุกวัน ๆ ขณะที่อัตราแพทย์ เราก็ขาดแคลน เพราะฉะนั้นผมก็ฝากไว้ครับ ช่วยดูหน่อยครับว่าเกิดอะไรผิดปกติขึ้น ในกระบวนการสาธารณสุข ทําไมคนต้องหนีออกจากระบบไปโรงพยาบาลเอกชนขณะที่รัฐ เราทุ่มเทจ่าย ปัญหาว่าการจัดสรรงบประมาณของหน่วยงานที่ถือสตางค์ค่าหัวการรักษาพยาบาล จัดสรรอย่างเป็นธรรมจริงหรือไม่ แล้วเรื่องนี้ก็เกิดเรื่องราวขึ้นในกระทรวงสาธารณสุข เป็นระยะ ๆ ครับท่านประธาน ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นมาในกระบวนการสาธารณสุขยังดํารงอยู่ แล้วก็ยังอยู่อีกนานครับ วันนี้แพทย์ที่ไปอยู่เมื่อรุ่น ๔๐ ปีที่แล้วอยู่ในชนบท ผมเรียน ท่านประธานหลายครั้งครับ ประเทศไทยนี้เราชนบทเริ่มหายนะครับ ไม่มีโรงพยาบาลอําเภอไหน ที่อยู่ห่างถนนลาดยางหรือถนนคอนกรีตแล้ว ผมเจอไม่เกิน ๒ โรงพยาบาลอําเภอที่ถือว่า กันดารคือที่จังหวัดแม่ฮ่องสอนและจังหวัดเชียงใหม่ นอกนั้นทุกโรงพยาบาลอําเภอมายัง โรงพยาบาลจังหวัดใช้ระยะเวลาการเดินทางไม่เกิน ๔๕ นาที เราพัฒนาไปมาก ขณะเดียวกัน ก็ต้องยอมรับครับว่าแพทย์ของเราขาดแคลน แพทย์ในกระทรวงสาธารณสุขเรารับมาจาก กระทรวงศึกษาธิการ คนที่ผลิตแพทย์ก็คือกระทรวงศึกษาธิการ มหาวิทยาลัยมหิดล โรงพยาบาลรามาธิบดี โรงพยาบาลศิริราช โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ แล้วก็มี กทม. ผลิตมาบ้าง กระทรวงสาธารณสุขผลิตได้เฉพาะพยาบาล สุดท้ายพยาบาลกระทรวงสาธารณสุข เวลารับปริญญาไปฝากคนอื่น ไปฝากมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิตเขารับปริญญาครับ เพราะว่า ไม่สามารถพระราชทานปริญญาของตัวเองได้ ก็ไปปรับให้เขาครับ จะได้มีกําลังใจ ขณะที่ อัตราการแพทย์ พยาบาลขาดแคลน โชคดีนิดหนึ่งครับว่าพยาบาลไทยไม่เก่งภาษาอังกฤษ ถ้าพยาบาลไทยเก่งภาษาอังกฤษป่านนี้เราจะขาดแคลนหนักยิ่งกว่านี้ พยาบาลไทยเป็นพยาบาล ที่ทั่วโลกต้องการ มีความสามารถ มีฝีมือ และวันนี้ผมคิดว่าในกระทรวงสาธารณสุขเองก็ยัง เป็นเรื่องประหลาดครับ มีแพทย์ เภสัชกร และพยาบาลที่ได้รับหน้าที่ไปทํางานแล้ว ที่โรงพยาบาลกัน ๓-๔ ปี และยังกินตําแหน่งลูกจ้างเงินบํารุงของโรงพยาบาลไม่ได้รับการบรรจุ เราไปติดกรอบว่าติดอัตรากําลังคนภาครัฐไปห้ามไม่ให้รับคนที่เป็นราชการที่ควรรับไว้ มีน้อง ๆ พยาบาล แพทย์หลายคนอยู่ปีสองปียังไม่ได้รับการบรรจุเขาก็ต้องหาทางดิ้นรนไป เราปล่อยสภาพอย่างนี้ได้อย่างไรครับ ถ้าปฏิรูปช่วยฝากไปดูด้วยนะครับว่าอัตรากําลัง ของแพทย์ พยาบาลจริง ๆ เป็นอัตราที่สําคัญ จําเป็นจะต้องให้อัตราเขาอย่างเพียงพอ เพื่อรับมือกับประชาชน

เรื่องสุดท้าย ขอเท้าความถึงท่านกษิตที่พูดถึงแพทย์จากประเทศคิวบาครับ ที่นั่นมีแพทย์เยอะมากช่วงผมเป็นรัฐมนตรี รัฐมนตรีประเทศคิวบาเขามาที่ผมครับ เสนอเอา แพทย์มาช่วยที่นี่ แล้วเขาไม่ใช่เก่งอย่างเดียวครับ ประเทศคิวบาเปิดรับสมัครแพทย์จาก ประเทศสหรัฐอเมริกา ใครมาเรียนแพทย์ที่ประเทศคิวบา รัฐบาลคิวบาให้เรียนฟรี เขาท้าทาย กับประเทศสหรัฐอเมริกาขนาดนั้นครับ อัตราแพทย์ต่อประชากรไทยเขามีมากกว่าเยอะครับ แต่ติดขัดครับว่าทําไมเราถึงกลัว แพทย์ต่างประเทศเข้ามาประเทศไทย ทั้ง ๆ ที่โรงพยาบาลเอกชนประเทศไทยวันนี้ คนต่างชาติอยู่เยอะมากครับ ท่านไปเห็นคนจากตะวันออกกลางมาโรงพยาบาลวิเศษสุด ต้องมาประเทศไทยครับ บริการดีที่สุด แต่แพทย์เราต้องไปยืมตัวจากโรงพยาบาลศิริราช โรงพยาบาลของหลวงเพื่อมาอยู่โรงพยาบาลเอกชน เรากล้าที่จะเปิดเมดิคัลฮับ (Medical hub) เพื่อรับต่างชาติไหมครับในภาวะที่เราอ่อนด้อยทุกอย่าง รับหมอจากต่างประเทศมาไหมครับ ในการที่จะเข้าโรงพยาบาลเพื่อรักษาคนต่างประเทศ หาทางเปิดช่องนี้ให้เขาเดินบ้างครับ ถ้าเปิดช่องนี้ให้เขาเดินได้นะครับ ผมคิดว่า คําว่า ๒ มาตรฐาน คนรวยเข้าโรงพยาบาลรวย คนจนเข้าโรงพยาบาลรอหมอนาน ก็ต้องยอมรับความจริงบ้างครับว่าอย่างไร ๆ เราผลิตหมอ ไม่ทันครับ ก็ขออนุญาตนําเสนอเบื้องต้นเท่านี้ครับ ท่านประธานกดปุ่มแล้วครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณมากครับ ก็เป็นประโยชน์อย่างยิ่งนะครับ แล้วก็ทางคณะกรรมาธิการ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมก็จะมีการตอบแล้วก็นําเสนอในส่วนสุดท้ายก็ขอไม่เกิน ๑๐ นาที แล้วก็ผ่อนปรนเล็กน้อยนะครับ หลังจากนั้นผมจะหารือที่ประชุมเรื่องการเปลี่ยน ระเบียบวาระครับ เชิญท่านสุชาติ นวกวงษ์ ครับ

นายสุชาติ นวกวงษ์ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศที่เคารพ ผม รองศาสตราจารย์สุชาติ นวกวงษ์ อาจารย์จากคณะสิ่งแวดล้อม และทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ หมายเลข ๒๑๘ ขอขอบคุณท่านประธานที่กรุณาเชิญคณะกรรมาธิการด้านสาธารณสุข สภาปฏิรูปแห่งชาติ แล้วก็คณะกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภาปฏิรูปแห่งชาติ มาให้ข้อมูล เพิ่มเติม ในส่วนซึ่งท่านสมาชิก สปท. ได้กรุณาอภิปรายแล้วก็ให้ความเห็นเพิ่มเติมนั้น ก็ขอขอบพระคุณนะครับ แต่อย่างไรก็ตามรายงานต่าง ๆ ที่นําเสนอในส่วนของ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ๑๖ เรื่องก็ได้นําเสนอไปแล้ว ซึ่งผมก็จะเพิ่มเติมในส่วนของ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ส่วนด้านสาธารณสุขก็จะเป็นหน้าที่ของพี่หมอพรพันธุ์ ส่วนเรื่องของผังเมืองมี ๔-๕ เรื่องที่ผมจะให้ความเห็นเพิ่มเติม

เรื่องที่ ๑ คือเรื่องผังเมืองรวม เรื่องของผังเมือง ในระหว่างที่ผมเป็นสมาชิก สภาปฏิรูปแห่งชาติก็ได้ดําเนินการเรื่องของการปฏิรูประบบการจัดการผังเมืองโดยการทํา ร่างพระราชบัญญัติผังเมืองเพิ่มเติม และเวลาเดียวกันก็ได้คิดถึงเรื่องปัญหาของการหมดอายุ ของผังเมืองรวม แล้วก็ได้นําเสนอไว้ในรายงานนั้นด้วย และเวลาเดียวกันก็ต้องขอขอบคุณ รัฐบาลที่กรุณาเพิ่มเติมในเรื่องของมาตรา ๒๖ คือให้ช่องว่างของการหมดอายุ ๕ ปี ของผังเมืองรวมนั้นหายไป เมื่อสักครู่นี้ได้มีผู้อภิปรายไปแล้วก็คือท่านอํานวยเป็นคนพูด

เรื่องที่ ๒ เรื่องที่เกี่ยวข้องกับระบบการบริหารจัดการทรัพยากร โดยเฉพาะ เรื่องของการทํารายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมเป็นปัญหาที่ยาวนานต่อเนื่องภายใต้ พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม ปี ๒๕๓๕ มีกระบวนการที่ยาว ต่อเนื่องกันหลายด้านนะครับ ผมเป็นอาจารย์ด้านสิ่งแวดล้อมก็ต้องยอมรับเหมือนกันว่า มันเป็นกระบวนการที่ยาวจริง ๆ ครับ เพราะฉะนั้นการที่นําเสนอเรื่องของโคด ออฟ แพรกทิซ (Code of Practice) หรือกระบวนการปฏิรูปการจัดทํารายงานสิ่งแวดล้อมน่าจะเป็นประโยชน์ เอาไปขับเคลื่อนให้เป็นประโยชน์ให้มากขึ้น แล้วก็ทําอย่างไรถึงจะลดขั้นตอนในการทํางาน เรื่องของการทํารายงานสิ่งแวดล้อมให้เร็วขึ้น อันนี้เป็นปัญหาแต่ก็ได้นําเสนอไว้ในรายงาน เรียบร้อยนะครับ

เรื่องที่ ๓ ก็คือเรื่องของการจัดการขยะ การจัดการขยะเป็นปัญหา ของประเทศ แล้วภายใต้การนําของ คสช. ก็บอกว่าการจัดการขยะเป็นวาระของประเทศ ดังนั้นในคณะกรรมาธิการปฏิรูปทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมก็ได้นําเสนอเรื่องของ การแปรรูปขยะเป็นพลังงาน อันนี้เป็นการจัดการแบบใหม่ การจัดการแบบเดิมคือการกลบฝัง แซนิทารีแลนด์ฟิล (Sanitary landfill) ซึ่งเป็นสิ่งที่ล้าสมัยไปแล้ว การจัดการแลนด์ฟิล (Landfill) คือการยกปัญหาของที่หนึ่งไปไว้อีกที่หนึ่งซึ่งเป็นการยกปัญหาที่ไม่เบ็ดเสร็จ ไม่ต่อเนื่อง ไม่ยั่งยืน เพราะฉะนั้นก็ได้มีการคิดถึงเรื่องของการจัดการขยะแบบใหม่นั่นคือ การแปรรูปขยะเป็นพลังงาน นั่นคือเสนอให้มีการจัดตั้ง มีการก่อสร้างโรงงานแปรรูปขยะ โรงงานไฟฟ้านั่นเองแต่ก็ยังติดปัญหาอีกเยอะแยะมากมาย อันนี้เป็นปัญหาต่อเนื่อง

อีกเรื่องหนึ่งก็คือการจัดการเรื่องของการขออนุญาตสร้างโรงงาน เป็นเรื่องที่ ขอยากมาก ถึงแม้ว่าขณะนี้รัฐบาลจะได้กรุณาออกกฎหมายฉบับหนึ่งที่เรียกว่า กฎหมาย การอํานวยความสะดวกในการจัดตั้งโรงงานหรือสถานประกอบการ ก็ยังมีข้อปัญหา เล็ก ๆ น้อย ๆ ต่อเนื่อง ผมอยู่ในกระบวนการที่ขออนุญาตขอตั้งโรงงานหลายโรงงาน ช่วยกันทางด้านสิ่งแวดล้อม ก็ยังจะเห็นว่าถึงแม้จะมี พ.ร.บ. อํานวยความสะดวกแล้วก็ตามที ก็ยังติดปัญหาอยู่ เพราะฉะนั้น สปท. ก็ต้องไปช่วยกันขับเคลื่อนว่าสิ่งที่ติดขัดคืออะไร

เรื่องที่ ๔ เรื่องที่เราเป็นปัญหาทั้งประเทศคือเรื่องการลดลงของพื้นที่ป่าไม้ ถ้าเราหลับตามองไปที่จังหวัดพิษณุโลก หลับตามองไปที่จังหวัดน่าน จังหวัดเชียงใหม่ และจังหวัดแม่ฮ่องสอน ก็จะพบแนวภาพอย่างที่ท่านเห็นเมื่อสักครู่นี้ที่ท่านคณิตได้กรุณา เอาภาพมาให้ดูนั่นผมคิดว่าเป็นภาพที่จังหวัดน่านและจังหวัดพิษณุโลก นั่นคือการเกิดภูเขา หัวโล้น อันหนึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นอาจจะเนื่องจากเกษตรพันธสัญญาก็เป็นไปได้ นั่นคือ ประชาชนบุกรุกเข้าไปในพื้นที่ป่าแล้วก็ตัดพื้นที่ป่าลงไปแล้วก็ทําการปลูกพืชเกษตรบางอย่าง เช่นปลูกข้าวโพด ก็ทําให้เกิดการแพร่กระจายการลดลงของพื้นที่ป่าอย่างมาก ๆ การลดลง ของพื้นที่อย่างมาก ๆ ทําให้เกิดซอยล์อีโรชัน (Soil erosion) ดินที่สูญเสียลงไปมันก็ไหล เลื่อนมาตามน้ํา สุดท้ายก็ทําให้แหล่งน้ําตื้นเขิน นี่เป็นปัญหาต่อเนื่องกัน เพราะฉะนั้น เราจะต้องหาทางเพิ่มเติมป่าไม้ สิ่งหนึ่งที่นําเสนอโดยคณะกรรมาธิการปฏิรูปทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมก็คือว่าเสนอให้มีป่าชุมชนนอกเขตพื้นที่อนุรักษ์ การที่บอกว่า นําเสนอพื้นที่ป่าชุมชนนอกเขตพื้นที่อนุรักษ์ นั่นหมายความว่า ประชาชนซึ่งอยู่นอกเขต อนุรักษ์สามารถรวมตัวกันจัดตั้งป่าชุมชนได้ ถ้ามี พ.ร.บ. ฉบับนี้ขึ้นมาแล้วก็จะทําให้ ประชาชนรวมตัวกันแล้วก็ทําการรักษาป่าแล้วก็ช่วยกันปลูกป่าเพิ่มมากขึ้น เป็นการช่วย ให้มีพื้นที่ป่าเพิ่มมากขึ้นโดยรัฐบาลไม่ต้องออกแรง รัฐบาลเพียงแต่ให้ความช่วยเหลือเพิ่มเติม

อีกเรื่องหนึ่งที่สําคัญก็คือการลดการบุกรุกพื้นที่ป่า อันนี้การทํารีอัลโลเคต (Reallocate) ก็คือการจัดการพื้นที่ป่าแบบใหม่ นั่นคือต้องไปสํารวจว่าพื้นที่อุทยาน มีขนาดไหน ลดหายไปเท่าไร เป็นไปตามพระราชกฤษฎีกาหรือไม่ ขณะนี้ปัญหาอยู่ที่ตรงนั้น และนอกจากนั้นพื้นที่ป่าสงวนขณะนี้ลดน้อยลงไป เพราะฉะนั้นเราจะเห็นว่าถ้าเราเดินทาง ไปในพื้นที่บางพื้นที่เราจะเห็นต้นไม้อยู่ ๑ ต้น และมีเขียนคําว่า แนวเขตป่าสงวน มีต้นไม้ต้นเดียว นอกนั้นเป็นพื้นที่ปลูกอ้อยเป็นพื้นที่เกษตรหมดเลย มีต้นไม้อยู่ต้นเดียวบอกว่าแนวเขตป่าสงวน แล้วป่าสงวนหายไปไหน อันนี้ก็คือเรื่องของการบังคับใช้กฎหมายอาจจะยังไม่ชัดเจนนัก เราจะต้องเพิ่มมาตรการให้มากขึ้นนะครับ นี่ก็คือสิ่งที่เกี่ยวเนื่องกับทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมนะครับ

เรื่องสุดท้ายก็คือสถานการณ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ขณะนี้ ต้องยอมรับว่าประเทศของเราเป็นเรื่องของสถานการณ์วิกฤติทั้งด้านทรัพยากรป่าไม้ แล้วก็ทางด้านสิ่งแวดล้อม ดังนั้นเรื่องที่นําเสนอทั้ง ๑๖ เรื่องเป็นเรื่องที่ต่อเนื่องกัน และเป็นเรื่องเฉพาะ ทุกเรื่องมีความสําคัญในตัวของมันเอง ก็ขอความกรุณาท่านสมาชิก สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศได้กรุณานําเอาทั้ง ๑๖ เรื่องช่วยขับเคลื่อนต่อไป ก็ต้องขอขอบพระคุณท่านที่กรุณาให้มาพูดเพิ่มเติมนะครับ ขอเชิญพี่หมอพรพันธุ์ มีอะไรเพิ่มเติมไหมครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

คงเสร็จสิ้นการนําเสนอแล้วนะครับ ท่านสมาชิกครับ ต้องขอขอบคุณ ท่านพรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ ประธานคณะกรรมาธิการปฏิรูประบบสาธารณสุข ท่านปราโมทย์ ไม้กลัด ประธานคณะกรรมาธิการปฏิรูปทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ท่านสุชาติ นวกวงษ์ เลขานุการคณะกรรมาธิการปฏิรูปทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แล้วก็ ขอสุขสันต์วันเกิดท่านด้วยนะครับ ในฐานะสมาชิก สปช. แล้วก็ทํางานหนักมากทุกท่าน เรายังต้องทํางานร่วมกันต่อนะครับ เรายังมีเวลาที่จะได้ประชุมปรึกษาหารือ ก็ขอบคุณ ทุกท่านนะครับ ท่านสมาชิกครับ ผมขอหารือ เนื่องจากว่าจะขอปรึกษาโดยใช้ข้อบังคับ ข้อ ๓๐ และข้อ ๒๗ เพื่อขอนําการอภิปรายทั่วไปเพื่อเสนอวิธีการปฏิรูปประเทศเรื่องวิสัยทัศน์ ยุทธศาสตร์การปฏิรูปประเทศไทย และการปรับเปลี่ยนกลไกภาครัฐของ สปช. ขึ้นมา พิจารณาก่อนการอภิปรายทั่วไปเพื่อเสนอวิธีการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจนะครับ

(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)

ถ้าไม่มีท่านสมาชิกเห็นเป็นอย่างอื่นนะครับ ขออนุญาตที่จะดําเนินการ ตามนี้นะครับ เพราะว่าท่านรัฐมนตรีสุวิทย์ เมษินทรีย์ นั้นท่านได้มาแล้วไม่ใช่จะนําเสนอ เฉพาะที่ได้กล่าวไว้ แต่ว่าผมได้ประสานกับท่านรัฐมนตรีสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ ซึ่งเป็นประธานวิป (Whip) รวมของ ๓ ฝ่าย และได้รับมอบหมายจาก ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีในการเป็น ผู้ประสานงานหลักในส่วนของวิป (Whip) แม่น้ํา ๕ สาย เพื่อที่จะให้ท่านรัฐมนตรีสุวิทย์ ในฐานะที่นอกจากเป็นอดีตประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญออกแบบอนาคตประเทศไทย และวิสัยทัศน์แล้วนะครับ ท่านจะมานําเสนอเรื่องการดําเนินงานปฏิรูป ๑๑ ด้านของรัฐบาล และรวมถึงรัฐบาลจะทํางานร่วมกับ สปท. อย่างไรบ้าง เพราะฉะนั้นก็เลยขอถือโอกาส เพราะว่าท่านมารอชั่วโมงกว่าแล้วครับ ผมขอดําเนินการตามนี้นะครับ ขออนุญาต ขอเชิญท่านรัฐมนตรีสุวิทย์ เมษินทรีย์ นะครับ แล้วก็อนุญาตให้นําเสนอเพาเวอร์พอยท์ (PowerPoint) รวมถึงเอกสารประกอบ ถ้าหากว่ามี เชิญท่านรัฐมนตรีสุวิทย์นะครับ ก่อนที่ท่านรัฐมนตรีจะนําเสนอ ท่านวันชัยเชิญครับ

นายวันชัย สอนศิริ

ท่านประธานที่เคารพ ผม สปท. วันชัย สอนศิริ ขออนุญาตเรียนถามท่านประธานว่าหลังจากท่านรัฐมนตรีได้เสนอวิสัยทัศน์แล้ว วาระ เรื่องเศรษฐกิจยังต่อไปหรือเปล่าครับ แล้วคาดว่าการประชุมวันนี้ท่านคาดว่าเตรียมการไว้ สักถึงกี่โมง จะได้ตั้งหลักถูกครับท่านประธาน

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

คงต้องตั้งหลักและตั้งลํานะครับ ความจริงแจ้งไปก่อนหน้านี้ทีหนึ่งแล้ว ประมาณ ๖ โมงเศษ แต่ว่าท่านรองประธานวลัยรัตน์ก็ได้กรุณาเตรียมอาหารไว้ให้ พวกเรา เพราะฉะนั้นก็อยู่ให้ถึงรับประทานด้วยนะครับ ขอเชิญท่านรัฐมนตรีสุวิทย์ เมษินทรีย์ นะครับ ศิษย์เก่า สปช. เชิญครับ

นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ 🔗

ท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ท่านรองประธานสภา ท่านสมาชิก สปท. ผู้มีเกียรติทุกท่านนะครับ วันนี้ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสมานําเสนอ จริง ๆ แล้ว ก็เป็นส่วนหนึ่งในสมัยที่อยู่ทาง สปช. แล้วก็เป็นประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญวิสัยทัศน์ และออกแบบอนาคตประเทศไทยนะครับ ก็อยากจะขอนําเสนอในเรื่องของวิสัยทัศน์ แล้วก็กรอบยุทธศาสตร์ของประเทศไทย ไม่ทราบเจ้าหน้าที่พร้อมที่จะยิงตัวเพาเวอร์พอยท์ (PowerPoint) เลยนะครับ

(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))

อย่างที่ เราทราบกันดีครับ จริง ๆ แล้วประเทศไทยนั้นมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา แล้วถ้าเรา ถอยหลังไปที่สมัยแค่กรุงรัตนโกสินทร์ก็พอนะครับ มีการเปลี่ยนแปลงอย่างน้อยใน ๔ มิติสําคัญ ในมิติว่าด้วยในเรื่องของอารยธรรม เราเคยอยู่ในอารยธรรมแบบอยุธยา แล้วก็พยายาม จะฟื้นฟูกันขึ้นมา แล้วก็มาสู่อารยธรรมตะวันตก ณ วันนี้ประเด็นสําคัญคือเราจะเตรียมคนไทยเพื่อไปสู่การปรับตัวเข้ากับอารยธรรมของโลก ภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์ได้อย่างไร

ในส่วนที่ ๒ ก็คือภัยคุกคาม อย่างที่เราทราบว่าภัยคุกคามจากนี้ไปมันจะเป็น ภัยคุกคามไม่ตามแบบ มันเป็นภัยคุกคามในหลากมิติ ไม่ว่าจะเป็นภัยคุกคามทางเศรษฐกิจ ในเรื่องของยาเสพติด ในเรื่องของค้ามนุษย์ ในเรื่องของไคลเมตเชนจ์ (Climate change) อย่างที่เราทราบกันดี เพราะฉะนั้นประเด็นก็คือเราจะเตรียมคนไทยเพื่อจะรับมือกับ ภัยคุกคามไม่ตามแบบนี้ได้อย่างไรนะครับ

ในส่วนที่ ๓ ก็คือประเด็นในเรื่องของโครงสร้างเศรษฐกิจ ทางเศรษฐกิจ และสังคมนั้น คําถามก็คือว่าเราพัฒนามาถึงจุดที่เป็นสังคมอุตสาหกรรมค่อนข้างที่จะเต็มที่แล้ว ประเด็นสําคัญก็คือว่าขณะนี้ประเทศอื่นในโลกนี้กําลังขับเคลื่อนตัวเองไปสู่สังคมที่ขับเคลื่อน ด้วยภูมิปัญญา ด้วยวิทยาการ เราจะสามารถปรับเปลี่ยนประเทศไทยไปสู่จุดนั้นได้หรือไม่ อย่างไร

สุดท้ายเป็นเรื่องที่เกี่ยวพันกับเรื่องของเศรษฐกิจ สังคม ก็คือเรื่องของ การเมือง ประเด็นสําคัญ ณ วันนี้แล้วก็เป็นที่มาของความขัดแย้งต่าง ๆ ในช่วงที่ผ่านมาก็คือ เรื่องของการที่ว่าเราจะทําอย่างไร ปฏิรูปอย่างไรที่จะทําให้ประเทศไทยนั้นเป็นประเทศ ที่มีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นองค์ประมุขอย่างแท้จริง ขอหน้าต่อไปเลยครับ เพราะฉะนั้นถ้ามามองดูว่าเราปฏิรูปไปเพื่ออะไร จริง ๆ แล้วก็ต้อง บอกว่าประเทศอื่นนั้นเขาไม่ได้สะดุดขาตัวเองเหมือนกับประเทศเราแล้วเขาก็ก้าวล้ํานําหน้า ไปอยู่ในระดับหนึ่งแล้วนะครับ เราเอาแค่ประเทศเพื่อนบ้านที่อยู่กับเรามาก่อน ประเทศ เพื่อนบ้านบางประเทศนั้นเคยมาดูงานเรา เคยต้องมาศึกษาจากเรา แต่ ณ วันนี้หลาย ๆ ประเทศ ไม่ว่าจะเป็นประเทศสิงคโปร์ ประเทศเกาหลีใต้นั้นก็สามารถจะผันตัวเองไปสู่ ประเทศในโลกที่ ๑ แล้ว ทํานองเดียวกันนะครับ ประเทศอื่น ๆ อย่างประเทศมาเลเซีย ซึ่งแต่เดิมมานั้นก็ขับเคี่ยวพร้อมกับเรา ณ วันนี้ ประเทศมาเลเซียก็เป็นอีกประเทศหนึ่ง ที่พร้อมที่จะก้าวไปสู่ประเทศในโลกที่ ๑ คงไม่ต้องพูดถึงประเทศจีน ประเทศอินเดีย ซึ่งเมื่อ ๑๐ ปี ๒๐ ปี ๓๐ ปีที่แล้วนั้นเป็นประเทศที่มีประชากรมากมายแล้วก็มีความยากจน แต่ ณ วันนี้นั้นเขากําลังผันตัวเองในอัตราเร่งนะครับ เพื่อจะไม่ใช่ทะยานออกจากโลกที่ ๓ เท่านั้น แต่กําลังจะทะยานไปสู่โลกที่ ๑ ด้วยอย่างที่เราเห็นกันดี ที่น่าสนใจก็คือว่าประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งแต่เดิมมานั้นมันเป็นประเทศที่เราถือว่าเป็นประเทศที่ปิดเป็นประเทศในระบอบสังคมนิยม อย่างเช่น ประเทศเมียนมา สปป. ลาว ประเทศกัมพูชา ประเทศเวียดนาม ณ วันนี้นั้น ก็เริ่มขยับตัว คําถามก็คือว่าเราปล่อยให้ประเทศไทยเป็นอย่างนี้ไม่ได้ เราเป็นประเทศ ที่ติดอยู่ในโลกที่ ๒ มานานพอสมควร แต่ไม่สามารถที่จะปรับเปลี่ยนตัวเองไปสู่โลกที่ ๑ นี่คือ ประเด็นท้าทายในเรื่องของการขับเคลื่อนการปฏิรูปอย่างแท้จริง ขอหน้าต่อไปนะครับ เพราะฉะนั้นถ้าพวกเรามาดูว่าทุกประเทศเวลาจะเปลี่ยนมันเปลี่ยนแปลงตัวเอง มันเปลี่ยนไป ตามพลวัตของโลก เมื่อโลกเปลี่ยนประเทศต้องปรับ ประเด็นสําคัญก็คือแล้วประเทศไทย มีการปรับเปลี่ยนมากน้อยแค่ไหน อย่างไร ถ้าเราทบทวนในอดีตจะพบว่ามีการปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่ เราเรียกว่าเป็นการปฏิรูปขนานใหญ่ในหลากมิตินั้นมีเพียงครั้งเดียว คือสมัยล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๕ ซึ่ง ณ ขณะนั้นเราเผชิญกับภัยคุกคามจากภายนอก ก็คือเรื่องของลัทธิล่าอาณานิคม เพราะฉะนั้นมันก็เกิดการรวมชาติ เกิดการสร้างรักชาติขึ้นมา เกิดระบบราชการซึ่งในที่สุด ก็กลายเป็นระบบที่มีความแข็งแกร่ง แต่หลังจากนั้น ๆ ต้องเรียนว่าเรากินบุญเก่านะครับ เราไม่มีการปฏิรูปอย่างเป็นระบบและขนานใหญ่จากนั้นมาเลยจนกระทั่งจวบจนปัจจุบันนะครับ ซึ่ง ณ วันนี้คําถามก็คือว่าพวกเราก็ทราบกันดีเราไม่ได้เพียงแค่เจอกับแรงกดดันจากภายนอก ซึ่งโลกนั้นมันมีพลวัตที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่แล้ว แล้วก็การเปลี่ยนผ่าน จากศตวรรษที่ ๒๐ มาสู่ศตวรรษที่ ๒๑ นั้นมันมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากมาย แล้วก็ส่วนใหญ่เป็นการเปลี่ยนแปลง ในเชิงโครงสร้างด้วย แต่ประเด็นก็คือเรากําลังเผชิญนอกเหนือจากแรงกดดันจากภายนอกนั้น เรากําลังเจอกับแรงปะทุจากภายในเป็นสําคัญนะครับ เพราะฉะนั้นเราไม่ปฏิรูปไม่ได้แล้ว นี่คือมูลเหตุที่ทําไมเราถึงต้องตั้ง สปช. ขึ้นมา แล้วทําไมถึงในที่สุดก็กลายเป็น สปท. อย่างพวกเราว่าจะช่วยกันขับเคลื่อนการปฏิรูปให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม อย่างเป็นระบบ แล้วก็เป็นการปฏิรูปขนานใหญ่เกิดขึ้นในประเทศไทยให้เกิดขึ้นได้อย่างไร ถ้าไม่เกิดขึ้น ผมคิดว่าประเทศไทยคงอยู่ไม่ได้นะครับ เพราะฉะนั้นขอหน้าต่อไปครับ ก็เป็นหน้าที่บอกว่าฉายภาพให้พวกเราเห็นเร็ว ๆ ว่า แรงปะทุจากภายในนั้น จริง ๆ แล้วประเทศไทยนั้นเป็นประเทศที่เผชิญกับกับดักต่าง ๆ มากมาย กับดักแรกก็คือเป็นกับดักที่ไม่ได้ง่ายเลยคือกับดับเรื่องของความเหลื่อมล้ํา อย่างที่เราทราบกันดีเป็นความเหลื่อมล้ําของโอกาส ความเหลื่อมล้ําของความมั่งคั่ง แล้วก็ ความเหลื่อมล้ําของอํานาจ แต่ความเหลื่อมล้ําเพียงอย่างเดียวอาจจะต้องใช้เวลาบ้าง แต่แก้ไม่ได้ยากหรอกครับถ้าเราตั้งใจ แต่ประเทศไทยนั้นนอกเหนือจากความเหลื่อมล้ําแล้วนี้ เราเป็นประเทศที่เผชิญกับสิ่งที่เราเรียกว่าทุจริตคอร์รัปชัน เพราะฉะนั้นความเหลื่อมล้ํา ทุจริตคอร์รัปชันบวกกับการที่วัฒนธรรมเก่าเรา ซึ่งวัฒนธรรมทุกประเทศมีข้อดีและข้อเสียทั้งนั้น แต่มีวัฒนธรรมหนึ่งที่เราเอามาในอดีตนั้นเป็นข้อดีและวันนี้อาจจะเริ่มใช้ไม่ค่อยได้แล้ว ก็คือวัฒนธรรมที่เราเรียกว่าเป็นอํานาจนิยม อภิสิทธิ์นิยม อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้น ๓ เด้ง ก็คือความเหลื่อมล้ําผสมผสานกับทุจริตคอร์รัปชันกับเรื่องของวัฒนธรรมแบบอภิสิทธิ์นิยม หรืออํานาจนิยมนั้นเกิดเป็นกับดักที่ผมเรียกว่าเป็นกับดักเชิงซ้อน พอเป็นกับดักเชิงซ้อนแบบนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมไทยคืออะไรครับ สิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมไทยก็คือสังคมไทยเป็นสังคม ที่ไม่คลีน แอนด์ เคลียร์ (Clean and clear) ไม่ฟรี แอนด์ แฟร์ (Free and fair) แล้วก็ ไม่แคร์ แอนด์ แชร์ (Care and share) เพราะฉะนั้นนี่คือปฐมบทของการที่เกิดสิ่งที่เรา เรียกว่าเป็นไฮเปอร์คอนฟลิกต์ (Hyper conflict) หรือเรียกว่าเป็นความขัดแย้งที่รุนแรง ก็คือสังคมที่ไม่คลีน แอนด์ เคลียร์ (Clean and clear) ไม่ฟรี แอนด์ แฟร์ (Free and fair) ไม่แคร์ แอนด์ แชร์ (Care and share) สังคมแบบนี้แน่นอนทีเดียว ความขัดแย้งที่รุนแรงมีโอกาส เกิดค่อนข้างสูง หน้าต่อไปเพราะฉะนั้นนอกเหนือจากกับดักที่เป็นกับดักเชิงซ้อนแล้วในมิติ ทางเศรษฐกิจนั้นเรายังจะเจอกับกับดักที่พวกเรารู้จักกันดีภาษาอังกฤษเขาเรียกว่าเอ็มไอที (MIT) เอ็มไอที ก็คือมิดเดิล อินคัม แทรป (Middle-Income Trap) อย่างที่เราทราบ เราเป็นประเทศที่ผันตัวเองจากประเทศยากจนมาเป็นประเทศที่มีรายได้ปานกลางโดยการที่ พยายามจะเปลี่ยนตัวเองจากการที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยปัจจัยการผลิตอย่างแรงงาน ราคาถูก หรือทรัพยากรธรรมชาติมาสู่เรื่องของการขับเคลื่อนด้วยประสิทธิภาพด้วยเรื่องของทุน แต่ ณ วันนี้เรารวยได้แค่นี้จริง ๆ แถมยังเป็นรวยกระจุก ไม่ใช่รวยกระจายด้วย คําถามคือ เรายังต้องทําให้เค้กของเราชิ้นใหญ่ขึ้น เพื่อให้ประชาชนของเรามีความมั่งมีศรีสุขมากขึ้น เค้กต้องใหญ่ขึ้นคือเราต้องรวยขึ้น รวยขึ้นแล้วจะรวยกระจายอย่างไร นั่นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ไม่เพียงเท่านั้น เรายังเผชิญกับปัญหาของสังคมสูงวัยคือคนเราแก่แต่แย่ลง คนเราอ่อนแอลงด้วยในเวลาเดียวกัน มีบางประเทศที่สังคมนั้นเขาอาจจะเกิดเอจจิงโซไซตี (Aging society) แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือเขาเป็นรัฐสวัสดิการ เขามีอินฟราสตรักเจอร์ (Infrastructure) ที่ดีพอ เขาเป็นสังคมที่มีทุน มีความร่ํารวย เขาก็อยู่ได้ของเขา หรือบางสังคม ที่มีคนยั้วเยี้ยไปหมดประเทศกําลังพัฒนา แต่ถึงวันหนึ่งถ้าเขาพัฒนาโงหัวขึ้นมาแบบเดียว กับประเทศจีน แบบเดียวกับประเทศอินเดียในอดีต เขาก็จะเป็นประเทศที่ทะยานเฉกเช่นเดียว กับประเทศอินเดียและประเทศจีนในวันนี้ แต่ประเทศไทยเป็นประเทศที่โชคร้ายครับ ประเทศที่โชคร้ายที่ว่าเราเจอ ๒ เด้ง ทั้งแก่ลงแล้วก็ทั้งอ่อนแอลง ที่แย่ลงจะทําอย่างไรครับ เพราะฉะนั้นนี่คือแรงปะทุจากภายใน เรามาดูจากภายนอกบ้าง จริง ๆ แล้วผมเตรียม พรีเซนเทชัน (Presentation) มาแต่ว่ามันจะยาวมาก ที่พูดถึง ๑๐ ชิฟต์ (10 Shift) ของโลกว่า ฟันดะเมนทัลชิฟต์ (Fundamental shift) คือการเปลี่ยนแปลงโลกใน ๑๐ มิติ แล้วเราจะ ตั้งรับกันอย่างไร พอดีผมมีโอกาสไปพูดเรื่องนี้ให้เอกอัครราชทูตกับกงสุลใหญ่เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ถ้ามีโอกาสผมจะฝากเปเปอร์ (Paper) นี้ไว้ให้ แต่เอาอย่างสั้น ๆ แล้วกันนะครับ ก็คือว่า โลกได้มีการเปลี่ยนแปลงไปแล้ว จากโลกที่ต่างคนต่างอยู่มาเป็นโลกที่อยู่ในลักษณะที่เป็น อินตีเกรเทดเวิร์ก (Integrated work) นะครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้นั้นในมิติทางเศรษฐกิจคือ การเปลี่ยนแปลงจากวันคันทรีวันมาร์เกต (One country one market) ไปสู่วันเวิลด์ วันมาร์เกต (One world one market) แล้วคีย์เวิร์ดส (Keywords) หรือว่าสิ่งที่สําคัญที่สุด ในการอยู่บนโลกใบนี้ โดยเฉพาะในมิติทางเศรษฐกิจมีอยู่ ๒-๓ คําเท่านั้นครับ คําถามคือเรา สามารถตอบ ๒-๓ คํานี้ได้หรือไม่ คําที่ ๑ คือคุณต้องคอมเพทิทีฟ (Competitive) คําที่ ๒ ก็คือว่าคุณจะต้องคอลลาโบเรทีฟ (Collaborative) คือต้องแกร่ง ขณะเดียวกันคุณต้องมีเพื่อน และคําที่ ๓ คือเมื่อเป็นอย่างนั้นแล้วคุณจะต้องใช้ประโยชน์จากคอนเนกทิวิตี (Connectivity) ให้ได้ แต่นั่นจะเป็น ๓ ซี (3C) ที่พูดง่าย แต่ประเด็นคือพวกเราเวลาถักทอในกรรมาธิการ ทางเศรษฐกิจ หรือปฏิรูปในทางเศรษฐกิจ หรืออะไรก็ตามเราจะทําให้เกิดได้อย่างไร ในเมื่อปัญหาของประเทศไทยนั้นเป็นปัญหาที่เชิงซ้อน เป็นปัญหาที่ซับซ้อนอย่างยิ่งยวดนะครับ

หน้าต่อไปครับ ในมิติทางเศรษฐกิจนั้นนํามาสู่เรื่องของภูมิเศรษฐศาสตร์ ที่เปลี่ยนแปลงไป โลกจากนี้ไปนั้นเป็นโลกที่ไม่กระจุก ในเรื่องของกระแสโลกาภิวัตน์ทําให้ ความกระจุกในความมั่งคั่งถูกกระจายตัวลง จากเดิมที่กระจุกอยู่ในกลุ่มที่เราเรียกว่าจี ๗ (G7) หรือว่าไทเอด (Triad) ก็คือกลุ่มอเมริกา ยุโรปตะวันตก แล้วก็ญี่ปุ่น ไปสู่เดอะ ไรส์ ออฟ เดอะ เรสต์ (The rise of the rest) คือส่วนที่เหลือของโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเอเชีย ผมมีเปเปอร์ (Paper) หนึ่งที่เขียนพร้อมกับอาจารย์ผมนะครับ ดิแพคเจนั้น เราพูดถึงเดอะ นิว ยูเอสเอ (The new USA) ไม่ใช่ยูไนเต็ด สเตท ออฟ อเมริกา (United State of America) มันเป็นยูไนเต็ด สเตท ออฟ เอเชีย (United State of Asia) นั่นก็คือประกอบด้วย สามเหลี่ยมที่ประกอบด้วยอีสท์เอเชีย (East Asia) นําโดยจีน เซาท์เอเชีย (South Asia) นําโดยอินเดีย แล้วก็เซาท์อีสท์เอเชีย (South East Asia) นําโดยอาเซียน (ASEAN) เพราะฉะนั้นประเทศไทยอยู่ในบริเวณที่แรงลมส่งแรงสุดแล้วนะครับ เราพลาดโอกาสนี้ ถ้าเรายังสะดุดขาตัวเองอยู่ขณะที่อาเซียน (ASEAN) กําลังจะขึ้นมา ซีแอลเอ็มวี (CLMV) กําลังจะขึ้นมาพร้อม ๆ กับอินเดีย พร้อม ๆ กับจีน ต่อให้ในระยะสั้นตอนนี้จีนเกิดเหตุการณ์ อะไรบ้าง แต่อย่างน้อยในอีก ๓ ทศวรรษข้างหน้านั้นพลังขับเคลื่อนของโลก โกรทเอนจิน (Growth engine) ของโลกจะมาจากสามเหลี่ยมนี้เป็นสําคัญนะครับ

หน้าต่อไปครับ เพราะฉะนั้นประเด็นสําคัญที่ท้าทายความเป็นรัฐชาติ ของทุกประเทศรวมถึงความเป็นประเทศไทยนั้นจริง ๆ มาจากแรงกดดัน ๒ แรงนะครับ แรงกดดันที่ ๑ คือแรงกดดันที่เราเรียกว่า กระแสโลกาภิวัตน์ อย่างที่พวกเราทราบกันดี แต่โลกาภิวัตน์ ณ วันนี้ไม่เหมือนโลกาภิวัตน์ในอดีต เพราะมันสั่งสมจนกระทั่งมีพลัง อันมหาศาล กลายเป็นระบอบทุนนิยมโลก กลายเป็นระบอบที่ใครใหญ่ใครอยู่จริง ๆ เป็นระบอบที่ต้องอาศัยกฎกติกาที่เป็นกฎกติกาสากล เพราะฉะนั้นประเทศที่อ่อนแอ ก็ไม่สามารถที่จะต่อรองในสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ในนามของโกลบัลกัฟเวอร์แนนซ์ (Global governance) หรือธรรมาภิบาลโลก หรือโลกาภิบาลนะครับ เพราะฉะนั้นพอประเทศ ที่มีอํานาจเขาก็ชิงไหวชิงพริบเพื่อจะจัดอํานาจของเวิลด์ออเดอร์ (World order) คืออํานาจในการจัดสรรระเบียบโลกใหม่นะครับ มีเรื่องของภัยคุกคามไม่ตามแบบ สิ่งที่ตามมาอย่างที่เราเห็นที่กรุงปารีส สิ่งที่เราเห็นอันดาษดื่นในเรื่องของการก่อการร้าย ความไม่พอใจก็ถูกปะทุออกมาภายใต้แรงกดดันหลากรูปแบบนะครับ แต่นั่นเพียงแค่ กระแสเดียว พร้อม ๆ กันนั้นมีกระแสตีกลับของโกลบัลไลเซชัน (Globalization) หรือกระแสโลกาภิวัตน์ ก็คือกระแสที่เรียกว่าโลคัลไลเซชัน (Localization) คือกระแส ของชุมชนภิวัตน์ ท้องถิ่นภิวัตน์ ประชาชนต้องการอํานาจคืนกลับมามากขึ้นนะครับ เพราะฉะนั้นมีการเรียกร้องความเป็นธรรมในแง่ของการจัดสรรทรัพยากร ในแง่ของการมีส่วนร่วม ในการร่วมจัดการในการบริหารการจัดการ ในการปกครองตนเอง สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ ล้วนแล้วแต่เป็นแรงกดดันภาครัฐ ภาครัฐในอนาคตจะต้องเป็นภาครัฐที่มีความทนทาน ใน ๒ มิติ ใน ๒ โลก ที่ดูเหมือนขัดแย้งกันเอง คือ ๑. จะบริหารจัดการเศรษฐกิจการเมืองโลก ได้อย่างไร แต่พร้อม ๆ กันนั้นก็จะต้องมีความสามารถในการบริหารจัดการเศรษฐกิจ การเมืองระดับจุลภาค ในระดับประเทศ ในระดับท้องถิ่น ในระดับชุมชนด้วยในเวลาเดียวกัน หน้าต่อไปครับ เพราะฉะนั้นกระแสโลภาภิวัตน์นั้นมันก่อให้เกิดทั้งเรื่องที่ดีและเรื่องที่ไม่ดี ในเรื่องที่ไม่ดีก็คือมันเกิดกระแสโลภาภิวัตน์ของความเสี่ยงและภัยคุกคาม ความเสี่ยง และภัยคุกคามจากนี้ไปเป็นความเสี่ยงและภัยคุกคามในระดับโลก หรือที่เราเรียกว่า โกลบัลคอมมอนส์ (Global commons) เราเห็นในเรื่องของแม้กระทั่งเรื่องของวิกฤติเศรษฐกิจ เรื่องของวิกฤติทางการเงิน เรื่องของไคลเมตเชนจ์ (Climate change) หรือหลาย ๆ เรื่อง แม้กระทั่งที่เกี่ยวข้องในเรื่องของการก่อการร้าย หรือการเคลื่อนย้ายของผู้ลี้ภัยหรือ เรฟูจี (Refugee) ต่าง ๆ กรณีโรฮีนจาเป็นตัวอย่างที่ดี ก็เป็นสิ่งที่จะเกิดมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะฉะนั้นภายใต้โลกกระแสโลกาภิวัตน์ของความเสี่ยงและภัยคุกคามนั้น จากนี้ไป คนในโลกนั้นจะสุขด้วยกัน แล้วก็จะทุกข์ด้วยกันแล้ว เพราะฉะนั้นเราไม่สามารถ ที่จะทําการรีฟอร์ม (Reform) โดยปราศจากการที่มามองว่ามีบางอย่าง สิ่งที่เราทํา มีผลกระทบไม่ใช่แค่ตัวเราเอง แต่มีผลกระทบต่อโลก ทํานองเดียวกันสิ่งที่โลกทําบางอย่าง มีผลกระทบกับประเทศเราไม่มากก็น้อยแล้ว ขออนุญาตภาษาอังกฤษนะครับ เขาบอกว่าอินเทอร์นัลอิชชู (Internal issue) จะถูกเอกซ์เทอร์นัลไลซ์ (Externalize) แล้วก็ เอกซ์เทอร์นัลอิชชู (External issue) จะถูกอินเทอร์นัลไลซ์ (Internalize) ภายใต้โลก ที่มันเชื่อมต่อเป็นหนึ่งเดียว หน้าต่อไปครับ เพราะฉะนั้นนี่คือหน้าสุดท้ายที่ผมอยากสรุป ให้กับพวกเราว่าโลกในศตวรรษที่ ๒๑ นั้นไม่ได้มีอะไรที่แตกต่างไปจากศตวรรษเดิมหรอก เพียงแต่ว่ามีชุดของโอกาสและชุดของภัยคุกคามชุดใหม่ที่แตกต่างไปจากเดิม ที่พวกเรา ไม่เคยชิน ที่พวกเราไม่คุ้นเคยต่างหากนะครับ ที่พวกเราไม่เตรียมพร้อม แล้วก็เลยทําให้เรา รู้สึกตกใจกับมัน จริง ๆ แล้วมีชุดของโอกาสและภัยคุกคามในระดับที่มีผลต่อประเทศไทย มีผลต่อประเทศไทยในวงกว้างคือในระดับของอาเซียน (ASEAN) ระดับของเอเชีย ระดับของโลก เพราะฉะนั้นอยู่ที่ว่าเวลาเราทําการปฏิรูปก็คงจะต้องคิดอ่าน ไม่ใช่มองแต่ในด้านลบ มองแต่ในด้านที่เป็นเรื่องของภัยคุกคามเท่านั้น จริง ๆ ก็ต้องปฏิรูปในเชิงด้านที่เป็นโอกาส ในด้านบวก ก็เฉกเช่นเดียวกับเมื่อตอนอยู่กันใน สปช. เราถึงพูดในเรื่องของวาระการปฏิรูป ในส่วนหนึ่ง แล้วพร้อม ๆ กันนั้นเราก็ถึงพูดแต่เรื่องของวาระการพัฒนาในอีกส่วนหนึ่ง ซึ่งมีลักษณะที่เสริมซึ่งกันและกันครับ หน้าต่อไปครับ เพราะฉะนั้นหน้านี้คือหน้าที่ท้าทาย ประเทศไทย หน้าที่ท้าทาย สปท. ทุกท่านในห้องนี้นะครับ ผมจะขออนุญาตใช้ภาษาอังกฤษ เพราะเป็นคําที่กระชับมาก ในหนังสือโลกปรับไทยเปลี่ยนนั้นผมแบ่งประเทศออกเป็น ๔ กลุ่ม กลุ่มที่เรียกว่า ฟอร์ฟรอนต์ (Forefront) มีเอฟ (F) หมด ฟอร์ฟรอนต์ (Forefront) แล้วก็ กลุ่มฟอลโลเวอร์ (Follower) แล้วก็กลุ่มที่เป็นเฟลลิงสเตท (Failing state) แล้วก็กลุ่มที่เป็น เฟลสเตท (Failed state) แปลเป็นไทย ก็เป็นว่ารัฐชาติที่ล้ําหน้า รัฐชาติที่ตามหลัง รัฐชาติ ที่กําลังล้มเหลวและรัฐชาติที่ล้มเหลว ประเทศไทยในอดีตนั้นเคยพยายามอยากเป็นนิกส์ (NICs) อยากเป็นแนกส์ (NAICs) อยากไปเป็นประเทศที่ล้ําหน้า แต่ในที่สุดแล้วเราสะดุดขาตัวเราเองลง ณ วันนี้เรากําลังค่อย ๆ คืบคลานเปลี่ยนตัวเอง ในลักษณะที่จากประเทศที่ตามหลังกลายเป็น ประเทศที่กําลังจะล้มเหลว เพราะฉะนั้นถ้าปล่อยไว้ตามนี้ ถ้าไม่มีการปฏิรูปขนานใหญ่ อย่างเป็นระบบ แล้วก็อย่างจริงจัง เราจะกลายเป็นประเทศที่ล้มเหลวอย่างแน่นอนนะครับ ด้วยแรงปะทุจากภายใน ด้วยแรงกดดันจากภายนอกอย่างที่ผมได้เรียนไว้ เพราะฉะนั้น หน้าที่ของ สปท. ในห้องนี้ผมคิดว่าคือแนวสุดท้ายครับ ที่เห็นในภาพ เรากําลังเป็นประเทศ ที่กําลังล้มเหลวเราถึงต้องมีการปฏิวัติในวันที่ ๒๒ พฤษภาคม เพื่อหยุดไม่ให้มันไหลลงอีก มากกว่านี้ แต่เราจะทําอย่างไรที่จะทําให้เดินหน้าต่อไปนะครับ เราจะทําอย่างไรจาก ประเทศที่กําลังล้มเหลว ค่อย ๆ ขยับกลับมาสู่ประเทศที่กําลังตามหลังก็ไม่เป็นไร แต่หวังว่าวันหนึ่งเราจะสามารถทะยานไปข้างหน้าไปสู่ประเทศที่ล้ําหน้าเฉกเช่นเดียวกับ เพื่อนบ้านเราอย่างประเทศสิงคโปร์ ประเทศเกาหลีใต้ หรือประเทศมาเลเซียในปัจจุบันนะครับ เพราะฉะนั้นหน้านี้เป็นหน้าที่ผมเรียกว่าเป็นโรดแมป (Road map) ของ สปท. ถ้าจะถามผม ว่าหน้าแรก ที่จะนําเสนอ สปท. คืออะไรคือหน้านี้นะครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้คือสิ่งที่ตอนอยู่ สปช. เราได้ช่วยกันคิดขึ้นมาว่าเราจะต้องเปลี่ยนประเทศไทย ประเทศไทยอยู่ในภาวะไม่ปกติ ดังนั้นเราถึงต้องมีการปฏิรูป แต่เมื่อปฏิรูปแล้วประเทศไทยยังอยู่ในภาวะปกติพอไหม ไม่พอครับ เพราะประเทศอื่นเขาล้ําหน้าไปสู่ประเทศในโลกที่ ๑ แล้วนะครับ เพราะฉะนั้น เราจําเป็นจะต้องมีเรื่องรีฟอร์ม (Reform) ไปพร้อมกับเรื่องของทรานส์ฟอร์ม (Transform) ภาษาเดิมในอดีต สปช. ก็คือเราจําเป็นจะต้องมีการปฏิรูปแล้วก็มีวาระการพัฒนาควบคู่กันไป เพราะฉะนั้นในส่วนนี้คือการที่เรามองว่าการปฏิรูปนั้นเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา ต้องมีจุดเริ่มต้น แต่ต้องใช้เวลา ประเทศจีนใช้เวลากว่า ๓๐-๔๐ ปี จนถึงบัดนี้ก็ยังปฏิรูปอยู่อย่างต่อเนื่อง และ ณ วันนี้มีการปฏิรูปอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเน้นในเรื่องคอร์รัปชัน เน้นในเรื่องของ การปฏิรูประบบราชการมาโดยตลอด เราหวังว่าถึงวันหนึ่งการขับเคลื่อนการปฏิรูป ผ่านการที่มีวิสัยทัศน์ว่าเราอยากไปไหน กล้า ๆ ที่คิดว่าเราอยากจะไปไหน แล้วเราจะไปอย่างไร ด้วยกรอบยุทธศาสตร์ชาติ วันหนึ่งอย่างน้อยตุ๊กตาที่กําหนดไว้ก็คือมองว่า ๑๐๐ ปี ของการเปลี่ยนแปลงการปกครองนั่นคือจากปี ๒๔๗๕ มาเป็นปี ๒๕๗๕ นั้นเราหวังว่า จะกลายเป็นประเทศที่มีความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน อย่างเป็นรูปธรรมที่เกิดขึ้นอย่างแท้จริง เพราะฉะนั้นในการปฏิรูปนั้นเรามองว่าสิ่งสําคัญที่สุดที่เกาะกุมทุกสิ่งทุกอย่างนั้น ไม่ใช่ตัวปฏิรูปกันเอง แต่อยู่ที่คนของเรานั้นมีจิตสํานึกหรือมีความภาคภูมิใจในความเป็นชาติ มากน้อยแค่ไหน หลาย ๆ ประเทศเรียกร้องสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ ผมเจอหนังสืออิสราเอล วอต อิสราเอล มีนส์ ทู มี (What Israel means to me) เป็นหนังสือที่รวบรวมว่าคนยิวนั้น มีความรักในมาตุภูมิของตัวเองมากน้อยแค่ไหน ผมเห็นหนังสือชื่อเดอะ ดีไฟนิง เดอะ เนชัน (The defining the nation) คือการเรียกร้องว่าทําไมอเมริกากลับมาเป็นสังคมแห่งความฝัน ที่ทุกคนขอให้มีความฝันจะเกิดเป็นความจริงขึ้นในดินแดนแห่งอเมริกาอีกครั้งหนึ่ง สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้คือสิ่งที่สร้างได้และเรียกร้องได้ สิ่งนี้คือสิ่งที่เปราะบางที่สุด ณ ขณะนี้สําหรับมองว่า เรามีความภาคภูมิใจในความเป็นชาติอ่อนเกินไป ทุกประเทศต้องสร้างให้เกิดดิกนิตี ออฟ เดอะ เนชัน (Dignity of the nation) ให้เกิดขึ้น เพราะดิกนิตี ออฟ เดอะ เนชัน (Dignity of the nation) นั้นเป็นปฐมบทของสิ่งที่เราจะพัฒนาต่อ ถ้าไม่มีจุดร่วมคือคอมมอนกราวนด์ (Common ground) ของดิกนิตี ออฟ เดอะ เนชัน (Dignity of the nation) จะสร้างไปสร้าง คอมมอนโกล (Common goal) ได้อย่างไร เพราะฉะนั้นเมื่อมีดิกนิตี ออฟ เดอะ เนชัน (Dignity of the nation) มีคอมมอนกราวนด์ (Common ground) แล้วเราจะมาพูดถึง การพัฒนาที่สมดุลระหว่างมิติทางเศรษฐกิจ ทางสังคม ทางด้านของสิ่งแวดล้อม ทางด้าน ของทรัพยากรมนุษย์ มันเป็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นได้เมื่อทุกคนที่อยู่ในประเทศเดียวกันนั้นมีจุดยืนร่วมกัน แล้วก็เพื่อจะฝัน มีจุดร่วมที่จะเอาไปฝันร่วมกัน ตรงนี้จะขอเร็วหน่อยเพราะเป็นเรื่องรายละเอียด ว่าในแต่ละมิติของการพัฒนาทางเศรษฐกิจหรือพูดง่าย ๆ การปฏิรูปทางเศรษฐกิจนั้น จะไปตอบโจทย์เรื่องอะไรบ้าง ทํานองเดียวกับในเรื่องของการที่จะสร้างสังคมให้เกิดคุณภาพขึ้น หน้าต่อไปก็จะพูดถึงในเรื่องของสิ่งแวดล้อมที่น่าอยู่ แล้วหน้าต่อไปก็จะพูดถึงคุณภาพของมนุษย์ ทําอย่างไรให้คนไทยนั้นเป็นคนไทยเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ในเรื่องของเฮด (Head) แฮนด์ (Hand) เฮลท์ (Health) ฮาร์ต (Heart) อย่างที่พวกเราฝันอยากให้มันเกิดขึ้นนะครับ เมื่อการพัฒนาเกิดขึ้นอย่างสมดุลหลังจากนั้นเราค่อยมาตอบโจทย์ว่าจะมีตําแหน่งแห่งหน ปักหมุดว่าเราต้องการเป็นใครในเวทีโลก เราต้องการให้โลกนั้นรู้จักเราในเรื่องอะไร เราจะมีจุดเด่นในเรื่องอะไร เราเป็นโกลบัลนิช (Global niche) ในเรื่องอะไร เราจะกลายเป็น ศูนย์กลางของอาเซียน (ASEAN) ในมิติใดบ้างเป็นสิ่งที่ฝันได้ครับ ฝันได้เมื่อเรามีการพัฒนา ที่สมดุลใน ๔ มิติ แต่การพัฒนาที่สมดุลใน ๔ มิติจะเป็นไปได้ก็ต่อเมื่อประชาชนของเรา มีความปรองดองสมานฉันท์เป็นหนึ่งเดียว และมีความภาคภูมิใจในความเป็นชาติไทยร่วมกัน เพราะฉะนั้นจุดนี้คือตัวอย่างว่าประเทศไทยในรูปธรรมเราเคยมาจากโมเดลไทยแลนด์ ๑.๐ (Model Thailand 1.0) หรือประเทศไทย ๑.๐ ที่ขับเคลื่อนด้วยเกษตรกรรมมาสู่ ๒.๐ ที่ขับเคลื่อนด้วยสังคมอุตสาหกรรมเบา มาสู่ตอนนี้เรากลับขับเคลื่อนด้วยอุตสาหกรรมหนัก คําถามคือประเทศไทยจากนี้จะไปไหน หน้าต่อไปครับ การที่ประเทศไทยจะไปสู่สังคม นวัตกรรมได้นั้นเราจําเป็นต้องต่อยอดจุดแข็งของเราในอดีต พระเจ้าให้เรามา ๒ สิ่งครับ คือเรื่องของความหลากหลายเชิงชีวภาพในด้านหนึ่งคือธรรมชาติ กับความหลากหลาย เชิงวัฒนธรรมในอีกด้านหนึ่ง เพราะฉะนั้นถ้าคลี่แผ่นนี้ออกมาเราจะพบว่ามีอีกหลาย ๆ อุตสาหกรรมซึ่งประเทศอื่นไม่มีแต่เรามี แต่เราจําเป็นจะต้องเติมเต็มด้วยองค์ความรู้ เติมเต็มด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี เติมเต็มไปด้วยการวิจัยเรื่องของวิทยาการลงไป เพื่อจะทําให้ประเทศไทยนั้นเป็นสังคมเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยองค์ความรู้อย่างแท้จริงนะครับ เพราะฉะนั้นถ้าเราสามารถขับเคลื่อนไปได้ มองทิศทางเดียวกันไปได้ เราก็จะสามารถ ตอบโจทย์ที่เราต้องการตั้งโจทย์ว่าให้ประเทศไทยนั้นเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว เป็นประเทศในโลกที่ ๑ อย่างไร เป็นประเทศที่มีรายได้สูง แต่พร้อมรายได้สูงนั้นเป็นประเทศ ที่มีรายได้ที่มีความมั่งคั่งที่กระจาย ไม่กระจุก แล้วก็เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ตรงนี้ถ้าแปลง เป็นโจทย์ในเรื่องของการรีฟอร์ม (Reform) เรากําลังต้องการสร้างโกรทเอนจิน (Growth engine) หรือพลังขับเคลื่อนการเติบโตอย่างน้อย ๓ เอนจิน (Engine) ใหม่ด้วยกัน ๑. คือกรีน โกรท เอนจิน (Green growth engine) เพื่อตอบโจทย์ความเป็นมิตร กับสิ่งแวดล้อม ๒. อินคลูซีฟ โกรท เอนจิน (Inclusive growth engine) เพื่อตอบโจทย์ ความมั่งคั่งที่กระจาย และ ๓. คือโปรดักทีฟ โกรท เอนจิน (Productive growth engine) เพื่อตอบโจทย์การที่จะทําให้เรามีรายได้ที่มากขึ้น หน้าต่อไปครับ หน้านี้เป็นหน้าที่ สําคัญมาก หน้านี้สําคัญตรงที่ว่าในอดีตนั้นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งโดยส่วนใหญ่ มาแล้วก็ไป ส่วนใหญ่อยู่สั้น เพราะฉะนั้นการที่อยู่สั้นส่วนใหญ่แล้วก็ต้องฟังเสียงประชาชน ก็ต้องการเอาใจว่าประชาชนต้องการอะไร เอาสิ่งนั้นมากลายเป็นนโยบาย แล้วก็พาด เหมือนกับบันไดลิง คือพาดไปแล้วก็ไต่ขึ้นไปเพื่อตอบโจทย์ประชาชนในสิ่งที่ประชาชนต้องการ เมื่อถึงวันหนึ่งเกิดคอร์รัปชัน หรือว่าถึงวันหนึ่งไม่แข็งแรงถูกเตะลงมาก็ล้มลงไป รัฐบาลใหม่ มาเอาบันไดลิงไปพาดที่ไหนก็ตามตามที่ประชาชนนั้นต้องการ อันนี้ถามว่าผิดไหม ไม่ผิดนะครับ แต่มันไม่พอ ประเทศไม่มีวันต่อเนื่องถ้ามัวแต่มองในด้านใดด้านหนึ่งเพียงด้านเดียว ปัญหาของประเทศเราก็คือว่าถ้าอยากจะไปต่อในประเทศที่มองไกลไปถึงเป็นประเทศ ที่มีวิสัยทัศน์ของการเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วของการที่เป็นประเทศในโลกที่ ๑ เราจําเป็น จะต้องมียุทธศาสตร์ที่ชัดเจน เป็นยุทธศาสตร์ที่ต่อเนื่อง มีจุดมุ่งหมาย หรือวิสัยทัศน์ หรือเป้าหมายที่ชัดเจน ตรงนี้เปรียบเปรยเหมือนงูที่อยู่ในอุโมงค์ หรือที่เราเรียกว่าสเนค อิน เดอะ ทันเนล (Snake in the tunnel) นั่นก็คือตัวของการพาดไปของอุโมงค์บอกทิศทาง แต่ความกว้างของอุโมงค์คาบกว้างนั้นคือบอกกรอบยุทธศาสตร์ เพราะฉะนั้นยุทธศาสตร์ จะต้องไม่แคบเกินไปจนกระทั่งงูที่อยู่ข้างในนั้นอึดอัดที่จะเดิน แล้วก็ไม่กว้างจนเกินไป ที่ไม่รู้จะเดินไปทางไหน งูนั้นก็เปรียบเหมือนนโยบายรัฐบาลที่เขายังมีดีกรี ออฟ ฟรีดอม (Degree of freedom) หรือมีอิสระเพียงพอ ตราบใดที่อยู่ในกรอบยุทธศาสตร์ที่วางไว้ แล้วก็ไปสู่ทิศทางที่ทุกคนต้องการ เพราะฉะนั้นตรงนี้กรอบยุทธศาสตร์ชาติจึงต้องเป็นกรอบ กว้าง ๆ ที่ทุกคนนั้นมีความเห็นพ้องต้องกัน แล้วเป็นฉันทามติที่ไม่ว่ารัฐบาลไหนมาก็ตาม จําเป็นจะต้องยืนตามกรอบอันนี้เพื่อนําพาประเทศหลุดพ้นจากกับดักต่าง ๆ ที่ผมได้เรียนไว้ เพื่อนําพาประเทศไปสู่โลกที่ ๑ ให้จงได้ ในหน้าต่อไปครับ เพราะฉะนั้นนี่คือตัวอย่าง ของการคลี่ออกไปว่าการวางยุทธศาสตร์นั้นเป็นการมองไกลออกไปในระดับหนึ่ง เรามีแผน สภาพัฒน์ซึ่งปกติมอง ๕ ปี ณ วันนี้เราเริ่มจะมีแผนสภาความมั่นคง ก็มองประมาณ ๕ ปี แต่สิ่งที่เราขาดคือการมองแผนระยะยาว ๒๐ ปีเป็นอย่างน้อย เพราะฉะนั้นผมมองว่ารัฐบาล ชุดนี้แล้วก็รัฐบาลที่ต่อจากชุดนี้ใน ๕ ปีแรกจําเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเป็นรัฐบาลที่มีภารกิจเฉพาะ ที่ทําหน้าที่วางรากฐานของประเทศอย่างแท้จริง เพื่อให้การขับเคลื่อนวาระการปฏิรูป หรือวาระการปรับเปลี่ยน คือเรื่องของรีฟอร์ม (Reform) กับทรานส์ฟอร์ม (Transform) นั้น ให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งเกิดผลสัมฤทธิ์และเกิดโมเมนตัม (Momentum) ของการเปลี่ยนแปลงในการที่ประเทศเริ่มขยับปรับเปลี่ยนจากโลกที่ ๒ ที่เราเป็นอยู่ ไปสู่โลกที่ ๑ ในอนาคต หน้าต่อไปครับ เพราะฉะนั้นถ้าถามผมว่าภารกิจสําคัญของรัฐบาลชุดนี้รวมถึง สปท. รวมถึง สนช. แล้วก็รัฐบาลชุดต่อไปในระยะแรก ๆ นั้นหลังการเลือกตั้งจะมีภารกิจอะไร ผมบอก ได้ว่าสําหรับผมนําเสนออย่างน้อยต้องมีภารกิจใน ๒ ด้านไปพร้อม ๆ กัน ในด้านหนึ่ง คือการซ่อมแซมประเทศ ในอีกด้านหนึ่งคือการสร้างเสริมประเทศ การซ่อมแซมประเทศนั้น มันมี ๓ สิ่งที่เมื่อสักครู่ผมได้เรียนนําเสนอแล้ว และผมเชื่อว่าใน สปช. ใน สปท. ทุกคนก็รับรู้ สิ่งนี้ เพียงแต่จะตีโจทย์สิ่งนี้ออกจากนามธรรมให้เป็นรูปธรรมที่จับต้องได้และเกิดผลสัมฤทธิ์ อย่างไร อันประกอบด้วย ๑. จะลดความเหลื่อมล้ําลงได้อย่างไร ทั้งความเหลื่อมล้ําในโอกาส ความมั่งคั่ง และในเรื่องของอํานาจ ๒. จะลดทุจริตคอร์รัปชันลงได้อย่างไร ๓. จะลด ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นลงได้อย่างไร เพราะฉะนั้นนี่คือการซ่อมแซมประเทศ แต่อย่างที่เรา ทราบกันดีซ่อมอย่างเดียวไม่พอคนอื่นเขาไปถึงไหนแล้ว เพราะฉะนั้นเราต้องสร้างเสริม ประเทศ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าภารกิจสําคัญอีกส่วนหนึ่งที่มีความสําคัญอย่างยิ่งยวดก็คือ ประกอบด้วย ๑. การศึกษาและทุนมนุษย์ ไม่มีใครปฏิเสธครับ แต่จะทําอย่างไรให้มันเกิด แต่มันก็เป็นโพรเซส (Process) ที่ต้องใจเย็น แต่ต้องเป็นโพรเซส (Process) ต้องอดทน เป็นโพรเซส (Process) ที่ต้องคิดการใหญ่แล้วก็เกาะให้ติดกัดไม่ปล่อยเพื่อจะทําให้ เริ่มเห็นโมเมนตัม (Momentum) ในระยะ ๓-๕ ปี หรือ ๑๐ ปีข้างหน้า การศึกษา ไม่ใช่เป็นเรื่องง่ายที่จะทําแล้วเห็นผลใน ๓ วัน ๖ วัน ใน ๑ ปี ๒ ปี อย่างแน่นอนที่เรา ทราบกันดี แต่การศึกษาอย่างเดียวพอไหม ไม่พอนะครับ โลกในอนาคตนั้นเขาไปถึงไหนกันแล้ว เพราะฉะนั้นถ้าเราไม่ลงทุนในวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมตั้งแต่วันนี้เราไปไม่ได้ หรอกครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้คือเรื่องที่ ๒ ที่จะต้องทําเพื่อเสริมสร้างประเทศไปข้างหน้า เรื่องที่ ๓ พร้อม ๆ กันนั้นคือเรื่องของปากท้อง เรื่องของเศรษฐกิจ สังคม ที่เราจําเป็นจะต้อง ปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจ สังคม ในทิศทางที่ก่อให้เกิดรายได้ที่เพิ่มขึ้นแต่เป็นรายได้ ที่กระจาย แล้วก็เป็นรายได้หรือสิ่งที่ทําขึ้นมานั้นเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม คือมันสามารถ ตอบโจทย์ทั้งความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนได้นะครับ เพราะฉะนั้น ๒ อันนี้สําคัญพอ ๆ กัน เราจะสร้างโดยไม่ซ่อมก็ไม่ได้ เราจะซ่อมแต่ไม่สร้างก็ไม่ได้ มันต้องไปพร้อมกัน แต่ปมสําคัญ ที่เคยถกกันในสมัยที่อยู่ สปช. ก็คือว่าถ้ามี ๓๗ วาระการปฏิรูป และ ๖ วาระการพัฒนา ถ้าคัดขึ้นมาสัก ๑ อันและสําคัญที่สุดแล้วจะไม่มีใครเถียงเลยคือเรื่องอะไร ในที่สุดแล้วหนีไม่พ้น ๒ เรื่อง เรื่องหนึ่งคือการศึกษาไม่มีใครเถียงแต่อีกเรื่องหนึ่งคือกลไกภาครัฐ แต่ผมกลับมองว่า ถ้าเราไม่ทํากลไกให้ดี การศึกษาคิดให้ได้ก็ทําไม่ได้ เพราะฉะนั้นเรื่องที่ผมคิดว่า สปท. จะต้องให้ความสําคัญอย่างยิ่งยวดเป็นคานงัดเกือบทุกอย่างของการปฏิรูปคือเรื่อง การปรับเปลี่ยนกลไกภาครัฐ เพราะฉะนั้นตรงนี้มีเปเปอร์ (Paper) หนึ่งที่ผมได้ทิ้งเอาไว้ ในเรื่องของวิสัยทัศน์ยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนประเทศและกลไกการปรับเปลี่ยนภาครัฐ ผมเข้าใจว่าเป็นเอกสารชิ้นหนึ่งที่อยู่ใน สปช. อยู่แล้ว ต่อครับ ที่เหลือก็เป็นแค่ลองดูว่า ถ้ากล้า ๆ คิดประเทศไทยจะเป็นอย่างไร ถ้าเราปฏิรูปสําเร็จประเทศไทยจะค่อย ๆ เปลี่ยนในหลายมิติ จากประเทศรายได้ปานกลางที่กระจุกกลายเป็นประเทศรายได้ปานกลาง ที่กระจายใน ๕ ปีแรกเราก็น่าจะพอใจแล้ว แต่หลังจากนั้นจะกลายเป็นประเทศที่รายได้สูง และเป็นรายได้สูงอย่างถ้วนทั่ว นี่คืออัลติเมตโกล (Ultimate goal) นี่คือวัตถุประสงค์ เป้าหมายสุดท้ายที่เราต้องการต่างหาก ทํานองเดียวกันต้องกล้า ๆ คิดว่าถึงวันหนึ่งเราจะต้อง มีบรรษัทข้ามชาติเหมือนคนอื่นเพราะโลก ณ วันนี้ต่อสู้กันบนเวทีโลกแล้วเรายังมีบรรษัทข้ามชาติ นับได้ ๑ บรรษัทหรือ ๒ บรรษัทเอง เป็นไปได้ไหมว่าถึงวันหนึ่งเราจะมี ๑๐ บรรษัท มี ๑๐๐ บรรษัท ทําอย่างไรที่ให้เมืองของประเทศไทย บางเมืองที่เขาอยากจะไปแข่งกับโลก สามารถเป็นเมืองระดับภูมิภาค ในระดับอาเซียน (ASEAN) หรือเป็นเมืองระดับโลก เฉกเช่นเดียวกับประเทศสิงคโปร์ที่พยายามจะทําให้ตัวเองนั้นเป็นโกลบัลซิตี (Global city) หน้าต่อไปครับ ในทํานองเดียวกันส่วนที่เหลือพวกท่านก็เอาไปอ่านเอง เดี๋ยวผมจะทิ้งเอกสาร ฉบับนี้ไว้ให้ ไม่ว่าในเรื่องโลจิสติกส์ (Logistics) ไม่ว่าเรื่องตลาดทุน เราต้องการฝัน เราฝันได้ถ้าสามารถที่จะเริ่มต้นการปฏิรูปอย่างถูกต้อง อย่างเป็นจริงเป็นจัง และอย่างอดทน ต่อครับ เฟส (Phase) ที่เหลือก็เป็นมิติจากเศรษฐกิจมาสู่มิติสังคม ต่อไปครับ ก็เป็นมิติ ทางด้านชุมชน แล้วมาสู่สุดท้ายก็คือมิติทางด้านสิ่งแวดล้อม ในหน้าต่อไปครับ เพราะฉะนั้น ตรงนี้ผมคงไม่อธิบายมากมายนะครับ หน้าต่อไปครับ ทั้งหมดนี้ถึงวันหนึ่งอยู่ที่ว่าเราจะปฏิรูป เป็นมีน (Mean) แต่ต้องถามว่าเอนด์ (End) คืออะไร เมื่อมีน (Mean) มีเอนด์ (End) อะไรคือควิกวิน (Quick win) แล้วเมื่อไรที่เป็นสมอลวิน (Small win) ที่ให้เรารู้สึก มีกําลังใจ แต่สมอลวิน (Small win) มันจะต้องเป็นคานงัด จะต้องนําไปสู่การกระเพื่อม ครั้งใหญ่ในเวลาต่อมา แต่ทั้งหมดมันต้องถามว่าแอท ดิ เอนด์ (At the end) คือในวันสุดท้าย เราต้องการอะไร เราต้องการให้ประเทศไทยนั้นมีรายได้ต่อหัวเท่าไร กล้า ๆ คิด เราต้องการ ที่ทําให้เรามีจีดีพี (GDP) จีเอ็นพี (GNP) เท่าไรต้องกล้า ๆ คิด เราต้องการให้ความเหลื่อมล้ํา ของเราลดลง เมื่อเขาวัดด้วยจีนี โคเอฟฟิเชียนต์ (Gini coefficient) ให้อยู่ในมาตรฐานเดียวกับ โออีซีดี (OECD) สมมุตินะครับ เราก็ต้องกล้า ๆ คิด ในหน้าต่อไปครับ ก็เฉกเช่นเดียวกับ เรื่องอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นมิติทางด้านของวิจัยพัฒนา เรื่องของความยากง่ายในการทําธุรกิจ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกัฟเวิร์นเมนต์รีฟอร์ม (Government reform) ในเรื่องของการที่ว่า บิซิเนสอีสซิง (Business easing) จะไปตอบโจทย์ให้เอกชนนั้นเกิดขีดความสามารถ ในการแข่งขันบิซิเนสอีสซิง (Business easing) จะทําให้เกิดความรู้สึกว่าประเทศอื่น ๆ อยากมาลงทุนกับเรา เพราะฉะนั้นนี่คือสิ่งต่าง ๆ ที่รัฐบาลชุดนี้ ณ วันนี้หยิบเอาเรื่องของ อีส ออฟ ดูอิง บิซิเนส (Ease of doing business) มาเป็นส่วนหนึ่งในการวัดผล ในการปฏิรูประบบราชการด้วยเช่นกันนะครับ ต่อครับ เพราะฉะนั้นเรื่องอื่นก็เป็นเรื่องของ การศึกษา เรื่องของทรัพยากรมนุษย์ ปัญหาต่าง ๆ ไม่ว่าคุณแม่วัยใสจะหมดไปอย่างไร เมื่อเรามีการปฏิรูป แล้วก็มีความคิดอ่านที่มองไปข้างหน้าอย่างจริงจัง หน้าต่อไปครับ เพราะฉะนั้นทั้งหมดนี้จบอยู่ที่หน้านี้หน้าเดียว เราจําเป็นจะต้องปฏิรูป เราจําเป็นจะต้องมี การปรับเปลี่ยน คือมีทั้งรีฟอร์ม (Reform) และมีทั้งทรานส์ฟอร์ม (Transform) แต่การปฏิรูปและการปรับเปลี่ยนอย่างไร้ทิศทางไม่มีประโยชน์นะครับ ดังนั้นเราถึงต้องมี ยุทธศาสตร์ชาติ เพราะว่าการปฏิรูปและการปรับเปลี่ยนมันไม่ใช่ใช้เวลาอยู่เพียงแค่เวลาปีสองปี ที่พวกท่านอยู่ แต่อาจต้องใช้เวลาอีก ๑๐ ปี ๒๐ ปี ๓๐ ปี จากนี้ไปเป็นคอนตินิวอัสโพรเซส (Continuous process) เพราะฉะนั้นยุทธศาสตร์จะเป็นตัวเกียร์ (Gear) ว่าเราจะไปอย่างไร แล้วก็ไปไหน นั่นก็คือเรื่องวิสัยทัศน์ประเทศไทยไปในจุดที่ทุกคนมีความฝันร่วม ไม่มีใครเถียงว่า จะต้องไปสู่จุดนั้น แต่ทั้งหมดจะต้องทําให้คนของเรานั้นตระหนักถึงผลประโยชน์ของชาติ เป็นสําคัญ ไม่ใช่ผลประโยชน์ของตัวเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นผลประโยชน์ชาติในบริบท ของโลกว่าทั้งหมดที่เราจะสร้างความมั่งคั่งไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทย ไม่ใช่มองการปฏิรูป อยู่ในลักษณะที่มันอินวาร์ดโอเรียนเต็ด (Inward oriented) แต่ต้องกล้ามองทั้งโลกแล้วว่า เราจะสามารถใช้ประโยชน์โลกนี้ในทิศทางที่จะทําให้เกิดความพอกพูน มีสุขกับคนของเรา เริ่มไปพร้อม ๆ กับความมั่งคั่ง หรือแชร์พรอสเพอริตี (Share prosperity) กับคนของโลก กับประชากรโลกด้วยในเวลาเดียวกัน เพราะฉะนั้นในเปเปอร์ (Paper) แรกผมขอจบ ด้วยเพียงเท่านี้นะครับ ผมมีอีกเปเปอร์ (Paper) หนึ่งสั้น ๆ ที่พูดถึงเรื่องของว่าทาง สปท. จะทํางานร่วมกันกับรัฐบาลจากนี้ไปอย่างไร ขออนุญาตอีกไม่เกิน ๑๐ นาที ขอเปเปอร์ (Paper) อีกเปเปอร์ (Paper) หนึ่ง เปเปอร์ (Paper) นี้เมื่อเช้าเพิ่งคุยกันที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้พูดไว้ ก็คือเรามองอย่างนี้ครับ เป็นแม่น้ํา ๕ สายอย่างที่พวกเราเห็นมี สปท. มี สนช. รัฐบาล คสช. แล้วก็มีคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญในส่วนของรัฐบาลเอง ณ วันนี้เรากําลังแบ่งงานกันใหม่ มองว่าเรากําลังผนวกเรื่องของการขับเคลื่อน เรื่องของการปฏิรูป แล้วเรื่องของการบริหาร ราชการร่วมกัน เมื่อก่อนเรามองว่าความเป็น ครม. นั้นน่าจะไปเน้นเรื่องเอกซ์เซกคิวทีฟแอกชัน (Executive action) คือเรื่องบริหารราชการหรือเปล่า แต่ ณ วันนี้เมื่อก่อนเราบอกว่า ในเรื่องปฏิรูปน่าจะให้ สปช. ในอดีตนะครับ แล้วก็ในเรื่องอะไร แต่ ณ วันนี้เรามองว่าทุก ๆ ภาคส่วนจําเป็นจะต้องมีองค์ประกอบของความเป็นการปฏิรูป เรื่องของการปฏิรูปอยู่ในตัว เพราะฉะนั้นเรากําลังมองในเรื่องของการปฏิรูป แต่ไม่ใช่คิดอ่าน เฉพาะเรื่องของปฏิรูปบนเปเปอร์ (Paper) จะต้องขับเคลื่อนให้ได้ เมื่อขับเคลื่อนแล้วถึงวันหนึ่ง จะต้องอยู่ในรูทีนเบส (Routine based) ก็คือเป็นเรื่องของการบริหารราชการตามปกติให้ได้ เพราะฉะนั้น ณ วันนี้จะมีการปฏิรูปขับเคลื่อนและการบริหารราชการนั้นออกเป็น ๒ มิติ มิติในแนวตั้งกับมิติในแนวนอน มิติในแนวนอนก็คือมิติที่เรากําลังทํางานบนพื้นที่กับ ภาคประชาชน ยกตัวอย่างเช่น ผ่านกองทุนหมู่บ้าน ผ่านเรื่องต่าง ๆ ที่เราลงไปสู่ระดับ ของฐานรากนะครับ ซึ่งตรงนี้ได้มอบหมายให้ท่านสุวพันธุ์เป็นประธานในการขับเคลื่อนในส่วนนี้ ส่วนมิติในแนวตั้งที่ออกมาตามกระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ เพื่อทําการขับเคลื่อนปฏิรูป และบริหารราชการนั้น ท่านนายกรัฐมนตรีได้แบ่งออกเป็น ๖ ด้านสําคัญ ๆ ครับ คือด้าน ทรัพยากรมนุษย์ ก็มอบหมายให้ท่านประจินเป็นผู้ขับเคลื่อน ด้านเศรษฐกิจทั้งหมดก็เป็น ท่านสมคิด ด้านระบบราชการทั้งหมด บริหารระบบราชการ ปฏิรูประบบราชการ ขับเคลื่อน ระบบราชการทั้งหมดก็เป็นท่านวิษณุ แล้วด้านสาธารณสุขเป็นท่านณรงค์ ด้านความมั่นคง ก็เป็นด้านของท่านประวิตร แล้วก็ด้านการท่องเที่ยวเป็นเรื่องของท่านธนะศักดิ์ เพราะฉะนั้น ทั้งหมดนี้คือแนวตั้ง แล้วก็ทั้งหมดลงมาสู่แนวนอนนั้น ไปสู่พื้นที่นั้น เรากําลังทํางานภายใต้ แนวคิดของประชารัฐ ประชารัฐคือการผนึกกําลังร่วมของภาครัฐ เอกชน และภาคประชาชน โดยที่เมื่อลงไปประชารัฐในแนวนอนคือลงไปสู่ระดับพื้นที่นั้น ผู้ว่าราชการจังหวัดจะเป็น ด่านหน้าสําคัญที่จะขับเคลื่อนผ่านกลไกต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของส่วนราชการท้องถิ่น การปกครองท้องถิ่น หรือเรื่องของพลเมือง ตํารวจ ทหาร เรื่องของศูนย์ปฏิบัติการอําเภอ รวมถึงการผนึกกําลังของภาคเอ็นจีโอ (NGOs) หรือภาคประชาสังคม กับภาคเอกชน และภาคประชาชนเป็นสําคัญ เพราะฉะนั้นนี่คือ ๖ ด้านสําคัญ ๆ ที่มีการรีกรุป (Regroup) ล่าสุด ที่จะทําหน้าที่ทั้งบริหารราชการ ขับเคลื่อน และทําการปฏิรูปไปพร้อม ๆ กันก็เป็นภาพ ที่ให้เห็นชัด ขยายภาพให้ชัดขึ้นจากภาพเมื่อสักครู่นี้ หน้าต่อไปคือหน้าที่ต่อไปนะครับ เท่าที่ฟังโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อสักครู่นี้ก่อนมาผมก็ได้มีโอกาสหารือกับท่านรัฐมนตรีประจํา สํานักนายกรัฐมนตรี ท่านสุวพันธุ์นะครับ จากนี้ไปเราจะทํางานอย่างใกล้ชิดระหว่าง สปท. สนช. และรัฐบาล คือ ครม. โดยการที่มาหารือกันในลักษณะที่ขอใช้ภาษาอังกฤษ ก็คือ อินเตอร์แอคทีฟ (Interactive) เอาโจทย์มานั่งคุยกันว่าตอนนี้ สปท. กําลังทําอะไร และทาง ครม. กําลังทําอะไร แล้วเราจะมาแชร์กัน มาร่วมกันในลักษณะที่มีการสื่อสารกันผ่านกลไก ของการประสานที่มากขึ้น เพราะฉะนั้นตรงนี้คือรูปธรรมที่มองว่าเรากําลังขับเคลื่อนเรื่องอะไร แล้วทางรัฐบาลในส่วนของ ครม. กําลังทําวาระปฏิรูป ซึ่งส่วนใหญ่แล้วอินพุต (Input) นั้น ส่วนใหญ่มาจากทาง สปช. ในอดีตที่ส่งมา เรากําลังทําเรื่องอะไรบ้างนะครับ ผมขอยกตัวอย่าง กรณีใน ๖ คณะ

ในคณะที่ ๑ เรื่องการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และระบบการศึกษา ท่านประจิน จะถูกมอบหมายให้ดูในแง่ของการขับเคลื่อน ในเรื่องของการขับเคลื่อนการปฏิรูปและบริหาร ราชการแผ่นดินในมิติทางสังคม พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การศึกษา สถาบันครอบครัว และแรงงาน ก็มีวาระการขับเคลื่อนชุดใหญ่อยู่ชุดหนึ่ง มีวาระการปฏิรูปชุดใหญ่อีกชุดหนึ่ง และจะทํางานการบริหารราชการ ภายใต้คณะกรรมการชุดต่าง ๆ ที่อยู่ข้างท้าย เป็นต้น ผมคงไม่อ่านลงในรายละเอียด

เฉกเช่นเดียวกับคณะที่ ๒ ในหน้าต่อไปครับ ก็จะเป็นเรื่องของเศรษฐกิจ ซึ่งท่านสมคิดก็จะเป็นคนที่ทําหน้าที่ขับเคลื่อน ปฏิรูป และบริหารราชการแผ่นดิน ก็มีวาระการขับเคลื่อนเพราะเป็นเรื่องเศรษฐกิจ เพราะฉะนั้นจะมีเรื่องวิสาหกิจชุมชน เรื่องวิสาหกิจเพื่อสังคม เรื่องของเขตเศรษฐกิจพิเศษ หรือเรื่องซูเปอร์คลัสเตอร์ (Super cluster) อย่างที่พวกเราได้ยินได้ฟัง แม้กระทั่งวันนี้เรากําลังเริ่มพูดถึงเรื่องการชิพ เอส เคิร์ฟ (Ship s-curve) ผ่านอุตสาหกรรม แห่งอนาคต ผ่านสิ่งที่เราเรียกว่าเป็นนิว โกรท เอนจิน (New growth engine) อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็จะขับเคลื่อนผ่านคณะกรรมการชุดต่าง ๆ แล้วก็ระบบราชการ ผ่านกระทรวง ทบวง กรม อย่างที่พวกเราทราบกันดี ในทํานองเดียวกับชุดที่ ๓ ก็คือท่านวิษณุ ก็จะมีวาระขับเคลื่อนอยู่เซตหนึ่ง วาระการปฏิรูปอยู่เซตหนึ่ง แล้วก็ขับเคลื่อนบริหารราชการ ปกติอีกเซตหนึ่งด้วยเช่นกัน ก็จะเป็นอย่างนี้นะครับ ถัดไปก็คือคณะที่ ๔ เรื่องของสาธารณสุข ก็เช่นกัน คณะที่ ๕ ก็จะเป็นเรื่องของความเหลื่อมล้ํา ความมั่นคง ทรัพยากรธรรมชาติ และปัญหาเร่งด่วน อย่างเช่นเรื่องไอเคโอ (ICAO) เรื่องของไอยูยู (IUU) ปัญหายาเสพติด เรื่องของการค้ามนุษย์เรื่องของการติดอยู่ในไพรออริตี วอทช์ ลิสต์ (Priority watch list) ของประเทศสหรัฐอเมริกาในเรื่องของการละเมิดสิทธิทางปัญญา อย่างนี้เป็นต้น รวมถึง สิ่งต่าง ๆ ที่จะมีผลในเรื่องของภัยแล้ง ในเรื่องของอุบัติภัยในเรื่องของการบริหารจัดการ ทรัพยากรน้ําหรืออะไร เป็นต้น ก็จะอยู่ภายใต้ชุดท่านประวิตรซึ่งจะดูทั้งมิติของการขับเคลื่อน มิติของการปฏิรูป แล้วก็มิติของการบริหารราชการตามปกติด้วยในเวลาเดียวกัน ทํานองเดียวกับ ชุดที่ ๖ หน้าต่อไปก็จะเป็นเรื่องของด้านท่องเที่ยว วัฒนธรรม และการกีฬาเช่นกันนะครับ ผมเข้าใจว่ามีหน้าที่ ๗ เดี๋ยวขอหน้าต่อไป หมดแล้วนะครับ เพราะฉะนั้นทั้งหมดนี้ก็อยากจะ เรียนว่านี่คือความคืบหน้าของรัฐบาลภายใต้ ๑ ในแม่น้ํา ๕ สาย ว่า ณ วันนี้เราคิดว่ามันอยู่ใน ระยะที่ ๒ ของการปฏิรูปแล้ว ในระยะที่ ๑ นั้นท่านนายกรัฐมนตรีได้แจกแจงมาว่าเอาตั้งแต่ วันที่ ๒๒ พฤษภาคม จวบจนไปถึงวันที่ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๕๘ แต่จากนี้ไปคือตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๘ ไปจนถึงวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๖๐ นั้น เราจะถือว่าเป็นช่วงระยะที่ ๒ ของการปฏิรูปนะครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้คือสิ่งต่าง ๆ ที่ทาง ครม. ก็เริ่มจัดวางระบบต่าง ๆ เพื่อขับเคลื่อน เพื่อปฏิรูป แล้วก็เพื่อบริหารราชการไปพร้อม ๆ กัน ผมคิดว่าเป็นมิติใหม่ ที่อยากจะเรียนให้กับพวกเรา ท่านผู้มีเกียรติ สปท. ในที่นี้ว่านี่คือสิ่งที่รัฐบาลพยายาม จะทํา แล้วทั้งหมดนี้ท่านนายกรัฐมนตรีย้ําอยู่เสมอว่าถึงวันนี้เราจําเป็นจะต้องมีสิ่งที่ มองประเทศในระยะยาว ในระยะที่จะไปตอบโจทย์เรื่องของความมั่งคั่ง มั่นคง แล้วก็ ความยั่งยืนอย่างแท้จริง เราจึงจําเป็นจะต้องมีเรื่องของวิสัยทัศน์ เพราะฉะนั้นควบคู่ไปกับ การขับเคลื่อนต่าง ๆ ดังกล่าว ท่านนายกรัฐมนตรีก็ได้ตั้งคณะกรรมการเรื่องของการจัดทําวิสัยทัศน์ ในระยะ ๒๐ ปีขึ้น ซึ่งนําโดยท่าน พลเอก วิลาศ ซึ่งก็คือท่านเลขาธิการนายกรัฐมนตรี แล้วผมก็มีส่วนในการเป็นกรรมการในชุดนี้ด้วย ผมคิดว่าทั้งหมดนี้คือสิ่งต่าง ๆ ที่อยากจะ กราบเรียนพวกเราใน สปท. นะครับว่าเรื่องของวิสัยทัศน์ เรื่องของยุทธศาสตร์ชาติ เรื่องของการปฏิรูป เรื่องของการปรับเปลี่ยน แล้วก็ตลอดจนเรื่องของสิ่งที่รัฐบาลพยายาม จะเน้นเป็นรีฟอร์ม อิน แอกชัน (Reform in action) โดยการผนวกเอาเรื่องของการขับเคลื่อน การปฏิรูปและการบริหารจัดการเข้าด้วยกัน ณ ขณะนี้นั้นเป็นสิ่งที่สะท้อนความตั้งใจจริง ของท่านนายกรัฐมนตรี แล้วก็ทุกท่านที่เราเชื่อว่าเราจําเป็นจะต้องมีการปฏิรูปเพื่อปรับเปลี่ยน ประเทศไทย ไม่อย่างนั้นเราจะอยู่ไม่ได้ แล้วผมเชื่อว่าถ้าเรามาด้วยความตั้งใจที่มุ่งมั่นแล้วก็ เอากันอีกสักตั้งหนึ่งผมเชื่อว่าเราน่าจะสามารถที่เปลี่ยนแปลงสังคมไทยเพื่อให้ลูกหลาน ของพวกเรามีชีวิตที่ดีขึ้นเป็นประเทศที่มีศักดิ์ศรีในเวทีโลกในอนาคตครับ ขอบพระคุณมากครับ

(การประชุมดําเนินมาถึงตอนนี้ นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง ได้ลงจากบัลลังก์ โดยมอบให้ นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง ปฏิบัติหน้าที่แทน)
นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบพระคุณมากค่ะท่านสุวิทย์ เมษินทรีย์ นะคะ ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงพาณิชย์ ท่านก็ได้พรีเซนต์ (Present) เรื่องวิสัยทัศน์ ยุทธศาสตร์ แล้วก็การปรับเปลี่ยน กลไกของรัฐ ท่านสมาชิกคะ ต่อไปนี้ดิฉันขอเรียนเชิญท่านสมาชิกอภิปรายแสดงความคิดเห็น ต่อสิ่งที่ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ได้กรุณานําเสนอให้พวกเรา จะใช้วิธียกมือก็ได้ค่ะ เชิญท่านกษิตค่ะ แล้วท่านอื่น ๆ เสนอชื่อมาล่วงหน้าก็ได้นะคะ เชิญค่ะ

นายกษิต ภิรมย์ 🔗

ขอบคุณครับท่านประธาน ผม กษิต ภิรมย์ สปท. เบอร์ ๗ ก็รู้จักท่านรัฐมนตรีพอสมควรนะครับ แต่ฟังดูทั้งหมดแล้วเสมือนว่า ครม. และรัฐบาลนี้จะอยู่ไปอีก ๒๐ ปี อันนี้ต้องระมัดระวังนิดหนึ่งนะครับ แล้วผมก็ยังมีความเชื่อมั่น ว่าอย่างไรก็ต้องพูดกับพรรคการเมืองครับท่านประธาน เพราะว่าอันนี้เป็นสิ่งที่ทาง ข้าราชการประจําทําขึ้นมาให้กับคณะรัฐบาลแล้วก็ คสช. และถ้าเผื่อไม่มีการโยงใยกันวันนี้ เมื่อไม่มีการเลือกตั้งมันจะเป็นปัญหาอย่างใหญ่หลวง อันนี้ผมก็ขอฝากไว้เท่านั้นเองว่า จะทําอย่างไรเพื่อให้มีการถ่ายทอดข้อมูลแล้วก็ความคิดเห็นนี้ไปที่ฝ่ายการเมืองเป็นสําคัญ กับอันที่ ๒ ก็เสมือนกับว่าท่านคิดเองเออเองด้วย แล้วถ้าเผื่อจะมีแวดวงวิชาการแล้วก็ โดยเฉพาะธนาคารโลก สถาบันไอเอ็มเอฟ (IMF) ธนาคารเพื่อพัฒนาเอเชีย แล้วก็หน่วยงาน ในสหประชาชาติเขาจะคิดเห็นและให้ข้อต่างจะได้ไหม อันนี้เป็นเรื่องที่สําคัญ เพราะผม ไม่ค่อยแน่ใจว่าทั้งหมดจะถูกต้อง อาจจะไม่พูดว่าถูกต้อง อาจจะไม่ดีว่ามันไปได้หรือ ในการที่จะนําพาประเทศไทยต้องมีคนมาติมาชมด้วยไม่อย่างนั้นก็คิดเองเออเอง แล้วก็จะ มาทํางานกันทั้งแม่น้ํา ๕ สาย และบอกทุกคนต้องอยู่ในลู่เดียวกันมันเป็นการกดความคิด ความอ่านที่จะให้แตกต่างกันลงไปได้ แล้วในเรื่องการจัดลําดับความสําคัญก็เป็นเรื่องที่สําคัญ ในแนวตั้งนั้นท่านบอกว่า ๖ สายใช่ไหมครับ รองนายกรัฐมนตรี คราวนี้ผมก็ถามว่าแล้ว ครม. จะต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปอีก ๒๔ เดือน แต่ว่ามาขับเคลื่อนปฏิรูปด้วย ขณะที่เรา ก็มีสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ งานซ้อนกันหรือเปล่า มันอย่างไรที่จะไปด้วยกันอย่างไร เพราะว่าเราต้องการ ครม. เพื่อจะตัดสินลงมติกับสิ่งที่เราจะเสนอขึ้นไปแล้วก็สั่งการให้มีผล ในการปฏิบัติเพื่อจะแก้ประเด็นปัญหาต่าง ๆ ที่ประเทศไทยได้เผชิญอยู่ดังที่ท่านรัฐมนตรีสุวิทย์ ได้กล่าวไว้นะครับ และที่สําคัญก็คือผมค่อนข้างจะสะดุ้งสักนิดหนึ่งกับคําว่าประเทศไทย อยู่ในช่องว่างแล้วก็ประเทศไทยจะเป็นเฟลสเตท (Failed state) ผมไม่ค่อยจะเห็นด้วยครับ เพราะว่าในวลีสุดท้ายของท่านรัฐมนตรีก็บอกว่ามันเป็นคอนตินิวอัสโพรเซส (Continuous process) คือหมายความว่าวิวัฒนาการของสังคม กระบวนการของสังคม ก็เคลื่อนไปเรื่อย ๆ จะช้าจะเร็ว แต่ว่า ณ วันนี้มันถึงขั้นวิกฤติเพราะดังที่เราได้พูดกันมาตลอดว่า เราอยู่ในมิดเดิล อินคัม แทรป (Middle Income Trap) คือหมายความว่าอะไรครับ ว่า ๕๐ ปี ของการผลิตเพื่อการส่งออกหรือที่เรียกว่าเป็นเอ็กซ์ปอร์ต เลด อีโคโนมี (Export-led economy) ค่าแรงเราสูงขึ้นเทคโนโลยีใหม่เราไม่มี เราเป็นมือปืนรับจ้างของบริษัทญี่ปุ่นเป็นสําคัญ แล้วตอนนี้เราก็ถูกแข่งขันด้วยประเทศที่เขาค่าแรงน้อยกว่าโรงงานก็ต้องออกไปจากประเทศไทย ก็ถึงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อที่เราจะต้องลงปัญญา พัฒนาคน พัฒนาวิทยาศาสตร์ แล้วก็ เทคโนโลยี จําเป็นจะต้องเปลี่ยนแต่ไม่ใช่ว่าเราล้มเหลวหรือว่าเราอยู่ในช่องว่างอันนี้ ผมก็รับไม่ได้เพราะว่าเราได้เพียรพยายามที่จะทํากันมาทุกยุค ทุกรัฐบาล ภาคเอกชนต่าง ๆ แล้วก็ที่สําคัญคือว่าเอกชนไทยไม่ได้ปรับตัวหรือว่าปรับช้าเพราะว่าเราเจริญเติบโตมาได้ เพราะมีตลาดของประเทศพัฒนาแล้วโดยเฉพาะยุโรป อเมริกาเหนือ แล้วก็ประเทศญี่ปุ่น ที่เขาให้สิทธิพิเศษทางด้านศุลกากรที่เรียกว่าระบบจีเอสพี (GSP) เราถึงได้แต้มต่อ เราก็ส่งสินค้าไปขายใน ๓ ประเทศ หรือว่า ๓ ทวีปอันนี้ด้วยระบบแต้มต่อเพราะว่าตอนนั้น เราไม่มีประเทศเวียดนามมาแข่ง เราไม่มีประเทศจีนมาแข่ง เขาอยู่ในโลกคอมมิวนิสต์ แต่ว่า ณ วันนี้คู่แข่งมันเปิดขึ้นไปแล้ว เมื่อระดับการพัฒนาเรารายได้ต่อหัวถึง ๕,๐๐๐ เหรียญต่อคน เขาก็เริ่มที่จะไม่ให้สิทธิพิเศษทางด้านศุลกากรหรือจีเอสพี (GSP) แต่ว่าภาคเอกชนของเรา ในช่วง ๑๐-๑๕ ปี ทั้ง ๆ ที่รู้แล้วว่าจีเอสพี (GSP) จะหมดไปก็ไม่ได้ปรับโครงสร้าง เราก็มีประเด็นปัญหาทางการเมืองที่ทําให้เสมือนว่าเราเป็นเฟลสเตท (Failed state) ในแง่ของการล้มเหลวของประชาธิปไตย แต่ไม่ใช่เป็นการล้มเหลวของรัฐชาติประเทศไทย เราปรับตัวไม่ทัน แล้วรัฐบาลที่เข้ามาก็แก้ปัญหาเฉพาะหน้าเราต้องเอาความจริงอันนี้มาออก คราวนี้เอามาพูดกัน แต่ ณ วันนี้เราจะมีช่วงของการเปลี่ยนผ่าน ตอนนี้เรายุติการสู้รบ ทางด้านการเมือง เราจะมาร่วมกันปฏิรูป ก็ต้องมาวางรากฐานว่าเราจะหันเหจากการส่งออก ด้วยสินค้าที่เรียกว่าเป็นสินค้าอุตสาหกรรมขนาดเบา เป็นมือปืนรับจ้างให้กับบริษัท มังค่าทั้งหลาย เราจะต้องไปสู่การผลิตที่จะเน้นไปทางด้านการบริการ เทคโนโลยี มีมันสมอง มีดีไซน์ (Design) อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ แต่ในเมื่อเราถึงจุดที่จะปรับเปลี่ยนเราจะบอกว่า ๕๐ ปีที่ผ่านมาล้มเหลวคงจะไม่ได้หรือจะหนีช่องว่างไม่ได้ ถึงระยะเวลาที่ประเทศไทย จะทําตัวเหมือนเดิมไม่ได้แล้วเท่านั้นเอง แล้วเราก็ต้องมุ่งในการที่จะปฏิรูปไปสู่สังคม ที่มีองค์ความรู้ เป็นโนว์เลดจ์เบส (Knowledge based) ผมคิดว่าเราต้องเข้าใจเรื่องพื้นฐาน กันเสียก่อน ไม่อย่างนั้นแล้วเมื่อไม่เข้าใจความเป็นมาและจุดหันเหของประเทศไทยอาจจะ พูดกันคนละภาษา แล้วเราจะต้องทํางานร่วมกันก็ต้องแยกแยะว่างานของ ครม. คืออะไรแน่ งานของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศคืออะไร ไม่ใช่มาทํางานซ้อนกัน ที่นี่ต้องเร่งมีข้อยุติ เพื่อจะส่งให้ ครม. ตัดสินใจ หรือ คสช. เพื่อจะได้ขับเคลื่อนประเทศไทยได้ อันนี้เป็นเรื่องที่ น่าจะมีกติกา แล้วในการที่ท่านเสนอมาอย่างนี้จะให้เรารับมาทั้งดุ้นแล้วบอกว่าต้องเดินตาม ก็ลําบากนะครับ ต้องมีการจัดลําดับความสําคัญก่อนหลังจาก ครม. มาเสียก่อนว่าในเรื่องที่ เกี่ยวกับการศึกษามี ๑๐ เรื่อง ขอให้ที่นี่ทําให้เสร็จ ๓-๕ เรื่อง ภายใน ๖ เดือนได้ไหม อันนั้นก็จะมีวิธีการทํางานที่จะสอดคล้องกันแล้วก็ไปในทิศทางเดียวกันได้ แล้วก็ต้อง ขอความกรุณาด้วยเหมือนกันว่าใน ๖ สาขาหลักนั้น การให้สัมภาษณ์ต้องระมัดระวังนิดหนึ่ง อย่างน้อยเตรียมกับเราเสียก่อน เดี๋ยวท่านสัมภาษณ์ไปอย่างเรามีข้อสรุปไปอีกอย่าง แล้วเราก็มาทะเลาะกันเอง ระหว่างแม่น้ําสายที่ ๑ คือ ครม. กับสายนี้ ต่าง ๆ เหล่านี้ เป็นเรื่องที่สําคัญ อันนี้ก็พูดด้วยความจริงใจแล้วก็บริสุทธิ์ใจว่าจะมาร่วมสังฆกรรมกันแล้ว ความคิดอ่านจะต้องมีการทักท้วงกันได้ แล้วก็มาดูว่าเราจะทํางานกันอย่างไร จัดลําดับ ความสําคัญอะไร อะไรที่อยากจะให้สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศทําให้เสร็จ ก็พร้อมที่จะทําครับ ขอกราบขอบพระคุณท่านประธานครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบพระคุณท่านกษิตค่ะ มีท่านสมาชิกจะอภิปรายอีกไหมคะ ถ้าไม่มี ดิฉันขอกราบเรียนท่านรัฐมนตรีจะให้ความเห็นอะไรสัก ๕ นาทีไหมคะ เชิญค่ะ

นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์

ขอบพระคุณครับ ที่ท่านได้พูดถึงผมคิดว่าน้อมรับนะครับ อย่างที่บอกว่าสังคมไทยการที่เรา จะปฏิรูปได้เราก็ต้องรับฟังความคิดเห็นที่หลากหลาย อย่างที่เรียนไว้ว่าอันนี้เป็นข้อเสนอ ถึงบอกว่าเป็นข้อเสนอที่ผมในฐานะที่เป็นประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญวิสัยทัศน์ และออกแบบอนาคตประเทศไทยในอดีต ได้นําเสนอต่อ สปช. เพราะฉะนั้นก็จะต้อง มีส่วนที่เป็นความคิดเห็นส่วนตัวอยู่ในระดับหนึ่งในตัวมันเองอยู่แล้ว แต่ก็น้อมรับ ที่จะมองเห็นความหลากหลาย ความแตกต่าง หรือการอธิบายด้วยฉากทัศน์ที่แตกต่างกัน แต่ทั้งหมดผมเชื่อว่าอยู่ที่เป้าหมายด้วยว่าเป้าหมายเราต้องการอะไร นั่นคือส่วนที่ ๑

ในส่วนที่ ๒ อย่างที่เรียนไว้ว่าวันนี้ที่นําเสนอในส่วนของการที่ว่า ๕ สาย กําลังทําอะไร แล้วก็สายของ ครม. กําลังทําอะไรอยู่นั้น ก็เป็นส่วนที่เป็นจุดเริ่มต้นของ การมาเปิดประเด็นความคิด ซึ่งผมเชื่อว่าทางรัฐบาลเองก็ได้มอบหมายให้ทางท่านรัฐมนตรีสุวพันธุ์ มาประสานใช่ไหมครับ คล้าย ๆ ว่าเป็นวิป (Whip) สภาอยู่แล้วในการที่จะมาถกกัน เป็นรายอาทิตย์ ตรงนี้ต้องเรียนว่าตอนสมัยอยู่ สปช. เราก็ทํางานอยู่ในระดับหนึ่งแล้วก็ มีความตั้งใจสูงมาก แต่ปรากฏว่ากลไกในการประสานงานกับรัฐบาล ณ ขณะนั้นเหมือนกับว่า เราคิดอยู่อย่างหนึ่ง รัฐบาลก็คิดอีกแบบหนึ่ง กว่าจะมาจูน (Tune) กัน กว่าจะมาปรับเข้ากัน ก็เรียกว่าค่อนข้างสายเกินไป เพราะฉะนั้นวันนี้ถือเป็นโอกาสในการที่ว่าเรามีความคิดอะไร เราก็เปิดออกมาให้ดูว่าเป็นอย่างนี้ ท่านก็สามารถติชมหรืออะไร แล้วก็สามารถที่จะประสาน ผ่านกับท่านสุวพันธุ์ได้ ไม่ใช่บอกว่านี่คือสิ่งที่จะให้ สปท. ทํา แต่บอกว่านี่คือสิ่งที่รัฐบาล กําลังคิดจะทําในส่วนของรัฐบาลในการขับเคลื่อน ซึ่งผมเชื่อว่าคอนเซปต์ (Concept) หรือแนวคิด น่าจะเป็นลักษณะที่เป็นแฮนด์ อิน แฮนด์ (Hand in hand) มากขึ้นนะครับ ส่วนเรื่องที่ว่าจะเป็นนิยามหรืออะไรในเนื้อหา อย่าไปให้สาระกับมันมากนะครับ เอาเป็นว่า ณ วันนี้ เปเปอร์ (Paper) นี้ถูกเขียนขึ้นมาโดยที่ต้องการมีบุลเลตพอยท์ (Bullet point) เพียง ๓-๔ บุลเลตพอยท์ (Bullet point) คือ ๑. ประเทศต้องไปข้างหน้า ๒. ก็คือว่า เราจะไปข้างหน้าได้ก็ต้องมียุทธศาสตร์ชาติ ที่เหลือทั้งหมดเป็นตุ๊กตาหมด หรือว่าฉากทัศน์ ที่ฉายกันขึ้นมานั้นก็เป็นฉากทัศน์ที่น้อมรับในเชิงวิชาการนั้นยังจะต้องมีการทําวิจัย หรือมีการวิเคราะห์อะไรซัพพอร์ต (Support) อีกเยอะ ก็ต้องถือว่าเป็นคอนเซปชวลเปเปอร์ (Conceptual paper) เท่านั้น แต่ก็ต้องน้อมรับในสิ่งที่ท่านได้คอมเมนต์ (Comment) มา แล้วผมก็คิดว่าเป็นมิติที่ดีที่จะเริ่มต้นในการทํางานร่วมกันอย่างที่บอกว่าในลักษณะ ที่มีปฏิสัมพันธ์กันมากขึ้น เพื่อที่จะช่วยกันขับเคลื่อน จุดประสงค์ไม่มีอะไรไปมากกว่า ต้องการขับเคลื่อนประเทศไทยไปข้างหน้า ในอดีตต้องเรียนว่าประสบการณ์ตอนอยู่ สปช. กัน เราก็มองแบบเดียวกับที่ท่านเสนอก็คือเราบอกว่ารัฐบาลน่าจะทําเรื่องของเอกซ์เซกคิวทีฟแอกชัน (Executive action) คือเรื่องบริหารราชการไป ส่วน สปท. สปช. นั้นจะทําเรื่องของรีฟอร์ม (Reform) กับเรื่องของวาระการพัฒนาให้ ในที่สุดไม่ได้ไปอย่างที่เราคิด เพราะฉะนั้นเข้าใจว่า ตอนนี้อย่างไรก็เป็นโอกาสของการลองถูกลองผิดในการที่จะทํางานแบบใดก็ตามที่ไปตอบโจทย์ว่า จะทําให้การปฏิรูปเกิดขึ้น แล้วก็เริ่มเห็นผลสัมฤทธิ์ในระยะต่อไปได้อย่างไรมากกว่านะครับ ก็ต้องขอกราบขอบพระคุณท่านประธานสภา แล้วก็ทางท่านสมาชิกที่ได้ให้โอกาสผมขึ้นมา ชี้แจง แล้วก็ในการที่จะฉายภาพต่าง ๆ ในมุมมองของรัฐบาลนะครับ แล้วก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่า เราคงจะทํางานร่วมกันเพื่อขับเคลื่อนการปฏิรูปให้เกิดผลสัมฤทธิ์กันต่อไปครับ ขอบพระคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบพระคุณค่ะ ดิฉันมีท่านเลิศรัตน์ เชิญท่านเลิศรัตน์ค่ะ

พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ขออนุญาตแสดง ความคิดเห็นเพิ่มเติมก่อนที่ท่านรัฐมนตรีจะจบนะครับ เผอิญผมเปิดดูการแถลงข่าว ของโฆษกรัฐบาลต่อผลการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อเช้านี้ ซึ่งตรงกับที่ท่านรัฐมนตรีสุวิทย์ ได้กรุณาให้ข้อมูลกับเรา แล้วเป็นมติ ครม. ที่ว่าด้วยเรื่องการแต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อน และปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน แล้วก็แบ่งเป็น ๖ ด้าน อย่างที่ท่านรัฐมนตรีได้กรุณา ให้ข้อมูล แต่ว่าถ้าเรามาดู ผมยกตัวอย่างคณะที่ ๑ คณะที่ ๑ คณะกรรมการขับเคลื่อนและปฏิรูป ด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และระบบการศึกษา ประธานคือท่าน พลอากาศเอก ประจิน ฝ่ายเลขานุการคือปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ดูกรอบการดําเนินการสั้น ๆ นะครับ ๑. เขาแบ่งเป็น ๒ วาระ เป็นวาระขับเคลื่อนกับวาระปฏิรูป วาระขับเคลื่อนเขาบอกว่า เช่น พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ทุกช่วงอายุ โดยพัฒนาระบบและกลไกการเรียนรู้ การจัดการศึกษา การปรับปรุงและพัฒนาหลักสูตรการสอน การประกันคุณภาพการศึกษา พัฒนาครู และบุคลากรทางการศึกษา เชื่อมโยงระบบการศึกษากับตลาดแรงงาน รวมทั้งเตรียมความพร้อม แรงงานสู่ประชาคมอาเซียนตามแนวกรอบกู้ดอาเซียน (Good ASEAN) เตรียมความพร้อม สู่สังคมสูงอายุ และส่งเสริมสถาบันศาสนา อันนั้นคือวาระขับเคลื่อน วาระปฏิรูป เช่น ปฏิรูป การศึกษา ระบบการเรียนรู้ ปฏิรูประบบการคลัง ด้านการศึกษา ปฏิรูประบบวิจัย ปฏิรูป ระบบสวัสดิการสังคม ปฏิรูปแรงงาน และส่งเสริมชุมชนเข้มแข็ง ประเด็นของผมที่อ่านคือ ๑ กลุ่มท่านตั้ง ยังมีอีก ๕ กลุ่ม ซึ่งแต่ละกลุ่มจะมีทั้งวาระขับเคลื่อนและวาระปฏิรูป ซึ่งผม คิดว่ารัฐบาลไปเร็วดีครับ เพราะว่ารัฐบาลเข้ามาก็มุ่งหวังที่จะปฏิรูปประเทศพร้อม ๆ กับ การบริหารราชการแผ่นดินให้เกิดความสงบเรียบร้อย แล้วก็แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ําต่าง ๆ ตามเป้าหมายที่ คสช. ได้เคยประกาศไว้ ที่ผมอยากจะฝากกราบเรียนท่านรัฐมนตรี นิดเดียวครับ ขณะนี้ทางสภากําลังทําอะไรอยู่ กําลังให้การบ้านเรา แล้วบอกวันที่ ๑๐ ธันวาคม ให้ทั้ง ๑๑ ด้านส่งการบ้าน ส่งมาคณะละเรื่องสองเรื่องที่คิดว่าสําคัญเร่งด่วน อยากจะขับเคลื่อนใน ๑๘ เดือนที่เหลือ ผมอยู่คณะพลังงานตั้งใจจะส่งสัก ๒ เรื่อง ก็จะมีประมาณ ๒๐ เรื่อง ส่งไปที่ท่านประธานสภา เราก็จะมาดีเบท (Debate) กัน แล้วก็ส่งไปที่ ครม. บอกว่าในช่วง ๑๘ เดือนข้างหน้าเราจะขับเคลื่อนเรื่องต่อไปนี้แล้วก็จะมานั่ง เบรนสตรอมมิง (Brainstorming) กัน ขับเคลื่อนวิ่งออกไปตามกระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ สิ่งที่ผมอยากจะฝากกราบเรียนคือว่ากําลังเสนอขึ้นไปว่าเราจะทําอะไร แต่รัฐบาลกําหนดเป้าชัดเจนเลยในทั้ง ๖ กลุ่ม ท่านตั้งมีกําหนดวาระปฏิรูปวาระขับเคลื่อนไว้ อย่างชัดเจนว่าท่านรองนายกรัฐมนตรีแต่ละท่านต้องทําอะไรบ้าง ก็อยากจะกราบเรียนว่า ในช่วงนี้จนถึงวันที่ ๑๐ ธันวาคม ถ้ามีการประสานกันเพิ่มเติมแทนที่ผมจะต้องไปเสนอท่าน ท่านบอกมาเลยว่าจะให้ผมทําอะไร แล้วเราก็มาเบรนสตรอมมิง (Brainstorming) กัน มาขับเคลื่อนกันมิฉะนั้นจะเกิดเรือ ๒ ลํา วิ่งขนานกันแล้วไม่รู้จะไปบนแม่น้ําสายเดียวกัน หรือเปล่า ก็กราบฝากเป็นข้อสังเกตครับ ขอบพระคุณท่านรัฐมนตรีครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบพระคุณค่ะ ดิฉันคิดว่าท่านรัฐมนตรีก็ได้ชี้แจงแล้วนะคะ ได้มีการตั้ง คณะกรรมการประสานงานซึ่งท่านรัฐมนตรีสุวพันธุ์เป็นประธาน ดิฉันคิดว่าคงจะนัดประชุม เร็ว ๆ นี้ และต้องเป็นอย่างที่ท่านเลิศรัตน์ว่ารัฐบาลต้องการอะไรบอกมาเราจะได้ทําให้ตรง เพราะมิฉะนั้นเราทําไปคนละอย่างก็อาจจะไม่เหมาะสม แล้วในคณะกรรมการประสานงาน นั้นมีสมาชิกสภา สปท. ๔ ท่าน มีท่านรองประธานอลงกรณ์และตัวดิฉันนั่งอยู่ในนั้น แล้วจากนั้นสภาของเราเองจะมีคณะกรรมการประสานงาน ซึ่งดิฉันได้นําเรียนท่านประธาน ไปแล้วว่าในคณะกรรมการประสานงานบุคคลที่จะนั่งอยู่คณะกรรมการประสานงาน ของรัฐบาลกับคณะกรรมการประสานงานของ สปท. บุคคลนั้นอย่างน้อยจํานวน ๖ คน ควรจะเป็นบุคคลเดียวกัน เพราะว่าจะได้ต่อเนื่องสรุปเชื่อมโยงกันได้ระหว่างสภากับทาง รัฐบาลนะคะ เชิญท่านเสรีค่ะ

นายเสรี สุวรรณภานนท์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายเสรี สุวรรณภานนท์ สปท. กราบเรียนเรื่องที่ท่านประธานพูดเมื่อสักครู่นี้ในเรื่องที่ท่านประธาน บอกว่าจะมีคณะกรรมการประสานงานขึ้นมาอีกชุดหนึ่ง ซึ่งเป็นชุดที่ไม่ใช่ชุดเดียวกับที่ ท่านนายกรัฐมนตรีได้แต่งตั้งไป ผมคิดว่าต้องทําความเข้าใจกัน เนื่องจากว่าตอนที่เรายกร่าง ข้อบังคับนั้นมีเจตนาชัดเจนว่าคณะกรรมการประสานงานนั้นคือคณะกรรมการชุดเล็ก ๆ ที่เป็นคณะกรรมการแต่งตั้งจากสภาส่วนหนึ่งอยู่ในข้อบังคับ ข้อ ๑๕ แล้วก็ไปรวมกับ คณะกรรมการประสานงานที่ท่านนายกรัฐมนตรีจะตั้งขึ้น ซึ่งเรื่องเหล่านี้ได้ดําเนินการไปแล้ว ปรากฏว่าที่ผ่านมาได้มีการประสานงานให้แต่ละคณะกรรมาธิการเสนอตัวแทนเพื่อจะ ไปตั้งกรรมการประสานงานขึ้นมาอีกชุดหนึ่ง ซึ่งเรื่องนี้ในคณะกรรมาธิการชุดผมก็ได้ มีการประชุมหารือกันเพราะว่าส่วนใหญ่ก็จะเป็นกรรมาธิการยกร่างข้อบังคับทั้งนั้น เห็นว่าไม่อยากให้มีกรรมการประสานงานขึ้นมาอีกชุดหนึ่งเป็นการซ้ําซ้อน ถ้าหากจะมี นั่นหมายความว่าคณะกรรมการประสานงานในส่วนของสภาเราเองก็เกิดขึ้นจากคําสั่ง ท่านนายกรัฐมนตรีที่ให้ท่านรองประธาน ๒ ท่านเป็นกรรมการประสานงานกับสมาชิกอีก ๔ ท่าน ซึ่งการทํางานในสภา ขอทําความเข้าใจนิดหนึ่งสมาชิกท่านอื่นจะได้เข้าใจด้วย เพราะเราพูดมาหลายครั้ง แต่เราก็มาจบลงด้วยการเสนอในเรื่องเหล่านี้ทําให้เกิดปัญหา ของการทํางาน เพราะการทํางานในสภานั้นจะทํางานกันด้วยสมาชิก ๒๐๐ ท่าน ส่วนสมาชิกนั้น ก็ทํางานในแต่ละคณะกรรมาธิการ แต่ละคณะกรรมาธิการก็จะมีประธานกรรมาธิการ มาเป็นกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คณะกรรมาธิการวิสามัญ กิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศส่ง ๒ คน ก็คือท่านรองประธาน ๒ ท่าน ไปเป็นกรรมการประสานงาน กรรมการประสานงานก็จะเป็นบุคคลที่ท่านนายกรัฐมนตรี แต่งตั้งขึ้นคณะใหญ่คณะหนึ่งซึ่งในเรื่องนี้ทํากันอย่างเป็นระบบ ถ้าหากว่ามีการเสนอ คณะกรรมการประสานงานขึ้นมาอีกชุดหนึ่งก็จะเป็นการซ้ําซ้อนกับคณะกรรมการ ที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้ตั้ง แล้วก็ซ้ําซ้อนกับคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ – ซึ่งเรื่องเหล่านี้ต้องกราบเรียนเลยเพื่อไม่ให้มันยืดเยื้อต่อไป ประธานสภาน่าจะแต่งตั้ง ทั้ง ๖ ท่านเป็นกรรมการประสานงาน ก็คือท่านรองประธาน ๒ ท่าน แล้วก็สมาชิก อีก ๔ ท่านซึ่งได้ส่งชื่อไปแล้ว ส่วนชุดอื่นถ้าตั้งไปก็จะเป็นการซ้ําซ้อน แล้วก็เป็นการทํางาน ที่อาจจะเกิดปัญหาตามมา แล้วจะก่อให้เกิดการที่สภาขับเคลื่อนนั้นทํางานไม่สําเร็จ อันนี้สมาชิกหลายท่านเห็นพ้องต้องกัน ในคณะกรรมาธิการของด้านการเมืองทุกท่าน เห็นพ้องต้องกันตามที่กราบเรียน แล้วก็อยากให้ยุติโดยไม่ต้องไปตั้งชุดไหนอีกแล้ว เอาเท่าที่มีอยู่นี่ละครับ ทําให้ได้เสียก่อน แต่ถ้าจะไปตั้งชุดอื่นก็คงไม่ใช่ชื่อกรรมการ ประสานงาน จะชื่ออะไรก็แล้วแต่ สุดแต่เป็นอํานาจของท่านประธาน แต่กรรมการ ประสานงานก็คือ ๖ ท่านที่ได้ส่งชื่อไปแล้ว ขอบพระคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบพระคุณท่านเสรีค่ะ ดิฉันจะนําเรียนท่านประธานนะคะ เป็นอันว่า กรรมการประสานงานของทางสภานี้เราก็จะไม่มี ซึ่งดิฉันก็เห็นด้วยเพราะตอนดูคําสั่ง ก็รู้สึกว่าเราจะต้องทํางาน ๒ สเต็ป (Step) ซ้อนกันอยู่ ขอบคุณท่านเสรีค่ะ มีท่านใด จะอภิปรายอีกไหมคะ

(ไม่มีสมาชิกขออภิปราย)

ถ้าไม่มี ดิฉันขอกราบขอบพระคุณท่านรัฐมนตรีสุวิทย์ เมษินทรีย์ มากที่กรุณา มาให้ความเห็นแล้วก็นําเพาเวอร์พอยท์ (PowerPoint) ดี ๆ มาเสนอให้ ขอบพระคุณมากค่ะ

เรายังเหลืออีกเรื่องหนึ่งนะคะท่านสมาชิก เป็นการอภิปรายทั่วไปเกี่ยวกับ ด้านเศรษฐกิจเรียลเซกเตอร์ (Real sector) ซึ่งเลื่อนมาจากการประชุมเมื่อวันจันทร์ เมื่อวานนี้มาเป็นวันนี้ ดิฉันจะพยายามทําเวลาให้ได้เร็วที่สุด ในการนี้เราได้เชิญท่านสุทัศน์ เศรษฐ์บุญสร้าง มานําเสนอภาพรวมด้านเศรษฐกิจเรียลเซกเตอร์ (Real sector) ให้กับพวกเรา ได้รับชม เชิญท่านสุทัศน์ค่ะ เจ้าหน้าที่ช่วยเตือนหน่อยค่ะ ดิฉันเรียนหารือท่านสุทัศน์ว่า ท่านจะใช้เวลาน้อยลงกว่า ๔๐ นาที เพื่อนําเสนอภาพเศรษฐกิจเรียลเซกเตอร์ (Real sector) นี้ ได้ไหมคะ ท่านจะใช้เวลาประมาณเท่าไร ท่านสมาชิกจะได้กําหนดถูกว่าแล้วเราอภิปรายกัน สักเท่าไร เราจะใช้เวลา

นายสุทัศน์ เศรษฐ์บุญสร้าง

คงสักครึ่งชั่วโมงครับท่านประธาน

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ครึ่งชั่วโมง เชิญนําเสนอได้เลยค่ะ ท่านสมาชิกส่งรายชื่ออภิปรายได้เลยนะคะ

นายสุทัศน์ เศรษฐ์บุญสร้าง 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศและสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุก ๆ ท่านทั้งที่อยู่ในห้องนี้ และที่ไม่ได้อยู่ ในห้องนี้ รวมทั้งอยู่ที่บ้านด้วยนะครับ ตอนนี้คงกลับไปหลายคนแล้ว รายงานฉบับที่ผม กําลังจะนําเสนออันนี้ได้มีการเวียนให้ท่านได้ไปตั้งแต่เมื่อวานนี้แล้ว ผมจะเล่าว่า สิ่งที่ทางกลุ่มคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเกษตร อุตสาหกรรม พาณิชย์ ท่องเที่ยวและบริการ ของสภาปฏิรูปแห่งชาติได้ทําอะไรไปบ้างอย่างย่นย่อนะครับ วันนี้ท่านประธานเกริกไกร จีระแพทย์ ท่านติดธุระมาไม่ได้ แต่ว่าท่านเป็นคนที่ได้ทุ่มแรงกายแรงใจในการทําเรื่อง รายงานฉบับนี้ขึ้นมานะครับ รวมทั้งเป็นผู้นําในการที่จะสร้างรายงานฉบับนี้ แล้วก็ปรัชญาต่าง ๆ ของการปฏิรูปทางด้านเศรษฐกิจด้วยนะครับ ผมคงได้เพียงแค่นําเสนอในสิ่งที่ปรากฏออกมา เพื่อไม่ให้เสียเวลาผมจะขอเริ่ม เราจะเริ่มกันที่เรื่องของแนวคิดแล้วก็ปรัชญาของการปฏิรูป ทางด้านเศรษฐกิจ คือเป้าหมายหลักของการปฏิรูปเศรษฐกิจอย่างกว้าง ๆ ก็มีอยู่ ๓ ด้าน ด้วยกัน อันที่ ๑ ก็คือเรื่องของการลดความเหลื่อมล้ํา อันที่ ๒ ก็คือการสร้างเสถียรภาพ ทางเศรษฐกิจ อันที่ ๓ ก็คือเรื่องของการเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน สิ่งที่ผมเล่าต่อไปจากนี้จะตอบคําถามของท่านรัฐมนตรีสุวิทย์ไปประมาณสัก ๕๐-๖๐ เปอร์เซ็นต์ ว่าเราจะเดินอย่างไรกันต่อไปข้างหน้า การพัฒนาเศรษฐกิจหัวใจของมันอยู่ที่ภาคการผลิต ต่าง ๆ คือเซกเตอร์ (Sector) ต่าง ๆ ที่มีการผลิต เพราะฉะนั้นการขับเคลื่อนต้องขับเคลื่อน มาจากเซกเตอร์ (Sector) ในเซกเตอร์ (Sector) ต่าง ๆ ตัวกลไกสําคัญก็คือภาคเอกชน สิ่งที่เราจําเป็นที่ต้องมีต่อไปข้างหน้าในการกําหนดว่าเราจะไปอย่างไรต่อ คือต้องมีการคุย กับภาคเอกชน เอกชนมามีส่วนร่วมมากขึ้นนะครับ ปรัชญาของการพัฒนาการปฏิรูปเศรษฐกิจ ที่ทางคณะได้วางเอาไว้มีอยู่ ๒ ด้านด้วยกัน

ด้านที่ ๑ คือเรื่องของการยึดหลักเศรษฐกิจเสรีนิยม แต่มีการคํานึงถึง ความจําเป็นทางด้านสังคม ท่านประธานเกริกไกรเรียกว่า สังคมเสรีนิยม นะครับ อันนั้น หมายความว่าการผลิตจะต้องมีการแข่งขันกันอย่างเสรี อีกด้านหนึ่งด้านเศรษฐกิจพอเพียง คือเป็นกรอบอีกกรอบหนึ่ง เศรษฐกิจพอเพียงหมายความว่าบริโภคกันอย่างพอเพียง อย่าบริโภคมากจนเกินไปนะครับ หลัก ๒ อันนี้เอามาสลับกันไม่ได้ หลักทางด้านการผลิตคือ ต้องแมกซิไมซ์ (Maximize) ประสิทธิภาพ คือผลิตให้เยอะอย่างมีประสิทธิภาพ แต่การบริโภค ต้องบริโภคอย่างพอเพียง ถ้าสลับกันผลิตอย่างพอเพียงคือผลิตเท่าที่พอจะผลิตได้ แล้วก็ บริโภคแข่งกันบริโภคมันก็จะทําให้เกิดความหายนะ เพราะฉะนั้นเราต้องแอพพลาย (Apply) หลักปรัชญาตรงนี้ให้ถูกเหตุผลของการที่ต้องมีการปฏิรูปในประเทศไทย เราวิเคราะห์ ๒ ด้าน ด้านแรก เราดูการเปลี่ยนแปลงในโลก ซึ่งท่านสุวิทย์ก็ได้เล่าถึงเรื่องปัจจัยต่าง ๆ ในภายนอก เอาไว้หลายด้านด้วยกันนะครับ แต่เพื่อให้กระชับลงมาให้มีการปฏิบัติได้ เราแยกออกมา เป็น ๒ ส่วนด้วยกัน ส่วนหนึ่งก็คือการเปลี่ยนแปลงในโลก การเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจ ในโลกมีผลกระทบกับประเทศไทยโดยตรง เรามักจะคิดว่าประเทศไทยใหญ่เหลือเกิน ความจริง จีดีพี (GDP) ของประเทศไทย ๐.๕ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี (GDP) ในโลก เพราะฉะนั้น การเปลี่ยนแปลงในโลกจะมีผลต่อประเทศไทยค่อนข้างจะเยอะ เรามาดูว่าในโลกมีอะไร ที่จะต้องเป็นห่วงมีผลกระทบกับเราบ้าง มีอยู่ ๕ ด้านด้วยกันนะครับ

อันที่ ๑ จีดีพี (GDP) ในโลกมีอัตราการเติบโตลดลงมาเรื่อย ๆ ในรอบ ๗-๘ ปี ที่ผ่านมา เกือบ ๑๐ ปีที่ผ่านมานะครับ อันนั้นเป็นสัญลักษณ์ที่ไม่ค่อยดี เป็นเมสเสจ (Message) บอกว่าเศรษฐกิจโลกมันขาดปัจจัยที่จะทําให้เกิดการเปลี่ยนแปลง

อันที่ ๒ โครงสร้างเศรษฐกิจโลกกําลังเปลี่ยน คือเศรษฐกิจของประเทศ ที่พัฒนาแล้วในอดีตคือ ยุโรป อเมริกา ลดลงไปเรื่อย ๆ เศรษฐกิจเขาไม่โต แต่ว่าทางจีน ทางเอเชียโดยเฉพาะโตเร็วกว่า จากภาพจะเห็นได้ว่าอันนี้ทางโออีซีดี (OECD) เขาทําเอาไว้ ปี ๒๐๓๐ เศรษฐกิจของประเทศอินเดียกับประเทศจีนรวมกันประมาณ ๓๙ เปอร์เซ็นต์ ไอเอ็มเอฟ (IMF) ล่าสุดทํานายว่าปี ๒๐๒๐ เอเชียทั้งหมดเศรษฐกิจรวมกันประมาณ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ของโลก เนื่องจากว่าทั้งประเทศจีนและประเทศอินเดียมีอัตราการเติบโตสูง ๕-๖ เปอร์เซ็นต์ ถึงแม้ลดลงมาแต่ก็ยังสูงอยู่นะครับ

อันที่ ๓ ของภาพเศรษฐกิจในโลกที่เปลี่ยนแปลง ก็คือจํานวนประชากร ในโลกเปลี่ยน มีอยู่ ๕ ข้อด้วยกัน ข้อที่ ๑ ประชากรจะเพิ่มขึ้นในโลก ๗,๐๐๐ ล้านคน มาเป็น ๗,๕๐๐ ล้านคน แต่ที่สําคัญข้อที่ ๒ ก็คือว่าการเพิ่มของประชากรในเอเชีย คิดเป็นประมาณ ๔๕ เปอร์เซ็นต์ของการเพิ่มของประชากรในโลก แล้ว ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ของการเพิ่มของโลกมาจาก ๓ ประเทศ คือ ประเทศอินเดีย ประเทศบังกลาเทศ และประเทศปากีสถาน ซึ่งจะอยู่ในเอเชียใต้นะครับ ๓ ประเทศนี้มีอัตราการเจริญเติบโต ของประชากรประมาณ ๒.๕ เปอร์เซ็นต์ต่อปี ในขณะที่เอเชียตะวันออกเฉียงเหนือแล้วก็ อาเซียน (ASEAN) เฉลี่ยแล้วประมาณ ๑.๒ เปอร์เซ็นต์ ประเทศไทยไม่ถึง ๑ เปอร์เซ็นต์ สิ่งที่ตามมาก็คือการเข้าสู่เอจจิงโซไซตี (Ageing society) เข้าสู่สังคมสูงวัยของประเทศ ในเอเชียเหนือเกิดขึ้นเร็ว ขณะที่เอเชียใต้ยังไม่เกิด อันต่อมาคือการย้ายถิ่นฐานของคนนะครับ เข้ามาอยู่ในเมืองมากขึ้น จากประมาณ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ในขณะนี้ ต่อไปเอเชียจะมีคนอยู่ในเมือง ๕๔ เปอร์เซ็นต์ในปี ๒๐๓๐ นะครับ ในปี ๒๕๖๘ จะมีคนรายได้ปานกลางมากกว่า ๕๕ เปอร์เซ็นต์ ที่อยู่ในประเทศจีนกับประเทศอินเดีย ๒ ประเทศ การเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ เหล่านี้เป็นผลผลักดันให้เอเชียเองมีการรวมตัวกันเองมากขึ้น จากภาพต่อไปครับ ภาพนี้ แสดงให้เห็นว่าการค้าระหว่างประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ คือประเทศจีน ประเทศญี่ปุ่น ประเทศเกาหลี กับประเทศที่เหลือในเอเชียเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในรอบ ๑๐ ปีที่ผ่านมา อันนี้เห็นชัดเลยนะครับ ขณะเดียวกันนโยบายของประเทศต่าง ๆ พวกนี้ก็ชัดเจน คือประเทศจีน มองออกไปทางตะวันตก มองไปทางประเทศอินเดีย แล้วก็เอเชียใต้ เราได้ยินเรื่อง ๑ แถบ ก็คือเส้นทางสายไหมเดิม แล้วก็ ๑ ทาง คือเส้นทางทางทะเลของประเทศจีน เพื่อที่จะเชื่อม จากประเทศจีนต่อไปที่เอเชียใต้แล้วก็ตะวันออกกลาง ประเทศญี่ปุ่นก็เคลื่อนย้ายการลงทุน มาอยู่กลุ่มจีเอ็มเอส (GMS) ในประเทศในอาเซียน (ASEAN) โดยเฉพาะในประเทศเวียดนาม ก็พยายามที่จะผลิตสินค้าเพื่อส่งออกไปที่ประเทศอินเดีย เอเชียใต้ ขณะเดียวกันประเทศอินเดีย ประเทศปากีสถาน แล้วประเทศบังกลาเทศเขาก็มองมาทางตะวันออก เพราะว่าเขา พึ่งยุโรปต่อไปไม่ได้ เขามองมาทางตะวันออก ฉะนั้นจุดนัดพบของทั้ง ๒ ด้านก็คืออาเซียน (ASEAN) โดยเฉพาะประเทศไทยก็จะเป็นจุดเชื่อมระหว่าง ๒ กลุ่มนี้ ตอนนี้มีการรวมตัว ทางเศรษฐกิจในภูมิภาครูปแบบต่าง ๆ เยอะแยะ โดยเฉพาะมีอาเซียน (ASEAN) เป็นแกน แล้วตอนนี้ก็มีทีพีพี (TPP) ซึ่งมีการพูดถึงกัน มีประเทศในอาเซียน (ASEAN) ไปร่วมอยู่ด้วย ๓-๔ ประเทศด้วยกัน ปัญหาท้าทายที่เกิดขึ้นนี้นอกจากจะเป็นทางด้านเศรษฐกิจแล้ว ทางด้านสังคมก็จะเกิดมากขึ้นด้วยนะครับ ผมไม่ได้พูดถึงเรื่องของการเปลี่ยนแปลง ทางภูมิอากาศ ไคลเมตเชนจ์ (Climate change) แล้วมีเรื่องของความปลอดภัยทางด้าน ต่าง ๆ ความมั่นคงทางด้านต่าง ๆ นะครับ ฉะนั้นอนาคตความท้าทายที่เกิดมาจากตลาดโลก มีต่อประเทศไทยค่อนข้างจะสูง ในขณะเดียวกันทางเศรษฐกิจของประเทศไทยเองเรา ก็มีการเปลี่ยนแปลง ภาพแรกเลยนะครับ ภาพต่อไปครับ ประเทศไทยเองก็เหมือนกัน คือในรอบ ๑๐ ปีที่ผ่านมานี้เศรษฐกิจเติบโตเฉลี่ยลดลงตลอดเวลา ซึ่งแสดงว่าโครงสร้าง ของเราตอนนี้ไม่เหมาะสมที่จะพัฒนาตัวเอง ต่อไปต้องหาซอร์ส ออฟ โกรท (Sources of growth) แหล่งการขยายตัวจากที่อื่น โครงสร้างของเศรษฐกิจแต่ละภาคก็มีปัญหา ตอนนี้แรงงาน ๔๐ เปอร์เซ็นต์อยู่ในภาคเกษตร แต่ผลิตผลผลิตออกมา ๑๑ เปอร์เซ็นต์ แสดงว่าประสิทธิภาพ ของแรงงานค่อนข้างจะต่ํา แล้วโดยทั่ว ๆ ไปก็ค่อนข้างจะต่ําด้วยภาพต่อไปครับ ถ้ามาดูจาก ความสามารถในการแข่งขันแล้วจุดอ่อนที่สุดของประเทศไทยมีอยู่ ๓ ที่ด้วยกัน คือเราจัดอันดับแล้ว ประมาณอันดับที่ ๕๕ ในโลก อันดับที่ ๕๕ อันดับที่ ๕๔ อันดับที่ ๕๓ ในโลก แย่ที่สุดเลยครับ อันดับที่ ๕๕ เป็นโซไซทัลเฟรมเวิร์ก (Societal framework) ก็คือโครงสร้างสังคมของเรา มีปัญหา นี่ในแง่ของเวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรัม (World Economic Forum) อันดับที่ ๕๔ เรื่องการศึกษา เราอยู่อันดับที่ ๕๔ ในโลก ขณะที่ประเทศหลาย ๆ ประเทศในอาเซียน (ASEAN) อยู่ในอันดับที่ต่ํากว่านี้ หรืออันดับที่ดีกว่าเรานะครับ เฮลท์แคร์ (Health care) แล้วก็สิ่งแวดล้อมมีปัญหาบิซิเนสรีจิสเทรชัน (Business registration) มีปัญหา มีอยู่ ๔ เรื่อง ที่เป็นปัญหาหลัก จุดแข็งของเราอยู่อินเตอร์เนชันนัลเทรด (International trade) อยู่ที่ ฟิสิคัลโพลิซี (Physical policy) อยู่ที่เลเบอร์มาร์เก็ต (Labor market) เราก็มีทั้งจุดอ่อน จุดแข็งนะครับ แต่สิ่งที่ตามมาจากการพัฒนาที่ผ่านมานี้คือความเหลื่อมล้ําทางด้านเศรษฐกิจ ค่อนข้างจะสูงขึ้น เรามาดูสรุปว่าจุดอ่อนของประเทศไทยมีอะไรอยู่บ้าง ทั้งภายในประเทศ แผ่นต่อไปครับ ทั้งในประเทศแล้วก็ต่างประเทศนะครับ ตัวสําคัญของจุดอ่อนในประเทศคือการแข่งขันที่ลดลง นวัตกรรมที่มันต่ํา ธรรมาภิบาลก็บกพร่อง แล้วแรงงานฝีมือก็น้อย ในระหว่างประเทศโลกาภิวัตน์ขาดดุล แต่ที่สําคัญก็คือข้อ ๕ ความท้าทายของสังคมจากโลกนะครับ ความเพียงพอของอาหาร ความมั่นคงพลังงาน สิ่งแวดล้อม แล้วก็สังคมสูงวัย แต่เราก็มีจุดแข็งนะครับ จุดแข็งที่ผมอยากจะเอ่ยถึงก็คือข้อ ๘ ข้อได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ของเรา คือโพสิชัน (Position) ของเราในภูมิภาคดีกว่าประเทศอื่น ๆ หลายประเทศนะครับ แต่ขณะเดียวกันผมไปคุยที่ประเทศกัมพูชา ที่ประเทศเวียดนาม ที่ประเทศเมียนมา ทุกคนก็ล้วนแต่คิดว่าตัวเองเป็นจุดเชื่อมของระหว่างประเทศจีน ประเทศญี่ปุ่น ประเทศเกาหลี แล้วก็กับเอเชียใต้ คิดเหมือนกับเราเลย แต่เราก็อยู่ในสถานภาพ ที่ดีกว่าเพราะว่าโครงสร้างพื้นฐานเรามีการพัฒนาที่ค่อนข้างจะดีกว่า เศรษฐกิจมหภาค ของเรามีเสถียรภาพ เรามีระบบการค้าเสรี มีความร่วมมือทางเศรษฐกิจสูงกับประเทศอื่น ๆ ที่สําคัญที่ต้องดูต่อไปก็คือโครงสร้างในสาขาต่าง ๆ ของประเทศไทย ของเศรษฐกิจ นั่นคือ มูลค่าเพิ่มของเศรษฐกิจของประเทศไทยในเซกเตอร์ (Sector) ต่าง ๆ มีการเปลี่ยนที่เห็นได้ชัด สัดส่วนของภาคที่เราเคยเข้มแข็งที่สุดก็คือเรื่องการค้าขายทั้งโฮลเซล (Wholesale) รีเทล (Retail) ลดลงมา อันนี้มีทั้งข้อดีข้อเสีย แต่ที่สําคัญก็คือภาคเกษตรของเราในรอบ ๑๐ ปี ที่ผ่านมามีการขยายตัวเร็วมาก สาเหตุใหญ่เกิดมาจากนโยบายของรัฐบาล นอกจากนั้น ส่วนใหญ่แล้วภาคการผลิตมีสัดส่วนที่ค่อนข้างจะลดลง แต่จากภาพนี้จะเห็นว่าใน ๑๐ สาขา ที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทยส่วนใหญ่แล้วจะเป็นภาคบริการ ไม่ใช่ภาคอุตสาหกรรม เซกเตอร์ (Sector) ใหญ่ ๆ อย่างเช่นเครื่องใช้ไฟฟ้าเป็นเซกเตอร์ (Sector) ที่เล็กที่สุด ใน ๑๐ เซกเตอร์ (Sector) นี้ อุตสาหกรรมยานยนต์ที่เราคิดว่าใหญ่โต ความจริงแล้วสัดส่วน ต่อจีดีพี (GDP) ตอนนี้ไม่ถึง ๒ เปอร์เซ็นต์ อีกอันหนึ่งที่สําคัญของการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง ทางเศรษฐกิจของประเทศไทยก็คือเรื่องการกระจายตัวการเจริญเติบโตของประเทศไทย ออกไปตามจังหวัด ตามชายแดน ภาพนี้แสดงว่าในจังหวัดที่มีการเติบโตสูงที่สุด ๒๐ จังหวัด ของประเทศไทย ๑๐ จังหวัดเป็นจังหวัดชายแดน การกระจายตัวทางชายแดนเพิ่มสูงขึ้นมาก ระบบการบริหารการจัดการของเรายังไม่ได้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงอันนี้ อันนี้ก็ต้อง มีการเปลี่ยนแปลงต่อไป ขณะเดียวกันเรากําลังเป็นจุดเชื่อมอยู่ในภูมิภาคอีสต์ เวสต์ คอร์ริดอร์ (East-West Corridor) ออกจากประเทศเวียดนามทะลุผ่านเข้าไปใน สสป. ลาว ทะลุออกมา ประเทศไทย ออกประเทศเมียนมา ออกไปถึงประเทศอินเดียได้ ตอนนี้เส้นทางนี้มีรถวิ่งได้อยู่แล้ว มีของขนอยู่เป็นประจํา อันนี้เกิดขึ้นแล้วนะครับ แต่หลังจากวันที่ ๑ มกราคมเป็นต้นไป คาดว่าจะมีกิจกรรมพวกนี้เกิดขึ้นมาก ท่านที่คิดว่าจะไปลงทุนซื้อที่อยู่ตามจังหวัดชายแดน ตอนนี้ท่านสายไปแล้ว ที่ขึ้นราคากันไปหมด เพราะว่าการค้าอันนี้กําลังเกิดขึ้นในอัตรา ที่รวดเร็วมากนะครับ ทําให้ประเทศไทยเหมาะที่จะเป็นจุดศูนย์กลางในการผลิตสินค้า ชนิดต่าง ๆ แล้วก็ส่งออกไปในภูมิภาคอื่น ๆ ที่เหลือทั้งในเอเชียแล้วก็ในโลกด้วย อันนั้น ก็คือจุดแข็งของประเทศไทย นอกจากนั้นเราก็ยังมีเรื่องของข้อตกลงการค้าเสรีกับประเทศ อื่น ๆ อีกเยอะนะครับ อันนั้นคือจุดอ่อนจุดแข็งของประเทศไทยไปข้างหน้าเราก็วางเป้า วิสัยทัศน์ของเราเอาไว้นะครับ จากการวิเคราะห์ตรงนี้เราก็เลยตั้งเป้าว่าเราควรจะวางตําแหน่ง ของประเทศไทยต่อไปในปี ๒๕๗๕ อย่างไรบ้าง วิสัยทัศน์ของประเทศ ก็เหมือนกับที่ ท่านดอกเตอร์สุวิทย์ได้พูดไว้เมื่อสักครู่นี้นะครับ ก็ยังมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เป็นเป้าของรัฐบาล แต่วิสัยทัศน์ทางเศรษฐกิจแล้วเราต้องการเป็นประเทศที่พัฒนา แล้วในปี ๒๕๗๕ ๑๐๐ ปี ของรัฐธรรมนูญเราจะไปถึงไหน ประเทศไทยควรจะอยู่ตรงไหน เราก็ตั้งเป้าไว้ว่ารายได้ต่อหัว ของประชากรต้องเพิ่มขึ้น เป็นประเทศพัฒนาแล้วรายได้ต่อหัวต้อง ๔๐,๐๐๐ บาทขึ้น ความเหลื่อมล้ําต้องลดลง คือคนรายได้น้อยที่สุดก็ต้องมีรายได้ไม่ต่ํากว่า ๑๕,๐๐๐ บาทต่อคน ภายในปี ๒๕๗๕ การฉ้อราษฎร์บังหลวงต้องลดลง ซีพีไอ (CPI) เขาเรียกว่าคอร์รัปชัน เพอร์เซปชันส์ อินเดกซ์ (Corruption Perceptions Index) จะต้องอยู่ในระดับน้อยลงกว่านี้ เราอยู่อันดับที่ ๘๕ ในโลก อีก ๑๕ ปีข้างหน้าเราควรจะอยู่ไม่เกินที่ ๒๐ ในโลก เป็นเป้าที่ตั้งไว้ ความสามารถ ในการแข่งขันเหมือนกันต้องเป็น ๑๐ เปอร์เซ็นต์ของประเทศที่มีการแข่งขันสูงที่สุดในโลก ประชากรจะต้องมีความรู้ไม่ใช่อ่านหนังสือเป็นเท่านั้น เดี๋ยวนี้คอมพิวเตอร์ลิเทเรซี (Computer literacy) ความรู้ทางด้านคอมพิวเตอร์ ความรู้ทางด้านการเงินก็เป็นความรู้พื้นฐาน ที่จะต้องมี แล้วก็ต้องมีการเข้าถึงสาธารณูปโภคทุกด้านฮิวแมน ดีเวลอปเมนต์ อินเดกซ์ (Human development index) จะต้องอยู่ในระดับที่สูงด้วย ทิศทางยุทธศาสตร์ เราวางยุทธศาสตร์ของการเดินไปข้างหน้าสู่เป้าอันนี้โดยทําให้ประเทศไทยเป็นพาณิชยภูมิพัฒนา ก็คือ ดีเวลอป เทรดดิง เนชัน (Develop trading nation) เป็นประเทศพัฒนาแล้ว แล้วก็ เป็นประเทศที่มีการค้าขาย การชี้วัดเมื่อสักครู่ผมเล่าไปแล้วมีอยู่ ๕ ตัวด้วยกันนะครับ ยุทธศาสตร์ทางด้านเศรษฐกิจแบ่งออกเป็น ๓ ระดับด้วยกัน ภาพต่อไปครับ อยู่ข้างล่าง ระดับแรกเป็นโครงสร้างระบบของประเทศคือแมคโคร (Macro) ทั้งหลาย ระบบภาษี ระบบกฎหมายต่าง ๆ อันที่ ๒ เป็นยุทธศาสตร์เศรษฐกิจรายอุตสาหกรรม อันนั้นคือสิ่งที่ คณะกรรมาธิการปฏิรูปด้านการเกษตรและอุตสาหกรรมทําอยู่ก็คืออุตสาหกรรมรายสาขา อันที่ ๓ คือยุทธศาสตร์เชิงพื้นที่ พื้นที่เป็นจุดรวมของเซกเตอร์ (Sector) ต่าง ๆ แล้วก็แมคโครโพลิซี (Macro policy) ของประเทศทั้ง ๓ ด้านนี้ต้องมียุทธศาสตร์ที่ชัดเจนในการที่จะเดิน ทําให้ประเทศไปสู่เป้าได้ จากตรงนี้มีการระดมสมองแล้วก็คิดออกมาเป็นเรื่องของวาระ การปฏิรูปต่าง ๆ ออกมา ๘ วาระสําหรับคณะเศรษฐกิจ ๒ เราเรียกว่า เศรษฐกิจ ๒ ก็คือ เศรษฐกิจเรียลเซกเตอร์ (Real sector) มีเรื่องของการผูกขาด มีเรื่องของการปฏิรูปเกษตร สร้างสังคมผู้ประกอบการ การท่องเที่ยว โครงสร้างพื้นฐานโลจิสติกส์ (Logistics) การลงทุน โดยตรงของประเทศไทยในต่างประเทศ เศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) แล้วก็ เป็นศูนย์กลางอาเซียน (ASEAN) ๘ ด้านด้วยกันนะครับ ผมขอลงรายละเอียดในแต่ละด้าน เป็นข้อเสนอของคณะเราใน ๘ ข้อ ดังต่อไปนี้

อันแรก เรื่องของการแข่งขันทางการค้า เมื่อสักครู่ท่านรัฐมนตรีสุวิทย์ ได้พูดไว้ว่าเราควรจะมีบริษัท มัลติเนชันนัล คอร์ปอเรชัน (Multinational corporation) ของไทยมากกว่านี้ เพื่อที่เราจะได้ไปแข่งขันกับประเทศอื่นได้ นั่นเป็นเซนส์ (Sense) หนึ่ง ของการแข่งขัน คือเราจะต้องไปแข่งขันกับประเทศอื่น แล้วทําบริษัทของเราให้เข้มแข็ง เพื่อที่จะไปแข่งขันกับประเทศอื่นให้ได้นะครับ ขณะเดียวกันเราก็ไม่ต้องการให้บริษัทใหญ่ ไปรังแกบริษัทเล็ก เราก็เลยมีการแก้ไขกฎหมายแข่งขันทางการค้า ซึ่งมีอยู่แล้วหลายปี เกือบ ๒๐ ปีแต่ไม่เคยมีการบังคับใช้เลย แล้วก็มีการปรับปรุงกฎหมายตรงนี้ให้มีการใช้ได้มากขึ้น มีการแก้ไขเรื่องของคํานิยามแล้วก็มีการทําให้กลไกมีประสิทธิภาพมากขึ้น เราก็รวมรัฐวิสาหกิจ เข้ามาอยู่ในกฎหมายแข่งขันทางการค้าด้วย แต่ก่อนเรายกเว้นรัฐวิสาหกิจสามารถที่จะ มีอํานาจผูกขาดได้ อันนี้ไม่ยกเว้นแล้วนะครับ ร่างกฎหมายแข่งขันทางการค้าได้สําเร็จเสร็จส่งไป ให้กับรัฐบาล ตอนนี้เข้าใจว่าอาจจะเข้าไปอยู่ในโพรเซส (Process) ครม. จะส่งให้ทาง สนช. แล้วนะครับ

อันที่ ๒ การปฏิรูปด้านเกษตร อันนี้เรื่องใหญ่นะครับ มีข้อเสนออยู่ ๕ ด้านหลัก ๆ มีวาระอยู่ ๕ วาระหลัก แล้วก็มีวาระพิเศษอยู่อีก ๔ วาระ วาระที่ ๑ ก็คือ การสนับสนุนให้เกษตรกรมี พ.ร.บ. รายได้และสวัสดิการของเกษตรกร เกษตรกรจําเป็น ต้องมีสวัสดิการบ้าง เรามีสวัสดิการสําหรับแรงงานในภาคอื่น ๆ แต่เราไม่มีสําหรับภาคเกษตร อันนี้ก็มีการร่างกฎหมายไว้ อันที่ ๒ มีการขอปรับโครงสร้างภาคเกษตรทั้งระบบโดยเฉพาะ ทางด้านชลประทาน เรื่องของระบบเงิน เรื่องของที่ดิน เรื่องของระบบโลจิสติกส์ (Logistics) แล้วก็เรื่องของปัจจัยการผลิตต่าง ๆ มีการปฏิรูปเรื่องข้อมูล อันนี้เป็นเรื่องสําคัญคือการทําให้เกษตรกรของประเทศไทย สามารถเป็นสมาร์ทฟาร์เมอร์ (Smart farmer) ได้ต้องมีระบบข้อมูลเข้าถึงข้อมูลการผลิต การตลาด ราคาสินค้าต่าง ๆ ให้ได้ แล้วก็มีเรื่องของการปฏิรูประบบความปลอดภัยของ สินค้ามาตรฐาน ซึ่งมีการได้คุยไปแล้วเมื่อสักครู่นะครับ นอกจากนั้นก็มีการเสนอให้มีการ ปฏิรูปสินค้าเกษตรอยู่ทั้งหมด ๗ รายการด้วยกัน มีเวลาอยู่เท่านั้นก็ทํามาได้ ๗ รายการ ก็มีเรื่อง ข้าว ยางพารา มันสําปะหลัง อ้อย ปาล์มน้ํามัน ข้าวโพด แล้วก็โคเนื้อ มีอยู่ ๗ ตัวด้วยกัน ในแต่ละด้านก็จะมีการขอให้มีการทําเป็นยุทธศาสตร์ของแต่ละด้านขึ้นมาเป็นนโยบาย ระยะยาวของประเทศพัฒนาต่อไปข้างหน้า เพิ่มประสิทธิภาพแล้วก็จัดระบบข้อมูล เพื่อที่จะให้แต่ละด้านสามารถทรงตัวเองอยู่ได้ในระยะยาว มีแผนยุทธศาสตร์ระยะยาว ไม่ใช่แต่เฉพาะในประเทศไทยแต่ให้อุตสาหกรรมต่าง ๆ เหล่านี้ พืชต่าง ๆ เหล่านี้ สินค้าต่าง ๆ เหล่านี้สามารถมีตําแหน่งแห่งหนที่ชัดเจนต่อไปในอนาคตนะครับ อีก ๔ เรื่อง ที่ทางภาคเกษตรเสนอก็คือเรื่องของสหกรณ์โดยเฉพาะเรื่องตลาดกลางสินค้าเกษตร พืชชีวภาพและความปลอดภัย คือทางภาคเกษตรเขามีความเชื่อว่าเราจําเป็นต้องคิดถึง เทคโนโลยีชีวภาพ เราไม่สามารถที่จะอิกนอร์ (Ignore) พัฒนาการทางนี้ในโลกได้นะครับ เราต้องพัฒนาเกษตรอินทรีย์สําหรับปุ๋ยสั่งตัด หมายถึงว่าเทเลอร์เมด (Tailor made) มีการวิเคราะห์ดิน วิเคราะห์พืชว่าต้องการใช้ในแต่ละพื้นที่ต้องการใช้ดินใช้ปุ๋ยอะไร เราก็สั่งปุ๋ยให้เหมาะสมกับพื้นที่ต่าง ๆ ตอนนี้ก็มีคลินิกทํากันอยู่นะครับ อีก ๒-๓ เรื่อง ของทางภาคเกษตรก็คือเรื่องการลดความเหลื่อมล้ํา เรื่องการจัดสรรที่ดิน เรื่องของ ประกันภัยพืชผล แล้วก็ปฏิรูปเกษตรพันธสัญญา ซึ่งเป็นส่วนที่คณะกรรมาธิการปฏิรูปเศรษฐกิจ การเงิน การคลัง และการธนาคาร เขาทําร่วมกันอยู่ เรื่องที่ ๓ ก็คือเรื่องของการสร้างสังคม ผู้ประกอบการ การสร้างสังคมผู้ประกอบการประกอบด้วยหลักการความคิดพื้นฐาน อยู่ ๒ อัน คือมี ๑ ฐานแล้วก็มี ๔ เสา ๑ ฐานก็คือว่าจะต้องมีการกําหนดยุทธศาสตร์ชาติ แล้วก็ทิศทางของแต่ละเซกเตอร์ (Sector) มีการจัดลําดับความสําคัญของเซกเตอร์ (Sector) ต่าง ๆ ว่าเซกเตอร์ (Sector) ไหนเราจะพัฒนาต่อไปข้างหน้า มีตําแหน่งในภูมิภาค ในอาเซียน (ASEAN) ในโลกที่ชัดเจนของแต่ละเซกเตอร์ (Sector) จากนั้นเมื่อเรารู้ว่าจะไปทิศไหน อย่างไรแล้วเราก็มานั่งคิดว่าต้องการคน ต้องการทรัพยากรอะไรแบบไหน แล้วก็มาออกแบบว่า โอเค (Okay) เพราะฉะนั้นจะต้องมีการพัฒนาการเรียนรู้สําหรับคนที่เราต้องสร้างขึ้นมา สําหรับอุตสาหกรรมพวกนี้อย่างไรบ้าง ต้องมีการส่งเสริมให้อุตสาหกรรมต่าง ๆ เหล่านี้ เจริญเติบโตต่อไปได้อย่างไรบ้าง โดยเฉพาะพวกเอสเอ็มอี (SMEs) แล้วก็มีกลไกของรัฐ มาสนับสนุนอย่างไรบ้าง แล้วก็มีการปฏิรูปกฎหมายเพื่อให้เอื้ออํานวยแต่ละอุตสาหกรรม แล้วก็ยกตัวอย่างเอาไว้เรื่องของอุตสาหกรรมชีวภาพ อุตสาหกรรมชีวภาพมันกินความไปถึง อุตสาหกรรมต่าง ๆ เยอะมาก อย่างเช่น ทั้งปาล์มน้ํามัน ข้าว ยางพารา ที่เราพูดเอาไว้ เมื่อสักครู่นี้ทั้งหมดเลย ต้องไปดูว่ามีอุตสาหกรรมอะไรบ้างที่เกี่ยวข้อง และในอุตสาหกรรม ต่าง ๆ เหล่านี้เขาต้องการคนอะไรบ้าง แต่ก่อนที่จะไปถึงจุดนั้นต้องมีวิสัยทัศน์ของ การพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศเสียก่อนว่าอุตสาหกรรมแต่ละอันนี้จะมีผลประโยชน์ กับประเทศไทยต่อไปได้อย่างไร เราควรจะมียุทธศาสตร์ในการวางตําแหน่งอุตสาหกรรมตัวนี้ ต่อไปได้อย่างไร จากนั้นเราถึงจะมาหาว่าต้องการคนที่มีความรู้ทางด้านไบโอ เบส อินดัสทรีส์ (Bio-based industries) ทางด้านไหนบ้าง ยางพารา ข้าว หรือว่าปาล์มน้ํามัน เราต้องการคน ประเภทไหน กี่คน อย่างไร วิทยาการทางด้านไหนบ้าง เราต้องปฏิรูปกระบวนการส่งเสริม จะพัฒนาส่งเสริมตรงนี้ให้คนเข้าไปพัฒนาอุตสาหกรรมต่าง ๆ ต่อไปได้อย่างไร รัฐบาลก็ต้อง แก้ไขปรับปรุงองค์กรให้สอดคล้องแล้วก็มีการปฏิรูปกฎหมายประกอบไปด้วยนะครับ อันนั้น ก็คือหน้าที่ ๓ ของเรื่องเกี่ยวกับการสร้างสังคมผู้ประกอบการจะเห็นว่าอันนี้ไม่ได้เป็นคําตอบ แต่เป็นวิธีการในการที่จะเข้าไปหาคําตอบของปัญหาอันนั้นนะครับ ข้อที่ ๔ คือการปฏิรูปเรื่องการท่องเที่ยว อันนี้เป็นภาพการบริการที่มีความชัดเจน การปฏิรูป มีอยู่ ๓ ด้านด้วยกัน คือปฏิรูปเรื่องวิสัยทัศน์ ปฏิรูปเรื่องของระบบการบริหาร และปฏิรูป เรื่องของขีดความสามารถในการแข่งขัน

เรื่องแรก ก็คือวิสัยทัศน์นะครับ คือเน้นเรื่องเป้าหมายคุณภาพของ นักท่องเที่ยว ไม่ใช่จะเอาจํานวน แต่เอาคุณภาพนะครับ ปรับเรต (Rate) ของนักท่องเที่ยว ของเราให้มีบริการที่มีมาตรฐานระดับโลกนะครับ ไม่ใช่เฉพาะในภูมิภาค แล้วก็กระจาย ผลประโยชน์อย่างเป็นธรรม นั่นก็คือเรื่องวิสัยทัศน์ภาคท่องเที่ยวของประเทศไทย ไม่ใช่วางตําแหน่งของประเทศไทยตอนนี้ แต่ว่ามาในภูมิภาคต่อไปข้างหน้าอีก ๒๐ ปีนะครับ โครงสร้างบริหารก็ต้องมีการปรับปรุง เปลี่ยนแปลง ต้องมีการเสนอว่ามีการปรับโครงสร้าง ส่วนกลาง อย่างเช่นคณะกรรมการเรื่องการท่องเที่ยวที่มีอยู่ก็ให้มีการเปลี่ยนให้กระชับมากขึ้น มีเอกชนมีบทบาทตรงนี้มากขึ้น

ด้านที่ ๒ ก็คือต้อง ๓ ประสานนะครับ เรื่องปฏิรูปโครงสร้างบริหาร คือภาครัฐ ภาคเอกชน แล้วก็ภาคชุมชน คือทางกลุ่มเขาเน้นทางด้านชุมชนมาก อยากให้ชุมชนมีส่วนร่วม ในการวางแผนพัฒนาเรื่องอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในพื้นที่ เป็นเจ้าของจะได้ช่วยกันทํา แล้วก็การเพิ่มขีดความสามารถของการแข่งขันนะครับ หน้าถัดไป การเพิ่มขีดความสามารถ คือป้องกันปัญหาความเสื่อมโทรมของแหล่งพื้นที่ท่องเที่ยว ซึ่งตอนนี้เริ่มเกิดขึ้นแล้วนะครับ มีปัญหา รักษาความปลอดภัยของสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ เหล่านี้ เสริมแหล่งท่องเที่ยวใหม่ ๆ พัฒนาการท่องเที่ยวเศรษฐกิจร่วมในพื้นที่ชายแดน แล้วก็พัฒนาการท่องเที่ยวในต่างประเทศด้วย ไม่ใช่เฉพาะประเทศไทยอย่างเดียว ในด้านโครงสร้างพื้นฐานเป็นเรื่องใหญ่มากเหมือนกันนะครับ เป็นหัวใจในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทยในข้างหน้า เราไม่ได้มีการพัฒนาโครงสร้าง พื้นฐานใหม่ ๆ ในประเทศไทย หลังจากที่เราทําอีสเทิร์นซีบอร์ด (Eastern seaboard) เสร็จ ท่านคิดดูมันนานมากนะครับ เราจําเป็นต้องมีโครงสร้างพื้นฐานอันใหม่ที่จะพัฒนาประเทศของเรา ต่อไปข้างหน้า ข้อเสนอมีอยู่ ๑๓ ข้อด้วยกัน ผมจะเน้นให้ฟังอยู่ ๒-๓ ข้อด้วยกันนะครับ

ข้อที่ ๕ พูดถึงเรื่องโครงสร้างพื้นฐานทางด้านบรอดแบนด์คอมมูนิเคชัน (Boardband communication) ไม่ใช่ต่อเฉพาะในประเทศไทย แต่เชื่อมประเทศเมียนมา ประเทศอินเดีย สปป. ลาว ต่อไปให้เป็นยวง โดยประเทศไทยจะทําตัวเป็นฮับ (Hub) เป็นศูนย์ของบรอดแบนด์คอนเนกทิวิตี (Boardband connectivity) อันนี้ก็มีการศึกษา ของทางยูเอ็น (UN) แล้ว อันนี้ก็มีข้อเสนอที่ทําต่อส่งไปให้กับทางรัฐบาลแล้วนะครับ

ข้อที่ ๗ คือผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของการคมนาคมขนส่ง ในอาเซียน (ASEAN) ทั้งอากาศ ทั้งบก แล้วก็ทั้งทางน้ําด้วยนะครับ ทั้ง ๓ ด้าน ทางอากาศ เราเหน่ง ๆ นะครับ อยู่ในพื้นที่ แต่ว่าเราไม่ได้ไปถึงไหนเลย มาติดปัญหาไอเคโอ (ICAO) อีกเป็นต้น เราต้องวิชันเลนส์ (Vision lens) แล้วก็เดินต่อไปข้างหน้าด้วยความมั่นคง มั่นใจนะครับ เดี๋ยวขอเวลาอีกสักนิดนะครับ

ประเด็นที่ ๙ ก็คือเรื่องการสร้างเศรษฐกิจพื้นฐานของโลจิสติกส์ (Logistics) ไม่ใช่แต่ในประเทศไทยนะครับ ของประเทศเพื่อนบ้านด้วย เราต้องรู้ว่าเขาทําอะไรอยู่ แล้วก็เชื่อมให้เป็นระบบขึ้นมา อันนี้ทางคณะได้มองไปถึงโครงสร้างพื้นฐาน อีกเรื่องหนึ่ง ก็คือเรื่องของการทําคอคอด เขาเรียกว่าคลองไทย เราไม่เรียกว่าคอคอดกระ เราเรียกว่า คลองไทยนะครับ ซึ่งทางกลุ่มมองเห็นว่าอันนี้น่าจะเป็นการเปลี่ยนเป็นเมกะโปรเจกต์ (Megaproject) ที่สามารถจะเปลี่ยนทําให้ประเทศไทยก้าวข้ามจากรายได้ปานกลาง ไปสู่ประเทศพัฒนา แล้วได้ภายในเวลาสัก ๑๕ ปี ๒๐ ปีนะครับ

เรื่องถัดมาเป็นเรื่องการเป็นจุดเชื่อมของอาเซียน (ASEAN) เรารู้ว่า อาเซียน (ASEAN) มีความสําคัญต่อประเทศไทยนะครับ เรามีข้อมูลเยอะแยะตอนนี้ เพียงแต่ว่าเราใช้ประโยชน์จากอาเซียน (ASEAN) มากน้อยสักเท่าไร การประเมินของผมคือ เราใช้ประโยชน์จากมันน้อยมาก เพราะเราไม่ค่อยได้ศึกษาทําความเข้าใจว่าจะเป็นประโยชน์ กับเราได้อย่างไร มีข้อเสนออยู่ ๖ ข้อด้วยกัน อันที่ ๑ คือต้องปรับทัศนคติของเราเกี่ยวกับ เพื่อนบ้าน ไม่ใช่ว่าจะเอาเปรียบเขาอย่างเดียว เราต้องไปด้วยกัน ถ้าเราทําให้เขารวยได้แล้ว ในสถานการณ์ปกติทํานะครับถ้าเรารวย เรารวยได้แล้วเขารวยด้วย เราอย่าไปคิดว่าจะเอารวย อย่างเดียวมันไม่เกิด อันนี้ต้องมีการเปลี่ยนทัศนคติ แล้วก็เรื่องของประวัติศาสตร์เขาต้องทิ้งเอาไว้ก่อน ประวัติศาสตร์ก็ให้อยู่ในประวัติศาสตร์ไป อนาคตเราต้องร่วมกันเดินไปข้างหน้า อย่างที่ผมพูดไว้เมื่อสักครู่นี้ก็คือว่า เราจะเป็นศูนย์กลาง ตรงนี้ได้ทุกประเทศต้องร่วมเดินไปกับเรา เราเดินคนเดียวไม่ได้ถึงแม้โลเคชัน (Location) จะดี แต่ถ้าประเทศอื่นไม่เอาด้วยเราเดือดร้อนไปไม่ได้ ฉะนั้นต้องไปด้วยกันนะครับ ส่งเสริม ให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางทางด้านคมนาคมสื่อสารในภูมิภาค ขอตั้งศูนย์ความเชื่อมโยง อาเซียน (ASEAN) ในประเทศไทย คืออาเซียน เซนเตอร์ ฟอร์ คอนเนกทิวิตี (ASEAN Center for Connectivity) ตั้งในประเทศไทย เราจะได้เป็นคนดูแลแล้วก็ซัพพอร์ต (Support) ตรงนี้ได้ ยุทธศาสตร์และอุตสาหกรรมนี้อาเซียน (ASEAN) ก็มี เขาเรียกว่า ไพรออริตี อินทีเกรเตอร์ เซกเตอร์ (Priority integrator sector) เรื่องโลจิสติกส์ (Logistics) อุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป แล้วก็เรื่องท่องเที่ยว เราใช้ประโยชน์จากตรงนี้ได้ นอกจากนั้นเรามีอุตสาหกรรม ที่มีความเข้มแข็งมากกว่าประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งเราต้องพัฒนาตัวนี้ ใช้ความได้เปรียบของเรา ใช้จุดแข็งของเราให้เป็นประโยชน์ เช่น ชิ้นส่วนยานยนต์ ค้าปลีก ค้าส่ง ค้าปลีกค้าส่งนี้ใหญ่มาก สําคัญมาก อุตสาหกรรมทางด้านการเงิน ถ้าเราต้องการทําให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง อุตสาหกรรมการเงินนี้สําคัญมาก ๆ นะครับ แล้วก็เรื่องอสังหาริมทรัพย์ นี่ก็คือเซกเตอร์ (Sector) ต่าง ๆ ที่เราคิดว่าได้ประโยชน์ แต่ก็มีเซกเตอร์ (Sector) ที่ไปไม่รอด ก็ต้องมีนโยบาย มีมาตรการในการที่จะช่วยเหลือเซกเตอร์ (Sector) ที่ไปไม่ได้ มีการจัดตั้งเศรษฐกิจพิเศษ ตามแนวชายแดนเพื่อให้สินค้าผ่านได้สะดวกขึ้น โดยการดึงเอามาตรการในอาเซียน (ASEAN) มาใช้อย่างเช่นอาเซียน ซิงเกิล วินโดว์ (ASEAN Single Window) ทําให้มีการปลอดการเช็ก (Check) หลาย ๆ ครั้ง ตรวจครั้งเดียวผ่านหมดนะครับ เป็นต้น ต้องมีการบริหารความร่วมมือ ในอาเซียน (ASEAN) อันนี้เราก็เสนอว่าให้มีรองนายกรัฐมนตรีทางด้านเศรษฐกิจเป็นประธาน ดูแลประสานงานความร่วมมือทางด้านอาเซียน (ASEAN) ต่าง ๆ ขึ้นมา ตอนนี้ทางด้านอื่น ๆ มีรองนายกรัฐมนตรีทางด้านต่างประเทศดูแลอยู่แล้วนะครับ แต่ว่าทางด้านเศรษฐกิจต้อง มีการประสานงาน แล้วก็มีการตั้งสํานักงานอาเซียน (ASEAN) แห่งชาติทางด้านเศรษฐกิจขึ้นมา โดยมีผู้บริหารระดับสูงเป็นคนประสานงาน ที่สําคัญที่สุดข้อ ๖ เอกชนจะต้องเป็นตัวลีก (League) ต้องมีส่วนร่วมอย่างสําคัญ เป็นตัวนําไม่ใช่มีส่วนร่วมเฉย ๆ ในการพัฒนา การเชื่อมโยงต่อไปของอาเซียน (ASEAN) ถัดมาเป็นเรื่องของการลงทุนในต่างประเทศ การลงทุนในต่างประเทศเป็นการวางตําแหน่งของประเทศไทยในระยะยาว เราซื้อมาขายไปมันจบ แต่ถ้าเราลงทุนมันเป็นการกินยาว เราต้องลงทุนในต่างประเทศมากขึ้นเพื่อที่จะวางตําแหน่ง ของประเทศไทยต่อไปในอนาคต ข้อเสนอก็คือต้องมียุทธศาสตร์ในการลงทุนในต่างประเทศ ที่ชัดเจน ขยายกลไก สนับสนุนเอกชนโดยตรง อย่างเช่นประเทศที่พัฒนาแล้วเขาทํา อย่างประเทศญี่ปุ่นมีเจโทร (JETRO) มาช่วยองค์กรเอกชนของเขาขยายการลงทุน ในต่างประเทศ ปรับปรุงขยายบทบาทขององค์กรในประเทศให้ชัดเจนมากขึ้น แล้วก็ มีการประชาสัมพันธ์ให้มีการมาลงทุนให้คนไทยไปลงทุนในต่างประเทศมากขึ้น สุดท้าย เรื่องของเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) เศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) เป็นการปฏิวัติครั้งที่ ๔ ของอุตสาหกรรมในโลก อีก ๑๐ ปีข้างหน้าเรามองภาพ เกือบไม่ออกนะครับ ตอนนี้ถ้าเรามองไป ๕ ปีที่แล้วเรานึกไม่ออกว่าตอนนี้มีโทรศัพท์มือถือ ที่มันใช้ได้ ทําทุกอย่างได้ทั้งจ่ายเงิน รับเงิน โอนเงินต่าง ๆ ต่อไปอีก ๑๐ ปีข้างหน้าท่านคิดดูว่า เศรษฐกิจในภูมิภาคอันนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป เราต้องมีการเตรียมโครงสร้างพื้นฐาน ให้พร้อมนะครับ เมื่อสักครู่เราพูดถึงเรื่องบรอดแบนด์ซูเปอร์ไฮเวย์ (Boardband superhighway) เราต้องวางตําแหน่งตรงนี้เอาไว้ตั้งแต่ตอนนี้แล้ว ไม่ใช่ไปนั่งคิดกันตอนหลังนะครับ ต้องมีเรื่อง ซอฟต์อินฟราสตรักเจอร์ (Soft infrastructure) ต้องมีเซอร์วิสอินฟราสตรักเจอร์ (Service infrastructure) แล้วก็มีเรื่องของการส่งเสริมให้ทุกคนมีความรู้ความเข้าใจ ในการใช้เครื่องมือเครื่องไม้ต่าง ๆ มากขึ้น แล้วก็มีการสร้างองค์ความรู้ทางด้านดิจิทัล (Digital) เพื่อเราจะได้เป็นเซนเตอร์อินเวสต์เมนต์ (Center investment) ในภูมิภาคอันนี้ต่อไป ข้อเสนอทั้ง ๘ ข้อนี้ในส่วนที่เป็นเรื่องการเสนอให้มีการแก้ไขกฎหมายก็มีการร่างกฎหมาย ยื่นไปแล้วนะครับ นอกจากข้อเสนอต่าง ๆ เหล่านี้แล้วก็ยังมีเรื่องเอนนาเบิล (Enable) ต้องมีตัวปัจจัยสําคัญในการที่จะทําให้สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เกิดขึ้นเป็นจริงได้ ขอสไลด์ (Slide) ก่อนสุดท้ายอันหนึ่ง โดยเฉพาะเรื่องของการดําเนินการตามแผน คือมันทําไม่ได้หรอกครับ ถ้าเราวางแผนไว้แล้วไม่มีการทําตาม ในเรื่องของยุทธศาสตร์ ด้านต่าง ๆ เรามียุทธศาสตร์ แต่ที่สําคัญก็คือว่าจะดําเนินการตามแผนต่าง ๆ ได้อย่างไร สไลด์ (Slide) อีกอันหนึ่งอันสุดท้าย ต้องมีการติดตามประเมินผล อย่าทําเอง ให้เมืองนอก ให้องค์กรระหว่างประเทศมาประเมินว่าเราทําได้ตามเป้าหรือเปล่า เคพีไอ (KPI) ที่เราตั้งไว้ การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ เรื่องของคอร์รัปชัน เรื่องอะไรต่าง ๆ พวกนี้เอาข้างนอก มาประเมินเรานะครับ การมีส่วนเป็นเจ้าของเป้าหมายเป็นเรื่องสําคัญ เมื่อสักครู่นี้ ท่านรัฐมนตรีสุวิทย์บอกว่าจะเดินร่วมกันไปได้อย่างไร เป้าหมายที่เราวางเอาไว้ เป็นเป้าที่เราเสนอ ถ้าประชาชนทุกคนยึดอันนี้เป็นเป้าก็จะเป็นประโยชน์ในการทําให้ทุกคน สามารถเดินไปพร้อม ๆ กันได้ แต่ถ้าอันนี้ไม่ใช่เป็นเป้าของประชาชน เป็นเป้าของ สปช. หรือเป็นเป้าของ สปท. หรือเป็นเป้าของ ครม. หรือเป็นเป้าของ คสช. ไม่มีทางที่จะพัฒนา ต่อไปได้นะครับ อันนี้ก็เป็นข้อเสนอต่าง ๆ ที่ทางคณะกรรมาธิการทางด้านเกษตร พาณิชย์ ท่องเที่ยวและบริการ และโลจิสติกส์ (Logistics) ได้นําเสนอไว้ เราก็ฝากงานอันนี้ไว้ให้กับท่าน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศได้เอาไปใช้ต่อ พวกเรายินดีเข้ามาให้ข้อมูลเพิ่มเติม ในข้อเสนอต่าง ๆ ซึ่งรายละเอียดจะมีมากกว่าที่ผมพูดไว้เยอะในหนังสือเล่มนี้ ขณะเดียวกัน โลกเปลี่ยนไปเร็วมาก ตั้งแต่ที่เราทําเสร็จมาจนถึงตอนนี้โลกเปลี่ยนไปเยอะมาก โดยเฉพาะ การเปลี่ยนแปลงทางด้านการเงิน เพราะฉะนั้นมีเรื่องใหม่ ๆ เกิดขึ้นอีกมากมายก็ต้อง เอาเรื่องเหล่านี้เอามาคิดแล้วก็จัดไพรออริไทซ์ (Prioritize) เสียใหม่ เราไม่ได้ยึดว่าตรงนี้ เป็นคัมภีร์ เราคิดว่าอันนี้เป็นไกด์ (Guide) มากกว่า เป็นไกด์บุ๊ก (Guide book) ที่จะ เดินไปในทางด้านต่าง ๆ ได้ อันหนึ่งที่เราคิดว่ามันน่าจะทําแต่ไม่มีเวลาในการทํา ก็คือ มีการศึกษาอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ในการทํายุทธศาสตร์แต่ละด้านซึ่งเราไม่มีเวลาทํา ต้องทําในเซกเตอร์ (Sector) ต่าง ๆ อย่างเป็นระบบนะครับ ก็ฝากอันนี้ไว้กับทาง สปท. ขอบคุณมากครับท่านประธาน

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบพระคุณท่านสุทัศน์ เศรษฐ์บุญสร้าง มากนะคะ เรียนเชิญท่านกษิต ภิรมย์ ค่ะ ท่านเสนอชื่ออภิปรายไว้ใช่ไหมคะ เชิญค่ะ

นายกษิต ภิรมย์

ขอบคุณท่านประธาน ที่จริงผมลืมไปแล้วว่าต้องพูด แต่ว่านิดเดียว ก็ต้องขอขอบคุณดอกเตอร์สุทัศน์ด้วย ท่านเคยเป็นรองเลขาธิการอาเซียน (ASEAN) อยู่ที่จาการ์ตา เพราะฉะนั้นเรื่องอาเซียน (ASEAN) ท่านก็ไม่เป็นรองใคร อันนี้ ต้องขอขอบพระคุณด้วย คือผมมีประเด็นเดียวครับไหน ๆ จะพูดแล้ว ทั้งหมดเมื่อสักครู่นี้ เราได้พูดกับดอกเตอร์สุวิทย์ด้วยว่าที่เราได้เป็นมาในการผลิตแล้วก็ส่งออกมันเป็นเทคโนโลยี ของต่างประเทศ คือเราเป็นมือปืนรับจ้าง แล้วเราก็มีอุตสาหกรรมขนาดเบาเป็นหลัก พวกอาหาร พวกเครื่องไฟฟ้า รถยนต์อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ สิ่งทอ แล้วก็เพชรนิลจินดา แต่พอมาถึงวันนี้เราไม่สามารถที่จะขายสินค้าเหล่านี้ไปได้เหมือนเดิม เพราะว่าคู่แข่งในโลกมากขึ้น แล้วก็โรงงานแม้กระทั่งในประเทศไทยก็เริ่มย้ายไปประเทศเมียนมา ไปอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ ฉะนั้นผมจะขอเรียนถามท่านสุทัศน์ว่าถ้าเผื่อเราจะเลือกสัก ๓-๔ สาขาที่เป็นอุตสาหกรรมใหม่ ที่มีนวัตกรรม มีความคิดความอ่านในการที่จะขับเคลื่อนประเทศไทยโดยที่ไม่พึ่งสินค้า ที่เราทํามาก็ตั้งสมัยท่าน พลเอก เปรมเป็นนายกรัฐมนตรี แล้วก็เราเริ่มที่จะยุติการ เป็นประเทศที่ผลิตอุตสาหกรรมเพื่อทดแทนการนําเข้ามาสู่อุตสาหกรรมที่ผลิตเพื่อการส่งออก เราประสบความสําเร็จมาใน ๕๐ ปี โดยประมาณที่ผ่านมา และ ๒๐-๓๐ ปีแรกอัตรา การเจริญเติบโตของเราก็ตั้ง ๘-๑๓ เปอร์เซ็นต์ใช่ไหม แล้วเราก็ขึ้นมาจากรายได้ต่อหัว ๔๐๐ เหรียญมาเป็น ๕,๐๐๐ เหรียญ แต่ ณ วันนี้มันไปตามสภาพเดิมไม่ได้แล้วเราต้อง ปรับโครงสร้างทั้งหมด ก็ขอกราบเรียนถามท่านดอกเตอร์สุทัศน์ว่าในความคิดเห็นตัวของท่าน เราควรจะเอาเรื่องอะไรซับเซกเตอร์ (Subsector) ของอุตสาหกรรม หรือการผลิต หรือการบริการ อะไรสัก ๓-๔ เรื่องที่ประเทศไทยจะต้องหลุดออกไปจากสภาวะเดิมแล้วก็สามารถที่แข่งขันได้ ขอขอบคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

เชิญท่านดอกเตอร์สุทัศน์ค่ะ

นายสุทัศน์ เศรษฐ์บุญสร้าง

ขอบคุณครับท่านประธาน ขอบคุณครับ ท่านกษิต สําหรับคําถามดีมากเลยครับ คือเรามัวแต่สนใจอุตสาหกรรม แต่เราลืมไปว่าบริการตัวใหญ่เลย เมื่อสักครู่นี้ที่ผมให้ดูเป็นภาพอันหนึ่ง ๑๐ เซกเตอร์ (Sector) ที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทยเซกเตอร์ (Sector) แรกคือการค้าครับ ค้าปลีก ค้าส่ง เซกเตอร์ (Sector) ที่ ๒ ถึงจะเป็นเกษตร ๑๑ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งมาเป็น ๑๑ เปอร์เซ็นต์ตอนหลังนี่เอง คมนาคมขนส่ง โลจิสติกส์ (Logistics) บริการทางด้านการเงิน ถ้าท่านขอ ๓ ตัว ๓ ตัวนี้เลย การค้าโลจิสติกส์ (Logistics) คมนาคมขนส่งโลจิสติกส์ (Logistics) ทั้งยวงนี้ แล้วก็เรื่อง บริการทางด้านการเงิน แล้วโดยเฉพาะอันที่ ๓ ก็คือเรื่องบริการทางด้านการเงิน คือถ้าเรา มองประเทศไทยไปข้างหน้าเริ่มจากจุดแข็งของเรา จุดแข็งของเราก็คือโลเคชัน (Location) ประเทศเราควรจะเป็นจุดที่คนซื้อมาขายไปเหมือนกับสมัยสุโขทัย ถ้าประเทศเราเป็นอย่างนั้น ก็จะคล้าย ๆ กับฮ่องกงหรือว่าสิงคโปร์ ถ้าเราจะเป็นฮ่องกง สิงคโปร์ สิ่งที่เราจะต้องมี ต้องมีอะไรบ้าง ระบบกฎหมายต้องชัดเจน ระบบการเงินก็ต้องดี คนก็ต้องมีคุณภาพ ในทางด้านนี้ เพราะฉะนั้นถ้าจะเอากันเจ๋ง ๆ เลยก็ ๒-๓ อันนี้ ทีนี้มาติดปัญหา เราก็มีการคุยกัน ในคณะกรรมาธิการครับ มันติดปัญหาใหญ่คือเรื่องโลจิสติกส์ (Logistics) ของประเทศไทย อุตสาหกรรมโลจิสติกส์ (Logistics) ประเทศไทย ๙๐ กว่าเปอร์เซ็นต์อยู่ในมือของภาครัฐ การบินไทย การรถไฟอะไรต่าง ๆ ถ้าไม่ปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ อุตสาหกรรมทางด้านโลจิสติกส์ (Logistics) การวางตําแหน่งประเทศไทยในอนาคตเป็นไปไม่ได้ ชัด ๆ แค่นี้เลย เพราะฉะนั้น ต้องปฏิรูป แล้วก็เป็นลําดับสําคัญที่สุดของการที่จะต้องปฏิรูปก็คืออุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง เกี่ยวกับทางด้านโลจิสติกส์ (Logistics) การคมนาคมขนส่ง การบินไทยก็อีกตัวหนึ่ง ทั้งเรือ ทั้งบก ทั้งอากาศ เราติดหมดเลย จะทําอย่างไรถึงแกะตรงนี้ออกมาให้มีการบริหาร อย่างมีประสิทธิภาพ เศรษฐกิจ ๒ เสนอเอาไว้ว่า ๑. ก็ควรจะมีการแยกออกมาเรื่องของ การวางนโยบาย เรื่องของการปฏิบัติ เรื่องของการบริหาร การปฏิบัติให้แยกออกมาจากกันเด็ดขาด ไม่ใช่มั่วกันอยู่ คลุกกันอยู่ตอนนี้ คือผู้ตัดสินใจวางนโยบายขึ้นมาเป็นผู้บริหารเสียเอง แต่งตั้งกันเอง ไป ๆ มา ๆ ก็ไม่สามารถที่จะแกะตรงนี้ออกมาได้ ผมก็จะฝากตรงนี้เอาไว้ คือเรื่องโลจิสติกส์ (Logistics) ผมว่าเป็นคีย์ (Key) สําคัญที่สุด โลจิสติกส์ (Logistics) มีทั้งฮาร์ดแวร์ (Hardware) ซอฟต์แวร์ (Software) ฮาร์ดแวร์ (Hardware) ก็ด้วย ซอฟท์แวร์ (Software) ก็ด้วย บรอดแบนด์ซูเปอร์ไฮเวย์ (Broadband superhighway) เรานี่เหน่ง ๆ อยู่เลย เพราะว่าตอนนี้เรามีซับมารีนเคเบิล (Submarine cable) เข้าที่ จังหวัดระนอง แล้วก็ใช้เฉพาะสําหรับแคท (CAT) ทีโอที (TOT) ของเราไปใช้บริการ ของประเทศสิงคโปร์ ต่อประเทศสิงคโปร์ทําไมเราไม่ทําตรงนี้ให้เกิดความเข้มแข็งมากขึ้น ต่อคาบเลย การส่งสัญญาณไปที่เมืองจีนจากประเทศไทยตอนนี้อ้อม อ้อมประเทศเวียดนาม อ้อมขึ้นไปจะถึงเมืองจีน แล้วก็ไปออกในยุโรป อเมริกา ทําไมเราไม่ต่อตรง สร้างตรงนี้ขึ้นมา ให้เป็นฮับ (Hub) ของด้านการสื่อสารในประเทศไทยเป็นต้น อันนี้ก็ ๒-๓ อย่างที่เรามองไว้ว่า น่าจะเป็นไพรออริตี (Priority) ที่สําคัญนะครับ ไม่ใช่สินค้า

อีกอันหนึ่งขออภัย คือถ้าไปดูแวลูแอดเดด (Value added) มูลค่าเพิ่ม ของเทกซ์ไทล์การ์เมนต์ (Textile garment) แล้วก็ยานยนต์ อย่างที่ผมเมื่อสักครู่นี้ ผมลิสต์ (list) ขึ้นมาได้อยู่ในท็อปเทน (Top ten) ซึ่งแสดงว่าไม่ถึง ๒ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี (GDP) เล็กมาก ที่เราเรียกว่าตัวเลขส่งออกมันเยอะ แต่ความจริงแล้วแวลูแอดเดด (Value added) มูลค่าไม่ได้เยอะเท่าไรนะครับ อย่าไปเข้าใจผิดตัวเลขเรื่องของการส่งออก ขอบคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบคุณมากค่ะ มีท่านสมาชิกจะเสนออภิปรายอีกไหมคะ

(ไม่มีสมาชิกขออภิปราย)

ถ้าไม่มีนะคะ ดิฉันขอกราบขอบพระคุณท่านดอกเตอร์สุทัศน์ เศรษฐ์บุญสร้าง มากนะคะที่กรุณามาให้ความรู้ในวันนี้ และคงจะใช้เป็นประโยชน์สําหรับคณะกรรมาธิการ เศรษฐกิจของเราเป็นอย่างมาก ขอบพระคุณค่ะ ท่านสมาชิกคะ ดิฉันขอดําเนินการไปตาม ระเบียบวาระก่อนนะคะ

ระเบียบวาระที่ ๓ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว ไม่มี

ระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องที่ค้างพิจารณา ไม่มี

ระเบียบวาระที่ ๕ เรื่องที่เสนอใหม่ ไม่มี

ระเบียบวาระที่ ๖ เรื่องอื่น ๆ ไม่มี

และก่อนปิดการประชุมดิฉันขอนัดหมายการประชุมของคณะกรรมาธิการ วิสามัญขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ ครั้งแรกนะคะ ตามที่ได้มีคําสั่งมีมติตั้งคณะกรรมาธิการชุดนี้ขึ้นแล้วตามข้อบังคับ ข้อ ๗๘ นั้น ได้ขอนัดประชุมครั้งแรกในวันพุธพรุ่งนี้ค่ะ เวลา ๑๔.๐๐ นาฬิกา ห้องประชุมกรรมาธิการ หมายเลข ๓๗๐๑ ชั้น ๗ อาคารรัฐสภา ๓ เข้าใจว่าทางเจ้าหน้าที่ก็จะมีเมสเสจ (Message) ไปเตือนท่านที่เป็นกรรมาธิการอยู่ในชุดนี้ด้วยนะคะ

แล้วอีกเรื่องหนึ่งคือว่าวันจันทร์ที่ ๒๓ และวันอังคารที่ ๒๔ จะไม่มีการประชุม สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เพราะว่าจะให้เวลาสมาชิกได้ไปประชุมในคณะกรรมาธิการ ชุดย่อย ๆ ของท่านเพื่อที่จะได้ทําการบ้านทํารายงานส่งทันในวันที่ ๑๐ ธันวาคม บัดนี้ หมดวาระการประชุมแล้ว ขออนุญาตปิดประชุมค่ะ ขอบคุณค่ะ

เลิกประชุมเวลา ๑๘.๓๗ นาฬิกา