สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๑๑ · ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๘

สุทัศน์ เศรษฐ์บุญสร้าง หารือเรื่องการปฏิรูปเศรษฐกิจ โดยเน้นย้ำถึงการลดความเหลื่อมล้ำ การสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ และการเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน และยังหารือเรื่องการปฏิรูปด้านเกษตร การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการเชื่อมโยงอาเซียน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้ประโยชน์จากอาเซียนและพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล

นายสุทัศน์ เศรษฐ์บุญสร้าง

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศและสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุก ๆ ท่านทั้งที่อยู่ในห้องนี้ และที่ไม่ได้อยู่ ในห้องนี้ รวมทั้งอยู่ที่บ้านด้วยนะครับ ตอนนี้คงกลับไปหลายคนแล้ว รายงานฉบับที่ผม กําลังจะนําเสนออันนี้ได้มีการเวียนให้ท่านได้ไปตั้งแต่เมื่อวานนี้แล้ว ผมจะเล่าว่า สิ่งที่ทางกลุ่มคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเกษตร อุตสาหกรรม พาณิชย์ ท่องเที่ยวและบริการ ของสภาปฏิรูปแห่งชาติได้ทําอะไรไปบ้างอย่างย่นย่อนะครับ วันนี้ท่านประธานเกริกไกร จีระแพทย์ ท่านติดธุระมาไม่ได้ แต่ว่าท่านเป็นคนที่ได้ทุ่มแรงกายแรงใจในการทําเรื่อง รายงานฉบับนี้ขึ้นมานะครับ รวมทั้งเป็นผู้นําในการที่จะสร้างรายงานฉบับนี้ แล้วก็ปรัชญาต่าง ๆ ของการปฏิรูปทางด้านเศรษฐกิจด้วยนะครับ ผมคงได้เพียงแค่นําเสนอในสิ่งที่ปรากฏออกมา เพื่อไม่ให้เสียเวลาผมจะขอเริ่ม เราจะเริ่มกันที่เรื่องของแนวคิดแล้วก็ปรัชญาของการปฏิรูป ทางด้านเศรษฐกิจ คือเป้าหมายหลักของการปฏิรูปเศรษฐกิจอย่างกว้าง ๆ ก็มีอยู่ ๓ ด้าน ด้วยกัน อันที่ ๑ ก็คือเรื่องของการลดความเหลื่อมล้ํา อันที่ ๒ ก็คือการสร้างเสถียรภาพ ทางเศรษฐกิจ อันที่ ๓ ก็คือเรื่องของการเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน สิ่งที่ผมเล่าต่อไปจากนี้จะตอบคําถามของท่านรัฐมนตรีสุวิทย์ไปประมาณสัก ๕๐-๖๐ เปอร์เซ็นต์ ว่าเราจะเดินอย่างไรกันต่อไปข้างหน้า การพัฒนาเศรษฐกิจหัวใจของมันอยู่ที่ภาคการผลิต ต่าง ๆ คือเซกเตอร์ (Sector) ต่าง ๆ ที่มีการผลิต เพราะฉะนั้นการขับเคลื่อนต้องขับเคลื่อน มาจากเซกเตอร์ (Sector) ในเซกเตอร์ (Sector) ต่าง ๆ ตัวกลไกสําคัญก็คือภาคเอกชน สิ่งที่เราจําเป็นที่ต้องมีต่อไปข้างหน้าในการกําหนดว่าเราจะไปอย่างไรต่อ คือต้องมีการคุย กับภาคเอกชน เอกชนมามีส่วนร่วมมากขึ้นนะครับ ปรัชญาของการพัฒนาการปฏิรูปเศรษฐกิจ ที่ทางคณะได้วางเอาไว้มีอยู่ ๒ ด้านด้วยกัน

ด้านที่ ๑ คือเรื่องของการยึดหลักเศรษฐกิจเสรีนิยม แต่มีการคํานึงถึง ความจําเป็นทางด้านสังคม ท่านประธานเกริกไกรเรียกว่า สังคมเสรีนิยม นะครับ อันนั้น หมายความว่าการผลิตจะต้องมีการแข่งขันกันอย่างเสรี อีกด้านหนึ่งด้านเศรษฐกิจพอเพียง คือเป็นกรอบอีกกรอบหนึ่ง เศรษฐกิจพอเพียงหมายความว่าบริโภคกันอย่างพอเพียง อย่าบริโภคมากจนเกินไปนะครับ หลัก ๒ อันนี้เอามาสลับกันไม่ได้ หลักทางด้านการผลิตคือ ต้องแมกซิไมซ์ (Maximize) ประสิทธิภาพ คือผลิตให้เยอะอย่างมีประสิทธิภาพ แต่การบริโภค ต้องบริโภคอย่างพอเพียง ถ้าสลับกันผลิตอย่างพอเพียงคือผลิตเท่าที่พอจะผลิตได้ แล้วก็ บริโภคแข่งกันบริโภคมันก็จะทําให้เกิดความหายนะ เพราะฉะนั้นเราต้องแอพพลาย (Apply) หลักปรัชญาตรงนี้ให้ถูกเหตุผลของการที่ต้องมีการปฏิรูปในประเทศไทย เราวิเคราะห์ ๒ ด้าน ด้านแรก เราดูการเปลี่ยนแปลงในโลก ซึ่งท่านสุวิทย์ก็ได้เล่าถึงเรื่องปัจจัยต่าง ๆ ในภายนอก เอาไว้หลายด้านด้วยกันนะครับ แต่เพื่อให้กระชับลงมาให้มีการปฏิบัติได้ เราแยกออกมา เป็น ๒ ส่วนด้วยกัน ส่วนหนึ่งก็คือการเปลี่ยนแปลงในโลก การเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจ ในโลกมีผลกระทบกับประเทศไทยโดยตรง เรามักจะคิดว่าประเทศไทยใหญ่เหลือเกิน ความจริง จีดีพี (GDP) ของประเทศไทย ๐.๕ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี (GDP) ในโลก เพราะฉะนั้น การเปลี่ยนแปลงในโลกจะมีผลต่อประเทศไทยค่อนข้างจะเยอะ เรามาดูว่าในโลกมีอะไร ที่จะต้องเป็นห่วงมีผลกระทบกับเราบ้าง มีอยู่ ๕ ด้านด้วยกันนะครับ

อันที่ ๑ จีดีพี (GDP) ในโลกมีอัตราการเติบโตลดลงมาเรื่อย ๆ ในรอบ ๗-๘ ปี ที่ผ่านมา เกือบ ๑๐ ปีที่ผ่านมานะครับ อันนั้นเป็นสัญลักษณ์ที่ไม่ค่อยดี เป็นเมสเสจ (Message) บอกว่าเศรษฐกิจโลกมันขาดปัจจัยที่จะทําให้เกิดการเปลี่ยนแปลง

อันที่ ๒ โครงสร้างเศรษฐกิจโลกกําลังเปลี่ยน คือเศรษฐกิจของประเทศ ที่พัฒนาแล้วในอดีตคือ ยุโรป อเมริกา ลดลงไปเรื่อย ๆ เศรษฐกิจเขาไม่โต แต่ว่าทางจีน ทางเอเชียโดยเฉพาะโตเร็วกว่า จากภาพจะเห็นได้ว่าอันนี้ทางโออีซีดี (OECD) เขาทําเอาไว้ ปี ๒๐๓๐ เศรษฐกิจของประเทศอินเดียกับประเทศจีนรวมกันประมาณ ๓๙ เปอร์เซ็นต์ ไอเอ็มเอฟ (IMF) ล่าสุดทํานายว่าปี ๒๐๒๐ เอเชียทั้งหมดเศรษฐกิจรวมกันประมาณ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ของโลก เนื่องจากว่าทั้งประเทศจีนและประเทศอินเดียมีอัตราการเติบโตสูง ๕-๖ เปอร์เซ็นต์ ถึงแม้ลดลงมาแต่ก็ยังสูงอยู่นะครับ

อันที่ ๓ ของภาพเศรษฐกิจในโลกที่เปลี่ยนแปลง ก็คือจํานวนประชากร ในโลกเปลี่ยน มีอยู่ ๕ ข้อด้วยกัน ข้อที่ ๑ ประชากรจะเพิ่มขึ้นในโลก ๗,๐๐๐ ล้านคน มาเป็น ๗,๕๐๐ ล้านคน แต่ที่สําคัญข้อที่ ๒ ก็คือว่าการเพิ่มของประชากรในเอเชีย คิดเป็นประมาณ ๔๕ เปอร์เซ็นต์ของการเพิ่มของประชากรในโลก แล้ว ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ของการเพิ่มของโลกมาจาก ๓ ประเทศ คือ ประเทศอินเดีย ประเทศบังกลาเทศ และประเทศปากีสถาน ซึ่งจะอยู่ในเอเชียใต้นะครับ ๓ ประเทศนี้มีอัตราการเจริญเติบโต ของประชากรประมาณ ๒.๕ เปอร์เซ็นต์ต่อปี ในขณะที่เอเชียตะวันออกเฉียงเหนือแล้วก็ อาเซียน (ASEAN) เฉลี่ยแล้วประมาณ ๑.๒ เปอร์เซ็นต์ ประเทศไทยไม่ถึง ๑ เปอร์เซ็นต์ สิ่งที่ตามมาก็คือการเข้าสู่เอจจิงโซไซตี (Ageing society) เข้าสู่สังคมสูงวัยของประเทศ ในเอเชียเหนือเกิดขึ้นเร็ว ขณะที่เอเชียใต้ยังไม่เกิด อันต่อมาคือการย้ายถิ่นฐานของคนนะครับ เข้ามาอยู่ในเมืองมากขึ้น จากประมาณ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ในขณะนี้ ต่อไปเอเชียจะมีคนอยู่ในเมือง ๕๔ เปอร์เซ็นต์ในปี ๒๐๓๐ นะครับ ในปี ๒๕๖๘ จะมีคนรายได้ปานกลางมากกว่า ๕๕ เปอร์เซ็นต์ ที่อยู่ในประเทศจีนกับประเทศอินเดีย ๒ ประเทศ การเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ เหล่านี้เป็นผลผลักดันให้เอเชียเองมีการรวมตัวกันเองมากขึ้น จากภาพต่อไปครับ ภาพนี้ แสดงให้เห็นว่าการค้าระหว่างประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ คือประเทศจีน ประเทศญี่ปุ่น ประเทศเกาหลี กับประเทศที่เหลือในเอเชียเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในรอบ ๑๐ ปีที่ผ่านมา อันนี้เห็นชัดเลยนะครับ ขณะเดียวกันนโยบายของประเทศต่าง ๆ พวกนี้ก็ชัดเจน คือประเทศจีน มองออกไปทางตะวันตก มองไปทางประเทศอินเดีย แล้วก็เอเชียใต้ เราได้ยินเรื่อง ๑ แถบ ก็คือเส้นทางสายไหมเดิม แล้วก็ ๑ ทาง คือเส้นทางทางทะเลของประเทศจีน เพื่อที่จะเชื่อม จากประเทศจีนต่อไปที่เอเชียใต้แล้วก็ตะวันออกกลาง ประเทศญี่ปุ่นก็เคลื่อนย้ายการลงทุน มาอยู่กลุ่มจีเอ็มเอส (GMS) ในประเทศในอาเซียน (ASEAN) โดยเฉพาะในประเทศเวียดนาม ก็พยายามที่จะผลิตสินค้าเพื่อส่งออกไปที่ประเทศอินเดีย เอเชียใต้ ขณะเดียวกันประเทศอินเดีย ประเทศปากีสถาน แล้วประเทศบังกลาเทศเขาก็มองมาทางตะวันออก เพราะว่าเขา พึ่งยุโรปต่อไปไม่ได้ เขามองมาทางตะวันออก ฉะนั้นจุดนัดพบของทั้ง ๒ ด้านก็คืออาเซียน (ASEAN) โดยเฉพาะประเทศไทยก็จะเป็นจุดเชื่อมระหว่าง ๒ กลุ่มนี้ ตอนนี้มีการรวมตัว ทางเศรษฐกิจในภูมิภาครูปแบบต่าง ๆ เยอะแยะ โดยเฉพาะมีอาเซียน (ASEAN) เป็นแกน แล้วตอนนี้ก็มีทีพีพี (TPP) ซึ่งมีการพูดถึงกัน มีประเทศในอาเซียน (ASEAN) ไปร่วมอยู่ด้วย ๓-๔ ประเทศด้วยกัน ปัญหาท้าทายที่เกิดขึ้นนี้นอกจากจะเป็นทางด้านเศรษฐกิจแล้ว ทางด้านสังคมก็จะเกิดมากขึ้นด้วยนะครับ ผมไม่ได้พูดถึงเรื่องของการเปลี่ยนแปลง ทางภูมิอากาศ ไคลเมตเชนจ์ (Climate change) แล้วมีเรื่องของความปลอดภัยทางด้าน ต่าง ๆ ความมั่นคงทางด้านต่าง ๆ นะครับ ฉะนั้นอนาคตความท้าทายที่เกิดมาจากตลาดโลก มีต่อประเทศไทยค่อนข้างจะสูง ในขณะเดียวกันทางเศรษฐกิจของประเทศไทยเองเรา ก็มีการเปลี่ยนแปลง ภาพแรกเลยนะครับ ภาพต่อไปครับ ประเทศไทยเองก็เหมือนกัน คือในรอบ ๑๐ ปีที่ผ่านมานี้เศรษฐกิจเติบโตเฉลี่ยลดลงตลอดเวลา ซึ่งแสดงว่าโครงสร้าง ของเราตอนนี้ไม่เหมาะสมที่จะพัฒนาตัวเอง ต่อไปต้องหาซอร์ส ออฟ โกรท (Sources of growth) แหล่งการขยายตัวจากที่อื่น โครงสร้างของเศรษฐกิจแต่ละภาคก็มีปัญหา ตอนนี้แรงงาน ๔๐ เปอร์เซ็นต์อยู่ในภาคเกษตร แต่ผลิตผลผลิตออกมา ๑๑ เปอร์เซ็นต์ แสดงว่าประสิทธิภาพ ของแรงงานค่อนข้างจะต่ํา แล้วโดยทั่ว ๆ ไปก็ค่อนข้างจะต่ําด้วยภาพต่อไปครับ ถ้ามาดูจาก ความสามารถในการแข่งขันแล้วจุดอ่อนที่สุดของประเทศไทยมีอยู่ ๓ ที่ด้วยกัน คือเราจัดอันดับแล้ว ประมาณอันดับที่ ๕๕ ในโลก อันดับที่ ๕๕ อันดับที่ ๕๔ อันดับที่ ๕๓ ในโลก แย่ที่สุดเลยครับ อันดับที่ ๕๕ เป็นโซไซทัลเฟรมเวิร์ก (Societal framework) ก็คือโครงสร้างสังคมของเรา มีปัญหา นี่ในแง่ของเวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรัม (World Economic Forum) อันดับที่ ๕๔ เรื่องการศึกษา เราอยู่อันดับที่ ๕๔ ในโลก ขณะที่ประเทศหลาย ๆ ประเทศในอาเซียน (ASEAN) อยู่ในอันดับที่ต่ํากว่านี้ หรืออันดับที่ดีกว่าเรานะครับ เฮลท์แคร์ (Health care) แล้วก็สิ่งแวดล้อมมีปัญหาบิซิเนสรีจิสเทรชัน (Business registration) มีปัญหา มีอยู่ ๔ เรื่อง ที่เป็นปัญหาหลัก จุดแข็งของเราอยู่อินเตอร์เนชันนัลเทรด (International trade) อยู่ที่ ฟิสิคัลโพลิซี (Physical policy) อยู่ที่เลเบอร์มาร์เก็ต (Labor market) เราก็มีทั้งจุดอ่อน จุดแข็งนะครับ แต่สิ่งที่ตามมาจากการพัฒนาที่ผ่านมานี้คือความเหลื่อมล้ําทางด้านเศรษฐกิจ ค่อนข้างจะสูงขึ้น เรามาดูสรุปว่าจุดอ่อนของประเทศไทยมีอะไรอยู่บ้าง ทั้งภายในประเทศ แผ่นต่อไปครับ ทั้งในประเทศแล้วก็ต่างประเทศนะครับ ตัวสําคัญของจุดอ่อนในประเทศคือการแข่งขันที่ลดลง นวัตกรรมที่มันต่ํา ธรรมาภิบาลก็บกพร่อง แล้วแรงงานฝีมือก็น้อย ในระหว่างประเทศโลกาภิวัตน์ขาดดุล แต่ที่สําคัญก็คือข้อ ๕ ความท้าทายของสังคมจากโลกนะครับ ความเพียงพอของอาหาร ความมั่นคงพลังงาน สิ่งแวดล้อม แล้วก็สังคมสูงวัย แต่เราก็มีจุดแข็งนะครับ จุดแข็งที่ผมอยากจะเอ่ยถึงก็คือข้อ ๘ ข้อได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ของเรา คือโพสิชัน (Position) ของเราในภูมิภาคดีกว่าประเทศอื่น ๆ หลายประเทศนะครับ แต่ขณะเดียวกันผมไปคุยที่ประเทศกัมพูชา ที่ประเทศเวียดนาม ที่ประเทศเมียนมา ทุกคนก็ล้วนแต่คิดว่าตัวเองเป็นจุดเชื่อมของระหว่างประเทศจีน ประเทศญี่ปุ่น ประเทศเกาหลี แล้วก็กับเอเชียใต้ คิดเหมือนกับเราเลย แต่เราก็อยู่ในสถานภาพ ที่ดีกว่าเพราะว่าโครงสร้างพื้นฐานเรามีการพัฒนาที่ค่อนข้างจะดีกว่า เศรษฐกิจมหภาค ของเรามีเสถียรภาพ เรามีระบบการค้าเสรี มีความร่วมมือทางเศรษฐกิจสูงกับประเทศอื่น ๆ ที่สําคัญที่ต้องดูต่อไปก็คือโครงสร้างในสาขาต่าง ๆ ของประเทศไทย ของเศรษฐกิจ นั่นคือ มูลค่าเพิ่มของเศรษฐกิจของประเทศไทยในเซกเตอร์ (Sector) ต่าง ๆ มีการเปลี่ยนที่เห็นได้ชัด สัดส่วนของภาคที่เราเคยเข้มแข็งที่สุดก็คือเรื่องการค้าขายทั้งโฮลเซล (Wholesale) รีเทล (Retail) ลดลงมา อันนี้มีทั้งข้อดีข้อเสีย แต่ที่สําคัญก็คือภาคเกษตรของเราในรอบ ๑๐ ปี ที่ผ่านมามีการขยายตัวเร็วมาก สาเหตุใหญ่เกิดมาจากนโยบายของรัฐบาล นอกจากนั้น ส่วนใหญ่แล้วภาคการผลิตมีสัดส่วนที่ค่อนข้างจะลดลง แต่จากภาพนี้จะเห็นว่าใน ๑๐ สาขา ที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทยส่วนใหญ่แล้วจะเป็นภาคบริการ ไม่ใช่ภาคอุตสาหกรรม เซกเตอร์ (Sector) ใหญ่ ๆ อย่างเช่นเครื่องใช้ไฟฟ้าเป็นเซกเตอร์ (Sector) ที่เล็กที่สุด ใน ๑๐ เซกเตอร์ (Sector) นี้ อุตสาหกรรมยานยนต์ที่เราคิดว่าใหญ่โต ความจริงแล้วสัดส่วน ต่อจีดีพี (GDP) ตอนนี้ไม่ถึง ๒ เปอร์เซ็นต์ อีกอันหนึ่งที่สําคัญของการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง ทางเศรษฐกิจของประเทศไทยก็คือเรื่องการกระจายตัวการเจริญเติบโตของประเทศไทย ออกไปตามจังหวัด ตามชายแดน ภาพนี้แสดงว่าในจังหวัดที่มีการเติบโตสูงที่สุด ๒๐ จังหวัด ของประเทศไทย ๑๐ จังหวัดเป็นจังหวัดชายแดน การกระจายตัวทางชายแดนเพิ่มสูงขึ้นมาก ระบบการบริหารการจัดการของเรายังไม่ได้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงอันนี้ อันนี้ก็ต้อง มีการเปลี่ยนแปลงต่อไป ขณะเดียวกันเรากําลังเป็นจุดเชื่อมอยู่ในภูมิภาคอีสต์ เวสต์ คอร์ริดอร์ (East-West Corridor) ออกจากประเทศเวียดนามทะลุผ่านเข้าไปใน สสป. ลาว ทะลุออกมา ประเทศไทย ออกประเทศเมียนมา ออกไปถึงประเทศอินเดียได้ ตอนนี้เส้นทางนี้มีรถวิ่งได้อยู่แล้ว มีของขนอยู่เป็นประจํา อันนี้เกิดขึ้นแล้วนะครับ แต่หลังจากวันที่ ๑ มกราคมเป็นต้นไป คาดว่าจะมีกิจกรรมพวกนี้เกิดขึ้นมาก ท่านที่คิดว่าจะไปลงทุนซื้อที่อยู่ตามจังหวัดชายแดน ตอนนี้ท่านสายไปแล้ว ที่ขึ้นราคากันไปหมด เพราะว่าการค้าอันนี้กําลังเกิดขึ้นในอัตรา ที่รวดเร็วมากนะครับ ทําให้ประเทศไทยเหมาะที่จะเป็นจุดศูนย์กลางในการผลิตสินค้า ชนิดต่าง ๆ แล้วก็ส่งออกไปในภูมิภาคอื่น ๆ ที่เหลือทั้งในเอเชียแล้วก็ในโลกด้วย อันนั้น ก็คือจุดแข็งของประเทศไทย นอกจากนั้นเราก็ยังมีเรื่องของข้อตกลงการค้าเสรีกับประเทศ อื่น ๆ อีกเยอะนะครับ อันนั้นคือจุดอ่อนจุดแข็งของประเทศไทยไปข้างหน้าเราก็วางเป้า วิสัยทัศน์ของเราเอาไว้นะครับ จากการวิเคราะห์ตรงนี้เราก็เลยตั้งเป้าว่าเราควรจะวางตําแหน่ง ของประเทศไทยต่อไปในปี ๒๕๗๕ อย่างไรบ้าง วิสัยทัศน์ของประเทศ ก็เหมือนกับที่ ท่านดอกเตอร์สุวิทย์ได้พูดไว้เมื่อสักครู่นี้นะครับ ก็ยังมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เป็นเป้าของรัฐบาล แต่วิสัยทัศน์ทางเศรษฐกิจแล้วเราต้องการเป็นประเทศที่พัฒนา แล้วในปี ๒๕๗๕ ๑๐๐ ปี ของรัฐธรรมนูญเราจะไปถึงไหน ประเทศไทยควรจะอยู่ตรงไหน เราก็ตั้งเป้าไว้ว่ารายได้ต่อหัว ของประชากรต้องเพิ่มขึ้น เป็นประเทศพัฒนาแล้วรายได้ต่อหัวต้อง ๔๐,๐๐๐ บาทขึ้น ความเหลื่อมล้ําต้องลดลง คือคนรายได้น้อยที่สุดก็ต้องมีรายได้ไม่ต่ํากว่า ๑๕,๐๐๐ บาทต่อคน ภายในปี ๒๕๗๕ การฉ้อราษฎร์บังหลวงต้องลดลง ซีพีไอ (CPI) เขาเรียกว่าคอร์รัปชัน เพอร์เซปชันส์ อินเดกซ์ (Corruption Perceptions Index) จะต้องอยู่ในระดับน้อยลงกว่านี้ เราอยู่อันดับที่ ๘๕ ในโลก อีก ๑๕ ปีข้างหน้าเราควรจะอยู่ไม่เกินที่ ๒๐ ในโลก เป็นเป้าที่ตั้งไว้ ความสามารถ ในการแข่งขันเหมือนกันต้องเป็น ๑๐ เปอร์เซ็นต์ของประเทศที่มีการแข่งขันสูงที่สุดในโลก ประชากรจะต้องมีความรู้ไม่ใช่อ่านหนังสือเป็นเท่านั้น เดี๋ยวนี้คอมพิวเตอร์ลิเทเรซี (Computer literacy) ความรู้ทางด้านคอมพิวเตอร์ ความรู้ทางด้านการเงินก็เป็นความรู้พื้นฐาน ที่จะต้องมี แล้วก็ต้องมีการเข้าถึงสาธารณูปโภคทุกด้านฮิวแมน ดีเวลอปเมนต์ อินเดกซ์ (Human development index) จะต้องอยู่ในระดับที่สูงด้วย ทิศทางยุทธศาสตร์ เราวางยุทธศาสตร์ของการเดินไปข้างหน้าสู่เป้าอันนี้โดยทําให้ประเทศไทยเป็นพาณิชยภูมิพัฒนา ก็คือ ดีเวลอป เทรดดิง เนชัน (Develop trading nation) เป็นประเทศพัฒนาแล้ว แล้วก็ เป็นประเทศที่มีการค้าขาย การชี้วัดเมื่อสักครู่ผมเล่าไปแล้วมีอยู่ ๕ ตัวด้วยกันนะครับ ยุทธศาสตร์ทางด้านเศรษฐกิจแบ่งออกเป็น ๓ ระดับด้วยกัน ภาพต่อไปครับ อยู่ข้างล่าง ระดับแรกเป็นโครงสร้างระบบของประเทศคือแมคโคร (Macro) ทั้งหลาย ระบบภาษี ระบบกฎหมายต่าง ๆ อันที่ ๒ เป็นยุทธศาสตร์เศรษฐกิจรายอุตสาหกรรม อันนั้นคือสิ่งที่ คณะกรรมาธิการปฏิรูปด้านการเกษตรและอุตสาหกรรมทําอยู่ก็คืออุตสาหกรรมรายสาขา อันที่ ๓ คือยุทธศาสตร์เชิงพื้นที่ พื้นที่เป็นจุดรวมของเซกเตอร์ (Sector) ต่าง ๆ แล้วก็แมคโครโพลิซี (Macro policy) ของประเทศทั้ง ๓ ด้านนี้ต้องมียุทธศาสตร์ที่ชัดเจนในการที่จะเดิน ทําให้ประเทศไปสู่เป้าได้ จากตรงนี้มีการระดมสมองแล้วก็คิดออกมาเป็นเรื่องของวาระ การปฏิรูปต่าง ๆ ออกมา ๘ วาระสําหรับคณะเศรษฐกิจ ๒ เราเรียกว่า เศรษฐกิจ ๒ ก็คือ เศรษฐกิจเรียลเซกเตอร์ (Real sector) มีเรื่องของการผูกขาด มีเรื่องของการปฏิรูปเกษตร สร้างสังคมผู้ประกอบการ การท่องเที่ยว โครงสร้างพื้นฐานโลจิสติกส์ (Logistics) การลงทุน โดยตรงของประเทศไทยในต่างประเทศ เศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) แล้วก็ เป็นศูนย์กลางอาเซียน (ASEAN) ๘ ด้านด้วยกันนะครับ ผมขอลงรายละเอียดในแต่ละด้าน เป็นข้อเสนอของคณะเราใน ๘ ข้อ ดังต่อไปนี้

อันแรก เรื่องของการแข่งขันทางการค้า เมื่อสักครู่ท่านรัฐมนตรีสุวิทย์ ได้พูดไว้ว่าเราควรจะมีบริษัท มัลติเนชันนัล คอร์ปอเรชัน (Multinational corporation) ของไทยมากกว่านี้ เพื่อที่เราจะได้ไปแข่งขันกับประเทศอื่นได้ นั่นเป็นเซนส์ (Sense) หนึ่ง ของการแข่งขัน คือเราจะต้องไปแข่งขันกับประเทศอื่น แล้วทําบริษัทของเราให้เข้มแข็ง เพื่อที่จะไปแข่งขันกับประเทศอื่นให้ได้นะครับ ขณะเดียวกันเราก็ไม่ต้องการให้บริษัทใหญ่ ไปรังแกบริษัทเล็ก เราก็เลยมีการแก้ไขกฎหมายแข่งขันทางการค้า ซึ่งมีอยู่แล้วหลายปี เกือบ ๒๐ ปีแต่ไม่เคยมีการบังคับใช้เลย แล้วก็มีการปรับปรุงกฎหมายตรงนี้ให้มีการใช้ได้มากขึ้น มีการแก้ไขเรื่องของคํานิยามแล้วก็มีการทําให้กลไกมีประสิทธิภาพมากขึ้น เราก็รวมรัฐวิสาหกิจ เข้ามาอยู่ในกฎหมายแข่งขันทางการค้าด้วย แต่ก่อนเรายกเว้นรัฐวิสาหกิจสามารถที่จะ มีอํานาจผูกขาดได้ อันนี้ไม่ยกเว้นแล้วนะครับ ร่างกฎหมายแข่งขันทางการค้าได้สําเร็จเสร็จส่งไป ให้กับรัฐบาล ตอนนี้เข้าใจว่าอาจจะเข้าไปอยู่ในโพรเซส (Process) ครม. จะส่งให้ทาง สนช. แล้วนะครับ

อันที่ ๒ การปฏิรูปด้านเกษตร อันนี้เรื่องใหญ่นะครับ มีข้อเสนออยู่ ๕ ด้านหลัก ๆ มีวาระอยู่ ๕ วาระหลัก แล้วก็มีวาระพิเศษอยู่อีก ๔ วาระ วาระที่ ๑ ก็คือ การสนับสนุนให้เกษตรกรมี พ.ร.บ. รายได้และสวัสดิการของเกษตรกร เกษตรกรจําเป็น ต้องมีสวัสดิการบ้าง เรามีสวัสดิการสําหรับแรงงานในภาคอื่น ๆ แต่เราไม่มีสําหรับภาคเกษตร อันนี้ก็มีการร่างกฎหมายไว้ อันที่ ๒ มีการขอปรับโครงสร้างภาคเกษตรทั้งระบบโดยเฉพาะ ทางด้านชลประทาน เรื่องของระบบเงิน เรื่องของที่ดิน เรื่องของระบบโลจิสติกส์ (Logistics) แล้วก็เรื่องของปัจจัยการผลิตต่าง ๆ มีการปฏิรูปเรื่องข้อมูล อันนี้เป็นเรื่องสําคัญคือการทําให้เกษตรกรของประเทศไทย สามารถเป็นสมาร์ทฟาร์เมอร์ (Smart farmer) ได้ต้องมีระบบข้อมูลเข้าถึงข้อมูลการผลิต การตลาด ราคาสินค้าต่าง ๆ ให้ได้ แล้วก็มีเรื่องของการปฏิรูประบบความปลอดภัยของ สินค้ามาตรฐาน ซึ่งมีการได้คุยไปแล้วเมื่อสักครู่นะครับ นอกจากนั้นก็มีการเสนอให้มีการ ปฏิรูปสินค้าเกษตรอยู่ทั้งหมด ๗ รายการด้วยกัน มีเวลาอยู่เท่านั้นก็ทํามาได้ ๗ รายการ ก็มีเรื่อง ข้าว ยางพารา มันสําปะหลัง อ้อย ปาล์มน้ํามัน ข้าวโพด แล้วก็โคเนื้อ มีอยู่ ๗ ตัวด้วยกัน ในแต่ละด้านก็จะมีการขอให้มีการทําเป็นยุทธศาสตร์ของแต่ละด้านขึ้นมาเป็นนโยบาย ระยะยาวของประเทศพัฒนาต่อไปข้างหน้า เพิ่มประสิทธิภาพแล้วก็จัดระบบข้อมูล เพื่อที่จะให้แต่ละด้านสามารถทรงตัวเองอยู่ได้ในระยะยาว มีแผนยุทธศาสตร์ระยะยาว ไม่ใช่แต่เฉพาะในประเทศไทยแต่ให้อุตสาหกรรมต่าง ๆ เหล่านี้ พืชต่าง ๆ เหล่านี้ สินค้าต่าง ๆ เหล่านี้สามารถมีตําแหน่งแห่งหนที่ชัดเจนต่อไปในอนาคตนะครับ อีก ๔ เรื่อง ที่ทางภาคเกษตรเสนอก็คือเรื่องของสหกรณ์โดยเฉพาะเรื่องตลาดกลางสินค้าเกษตร พืชชีวภาพและความปลอดภัย คือทางภาคเกษตรเขามีความเชื่อว่าเราจําเป็นต้องคิดถึง เทคโนโลยีชีวภาพ เราไม่สามารถที่จะอิกนอร์ (Ignore) พัฒนาการทางนี้ในโลกได้นะครับ เราต้องพัฒนาเกษตรอินทรีย์สําหรับปุ๋ยสั่งตัด หมายถึงว่าเทเลอร์เมด (Tailor made) มีการวิเคราะห์ดิน วิเคราะห์พืชว่าต้องการใช้ในแต่ละพื้นที่ต้องการใช้ดินใช้ปุ๋ยอะไร เราก็สั่งปุ๋ยให้เหมาะสมกับพื้นที่ต่าง ๆ ตอนนี้ก็มีคลินิกทํากันอยู่นะครับ อีก ๒-๓ เรื่อง ของทางภาคเกษตรก็คือเรื่องการลดความเหลื่อมล้ํา เรื่องการจัดสรรที่ดิน เรื่องของ ประกันภัยพืชผล แล้วก็ปฏิรูปเกษตรพันธสัญญา ซึ่งเป็นส่วนที่คณะกรรมาธิการปฏิรูปเศรษฐกิจ การเงิน การคลัง และการธนาคาร เขาทําร่วมกันอยู่ เรื่องที่ ๓ ก็คือเรื่องของการสร้างสังคม ผู้ประกอบการ การสร้างสังคมผู้ประกอบการประกอบด้วยหลักการความคิดพื้นฐาน อยู่ ๒ อัน คือมี ๑ ฐานแล้วก็มี ๔ เสา ๑ ฐานก็คือว่าจะต้องมีการกําหนดยุทธศาสตร์ชาติ แล้วก็ทิศทางของแต่ละเซกเตอร์ (Sector) มีการจัดลําดับความสําคัญของเซกเตอร์ (Sector) ต่าง ๆ ว่าเซกเตอร์ (Sector) ไหนเราจะพัฒนาต่อไปข้างหน้า มีตําแหน่งในภูมิภาค ในอาเซียน (ASEAN) ในโลกที่ชัดเจนของแต่ละเซกเตอร์ (Sector) จากนั้นเมื่อเรารู้ว่าจะไปทิศไหน อย่างไรแล้วเราก็มานั่งคิดว่าต้องการคน ต้องการทรัพยากรอะไรแบบไหน แล้วก็มาออกแบบว่า โอเค (Okay) เพราะฉะนั้นจะต้องมีการพัฒนาการเรียนรู้สําหรับคนที่เราต้องสร้างขึ้นมา สําหรับอุตสาหกรรมพวกนี้อย่างไรบ้าง ต้องมีการส่งเสริมให้อุตสาหกรรมต่าง ๆ เหล่านี้ เจริญเติบโตต่อไปได้อย่างไรบ้าง โดยเฉพาะพวกเอสเอ็มอี (SMEs) แล้วก็มีกลไกของรัฐ มาสนับสนุนอย่างไรบ้าง แล้วก็มีการปฏิรูปกฎหมายเพื่อให้เอื้ออํานวยแต่ละอุตสาหกรรม แล้วก็ยกตัวอย่างเอาไว้เรื่องของอุตสาหกรรมชีวภาพ อุตสาหกรรมชีวภาพมันกินความไปถึง อุตสาหกรรมต่าง ๆ เยอะมาก อย่างเช่น ทั้งปาล์มน้ํามัน ข้าว ยางพารา ที่เราพูดเอาไว้ เมื่อสักครู่นี้ทั้งหมดเลย ต้องไปดูว่ามีอุตสาหกรรมอะไรบ้างที่เกี่ยวข้อง และในอุตสาหกรรม ต่าง ๆ เหล่านี้เขาต้องการคนอะไรบ้าง แต่ก่อนที่จะไปถึงจุดนั้นต้องมีวิสัยทัศน์ของ การพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศเสียก่อนว่าอุตสาหกรรมแต่ละอันนี้จะมีผลประโยชน์ กับประเทศไทยต่อไปได้อย่างไร เราควรจะมียุทธศาสตร์ในการวางตําแหน่งอุตสาหกรรมตัวนี้ ต่อไปได้อย่างไร จากนั้นเราถึงจะมาหาว่าต้องการคนที่มีความรู้ทางด้านไบโอ เบส อินดัสทรีส์ (Bio-based industries) ทางด้านไหนบ้าง ยางพารา ข้าว หรือว่าปาล์มน้ํามัน เราต้องการคน ประเภทไหน กี่คน อย่างไร วิทยาการทางด้านไหนบ้าง เราต้องปฏิรูปกระบวนการส่งเสริม จะพัฒนาส่งเสริมตรงนี้ให้คนเข้าไปพัฒนาอุตสาหกรรมต่าง ๆ ต่อไปได้อย่างไร รัฐบาลก็ต้อง แก้ไขปรับปรุงองค์กรให้สอดคล้องแล้วก็มีการปฏิรูปกฎหมายประกอบไปด้วยนะครับ อันนั้น ก็คือหน้าที่ ๓ ของเรื่องเกี่ยวกับการสร้างสังคมผู้ประกอบการจะเห็นว่าอันนี้ไม่ได้เป็นคําตอบ แต่เป็นวิธีการในการที่จะเข้าไปหาคําตอบของปัญหาอันนั้นนะครับ ข้อที่ ๔ คือการปฏิรูปเรื่องการท่องเที่ยว อันนี้เป็นภาพการบริการที่มีความชัดเจน การปฏิรูป มีอยู่ ๓ ด้านด้วยกัน คือปฏิรูปเรื่องวิสัยทัศน์ ปฏิรูปเรื่องของระบบการบริหาร และปฏิรูป เรื่องของขีดความสามารถในการแข่งขัน

เรื่องแรก ก็คือวิสัยทัศน์นะครับ คือเน้นเรื่องเป้าหมายคุณภาพของ นักท่องเที่ยว ไม่ใช่จะเอาจํานวน แต่เอาคุณภาพนะครับ ปรับเรต (Rate) ของนักท่องเที่ยว ของเราให้มีบริการที่มีมาตรฐานระดับโลกนะครับ ไม่ใช่เฉพาะในภูมิภาค แล้วก็กระจาย ผลประโยชน์อย่างเป็นธรรม นั่นก็คือเรื่องวิสัยทัศน์ภาคท่องเที่ยวของประเทศไทย ไม่ใช่วางตําแหน่งของประเทศไทยตอนนี้ แต่ว่ามาในภูมิภาคต่อไปข้างหน้าอีก ๒๐ ปีนะครับ โครงสร้างบริหารก็ต้องมีการปรับปรุง เปลี่ยนแปลง ต้องมีการเสนอว่ามีการปรับโครงสร้าง ส่วนกลาง อย่างเช่นคณะกรรมการเรื่องการท่องเที่ยวที่มีอยู่ก็ให้มีการเปลี่ยนให้กระชับมากขึ้น มีเอกชนมีบทบาทตรงนี้มากขึ้น

ด้านที่ ๒ ก็คือต้อง ๓ ประสานนะครับ เรื่องปฏิรูปโครงสร้างบริหาร คือภาครัฐ ภาคเอกชน แล้วก็ภาคชุมชน คือทางกลุ่มเขาเน้นทางด้านชุมชนมาก อยากให้ชุมชนมีส่วนร่วม ในการวางแผนพัฒนาเรื่องอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในพื้นที่ เป็นเจ้าของจะได้ช่วยกันทํา แล้วก็การเพิ่มขีดความสามารถของการแข่งขันนะครับ หน้าถัดไป การเพิ่มขีดความสามารถ คือป้องกันปัญหาความเสื่อมโทรมของแหล่งพื้นที่ท่องเที่ยว ซึ่งตอนนี้เริ่มเกิดขึ้นแล้วนะครับ มีปัญหา รักษาความปลอดภัยของสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ เหล่านี้ เสริมแหล่งท่องเที่ยวใหม่ ๆ พัฒนาการท่องเที่ยวเศรษฐกิจร่วมในพื้นที่ชายแดน แล้วก็พัฒนาการท่องเที่ยวในต่างประเทศด้วย ไม่ใช่เฉพาะประเทศไทยอย่างเดียว ในด้านโครงสร้างพื้นฐานเป็นเรื่องใหญ่มากเหมือนกันนะครับ เป็นหัวใจในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทยในข้างหน้า เราไม่ได้มีการพัฒนาโครงสร้าง พื้นฐานใหม่ ๆ ในประเทศไทย หลังจากที่เราทําอีสเทิร์นซีบอร์ด (Eastern seaboard) เสร็จ ท่านคิดดูมันนานมากนะครับ เราจําเป็นต้องมีโครงสร้างพื้นฐานอันใหม่ที่จะพัฒนาประเทศของเรา ต่อไปข้างหน้า ข้อเสนอมีอยู่ ๑๓ ข้อด้วยกัน ผมจะเน้นให้ฟังอยู่ ๒-๓ ข้อด้วยกันนะครับ

ข้อที่ ๕ พูดถึงเรื่องโครงสร้างพื้นฐานทางด้านบรอดแบนด์คอมมูนิเคชัน (Boardband communication) ไม่ใช่ต่อเฉพาะในประเทศไทย แต่เชื่อมประเทศเมียนมา ประเทศอินเดีย สปป. ลาว ต่อไปให้เป็นยวง โดยประเทศไทยจะทําตัวเป็นฮับ (Hub) เป็นศูนย์ของบรอดแบนด์คอนเนกทิวิตี (Boardband connectivity) อันนี้ก็มีการศึกษา ของทางยูเอ็น (UN) แล้ว อันนี้ก็มีข้อเสนอที่ทําต่อส่งไปให้กับทางรัฐบาลแล้วนะครับ

ข้อที่ ๗ คือผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของการคมนาคมขนส่ง ในอาเซียน (ASEAN) ทั้งอากาศ ทั้งบก แล้วก็ทั้งทางน้ําด้วยนะครับ ทั้ง ๓ ด้าน ทางอากาศ เราเหน่ง ๆ นะครับ อยู่ในพื้นที่ แต่ว่าเราไม่ได้ไปถึงไหนเลย มาติดปัญหาไอเคโอ (ICAO) อีกเป็นต้น เราต้องวิชันเลนส์ (Vision lens) แล้วก็เดินต่อไปข้างหน้าด้วยความมั่นคง มั่นใจนะครับ เดี๋ยวขอเวลาอีกสักนิดนะครับ

ประเด็นที่ ๙ ก็คือเรื่องการสร้างเศรษฐกิจพื้นฐานของโลจิสติกส์ (Logistics) ไม่ใช่แต่ในประเทศไทยนะครับ ของประเทศเพื่อนบ้านด้วย เราต้องรู้ว่าเขาทําอะไรอยู่ แล้วก็เชื่อมให้เป็นระบบขึ้นมา อันนี้ทางคณะได้มองไปถึงโครงสร้างพื้นฐาน อีกเรื่องหนึ่ง ก็คือเรื่องของการทําคอคอด เขาเรียกว่าคลองไทย เราไม่เรียกว่าคอคอดกระ เราเรียกว่า คลองไทยนะครับ ซึ่งทางกลุ่มมองเห็นว่าอันนี้น่าจะเป็นการเปลี่ยนเป็นเมกะโปรเจกต์ (Megaproject) ที่สามารถจะเปลี่ยนทําให้ประเทศไทยก้าวข้ามจากรายได้ปานกลาง ไปสู่ประเทศพัฒนา แล้วได้ภายในเวลาสัก ๑๕ ปี ๒๐ ปีนะครับ

เรื่องถัดมาเป็นเรื่องการเป็นจุดเชื่อมของอาเซียน (ASEAN) เรารู้ว่า อาเซียน (ASEAN) มีความสําคัญต่อประเทศไทยนะครับ เรามีข้อมูลเยอะแยะตอนนี้ เพียงแต่ว่าเราใช้ประโยชน์จากอาเซียน (ASEAN) มากน้อยสักเท่าไร การประเมินของผมคือ เราใช้ประโยชน์จากมันน้อยมาก เพราะเราไม่ค่อยได้ศึกษาทําความเข้าใจว่าจะเป็นประโยชน์ กับเราได้อย่างไร มีข้อเสนออยู่ ๖ ข้อด้วยกัน อันที่ ๑ คือต้องปรับทัศนคติของเราเกี่ยวกับ เพื่อนบ้าน ไม่ใช่ว่าจะเอาเปรียบเขาอย่างเดียว เราต้องไปด้วยกัน ถ้าเราทําให้เขารวยได้แล้ว ในสถานการณ์ปกติทํานะครับถ้าเรารวย เรารวยได้แล้วเขารวยด้วย เราอย่าไปคิดว่าจะเอารวย อย่างเดียวมันไม่เกิด อันนี้ต้องมีการเปลี่ยนทัศนคติ แล้วก็เรื่องของประวัติศาสตร์เขาต้องทิ้งเอาไว้ก่อน ประวัติศาสตร์ก็ให้อยู่ในประวัติศาสตร์ไป อนาคตเราต้องร่วมกันเดินไปข้างหน้า อย่างที่ผมพูดไว้เมื่อสักครู่นี้ก็คือว่า เราจะเป็นศูนย์กลาง ตรงนี้ได้ทุกประเทศต้องร่วมเดินไปกับเรา เราเดินคนเดียวไม่ได้ถึงแม้โลเคชัน (Location) จะดี แต่ถ้าประเทศอื่นไม่เอาด้วยเราเดือดร้อนไปไม่ได้ ฉะนั้นต้องไปด้วยกันนะครับ ส่งเสริม ให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางทางด้านคมนาคมสื่อสารในภูมิภาค ขอตั้งศูนย์ความเชื่อมโยง อาเซียน (ASEAN) ในประเทศไทย คืออาเซียน เซนเตอร์ ฟอร์ คอนเนกทิวิตี (ASEAN Center for Connectivity) ตั้งในประเทศไทย เราจะได้เป็นคนดูแลแล้วก็ซัพพอร์ต (Support) ตรงนี้ได้ ยุทธศาสตร์และอุตสาหกรรมนี้อาเซียน (ASEAN) ก็มี เขาเรียกว่า ไพรออริตี อินทีเกรเตอร์ เซกเตอร์ (Priority integrator sector) เรื่องโลจิสติกส์ (Logistics) อุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป แล้วก็เรื่องท่องเที่ยว เราใช้ประโยชน์จากตรงนี้ได้ นอกจากนั้นเรามีอุตสาหกรรม ที่มีความเข้มแข็งมากกว่าประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งเราต้องพัฒนาตัวนี้ ใช้ความได้เปรียบของเรา ใช้จุดแข็งของเราให้เป็นประโยชน์ เช่น ชิ้นส่วนยานยนต์ ค้าปลีก ค้าส่ง ค้าปลีกค้าส่งนี้ใหญ่มาก สําคัญมาก อุตสาหกรรมทางด้านการเงิน ถ้าเราต้องการทําให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง อุตสาหกรรมการเงินนี้สําคัญมาก ๆ นะครับ แล้วก็เรื่องอสังหาริมทรัพย์ นี่ก็คือเซกเตอร์ (Sector) ต่าง ๆ ที่เราคิดว่าได้ประโยชน์ แต่ก็มีเซกเตอร์ (Sector) ที่ไปไม่รอด ก็ต้องมีนโยบาย มีมาตรการในการที่จะช่วยเหลือเซกเตอร์ (Sector) ที่ไปไม่ได้ มีการจัดตั้งเศรษฐกิจพิเศษ ตามแนวชายแดนเพื่อให้สินค้าผ่านได้สะดวกขึ้น โดยการดึงเอามาตรการในอาเซียน (ASEAN) มาใช้อย่างเช่นอาเซียน ซิงเกิล วินโดว์ (ASEAN Single Window) ทําให้มีการปลอดการเช็ก (Check) หลาย ๆ ครั้ง ตรวจครั้งเดียวผ่านหมดนะครับ เป็นต้น ต้องมีการบริหารความร่วมมือ ในอาเซียน (ASEAN) อันนี้เราก็เสนอว่าให้มีรองนายกรัฐมนตรีทางด้านเศรษฐกิจเป็นประธาน ดูแลประสานงานความร่วมมือทางด้านอาเซียน (ASEAN) ต่าง ๆ ขึ้นมา ตอนนี้ทางด้านอื่น ๆ มีรองนายกรัฐมนตรีทางด้านต่างประเทศดูแลอยู่แล้วนะครับ แต่ว่าทางด้านเศรษฐกิจต้อง มีการประสานงาน แล้วก็มีการตั้งสํานักงานอาเซียน (ASEAN) แห่งชาติทางด้านเศรษฐกิจขึ้นมา โดยมีผู้บริหารระดับสูงเป็นคนประสานงาน ที่สําคัญที่สุดข้อ ๖ เอกชนจะต้องเป็นตัวลีก (League) ต้องมีส่วนร่วมอย่างสําคัญ เป็นตัวนําไม่ใช่มีส่วนร่วมเฉย ๆ ในการพัฒนา การเชื่อมโยงต่อไปของอาเซียน (ASEAN) ถัดมาเป็นเรื่องของการลงทุนในต่างประเทศ การลงทุนในต่างประเทศเป็นการวางตําแหน่งของประเทศไทยในระยะยาว เราซื้อมาขายไปมันจบ แต่ถ้าเราลงทุนมันเป็นการกินยาว เราต้องลงทุนในต่างประเทศมากขึ้นเพื่อที่จะวางตําแหน่ง ของประเทศไทยต่อไปในอนาคต ข้อเสนอก็คือต้องมียุทธศาสตร์ในการลงทุนในต่างประเทศ ที่ชัดเจน ขยายกลไก สนับสนุนเอกชนโดยตรง อย่างเช่นประเทศที่พัฒนาแล้วเขาทํา อย่างประเทศญี่ปุ่นมีเจโทร (JETRO) มาช่วยองค์กรเอกชนของเขาขยายการลงทุน ในต่างประเทศ ปรับปรุงขยายบทบาทขององค์กรในประเทศให้ชัดเจนมากขึ้น แล้วก็ มีการประชาสัมพันธ์ให้มีการมาลงทุนให้คนไทยไปลงทุนในต่างประเทศมากขึ้น สุดท้าย เรื่องของเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) เศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) เป็นการปฏิวัติครั้งที่ ๔ ของอุตสาหกรรมในโลก อีก ๑๐ ปีข้างหน้าเรามองภาพ เกือบไม่ออกนะครับ ตอนนี้ถ้าเรามองไป ๕ ปีที่แล้วเรานึกไม่ออกว่าตอนนี้มีโทรศัพท์มือถือ ที่มันใช้ได้ ทําทุกอย่างได้ทั้งจ่ายเงิน รับเงิน โอนเงินต่าง ๆ ต่อไปอีก ๑๐ ปีข้างหน้าท่านคิดดูว่า เศรษฐกิจในภูมิภาคอันนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป เราต้องมีการเตรียมโครงสร้างพื้นฐาน ให้พร้อมนะครับ เมื่อสักครู่เราพูดถึงเรื่องบรอดแบนด์ซูเปอร์ไฮเวย์ (Boardband superhighway) เราต้องวางตําแหน่งตรงนี้เอาไว้ตั้งแต่ตอนนี้แล้ว ไม่ใช่ไปนั่งคิดกันตอนหลังนะครับ ต้องมีเรื่อง ซอฟต์อินฟราสตรักเจอร์ (Soft infrastructure) ต้องมีเซอร์วิสอินฟราสตรักเจอร์ (Service infrastructure) แล้วก็มีเรื่องของการส่งเสริมให้ทุกคนมีความรู้ความเข้าใจ ในการใช้เครื่องมือเครื่องไม้ต่าง ๆ มากขึ้น แล้วก็มีการสร้างองค์ความรู้ทางด้านดิจิทัล (Digital) เพื่อเราจะได้เป็นเซนเตอร์อินเวสต์เมนต์ (Center investment) ในภูมิภาคอันนี้ต่อไป ข้อเสนอทั้ง ๘ ข้อนี้ในส่วนที่เป็นเรื่องการเสนอให้มีการแก้ไขกฎหมายก็มีการร่างกฎหมาย ยื่นไปแล้วนะครับ นอกจากข้อเสนอต่าง ๆ เหล่านี้แล้วก็ยังมีเรื่องเอนนาเบิล (Enable) ต้องมีตัวปัจจัยสําคัญในการที่จะทําให้สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เกิดขึ้นเป็นจริงได้ ขอสไลด์ (Slide) ก่อนสุดท้ายอันหนึ่ง โดยเฉพาะเรื่องของการดําเนินการตามแผน คือมันทําไม่ได้หรอกครับ ถ้าเราวางแผนไว้แล้วไม่มีการทําตาม ในเรื่องของยุทธศาสตร์ ด้านต่าง ๆ เรามียุทธศาสตร์ แต่ที่สําคัญก็คือว่าจะดําเนินการตามแผนต่าง ๆ ได้อย่างไร สไลด์ (Slide) อีกอันหนึ่งอันสุดท้าย ต้องมีการติดตามประเมินผล อย่าทําเอง ให้เมืองนอก ให้องค์กรระหว่างประเทศมาประเมินว่าเราทําได้ตามเป้าหรือเปล่า เคพีไอ (KPI) ที่เราตั้งไว้ การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ เรื่องของคอร์รัปชัน เรื่องอะไรต่าง ๆ พวกนี้เอาข้างนอก มาประเมินเรานะครับ การมีส่วนเป็นเจ้าของเป้าหมายเป็นเรื่องสําคัญ เมื่อสักครู่นี้ ท่านรัฐมนตรีสุวิทย์บอกว่าจะเดินร่วมกันไปได้อย่างไร เป้าหมายที่เราวางเอาไว้ เป็นเป้าที่เราเสนอ ถ้าประชาชนทุกคนยึดอันนี้เป็นเป้าก็จะเป็นประโยชน์ในการทําให้ทุกคน สามารถเดินไปพร้อม ๆ กันได้ แต่ถ้าอันนี้ไม่ใช่เป็นเป้าของประชาชน เป็นเป้าของ สปช. หรือเป็นเป้าของ สปท. หรือเป็นเป้าของ ครม. หรือเป็นเป้าของ คสช. ไม่มีทางที่จะพัฒนา ต่อไปได้นะครับ อันนี้ก็เป็นข้อเสนอต่าง ๆ ที่ทางคณะกรรมาธิการทางด้านเกษตร พาณิชย์ ท่องเที่ยวและบริการ และโลจิสติกส์ (Logistics) ได้นําเสนอไว้ เราก็ฝากงานอันนี้ไว้ให้กับท่าน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศได้เอาไปใช้ต่อ พวกเรายินดีเข้ามาให้ข้อมูลเพิ่มเติม ในข้อเสนอต่าง ๆ ซึ่งรายละเอียดจะมีมากกว่าที่ผมพูดไว้เยอะในหนังสือเล่มนี้ ขณะเดียวกัน โลกเปลี่ยนไปเร็วมาก ตั้งแต่ที่เราทําเสร็จมาจนถึงตอนนี้โลกเปลี่ยนไปเยอะมาก โดยเฉพาะ การเปลี่ยนแปลงทางด้านการเงิน เพราะฉะนั้นมีเรื่องใหม่ ๆ เกิดขึ้นอีกมากมายก็ต้อง เอาเรื่องเหล่านี้เอามาคิดแล้วก็จัดไพรออริไทซ์ (Prioritize) เสียใหม่ เราไม่ได้ยึดว่าตรงนี้ เป็นคัมภีร์ เราคิดว่าอันนี้เป็นไกด์ (Guide) มากกว่า เป็นไกด์บุ๊ก (Guide book) ที่จะ เดินไปในทางด้านต่าง ๆ ได้ อันหนึ่งที่เราคิดว่ามันน่าจะทําแต่ไม่มีเวลาในการทํา ก็คือ มีการศึกษาอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ในการทํายุทธศาสตร์แต่ละด้านซึ่งเราไม่มีเวลาทํา ต้องทําในเซกเตอร์ (Sector) ต่าง ๆ อย่างเป็นระบบนะครับ ก็ฝากอันนี้ไว้กับทาง สปท. ขอบคุณมากครับท่านประธาน