กษิต ภิรมย์ พูดถึงปัญหาการพัฒนาประเทศไทยและความจำเป็นในการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจ เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกแข่งขันจากประเทศอื่น และพัฒนาไปสู่สังคมที่มีองค์ความรู้และเทคโนโลยี
ขอบคุณครับท่านประธาน ผม กษิต ภิรมย์ สปท. เบอร์ ๗ ก็รู้จักท่านรัฐมนตรีพอสมควรนะครับ แต่ฟังดูทั้งหมดแล้วเสมือนว่า ครม. และรัฐบาลนี้จะอยู่ไปอีก ๒๐ ปี อันนี้ต้องระมัดระวังนิดหนึ่งนะครับ แล้วผมก็ยังมีความเชื่อมั่น ว่าอย่างไรก็ต้องพูดกับพรรคการเมืองครับท่านประธาน เพราะว่าอันนี้เป็นสิ่งที่ทาง ข้าราชการประจําทําขึ้นมาให้กับคณะรัฐบาลแล้วก็ คสช. และถ้าเผื่อไม่มีการโยงใยกันวันนี้ เมื่อไม่มีการเลือกตั้งมันจะเป็นปัญหาอย่างใหญ่หลวง อันนี้ผมก็ขอฝากไว้เท่านั้นเองว่า จะทําอย่างไรเพื่อให้มีการถ่ายทอดข้อมูลแล้วก็ความคิดเห็นนี้ไปที่ฝ่ายการเมืองเป็นสําคัญ กับอันที่ ๒ ก็เสมือนกับว่าท่านคิดเองเออเองด้วย แล้วถ้าเผื่อจะมีแวดวงวิชาการแล้วก็ โดยเฉพาะธนาคารโลก สถาบันไอเอ็มเอฟ (IMF) ธนาคารเพื่อพัฒนาเอเชีย แล้วก็หน่วยงาน ในสหประชาชาติเขาจะคิดเห็นและให้ข้อต่างจะได้ไหม อันนี้เป็นเรื่องที่สําคัญ เพราะผม ไม่ค่อยแน่ใจว่าทั้งหมดจะถูกต้อง อาจจะไม่พูดว่าถูกต้อง อาจจะไม่ดีว่ามันไปได้หรือ ในการที่จะนําพาประเทศไทยต้องมีคนมาติมาชมด้วยไม่อย่างนั้นก็คิดเองเออเอง แล้วก็จะ มาทํางานกันทั้งแม่น้ํา ๕ สาย และบอกทุกคนต้องอยู่ในลู่เดียวกันมันเป็นการกดความคิด ความอ่านที่จะให้แตกต่างกันลงไปได้ แล้วในเรื่องการจัดลําดับความสําคัญก็เป็นเรื่องที่สําคัญ ในแนวตั้งนั้นท่านบอกว่า ๖ สายใช่ไหมครับ รองนายกรัฐมนตรี คราวนี้ผมก็ถามว่าแล้ว ครม. จะต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปอีก ๒๔ เดือน แต่ว่ามาขับเคลื่อนปฏิรูปด้วย ขณะที่เรา ก็มีสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ งานซ้อนกันหรือเปล่า มันอย่างไรที่จะไปด้วยกันอย่างไร เพราะว่าเราต้องการ ครม. เพื่อจะตัดสินลงมติกับสิ่งที่เราจะเสนอขึ้นไปแล้วก็สั่งการให้มีผล ในการปฏิบัติเพื่อจะแก้ประเด็นปัญหาต่าง ๆ ที่ประเทศไทยได้เผชิญอยู่ดังที่ท่านรัฐมนตรีสุวิทย์ ได้กล่าวไว้นะครับ และที่สําคัญก็คือผมค่อนข้างจะสะดุ้งสักนิดหนึ่งกับคําว่าประเทศไทย อยู่ในช่องว่างแล้วก็ประเทศไทยจะเป็นเฟลสเตท (Failed state) ผมไม่ค่อยจะเห็นด้วยครับ เพราะว่าในวลีสุดท้ายของท่านรัฐมนตรีก็บอกว่ามันเป็นคอนตินิวอัสโพรเซส (Continuous process) คือหมายความว่าวิวัฒนาการของสังคม กระบวนการของสังคม ก็เคลื่อนไปเรื่อย ๆ จะช้าจะเร็ว แต่ว่า ณ วันนี้มันถึงขั้นวิกฤติเพราะดังที่เราได้พูดกันมาตลอดว่า เราอยู่ในมิดเดิล อินคัม แทรป (Middle Income Trap) คือหมายความว่าอะไรครับ ว่า ๕๐ ปี ของการผลิตเพื่อการส่งออกหรือที่เรียกว่าเป็นเอ็กซ์ปอร์ต เลด อีโคโนมี (Export-led economy) ค่าแรงเราสูงขึ้นเทคโนโลยีใหม่เราไม่มี เราเป็นมือปืนรับจ้างของบริษัทญี่ปุ่นเป็นสําคัญ แล้วตอนนี้เราก็ถูกแข่งขันด้วยประเทศที่เขาค่าแรงน้อยกว่าโรงงานก็ต้องออกไปจากประเทศไทย ก็ถึงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อที่เราจะต้องลงปัญญา พัฒนาคน พัฒนาวิทยาศาสตร์ แล้วก็ เทคโนโลยี จําเป็นจะต้องเปลี่ยนแต่ไม่ใช่ว่าเราล้มเหลวหรือว่าเราอยู่ในช่องว่างอันนี้ ผมก็รับไม่ได้เพราะว่าเราได้เพียรพยายามที่จะทํากันมาทุกยุค ทุกรัฐบาล ภาคเอกชนต่าง ๆ แล้วก็ที่สําคัญคือว่าเอกชนไทยไม่ได้ปรับตัวหรือว่าปรับช้าเพราะว่าเราเจริญเติบโตมาได้ เพราะมีตลาดของประเทศพัฒนาแล้วโดยเฉพาะยุโรป อเมริกาเหนือ แล้วก็ประเทศญี่ปุ่น ที่เขาให้สิทธิพิเศษทางด้านศุลกากรที่เรียกว่าระบบจีเอสพี (GSP) เราถึงได้แต้มต่อ เราก็ส่งสินค้าไปขายใน ๓ ประเทศ หรือว่า ๓ ทวีปอันนี้ด้วยระบบแต้มต่อเพราะว่าตอนนั้น เราไม่มีประเทศเวียดนามมาแข่ง เราไม่มีประเทศจีนมาแข่ง เขาอยู่ในโลกคอมมิวนิสต์ แต่ว่า ณ วันนี้คู่แข่งมันเปิดขึ้นไปแล้ว เมื่อระดับการพัฒนาเรารายได้ต่อหัวถึง ๕,๐๐๐ เหรียญต่อคน เขาก็เริ่มที่จะไม่ให้สิทธิพิเศษทางด้านศุลกากรหรือจีเอสพี (GSP) แต่ว่าภาคเอกชนของเรา ในช่วง ๑๐-๑๕ ปี ทั้ง ๆ ที่รู้แล้วว่าจีเอสพี (GSP) จะหมดไปก็ไม่ได้ปรับโครงสร้าง เราก็มีประเด็นปัญหาทางการเมืองที่ทําให้เสมือนว่าเราเป็นเฟลสเตท (Failed state) ในแง่ของการล้มเหลวของประชาธิปไตย แต่ไม่ใช่เป็นการล้มเหลวของรัฐชาติประเทศไทย เราปรับตัวไม่ทัน แล้วรัฐบาลที่เข้ามาก็แก้ปัญหาเฉพาะหน้าเราต้องเอาความจริงอันนี้มาออก คราวนี้เอามาพูดกัน แต่ ณ วันนี้เราจะมีช่วงของการเปลี่ยนผ่าน ตอนนี้เรายุติการสู้รบ ทางด้านการเมือง เราจะมาร่วมกันปฏิรูป ก็ต้องมาวางรากฐานว่าเราจะหันเหจากการส่งออก ด้วยสินค้าที่เรียกว่าเป็นสินค้าอุตสาหกรรมขนาดเบา เป็นมือปืนรับจ้างให้กับบริษัท มังค่าทั้งหลาย เราจะต้องไปสู่การผลิตที่จะเน้นไปทางด้านการบริการ เทคโนโลยี มีมันสมอง มีดีไซน์ (Design) อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ แต่ในเมื่อเราถึงจุดที่จะปรับเปลี่ยนเราจะบอกว่า ๕๐ ปีที่ผ่านมาล้มเหลวคงจะไม่ได้หรือจะหนีช่องว่างไม่ได้ ถึงระยะเวลาที่ประเทศไทย จะทําตัวเหมือนเดิมไม่ได้แล้วเท่านั้นเอง แล้วเราก็ต้องมุ่งในการที่จะปฏิรูปไปสู่สังคม ที่มีองค์ความรู้ เป็นโนว์เลดจ์เบส (Knowledge based) ผมคิดว่าเราต้องเข้าใจเรื่องพื้นฐาน กันเสียก่อน ไม่อย่างนั้นแล้วเมื่อไม่เข้าใจความเป็นมาและจุดหันเหของประเทศไทยอาจจะ พูดกันคนละภาษา แล้วเราจะต้องทํางานร่วมกันก็ต้องแยกแยะว่างานของ ครม. คืออะไรแน่ งานของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศคืออะไร ไม่ใช่มาทํางานซ้อนกัน ที่นี่ต้องเร่งมีข้อยุติ เพื่อจะส่งให้ ครม. ตัดสินใจ หรือ คสช. เพื่อจะได้ขับเคลื่อนประเทศไทยได้ อันนี้เป็นเรื่องที่ น่าจะมีกติกา แล้วในการที่ท่านเสนอมาอย่างนี้จะให้เรารับมาทั้งดุ้นแล้วบอกว่าต้องเดินตาม ก็ลําบากนะครับ ต้องมีการจัดลําดับความสําคัญก่อนหลังจาก ครม. มาเสียก่อนว่าในเรื่องที่ เกี่ยวกับการศึกษามี ๑๐ เรื่อง ขอให้ที่นี่ทําให้เสร็จ ๓-๕ เรื่อง ภายใน ๖ เดือนได้ไหม อันนั้นก็จะมีวิธีการทํางานที่จะสอดคล้องกันแล้วก็ไปในทิศทางเดียวกันได้ แล้วก็ต้อง ขอความกรุณาด้วยเหมือนกันว่าใน ๖ สาขาหลักนั้น การให้สัมภาษณ์ต้องระมัดระวังนิดหนึ่ง อย่างน้อยเตรียมกับเราเสียก่อน เดี๋ยวท่านสัมภาษณ์ไปอย่างเรามีข้อสรุปไปอีกอย่าง แล้วเราก็มาทะเลาะกันเอง ระหว่างแม่น้ําสายที่ ๑ คือ ครม. กับสายนี้ ต่าง ๆ เหล่านี้ เป็นเรื่องที่สําคัญ อันนี้ก็พูดด้วยความจริงใจแล้วก็บริสุทธิ์ใจว่าจะมาร่วมสังฆกรรมกันแล้ว ความคิดอ่านจะต้องมีการทักท้วงกันได้ แล้วก็มาดูว่าเราจะทํางานกันอย่างไร จัดลําดับ ความสําคัญอะไร อะไรที่อยากจะให้สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศทําให้เสร็จ ก็พร้อมที่จะทําครับ ขอกราบขอบพระคุณท่านประธานครับ