สุวิทย์ เมษินทรีย์ หารือเรื่องการปฏิรูปประเทศไทยให้เข้าถึงโลกที่ ๑ และเน้นย้ำถึงความสำคัญของการปรับตัวเข้ากับอารยธรรมโลก ภัยคุกคาม และโครงสร้างเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป พร้อมเสนอวิธีการปฏิรูปที่มุ่งเน้นไปที่โอกาสและภัยคุกคามที่มีผลต่อประเทศไทยในระดับของอาเซียน เอเชีย และโลก โดยเน้นการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และระบบการศึกษา และการปฏิรูปและบริหารราชการแผ่นดินในมิติทางสังคม
ท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ท่านรองประธานสภา ท่านสมาชิก สปท. ผู้มีเกียรติทุกท่านนะครับ วันนี้ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสมานําเสนอ จริง ๆ แล้ว ก็เป็นส่วนหนึ่งในสมัยที่อยู่ทาง สปช. แล้วก็เป็นประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญวิสัยทัศน์ และออกแบบอนาคตประเทศไทยนะครับ ก็อยากจะขอนําเสนอในเรื่องของวิสัยทัศน์ แล้วก็กรอบยุทธศาสตร์ของประเทศไทย ไม่ทราบเจ้าหน้าที่พร้อมที่จะยิงตัวเพาเวอร์พอยท์ (PowerPoint) เลยนะครับ
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))
อย่างที่ เราทราบกันดีครับ จริง ๆ แล้วประเทศไทยนั้นมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา แล้วถ้าเรา ถอยหลังไปที่สมัยแค่กรุงรัตนโกสินทร์ก็พอนะครับ มีการเปลี่ยนแปลงอย่างน้อยใน ๔ มิติสําคัญ ในมิติว่าด้วยในเรื่องของอารยธรรม เราเคยอยู่ในอารยธรรมแบบอยุธยา แล้วก็พยายาม จะฟื้นฟูกันขึ้นมา แล้วก็มาสู่อารยธรรมตะวันตก ณ วันนี้ประเด็นสําคัญคือเราจะเตรียมคนไทยเพื่อไปสู่การปรับตัวเข้ากับอารยธรรมของโลก ภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์ได้อย่างไร
ในส่วนที่ ๒ ก็คือภัยคุกคาม อย่างที่เราทราบว่าภัยคุกคามจากนี้ไปมันจะเป็น ภัยคุกคามไม่ตามแบบ มันเป็นภัยคุกคามในหลากมิติ ไม่ว่าจะเป็นภัยคุกคามทางเศรษฐกิจ ในเรื่องของยาเสพติด ในเรื่องของค้ามนุษย์ ในเรื่องของไคลเมตเชนจ์ (Climate change) อย่างที่เราทราบกันดี เพราะฉะนั้นประเด็นก็คือเราจะเตรียมคนไทยเพื่อจะรับมือกับ ภัยคุกคามไม่ตามแบบนี้ได้อย่างไรนะครับ
ในส่วนที่ ๓ ก็คือประเด็นในเรื่องของโครงสร้างเศรษฐกิจ ทางเศรษฐกิจ และสังคมนั้น คําถามก็คือว่าเราพัฒนามาถึงจุดที่เป็นสังคมอุตสาหกรรมค่อนข้างที่จะเต็มที่แล้ว ประเด็นสําคัญก็คือว่าขณะนี้ประเทศอื่นในโลกนี้กําลังขับเคลื่อนตัวเองไปสู่สังคมที่ขับเคลื่อน ด้วยภูมิปัญญา ด้วยวิทยาการ เราจะสามารถปรับเปลี่ยนประเทศไทยไปสู่จุดนั้นได้หรือไม่ อย่างไร
สุดท้ายเป็นเรื่องที่เกี่ยวพันกับเรื่องของเศรษฐกิจ สังคม ก็คือเรื่องของ การเมือง ประเด็นสําคัญ ณ วันนี้แล้วก็เป็นที่มาของความขัดแย้งต่าง ๆ ในช่วงที่ผ่านมาก็คือ เรื่องของการที่ว่าเราจะทําอย่างไร ปฏิรูปอย่างไรที่จะทําให้ประเทศไทยนั้นเป็นประเทศ ที่มีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นองค์ประมุขอย่างแท้จริง ขอหน้าต่อไปเลยครับ เพราะฉะนั้นถ้ามามองดูว่าเราปฏิรูปไปเพื่ออะไร จริง ๆ แล้วก็ต้อง บอกว่าประเทศอื่นนั้นเขาไม่ได้สะดุดขาตัวเองเหมือนกับประเทศเราแล้วเขาก็ก้าวล้ํานําหน้า ไปอยู่ในระดับหนึ่งแล้วนะครับ เราเอาแค่ประเทศเพื่อนบ้านที่อยู่กับเรามาก่อน ประเทศ เพื่อนบ้านบางประเทศนั้นเคยมาดูงานเรา เคยต้องมาศึกษาจากเรา แต่ ณ วันนี้หลาย ๆ ประเทศ ไม่ว่าจะเป็นประเทศสิงคโปร์ ประเทศเกาหลีใต้นั้นก็สามารถจะผันตัวเองไปสู่ ประเทศในโลกที่ ๑ แล้ว ทํานองเดียวกันนะครับ ประเทศอื่น ๆ อย่างประเทศมาเลเซีย ซึ่งแต่เดิมมานั้นก็ขับเคี่ยวพร้อมกับเรา ณ วันนี้ ประเทศมาเลเซียก็เป็นอีกประเทศหนึ่ง ที่พร้อมที่จะก้าวไปสู่ประเทศในโลกที่ ๑ คงไม่ต้องพูดถึงประเทศจีน ประเทศอินเดีย ซึ่งเมื่อ ๑๐ ปี ๒๐ ปี ๓๐ ปีที่แล้วนั้นเป็นประเทศที่มีประชากรมากมายแล้วก็มีความยากจน แต่ ณ วันนี้นั้นเขากําลังผันตัวเองในอัตราเร่งนะครับ เพื่อจะไม่ใช่ทะยานออกจากโลกที่ ๓ เท่านั้น แต่กําลังจะทะยานไปสู่โลกที่ ๑ ด้วยอย่างที่เราเห็นกันดี ที่น่าสนใจก็คือว่าประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งแต่เดิมมานั้นมันเป็นประเทศที่เราถือว่าเป็นประเทศที่ปิดเป็นประเทศในระบอบสังคมนิยม อย่างเช่น ประเทศเมียนมา สปป. ลาว ประเทศกัมพูชา ประเทศเวียดนาม ณ วันนี้นั้น ก็เริ่มขยับตัว คําถามก็คือว่าเราปล่อยให้ประเทศไทยเป็นอย่างนี้ไม่ได้ เราเป็นประเทศ ที่ติดอยู่ในโลกที่ ๒ มานานพอสมควร แต่ไม่สามารถที่จะปรับเปลี่ยนตัวเองไปสู่โลกที่ ๑ นี่คือ ประเด็นท้าทายในเรื่องของการขับเคลื่อนการปฏิรูปอย่างแท้จริง ขอหน้าต่อไปนะครับ เพราะฉะนั้นถ้าพวกเรามาดูว่าทุกประเทศเวลาจะเปลี่ยนมันเปลี่ยนแปลงตัวเอง มันเปลี่ยนไป ตามพลวัตของโลก เมื่อโลกเปลี่ยนประเทศต้องปรับ ประเด็นสําคัญก็คือแล้วประเทศไทย มีการปรับเปลี่ยนมากน้อยแค่ไหน อย่างไร ถ้าเราทบทวนในอดีตจะพบว่ามีการปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่ เราเรียกว่าเป็นการปฏิรูปขนานใหญ่ในหลากมิตินั้นมีเพียงครั้งเดียว คือสมัยล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๕ ซึ่ง ณ ขณะนั้นเราเผชิญกับภัยคุกคามจากภายนอก ก็คือเรื่องของลัทธิล่าอาณานิคม เพราะฉะนั้นมันก็เกิดการรวมชาติ เกิดการสร้างรักชาติขึ้นมา เกิดระบบราชการซึ่งในที่สุด ก็กลายเป็นระบบที่มีความแข็งแกร่ง แต่หลังจากนั้น ๆ ต้องเรียนว่าเรากินบุญเก่านะครับ เราไม่มีการปฏิรูปอย่างเป็นระบบและขนานใหญ่จากนั้นมาเลยจนกระทั่งจวบจนปัจจุบันนะครับ ซึ่ง ณ วันนี้คําถามก็คือว่าพวกเราก็ทราบกันดีเราไม่ได้เพียงแค่เจอกับแรงกดดันจากภายนอก ซึ่งโลกนั้นมันมีพลวัตที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่แล้ว แล้วก็การเปลี่ยนผ่าน จากศตวรรษที่ ๒๐ มาสู่ศตวรรษที่ ๒๑ นั้นมันมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากมาย แล้วก็ส่วนใหญ่เป็นการเปลี่ยนแปลง ในเชิงโครงสร้างด้วย แต่ประเด็นก็คือเรากําลังเผชิญนอกเหนือจากแรงกดดันจากภายนอกนั้น เรากําลังเจอกับแรงปะทุจากภายในเป็นสําคัญนะครับ เพราะฉะนั้นเราไม่ปฏิรูปไม่ได้แล้ว นี่คือมูลเหตุที่ทําไมเราถึงต้องตั้ง สปช. ขึ้นมา แล้วทําไมถึงในที่สุดก็กลายเป็น สปท. อย่างพวกเราว่าจะช่วยกันขับเคลื่อนการปฏิรูปให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม อย่างเป็นระบบ แล้วก็เป็นการปฏิรูปขนานใหญ่เกิดขึ้นในประเทศไทยให้เกิดขึ้นได้อย่างไร ถ้าไม่เกิดขึ้น ผมคิดว่าประเทศไทยคงอยู่ไม่ได้นะครับ เพราะฉะนั้นขอหน้าต่อไปครับ ก็เป็นหน้าที่บอกว่าฉายภาพให้พวกเราเห็นเร็ว ๆ ว่า แรงปะทุจากภายในนั้น จริง ๆ แล้วประเทศไทยนั้นเป็นประเทศที่เผชิญกับกับดักต่าง ๆ มากมาย กับดักแรกก็คือเป็นกับดักที่ไม่ได้ง่ายเลยคือกับดับเรื่องของความเหลื่อมล้ํา อย่างที่เราทราบกันดีเป็นความเหลื่อมล้ําของโอกาส ความเหลื่อมล้ําของความมั่งคั่ง แล้วก็ ความเหลื่อมล้ําของอํานาจ แต่ความเหลื่อมล้ําเพียงอย่างเดียวอาจจะต้องใช้เวลาบ้าง แต่แก้ไม่ได้ยากหรอกครับถ้าเราตั้งใจ แต่ประเทศไทยนั้นนอกเหนือจากความเหลื่อมล้ําแล้วนี้ เราเป็นประเทศที่เผชิญกับสิ่งที่เราเรียกว่าทุจริตคอร์รัปชัน เพราะฉะนั้นความเหลื่อมล้ํา ทุจริตคอร์รัปชันบวกกับการที่วัฒนธรรมเก่าเรา ซึ่งวัฒนธรรมทุกประเทศมีข้อดีและข้อเสียทั้งนั้น แต่มีวัฒนธรรมหนึ่งที่เราเอามาในอดีตนั้นเป็นข้อดีและวันนี้อาจจะเริ่มใช้ไม่ค่อยได้แล้ว ก็คือวัฒนธรรมที่เราเรียกว่าเป็นอํานาจนิยม อภิสิทธิ์นิยม อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้น ๓ เด้ง ก็คือความเหลื่อมล้ําผสมผสานกับทุจริตคอร์รัปชันกับเรื่องของวัฒนธรรมแบบอภิสิทธิ์นิยม หรืออํานาจนิยมนั้นเกิดเป็นกับดักที่ผมเรียกว่าเป็นกับดักเชิงซ้อน พอเป็นกับดักเชิงซ้อนแบบนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมไทยคืออะไรครับ สิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมไทยก็คือสังคมไทยเป็นสังคม ที่ไม่คลีน แอนด์ เคลียร์ (Clean and clear) ไม่ฟรี แอนด์ แฟร์ (Free and fair) แล้วก็ ไม่แคร์ แอนด์ แชร์ (Care and share) เพราะฉะนั้นนี่คือปฐมบทของการที่เกิดสิ่งที่เรา เรียกว่าเป็นไฮเปอร์คอนฟลิกต์ (Hyper conflict) หรือเรียกว่าเป็นความขัดแย้งที่รุนแรง ก็คือสังคมที่ไม่คลีน แอนด์ เคลียร์ (Clean and clear) ไม่ฟรี แอนด์ แฟร์ (Free and fair) ไม่แคร์ แอนด์ แชร์ (Care and share) สังคมแบบนี้แน่นอนทีเดียว ความขัดแย้งที่รุนแรงมีโอกาส เกิดค่อนข้างสูง หน้าต่อไปเพราะฉะนั้นนอกเหนือจากกับดักที่เป็นกับดักเชิงซ้อนแล้วในมิติ ทางเศรษฐกิจนั้นเรายังจะเจอกับกับดักที่พวกเรารู้จักกันดีภาษาอังกฤษเขาเรียกว่าเอ็มไอที (MIT) เอ็มไอที ก็คือมิดเดิล อินคัม แทรป (Middle-Income Trap) อย่างที่เราทราบ เราเป็นประเทศที่ผันตัวเองจากประเทศยากจนมาเป็นประเทศที่มีรายได้ปานกลางโดยการที่ พยายามจะเปลี่ยนตัวเองจากการที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยปัจจัยการผลิตอย่างแรงงาน ราคาถูก หรือทรัพยากรธรรมชาติมาสู่เรื่องของการขับเคลื่อนด้วยประสิทธิภาพด้วยเรื่องของทุน แต่ ณ วันนี้เรารวยได้แค่นี้จริง ๆ แถมยังเป็นรวยกระจุก ไม่ใช่รวยกระจายด้วย คําถามคือ เรายังต้องทําให้เค้กของเราชิ้นใหญ่ขึ้น เพื่อให้ประชาชนของเรามีความมั่งมีศรีสุขมากขึ้น เค้กต้องใหญ่ขึ้นคือเราต้องรวยขึ้น รวยขึ้นแล้วจะรวยกระจายอย่างไร นั่นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ไม่เพียงเท่านั้น เรายังเผชิญกับปัญหาของสังคมสูงวัยคือคนเราแก่แต่แย่ลง คนเราอ่อนแอลงด้วยในเวลาเดียวกัน มีบางประเทศที่สังคมนั้นเขาอาจจะเกิดเอจจิงโซไซตี (Aging society) แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือเขาเป็นรัฐสวัสดิการ เขามีอินฟราสตรักเจอร์ (Infrastructure) ที่ดีพอ เขาเป็นสังคมที่มีทุน มีความร่ํารวย เขาก็อยู่ได้ของเขา หรือบางสังคม ที่มีคนยั้วเยี้ยไปหมดประเทศกําลังพัฒนา แต่ถึงวันหนึ่งถ้าเขาพัฒนาโงหัวขึ้นมาแบบเดียว กับประเทศจีน แบบเดียวกับประเทศอินเดียในอดีต เขาก็จะเป็นประเทศที่ทะยานเฉกเช่นเดียว กับประเทศอินเดียและประเทศจีนในวันนี้ แต่ประเทศไทยเป็นประเทศที่โชคร้ายครับ ประเทศที่โชคร้ายที่ว่าเราเจอ ๒ เด้ง ทั้งแก่ลงแล้วก็ทั้งอ่อนแอลง ที่แย่ลงจะทําอย่างไรครับ เพราะฉะนั้นนี่คือแรงปะทุจากภายใน เรามาดูจากภายนอกบ้าง จริง ๆ แล้วผมเตรียม พรีเซนเทชัน (Presentation) มาแต่ว่ามันจะยาวมาก ที่พูดถึง ๑๐ ชิฟต์ (10 Shift) ของโลกว่า ฟันดะเมนทัลชิฟต์ (Fundamental shift) คือการเปลี่ยนแปลงโลกใน ๑๐ มิติ แล้วเราจะ ตั้งรับกันอย่างไร พอดีผมมีโอกาสไปพูดเรื่องนี้ให้เอกอัครราชทูตกับกงสุลใหญ่เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ถ้ามีโอกาสผมจะฝากเปเปอร์ (Paper) นี้ไว้ให้ แต่เอาอย่างสั้น ๆ แล้วกันนะครับ ก็คือว่า โลกได้มีการเปลี่ยนแปลงไปแล้ว จากโลกที่ต่างคนต่างอยู่มาเป็นโลกที่อยู่ในลักษณะที่เป็น อินตีเกรเทดเวิร์ก (Integrated work) นะครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้นั้นในมิติทางเศรษฐกิจคือ การเปลี่ยนแปลงจากวันคันทรีวันมาร์เกต (One country one market) ไปสู่วันเวิลด์ วันมาร์เกต (One world one market) แล้วคีย์เวิร์ดส (Keywords) หรือว่าสิ่งที่สําคัญที่สุด ในการอยู่บนโลกใบนี้ โดยเฉพาะในมิติทางเศรษฐกิจมีอยู่ ๒-๓ คําเท่านั้นครับ คําถามคือเรา สามารถตอบ ๒-๓ คํานี้ได้หรือไม่ คําที่ ๑ คือคุณต้องคอมเพทิทีฟ (Competitive) คําที่ ๒ ก็คือว่าคุณจะต้องคอลลาโบเรทีฟ (Collaborative) คือต้องแกร่ง ขณะเดียวกันคุณต้องมีเพื่อน และคําที่ ๓ คือเมื่อเป็นอย่างนั้นแล้วคุณจะต้องใช้ประโยชน์จากคอนเนกทิวิตี (Connectivity) ให้ได้ แต่นั่นจะเป็น ๓ ซี (3C) ที่พูดง่าย แต่ประเด็นคือพวกเราเวลาถักทอในกรรมาธิการ ทางเศรษฐกิจ หรือปฏิรูปในทางเศรษฐกิจ หรืออะไรก็ตามเราจะทําให้เกิดได้อย่างไร ในเมื่อปัญหาของประเทศไทยนั้นเป็นปัญหาที่เชิงซ้อน เป็นปัญหาที่ซับซ้อนอย่างยิ่งยวดนะครับ
หน้าต่อไปครับ ในมิติทางเศรษฐกิจนั้นนํามาสู่เรื่องของภูมิเศรษฐศาสตร์ ที่เปลี่ยนแปลงไป โลกจากนี้ไปนั้นเป็นโลกที่ไม่กระจุก ในเรื่องของกระแสโลกาภิวัตน์ทําให้ ความกระจุกในความมั่งคั่งถูกกระจายตัวลง จากเดิมที่กระจุกอยู่ในกลุ่มที่เราเรียกว่าจี ๗ (G7) หรือว่าไทเอด (Triad) ก็คือกลุ่มอเมริกา ยุโรปตะวันตก แล้วก็ญี่ปุ่น ไปสู่เดอะ ไรส์ ออฟ เดอะ เรสต์ (The rise of the rest) คือส่วนที่เหลือของโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเอเชีย ผมมีเปเปอร์ (Paper) หนึ่งที่เขียนพร้อมกับอาจารย์ผมนะครับ ดิแพคเจนั้น เราพูดถึงเดอะ นิว ยูเอสเอ (The new USA) ไม่ใช่ยูไนเต็ด สเตท ออฟ อเมริกา (United State of America) มันเป็นยูไนเต็ด สเตท ออฟ เอเชีย (United State of Asia) นั่นก็คือประกอบด้วย สามเหลี่ยมที่ประกอบด้วยอีสท์เอเชีย (East Asia) นําโดยจีน เซาท์เอเชีย (South Asia) นําโดยอินเดีย แล้วก็เซาท์อีสท์เอเชีย (South East Asia) นําโดยอาเซียน (ASEAN) เพราะฉะนั้นประเทศไทยอยู่ในบริเวณที่แรงลมส่งแรงสุดแล้วนะครับ เราพลาดโอกาสนี้ ถ้าเรายังสะดุดขาตัวเองอยู่ขณะที่อาเซียน (ASEAN) กําลังจะขึ้นมา ซีแอลเอ็มวี (CLMV) กําลังจะขึ้นมาพร้อม ๆ กับอินเดีย พร้อม ๆ กับจีน ต่อให้ในระยะสั้นตอนนี้จีนเกิดเหตุการณ์ อะไรบ้าง แต่อย่างน้อยในอีก ๓ ทศวรรษข้างหน้านั้นพลังขับเคลื่อนของโลก โกรทเอนจิน (Growth engine) ของโลกจะมาจากสามเหลี่ยมนี้เป็นสําคัญนะครับ
หน้าต่อไปครับ เพราะฉะนั้นประเด็นสําคัญที่ท้าทายความเป็นรัฐชาติ ของทุกประเทศรวมถึงความเป็นประเทศไทยนั้นจริง ๆ มาจากแรงกดดัน ๒ แรงนะครับ แรงกดดันที่ ๑ คือแรงกดดันที่เราเรียกว่า กระแสโลกาภิวัตน์ อย่างที่พวกเราทราบกันดี แต่โลกาภิวัตน์ ณ วันนี้ไม่เหมือนโลกาภิวัตน์ในอดีต เพราะมันสั่งสมจนกระทั่งมีพลัง อันมหาศาล กลายเป็นระบอบทุนนิยมโลก กลายเป็นระบอบที่ใครใหญ่ใครอยู่จริง ๆ เป็นระบอบที่ต้องอาศัยกฎกติกาที่เป็นกฎกติกาสากล เพราะฉะนั้นประเทศที่อ่อนแอ ก็ไม่สามารถที่จะต่อรองในสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ในนามของโกลบัลกัฟเวอร์แนนซ์ (Global governance) หรือธรรมาภิบาลโลก หรือโลกาภิบาลนะครับ เพราะฉะนั้นพอประเทศ ที่มีอํานาจเขาก็ชิงไหวชิงพริบเพื่อจะจัดอํานาจของเวิลด์ออเดอร์ (World order) คืออํานาจในการจัดสรรระเบียบโลกใหม่นะครับ มีเรื่องของภัยคุกคามไม่ตามแบบ สิ่งที่ตามมาอย่างที่เราเห็นที่กรุงปารีส สิ่งที่เราเห็นอันดาษดื่นในเรื่องของการก่อการร้าย ความไม่พอใจก็ถูกปะทุออกมาภายใต้แรงกดดันหลากรูปแบบนะครับ แต่นั่นเพียงแค่ กระแสเดียว พร้อม ๆ กันนั้นมีกระแสตีกลับของโกลบัลไลเซชัน (Globalization) หรือกระแสโลกาภิวัตน์ ก็คือกระแสที่เรียกว่าโลคัลไลเซชัน (Localization) คือกระแส ของชุมชนภิวัตน์ ท้องถิ่นภิวัตน์ ประชาชนต้องการอํานาจคืนกลับมามากขึ้นนะครับ เพราะฉะนั้นมีการเรียกร้องความเป็นธรรมในแง่ของการจัดสรรทรัพยากร ในแง่ของการมีส่วนร่วม ในการร่วมจัดการในการบริหารการจัดการ ในการปกครองตนเอง สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ ล้วนแล้วแต่เป็นแรงกดดันภาครัฐ ภาครัฐในอนาคตจะต้องเป็นภาครัฐที่มีความทนทาน ใน ๒ มิติ ใน ๒ โลก ที่ดูเหมือนขัดแย้งกันเอง คือ ๑. จะบริหารจัดการเศรษฐกิจการเมืองโลก ได้อย่างไร แต่พร้อม ๆ กันนั้นก็จะต้องมีความสามารถในการบริหารจัดการเศรษฐกิจ การเมืองระดับจุลภาค ในระดับประเทศ ในระดับท้องถิ่น ในระดับชุมชนด้วยในเวลาเดียวกัน หน้าต่อไปครับ เพราะฉะนั้นกระแสโลภาภิวัตน์นั้นมันก่อให้เกิดทั้งเรื่องที่ดีและเรื่องที่ไม่ดี ในเรื่องที่ไม่ดีก็คือมันเกิดกระแสโลภาภิวัตน์ของความเสี่ยงและภัยคุกคาม ความเสี่ยง และภัยคุกคามจากนี้ไปเป็นความเสี่ยงและภัยคุกคามในระดับโลก หรือที่เราเรียกว่า โกลบัลคอมมอนส์ (Global commons) เราเห็นในเรื่องของแม้กระทั่งเรื่องของวิกฤติเศรษฐกิจ เรื่องของวิกฤติทางการเงิน เรื่องของไคลเมตเชนจ์ (Climate change) หรือหลาย ๆ เรื่อง แม้กระทั่งที่เกี่ยวข้องในเรื่องของการก่อการร้าย หรือการเคลื่อนย้ายของผู้ลี้ภัยหรือ เรฟูจี (Refugee) ต่าง ๆ กรณีโรฮีนจาเป็นตัวอย่างที่ดี ก็เป็นสิ่งที่จะเกิดมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะฉะนั้นภายใต้โลกกระแสโลกาภิวัตน์ของความเสี่ยงและภัยคุกคามนั้น จากนี้ไป คนในโลกนั้นจะสุขด้วยกัน แล้วก็จะทุกข์ด้วยกันแล้ว เพราะฉะนั้นเราไม่สามารถ ที่จะทําการรีฟอร์ม (Reform) โดยปราศจากการที่มามองว่ามีบางอย่าง สิ่งที่เราทํา มีผลกระทบไม่ใช่แค่ตัวเราเอง แต่มีผลกระทบต่อโลก ทํานองเดียวกันสิ่งที่โลกทําบางอย่าง มีผลกระทบกับประเทศเราไม่มากก็น้อยแล้ว ขออนุญาตภาษาอังกฤษนะครับ เขาบอกว่าอินเทอร์นัลอิชชู (Internal issue) จะถูกเอกซ์เทอร์นัลไลซ์ (Externalize) แล้วก็ เอกซ์เทอร์นัลอิชชู (External issue) จะถูกอินเทอร์นัลไลซ์ (Internalize) ภายใต้โลก ที่มันเชื่อมต่อเป็นหนึ่งเดียว หน้าต่อไปครับ เพราะฉะนั้นนี่คือหน้าสุดท้ายที่ผมอยากสรุป ให้กับพวกเราว่าโลกในศตวรรษที่ ๒๑ นั้นไม่ได้มีอะไรที่แตกต่างไปจากศตวรรษเดิมหรอก เพียงแต่ว่ามีชุดของโอกาสและชุดของภัยคุกคามชุดใหม่ที่แตกต่างไปจากเดิม ที่พวกเรา ไม่เคยชิน ที่พวกเราไม่คุ้นเคยต่างหากนะครับ ที่พวกเราไม่เตรียมพร้อม แล้วก็เลยทําให้เรา รู้สึกตกใจกับมัน จริง ๆ แล้วมีชุดของโอกาสและภัยคุกคามในระดับที่มีผลต่อประเทศไทย มีผลต่อประเทศไทยในวงกว้างคือในระดับของอาเซียน (ASEAN) ระดับของเอเชีย ระดับของโลก เพราะฉะนั้นอยู่ที่ว่าเวลาเราทําการปฏิรูปก็คงจะต้องคิดอ่าน ไม่ใช่มองแต่ในด้านลบ มองแต่ในด้านที่เป็นเรื่องของภัยคุกคามเท่านั้น จริง ๆ ก็ต้องปฏิรูปในเชิงด้านที่เป็นโอกาส ในด้านบวก ก็เฉกเช่นเดียวกับเมื่อตอนอยู่กันใน สปช. เราถึงพูดในเรื่องของวาระการปฏิรูป ในส่วนหนึ่ง แล้วพร้อม ๆ กันนั้นเราก็ถึงพูดแต่เรื่องของวาระการพัฒนาในอีกส่วนหนึ่ง ซึ่งมีลักษณะที่เสริมซึ่งกันและกันครับ หน้าต่อไปครับ เพราะฉะนั้นหน้านี้คือหน้าที่ท้าทาย ประเทศไทย หน้าที่ท้าทาย สปท. ทุกท่านในห้องนี้นะครับ ผมจะขออนุญาตใช้ภาษาอังกฤษ เพราะเป็นคําที่กระชับมาก ในหนังสือโลกปรับไทยเปลี่ยนนั้นผมแบ่งประเทศออกเป็น ๔ กลุ่ม กลุ่มที่เรียกว่า ฟอร์ฟรอนต์ (Forefront) มีเอฟ (F) หมด ฟอร์ฟรอนต์ (Forefront) แล้วก็ กลุ่มฟอลโลเวอร์ (Follower) แล้วก็กลุ่มที่เป็นเฟลลิงสเตท (Failing state) แล้วก็กลุ่มที่เป็น เฟลสเตท (Failed state) แปลเป็นไทย ก็เป็นว่ารัฐชาติที่ล้ําหน้า รัฐชาติที่ตามหลัง รัฐชาติ ที่กําลังล้มเหลวและรัฐชาติที่ล้มเหลว ประเทศไทยในอดีตนั้นเคยพยายามอยากเป็นนิกส์ (NICs) อยากเป็นแนกส์ (NAICs) อยากไปเป็นประเทศที่ล้ําหน้า แต่ในที่สุดแล้วเราสะดุดขาตัวเราเองลง ณ วันนี้เรากําลังค่อย ๆ คืบคลานเปลี่ยนตัวเอง ในลักษณะที่จากประเทศที่ตามหลังกลายเป็น ประเทศที่กําลังจะล้มเหลว เพราะฉะนั้นถ้าปล่อยไว้ตามนี้ ถ้าไม่มีการปฏิรูปขนานใหญ่ อย่างเป็นระบบ แล้วก็อย่างจริงจัง เราจะกลายเป็นประเทศที่ล้มเหลวอย่างแน่นอนนะครับ ด้วยแรงปะทุจากภายใน ด้วยแรงกดดันจากภายนอกอย่างที่ผมได้เรียนไว้ เพราะฉะนั้น หน้าที่ของ สปท. ในห้องนี้ผมคิดว่าคือแนวสุดท้ายครับ ที่เห็นในภาพ เรากําลังเป็นประเทศ ที่กําลังล้มเหลวเราถึงต้องมีการปฏิวัติในวันที่ ๒๒ พฤษภาคม เพื่อหยุดไม่ให้มันไหลลงอีก มากกว่านี้ แต่เราจะทําอย่างไรที่จะทําให้เดินหน้าต่อไปนะครับ เราจะทําอย่างไรจาก ประเทศที่กําลังล้มเหลว ค่อย ๆ ขยับกลับมาสู่ประเทศที่กําลังตามหลังก็ไม่เป็นไร แต่หวังว่าวันหนึ่งเราจะสามารถทะยานไปข้างหน้าไปสู่ประเทศที่ล้ําหน้าเฉกเช่นเดียวกับ เพื่อนบ้านเราอย่างประเทศสิงคโปร์ ประเทศเกาหลีใต้ หรือประเทศมาเลเซียในปัจจุบันนะครับ เพราะฉะนั้นหน้านี้เป็นหน้าที่ผมเรียกว่าเป็นโรดแมป (Road map) ของ สปท. ถ้าจะถามผม ว่าหน้าแรก ที่จะนําเสนอ สปท. คืออะไรคือหน้านี้นะครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้คือสิ่งที่ตอนอยู่ สปช. เราได้ช่วยกันคิดขึ้นมาว่าเราจะต้องเปลี่ยนประเทศไทย ประเทศไทยอยู่ในภาวะไม่ปกติ ดังนั้นเราถึงต้องมีการปฏิรูป แต่เมื่อปฏิรูปแล้วประเทศไทยยังอยู่ในภาวะปกติพอไหม ไม่พอครับ เพราะประเทศอื่นเขาล้ําหน้าไปสู่ประเทศในโลกที่ ๑ แล้วนะครับ เพราะฉะนั้น เราจําเป็นจะต้องมีเรื่องรีฟอร์ม (Reform) ไปพร้อมกับเรื่องของทรานส์ฟอร์ม (Transform) ภาษาเดิมในอดีต สปช. ก็คือเราจําเป็นจะต้องมีการปฏิรูปแล้วก็มีวาระการพัฒนาควบคู่กันไป เพราะฉะนั้นในส่วนนี้คือการที่เรามองว่าการปฏิรูปนั้นเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา ต้องมีจุดเริ่มต้น แต่ต้องใช้เวลา ประเทศจีนใช้เวลากว่า ๓๐-๔๐ ปี จนถึงบัดนี้ก็ยังปฏิรูปอยู่อย่างต่อเนื่อง และ ณ วันนี้มีการปฏิรูปอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเน้นในเรื่องคอร์รัปชัน เน้นในเรื่องของ การปฏิรูประบบราชการมาโดยตลอด เราหวังว่าถึงวันหนึ่งการขับเคลื่อนการปฏิรูป ผ่านการที่มีวิสัยทัศน์ว่าเราอยากไปไหน กล้า ๆ ที่คิดว่าเราอยากจะไปไหน แล้วเราจะไปอย่างไร ด้วยกรอบยุทธศาสตร์ชาติ วันหนึ่งอย่างน้อยตุ๊กตาที่กําหนดไว้ก็คือมองว่า ๑๐๐ ปี ของการเปลี่ยนแปลงการปกครองนั่นคือจากปี ๒๔๗๕ มาเป็นปี ๒๕๗๕ นั้นเราหวังว่า จะกลายเป็นประเทศที่มีความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน อย่างเป็นรูปธรรมที่เกิดขึ้นอย่างแท้จริง เพราะฉะนั้นในการปฏิรูปนั้นเรามองว่าสิ่งสําคัญที่สุดที่เกาะกุมทุกสิ่งทุกอย่างนั้น ไม่ใช่ตัวปฏิรูปกันเอง แต่อยู่ที่คนของเรานั้นมีจิตสํานึกหรือมีความภาคภูมิใจในความเป็นชาติ มากน้อยแค่ไหน หลาย ๆ ประเทศเรียกร้องสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ ผมเจอหนังสืออิสราเอล วอต อิสราเอล มีนส์ ทู มี (What Israel means to me) เป็นหนังสือที่รวบรวมว่าคนยิวนั้น มีความรักในมาตุภูมิของตัวเองมากน้อยแค่ไหน ผมเห็นหนังสือชื่อเดอะ ดีไฟนิง เดอะ เนชัน (The defining the nation) คือการเรียกร้องว่าทําไมอเมริกากลับมาเป็นสังคมแห่งความฝัน ที่ทุกคนขอให้มีความฝันจะเกิดเป็นความจริงขึ้นในดินแดนแห่งอเมริกาอีกครั้งหนึ่ง สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้คือสิ่งที่สร้างได้และเรียกร้องได้ สิ่งนี้คือสิ่งที่เปราะบางที่สุด ณ ขณะนี้สําหรับมองว่า เรามีความภาคภูมิใจในความเป็นชาติอ่อนเกินไป ทุกประเทศต้องสร้างให้เกิดดิกนิตี ออฟ เดอะ เนชัน (Dignity of the nation) ให้เกิดขึ้น เพราะดิกนิตี ออฟ เดอะ เนชัน (Dignity of the nation) นั้นเป็นปฐมบทของสิ่งที่เราจะพัฒนาต่อ ถ้าไม่มีจุดร่วมคือคอมมอนกราวนด์ (Common ground) ของดิกนิตี ออฟ เดอะ เนชัน (Dignity of the nation) จะสร้างไปสร้าง คอมมอนโกล (Common goal) ได้อย่างไร เพราะฉะนั้นเมื่อมีดิกนิตี ออฟ เดอะ เนชัน (Dignity of the nation) มีคอมมอนกราวนด์ (Common ground) แล้วเราจะมาพูดถึง การพัฒนาที่สมดุลระหว่างมิติทางเศรษฐกิจ ทางสังคม ทางด้านของสิ่งแวดล้อม ทางด้าน ของทรัพยากรมนุษย์ มันเป็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นได้เมื่อทุกคนที่อยู่ในประเทศเดียวกันนั้นมีจุดยืนร่วมกัน แล้วก็เพื่อจะฝัน มีจุดร่วมที่จะเอาไปฝันร่วมกัน ตรงนี้จะขอเร็วหน่อยเพราะเป็นเรื่องรายละเอียด ว่าในแต่ละมิติของการพัฒนาทางเศรษฐกิจหรือพูดง่าย ๆ การปฏิรูปทางเศรษฐกิจนั้น จะไปตอบโจทย์เรื่องอะไรบ้าง ทํานองเดียวกับในเรื่องของการที่จะสร้างสังคมให้เกิดคุณภาพขึ้น หน้าต่อไปก็จะพูดถึงในเรื่องของสิ่งแวดล้อมที่น่าอยู่ แล้วหน้าต่อไปก็จะพูดถึงคุณภาพของมนุษย์ ทําอย่างไรให้คนไทยนั้นเป็นคนไทยเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ในเรื่องของเฮด (Head) แฮนด์ (Hand) เฮลท์ (Health) ฮาร์ต (Heart) อย่างที่พวกเราฝันอยากให้มันเกิดขึ้นนะครับ เมื่อการพัฒนาเกิดขึ้นอย่างสมดุลหลังจากนั้นเราค่อยมาตอบโจทย์ว่าจะมีตําแหน่งแห่งหน ปักหมุดว่าเราต้องการเป็นใครในเวทีโลก เราต้องการให้โลกนั้นรู้จักเราในเรื่องอะไร เราจะมีจุดเด่นในเรื่องอะไร เราเป็นโกลบัลนิช (Global niche) ในเรื่องอะไร เราจะกลายเป็น ศูนย์กลางของอาเซียน (ASEAN) ในมิติใดบ้างเป็นสิ่งที่ฝันได้ครับ ฝันได้เมื่อเรามีการพัฒนา ที่สมดุลใน ๔ มิติ แต่การพัฒนาที่สมดุลใน ๔ มิติจะเป็นไปได้ก็ต่อเมื่อประชาชนของเรา มีความปรองดองสมานฉันท์เป็นหนึ่งเดียว และมีความภาคภูมิใจในความเป็นชาติไทยร่วมกัน เพราะฉะนั้นจุดนี้คือตัวอย่างว่าประเทศไทยในรูปธรรมเราเคยมาจากโมเดลไทยแลนด์ ๑.๐ (Model Thailand 1.0) หรือประเทศไทย ๑.๐ ที่ขับเคลื่อนด้วยเกษตรกรรมมาสู่ ๒.๐ ที่ขับเคลื่อนด้วยสังคมอุตสาหกรรมเบา มาสู่ตอนนี้เรากลับขับเคลื่อนด้วยอุตสาหกรรมหนัก คําถามคือประเทศไทยจากนี้จะไปไหน หน้าต่อไปครับ การที่ประเทศไทยจะไปสู่สังคม นวัตกรรมได้นั้นเราจําเป็นต้องต่อยอดจุดแข็งของเราในอดีต พระเจ้าให้เรามา ๒ สิ่งครับ คือเรื่องของความหลากหลายเชิงชีวภาพในด้านหนึ่งคือธรรมชาติ กับความหลากหลาย เชิงวัฒนธรรมในอีกด้านหนึ่ง เพราะฉะนั้นถ้าคลี่แผ่นนี้ออกมาเราจะพบว่ามีอีกหลาย ๆ อุตสาหกรรมซึ่งประเทศอื่นไม่มีแต่เรามี แต่เราจําเป็นจะต้องเติมเต็มด้วยองค์ความรู้ เติมเต็มด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี เติมเต็มไปด้วยการวิจัยเรื่องของวิทยาการลงไป เพื่อจะทําให้ประเทศไทยนั้นเป็นสังคมเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยองค์ความรู้อย่างแท้จริงนะครับ เพราะฉะนั้นถ้าเราสามารถขับเคลื่อนไปได้ มองทิศทางเดียวกันไปได้ เราก็จะสามารถ ตอบโจทย์ที่เราต้องการตั้งโจทย์ว่าให้ประเทศไทยนั้นเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว เป็นประเทศในโลกที่ ๑ อย่างไร เป็นประเทศที่มีรายได้สูง แต่พร้อมรายได้สูงนั้นเป็นประเทศ ที่มีรายได้ที่มีความมั่งคั่งที่กระจาย ไม่กระจุก แล้วก็เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ตรงนี้ถ้าแปลง เป็นโจทย์ในเรื่องของการรีฟอร์ม (Reform) เรากําลังต้องการสร้างโกรทเอนจิน (Growth engine) หรือพลังขับเคลื่อนการเติบโตอย่างน้อย ๓ เอนจิน (Engine) ใหม่ด้วยกัน ๑. คือกรีน โกรท เอนจิน (Green growth engine) เพื่อตอบโจทย์ความเป็นมิตร กับสิ่งแวดล้อม ๒. อินคลูซีฟ โกรท เอนจิน (Inclusive growth engine) เพื่อตอบโจทย์ ความมั่งคั่งที่กระจาย และ ๓. คือโปรดักทีฟ โกรท เอนจิน (Productive growth engine) เพื่อตอบโจทย์การที่จะทําให้เรามีรายได้ที่มากขึ้น หน้าต่อไปครับ หน้านี้เป็นหน้าที่ สําคัญมาก หน้านี้สําคัญตรงที่ว่าในอดีตนั้นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งโดยส่วนใหญ่ มาแล้วก็ไป ส่วนใหญ่อยู่สั้น เพราะฉะนั้นการที่อยู่สั้นส่วนใหญ่แล้วก็ต้องฟังเสียงประชาชน ก็ต้องการเอาใจว่าประชาชนต้องการอะไร เอาสิ่งนั้นมากลายเป็นนโยบาย แล้วก็พาด เหมือนกับบันไดลิง คือพาดไปแล้วก็ไต่ขึ้นไปเพื่อตอบโจทย์ประชาชนในสิ่งที่ประชาชนต้องการ เมื่อถึงวันหนึ่งเกิดคอร์รัปชัน หรือว่าถึงวันหนึ่งไม่แข็งแรงถูกเตะลงมาก็ล้มลงไป รัฐบาลใหม่ มาเอาบันไดลิงไปพาดที่ไหนก็ตามตามที่ประชาชนนั้นต้องการ อันนี้ถามว่าผิดไหม ไม่ผิดนะครับ แต่มันไม่พอ ประเทศไม่มีวันต่อเนื่องถ้ามัวแต่มองในด้านใดด้านหนึ่งเพียงด้านเดียว ปัญหาของประเทศเราก็คือว่าถ้าอยากจะไปต่อในประเทศที่มองไกลไปถึงเป็นประเทศ ที่มีวิสัยทัศน์ของการเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วของการที่เป็นประเทศในโลกที่ ๑ เราจําเป็น จะต้องมียุทธศาสตร์ที่ชัดเจน เป็นยุทธศาสตร์ที่ต่อเนื่อง มีจุดมุ่งหมาย หรือวิสัยทัศน์ หรือเป้าหมายที่ชัดเจน ตรงนี้เปรียบเปรยเหมือนงูที่อยู่ในอุโมงค์ หรือที่เราเรียกว่าสเนค อิน เดอะ ทันเนล (Snake in the tunnel) นั่นก็คือตัวของการพาดไปของอุโมงค์บอกทิศทาง แต่ความกว้างของอุโมงค์คาบกว้างนั้นคือบอกกรอบยุทธศาสตร์ เพราะฉะนั้นยุทธศาสตร์ จะต้องไม่แคบเกินไปจนกระทั่งงูที่อยู่ข้างในนั้นอึดอัดที่จะเดิน แล้วก็ไม่กว้างจนเกินไป ที่ไม่รู้จะเดินไปทางไหน งูนั้นก็เปรียบเหมือนนโยบายรัฐบาลที่เขายังมีดีกรี ออฟ ฟรีดอม (Degree of freedom) หรือมีอิสระเพียงพอ ตราบใดที่อยู่ในกรอบยุทธศาสตร์ที่วางไว้ แล้วก็ไปสู่ทิศทางที่ทุกคนต้องการ เพราะฉะนั้นตรงนี้กรอบยุทธศาสตร์ชาติจึงต้องเป็นกรอบ กว้าง ๆ ที่ทุกคนนั้นมีความเห็นพ้องต้องกัน แล้วเป็นฉันทามติที่ไม่ว่ารัฐบาลไหนมาก็ตาม จําเป็นจะต้องยืนตามกรอบอันนี้เพื่อนําพาประเทศหลุดพ้นจากกับดักต่าง ๆ ที่ผมได้เรียนไว้ เพื่อนําพาประเทศไปสู่โลกที่ ๑ ให้จงได้ ในหน้าต่อไปครับ เพราะฉะนั้นนี่คือตัวอย่าง ของการคลี่ออกไปว่าการวางยุทธศาสตร์นั้นเป็นการมองไกลออกไปในระดับหนึ่ง เรามีแผน สภาพัฒน์ซึ่งปกติมอง ๕ ปี ณ วันนี้เราเริ่มจะมีแผนสภาความมั่นคง ก็มองประมาณ ๕ ปี แต่สิ่งที่เราขาดคือการมองแผนระยะยาว ๒๐ ปีเป็นอย่างน้อย เพราะฉะนั้นผมมองว่ารัฐบาล ชุดนี้แล้วก็รัฐบาลที่ต่อจากชุดนี้ใน ๕ ปีแรกจําเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเป็นรัฐบาลที่มีภารกิจเฉพาะ ที่ทําหน้าที่วางรากฐานของประเทศอย่างแท้จริง เพื่อให้การขับเคลื่อนวาระการปฏิรูป หรือวาระการปรับเปลี่ยน คือเรื่องของรีฟอร์ม (Reform) กับทรานส์ฟอร์ม (Transform) นั้น ให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งเกิดผลสัมฤทธิ์และเกิดโมเมนตัม (Momentum) ของการเปลี่ยนแปลงในการที่ประเทศเริ่มขยับปรับเปลี่ยนจากโลกที่ ๒ ที่เราเป็นอยู่ ไปสู่โลกที่ ๑ ในอนาคต หน้าต่อไปครับ เพราะฉะนั้นถ้าถามผมว่าภารกิจสําคัญของรัฐบาลชุดนี้รวมถึง สปท. รวมถึง สนช. แล้วก็รัฐบาลชุดต่อไปในระยะแรก ๆ นั้นหลังการเลือกตั้งจะมีภารกิจอะไร ผมบอก ได้ว่าสําหรับผมนําเสนออย่างน้อยต้องมีภารกิจใน ๒ ด้านไปพร้อม ๆ กัน ในด้านหนึ่ง คือการซ่อมแซมประเทศ ในอีกด้านหนึ่งคือการสร้างเสริมประเทศ การซ่อมแซมประเทศนั้น มันมี ๓ สิ่งที่เมื่อสักครู่ผมได้เรียนนําเสนอแล้ว และผมเชื่อว่าใน สปช. ใน สปท. ทุกคนก็รับรู้ สิ่งนี้ เพียงแต่จะตีโจทย์สิ่งนี้ออกจากนามธรรมให้เป็นรูปธรรมที่จับต้องได้และเกิดผลสัมฤทธิ์ อย่างไร อันประกอบด้วย ๑. จะลดความเหลื่อมล้ําลงได้อย่างไร ทั้งความเหลื่อมล้ําในโอกาส ความมั่งคั่ง และในเรื่องของอํานาจ ๒. จะลดทุจริตคอร์รัปชันลงได้อย่างไร ๓. จะลด ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นลงได้อย่างไร เพราะฉะนั้นนี่คือการซ่อมแซมประเทศ แต่อย่างที่เรา ทราบกันดีซ่อมอย่างเดียวไม่พอคนอื่นเขาไปถึงไหนแล้ว เพราะฉะนั้นเราต้องสร้างเสริม ประเทศ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าภารกิจสําคัญอีกส่วนหนึ่งที่มีความสําคัญอย่างยิ่งยวดก็คือ ประกอบด้วย ๑. การศึกษาและทุนมนุษย์ ไม่มีใครปฏิเสธครับ แต่จะทําอย่างไรให้มันเกิด แต่มันก็เป็นโพรเซส (Process) ที่ต้องใจเย็น แต่ต้องเป็นโพรเซส (Process) ต้องอดทน เป็นโพรเซส (Process) ที่ต้องคิดการใหญ่แล้วก็เกาะให้ติดกัดไม่ปล่อยเพื่อจะทําให้ เริ่มเห็นโมเมนตัม (Momentum) ในระยะ ๓-๕ ปี หรือ ๑๐ ปีข้างหน้า การศึกษา ไม่ใช่เป็นเรื่องง่ายที่จะทําแล้วเห็นผลใน ๓ วัน ๖ วัน ใน ๑ ปี ๒ ปี อย่างแน่นอนที่เรา ทราบกันดี แต่การศึกษาอย่างเดียวพอไหม ไม่พอนะครับ โลกในอนาคตนั้นเขาไปถึงไหนกันแล้ว เพราะฉะนั้นถ้าเราไม่ลงทุนในวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมตั้งแต่วันนี้เราไปไม่ได้ หรอกครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้คือเรื่องที่ ๒ ที่จะต้องทําเพื่อเสริมสร้างประเทศไปข้างหน้า เรื่องที่ ๓ พร้อม ๆ กันนั้นคือเรื่องของปากท้อง เรื่องของเศรษฐกิจ สังคม ที่เราจําเป็นจะต้อง ปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจ สังคม ในทิศทางที่ก่อให้เกิดรายได้ที่เพิ่มขึ้นแต่เป็นรายได้ ที่กระจาย แล้วก็เป็นรายได้หรือสิ่งที่ทําขึ้นมานั้นเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม คือมันสามารถ ตอบโจทย์ทั้งความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนได้นะครับ เพราะฉะนั้น ๒ อันนี้สําคัญพอ ๆ กัน เราจะสร้างโดยไม่ซ่อมก็ไม่ได้ เราจะซ่อมแต่ไม่สร้างก็ไม่ได้ มันต้องไปพร้อมกัน แต่ปมสําคัญ ที่เคยถกกันในสมัยที่อยู่ สปช. ก็คือว่าถ้ามี ๓๗ วาระการปฏิรูป และ ๖ วาระการพัฒนา ถ้าคัดขึ้นมาสัก ๑ อันและสําคัญที่สุดแล้วจะไม่มีใครเถียงเลยคือเรื่องอะไร ในที่สุดแล้วหนีไม่พ้น ๒ เรื่อง เรื่องหนึ่งคือการศึกษาไม่มีใครเถียงแต่อีกเรื่องหนึ่งคือกลไกภาครัฐ แต่ผมกลับมองว่า ถ้าเราไม่ทํากลไกให้ดี การศึกษาคิดให้ได้ก็ทําไม่ได้ เพราะฉะนั้นเรื่องที่ผมคิดว่า สปท. จะต้องให้ความสําคัญอย่างยิ่งยวดเป็นคานงัดเกือบทุกอย่างของการปฏิรูปคือเรื่อง การปรับเปลี่ยนกลไกภาครัฐ เพราะฉะนั้นตรงนี้มีเปเปอร์ (Paper) หนึ่งที่ผมได้ทิ้งเอาไว้ ในเรื่องของวิสัยทัศน์ยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนประเทศและกลไกการปรับเปลี่ยนภาครัฐ ผมเข้าใจว่าเป็นเอกสารชิ้นหนึ่งที่อยู่ใน สปช. อยู่แล้ว ต่อครับ ที่เหลือก็เป็นแค่ลองดูว่า ถ้ากล้า ๆ คิดประเทศไทยจะเป็นอย่างไร ถ้าเราปฏิรูปสําเร็จประเทศไทยจะค่อย ๆ เปลี่ยนในหลายมิติ จากประเทศรายได้ปานกลางที่กระจุกกลายเป็นประเทศรายได้ปานกลาง ที่กระจายใน ๕ ปีแรกเราก็น่าจะพอใจแล้ว แต่หลังจากนั้นจะกลายเป็นประเทศที่รายได้สูง และเป็นรายได้สูงอย่างถ้วนทั่ว นี่คืออัลติเมตโกล (Ultimate goal) นี่คือวัตถุประสงค์ เป้าหมายสุดท้ายที่เราต้องการต่างหาก ทํานองเดียวกันต้องกล้า ๆ คิดว่าถึงวันหนึ่งเราจะต้อง มีบรรษัทข้ามชาติเหมือนคนอื่นเพราะโลก ณ วันนี้ต่อสู้กันบนเวทีโลกแล้วเรายังมีบรรษัทข้ามชาติ นับได้ ๑ บรรษัทหรือ ๒ บรรษัทเอง เป็นไปได้ไหมว่าถึงวันหนึ่งเราจะมี ๑๐ บรรษัท มี ๑๐๐ บรรษัท ทําอย่างไรที่ให้เมืองของประเทศไทย บางเมืองที่เขาอยากจะไปแข่งกับโลก สามารถเป็นเมืองระดับภูมิภาค ในระดับอาเซียน (ASEAN) หรือเป็นเมืองระดับโลก เฉกเช่นเดียวกับประเทศสิงคโปร์ที่พยายามจะทําให้ตัวเองนั้นเป็นโกลบัลซิตี (Global city) หน้าต่อไปครับ ในทํานองเดียวกันส่วนที่เหลือพวกท่านก็เอาไปอ่านเอง เดี๋ยวผมจะทิ้งเอกสาร ฉบับนี้ไว้ให้ ไม่ว่าในเรื่องโลจิสติกส์ (Logistics) ไม่ว่าเรื่องตลาดทุน เราต้องการฝัน เราฝันได้ถ้าสามารถที่จะเริ่มต้นการปฏิรูปอย่างถูกต้อง อย่างเป็นจริงเป็นจัง และอย่างอดทน ต่อครับ เฟส (Phase) ที่เหลือก็เป็นมิติจากเศรษฐกิจมาสู่มิติสังคม ต่อไปครับ ก็เป็นมิติ ทางด้านชุมชน แล้วมาสู่สุดท้ายก็คือมิติทางด้านสิ่งแวดล้อม ในหน้าต่อไปครับ เพราะฉะนั้น ตรงนี้ผมคงไม่อธิบายมากมายนะครับ หน้าต่อไปครับ ทั้งหมดนี้ถึงวันหนึ่งอยู่ที่ว่าเราจะปฏิรูป เป็นมีน (Mean) แต่ต้องถามว่าเอนด์ (End) คืออะไร เมื่อมีน (Mean) มีเอนด์ (End) อะไรคือควิกวิน (Quick win) แล้วเมื่อไรที่เป็นสมอลวิน (Small win) ที่ให้เรารู้สึก มีกําลังใจ แต่สมอลวิน (Small win) มันจะต้องเป็นคานงัด จะต้องนําไปสู่การกระเพื่อม ครั้งใหญ่ในเวลาต่อมา แต่ทั้งหมดมันต้องถามว่าแอท ดิ เอนด์ (At the end) คือในวันสุดท้าย เราต้องการอะไร เราต้องการให้ประเทศไทยนั้นมีรายได้ต่อหัวเท่าไร กล้า ๆ คิด เราต้องการ ที่ทําให้เรามีจีดีพี (GDP) จีเอ็นพี (GNP) เท่าไรต้องกล้า ๆ คิด เราต้องการให้ความเหลื่อมล้ํา ของเราลดลง เมื่อเขาวัดด้วยจีนี โคเอฟฟิเชียนต์ (Gini coefficient) ให้อยู่ในมาตรฐานเดียวกับ โออีซีดี (OECD) สมมุตินะครับ เราก็ต้องกล้า ๆ คิด ในหน้าต่อไปครับ ก็เฉกเช่นเดียวกับ เรื่องอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นมิติทางด้านของวิจัยพัฒนา เรื่องของความยากง่ายในการทําธุรกิจ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกัฟเวิร์นเมนต์รีฟอร์ม (Government reform) ในเรื่องของการที่ว่า บิซิเนสอีสซิง (Business easing) จะไปตอบโจทย์ให้เอกชนนั้นเกิดขีดความสามารถ ในการแข่งขันบิซิเนสอีสซิง (Business easing) จะทําให้เกิดความรู้สึกว่าประเทศอื่น ๆ อยากมาลงทุนกับเรา เพราะฉะนั้นนี่คือสิ่งต่าง ๆ ที่รัฐบาลชุดนี้ ณ วันนี้หยิบเอาเรื่องของ อีส ออฟ ดูอิง บิซิเนส (Ease of doing business) มาเป็นส่วนหนึ่งในการวัดผล ในการปฏิรูประบบราชการด้วยเช่นกันนะครับ ต่อครับ เพราะฉะนั้นเรื่องอื่นก็เป็นเรื่องของ การศึกษา เรื่องของทรัพยากรมนุษย์ ปัญหาต่าง ๆ ไม่ว่าคุณแม่วัยใสจะหมดไปอย่างไร เมื่อเรามีการปฏิรูป แล้วก็มีความคิดอ่านที่มองไปข้างหน้าอย่างจริงจัง หน้าต่อไปครับ เพราะฉะนั้นทั้งหมดนี้จบอยู่ที่หน้านี้หน้าเดียว เราจําเป็นจะต้องปฏิรูป เราจําเป็นจะต้องมี การปรับเปลี่ยน คือมีทั้งรีฟอร์ม (Reform) และมีทั้งทรานส์ฟอร์ม (Transform) แต่การปฏิรูปและการปรับเปลี่ยนอย่างไร้ทิศทางไม่มีประโยชน์นะครับ ดังนั้นเราถึงต้องมี ยุทธศาสตร์ชาติ เพราะว่าการปฏิรูปและการปรับเปลี่ยนมันไม่ใช่ใช้เวลาอยู่เพียงแค่เวลาปีสองปี ที่พวกท่านอยู่ แต่อาจต้องใช้เวลาอีก ๑๐ ปี ๒๐ ปี ๓๐ ปี จากนี้ไปเป็นคอนตินิวอัสโพรเซส (Continuous process) เพราะฉะนั้นยุทธศาสตร์จะเป็นตัวเกียร์ (Gear) ว่าเราจะไปอย่างไร แล้วก็ไปไหน นั่นก็คือเรื่องวิสัยทัศน์ประเทศไทยไปในจุดที่ทุกคนมีความฝันร่วม ไม่มีใครเถียงว่า จะต้องไปสู่จุดนั้น แต่ทั้งหมดจะต้องทําให้คนของเรานั้นตระหนักถึงผลประโยชน์ของชาติ เป็นสําคัญ ไม่ใช่ผลประโยชน์ของตัวเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นผลประโยชน์ชาติในบริบท ของโลกว่าทั้งหมดที่เราจะสร้างความมั่งคั่งไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทย ไม่ใช่มองการปฏิรูป อยู่ในลักษณะที่มันอินวาร์ดโอเรียนเต็ด (Inward oriented) แต่ต้องกล้ามองทั้งโลกแล้วว่า เราจะสามารถใช้ประโยชน์โลกนี้ในทิศทางที่จะทําให้เกิดความพอกพูน มีสุขกับคนของเรา เริ่มไปพร้อม ๆ กับความมั่งคั่ง หรือแชร์พรอสเพอริตี (Share prosperity) กับคนของโลก กับประชากรโลกด้วยในเวลาเดียวกัน เพราะฉะนั้นในเปเปอร์ (Paper) แรกผมขอจบ ด้วยเพียงเท่านี้นะครับ ผมมีอีกเปเปอร์ (Paper) หนึ่งสั้น ๆ ที่พูดถึงเรื่องของว่าทาง สปท. จะทํางานร่วมกันกับรัฐบาลจากนี้ไปอย่างไร ขออนุญาตอีกไม่เกิน ๑๐ นาที ขอเปเปอร์ (Paper) อีกเปเปอร์ (Paper) หนึ่ง เปเปอร์ (Paper) นี้เมื่อเช้าเพิ่งคุยกันที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้พูดไว้ ก็คือเรามองอย่างนี้ครับ เป็นแม่น้ํา ๕ สายอย่างที่พวกเราเห็นมี สปท. มี สนช. รัฐบาล คสช. แล้วก็มีคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญในส่วนของรัฐบาลเอง ณ วันนี้เรากําลังแบ่งงานกันใหม่ มองว่าเรากําลังผนวกเรื่องของการขับเคลื่อน เรื่องของการปฏิรูป แล้วเรื่องของการบริหาร ราชการร่วมกัน เมื่อก่อนเรามองว่าความเป็น ครม. นั้นน่าจะไปเน้นเรื่องเอกซ์เซกคิวทีฟแอกชัน (Executive action) คือเรื่องบริหารราชการหรือเปล่า แต่ ณ วันนี้เมื่อก่อนเราบอกว่า ในเรื่องปฏิรูปน่าจะให้ สปช. ในอดีตนะครับ แล้วก็ในเรื่องอะไร แต่ ณ วันนี้เรามองว่าทุก ๆ ภาคส่วนจําเป็นจะต้องมีองค์ประกอบของความเป็นการปฏิรูป เรื่องของการปฏิรูปอยู่ในตัว เพราะฉะนั้นเรากําลังมองในเรื่องของการปฏิรูป แต่ไม่ใช่คิดอ่าน เฉพาะเรื่องของปฏิรูปบนเปเปอร์ (Paper) จะต้องขับเคลื่อนให้ได้ เมื่อขับเคลื่อนแล้วถึงวันหนึ่ง จะต้องอยู่ในรูทีนเบส (Routine based) ก็คือเป็นเรื่องของการบริหารราชการตามปกติให้ได้ เพราะฉะนั้น ณ วันนี้จะมีการปฏิรูปขับเคลื่อนและการบริหารราชการนั้นออกเป็น ๒ มิติ มิติในแนวตั้งกับมิติในแนวนอน มิติในแนวนอนก็คือมิติที่เรากําลังทํางานบนพื้นที่กับ ภาคประชาชน ยกตัวอย่างเช่น ผ่านกองทุนหมู่บ้าน ผ่านเรื่องต่าง ๆ ที่เราลงไปสู่ระดับ ของฐานรากนะครับ ซึ่งตรงนี้ได้มอบหมายให้ท่านสุวพันธุ์เป็นประธานในการขับเคลื่อนในส่วนนี้ ส่วนมิติในแนวตั้งที่ออกมาตามกระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ เพื่อทําการขับเคลื่อนปฏิรูป และบริหารราชการนั้น ท่านนายกรัฐมนตรีได้แบ่งออกเป็น ๖ ด้านสําคัญ ๆ ครับ คือด้าน ทรัพยากรมนุษย์ ก็มอบหมายให้ท่านประจินเป็นผู้ขับเคลื่อน ด้านเศรษฐกิจทั้งหมดก็เป็น ท่านสมคิด ด้านระบบราชการทั้งหมด บริหารระบบราชการ ปฏิรูประบบราชการ ขับเคลื่อน ระบบราชการทั้งหมดก็เป็นท่านวิษณุ แล้วด้านสาธารณสุขเป็นท่านณรงค์ ด้านความมั่นคง ก็เป็นด้านของท่านประวิตร แล้วก็ด้านการท่องเที่ยวเป็นเรื่องของท่านธนะศักดิ์ เพราะฉะนั้น ทั้งหมดนี้คือแนวตั้ง แล้วก็ทั้งหมดลงมาสู่แนวนอนนั้น ไปสู่พื้นที่นั้น เรากําลังทํางานภายใต้ แนวคิดของประชารัฐ ประชารัฐคือการผนึกกําลังร่วมของภาครัฐ เอกชน และภาคประชาชน โดยที่เมื่อลงไปประชารัฐในแนวนอนคือลงไปสู่ระดับพื้นที่นั้น ผู้ว่าราชการจังหวัดจะเป็น ด่านหน้าสําคัญที่จะขับเคลื่อนผ่านกลไกต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของส่วนราชการท้องถิ่น การปกครองท้องถิ่น หรือเรื่องของพลเมือง ตํารวจ ทหาร เรื่องของศูนย์ปฏิบัติการอําเภอ รวมถึงการผนึกกําลังของภาคเอ็นจีโอ (NGOs) หรือภาคประชาสังคม กับภาคเอกชน และภาคประชาชนเป็นสําคัญ เพราะฉะนั้นนี่คือ ๖ ด้านสําคัญ ๆ ที่มีการรีกรุป (Regroup) ล่าสุด ที่จะทําหน้าที่ทั้งบริหารราชการ ขับเคลื่อน และทําการปฏิรูปไปพร้อม ๆ กันก็เป็นภาพ ที่ให้เห็นชัด ขยายภาพให้ชัดขึ้นจากภาพเมื่อสักครู่นี้ หน้าต่อไปคือหน้าที่ต่อไปนะครับ เท่าที่ฟังโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อสักครู่นี้ก่อนมาผมก็ได้มีโอกาสหารือกับท่านรัฐมนตรีประจํา สํานักนายกรัฐมนตรี ท่านสุวพันธุ์นะครับ จากนี้ไปเราจะทํางานอย่างใกล้ชิดระหว่าง สปท. สนช. และรัฐบาล คือ ครม. โดยการที่มาหารือกันในลักษณะที่ขอใช้ภาษาอังกฤษ ก็คือ อินเตอร์แอคทีฟ (Interactive) เอาโจทย์มานั่งคุยกันว่าตอนนี้ สปท. กําลังทําอะไร และทาง ครม. กําลังทําอะไร แล้วเราจะมาแชร์กัน มาร่วมกันในลักษณะที่มีการสื่อสารกันผ่านกลไก ของการประสานที่มากขึ้น เพราะฉะนั้นตรงนี้คือรูปธรรมที่มองว่าเรากําลังขับเคลื่อนเรื่องอะไร แล้วทางรัฐบาลในส่วนของ ครม. กําลังทําวาระปฏิรูป ซึ่งส่วนใหญ่แล้วอินพุต (Input) นั้น ส่วนใหญ่มาจากทาง สปช. ในอดีตที่ส่งมา เรากําลังทําเรื่องอะไรบ้างนะครับ ผมขอยกตัวอย่าง กรณีใน ๖ คณะ
ในคณะที่ ๑ เรื่องการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และระบบการศึกษา ท่านประจิน จะถูกมอบหมายให้ดูในแง่ของการขับเคลื่อน ในเรื่องของการขับเคลื่อนการปฏิรูปและบริหาร ราชการแผ่นดินในมิติทางสังคม พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การศึกษา สถาบันครอบครัว และแรงงาน ก็มีวาระการขับเคลื่อนชุดใหญ่อยู่ชุดหนึ่ง มีวาระการปฏิรูปชุดใหญ่อีกชุดหนึ่ง และจะทํางานการบริหารราชการ ภายใต้คณะกรรมการชุดต่าง ๆ ที่อยู่ข้างท้าย เป็นต้น ผมคงไม่อ่านลงในรายละเอียด
เฉกเช่นเดียวกับคณะที่ ๒ ในหน้าต่อไปครับ ก็จะเป็นเรื่องของเศรษฐกิจ ซึ่งท่านสมคิดก็จะเป็นคนที่ทําหน้าที่ขับเคลื่อน ปฏิรูป และบริหารราชการแผ่นดิน ก็มีวาระการขับเคลื่อนเพราะเป็นเรื่องเศรษฐกิจ เพราะฉะนั้นจะมีเรื่องวิสาหกิจชุมชน เรื่องวิสาหกิจเพื่อสังคม เรื่องของเขตเศรษฐกิจพิเศษ หรือเรื่องซูเปอร์คลัสเตอร์ (Super cluster) อย่างที่พวกเราได้ยินได้ฟัง แม้กระทั่งวันนี้เรากําลังเริ่มพูดถึงเรื่องการชิพ เอส เคิร์ฟ (Ship s-curve) ผ่านอุตสาหกรรม แห่งอนาคต ผ่านสิ่งที่เราเรียกว่าเป็นนิว โกรท เอนจิน (New growth engine) อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็จะขับเคลื่อนผ่านคณะกรรมการชุดต่าง ๆ แล้วก็ระบบราชการ ผ่านกระทรวง ทบวง กรม อย่างที่พวกเราทราบกันดี ในทํานองเดียวกับชุดที่ ๓ ก็คือท่านวิษณุ ก็จะมีวาระขับเคลื่อนอยู่เซตหนึ่ง วาระการปฏิรูปอยู่เซตหนึ่ง แล้วก็ขับเคลื่อนบริหารราชการ ปกติอีกเซตหนึ่งด้วยเช่นกัน ก็จะเป็นอย่างนี้นะครับ ถัดไปก็คือคณะที่ ๔ เรื่องของสาธารณสุข ก็เช่นกัน คณะที่ ๕ ก็จะเป็นเรื่องของความเหลื่อมล้ํา ความมั่นคง ทรัพยากรธรรมชาติ และปัญหาเร่งด่วน อย่างเช่นเรื่องไอเคโอ (ICAO) เรื่องของไอยูยู (IUU) ปัญหายาเสพติด เรื่องของการค้ามนุษย์เรื่องของการติดอยู่ในไพรออริตี วอทช์ ลิสต์ (Priority watch list) ของประเทศสหรัฐอเมริกาในเรื่องของการละเมิดสิทธิทางปัญญา อย่างนี้เป็นต้น รวมถึง สิ่งต่าง ๆ ที่จะมีผลในเรื่องของภัยแล้ง ในเรื่องของอุบัติภัยในเรื่องของการบริหารจัดการ ทรัพยากรน้ําหรืออะไร เป็นต้น ก็จะอยู่ภายใต้ชุดท่านประวิตรซึ่งจะดูทั้งมิติของการขับเคลื่อน มิติของการปฏิรูป แล้วก็มิติของการบริหารราชการตามปกติด้วยในเวลาเดียวกัน ทํานองเดียวกับ ชุดที่ ๖ หน้าต่อไปก็จะเป็นเรื่องของด้านท่องเที่ยว วัฒนธรรม และการกีฬาเช่นกันนะครับ ผมเข้าใจว่ามีหน้าที่ ๗ เดี๋ยวขอหน้าต่อไป หมดแล้วนะครับ เพราะฉะนั้นทั้งหมดนี้ก็อยากจะ เรียนว่านี่คือความคืบหน้าของรัฐบาลภายใต้ ๑ ในแม่น้ํา ๕ สาย ว่า ณ วันนี้เราคิดว่ามันอยู่ใน ระยะที่ ๒ ของการปฏิรูปแล้ว ในระยะที่ ๑ นั้นท่านนายกรัฐมนตรีได้แจกแจงมาว่าเอาตั้งแต่ วันที่ ๒๒ พฤษภาคม จวบจนไปถึงวันที่ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๕๘ แต่จากนี้ไปคือตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๘ ไปจนถึงวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๖๐ นั้น เราจะถือว่าเป็นช่วงระยะที่ ๒ ของการปฏิรูปนะครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้คือสิ่งต่าง ๆ ที่ทาง ครม. ก็เริ่มจัดวางระบบต่าง ๆ เพื่อขับเคลื่อน เพื่อปฏิรูป แล้วก็เพื่อบริหารราชการไปพร้อม ๆ กัน ผมคิดว่าเป็นมิติใหม่ ที่อยากจะเรียนให้กับพวกเรา ท่านผู้มีเกียรติ สปท. ในที่นี้ว่านี่คือสิ่งที่รัฐบาลพยายาม จะทํา แล้วทั้งหมดนี้ท่านนายกรัฐมนตรีย้ําอยู่เสมอว่าถึงวันนี้เราจําเป็นจะต้องมีสิ่งที่ มองประเทศในระยะยาว ในระยะที่จะไปตอบโจทย์เรื่องของความมั่งคั่ง มั่นคง แล้วก็ ความยั่งยืนอย่างแท้จริง เราจึงจําเป็นจะต้องมีเรื่องของวิสัยทัศน์ เพราะฉะนั้นควบคู่ไปกับ การขับเคลื่อนต่าง ๆ ดังกล่าว ท่านนายกรัฐมนตรีก็ได้ตั้งคณะกรรมการเรื่องของการจัดทําวิสัยทัศน์ ในระยะ ๒๐ ปีขึ้น ซึ่งนําโดยท่าน พลเอก วิลาศ ซึ่งก็คือท่านเลขาธิการนายกรัฐมนตรี แล้วผมก็มีส่วนในการเป็นกรรมการในชุดนี้ด้วย ผมคิดว่าทั้งหมดนี้คือสิ่งต่าง ๆ ที่อยากจะ กราบเรียนพวกเราใน สปท. นะครับว่าเรื่องของวิสัยทัศน์ เรื่องของยุทธศาสตร์ชาติ เรื่องของการปฏิรูป เรื่องของการปรับเปลี่ยน แล้วก็ตลอดจนเรื่องของสิ่งที่รัฐบาลพยายาม จะเน้นเป็นรีฟอร์ม อิน แอกชัน (Reform in action) โดยการผนวกเอาเรื่องของการขับเคลื่อน การปฏิรูปและการบริหารจัดการเข้าด้วยกัน ณ ขณะนี้นั้นเป็นสิ่งที่สะท้อนความตั้งใจจริง ของท่านนายกรัฐมนตรี แล้วก็ทุกท่านที่เราเชื่อว่าเราจําเป็นจะต้องมีการปฏิรูปเพื่อปรับเปลี่ยน ประเทศไทย ไม่อย่างนั้นเราจะอยู่ไม่ได้ แล้วผมเชื่อว่าถ้าเรามาด้วยความตั้งใจที่มุ่งมั่นแล้วก็ เอากันอีกสักตั้งหนึ่งผมเชื่อว่าเราน่าจะสามารถที่เปลี่ยนแปลงสังคมไทยเพื่อให้ลูกหลาน ของพวกเรามีชีวิตที่ดีขึ้นเป็นประเทศที่มีศักดิ์ศรีในเวทีโลกในอนาคตครับ ขอบพระคุณมากครับ