ภูดิศ ทัตติยโชติ หารือเรื่องการปฏิรูปการคุ้มครองผู้บริโภค โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการปฏิรูปหน่วยงานภาครัฐเพื่อให้มีประสิทธิภาพ และส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการคุ้มครองผู้บริโภค พร้อมเรียกร้องให้ภาครัฐช่วยเหลือภาคประชาชนที่อ่อนแอ และสนับสนุนภาคธุรกิจให้แข็งแกร่ง
เรียนท่านประธาน เพื่อนสมาชิก ผม พลเอก ภูดิศ ทัตติยโชติ สปท. หมายเลข ๑๑๓ ในฐานะที่เป็นอดีตรองประธานคณะกรรมาธิการปฏิรูป การคุ้มครองผู้บริโภค สมัยที่ยังมีสภาปฏิรูปแห่งชาตินะครับ ผมขออนุญาตเรียนชี้แจงสรุป โดยย่อถึงวาระการปฏิรูปที่ ๓๑ ในเรื่องของการปฏิรูปการคุ้มครองผู้บริโภคที่คณะกรรมาธิการ ปฏิรูปการคุ้มครองผู้บริโภคได้ดําเนินการเสร็จสิ้นแล้ว แล้วก็ได้ดําเนินการจัดทําเป็นเอกสาร แล้วก็ได้ส่งมอบให้กับท่านไปแล้วนะครับ เอกสารนั้นมีจํานวนเล่มหนามากนะครับ ที่คณะกรรมาธิการได้ทําไปแล้วมีจํานวนถึง ๔๐๐ หน้า เพราะฉะนั้นก็คงเป็นการยากที่วันนี้ ใช้เวลาเพียง ๑๐-๑๕ นาทีที่จะสรุปให้ท่านฟังในเอกสารประมาณ ๔๐๐ หน้าได้นะครับ อย่างไรก็แล้วแต่จะพยายามชี้แจงให้ท่านเห็นถึงประเด็นและสาระสําคัญ ส่วนรายละเอียด ท่านก็สามารถจะไปพลิกอ่านเองได้นะครับ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมอยากจะนําเสนอประการแรก ให้กับพวกเราได้มีความเข้าใจในเรื่องของงานคุ้มครองผู้บริโภค ซึ่งเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวที่สุด แต่เป็นเรื่องที่ค่อนข้างจะไม่ค่อยมีใครเห็น หรือไม่ค่อยที่อยากจะไปเกี่ยวข้องหรือทํามากนักนะครับ
ในประการแรกที่ผมอยากจะเสนอให้พวกเราได้รับทราบนะครับ ท่านสมาชิก ได้รับทราบก็คือเรื่องของสภาพปัญหาด้านการคุ้มครองผู้บริโภค ซึ่งคณะกรรมาธิการปฏิรูป การคุ้มครองผู้บริโภคได้ศึกษามา สรุปโดยย่อ ๆ นะครับ ผมขออนุญาตเป็นภาพฉายนะครับ
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))
เพื่อพวกเราได้เห็นชัด ๆ ส่วนรายละเอียดนั้น คงไม่กล่าวลงไปลึกมากนัก เพราะว่าท่านสามารถไปดูในเอกสารที่จะขยายความได้มากกว่านี้นะครับ ในสภาพปัญหาด้านการคุ้มครองผู้บริโภคซึ่งคณะกรรมาธิการเราได้ศึกษาและตรวจสอบพบนั้น เราก็หยิบยกขึ้นมาด้วยกันคร่าว ๆ ประมาณ ๖ ประเด็นนะครับ
ประเด็นแรก ตามแผ่นฉายคือเรื่องของประการแรกที่เราถือว่าเป็นเรื่องที่มี ความสําคัญ ก็คือเรื่องของสิทธิผู้บริโภคไทยนั้นยังไม่ได้รับการรับรองเทียบเท่าสากล ปัจจุบัน ถ้าท่านดูตามแผ่นฉายท่านจะเห็นว่าสิทธิผู้บริโภคไทยนั้นมีด้วยกันเพียง ๕ ประการ แต่ในระดับสากลหรือเป็นที่ยอมรับในองค์กรสากลในระดับประเทศนั้น ปัจจุบันนี้ เขามีด้วยกัน ๘ ประการ ทีนี้เราก็ต้องคํานึงถึงว่าในขณะที่ประเทศเรากําลังเข้าสู่เออีซี (AEC) อย่างสมบูรณ์ในอีกเร็ว ๆ นี้ ปัจจุบันนี้ก็เข้าแล้ว แล้วก็กําลังจะเข้าให้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้นนั้น เราจะเห็นได้ว่าถ้าเราไม่รีบปรับปรุงในเรื่องสิทธิหรือการรับรองสิทธิของผู้บริโภคไทยนั้น ให้เฉกเช่นเดียวกับประเทศอื่น ๆ ข้างเคียงแล้วเราจะเป็นผู้เสียเปรียบ หมายความว่า สิทธิในการคุ้มครองของเรานั้นได้เพียง ๕ สิทธิเท่านั้นเอง แต่ว่าในต่างชาติหรือประเทศเพื่อนบ้าน ได้มีการคุ้มครองถึง ๘ สิทธิด้วยกัน รายละเอียดตามภาพฉายนะครับ
ประการที่ ๒ ที่เรามองเห็นก็คือว่าสิทธิของผู้บริโภคยังไม่ได้รับการคุ้มครอง ตามกฎหมาย โดยเฉพาะปัญหาในเรื่องของความปลอดภัยของผู้บริโภค
ประการที่ ๓ ผู้บริโภคขาดข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค ไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลเพื่อประกอบการตัดสินใจ
ประการที่ ๔ องค์กรผู้บริโภคไม่มีส่วนร่วมในการกําหนดนโยบาย และมาตรการในการคุ้มครองผู้บริโภค การค้าขาย การค้าของธุรกิจขนาดใหญ่ยังมีลักษณะ ของการผูกขาด ขาดระบบการเยียวยาผู้บริโภคอย่างมีประสิทธิภาพอย่างเพียงพอ อันนี้ เป็นหัวข้อคร่าว ๆ ซึ่งขออนุญาตว่าจะไม่กล่าวลงไปในรายละเอียดนะครับ สิ่งที่ผมอยากจะ นําเสนอต่อไปก็คือว่าอยากจะให้พวกเราได้เห็นภาพของการคุ้มครองผู้บริโภคที่เกิดขึ้น ในประเทศไทย เพื่อให้พวกเราได้ตระหนักถึงความสัมพันธ์ของงานในด้านนี้ ก็คือว่า งานคุ้มครองผู้บริโภคที่เกิดขึ้นในประเทศไทยนั้น ถ้ามองอย่างเป็นรูปธรรมและเห็นที่เป็นตัว จับต้องได้ก็คือ ตั้งแต่มีพระราชบัญญัติที่เราเรียกว่าพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค ฉบับ พ.ศ. ๒๕๒๒ แล้วก็แก้ไขเพิ่มเติมใน พ.ศ. ๒๕๔๑ เจตนาของกฎหมายฉบับนี้ก็เป็น กฎหมายกลางที่จะคุ้มครองประชาชนในฐานะผู้บริโภคจากการเสนอสินค้าและการบริการ เพื่อคุ้มครองประชาชนผู้บริโภค ตามกฎหมายที่กล่าวไปแล้วซึ่งเป็นกฎหมายกลางนั้น ก็จะกล่าวถึงสิทธิของผู้บริโภคไว้ ได้รับรองสิทธิผู้บริโภคไว้ ๕ ประการ ตามที่ผมกล่าวไว้ เบื้องต้นว่าสิทธิเหล่านั้นยังไม่ครอบคลุมสิทธิซึ่งเป็นสากลอย่างเพียงพอ ซึ่งจะต้องดําเนินการ แก้ไขต่อไป ตามกฎหมายฉบับนี้เราจะได้เห็นชื่อของหน่วยงานซึ่งปรากฏและได้มีบทบาท สําคัญอยู่ปัจจุบัน เช่นว่าได้กล่าวถึงคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคในระดับชาติ ได้กล่าวถึง สํานักงานคุ้มครองผู้บริโภค หรือที่เราเรียกกันย่อ ๆ ว่า สคบ. นั่นเองนะครับ แต่ที่จริงแล้ว งานในการคุ้มครองผู้บริโภคนั้นไม่ได้มีเพียงแค่นี้นะครับ ที่จริงแล้วกฎหมายในการคุ้มครอง ผู้บริโภคมีก่อนปี ๒๕๒๒ เสียด้วยซ้ําไปนะครับ เช่นพระราชบัญญัติยา พ.ศ. ๒๕๑๐ เป็นต้น อันนี้เกิดมาก่อนนะครับ แต่กฎหมายต่าง ๆ เหล่านี้เป็นกฎหมายลักษณะที่แต่ละกระทรวง แต่ละทบวง แต่ละกรม หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างก็ทําตาม ๆ กันมานะครับ เช่น พระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. ๒๕๒๒ พระราชบัญญัติเครื่องสําอาง พ.ศ. ๒๕๓๓ พระราชบัญญัติวิธีการพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ อันนี้ก็ล่าสุดนะครับ ก็จะเห็นได้ว่า ยังมีอีกนะครับ ไม่ใช่มีแค่นี้ มีกฎหมายอื่น ๆ อีกมากมาย แต่เป็นลักษณะของต่างคน ต่างทํานะครับ เพิ่งมีกฎหมายฉบับกลางซึ่งเป็นการริเริ่มในมิติใหม่ของการคุ้มครองผู้บริโภค ตามที่ได้กล่าวให้พวกเราได้รับทราบแล้วนะครับ นอกจากกฎหมายอื่น ๆ หรือกฎหมาย ต่าง ๆ ที่ได้ทําการคุ้มครองประชาชนแล้ว ก็ยังมีหน่วยงานอีกมากมายมหาศาลในการดูแล หรือการคุ้มครองผู้บริโภค ต้องถามว่าเมื่อมีหน่วยงานมากมาย มีกฎหมายต่าง ๆ ทั้งทันสมัย และไม่ทันสมัยเกิดขึ้นนั้น แต่สถานการณ์ในการคุ้มครองผู้บริโภคนั้นก็ยังไม่ได้รับการดูแล อย่างมีประสิทธิภาพอย่างเพียงพอ แล้วก็เห็นได้ว่ายังมีการหลอกลวงในเรื่องของการไปทํา ฌาปนกิจสงเคราะห์บ้าง หรือที่เคยปรากฏเมื่อที่ผ่านมา ปัจจุบันก็ซา ๆ ไป เช่น การมา ทุบรถบ้าง ประท้วงบ้าง อย่างนี้นะครับ หรือว่าการโฆษณาหลอกลวงตามที่เราเปิดดูในทีวี (TV) ก็จะเห็นว่าโฆษณายาบํารุงกําลังอะไรทั้งหลาย จริงบ้างเท็จบ้าง สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ ยังปรากฏอยู่นะครับ สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นเป็นไปตามสภาวะของโลก ที่เราเรียกว่า โลกมีการเปลี่ยนแปลง เปลี่ยนแปลงทั้งระดับโลก ระดับภูมิภาค หรือระดับประเทศ ก็สุดแล้วแต่นะครับ กระแสโลกาภิวัตน์ที่มาแรง ตลอดจนความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี สิ่งเหล่านี้ประกอบกับอุปนิสัยของประชาชน วันนี้เราก็ไปหมกมุ่นหรือไปหลงใหลอยู่กับกระแสที่เรียกว่ากระแสบริโภคนิยมพวกเราก็จะ ตกเป็นเหยื่อ ประชาชนที่ขาดความรู้ความเข้าใจ ขาดข้อมูลข่าวสารก็ตกเป็นเหยื่อของพ่อค้า หรือนายทุน สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ตัวคณะกรรมาธิการคุ้มครองผู้บริโภคเราจึงได้ทําเป็นประเด็น เพื่อการปฏิรูปซึ่งเป็นหัวใจของงานปฏิรูปในเรื่องของการคุ้มครองผู้บริโภคไว้หลัก ๆ ๔ ประการ ด้วยกันนะครับ ขออนุญาตตามแผ่นฉายช่วยดูนิดหนึ่งนะครับ งานทั้งสิ้นทั้งปวงนั้น ผมอยากจะกล่าวถึงหัวใจของมันนะครับ คือผมจะพูดถึงทางด้านมุมซ้ายบนก่อน แล้วก็ มุมขวาล่าง เพราะจะมีความยึดโยงซึ่งกันและกันนะครับ มุมขวาบนนี้จะกล่าวถึงประชาชน มีส่วนร่วมในการคุ้มครองผู้บริโภค ขวาล่างจะกล่าวถึงการปฏิรูปหน่วยงานภาครัฐ ให้มีประสิทธิภาพ อยากจะกล่าวให้ท่านทั้งหลายได้เข้าใจนะครับ คือคณะกรรมาธิการ ของเรานั้นได้ศึกษาแล้วเรามองว่าหัวใจจริง ๆ ของการคุ้มครองผู้บริโภคนี้ประกอบด้วย ผู้แสดงหรือผู้เล่นหรือจะเรียกอะไรก็แล้วแต่ในจํานวนด้วยกันทั้งหมด ๓ ส่วนด้วยกัน คือ
ส่วนที่ ๑ ก็คือภาคประชาชนในฐานะเขาเป็นผู้บริโภค อีกฟากหนึ่งก็คือ ภาคธุรกิจ ภาคเอกชน ทั้ง ๒ ฟากนี้อยู่กันคนละซีก ส่วนที่อยู่ตรงกลางอันที่ ๓ ก็คือภาครัฐนะครับ ภาครัฐจะเป็นผู้ถือดุลทั้งสิ้นเลย ซึ่งปัจจุบันนี้เราจะเห็นว่าภาคที่มีความอ่อนแอและโดน เอารัดเอาเปรียบมากที่สุดก็คือภาคประชาชน ภาคประชาชนขาดความรู้ ภาคประชาชน ขาดการรวมตัว ภาคประชาชนขาดทุน ในขณะที่ภาคธุรกิจ ภาคเอกชนนั้นเพียบพร้อมทุกอย่าง ทั้งความรู้ ข้อมูล ข่าวสาร พร้อมที่จะดําเนินการทุกอย่างแล้วนํามาซึ่งผลประโยชน์หรือผลกําไร นั่นก็หมายถึงว่าภาคประชาชนนั้นก็จะต้องพึงระมัดระวังตัวเองให้มากยิ่งขึ้น ปัจจุบันนี้ ดุลเหล่านี้มีตัวช่วยคือภาครัฐจะเป็นตัวช่วย ภาครัฐอยู่ตรงกลาง ภาครัฐไม่ได้ช่วยภาคเอกชน อย่างเดียว หรือภาครัฐไม่ได้ช่วยภาคประชาชนอย่างเดียว ไม่ใช่ ภาครัฐนั้นจะต้องช่วยเหลือ ดูแลประชาชนไม่ให้โดนเอารัดเอาเปรียบ ขณะเดียวกันภาครัฐเองก็จะต้องดูแลช่วยเหลือ ภาคเอกชน เพราะภาคเอกชนเองก็จะต้องได้รับการดูแลเช่นเดียวกันในเรื่องของการแข่งขัน ทางการค้าที่เป็นธรรม กลไกทางการตลาด การผูกขาด เพราะว่าเอกชนนั้นก็เป็นทั้งผู้บริโภค แล้วก็เป็นทั้งนายทุนด้วยในตัวเอง ถ้าเอกชนไปซื้อของเมื่อไร เอกชนก็เป็นผู้บริโภคทันที สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่คณะกรรมาธิการเห็นความสําคัญ เพราะฉะนั้นเมื่อเรามองว่า ภาคประชาชนนั้นเป็นภาคที่มีความอ่อนแอก็พยายามจะเติมเต็มให้กับภาคประชาชนได้รับ ความดูแลและมีความเข้มแข็งยิ่งขึ้น จะเห็นได้ว่าตัวกรรมาธิการได้เสนอกฎหมายที่สําคัญ อย่างยิ่งอันหนึ่งเข้าไปก็คือเรื่องพระราชบัญญัติองค์การอิสระเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคนะครับ องค์การนี้เป็นกฎหมายซึ่งได้รับความสนใจจากทุก ๆ ส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคประชาชน ได้พยายามกดดัน เราพยายามผลักดันจากภายนอกเข้ามา จนกระทั่งในรัฐธรรมนูญ ถึง ๒ ฉบับด้วยกันได้กําหนดในเรื่องขององค์การอิสระเพื่อคุ้มครองผู้บริโภค อยากจะ กล่าวถึงก็คือว่าตามรัฐธรรมนูญ ฉบับพุทธศักราช ๒๕๔๐ มาตรา ๔๗ ครั้งหนึ่งแล้วก็ออกมา เรื่ององค์การอิสระเพื่อคุ้มครองผู้บริโภค อีกครั้งหนึ่งก็คือตามรัฐธรรมนูญ พุทธศักราช ๒๕๕๐ มาตรา ๖๑ ก็กําหนดให้มีองค์การอิสระเพื่อคุ้มครองผู้บริโภค ในนี้จะเขียนอะไรต่อบทบาท หน้าที่ เจตนาเพื่อช่วยเหลือ เสนอแนะอะไรต่าง ๆ นั้นผมไม่กล่าวถึงหรอกครับ แต่จริง ๆ แล้ว องค์การอิสระเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคนั้นหัวใจของมันก็คือว่าเสริมสร้างพลังประชาชน ให้มีความเข้มแข็งเหมือนเป็นองค์กรที่เป็นตัวแทนของภาคประชาชนในการที่จะช่วยเหลือ เป็นปากเป็นเสียงพูดจาให้ประชาชน องค์การอิสระคุ้มครองผู้บริโภคปรากฏมาตั้งแต่ ปี ๒๕๔๐ จนถึงปัจจุบัน ปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญเลยครับจะต้องให้ทํา แต่จนปัจจุบันนี้ พระราชบัญญัติฉบับนี้ก็ยังไม่เกิดเป็นรูปธรรม อันนี้สาเหตุหลัก ๆ ที่ผมได้ลองศึกษาดู ก็จะพบว่าตัวพระราชบัญญัติฉบับนี้เป็นที่อย่างไรดีครับ เป็นที่กังขา หรือเป็นที่ ที่ยังไม่ค่อยมีความสบายใจของหลาย ๆ ฝ่าย ประเด็นก็คือว่าตัวพระราชบัญญัตินี้ถ้ามอง ในภาพของประชาชนก็จะบอกว่าพระราชบัญญัติฉบับนี้เป็นการช่วยเหลือสนับสนุนภาครัฐ ในการทํางาน แต่ขณะเดียวกันภาครัฐเองก็มองไปอีกมุมหนึ่งว่ากฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมาย ซึ่งมอบอํานาจให้กับภาคประชาชนมาทํางานซ้ําซ้อนกับภาครัฐ อันนี้ก็คือปัญหานะครับ
อันที่ ๒ ก็คือเรื่องงบประมาณที่จะมาสนับสนุน องค์กรอิสระนี้ก็มีการพูดจากันมาก อันนี้ตัวคณะกรรมาธิการไม่ลงรายละเอียดนะครับ คณะกรรมาธิการก็ได้เสนอกฎหมาย ฉบับนี้เข้าไป เพราะฉะนั้นกฎหมายฉบับนี้ก็อยากจะเรียนว่าเป็นกฎหมายที่มีความสําคัญ ก็อยากจะขอให้ท่านสมาชิกได้ช่วยกันสนับสนุนกฎหมายฉบับนี้ต่อไปนะครับ ส่วนความขัดแย้ง หรือปัญหาที่ผมกล่าวไปแล้วนั้นก็เป็นประเด็นที่สามารถตกลงและหาข้อยุติกลาง ๆ กันได้ แต่ว่าในสาระสําคัญก็คือจะเป็นกําลังหรือเป็นมือเป็นไม้ให้กับภาคประชาชนที่จะทํางาน หรือเป็นปากเป็นเสียงแทนเขาได้
อีกอันหนึ่งที่เราพูดกันมากและให้ความสนใจในคณะกรรมาธิการก็คือว่า การปฏิรูปภาครัฐให้ทําหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพ ท่านสมาชิกครับ อยากจะเรียนว่า ส่วนราชการที่ทํางานในการคุ้มครองผู้บริโภคนั้นมีถึง ๑๐ กระทรวงด้วยกัน ๑๐ กระทรวงนี้ ก็มีหน่วยงานย่อย ๆ รองลงมาอีกประมาณ ๒๐ หน่วยงานด้วยกันที่ทํางานในเรื่องของ การคุ้มครองผู้บริโภค แต่ละหน่วยงานมีกฎหมาย มีระเบียบ มีคําสั่งของตัวเองทั้งนั้นเลย ที่เกี่ยวข้องมากมายไปหมดเลย เยอะแยะขนาดนี้ก็น่าจะดีนะครับ แต่ว่าความเยอะแยะขนาดนี้ ก็กลายเป็นความยุ่งเหยิง ในที่สุดแล้วประชาชนเองก็ยังได้รับการดูแลอย่างไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย ถ้าพูดกันอย่างไม่อายในฐานะที่ผมเองก็เป็นข้าราชการเหมือนกันว่าเคยไปพบปะพี่น้องประชาชน ในต่างจังหวัด ประชาชนเคยพูดว่าถ้ามีเรื่องร้องเรียนเขาก็จะไปหาองค์กรภาคประชาชนก่อน เขาจะนึกถึง สคบ. เป็นอันดับท้าย ๆ เลย อันนี้ก็เป็นเรื่องที่เราต้องทบทวนตัวเองเหมือนกัน ในส่วนราชการ ถึงปรากฏในเรื่องของการปฏิรูปภาครัฐให้มีการทํางานอย่างมีประสิทธิภาพ สิ่งที่เรามองเห็นก็คือเชื่อไหมครับว่าการทํางาน ๑๐ กระทรวง ๒๐ หน่วยงานรวมทั้งภาคีเครือข่าย ที่แต่ละกระทรวง ทบวง กรม ตั้งขึ้นมานั้นยังไม่เคยมีแผนเรียกว่าแผนระดับชาติ แผนบูรณาการ หรือจะแผนคุ้มครองผู้บริโภคอะไรเลย ไม่เคยมีเลย อันนี้ตัวคณะกรรมาธิการของเราเองนั้น ก็พยายามที่จะทําเรื่องแผนนี้เหมือนกันแต่เผอิญว่าหมดเวลาก่อน เพราะเรามองเห็นว่า ถ้าไม่มีแผน ไม่มีการบูรณาการ ต่างคนต่างทํา ช่องโหว่ความซ้ําซ้อนเกิดขึ้นอย่างมากมาย มหาศาล ในที่สุดแล้วการทํางานก็จะประสบผลอย่างที่เราเรียกว่ายังไม่มีประสิทธิภาพ เพราะฉะนั้นสิ่งที่คณะกรรมาธิการมองก็คือเรื่องดุลเหมือนอย่างที่เมื่อวานท่านอาจารย์เนาวรัตน์ ก็พูดถึงดุลเหมือนกัน ดุลระหว่างภาคประชาชน ดุลระหว่างภาคเอกชน โดยมีภาครัฐเป็นแกน ที่จะประคับประคองทั้ง ๒ ฝ่ายให้เกิดสมดุลซึ่งกันและกัน นอกจากนี้แล้วประเด็นปฏิรูปอื่น ๆ อีก ๒ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการสร้างระบบข้อมูลเตือนภัยเพื่อความปลอดภัยผู้บริโภค หรือการพัฒนากลไกร้องเรียนเยียวยาความเสียหายนั้น ส่วนใหญ่แล้วเป็นงานที่เกี่ยวข้อง กับเรื่องของประเด็นกฎหมายเกือบทั้งสิ้น ทุกส่วนที่ประเด็นปฏิรูปเราพูดถึงหลาย ๆ ส่วน จะเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับกฎหมาย กฎหมายเป็นเครื่องมือให้กับประชาชน ในการปกป้องตัวเอง กฎหมายเป็นเครื่องมือให้กับภาครัฐที่จะผดุงความยุติธรรม ความถูกต้อง กฎหมายเป็นเครื่องช่วยเหลือภาคเอกชนไม่ให้โดนเอารัดเอาเปรียบเกิดการแข่งขันที่เป็นธรรม การค้าขายต่าง ๆ อย่างตรงไปตรงมานะครับ อันนี้คือสิ่งที่คณะกรรมาธิการเราได้มองเห็น ในเบื้องต้น เพราะฉะนั้นผมขออนุญาตที่จะกล่าวในเบื้องต้นเพียงเท่านี้ก่อน ต่อไปจะเป็นเรื่อง รายละเอียดค่อนข้างจะลงไปทางด้านกฎหมายที่คณะกรรมาธิการได้ทําออกมาหลายฉบับนะครับ ยกร่างกฎหมายขึ้นมาหลายฉบับ ต้องขออนุญาตท่านประธานให้ท่านอาจารย์วินัย ดะห์ลัน ได้เป็นผู้เสนอรายงานต่อไปครับ