สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๑๑ · ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๘

สุชาติ นวกวงษ์ หารือเรื่องการปฏิรูปประเทศ โดยเน้นย้ำถึงการปฏิรูประบบการจัดการผังเมืองและทรัพยากร โดยเฉพาะเรื่องการลดการบุกรุกพื้นที่ป่าและจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ

นายสุชาติ นวกวงษ์

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศที่เคารพ ผม รองศาสตราจารย์สุชาติ นวกวงษ์ อาจารย์จากคณะสิ่งแวดล้อม และทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ หมายเลข ๒๑๘ ขอขอบคุณท่านประธานที่กรุณาเชิญคณะกรรมาธิการด้านสาธารณสุข สภาปฏิรูปแห่งชาติ แล้วก็คณะกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภาปฏิรูปแห่งชาติ มาให้ข้อมูล เพิ่มเติม ในส่วนซึ่งท่านสมาชิก สปท. ได้กรุณาอภิปรายแล้วก็ให้ความเห็นเพิ่มเติมนั้น ก็ขอขอบพระคุณนะครับ แต่อย่างไรก็ตามรายงานต่าง ๆ ที่นําเสนอในส่วนของ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ๑๖ เรื่องก็ได้นําเสนอไปแล้ว ซึ่งผมก็จะเพิ่มเติมในส่วนของ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ส่วนด้านสาธารณสุขก็จะเป็นหน้าที่ของพี่หมอพรพันธุ์ ส่วนเรื่องของผังเมืองมี ๔-๕ เรื่องที่ผมจะให้ความเห็นเพิ่มเติม

เรื่องที่ ๑ คือเรื่องผังเมืองรวม เรื่องของผังเมือง ในระหว่างที่ผมเป็นสมาชิก สภาปฏิรูปแห่งชาติก็ได้ดําเนินการเรื่องของการปฏิรูประบบการจัดการผังเมืองโดยการทํา ร่างพระราชบัญญัติผังเมืองเพิ่มเติม และเวลาเดียวกันก็ได้คิดถึงเรื่องปัญหาของการหมดอายุ ของผังเมืองรวม แล้วก็ได้นําเสนอไว้ในรายงานนั้นด้วย และเวลาเดียวกันก็ต้องขอขอบคุณ รัฐบาลที่กรุณาเพิ่มเติมในเรื่องของมาตรา ๒๖ คือให้ช่องว่างของการหมดอายุ ๕ ปี ของผังเมืองรวมนั้นหายไป เมื่อสักครู่นี้ได้มีผู้อภิปรายไปแล้วก็คือท่านอํานวยเป็นคนพูด

เรื่องที่ ๒ เรื่องที่เกี่ยวข้องกับระบบการบริหารจัดการทรัพยากร โดยเฉพาะ เรื่องของการทํารายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมเป็นปัญหาที่ยาวนานต่อเนื่องภายใต้ พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม ปี ๒๕๓๕ มีกระบวนการที่ยาว ต่อเนื่องกันหลายด้านนะครับ ผมเป็นอาจารย์ด้านสิ่งแวดล้อมก็ต้องยอมรับเหมือนกันว่า มันเป็นกระบวนการที่ยาวจริง ๆ ครับ เพราะฉะนั้นการที่นําเสนอเรื่องของโคด ออฟ แพรกทิซ (Code of Practice) หรือกระบวนการปฏิรูปการจัดทํารายงานสิ่งแวดล้อมน่าจะเป็นประโยชน์ เอาไปขับเคลื่อนให้เป็นประโยชน์ให้มากขึ้น แล้วก็ทําอย่างไรถึงจะลดขั้นตอนในการทํางาน เรื่องของการทํารายงานสิ่งแวดล้อมให้เร็วขึ้น อันนี้เป็นปัญหาแต่ก็ได้นําเสนอไว้ในรายงาน เรียบร้อยนะครับ

เรื่องที่ ๓ ก็คือเรื่องของการจัดการขยะ การจัดการขยะเป็นปัญหา ของประเทศ แล้วภายใต้การนําของ คสช. ก็บอกว่าการจัดการขยะเป็นวาระของประเทศ ดังนั้นในคณะกรรมาธิการปฏิรูปทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมก็ได้นําเสนอเรื่องของ การแปรรูปขยะเป็นพลังงาน อันนี้เป็นการจัดการแบบใหม่ การจัดการแบบเดิมคือการกลบฝัง แซนิทารีแลนด์ฟิล (Sanitary landfill) ซึ่งเป็นสิ่งที่ล้าสมัยไปแล้ว การจัดการแลนด์ฟิล (Landfill) คือการยกปัญหาของที่หนึ่งไปไว้อีกที่หนึ่งซึ่งเป็นการยกปัญหาที่ไม่เบ็ดเสร็จ ไม่ต่อเนื่อง ไม่ยั่งยืน เพราะฉะนั้นก็ได้มีการคิดถึงเรื่องของการจัดการขยะแบบใหม่นั่นคือ การแปรรูปขยะเป็นพลังงาน นั่นคือเสนอให้มีการจัดตั้ง มีการก่อสร้างโรงงานแปรรูปขยะ โรงงานไฟฟ้านั่นเองแต่ก็ยังติดปัญหาอีกเยอะแยะมากมาย อันนี้เป็นปัญหาต่อเนื่อง

อีกเรื่องหนึ่งก็คือการจัดการเรื่องของการขออนุญาตสร้างโรงงาน เป็นเรื่องที่ ขอยากมาก ถึงแม้ว่าขณะนี้รัฐบาลจะได้กรุณาออกกฎหมายฉบับหนึ่งที่เรียกว่า กฎหมาย การอํานวยความสะดวกในการจัดตั้งโรงงานหรือสถานประกอบการ ก็ยังมีข้อปัญหา เล็ก ๆ น้อย ๆ ต่อเนื่อง ผมอยู่ในกระบวนการที่ขออนุญาตขอตั้งโรงงานหลายโรงงาน ช่วยกันทางด้านสิ่งแวดล้อม ก็ยังจะเห็นว่าถึงแม้จะมี พ.ร.บ. อํานวยความสะดวกแล้วก็ตามที ก็ยังติดปัญหาอยู่ เพราะฉะนั้น สปท. ก็ต้องไปช่วยกันขับเคลื่อนว่าสิ่งที่ติดขัดคืออะไร

เรื่องที่ ๔ เรื่องที่เราเป็นปัญหาทั้งประเทศคือเรื่องการลดลงของพื้นที่ป่าไม้ ถ้าเราหลับตามองไปที่จังหวัดพิษณุโลก หลับตามองไปที่จังหวัดน่าน จังหวัดเชียงใหม่ และจังหวัดแม่ฮ่องสอน ก็จะพบแนวภาพอย่างที่ท่านเห็นเมื่อสักครู่นี้ที่ท่านคณิตได้กรุณา เอาภาพมาให้ดูนั่นผมคิดว่าเป็นภาพที่จังหวัดน่านและจังหวัดพิษณุโลก นั่นคือการเกิดภูเขา หัวโล้น อันหนึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นอาจจะเนื่องจากเกษตรพันธสัญญาก็เป็นไปได้ นั่นคือ ประชาชนบุกรุกเข้าไปในพื้นที่ป่าแล้วก็ตัดพื้นที่ป่าลงไปแล้วก็ทําการปลูกพืชเกษตรบางอย่าง เช่นปลูกข้าวโพด ก็ทําให้เกิดการแพร่กระจายการลดลงของพื้นที่ป่าอย่างมาก ๆ การลดลง ของพื้นที่อย่างมาก ๆ ทําให้เกิดซอยล์อีโรชัน (Soil erosion) ดินที่สูญเสียลงไปมันก็ไหล เลื่อนมาตามน้ํา สุดท้ายก็ทําให้แหล่งน้ําตื้นเขิน นี่เป็นปัญหาต่อเนื่องกัน เพราะฉะนั้น เราจะต้องหาทางเพิ่มเติมป่าไม้ สิ่งหนึ่งที่นําเสนอโดยคณะกรรมาธิการปฏิรูปทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมก็คือว่าเสนอให้มีป่าชุมชนนอกเขตพื้นที่อนุรักษ์ การที่บอกว่า นําเสนอพื้นที่ป่าชุมชนนอกเขตพื้นที่อนุรักษ์ นั่นหมายความว่า ประชาชนซึ่งอยู่นอกเขต อนุรักษ์สามารถรวมตัวกันจัดตั้งป่าชุมชนได้ ถ้ามี พ.ร.บ. ฉบับนี้ขึ้นมาแล้วก็จะทําให้ ประชาชนรวมตัวกันแล้วก็ทําการรักษาป่าแล้วก็ช่วยกันปลูกป่าเพิ่มมากขึ้น เป็นการช่วย ให้มีพื้นที่ป่าเพิ่มมากขึ้นโดยรัฐบาลไม่ต้องออกแรง รัฐบาลเพียงแต่ให้ความช่วยเหลือเพิ่มเติม

อีกเรื่องหนึ่งที่สําคัญก็คือการลดการบุกรุกพื้นที่ป่า อันนี้การทํารีอัลโลเคต (Reallocate) ก็คือการจัดการพื้นที่ป่าแบบใหม่ นั่นคือต้องไปสํารวจว่าพื้นที่อุทยาน มีขนาดไหน ลดหายไปเท่าไร เป็นไปตามพระราชกฤษฎีกาหรือไม่ ขณะนี้ปัญหาอยู่ที่ตรงนั้น และนอกจากนั้นพื้นที่ป่าสงวนขณะนี้ลดน้อยลงไป เพราะฉะนั้นเราจะเห็นว่าถ้าเราเดินทาง ไปในพื้นที่บางพื้นที่เราจะเห็นต้นไม้อยู่ ๑ ต้น และมีเขียนคําว่า แนวเขตป่าสงวน มีต้นไม้ต้นเดียว นอกนั้นเป็นพื้นที่ปลูกอ้อยเป็นพื้นที่เกษตรหมดเลย มีต้นไม้อยู่ต้นเดียวบอกว่าแนวเขตป่าสงวน แล้วป่าสงวนหายไปไหน อันนี้ก็คือเรื่องของการบังคับใช้กฎหมายอาจจะยังไม่ชัดเจนนัก เราจะต้องเพิ่มมาตรการให้มากขึ้นนะครับ นี่ก็คือสิ่งที่เกี่ยวเนื่องกับทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมนะครับ

เรื่องสุดท้ายก็คือสถานการณ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ขณะนี้ ต้องยอมรับว่าประเทศของเราเป็นเรื่องของสถานการณ์วิกฤติทั้งด้านทรัพยากรป่าไม้ แล้วก็ทางด้านสิ่งแวดล้อม ดังนั้นเรื่องที่นําเสนอทั้ง ๑๖ เรื่องเป็นเรื่องที่ต่อเนื่องกัน และเป็นเรื่องเฉพาะ ทุกเรื่องมีความสําคัญในตัวของมันเอง ก็ขอความกรุณาท่านสมาชิก สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศได้กรุณานําเอาทั้ง ๑๖ เรื่องช่วยขับเคลื่อนต่อไป ก็ต้องขอขอบพระคุณท่านที่กรุณาให้มาพูดเพิ่มเติมนะครับ ขอเชิญพี่หมอพรพันธุ์ มีอะไรเพิ่มเติมไหมครับ